ประชาไท

Syndicate content
Updated: 8 min 43 sec ago

กสทช.เคาะราคาคูปองทีวีดิจิตอล 690 บาท-ส่ง คสช.พิจารณา 30 ก.ค.

Thu, 24/07/2014 - 17:56
pบอร์ด กสทช. เคาะราคาคูปองทีวีดิจิตอล 690 บาท เตรียมส่งเรื่องให้ คสช.พิจารณา 30 ก.ค.นี้ โดยคูปองดังกล่าวจะแลกได้เฉพาะทีวีที่มีตัวรับสัญญาณ และกล่องรับสัญญาณแบบ DVB-T2 ไม่รวมกล่องทีวีดาวเทียม-เคเบิล/p p!--break--!--break--/p p24 ก.ค.2557a href="http://www.thairath.co.th/content/438648" ไทยรัฐออนไลน์/a รายงานว่า นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ 10 เสียง อนุมัติราคาคูปองทีวีดิจิตอล อยู่ที่ 690 บาท โดยมีเงื่อนไขแลกว่าจะต้องรับได้เฉพาะกล่องรับสัญญาณดิจิตอลภาคพื้นดิน หรือ ดีวีบี ที2 และโทรทัศน์ที่มีเครื่องรับทีวีดิจิตอล ไม่รวมกล่องดาวเทียมอื่นๆ ซึ่งราคาคูปองมีอายุ 6 เดือน และเตรียมเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พิจารณาในวันที่ 30 ก.ค.2557 นี้/p pเลขาธิการ กสทช.กล่าวต่อว่า สำหรับกรอบการดำเนินการ ทาง กสทช.จะเริ่มแจกคูปองได้ในช่วงเดือน ก.ย.2557 โดยจะดำเนินการนำร่องใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เชียงใหม่ สงขลา และ ขอนแก่น ตามพื้นที่โครงข่ายเข้าถึง ก่อนจะทยอยแจกให้ครบ 22 ล้าน 9 แสนครัวเรือนตามข้อมูลของกรมการปกครอง ณ เดือน มีนาคม 2557/p pนายฐากร กล่าวอีกว่า ขณะที่วิธีการแจกจัดส่งทางไปรษณีย์ ประสานทะเบียนราษฎร กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยยึดหลักการลดค่าใช้จ่าย ส่วนวิธีการพิมพ์ จ้างหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และให้จัดตั้งคณะกรรมการจัดพิมพ์ จัดส่ง และเรียกเก็บเงินจาก กสทช. โดยใช้เงินจากสำนักงาน กสทช. จ่าย สำหรับประชาชน เมื่อได้รับคูปองแล้ว ให้นำบัตรประชาชนไปแสดงตัวตน เพื่อเป็นหลักฐานพร้อมคูปอง จากนั้นทางร้านจะนำสติกเกอร์ที่ติดอยู่ที่กล่องมาติดไว้บนคูปอง ก่อนให้นำไปแลกซื้อ/p p"เงื่อนไขการใช้คูปองที่เปลี่ยนจากเดิมที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์หรือ กสท. กำหนดเงื่อนไขให้แลกรับได้ 4 ประเภท คือ กล่อง ดีวีบี ที2 เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และ สมาร์ททีวี เหลือ 2 ประเภท เนื่องจากได้รับการทักท้วงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่เห็นว่าการแลกรับกล่องดาวเทียมอื่นๆ นั้นไม่ถูกต้องตามประกาศ/p pสำหรับบริษัทผู้ผลิตกล่องที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด คือ มีเงินค้ำประกัน 2 ล้านบาท รับประกันกล่อง 3 ปี สามารถเปลี่ยนได้ทันทีหากกล่องมีปัญหา และมีจุดแลกซื้อคูปองในวันที่เริ่มต้นแจก" เลขาธิการ กสทช.กล่าว/p pนายฐากร กล่าวด้วยว่า คาดว่าจะมีประชาชนร้อยละ 30 ไม่มาแลกคูปอง โดยเงินตรงนี้จะถูกส่งกลับไปเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ขณะที่มูลค่าการคูปอง 15,801 ล้านบาท คำนวณจากราคาคูปอง 690 บาท คูณ 22 ล้าน 9 แสนครัวเรือน ส่วนประเด็น แลกกล่องดาวเทียม เคเบิลไม่ได้นั้น กสทช. มีความเห็นว่าช่วงเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน เป็นการสนับสนุนภาคพื้นดิน แล้วต่อไปค่อยไปสนับสนุนดาวเทียมภายหลัง ขณะที่ สตง. มีความเห็นว่า กล่องดาวเทียม ต้องไปแข่งขันกันด้านธุรกิจ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการประมูลทีวีดิจิตอล/p pรายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมเพื่อการเคาะราคาครั้งนี้ พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mjVARJE7sZQ" height="1" width="1"/

คสช.สั่งคืนตำแหน่ง ผบ.ตร. ให้ 'พัชรวาท' หลังถูกปลดเหตุผิดวินัยสลายชุมนุม 7 ต.ค.51

Thu, 24/07/2014 - 17:43
pคำสั่ง คสช.ที่ 93/2557 สั่งยกโทษปลดออกจากราชการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง/p !--break--!--break-- p24 ก.ค.2557 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406178444"มติชนออนไลน์/aรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนพิเศษ 139 ง วันที่ 23 ก.ค. 2557 ได้ตีพิมพ์คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 93/2557 เรื่อง "ยกโทษปลดออกจากราชการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ลงวันที่ 17 ก.ค.2557/p pเนื้้อหาระบุว่า โดยที่ศาลปกครองกลางได้มีคําพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 99/2554 ลงวันที่ 28 ก.พ. 2557 ให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับแจ้งมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในการประชุมครั้งที่ 17/2552 เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2552 และครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553 ที่ให้สั่งยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกจากราชการตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ต.ค. 2552 ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คําพิพากษาถึงที่สุด นั้น/p pเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลปกครองกลาง ซึ่งถึงที่สุดข้างต้น หัวหน้าคสช.ในฐานะผู้ใช้อํานาจนายกรัฐมนตรีตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 10/2557 เรื่อง ให้อํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เป็นอํานาจหน้าที่ของหัวหน้า คสช. ลงวันที่ 22 พ.ค. 2557nbsp; จึงอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 72 (1) และมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกอบกับข้อ 18 (2) (ง) ข้อ 21 และข้อ 23 แห่งกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2547 มีคําสั่งให้ยกโทษปลด พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากราชการตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 228/2552 ลงวันที่ 19 ต.ค. 2552/p pทั้งนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษา คสช. พล.ต.อ.พัชรวาท เคยถูกปลดออกจากราชการ ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปราบปรามประชาชนที่กำลังชุมนุม ในพื้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XkOGZNEb_5o" height="1" width="1"/

เสวนาบทเรียนความมั่นคงทางอาหาร: ไทย อินโดฯ มาเลฯ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม

Thu, 24/07/2014 - 16:39
pชี้ระบบอาหารไทยเข้าขั้นวิกฤติ คนไทย 70% แห่ซื้ออาหารนอกบ้านรับประทาน ทั้งที่ไม่รู้แหล่งผลิต หวั่นเกิดสารปนเปื้อนและไม่ผ่านค่ามาตรฐาน เผยอาหารแช่แข็งยังครองแชมป์ยอดฮิต แนะส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยสู่ระบบที่ยั่งยืน-พัฒนางานวิจัย ควบคุมการใช้สารเคมีที่ต้นทาง ด้านนักวิจัยมาเลเซียแฉ พบสารตกค้างในผลิตภัณฑ์การเกษตรของมาเลเซียอื้อ วอนหน่วยงานรัฐแก้กฎหมายคุมครองผู้บริโภค ฟากนักวิจัยฟิลิปปินส์ชี้อุตสาหกรรมอาหาร โหมการตลาดโฆษณาเกินจริงหลอกผู้บริโภค/p p!--break--!--break--/ppbr /24 ก.ค. 2557 เมื่อเวลา 10.00 น. ในงานประชุมวิชาการมหกรรมอาหารและสุขภาพ วิถีไท ครั้งที่ 1 ภายใต้แคมเปญ “กินเปลี่ยนโลก: บทบาทอาหารกับสุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อม” จัดโดย มูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ มูลนิธิเกษตรยั่งยืน (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพวิถีไทย/p pนางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวระหว่างเสวนาหัวข้อ บทเรียนการทำงานของแต่ละประเทศในประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการรับประทานอาหารที่จัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะเลือกรับประทานอาหารนอกบ้านและซื้ออาหารสำเร็จรูปมากกว่าร้อยละ 70 ของรายจ่ายค่าอาหารทั้งหมด โดยที่ไม่สามารถรู้แหล่งผลิตได้เลยว่าขั้นตอนการทำเป็นเช่นไร/p pรองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีnbsp; กล่าวต่อว่า วิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่แบ่งเป็น 3 แหล่ง คือ 1.เกษตรกรรายย่อยนับวันจะหายไปจากระบบ เพราะเอาตัวไม่รอด กำไรหดหาย 2.ระบบการผลิต ทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองทำให้คนไทยมีวิถีการกินอยู่ที่น้อยลง หันไปพึ่งอาหารแช่แข็งมากขึ้น 3.วิกฤตผู้บริโภค ประสบปัญหาไม่มีทางเลือกในการกิน จากระบบผูกขาดของบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ รวมถึงผู้บริโภคขาดความรู้ในการเลือกอาหาร ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีฉลากระบุในบรรจุภัณฑ์ แต่พบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับสารปนเปื้อนที่มีอันตรายต่อร่างกายได้/p p“สิ่งที่ควรทำคือต้องจัดการอาหารทั้งระบบ โดยผู้บริโภคต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งต้องสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม พัฒนาวิจัย จัดตั้งระบบสหกรณ์รายย่อย ควบคุมสารเคมีที่ต้นทาง นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการดำเนินงานกิจการธุรกิจทางการเกษตร ให้เกษตรกรรายย่อยลุกขึ้นมามีบทบาท และรัฐบาลควรสร้างตลาดขนาดเล็ก ตลาดทางเลือกให้เกษตรกรเข้ามามีพื้นที่ ขณะเดียวกันกฎหมายเกี่ยวกับอาหารควรเข้มงวดมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาแม้จะมีกฎหมายแต่การบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ และคณะกรรมการยังละเลยไม่ใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง” นางสาวกิ่งกร กล่าว/p pนางสาวฮูซนา ซาฮีร์ นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภค ประเทศอินโดนีเซีย (Yayasan Lembaga Konsumen Indonesia, YLKI) กล่าวว่า แม้อินโดนีเซียจะมีแหล่งทรัพยากรที่เพียงพอ และข้าวเป็นอาหารหลัก แต่กว่า 50% ต้องนำเข้าจากเพื่อนบ้าน รวมถึงอาหารอื่นๆ และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นทุกปี ซึ่งรัฐบาลแม้จะสนับสนุนให้ปลูกข้าว แต่ไม่ได้จริงจังในเรื่องการผลิตและส่งออก อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมี ทำให้สิ้นเปลือง เกิดหนี้สิน และส่งผลเสียต่อผลผลิต เกษตรกรจึงเริ่มมองหาพืชพื้นบ้านเพื่อนำมาทดแทน เช่น ปลูกข้าวฟ่าง ข้าวโพด และประสบความสำเร็จแค่เพียงระดับท้องถิ่น เนื่องจากรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรยกระดับอาหารพื้นบ้านเหล่านี้ และศึกษาพัฒนางานวิจัยใหม่ๆ ให้เข้ามาตอบโจทย์เกษตรกรรมรูปแบบต่างๆ จัดอบรมให้ความรู้กับผู้บริโภคดังคำขวัญของประเทศคือ “กินอาหารท้องถิ่น รักษาเกษตรกรท้องถิ่น”/p pนางสาวหัทธิยา ฮาสซิม นักวิจัยจากสมาคมผู้บริโภคแห่งปีนัง ประเทศมาเลเซีย (Consumer Association of Penang) กล่าวว่า มาเลเซียมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารจำนวนมาก แต่กลไกการผลิตนั้นอาจมีการปนเปื้อนและมีสารเคมีตกค้าง โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ ที่ผ่านมาชมรมผู้บริโภคปีนัง พยายามแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคที่มีมานานกว่า 30 ปีแล้ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องวัตถุดิบ สารปนเปื้อน การห้ามนำเข้า เช่น สารเร่งเนื้อสัตว์ที่ทำให้โตไว ซึ่งมีเข้ามาและเปลี่ยนชนิดเปลี่ยนรูปแบบใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้กฎหมายเกิดความหละหลวมไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้/p p“เราจำเป็นต้องรณรงค์กับผู้บริโภคและผู้ขายอาหารตามข้างทาง เกี่ยวกับคุณภาพอาหาร รณรงค์ลดน้ำตาล เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียติดอันดับ 8 ของโลกที่บริโภคน้ำตาลสูง เพราะมีผลต่อสุขภาพ ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียควรเน้นคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยที่ทำการเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการจับปลาที่เน้นเชิงอนุรักษ์” นางสาวหัทธิยา กล่าว/p pนางสาวเจนนิเฟอร์ กุสต์ นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภคประเทศฟิลิปปินส์ (IBON Foundation) กล่าวว่า ปัจจัยที่ยังท้าทายวิกฤติอาหารของฟิลิปปินส์คือการมีโฆษณาชวนเชื่อ ส่งเสริมการแปรรูปอาหารและมีทุนในระบบอุตสาหกรรมมากเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาฟิลิปปินส์เกิดการขาดแคลน ขาดดุลทางอาหารเพราะมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก รัฐบาลมีนโยบายเปิดการค้าเสรี จึงทำให้เกิดแหล่งธุรกิจเอกชนมากขึ้น ประชากรไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่มีราคาถูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การค้าข้าวมีการผูกขาด ซื้อถูกขายแพง เกิดการกักตุน ลักลอบนำเข้าโดยไม่จ่ายภาษี นอกจากนี้ในเรื่องของการผลิตข้าวโพดที่ปรับแต่งพันธุกรรม (GMO) ก็มีผลกระทบต่อเกษตรกร ล่าสุดล้มละลายถึง 10% ของเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด อีกทั้งส่งผลให้เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้สารเคมี/p p“อยากให้เกิดบทบาทของภาครัฐมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น เพราะอย่าลืมว่าผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องอาหารและความเป็นอยู่ สนใจอาหารออแกนิกส์เพราะตระหนักได้ถึงความปลอดภัย อย่างไรก็ตามเราพยายามต่อสู้หันมาทำเกษตรทางเลือก พยายามล็อบบี้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีใบรับรอง มีกฎหมายที่สนับสนุนทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ” นางสาวเจนนิเฟอร์ กล่าว/p pนางสาวอลิซ ฟาม นักวิจัยจากองค์กรผู้บริโภค ประเทศเวียดนาม (CUTS Internation) กล่าวว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศยากจน และประเทศที่ผลิตข้าวกว่า 73% มีการส่งออกข้าว 3 ล้านตันต่อปี ซึ่งรองจากประเทศไทย ทั้งนี้ยอมรับว่าเทคโนโลยีในการผลิตข้าวยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเวียดนามยังประสบปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ฝนแล้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง การแข่งขันสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรใหม่ๆ ไม่พึ่งพาข้าวอย่างเดียว และเกษตรกรต้องได้ตัดสินใจว่าจะปลูกพืชอะไร ไม่ถูกชี้นำจากรัฐบาล/p pนายซิว ก๊ก เซียง ผู้วิจัยจากสมาคมผู้บริโภค ประเทศสิงคโปร์ (Consumer Association of Singapore, CASE) กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ทำการเกษตรค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ 90% นำเข้าจากต่างประเทศ โดยหน่วยงาน ABA ด้านการเกษตรและปศุสัตว์จัดทำหน้าที่เชื่อมโยงการนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยมีการประเมินสารปนเปื้อนตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้บริโภคมีความเสี่ยง นอกจากเรายังพยายามส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทางเลือกทั้งเรื่องราคาและคุณภาพของอาหาร/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_7S15GVjZgY" height="1" width="1"/

รอง ผบ.ตร. เผยออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหายิง ‘ไม้หนึ่ง ก.กุนที’ แล้ว

Thu, 24/07/2014 - 16:32
pพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยยังไม่ได้รับการประสานเข้ามอบตัวจาก พ.อ.อภิวันท์ หลังถูกออกหมายจับคดี ม.112 ขณะที่ ตำรวจออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหา ร่วมก่อเหตุยิง ไม้หนึ่ง ก.กุนที/p p!--break--!--break--/p p24 ก.ค.2557 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามได้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากกรณีขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยที่บริเวณหาดปึกเตียน จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 54 หลังมีประชาชนนำเทปบันทึกคำปราศรัยเข้าแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ และศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ววานนี้(23 ก.ค.) ซึ่งเหตุผลที่เพิ่งมาร้องทุกข์ในช่วงนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยที่พันเอกอภิวันท์เป็นสมาชิกพรรคอยู่เป็นแกนนำรัฐบาล จึงทำให้ขาดความเชืี่อมั่นเลยมาแจ้งภายหลัง/p pพล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยด้วยว่าวันนี้ยังไม่ได้รับการประสานเข้ามอบตัวจาก พ.อ. อภิวันท์ ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่แล้ว หากเจ้าหน้าที่พบสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย/p pนอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ ยังเปิดเผยด้วยว่า ศาลจังหวัดมีนบุรี ออกหมายจับผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุยิง นายกมล ดวงผาสุข หรือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง เสียชีวิตที่ร้านอาหาร ย่านถนนเกษตรนวมินทร์ แล้ว 2 ราย คือ มือปืนที่ก่อเหตุ และผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์พาหลบหนี จากการสืบสวน มีพยานหลักฐานแน่ชัดว่า ผู้เสียชีวิตมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่นำมาก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่นครบาลหลายคดี พร้อมเตรียมขยายผลถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป/p pรอง ผบ.ตร. กล่าวต่อถึงการประชุมความมั่นคง ในวันนี้ (24 ก.ค.) ว่า เตรียมวางแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยผู้ชุมนุม เนื่องในวันอัลกุดส์สากล หรือ วันแห่งการปลดปล่อย ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.) เบื้องต้น มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน จำนวน 1 กองร้อย และชุดเคลื่อนที่เร็วฝ่ายสืบสวนรวม 80 นาย บริเวณสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาอโศก รวมถึง บ้านพักเอกอัครราชทูต และคณะทูตต่างๆ/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406186411"span style="color:#696969;"มติชนออนไลน์/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5707240020015"span style="color:#696969;"สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/k3aGIVZNnj8" height="1" width="1"/

‘พักผ่อนระหว่างทำงาน’ อีกหนึ่งประเด็นเรื่อง ‘สิทธิ’ และ ‘วัฒนธรรม’

Thu, 24/07/2014 - 15:56
pหลังจากที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้แรงงานต่างชาติอย่างหนัก ประเทศใน “ตะวันออกกลาง” จึงได้ออกข้อบังคับให้คนงานพักยาวในช่วงกลางวันระหว่างช่วงเดือนที่ร้อนที่สุดของภูมิภาค ส่วนที่ “เวียดนาม” วัฒนธรรมงีบหลับในที่ทำงานกำลังถูกท้าทายด้วยการปรับภาพลักษณ์เพื่อค้าขายกับต่างชาติ/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464465660356618/?type=1" data-width="466" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464465660356618/?type=1"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/workazineonline"Workazine/a./div /div pnbsp;/p pหลังจากที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้แรงงานต่างชาติอย่างหนัก ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมา ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางจึงได้ออกข้อบังคับให้คนงานสามารถพักยาวได้ในช่วงกลางวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนงานได้รับอันตรายจากการสัมผัสแสงแดดและอุณหภูมิที่สูงในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดของภูมิภาค สำหรับปี ค.ศ.2014 ข้อบังคับนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา/p pการให้แรงงานพักผ่อนในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนระอุนี้ ถือว่าเป็นข้อบังคับของรัฐบาลหลายประเทศในตะวันออกกลาง มีผลบังคับใช้ 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม หรือกันยายน) โดยคูเวตและโอมาน ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน, กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน, บาห์เรนและซาอุดีอาระเบียประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา/p pกาตาร์เป็นประเทศที่ประกาศห้ามทำงานในเวลากลางวันนานที่สุดถึง 5 ชั่วโมง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ให้เวลาช่วงพักทำงานสั้นที่สุดเพียง 2.5 ชั่วโมง/p pด้านการตรวจสอบนั้นจะมีคณะผู้ตรวจสอบจากกระทรวงแรงงานของประเทศต่างๆ เดินทางไปตรวจเยี่ยมไซต์งานก่อสร้างที่มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติหลายหมื่นแห่งในภูมิภาคโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และหากพบการละเมิดข้อบังคับก็จะมีโทษปรับเงินรวมถึงการสั่งระงับการดำเนินงานชั่วคราว/p pทั้งนี้พบว่าโทษปรับเงินของการละเมิดข้อบังคับนี้มีจำนวนที่ไม่มากนัก โดย a href="http://www.constructionweekonline.com/article-28658-saudi-midday-working-ban-comes-into-effect/"constructionweekonline.com/a รายงานตัวอย่างในซาอุดิอาระเบียมีโทษปรับเพียง 800 - 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในบาห์เรนมีโทษปรับเพียง 1,300 - 2,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น และยังพบว่าช่วงนี้ของทุกปีมักจะมีข่าวการละเมิดข้อบังคับอยู่เนืองๆ อย่างในปี 2012 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พบบริษัทละเมิดข้อบังคับให้แรงงานพักนี้ถึง 102 แห่ง a href="http://www.constructionweekonline.com/article-18352-uae-says-102-firms-violated-midday-work-ban/"[1]/a ในปี 2013 ที่บาห์เรนพบบริษัท 118 แห่งละเมิดข้อบังคับ a href="http://www.constructionweekonline.com/article-23427-bahrain-to-fine-118-firms-for-breaching-work-ban/"[2]/a ส่วนในปี 2014 นี้ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็พบว่ามีบริษัท 54 แห่งที่ละเมิดข้อบังคับนี้ไปแล้ว a href="http://www.constructionweekonline.com/article-29030-bahrain-sees-54-companies-violate-midday-work-ban/"[3]/a/p pการออกกฎให้แรงงานพักผ่อนในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนนั้นสืบเนื่องมาจากการกฎดันขององค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรแรงงานต่อประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก และการให้คนงานปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยนั้นถือว่าเป็นการเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงาน ตัวอย่างในปี 2013 ได้มีการเปิดเผยเอกสารจากสถานทูตเนปาลที่ระบุว่าคนงานเนปาลเสียชีวิตกว่า 44 คน ในกาตาร์ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงอากาศร้อนที่สุด โดยกว่าครึ่งมาจากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่ต้องทำงานหนักไม่ได้หยุดและขาดน้ำท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงถึง 50 องศา/p pข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า ในแต่ละปีนั้นการบังคับใช้แรงงานที่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย สามารถทำเงินได้ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก และในจำนวนนี้มีถึง 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเม็ดเงินจากการบังคับใช้แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง/p pอนึ่งสำหรับสภาพภูมิอากาศในตะวันออกกลางนั้น มี 2 ฤดู ได้แก่ฤดูร้อนและฤดูหนาวโดยระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนอากาศร้อนจัดและความชื้นสูงอุณหภูมิประมาณ 30-50 องศาเซลเซียส ส่วนในเดือนตุลาคมถึงเมษายนเป็นฤดูหนาวซึ่งอากาศไม่หนาวมากนักอุณหภูมิเฉลี่ย 15-30 องศาเซลเซียส/p pnbsp;/p pstrongเมื่อบริษัทข้ามชาติห้ามพนักงานเวียดนามนอนกลางวัน/strong/p pnbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464885536981297/?type=1" data-width="466" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464885536981297/?type=1"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/workazineonline"Workazine/a./div /div pnbsp;/p pวัฒนธรรมการนอนกลางวันที่ชาวเวียดนามคุ้นเคยและได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กำลังถูกท้าทาย โดยบริษัทด้านไอทีแห่งหนึ่งได้ห้ามพนักงานงีบหลับตอนกลางวันภายในสถานที่ทำงาน เพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเพื่อการทำธุรกิจกับต่างประเทศ/p pเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2014 ที่ผ่านมา a href="http://www.globaltimes.cn/content/865984.shtml"globaltimes.cn/a รายงานว่าบริษัทด้านไอทีอย่าง FPT-IS ของเวียดนาม ที่มีสาขาทั่วโลกถึง 18 แห่ง ได้ออกคำสั่งห้ามพนักงานนอนกลางวันภายในบริษัท โดยผู้บริหารได้ให้เหตุผลว่า ลูกค้าของ FPT-IS ในสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ได้สะท้อนมาว่าพวกเขารู้สึกตกใจเมื่อเห็นพนักงานชาวเวียดนามนอนกลางวันในที่ทำงานซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับพวกเขา/p pผู้บริหารของ FPT-IS ยังระบุอีกว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมไอทีระดับโลกนั้น เวียดนามกำลังแข่งขันกับบริษัทจากอินเดียและจีนอย่างดุเดือดทั้งด้านเทคนิคและวัฒนธรรม ดังนั้นเพื่อที่จะได้สัญญาจากลูกค้าต่างชาตินั้น พนักงานชาวเวียดนามควรเลิกการนอนกลางวันเสียที/p pนอกจากนี้สื่อท้องถิ่นยังได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งในเวียดนามที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับผู้บริหารของ FPT-IS ระบุว่าการนอนหลับในสำนักงานไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของบริษัท ส่วนชาวเน็ตในเวียดนามจำนวนมาก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่อคำสั่งห้ามนอนกลางวันในสำนักงานกันอย่างหลากหลาย โดยบางส่วนสนับสนุนการห้ามนอนกลางวันในที่ทำงานนี้แต่ระบุว่าถ้าพนักงานอยากจะนอนพักเที่ยง ก็ควรกลับไปยังที่พัก เช็กอินโรงแรม หรือไม่ก็ไปงีบหลับตามสวนสาธารณะแทน/p pส่วนพนักงานของ FPT-IS ที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อกลับระบุว่า ควรอนุญาตให้มีการนอนกลางวันเป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงเที่ยงวัน เพราะจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพวกเขารู้สึกสดชื่นขึ้นหลังได้นอนพัก 10-15 นาที/p pnbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464900303646487/?type=1" data-width="466" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/464900303646487/?type=1"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/workazineonline"Workazine/a./div /div pnbsp;/p pอนึ่งสำหรับประเด็นการงีบหลับระหว่างทำงานนั้น แม้แต่ในโลกตะวันตกก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าการได้งีบหลับเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มความตื่นตัวในการปฏิบัติงาน เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า พัฒนาการจดจำ ทักษะการขับยานพาหนะ การตัดสินใจและอารมณ์ ลดความเครียด ลดความประมาท หรือแม้แต่ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เป็นต้น/p pทั้งนี้ในหน่วยธุรกิจที่คำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานนั้นถึงกับมี “ห้องงีบ” (Nap Rooms) ให้พนักงาน ไว้พักงีบเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น บริษัท Nike ก็มีห้องงีบนี้ไว้สำหรับพนักงานในการงีบหลับหรือทำการนั่งสมาธิ ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านนวัตกรรมอย่าง Google ก็ถึงกับสร้างแคปซูลไฮเทคไว้ทั่วสำนักงานในเมืองเมาท์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อให้พนักงานไว้งีบหลับ เป็นต้น/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XaqGwZG5lJ4" height="1" width="1"/

ไฟเขียวถนนเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ตัดผ่านเขาใหญ่-ทับลาน

Thu, 24/07/2014 - 14:52
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2933/14731120042_1f7756bba5.jpg" style="width: 600px; height: 391px;" //p pimg alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3852/14544766048_a606e228cf_z.jpg" style="width: 600px; height: 400px;" /ภาพจากa href="https://www.facebook.com/departmentofhighway/posts/668506443224899"เฟซบุ๊กกรมทางหลวง/a/p pnbsp;/p p23 ก.ค.2557 a href="http://www.naewna.com/business/113922"เว็บไซต์/aa href="http://www.naewna.com/business/113922"แนวหน้า/a รายงานว่า พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ครั้งที่ 1/2557 เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อการก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน/p pโดยโครงการที่ผ่านการพิจารณาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA คือ โครงการของกรมทางหลวง ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายพัทยา - มาบตาพุด โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และโครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนอ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย (ช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57) ที่ประชุมได้พิจารณาให้ EIA เช่นกัน/p p“การพิจารณาเส้นทางหมายเลข 304 ที่จะขยายเป็น 4 ช่องจราจรนั้น ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดย กรมทางหลวง จะต้องก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว” พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าว/p pส่วนอีกโครงการที่ผ่านEIA คือ โครงการระบบรถไฟทางคู่เพื่อการขนส่ง และการจัดการโลจิสติกส์ระยะเร่งด่วน ช่วงชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. โดยหลังจากนี้สามารถนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เพื่อจัดตั้งงบประมาณ และเดินหน้าโครงการประกวดราคาต่อไป/p pในส่วนของโครงการรถไฟทางคู่อีก 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางมาบกะเบา - นครราชสีมา ระยะทาง 132 กิโลเมตร วงเงิน 2.9 หมื่นล้านบาท 2.เส้นทางนครปฐม - หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หรือ คชก. เพื่อพิจารณาแก้ไข ก่อนส่งเข้าที่ประชุมคณะใหญ่พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมทุกเดือน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8uoyk2i_HrQ" height="1" width="1"/

ศาลอียิปต์ฉาวอีก! ระบุในคำตัดสิน นักข่าวอัลจาซีรา 'เป็นพวกเดียวกับปีศาจ'

Thu, 24/07/2014 - 13:09
pหลังมีคำตัดสินสั่งจำคุกนักข่าวอัลจาซีราสามคน ซึ่งถูกวิจารณ์ไม่มีมูลและดำเนินคดีอย่างบกพร่อง ล่าสุดเดอะการ์เดียน เผยคำแถลงและคำตัดสินของศาลอียิปต์ที่อ้างว่านักข่าวเหล่านี้ "เป็นพวกเดียวกับปีศาจ" ซึ่งญาติของผู้ต้องหาที่ได้อ่านรายงานคำตัดสิน 57 หน้าแล้วบอกว่ามันเต็มไปด้วย "ความไร้สาระ"/p p!--break--!--break--/ppbr /24 ก.ค. 2557 สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานว่ามีการระบุในคำตัดสินจำนวน 57 หน้า ของศาลอียิปต์ถึงนักข่าวอัลจาซีราสามคนที่ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายปี 2556 อ้างว่าพวกเขา "เป็นพวกเดียวกับปีศาจ"/p pตั้งแต่เดือน มิ.ย. ผู้พิพากษามาฮัมเหม็ด นากี ชีฮาตา ตัดสินลงโทษนักข่าวอัลจาซีรา 3 คน ได้แก่ โมฮัมเหม็ด ฟาห์มี, ปีเตอร์ เกรสต์ และ บาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด ให้มีความผิดฐานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและสร้างข่าวเท็จ โดยสั่งจำคุก 7-10 ปี ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มนักการทูตและกลุ่มเฝ้าระวังด้านสิทธิซึ่งมองว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่มีมูลและกระบวนการดำเนินคดีมีความบกพร่อง/p pผู้พิพากษาชีฮาตาแถลงข่าวเป็นครั้งแรกหลังจากที่มีการดำเนินคดีว่า ปีศาจได้ส่งเสริมให้พวกเขาใช้การทำข่าวเพื่อนำมาโจมตีประเทศอียิปต์/p pชีฮาตาอ้างอีกว่านักข่าวอัลจาซีราได้ดัดแปลงตัดต่อภาพและเสียงจากเหตุการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ'กลุ่มก่อการร้าย' ซึ่งขัดต่อความเป็นจริงในช่วงที่มีความโกลาหลและสร้างความเสียหายต่อประเทศ/p pแต่ในกระบวนการศาลไม่มีการแสดงภาพวิดีโอที่ชีฮาตากล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด มีแต่ภาพวิดีโออื่นๆ ซึ่งบางชิ้นไม่ได้ทำขึ้นโดยสำนักข่าวอัลจาซีรา/p pโมฮัมเหม็ด ลอตฟี ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการเพื่อสิทธิเสรีภาพของอียิปต์ กล่าวว่าการตัดสินคดีในครั้งนี้ไม่มีการไต่สวนและการพิจารณาคดีแต่เป็นการจงใจเซ็นเซอร์ความคิดเห็นและเนื้อหาข่าวโดยอ้างว่าทำลายผลประโยชน์ของประเทศ/p pทางด้านอาเดล ฟาห์มี พี่ชายของโมฮัมเหม็ดฟาห์มีบอกว่ารายงานคำตัดสินของศาลเต็มไปด้วย "ความไร้สาระ" เขาพบว่าจำเลยไม่มีโอกาสให้การแก้ต่างเลย ราวกับว่ามีการวางคำตัดสินไว้แล้วตั้งแต่วันที่พวกเขาถูกจับกุมตัว ฝ่ายผู้พิพากษาก็ไม่มีอะไรที่ให้ความชอบธรรมต่อจุดยืนของตัวเองได้เลย มีการอ้างถึง "การสืบราชการลับ" แต่ก็ไม่ได้ขยายความออกมาว่าสืบสวนได้ว่าอย่างไร/p pอย่างไรก็ตามยังมีความหวังว่านักข่าวทั้งสามคนจะได้รับการยื่นอุทธรณ์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ในตอนนี้นักข่าวทั้ง 3 คนถูกขังอยู่ในเรือนจำแดนเดียวกับลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการฮอสนี มูบารัค นอกจากนี้ประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์อับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี ยังปฏิเสธที่จะเรียกร้องให้มีการอภัยโทษและยังบอกอีกว่าเขาหวังว่าจะมีการส่งตัวนักข่าวเหล่านี้ออกนอกประเทศ/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pEgyptian judge accuses al-Jazeera journalists of being in league with devil, The Guardian, 23-07-2014br /a href="http://http://www.theguardian.com/world/2014/jul/23/egyptian-judge-al-jazeera-journalists-devil"http://www.theguardian.com/world/2014/jul/23/egyptian-judge-al-jazeera-journalists-devil/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DHGkjA2pX9A" height="1" width="1"/

วิษณุ เครืองาม

Thu, 24/07/2014 - 12:48
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2014/07/54723" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/cats_163.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"ใครจะหาว่าเรา Retro (ย้อนยุค) ก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นจะหาอำนาจใดมาจัดการกับปัญหารุนแรงมิได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือเกิดการปฏิวัติซ้อน"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" 23 ก.ค. 57, ที่ปรึกษา คสช. กล่าวถึงมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจพิเศษแก่หัวหน้า คสช. /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/x-LMWLD3PJo" height="1" width="1"/

แรงงานไทยเสียชีวิต 1 รายในอิสราเอล

Thu, 24/07/2014 - 11:35
divอธิบดีกรมการจัดหางานเผยแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตแล้ว 1 รายจากเหตุโจมตีทางอากาศ หลังสื่ออิสราเอลเผยแพร่ข่าวnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div24 ก.ค. 2557 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เผยว่า ได้รับรายงานว่ามีแรงงานไทยในอิสราเอล 1 คนเสียชีวิต เนื่องจากเหตุโจมตีทางอากาศ ทราบชื่อต่อมาคือ นายนรากร กิตติยังกุล มีภูมิลำเนาอยู่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน/div divnbsp;/div divโดยขณะก่อนเกิดเหตุได้มีประกาศเตือนให้แรงงานไทยหลบเข้าที่ปลอดภัย แต่มีแรงงานไทย 4-5 คน ออกไปภายนอก เมื่อมีการโจมตีทางอากาศแรงงานไทยกลุ่มนี้ได้กระจายกันหลบตามต้นไม้ แต่มีแรงงานไทย 1 คน ได้เสียชีวิตจากเหตุโจมตี ทางอากาศ เนื่องจากอยู่ใกล้พื้นที่ที่จรวดตกลงมา/div divnbsp;/div divเบื้องต้นได้แจ้งไปยังญาติของผู้เสียชีวิตให้ทราบแล้ว พร้อมประสานไปยังนายจ้าง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การส่งศพกลับมายังประเทศไทย พร้อมแจ้งทางอิสราเอลให้พิจารณาย้ายแรงงานไทยจากจุดดังกล่าว/div divnbsp;/div divstrongสื่ออิสราเอลระบุแรงงานไทยเสียชีวิตจากเหตุโจมตีในอิสราเอล/strong/div divnbsp;/div diva href="http://www.mcot.net/site/content?id=53d066fabe0470dc5f8b456c#.U9CNO-N_v5M"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่าสื่ออิสราเอลระบุว่า ทหารชาวอิสราเอลเสียชีวิต 2 นาย ในการสู้รบที่เมืองกาซา ส่วนแรงงานชาวไทยที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตลงจากเหตุยิงโจมตีที่เมืองแอชคะลัน/div divnbsp;/div divกองทัพอิสราเอลรายงานว่า ทหาร 2 นายเสียชีวิตจากเหตุสู้รบเมื่อคืนวันอังคาร ทำให้ยอดทหารอิสราเอลเสียชีวิตนับตั้งแต่มีปฏิบัติการทหารโจมตีในเมืองกาซาเพิ่มขึ้นเป็น 29 คน โดยมีรายงานทหารอีกนายสูญหาย ซึ่งคาดว่าอาจเสียชีวิตแล้ว/div divnbsp;/div divส่วนเมื่อค่ำวานนี้มีรายงานแรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิตจากเหตุยิงโจมตีจากกาซาเข้ามาที่เมืองแอชคะลัน นับเป็นพลเรือนรายที่ 3 ที่เสียชีวิตในการยิงจรวดโจมตีมาจากเมืองกาซา โดยระบุว่าแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บและนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปรักษาที่ศูนย์แพทย์บาร์ซิไลในเมืองทางใต้ของอิสราเอล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมาbr /br /br /strongกต.เผยสั่งย้ายคนไทย 4 พันคน ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย-ยุติการทำงานชั่วคราว/strong/div divnbsp;/div divด้านa href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5707240020002"สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/a รายงานว่า นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีคนไทยจำนวน 38 คน ประสงค์ขอย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งสถานทูตไทยฯ ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และนายจ้างในนิคมการเกษตร 96 แห่ง ซึ่งอยู่ใกล้ฉนวนกาซา และมีคนไทยทำงานอยู่ประมาณ 4 พันคน ให้ย้ายคนไทยออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย รัศมีห่างประมาณ 10 - 20 กิโลเมตร โดยไม่มีข้อแม้ และให้ยุติการทำงานชั่วคราวbr /br /อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอพยพคนไทยออกจากประเทศอิสราเอล ขณะที่สถานทูตไทยฯ ติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7jCk4PNGHJo" height="1" width="1"/

"วิษณุ" ตอบ "ประวิตร" เรื่องอำนาจ หน.คสช. ตาม ม.44 "จะว่าเรา Retro ก็แล้วแต่"

Thu, 24/07/2014 - 06:25
pที่ปรึกษา คสช. ตอบคำถาม "ประวิตร โรจนพฤกษ์" เรื่อง ม.44 "พรเพชร" ยัน คสช.ไม่ไปไกลเหมือนสฤษดิ์ ตอนไม่มี รธน. ทำได้มากกว่า ม.44 แต่ก็ไม่ทำ "วิษณุ" ม.44 คสช. ใช้ทำเรื่องลำบากแทน ครม. จะหาว่า "Retro" ก็แล้วแต่ - พร้อมตอบสื่อ รธน.ไม่ห้าม หัวหน้า คสช. นั่งนายกฯ แต่ได้เป็นหรือไม่อยู่ที่ สนช./p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3852/14542447928_f9d66afd47_z.jpg" style="width: 560px; height: 368px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ทักทาย นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช. ภายหลังชี้แจงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 (ที่มา: /spana href="http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/230757_aead1.html"span style="color:#ff8c00;"ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5557/14542444249_04a1c98c2c_z.jpg" style="width: 560px; height: 372px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"ผู้แถลงชี้แจงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล (จากซ้ายไปขวา) นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คสช., พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ., หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช., นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. (ที่มา: /spana href="http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/230757_aead1.html"span style="color:#ff8c00;"ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pnbsp;/p p24 ก.ค. 2557 - ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช., นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ปรึกษา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ร่วมแถลงชี้แจงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทั้งนี้การแถลงดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยด้วย/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/QEvjcufAykc" width="560"/iframe/p pspan style="color:#ff8c00;"strongวิดีโอคลิปจากการแถลงเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ช่วงที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ถามที่ปรึกษา คสช. โดยเป็นช่วงท้ายของการถ่ายทอดสดโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย/strong/span/p pstrong"ประวิตร โรจนพฤกษ์" ถามคนร่าง รธน. เรื่องมาตรา 44 และ 48/strong/p pโดยภายหลังการแถลงข่าวซึ่งกินเวลาประมาณ 50 นาที a href="http://prachatai.org/journal/2014/07/54709"(อ่านข่าวก่อนหน้านี้)/a มีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม โดยนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น โดยขอถามนายพรเพชร และนายวิษณุ 2 มาตรา คือ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เปรียบเทียบกับ มาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สมัยจอมพลสฤษฎดิ์ ธนะรัชต์ nbsp;และมาตรา 48 เรื่องบทนิรโทษกรรม คสช./p pโดยมาตรา 44 นายประวิตรถามว่า ที่ระบุว่ากรณีหัวหน้า คสช. เห็นว่ามีความจำเป็น ให้หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจสั่งการระงับยับยัง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้น จะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ nbsp;และให้ถือว่า คำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่ง หรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด/p pนายประวิตรถามต่อไปว่า "ตรงนี้นี่สามารถตีความได้ไหมครับว่า อำนาจของหัวหน้าคณะ คสช. ก็คือสูงสุด และอาจจะมีความคล้ายคลึงกับยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ปกครองผ่านมาตรา 17 อันนี้คือความเป็นห่วงเป็นใย แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นเนี่ย จะถือได้ไหมครับว่า nbsp;ในความเป็นจริงแล้วอำนาจของหัวหน้า คสช. ในช่วงที่ยังมีการใช้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวเนี่ย ก็ยังอยู่เหนือ ครม. และตัวนายกรัฐมนตรี"/p pส่วนคำถามที่สองที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายประวิตรถามว่า "ขอถามไปที่ มาตรา 48 ที่พูดถึงว่า การกระทำใดๆ ที่โยงกับ การยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. ที่ผู้ปฏิบัติทุกท่าน "หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง" จากนั้นประวิตรถามว่า "คำถามนี้อาจจะโยงเกี่ยวกับเรื่องการปรองดอง เพราะในขณะเดียวกัน ก็คงชัดว่า คสช. ไม่ต้องรับผิดชอบ ทางกฎหมายใดๆ กับการกระทำ ในการยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค. แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีประชาชน หรือคนจำนวนหนึ่งที่ ออกมาก่อการกระทำบางอย่าง โดยนายประวิตรยกตัวอย่าง กรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่ถูก คสช. ดำเนินคดี/p pอย่างไรก็ตามไม่ทันที่จะถามจบ สัญญาณถ่ายทอดสดโทรทัศน์ตัดเข้าสู่รายการปกติ อย่างไรก็ตามช่วงถาม-ตอบ ยังคงดำเนินอยู่ โดยที่ก่อนหน้าการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า จะไม่มีการถ่ายทอดสดช่วงถาม-ตอบ โดยหลังการตั้งคำถาม ทั้งนายพรเพชร และนายวิษณุได้ตอบคำถาม 2 ข้อดังกล่าว/p pstrongพรเพชรระบุ ม.44 ไม่ไปไกลเหมือนสฤษดิ์ ตอนไม่มี รธน. คสช. ทำได้มากกว่า ม.44 แต่ก็ยังไม่ทำ/strong/p pโดยในประเด็นมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นายพรเพชรตอบว่า ยอมรับว่า คสช. มีอำนาจเหนือกฎหมาย "การใช้อำนาจนี้คงไม่ไปไกลเหมือนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ไปยุ่งเกี่ยวในคดีอาญาปกติ และไปยิงเป้า" นายพรเพชรตอบด้วยว่า ที่ผ่านมาตอนที่ยังไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ทำได้มากกว่ามาตรา 44 แต่ก็ยังไม่ทำ/p p"ผมมั่นใจว่า มาตรา 44 จะช่วยสร้างสรรค์ดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย"/p pstrongวิษณุตอบ ม.44 ให้ คสช. ทำเรื่องลำบากแทน ครม. "จะว่าเรา Retro ก็แล้วแต่"/strong/p pส่วนนายวิษณุตอบคำถามนี้ว่า"เรื่องการใช้อำนาจพิเศษนั้น เชื่อมโยงกับการมี คสช. ถ้า คสช. ไม่อยู่ อำนาจพิเศษก็ไม่มีความจำเป็น" นายวิษณุกล่าวด้วยว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะช่วย "ทำหน้าที่บางอย่าง" ที่คณะรัฐมนตรีทำได้ลำบาก นอกจากนี้เพื่อป้องกันหากมีการปฏิวัติซ้อน "ใครจะหาว่าเรา Retro (ย้อนยุค) ก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นจะหาอำนาจใดมาจัดการกับปัญหารุนแรงมิได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือเกิดการปฏิวัติซ้อน"/p pนายวิษณุยอมรับว่าต้นแบบของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาจากมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 โดยต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส "โดยมีที่มาจากรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสด้วย แล้วมันกลายมาเป็นมาตรา 17 แล้วมาเป็นมาตรา 44" อย่างไรก็ตามนายวิษณุยืนยันว่าการใช้มาตรา 44 จะเป็นไปอย่างจำกัด "คงไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจแบบประจำวัน และคงไม่ใช่นึกจะใช้ก็ใช้" นายวิษณุกล่าวด้วยว่า 2 เดือนที่ผ่านมา คสช. มีอำนาจมากกว่ามาตรา 44 เสียอีก แต่ก็ไม่ใช้ นอกจากนี้กรณีที่มีเหตุฆ่าข่มขืน มีเสียงเรียกร้องมายัง คสช. แต่ คสช. ก็ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอาญาตามปกติ/p pstrongเขียนบทนิรโทษใน ม.48 เป็นธรรมเนียม ถ้าไม่เขียนอาจมีการจองเวร/strong/p pนายวิษณุยอมรับว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปรียบได้มี "ประกาศิต" แต่ก็เหมือนเป็น "ดาบสองคม" "คงต้องไปดูว่าจะใช้มาตรานี้ในทางสร้างสรรค์ หรือทำลาย มันเหมือนดาบสองคม และ คสช. ยังอยู่ภายใต้การจับตาจากทุกฝ่าย"/p pส่วนคำถามที่สองของนายประวิตรซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งมีเนื้อหานิรโทษกรรม คสช. ขณะที่อีกฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน คสช. ยังถูกดำเนินคดีนั้น นายวิษณุตอบคำถามนี้ว่า "มันเป็น Tradition (ธรรมเนียม) ที่เป็นมาตั้งแต่ยึดอำนาจ พ.ศ. 2475 ถ้าไม่เขียนไว้ก็จะมีการจองเวรจองล้าง" นายวิษณุยังตอบเรื่องที่ฝ่ายต่อต้าน คสช. ถูกดำเนินคดีด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมิได้ห้ามมิให้มีกาเยียวยาผู้อื่นหรือฝ่ายอื่นแต่อย่างใด/p pstrongไม่ระบุเรื่องทำประชามติ รธน. เพราะขั้นตอนจะยืดยาว อนาคตจะทำหรือไม่ต้องดูเหมาะสม/strong/p pส่วนคำถามจากผู้สื่อข่าวอื่นๆ นั้น มีผู้ถามว่า ทำไมในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ระบุให้มีการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นายวิษณุ เป็นผู้ตอบ ระบุว่า ได้พิจารณากันแล้ว และถามผู้มีประสบการณ์ในการทำรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วว่าการทำประชามติอาจจะมีขั้นตอนที่ยืดยาวนานหลายเดือนและต้องออกกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติก็จะทำให้การเลือกตั้งเนิ่นนานออกไปอีก เลยไม่บังคับไว้ ส่วนอนาคตจะทำประชามติหรือไม่ก็ต้องดูความเหมาะสมต่อ เพราะหากจำเป็นเชื่อว่า ครม. และ คสช. จะดำเนินการได้ จึงคิดแค่นี้ในขณะนี้ก่อน/p pstrongพล.อ.ไพบูลย์-วิษณุ ระบุตาม รธน. หัวหน้า คสช. นั่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่ได้เป็นไหมอยู่ที่ สนช./strong/p pเมื่อถามว่าหัวหน้า คสช.สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คำถามนี้อาจารย์คนไหนก็ตอบไม่ได้นอกจากหัวหน้าของอาจารย์ จากนั้นนายวิษณุก็ขอให้ พล.อ.ไพบูลย์ ตอบคำถาม โดยพล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่มีแนวทางที่หัวหน้า คสช.ได้มอบหมายมาเป็นเรื่องที่ดี คาดว่าเดือนสิงหาคมนี้ สนช.คงเกิดขึ้น/p pจากนั้นมีผู้ถามย้ำว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หัวหน้า คสช. สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ต้องหันไปถามนายวิษณุว่า "ตามรัฐธรรมนูญเป็นได้ไหมครับ" ทำให้นายวิษณุตอบด้วยการพยักแล้วพูดโดยปิดไมโครโฟนว่า "ได้" จากนั้น พล.อ.ไพบูลย์ก็ตอบซ้ำว่า "ได้"/p pทั้งนี้หลัง พล.อ.ไพบูลย์กล่าวจบ นายวิษณุก็กล่าวด้วยว่า "รัฐธรรมนูญเขาให้เป็นได้ครับ แต่ได้เป็นไหมเป็นเรื่องของ สนช."/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/07/54709" target="_blank"วิษณุ เครืองามเปรียบ รธน.ชั่วคราว 2557 เป็นแม่น้ำ 5 สายของโรดแม็ป/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YSQO9Te5bmg" height="1" width="1"/

ปกป้อง จันวิทย์: อ่าน การเมืองเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

Thu, 24/07/2014 - 06:23
!--break--!--break-- pnbsp;/p pท่ามกลางความพยายาม 'ล้ม' ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านข้อเสนอ 'การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล' (co-pay) ดังที่เป็นข่าวในช่วงเดือนกรกฎาคม 2557 นั้น ข้อเสนอของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่สวนกลับว่า ถ้าคิดว่าระบบร่วมจ่ายมันดีกว่าและจำเป็นต้องทำ ก็ขอให้เริ่มทดลองใช้กับ 'ระบบสวัสดิการข้าราชการ' ก่อนระบบอื่น เป็นข้อเสนอที่ 'เด็ดขาดบาดใจ' เหลือเกิน/p pถ้าคิดว่าระบบหลักประกันสุขภาพที่ช่วยเหลือคน 48 ล้านคนทั่วประเทศที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการและระบบประกันสังคม สิ้นเปลืองงบประมาณ และทำให้เกิดการใช้บริการพร่ำเพรื่อเพราะเป็นของฟรี ลองหันไปดูข้อมูลของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพที่ชี้ว่า strongระบบสวัสดิการข้าราชการที่มีสมาชิกประมาณ 5 ล้านคน มีการเบิกเงินกันปีละ 6 หมื่นล้านบาท ตกหัวละ 12,000 บาทต่อปี ขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ดูแลคน 48 ล้านคน ได้รับจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 1.1 แสนล้านบาท – ตกหัวละ 2,755.60 บาทต่อปีเท่านั้น/strong/p pดูตัวเลขแล้วไม่แน่ใจว่าระบบไหนควรจะต้องถูกปฏิรูปก่อนกัน ผมไม่ได้หมายความว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันดีเลิศจนไม่ต้องแก้ไขอะไรทั้งสิ้นแล้ว รายละเอียดหลายอย่างควรจะต้องทบทวน แต่ในเรื่องหลักการหรือจิตวิญญาณของความเป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำเป็นต้องรักษาไว้/p pระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคุ้นกับชื่อ '30 บาท รักษาทุกโรค' มากกว่า ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือทุกคนอย่างถ้วนทั่ว เพราะมันเปลี่ยนสถานะของบริการสาธารณสุขจาก 'สินค้า' (ในระบบตลาดที่คนมีเงินเท่านั้นที่เข้าถึงได้) หรือ 'ส่วนบุญ' (ในระบบสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพกบัตร ต้องจน ต้องถูกแบ่งแยกกดต่ำ ต้องแสดงให้เห็นว่าตน ‘ด้อย’ กว่าจึงจะได้รับความช่วยเหลือ) ให้เป็น 'สิทธิ์' ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน/p pเป็น 'สิทธิ์' ที่ไม่ต้องร้องขอ และไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติก่อน/p pประเด็นนี้มีความสำคัญมากและถือเป็นจิตวิญญาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ว่าได้ เพราะมันเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจแนวดิ่งที่หมอหรือโรงพยาบาลถือครองอำนาจเหนือกว่าผู้ป่วย มาเป็นความสัมพันธ์เชิงพันธสัญญาที่หมอหรือโรงพยาบาลต้องกลายมาเป็นผู้ให้บริการผู้ป่วยไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน มีการศึกษาสูงต่ำเพียงใด มันทำให้พลังอำนาจของหมอกับคนไข้เข้าใกล้กันมากขึ้น/p pหลายคนถึงกล่าวว่า การเกิดขึ้นของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2545 ถือเป็นการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขครั้งสำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็นตัวอย่างชั้นดีที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปครั้งใหญ่ในสังคมเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ตัวอย่างชั้นดีที่สุดในชั่วชีวิตของผมคือ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราทำเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งได้สำเร็จภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หรือถ้าเราไม่ลืม ระบบประกันสังคมก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยเช่นกัน/p pกรณีการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าบอกเราว่า เมื่อประชาชนหลากหลายกลุ่มรวมพลังกันเรียกร้องต่อเนื่อง มีงานวิชาการที่ดีหนุนหลัง พยายามทำความเข้าใจกับประชาชนวงกว้างผ่านสื่อและกิจกรรมทางสังคมต่างๆ พยายามหาวิธีทำงานกับนักการเมืองผู้กำหนดนโยบาย สุดท้ายนักการเมืองที่ต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชน ก็ต้องฟังและตอบสนองต่อเสียงเหล่านั้น จะได้มากน้อยสมใจแค่ไหนก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นกระบวนการต่อเนื่องไม่รู้จบ ไม่จบแค่เข็นกฎหมายออกมาบังคับใช้/p pแน่นอนว่า กระบวนการเหล่านี้ต้องออกแรงเหนื่อยหนัก เพราะมันไม่มักง่าย ไม่ใช่การเดินทางลัดข้ามหัวประชาชน ไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้วยอำนาจที่ไม่ชอบธรรม แต่ด้วยเหตุผลและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทั้งสังคม กระนั้น ข้อดีของมันก็คุ้มเหนื่อย เพราะหากเริ่มต้นได้สำเร็จ มันจะอยู่ยั่งยืน คนจะรู้สึกหวงแหน และพร้อมต่อสู้หากจะมีใครไปพรากสิทธิของเขาไป ก็ 'มันเป็นของเขา' nbsp;นี่ครับ/p pผลประโยชน์ของข้าราชการกระทรวงที่อยากจะล้มหรือทำหมันระบบ เพราะส่วนหนึ่งอยากจะดึงงบฯกลับมาที่กระทรวง (งบฯภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายิงตรงไปที่โรงพยาบาลเป็นรายหัว โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงสาธารณสุข) หรือผลประโยชน์ของสถานพยาบาลเอกชนที่คิดว่าจะได้ประโยชน์มหาศาลหากล้มระบบนี้สำเร็จ ก็ไม่น่าจะเอาชนะพลังของประชาชนที่ต้องการปกป้องสิทธิ์อันพึงได้ของตน ก็ 'มันเป็นของเขา' แล้วนี่ครับ/p pพูดถึงกรณีระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว ชวนนึกไปถึงคำพูดของหลายคนที่ชอบบอกว่า ระบอบประชาธิปไตยสร้างการปฏิรูปไม่ได้ นักการเมืองไม่คิดปฏิรูปหรอก เพราะตัวเองเสียประโยชน์ หลายคนที่คิดแบบนี้แอบหวังลึกๆ ว่า รัฐประหารแต่ละครั้งคือโอกาสเปิดในการเปลี่ยนแปลงประเทศในแบบที่เขาอยากให้เป็น…อ้าว แล้วไม่คิดบ้างหรือครับว่าระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งมีข้าราชการเป็นใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพ ไม่คิดปฏิรูปหรอก เพราะตัวเองเสียประโยชน์ พรรคราชการหรือพรรคทหารนี่ก็ผลประโยชน์ไม่แพ้พรรคการเมืองนะครับ ไม่ได้ยืนเด่นเป็นกลางแต่อย่างใด ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน ข้าราชการในระบบราชการจะมีศักยภาพในการเป็นผู้นำปฏิรูปได้อย่างไร ถ้าพูดถึงการถูกปฏิรูปละก็ว่าไปอย่าง (ฮา)/p pแล้วทำไมนักเปลี่ยนแปลงสังคมหลายคนถึงคิดกันแบบนั้น? ก็ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร มันผลักดันอะไรง่ายกว่าสบายกว่าไงครับ เราแค่หาทางต่อสายกับผู้มีอำนาจให้เจอ ล็อบบี้ให้อยู่หมัด ไม่ต้องเสียเวลาไปคุยกับหลายคนหลายฝ่ายให้วุ่นวาย คำถามก็คือ แล้วประชาชนที่เข้าไม่ถึงผู้มีอำนาจละ เขาจะแสดงออกอย่างไร จะคัดค้านแลกเปลี่ยนกรณีที่ไม่เห็นด้วยอย่างไร เราถือสิทธิ์สูงส่งกว่าคนอื่นอย่างไร เราแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อเสนอของเราดีที่สุดแล้ว ใครตรวจสอบเรา และเราเข้าใจมิติอื่น มุมมองอื่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอื่น อย่างรอบด้านแล้วจริงๆ หรือ/p pstrongในโลกที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ โมเดลเผด็จการ + คนดี + คนเก่ง มันตอบโจทย์โลกยุคใหม่ไม่ได้แล้วครับ คนอื่นๆ ในสังคมที่ถูกข้ามหัวไปเขาก็ไม่ยอมแล้วด้วย การผลักดันนโยบายสาธารณะจึงไม่มีทางอื่น นอกจากสนทนากับสังคม กับประชาชน ในบรรยากาศที่เท่าเทียมและทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่การปิดห้องคุยกับผู้มีอำนาจดังที่เคยทำสำเร็จกันมาในอดีต/strong/p pเช่นนี้แล้วจึงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่สร้างการปฏิรูปอย่างยั่งยืนได้ ถ้าวันนี้มันยังทำหน้าที่ของมันได้ไม่ดี ก็ต้องปฏิรูปประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรมได้ดีขึ้น ให้ประชาธิปไตยใช้ปฏิรูปประเทศไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนวงกว้างได้ดีขึ้น/p pพูดมาทั้งหมด มันไม่ง่ายหรอกครับ ต้องใช้เวลา ต้องใช้แรง ต้องใช้ความรู้ ต้องใช้พลังผลักดัน แต่มันไม่มีทางอื่น และมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากคุณเชื่อว่าประเทศไทยเป็นของพวกเราทุกคนและคนเราเท่ากัน/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ: /strongเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร WAY 76 สิงหาคม 2557/p pstrongที่มา:a href="http://waymagazine.org/columnist/healthsystem"nbsp;/a/stronga href="http://waymagazine.org/columnist/healthsystem"http://waymagazine.org/columnist/healthsystem/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WY5mamh2Qmo" height="1" width="1"/

ชำนาญ จันทร์เรือง: ข้อสังเกตเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

Thu, 24/07/2014 - 05:37
!--break--!--break-- pnbsp;/p p*โปรดดูa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/07/54695"รัฐธรรมนูญฯ/a ประกอบ/p pคำปรารภ – ปกติแล้วคำปรารภ หรือ preamble นั้นจะกล่าวถึงที่ไปที่มาและอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่คำปรารภนี้กลับกล่าวถึงสาเหตุของการยึดอำนาจเสียมากกว่า และเป็นคำปรารภที่ยาวมากกว่าปกติ/p pมาตรา 1 และ 2 – เป็นรูปแบบปกติของรัฐธรรมนูญไทย/p pมาตรา 3 – ยังงงๆอยู่ว่าการที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”แต่พอดูเนื้อหาทั้งฉบับแล้วไม่รู้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตรงไหน/p pมาตรา 4 – อ่านแล้วเคลิ้มเพราะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แลพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่พออ่านไปถึงมาตรา 47 แล้วมาตรานี้ไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด/p pมาตรา 5 – คือมาตรา 7 ของ รธน.50 ดีๆนี่เอง แต่เพิ่มตรงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล่วงหน้าได้ ซึ่งผิดวิสัยของการเป็นศาล ที่ปกติแล้วจะไม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายแต่ศาลจะวินิจฉัยในกรณีที่เกิดข้อพิพาทแล้วเท่านั้น/p pมาตรา 6,7,8,9,10,11,12,13 – เป็นส่วนเกี่ยวกับองค์ประกอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีข้อสังเกตคือห้ามผู้เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่ห้ามข้าราชการประจำ ที่น่าขำก็คือ มาตรา 8(8)ห้ามเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก จึงเป็นปัญหาว่าคำว่าเจ้ามือนี้หมายความถึงอะไรบ้าง เช่น เจ้ามือไฮโล เจ้ามือหวยไต้ดิน ฯลฯ และคำว่าเจ้าสำนักหมายถึงเจ้าสำนักนางโลมหรือเจ้าสำนักบู้ลิ้มด้วยใช่หรือไม่ อย่างไร/p pมาตรา 14,15,16,17,18 – เป็นส่วนเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมายและการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั่วๆไป/p pมาตรา 19,20 – ว่าด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งมีข้อสังเกตคือไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง(สนช.และสปช.เป็นสมาชิกพรรคได้ ห้ามเฉพาะผู้มีตำแหน่งในพรรคเท่านั้น) และแน่นอนว่าไม่ห้ามข้าราชการประจำอีกเช่นกัน/p pมาตรา 21 – เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด/p pมาตรา 22 – เกี่ยวกับการออกพระราชกฤษฎีกา/p pมาตรา 23 – เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ แต่ไม่ยักพูดถึงการประกาศสงคราม/p pมาตรา 24 – เกี่ยวกับการโปรดเกล้าแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย/p pมาตรา 25 – การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองฯ/p pมาตรา 26 – ความเป็นอิสระในการพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการ/p pมาตรา 27 – ประเด็นที่สภาปฏิรูป(สปช.) มีหน้าที่ศึกษา 11 ด้าน ซึ่งยังงงๆอยู่ว่าอาศัยเกณฑ์อะไรในการแบ่งหมวดเพราะดูทับซ้อนกันอย่างไรพิกล แต่ก็ยังดีที่มี(4)ที่มีประเด็นการปกครองท้องถิ่นแต่แยกออกมาจากการบริหารราชการแผ่นดิน(ซึ่งจริงๆแล้วควรจะอยู่ด้านเดียวกัน) แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยก็จะได้มีการพูดถึงประเด็นการปกครองท้องถิ่นบ้าง แม้ว่าจะไม่เห็นความหวังของการพัฒนาการที่ดีขึ้นแต่อย่างใด มีแต่จะถูกลดทอนขนาดและอำนาจหน้าที่ลงไปเป็นลำดับนับแต่ภายหลังมีการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม57 เป็นต้นมา/p pมาตรา 28,29,30,31 – เกี่ยวกับคุณสมบัติ ที่มา อำนาจหน้าที่ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ/p pมาตรา 32,33 – เกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน ซึ่งห้ามสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 3 ปี เช่นเดียวกับคุณสมบัติ ครม./p pมาตรา 34 – กำหนดระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่ได้รับความเห็นจาก สปช.และต้องเสนอร่าง รธน.ต่อ สปช.(ไม่ใช่ สนช.)พิจารณา/p pมาตรา 35 – กำหนดประเด็นให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ รัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 20 ที่จะมีขึ้นคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 19 หรือฉบับปี 57 นั่นเอง เพียงแต่เมื่อมีฉบับที่ 20 แล้ว ฉบับที่ 19 ก็เลิกไปเพราะเอาเจตนารมณ์ฉบับที่ 19ไปใส่ในฉบับที่ 20 แล้ว/p pมาตรา 36,37,38,39 – เป็นขั้นตอนและกระบวนการร่างรัฐรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อสังเกตคือ ตามมาตรา 37วรรคสองที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป” ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับกระบวนการตรากฎหมายที่ผ่านมาในอดีตเพราะไม่บัญญัติให้มีการยืนยันร่าง แต่กลับเพิ่มพระราชภารกิจและความรับผิดชอบให้แก่พระมหากษัตริย์ในกรณีที่ต้องวินิจฉัยให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป และในกรณีมาตรา 38 วรรคสองในกรณีคณะกรรมาธิการฯยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯชุดใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะแล้วเสร็จอีกเช่นกัน ซึ่งอาจกินเวลาเป็นสิบๆปีทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้เพียงสิบปีในสมัยจอมพลสฤษดิ์และต่อเนื่องมาถึงจอมพลถนอม หรือถ้ามองแบบร้ายสุดๆก็อาจจะไม่มีฉบับที่ 20 เลยก็เป็นได้/p pมาตรา 40 – เกี่ยวกับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งในรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งกำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา/p pมาตรา 41 – ยกเว้นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้แก่ คมช.,สนช.,สปช.,กรรมาธิการร่าง รธน. ฯลฯ/p pมาตรา 42 – ให้ คมช.อยู่ต่อไปและเพิ่มจำนวนให้เป็นไม่เกิน 15 คน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คมช.กับ ครม./p pมาตรา 43 – ในระหว่างที่ยังไม่มี สนช.,ครม.ให้อำนาจเป็นของ หน.คมช./p pมาตรา 44 – สรุปง่ายๆก็คือมาตรา 17 ที่เคยให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมไว้อย่างไรก็แทบไม่แตกต่างกัน เพียงคราวนี้หาก หน.คมช.จะใช้อำนาจก็โดยความเห็นชอบของ คมช.เท่านั้นเอง/p pมาตรา 45 – เกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญภายใต้บังคับของมาตรา 5 และมาตรา 44/p pมาตรา 46 – เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของ สนช.พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้นไม่สามารถแก้ไขได้หากครม.และคสช.ไม่เห็นชอบด้วย/p pมาตรา 47 – บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช.ไม่ว่าจะทำก่อนหรือหลัง รธน.นี้บังคับใช้เป็นประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและถือเป็นที่สุดจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก ที่น่าสังเกตคือมีคำว่า “หลัง”ประกาศใช้ รธน.ซึ่งก็แสดงว่า คสช.ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่างนั่นเอง/p pมาตรา 48 – ว่าด้วยการนิรโทษกรรมการกระทำทั้งหลายที่กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ ไม่มีข้อสังเกตเพราะถ้าไม่มีมาตรานี้ต่างหากจึงจะผิดสังเกตของการยึดอำนาจแบบไทยๆ/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/07/54695" target="_blank"อ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 - คสช.ตั้ง ครม.-สภานิติบัญญัติ-สภาปฏิรูป/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/G66_6jrlhV0" height="1" width="1"/

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2557 โครงสร้างอำนาจ และสถาบันทางการเมือง

Thu, 24/07/2014 - 05:08
!--break--!--break-- pnbsp;/p pbr /โครงสร้างอำนาจนี้ถูกกำหนดขึ้นใหม่เป็นการชั่วคราว ตามเนื้อหาของธรรมนูญการปกครองฯ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำการบริหารราชการแผ่นดินและเพื่อการปฏิรูปประเทศ ควรพินิจพิจารณากันว่าองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองที่กำหนดขึ้นตามธรรมนูญการปกครองนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ในกระบวนการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์/p p1.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้มีสมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน ที่มาจากการ”คัดเลือก”ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมเข้าเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา (ความตามมาตรา 6) โดยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผุ้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ควมตามมาตรา 10) โดยสภานิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอ และลงมติเพื่อตราพระราชบัญญัติได้ ยกเว้นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน (ความตามมาตรา 14) ทั้งนี้สมาชิกสภานิติบัญญัตินั้นสามารถตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีฯและคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินได้ และสามารถเปิดอถิปรายได้แต่จะลงมติไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจไม่ได้ (ความตามมาตรา 16)/p p2.นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรัฐมนตรีให้มาจากการคัดเลือกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนคณะรัฐมนตรีจำนวน 35 คนนั้นให้มาจากการคัดเลือกของนายกรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือในนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ทั้งนี้ผู้ที่จะทำการทูลเกล้าเสนอให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้คือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ความตามมาตรา 19)/p p3.สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้มีสภาปฏิรูปโดยมีสมาชิกจำนวนไม่เกิน 250คนประกอบขึ้นเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยมีที่มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ตามการถวายคำแนะนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง (ความตามมาตรา 28) โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติมีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆเช่น การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การศึกษา เศรษฐกิจ ฯลฯ (ความตามมาตรา 27)nbsp; อีกทั้งอำนาจหน้าที่ในการเสนอพระราชบัญญัติต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและให้ความเห็นข้อเสนอแนะ ให้ความเห็นชอบต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย (ความตามมาตรา 31)/p p4.คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีจุดประสงค์เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร (?) โดยประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 36 คนซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 20 คน จากคณะรัฐมนตรี 5 คน จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 5 คน จากสภาปฏิรูปแห่งชาติ 5 คน และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมเป็น 36 คนnbsp; (ความตามมาตรา 32)/p p5.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะยังคงเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 6/2557nbsp; (ความตามมาตรา 42) ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าอำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ที่ความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ความตามมาตรา 43) ทั้งนี้ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการสั่งการให้เข้าควบคุม ปราบปรามหรือกระทำการใดๆเพื่อปกป้องและรักษาความสงบได้โดยทันที แล้วจึงทำรายงานในเรื่องนั้นๆนั้นแจ้งทราบต่อประธานสภานิติบัญญัติ และนายกรัฐมนตรีภายหลัง (ความตามมาตรา 44) ที่น่าสนใจคือstrongไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือกลไกในการตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเลยแม้แต่น้อย/strong/p pในโครงสร้างอำนาจรูปแบบนี้อาจกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรใหม่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสูงสุดในการคัดเลือก แต่งตั้ง หรือถอดถอนสมาชิกของสถาบันทางการเมืองอื่นๆและติดตาม สอดส่อง ดูแลการดำเนินงานของสถาบันทางการเมืองต่างๆภายใต้ความชอบธรรมในนามของกฏหมาย โดยไม่มีกลไกหรือเครื่องมือใดๆมาตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ นอกจากนี้ความตามมาตรา 44 นั้นยังให้ความชอบธรรมแก่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการดำเนินการใดๆก็ได้เพื่อรักษาความสงบ ไม่ต่างจากมาตรา 17 ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์/p blockquotep“มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นการกระทำหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย... เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการไปตามความในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรแจ้งให้สภาทราบ”/p /blockquote pนับเป็นความเหมือนที่ยากจะแยกออกจากกันระหว่างบทบัญญัติมาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ในช่วงการครองอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับมาตรา 44 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ในการให้อำนาจเด็ดขาดกับ”ผู้นำ” แม้จะมีความต่างในส่วนที่มาตรา 17 นั้นให้อำนาจกับนายกรัฐมนตรี คือจอมพลสฤดษิ์ ธนะรัชต์ ขณะที่มาตรา 44 นั้นให้อำนาจกับหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่โดยเนื้อหาแล้วไม่ต่างกันเพราะเป็นการให้ความรับรองและความชอบธรรมแก่”ผู้นำที่แท้จริง”/p pอย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าฝ่ายผู้ปกครองเองก็รับรู้ถึงความไม่พอใจของประชาชนบางส่วนที่ยังคุกรุ่นอยู่และรอวันปะทุ จึงต้องคงอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อป้องกัน และปราบปรามในกรณีที่”อาจจะ”มีการเคลื่อนไหวต่อต้านภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว นอกจากการนี้การคงสถานะประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติทุกฉบับให้ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปนั้น (ความตามมาตรา 47)ก็ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประกาศห้ามวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือการประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองนั้นยังคงมีผลต่อเนื่องอยู่ เพียงแต่หลบอยู่เบื้องหลังฉากที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว” เท่านั้นเองbr /br /อย่างไรก็ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2557 นี้น่าจะเป็นเพียงตัวต้นแบบ เพื่อลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศ และเพื่อลองสำรวจความเห็นภายในที่มีต่อเนื้อหา โครงสร้างอำนาจใหม่ที่น่าสนใจน่าจะระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร(?) ที่กำลังจะออกมาจากหลังจากนี้ น่าขบคิดเป็นอย่างยิ่งว่า”ประชาธิปไตยสมบูรณ์”ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมออกแบบนั้นจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ภายใต้ระบบการปกครองยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่ 2 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จะสร้างประชาธิปไตยได้จริงๆหรือ? เหล่านี้คงต้องรอคอยติดตามกันต่อ่ไปถึงที่สุดแล้วเราจะได้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ หรือจะได้พบ strong”14 ตุลาวันมหาปีติ” /strongอีกครั้งกันแน่?/p pbr /br /strongปล./strongผู้เขียนเลือกใช้คำว่า”ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2557” แทนคำว่า “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557” เพื่อให้พ้องกับชื่อเรียกขานกฏหมายปกครองชั่วคราว ของคณะรัฐประหารในอดีตbr /nbsp;/p pstrongเกี่ยวกับผู้เขียน/strong ปัจจุบัน จักรพล ผลละออ เป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 ศึกษาอยู่ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพาbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/clZYdhKvuzY" height="1" width="1"/

กต.เตรียมพีอาร์ รธน.ชั่วคราวกับต่างชาติ อัด ‘Human Rights Watch’ ไม่เข้าใจพัฒนาการการเมืองไทย

Thu, 24/07/2014 - 00:31
!--break--!--break-- pนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่า กระทรวงการต่างประเทศ เตรียมการประชาสัมพันธ์กับต่างประเทศให้ทราบและเข้าใจถึงรายละเอียดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ว่าพัฒนาการต่อจากนี้ของไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่ประชาคมโลกอาจจะกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจนั้น ตามเนื้อหาของรัฐธรรมนูญระบุว่า ทางสภานิติบัญญัติจะเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นไปตามโรดแมปที่นำไปสู่การเลือกตั้ง จึงเชื่อว่าต่างประเทศจะเข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ต้องการสร้างความปรองดอง และท้ายที่สุดจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์/p pนายเสขยังชี้แจงถึงกรณีองค์กร Human Rights Watch (ฮิวแมนไรท์วอทช์) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการบริหารงานของ คสช. 2 เดือนที่ผ่านมา ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นเก่า ที่ไม่เข้าใจพัฒนาการทางการเมืองของไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงมาโดยตลอด โดยเฉพาะความเป็นห่วงเรื่องของการแทรกแซงสื่อ ซึ่ง คสช.ก็ได้ยืนยันว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อแต่อย่างใด เห็นได้จากการแก้ไขคำสั่ง คสช.ถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน/p pส่วนเรื่องการห้ามการชุมนุมทางการเมืองนั้น ไทยได้ชี้แจงไปแล้วว่า คสช.มีความจำเป็นที่จะต้องห้ามการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะคนเหล่านั้นต้องการต่อต้าน คสช.และก่อความไม่สงบ ซึ่งผิดกับวัตถุประสงค์ของ คสช.ที่ต้องการสร้างความปรองดอง โดยหากปล่อยให้มีการชุมนุมของฝ่ายต่างๆ ก็จะเกิดความรุนแรงขึ้น ส่วนเรื่องการเรียกบุคคลไปควบคุมตัวนั่น มีกว่า 470 คน และไม่มารายงานตัวกว่า 60 คน ซึ่งทุกคนที่ คสช.เรียกถูกปล่อยตัวไปหมดแล้ว โดยองค์กรสิทธิต่างๆ ก็ได้ติดตามไปดูสภาพความเป็นจริงมาแล้ว ไม่ได้มีการคุกคามเสรีภาพมากเกินไปดังที่ถูกกล่าวหา/p pนายเสขกล่าวอีกว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ห่วงเรื่องการขับไล่ชาวบ้านที่บุกรุกป่าสงวน ที่กระทบกับคนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งในส่วนคนที่ยากไร้นั้น ประเทศไทยมีอยู่ไม่มาก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ได้ให้การช่วยเหลือแล้ว และยืนยัน คสช.เพียงต้องการปราบปรามนายทุนที่บุกรุกป่าเท่านั้น/p pขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงกรณีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการปิดกั้นสื่อมวลชน เพื่อไม่ให้แสดงออกอย่างเสรี ว่า คสช.ได้ออกประกาศที่ 103/2557 อย่างชัดเจนแล้วว่าไม่มีนโยบายปิดกั้นการทำงานของสื่อ และมีความมุ่งมั่นไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ ส่วนเรื่องการห้ามชุมนุมเกิน 5 คน นั้น เรื่องนี้ได้มีการอธิบายต่อนานาประเทศทั่วโลกให้เข้าใจแล้ว และคสช.มีความจำเป็นต้องออกประกาศ เพื่อลดการสร้างความแตกแยกทางความคิด เพื่อให้นำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการอ้างถึงว่ามีการกักตัวบุคคลที่ คสช.เรียกมารายงานตัว นั้น ขอยืนยันว่า ที่ผ่านมาบุคคลที่ถูกเรียกเพื่อให้มารายงานตัว ได้ปฏิบัติตามเป็นอย่างดีและจะถูกควบคุมตัว ไว้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งคสช.ได้ดูแลเป็นอย่างดี โดยไม่มีการข่มขู่ตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คสช.ไม่มีนโยบายขับไล่ผู้ยากไร้ที่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งจะเน้นดำเนินงานตามนโยบายสร้างความเข้าใจต่อคนในพื้นที่ เพื่อป้องปรามผู้เข้ามาจับจองพื้นที่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น/p pโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบด้านลบ ภายหลังมีประกาศรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวออกมา ซึ่งจะเร่งสร้างความเข้าใจต่อนานาประเทศเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการอธิบายให้เข้าใจ/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.mcot.net/site/content?id=53cfb072be047038478b456d#.U8_u6fmSyi0"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5707230020022"span style="color:#696969;"สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OHsTVAsaoyU" height="1" width="1"/

‘ยิ่งลักษณ์’ ควงบุตรชายเดินทางไปต่างประเทศ

Wed, 23/07/2014 - 23:56
!--break--!--break-- p23 ก.ค. 2557 a href="http://www.mcot.net/site/content?id=53cfd1f3be0470d3478b458e#.U8_oJPmSyi0"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่าเมื่อเวลา 22.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยบุตรชายและคนในครอบครัว เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เพื่อเดินทางไปพักผ่อนในต่างประเทศ ตามที่ขอนุญาต คสช.ระหว่างวันที่ 20 ก.ค.-10 ส.ค.57 เดินทางโดยเที่ยวบิน TG 930 เวลา 24.00 น.ไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่วมงานวันคล้ายวันเกิดครบ 65 ปีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ในวันที่ 26 ก.ค.นี้nbsp;/p pขณะที่มีรายงานว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ เดินทางไปในครั้งนี้ด้วย โดยบอกว่าขออนุญาต คสช.เรียบร้อยแล้วในส่วนของตนจะเดินทางกลับวันที่ 27 ก. ค.นี้ ส่วนสัมภาระและกระเป๋าเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น คนใกล้ชิดดำเนินการก่อนที่ เจ้าตัว จะเดินทางมาถึงสนามบิน ซึ่งมีกระเป๋าเดินทาง 11 ใบ/p pขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า ไว้กลับมาแล้วค่อยคุยกัน ไปครั้งนี้ไปพักผ่อน โดยอดีตนายกรัฐมนตรีมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uCXAEIn0hX0" height="1" width="1"/

ศาลอนุมัติหมายจับ ‘พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย’ คดี ม.112

Wed, 23/07/2014 - 23:43
!--break--!--break-- p23 ก.ค. 2557 ศาลอาญา อนุมัติหมายจับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากมีผู้มาร้องเรียนกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ในข้อหาดังกล่าว เพราะมีพฤติการณ์หมิ่นเบื้องสูง เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2554/p pโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้อนุมัติหมายจับ พ.อ. อภิวันท์ วิริยะชัย โดยศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งอนุมัติหมายจับแล้วในวันนี้/p pทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2554 พ.อ.อภิวันท์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่หาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5707230020025"span style="color:#696969;"สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XXiW0upvdcE" height="1" width="1"/

สกว.เปิดโลกทัศน์ความสัมพันธ์ไทยกับอาเซียนภาคพื้นทวีป

Wed, 23/07/2014 - 23:14
!--break--!--break-- p23 ก.ค.57 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “เปิดโลกทัศน์ความสัมพันธ์ไทยกับอาเซียนภาคพื้นทวีป: ผลประโยชน์ร่วมบนวิถีมิตรภาพและความขัดแย้ง” ซึ่งจัดโดยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. เพื่อทบทวนสถานภาพความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้าน การพึ่งพิงกัน ประโยชน์ร่วมกัน ความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ประเด็นขัดแย้ง รวมทั้งการรับรู้และความเข้าใจระหว่างกันในลักษณะรู้เขารู้เรา เพื่อเป็น “แผนที่นำทาง” สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อไป โดยมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญรายประเทศจากสถาบันเอเชียศึกษาเป็นวิทยากร/p pรศ. ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่า โลกไร้พรมแดนเกิดสื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ไปสู่การรับรู้ที่หลากหลายของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการที่รัฐเป็นผู้กำหนด จึงนำมาสู่งานวิจัยในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่อการรับรู้ของประเทศไทย ผลงานที่นำเสนอในครั้งนี้คือผลึกอันเกิดจาการนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยทั้งหมดมาประมวลรวมกัน และเปิดประเด็นให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศอาเซียน องค์ความรู้ที่จะแบ่งปันหรือนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบาย เปิดโลกประชคมอาเซียนในมิติใหม่ที่ไม่ใช่เพียงเสาหลักด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์รวมในภาพกว้างว่าชาติสมาชิกคิดกับประเทศของเราอย่างไร มีมิติเบื้องลึกทางประวัติศาสตร์ สังคม วรรณกรรม อันจะนำไปสู่การเข้าใจสังคมมนุษย์มากกขึ้น ซึ่งถือเป็นพันธกิจของสถาบันฯ ในการทำงานวิจัยนี้/p pในการบรรยายเรื่อง “ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน: ผลประโยชน์ร่วมบนวิถีมิตรภาพและความขัดแย้ง” สุเนตร กล่าวว่าเดิมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอาจถูกกำหนดด้วยมิติทางภูมิศาสตร์ แต่ปัจจุบันต้องให้นิยามและลำดับชั้นโดยอาจอาศัยมิติทางประวัติศาสตร์ การเมืองและอื่น ๆ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจให้ลุ่มลึกกว่าที่เคยทั้งในลักษณะทวิภาคีหรือพหุภาคีที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ร่วม จึงต้องทำการวิเคราะห์ในภาพกว้างและจำเป็นต้องอธิบายถึงสถานะและตัวตนของ “ผลประโยชน์” ภายใต้การผูกขาดของรัฐและมิติความเป็นทุนนิยม สิ่งที่เป็นประโยชน์ของบ้านเมือง คือ คนต้องมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่จะเปลี่ยนเป็นเงินได้ ในช่วงสงครามเย็นรัฐเป็นผู้ผูกขาดผลประโยชน์ของบ้านเมือง แต่เมื่อถึงจุดหักเหสำคัญหลังสงครามเย็น รัฐไม่ได้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวหากยังมีบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจต่อรองในระดับที่แตกต่างกันเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การจำนำข้าว ที่รัฐกับคนอีกส่วนหนึ่งมองเห็นผลประโยชน์แตกต่างกัน หรือกรณีประเทศพม่ามีผู้ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องความมั่นคงมนุษย์ ความเท่าเทียมกันในสังคม การลดทอนความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อม โดยมีโมเดลการปฏิรูปประเทศในศตวรรษที่ 21 คือ ลดความยากจน สร้างงาน ลดปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน ให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพแวดล้อม น้ำ พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร เช่นเดียวกับในประเทศลาว ต่างชาติที่เข้าไปลงทุนโดยเฉพาะจีนได้สร้างความขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรกับคนในพื้นถิ่นทำให้เกิดการต่อต้านเคลื่อนไหว นับเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น/p pสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การจัดลำดับชั้นของผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่ได้มีเพียงสูตรเดียว แต่ละภาคส่วนอาจมองผลประโยชน์และปัญหาแตกต่างกัน สะท้อนถึงการจัดลำดับชั้นความมั่นคงว่าสิ่งใดควรมาก่อนหลัง จุดหักเหสำคัญที่เกิดขึ้นในองค์รวมสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจน คือ พรมแดนความขัดแย้งในภูมิภาคระหว่างทวิภาคี เกิดการลดพื้นที่ ปัจจัยและปฏิบัติการลดความขัดแย้งให้มีการจำกัดขอบเขต ความขัดแย้งที่สำคัญคือ การเมืองการทหาร ดังปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ต้องไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้าเพราะมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพากัน โดยเห็นได้ชัดตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งการอยู่กันแบบพึ่งพาผลประโยชน์ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง วิถีของมิตรภาพและความขัดแย้งได้ลดสัดส่วนระหว่างรัฐต่อรัฐแต่เริ่มมีการจัดการในระดับพหุภาคี สิ่งที่เพิ่มสัดส่วนคือ ความขัดแย้งในภาคประชาชน ซึ่งบางครั้งลุกลามและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ส่วนความขัดแย้งที่จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ในอนาคต คือ การจัดการทรัพยากรที่มีความสัมพันธ์กับพลังงาน และการจัดการน้ำ/p p“สิ่งที่น่าห่วงคือ การเปลี่ยนแปลงของสถานะที่เรียกว่า ผลประโยชน์บนวิถีมิตรภาพและความขัดแย้งที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของมนุษย์และสภาพแวดล้อม ที่ยังขาดการสำนึกรู้และพัฒนาความรู้ความเข้าใจเพื่อการตั้งรับ ไม่มีการจัดการระบบผลประโยชน์ร่วมบนวิถีทางที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชนจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะเปิดมิติความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้ก้าวล่วงสู่พรมแดนบนฐานความรู้จากงานวิจัย” สุเนตรกล่าว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HVzO_AJH-Ws" height="1" width="1"/

แนะทุกครอบครัวสอนเด็กจำสายด่วน 1669 ช่วยชีวิตฉุกเฉิน

Wed, 23/07/2014 - 22:45
!--break--!--break-- pภายหลังจากเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเมื่อวันจันทร์ที่nbsp;21nbsp;ก.ค.ที่ผ่านมา จากกรณีที่มีชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากโรคประจำตัวโดยมีลูกสาวนั่งเฝ้าศพของพ่อในรถโดยบอกว่าพ่อนอนพักผ่อนซึ่งเด็กทั้งสองไม่ทราบว่าพ่อได้เสียชีวิตไปแล้วนั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ได้ถอดบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางและวิธีปฏิบัติให้กับหลายครอบครัวหากต้องเจอเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว/p pนพ.ภูมินทร์ ศิลาพันธ์ รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)nbsp;กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเศร้าสลดให้กับประชาชนที่ได้รับฟังข่าวสารเป็นจำนวนมาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียด้วย สำหรับประชาชนทั่วไปจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการเอาตัวรอดหากเราหรือคนในครอบครัวต้องประสบกับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ในเบื้องต้นนั้นเราต้องสำรวจตัวของเราเองและหมั่นพบแพทย์อยู่เสมอหากพบความผิดปรกติของร่างกาย และเมื่อพบว่าตนเองมีโรคประจำตัวและต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอควรแจ้งสมาชิกในบ้านให้ทราบ และควรบอกเล่ารายละเอียดถึงตัวยาที่เราจะต้องใช้ในการรักษาโรคประจำตัวให้สมาชิกในบ้านได้รับทราบอย่างชัดเจนพร้อมทั้งวางยาให้อยู่ในตำแหน่งที่หยิบใช้ได้ง่าย และสมาชิกในบ้านทราบถึงตำแหน่งของการเก็บยาดังกล่าวด้วยnbsp;นอกจากนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดหากบ้านไหนมีลูกที่เป็นเด็กเล็กควรสอนลูกให้จดจำหมายเลขสายด่วนในการช่วยชีวิตโดยเฉพาะหมายเลขสายด่วนnbsp;1669nbsp;อาจจะสอดแทรกกับเด็กระหว่างเล่านิทานให้เด็กฟัง หรือสอดแทรกระหว่างทำกิจกรรมในครอบครัว โดยต้องบอกเด็กให้ชัดเจนว่าหากมีคนในบ้านเจ็บป่วยฉุกเฉินควรโทรสายด่วนnbsp;1669nbsp;ในทันที/p pนพ.ภูมินทร์nbsp;nbsp;ได้ยกถึงกรณีการสอนเด็กเล็กให้จดจำหมายเลขสายด่วนในการช่วยชีวิตว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ปกครองของเด็กจะสอนให้เด็กจดจำหมายเลขnbsp;911nbsp;ตั้งแต่อายุnbsp;3nbsp;ขวบ โดยสอนวิธีการกดโทรศัพท์ และการปลดล็อคโทรศัพท์เพื่อโทรหาสายด่วนในการช่วยชีวิต โดยได้มีกรณีเด็กผู้หญิงnbsp;3nbsp;ขวบที่สามารถช่วยชีวิตพ่อได้จากการโดนมีดฟันแขนและตัดเส้นเลือดใหญ่nbsp;nbsp;ดังนั้นครอบครัวในประเทศไทยเองควรจะนำวิธีนี้มาปรับใช้ เพื่อลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากทราบว่ามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงก็ควรต้องยิ่งระมัดระวัง เมื่อเห็นอาการผิดปกติ เช่น แขนขาชา ปากเบี้ยวฉับพลัน หายใจติดขัด ควรรีบบอกคนใกล้ชิดโทรแจ้งสายด่วนnbsp;1669nbsp;เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันทีnbsp;nbsp;นอกจากนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ยังมีโครงการอาสาฉุกเฉินชุมชน ที่จะสอนเด็กในโรงเรียน ให้รู้หลักการจดจำสายด่วนnbsp;1669nbsp;nbsp;ขั้นตอนการแจ้งเหตุ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและลดอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตจากเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อีกด้วย/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/RVHxcMkwct0" height="1" width="1"/

FTA Watch อัด รธน.ชั่วคราว ตัดตอน ปชช. ทิ้งธรรมาภิบาลการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

Wed, 23/07/2014 - 22:45
pกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน แถลง รธน.ชั่วคราว ฉบับ คสช. “ละทิ้งธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ยึดคืนพื้นที่ประชาชน กระชับอำนาจชนชั้นนำไทย”/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5569/14746045753_bd7dd12ff3.jpg" //p p23 ก.ค. 2557 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ออกแถลงการณ์ “ละทิ้งธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ยึดคืนพื้นที่ประชาชน กระชับอำนาจชนชั้นนำไทย” โดยแถลงการณ์ดังกล่าวเริ่มด้วยการยก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา/p pซึ่งระบุว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหารัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยมีเจตนาเพื่อเพิ่มอำนาจในการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศให้แก่ฝ่ายบริหาร ซึ่งประกอบด้วยบุคคลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่มีอำนาจ มากขึ้น โดยปราศจากการตรวจสอบจึงถือได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เป็นการกระทำเพื่อความสะดวกของบุคคลเหล่านั้น การกระทำของผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศซึ่งไม่เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ สิทธิเสรีภาพและความเสมอของบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิของประชาชน นอกจากนี้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 4, 5 และมาตรา 87 อันเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”/p pจากเหตุผลสำคัญนี้ที่ทำให้ความพยายามในการที่จะเขี่ยประชาชนทิ้งจากกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาไม่สำเร็จ/p pอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ขจัดประชาชนออกไปจากกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาออกไปสำเร็จ กลับเป็น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ยึดอำนาจจากรัฐบาลเพื่อไทยเสียเอง/p pหากจะอ้างว่า รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่มีเวลาให้จัดรับฟังความคิดเห็น หรือศึกษาผลกระทบ แต่โดยความจริงแล้วไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวร การจัดทำหนังสือสัญญาจะสำเร็จได้ ต้องมีกระบวนการที่ดีและมีธรรมาภิบาล/p pดังนั้น การตัดขั้นตอนธรรมาภิบาลออกไปจึงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและไม่เป็นเหตุเป็นผลกับการที่จะอธิบายกับการใช้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว การตัดขั้นตอนธรรมาภิบาลออกไปเป็นความพยายามชนชั้นนำไทยไม่ว่าภาคธุรกิจหรือภาคราชการ นับตั้งแต่มาตรา 190 ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ถือกำเนิดขึ้นมา/p pตลอดชีวิตของมาตรา 190 ได้ก่อให้เกิดคุณูปการมากมายต่อประเทศไทย ได้วางรากฐานกระบวนการที่ดี แต่ขณะเดียวกัน มาตรา 190 ก็ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม ดูเหมือนผู้มีอำนาจปัจจุบันจะมองเห็นเพียงประโยชน์อย่างหลัง ณ นาทีนี้ มาตรา 190 จึงหมดความหมาย/p pทั้งที่จริงแล้ว การสร้างกรอบกติการะหว่างประเทศที่เป็นธรรมในยุคโลกาภิวัฒน์ จะเป็นการประกันความสุขให้กับประชาชน โดยไม่ต้องหวังพึ่งให้ใครมาคืน/p pย้ำอีกครั้ง กระบวนการธรรมาภิบาลซึ่งประกอบด้วยการศึกษาผลกระทบของการจัดทำความตกลง การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สร้างความขัดแย้งหรือความเกลียดชังทางการเมืองแต่อย่างใด และไม่ได้ลดประสิทธิภาพการเจรจา ดังนั้น การกำจัดหลักการเหล่านี้ออกไป จึงเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง/p pในตอนท้ายแถลงการณ์กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ระบุด้วยว่า “ภาคประชาชนจะพยายามอย่างสร้างสรรค์และเต็มที่ที่จะนำหลักการและการมีส่วนร่วมกลับมาสู่การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศโดยเร็วที่สุด”/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1uaGKukqBtg" height="1" width="1"/

มติชน เปิดประวัติ "พรเพชร วิชิตชลชัย" มือกฎหมาย คสช.

Wed, 23/07/2014 - 20:04
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/axsa-cJX3io" width="420"/iframe/p p23 ก.ค. 2557 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1406095423"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าว อธิบายรายละเอียดที่มาของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ภายหลังจากที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 แถลงกัน 3คน นั่งตรงกลางคุ้นหน้าคุ้นชื่อกันดี คือ "พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา" ถัดไปทางขวามือของพลเอกไพบูลย์ ไม่ใช่ใครอื่น เนติบริกรเรื่องชื่อ "วิษณุ เครืองาม"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3899/14744573083_761145be2f.jpg" //p pแต่ที่ใครๆได้ยินชื่อแล้ว "ต่อมงง" อาจจะทำงานอย่างรวดเร็ว แม้หลายท่านจะรู้จักแล้ว แต่อาจมีหลายท่านอาจไม่คุ้นนัก คือชื่อของ "พรเพชร วิชิตชลชัย" ว่าแต่เขาเป็นใคร กล่าวกันว่าเขามีบทบาทหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ เพราะเนื้อหาที่แถลงเป็นเรื่องหลักการล้วนๆ ผิดกับ วิษณุ ที่แถลงลงแต่ในรายละเอียด/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5563/14538309018_baf6e285a5.jpg" //p p style="text-align: center;"emspan style="color:#0000cd;"strong"นายพรเพชร วิชิตชลชัย" หรือ "ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย"/strong/span/em/p pstrongประวัติ/strong/p pเกิดเมื่อ 1 ส.ค. 2491 ปัจจุบันอายุ 65 ปี/p pจบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เนติบัณฑิตไทย/p pปริญญาโท กฏหมาย จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา/p pรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งนิติกร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ต่อมาเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฏีกา/p pได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/p pผ่านการฝึกอบรมได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงวิธีดําเนินคดีแพ่ง และวิธีดําเนินคดีอาญาจากสหรัฐ และประกาศนียบัตรทรัพย์สินทางปัญญา/p pจบหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. 41)/p pเคยเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/p pเคยเป็นองค์คณะ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดีทุจริตกล้ายาง)/p pเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ ธุรกิจ ชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท/p pล่าสุดเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินป้ายแดง แทน นายประวิช รัตนเพียร ที่ ลาออกไปสมัครเป็น กกต./p pและ นายพรเพชร ผู้นี้นี่เอง เป็นผูู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้พระราชกฤษฎีกาจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันส่งผลให้การเลือกตั้งคราวล่าสุดนั้นสิ้นผลไป/p p align="center"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/gf3YWfhoHeQ" width="420"/iframe/p pและเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย โดยเฉพาะวิชาพยานหลักฐาน ในระดับปริญญาตรี ชั้นเนติบัณฑิต รวมถึงระดับปริญญาโทด้วย/p pอีกทั้งในสมัยที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็น สนช. ได้เคยเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยให้ความผิดดังกล่าว ครอบคลุมถึง การกระทำความผิดต่อ พระราชโอรส พระราชธิดา ประธานองคมนตรี องคมนตรี และผู้แทนพระองค์ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และอาจได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่บางประการอันเป็นราชการในพระองค์ ให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดและรับโทษหนักขึ้น และยังเสนอให้ออกกกฎหมาย ห้ามเสนอข่าวคดีหมิ่นฯ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอีกด้วย(emspan style="color:#696969;"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : /spana href="http://prachatai.org/journal/2007/10/14446"span style="color:#696969;"สนช.เสนอเพิ่มโทษ ม.112 กม.หมิ่นฯ ขยายคลุม "องคมนตรี" และห้ามเสนอข่าวคดีหมิ่นฯ/span/a/em)/p pกับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ที่ปรึกษาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง/p pแถมยังมีรายงานด้วยว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มาช่วยเป็นที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. และมีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ครั้งนี้ อาจได้เป็น ประธานคณะกรรมาธิการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/07/54709" target="_blank"วิษณุ เครืองามเปรียบ รธน.ชั่วคราว 2557 เป็นแม่น้ำ 5 สายของโรดแม็ป/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2007/10/14446" target="_blank"สนช.เสนอเพิ่มโทษ ม.112 กม.หมิ่นฯ ขยายคลุม quot;องคมนตรีquot; และห้ามเสนอข่าวคดีหมิ่นฯ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/h94VU-1gygg" height="1" width="1"/