ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 32 sec ago

292 นักวิชาการจี้ปล่อยตัว น.ศ.-เรียกร้องหยุดคุกคามรณรงค์ประชามติ รธน.

24 min 52 sec ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7238/27952637265_2f54f9a776.jpg" style="width: 500px; height: 317px;" //p p28 มิ.ย. 2559 นักวิชาการ 292 คนในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ออกแถลงการณ์ เรื่องnbsp;ปล่อยตัวนักศึกษาและให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรีnbsp;โดยมีการแถลงข่าวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรียกร้องรัฐไทยปล่อยตัว 7 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ถูกจับกุมคุมขัง หลังจากออกมารณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ ยุติการขัดขวางคุกคามจับกุมผู้ที่รณรงค์ประชามติและแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญ และขอให้รัฐบาลประกาศสัญญาประชาคมว่าจะให้การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม/p pbr /strongแถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองbr /เรื่อง ปล่อยตัวนักศึกษาและให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรี/strongbr /br /เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานจำนวนหนึ่งได้จัดกิจกรรมในย่านนิคมอุตสาหกรรมบางพลีเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจขัดขวางจับกุมและถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ท้ายสุดนักศึกษา 7 คนได้ถูกศาลทหารปฏิเสธคำร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราวและถูกคุมขัง ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพbr /br /การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและเป็นการขัดขวางการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในหมู่ประชาชนเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม การรณรงค์ประชามติของนักศึกษาและประชาชนดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบ สันติ เปิดเผย มิได้ขัดต่อกฎหมายหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลใด แต่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักในสิทธิของตนและได้รับข้อมูลรอบด้านเพื่อตัดสินใจกำหนดอนาคตของตนbr /br /ยิ่งกว่านี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีเนื้อหาที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 61 ที่คุกคามการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน การอ้างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาจับกุมดำเนินคดีผู้ที่รณรงค์ประชามติจึงไม่มีความชอบธรรมbr /br /การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมจะมีความชอบธรรมเป็นที่ยอมรับนั้นต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพ มิใช่การกดขี่บังคับและสร้างความหวาดกลัวดังเช่นที่เป็นอยู่ การณ์กลับเป็นว่าการรณรงค์ประชามติที่รัฐดำเนินอยู่มีลักษณะด้านเดียวคือ เน้นแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ห้ามและดำเนินคดีผู้เสนอข้อมูลอีกด้าน ดังกรณีนักศึกษาและกรรมการสหภาพแรงงานที่เสนอความเห็นต่างกลับถูกขัดขวางจับกุมคุมขัง ในขณะที่นักกิจกรรมและนักการเมืองที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญกลับแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั่วประเทศยังได้ถูกระดมออกไปพบประชาชนเพื่อชี้แจงแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญเพียงด้านเดียว ทั้งหมดนี้จะทำให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปอย่างเสรี ขาดความชอบธรรม และไม่เป็นที่ยอมรับbr /br /เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองพร้อมกับผู้มีรายชื่อแนบท้ายจึงมีข้อเรียกร้องต่อ คสช. ดังนี้br /1. ปล่อยตัวนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ทำการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขbr /br /2. ยุติการขัดขวาง คุกคาม จับกุมผู้ที่รณรงค์ประชามติและแสดงความคิดเห็นต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างสงบ สันติ เปิดเผย พร้อมทั้งให้มีการเสนอความเห็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่องทางต่างๆ ได้อย่างเสรีbr /br /3. ประกาศสัญญาประชาคมว่าจะให้การออกเสียงประชามติวันที่ 7 สิงหาคมเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อสะท้อนความเรียกร้องต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเปิดให้การรณรงค์ประชามติเป็นไปอย่างรอบด้าน ให้ทุกฝ่ายสามารถเสนอข้อมูลทั้งข้อดีและจุดอ่อนของร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่รัฐbr /br /ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคbr /เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองbr /28 มิถุนายน 2559/p pbr /รายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์br /1. กนกรัตน์ สถิตนิรามัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /2. กรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /3. กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช นักวิชาการอิสระbr /4. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลbr /5. กฤติธี ศรีเกตุ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /6. กฤษฎา บุญชัย นักวิชาการอิสระbr /7. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /8. กษมาพร แสงสุระธรรม นักวิชาการอิสระbr /9. กันต์ฌพัชญ์ อยู่อำไพ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /10. กิตติ วิสารกาญจน สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรีbr /11. กิตติกาญจน์ หาญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /12. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระbr /13. กุลธีร์ บรรจุแก้ว คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาbr /14. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอิสระbr /15. กุศล พยัคฆ์สัก นักวิชาการอิสระbr /16. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /17. เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /18. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /19. ขวัญชนก กิตติวาณิชย์ นักศึกษา The University of Manchesterbr /20. เขมรัฐ โอสถาพันธุ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /21. คงกฤช ไตรยวงค์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /22. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /23. คมลักษณ์ ไชยยะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยาbr /24. คารินา โชติรวี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /25. เคท ครั้งพิบูลย์ นักวิชาการอิสระbr /26. เครือมาศ บำรุงสุข นักวิชาการอิสระbr /27. งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /28. จอน อึ๊งภากรณ์br /29. จักเรศ อิฐรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีbr /30. จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /31. จักรกฤษ กมุทมาศ มหาวิทยาลัยขอนแก่นbr /32. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /33. จุฑามณี สามัคคีนิชย์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /34. จันทนี เจริญศรี สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /35. เจษฎา บัวบาล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /36. เฉลิมชัย ทองสุข กลุ่มผู้ประกอบกิจการสังคมเพื่อประชาธิปไตยbr /37. ชล บุนนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /38. ชลัท ศานติวรางคณา สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลbr /39. ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /40. ชวาลิน เศวตนันทน์ Macquarie University, Australiabr /41. ชัชวาล ปุญปัน ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /42. ชัยพงษ์ สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /43. ชนัญญ์ เมฆหมอก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีbr /44. ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /45. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการอิสระbr /46. ชานันท์ ยอดหงษ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /47. ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /48. ชำนาญ จันทร์เรือง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนbr /49. ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามbr /50. เชษฐา พวงหัตถ์ นักวิชาการอิสระbr /51. เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /52. ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยาbr /53. ซัมซู สาอุ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /54. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /55. ญดา สว่างแผ้ว นักวิชาการอิสระbr /56. ญาณาธิป เตชะวิเศษ นักวิชาการอิสระbr /57. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /58. ฐิติรัตน์ สุวรรณสม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /59. ณภัค เสรีรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /60. ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดลbr /61. ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณbr /62. ณัฐกานต์ อัครพงศ์พิศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามbr /63. ณัฐดนัย นาจันทร์ นิสิตปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /64. ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /65. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /66. ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /67. เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /68. เดือนฉาย อรุณกิจ มหาวิทยาลัยพายัพbr /69. ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง นักวิชาการอิสระbr /70. ทนุวงศ์ จักษุพา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนbr /71. ทวีศักดิ์ เผือกสม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /72. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /73. ทับทิม ทับทิม นักวิชาการอิสระbr /74. ทัศนัย เศรษฐเสรี คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /75. ธนพงษ์ หมื่นแสน นักกิจกรรมทางสังคมbr /76. ธนพร ศรียากูล คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครbr /77. ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่นbr /78. ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล Graduate School of Asia-Pacific Studies, Waseda Universitybr /79. ธนศักดิ์ สายจำปา สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชbr /80. ธนาคม วงษ์บุญธรรม นักวิจัยbr /81. ธนาวิ โชติประดิษฐ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /82. ธนิศร์ บุญสม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีbr /83. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /84. ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /85. ธัชธรรม ศิลป์สุพรรณ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /86. ธัญญธร สายปัญญา รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /87. ธิกานต์ ศรีนารา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒbr /88. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /89. ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /90. ธีระพล อันมัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีbr /91. นงเยาว์ เนาวรัตน์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /92. นนท์ นุชหมอน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /93. นภนต์ ภุมมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /94. นภาพร อติวานิชยพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /95. นรุตม์ เจริญศรี คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /96. นฤมล กล้าทุกวัน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /97. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /98. นลินี ตันธุวนิตย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /99. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /100. นาตยา อยู่คง ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /101. นิติ ภวัครพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /102. นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการbr /103. บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /104. บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /105. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /106. บารมี ชัยรัตน์ สมัชชาคนจนbr /107. บาหยัน อิ่มสำราญ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /108. บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /109. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /110. บุปผาทิพย์ แช่มนิล นักกิจกรรมเยาวชน เขาชะเมาbr /111. เบญจมาศ บุญฤทธิ์br /112. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /113. ปฐม ตาคะนานันท์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงbr /114. ประกาศ สว่างโชติ ข้าราชการเกษียณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /115. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /116. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /117. ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /118. ประภากร ลิพเพิร์ท นักวิชาการอิสระbr /119. ประเสริฐ แรงกล้า คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /120. ประภาส ปิ่นตบแต่ง ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /121. ปราโมทย์ ระวิน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาbr /122. ปวลักขิ์ สุรัสวดี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลbr /123. ปวินท์ ระมิงค์วงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยาbr /124. ปัทมวรรณ จิมากร ซิลลิ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /125. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /126. ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /127. ปิยรัฐ จงเทพ สมาคมเพื่อเพื่อนbr /128. ปีติกาญจน์ ประกาศสัจธรรม อดีตอาจารย์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /129. ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /130. พกุล แองเกอร์ นักวิชาการอิสระbr /131. พงศ์สุดา กาศยปนันท์ ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษาbr /132. พงษ์ศักดิ์ รัตนวงศ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /133. พงศ์เทพ แก้วเสถียร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีbr /134. พรณี เจริญสมจิตร์ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /135. พรรณราย โอสถาภิรัตน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /136. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /137. พศุตม์ ลาศุขะ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /138. พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /139. พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /140. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /141. พิชญา พรรคทองสุข คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /142. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /143. พิเชฐ แสงทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /144. พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /145. พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักวิชาการอิสระbr /146. พุทธพล มงคลวรวรรณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /147. แพร จิตติพลังศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /148. ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปล/นักเขียนbr /149. ภัทรภร ภู่ทอง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลbr /150. ภัทรนันท์ ทักขนนท์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /151. ภาสกร อินทุมาร คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลbr /152. มณีรัตน์ มิตรปราสาท นักวิชาการอิสระbr /153. มนตรา พงษ์นิล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยาbr /154. มูนีเราะฮ์ ยีดำ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาbr /155. มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงbr /156. เมธาวี โหละสุต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /157. ยศ สันตสมบัติ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /158. ยอดพล เทพสิทธา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /159. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /160. เยาวนิจ กิตติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /161. รชฎ สาตราวุธ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /162. รชฏ นุเสน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่br /163. รอมฎอน ปันจอร์ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้br /164. รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพbr /165. รัตนา โตสกุล นักวิชาการbr /166. รามิล กาญจันดา คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนbr /167. ลักขณา ปันวิชัย นักเขียนbr /168. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /169. วรยุทธ ศรีวรกุล นักวิชาการอิสระbr /170. วรรณภา ลีระศิริ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /171. วรวิทย์ เจริญเลิศ นักวิชาการอิสระbr /172. วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วาน สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชbr /173. วัชรพล พุทธรักษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /174. วัชรฤทัย บุญธินันท์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /175. วสันต์ ลิ่มรัตนภัทรกุล โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มหาวิทยาลัยมหิดลbr /176. วาสนา ละอองปลิว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /177. วิเชียร อันประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีbr /178. วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระbr /179. วิทยา อาภรณ์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /180. วิภา ดาวมณี นักวิชาการอิสระbr /181. วิภาวี พงษ์ปิ่น คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /182. วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระbr /183. วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)br /184. วิโรจน์ อาลี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /185. วีรบูรณ์ วิสารทสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /186. วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอาคันตุกะ, SOAS, University of Londonbr /187. วีระชัย พุทธวงศ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนbr /188. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /189. ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /190. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /191. ศรันย์ สมันตรัฐ ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /192. ศรีประภา เพชรมีศรี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /193. ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยาbr /194. ศักรินทร์ ณ น่าน คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่านbr /195. ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดลbr /196. ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /197. ศุภกาญจน์ พงศ์ยี่หล้า ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /198. ศุภวิทย์ ถาวรบุตร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /199. สถิตย์ ลีลาถาวรชัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรbr /200. สมเกียรติ วันทะนะ ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /201. สมชาย ปรีชาศิลปกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /202. สมัคร์ กอเซ็ม ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /203. สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ นักวิชาการอิสระbr /204. สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /205. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระbr /206. สามชาย ศรีสันต์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /207. สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /208. สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /209. สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /210. สาวิตร ประเสริฐพันธุ์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /211. สิทธารถ ศรีโคตร ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /212. สิทธิพล เครือรัฐติกาล วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /213. สุชาดา จักรพิสุทธิ์ TCIJbr /214. สุชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพbr /215. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /216. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /217. สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยอิสระbr /218. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลาbr /219. สุภัทรา นีลวัชระ วรรณพิณ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์br /220. สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /221. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /222. สุรัช คมพจน์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /223. สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /224. สุรินทร์ อ้นพรม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /225. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /226. สุไรนี สายนุ้ย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /227. เสนาะ เจริญพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีbr /228. เสาวณิต จุลวงศ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /229. เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณbr /230. เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีbr /231. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /232. หทยา อนันต์สุชาติกุล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้br /233. อดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติbr /234. อนุสรณ์ ติปยานนท์ ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /235. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /236. อภิญญา เวชยชัย คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /237. อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๊วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /238. อภิชาต สถิตนิรามัย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /239. อภิชาติ จันทร์แดง สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่br /240. อมต จันทรังษี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /241. อรชา รักดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /242. อรภัคค รัฐผาไท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /243. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /244. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยbr /245. อรศรี งามวิทยาพงศ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /246. อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /247. อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีbr /248. อังกูร หงษ์คณานุเคราะห์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์br /249. อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /250. อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /251. อันธิฌา แสงชัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์br /252. อัมพร หมาดเด็น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /253. อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์br /254. อาจินต์ ทองอยู่คง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /255. อาชัญ นักสอน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /256. อาทิตย์ ศรีจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครbr /257. อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล อาจารย์พิเศษ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์br /258. อิมรอน ซาเหาะ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้br /259. อิสราภรณ์ พิศสะอาด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่br /260. อุเชนทร์ เชียงเสน สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์br /261. อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชbr /262. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการbr /263. เอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการกฎหมายbr /264. เอกชัย หงส์กังวาน สมาคมเพื่อเพื่อนbr /265. เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรbr /266. เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลbr /267. Aim Sinpeng, Department of Government and International Relations, University of Sydneybr /268. Alessandra Mezzadri, Department of Development Studies, SOAS, University of Londonbr /269. Andrea Molnar, Department of Anthropology, Northern Illinois Universitybr /270. Andrew Newsham, Centre for Development, Environment and Policy, SOAS, University of Londonbr /271. Angela Chiu, Department of the History of Art and Archaeology, SOAS, University of Londonbr /272. Brett Farmer, Honorary Research Fellow, University of Melbournebr /273. Charles Keyes, Professor Emeritus, University of Washingtonbr /274. Clare Farne Robinson, Scholars at Riskbr /275. Jesse Levine, Scholars at Riskbr /276. John Faulkner SOAS, University of Londonbr /277. Kalpalata Dutta, PhD candidate, Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol Universitybr /278. Lars Peter Laamann, History Department, SOAS, University of Londonbr /279. Nadje Al-Ali, Center for Gender Studies, SOAS, University of Londonbr /280. Michael Montesano, Institute of Southeast Asian Studies, Singaporebr /281. Michelle Tan, Faculty of Political Science, Thammasat Universitybr /282. Mulaika Hijjas, SOAS, University of Londonbr /283. Owen Miller, Department of Japan and Korea, SOAS, University of Londonbr /284. Peter Vandergeest, Department of Geography, York Universitybr /285. Philip Hirsch, University of Sydneybr /286. Rachel Harrison, Department of the Languages and Cultures of South East Asia, SOASbr /287. Rahul Rao, Department of Politics and International Studies, SOAS, University of Londonbr /288. Tyrell Haberkorn, Political and Social Change, Australian National Universitybr /289. Wolfram Schaffar, Institut fur Internationale Entwicklung, Universitat Wienbr /290. Yorgos Dedae, SOAS, University of Londonbr /291. สุพัตรา บุญปัจญโรจน์br /292.ณรุจน์ วศินชัยมงคล/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3D5fgy4d_VI" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ลูกโป่ง ใบปลิว

3 hours 32 min ago
!--break--!--break-- p style="margin-left: 80px; text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7614/27833041602_35fd9f9cc1_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" //p p style="margin-left: 80px;"ตอนเด็กเด็ก ซื้อลูกโป่ง ยี่สิบบาทbr /เอาเชือกพัน ผูกคาดไว้ที่แขนbr /โน่นสีขาว สีชมพู ชุปเปอร์แมนbr /ผูกใม่แน่น ลอยฟ้า น้ำตานอง/p p style="margin-left: 80px;"br /นั่นลูกโป่ง ของเราbr /ลอยอยู่ บนฟ้าเล่า ข้าเจ้าของbr /ฟ้ามีเมฆ กลมยาว ขาวผ่องbr /ลอยตุ๊บป่อง กว่าลูกโป่ง ที่ลอยไป/p p style="margin-left: 80px;"br /ฉันเกลียดท้องฟ้า น่าใจร้ายbr /ท้องฟ้ากลาย มาปล้น โจรคนใหม่br /ฉันเกลียดฟ้า อย่างไม่น่าให้อภัยbr /อีกพวกดาว มากมาย อยู่ใต้ฟ้า/p p style="margin-left: 80px;"br /วันหนึ่งเห็น ดาวตก ฉันหัวเราะbr /ดาวใจเสาะ ระงม สมน้ำหน้าbr /พลันนั้นดาว ที่ร่วงหล่น บนเวลาbr /ก็ตกอยู่ ที่บ่า โจรใจร้าย/p p style="margin-left: 80px;"br /ดาวสะกด จิตโจร เหมือนโหรเก่าbr /โจรกลัวเข้า รีบกลัว กลัวโยกย้ายbr /วิ่งไล่แย่ง ลูกโป่ง ตะเกียกตะกายbr /ดาวศรัทธา พร่างพราย ชาติชายจริง/p p style="margin-left: 80px;"br /โถฉันไม่มีลูกโป่ง เธอก็ไม่มีลูกโป่งbr /ทุกอย่างโล่ง อยู่ทั่วไป ทั้งชายหญิงbr /เมื่อลูกโป่ง เสรีภาพ ไม่มีจริงbr /โลกทั้งมวล แน่นิ่ง เผด็จการ/p p style="margin-left: 80px;"---------------------------------------/p p style="margin-left: 80px;"ลูกโป่ง ลอยลมไหว เหมือนใบปลิวbr /เป็นรอยริ้ว ของคนกล้า มหาศาลbr /เมื่อโป่งปล่อย ปลิวปลิด หมู่มิตรมารbr /เผด็จการ จงพินาศ ประกาศชัย...โย/p p style="margin-left: 80px;"nbsp;/p p style="margin-left: 80px;"nbsp;/p piframe allowfullscreen="true" allowtransparency="true" frameborder="0" height="315" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F300084093490011%2Fvideos%2Fvb.300084093490011%2F610153899149694%2F%3Ftype%3D3amp;show_text=0amp;width=560" style="border:none;overflow:hidden" width="560"/iframe/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/y84E05CJr4s" height="1" width="1" alt=""/

'ปาตานีรายาเพื่อสันติ' ร้องรัฐเคารพ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน

Mon, 27/06/2016 - 22:13
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) ได้ออกแถลงการณ์พิเศษnbsp;2/2559 nbsp;เรื่อง เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเทศไทย โดยมีข้อรียกร้อง nbsp;ขอให้เครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ช่วยกันรณรงค์ปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งขอให้ทางภาครัฐให้ความเป็นธรรมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนภายในรัฐ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธ.ค. พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948)/p pโดยมีรายละเอียดดังนี้/p pnbsp;/p div class="note-box" p style="text-align: center;"strongแถลงการณ์พิเศษ2/2559 สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR)/strong/p p style="text-align: center;"strongวันที่ 27 มิถุนายน 2559/strong/p p style="text-align: center;"strongเรื่อง เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเทศไทย/strong/p pสืบเนื่องจากการเกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมากในราชอาณาจักรไทย ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อาทิnbsp;/p p1.เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่(NDM) นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และกลุ่มสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัว เนื่องจากการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ ต่อมาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยในจำนวนนั้นมีผู้ขอประกันตัว 6 ราย ที่เหลืออีก 7 รายยืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจึงไม่ขอประกันตัว ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาศาลทหารเพื่อขออนุญาตฝากขัง โดยที่ 6 ราย ขอประกันตัวและได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพและ ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ 7 รายที่ไม่ยี่นประกันตัวนั้นถูกฝากขังที่เรือนจำดังกล่าว/p p2.เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2559 ทหารนอกเครื่องแบบนอนเฝ้าและย้ำห้ามขบวนการอีสานใหม่พูดเรื่องการเมือง ในระหว่างการเดินรณรงค์ Walk for Rights เดินเพื่อสิทธิชีวิตคนอีสาน ที่จังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งสอบถามรายละเอียดส่วนตัวของผู้ร่วมเดินรณรงค์อย่างยิบย่อย/p p3.เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กอ.รมน.ภาค 4ส่วนหน้า ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นายสมชาย หอมลออ และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสารและความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 หลังจากที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ องค์กรเครือข่ายนุษยชนปาตานี เก็บข้อมูลและเรียบเรียงโดยทำ‘รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557 – 2558’ (a href="http://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.deepsouthwatch.org%2Fnode%2F8106amp;h=qAQEEbBiHAQGNBAQAOENffduYFEBR4csXy8emF5TDrtMfxwamp;enc=AZMPgw7fmz6gAiRfNLkY7sTl1uQQlwb10yOxQx24MezAIrHIDWQB7rX6ua9HXK_T61-TC-7Ko0XS4XNVaGS8qXq68bQx8GsRD2GVCtlweXBtT3FswZM2NkNvo0dDP0ZmVxwfLC6mVHOUD-7yyaMqzzgH_hIqsO9Ife1cso2a6gYBjfUmOncIEXExVtwU3wR8HtIGBYsao1Je4d9sBaxkIOWwamp;s=1" target="_blank"http://www.deepsouthwatch.org/node/8106/a) และเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี/p p4. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท รูปธรรมที่ส่งผลชัดเจน คือ การลิดรอนการเรียกร้องต่อสู้ของประชาชนตามสิทธิชุมชน กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โรงไฟฟ้าถ่านหินบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ฯลฯ/p p5. แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 2557 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช). ฉบับที่ 64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช). ฉบับที่ 66/2557 เรื่องเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นทั่วประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับภาครัฐถูกดำเนินคดี คุกคาม ไล่รื้อทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้าง/p pในขณะที่ราชอาณาจักรไทย ลงนามสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี ซึ่งสหประชาชาติ (United Natiaon) ถือเป็นสนธิสัญญาหลัก จานวน 7 ฉบับ ได้แก่/p p(1)nbsp;nbsp;nbsp; กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)nbsp;br /(2) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination: ICERD)nbsp;br /(3) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือ ย่ายีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT)nbsp;br /(4) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR)br /(5) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women - CEDAW)br /(6) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC)br /(7) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities - CRPD)/p pปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948) กล่าวถึง สิทธิมนุษยชนซึ่งมีสาระสำคัญ คือ หลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน (ข้อ 1-2) สิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมือง(ข้อ 3-21) สิทธิด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม (ข้อ22-27) และหน้าที่ของบุคคล สังคม และรัฐ (ข้อ 28-30)/p pหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นพลเมือง ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948) ระบุว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศของตน ทั้งโดยทางตรงหรือทางผู้แทนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค ทุกคนมีสิทธิในการชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ ทุกคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น แสวงหาข้อมูลข่าวสาร และสามารถรับส่งข้อคิดเห็นต่างๆ ผ่านสื่อใดๆก็ได้โดยปราศจากการแทรกแซง บุคคลจะถูกจับกุม กักขัง ตามอำเภอใจไม่ได้ ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะ ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ บุคคลจะถูกกระทำการทรมาน หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้ เป็นต้น/p pทางสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) จึงมีข้อเรียกร้องเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในประเทศไทยตึงเครียดไปมากกว่าที่เป็นอยู่ จนอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อสายตานานาอารยประเทศและอาจทำให้เกิดภาวะบรรยากาศที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรงของภาคประชาชนที่ถูกกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก จะหันหลังให้กับกระบวนการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานในทางการเมืองด้วยสันติวิธีก็เป็นได้นั้น ซึ่งประกอบด้วย/p p1.ขอให้เครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ช่วยกันรณรงค์ปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง/p p2.ขอให้ทางภาครัฐให้ความเป็นธรรมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนภายในรัฐ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (10 ธันวาคม พ.ศ. 2491/ค.ศ.1948)/p p style="text-align: center;"ด้วยรักษ์สันติภาพ สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย/p p style="text-align: center;"สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา(LEMPAR) และภาคีร่วมnbsp;/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sLM-jfrXzrQ" height="1" width="1" alt=""/

สหภาพฯ แอร์โฮสเตสไชน่าแอร์ไลน์กลับเข้าทำงาน หลังเจรจาได้ข้อยุติ

Mon, 27/06/2016 - 21:08
divหลังสหภาพแรงงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของไชน่าแอร์ไลน์หยุดงานประท้วงครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินไต้หวัน เหตุไม่พอใจระเบียบบริษัทใหม่ที่ต้องไปรายงานตัวชานเมือง-ละเว้นกฎหมายแรงงาน ซึ่งถือเป็นการบังคับให้ทำงานล่วงเวลา-อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบิน มาวันนี้ (27 มิ.ย.) พนักงานกลับเข้าทำงานดังปกติแล้ว/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7403/27937112805_a7818a00dd_o_d.png" style="width: 505px; height: 388px;" //div divnbsp;/div divstrongspan style="color:#ffa500;"เว็บไซต์ buzzwav.com ได้รวบรวมภาพการหยุดงานประท้วงของสมาชิกของสหภาพแรงงานสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา /spana href="http://buzzwav.com/en/strike-taiwans-china-airlines-crew-leaves-20000-passengers-stranded/"span style="color:#ffa500;"(สามารถคลิ๊กดูภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่)/span/aspan style="color:#ffa500;"nbsp;/span/strong/div divnbsp;/div divสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเมืองเถาหยวน (Taoyuan) ซึ่งมีพนักงานของสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ (China Airlines) เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ ได้ประกาศให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องของสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ นัดหยุดงานประท้วงตั้งแต่เวลา 0.00 น. ของวันที่ 24 มิ.ย. เพื่อเรียกร้องให้บริษัทฯ ยกเลิกการใช้ระเบียบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา เช่น การเปลี่ยนสถานที่รายงานตัวเพื่อเข้าทำงานในแต่ละวันจากสนามบินซงซาน (Songshan) ไปเป็นที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน และระเบียบใหม่ของบริษัทฯ นี้ก็ยังมีการฉวยโอกาสยกเลิกการบังคับใช้บางมาตราของกฎหมายแรงงานไต้หวัน เช่น ที่ระบุให้นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันเองในเรื่องของเวลาทำงาน วันหยุด และวันพักร้อน ของพนักงาน เป็นต้น/div divnbsp;/div divระเบียบใหม่ของบริษัทฯ นี่เองได้ทำให้สมาชิกของสหภาพแรงงานสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่สุดของไต้หวันได้ประท้วงหยุดงาน ส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารกว่า 20,000 คนไม่สามารถทำการเดินทางได้ตามปกติ เนื่องจากไชน่า แอร์ไลน์ ต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดที่ออกจาก 2 สนามบินหลักในกรุงไทเป คือสนามบินซงชานและเถาหยวน พนักงานส่วนใหญ่ที่ทำการประท้วงนั้นเป็นแอร์โฮสเตสได้ประท้วงที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยที่บริษัทต้องการให้พวกเขาทำงานในสนามบินเถาหยวนซึ่งอยู่ชานเมืองของกรุงไทเป แทนที่การทำงานที่สนามบินซงชานซึ่งอยู่ในเมือง ซึ่งสหภาพแรงงานระบุว่ามาตรการนี้พนักงานจะต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ชั่วโมงจากปกติ ซึ่งถือเป็นการบังคับให้พวกเขาต้องทำงานล่วงเวลาและจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านการบิน นอกจากนี้ทางสหภาพแรงงานฯ ยังได้เรียกร้องให้บริษัทฯ เพิ่มเงินเบี่ยเลี้ยงสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศจากที่ได้แค่ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง และเพิ่มจำนวนวันหยุดจาก 118 วันเป็น 123 วัน/div divnbsp;/div divหลังจากนั้น ทั้งสหภาพแรงงานฯ และผู้บริหารได้เจรจากันและสามารถบรรลุข้อตกลงข้อสำคัญ ๆ ได้แล้วคือ การเปลี่ยนสถานที่รายงานตัวเพื่อเข้าเวรทำงานในแต่ละครั้งเป็นที่เดิมคือสนามบินซงซาน, การรับประกันวันหยุด 123 วันต่อปี วันหยุดเดือนละ 8 วัน วันหยุดพักผ่อนไตรมาสละ 30 วัน ค่าแรงการทำงานในวันหยุดราชการ 2 เท่าของค่าแรงปกติ และส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงานไต้หวัน ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยงในต่างประเทศปรับเพิ่มจาก 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมง รวมทั้งการเปลี่ยนระบบการประเมินผลงานจากที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ประเมินฝ่ายเดียว มาเป็นไปแบบสองทาง คือให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานประเมินผลงานซึ่งกันและกันด้วย และในวันนี้ (27 มิ.ย. 2559) เว็บไซต์ a href="http://www.hrmasia.com/content/china-airlines-strike-ends"HRM Asia/a รายงานว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องของสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ได้กลับมาทำงานตามปกติแล้ว/div divnbsp;/div divอนึ่งไชนา แอร์ไลน์ เป็นสายการบินแห่งชาติของไต้หวัน ที่รัฐบาลไต้หวันถือครองกิจการบางส่วนอยู่ และการนัดหยุดงานเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จำนวน 2,638 คน ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้นัดหยุดงานประท้วง จนกลายเป็นการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอุตสาหกรรมการบินของไต้หวัน/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dbYBXBOKAVY" height="1" width="1" alt=""/

'อาสานักสิทธิ' ขอ คสช.ยุติดำเนินดคีผู้รณรงค์ประชามติ ปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

Mon, 27/06/2016 - 19:19
p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}"อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์ต่อกรณีจับกุมและดำเนินคดีผู้รณรงค์ประชามติระบุเป็นการทำลายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขอให้ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข หยุดจับกุมประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ/p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}" !--break--!--break--/p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}" style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7434/27336138924_21f175cb5c.jpg" //p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}"จากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 มีนักกิจกรรมจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (NDM) นักกิจกรรม รามคำแหง และกลุ่มสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัวตั้งแต่วันนี้ที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากไปแจกแผ่นพับและเอกสารให้ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66488"อ่านข่าวที่นี่/a) nbsp;ต่อมาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยในจำนวนนั้นมีผู้ขอประกันตัว 6 ราย ที่เหลืออีก 7 รายยืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจึงไม่ขอประกันตัว ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาศาลทหารเพื่อขออนุญาตฝากขัง โดยที่ 6 ราย ขอประกันตัวและได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพและnbsp;ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ 7 รายที่ไม่ยืนประกันตัวนั้นถูกฝากขังที่เรือนจำดังกล่าว (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66511"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)nbsp;รวมทั้ง 24 มิ.ย. มีการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหากับนักศึกษาที่จัดกิจกรรม "ปัดฝุ่นประชาธิปไตย" ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากการชุมนุมทางการเมือง ที่มีจำนวน 5 คนขึ้นไปnbsp;/p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}" id="js_q"เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ในฐานประชาชน เยาวชน เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของ คสช. เป็นการทำลายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีทั้ง 20 คน และปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข หยุดจับกุมประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ/p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}"โดยมีรายละเอียดดังนี้/p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}" style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7633/27336139044_bdf95d392d_b.jpg" style="width: 600px; height: 494px;" //p p data-ft="{quot;tnquot;:quot;Cquot;}" style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7398/27948397255_599bb37558_b.jpg" style="width: 600px; height: 748px;" //p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66488" target="_blank" แจกเอกสาร NDM โดนข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน- 7 นศ.ลั่นไม่ประกันตัว เตรียมถูกฝากขัง/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66522" target="_blank"โรม NDM ฝากถึงคสช. หากรับการวิจารณ์ รธน. ไม่ได้ รธน. ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับได้เช่นกัน/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66526" target="_blank" คนงานเล่านาทีถูกจับหลังแจกใบปลิวรณรงค์ประชามติที่บางพลี จ่อฟ้อง กสม. กกต. ยูเอ็น/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gzFwUvAC-IM" height="1" width="1" alt=""/

'ศาสดา-Drama-addict' เคลียร์ดราม่าปมแรงงานพม่าร้องซูจีปรับสวัสดิการ

Mon, 27/06/2016 - 19:18
divปมโวยแรงงานพม่าร้องปรับสวัสดิการกับ ออง ซาน ซูจี Drama-addict ชี้เป็นข้อเรียกร้องให้แรงงานเข้าสู่ระบบ กันนายหน้าหักหัวคิว เพจศาสดา ระบุเป็นมาตรฐานปกติที่ประเทศอารยะพึงมีเหตุเราลงนามเป็นภาคีกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ไว้นานแล้ว อัดคนจำนวนหนึ่งที่ทนไม่ได้ เพราะลึกๆ ชินกับแรงงานทาส/div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7133/27323064593_d7f73917a4_b.jpg" style="width: 600px; height: 397px;" //p p27 มิ.ย.2559 จากกรณี ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ประเทศพม่าnbsp;ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยในช่วงวันที่ 23-25 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยในโซเชียลเน็ตเวิร์คมีการเผยแพร่ข้อเรียกร้องสวัสดิการของกลุ่มแรงงานข้ามชาติต่อซูจี พร้อมการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เช่นเพจ 'a href="https://www.facebook.com/lordsrisainarong/photos/a.270601686390839.61458.270599246391083/965393080245026/"ออกญาศรีไสยณรงค์/a' โพสต์ภาพ 12 ข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมข้อความว่า "สยาม เป็นเอกราช หาใช่เมืองที่ ผู้ใดจะมาเอารัดเอาเปรียบ" นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นคัดค้านข้อเรียกร้องดังกล่าว รวมทั้งมีเพจอีกหลายแห่งโพสต์ในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน/p h3span style="color:#0000cd;"Drama-addict ชี้เป็นข้อเรียกร้องให้แรงงานเข้าสู่ระบบnbsp;/span/h3 pจากนั้น 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาเพจดังอย่าง 'a aria-describedby="js_s" aria-haspopup="true" aria-owns="js_r" data-ft="{quot;tnquot;:quot;kquot;}" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=141108613290" href="https://www.facebook.com/DramaAdd/?fref=photo" id="js_t"Drama-addict/a' โพสต์ข้อความถึงการปั่นกระแสให้คนเกลียดชัwbrงซูจีและแรงงานพม่าของเฟซบุ๊กแฟนเพจหลายที่ จากกรณีข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยnbsp;Drama-addict ระบุว่า แรงงานพม่าก็เสียภาษีเหมือนคนไทย พร้อมทั้งระบุว่าข้อเรียกร้องเหล่านั้นเป็นความพยายามให้แรงงานพม่าที่มาทำงานในไทย เข้ามาอยู่ในระบบ ไม่ให้มีแรงงานเถื่อนที่นายหน้าลักลอบพาเข้ามาแล้วหักหัวคิว ซึ่งนายหน้าเหล่านั้นโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นกอบเป็นกำ แทนที่ประเทศชาติจะได้ผลประโยชน์ตรงนี้คือคนชาติไหน คนไทยนี่ไง/wbr/p div"ไม่มีคนชาติไหนจะทำร้ายชาตินั้นได้หนักเท่าชาติตัวเองอีกแล้ว"nbsp;Drama-addict ระบุ/div pโดยมีรายละเอียดดังนี้nbsp;/p div class="note-box" pจนถึงบัดนี้ เพจการเมืองหลายๆเพจก็ยังคงwbrปลุกปั่นกระแสให้คนเกลียดชัwbrงซูจีและแรงงานพม่า ด้วยเหตุผลคือข้อเรียกร้องหwbr้าประการนั้นอยู่เนืองๆbr /br /พวกหัวอ่อนก็ด่าซูจีกับแรงงwbrานพม่ากันรัวๆ มีไล่ให้กลับพม่าด้วยนะเออวwbr์ ที่ฮาคือมีคนยกเหตุผลว่า แรงงานพม่าพวกนี้ไม่เสียภาษwbrี มาเอาเปรียบคนไทย มาแย่งภาษีคนไทย ทำไมมันถึงมีสวัสดิการรักษาwbrด้วยประกันสังคมทั้งๆที่เป็wbrนคนต่างด้าวbr /br /โถ ไม่แปลกใจเลยทำไมถึงปลุกปั่wbrนกันง่ายงี้ เพราะไม่รู้เหี้ยอะไรเลยซักอย่างนี่wbrเอง คือแรงงานพม่าที่มาทำงานในไwbrทยนั้น เสียภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ เหมือนคนไทยนั่นล่ะ ส่วนภาษีเงินได้นั้นรายได้เwbrขาไม่ถึงก็เรื่องปรกติ คนไทยยังไม่ต้องจ่ายภาษีเงิwbrนได้ตั้ง 80 กว่า %br /br /ส่วนเรื่องประกันสังคมนั้น การที่แรงงานต่างด้าวใช้สิทwbrธิรักษาใน รพ ได้ เพราะนายจ้างเขาจะหักค่าแรงwbrส่วนนึงแล้วจ่ายเข้าประกันสwbrังคมให้แรงงานต่างด้าว พวกเขาจึงสามารถเข้ารักษาในwbrnbsp;รพ เมื่อเจ็บป่วยได้ ก็แฟร์ๆดีนะ อันนี้สิทธิมนุษยชนพื้นฐานมwbrาก คุณจะให้เขามาทำงานในบ้านเรwbrาแต่พอเจ็บป่วยก็เสือกใสเขาwbrกลับไปพม่าเรอะ ใครคิดแบบนั้นได้ ขอคารวะเลยครับว่าจิตใจคุณแwbrม่งเหนือมนุษย์ไปแล้วbr /br /ถ้าดูรายละเอียดกันจริงๆ สิทธิที่แรงงานต่างด้าวมีนีwbr่ น้อยกว่าคนไทยเยอะมากครับ เยอะกว่าแบบเทียบกันไม่ติดเwbrลย ของเรามีสิทธินู่นนี่นั่นมาwbrกมาย ของเขามีเท่านี้แหละ แต่ที่พวกมึงออกมาโวยวายว่าwbrตัวเองมีสิทธิน้อยกว่าคนพม่wbrา เพราะมึงโง่ไงครับ ที่ไม่รู้จักเช็คว่าตัวเองมwbrีสิทธิอะไรบ้าง ทั้งๆที่พลเมืองประเทศนี้สิwbrทธิแม่งยุ่บยั่บเต็มไปหมดbr /br /แล้วข้อเรียกร้องของซูจีนั้wbrน ถ้าคุณอ่านเข้าใจนะครับ เขาจะพยายามให้แรงงานพม่าทีwbr่มาทำงานในไทย เข้ามาอยู่ในระบบ ไม่ให้มีแรงงานเถื่อนที่นายwbrหน้าลักลอบพาเข้ามาแล้วหักหwbrัวคิวรัวๆอีก เพราะอะไร เพราะผลดีมันจะตกอยู่กับทั้wbrงเราและพม่า ได้กำไรกันทั้งสองประเทศbr /br /ของเขาก็ได้ค่าแรงเต็มเม็ดเwbrต็มหน่วย ไม่ต้องแบ่งให้นายหน้าbr /ส่วนของเราก็ได้เต็มๆเหมือนwbrกัน แถมยังบริหารจัดการง่ายขึ้นwbrด้วยbr /br /แล้วรู้มั้ยครับ นายหน้าที่ลักลอบพาแรงงานต่wbrางด้าวเข้ามาทำงานแบบผิดกฏหwbrมาย แล้วโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเwbrองเป็นกอบเป็นกำ แทนที่ประเทศชาติจะได้ผลประwbrโยชน์ตรงนี้คือคนชาติไหนbr /br /คนไทยนี่ไงครับbr /br /ไม่มีคนชาติไหนจะทำร้ายชาติwbrนั้นได้หนักเท่าชาติตัวเองอwbrีกแล้วbr /br /อ้อ นี่ยังไม่รวมกรณีที่มีนายหนwbr้าคนไทยเล่นตุกติกไปพาคนต่าwbrงชาติมาขึ้นทะเบียนปลอมว่าเwbrป็นแรงงานต่างด้าว แล้วพาข้ามฟากมาใช้สิทธิประwbrกันสังคมใน รพ ตามชายแดนนะ ถถถถถถถถถถถถถถbr /br /เอาจริงๆจ่าว่าจ่าพอเข้าใจไwbrอ้พวกที่โดนปลุกปั่นให้ด่าซwbrูจีนะว่าเพราะอะไรbr /br /เพราะในใจลึกๆมันคงอยากได้ผwbrู้นำประเภทนี้ ที่เรียกร้องผลประโยชน์ให้แwbrรงงานชาติตัวเองแบบสมาร์ทๆ แต่มันไม่มีทางทำอะไรได้แล้wbrว เลยเปลี่ยนความรู้สึกเป็นโกwbrรธขึ้งและเกลียดชังเขามั้งnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p /div h3span style="color:#0000cd;"ศาสดา ชี้เป็นมาตรฐานปกติที่ประเทศอารยะพึwbrงมี/wbr/span/h3 pขณะที่เพจ 'a href="https://www.facebook.com/sasdha/photos/a.136628223104528.19869.119139078186776/796598967107447/"ศาสดา/a' โพสต์ต่อกรณีดังกล่าววันนี้ (27 มิ.ย.59) โดยระบุว่า เรียกร้องยื่นต่อwbrซูจี ไม่มีอะไรเกินกว่าปกติเลยnbsp;เป็นมาตรฐานปกติที่ต้องทำwbrอยู่แล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่กับแรงงานพม่าnbsp;แต่กับแรงงานทุกๆ ชาติ เพราะเราลงนามเป็นภาคีกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ไว้นานแล้ว nbsp;รวมทั้งตามมาตรฐานกฏหมายระหว่างประเทศnbsp;พร้อมระบุด้วยว่า คนจำนวนหนึ่งที่ทนกับข้อเรียกwbrร้องแบบนี้ไม่ได้ เพราะลึกๆ ชินกับแรงงานทาส/wbr/wbr/wbr/p pรายละเอียดที่เพจศาสดาโพสต์ nbsp;/p div class="note-box" pอยากจะเขียนเรื่องข้อเรียกรwbr้องที่เสนอต่อซูจีสักหน่อยนwbrะครับ แต่จะไม่เขียนในมุมของ "ถ้าไม่มีแรงงานพม่าไทยเจ๊งwbrยับ" หรือในมุมแบบว่า "แรงงานพม่าก็เสียภาษีนะเว้wbrยไม่ด้อยู่ฟรีๆ" แบบที่หลายๆ ท่าน หรือหลายๆ เพจเขียนกัน ซึ่งถามว่าถูกมั๊ย ก็ถูก แต่สองประเด็นข้างต้น ไม่ได้ address สิ่งที่ซูจีพูดเท่าไรนักnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/p pผมคิดว่าจริงๆ แล้วถ้าอ่านดีwbrๆ ข้อเรียกร้องของทั้งหมดนี้nbsp;จริงๆ ไม่มีอะไรที่เกินกว่ามwbrาตรฐานปกติที่ประเทศอารยะพึwbrงมีnbsp;คือ พูดง่ายๆว่าในฐานะผู้ใช้แรงwbrงานปกติ เรื่องพวกนี้แม่งควรมีอยู่แwbrล้ว nbsp;- ให้ได้ค่าแรงขั้นต่ำงี้nbsp;- สิทธิรักษาพยาบาลงี้nbsp;- ประกันสังคมงี้ nbsp;- แก้ไขการขูดรีดงี้nbsp;- ให้ดำเนินคดีกับนายจ้างที่ใwbrช้แรงงานทำผิดกฎหมายงี้ nbsp;- แก้ไขเรื่องแรงงานที่ไม่เป็wbrนตามข้อตกลงงี้ nbsp;- ให้มีสวัสดิการแรงงานสูงอายwbrุงี้nbsp;br /br /อีเหี้ย ด้วยความเคารพ nbsp;ไม่ทราบว่าข้อไหนมัน "เกินไป" ในสายตาของมึงวะ? nbsp;อันนี้ถามจริงๆ ไม่ได้อีเดียต หรือโลกสวยอวยพม่าอะไรเลยนะwbrnbsp;nbsp;อย่างสิทธิรักษาพยาบาล หรือ ประกันสังคมงี้ มันมีประเภทต่างๆ เราครีเอทสิทธิขั้นพืนฐานบาwbrงอย่างมาดูแลเขาได้ ก็เข้ารักษาnbsp;เวลาเจ็บป่วย ใช้ได้ที่ รพ.ไหนบ้าง มันก็มีวิธีกำหนดตามเกณฑ์nbsp;มึงคิดว่าแม่งจะเรียกร้องถึwbrงขั้นแบบต้องนอนบำรุงราษฎร์wbrหรอวะ nbsp;มึงกลัวว่าภาษีมึงจะต้องจ่าwbrยให้แรงงานพม่าไปนอน BNH หรอ?nbsp;ป่าวเลย เขาเรียกร้องสิทธิที่แม่งธรwbrรมดามากๆ เข้าถึงสาธารณสุขได้ nbsp;มึงจะให้เขาซื้อยาต้ม แดกยาหมอตี๋หรอวะ ไอ่สัส มึงจะไม่ให้ไปหาหมอหรอ?br /br /หรือเรื่องการดูแลแรงงานไม่wbrให้นายจ้างใช้ทำผิดกฎหมายnbsp;เอารัดเอาเปรียบ หรือใช้งานที่ไม่เป็นตามข้อwbrตกลงเนี่ยnbsp;มันมีอะไรที่น่าเดือดร้อนหรwbrอครับ? ในเมื่อมันคือสิ่งที่ต้องทำwbrnbsp;ที่จริงเขาไม่ต้องพูดอะไรแบwbrบนี้เลยก็ได้ ถ้าประเทศมึงโอเคอยู่แล้วnbsp;นี่ต้องยอมรับว่าระบบหลายๆ อwbrย่างบ้านเราแม่งเส็งเคร็งจรwbrิงๆnbsp;เรื่องพื้นฐานที่สุดแบบนี้ เลยต้องถูกพูดออกมาเป็นข้อเwbrรียกร้องnbsp;br /br /อยากจะบอกให้คนที่เอาแต่ด่าwbrได้รู้ 2 เรื่อง นั่นคือประเทศไทยเป็นสมาชิกwbrnbsp;"International Labour Organization"nbsp;เรียกสั้นๆว่า ILO หรือ "ไอโล่" ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทwbrศที่ดูเรื่องแรงงาน ต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ(wbrแรงงานทาส) และการห้ามเลือกปฏิบัติ(เช่wbrน คนไทยได้ 300 พม่าต้องต่ำกว่า ไรงี้)nbsp;ซึ่งไทยเป็นสมาชิกไอโล่และมwbrีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามwbrอยู่แล้วbr /และไอ้ข้อ 1-3 และ 6-10 ที่ซูจีเรียกร้อง ก็แม่งเป็นไปตามหลักนี้แหละwbrครับ ไม่ได้เกินเลยตรงไหนเลย มันเป็นสิ่งที่ไทยต้องปฏิบัwbrติตามอยู่แล้วnbsp;แต่ที่ผ่านมาไม่เคยทำ คิดกันเองไงครับว่า "ก็มันเป็นพม่า" นั่นละครับnbsp;br /br /อีกข้อก็คือ โดยปกติแล้ว ตามกฏหมายระหว่างประเทศnbsp;มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า minimum standard of treatmentnbsp;พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนชาติอะไร สิ่งพื้นฐานที่สุดที่เขาควรจะได้รับการปฏิบัตwbrิ รัฐ(เรา)ก็จะต้องจัดให้ เช่น ถ้าเขาเดือดร้อน และยังไม่มีสิทธิ์อื่นๆต้องwbrได้รับการดูแลเบื้องต้น หรือ สิทธิในการเดินทางทั่วๆไป การในการที่จะไม่ถูก abuse หรือ สิทธิที่พึงจะได้รับปฏิบัติwbrโดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมwbrนุษย์/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pสรุปก็คือ ไอ้ข้อเรียกร้องๆ ที่ยื่นต่อwbrซูจี ไม่มีอะไรเกินกว่าปกติเลยnbsp;มันคือมาตรฐานปกติที่ต้องทำwbrอยู่แล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่กับแรงงานพม่าnbsp;แต่กับแรงงานทุกๆ ชาติ เพราะเราลงนามเป็นภาคีกับ ILO ไว้นานแล้วnbsp;br /br /คนจำนวนนึงที่ทนกับข้อเรียกwbrร้องแบบนี้ไม่ได้ เพราะลึกๆ แม่งชินnbsp;ชินกับแรงงานทาสไง พม่าที่มึงจะทำอะไรเค้าก็ไดwbr้ พม่าที่ไม่มีปากมีเสียงnbsp;พม่าที่ต้องยอมเอาค่าแรงถูกwbrๆ พม่าที่ยังไงซะก็ไม่กลับไป เพราะไม่มีงานทำ พม่าที่ใช้ไรก็ต้องทำ เกินเวลาแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะมันไม่มีบัตรnbsp;ไม่มีหนังสือเดินทาง มากันแบบผิดกฏหมาย อยู่กันแบบไม่มีสถานะ พอวันนึง เขามีปากมีเสียง มีผู้นำที่กล้าจะถามถึงมาตรwbrฐานธรรมดาnbsp;แม่งก็ทนไม่ได้ เพราะเคยชินกับการกดขี่คน และดูคนไม่เป็นคนมานาน nbsp;แล้วไม่ต้องมาอ้างอยุธยาห่าwbrเหวไรนะ สืบโคตรดีๆเผลอๆก๋งมึงเพิ่งwbrโล้สำเภาจากซัวเถามาไม่นาน ไม่ก็อาจเป็นญวนเป็นลาวอพยพwbrมาก็ได้(คนไทยนี่เจ๊กปนลาวนwbr่ะครับ เราอยู่ย่านอุษาคเนย์นี้ก็อwbrพยพเคลื่อนย้ายไหลเวียนกันเwbrป็นปกติ)nbsp;br /br /อย่ามาคึกอะไรกับอยุธยามากเwbrลย มึงลืมไปแล้วหรอว่าตอนกรุงศwbrรีแตกรอบสองอีไทยแท้ๆ ในอยุธwbrยา แม่งถูกกวาดไปพม่าหมด เผลอๆ ลูกหลานเขาส่วนนึ่งก็คืwbrอคนที่มึงไล่ๆ กลับประเทศไปนwbrี่ละ ไทยแท้ๆ สมัยอยุธยา มีครับ มีจริง แต่แม่งก็อยู่ที่พม่านั่นล่wbrะครับ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66490" target="_blank"แถลงข้อเสนอถึงออง ซาน ซูจีแก้ปัญหา #039;โรฮิงญา#039; ไร้รัฐ-ตำรวจห้ามสื่อถาม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/c77PTaB0WFk" height="1" width="1" alt=""/

เอ็นจีโอ-ป.ป.ส.ขานรับ เปลี่ยนมุมมองต่อการจัดการปัญหายาเสพติด

Mon, 27/06/2016 - 18:23
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7246/27322296383_dcbaf6d33b.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" //p pเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2559 ซึ่งเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (12D) จึงได้จัดงานเสวนา “แหกตาดูโลกยาเสพติด มุมมองต้องเปลี่ยน”ที่ [email protected] U ชั้น 9 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายหลังเสร็จสิ้นการฉายหนังเรื่อง Where to invade next? หรือ บุกให้แหลก แหกตาดูโลก โดยผู้กำกับชื่อดัง ไมเคิล มัวร์ ซึ่งตอนหนึ่งในหนังระบุถึงการจัดการปัญหายาเสพในโปรตุเกสที่ประสบความสำเร็จหลังจากหันมาทำให้ผู้ใช้ยาไม่เป็นอาชญากร ไม่ลงโทษรุนแรง/p pเนื้อหาในงานเสวนากล่าวถึงการปรับเปลี่ยนและพัฒนาแนวคิดเพื่อหาทางออกให้กับสังคมโลก โดยตั้งอยู่บนฐานของพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Evidence-based Experts)แทนอุดมคติเดิมเรื่องสังคมที่ปราศจากยาเสพติดโดยใช้กลยุทธ์การสร้างความกลัวและโทษทางอาญา มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อการจัดการปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้าน มากกว่ามองเพียงมีขาวกับดำเท่านั้น/p pปิยะบุตร นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิโอโซนกล่าวว่า การจะแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องใช้ความเข้าใจ ทำความรู้จักและยอมรับมัน ยาเสพติดบางชนิด เช่น กัญชา มนุษย์รู้จักและใช้ประโยชน์จากมันมาก่อนที่จะหาข้อดีข้อเสียของมัน/p pปิยะบุตรยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเราไม่สามารถจัดการปัญหายาเสพติดได้ ไม่ว่าเราจะปราบปรามคนขาย ผู้ผลิต หรือลงโทษผู้เสพมากเท่าไร มันไม่เป็นผล ไม่มีประเทศไหนที่สามารถกำจัดยาเสพติดได้ อย่างโปรตุเกสที่สามารถลดปัญหาที่ตามาจากการใช้เสพติดได้ เขาไม่ได้ใช้วิธีการกำจัด แต่ใช้วิธีการลดความรุนแรงจากการใช้ยาในการจัดการกับปัญหายาเสพติด/p pปิยะบุตรบอกว่า การใช้กฏหมายไม่สามารถจัดการกับปัญหายาเสพติดได้ การจัดการกับยาเสพติดต้องมีความหลากหลาย ปรับเปลี่ยนไปตามปัญหาที่พบเจอ การใช้โทษทางอาญาอย่างเดียวจะไม่ทำให้ยาเสพติดหายไป ผู้ใช้ยาส่วนมากมองว่า ยาเสพติดเป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้ชีวิต ผู้ที่ใช้ยาแล้วก่อปัญหามีแค่ประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ใช้ยาทั้งหมด แต่ละคนมีเหตุผลในการใช้ยาแตกต่างกันไป การจัดการยาเสพติดจึงต้องคำนึงถึงในจุดนี้/p pพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้นจะต้องใช้หลักให้เกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เป็นหลักสำคัญในการจัดการกับผู้ใช้ยา การลงโทษทางสังคมและการใช้กำลังบังคับ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้/p pภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยาเสพติดไม่มีทางที่จะถูกกำจัดไปได้อย่างแน่นอน ยาเสพติดจะอยู่ในสังคมของเรา ทางแก้ปัญหายาเสพติดไม่ใช่การทำให้มันถูกกฎหมาย แต่เป็นการถูกควบคุมให้การค้าขายอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย การค้ายาเสพติดอย่างเสรีทำได้ ภายใต้การควบคุมดูแลและการลงทะเบียนผู้ซื้อผู้ขาย ซึ่งการควบคุมปริมาณการใช้ยาสามารถทำได้ผ่านกระบวนการดังกล่าว โดยในประเทศโปรตุเกส นโยบายดังกล่าวที่ถูกนำมาใช้ ทำให้หารควมคุมดูแลยาเสพติดเป็นไปได้/p pภาสกร เสนออีกว่า การลดจำนวนผู้ใช้ยาสามารถทำได้ โดยยกตัวอย่างการทดลองที่เสนอเงินจำนวนหนึ่งกับยาเสพติดให้กับผู้ใช้ยา โดยถ้าเป็นจำนวนเงินที่มากพอ ผู้ใช้ยาเสพติดก็จะเลือกเงินมากกว่ายาเสพติด โดยการทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าถ้าเราให้ทางเลือกแก่ผู้ใช้ยา จะทำให้จำนวนผู้ใช้ยาลดลง ภาสกรบอกว่า ผู้ที่ใช้ยาเสพติดส่วนมากไม่ได้มาจากการติดยาอย่างรุนแรง/p pวุฒิพงษ์ พาณิชย์สวย นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยใช้แนวทางของสหรัฐอเมริกาในการปราบปรามยาเสพติด คือการทำสงครามเพื่อปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากไทยใกล้กับแหล่งผลิตยาเสพติด รัฐบาลไทยมองว่ายาเสพติดเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรมหลายๆ อย่าง เดิมบทลงโทษของผู้ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างรุนแรง แม้จะเปิดช่องให้มีการบำบัดแต่ก็เป็นการบังคับบำบัด/p pวุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันการแก้ไขปัญหายาเสพติดจะเปลี่ยนไป จะลดความเป็นคดีอาญาของยาเสพติดลง เปิดช่องทางให้มีการศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์จากยาเสพติดในทางการแพทย์ และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาแก่ประชาชน เนื่องจากจะเป็นแนวทางในการลดอันตรายจากการใช้ยา และลดปัญหาต่างๆ ที่ตามมา การร่างกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดหลังจากนี้จะเป็นไปในแนวทางการสร้างความเข้าใจใหม่แก่ประชาชน ไม่ให้มองว่าคนใช้ยาเสพติดเป็นคนร้าย/p pจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาคมโลกใช้มาตรการไม่อดกลั้นต่อยาเสพติด คือปราบปรามกำจัดให้สูญหายไป ต่อมาเมื่อรับรู้แล้วว่าการปราบปรามดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จึงทำให้เกิดการแพร่ของโรคขึ้น กลุ่มดังกล่าวไม่สามารถมาปรากฏตัวเพื่อรับความช่วยเหลือจากรัฐได้ เนื่องจากต้องการหลบซ่อนเพราะโทษจากการใช้ยาเสพติดค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีปัญหาความหนาแน่นในเรือนจำ คนที่ถูกจับจากคดียาเสพติดส่วนมากเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่นายทุน และยังมีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำให้ยาเสพติดเป็นอาชญากรรม ประชาคมโลกจึงเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการไม่ทำให้ยาเสพติดเป็นอาชญากรรมแทน ในโปรตุเกสการใช้นโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันยาเสพติดไม่มีโทษในเชิงอาญาอีกต่อไป มีก็เพียงโทษปรับเท่านั้น/p pจอนกล่าวว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้ยา ต้องเคารพความเป็นมนุษย์ ต้องรณรงค์ลดความเข้าใจผิด ลดอคติต่อผู้ใช้ยา ผู้ใช้ยาไม่ใช่อาชญากร ถ้าเกิดว่าผู้ใช้ยายังถูกดลือกปฏิบัติ ปัญหายาเสพติดจะไม่สามารถแก้ไขได้ พร้อมทั้งเสนอว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ควรมีตัวแทนจากเครือข่ายผู้ใช้ยาร่วมเป็นกรรมการในการวางแผนนโยบาย ต้องฟังความเห็นจากผู้ใช้ยา/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4OXHDJIy9Jg" height="1" width="1" alt=""/

ขอนแก่น 'พลเมืองรุ่นใหม่' ปล่อยลูกโป่ง ร้องยุติดำเนินคดี 13 รณรงค์ประชามติ

Mon, 27/06/2016 - 17:42
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7614/27833041602_35fd9f9cc1.jpg" //p p27 มิ.ย.2559 จากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 มีนักกิจกรรมจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (NDM) นักกิจกรรม รามคำแหง และกลุ่มสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัวตั้งแต่วันนี้ที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากไปแจกแผ่นพับและเอกสารให้ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66488"อ่านข่าวที่นี่/a) nbsp;ต่อมาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยในจำนวนนั้นมีผู้ขอประกันตัว 6 ราย ที่เหลืออีก 7 รายยืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจึงไม่ขอประกันตัว ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาศาลทหารเพื่อขออนุญาตฝากขัง โดยที่ 6 ราย ขอประกันตัวและได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพและnbsp;ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ 7 รายที่ไม่ยืนประกันตัวนั้นถูกฝากขังที่เรือนจำดังกล่าว (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66511"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/jtwNSAzKwDk" width="560"/iframe/p pวันนี้ (27 มิ.ย.59) เวลาประมาณ 14.00 น. ณ บริเวณริมบึงศรีฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นnbsp;กลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ (New Generation Citizen) ออกแถลงการณ์ "รณรงค์ ไม่ผิด หยุด..!! คุมขังผู้รณรงค์ ปลดปล่อยเพื่อนเรา" พร้อมปล่อยลูกโป่ง "รณรงค์ ไม่ผิด" โดยเรียกร้องว่า การรณรงค์ใดๆ ต่อประชามติ ที่ไม่ได้เป็นการข่มขู่คุกคามผู้อื่นถือว่าไม่ผิด และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว 7 ผู้ถูกคุมขัง ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7090/27900310056_dc76e5e6b0_b.jpg" style="width: 600px; height: 848px;" //p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66546" target="_blank"องค์กรสิทธิ-กิจกรรม ร้องยุติดำเนินคดี 13 รณรงค์ประชามติ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66526" target="_blank"คนงานเล่านาทีถูกจับหลังแจกใบปลิวรณรงค์ประชามติที่บางพลี จ่อฟ้อง กสม. กกต. ยูเอ็น/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66522" target="_blank"โรม NDM ฝากถึงคสช. หากรับการวิจารณ์ รธน. ไม่ได้ รธน. ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับได้เช่นกัน/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66488" target="_blank" แจกเอกสาร NDM โดนข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน- 7 นศ.ลั่นไม่ประกันตัว เตรียมถูกฝากขัง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DMt3Yfykwbw" height="1" width="1" alt=""/

7 รณรงค์ประชามติ แถลงจากเรือนจำรำลึกการมีรัฐธรรมนูญฉบับแรก

Mon, 27/06/2016 - 16:59
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา a href="https://www.facebook.com/lawyercenter2014/videos/1028370843879436/"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่าnbsp;ทีมทนายความแถลงข่าวหลังเข้าเยี่ยมกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 7 คน ที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกจับกุมดำเนินคดีจากการแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ่านแถลงการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 7 รายฝากมาสื่อสารต่อสาธารณะ ดังนี้/p div class="note-box" p"เขียนที่แดน 1 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ/p pในวันที่ 27 มิถุนายน 2559 เป็นวันครบรอบการมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย รัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งนำโดยคณะราษฎรอันเป็นหมุดหมายสำคัญของหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และได้สถาปนาการเมืองการปกครองที่เป็นของประชาชน รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 จึงทำให้ประชาชนชาวไทยสามารถเชิดหน้าชูตาทัดเทียมกับประชาชนในนานาอารยประเทศ/p pอย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันเป็นเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ถูกทำลายลง แต่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ก็ได้สถาปนาความใฝ่ฝันของประชาชนที่จะไม่ยอมกลับไปถูกกดขี่ข่มเหงอีกต่อไป/p pแม้พวกเราทั้งเจ็ดคนจะถูกคุมขัง แต่เจตนารมณ์และอุดมการณ์ของเรายังคงใฝ่ฝันถึง "เสรี" และยังมี "ความหวัง" ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่ประชาชนชาวไทยเป็นใหญ่ โดยมีความเสมอภาคและเสรีภาพเท่าเทียมกัน/p pพวกเราทั้ง 7 คนจึงขอร่วมรำลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนข้างนอก โดยมุ่งหวังว่าสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศชาติได้ต่อไป/p p7 ประชาธิปไตยใหม่ในห้องขัง"/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66488" target="_blank" แจกเอกสาร NDM โดนข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน- 7 นศ.ลั่นไม่ประกันตัว เตรียมถูกฝากขัง/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66522" target="_blank"โรม NDM ฝากถึงคสช. หากรับการวิจารณ์ รธน. ไม่ได้ รธน. ก็ไม่ใช่สิ่งที่รับได้เช่นกัน/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66526" target="_blank" คนงานเล่านาทีถูกจับหลังแจกใบปลิวรณรงค์ประชามติที่บางพลี จ่อฟ้อง กสม. กกต. ยูเอ็น/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lrPKivlFFlU" height="1" width="1" alt=""/

รายงาน: ภาษีที่ดินแนวรถไฟฟ้า ‘พิชญ์’ ย้ำต้องเก็บเพื่อความเป็นธรรม ไม่ใช่ไปซื้อ ฮ.

Mon, 27/06/2016 - 16:50
pคลังเล็งเก็บภาษีที่ดินแนวรถไฟฟ้า นักวิชาการระบุเป็นภาษีที่ต่อยอดจากภาษีที่ดิน แต่ยกเว้น 50 ล้านสูงเกินไป ย้ำเห็นด้วยว่าต้องเก็บ แต่รัฐต้องตอบสังคมว่าจะนำเงินภาษีที่ได้ไปทำอะไร จะสร้างความเป็นธรรมได้อย่างไร ไม่ใช่เอาไปซื้อเฮลิคอปเตอร์/p p!--break--!--break--/p p align="center"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3519/3993634686_d2815d8bfc_z.jpg?zz=1" style="width: 381px; height: 500px;" //p p align="center"ที่มา a href="https:[email protected]/3993634686/"Hillybillie/flickr.com/a CC BY-NC-SA 2.0/p pภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกวิพากษ์วิจารณ์มากกรณีที่ยกเว้นเก็บภาษีบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่น่าจะมีบ้านที่มีมูลค่าสูงขนาดนั้น แต่หลังจากผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกมาไม่นาน กระทรวงการคลังก็นำเสนอแนวคิดจะจัดเก็บภาษีที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าตามมา/p pแนวคิดพื้นฐานของเรื่องนี้ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งในกรณีนี้คือรถไฟฟ้า ได้ผลักดันให้ราคาที่ดินที่อยู่ติดกับแนวรถไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นมาก เช่น เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ยศเส-สะพานตากสิน-บางหว้า ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทั้งสายถึงร้อยละ 48.88 หรือถนนราชพฤกษ์ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 122 ทำให้ผู้ที่ถือครองที่ดินในบริเวณดังกล่าวได้ประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ/p pสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า แนวคิดดังกล่าวมุ่งหวังจะเก็บภาษีจากคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาของรัฐ คือเจ้าของที่ดินที่มีที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าหรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ จนทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศ โดยวิธีการจะจัดเก็บในลักษณะ One Shot หรือเก็บครั้งเดียวสำหรับผลประโยชน์ที่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อนำที่ดินไปขายต่อ และจะไม่จัดเก็บภาษีนี้อีกเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาที่ดินถูกปั่น อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป/p pศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธาฝ่ายแผนและพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเห็นด้วยกับหลักการข้างต้น แต่ก็แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ในต่างประเทศการเก็บภาษีลักษณะนี้คือการต่อยอดจากการเก็บภาษีที่ดิน/p p“โดยทั่วไปในต่างประเทศจะเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สินก่อน แล้วมีภาษีแบบนี้เป็นอีกระดับขึ้นมาเฉพาะในพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ แล้วก็มีหลายรูปแบบ เพื่อนำรายได้ตรงนี้มาลงทุนกับบริการของรัฐ เนื่องจากภาษีที่ดินและทรัพย์สินพอใช้แล้วขึ้นยาก เนื่องจากผลกระทบวงกว้าง เมื่อขึ้นจนสุดแล้ว จึงไปขึ้นตรงจุดที่คนที่ได้รับประโยชน์จริงๆ แต่ของไทยมันกลับหัว ภาษีทรัพย์สินควรมาก่อน มันมี แต่มียกเว้น 50 ล้านซึ่งสูงมาก แต่ดีกว่าไม่มี”/p pด้านพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นด้วยเช่นกันกับแนวคิดนี้ แต่เขาก็ตั้งคำถามด้วยว่า/p p“การเก็บภาษีมีเรื่องสำคัญที่ต้องอธิบาย 3 เรื่อง คือหนึ่ง-ทำไมคนบางคนถึงควรจ่ายภาษี คือเขาต้องให้เหตุผลก่อนว่าทำไมเขาจึงเก็บภาษี สอง-ควรจะเก็บแค่ไหน และสาม-เงินที่เก็บจะเอาไปทำอะไรและใครเป็นคนจัดการส่วนที่เก็บ มันก็ต้องสัมพันธ์กัน”/p pพิชญ์ตั้งคำถามว่าเก็บเพื่ออะไร เก็บเพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายหรือเก็บเพื่อสร้างความยุติธรรมให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องคิด เช่น เก็บภาษีตรงนี้แล้วนำเงินไปพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับคนที่เคยอยู่แถวนี้ แต่อยู่ไม่ได้เพราะที่ดินราคาแพงขึ้น ดังนั้น การเก็บภาษีจึงต้องเก็บเป็นสัดส่วนที่อธิบายได้ว่าจะเก็บเท่าไหร่ หรือจะเก็บเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่ต้องการให้มีการเก็งกำไร/p p“เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันมีสองเรื่องคือมีการสร้างที่อยู่อาศัยหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าเพื่อการเก็งกำไร คือคุณมาซื้อที่ บ้านหลังที่สอง ที่สาม ที่สี่ เต็มไปหมด กับสองคือ คุณไม่ยอมพัฒนาอะไรเลย เพราะคุณหวังว่าที่ดินคุณควรจะมีราคามากกว่านี้ ก็จะทำให้เกิดที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่พอวันหนึ่งมูลค่าขึ้นสูงมาก จึงถูกทำให้กลายเป็นที่เก็งกำไรไป”/p pพิชญ์ย้ำอีกครั้งว่า เขาเห็นด้วยว่าจะต้องมีการเก็บภาษีลักษณะนี้ แต่สังคมควรตั้งคำถามว่าควรปล่อยให้ราชการเป็นหน่วยเดียวที่จะคิดเรื่องนี้หรือไม่ และควรนำเงินภาษีที่เก็บได้ไปใช้ทำอะไร/p p“ประเด็นคือ คุณจะเก็บเงินไปเฉยๆ เพราะหาทางเก็บเงิน หรือคุณจะมองให้มันเป็นระบบว่าเก็บภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรม แล้วความเป็นธรรมมันต้องถูกสร้างให้เป็นรูปธรรมด้วย ความเป็นธรรมเกิดจากอะไรเช่น หน่วยปกครองท้องถิ่นก็ต้องเอาเงินก้อนนี้ไปจัดการ เงินก้อนนี้ต้องวนกลับมาที่การสร้างที่พักอาศัยราคาถูก ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน”/p pโดยหลักการแล้ว การเก็บภาษีตามแนวรถไฟฟ้าหรือโครงการพัฒนาของรัฐ เพื่อเรียกส่วนเกินจากเจ้าของที่ดินที่ได้ประโยชน์จากโครงการรัฐก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล nbsp;แต่จะดียิ่งกว่าหากรัฐตอบคำถามสังคมได้ว่า เงินภาษีที่ได้ตรงนี้จะคืนให้แก่สังคม ปรับพฤติกรรม หรือลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร แทนที่จะนำไปเพิ่มงบประมาณให้กับกองทัพ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wYC4KxXWl2U" height="1" width="1" alt=""/

ผลเลือกตั้งสเปน พรรครัฐบาลเดิมชนะไม่ขาด ยังไม่สามารถฝ่าทางตัน

Mon, 27/06/2016 - 14:52
pสเปนมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์ไม่สามารถตกลงกันได้ในสภาหลังการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว แต่เดอะการ์เดียนรายงานว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังไม่ทำให้สเปนพ้นจากทางตันเพราะถึงแม้ว่าพรรคประชาชนสเปนหรือพีเพิลปาร์ตีซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยมจะยังชนะคะแนนเมื่อเทียบกับพรรคอื่นแต่ไม่สามารถกุมเสียงข้างมากในสภาไว้ได้/p p!--break--!--break--/p p27 มิ.ย. 2559 ผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ออกมาว่าพรรคพีเพิลปาร์ตี (PP) ชนะที่นั่ง 137 ที่นั่งในสภาคิดเป็นร้อยละ 32.5 ตามมาด้วยพรรคสังคมนิยมแรงงาน (PSOE) ซึ่งเป็นพรรคซ้ายกลางชนะที่นั่งในสภา 85 ที่นั่งคิดเป็นร้อยละ 23.08 และพรรคแนวร่วมฝ่ายซ้ายอย่างยูนิดอส โปเดมอส ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และผลเอ็กซิทโพลล์เปิดเผยว่าอาจจะได้คะแนนเสียงมากครั้งประวัติศาสตร์จนกลายเป็นพรรคอันดับ 2 ได้ แต่ผลออกมาปรากฏว่าพวกเขายังคงอันดับที่ 3 โดยมีที่นั่งในสภา 71 ที่นั่ง คิดเป็นร้อยละ 21.11 ซึ่งมากขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้/p pแต่ถึงแม้ว่าพรรคพีเพิลปาร์ตีจะมี ส.ส.ชนะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่มากพอจะกุมเสียงข้างมากในสภาล่างของสเปนคือจำนวน 176 ที่นั่งเอาไว้ได้จากทั้งหมด 350 ที่นั่ง/p pเว็บไซต์บลูมเบิร์กนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการพยายามทำคะแนนของพรรคอนุรักษ์นิยมพีเพิลปาร์ตีซึ่งนำโดยมาริอาโน ราฮอย ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่มีขึ้น เพราะเกรงว่าพรรคการเมืองแนวร่วมฝ่ายซ้ายยูนิดอส โปเดมอส ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากจะกลับมาเอาชนะได้ในการเลือกตั้งทั่วไปของสเปนครั้งล่าสุด โดย ราฮอยใช้โอกาสที่เกิดการลงประชามติ Brexit อ้างว่าเขาเป็นผู้เดียวที่จะทำให้ประเทศมีรัฐบาลสายกลางที่มั่นคง และบอกว่าจะพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ คอยสอดส่องขบวนการเรียกร้องเป็นอิสระของชาวคาตาลัน การต่อสู้กับการก่อการร้าย และส่งเสริมความร่วมมือกับสหภาพยุโรป/p pอย่างไรก็ตามบลูมเบิร์กระบุว่าในช่วงวันก่อนการเลือกตั้งสื่อในสเปนก็นำเสนอเรื่องอื้อฉาวของรักษาการรัฐมนตรีกิจการภายในเรื่องการรั่วไหลของบันทึกหลักฐานบ่งบอกว่าพวกเขามีการหารือเกี่ยวกับการต่อต้านฝ่ายแบ่งแยกชาวคาตาลัน เรื่องนี้ชวนให้ชาวสเปนนึกถึงกรณีอื้อฉาวด้านการเงินและการรับสินบนที่เคยเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่พรรคในมาดริดและวาเลนเซีย แต่ผู้นำพรรคพีเพิลปาร์ตีก็ยังคงพยายามส่งสารไปถึงทุกคนในสเปนว่าพรรคของเขาจะเป็นพรรคเดียวที่สามารถชนะการเลือกตั้งได้และทำให้สิ่งต่างๆ ดำเนินต่อไป/p pทว่าในสเปนนั้นกลุ่มพรรคการเมืองอื่นๆ นอกจากพรรครัฐบาลต่างก็มีท่าทีต่อต้านการเมืองรูปแบบเดิมๆ จนทำให้เกิดภาวะทางตันในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว จากที่พรรคการเมืองอื่นๆ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งจากเรื่องตลาดแรงงาน ระบบการศึกษา และการตรวจสอบถ่วงดุลนักการเมือง ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งที่ 1 ในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้วไม่สามารถหาผู้ชนะขาดลอยและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกันในรัฐสภาทำให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาตราที่ 99.5 ให้พระราชาของสเปนสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่/p pในการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านี้พรรคพีเพิลปาร์ตีชนะที่นั่ง 123 ที่นั่ง พรรคสังคมนิยมแรงงานชนะที่นั่ง 90 ที่นั่ง ขณะที่พรรคโปเดมอสที่เพิ่งลงเลือกตั้งครั้งแรกได้รับคะแนนเสียงมากกว่า 5 ล้านเสียง ชนะที่นั่งในสภา 69 ที่นั่ง/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pRajoy Tackles Podemos in Spanish Vote as Brexit Roils Europe, Bloomberg, 25-06-2016br /a href="http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-06-25/rajoy-tackles-podemos-in-spain-vote-as-brexit-deepens-eu-crisis"http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-06-25/rajoy-tackles-podemos-in-spain-vote-as-brexit-deepens-eu-crisis/a/p pSpanish elections: initial results say renewed deadlock beckons, The Guardian, 26-06-2016br /a href="https://www.theguardian.com/world/2016/jun/26/spanish-elections-exit-polls-show-deadlock-likely-to-continue"https://www.theguardian.com/world/2016/jun/26/spanish-elections-exit-polls-show-deadlock-likely-to-continue/a/p pSpanish election: Deadlock as PP still short of a majority, BBC, 27-06-2016br /a href="http://www.bbc.com/news/world-europe-36632276"http://www.bbc.com/news/world-europe-36632276/a/p pbr /ข้อมูลเพิ่มเติมจากbr /a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Spanish_general_election,_2016"https://en.wikipedia.org/wiki/Spanish_general_election,_2016/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66275" target="_blank"พรรคฝ่ายซ้ายสเปนออก #039;แถลงการณ์นโยบาย#039; แบบโก้เก๋สไตล์แคตตาล็อกสินค้า/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/-4k45cCp4kQ" height="1" width="1" alt=""/

ออง ซาน ซูจี ศึกษาศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงที่สามพรานก่อนกลับพม่า

Mon, 27/06/2016 - 14:48
pวันสุดท้ายในโปรแกรมเยือนไทยของ ออง ซาน ซูจี - ยกเลิกแผนเยี่ยมค่ายผู้อพยพที่ราชบุรี เนื่องจากสภาพอากาศ โดยเปลี่ยนเป็นเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่สามพราน จ.นครปฐม แทน เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ชาวบ้าน ปุ๋ยจากมูลไส้เดือน ปลูกมะนาวไร้ดิน ด้านชาวพม่ารอต้อนรับ ออง ซาน ซูจี ขอให้ขยันทำงาน ทำดีที่สุด บ้านเมืองพร้อมเราค่อยกลับบ้าน/p p!--break--!--break--/p p27 มิ.ย. 2559 ในระหว่างการเยือนประเทศไทยของออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามคำเชิญของรัฐบาล โดยมีรายงานก่อนหน้านี้ว่ามีการยกเลิกกำหนดการเดินทางของวันที่ 25 มิ.ย. ที่ออง ซาน ซูจี จะไปเยี่ยมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ที่บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี เนื่องจากปัญหาทางด้านสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางนั้น a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66486"(อ่านข่าวก่อนหน้านี้) /a/p pอย่างไรก็ตามในรายงานของสำนักข่าวแห่งชาติ ออง ซาน ซูจี และคณะ พร้อมด้วย นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านหัวอ่าว ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ให้การต้อนรับ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7042/27855630701_061ae944a4_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7306/27654066660_13e5af1335_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดนครปฐม//spana href="http://nwnt.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5906250010024"span style="color:#ff8c00;"สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์/span/a/strong/p pในรายงานของสำนักข่าวแห่งชาติ เปิดเผยด้วยว่า มีชาวพม่าที่พำนักอยู่ในประเทศไทย เดินทางมาดักรอพบออง ซาน ซูจี ด้วย โดย คัน ทู อายุ 34 ปี ลูกจ้างตัดมะพร้าวน้ำหอมชาวพม่า ละแวกปากคลองตลาดจินดา ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่า อองซาน ซูจี จะเดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหัวอ่าว จึงได้ขอลางานมาพร้อมกับญาติและเพื่อน และได้นำมะพร้าวน้ำหอม เพื่อเตรียมมอบให้กับ อองซาน ซูจี อีกด้วย โดยไม่ได้ต้องการเรียกร้องหรือข้อเสนอใดๆ เพียงแต่อยากให้อองซาน ซูจี พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า เพื่อให้ตนเองและแรงงานชาวพม่าได้เดินทางกลับไปทำงานที่ประเทศของตนเองในอนาคต/p pเมื่อ อองซาน ซูจี และภริยานายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงได้ลดกระจกลงและโบกมือให้กับผู้ที่มารอต้อนรับ ด้วยรอยยิ้ม ในขณะเดียวกันชาวพม่ามาได้ตะโกนเสียงเรียก คำว่า “อะเมซู” หรือ "แม่ซู" ตลอดเวลา ทำให้อองซาน ซูจี ได้ขอให้เจ้าหน้าที่อารักขา หยุดรถและลงมารับช่อดอกไม้และสิ่งของ พร้อมจับไม้จับมือพูดคุยด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง ทำให้หลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยใช้เวลาราว 10 นาที ก่อนจะกลับขึ้นรถ ทำให้ชาวพม่าที่มายืนรอต่างส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ/p pหลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวแห่งชาติ ได้สอบถามนายโบ ล่ามภาษาพม่า ซึ่งได้บอกว่า ชาวพม่าได้อวยพรและขอให้กำลังใจกับผู้นำหญิงที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่ง อองซาน ซูจี ได้กล่าวว่า ขอให้ทุกคนขยันทำงาน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เมื่อบ้านเมืองของเราพร้อม ค่อยกลับไปทำงานที่บ้านของเรา เป็นประโยคที่สั้นๆ แต่ทำให้ชาวพม่าทุกคนมีกำลังใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นคณะของภริยานายกรัฐมนตรีและนางอองซาน ซูจี ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการสามพรานโมเดล ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ สวนสามพราน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกผัก ผลไม้ปลอดสารเคมีจากปุ๋ยอินทรีย์/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7528/27855630461_7a9aa5f607_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7357/27319464473_73f6e8c15a_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7622/27654066480_96a5ff5e20_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"span style="font-weight: bold; color: rgb(255, 140, 0);"ที่มา:nbsp;/spana href="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/250659_natta1" style="font-weight: bold;"span style="color: rgb(255, 140, 0);"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/span/a/p pสำหรับบ้านหัวอ่าว ต.บางช้าง อ.สามพราน ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหมู่บ้านอยู่เย็น เป็นสุข ดีเด่น ระดับจังหวัด ประจำปี 2558 โดย นางออง ซาน ซูจี ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย/p pจากนั้น นางออง ซาน ซูจี พร้อมคณะได้เดินชมผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านในพื้นที่ แวะที่ฐานเรียนรู้การทำปุ๋ยจากมูลไส้เดือนใช้ทดแทนสารเคมี ฐานการเรียนรู้ปุ๋ยชีวภาพ และฐานการเรียนรู้การปลูกมะนาวไร้ดินด้วยผักตบชวาในร่องซีเมนต์ โดยมะนาวส่วนหนึ่ง เป็นต้นมะนาวที่นางนราพรเคยปลูกไว้เมื่อครั้งนำคณะคู่สมรสของทูตต่างประเทศมาศึกษาดูงานเมื่อเดือนมีนาคม/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/F53szkowkJ0" height="1" width="1" alt=""/

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

Mon, 27/06/2016 - 12:57
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2016/06/66552" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/a1-crop_12.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา ไม่รับผิดชอบกันเลยหรอ ทุกคนไม่รับผิดชอบอะไรกันเลย ร่วมกับผมไม่มีเลยหรอ"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" ตอบคำถามกรณี นายกฯ อังกฤษลาออกหลังผลประชามติ, 27 มิ.ย.2559 /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pmFAssmER6g" height="1" width="1" alt=""/

TCIJ: 12 ปี กองทุนหมุนเวียนอัดเงิน 6.65% ของงบประมาณทั้งประเทศ

Mon, 27/06/2016 - 12:34
divTCIJ ตรวจสอบ ‘กองทุนหมุนเวียน’ ต่าง ๆ ของไทย เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค, กยศ., กองทุนหมู่บ้าน, กองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ในรอบ 12 ปี พบว่าตั้งแต่ 2548-59 รัฐอัดเงินไปกว่า 1.59 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.65% ของงบประมาณรวมทั้งประเทศ มาดูกันว่ากองทุนไหนใช้เงินไปทำอะไร ใครสอบตกสอบผ่าน และกองทุนไหนมีแนวโน้มถูกยุบอีก/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://tcijthai.com/office-tcij/headpicture/df2M8gESun111409.jpg" style="width: 550px; height: 455px;" //div divnbsp;/div div‘ทุนหมุนเวียน’ เป็นส่วนหนึ่งของ 'เงินนอกงบประมาณ' ซึ่งหมายถึงเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการซึ่งได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้เก็บไว้ใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โดยการใช้เงินนอกงบประมาณเป็นอำนาจของรัฐมนตรีไม่ผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้ แทนราษฎร ระบุว่าในช่วงระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2548-2559 nbsp;รัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณให้สำหรับทุนหมุนเวียนทั้งในลักษณะจัดสรรให้ครั้งเดียวเป็นทุนประเดิมตั้งแต่จัดตั้ง และในลักษณะจัดสรรอย่างต่อเนื่อง รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,594,275.37 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 132,856.28 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วเป็นสัดส่วนทุนหมุนเวียนต่องบประมาณรวมทั้งประเทศร้อยละ 6.65 nbsp;โดยข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 nbsp;มีทุนหมุนเวียนจำนวนทั้งสิ้น 114 ทุน ทำให้มีมูลค่าสินทรัพย์สูงถึงประมาณ 3,125,884.12 ล้านบาท รวมทั้งยอดเงินฝากธนาคารสูงถึง 348,592.46 ล้านบาท/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://tcijthai.com/ckfinder/userfiles/images/scoop-table-%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.png" style="width: 580px; height: 338px;" //div divnbsp;/div divโดยประเภทของกองทุนหมุนเวียนในปัจจุบัน 63 กองทุน ประกอบไปด้วย 1.ทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืม 2.ทุนหมุนเวียนเพื่อการจำหน่ายและการผลิต 3.ทุนหมุนเวียนเพื่อการสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม และ 4.ทุนหมุนเวียนเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม โดยแบ่งประเภทของแต่ละกองทุนได้ดังนี้/div divnbsp;/div divกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืม (12 กองทุน) ได้แก่ 1.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา nbsp;2.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต nbsp;3.กองทุนตั้งตัวได้ nbsp;4.กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ nbsp;5.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ nbsp;6.กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน nbsp;7.กองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ nbsp;8.กองทุนพัฒนาสหกรณ์ nbsp;9.กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม nbsp;10.กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร nbsp;11.เงินทุนหมุนเวียนเพื่อวิทยาคารสงเคราะห์สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ nbsp;12.กองทุนให้ความช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน/div divnbsp;/div divทุนหมุนเวียนเพื่อการจำหน่ายและการผลิต (3 กองทุน) ได้แก่ nbsp;1.เงินทุนหมุนเวียนโรงงานเภสัชกรรมทหาร nbsp;2.เงินทุนหมุนเวียนโรงงานแบตเตอรี่ทหาร nbsp;3.เงินทุนหมุนเวียนโรงงานฟอกหนัง/div divnbsp;/div divกองทุนหมุนเวียนเพื่อการสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม (14 กองทุน) ได้แก่ nbsp;1.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา 2.กองทุนการออมแห่งชาติ nbsp;3.กองทุนสงเคราะห์ nbsp;4.กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง nbsp;5.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ nbsp;6.กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ nbsp;7.กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม nbsp;8.กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน 9.กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน 10.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร nbsp;11.กองทุนคุ้มครองธุรกิจนำเที่ยว nbsp;12.กองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ nbsp;13.กองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน nbsp;14.กองทุนเงินให้เปล่า/div divnbsp;/div divทุนหมุนเวียนเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม (34 กองทุน) ได้แก่ 1.กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม nbsp;2.กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา nbsp;3.กองทุนกีฬามวย nbsp;4.กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ nbsp;5.กองทุนจัดรูปที่ดิน nbsp;6.กองทุนสิ่งแวดล้อม nbsp;7.กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร nbsp;8.กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง nbsp;9.กองทุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย nbsp;10.กองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ nbsp;11.กองทุนยุติธรรม 12.กองทุนส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา nbsp;13.กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 14.กองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา nbsp;15.กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ nbsp;16.กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย nbsp;17.กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา nbsp;18.กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี nbsp;19.กองทุนส่งเสริมกีฬาอาชีพ nbsp;20.กองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ nbsp;21.กองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ nbsp;22.กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ nbsp;23.กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ nbsp;24.กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน nbsp;25.กองทุนคุ้มครองเด็ก nbsp;26.กองทุนผู้สูงอายุ nbsp;27.กองทุนจัดการซากดึกดำบรรพ์ nbsp;28.กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมจังหวัด nbsp;29.กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง nbsp;30.กองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ nbsp;31.กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ nbsp;32.กองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ nbsp;33.กองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน nbsp;34.กองทุนการท่าอากาศยานอู่ตะเภา/div divnbsp;/div divstrongภาพรวมงบประมาณกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆnbsp;/strong/div divnbsp;/div divในช่วง 12 ปี พ.ศ.2548 – 2559 นั้น มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับทุนหมุนเวียน (จำนวน 63 ทุน) รวมงบประมาณ 1,594,275.37 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 132,856.28 ล้านบาท เป็นสัดส่วนร้อยละ 6.65 ของงบประมาณรวมทั้งประเทศ โดยเมื่อวิเคราะห์งบประมาณในประเด็นสำคัญ .../div divnbsp;/div diva href="http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6270"(อ่านต่อจนจบได้ที่: 12 ปี ‘กองทุนหมุนเวียน’ อัดเงิน 1.59 ล้านๆ หรือ 6.65% ของงบประมาณทั้งประเทศ)/a/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6-0hkgdi7jI" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์ยันไม่ลาออกแม้ประชามติไม่ผ่าน ระบุ "ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม"

Mon, 27/06/2016 - 12:24
!--break--!--break-- p27 มิ.ย.2559 nbsp;จากกรณีผลประชามติของประเทศอังกฤษและ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ยอมลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้ตั้งคำถามโดยนักการเมืองไทยว่า หากประชามติในไทย รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ควรเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเช่นกันเพื่อแสดงความรับผิดชอบหรือไม่นั้น/p pพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า "ทำไมจะให้ผมลาออกใช่ไหม ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา ไม่รับผิดชอบกันเลยหรอ ทุกคนไม่รับผิดชอบอะไรกันเลย ร่วมกับผมไม่มีเลยหรอ ผมรับผิดชอบอยู่แล้ว ที่ผมเข้ามานี่ แล้วคนอื่นไม่รับผิดชอบอนาคตประเทศไทยเลยหรือไง ทำไมอนาคตประเทศไทยมันอยู่ที่ผมคนเดียวเลยหรือไง ทำไมไม่ช่วยกันเล่า"/p pพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อด้วยว่า นี่ใจเย็นแล้ว เพราะสวดมนต์มา/p pnbsp;/p pemเรียบเรียงจาก a href="http://www.matichon.co.th/news/190094"มติชนออนไลน์/a/em/p pnbsp;/p divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C78ObJf_36s" height="1" width="1" alt=""/

ไลน์และสตาฟ ความไม่ลงตัวของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยไทย: หลักคิด ปัญหา และแนวทางแก้ไข

Mon, 27/06/2016 - 11:22
!--break--!--break--pbr /nbsp;/p pbr /วันที่ 24 มิถุนายน 2559 เป็นวันครบรอบ 84 ปี ของประชาธิปไตยไทย เมื่อนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎรเป็นต้นมา แต่ความไม่ลงตัวของการเมืองการปกครองไทยก็ยังคงมีอยู่สูง ในโอกาสครบรอบวันสำคัญในปีนี้ ข้าพเจ้าจึงขอนำเสนอถึงความไม่ลงตัวของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยไทย เพื่อร่วมรำลึกถึงวันสำคัญนี้/p pstrongความไม่ลงตัวของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้น พิจารณาในเชิงหลักคิด ปัญหา และแนวทางแก้ไข ได้หลายแง่มุม สำหรับในบทความนี้จะเน้นมุมมองเชิงองค์การ เนื่องจากในเชิงองค์การนั้น การแบ่งหน้าที่ในการทำงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกันในหน่วยงานย่อยๆภายในขององค์การ มีความสำคัญมาก การจัดโครงสร้างองค์การให้เหมาะสมและทุกส่วนงานสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสอดรับและเกื้อกูลกันจริง องค์การนั้นก็จะประสบความสำเร็จสูง/strong/p pในทางองค์ความรู้ด้านองค์การ เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกแบบและจัดระบบการทำงานขององค์การให้มีความสมเหตุสมผลเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพขององค์การ (Rational Organization) ที่ประสบความสำเร็จนั้น มักจะนิยมจัดแบ่งงานออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มงานหลักที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า “ไลน์ (Line)” และกลุ่มงานสนับสนุนที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า “สตาฟ (Staff)” ในทางหลักการขับเคลื่อนองค์การนั้น พวกไลน์ถือเป็นงานที่สำคัญที่สุดเพราะมีขึ้นเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์การ ส่วนสตาฟจะเป็นรองด้วยการทำงานสนับสนุนไลน์ให้ประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่/p pยกตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปในประเทศไทยปัจจุบัน หน่วยงานในระดับกระทรวงต่างๆที่ให้บริการประชาชน กลุ่มแรก คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (คาบเกี่ยวการอยู่ในกลุ่มสตาฟ) และรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ เป็นต้น ซึ่งลงมือสร้างผลผลิตและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศจัดอยู่ในกลุ่มไลน์ ส่วนกลุ่มที่สอง คือ กระทรวงกลาโหม (ยามของประเทศ) กระทรวงมหาดไทย (ธุรการของประเทศ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ยามเฝ้าบ้าน) กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และองค์การมหาชนอิสระส่วนใหญ่ เป็นต้น ซึ่งเน้นงานสนับสนุนการพัฒนาประเทศ อยู่ในกลุ่มสตาฟ โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ความครอบคลุมและเกื้อกูลจากนโยบายและการบริหารประเทศของรัฐบาล อันสนับสนุนด้วยธรรมาภิบาลแห่งรัฐ/p pบริษัทต่างๆที่ทำการผลิตสินค้าและบริการในภาคเอกชนนั้น ฝ่ายผลิตหรือโรงงาน และฝ่ายขายสินค้าหรือการตลาด ถือเป็นหัวใจของงานในองค์การคือไลน์ ส่วนสตาฟ เช่น งานธุรการ งานวางแผน งานการเงิน งานสารบรรณ งานพัสดุ งานกฎหมาย งานพยาบาล งานยามรักษาความปลอดภัย งานประชาสัมพันธ์ และงานบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์ ถือเป็นงานสนับสนุน แต่ทั้งสองกลุ่มต่างก็มีความสำคัญต่อศักยภาพโดยรวมขององค์การ/p pในสถาบันการศึกษาเช่นมหาวิทยาลัย คณะที่เปิดสอนในสาขาวิชาและหลักสูตรต่างๆ เป็นไลน์ ส่วนบัณฑิตวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานทำหน้าที่เอื้ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมประสิทธิภาพของคณะในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและเอก) เป็นสตาฟ ทำหน้าที่ให้บริการคณะ แต่บางมหาวิทยาลัยไม่มีการจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเพื่อดูแลบัณฑิตศึกษาโดยคณะยังคงรับผิดชอบงานสนับสนุนเอง แต่หากมหาวิทยาลัยใดบริหารงานแบบมีบัณฑิตวิทยาลัยที่ได้รับการให้สำคัญมากเป็นพิเศษ และพัฒนาการบริหารงานของตนไปถึงขั้นอยู่เหนือและควบคุมการทำงานของคณะต่างๆในการบริหารหลักสูตรซึ่งคณะรู้ดีกว่า บัณฑิตวิทยาลัยก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากคณะและคณาจารย์ และจะนำไปสู่ความไม่ลงรอยกันในการผลิตนักศึกษาได้/p pองค์การขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าหลากหลาย ในหน่วยของไลน์และสตาฟเองก็สามารถจัดย่อยลงไปได้อีกว่างานใดเป็นไลน์และงานใดเป็นสตาฟเฉพาะส่วนของตนnbsp; แต่องค์การที่มีประสิทธิภาพจะไม่จัดกลุ่มงานย่อยๆและลำดับชั้นของโครงสร้างองค์การมากเกินไป อันจะทำให้การทำงานล่าช้าต่อประชาชนหรือลูกค้า ดังที่มีการแก้ไขการให้แบบบริการ ณ จุดเดียว (One Stop Service)/p pไลน์มีอำนาจสั่งการ สตาฟมีอำนาจให้คำแนะนำและจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมประสิทธิภาพของไลน์ สตาฟให้บริการแก่ไลน์ แต่ไลน์ไม่ต้องไปให้บริการสตาฟ ไลน์อาจขอความเห็นจากสตาฟก่อนตัดสินใจหรือไม่ก็ได้ แต่คำแนะนำของสตาฟที่ไม่รู้จริงหรือฟังดูไม่เข้าท่า ไลน์ก็จะไม่ปฏิบัติตาม และจะทำให้ไลน์ไม่ให้เครดิตสตาฟ หากพบความไม่ได้เรื่องของสตาฟบ่อยๆ รวมทั้งมีข้อสังเกตด้วยว่า เมื่อสตาฟเสนอความเห็นไปแล้ว หากไลน์เอาไปปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลดีนัก สตาฟก็มักไม่มียอมรับว่าเป็นความผิดของตน แต่หากงานสำเร็จขึ้นมา สตาฟก็จะอ้างผลงานว่ามาจากตนเป็นสำคัญ ไลน์จึงพึ่งสตาฟได้อย่างจำกัดหรือต้องรู้ทันพอสมควร และระมัดระวังในการพึ่งพาสตาฟไม่ให้มีมากเกินไป อย่างไรก็ตาม องค์การหรือบริษัททั้งหลายจะไม่นิยมจ้างสตาฟไว้จำนวนมาก มักจะเลือกเอาไว้เฉพาะกิจกรรมเท่าที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างสมรรถนะของไลน์จริงๆ เพราะทำให้งานล่าช้า ไม่ทันความต้องการของลูกค้า และเปลืองงบประมาณ รวมทั้งป้องกันการขยายตัวแบบระบบราชการ (สร้างอาณาจักรเพื่อความยิ่งใหญ่ของตนหรือเพื่อประชาชน/ลูกค้า!?)/p pทั้งสองกลุ่มมักไม่เป็นหัวหน้า-ลูกน้องกัน แต่โอกาสที่ไลน์จะควบคุมสตาฟนั้นมีสูงกว่าสตาฟควบคุมไลน์เพราะโดยธรรมชาติของระบบงานโดยรวมให้ยึดงานหลักขององค์การเป็นใหญ่ แต่กระนั้น ในบางเงื่อนไข สตาฟก็อาจได้รับสิทธิจากแหล่งอำนาจสูงสุดขององค์การให้ไลน์ต้องขอความเห็นสตาฟก่อนที่ไลน์จะตัดสินใจ แต่ในที่สุดก็ยังคงต้องยอมรับความสำคัญกว่าหรือเอกสิทธิในการรับผิดชอบการผลิตและการตัดสินใจของไลน์ นอกจากนี้งานเฉพาะด้านของสตาฟแท้ๆ ที่เป็นงานของผู้ที่เรียนมาทางวิชาชีพ หรือต้องอาศัยเทคนิคพิเศษเท่านั้นจึงรู้หรือทำได้ เช่น กฎหมาย บัญชี และการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ แต่ไลน์ไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ไลน์ๆก็มักจะไม่ไปยุ่งกับเขา เว้นแต่มีวิกฤตขึ้นมาให้ต้องแก้ไขเฉพาะหน้า ไลน์ก็อาจเข้าไปจัดการ แต่ก็มักจะชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น แต่เรื่องที่ไลน์ไม่สามารถตัดสินใจได้ หากสตาฟไม่เห็นด้วย อันถือว่าเป็นอำนาจตามหน้าที่เฉพาะสำหรับสตาฟเท่านั้น พอมีหลักการเรื่องนี้อยู่ แต่จำกัดขอบเขตต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดขององค์การจริงๆ เช่น การเงิน ความปลอดภัย ข้อมูลจำเพาะ และกติกาหรือเรื่องพิเศษอื่นๆ ที่กฎหมายหรือเจ้าของกิจการเขาสั่งไว้ว่าต้องเป็นเช่นนั้น ซึ่งก็จะทำให้สตาฟกลายเป็นตัวคุมกฎ (Regulator) ไป และอาจแสดงบทบาทเช่นนี้มากขึ้นๆเพราะไลน์ก็ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพในระบบงานของตนได้ สตาฟเช่นนี้ก็จะเป็นสตาฟกลายพันธุ์ และเป็นเผด็จการอีกแบบหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์หรือดื้อแพ่งต่อไลน์ ซึ่งองค์การต้องหากลไกหรือตัวช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพ (Stabilizer) ให้กับไลน์ ระบบจึงจะดำเนินไปเป็นปกติและเจริญรุ่งเรือง ภายใต้อำนาจและการเห็นชอบของเจ้าของกิจการ/p pการจัดแบ่งงานข้างต้นมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อองค์การใหญ่ขึ้นและมีภารกิจที่หลากหลาย หากจัดไม่ลงตัวก็คือจะสับสนว่าใครหลักใครรอง อย่างไรก็ตาม หากองค์การใดๆไม่มีสตาฟหรือมีแต่ไม่มีประสิทธิภาพ งานขององค์การก็ยังดำเนินไปได้โดยการนำหรือการทำงานของไลน์เสียเอง แต่หากองค์การมีแต่สตาฟไม่มีไลน์ องค์การนั้นก็จบ ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งได้ เพราะความรู้แบบไลน์อาศัยความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องสัมผัสได้ ปฏิบัติได้ และเห็นผลได้จริงมากกว่าความรู้แบบสตาฟ ไลน์จึงนอกจากจะสามารถทำงานตามภารกิจที่เป็นหลักขององค์การแล้ว บางครั้งหรือบ่อยครั้งไลน์ก็สามารถทำงานของสตาฟได้ โดยความเสียหายอาจไม่มีหรือมีน้อย แต่สตาฟจะไปทำงานแทนไลน์ไม่ได้หรืออาจทำได้แต่ความเสียหายก็จะมีได้มาก รวมถึงว่าหากมีข้อขัดแย้งระหว่างไลน์กับสตาฟ แต่หากไลน์เขายืนยันว่าจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ สตาฟก็ต้องสงบปากสงบคำ ปล่อยให้การนำพาองค์การเป็นความรับผิดชอบของไลน์ตามธรรมเนียม องค์การจึงจะดำรงอยู่ได้ แม้ในสายตาของสตาฟงานจะเห็นว่าบกพร่องหรือไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ก็ตาม ความมีเสถียรภาพของระบบงานจึงขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของไลน์เป็นหลักโดยการเกื้อหนุนของสตาฟตามมา/p pในฐานะที่รัฐหรือประเทศทั้งหลาย ก็คือ สังคมโดยรวมที่เป็นองค์การขนาดใหญ่ที่สุดอันเป็นที่รวมขององค์การย่อยๆทั้งปวง และมีระบบการเมืองเป็นศูนย์กลางของการจัดสรรอำนาจและการบริหารประเทศนั้น ระบบการทำงานขององค์การแบบไลน์ (Line) และสตาฟ (Staff) ย่อมสามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาการเมืองไทยได้/p pในสังคมดั้งเดิมที่ไม่เน้นความเป็นสังคมที่สมเหตุสมผลเพื่อประสิทธิภาพแห่งรัฐ (Rational State) การจัดไลน์และสตาฟจะคลุมเครือกว่าในสังคมสมัยใหม่ เพราะเน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวบ้างและความเป็นพรรคพวกกันบ้าง แต่ในสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การที่ประสบความสำเร็จสูง ไลน์จะมีมารยาทที่ไม่วางบทบาทบังคับบัญชาสตาฟ และมักจะให้โอกาสสตาฟในฐานะเพื่อนร่วมงานเข้าร่วมตัดสินใจในระดับยุทธศาสตร์ขององค์การด้วย อันช่วยให้งานในภาพรวมขององค์การสมบูรณ์มากขึ้นเพราะสตาฟมักเป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงหรือได้รับการศึกษามาอย่างดี สตาฟเองก็จะมีมารยาทที่จะวางตนในลำดับรอง ไม่ทำตนยิ่งใหญ่กว่าไลน์ เพียงแต่ขอให้ไลน์ซึ่งเป็นส่วนหลักยอมรับในบทบาทเกื้อกูลของตนเพื่อเสริมงานหลักที่ไลน์รับผิดชอบ แต่หากทั้งสองส่วนไม่ยอมลงต่อกันและมีความขัดแย้งกันมากๆ ต่างฝ่ายต่างพยายามสร้างความสำคัญของตน ผู้มีอำนาจเหนือทั้งสองฝ่าย ก็คือคณะกรรมการบริษัทที่รับมอบอำนาจมาจากเจ้าของกิจการผู้ถือหุ้น มักจะเลือกตัดสินใจจำกัดบทบาทสตาฟและลดจำนวนสตาฟมากกว่าไลน์ อันจะช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย เพราะการใช้สตาฟจำนวนมากเป็นการเปลืองงบประมาณเมื่อเทียบเคียงกับจำนวนไลน์ ดังตัวอย่างที่เราจะพบกันทั่วไปคือ การลดจำนวนคนงานลง การจ้างงานบางเวลา และ การจ้างเหมางาน (Out-Sourcing) จากภายนอก ในภารกิจที่ไม่ใช่งานหลักขององค์การ ดังที่พบในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และ บริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่ระบาดในทุกวันนี้br /br /strongข้าพเจ้าจึงมีความเห็น (สมมติฐาน) ว่า ความไม่ลงตัวของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยไทยทุกวันนี้ มีสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ ความไม่ลงตัวในการทำงานระหว่างไลน์ (Line) และสตาฟ (Staff) ในระบบการเมืองของเรา และหากนำหลักไลน์ (Line) และสตาฟ (Staff) ซึ่งเข้ากันได้ดีกับหลักการปกครองโดยเสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตย มาปรับใช้อย่างเหมาะสม การเมืองไทยจะก้าวพ้นวิกฤตไปได้/strongbr /br /ในสมัยที่สยามหรือรัฐไทยยังเป็นสังคมดั้งเดิม คือ รัฐสมบูรณาญาสิทธิธาช นับย้อนไปอย่างน้อยถึงสมัยอยุธยานั้น ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย การเมืองดำเนินไปโดยอำนาจรวมศูนย์ของกษัตริย์ในฐานะประมุขผู้มีอำนาจสูงสุดมาตามประเพณีหรือโดยการปราบดาหรือสถาปนาตนเองขึ้นก็ตาม หน่วยงานต่างๆในสังคมอยู่ภายใต้การบัญชาการของประมุขโดยเด็ดขาด ในสังคมแบบนี้กลุ่มงานหลักหรือรองในทางการเมืองการปกครองก็ยังสับสนปนเปในความสำคัญ แต่จะเห็นได้ว่ากษัตริย์ เสนาบดี และขุนนางระดับสูงอื่นๆที่ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ทำหน้าที่ร่วมนำพาชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่มีบทบาทสำคัญยิ่งสมัยอยุธยา (เริ่มในสมัยพระเจ้าอู่ทอง) นั้น ก็คือกลุ่มงานภายใต้ระบบจตุสดมภ์ คือ เวียง-วัง-คลัง-นา โดยเวียงดูแลความสงบและคดีความ วังดูแลงานของกษัตริย์/วัง คลังดูแลการเงิน และ นาดูแลการเกษตร ต่อมาสมัยพระบรมไตรโลกนาถ – ตอนปลายอยุธยา กิจการทหารได้รับการให้ความสำคัญเป็นพิเศษแยกออกจากงานฝ่ายพลเรือนเรียกว่ากรมกลาโหมดูแลกรมต่างๆในกิจการทหารทุกหัวเมือง (น่าจะใหญ่ใกล้เคียงกระทรวง) งานเวียง-วัง-คลัง-นา ที่จัดภายใต้กรมสี่กรมให้อยู่ภายใต้กรมใหม่ คือกรมมหาดไทย (น่าจะใหญ่ใกล้เคียงกระทรวงเช่นกัน) และให้ดูแลกิจการพลเรือนทุกหัวเมือง ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์อีกชั้นหนึ่ง ทั้งกลาโหมและมหาดไทยจึงเป็นหน่วยงานรัฐที่ใหญ่สุดในสังคมและใช้เช่นนี้มาถึงรัตนโกสินทร์/p pแม้สยามจะปฏิรูปการบริหารราชการสมัย ร.5 จนถึงสมัย ร. 7 ที่หน่วยงานของรัฐจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมการจัดโครงสร้างองค์การรัฐไปแบบยุโรปมากขึ้น เช่น เกิดหน่วยงานราชการต่างๆในงานแบบไลน์และสตาฟใหม่ๆ แต่ก็ยังคงสืบทอดประเพณีการบริหารแบบกลาโหมและมหาดไทยเป็นใหญ่ ซึ่งนับจากสภาพสังคมสยามในอดีตที่วุ่นอยู่กับการทำการศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านและการรวบรวมชาติจนถึงรัฐสมัยใหม่ (ร.4 – ร.6) แต่ยังไม่ถึงสมัยยุคเริ่มประชาธิปไตยนั้น เราจะเห็นในระยะยาวได้ว่าทหารครองความเป็นไลน์ และมหาดไทยครองตนเป็นสตาฟbr /br /ในสังคมสมัยใหม่แบบประชาธิปไตยของประเทศส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งสังคมสยามนับแต่กลาง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา การเมืองเปลี่ยนไปจากแบบเก่าอย่างสิ้นเชิง คือ อำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ที่สุดในรัฐ แม้ประเทศใดจะยังมีระบบกษัตริย์ แต่อำนาจของกษัตริย์ในทางการเมืองการปกครองเป็นรองอำนาจอธิปไตยของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ดังที่กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และยังพิจารณาได้จากการที่กฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบย่อมบังคับใช้ได้ หากกษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไทยในกฎหมายฉบับนั้น เลย 90 วัน หลังจากได้รับจากสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามอำนาจของกษัตริย์จะยังคงมีมากหรือน้อยเพียงใดในทางอื่นๆ ในระบบการเมืองประชาธิปไตยไทย ก็ย่อมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเป็นสำคัญด้วยbr /br /ใครเป็นไลน์และใครเป็นสตาฟ ในรัฐประชาธิปไตยสยามยุคต้น ได้เปลี่ยนไปไม่เหมือนในสังคมเดิม กล่าวคือ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เราสามารถแบ่งระบบการเมืองไทยเป็นสองช่วงสำคัญ คือ ช่วงที่คณะราษฎร ก็คือพรรคการเมืองพรรคเดียว (ของข้าราชการทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่ง) ที่ยึดอำนาจจาก ร.7 บริหารประเทศประมาณ 14 – 15 ปี นับจาก พ.ศ. 2475 – ประมาณต้น พ.ศ. 2489 อำนาจของคณะราษฎรเข้าไปทดแทนอำนาจกษัตริย์ในสังคมเดิมอย่างมาก (แม้จะไม่หมด) เพราะสถานภาพแห่งความเป็นเผด็จการประชาธิปไตยแบบหนึ่งของคณะราษฎรได้เข้าแทนที่สมบูรณาสิทธิราชของกษัตริย์ โดยคณะราษฎรที่ไม่มีพรรคการเมืองอื่นมาแข่งกันกับตน เพราะเห็นพ้องต้องกันระหว่าง ร.7 กับ คณะราษฎรว่า สยามในตอนนั้นไม่สมควรมีพรรคการเมือง (แบบสากล) (ครั้งเมื่อ ร.7 เสด็จประพาสอังกฤษและไปดูงานรัฐสภาของอังกฤษหลังการเปลี่ยนแปล พ.ศ. 2475 ก่อนสละราชบัลลังก์ ก็ทรงเปลี่ยนพระทัยต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบในอังกฤษเกิดขึ้น – แต่ก็ล่าช้าไปเสียแล้ว เพราะคณะราษฎรที่กระชับอำนาจได้มากขึ้น ก็ไม่ต้องการให้มีพรรคอื่นมาแข่งกับตนต่อไป) และในช่วงของคณะราษฎรนี้ สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ คณะราษฎรก็คือองค์อธิปัตย์ใหม่ที่เป็นไลน์ในตนเองแทนกษัตริย์ และเป็นหัวหน้าไลน์และสตาฟของระบบราชการที่เป็นมรดกตกทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ส่วนสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นไลน์อีกส่วนหนึ่งที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะหากไม่ถูกครอบงำจากคณะราษฎรผู้แต่งตั้งให้มาเป็น ก็มาจากการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองให้สังกัด ในขณะที่พฤฒิสภาสมัยนั้น (วุฒิสภาในปัจจุบัน) เป็นพันธมิตรกับกษัตริย์เจ้าของอำนาจอธิปไตยเดิมเสียมาก/p pเมื่อคณะราษฎร ซึ่งก็คือคณะของฝ่ายกลาโหมและมหาดไทยตามแนวโครงสร้างอำนาจเดิมของสังคมเก่าที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยานั่นเองนั้น ในคราวหลังนี้เป็นกบฏต่อเจ้าแผ่นดิน ประกาศสร้างรัฐใหม่เพื่อประชาชน แต่ก็สู้กับฝ่ายเจ้าไม่ชนะขาด คณะราษฎรแตกแยกกัน เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง นำพาประเทศล้มเหลวในการสร้างประชาธิปไตยแบบสากล และหมดอำนาจไป คือนับจากกลาง พ.ศ. 2489 เป็นต้นมา ซึ่งมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปีนี้ที่บัญญัติให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองได้เพื่อแข่งขันกันเป็นรัฐบาล ได้เกิดพรรคการเมืองที่มาจากประชาชนรวมตัวกันขึ้นมากมายหลายพรรค มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกแบบใหม่ และรัฐบาลประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งนิยม ประชาธิปไตยไทยมีความเป็นสากลมากขึ้น ฝ่ายไลน์สำคัญในสังคมแบบประชาธิปไตยใหม่นี้ จึงไม่ใช่ฝ่ายทหารและฝ่ายมหาดไทยอีกต่อไป แต่ก็คือ พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐบาลของเหล่าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งดังที่กล่าวแล้ว ทำหน้าที่ผลิตสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ซึ่งก็คือนโยบายสาธารณะของรัฐบาล การออกกฎหมาย และการบริหารประเทศ/p pในสังคมไทยสมัยใหม่ (ตามในบทความนี้) ซึ่งหมายถึงสังคมการเมืองการปกครองไทยสมัยคณะราษฎรและหลังคณะราษฎรนั้น ขณะที่พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และรัฐบาลของเหล่าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง รับหน้าที่เป็นไลน์สมัยใหม่นั้น กลุ่มไลน์และสตาฟเดิมทั้งหลายของสังคมเก่าก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชและสมัยคณะราษฎร ซึ่งก็คือข้าราชการทั้งหลายที่ยังคงมีทหารและมหาดไทยเป็นพี่ใหญ่อยู่แต่เดิมนั้น ได้กลายเป็นข้าราชการประจำสังกัดกระทรวงต่างๆและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลประชาธิปไตยแบบใหม่ในระบบการเลือกตั้งของสังคมไทย ตามหลักประชาธิปไตยสากลและการบริหารงานสาธารณะที่ต้อง “แยกการเมืองออกจากการบริหาร” ซึ่งก็คือแบ่งงานกันทำให้ลงตัวของสองฝ่ายโดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย แต่ฝ่ายการเมืองต้องกำกับการบริหารให้เป็นไปตามนโยบายของฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลที่ได้รับอำนาจมาจากประชาชน ซึ่งฝ่ายการเมืองก็คือรัฐบาลของพรรคการเมืองที่ได้อำนาจมาจากประชาชน ผ่านวิธีการแห่งความสมัครใจซึ่งก็คือการเลือกตั้ง และนับว่าเป็นไลน์ส่วนสำคัญอันหนึ่งของสังคมใหม่แทนสถาบันกษัตริย์ที่เป็นหัวหน้าไลน์และสตาฟในสังคมเดิม/p pส่วนวุฒิสมาชิกสมัยใหม่นั้น ก็คลุมเครือกับความเป็นไลน์และสตาฟ เพราะบางสมัยมาจากการข้าราชการ และบางสมัยมาแบบอื่น ทั้งในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ประธานวุฒิสมาชิกได้เป็นประธานรัฐสภา ใหญ่กว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรเสียอีก วุฒิสมาชิกจึงมิใช่ไลน์แท้ที่มีอุดมการณ์ต่อเนื่องชัดเจน แต่ธรรมเนียมการที่สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจยืนยันกฎหมายที่ถูกวุฒิสภาแก้ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ย่อมสะท้อนว่าวุฒิสภาเป็นรองและมีลักษณะเป็นสตาฟในครรลองของส.ส. (เป็นสตาฟในกลุ่มไลน์) สำหรับส่วนการบริหารงานตามนโยบายรัฐบาลสมัยใหม่ ซึ่งก็คือคณะเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานทั้งหลายที่มีสถานภาพเป็นลูกน้องของฝ่ายการเมืองดังที่กล่าวแล้วนั้น ต้องนำนโยบายของฝ่ายการเมืองที่สภาผู้แทนราษฎร (อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของไลน์สมัยใหม่) เห็นชอบไปปฏิบัติ และยอมรับการกำกับการทำงานจากฝ่ายการเมืองเพื่อให้การปฏิบัติงานได้ผลตามนโยบายจริง/p pในรอบ 50 ปี นับจากการหมดอำนาจของคณะราษฎรที่สังคมไทยมีความเป็นระบอบประชาธิปไตยตามแนวสากลมากขึ้น ก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ฝ่ายสตาฟของระบบการเมืองประชาธิปไตยใหม่ที่มีพรรคการเมืองแข่งขันกันเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งนั้น ยังอ่อนแอหรือยังไม่มีอย่างแข็งขันจริงจังในระยะแรกๆ การเมืองประชาธิปไตยไทยก็ดำเนินไปแบบไลน์โดดเด่น แต่มีปัญหาคุณภาพของนักการเมืองและเสถียรภาพของพรรคการเมืองอยู่มาก รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรล้มลุกคลุกคลานบ่อยครั้ง เมื่อต้องต่อสู้กับกลุ่มไลน์และสตาฟเดิมแต่ไม่ชนะเขาอย่างเด็ดขาด และก็โดนลูกน้องซึ่งก็คือข้าราชการประจำในระบบราชการที่ติดตัวมาแต่เดิมใช้ปืนบังคับให้ออกจากอำนาจบ่อยครั้ง หรือไม่เช่นนั้น ในระยะหลังๆก็ใช้กลไกปกป้องพิเศษทำให้ฝ่ายการเมืองบริหารงานได้ไม่เต็มที่ คือในภาพรวมข้าราชการประจำยังไม่ยอมลงให้กับอำนาจของฝ่ายการเมืองโดยดุษฎี (ด้วยเหตุผลว่านักการเมืองเป็นคนไม่ดี โกงกิน ฯลฯ แม้จะเป็นเช่นนั้นกับฝ่ายข้าราชการประจำของตน ก็ไม่ร้ายแรงเท่า!?)/p pนับจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทั้งไลน์และสตาฟใหม่ของการเมืองประชาธิปไตยไทยก็ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นสถาบันมากขึ้น โดยไลน์ใหม่ที่แท้คือพรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล แต่วุฒิสมาชิกก็ยังมีสถานภาพคลุมเครือระหว่างไลน์กับสตาฟ ในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใน พ.ศ. 2544nbsp; พรรคการเมืองผู้ชนะการเลือกตั้ง คือ พรรคไทยรักไทย สามารถมีเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (แม้จะยังไม่เด็ดขาดพรรคเดียวก็ตาม) โดยพรรคประชาธิปัตย์ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมกษัตริย์พ่ายแพ้หมดรูป และยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอจนถึงปัจจุบัน ทั้งกำลังประสบปัญหาความแตกแยกภายในมากขึ้นๆ/p pส่วนสตาฟใหม่ ซึ่งก็คือองค์การอิสระต่างๆ (หรือ ที่เรียกกันหลวมๆในอีกภาษาหนึ่งว่า “ฝ่ายอำมาตย์”) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยส่วนใหญ่ก็เป็นการแยกตัวออกมาจากงานเก่าของกลุ่มสตาฟในระบบสังคมเดิมที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเชื่องช้า แต่ส่วนหนึ่งก็สร้างขึ้นใหม่ เพื่อทำงานเฉพาะด้านและตรวจสอบให้ระบบการเมืองและการใช้อำนาจรัฐดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพหรือประสิทธิภาพ และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน แต่ในระยะหลังๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้รับการปรับปรนให้สามารถจัดระเบียบแถว ควบคุม ยกเลิก และหยุดชะงัก กลุ่มไลน์ได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสมาชิก ก็ถูกออกแบบให้เป็นสตาฟใหญ่ในระบบการเมืองอย่างชัดเจนมากขึ้น และมากขึ้นอีกตามร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ กลับตาลปัตรไปนั่น ทั้งๆที่ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ไลน์ในระบบการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของพรรคการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้น ย่อมมีอำนาจเบ็ดเสร็จกว่าไลน์ในบริษัทหรือองค์การต่างๆในสังคม เพราะได้รับมอบอำนาจโดยตรงจากเจ้าของประเทศให้มาทำหน้าที่บริหารประเทศแทน ในขณะที่ไลน์ (และสตาฟ) ในองค์การทั่วๆไปเป็นลูกจ้างที่มิใช่เจ้าของกิจการเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง แต่คณะกรรมการบริษัทหรือผู้มีอำนาจบริหารมอบหมายให้จ้างมาทำงานอีกต่อหนึ่ง อำนาจของไลน์ในระบบการเมืองจึงแม่นตรงกับเจตจำนงของประชาชนอย่างยิ่งยวด อันสอดคล้องกับหลักการหนึ่งที่ว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร อำนาจอื่นจะเหนือกว่ามิได้/p pคำถามสำคัญยิ่งตามมาก็คือ ในระดับระบบงานการเมืองการปกครองแห่งรัฐ ที่อยู่เหนืองานระดับกระทรวงนั้น รัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชน และ องค์การอิสระต่างๆที่ถูกจัดตั้งขึ้น โดยกลุ่มงานที่พึงเป็นกลางจากหรือถ่วงดุลกับระบบการเมือง เช่น ศาล กับส่วนเสริมประสิทธิภาพในระบบการเมือง เช่น วุฒิสมาชิก ทั้งสองส่วนนี้ ได้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัวหรือไม่ ประเทศไทยจึงมาถึงเช่นปัจจุบันนี้ คำตอบที่คนทั้งประเทศได้เห็นแล้วก็คือว่า “ไม่”/p h4br /strongอะไรคือสิ่งผิดในระบบการเมืองไทย และแนวทางแก้ไข?/strong/h4 pเราจะพบเห็นปัญหาจากปรากฏการณ์ต่างๆ แต่ก็ควรจะพบเห็นการปรากฏแบบอื่นเป็นทางแก้ดังต่อไปนี้:/p p1. วุฒิสมาชิก เริ่มมีมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ [รัชกาลที่ 7 – ผู้มิได้ยินยอมพร้อมใจมอบอำนาจที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่บุคคลคณะใดคณะหนึ่ง (แบบคณะราษฎร) ที่จะใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด ไม่ฟังเสียงอันที่แท้จริงของราษฎร] ซึ่งโดยหน้าที่หลักคือผู้ช่วยผู้แทนราษฎรในการกลั่นกรองความสมบูรณ์ของกฎหมายนั้น ได้พยายามทำให้ตนเป็นผู้สำคัญที่สุดหรือเป็นพี่ใหญ่ในระบบการเมือง โดยมีอำนาจควบคุมและตรวจสอบรัฐบาล รวมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและปลดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่วุฒิสมาชิกก็ไม่ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล แต่มาจากการสรรหาของกรรมการที่ศาลมีอำนาจสูงสุด ด้วยลัทธิแก้อำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ว่าวุฒิสมาชิกต้องเป็นอิสระจาก ส.ส. และรัฐบาล ทั้งๆที่ความเป็นอิสระของวุฒิสมาชิกควรหมายถึงการทำงานอย่างเป็นอิสระตามเนื้อผ้าไม่ถูกอิทธิพลการเมืองครอบงำให้เสียหลักการในการพิจารณากฎหมายที่มีคุณภาพเพื่อประชาชน แต่ไม่ใช่อิสระแบบเป็นปฏิปักษ์ต่อ ส.ส. รวมถึงรัฐบาล ดังที่พบเห็นทุกวันนี้ การแก้ไขลัทธิแก้ดังกล่าวให้ถูกต้องจึงจำเป็นและเร่งด่วน/p p2. ฝ่ายตุลาการซึ่งเป็นองค์อำนาจอิสระที่แท้กว่าเพื่อการถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลถูกออกแบบให้เข้ามามีส่วนตัดสินใจในทางการเมืองแบบเสี่ยงต่อการเลือกที่รักมักที่ชังมากขึ้น เช่น เป็นฝ่ายข้างมากในการสรรหากรรมการองค์การอิสระ และถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวประพฤติเสียคือเป็นตุลาการภิวัตน์ที่เสี่ยงต่อความไม่เป็นกลางในทางการเมือง คือ ไม่ถ่วงดุล คือ ทำให้รัฐบาลใช้อำนาจอย่างถูกต้อง แต่ออกไปในทางถ่วงรั้งรัฐบาล (แบบที่เรียกกันว่าให้ยาแรง) คือ ทำให้รัฐบาลพ้นสภาพ หยุดชะงัก หรือทำงานไม่ได้ตามนโยบายรัฐบาล/p p3. การตรวจสอบรัฐบาลประชาธิปไตยมีอยู่แล้วโดยฝ่ายค้านของกลุ่มไลน์สมัยใหม่ด้วยกันเอง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของฝ่ายการเมืองแห่งอำนาจของประชาชน และโดยระบบการเลือกตั้งเพื่อคัดเลือกรัฐบาลทุกสี่ปีโดยประชาชนตามผลงานรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับถูกสตาฟ คือ องค์การอิสระตรวจสอบอย่างหนักหน่วงเข้าไปอีก ในขณะเดียวกันก็ยังไม่พบความเด่นชัดในการกำหนดกติกาส่งเสริมให้ฝ่ายค้านในรัฐสภาเข็มแข็งในการทำหน้าที่ได้มากขึ้นอย่างแท้จริง รวมทั้งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรวมตัวและมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานสาธารณะกับหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน/p p4. องค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ [อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาพัฒนาการเมือง คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน (องค์กรหลังนี้ควรอยู่ในกำกับของสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับเป็นตรงกันข้าม) ฯลฯ] ไม่ชัดเจนว่าเป็นกลไกที่เสริมสร้างจิตวิญญาณประชาธิปไตย และช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพประชาธิปไตยและการใช้อำนาจรัฐ ทั้งยังเป็นอิสระจากอำนาจประชาชนอีกต่างหาก เพราะคัดเลือกกรรมการขององค์การมาโดยศาลเป็นใหญ่และการเห็นชอบของวุฒิสมาชิก แทนที่ภารกิจจะเกื้อกูลให้รัฐบาลหรือไลน์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลับโน้มไปในทางวางอำนาจอยู่เหนือรัฐ ควบคุมรัฐ เป็นใหญ่กว่ารัฐ เน้นการตรวจสอบรัฐบาลมากเกินไป และไม่ยี่หระต่ออำนาจอธิปไตยของประชาชน (โปรดดูประกอบ หมายเหตุท้ายบทความที่ a name="1"1/a)/p p5. ภายใต้องค์ประกอบของไลน์สมัยใหม่ของระบบประชาธิปไตยไทย คือ พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐบาลนั้น การได้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเสียงข้างมากของรัฐบาลมีจุดอ่อนในทางการบริหารประเทศเมื่อได้อำนาจมาแล้วอยู่บ้าง (เช่น ปัญหาทุจริต และอื่นๆ แต่ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสายตาของผู้มีอำนาจดั้งเดิมในสังคม ไลน์และสตาฟสมัยเก่า สตาฟสมัยใหม่ (สมทบด้วยวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ที่มาจากการแต่งตั้งที่นอกใจในไลน์) ไลน์สมัยใหม่จึงถูกรุกหนักและกำลังถูกทำให้อ่อนแอ แต่สตาฟสมัยใหม่กำลังถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นๆ และไม่มีทีท่าว่าจะลดลงความยิ่งใหญ่ลง แทนที่เราจะจัดวางหลักรองให้ถูกต้อง และทำความเข้มแข็งให้แก่ทั้งคู่ ความสามัคคีและคุณภาพของไลน์สมัยใหม่ทั้งสี่ คือ พรรคการเมือง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และรัฐบาล จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกลับมายิ่งใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากสตาฟสมัยใหม่ผู้น้องอย่างชอบธรรม และเพื่อสามารถสร้างประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริงได้สำเร็จ/p p6. การที่ภายในไลน์แตกแยกกันเอง จนระบบรัฐสภาล้มเหลว คือ พรรคการเมืองขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนไม่ยอมใช้รัฐสภาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองพรรคการเมืองใหญ่สุด คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ และมวลชนของพรรค รวมพันธมิตรทั้งหลาย กำลังทำให้สตาฟสมัยใหม่ที่เป็นหน่วยงานเสริมค่อยๆเข้าปกครองประเทศโดยอัตโนมัติ (แต่ก็เสมือนอย่างแฝงเร้น) ร่วมกับไลน์และสตาฟของสังคมเก่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติการเมืองไทย รัฐย่อมต้องใช้งบประมาณมากขึ้นตามจำนวนจำนวนสตาฟทั้งในระดับกรรมการและเจ้าหน้าที่ (โปรดดูประกอบ หมายเหตุท้ายบทความที่ a name="2"2/a)/p p7. ลูกน้องของไลน์สมัยใหม่ในปัจจุบัน คือ ข้าราชการประจำแข็งข้อต่อไลน์ ขอเป็นอิสระในการเจริญก้าวหน้าในตำแหน่ง พ้นจากการควบคุมของรัฐบาล รวมทั้งพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสตาฟคือองค์การอิสระอย่างเต็มที่ในความเพลี่ยงพล้ำของไลน์หรือการบริหารของรัฐบาล ท่ามกลางมาตรฐานคุณภาพการเมืองประชาธิปไตยไทยที่ยังไม่พัฒนาไปมากพอ และการแสวงหาความเป็นไปได้ที่ไลน์บางส่วนจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้กำกับกติกามาตรฐานประชาธิปไตยในระดับระหว่างประเทศหรือการกดดันจากมหาอำนาจด้านประชาธิปไตย เพื่อโต้ตอบต่อการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์จากความเป็นพันธมิตรกันของสตาฟสมัยใหม่และไลน์สมัยเก่าที่มีต่อไลน์สมัยใหม่นั้น ซึ่งคงดำเนินต่อไปอีกนานพอสมควร ตราบเท่าที่กลุ่มพลังอำนาจในสังคมไทยกันเอง ยังแก้ไขปัญหาของตนไม่ได้/p p8. วุฒิสมาชิกสมัยใหม่ที่ผ่านมา ซึ่งควรอยู่กับไลน์สมัยใหม่ (เช่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือเป็นลูกน้อง/ผู้ช่วยรัฐบาล (เช่น มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล) กลับถูกออกแบบให้เป็นบิดาของสตาฟ โดยเฉพาะองค์การอิสระทั้งหลายนั้น รวมทั้งสมาชิกไม่น้อยของวุฒิสมาชิกยังมีบทบาทสำคัญหรือวางตนเป็นพี่ใหญ่ของขบวนการประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนเพื่อแข่งขันกับไลน์สมัยใหม่อีกด้วย แทนที่ขบวนการประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนจะสนับสนุนการทำงานของไลน์สมัยใหม่อย่างที่พึงจะเป็น (อาทิ การเป็นมิตรแท้เชิงวิพากษ์ของไลน์สมัยใหม่) ไลน์สมัยใหม่ที่มิใช่วุฒิสมาชิกจึงขาดพันธมิตรที่สำคัญของตนไป/p p9. การมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยแบบปัจจุบัน มุ่งเน้นไปที่ประชาธิปไตยทางตรงในการร่วมใช้และตรวจสอบอำนาจรัฐบาล และเป็นประชาธิปไตยแบบแข่งขันกับสภาผู้แทนราษฎรอยู่ไม่น้อย ซึ่งระบบการเมืองแบบผู้แทนผู้ได้อำนาจอธิปไตยจากประชาชนนั้น เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าประชาธิปไตยโดยอ้อม แต่แทนที่การรวมตัวของภาคประชาชนเพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ในฐานะพลเมืองที่ตื่นตัวในทางประชาธิปไตยสากล มิใช่พลเมืองที่ตื่นตัวในทางประชาธิปไตยแบบไทยๆ จะเป็นมิตรแท้กับไลน์สมัยใหม่ที่เกื้อกูลต่อกันเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยให้กับประชาชนทั้งมวลนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนทางตรงดังกล่าว ก็กลับยังมิได้กระจายหรือแบ่งปันอำนาจในสาระสำคัญเพื่อส่งเสริมคุณภาพของการให้บริการไปยังหรือร่วมกับศาล และองค์การอิสระทั้งหลายตามแนวนโยบายแห่งรัฐอย่างที่ควรจะเป็น/p p10. ความหวาดกลัวไลน์สมัยใหม่ในระยะหลังๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรัฐบาลเสียงข้างมาก ในหมู่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเสียงข้างน้อย ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในสังคมตลอดมานั้น รวมทั้งแรงกดดันจากต่างประเทศ ได้นำไปสู่ความสนใจขององค์การต่างๆในสังคมในการบังคับใช้ธรรมาภิบาลแห่งรัฐในภาพรวมของสังคมมากขึ้น แต่เราก็จะพบกับการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานที่ยังแก้ไม่ได้ (อาจเพราะความรู้สึกต่อต้านที่ฝังลึกว่าไลน์สมัยใหม่จะเหนือกว่าไลน์และสตาฟสมัยเก่าและสตาฟสมัยใหม่ไม่ได้!) และทำให้รัฐบาลเสียงข้างมากที่คนส่วนใหญ่เลือก ทำงานลำบาก แม้คนส่วนใหญ่ผู้ประสบจะชัยชนะในศึกชิงอำนาจประชาธิปไตยแบบศรีวิไลมากขึ้นๆ จะรักษารัฐบาลเสียงข้างมากเอาไว้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนชั้นล่างในสังคม ที่ไม่มีอำนาจมากพอในตำแหน่งแหล่งที่สำคัญๆทั้งหลายในประเทศที่จะชี้นำสังคมได้ ทั้งสตาฟสมัยใหม่ก็มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ไม่ร่วมมือด้วย และไลน์และสตาฟดั้งเดิมก็เข้ามาสมทบอีก (โดยอ้างจุดอ่อน เช่น ส.ส. ซื้อเสียง รัฐบาลบริหารผิดทำนองคลองธรรม เป็นต้น) ทำให้การเมืองประชาธิปไตยที่ยังไม่พัฒนามาตรฐานคุณภาพเต็มที่ต้องหยุดชะงักลงเสีย ไม่ให้โอกาสฝ่ายประชาธิปไตยแก้ไขข้อบกพร่องของตนได้สำเร็จ การเร่งปฏิรูปตนเองในมาตรฐานและสมรรถนะของการทำงานของไลน์ และปรับรื้อกลไกเดิมหรือเพิ่มตัวกลไกใหม่เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมและเป็นพันธมิตรกับไลน์จึงจำเป็นเร่งด่วน (โปรดดูประกอบ หมายเหตุท้ายบทความที่a name="3" 3/a)/p h4br /strongสรุป/strong/h4 pทั้งหมดนี้ แสดงถึงปัญหาความไม่ลงตัวของโครงสร้างองค์การทางการเมืองของรัฐและภารกิจขององค์การที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางความเหลื่อมซ้อนของการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก่าสู่สังคมใหม่ อันสะท้อนถึงการเมืองไทยไม่เพียงไม่สมดุล แต่กำลังเป็นระบบที่กำลังทำลายศักยภาพของตนเอง โดยระบบการเมืองไทยแบบปัจจุบันหรือตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่สืบทอดปัญหาเดิมให้มีอยู่ต่อไป แม้จะคำนึงถึงธรรมาภิบาลแห่งรัฐแต่ก็มีการเลือกปฏิบัติ ย่อมจะไม่ใช่สังคมแห่งความยุติธรรมที่เป็นจริง สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนเจ้าของประเทศได้จริง และเป็นยานนำพาประเทศชาติของเราไปได้ไกลกว่านี้ในชุมชนโลก ส่วนแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ข้าพเจ้าเสนอไว้แล้วตามความเห็นประกอบปัญหาที่กล่าวมา ข้าพเจ้าจึงเสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติก็ยังมิได้เป็นดังหวัง/p pstrongการจะไปลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของข้าพเจ้าในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ จึงมีแรงขับจากปัญหาเหล่านี้ เพราะเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังโหลยโท่ยไม่พบการแก้ไขที่ถูกจุดในเรื่องไลน์และสตาฟ นอกเหนือประเด็นอื่นๆที่ยังเป็นปัญหาอีกมากพอสมควร/strong/p pการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีสมรรถนะสูง ประชาชนไม่เพียงต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ แต่ต้องถูกพิจารณาในฐานะเจ้าของรัฐด้วย เนื่องจากประชาชนก็คือเจ้าของอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยและเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เสมือนผู้เป็นเจ้าของกิจการที่มีอำนาจเหนือไลน์และสตาฟ/p pฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องร่วมกันทำความเข้าใจกันใหม่ให้ถูกต้องชัดเจน และช่วยกันปรับรื้อโครงสร้างองค์การ วางตำแหน่ง อำนาจ และบทบาทในภาระงานของสองกลุ่มนี้ใหม่ในระดับชั้นของระบบการเมืองการปกครองของประเทศให้ลงตัว ด้วยการออกแบบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องหรือถูกต้องกว่า (รวมทั้งกลับไปทำในสิ่งที่ถูกต้องในอดีตด้วย) เพื่อให้ได้ระบบที่มีเสถียรภาพก่อให้เกิดกุศลผลบุญแห่งการเมืองเพื่อประชาชนอย่างยั่งยืน/p pโปรดตื่นตัวให้มากขึ้นอีกเถิดชาวประชา – อย่าได้หลงศรัทธาอยู่กับหลักการผิดๆที่เสียงข้างน้อยและการสนับสนุนของเหล่าผู้มีเกียรติ และมีอำนาจเดิมในสังคมพยายามปกครองเสียงข้างมากแบบที่เป็นมาสิบกว่าปีแล้วนั้นต่อไปอีกเลย เพราะมันเป็นการฝืนกฎธรรมชาติ แต่ควรหันมาใช้หลักการที่ถูกต้องสำหรับสังคมในยุคใหม่ คือ ยืนยันการออกแบบการเมืองการปกครองที่ยึดเสียงข้างมากเป็นหลักใหญ่และเสริมด้วยกลไกสนับสนุนมาตรฐานคุณภาพประชาธิปไตยที่เหมาะสม (เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลรวมของระบบการเมือง)/p pทฤษฎีไลน์และสตาฟในระบบการเมืองไทยที่เสนอข้างต้นเป็นวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยประการหนึ่ง (โปรดดูประกอบ หมายเหตุท้ายบทความที่a name="4" 4/a) หากได้รับการปรับใช้จริงโดยยึดถือประชาชนและอำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นที่ตั้งจากทั้งสองกลุ่มงาน ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าการเมืองไทยจะลงตัวและก้าวพ้นวิกฤตความขัดแย้งที่รุนแรงลงไปได้มาก ความขัดแย้งที่จะมีอยู่บ้างด้วยผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แต่ก็ด้วยเหตุผลแห่งคุณประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนส่วนรวมก็จะประนีประนอมได้ อันจะทำให้ประเทศของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าในการพัฒนาประเทศได้โดยเร็ว/p h4 style="text-align: center;"0000/h4 h4strongหมายเหตุ/strong/h4 pa name="1"1. /aขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่กำลังจะไปถึงเช่นนั้นเข้าทุกทีๆประกอบว่า: หากกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรียืนสนทนากับกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการป.ป.ช. ก็ตาม กรรมการบริหารพรรคหรือรัฐมนตรีก็คงทำตัวโค้งๆ ก้มหน้า และเอาสองมือกุมตรงระหว่างขา ในขณะที่กรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการป.ป.ช. คงยืนอย่างสง่าผ่าเผย มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างหนึ่งถือไม้เรียว ตาจ้องเขม็งและบริภาษผู้ร่วมสนทนา ทำนองนั้น และดังตัวอย่างเพิ่มที่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติ ป.ป.ช., กกต., สตง. มีอำนาจร่วมกันเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ระงับยับยั้งนโยบายบางประการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินได้!? ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่กว้างขวางเกินไป และแสดงถึงการมีอำนาจขององค์การอิสระที่ไม่เพียงมีมากกว่าฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่มากกว่าฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านรวมกันเสียอีก เพราะโดยปกติแล้วนโยบายและโครงการประจำปีของรัฐบาลก็ต้องออกโดยพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีโดยสภาผู้แทนราษฎร และทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็เห็นชอบกับงบประมาณประจำปีดังกล่าวร่วมกันก็มีอยู่เป็นปกติ/p pa name="2"2. /aการเพิ่มของสตาฟมีมากขึ้นๆ ในองค์การอิสระต่างๆ แต่ในที่นี้ขอยกให้เห็นชัดกรณีวุฒิสมาชิก ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นพ่อใหญ่ของสตาฟทั้งหลายนั้น มี 150 คน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน มีเพิ่มถึง 200 คน และในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญให้มีได้มากกว่าอีกคือเป็น 250 คน โดย 50 คนมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. แต่ คสช. ก็ไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้คนของตนที่ได้รับการแต่งตั้งในนามการ (ถือโอกาส) อ้างความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ชาติถึง 20 ปี ข้างหน้า (ขนาดนั้นทีเดียวหรือ?!) แต่เป็นเงินจากภาษีประชาชน ซึ่งปัจจุบันค่าตอบแทนต่อเดือนของวุฒิสมาชิกคนหนึ่งอย่างน้อยก็ร่วม 1.5 แสนบาท และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับกรรมการและเจ้าหน้าที่ในองค์การอิสระอื่นๆที่มีจำนวนอยู่ไม่น้อย ทั้งจะมีผลต่อภาระของรัฐบาลในอนาคต แต่รัฐคสช.นี้ พิสูจน์ผลงานให้เห็นแล้วว่ายังมิใช่รัฐผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ที่จะใช้จ่ายแบบมือเติบได้ ในขณะที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มี 500 คน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 1) มี 480 คน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ 2) มี 500 คน และร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติมี 500 คน ไม่เพิ่มขึ้นแบบวุฒิสมาชิก/p pa name="3"3. /aกรณีกลไกการเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเมืองนี้ อันที่จริง วุฒิสมาชิกจะสามารถเป็นตัวเสริมสร้างเสถียรภาพการเมืองของรัฐสภาได้ดี โดยเฉพาะการช่วยกลั่นกรองกฎหมายเสมือนเป็นกลไกประกันความสมเหตุสมผลและคุณภาพของกฎหมายขั้นที่สองต่อจากสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวหลัก การตั้งกระทู้ถามรัฐบาลให้ตื่นตัวและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องเป็นวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลหรือการเลือกตั้งของประชาชน (ซึ่งกรณีวุฒิสมาชิกแบบหลังนี้ อาจรวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย) มิใช่วุฒิสมาชิกจาการสรรหาที่การนอกใจกลุ่มไลน์จะเป็นไปได้สูง และจะทำให้ระบบการเมืองแบบรัฐสภาล้มเหลว กลไกภาคประชาชนนั้นก็เกี่ยวข้องด้วย โดยในส่วนที่อยู่กับสภาพัฒนาการเมืองซึ่งถูกจัดวางให้แข่งบารมีกับสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมายจัดตั้ง และในส่วนที่อยู่นอกสภาพัฒนาการเมืองก็ดี ก็ควรทำให้เป็นพันธมิตรกับไลน์อย่างถาวรเสียnbsp; นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถเป็นกลไกเสริมสร้างเสถียรภาพของการเมืองได้ แต่เมื่อย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้รัฐสภา และทำตัวให้เล็กลงในรูปคณะกรรมการวินิจฉัยความชอบแห่งรัฐธรรมนูญ หรือชื่ออื่นที่เหมาะสม ส่วนกลไกใหม่ที่ควรจัดตั้งเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของการเมืองเป็นอย่างยิ่งก็คือ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานคุณภาพประชาธิปไตย โดยมาจากผู้แทนขององค์การอิสระต่างๆตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ และให้ประธานรัฐสภาเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ เป็นต้น/p pa name="4"4. /aโปรดดูประกอบ เรื่อง “ความเป็นและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยของการจัดทำรัฐธรรมนูญไทย” ของผู้เขียน ในเว็บไซต์ประชาไท: prachatai.com/node/62602br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NyUFPqYbTgU" height="1" width="1" alt=""/

“ถอดรื้อมายาคติ สื่อ-สาร-มวลชน” ผ่านมุมมอง 2 นักข่าว 1 นักวิชาการ

Sun, 26/06/2016 - 23:57
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7412/27646887490_21ef370cf2_b.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pbr /26 มิ.ย. 2559 เวลา 13.00 น. ที่ คณะสังคมวิทยาเเละมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เว็บไซต์ TCIJ ร่วมกับ Thai Civic Education และ มูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ต (FES) จัดเวทีสาธารณะ “ถอดรื้อมายาคติ สื่อ-สาร-มวลชน” โดยมีวิทยากร คือ ผศ.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) พิธีกร/ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ VoiceTV และนักวิเคราะห์ข่าว และ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ดำเนินรายการโดย สุชาดา จักรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการ TCIJ/p pสุชาดา กล่าวถึง จุดประสงค์ของงานว่า การจัดเวทีในวันนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ TCIJ SCHOOL นอกจากเนื้อหาของหลังสูตร ยังมีเรื่องสื่อมวลชนศึกษา หรือรณรงค์ความเข้าใจเรื่องสื่อในปัจจุบัน เพราะประเทศไทยใช้ Social Media เป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้เราอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสาร การรับสื่อจากทุกทาง ปัจจุบันผู้รับสื่อเองก็กลายเป็นผู้ส่งสารด้วย วันนี้เราจึงชวนมาทำความเข้าใจกับสื่อในปัจจุบัน รวมไปถึงเราอาจจะต้องเข้าใจปัญหาของระบบสื่อด้วย/p h3เผยมายาคติ 5 ประการเกี่ยวกับ “สื่อข่าว”ในสังคมไทย/h3 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7373/27313214744_62dc561c85_b.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pพิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง “ภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไป” โดยระบุถึงมายาคติที่เกี่ยวข้องกับการสื่อข่าว ซึ่งอ้างจาก นอม ชอมสกี้ (Noam Chomsky) นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง พูดถึงมายาคติในสื่อมี 5 อย่าง ได้แก่/p p1. ข่าวจากสื่อกระแสหลักเท่านั้นที่เป็น “ของจริง” โดยมีตัวชี้วัดสื่อกระแสหลัก คือ มีขอบเขตระดับชาติ เช่น ฟรีทีวี หนังสือพิมพ์ที่ออกรายวันทั่วประเทศ แต่ไม่ใช่นักหนังสือสือพิมพ์ท้องถิ่น, เป็นเชิงพาณิชย์เป็นหลักคือมีการประกอบการมุ่งหากำไรเป็นหลัก มีรูปแบบธุรกิจที่ชัดเจนรู้ว่าหารายได้จากไหน, มองมวลชนใหญ่เป็นเป้าหมายหลัก แต่โดยข้อเท็จจริง ประเทศไทยสื่อกระแสรองมีปริมาณมากกว่าสื่อกระแสหลัก ที่เกิดจากการปฏิรูปสื่อตั้งแต่ปี 2540 ทำให้มีช่องทางข่าวสารจากสื่อกระแสรองมากขึ้น/p pเมื่อ 2 ปีก่อน ก่อนมีดิจิทัลทีวี มีทีวีหลักแค่ 6 ช่อง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า แต่ภาพรวมสื่อไทยหลังปฏิวัติ ข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2557 พบว่ามี 900 สถานีเคเบิลท้องถิ่น และ 150-200 สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และสถานีวิทยุชุมชนกว่า 6,000 แห่ง ส่วนหนึ่งถูกปิดโดยคำสั่ง คสช. ส่วนหนึ่งปิดตัวลงเพราะแนวทางธุรกิจที่ทำให้ต้องปิดตัวลงไป/p p2. สื่อมีโครงสร้างองค์กรชัดเจนเท่านั้นที่เป็นสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มายาคติของสื่อที่มองว่าสื่อกระแสหลักต้องเป็นสื่อที่เป็นสถาบันเท่านั้นถึงจะเป็นสื่อที่แท้ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ความจริงแล้วสื่อกระแสหลักไม่มีกระบวนการกำกับดูแลตนเองที่จริงจัง ซึ่งพิรงรองกล่าวว่า “พอไปถามจำนวนเรื่องร้องเรียนจากสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ กลับพบว่าก็ไม่ทราบว่ามีจำนวนอยู่เท่าไร สะท้อนถึงให้เห็นว่าไม่มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน”/p p3. นักข่าวคือนักมายากลทางสังคม โดยอ้างอิงจากคำพูดของ Duncan McCargo ที่กล่าวว่า นักข่าวไทยสามารถเล่นกลได้กับทุกอย่าง ไม่มีความจริงใจ สื่อไทยมีความหลากหลาย เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ไม่ยึดติด แต่ในข้อเท็จจริงก็จะพบว่าหนังสือพิมพ์ทั้งไทยและอังกฤษเชิงคุณภาพ ก็ทำหน้าที่เป็น “หมาเฝ้าบ้าน” อยู่จำนวนไม่น้อย แต่การรับรู้เรื่อง "หมาเฝ้าบ้าน" ผู้คนก็มักรับรู้ผ่านการบอกเล่า แต่เมื่อถามไปว่าเคยดูหรืออ่านสื่อฉบับนั้นหรือไม่ คำตอบที่ได้รับมักเป็นว่า ไม่เคย/p p4. สื่อชุมชน/สื่อท้องถิ่น คือกระบอกเสียงของโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง จุดเริ่มต้นและการเข้าถึงสื่อเข้าถึงคลื่นเพื่อหากำไรหาประโยชน์ทางการเมือง และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพิ่มบทบาททางการเมืองมากในช่วงประท้วงทางการเมือง (เสื้อเหลือง-เสื้อแดง) แต่ปัจจุบันพบว่าวิทยุชุมชน 6,999 รายกำลังตายและหายไป ซึ่งวิทยุเหล่านี้ไม่ได้มีเนื้อหาทางการเมืองเลย/p p5. สื่อข่าวออนไลน์เป็นแค่ตัวกลางรวบรวมข่าว ไม่มีบทบาททางวารสารศาสตร์โดยตรง นักข่าวพลเมืองไม่ใช่นักข่าวมืออาชีพ ให้ข่าวสารข้อมูลโดยไม่ใส่ใจเรื่องลิขสิทธิ์ มีตั้งแต่เว็บท่าต่างๆ (เช่น Sanook, Kapook เป็นต้น) เสนอข่าวขนาดสั้น ซึ่งเราจะเจอในสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน แต่เราก็จะพบว่ามีสำนักข่าวออนไลน์ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น TCIJ, ประชาไท, ThaiPublica, สำนักข่าวอิศรา, Prasong.com เป็นต้น เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกในการรับรู้ข่าวสาร มีข่าวเจาะ ข่าวที่เข้าถึงเฉพาะกลุ่มต่างๆ ในสังคมมากขึ้น/p p“มายาคติก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเรารื้อถอนมายาคติด้วยข้อเท็จจริง ด้วยความเข้าใจ เราก็จะเห็นอาจจะได้ภาพมุมหนึ่งที่แตกต่างออกไป” พิรงรอง กล่าวทิ้งท้าย/p h3ก่อนจะได้ “สาร” ที่แท้จริง ต้องผ่านตัวกรองสารถึง 6 ชั้น/h3 pสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กล่าวถึง “สาร” และส่วนที่เป็น media โดยสรุปจากงานวิจัยของตนเองว่า Filter หรือตัวกรองสาร บางคนเปรียบว่าเหมือนการปรุงอาหารให้เหมาะกับความต้องการของประชาชน แต่ความจริงก็คือให้เหมาะกับความต้องการของคนทำสื่อมากกว่า ก่อนที่จะได้ข่าวออกมา 1 ชิ้น โดยตัวกรองสารมีอยู่ด้วยกัน 6 ชั้นด้วยกัน/p pตัวกรองแรก คือ เจ้าของสื่อ สุลักษณ์ระบุถึงสื่อในประเทศไทยว่าส่วนใหญ่เป็นเอกชน จึงถูกกำหนดมาแต่ต้นว่าเป็นธุรกิจ การนำเสนอจึงเกี่ยวข้องกับความสำคัญของสารที่ต้องกำหนดทิศทาง บุคลิกของสื่อสะท้อนเจ้าของ หัวข่าว มุมมองข่าว อยู่กับเจ้าของสื่อนั้นๆ nbsp;nbsp;/p pตัวกรองที่สอง ประกอบไปด้วย โฆษณา, ผู้สนับสนุน และเงินทุน สื่อจำนวนมากพึ่งพิงค่าโฆษณา สุลักษณ์ยกตัวอย่างถึง The Nation ที่ทำงานอยู่ ต้นทุนต่อฉบับอยู่ที่ 100 บาท แต่ขายจริงในราคา 30 บาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากโฆษณา เมื่อจำกัดจำนวนหน้าก็ต้องมีการเลือกข่าว โดยเฉพาะข่าวใหญ่ๆ จากบริษัทใหญ่ ใน section ธุรกิจเพื่อให้บริษัทมาลงในข่าวได้ อีกประการหนึ่งคือทิศทางสื่อมวลชนถูกกำหนดทิศทางโดยบริษัทใหญ่ สังเกตได้จากการที่หนังสือพิมพ์ฉบับใดเขียนโจมตีบริษัทใหญ่ อาทิตย์ต่อๆ มาทิศทางของข่าวนั้นจะค่อยๆ เบาลง/p pตัวกรองที่สาม แหล่งข่าวที่ใช้ เป็นตัวกำหนดทิศทางของข่าว และเป็นแผ่นกรองที่มีพลังมาก สุลักษณ์อธิบายเหตุผลที่สื่อมวลชนทุ่มเทกำลังไปอยู่ทำเนียบรัฐบาลว่า เพื่อรายงานสิ่งที่ศูนย์กลางอำนาจเป็นคนคิดและทำ เวลาประเทศเกิดปัญหา เช่น เกิดปัญหาที่ภาคใต้ สำนักข่าวต้องใช้ให้นักข่าวไปถามความเห็นผู้มีอำนาจในประเทศ แต่การไปเฝ้าของสื่อมากๆ ทำให้ความคิดของสื่อถูกกลืนเข้าไปอยู่ในกับความคิดของแหล่งข่าวด้วย สื่อจึงรู้จังหวะที่จะชงคำถามให้นายกฯ ทั้งๆ ที่นายกอาจจะต้องการตอบอยู่แล้ว เช่น น้ำท่วมที่ผ่านมา นายกฯบอกว่า น้ำท่วมเพราะมีคนหนักแผ่นดินเยอะ ทำไมสิ่งเหล่านี้นักข่าวจึงถาม และทำไมสิ่งเหล่านี้ถูกรายงานออกมา ก็เพราะมันไม่ใช่เรื่องน้ำท่วมแต่เป็นเรื่องการเมือง/p pตัวกรองที่สี่ คือ Flak แปลว่าการให้ข้อมูลในอีกด้านหนึ่ง แต่คนให้ข่าวมักพูดว่าเป็นข้อเท็จจริง เป็นการ counter อีกแบบหนึ่ง เช่น เราเสนอข่าวชาวโรฮิงญา แต่บอกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นพวกค้ามนุษย์ รวมไปถึงการเกลื่อนภาษา (Euphemism) เช่น คุณชายบอกว่า “อย่าเรียกว่าน้ำท่วม ให้เรียกว่าน้ำรอการระบาย”/p p“เป็นสิ่งที่น่าสะอินสะเอียนที่สุด ในวงการสื่อสารมวลชนไม่ควรใช้การเกลื่อนคำ หรือพูดเรื่องเลวร้ายที่สุดให้ดูดี อย่างเกิดขึ้นมาในยุคปัจจุบัน เพราะอยากรักษาภาพพจน์ของผู้มีอำนาจ”สุภลักษณ์กล่าว/p pอันอันคือ IO หรือ Information Operation การพยายามใช้ปฏิบัติการทางข่าวสาร รวมทั้งการปล่อยการข่าวลือ ข่าวโกหก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ เช่น ถ้ามีระเบิดที่หนึ่งเกิดขึ้น รู้ตัวคนร้ายทันที รู้ว่าหลบหนี แต่สิ่งที่ปรากฏในรายงานข่าวยังไม่มีพยานหลักฐาน แต่ปล่อยข่าวเพื่อให้เกิดข่าวลือในสังคม/p pตัวกรองที่ห้า คือ อุดมการณ์ชาตินิยม ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรื่องเขาพระวิหาร สุลักษณ์กล่าวว่า “ผมกลายเป็นสื่อไทยหัวใจเขมรเลย” ทำไมพาดหัวของสื่อจึงออกมาสองลักษณะ คือ เสียดินแดน กับ ไม่เสียดินแดนแบบนี้ เป็นเพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างกันมากขึ้น ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น หรือการนำเสนอข่าวในประเด็นมาตรา 112 ซึ่งประเทศไทยนำเสนอไม่ได้ เพราะขัดต่ออุดมการณ์หลักของชาติ ดังนั้น อุดมการณ์ที่สำคัญที่สุดจึงกลายเป็นแผ่นกรองที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องตัดข้อเท็จจริงออก เพื่อให้อุดมการณ์เหล่านี้มีอยู่ได้/p pตัวกรองที่หก เมื่อมีประเด็นหรือความขัดแย้ง ทำให้สื่อเกิดการนำเสนอแตกต่างกันตามมุมมองที่เข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เมื่อสื่อเกิดการแยกข้างก็จะเห็นเรื่องเหล่านี้ชัดเจน เช่น สื่อต่างประเทศจะเสนอเรื่องชะตากรรมของโรฮิงญา ขณะที่ประเทศไทยรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีปัญหาในกรณีดังกล่าว/p p“หลายคนคาดหวังว่าสื่อต้องสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาชน หลายคนคาดหวังในฐานะผู้บริโภค ผมพูดจากมุมมองคนที่ทำคือเราทำในฐานะคนเล่าเรื่อง แต่ไม่ได้เล่าเรื่องแบบลอยๆ เป็นการเล่าแบบที่ แนวคิด มุมมอง หรือภาษา นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น” สุภลักษณ์ กล่าว/p h3“สื่อ” คือกระบอกเสียงของ “ชนชั้นกลาง” มาทุกยุคทุกสมัย/h3 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7505/27312242553_fa4f950a08_b.jpg" style="width: 500px; height: 275px;" //p pอธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) พิธีกร/ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ VoiceTV และนักวิเคราะห์ข่าว กล่าวถึง “ประสบการณ์วิชาชีพสื่อ” ว่า จากประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน สื่อเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นกลางในสังคม ทั้งในยุโรปหรือประเทศอื่นๆ อย่างประเทศไทยก็จะเห็นความเป็นชนชั้นกลางของสื่อที่ออกมาต่อสู้กับอำนาจ เช่น กลุ่มสุภาพบุรุษ หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นชนชั้นกลางที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐ จึงกล่าวได้ว่าสื่อเป็นตัวแทนของคนชั้นกลาง แต่คนชั้นกลางในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไป สื่อเป็นองค์กรธุรกิจอยู่ได้ด้วยค่าโฆษณา อยู่ได้ด้วยคนดู อยู่ได้ด้วยกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ นี่คือเป้าหมายของการขายในสังคม เพราะฉะนั้นไม่ว่าภาพมุมไหน สื่อคือตัวแทนของชนชั้นกลาง และชนชั้นกลางไทยในปัจจุบันคือใคร?/p p“ผมเป็นคนรุ่นก่อน 6 ตุลา 2519 หลัง 6 ตุลาฯ เข้าสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะฉะนั้นสื่อมีพลังสูง ในช่วงนั้นสื่ออยู่ได้ด้วยยอดขาย ถ้าอ่านคำให้สัมภาษณ์ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เคยทำหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยในขณะนั้น จะเห็นว่าอยู่ได้ด้วยยอดขาย” อธึกกิต กล่าว/p pอธึกกิตเล่าต่อว่า หลังยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ การเมืองหลังปี 2520 มีการเซ็นเซอร์ข่าวอย่างรุนแรง ไทยรัฐ เดลินิวส์ ต้องเอานิยายมาลง ก่อนหน้านั้นหนังสือพิมพ์ไทยไม่มี เกิดการมีรูปบิกินี รูปเซ็กซี่ก็เกิดในยุคเผด็จาการ หลังยุค พล.อ.เปรม เป็นยุคก้าวกระโดดใหญ่ทางทุนนิยม เกิดหนังสือพิมพ์ธุรกิจ สื่อกลายเป็นเครื่องมือการตลาด มีโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้องสูงขึ้น สังคมไทยเปลี่ยนเป็นทุนนิยมบริโภค ดูง่ายๆ คือ มีฟาสต์ฟู้ดเข้ามาเป็นครั้งแรก และยุคโฆษณาทีวีที่โฆษณาบ้าเลือด เกิดนิยายประโลมโลก ชนชั้นกลางจำนวนมากเริ่มแยกตัวไปอยู่บ้านจัดสรร มีความปัจเจก สังคมไทยสร้างชนชั้นกลางที่เกิดขึ้นมาในสังคมบริโภคนิยม สังคมที่ผสมระหว่างจารีตนิยม กับ อนุรักษ์นิยม เข้ากันอย่างกลมกลืนกัน/p pในทางวิชาชีพ ช่วงปี 2530 สื่อมีระบบมากขึ้น สื่อในสมัยก่อนหน้านี้มีลักษณะเป็นองค์กรเล็กๆ มีลักษณะเป็นเสรีชนสูง เงินเดือนก็น้อย กินอุดมการณ์เยอะ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลง คนทำงานสื่อเริ่มมีฐานะดีขึ้นมีเงินเดือนมากขึ้น มีลักษณะเป็นค่าย สถาบัน และความเป็นธุรกิจ เป็นกระบอกเสียงของชนชั้นกลางชัดเจนขึ้น มีการชี้นำอย่างที่มีคำพูดว่า “คนกรุงล้มรัฐบาล คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล” สอดคล้องตามทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย/p pต่อมาในช่วงปี 2535 สื่อกับประชาธิปไตย สื่อกระแสหลักคัดค้าน รสช. แต่ชูประเด็นเรื่อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ” สิ่งเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดได้ว่าสื่อไม่ได้ผูกติดกับความเป็นประชาธิปไตย หลังปี 2535 ชนชั้นกลางคิดว่าคนเมืองเป็นคนมีอำนาจในการชี้ขาดทางการเมือง มีพลังสื่อ พลังนักวิชาการ/p pเมื่อมาถึงช่วงปี 2540 ชนชั้นกลางเกิดความผันผวน เกิดอาการการปฏิเสธตะวันตก โดยมีลักษณะเรื่องนี้สูงจนมาพุ่งขึ้นสูงในช่วงของการไล่ทักษิณ ยอมรับทักษิณเป็นอำนาจนิยม และใช้สื่อย่างฉลาด เมื่อก่อนสื่อจะรุมอัดกระแสกับรัฐบาล ทำให้รัฐบาลอับจนหนทาง แต่ในยุคทักษิณดิ้นได้ เพราะหาประเด็นใหม่เพื่อหนีได้ nbsp;ทักษิณเป็นนักการตลาดที่เก่ง จนทักษิณขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในปี 2548 ใครๆ ก็กลัวทักษิณ สื่อจึงต้องล้อมกรอบ โดยครั้งแรกน่าจะเป็นเรื่อง CTX ขึงพืดรัฐบาล หนีจากหน้าสื่อไม่ได้หลายอาทิตย์ เรื่อยมาจนถึงเรื่องการขายหุ้นให้เทมาเส็กที่เป็นจุดเปลี่ยนของสื่อ ของสังคมในเวลาต่อมา/p divอธึกกิตให้ความเห็นต่อสื่อในปัจจุบันว่าเป็นกระบอกเสียงเป็นของชนชั้นนำและอนุรักษ์นิยม โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้สึกปลอดภัย มีความสุข ไม่รู้สึกว่าตัวเองผิด ถึงแม้บางเรื่องจะสวนทางประชาธิปไตย สวนทางจรรยาบรรณสื่อที่ต้องปกป้องสิทธิ์ของคนเห็นต่าง ซึ่งสื่อไม่ได้ปกป้องเสียเห็นต่างของชนชั้นกลางเลย ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งสังเกตได้จากความเห็นทางการเมืองในช่วงนี้ ยกตัวอย่างในกรณีสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติเรียกร้อยให้ปล่อย โรม รังสิมันต์ คนชั้นกลางบางส่วนก็จะแสดงความเห็นในทำนองว่าทำไมทีสองฝ่ายก่อนหน้า(รัฐประหาร)นี้จะตีกัน ทำไมไม่ออกมาเรียกร้อง เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div div“ภาวะสังคมที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่คิดว่าตนเองมีความสุขไม่ต้องไปวุ่นวายกับการเมือง มี คสช.จัดการให้และทำมาหากินกันไป ถ้าอยากทำความดีก็ไปปลูกป่า สวดมนต์ข้ามปี ใช้ชีวิตแบบ Slow Life ซึ่งคนที่ทำงานค่าแรง 300 บาท ทำแบบนี้ไม่ได้ คนชนชั้นกลางไม่ใช่พวกอนุรักษ์นิยม แต่คุณเป็นทุนนิยมบริโภค ที่เลือกเอาสถาบัน ศีลธรรม เป็นเครื่องมือปกป้องตัวเอง เรื่องที่เหลือช่างมัน” อธึกกิต กล่าว/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ อธึกกิตยังตั้งข้อสังเกตถึงชนชั้นกลางในยุคนี้ว่ามีการปกป้องโลกของตัวเองมีขึ้นสูง มักมีความดีแบบที่ชนชั้นกลางยอมรับกัน ยกตัวอย่างเช่น ความดีแบบ สสส. ทำให้เกิดลักษณะว่ามีคนจ้างทำความดีโดยชอบธรรม สสส.จะจ่ายเงินให้ลงพื้นที่เขียนรายงานกิจกรรม และมาลงโฆษณาในพื้นที่สื่อ รวมไปถึงบริษัทและองค์กรรัฐที่พาไปดูโครงการต่างๆ กลับมาเขียนลงพื้นที่โฆษณา เป็นการทำความดีที่ได้เงินที่แทรกเข้ามาในสื่อ ไม่ผิดที่จะคล้อยตาม สสส. ทุกเรื่อง แต่ สสส.ไม่พูดเรื่องเสรีภาพ เรื่องสิทธิมนุษยชน อย่างเช่นการห้ามเขากินเหล้าไปบีบคั้นคนอื่นมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทำความดีที่ใครโต้แย้งไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนดี/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gKCgamHLncs" height="1" width="1" alt=""/

ดิอิโคโนมิสต์ระบุ ในที่สุดโคลอมเบียก็บรรลุข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มกบฏ FARC

Sun, 26/06/2016 - 23:55
!--break--!--break-- pนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ฉบับวันที่ 25 มิ.ย.2559 นำเสนอบทความเกี่ยวกับการที่รัฐบาลโคลอมเบียสามารถเจรจาสันติภาพกับกองกำลังปฏิวัติติดอาวุธของโคลอมเบีย (Revolutionary Armed Forces of Colombia) หรือกลุ่มกบฏ FARC ได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากมีการสู้รบกันมาเป็นเวลานาน 52 ปี โดยที่กระบวนการเจรจาสันติภาพใช้เวลาดำเนินการเกือบ 4 ปี จนกระทั่งเลยกำหนดการที่ตั้งไว้มาเป็นเวลา 3 เดือน โดยที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่ม FARC ตกลงร่วมกันได้ว่าจะมีสนธิสัญญาหยุดยิง "อย่างเด็ดขาด"/p pถึงแม้ว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธกับฝ่ายรัฐบาลจะหยุดการสู้รบกันมาเป็นเวลานานแล้วแต่เพิ่งมีการประกาศหยุดยิงร่วมกันทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นทางการหลังจากมีการประชุมเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ในกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา โดยมีเลขาธิการสหประชาชาติบันคีมุนและผู้นำประเทศในละตินอเมริกาอีก 5 คนเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งถือเป็นการหยุดยิงครั้งประวัติศาสตร์/p pสาเหตุที่บรรลุเป้าหมายเจรจาสันติภาพได้เนื่องจากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้เรื่องรายละเอียดการปลดประจำการกลุ่มติดอาวุธ FARC ที่มีอยู่ 6,800 กอง มีนักรบอยู่ 8,500 คน และมีจุดตรึงกำลังอยู่ 23 จุดในโคลอมเบีย โดยข้อสัญญาระบุว่าหลังจากนี้ 6 เดือน พวกเขาจะปลดอาวุธภายใต้การดูแลควบคุมจากนานาชาติ โดยฮวน มานูเอล ซานโตส ประธานาธิบดีโคลอมเบียหวังว่าจะมีการลงนามสนธิสัญญาขั้นตอนสุดท้ายภายในเดือน ก.ค. นี้ และทั้งสองฝ่ายต่างบอกว่ากระบวนการนี้จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีการย้อนกลับอีกแล้ว/p pอย่างไรก็ตามดิอิโคโนมิสต์ก็ระบุว่าสัญญาสันติภาพนี้มีข้อชวนให้ถกเถียงและอาจจะนำมาปฏิบัติจริงได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัฐบาลของประธานาธิบดีซานโตส ขณะที่ชาวโคลอมเบียจำนวนมากมองว่าสัญญานี้ไม่เป็นธรรม หากจะไม่มีการเอาผิดกับเหล่ากลุ่มติดอาวุธ FARC ถึงแม้ว่า FARC จะอ้างอุดมการณ์ในการทำสงครามกับความไม่เท่าเทียมและด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่การกระทำของ FARC นั้นมีทั้งการวางระเบิด การสังหาร การลักพาตัวผู้คนและการจับตัวเรียกค่าไถ่ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยอมรับไม่ได้ที่เหล่าผู้นำ FARC ซึ่งถูกกล่าวหาในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจะไม่ต้องเข้าคุกหากรับสารภาพ แต่ผู้นำกลุ่มกบฏจะต้องขึ้นศาลพิเศษและถูกจำกัดเสรีภาพเป็นเวลานานที่สุด 8 ปี อีกทั้งในข้อตกลงหลายข้อยังระบุว่ารัฐบาลก็ยังจะดำเนินการตามสิ่งที่รัฐบาลควรทำต่อไป เช่น การพัฒนาชนบท การหาวิธีต่อกรกับกลุ่มค้ายาเสพติดและแก็งค์อาชญากรที่ดีกว่านี้/p pอัลวาโร อูริเบ อดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าซานโตสทำ "การรณรงค์ต่อต้านในระดับพลเมือง" ต่อข้อตกลงนี้ ซึ่งอูริเบพยายามทำให้คนรู้สึกว่าข้อตกลงนี้เป็นการยกประเทศให้ FARC และลัทธิฝ่ายซ้ายแบบชาเวซและคาสโตร (อดีตผู้นำเวเนซุเอลลาและคิวบา) อย่างไรก็ตามดิอิโคโนมิสต์มองว่าการทำข้อตกลงระหว่าง FARC ครั้งนี้ก็มีเรื่องที่ควรกังวลจริงๆ อยู่ นั่นคือการที่เราไม่รู้ว่า FARC ทำเงินจากการก่ออาชญากรรมของพวกเขามากแค่ไหน หลายคนกังขาว่า FARC มีความจริงใจมากแค่ไหนในการเปลี่ยนตัวเองสู่ประชาธิปไตย ขณะเดียวกันการที่กระบวนการสันติภาพกินเวลายาวนานและพ้นเดดไลน์มาหลายครั้งก็ทำให้ชาวโคลอมเบียนิยมซานโตสน้อยลง ในการสำรวจโพลล์ล่าสุดพบว่าความนิยมของเขาเหลืออยู่แค่ร้อยละ 20 น้อยยิ่งกว่านิโกลาส มาดูโร ในเวเลซุเอลลา/p pดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าสิ่งที่จะทำให้สัญญานี้มีความน่าเชื่อถือในสายตาของชาวโคลอมเบียขึ้นอยู่กับกระบวนการศาลพิเศษและการปลดอาวุธที่ได้ผล อีกทั้งยังมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มกบฏที่เล็กกว่าและไม่สนใจสันติภาพอย่าง ELN อาจจะฉวยโอกาสนี้ในการเกณฑ์นักรบ FARC ที่ไม่อยากวางมือเข้าเป็นพวกเพิ่มจนอาจจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น นอกจากนี้กลุ่มแก็งค์อาชญากรที่มีผู้นำมาจากพวกกองกำลังฝ่ายขวาที่หยุดการเคลื่อนไหวราว 10 ปีมาแล้วก็กำลังเข้มแข็งขึ้น ยังไม่นับว่าข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโคลอมเบียกำลังตกต่ำพอดี และถ้าหากรัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการขึ้นภาษีฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็เตรียมจะอ้างว่ารัฐบาลจ่ายภาษีเพื่อช่วยเหลือพวก FARC/p pอย่างไรก็ตามดิอิโคโนมิสต์ระบุว่าเช่นเดียวกับที่ซานโตสเคยกล่าวไว้ว่าสงครามราคาแพงกว่าสันติภาพ ข้อตกลงนี้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบส่วนหนึ่งเพราะในช่วงสมัยรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่อูริเบเป็นประธานาธิบดีและซานโตสเป็นรัฐมนตรีกลาโหม พวกเขาทำให้ FARC อ่อนแรงลงได้แต่ไม่ถึงขั้นทำให้พ่ายแพ้ แต่สันติภาพที่ได้มาก็จะทำให้ชีวิตของชาวโคลอมเบียดีขึ้นโดยเพาะในแถบชนบทและมองไม่เห็นว่าจะมีวิธีใดที่จะทำให้ได้สันติภาพมาง่ายกว่านี้/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pPeace, at last, in Colombia, The Economist, 25-06-2016/p pa href="http://www.economist.com/news/americas/21701178-government-declares-end-its-war-against-farc-peace-last-colombia" target="_blank"http://www.economist.com/news/americas/21701178-government-declares-end-its-war-against-farc-peace-last-colombia/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L9_q8DF4DVc" height="1" width="1" alt=""/

องค์กรสิทธิ-กิจกรรม ร้องยุติดำเนินคดี 13 รณรงค์ประชามติ

Sun, 26/06/2016 - 23:43
!--break--!--break-- p26 มิ.ย.2559 จากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2559 มีนักกิจกรรมจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (NDM) นักกิจกรรม รามคำแหง และกลุ่มสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัวตั้งแต่วันนี้ที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากไปแจกแผ่นพับและเอกสารให้ความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติ (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66488"อ่านข่าวที่นี่/a) nbsp;ต่อมาถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยในจำนวนนั้นมีผู้ขอประกันตัว 6 ราย ที่เหลืออีก 7 รายยืนยันว่าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดจึงไม่ขอประกันตัว ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาศาลทหารเพื่อขออนุญาตฝากขัง โดยที่ 6 ราย ขอประกันตัวและได้รับการปล่อยตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพและnbsp;ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา ขณะที่ 7 รายที่ไม่ยืนประกันตัวนั้นถูกฝากขังที่เรือนจำดังกล่าว (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66511"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p h3span style="color:#0000cd;"ชมรมศึกษาสิทธิฯ มหิดล ขอรัฐยุติดำเนินคดี 13 รณรงค์ประชามติ/span/h3 pล่าสุดมีองค์กรสิทธิและกิจกรรมทางสังคมออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว วันนี้ (26 มิ.ย.59) a href="https://www.facebook.com/IhrpClub/photos/a.1791532901077765.1073741828.1791531417744580/1807136709517384/?type=3amp;theater"ชมรมศึกษาสิทธิมนุษยชนและสันติภาพมหาวิทยาลัยมหิดล /aได้ออกแถลงการณ์โดยระบุว่าnbsp;การจับกุมและดำเนินคดีต่อนัwbrกศึกษาและประชาชน ในครั้งนี้เป็นเรื่องไร้ซึ่wbrงความชอบธรรม เพราะการรณรงค์ให้ความรู้ควwbrามเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและwbrการออกเสียงประชามติไม่ควรถือเป็นความผิด/wbr/wbr/wbr/wbr/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="529" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FIhrpClub%2Fposts%2F1807136709517384%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p pเนื่องจากการออกเสียงประชามwbrติnbsp;ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ กำลังจะใกล้เข้ามาnbsp;ทว่าจนบัดนี้ ประชาชนจำนวนมากยังขาดความเwbrข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐwbrธรรมนูญและไม่มีข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจในwbrการออกเสียงประชามติในครั้งนี้nbsp;ทางชมรมศึกษาสิทธิมนุษยชนแลwbrะสันติภาพnbsp;มีข้อเรียกร้อง ดังนี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="note-box" p1. การรณรงค์ของประชาชนเพื่อชีwbr้แจงและอธิบายเนื้อหาของร่างรัฐธรรwbrมนูญควรสามารถnbsp;ทำได้อย่างเปิดเผย ดังที่ กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากรnbsp;ได้กล่าวในการประชุม Briefing on the 7th Augustnbsp;Referendum on the Draft Constitution ว่าnbsp;"ประชาชนสามารถแสดงความคิดเwbrห็นตามสิทธิnbsp;เสรีภาพเกี่ยวกับการลงประชาwbrมติ และ กกต. เห็นว่าnbsp;ทำได้โดยไม่ผิด หากอยู่ภายใต้กฎสามข้อnbsp;ใน พ.ร.บ. ประชามติ คือnbsp;1.) ไม่เป็นข้อความที่มีเนื้อหาwbrเป็นเท็จnbsp;2.) ไม่เป็นข้อความหยาบคาย ดูหมิ่น และnbsp;3.) ไม่เป็นข้อความปลุกระดม ให้เกิดความไม่สงบbr /br /2. คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนwbr้าที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนwbrnbsp;โดยการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเหwbr็น วิพากษ์วิจารณ์และสามารถรับรู้ข้อมูลในทุกwbrด้านเกี่ยวกับnbsp;ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสีwbrยงประชามติ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p3. ผู้มีอำนาจควรยกเลิกข้อกล่าwbrวหาต่อนักศึกษาnbsp;และประชาชน ทั้ง 13 คน และปล่อยตัวนักศึกษาทั้งnbsp;7 คนที่ยังถูกคุมขัง โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขnbsp;/wbr/p /div p"ทางชมรมศึกษาสิทธิมนุษยชนแลwbrะสันติภาพnbsp;หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศwbrไทยจะสามารถจัดการnbsp;ออกเสียงประชามติในครั้งนี้wbrnbsp;โดยประชาชนสามารถnbsp;ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานภายใต้รwbrะบอบประชาธิปไตยnbsp;ในการมีส่วนร่วมและแสดงเจตจwbrำนงค์ของตนเองnbsp;ได้อย่างเสรี รวมไปถึงการยอมรับผลของการอwbrอกเสียงประชามติอย่างมีอารยะ" แถลงการณ์ ทิ้งท้ายnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p h3span style="color:#0000cd;"สถาบันสิทธิฯ มหิดล ขอเลิกตั้งข้อกล่าวหา/span/h3 pเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมาnbsp;สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดลnbsp;ออกแถลงการณ์ เรื่องnbsp;“การรณรงค์ประชามติและเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สามารถกระทำได้ โดยไม่ควรมีการตั้งข้อหาว่าชุมนุมทางการเมือง”nbsp;โดยเห็นว่า การจับกุมดังกล่าวจะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อบรรยากาศการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ควรเป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรม จึงขอให้ฝ่ายความมั่นคงทบทวนการปฏิบัติ ด้วย 4 เหตุผลดังนี้ 1. ประชาชนควรมีสิทธิแสดงออกถกเถียงเกี่ยวกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 การรณรงค์ถือเป็นการเผยแพร่ความคิดเห็นรูปแบบหนึ่ง สามารถทำได้ เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย/p p2. การแจกเอกสาร สวมเสื้อ พูดคุย และวิธีการอื่น โดยมิได้มีการข่มขู่คุกคาม ย่อมไม่ขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ดังกล่าว 3. การรณรงค์ประชามติไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง เพราะไม่ได้มุ่งหวังลดทอนให้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจ การใช้อำนาจดังกล่าวจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กลายเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว แทนที่จะเป็นการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อนวันตัดสินใจลงคะแนน และ 4. ผู้รณรงค์ประชามติมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากเจ้าหน้าที่เลือกตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงกับเฉพาะฝ่ายที่เห็นต่าง ก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติและนำไปสู่ความไม่เที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันฯขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจพิจารณายกเลิกการตั้งข้อหาผู้รณรงค์ประชามติ ฐานขัดคำสั่งคสช. เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง และให้ประกาศอย่างชัดเจนว่า การรณรงค์ประชามติสามารถทำได้ เท่าที่ไม่ขัดกับมาตรา 61 ของ กฎหมายประชามติ/p h3span style="color:#0000cd;"ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือแถลงประณาม/span/h3 pชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ ออกแถลงการณ์ต่อต้านการจับกุมผู้เคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องประชามติดังกล่าว พร้อมทั้งชื่นชมความกล้าหาญและเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนเราที่ถูกจับกุมในการแสดงสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นของประชาชนทุกคน/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="766" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3D1642796556046263%26id%3D1497597323899521%26substory_index%3D0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p p"เราขอประณามความอ่อนแอและเย้ยหยันต่อคณะรัฐประหาร ในการทำลายสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นของประชาชนทุกคนและเราจะยืนอยู่ฝ่ายสามัญชน ผู้เชื่อมั่นในอำนาจการกำหนดอนาคตของตนเองโดยประชาชน"nbsp;ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ/p divnbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"เครือข่ายเพื่อการเมืองและความยุติธรรมในอีสาน/span/h3 pเครือข่ายเพื่อการเมืองและความยุติธรรมในอีสาน ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว พร้อมทั้งยังระบุถึงเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิ.ย.ทีผ่านมา นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์และสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่รวม 7 คนได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจับกุมตัวจากการจัดกิจกรรมทำความสะอาดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ณ วงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน ในขณะเดียวกัน ขบวนการอีสานใหม่ได้ทำกิจกรรม “เดินเพื่อสิทธิชีวิตคนอีสาน” ก็ปรากฏให้เห็นความพยายามที่จะทำให้หยุดการเคลื่อนไหวจากฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วยnbsp;/p div"ข้อเสนอต่อสถานการณ์ "เหมือนเส้นทางทุกสายมุ่งสู่ประชาธิปไตย" นี้ ว่า แม้ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ยืนยันว่าจะมีใครเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเหมือนยาวิเศษ แต่กระบวนการทางการเมืองแบบประชาธิปไตยยังเปิดโอกาสให้กับผู้เดือดร้อนสามารถเรียกร้องได้อย่างปลอดภัยไม่ขมขื่น ดังนั้น เราเสนอให้ผู้ที่ยังมีดวงตาเห็นธรรม โปรดปล่อยให้คนที่เรียกร้องเขามีเสรีภาพที่จะแสดงออก ที่สำคัญเราขอให้ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมและผู้มีความหวังทุกคนยืนหยัดและแสวงหาวิธีการให้เส้นทางทุกสายมุ่งสู่ประชาธิปไตย"nbsp;เครือข่ายเพื่อการเมืองและความยุติธรรมในอีสาน nbsp;ระบุ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ยังมี a href="https://www.facebook.com/thaifrsn/photos/a.217774794910025.57399.217743291579842/1129527200401442/"เครือข่ายสลัม 4 ภาค/anbsp;กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน เป็นต้น ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมและนักสหภาพแรงงานดังกล่าว/div div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="780" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthaifrsn%2Fposts%2F1129527200401442%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/RWcsGlKX9TI" height="1" width="1" alt=""/

หมายเหตุประเพทไทย: ตามหาโครงเรื่องอภิวัฒน์ 2475

Sun, 26/06/2016 - 22:36
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/a2gORY4N8vk" width="560"/iframe/p pหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี พูดคุยกับแขกรับเชิญ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนโฉมหน้าต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยอย่างไร รวมทั้งตอบโจทย์เรื่องปัจจุบันโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์ 2475 เปลี่ยนแปลงอย่างไรและถูกจดจำอย่างไร ติดตามได้ในรายการ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7415/27816877822_521291922e_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#0000cd;"strongติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่/strong/span/p pa href="https://www.facebook.com/maihetpraphetthai"span style="color:#0000cd;"https://www.facebook.com/maihetpraphetthai/span/aspan style="color:#0000cd;"nbsp;หรือ/span/p pa href="https://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ"span style="color:#0000cd;"https://www.youtube.com/playlist?list=PLyjd9jzMpO2Xby4FyxWMwY8auIFY01eVQ/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ppb9kBBRgLU" height="1" width="1" alt=""/