ประชาไท

Syndicate content
Updated: 2 min 29 sec ago

ทหารนำ 9 ผู้ต้องหาเครือข่ายโกตี๋ มอบให้ตำรวจ เจ้าตัวปฏิเสธเตรียมลอบสังหารนายก

1 hour 11 min ago
divทหารนำตัวกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายโกตี๋ 9 คน มาส่งมอบให้ตำรวจที่กองปราบปราม ก่อนที่ DSI จะรับตัวไปสอบต่อ โดยมีผู้ถูกหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ด้วย ด้านผู้ต้องหาปฏิเสธเตรียมลอบสังหารนายก ขี้โกตี๋ไม่มีศักยภาพพอ บางคนยัน จนท.ยึดเป็นแค่บีบีกันnbsp;/div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2906/33581355186_3270bb3f57.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2917/32808421093_ce74cacf51.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3816/33581355836_81fe2acfe4.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจnbsp;/spana aria-controls="js_4g3" aria-describedby="js_4g4" aria-haspopup="true" data-ft="{quot;tnquot;:quot;kquot;}" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=1426666687572773amp;extragetparams=%7B%22hc_ref%22%3A%22PAGES_TIMELINE%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1" href="https://www.facebook.com/Banrasdr-Photo-1426666687572773/?ref=page_internalamp;hc_ref=PAGES_TIMELINE" id="js_4g5"span style="color:#ff8c00;"Banrasdr Photo/span/aspan style="color:#ff8c00;"nbsp;/span/p p24 มี.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ที่กองปราบ เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัว 9 ผู้ต้องหาเป็นชาย 5 คน หญิง 4 คนคดีครอบครองอาวุธสงคราม ซึ่งมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำเสื้อคนแดงปทุมธานี ส่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มาร่วมสอบปากคำ คาดจะมีการส่งมอบสำนวนให้ดีเอสไอ หลังโอนคดีไปให้ดีเอสไอดำเนินการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดีชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารยังนำของกลางบางส่วนที่ยึดได้มาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เช่น อาวุธปืนสงคราม คอมพิวเตอร์ ลำโพงขยายเสียง/p pทั้งนี้nbsp;พล.ต.อ.ศรีวราห์nbsp;เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังการสอบปากคำและสัมภาษณ์ 9 ผู้ต้องหา คดีครอบครองอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นเครือข่าย วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานี หลังเจ้าหน้าที่ทหารส่งตัวให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามดำเนินคดีตามกฎหมายnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ปฏิเสธเตรียมลอบสังหารนายก - ขี้โกตี๋ไม่มีศักยภาพพอ/span/h3 pธีรชัย อุตรวิเชียร หนึ่งในผู้ต้องหาระบุว่า รู้จักโกตี๋ ตั้งแต่ปี 2556 โดยเข้าไปช่วยงานเกี่ยวกับสถานีวิทยุเรดเรดิโอโกตี๋ที่จังหวัดปทุมธานี ส่วนอาวุธปืนที่ยึดได้ โกตี๋ให้นำมาเก็บรักษาไว้บ้านตน ยืนยันว่าไม่เคยนำไปใช้ก่อเหตุความรุนแรง แค่มีไว้ป้องกันเวทีชุมนุมบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ พร้อมยอมรับว่าเคยนำอาวุธออกไปพร้อมกลุ่มการ์ดเพื่อไปยึดเขตเลือกตั้งจากกลุ่ม กปปส.ที่แยกหลักสี่เมื่อปี 2557 แต่ถอนกำลังออกไปก่อนเกิดเหตุยิงปะทะ ตนไปพบกับโกตี๋ที่ประเทศลาว 3 ครั้ง ไม่มีการประชุมวางแผนก่อเหตุรุนแรงเพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นวัดพระธรรมกายตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่าโกตี๋เคยบอกกับตนว่ามีอาวุธในตู้คอนเทนเนอร์ อ้างผู้ใหญ่ซึ่งเป็นอดีตนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วย พร้อมปฏิเสธประเด็นสะสมอาวุธสงครามไว้เตรียมลอบสังหารนายกรัฐมนตรี เพราะมองว่าโกตี๋ไม่มีศักยภาพเพียงพอ/p h3span style="color:#0000cd;"ผู้ต้องหาระบุ จนท.ยึดเป็นแค่บีบีกันnbsp;/span/h3 pวันไชยชนะ ครุฑไชยันต์ ผู้ต้องหาอีกคน ปฏิเสธว่าอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ยึดมาเป็นบีบีกัน ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ส่วนปืนพกอีก 2 กระบอกไม่ใช่ของตน เป็นปืนถูกกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ไปยึดมาจากบ้านของภรรยา พร้อมยืนยันว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวเรื่องวัดพระธรรมกาย กรณีไปพบ ธีรชัย เพื่อดื่มกาแฟกันเท่านั้น และไม่รู้จักโกตี๋เป็นการส่วนตัวnbsp;/p pพล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 4 เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ถูกออกหมายจับ ข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, มีเครื่องยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองไม่ได้รับอนุญาต , มีวิทยุคมนาคมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, มียาเสพติด (ยาบ้า) ในครอบครอง รวมทั้งข้อหาซ่องโจร จะถูกส่งให้ ดีเอสไอ สอบสวนต่อ เนื่องจากเป็นคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ยกเว้นผู้ต้องหา 1 คน คือ ว่าที่ร้อยตรีสุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล ถูกศาลทหารออกหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบจะดำเนินคดีในส่วนนี้ก่อน nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาอีก 4 คนถูกออกหมายจับในคดีเดียวกัน ซึ่งยังอยู่ระหว่างหลบหนี ในจำนวนนี้คือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมnbsp;/p pสำหรับผู้ต้องหาที่ศาลออกหมายจับให้ทั้ง 9 คนประกอบด้วย ธีรชัย อุตรวิเชียร, ประเทือง อ่อนละมูล, ปาลิดา เรืองสุวรรณ, วันไชยชนะ ครุฑไชยันต์, เอมอร วัดแก้ว, อุดมชัย นพสวัสดิ์, จ่าสิบเอกธนโชติ วงศ์จันทร์ชมพู, ว่าที่ร้อยตรีสุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล และ บุญส่ง คชประดิษฐ์/p pคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายซึ่งต้องสงสัยเป็นแหล่งสะสมอาวุธ 9 จุด ใน 7 จังหวัด สามารถตรวจยึดอาวุธสงครามและเครื่องยุทธภัณฑ์ได้จำนวนมาก พร้อมควบคุมผู้ต้องหาได้ 9 คนnbsp;/p pขณะที่ โกตี๋ หรือnbsp;nbsp;วุฒิพงศ์nbsp;นั้นเป็นนักจัดรายการวิทยุและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้ลี้ภัยทางการเมืองออกนอกประเทศไทย ในช่วงรัฐประหารปี 57 และได้ออกมาปฏิเสธผ่านทางยูทูบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมกับระบุว่าเรื่องทั้งหมดเป็นการจัดฉากจากรัฐบาลnbsp;/p pในส่วนของวัดพระธรรมกายก็ได้ออกแถลงการณ์เช่นกันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโกตี๋ และอาวุธที่ถูกยึด เนื่องจากทางวัดถูกตรวจค้นแล้วทุกจุดและถูกปิดล้อมอย่างต่อเนือง จึงเป็นไปไม่ได้ที่อาวุธจะถูกนำออกจากวัด/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2921/33622509435_6f0497c1cc_b.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2898/33239244890_c589d5a7b5_b.jpg" //p pemเรียบเรียงจาก a href="http://www.tnamcot.com/view/58d4d3b3e3f8e480f98c8cbe"สำนักข่าวไทย/a เฟซบุ๊กแพจnbsp;a aria-controls="js_4g3" aria-describedby="js_4g4" aria-haspopup="true" data-ft="{quot;tnquot;:quot;kquot;}" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=1426666687572773amp;extragetparams=%7B%22hc_ref%22%3A%22PAGES_TIMELINE%22%7D" data-hovercard-prefer-more-content-show="1" href="https://www.facebook.com/Banrasdr-Photo-1426666687572773/?ref=page_internalamp;hc_ref=PAGES_TIMELINE" id="js_4g5"Banrasdr Photo/anbsp;และa href="https://www.facebook.com/Dhammakaya.news/posts/1266268713410888"สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกายnbsp;/anbsp;/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EWbyqIc6ne8" height="1" width="1" alt=""/

สืบพยานโจทก์คดีประชามติราชบุรียังไม่จบ ต่อ 1 พ.ค.นี้

1 hour 31 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2881/32808550863_8f56814492.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongจำเลยทั้งห้าและทนายจำเลยทั้งห้า/strong/span/p p24 มี.ค. 2560 ระหว่างวันที่ 21-24 มี.ค. ที่ศาลจังหวัดราชบุรี มีนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2418/2559 ที่พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี เป็นโจทก์ ฟ้อง ปกรณ์ อารีกุล กับพวกรวม 5 คน ในข้อหา ร่วมกันดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ ในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะปลุกระดม โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง และขัดคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ/p pคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ทนายความจำเลยที่ 1-5 ให้สัมภาษณ์ว่า การเบิกความสี่วันนี้ยังเป็นของผู้กล่าวหาและผู้ร่วมจับ โดยเป็นประเด็นเรื่องว่าจำเลยเป็นผู้เผยแพร่เอกสารสติ๊กเกอร์ ขณะที่ทีมทนายฯ ต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เผยแพร่ และตัวเอกสารไม่มีลักษณะไม่เป็นความจริงหรือปลุกระดม โดยตีกรอบเนื้อหาสติ๊กเกอร์เข้ากับร่างรัฐธรรมนูญว่า "อนาคตที่ไม่ได้เลือก" หมายถึงที่มาของนายกฯ ที่อาจมาจากการเลือกของ ส.ส.และส.ว. ซึ่งไม่ยึดโยงกับประชาชน/p pคุ้มเกล้าระบุว่า วันนี้พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหาและร่วมจับกุม ส่งภาพถ่ายและวัตถุพยานที่ไม่ได้ส่งในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ทนายจำเลยจึงคัดค้าน ประกอบกับวัตถุพยานซึ่งเป็นวิดีโอมีความยาวกว่าชั่วโมง ต้องใช้เวลาตรวจสอบพยานหลักฐานในการถามค้านและพยานปากนี้มีประเด็นต้องถามค้านจำนวนมากเนื่องจากเกี่ยวพันกับพฤติการณ์ความผิดของจำเลยทุกคน ของกลาง และพยานบุคคลอื่นๆ ศาลจึงให้เลื่อนถามค้านไปวันที่ 1 พ.ค. 2560 เวลาบ่ายโมง/p pอนึ่ง ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ก่อนการพิจารณาคดี ศาลออกข้อกำหนดไม่ให้ผู้สังเกตการณ์บันทึกการสืบพยานและห้ามรายงานคำเบิกความระหว่างสืบพยาน/p pสำหรับจำเลยทั้งห้าคนประกอบด้วย นักกิจกรรม 4 คน และนักข่าว 1 คน ได้แก่ ปกรณ์ อารีกุล, อนุชา รุ่งมรกต, อนันต์ โลเกตุ สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวประชาไท เหตุเกิดสืบเนื่องจากนักกิจกรรม 4 คนเดินทางเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้าน 23 คนที่ถูกเรียกรายงานตัวฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. จากกรณีการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ส่วนผู้สื่อข่าวได้ติดรถไปทำข่าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นตำรวจได้ตรวจค้นรถที่ทั้งหมดโดยสารมาและพบเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ และรณรงค์โหวตโนหลายรายการในรถดังกล่าวจึงจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุว่ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะแจกจ่ายเอกสารดังกล่าวbr /br /ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามในคำสั่งฟ้องของอัยการระบุถึงสติ๊กเกอร์โหวตโนเพียงรายการเดียว โดยเขียนว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดโดยการแจกจ่ายสติ๊กเกอร์ข้อความ "7 สิงหา Vote No ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" ซึ่งเป็นการเผยแพร่ข้อความในช่องทางอื่นใดที่ผิดจากข้อเท็จจริง มีลักษณะปลุกระดม โดยมุ่งให้ไม่ไปใช้สิทธิ ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ โดยอัยการขอให้ลงโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีและริบของกลางทั้งหมด/p pnbsp;/p div class="note-box" divมาตรา 61nbsp;nbsp;a data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=enamp;q=http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/034/1.PDFamp;source=gmailamp;ust=1490189779322000amp;usg=AFQjCNFtw6aKTEua2uWFjbQM6PPCFHv0Jg" href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/034/1.PDF" target="_blank"พ.ร.บ.ประชามติnbsp;/aระบุว่า ผู้ใดกระทําการดังต่อไปนี้nbsp;br /nbsp;/div div(1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสีwbrยงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยnbsp;/wbr/div divbr /(2) ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิwbrนหรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใwbrด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสีwbrยงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียง อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสีwbrยงnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/div divbr /(3) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไwbrปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหwbrรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สําคัญผิดในวัน เวลา ที่ออกเสียงหรือวิธีการ ลงคะแนนออกเสียงnbsp;/wbr/wbr/div divbr /(4) เปิด ทําลาย ทําให้เสียหาย ทําให้เปลี่ยนสภาพ ทําให้สูญหาย ทําให้ไร้ประโยชน์ นําไป หรือขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสีwbrยงหรือบัตรออกเสียง เว้นแต่เป็นการดําเนินการตามอําwbrนาจหน้าที่ โดยชอบด้วยกฎหมาย/wbr/wbr/div divbr /(5) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันwbrขันต่อใดๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทwbrธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหwbrรือไม่ออกเสียงnbsp;/wbr/wbr/wbr/div divbr /(6) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสํwbrาหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอยางใดอย่างหนึ่งหรืwbrอไม่ออกเสียงnbsp;/wbr/wbr/div divbr /(7) ขาย จําหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดwbrวันออกเสียง/wbr/div divnbsp;/div divผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลัwbrกษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิอwbrอกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อควwbrามวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่wbrเป็นไปด้วยความเรียบร้อย/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divผู้ใดกระทําการตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับ ไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกwbrตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็wbrได้ ในกรณีการกระทําความผิดตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) เป็นการกระทําความผิดของ คณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งwbrปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกwbrตั้งมีกําหนดสิบปี/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divผู้ใดกระทําการตาม (7) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดืwbrอน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทําการตาม (6) เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด สําหรับตนเองหรือผู้อื่น ถ้าได้แจ้งถึงการกระทําดังกล่าวwbrต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้wbrซึ่งคณะกรรมการ การเลือกตั้งมอบหมายก่อนหรือในวัwbrนออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องwbrถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div /div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70678" target="_blank"สืบพยานนัดแรก นักกิจกรรม-นักข่าวจำเลยคดีประชามติราชบุรี ศาลสั่งห้ามจดบันทึก/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/09/68013" target="_blank"นัดสมานฉันท์ 5 จำเลย #039;คดีประชามติบ้านโป่ง#039; ยืนยันต่อสู้คดี เพื่อประโยชน์สาธารณะ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/qHD_lcnghlM" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ผู้กล้า

2 hours 30 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p p style="margin-left: 120px;"ท่านกล้าทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้าbr /br /ท่านกล้าหาญnbsp; - ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้าbr /br /บอกว่าถ่านไม้เป็นสีขาว - ท่านกล้าbr /br /สังหารคนแล้วยัดข้อหา - ท่านกล้าbr /br /ใช้ทรัพย์ส่วนรวมเพื่อประโยชน์คน - ท่านกล้าbr /br /ปูนบำเหน็จญาติมิตรที่กระทำความผิดบกพร่อง - ท่านกล้าbr /br /กล่าววาจาเป็นเท็จ - ท่านกล้าbr /br /มโนธรรมสำนึกท่านไม่เคยมี - ท่านกล้าbr /br /- ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้าbr /br /ท่านกล้าที่จะถูกจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตราบกาลนานเช่นนี้br /br /โดยที่อำนาจฉ้อฉลของท่านไม่อาจจะทำสิ่งใดได้เลยbr /br /- ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้าnbsp; - ท่านกล้า/p p style="margin-left: 120px;"nbsp;/p p style="margin-left: 120px;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WAAkuarAFe0" height="1" width="1" alt=""/

สนช.ผ่าน ร่าง กม.เกษตรพันธะสัญญา และแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

2 hours 52 min ago
pสนช. ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธะสัญญา หวังให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐาน พร้อมผ่านnbsp;ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฯ เป็นกฎหมาย หวังให้การบังคับคดีเร็วและมีประสิทธิภาพ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5834/30419968043_12ea2c52de.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/p p24 มี.ค. 2560 รายงานข่าวระบุวา วันนี้nbsp;(24 มี.ค.60)nbsp;การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)nbsp;ได้พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธะสัญญา พ.ศ. .... มีทั้งหมด 46 มาตรา โดย เป็นการพิจารณาต่อจากวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อใน มาตรา 4 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมในวรรคสามที่ระบุว่า ในกรณีเขตท้องที่ใดมีความจำเป็นต้องกำหนดให้การทำสัญญาการผลิตผลิตผล หรือ บริการทางการเกษตรประเภทใดต้องนำระบบเกษตรพันธสัญญาไปใช้กับบุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สองรายขึ้นไป ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งสมาชิก สนช. ประกอบด้วย นายกล้านรงค์ จันทิก nbsp;นายวันชัย ศารทูลทัต nbsp;และนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสองรายขึ้นไปจะขัดกับร่างเดิมที่กำหนดไว้เป็นสิบรายหรือไม่และเกรงว่าจะซ้ำซ้อนกันในเรื่องของการตีความ ซึ่งสิ่งที่กรรมาธิการชี้แจงไม่ชัดเจนว่าจะเกิดประโยชน์และมีความจำเป็นอย่างไรในอนาคต/p pวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ตั้งข้อสังเกตในมาตรา 39/1 วรรคสองที่ระบุว่า ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษหรือฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำว่า “ขจัดมลพิษ” ครอบคลุมถึงเรื่องน้ำเสีย อากาศและอื่นๆ ที่จะก่อให้เกิดมลพิษด้วยหรือไม่/p pกรรมาธิการ ชี้แจงว่า ถ้าระบุว่าหนึ่งรายจะขัดต่อคำนิยามของกฎหมาย เพราะสิบรายขึ้นไปจะต้องเข้าระบบเกษตรพันธสัญญาอยู่แล้ว แต่กรณีที่ไม่ถึงสิบรายต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งการทำสัญญาไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันและในท้องที่เดียว แต่เป็นการนับทั่วประเทศโดยไม่นับเรื่องเวลา นอกจากนี้ การที่ระบุไว้เช่นนั้นส่วนหนึ่งเป็นไปตามแผนตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่สามารถรองรับเกษตรกรที่ไม่ถึงสิบรายเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาในอนาคต ส่วนคำว่า “ขจัดมลพิษ” นั้น จะรวมถึงมลพิษทั้งหมดตามที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดทุกประการ อย่างไรก็ตามในที่สุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. .... ด้วยคะแนน 190 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไปnbsp;/p pสำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวnbsp;nbsp;มีจำนวน 46 มาตรา กรรมาธิการฯ มีการแก้ไข 28 มาตรา โดยเหตุผลของกฎหมายนี้ เนื่องจากประเทศไทยส่วนใหญ่นั้น มีอาชีพเกษตรกรรม และที่ผ่านมามีความพยายามที่จะพัฒนาการภาคเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้จึงมีสาระสำคัญ เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตรฐานขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและประเทศชาติจะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ/p h3span style="color:#0000cd;"ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมวิแพ่งฯnbsp;เป็นกฎหมาย/span/h3 pวันเดียวกัน สนช. ยังมีมติเห็นชอบประกาศใช้ร่างnbsp;พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นกฎหมายด้วยคะแนนเสียง 213 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 4 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 218 คน พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ/p pภัทรศักดิ์ วรรณแสง รองประธาน กมธ.วิสามัญฯ คนที่หนึ่ง ได้กล่าวชี้แจงว่า ภายหลัง กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว มีการแก้ไขบางมาตรา อาทิ กำหนดให้ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน จากเดิม 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับกรณีทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่จะขายหรือจำหน่ายมีสภาพเป็นของสดของเสียได้ หรือถ้าหน่วงช้าไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายจะเกิดส่วนแห่งค่าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายหรือจำหน่ายได้ทันทีโดยวิธีขายทอดตลาดหรือวิธีอื่นที่สมควร ทั้งนี้ กมธ.ได้ฝากข้อสังเกตข้อเสนอแนะให้หน่วยงานผู้บังคับใช้ร่างกฎหมายฉบับนี้เตรียมความพร้อมโดยการตรวจสอบกฎกระทรวง และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องว่ามีบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งกับร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งหากมีต้องเร่งดำเนินการแก้ไขบทบัญญัติและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกัน และเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบังคับคดีที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามกฎหมายใหม่ให้บุคลากรในหน่วยงาน และสังคมได้รับทราบ เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ/p pสำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่บางส่วนไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเป็นไปโดยล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี และเปิดโอกาสให้มีการประวิงคดี จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายดังกล่าวให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น/p pemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/view/58d4f647e3f8e480f98c8ce6"สำนักข่าวไทย/aและa href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7206#.WNT5HTuLTIU"เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GsPoXi_BWyA" height="1" width="1" alt=""/

วิบากกรรมไม่รู้จบของเกลืออีสาน

3 hours 15 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p pนับตั้งแต่การฟ้องคดีเมื่อปี 2548nbsp; ก็เป็นเวลาล่วงเลยมา 12 ปีแล้วnbsp; แต่ถ้านับตั้งแต่การต่อสู้ของชาวบ้านก็เป็นเวลาล่วงเลยมามากกว่า 26 ปีแล้ว ที่ความยุติธรรมของชาวบ้านหลายหมู่บ้านในเขตตำบลพังเทียม อำเภอพระทองคำ (อำเภอโนนไทยเดิม) จังหวัดนครราชสีมาได้รับจากศาลปกครองสูงสุดเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกที่ทุกข์ระทมมานานnbsp; ก็เพราะศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.219/2553nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อ.1188/2559 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2559 โดยแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้เพิกถอนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เฉพาะข้อ 2.3 ที่กำหนดให้บ้านโพนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอโนนไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอพระทองคำ) จังหวัดนครราชสีมา เป็นท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ตั้งแต่วันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ วันที่ 24 ตุลาคม 2534/p pและพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงฯฉบับเดียวกันnbsp; ที่ตั้งอยู่ในและนอกเขตท้องที่บ้านโพนไพลทั้งสิ้น 10 โรงงานnbsp; ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่อนุญาต/p pคดีนี้เริ่มต้นจากชาวบ้าน 22 คน จากหมู่บ้านทองหลางพัฒนา หมู่ที่ 19 ต.พังเทียม อ.พระทองคำ (อ.โนนไทย เดิม) จ.นครราชสีมาnbsp; ได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้ฟ้องคดีnbsp; เพราะเห็นว่าการประกอบกิจการทำเกลือสินเธาว์ในท้องที่หมู่บ้านโพนไพล หมู่ที่ 2 ในเขตท้องที่ตำบลเดียวกันnbsp; ทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรงnbsp; ชาวบ้านในหมู่บ้านทองหลางพัฒนาหลายครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจนไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติสุขได้nbsp; อันเนื่องจากโรงงานทำเกลือลักลอบปล่อยน้ำเสียลงไปในลำรางสาธารณะnbsp; และจากสภาพภูมิศาสตร์nbsp; หมู่บ้านโพนไพล หมู่ที่ 2 มีระดับพื้นที่สูงกว่าหมู่บ้านทองหลาง หมู่ที่ 6 และบ้านทองหลางพัฒนา หมู่ที่ 19nbsp; จึงทำให้น้ำเสียจากการทำเกลือไหลลงสู่ลำรางสาธารณะและกระจายสู่พื้นที่บ้านทองหลางและบ้านทองหลางพัฒนาซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรnbsp; ทำให้สภาพทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปnbsp; สัตว์ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติและพืชผักที่เป็นอาหารของคนและสัตว์ได้ลดจำนวนลงnbsp; ไม่สามารถใช้น้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติในการอุปโภค บริโภคnbsp; และไม่สามารถนำไปให้สัตว์เลี้ยงกินได้nbsp; ในฤดูแล้งน้ำในสระที่ชาวบ้านหมู่บ้านทองหลางพัฒนากักเก็บไว้เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภคและให้สัตว์เลี้ยงกินก็ไม่สามารถใช้ได้nbsp; เพราะน้ำมีความเค็มnbsp; อีกทั้งน้ำเสียดังกล่าวยังไหลลงสู่ที่นาnbsp; ทำให้ไร่นาของชาวบ้านหมู่บ้านทองหลางพัฒนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปnbsp; ไร่นาที่เคยให้ผลผลิตมากปัจจุบันผลผลิตตกต่ำมากnbsp;/p pถ้าย้อนดูตั้งแต่คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ที่วินิจฉัยไว้ได้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่าnbsp; ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดิน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2534 เป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายnbsp; และมีลักษณะที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรงnbsp; ซึ่งถือเสมือนว่าไม่มีการออกประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; ศาลจึงไม่จำต้องมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; เพราะประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัวnbsp; ทั้งนี้ โดยเทียบเคียงตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.47/2546/p pโดยศาลยกเหตุที่ว่า มาตรา 33 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 บัญญัติให้อำนาจกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกประกาศกำหนดจำนวนโรงงานแต่ละประเภทหรือชนิดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2512)nbsp; และบัญชีท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวที่จะอนุญาตให้ตั้งหรือขยายnbsp; หรือที่จะไม่อนุญาตให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งได้nbsp; แต่เมื่อพิจารณาประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวเห็นว่าประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวเป็นการออกประกาศเพื่อกำหนด ‘ท้องที่’ ที่จะอนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินnbsp; มิใช่เป็นการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อกำหนด ‘จำนวน’ โรงงานแต่ละประเภทหรือชนิดตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2512)nbsp; และบัญชีท้ายกฎกระทรวงดังกล่าวที่จะอนุญาตให้ตั้งหรือขยายnbsp; หรือที่จะไม่อนุญาตให้ตั้งหรือขยายในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งได้nbsp; จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวnbsp;/p pและกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติในการออกประกาศว่ากระทรวงอุตสาหกรรมต้องส่งร่างประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบnbsp; โดยที่มติ ครม. 9 กรกฎาคม 2534 เป็นมติ ครม. ที่ได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่และมาตรการในการควบคุมการทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดินnbsp; ซึ่งหลังจากที่ ครม. ได้เห็นชอบในหลักการดังกล่าวแล้วnbsp; กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าว โดยได้นำหลักการตามมติ ครม. 9​ กรกฎาคม 2534 มากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดินว่าเป็นพื้นที่ใดnbsp; อยู่ในตำบลnbsp; อำเภอnbsp; จังหวัดใดnbsp; ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นไปตามหลักการตามมติ ครม. ดังกล่าวnbsp; และกำหนดมาตรการในการควบคุมการทำเกลือจากน้ำเกลือใต้ดินnbsp; ก่อนที่จะนำประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 อีกคราหนึ่งnbsp; แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมิได้นำประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวไปให้ ครม. เห็นชอบก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2534nbsp; อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่มาตรา 33 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ได้กำหนดไว้แล้วnbsp; ประกาศกระทรวงฯฉบังดังกล่าวจึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่กล่าวไว้แล้ว/p pและเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายnbsp; ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินของทั้ง 10 โรงงานnbsp; ซึ่งเป็นใบอนุญาตที่ออกโดยอาศัยประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; จึงเป็นการออกใบอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย nbsp;/p pจึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ศาลปกครองสูงสุดแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้เพิกถอนประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวเฉพาะข้อ 2.3 ที่กำหนดให้บ้านโพนไพล ตำบลพังเทียม อำเภอโนนไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นอำเภอพระทองคำ) จังหวัดนครราชสีมา เป็นท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินเท่านั้น/p pส่วนการให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวทั้งสิ้น 10 โรงงานnbsp; ศาลปกครองสูงสุดยังพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเช่นเดิม/p pตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงส่งผลให้ยกเลิกโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินเฉพาะในเขตท้องที่บ้านโพนไพลเท่านั้นnbsp; แต่ไม่สามารถยกเลิกโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินในเขตท้องที่อื่น ๆ ของจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดอื่น ๆ ของภาคอีสานที่มีอยู่ในประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวทั้งหมดได้/p pชาวบ้านในหมู่บ้านมีความหวังว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทุกข์ทนมานานจากการทำเกลือของหลายโรงงานโดยรอบเขตท้องที่บ้านโพนไพลจะได้รับความสงบสุขอย่างถาวรเสียทีหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาnbsp; แต่มันก็เป็นเพียงความปลาบปลื้มดีใจที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ออกมาร่วมเฉลิมฉลองไชโยโห่ร้องกับชัยชนะจากการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่วันnbsp; เริ่มแรกก็นั่งเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่โรงงานเหล่านั้นที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตจะหยุดประกอบกิจการnbsp; แม้ว่าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาเกือบ 4 เดือน จึงได้ทำหนังสือเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 เตือนมายังโรงงานเหล่านั้นให้หยุดประกอบกิจการnbsp; มิฉะนั้นหากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมายโรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องnbsp; ก็เริ่มเห็นวี่แววในทางที่ดีว่ามีบางโรงงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็กหยุดประกอบกิจการnbsp; แต่ยังมีอีกหลายโรงงานซึ่งทั้งหมดเป็นโรงงานขนาดใหญ่ไม่ยอมหยุดประกอบกิจการnbsp; อาทิเช่นnbsp; บริษัท ศรีเอเซีย เคมิคอล จำกัด ทั้งโรงงาน 1 และโรงงาน 2 ที่ตั้งอยู่ในเขตบ้านโพนไพล หมู่ที่ 2 และบ้านทองหลาง หมู่ที่ 6 ตามลำดับnbsp; และบริษัท สยามทรัพย์มณี จำกัดnbsp; ซึ่งทั้งสองบริษัทมีความเกี่ยวพันเป็นพี่น้องกันทางสายเลือดและมีที่ดินโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่บ้านทองหลาง หมู่ที่ 6 ติดต่อกันnbsp; จึงทำให้มีข้อสังเกตจากชาวบ้านว่าอาจจะมีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างบริษัทศรีเอเซียฯที่อาจจะลักลอบสูบน้ำเกลือใต้ดินส่งให้แก่บริษัทสยามทรัพย์มณีฯnbsp; เพราะในขณะที่บริษัทสยามทรัพย์มณียังทำการผลิตเกลือเม็ดต่อไปโดยอ้างว่าซื้อน้ำเกลือมาจากท้องที่อื่น แต่ก็ไม่เห็นมีรถขนส่งน้ำเกลือวิ่งเข้า-ออกบริษัทแต่อย่างใดnbsp; ซึ่งเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงข้อบังคับของกฎหมายโดยอ้างว่าไม่ได้เป็นการสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินในเขตท้องที่บ้านโพนไพลตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใดnbsp; และการผลิตเกลือเม็ดก็อยู่นอกเหนือความหมายของการทำเกลือสินเธาว์ตามประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; เพราะเป็นอุตสาหกรรมรูปแบบเดียวกับการผลิตเกลือเม็ดของบริษัท เกลือพิมาย จำกัด ที่ตำบลกระเบื้องใหญ่nbsp; อ.พิมายnbsp; จ.นครราชสีมาnbsp; โดยนำน้ำเกลือไปพ่นผ่านความร้อนในท่อจนแห้งออกมาเป็นเกลือเม็ดnbsp; ต่างจากการทำเกลือสินเธาว์ที่ต้องต้มน้ำเกลือบนกระบะขนาดใหญ่หรือตากน้ำเกลือบนแปลงนาข้าวnbsp;/p pส่วนบริษัทศรีเอเซียฯก็อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายโดยสูบน้ำเกลือใต้ดินในเขตท้องที่บ้านทองหลางซึ่งเป็นคนละท้องที่กับบ้านโพนไพลตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้เพิกถอนประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวเฉพาะข้อ 2.3 ที่กำหนดให้บ้านโพนไพลเป็นท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินnbsp; อย่างไรเสียก็มีปัญหาทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติอยู่ดีnbsp; แต่กลับถูกละเลยเพิกเฉยจากหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องnbsp; เพราะประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวระบุเงื่อนไขไว้ชัดว่าไม่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินในเขตท้องที่นอกเหนือจากที่ได้ระบุไว้ในประกาศกระทรวงฯฉบังดังกล่าวnbsp; ซึ่งบ้านทองหลางเป็นเขตท้องที่ที่่ไม่ได้ถูกประกาศเอาไว้ในประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp;/p pล่าสุดบริษัทสยามทรัพย์มณีได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่nbsp; โดยขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ระบุให้ถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของตนnbsp; โดยยื่นขอเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 เพิ่มเข้ามาnbsp; ซึ่งศาลปกครองได้ประทับรับฟ้องเอาไว้เรียบร้อยแล้ว nbsp;/p pต่อมา แทบที่จะไม่ได้ยกภูเขาออกจากอกเลยnbsp; ความตึงเครียดครั้งใหม่ของชาวบ้านก็ได้ก่อตัวขึ้น อันเนื่องมาจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงฉบับใหม่เพื่อต้องการล้างมลทินให้กับโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้สามารถเปิดโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินเดินเครื่องต่อไปได้nbsp; โดยจัดทำ ‘-ร่าง- ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กําหนด จํานวน ขนาด และประเภทหรือชนิดของโรงงานทําเกลือสินเธาว์nbsp; และโรงงานสูบหรือนําน้ําเกลือขึ้นมาจากใต้ดินnbsp; ที่ไม่ให้ตั้งในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ....’ นี้ขึ้นมาเมื่อเดือนมกราคม 2560 เพื่อจะนำมาแทนที่ประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; ปัจจุบันร่างฯดังกล่าวอยู่ในมือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังทำเรื่องเสนอเข้า ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอยู่ในขณะนี้br /nbsp;/p h4strongปัญหาของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ต่อนิยาม ‘น้ำเกลือใต้ดิน’/strong/h4 pสาเหตุหนึ่งที่ กพร. ต้องร่างประกาศกระทรวงฉบับใหม่ขึ้นมาแทนที่ประกาศกระทรวงฉบับเก่าที่ถึงแม้ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาให้ยกเลิกประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวเฉพาะข้อ 2.3 ที่กำหนดให้บ้านโพนไพลเป็นท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินเท่านั้นก็ตามnbsp; แต่หากไม่ยกเลิกประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวทั้งฉบับก็อาจจะมีปัญหาการฟ้องร้องอีกหลายคดีจากชาวบ้านในพื้นที่อื่น ๆ ของภาคอีสานตามมาอย่างแน่นอนnbsp; รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นเองที่ว่าประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายnbsp; และมีลักษณะที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรงnbsp; ซึ่งถือเสมือนว่าไม่มีการออกประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; เพราะประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับตามกฎหมายอยู่ในตัวแล้วนั้นnbsp; ยังมีสถานะนำมาอ้างอิงได้ในกรณีการฟ้องคดีอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกมากมายของชาวบ้านในท้องที่ที่ถูกระบุเอาไว้ในประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวnbsp; ด้วยเหตุที่กล่าวมามันจึงส่งผลเกือบจะอัตโนมัติให้ประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวมีสภาพใช้การไม่ได้ทั่วประเทศหากไม่รีบทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงnbsp; เพื่อปิดโอกาสการฟ้องคดีของชาวบ้านในท้องที่อื่นnbsp; และไม่เปิดพื้นที่หรือโอกาสให้นำคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นมาอ้างอิงในการฟ้องคดีของชาวบ้านในท้องที่อื่นอีกnbsp; ทั้งนี้ ก็เพื่อทำให้สังคมหยุดหรือหันเหความสนใจในการวิพากษ์วิจารณ์ที่นำความเสียหายมาสู่หน่วยงาน กพร. เพื่อปิดบาดแผลความมักง่ายขององค์กร/p pอีกสาเหตุหนึ่งก็เพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากการกำหนดท้องที่ที่อนุญาตให้ตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินโดยใช้ ‘เขตปกครอง’ ซึ่งมีข้อผิดพลาดมากมายจนปล่อยปละละเลยโรงงานที่ตั้งอยู่นอกเขตท้องที่ในประกาศกระทรวงฯฉบับดังกล่าวให้ประกอบการได้โดยไม่บังคับเอาผิดnbsp; มาเป็นการใช้ ‘เขตแผนที่’ เป็นเกณฑ์แทนnbsp; เพราะเห็นว่ากฎเกณฑ์ใหม่นี้ตอบสนองหรือสอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการด้านธรณีวิทยาต่อแหล่งน้ำเกลือใต้ดินที่แม่นยำมากกว่า/p pแต่นั่นก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยnbsp; เพราะไม่ว่าจะเป็นการกำหนดท้องที่โดยใช้เขตปกครองหรือเขตแผนที่่ก็ไม่ได้ตอบคำถามสำคัญในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาวะอนามัยของประชาชนแต่อย่างใดnbsp; เหตุเพราะว่าถึงแม้จะตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือใต้ดินตามเขตท้องที่ที่กำหนดโดยเขตปกครองหรือเขตแผนที่ก็ตามnbsp; ผลกระทบที่เกิดจากความเค็มของเกลือและน้ำเกลือก็สามารถไหลออกนอกเขตท้องที่ที่กำหนดได้อยู่เสมอnbsp; รวมถึงหลักเกณฑ์ที่่ไม่ว่าจะกำหนดท้องที่ตามเขตปกครองหรือเขตแผนที่ก็มักพบเห็นว่าแหล่งเกลือหินใต้ดินซ้อนทับกับพื้นที่เกษตรกรรมบนผิวดินของชาวบ้านตามหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ อยู่เสมอเช่นเดียวกันnbsp;/p pในส่วนของกฎหมายแร่เองถึงแม้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 หรือ ‘กฎหมายแร่ฉบับใหม่’ จะถูกประกาศใช้และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2560nbsp; แต่ก็ยังไม่มีผลใช้บังคับจนกว่าจะล่วงเข้าเดือนกรกฎาคม 2560 หลังพ้นกำหนด 180 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาnbsp; ปัจจุบันจึงยังใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 หรือ ‘กฎหมายแร่ฉบับเก่า’ อยู่เช่นเดิมnbsp; แต่กฎหมายแร่ทั้งสองฉบับในส่วนที่เกี่ยวกับ ‘น้ำเกลือใต้ดิน’ ก็แทบไม่มีความแตกต่างกันnbsp; กล่าวคือnbsp; แม้กฎหมายแร่ฉบับใหม่จะตัดบทบัญญัติในหมวด 5 ทวิ การขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดิน ตั้งแต่มาตรา 91 ทวิ ถึงมาตรา 90 อัฎฐ ของกฎหมายแร่ฉบับเก่าทิ้งไปทั้งหมดnbsp; โดยไม่มีบทบัญญัติมาตราใดเกี่ยวกับน้ำเกลือใต้ดินหลงเหลืออยู่เลยnbsp; แต่เพียงแค่นิยาม ‘น้ำเกลือใต้ดิน’ ในมาตรา 4 ของกฎหมายแร่ทั้งสองฉบับเพียงมาตราเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ กพร. สามารถออกประกาศกระทรวงหรือไม่ออกประกาศกระทรวงเพื่อทำให้ ‘น้ำเกลือใต้ดิน’ มีสภาพยกเว้นไม่จัดว่าเป็นแร่ตามกฎหมายแร่ได้/p pnbsp;/p pstrongตารางเปรียบเทียบนิยาม ‘น้ำเกลือใต้ดิน’nbsp;/strongstrongระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กับพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560/strong/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 540px" tbody tr tdstrongมาตรา 4 nbsp;พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510/strong/td tdstrongมาตรา 4nbsp; พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560/strong/td /tr tr td“แร่”nbsp; หมายความว่าnbsp; ทรัพยากรธรณีที่เป็นอนินทรีย์วัตถุnbsp; มีส่วนประกอบทางเคมีกับลักษณะทางฟิสิกส์แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยnbsp; ไม่ว่าจะต้องถลุงหรือหลอมก่อนใช้หรือไม่nbsp; และหมายความรวมตลอดถึงถ่านหินnbsp; หินน้ำมันnbsp; หินอ่อนnbsp; โลหะและตะกรันที่ได้จากโลหกรรมnbsp; น้ำเกลือใต้ดินnbsp; หินซึ่งกฎกระทรวงกำหนดเป็นหินประดับหรือหินอุตสาหกรรมnbsp; และดินหรือทรายซึ่งกฎกระทรวงกำหนดเป็นดินอุตสาหกรรมหรือทรายอุตสาหกรรมnbsp; แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงน้ำเกลือสินเธาว์nbsp; ลูกรังnbsp; หินnbsp; ดินหรือทราย/td td“แร่”nbsp; หมายความว่าnbsp; ทรัพยากรธรณีที่เป็นอนินทรียวัตถุnbsp; มีส่วนประกอบทางเคมีกับลักษณะทางฟิสิกส์แน่นอนหรือเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยไม่ว่าจะต้องถลุงหรือหลอมก่อนใช้หรือไม่nbsp; และหมายความรวมตลอดถึงถ่านหินnbsp; หินน้ำมันnbsp; หินอ่อนnbsp; โลหะและตะกรันที่ได้จากโลหกรรมnbsp; น้ำเกลือใต้ดินnbsp; หินตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นหินประดับหรือหินอุตสาหกรรมnbsp; และดินหรือทรายตามที่กฎกระทรวงกำหนดเป็นดินอุตสาหกรรมหรือทรายอุตสาหกรรมnbsp; แต่ไม่รวมถึงน้ำnbsp; หรือเกลือสินเธาว์/td /tr tr td“น้ำเกลือใต้ดิน”nbsp; หมายความว่าnbsp; น้ำเกลือที่มีอยู่ใต้ดินตามธรรมชาติและมีความเข้มข้นของเกลือในปริมาณมากกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง/td td“น้ำเกลือใต้ดิน”nbsp; หมายความว่าnbsp; น้ำเกลือที่มีอยู่ใต้ดินตามธรรมชาติnbsp; และมีความเข้มข้นของเกลือในปริมาณมากกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด/td /tr /tbody /table pเดิมตามกฎหมายแร่ทั้งสองฉบับกำหนดให้ ‘น้ำเกลือใต้ดิน’ ถูกจัดเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่ต้องดำเนินการขออาชญาบัตรเพื่อสำรวจแร่และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่nbsp; และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แต่มีเทคนิคทางกฎหมายเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่จะทำให้น้ำเกลืิอใต้ดินพ้นสภาพการเป็นแร่ได้nbsp; นั่นคือnbsp; หนึ่ง-ออกประกาศกระทรวงกำหนดให้ความเข้มข้นของน้ำเกลือใต้ดินมีค่าสูงกว่าความเข้มข้นของน้ำเกลือที่มีอยู่ในใต้ดินตามธรรมชาติnbsp; เมื่อน้ำเกลือใต้ดินตามธรรมชาติมีค่าความเข้มข้นต่ำกว่าที่ประกาศกำหนดก็จัดได้ว่าน้ำเกลือใต้ดินตามธรรมชาติไม่เป็นแร่อีกต่อไปnbsp; สอง-ในด้านตรงข้ามก็ทำได้เช่นเดียวกันคือไม่ออกประกาศกระทรวงกำหนดค่าความเข้มข้นของน้ำเกลือใต้ดินnbsp; ปล่อยว่างไว้เช่นนั้นnbsp; เพียงเท่านี้ก็สามารถสูบน้ำเกลือใต้ดินตามธรรมชาติขึ้นมาโดยไม่จัดว่าเป็นแร่ได้nbsp; เพียงเท่านี้ในทั้งสองกรณีก็ทำให้การตั้งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือใต้ดินตามธรรมชาติขึ้นมาไม่ถูกจัดว่าเป็นแร่ที่ต้องดำเนินการขออาชญาบัตรเพื่อสำรวจแร่และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่nbsp; และไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แต่อย่างใดnbsp; โดยเลี่ยงเอากฎหมายโรงงานมาใช้บังคับแทน nbsp; nbsp;nbsp;/p h4br /strongต้นทุนราคาถูกnbsp; ชีวิตราคาถูก/strong/h4 pเกลืออีสานเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาลฝังอยู่ใต้ดินไม่ต่ำกว่า 18 ล้านล้านตันnbsp; นั่นคือตัวเลขปริมาณสำรองที่พิสูจน์เกือบจะแน่ชัดแล้วโดยนักวิชาการจากกรมทรัพยากรธรณีและ กพร.nbsp; โดยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญรองลงมาจากวัตถุดิบอื่นในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีnbsp; เช่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีปริมาณลดน้อยลงเรื่อย ๆnbsp; ต่างจากปริมาณสำรองเกลือในภาคอีสานที่มีปริมาณมหาศาลสามารถใช้งานได้อีกนานหลายร้อยปีnbsp; จึงถูกทำให้เป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมดังกล่าวnbsp; โดยละเลยความสำคัญอีกด้านหนึ่งของเกลือลงไปnbsp; นั่นคือnbsp; การเป็นวัตถุดิบที่มีความเป็นอันตรายสูงจากการนำขึ้นมาใช้nbsp; บทเรียนที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเสียวในเขตหนองบ่อ อ.บรบือ จ.มหาสารคามnbsp; เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วทำให้เห็นศักยภาพของวัตถุดิบชนิดนี้ที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดความล่มสลายทางวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นที่นั่น/p pทั้ง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบที่มีอันตรายสูงต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนnbsp; แต่รัฐและผู้ประกอบการกลับไม่ใส่ใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นnbsp; กลับวางมาตรการnbsp; กฎnbsp; ระเบียบnbsp; ข้อบังคับต่าง ๆ ในการดูแลเอาใจใส่ต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตประชาชนอย่างไม่เข้มงวดกวดขันnbsp; โดยเฉพาะมาตรการทางด้านราคาซื้อขายที่ถูกกดให้ต่ำมากnbsp; สภาวะเช่นนี้เองได้ทำให้ผู้ประกอบการผลิตเกลือในภาคอีสานไม่รับผิดชอบต่อปัญหาผลกระทบและความเสื่อมโทรมเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นnbsp; เนื่องจากไม่ยอมลงทุนป้องกันผลกระทบใด ๆnbsp; เพราะเกรงจะได้รับกำไรน้อยลงnbsp; มุ่งแต่จะกอบโกยหาผลประโยชน์ด้วยการกดราคาการจ้างงานและปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ในการต้มและทำนาเกลือให้ต่ำลงมาเป็นทอด ๆ/p pstrongเมื่อเกลืออีสานมีต้นทุนราคาถูกnbsp; จึงทำให้ชีวิตคนที่อยู่ในแหล่งโรงงานทำเกลือสินเธาว์และโรงงานสูบหรือนำน้ำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินมีราคาถูกตามไปด้วย/strong/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/REE4v5WtQKA" height="1" width="1" alt=""/

สนช.มีมติเห็นสมควรประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ เป็นกฎหมาย

3 hours 17 min ago
pสนช. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ตั้ง กก.แข่งขันทางการค้า 7 คน ด้าน สนช.สายเศรษฐกิจอัด ม. 51 ปมห้ามรวมธุรกิจที่ส่อผูกขาดหรือลดการแข่งขันเว้นแต่จะได้รับอนุญาต ด้าน กมธ.ยอมแก้แยกลดการแข่งขันกับผูกขาด ก่อนลงมติผ่านวาระ 2-3 เอกฉันท์ 200 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.radioparliament.net/parliament/uploads/news/org_5145831592.jpg" style="width: 500px; height: 252px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพnbsp;/spana href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7213#.WNT5GTuLTIU"span style="color:#ff8c00;"เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา/span/aspan style="color:#ff8c00;"nbsp;/span/p p24 มี.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่าnbsp;ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นสมควรประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ....ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียง 200 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 4 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 204 คน พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ/p pรายงานข่าวระบุด้วยว่า ก่อนลงมติ มีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับรูปแบบและพฤติกรรมการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ ให้มีคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จำนวน 7 คน ที่ต้องมีผลงาน ประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 10 ปีในสาขานิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงิน อุตสาหกรรม การบริหารธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค ที่จะเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า และยังกำหนดคุณสมบัติต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดๆในสถาบันหรือสมาคมซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หรือประโยชน์ร่วมกันทางการค้า โดยคณะกรรมการจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ/p pสำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีออกกฎกระทรวง ออกระเบียบ กำกับดูแลการประกอบธุรกิจและกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นรูปธรรม พิจารณากำหนดโทษปรับทางการปกครอง เป็นต้น ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการแช่งขันทางการค้าขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจและให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากเดิมสังกัดกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงาน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดในเรื่องการป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทั้งการกำหนดราคา เงื่อนไขในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจ การแทรกแซง และห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจที่ก่อให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ/p pสมาชิกในส่วนของ สนช.ที่เป็นสายธุรกิจ อาทิ สุพรรณ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อิสระ ว่องกุศลกิจ อดีตประธานหอการค้าไทย สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท คอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด สาธิต ชาญเชาวน์กุล อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้แสดงความไม่เห็นด้วยในมาตรา 51 ที่เป็นเรื่องของการควบรวมธุรกิจ ที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากเดิมที่กำหนดมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจอันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่ง กมธ.ฯ ได้มีการเติมข้อความตอนท้ายว่า ”เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ” ซึ่งหมายความว่า การรวมธุรกิจที่ทำให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันทุกประเภทหากจะรวมธุรกิจจะต้องมีการขออนุญาตจากคณะกรรมการก่อน นอกจากนี้ยังเพิ่มข้อความใหม่อีกหลายวรรคที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมธุรกิจbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /โดยส่วนใหญ่เห็นว่า การควบรวมธุรกิจเป็นเรื่องปกติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขั้น แต่ กมธ.กลับมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการจากร่างเดิมที่มาจากคณะรัฐมนตรี ที่เดิมนั้นได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบธุรกิจและคณะกรรมการประสานงานจนลงตัว แต่ กมธ.กลับมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้การควบรวมธุรกิจที่อาจเกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขัน ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และยกเลิกการแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจออกไป ซึ่งการทำแบบนี้ก็เหมือนเป็นการผูกขาดไปในตัวเพราะคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายจากธุรกิจและหากการไปขออนุญาตซึ่งจะมีการแจ้งข้อมูลต่างๆ ทางธุรกิจ อาจทำให้ความลับทางการค้าเกิดการรั่วไหล ทำให้คู่แข่งทางการค้ามีการได้เปรียบเสียเปรียบทันทีส่งต่อความเสียหายต่อธุรกิจ หรือทำให้ราคาหุ้นเกิดการเปลี่ยนแปลงbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าวได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาชิกยังคงยืนยันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.ฯ ทำให้ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้ขอพักการประชุมเพื่อให้ กมธ.ไปดำเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับการอภิปรายของสมาชิก ซึ่งหากไม่ทบทวนการที่จะผ่านมาตรานี้คงเป็นไปได้ยาก ซึ่ง กมธ.ก็ยินยอมไปปรับปรุงมาตราดังกล่าวใหม่ โดยให้สมาชิกที่อภิปรายและกมธ.มาหารือและปรับแก้ไข ซึ่งภายหลังการหารือนอกรอบ ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธาน กมธ.ฯ กล่าวว่า หลังจากการหารือ กมธ.ได้แก้ไขมาตรา 51 เป็น 2 ส่วนคือ 1. ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อคณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ และ 2. ให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่กระทำการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใดตลาดหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /พรนภา ไทยเจริญ อดีตคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ในฐานะ กมธ.ชี้แจงว่า กฎหมายการแข่งขันทางการค้าถือเป็นกฎหมายสากลที่ 133 ประเทศใช้บังคับโดยมีหลักการดูแลโครงสร้างและกำกับการควบรวมธุรกิจ เพื่อป้องกันการผูกขาดและลดการแข่งขัน อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้นที่จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ ในมาตรา 51 ที่มีการปรับปรุงนั้นจะไม่รวมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอี ที่จะไม่เข้าเกณฑ์หรืออยู่ในข่าย หรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีส่วนแบ่งการตลาด 30% หรือมียอดขายต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ก็ไม่ต้องทำอะไรและไม่ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจ แต่ในกรณีธุรกิจขนาดใหญ่เมื่อรวมแล้วเกิดการผูกขาด มีอำนาจเหนือตลาดและส่งผลกระทบต่อตลาดต้องมีการขออนุญาตก่อนbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;หลังจากการปรับแก้ไขมาตรา 51 เรียบร้อยแล้วไม่มีสมาชิกคนใดติดใจอีก จากนั้นก็ได้มีการพิจารณาเรียงลำดับรายมาตราจนเสร็จสิ้นครบ 89 มาตรา ที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 2 และลงเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 200 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป/p pnbsp;/p pemที่มา a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7213#.WNT5GTuLTIU"เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา/a และa href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000030224"ผู้จัดการออนไลน์/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yPfy_8N2Nqk" height="1" width="1" alt=""/

ข้อเสนอเก็บภาษีผลได้จากทุน เปลี่ยน ‘การเมืองเรื่องหุ้นชิน’ เป็น ‘นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ’

4 hours 17 min ago
pนักเศรษฐศาสตร์เสนอรัฐผลักดันการเก็บภาษีผลได้จากทุนหรือภาษีกำไรจากการขายหุ้นนโยบายลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สิน เพิ่มรายได้รัฐ เพิ่มเสถียรภาพตลาดหุ้นในระยะยาว อาจกระทบการลงทุน ต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำใหญ่กว่า เชื่อผลได้มากกว่าผลเสีย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2922/33577303436_a72ecf4eb1_z.jpg" style="width: 540px; height: 282px;" //p pทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กำไรจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเส็กกว่า 4 หมื่นล้านโดยไม่เสียภาษี เมื่อปี 2549 คือชนวนใหญ่ที่ทำให้เกิดการชุมนุมขับไล่และเรื้อรังเป็นปัญหาทางการเมืองจวบจนปัจจุบัน/p pประเด็นภาษีหุ้นชินคอร์ปเงียบหายไปนาน กระทั่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในครั้งนั้น เนื่องจากคดีกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคม 2560 กระแสจึงกลับมาอีกครั้ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกกับสื่อมวลชนว่าต้องใช้อภินิหารทางกฎหมายเพื่อเก็บภาษีก้อนนี้ ตามมาด้วยข่าวการเรียกเก็บภาษี 60 นักการเมือง นัยว่าเพื่อกลบกระแสการเลือกปฏิบัติ เลยต้องหว่านให้ถ้วนทั่ว/p pเป็นที่รู้กันดีว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หากผู้ขายได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น กำไรที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี แต่การขายหุ้นชินคอร์ปในครั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็เห็นว่ามีการวางขั้นตอนอย่างซับซ้อนเพื่อหลบเลี่ยงภาษี แต่นั่นไม่ใช้ประเด็นที่จะพูดคุยกันในที่นี้/p pหากไม่ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองที่มุ่งเล่นงานฝ่ายตรงข้ามแล้ว การหยิบยกเรื่องเก็บภาษีผลได้จากทุนหรือจากกำไรที่ได้จากการขายหุ้นก็ดูจะเป็นตัวเลือกเชิงนโยบายข้อหนึ่งที่พึงพิจารณา เพราะจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย/p pstrongเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มเสถียรภาพตลาด/strong/p pจากงานศึกษา ‘การสำรวจองค์ความรู้ภาษีผลได้จากทุนในตลาดหุ้น และข้อเสนอสำหรับประเทศไทย’ ของภาวิน ศิริประภานุกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การแปลงเงินเป็นหุ้นและปล่อยให้มูลค่าของหุ้นที่ถือเพิ่มขึ้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าวิธีการนี้ให้ผลประโยชน์โดยรวมต่อสังคมมากกว่าการนำเงินไปลงทุนในด้านอื่น ทำให้การถือครองหุ้นไม่ต่างกับการสะสมที่ดินเพื่อเก็งกำไรแต่อย่างใด อีกทั้งการศึกษาในต่างประเทศยังพบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นว่าการยกเว้นการเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นจะช่วยให้เพิ่มการออมและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ/p pในแง่มุมข้างต้น ทำให้คนมีเงินเก็บ มีรายได้สูง มีแต้มต่อในการสั่งสมความมั่งคั่ง การไม่เก็บภาษีจากผลได้ตรงนี้จึงเท่ากับซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ/p pประเด็นความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมองเห็นได้ชัดเจนในสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง แต่ภาวินยังมองอีกว่า การเก็บภาษีผลได้จากทุนจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะยาว เนื่องจากจะมีการนำระยะเวลาการถือครองหุ้นมาคิดคำนวน อัตราภาษีที่เก็บจากนักลงทุนระยะยาวที่ลงทุนจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะต่ำกว่านักลงทุนแบบเก็งกำไรที่ถือหุ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดนักเก็งกำไรในตลาดหุ้นลง ในระยะยาวราคาและผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพขึ้น ความผันผวนลดลง และนักลงทุนระยะยาวจะเข้ามาทดแทนสภาพคล่องที่หายไปในที่สุด/p pประเด็นคือแนวคิดข้างต้นกำลังพูดถึงการเก็งกำไรในตลาดหุ้น ซึ่งเมื่อขายได้กำไรก็ควรต้องเสียภาษี แต่ในความเป็นจริง กลุ่มตระกูลมหาเศรษฐีหุ้นไทยมิใช่กลุ่มที่ซื้อมาขายไปเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง หากเป็นการถือครองหุ้นโดยไม่มีการขายออกและปล่อยให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลา เมื่อไม่มีการขายหุ้นออกไปเพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างก็ไม่สามารถเก็บภาษีได้ แนวคิดภาษีผลได้จากทุนจึงอาจใช้ไม่ได้ผลกับกลุ่มนี้/p pประเด็นนี้ ภาวิน แสดงความเห็นว่า ตัวภาษีสามารถออกแบบเพื่อเก็บจากกลุ่มนี้ได้ อย่างการจัดเก็บเมื่อมีการโอนย้ายหุ้นให้กับทายาท เป็นต้น เพียงแต่ในปัจจุบันยังอาจยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนนัก/p pstrongยังไม่ถึงเวลาเก็บภาษีผลได้จากทุน/strong/p pด้านคนที่อยู่ในตลาดทุนมีมุมมองที่แตกต่างไปในเรื่องนี้ ข้อโต้แย้งหลักๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีผลได้จากทุนคือ/p p1.ตลาดทุนไทยยังไม่พัฒนาเพียงพอ การยกเว้นการเก็บภาษีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในตลาดทุน/p p2.การลงทุนในหุ้นอาจขาดทุนได้ การเลือกเก็บเฉพาะภาษีจากกำไรอาจไม่เป็นธรรม แต่ประเด็นนี้สามารถแก้ไขได้โดยหากนักลงทุนขาดทุนสามารถนำผลขาดทุนไปใช้หักลดหย่อนหรือคืนภาษีได้/p p3.จะทำให้จำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นลดลง สภาพคล่องลด ซึ่งจะกระทบให้การระดมทุนในตลาดหุ้นขาดประสิทธิภาพและมีต้นทุนสูงขึ้น/p p4.เป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เนื่องจากกำไรของบริษัทถูกหักภาษีไปแล้ว และเมื่อนำกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่นักลงทุนก็ถูกหักภาษีอีกรอบหนึ่ง หากยังเก็บจากส่วนต่างราคาหุ้นอีกย่อมเท่ากับเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนถึง 3 ครั้ง/p pอย่างไรก็ตาม ประเด็นสุดท้ายมีคำอธิบายว่า แม้ว่ากำไรของบริษัทที่จ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นถือว่าเก็บซ้ำซ้อนจริง แต่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นคือมูลค่าสะสมของทุนที่สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของบริษัท หุ้นจึงถือเป็นสินทรัพย์ การเก็บภาษีผลได้จากทุนจึงเป็นการเก็บภาษีสินทรัพย์เช่นเดียวกับการเก็บภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก/p pstrongผลักดันให้เป็นนโยบายถาวร/strong/p pภาวิน กล่าวกับประชาไทว่า หากจะจัดเก็บโดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สิน ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากคนที่อยู่ในตลาดทุนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจน การจัดเก็บภาษีจากคนกลุ่มนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงสมเหตุสมผล/p p“มองอีกมุมหนึ่งสำหรับคนที่ค้านก็มองในด้านประสิทธิภาพ เพราะถ้าเราจัดเก็บในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราไปไม่ได้จัดเก็บ มันจะกระทบกับเรื่องการลงทุนทันที ไม่ใช่กระทบทางตรง แต่จะกระทบในทางอ้อม คือจะเพิ่มต้นทุนการระดมทุนในภาพรวมของบริษัทในไทย ถ้าคนลงทุนในตลาดหุ้นน้อย ราคาจะตก บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นต้องอ้างอิงกับบริษัทที่อยู่ในตลาด จะทำให้ระดมทุนได้น้อย ขณะที่ต้นทุนยังใกล้เคียงของเดิม ต้นทุนต่อหน่วยของเงินที่ระดมได้จะสูงขึ้น/p p“บางคนก็คิดว่าต้นทุนมีความสำคัญมาก เพราะต้นทุนการเงินของเราสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ หากว่าตลาดทุนสูญเสียเรื่องนี้ไปอีกก็จะยิ่งทำให้เราเสียเปรียบประเทศรอบข้างขึ้นไปอีก”/p pแต่ความคิดของภาวินเห็นว่า เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว การเก็บภาษีผลได้จากทุนจะมีประโยชน์กว่า คือทั้งลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินและเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล/p p“ข้อถกเถียงเรื่องต้นทุนทางการเงินก็มีเหตุผลและเราอาจจะกระทบแน่ๆ แต่อยู่ที่ว่าเราจะให้น้ำหนักกับเรื่องไหนมากกว่ากัน ในมุมมองของผม ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองไทย และอาจสำคัญกว่าการสร้างความเติบโตด้วยซ้ำ เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตส่วนใหญ่เป็นคนฐานะดี การลดการจัดเก็บภาษีจากคนฐานะดี ถึงจะสร้างการเติบโตได้ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับประโยชน์”/p pส่วนกรณีการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป แม้ภาวินจะเห็นว่าควรต้องเก็บภาษี เพราะเป็นการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เพียงแค่ใช้วิธีกลวิธีที่ทำให้ดูเหมือนขายในตลาดเพื่อเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะใช้กระบวนการพิเศษเพื่อเล่นงานทางการเมืองเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่รัฐควรผลักดันการเก็บภาษีผลได้จากทุนเป็นนโยบายถาวรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินไปเลย/p pคำถามอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะกล้าเก็บภาษีจากคนรวยในตลาดหุ้นหรือไม่ ภาวินไม่ได้กล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6dm4TUmVkx4" height="1" width="1" alt=""/

กสม. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังพี่ชายชัยภูมิ ป่าแส ถูกขู่ถึงขั้นกระสุนปืนวางหน้าบ้าน

5 hours 18 min ago
pกรรมการสิทธิฯ เตรียมลงพื้นที่เกิดเหตุวิสามัญฯ ชัยภูมิ ป่าแส หลังรับเรื่องร้องเรียน กรณี ไมตรีnbsp;พี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิโดนคุกคามหนักถึงขั้นส่งกระสุนปืนมาวางหน้าบ้าน ส่วนปมวิสามัญชัยภูมิฯ กำลังรวบรวมข้อมูล รับใช้เวลานาน ต้องรอหลายฝ่าย/p div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2869/32806080703_39fc76ebbb.jpg" //div div style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3794/33236528100_719159c455.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ที่มาภาพ เพจnbsp;/spana data-ft="{quot;tnquot;:quot;kquot;}" data-hovercard="/ajax/hovercard/page.php?id=165027406990322" data-hovercard-prefer-more-content-show="1" href="https://www.facebook.com/nhrct/"span style="color:#ff8c00;"สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/div divnbsp;/div div24 มี.ค. 2560 วันนี้ ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงพื้นที่ติดตามกรณีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้คดีดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและโปร่งใส และสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่และคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวnbsp;/div divnbsp;/div divผู้สื้อข่าวประชาไท สัมภาษณ์ อังคณา นีละไพจิตร กสม.nbsp;เกี่ยวกับความคืบหน้าภายหลังจากรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดย อังคณา ชี้แจงว่า ทาง กสม. มีประเด็นที่จะตรวจสอบ 2 ประเด็น หนึ่ง ประเด็นการวิสามัญฯ ชัยภูมิ นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากต้องรอผลชันสูตร และเชิญเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบถามที่สำนักงาน โดยขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลกันอยู่/div divnbsp;/div divส่วน ประเด็นที่ สอง กรณีนักสิทธิมนุษยชนชาวลาหู่ คือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิ ที่กำลังถูกคุกคาม นั้น อังคณา ระบุว่า ตนได้รับแจ้งว่ามีการข่มขู่คุกคามด้วยการวางกระสุนปืนไว้หน้าบ้านไมตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน และทาง กสม. เป็นห่วงความปลอดภัยของไมตรี จึงจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยกระบวนการตรวจสอบจะดำเนินผ่านการลงพื้นที่เพื่อพบชาวบ้าน ผู้เสียหายเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70713" target="_blank"พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย #039;ชัยภูมิ#039; มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องยิงป้องกันตัว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70703" target="_blank"รายงาน: ‘วิสามัญฆาตกรรม’ เกินกว่าเหตุหรือไม่ ใครเป็นคนกำหนด/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/97-_Y_VbdkE" height="1" width="1" alt=""/

กสม.ตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงโคราช พบดูแลผู้ต้องขังตั้งครรภ์ครบวงจร

5 hours 47 min ago
pกสม. เผยที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา จนท.พาผู้ต้องขังไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล พบแพทย์ตามนัดและคลอดที่โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยและยังทำให้เด็กไม่ต้องระบุในใบแจ้งเกิดว่าคลอดที่ทัณฑสถานฯ พร้อมมีพี่เลี้ยงที่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาช่วยดูแล/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2874/33490209881_c9cdddc1ba.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา/span/p p24 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง ชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เชิงกัลยาณมิตร ที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3947/33236091010_b9d65cda4c.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/span/p pฉัตรสุดา ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ทางคณะฯ​ จะดูตั้งแต่สภาพทางกายภาพ เช่นโครงสร้างสถานที่ สถานที่โรงฝึกงาน สถานที่เยี่ยมของญาติ การบริการทางการแพทย์ รวมไปถึงประเด็นด้านเด็กในกรณีที ซึ่งเป็นประเด็นที่มักเป็นปัญหาในหลายๆ แห่ง โดยที่ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมานั้น เมื่อมีผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์เข้ามาภายในทัณฑสถานฯ ทางเจ้าหน้าที่จะพาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรวมถึงพาไปพบแพทย์ตามนัดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดคลอด ก็พาไปคลอดที่โรงพยาบาลนอกจากเพื่อความปลอดภัยของมารดาแล้ว ยังทำให้เด็กที่เกิดมาไม่ต้องระบุในใบแจ้งเกิดว่าคลอดที่ทัณฑสถานฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกของเด็กในอนาคตอีกด้วย/p pโดยเด็กทุกคนที่คลอดจากมารดาซึ่งเป็นผู้ต้องขัง จะได้รับวัคซีนครบถ้วนตามมาตรฐานของโรงพยาบาล และเมื่อกลับมายังทัณฑสถานฯ จะมีการแยกพื้นที่ให้เด็กได้อยู่กับมารดาเป็นสัดส่วนจากผู้ต้องขังในแดนต่างๆ และมีพี่เลี้ยงที่ได้ผ่านการฝึกอบรมมาช่วยดูแล และเน้นการให้เด็กได้ดื่มนมแม่เนื่องจากมีคุณประโยชน์และยังมีการให้นมผงช่วยเสริมโดยได้รับงบประมาณจากกรมราชทัณโดยมารดาซึ่งเป็นผู้ต้องขังสามารถอยู่กับบุตรได้จนถึงอายุ 1 ปี จากนั้นจะมีการติดต่อญาติให้มารับไปดูแล เพื่อการเจริญเติบโตของเด็กในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไป/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2867/33236091770_5fabbf358b.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/span/p pชาติชาย กล่าวว่า สำหรับเรือนจำหญิงในประเทศไทยต้องขอบคุณข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงเสนอเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง เนื่องจากมีความเปราะบางกว่าผู้ต้องขังชาย จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกและรวมทั้งยังถูกนำมาใช้จริงในทัณฑสถานหญิงในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ซึ่งหลักการนี้ทำให้การควบคุม การปฎิบัติ และแนวทางการดูแลผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยผู้ต้องขังหญิงจะได้รับการฝึกทั้งด้านความเป็นอยู่ ด้านจิตใจและฝึกอาชีพที่หลากหลาย ทั้งนี้ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมาถือเป็นต้นแบบที่ดีในการปฎิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ จากที่เรามาดูวันนี้จะเห็นได้ว่ามีการรักษาความสะอาดดีที่มาก มีกิจกรรมที่ค่อนข้างเป็นระบบ ก็ต้องชมเชยที่สามารถดูแลผู้ต้องขังหญิงได้เป็นอย่างดี มีเพียงบ้างเรื่องที่ยังต้องมีการพูดคุยกันในเกี่ยวกับการทำงานของผู้ต้องขังหลังจากพ้นโทษ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ควบคุมการประกอบอาชีพพนักงานนวด โดยต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะสามารถทำงานได้และผู้ที่มีประวัติการทำความผิดไม่สามารถเป็นผู้ประกอบกิจการสปาได้ ทำให้ถึงแม้จะผ่านการฝึกชีพมาแล้วจากในทัณฑสถานก็ยังไม่สามารถประกอบอาชีพได้/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2867/33236091500_736874ba22.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"สุดารัตน์ ภู่พันธ์ ผู้อำนวยการส่วนปกครองและทัณฑปฎิบัติ ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา/span/p pสุดารัตน์ ภู่พันธ์ ผู้อำนวยการส่วนปกครองและทัณฑปฎิบัติ ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา กล่าวว่า ที่ทัณฑสถานฯ จะมีการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานไปจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงการฝึกวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังจากความร่วมมือของหลายฝ่ายทั้งการศึกษานอกโรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมไปถึงวิทยาลัยการอาชีพปากช่องที่จะเข้ามาสอนอาชีพให้กับผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังที่นี่จะได้การฝึกทั้งวิชาชีพและแรงงานรับจาก ได้แก่การนวดแผนไทย ซัดรีดเสื้อผ้า ล้างรถ การทำสิ่งประดิษฐ์ ทำน้ำหอม เสริมสวย และวิชาการโรงแรม โดยผู้ต้องขังที่เหลือโทษน้อยกว่า 3 ปีครึ่ง จะได้รับโอกาสให้ออกไปทดลองฝึกอาชีพด้านนอก โดยบริเวณด้านหน้าทัณฑสถานจะมีร้านนวด ร้านล้างรถ เสริมสวย ร้านกาแฟ และร้านค้าขายสิ่งประดิษฐ์จากผู้ต้องขังและบริการโดยผู้ต้องขังหญิงที่ผ่านการฝึกอาชีพมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2895/33236090460_4fa503bcc8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"กิจกรรมสวตมนต์และนั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตใจของผู้ต้องขัง/span/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KM5THiIywZ8" height="1" width="1" alt=""/

กิจการประเภทการผลิตและจำหน่ายเลิกจ้างสูงสุดระหว่าง 1 ต.ค.2559- 28 ก.พ.2560

8 hours 25 min ago
divกสร. เผย 5 อันดับ กิจการที่มีการเลิกจ้างมากสุดในไทย 1 ต.ค. 2559- 28 ก.พ.2560 อันดับ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href="http://www.matichon.co.th/news/505382"มติชนออนไลน์/a รายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่านายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( กสร. ) กล่าวว่า สถานการณ์การเลิกจ้าง ในภาพรวมของประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล ที่เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐและให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ช่วยเหลือสถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ และธุรกิจ SMEs กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งนโยบายด้านอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวดีขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ/div divnbsp;/div divนายสุเมธ กล่าวว่า ในส่วนของการเลิกจ้างมีแนวโน้มลดลงโดยจะเห็นได้จากข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและมายื่นคำร้องลดลง โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการที่เลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด 172 แห่ง ลูกจ้างยื่นคำร้องรวม 4,290 คน เงินสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับรวม 123,149,121 บาท nbsp;สำหรับประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย คิดเป็นร้อยละ 41 nbsp;2. กิจการประเภทอื่นๆ เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 15 nbsp; 3. กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ คิดเป็นร้อยละ 11 nbsp;4. กิจการสื่อสารคมนาคม คิดเป็นร้อยละ 9 และ 5. กิจการก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 7 ทั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มเลิกจ้าง 4 แห่ง ลูกจ้างจำนวน 882 คน/div divnbsp;/div divอธิบดี กสร. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มีจำนวนลดลง โดยในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559 มีจำนวนอัตราการเลิกจ้าง 31,570 คน / 30,570 คน / 29,748 คน ลดลงตามลำดับ เดือนมกราคม 2560 มีจำนวน 29,076 คน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากภาพรวมแล้วสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างมีทิศทางที่ดีขึ้น/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YcN_mLsTYLE" height="1" width="1" alt=""/

ประธาน กกต. ไม่หวั่นหากถูกเซตซีโร่ มีชัย ชี้ 'กกต.จังหวัด' ทำให้เกิดข้อครหา

20 hours 11 min ago
pกกต. เข้าให้ข้อมูลต่อ กก.ศึกษาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ชี้ 'กกต.จังหวัด' มีความจำเป็น ด้าน 'มีชัย' สวนการมี กกต.จังหวัด ทำให้เกิดข้อครหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่nbsp;ประธาน กกต. ไม่กังวลหาก 5 กกต. ถูกเซตซีโร่/p p!--break--!--break--/p p23 มี.ค.2560 รายงานข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (23 มี.ค.) ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการศึกษาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)/p h3span style="color:#0000cd;"สมชัย ย้ำ 'กกต.จังหวัด' จำเป็น/span/h3 pสมชัย ย้ำว่า กกต.ยังยืนยันตามร่างเดิม ที่เห็นความจำเป็นของ กกต.จังหวัด ในการสนับสนุนงานการเลือกตั้ง แต่อาจปรับเปลี่ยนที่มา เพื่อให้ปลอดจากการเมือง โดยให้มาจากการสรรหา จากคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์ ทั้งการเลือกตั้ง การทำงานสืบสวนสอบสวน การบริหารงานองค์กร ภาคประชาสังคม และผู้ที่ให้การศึกษาภาคการเมืองกับประชาชน nbsp;และทำหน้าที่เสมือนบอร์ด ที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง จ่ายค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยง ไม่ใช่เป็นเงินเดือนเหมือนในอดีตnbsp;/p p“จะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งดูแล้วมีแนวโน้มว่า คณะกรรมการเห็นด้วยที่ยังคง กกต.จังหวัดเอาไว้ แต่ขณะเดียวกันจะให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 คน ไม่ต้องมากถึง 600 คน ตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอ เพื่อให้มาร่วมสนับสนุนการทำงานตรวจการเลือกตั้งในเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหา nbsp;เชื่อว่า จะทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริตเที่ยงธรรม” สมชัย กล่าว พร้อมระบุด้วยว่าnbsp;ขณะนี้ กกต. ยังรอให้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ nbsp;เพื่อยืนยันคุณสมบัติของ กกต.ที่เหลือ และรอการสรรหา กกต.ใหม่ให้ครบ 7 คน จึงจะจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่/p h3span style="color:#0000cd;"ประธาน กกต. ไม่กังวลหาก 5 กกต. ถูกเซตซีโร่/span/h3 pขณะที่ ประธาน กกต. กล่าวภายหลัง กกต. เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการศึกษาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง nbsp;สนช. ว่าหากมีการเซตซีโร่ กกต. ก็ไม่ได้กังวลใจ หากเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ nbsp;เพราะไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง มีหน้าที่อะไรก็ทำงานไปในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด nbsp;ตามคุณสมบัติที่ได้รับเลือกมาnbsp;/p p"กกต.ไม่ได้กังวลว่าเราจะอยู่หรือไป ถ้าเกิดเซตซีโร่แล้วบ้านเมืองดีขึ้นก็ยินดี nbsp;เพราะ กกต.เข้ามาเพื่อช่วยประเทศชาติให้การเลือกตั้งดีขึ้นเทียบเคียงนานาประเทศได้ อย่าไปกังวลเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง" ศุภชัย กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"มีชัย ชี้มี 'กกต.จังหวัด' ทำให้เกิดข้อครหา/span/h3 pด้านnbsp;มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กกต. เข้าให้ความเห็นต่อคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ยังคงยืนยันว่า มีความจำเป็นต้องมี กกต.จังหวัด เป็นบอร์ดดูแลการเลือกตั้งว่า ที่ผ่านมา กกต. เคยทำหนังสือมายัง กรธ. แต่ไม่มีข้อเสนอนี้ และก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่าการมี กกต.จังหวัด ทำให้เกิดข้อครหา วิพากษ์วิจารณ์ ถูกครอบงำจากการเมือง และการให้ กกต. จังหวัด มีอำนาจเหมือน กกต. ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ จึงได้ตัดส่วนนี้ออก/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.radioparliament.net/parliament/uploads/news/org_2128751929.jpg" style="width: 500px; height: 301px;" //p p style="text-align: center;"emspan style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพnbsp;/spanspan style="color:#ff8c00;"a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7205#.WNQMLDuLTIU"เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา/a/span/em/p pต่อข้อถามถึงการเสนอให้ กกต.จังหวัด มาจากการสรรหา ไม่ต้องยึดโยงกับข้าราชการ เพื่อให้ปลอดอิทธิพลการเมืองนั้น มีชัย เชื่อว่าหาได้ยาก ส่วนที่ว่าข้อเสนอต่างๆ จะสวนทางกับหลักการของ กรธ. หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ สนช. จะเป็นผู้พิจารณา และขอโอกาสให้ กรธ. ได้เข้าชี้แจงในวาระ 2 ที่เป็นการพิจารณารายมาตรา เพื่อชี้แจงเห็นผลของการแก้ไขว่าจะเป็นอย่างไร พร้อมยืนยัน ไม่กังวลต่อข้อเสนอขององค์กรอิสระต่างๆ ว่าจะเป็นการล็อบบี้ สนช. เพราะ กรธ. ก็มีสิทธิเข้าชี้แจง แต่สุดท้ายหากไม่เป็นไปตามหลักการของ กรธ. ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่ดีกว่า เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ที่ผ่านมา สนช. และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วยกับหลักการของ กรธ./p pnbsp;/p pemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"สำนักข่าวไทย/a และa href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=7205#.WNQMLDuLTIU"เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Orwwpat9ydA" height="1" width="1" alt=""/

คำพิพากศาล#3 ‘ละเมิดอำนาจศาล’ กฎหมายที่ทำให้เสรีภาพไปต่อไม่ได้

21 hours 17 min ago
pนักวิชาการร่วมวงวิพากษ์ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ถามเป็นการใช้ดุลพินิจที่กว้างขวางเกินไปหรือไม่ ด้านผู้วิจัยประเด็นนี้บอกเป็นกฎหมายลักษณะพิเศษที่ให้ศาลเริ่มเอง พิพากษาเอง ไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติ และยังไม่สามารถหาหลักเกณฑ์ใดๆ ได้ว่าละเมิดศาลเลยคืออะไร ปิยบุตรระบุการใช้กฎหมายในลักษณะที่ทำให้เสรีภาพไปต่อไม่ได้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2885/32765639354_d7088571b1_z.jpg" style="width: 540px; height: 304px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"งานเสวนา 'คำพิพากศาล' หัวข้อ การละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาล หมิ่นประมาทศาล จากขวาไปซ้าย สรชา สันตติรัตน์, สุดสงวน สุธีสร และภาสกร อินทุมาร/span/strong/p pงานเสวนา ‘คำพิพากศาล’จัดโดย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประเด็นหนึ่งที่กำลังเป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เกี่ยวกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่ขยายแดนออกมาเรื่อยๆ จึงมีการจัดเสวนาในหัวข้อ ‘การละเมิดอำนาจศาล ดูหมิ่นศาล หมิ่นประมาทศาล’ ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาคือสุดสงวน สุธีสร อดีตอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสรชา สันตติรัตน์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/p pสุดสงวนเล่าจากประสบการณ์ตรงที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือนฐานละเมิดอำนาจศาล หลังจากพ้นโทษเธอก็กลับไปดูเนื้อหากฎหมายฐานละเมิดอำนาจศาล เธอกล่าวว่า/p p“ในเรื่องการละเมิดอำนาจศาล ตนเองก็ยังมีประเด็นว่าเป็นการตีความหรือใช้ดุลพินิจที่กว้างขวางเกินไปหรือไม่ ถ้ามองตามหลักวิชา การใช้ดุลพินิจใดๆ ก็ตาม ต้องใช้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ”/p pสุดสงวน อธิบายว่า มาตราที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมี 4 มาตรา คือมาตรา 30, 31, 32 และ 33 โดยในมาตรา 30 กฎหมายระบุว่า ให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลที่เห็นจำเป็น เพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาล และเพื่อให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและเที่ยงธรรม อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึงการสั่งห้ามคู่ความ มิให้ดำเนินการพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือในทางประวิงให้ชักช้า หรือในทางฟุ่มเฟือยเกินสมควร/p p“กฎหมายกำหนดว่าศาลมีอำนาจกำหนดกับใคร เมื่อไหร่ ไม่ใช่กับทุกคน แต่ต้องเป็นคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกับบุคคลภายนอก ซึ่งเน้นว่าต้องอยู่ต่อหน้าศาลตามที่จำเป็น อาจารย์ถามว่าการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาลหมายถึงอะไร เราก็ต้องกลับไปดู ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 31 ว่าผู้ใดกระทำการใดๆ ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้คือขัดขืนไม่กำหนดตามข้อกำหนดของศาลตามมาตรา 30/p blockquotep style="text-align: center;"strong“ในเรื่องการละเมิดอำนาจศาล ตนเองก็ยังมีประเด็นว่าเป็นการตีความหรือใช้ดุลพินิจที่กว้างขวางเกินไปหรือไม่ ถ้ามองตามหลักวิชา การใช้ดุลพินิจใดๆ ก็ตาม ต้องใช้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายบัญญัติไว้ ไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ”/strong/p /blockquote p“แต่จะต้องต่อหน้าศาล ไม่ใช่เข้าไปปุ๊บก็จัดการเลย จึงไม่แน่ใจว่าเป็นดุลพินิจที่กว้างขวางเกินไปหรือไม่ เพราะการละเมิดอำนาจศาลต้องเน้นที่ตัวบุคคลที่ทำบริเวณศาลใช่หรือไม่ ซึ่งหมายถึงอะไร ศาลก็ต้องออกข้อกำหนดมาก่อนว่าอย่าทำบริเวณศาล/p p“และเมื่อดูจากซีซีทีวีวันนั้น ใครเป็นคนประพฤติตนไม่เรียบร้อย อาจารย์ถูกมองว่าเป็นแกนนำ เป็นคนพาคนไปที่นั่น ซึ่งจริงๆ อาจารย์ไปร่วม ก็อธิบายชัดเจน แล้วทำไมถึงต้องมาลงที่อาจารย์ เพราะถ้าดูซีซีทีวีจะเห็นชัดว่าอาจารย์ไม่ใช่คนที่โห่ร้อง อาจารย์เป็นคนห้ามด้วยซ้ำ”/p pนอกจากนี้ สุดสงวนยังตั้งข้อสังเกตจากกรณีของเธอที่ใช้วิธีอ่านคำพิพากษาโดยการฉีกจากซองออกมาอ่าน ทำให้เธอไม่รู้ว่าใครคือผู้พิพากษาในคดีของเธอ ซึ่งเธอกล่าวว่าในต่างประเทศ การอ่านคำพิพากษาจะต้องเป็นผู้พิพากษาในคดีนั้นอ่านต่อหน้าโจทกย์และจำเลย เพราะจะทำให้เกิดความรับผิดชอบ เธอตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า/p p“สิ่งที่อาจารย์ทำ บุคคลต้องอยู่หน้าศาลในห้องพิจารณาคดีหรือเปล่า ต้องทำอะไรจนเป็นการขัดขวางการพิจารณาคดีใช่หรือไม่ แต่อาจารย์อยู่ข้างนอก ไปเป็นเพื่อนประชาชน แล้วอาจารย์ทำตัวไม่เรียบร้อยตรงไหน”/p pด้านสรชา ผู้ทำการศึกษาประเด็นนี้ อธิบายว่า ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลปรากฏขึ้นในอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 โดยมีหลักคิดว่าศาลเป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์และเป็นประธานในห้องพิจารณาคดี ดังนั้น จึงต้องมีกฎหมายพิเศษหรืออำนาจพิเศษในการจัดการให้ห้องพิจารณาคดีมีความสงบและเป็นไปโดยเรียบร้อย เพื่อที่จะสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ ดังนั้น ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงเป็นความผิดที่ไม่มีทฤษฎีรองรับที่แน่นอน เป็นความผิดพิเศษที่ให้อำนาจศาลสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดโดยไม่จำเป็นต้องมีคนฟ้องร้องและสามารถลงโทษได้ทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ความในคดีเท่านั้น/p pความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมตั้งแต่ ร.ศ.127 ครั้นเมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งปี 2478 จึงถูกรวบรวมไว้เป็นความผิดเฉพาะในมาตรา 30-33 และเป็นบทบัญญัติที่ใช้กับคดีทุกประเภท ทุกชั้นศาล/p pงานชิ้นนี้ทำการศึกษาเหตุผลประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีละเมิดอำนาจศาล ตั้งแต่ปี 2475-2555 มีทั้งหมด 107 คดีเท่าที่ปรากฏในเว็บศาลฎีกา และได้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็มเพียง 16 ฉบับ/p p“หลักการพื้นฐานของความผิดฐานนี้” สรชา กล่าวเพิ่มเติม “เป็นความผิดที่ให้อำนาจศาลไว้เป็นพิเศษที่ทำให้ผู้พิพากษาไม่ต้องดำเนินตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น ไม่จำเป็นต้องมีทนายความ ไม่จำเป็นต้องมีการฟ้องร้อง ถ้าเป็นความผิดที่เกิดต่อหน้าศาล ศาลสามารถพิจารณาพิพากษา ณ ตอนนั้นได้เลย เพราะถือว่าความผิดละเมิดเป็นความผิดที่ศาลเป็นผู้เสียหาย เป็นความผิดต่อศาลโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อวิธีพิจารณาความละเมิดอำนาจศาลทั้งหมด/p p“ในการไต่สวนคดี ถ้าเป็นการละเมิดที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลจะเป็นวัน สต็อป เซอร์วิส ศาลเห็นเอง พิจารณาเอง พิพากษาเองได้ หากเป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดต่อหน้าศาล ศาลก็สามารถพิจารณาและสามารถค้นหา ไต่สวนข้อเท็จจริงลับหลังจำเลยได้ ทั้งเป็นดุลพินิจของศาลว่าการกระทำใดเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อย”/p pจากนั้น สรชาได้ยกตัวอย่างหลากหลายกรณี เช่น ในคำพิพากษาฎีกาปี 2549 เป็นคดีที่ฝากขังผู้ต้องหาในห้องคุมขังด้านล่างศาลเพื่อรอการพิจารณา เมื่อผู้พิพากษให้เจ้าหน้าที่ศาลไปตาม ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในห้องขัง แต่นั่งรออยู่ภายนอก สืบพบว่ามีการมอบเงินให้เจ้าหน้าที่เพื่อไม่ต้องเข้าไปอยู่ในห้องขัง ศาลจึงลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลต่อเจ้าหน้าที่เพราะถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เมื่อมีการต่อสู้ว่าตัวจำเลยไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณา ศาลก็ให้เหตุผลว่าอยู่ในบริเวณศาล/p pหรือตัวอย่างการพกพาอาวุธหรือวัตถุที่ไม่เหมาะสมเข้าไปในศาล เท่าที่ปรากฏจะมีฎีกาที่นำอาวุธปืนที่บรรจุกระสุนเข้าไปในบริเวณศาล ในส่วนอาวุธปืนบรรจุกระสุน เริ่มตั้งแต่ปี 2497 ทั้งสามศาลตัดสินเหมือนกันคือให้จำคุก 6 เดือน แม้ว่าจะเป็นปืนที่อยู่ในเสื้อผ้าปกปิด อีกกรณีหนึ่งศาลชั้นต้นให้จำคุก 6 เดือน อุทธรณ์ให้จำคุก 2 เดือน และศาลฎีกาให้จำคุก 2 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ ขณะที่อีกคดีหนึ่งพกปืนเข้าไปเช่นกัน แต่มีใบอนุญาต ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 3 เดือน ศาลฎีกาปรับ 500 และโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี สรชาตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมแบบเดียวกัน แต่มีการลงโทษไม่เท่ากัน/p blockquotep style="text-align: center;"strong“ทุกขั้นตอนของการดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา การไต่สวน การซักถามพยานหลักฐาน หรือการพิพากษาลงโทษ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เท่าที่ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาก็ยังไม่สามารถสรุปหลักอะไรได้เลย หากเราเป็นจำเลยในคดีนี้ก็จะคาดเดาค่อนยากว่าจะทำอย่างไร แนวทางการต่อสู้คดีแทบจะวางไม่ได้”/strong/p /blockquote p“มาตรา 30 ที่ให้ศาลออกข้อกำหนด กฎหมายบัญญัติไว้ว่าการออกข้อกำหนดจะทำได้ 2 กรณีคือ กรณีที่บุคคลเหล่านั้นอยู่ต่อหน้าศาล หากเป็นกรณีเพื่อรักษาความสงบหรือเพื่อให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปได้ด้วยความรวดเร็ว กรณีที่ 2 คือสั่งห้ามไม่ให้ประพฤติตนไปในทางก่อความรำคาญต่างๆ แต่ที่มักเป็นปัญหา มักมีคนไม่เข้าใจว่า อย่างไรจึงเรียกว่าการประพฤติตนไม่เรียบร้อย/p p“เท่าที่ศึกษามา ศาลบอกเหตุผลประกอบคำพิพากษาฎีกาว่าเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลเท่านั้นที่ศาลจะต้องออกข้อกำหนด ส่วนการประพฤติตนไม่เรียบร้อย ศาลไม่จำเป็นต้องออกข้อกำหนด หมายความว่าหากเป็นกรณีที่ศาลมองว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อย ศาลสามารถสั่งลงโทษได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการออกข้อกำหนดไว้ก่อน”/p pสรชา อธิบายว่า การประพฤติตนไม่เรียบร้อยตามคำพิพากษาฎีกาต่างๆ ได้ให้คำนิยามไว้ว่า คือการไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ในระเบียบตามที่กฎหมยกำหนดไว้หรือโดยจารีตประเพณี ส่วนคำว่าในบริเวณศาล หมายถึงตัวอาคารณ บริเวณพื้นที่ของศาล ตามธรรมดาแล้วน่าจะเป็นภายในรั้วของศาล แต่หากพฤติกรรมไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นทั้งในและนอกบริเวณศาล และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันมาก็ยังถือว่าเป็นในบริเวณศาล/p p“การขัดขืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะมีฎีกาที่บอกว่าพฤติการณ์เหล่านี้ละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ สองฎีกาแรกเป็นกรณีที่ยื่นคำร้องต่อศาลแล้วเขียนไม่โอเค เช่นรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม รู้สึกว่าศาลมีอคติ ศาลก็บอกให้แก้ไขข้อความ หากไม่แก้จะลงโทษละเมิดอำนาจศาล แต่ฎีกาปี 2478 คือยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษา ในฎีกาใช้คำว่าข้าหลวงยุติธรรม ใช้คำพูดว่า ผู้พิพากษาจดคำพยานผิดพลาด นั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะ ถ้าจะให้พิจารณาต่อไปจะทำให้ไม่ได้รับความยุติธรรม อันนี้ศาลพิจารณาเห็นว่าไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล”/p pส่วนคำพิพากษาฎีกาที่พูดถึงการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล เช่น ใช้รองเท้าตีกันในเวลาที่ศาลเปิดทำการ, การทำร้ายพยานโจทก์บริเวณข้างศาลนอกห้องพิจารณา, การทะเลาะวิวาทกันภายหลังศาลพิจารณา, ผู้คุมนักโทษถือไม้ไผ่เข้าไปในห้องควบคุมตัวผู้ต้องขังด้านล่างศาล แล้วก็ใช้ไม้ทำร้ายผู้ต้องขัง ศาลลงโทษว่าแม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่มีอำนาจทำ เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อย, การเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนหรือเปลี่ยนตัวจำเลยในขณะที่ศาลพิจารณาอยู่, การเติมข้อความลงไปในคำฟ้องหรือเป็นทนายว่าความในระหว่างที่ถูกพักใบอนุญาตว่าความ, การยื่นคำร้องขอเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษาและเขียนว่าศาลไม่ได้ดำเนินการพิจารณาไปโดยเที่ยงธรรม กลั่นแกล้งโจทก์เพราะมีอคติ เหล่านี้เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล/p pส่วนพฤติการณ์ที่ศาลให้เหตุผลว่าอยู่ในบริเวณศาล โดยหลักมักจะเป็นการเรียกรับเงินกันในบริเวณศาล ตั้งแต่ห้องควบคุมผู้ต้องหา ร้านขายอาหาร โรงอาหาร โต๊ะมานั่งแถวศาล จะถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เพราะถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล แต่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่บอกว่าไม่เป็นการละเมิดอำนาจศาลคือเรื่องการปลอมเอกสาร จะเห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่ปี 2542-2548 จะเห็นว่าการนำเอกสารปลอม โดยรู้ว่าปลอมไปยื่นต่อศาลถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล แต่คำพิพากษาศาลฎีกาปี 2546 กลับระบุว่า แม้จำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอมเอกสาร แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการปลอมนั้นเกิดขึ้นในบริเวณศาลจึงไม่ผิดฐานละเมิดอำนาจศาล/p pเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาฐานละเมิดอำนาจศาลสามารถสรุปหลักเกณฑ์อะไรได้ คำตอบของสรชาคือสรุปหลักเกณฑ์ไม่ได้เลย/p p“ทุกขั้นตอนของการดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา การไต่สวน การซักถามพยานหลักฐาน หรือการพิพากษาลงโทษ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เท่าที่ศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาก็ยังไม่สามารถสรุปหลักอะไรได้เลย หากเราเป็นจำเลยในคดีนี้ก็จะคาดเดาค่อนยากว่าจะทำอย่างไร แนวทางการต่อสู้คดีแทบจะวางไม่ได้”/p blockquotep style="text-align: center;"strong“เมื่อเกิดความไม่แน่นอน...ทำให้ผู้อยู่ในบังคับของกฎหมายไม่กล้าตัดสินใจดำเนินการใดๆ หรือไม่กล้าเลือกที่จะใช้เสรีภาพใดๆ เพราะไม่แน่ใจว่าใช้เสรีภาพแล้วจะถูกลงโทษหรือไม่...นี่คือการใช้กฎหมายในลักษณะที่ทำให้เสรีภาพไปต่อไม่ได้ เพราะคนที่มีเสรีภาพไม่กล้าใช้”/strong/p /blockquote pด้านปิยบุตร แสงกนกกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า/p p“ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมีลักษณะพิเศษ ถ้าดูหมิ่นศาลหรือหมิ่นประมาทศาลต้องใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ แต่พอเป็นละเมิดอำนาจศาล พูดง่ายๆ คือศาลชงเอง กินเอง เริ่มต้นเอง จบเอง ไต่สวนเองหมดเลย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมทำนองนี้ควรเป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง ไม่ควรต้องมี เพราะมีเจตนารมณ์เบื้องหลังของกฎหมายข้อนี้คือ หากกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินไป แล้วถูกขัดขวาง จนทำให้ศาลพิจารณาต่อไม่ได้ จึงต้องมีกฎหมายนี้เพื่อให้ศาลดำเนินการต่อได้/p p“แต่ที่อาจารย์สรชารวบรวมมาจะเห็นว่า มีการนำไปใช้กว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหามีอยู่คำหนึ่งคือประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล คำว่าประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อยหมายถึงอะไร โวยวายอยู่ในศาล ถ้าจะหมายถึงการชุมนุมก็คือไปบล็อกไม่ให้ศาลเข้ามาตัดสิน หรือปั่นป่วนในศาลจนดำเนินคดีไม่ได้ อย่างนี้น่าจะเข้าข่ายประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อย แต่ที่ผ่านมาตามแนวฎีกามีตั้งแต่เรื่องการให้สินบน การนำยาบ้าเข้ามา มันกระจัดกระจายไปหมด ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ไม่ควรรวมอยู่ในประพฤติปฏิบัติตนไม่เรียบร้อย”/p pปิยบุตร กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน ศาลยังขยายความคำว่า ในบริเวณศาล ออกไปรวมภายนอกด้วย เขายกตัวอย่างคำพิพากษศาลฎีกาปี 2559 โดยสรุปความว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาลงข้อความในเฟสบุ๊ค โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้ถูกกล่าวหา แต่เมื่อข้อความส่วนหนึ่งเกิดจากการถ่ายรูปบุคคลในบริเวณศาล เพื่อนำไปประกอบการแสดงข้อความเท็จที่แสดงต่อสาธารณชน ย่อมถือได้เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยบริเวณศาล มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ในมุมมองของเขาเห็นว่า กรณีนี้ไม่มีทางอยู่ในความหมายของคำว่าภายในบริเวณศาลได้เลย ซึ่งน่าคิดว่าขอบเขตของเรื่องนี้สุดท้ายแล้วจะอยู่ตรงไหน/p p“การให้สินบน การเอายาเสพติดเข้ามาในบริเวณศาล ถ้าไม่ถูกต้อง มันต้องใช้ช่องทางที่ถูกต้องมาจัดการ เช่น กฎหมายยาเสพติดหรือการให้สินบนเจ้าพนักงาน แต่ทำไมต้องใช้ละเมิดอำนาจศาล ผมก็คิดได้ข้อเดียวเท่านั้นคือเพราะเป็นความผิดลักษณะพิเศษที่ศาลเริ่มต้นเอง จบเองในตัว รวดเร็วทันใจ ถ้าใช้กระบวนการปกติอาจจะช้ากว่า/p p“เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจนในกฎหมายลักษณะนี้จะส่งผลอะไร มันส่งผลในแง่ที่ว่าทำให้ผู้อยู่ในบังคับของกฎหมายไม่กล้าตัดสินใจดำเนินการใดๆ หรือไม่กล้าเลือกที่จะใช้เสรีภาพใดๆ เพราะไม่แน่ใจว่าใช้เสรีภาพแล้วจะถูกลงโทษหรือไม่ เมื่อมีการตีความแบบนี้ เพิ่มบ้าง ลดบ้าง อย่ากระนั้นเลย เพื่อความปลอดภัยของตัวเองก็เซ็นเซอร์ตัวเองตั้งแต่ต้น นี่คือการใช้กฎหมายในลักษณะที่ทำให้เสรีภาพไปต่อไม่ได้ เพราะคนที่มีเสรีภาพไม่กล้าใช้”/p pปิยบุตร กล่าวว่า ในสังคมไทยมีการใช้กฎหมายลักษณะคล้ายๆ กันนี้อยู่กลุ่มหนึ่ง คือการใช้กฎหมายลงโทษบุคคลที่ใช้เสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่น ถ้าเป็นกรณีพระมหากษัตริย์ก็มีมาตรา 112 ซึ่งตอนนี้ขยายความไปไกลมาก ถ้าวิจารณ์พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้วิจารณ์อาจโดนมาตรา 116 ถ้าวิจารณ์ศาลก็อาจโดนละเมิดอำนาจศาล นี่ย่อมเท่ากับว่าองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐสำคัญๆ ทั้งหลายมีกฎหมายป้องกันตัวเอง/p p“ถ้าเราบอกว่าเราเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยจริง องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันเป็นเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์”/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70652" target="_blank"คำพิพากศาล#1 สาวตรี สุขศรี 112 กับกระบวนการยุติธรรมเชิงบังคับและสร้างความกลัว/a /div div class="field-item even" a href="https://prachatai.com/journal/2017/03/70673" target="_blank"คำพิพากศาล#2 ‘ไผ่ ดาวดิน’ กับสิทธิประกันตัวในคดี 112 สิทธิพื้นฐานที่ถูกเมินเฉย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ou3lD6BCGEU" height="1" width="1" alt=""/

การสอบครูผู้ช่วย โดยไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ว่าด้วยข้อสังเกตบางประการ

Thu, 23/03/2017 - 23:08
!--break--!--break-- p align="right"nbsp;/p pbr /strong1. รู้จักตำแหน่ง "ครูผู้ช่วย"/strong/p pสำหรับคนทั่วไปนั้นอาจไม่คุ้นกับคำว่า "ครูผู้ช่วย" เท่าใดนัก ตามกฎหมายแล้ว ครูผู้ช่วยเป็นตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา ก่อนจะขึ้นไปเป็นครู หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น ครูแรกบรรจุในช่วงทดลองงานในเวลา 2 ปี ซึ่งก็คือการก้าวขาไปเป็นครูในระบบราชการแล้วนั่นเอง ดังนั้น ครูผู้ช่วยจึงเป็นตำแหน่งที่เป็นประตูแห่งโอกาสทั้งในนามผู้ต้องการเป็นครูเอง สถาบันการศึกษาและนักเรียนที่จะได้รับบุคลากรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง/p pครูผู้ช่วย เกิดขึ้นจากem พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 nbsp;/emเกิดจากการที่ยกเลิกระบบ อาจารย์ 1 อาจารย์ 2 อาจารย์ 3 และให้มีเพียง ครูผู้ช่วย และครู แล้วบวกเพิ่มวิทยฐานะเข้าไป/p pnbsp;/p pstrong2. การสร้างครูให้เป็นองค์กรวิชาชีพ/strong/p pnbsp;ระบบการศึกษาเป็นที่คาดหวังของคนในสังคมไทยว่าจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าเทียบทันกับอารยประเทศ ทั้งยังเป็นแพะรับบาปถึงความล้าหลัง เมื่อมีเหตุการณ์เชิงประจักษ์ต่างๆ แสดงออกมา เช่น ผลคะแนนสอบที่ตกต่ำลง ฯลฯ ตัวแทนของระบบการศึกษาที่เลี่ยงไม่พ้นจะกล่าวถึง "ครู" ที่ต้องแบกรับภาระนี้ กระนั้นครูก็ตกเป็นเป้าของการโจมตี เมื่อตกเป็นข่าวต่างๆนานา ทั้งข้อเบาและหนัก ไม่ต่างจากข้าราชการอย่างตำรวจ หรือพระที่เป็นตัวแทนของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ปี 2557 จำนวนครูที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีมากถึง 402,412 คน จากจำนวนทั้งหมด 641,793 คนa href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""[2]/a ด้วยจำนวนบุคลากรมหาศาลนั้น จึงนำมาซึ่งปัญหาจากปริมาณที่มากนี้ไปด้วยnbsp;/p pบทบาทของครูนั้นค่อนข้างกว้างขวาง และครูก็มีประเภทที่แตกต่างกันไป หากแยกตามการสอน ในโรงเรียนประถมศึกษามีครูปฐมวัย, ครูสังคมศึกษา, ครูคณิตศาสตร์, ครูภาษาไทย, ครูภาษาอังกฤษ, ครูภาษาจีน, ครูศิลปะ, ครูพลศึกษา, ครูเกษตร, ครูงานบ้าน-งานประดิษฐ์, ครูวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ส่วนครูระดับมัธยมศึกษา ก็คล้ายกันแต่อาจเพิ่มเติมครูวิทยาศาสตร์ที่แยกไปตามสาขาเช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ในระดับประถม หรือมัธยมที่ขาดแคลน ครูคนเดียวอาจสอนหลายวิชา และเป็นทั้งครูประจำชั้นพร้อมกับการสอนวิชาอื่น หลายครั้งพบว่าการสอนไม่ตรงกับวุฒิครู เช่น ครูที่จบเกษตรมาต้องมารับภาระสอนวิชาคอมพิวเตอร์และสังคมศึกษา และครูในโรงเรียนนั้นก็มีหลายแบบ ตั้งแต่ครูที่เป็นข้าราชการทั้งครูใหม่อย่างครูผู้ช่วย ครูที่มีวิทยฐานะต่างๆ (สมัยก่อนคือ ตำแหน่งอาจารย์ 1, 2, 3) ผู้บริหาร ขณะที่ครูอัตราจ้างก็เป็นตำแหน่งชั่วคราวที่เป็นสัญญาระยะสั้น/p pเมื่อเทียบกับข้าราชการในสายอื่นๆอาจนับได้ว่า "หนัก" พอดู ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมทำให้อาชีพต่างๆขยายตัวมากขึ้น ทางเลือกของอาชีพจึงมีมากกว่าการเป็นครูnbsp; ปัญหานี้เป็นที่ตระหนักกันดีมาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ.2488 ที่รัฐบาลเห็นว่า ผู้มีความสามารถไม่ได้ทำอาชีพครูเหมือนเดิมแล้ว จึงตั้ง "คุรุสภา" ขึ้นมามีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เน้นเรื่องนโยบายการศึกษา วิชาการ วินัยครู และการรักษาผลประโยชน์ครู และกำหนดให้ครูต้องเป็นสมาชิกคุรุสภาa href="#_ftn3" name="_ftnref3" title=""[3]/a/p pแต่เดิมนั้นการดำรงอาชีพครูนั้นมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2546 ที่รัฐบาลไทยรักไทยผลักดันให้เกิด พระemราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. /emem2546/em ที่มีผลบังคับวิชาชีพครู เป็นวิชาชีพควบคุมที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนa href="#_ftn4" name="_ftnref4" title=""[4]/a ตั้งแต่นั้นมาผู้สอบบรรจุครู มีข้อบังคับว่าจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือพูดอีกแบบก็คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 15 ปีนี่เอง แม้ว่าจะมี emพระราชบัญญัติครู/emมาตั้งแต่ปี 2488 ต่างจากใบประกอบโรคศิลปะของแพทย์ (อย่างช้าในปี 2479 ตาม emพรบ.ควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2479/em) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (emพรบ.วิชาชีพวิศวกรรมnbsp; พ.ศ.2505/em), ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม (emพรบ.วิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ.2508/em) ที่เริ่มมาอย่างยาวนาน/p pความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องที่สำคัญก็คือ การปรับหลักสูตรให้สายครุศาสตร์ต้องเรียนเป็นเวลา 5 ปี นั่นคือวิชาการ 4 ปี บวกกับการฝึกสอนในโรงเรียนอีก 1 ปี เมื่อปี 2547a href="#_ftn5" name="_ftnref5" title=""[5]/a การออกแบบให้เรียนเช่นนี้ก็อ้างว่าเพื่อเสริมทักษะการสอนให้เข้มข้นมากขึ้น/p pnbsp;/p pstrong3. ชนชั้นของวิชาชีพ กับสถานะของครู/strong/p pดังที่กล่าวมาแล้วว่า การสร้างเขตแดนของวิชาชีพครูในนามของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้นเริ่มต้นได้ช้ากว่าวิชาชีพอื่นๆ ทั้งที่เป็นอาชีพที่มีบทบาทมาอย่างยาวนาน การเน้นความเป็นครูที่ตัวบุคคล จริยามารยาท และความเป็นครูที่ศักดิ์สิทธิ์ และผู้มีพระคุณจึงถูกตอกย้ำอยู่เสมอ ผ่านพิธีกรรมการไหว้ครูที่สืบเนื่องมาจากพิธีกรรมในสังคมจารีต ตำแหน่งแห่งที่ของครูจึงอยู่ท่ามกลางแนวคิดแบบเก่า และซ้อนทับกับสถานะของวิชาชีพในโลกสมัยใหม่/p pภาพของ "แสงเรืองๆ" และ "แม่พิมพ์" ที่เหนื่อยยากตรากตรำทำงานหนัก (เพลงแม่พิมพ์ของชาติ) แต่ภาพในเชิงธุรกิจก็คือ "ครูเป็นเรือจ้าง" (เพลงพระคุณที่สาม) กลับเป็นภาพในแง่ไม่ดีนัก ดังนั้นครูในอุดมคติ อาจนับเป็นคนดีในอุดมคติ อาจเทียบเคียงได้กับพระภิกษุที่เคยเป็นครูในสมัยโรงเรียนวัด/p pอย่างไรก็ตามสถานะของครู มิได้รับการยกระดับในเชิงนโยบายเท่าที่ควร โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ สถาบันฝึกหัดครู กว่าจะได้รับการยกระดับมาเป็นการเรียนการสอนระดับวิทยาลัยครู ก็ต้องรอจนถึงปี 2518 และหากมองด้วยแว่นของสังคมไทยที่เห็นว่า การเป็นมหาวิทยาลัยนั้นแสดงถึงความสูงส่งกว่าทางด้านระดับทางวิชาการ กว่าวิทยาลัยครูจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็ต้องรอจนถึงปี 2547 (ก่อนหน้านั้น ปี 2538 เป็นเพียงสถาบันราชภัฏ) ทุกวันนี้นับเป็นมหาวิทยาลัยระดับรองที่ไม่ได้อยู่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การได้รับการจัดสรรงบประมาณที่น้อยยิ่งกว่าน้อย หากเทียบในปี 2560a href="#_ftn6" name="_ftnref6" title=""[6]/a มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับงบประมาณ 13,933,378,100 บาท, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5,572,408,400บาท, ม.ธรรมศาสตร์ 3,790,583,600 บาท, ม.เชียงใหม่ 5,942,550,400 บาท ขณะที่ ม.ราชภัฏเชียงใหม่ 780,401,900 nbsp;บาท, ม.ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 396,126,100 บาท, ม.ราชภัฏนครรราชสีมา 539,805,500 บาท, ม.ราชภัฏนครศรีธรรมราช 603,833,000 บาท ม.ราชภัฏกาญจนบุรี ได้รับงบประมาณเพียง 364,469,100 บาท งบประมาณของ ม.มหิดลนั้นมีมากกว่า ม.ราชภัฏกาญจนบุรีถึงกว่า 38 เท่า/p pยังไม่นับว่า ม.ราชภัฏเหล่านี้ติดขัดระเบียบตามพระราชบัญญัติทำให้ไม่สามารถปรับตัวทางด้านธุรกิจได้ดีนัก บางแห่งที่มีความสนใจจะลงทุนก็เจอปัญหาระเบียบราชการ การแข่งขันในแง่นี้จึงยิ่งกลายเป็นปัญหาอีก งบประมาณที่น้อยจึงเป็นปัญหาโดยรากฐานที่สัมพันธ์กับศักยภาพการผลิตบัณฑิต งานวิจัยและองค์ความรู้ด้านการศึกษาให้มีความเป็นไปได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพสาขาอื่นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน/p pการเลือกเรียนครูในช่วงหนึ่งแล้วจึงเป็นอาชีพที่ไม่ใช่หมุดหมายของนักเรียนมากนัก เห็นได้ชัดจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในยุคก่อน วิชาชีพครูไม่ได้รับความนิยมเมื่อเทียบเท่ากับสายแพทย์ วิศวกร บัญชี เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2550 ที่คะแนนสอบเข้าสายศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดa href="#_ftn7" name="_ftnref7" title=""[7]/a/p pมิอาจปฏิเสธได้ว่า วิชาชีพครูที่เป็นข้าราชการนั้นมีมั่นคงสูง ได้รับความเคารพนับถือ มีเครดิตทางการเงิน และยังมีสวัสดิการแบบราชการที่ครอบคลุมถึงครอบครัว พื้นที่แห่งวิชาชีพนี้จึงมีลักษณะเป็นพื้นที่แห่งการแข่งขันโดยตัวของมันเองไปด้วย การปิดระบบด้วยการให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จึงทำให้ระบบดังกล่าวแคบลง โอกาสเข้าสู่งานในการสอบแข่งขันที่มีผู้เข้าแข่งขันน้อยรายจึงมีความเป็นไปได้มากกว่า นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในระยะหลังที่คะแนนสอบวิชาด้านนี้สูงขึ้น และการเข้าสอบแข่งขันเพื่อเรียนวิชาชีพครูในม.ราชภัฏต่างๆ ก็คึกคักขึ้นด้วย/p pการเรียน 5 ปี ก็ดี หรือการสอบครูโดยต้องมีใบประกอบวิชาชีพก็ดี เป็นข้อถกเถียงมาระยะหนึ่งในสังคมไทยถึงข้อดี ข้อเสียและการปรับเปลี่ยน ปี 2551 ได้มีผู้เสนอให้ผลิตครูที่มีคุณภาพเช่นในอดีตที่มีสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางในการผลิตครู คือ วิทยาลัยวิชาการศึกษา (College of education) โดยจัดตั้งตามภาคภูมิศาสตร์ ภาคละ 1 แห่ง โดยจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกa href="#_ftn8" name="_ftnref8" title=""[8]/a ปี 2554 ถึงกับมีการเสนอให้เรียนถึง 6 ปีแล้วได้วุฒิปริญญาโทไปด้วยa href="#_ftn9" name="_ftnref9" title=""[9]/a ข้อเสนอต่างๆ ยังไม่มีข้อยุติ จนกระทั่งเร็วๆนี้ที่รัฐบาลเผด็จการเข้ามาจัดการปฏิรูปการศึกษา/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;/p pstrong4. ปัญหาในการสอบครูผู้ช่วยเดิม และการแก้ปัญหาใหม่พร้อมกับการกระชับอำนาจ/strong/p pปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความวิตกเรื่องคุณภาพของครู และปัญหาครูขาดแคลนในบางสาขาวิชา รวมไปถึงปัญหาในการสอบครูผู้ช่วยเดิมนั้นดำรงอยู่จริง พบว่ามีการทุจริตการสอบครูผู้ช่วย เหตุการณ์ใหญ่โตที่รู้กันไปทั่วเกิดขึ้นเมื่อปี 2556a href="#_ftn10" name="_ftnref10" title=""[10]/a ยังพบว่ามีการเปิดสอบ และบรรจุครูที่ไม่สอดคล้องบัญชีผู้สอบได้ที่ขึ้นรอไว้อยู่ ทั้งที่มีกำหนดระยะเวลาที่ขึ้นบัญชีอยู่ราว 2 ปี ข้อมูลในปี 2559 พบว่า มีผู้ขึ้นบัญชีจำนวน 11,333 คน บรรจุได้ 3,854 คน สละสิทธิ์ 115 คนและคงเหลือจำนวน 7,364 คนa href="#_ftn11" name="_ftnref11" title=""[11]/a หรือปัญหาการรับสินบนเพื่อจัดการเรื่องย้ายบัญชีข้ามเขตพื้นที่a href="#_ftn12" name="_ftnref12" title=""[12]/a/p pหลายฝ่ายเห็นกันว่า เมื่อมีปัญหาเช่นนี้แล้ว ก็นับว่าต้นทางสู่การเป็นครูนั้นไม่สง่างาม โดยเฉพาะเมื่อเจอปัญหาทุจริต การวิ่งเต้น เล่นเส้นสาย จะเห็นได้ว่า หากมองจากสายตาที่ห่วงใย แวดวงการศึกษา บุคลากรครู โดยเฉพาะเรื่องครูผู้ช่วยนั้น มีเรื่องน่าหนักใจและน่าเป็นห่วง เช่นเดียวกับปัญหาทางการเมืองระดับประเทศ ในที่สุดการแก้ไขปัญหาก็มาด้วยอำนาจจากปากกระบอกปืน การปฏิรูปการศึกษามากับรัฐบาลเผด็จการ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาควบคุมระบบการศึกษาในหลายต่อหลายเรื่อง แต่ในกรณีครูผู้ช่วยนั้นเห็นได้ชัดจากการเข้ามาพยายามแทรกแซงการจัดสอบครูผู้ช่วย ด้วยการออกประกาศที่มีนัยว่า ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูก็มีสิทธิ์สอบครูผู้ช่วยได้เช่นกันa href="#_ftn13" name="_ftnref13" title=""[13]/a/p pแน่นอนว่า ประกาศนี้สร้างความขัดแย้งกันระหว่างผู้สนับสนุนและคัดค้าน โดยฝ่ายแรกก็ต้องการรักษาผลประโยชน์และสิทธิ์ของตน และเหตุผลทางวิชาชีพ ส่วนฝ่ายหลังก็ให้เหตุผลว่า การแข่งขันอย่างเปิดกว้างน่าจะเปิดโอกาสให้ได้ครูที่มีคุณภาพมากกว่า ซึ่งเป็นฐานความคิดร่วมกันของคนจำนวนมากที่รับทราบปัญหาการศึกษาว่ายากที่จะแก้ไขดังที่กล่าวมาเบื้องต้น ฝ่ายประธานประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ได้ออกมาโต้แย้งa href="#_ftn14" name="_ftnref14" title=""[14]/a ในวันเดียวกันรัฐบาลก็ประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาa href="#_ftn15" name="_ftnref15" title=""[15]/a มาตรา 44 จึงเป็นการสำแดงอำนาจขึ้นมาเพื่อรวบอำนาจการบริหาร โดยการปลด ก.ค.ศ. เดิมแล้วแต่งตั้งใหม่ ลดจำนวนจาก 31 เหลือ 15 คน ทั้งยังให้อำนาจอีกหลายประการซึ่งคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญในบทความนี้ ซึ่งการบริหารงานบุคคลถือเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งที่สัมพันธ์กับการสอบครูผู้ช่วยนั่นเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่คิดว่า นโยบายของตนนั้นประเสริฐที่สุด ทั้งที่เรื่องทั้งหลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ควรถกเถียงกัน ต่อรองกันว่าควรจะตัดสินใจร่วมกันอย่างไร แม้ระบบเดิมจะมีปัญหาเพียงใด ก็พึงจะตัดสินใจกันตามครรลองที่เป็นประชาธิปไตยและบรรยากาศถกเถียงที่เปิดกว้างกว่านี้/p pnbsp;/p pstrong5. ข้อเสนอ/strong/p pหลังจากรัฐบาลนี้หมดอายุไขลง ก็ควรจะเป็นเวลาที่เราควรจะทบทวนถึงประเด็นต่างๆของการศึกษา ในประเด็นว่าด้วยการสอบครูผู้ช่วยนั้น ยิ่งคงต้องถกเถียงกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านการให้สิทธิ์ผู้สอบที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และนโยบายที่ออกมาก็ควรจะต้องประกาศทิ้งช่วงเวลาให้ยาวนานกว่านี้ เช่น ประกาศเลยว่าอีก 5 ปีข้างหน้า นักศึกษาที่เรียนจบ 4 ปี ก็สามารถสอบครูได้ ใครยังต้องการเรียนครู 5 ปี ก็ยังทำได้อยู่และรัฐบาลอาจจะต้องมีแต้มต่อให้ หรือต้องให้พวกที่เรียน 4 ปีมีเงื่อนไขที่ต้องผ่านประสบการณ์ฝึกสอน หรือกระทั่งการปรับหลักสูตรเหลือ 4 ปีเท่ากัน หรืออาจต้องเป็นการผสมผสานกัน อย่างที่บอก การถกเถียงมันควรเกิดอย่างกว้างขวางและทำให้มันงอกเงยได้มากไปกว่านี้ ในแผ่นดินที่เปิดกว้าง แผ่นดินที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น./p pnbsp;/p pstrongเชิงอรรถ/strong/p div div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""[1]/aอาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง/p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""[2]/aสำนักงานสถิติแห่งชาติ. "จำนวนครู/อาจารย์ (แบบจัดชั้นเรียน) จำแนกตามสังกัด ทั่วราชอาณาจักร ปีการศึกษา 2549-2557". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://service.nso.go.th/nso/web/statseries/statseries06.html/p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""[3]/aคุรุสภา. "ความเป็นมา". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.ksp.or.th/ksp2013/profile/index.php?l=thamp;tid=2amp;mid=12amp;pid=10/p /div div id="ftn4" pa href="#_ftnref4" name="_ftn4" title=""[4]/a"พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546". emราชกิจจานุเบกษา/emem, /emเล่ม 120 ตอนที่ 52 ก, 11 มิถุนายน 2546, น.15/p /div div id="ftn5" pa href="#_ftnref5" name="_ftn5" title=""[5]/a สุรชัย เทียนขาว. "ทบทวนแนวทางการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน". emมติชนรายวัน/em (8 ธันวาคม 2551) อ้างถึงใน Wasawat Deemarn. "การผลิตครู 5 ปี กับ บทความ "ทบทวนแนวทางการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน" สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/228764/p /div div id="ftn6" pa href="#_ftnref6" name="_ftn6" title=""[6]/a"พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560". ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 133 ตอนที่ 84 ก, 23 กันยายน 2559, น./p /div div id="ftn7" pa href="#_ftnref7" name="_ftn7" title=""[7]/a มติชนออนไลน์. "แต้มแอดมิสชั่นส์ครุศาสตร์ พุ่งสูงกว่า"วิทยาศาสตร์-มนุษยศาสตร์" ปธ.คุรุสภาเผยคนเก่งเรียนครูเพิ่ม". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413805399 (20 ตุลาคม 2557)/p /div div id="ftn8" pa href="#_ftnref8" name="_ftn8" title=""[8]/a สุรชัย เทียนขาว. "ทบทวนแนวทางการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน". emมติชนรายวัน/em (8 ธันวาคม 2551) อ้างถึงใน Wasawat Deemarn. "การผลิตครู 5 ปี กับ บทความ "ทบทวนแนวทางการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน" สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/228764/p /div div id="ftn9" pa href="#_ftnref9" name="_ftn9" title=""[9]/a unigang. "ยกเลิกครูหลักสูตร5ปีในปี56". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.unigang.com/Article/12537/p /div div id="ftn10" pa href="#_ftnref10" name="_ftn10" title=""[10]/a คม ชัด ลึก. "เงินสะพัด200ล้านสอบทุจริตครูผู้ช่วย". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.komchadluek.net/news/edu-health/154966 (29 มีนาคม 2556)/p /div div id="ftn11" pa href="#_ftnref11" name="_ftn11" title=""[11]/a Thai Hot NEWS. "สรุปจำนวนผู้สอบแข่งขันได้ขึ้นบัญชี กศจ.ในการสอบครูผู้ช่วย พ.ศ.2558-2559". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.thai-hotnews.com/news/26663 (3 กุมภาพันธ์ 2560)/p /div div id="ftn12" pa href="#_ftnref12" name="_ftn12" title=""[12]/a กระทรวงศึกษาธิการ. "สพฐ.สั่งบัญชีครูยึดหลักพื้นที่ ถ้าข้ามเขตต้องให้ ก.ค.ศ.เห็นชอบ/หวังแก้ปัญหาเรียกรับเงินเมื่อขอย้าย". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=36693amp;Key=hotnews (28 เมษายน 2557)/p /div div id="ftn13" pa href="#_ftnref13" name="_ftn13" title=""[13]/a กระทรวงศึกษาธิการ. "สพฐ.สั่งบัญชีครูยึดหลักพื้นที่ ถ้าข้ามเขตต้องให้ ก.ค.ศ.เห็นชอบ/หวังแก้ปัญหาเรียกรับเงินเมื่อขอย้าย". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=36693amp;Key=hotnews (28 เมษายน 2557)/p /div div id="ftn14" pa href="#_ftnref14" name="_ftn14" title=""[14]/a มติชนออนไลน์. "ประธาน ส.ค.ศ.ท.ฉะ ศธ.เปิดกว้าง ป.ตรีทุกสาขาสอบครูได้ หวั่น น.ศ.เมินเรียน ‘ครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์’". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.matichon.co.th/news/503357 (21 มีนาคม 2560)/p /div div id="ftn15" pa href="#_ftnref15" name="_ftn15" title=""[15]/a กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. "สั่งม.44ปลดบอร์ดก.ค.ศ.ชุดเดิม รื้อระบบบริหารขรก.ครู". สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม 2560 จาก http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/746411 (21 มีนาคม 2560)/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0q4LhdMam2M" height="1" width="1" alt=""/

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: เล่าเรื่องสมัยแรกของจุฬาฯ ครบศตวรรษ

Thu, 23/03/2017 - 22:55
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2867/33607534455_7586b512ab_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 283px;" //p pbr /ตามประวัติความเป็นมานั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนามาจากโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยขั้นอุดมศึกษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2559 ตามปฏิทินแบบเก่าที่ขึ้นปีใหม่ในเดือนเมษายน ดังนั้น วันที่ 26 มีนาคม ปีนี้ จึงจะเป็นโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษของมหาวิทยาลัย ก็น่าที่จะต้องลองทบทวนบทบาททางสังคมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้/p pตั้งแต่เริ่มมีการสร้างระบบการศึกษาสมัยใหม่ในประเทศสยาม เป้าหมายสำคัญคือ การผลิตบุคคลเข้ามารับใช้ระบบราชการที่มีการปฏิรูปใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ระบบขุนนางแบบเก่าผลิตจำนวนคนได้ไม่พอเพียง และยิ่งกว่านั้น ระบบราชการสมัยใหม่ไม่ได้รองรับด้วยความรู้แบบจารีตประเพณีที่ศึกษาพระบาลีหรือศิลปศาสตร์ 18 ประการ แต่ต้องเป็นความรู้วิทยาการแบบตะวันตก จึงนำมาสู่การตั้งโรงเรียนแบบสมัยใหม่จำนวนมากในพระนคร และตามหัวเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางมณฑล โดยระยะแรกรับนักเรียนที่เป็นชาย เพราะผู้หญิงไม่มีสิทธิรับราชการเป็นขุนนาง ต่อมา จึงได้เริ่มมีการตั้งโรงเรียนสตรี เพื่อให้สตรีมีความรู้สมัยใหม่เป็นภรรยาที่เชิดหน้าชูตาของสามีที่เป็นข้าราชการbr /br /จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 6 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี(สนั่น เทพหัสดิน) ที่รับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ มีบทบาทสำคัญมากในการเสนอให้มีการตั้งสถาบันอุดมศึกษาขึ้นในประเทศสยาม แต่แนวคิดนี้ถูกคัดค้านอย่างหนัก เพราะเสนาบดีอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าโรงเรียนมหาดเล็กหลวงแบบเดิม ก็ผลิตข้าราชการได้อยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งมหาวิทยาลัยให้สิ้นเปลือง แต่ในที่สุดโครงการนี้ก็บรรลุผล เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯให้การสนับสนุนbr /br /เป้าหมายในขั้นแรกของมหาวิทยาลัย คือ การผลิตข้าราชการที่มีความรู้ใหม่มารองรับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และผลิตแพทย์สู่โรงพยาบาลของราชการ ดังนั้น ผู้ที่เข้าศึกษาในระยะแรก จึงเป็นกุลบุตรที่เป็นบุตรขุนนางและคหบดีและยังมีจำนวนไม่มากนัก ดังมีหลักฐานว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระยะแรกก่อตั้งนั้น มี 4 คณะ คือ คณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การสอนในขั้นแรกรับนักเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 เข้าเรียน จัดเป็นขั้นประกาศนียบัตร และในรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ.2460 นั้นมีมีผู้จบการศึกษา 45 คน เป็นชายทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นประกาศนียบัตรแพทย์ 37 คน รัฐประศาสนศาสน์ 6 คน และวิศวกรรม 2 คนbr /br /ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2466 มีการปรับปรุงการสอนคณะแพทยศาสตร์ขึ้นเป็นชั้นปริญญาตรี และเปลี่ยนคุณสมบัติผู้เข้าเรียนเป็นผู้ที่สอบได้มัธยมปีที่ 8 แพทย์ศาสตร์บัณฑิตจบรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ.2471 จำนวน 18 คน และเมื่อ พ.ศ.2472 ได้มีการเพิ่มการสอนในระดับประกาศนียบัตรครูมัธยมอักษรศาสตร์เรียน 2 ปี โดยมีนักเรียนรุ่นแรก 16 คน แต่กล่าวโดยรวมแล้ว ในระยะแรกของมหาวิทยาลัย อัตราการจบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยังน้อยมาก คือไม่เกิน 70 คนต่อปีbr /br /เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ก็ตื่นเต้นกับสถานการณ์นี้ด้วย เช่น อุบล คุวานเสน นิสิตอักษรศาสตร์ได้เล่าว่า เธอและเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ได้ขึ้นรถไปดูการปฏิวัติที่ลานพระบรมรูปทางม้า เห็นรถถังและทหารเต็มไปหมด เลยรู้สึกกลัวจึงกลับมาห้องเรียนตามเดิม ส่วน ผอบ วิโรจน์เพ็ชร ซึ่งจบการศึกษาแล้ว ขณะนั้น รับราชการเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูnbsp; เพ็ชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ถนนเพชรบุรี ก็ได้เดินจากโรงเรียนไปดูเหตุการณ์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเช่นกัน/p pปรากฏว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ได้นำมาซึ่งกระแสความตื่นตัวในเรื่องสิทธิของราษฎรที่จะเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองต้องการ ในกรณีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็คือ การที่นิสิตได้ประท้วงเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยยกระดับการศึกษาของคณะอื่นจากประกาศนียบัตร เป็นปริญญาตรีเช่นเดียวกับคณะแพทย์ศาสตร์ ในที่สุด รัฐบาลคณะราษฎรก็ได้ปรับหลักสูตรยกระดับการศึกษาคณะอื่นเป็นขั้นอนุปริญญาและในทีสุดเป็นขั้นปริญญาตรี โดยเริ่มจากปีการศึกษา 2476 ซึ่งจะทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นแหล่งผลิตปัญญาชนที่จะมีบทบาทในการให้ความรู้ทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นbr /br /พ.ศ.2479 พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม(แปลก ขีตตะสังคะ) รัฐมนตรีกลาโหม ได้เข้ารับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ขณะที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) รับตำแหน่งผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ.2477 ซึ่งในสมัยนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า กลุ่มผู้นำคณะราษฎรได้ให้ความสำคัญแก่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างมาก/p pต่อมาเมื่อ พ.ศ.2481 พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มมีเปลี่ยนแปลง เช่น การกำหนดให้มีเครื่องแบบนิสิตให้สอดคล้องกับนโยบายวัฒนธรรม แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2482 รัฐบาลคณะราษฎรได้ผลักดันให้ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่บริเวณตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จากถนนพระราม 1 ถึงถนนพระราม 4 เนื้อที่ 1196 ไร่ 32 ตารางวา ให้เป็นทรัพย์สินเพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งหมด เพราะแต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯยกที่ดินแปลงนี้ไว้ในบัญชีเลี้ยงชีพของบาทบริจาริกาของพระองค์ ดังนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงต้องจ่ายค่าเช่าให้ทรัพย์สินส่วนมหากษัตริย์โดยตลอด และผลจากกฎหมายยกที่ดินฉบับนี้ ทำให้จุฬาลงกรณ์ฯได้ครอบครองที่ดินอันมีค่า และกลายเป็นแหล่งสร้างทรัพย์สินอันมหาศาลให้กับมหาวิทยาลัยต่อมา/p pนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเข้ามีบทบาทางการเมืองครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาล พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม เคลื่อนไหวชาตินิยม โดยเรียกร้องดินแดนมณฑลบูรพาคืนจากฝรั่งเศส เริ่มเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2483 นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯได้จัดการเดินขบวนใหญ่จากมหาวิทยาลัยไปถึงกระทรวงกลาโหม เพื่อสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งการเรียกร้องนี้ต่อมาบรรลุผล เพราะใน พ.ศ.2484 รัฐบาลไทยได้ดินแดนคืนมาจากฝรั่งเศส 4 จังหวัด แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง รัฐบาลไทยต้องคืนดินแดนเหล่านี้ให้ฝรั่งเศส/p pหลังจากฝ่ายทหารยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2490 คณะรัฐประหารต้องการจะลดบทบาทด้านสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จึงเปิดคณะรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ.2491 ที่น่าสนใจคือ การย้อนยุคเป้าหมายการศึกษา เพราะในขณะที่เป้าหมายการศึกษาสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง อยู่ที่การมุ่งสร้างความรู้ในเรื่องประชาธิปไตยให้แก่สังคม ซึ่งจะเป็นข้าราชการในระบบใหม่ แต่เป้าหมายของคณะรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ยังย้อนยุคกลับไปสู่เป้าหมายแบบเดิม คือ การผลิตข้าราชการให้กับกระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการนำข้าราชการจากกระทรวงมหาดไทย มีเป็นอาจารย์พิเศษหลายคน และมีข้อตกลงให้บัณฑิตที่จบคณะรัฐศาสตร์ 3 รุ่นแรก จำนวนรุ่นละ 60 คน กระทรวงมหาดไทยจะรับเป็นปลัดอำเภอทั้งหมด ดังนั้น นิสิต 3 รุ่นนี้ จึงเป็นนิสิตชายหมด ไม่มีนิสิตหญิงเลย/p pนี่เป็นเรื่องเล่าพอหอมปากหอมคอของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสมัยแรก ฉบับหน้าจะมาเล่าต่อเรื่องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับขบวนการนักศึกษาครับ/p pbr /strongเผยแพร่ครั้งแรกใน: /strongโลกวันนี้วันสุข ฉบับ 608 วันที่ 18 มีนาคม 2560/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/toc335T98TI" height="1" width="1" alt=""/

อรอนงค์ ทิพย์พิมล: TU101 ประวัติศาสตร์ร่วมอาเซียนและปมประวัติศาสตร์บาดแผล

Thu, 23/03/2017 - 22:11
pอรอนงค์ ทิพย์พิมล บรรยายวิชา TU101 อธิบายลักษณะร่วมของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประวัติศาสตร์บาดแผล-ความขัดแย้งร่วมสมัย ตั้งแต่พิพาทดินแดน จนถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างโขนหรือผ้าบาติก แนะควรสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์ใหม่อาเซียนร่วมกัน ลดความเป็นรัฐ เพิ่มความเป็นประชาคมภูมิภาค แทนที่การเขียนประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/IAXtVpxBHjE" width="560"/iframe/p pspan style="color:#0000cd;"strongกดติดตามรับชมคลิปใหม่ๆ ที่/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"strong/strong/span/p script src="https://apis.google.com/js/platform.js"/scriptp/p div class="g-ytsubscribe" data-channel="prachatai" data-count="default" data-layout="full"nbsp;/div pnbsp;/p pspan style="text-align: center;"15 มี.ค. 2560 วิชา มธ 101 โลก อาเซียน และไทย เปิดบรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ร่วมของอาเซียน“ ณ ห้อง SC 1059 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมีอรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์เป็นผู้บรรยาย/span/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ประวัติศาสตร์ร่วม ประวัติศาสตร์เลือด: มายาคติระหว่างรัฐบนเส้นเวลาเดียวกัน/span/h3 pอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายถึงประวัติศาสตร์ที่ภูมิภาคอาเซียนมีร่วมกัน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยเป็นรัฐอาณาจักร ไม่มีเขตแดนพรมแดนแน่นอนต่างจากรัฐสมัยใหม่ อำนาจอาณาจักรไม่คงที่ ประเทศราชไม่ได้เป็นของใครซักคน การส่งบรรณาการเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองก็ทำกับหลายฝ่าย เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน สิ่งที่มีร่วมกันคือการค้าภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาค/p pภายหลังการปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคม ประเทศทั้งหลายในภูมิภาคเลือกสร้างประวัติศาสตร์เพื่อสร้างนิยามตัวตนแห่งชาติร่วมกัน โดยอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์สร้างความวุ่นวายและรอยร้าวในภูมิภาคมากที่สุด เกิดการสร้างกระแสรักชาติด้วยการสร้างศัตรูร่วมกันเพื่อให้คนในชาติรักกัน สร้างมายาคติต่อประเทศในภูมิภาค/p p“แต่ละประเทศมีศัตรูในประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกัน พม่ามีอังกฤษ ไทยก็มีพม่า กัมพูชามีไทยกับฝรั่งเศส ตำราเรียนฉบับกัมพูชามองสยามว่าเป็นมหาโจร โจรสยาม ส่วนตำราเรียนไทยก็มองกัมพูชาว่าเลี้ยงไม่เชื่อง ไว้ใจไม่ได้ ไทยมองลาวเป็นบ้านพี่เมืองน้อง มองลาวด้อยกว่า แต่ลาวเองก็เห็นไทยเป็นศักดินาสยาม”/p pnbsp;/p h3span style="color: rgb(0, 0, 205);"นาม “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” แพร่หลายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แท้จริงมีหลายชื่อเรียกมาแต่โบราณ/span/h3 pอรอนงค์ บรรยายว่า พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการนิยามกลุ่มรัฐสมัยใหม่ในรูปแบบหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง แท้ที่จริงภูมิภาคนี้เป็นที่รู้จักมานานแล้ว อินเดีย เรียกว่า สุวรรณภูมิ ตั้งแต่สมัยพุทธกาลในตำราพุทธศาสนา แปลว่า แผ่นดินแห่งทอง หมายถึงสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีพ่อค้า,พราหมณ์ที่เดินทางมาค้าขาย เผยแพร่ศาสนา nbsp;จีน เรียกว่า นานยาง (Southern Sea) มีประวัติศาสตร์การค้า การทูตมายาวนาน อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ พ่อค้ามลายู เรียก ดินแดนที่อยู่ใต้ลม (Land Below the Wind) เพราะว่าต้องอาศัยลมมรสุมในการเดินทางเข้ามา ส่วนญี่ปุ่นนั้นเรียกว่านามโป/p pในยุคอาณานิคม อินโดจีน เป็นนิยามของรัฐอาณานิคมฝรั่งเศส เวียดนาม ลาว กัมพูชา หมายถึงดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียและจีน รวมไปถึง ทฤษฎีโดย ยอร์จ เซเดส์ (George Coedes) ที่เรียกภูมิภาคนี้ว่า nbsp;รัฐแบบฮินดู หรือ อินเดียไกล (Greater/ Further India)เพราะเชื่อว่าแถบนี้ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม การเมืองระบบจารีต/p pแนวคิดเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่นั้น แต่เดิมเป็นศูนย์บัญชาการของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในขณะเดียวกันก็มีกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหราชอาณาจักรที่ต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่น ต่อมาในช่วงสงครามเย็นได้มีการก่อตั้ง Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) nbsp;ใน พ.ศ. 2497 เป็นองค์กรด้านความมั่นคงในภูมิภาคเพื่อต่อต้านการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ส่วนอาเซียนนั้นตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2510 มีอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และไทยเป็นสมาชิกก่อตั้ง เพื่อต่อต้านการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และมีผลงานชิ้นโบว์แดงก็คือการร่วมกันแสดงจุดยืนหยุดยั้งการรุกรานของเวียดนามในกัมพูชาเมื่อช่วงทศวรรษที่ 2530 โดยมีไทยเป็นหัวเรือใหญ่ ซึ่งหลังจากสงครามเย็น อาเซียนมีพัฒนาการทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับเสาหลักอีกสองเสา ได้แก่ เสาความมั่นคง การเมือง และเสาด้านสังคมวัฒนธรรม/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"สร้างชาติจากบาดแผล: เจ็บปวดตั้งแต่รบพุ่งกันจนถึงแย่งกันเป็นเจ้าของตำรับ ‘ท่าจีบ’/span/h3 h4 style="margin-left: 40px;"em“เหตุการณ์ที่กระแทกกระทั้นอารมณ์และจิตใจอย่างลึกซึ้ง และยังคงส่งผลสะเทือนยาวนานต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งต่อกลุ่มคนที่รับรู้และต่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการชำระสะสางให้กระจ่างเสียที เพราะมักเป็นโศกนาฏกรรมที่เหนือความคาดหมายหรือเกินกว่าจะอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลภายใต้ชุดวัฒนธรรมหรือศีลธรรมหนึ่งๆ ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้อย่าง “ลงตัว” อดีตอันเกิดจากความรุนแรงเหล่านี้ก็จะคาราคาซัง รบกวนจิตใจผู้คนต่อไป และมีอิทธิพลต่อความทรงจำของบุคคลและสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อการหล่อหลอมอัตลักษณ์ของสังคมนั้นๆ อย่างมาก” /em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"emธงชัย วินิจจะกูล (2539), “ความทรงจำกับประวัติศาสตร์บาดแผล : กรณีการปราบปรามนองเลือด 6 ตุลา 19” ใน รัฐศาสตร์สาร (19:3)/em/h4 pอรอนงค์ ให้ความหมายของประวัติศาสตร์บาดแผล โดยอธิบายจากคำบรรยายของธงชัย วินิจจะกูลว่า เป็นความทรงจำที่มีความรุนแรง โศกเศร้าเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ง่ายๆตามกรอบเหตุผลและศีลธรรมจรรยาชุดหนึ่งๆ เป็นภาวะลักลั่นว่า จะเผชิญหน้าอย่างไร คลี่คลายอย่างไร จะจำอย่างไรและจะลืมอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น กรณีเจ้าอนุวงศ์ ที่ประเทศลาวมองเป็นวีรบุรุษผู้ตั้งใจนำชาวลาวกลับจากสยามสู่บ้านเกิด ในขณะที่ไทยมองว่าเป็นกบฎ โดยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับประเทศลาว เพราะสมัยนั้นสยามได้ปราบเจ้าอนุวงศ์และนำมาขังประจานจนสิ้นพระชนม์ในฐานะของกบฎ นอกจากนี้ เหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2546 ที่ลุกลามบานปลายจากข่าวลือว่า กบ - สุวนันท์ คงยิ่ง กล่าวว่านครวัดเป็นของไทย แสดงให้เห็นถึงความบาดหมางที่ร้าวลึกในประวัติศาสตร์เรื่องความขัดแย้งเชิงพรมแดน/p pแม้แต่ในไทยเอง กรณีของไทย – ปาตานี ก็มีการต่อสู้เพื่อนิยามตัวตน ปาตานีถูกยึดเป็นอาณานิคมในรัฐสยาม และด้วยนโยบายชาตินิยมจากกรุงเทพฯ ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปตีความวิถีชีวิตของชาวมุสลิมภาคใต้ว่าไม่อารยะ ในปี พ.ศ. 2490 หะยีสุหลง ผู้นำและปัญญาชนในพื้นที่ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ความว่า/p h4 style="margin-left: 40px;"em1.ขอให้แต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจเต็มมาปกครองใน 4 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ให้มีอำนาจที่จะปลด ระงับ หรือโยกย้ายข้าราชการได้ บุคคลผู้นี้จักต้องถือกำเนิดในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งของ 4 จังหวัด และจักต้องได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนใน 4 จังหวัดนั้น/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em2.ข้าราชการใน 4 จังหวัดจักต้องเป็นมุสลิมจำนวน 80 %/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em3.ให้ใช้ภาษามลายูและภาษาไทยเป็นภาษาราชการของ 4 จังหวัด/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em4.ให้ภาษามลายูเป็นภาษากลางของการสอนในโรงเรียนชั้นประถมศึกษา/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em5.ให้ใช้กฎหมายมุสลิมในศาลศาสนา แยกออกไปจากศาลจังหวัด โดยมีผู้พิพากษามุสลิม (KATH) นั่งพิจารณาร่วมด้วย/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em6.ภาษีเงินได้และภาษีทั้งปวงที่เก็บจากประชาชนใน 4 จังหวัดจักต้องใช้จ่ายเฉพาะใน 4 จังหวัดเท่านั้น/em/h4 h4 style="margin-left: 40px;"em7.ให้จัดตั้งคณะกรรมการมุสลิมมีอำนาจเต็มในการดำเนินการเกี่ยวกับคนมุสลิมทุกเรื่อง โดยให้อยู่ในอำนาจสูงสุดของผู้นำตามข้อ 1/em/h4 pผลที่ตามมาคือ รัฐบาลไทยสมัยนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีการจับหะยีสุหลงไปคุมขัง หลังจากพ้นโทษแล้ว หะยีสุหลงได้หายสาบสูญไป นอกจากนี้ ยังมีการแย่งชิงมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการแย่งกันเป็นเจ้าของโขนและท่านาฏศิลป์ ‘จีบ’ ระหว่างไทยกับกัมพูชา การช่วงชิงความเป็นเจ้าของของผ้าบาติก การทำกริช การฟ้อนรำ แกงเนื้อ อังกะลุง ฯลฯ ระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซีย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของการรวมกันเป็นประชาคมอาเซียน/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ชำระประวัติศาสตร์ร่วมอย่างสร้างสรรค์ ทดแทนชาตินิยมด้วยประวัติศาสตร์ภูมิภาค/span/h3 pอรอนงค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีหลากหลายความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ร่วมกันในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการชำระประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยบรรจุมุมมองประวัติศาสตร์ของทุกประเทศไว้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่ศึกษารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในภูมิภาค “สมัยนี้มองเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไร เราไม่ใช่คนในยุคนั้น ใส่ทุกความจำเข้าไปเพื่อให้ประวัติศาสตร์บาดแผลที่หลอกหลอนนั้นได้รับการชำระ” ให้มีการจัดการพื้นที่พิพาทร่วมกัน ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันแทนที่จะแย่งกันเป็นเจ้าของ เนื่องจากภูมิภาคนี้มีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว/p pอีกความเห็นหนึ่งคือ การเปลี่ยนเนื้อหาประวัติศาสตร์การสร้างชาติของแต่ละประเทศเป็นประวัติศาสตร์อาเซียน โดยไม่เน้นการต่อสู้ทางการเมือง ลดการดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของอาณาจักร/รัฐ และเปลี่ยนเป็นประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยในพื้นที่ต่างๆ เช่น วิถีชีวิตของคนรอบนครวัดnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2893/33450008092_38f1ee58f6_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70501" target="_blank"เคท ครั้งพิบูลย์: TU101 เพศสภาพ เพศวิถีในสังคมไทย อาเซียน และโลก/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/02/70156" target="_blank"ดุลยภาค ปรีชารัชช: TU101 การเมืองเปรียบเทียบอุษาคเนย์-ทหารกับประชาธิปไตย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4w2MdNaHkV8" height="1" width="1" alt=""/

รายงานยูเอ็นชี้ว่าการเหยียด-กีดกัน คือสาเหตุหนึ่งของความไม่เท่าเทียมทั่วโลก

Thu, 23/03/2017 - 21:35
pในรายงานเรื่องการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติระบุว่าถึงแม้โดยรวมการพัฒนามนุษย์จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 27 ปีที่แล้วแต่ยังคงมีปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียม หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนถูกกีดกันจากการมีส่วรร่วมทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเพราะการเหยียดอัตลักษณ์ เช่น การเหยียดชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือชนชั้นวรรณะ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3177/3028515993_5d58869330_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ที่มาของภาพประกอบ: Flickr/John Nakamura Remy/spana href="https://www.flickr.com/photos/mindonfire/3028515993"span style="color:#ff8c00;"Flickr/span/aspan style="color:#ff8c00;"/สัญญาอนุญาต CC BY-S.A 2.0/span/strong/p pสหประชาชาติออกรายงานเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2560 ระบุว่าถึงแม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาโลกเรามีพัฒนาการที่น่าประทับใจ แต่คนจำนวนมากก็ยังคงไม่ได้รับประโยชน์จากพัฒนาการนี้เนื่องจากการเหยียดและกีดกัน/p pในรายงานการพัฒนามนุษย์ปี 2560 ของสหประชาชาติระบุว่าการพัฒนามนุษย์โดยรวมแล้วมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกภูมิภาคของโลกเมื่อเทียบกับปี 2533 แต่ถึงแม้จะมีพัฒนาการทั่วๆ ไป แต่ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันก็ยังคงอยู่/p pเฮเลน คลาร์ก ผู้จัดการโครงการพัฒนาของสหประชาชาติรายงานว่า ถึงแม้จะมีการพัฒนาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาและสุขอนามัยโดยรวมๆ เพิ่มมากขึ้นและการให้โอกาสผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ปัญหาความยากจนและการกีดกันก็ยังคงอยู่แม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยที่มีคนมากกว่า 300 ล้านคน รวมถึงเด็ก 1 ใน 3 มีชีวิตอยู่ในสภาพที่เอนไปในทางยากจน/p pเรื่องของความยากจนและการกีดกันมักจะมีสาเหตุมาจากเรื่องการเหยียดอัตลักษณ์ต่างๆ (discrimination) อย่างเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดเพศสภาพ การเหยียดสถานะความเป็นผู้อพยพ ความเป็นชนพื้นเมือง เป็นคนพิการ หรือแม้กระทั่งชนชั้นวรรณะหรือสิ่งที่ถูกมองเป็นชนชั้นล่างทางสังคม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มักจะถูกกดให้อยู่ภายใต้ความยากจนมากกว่า/p pคลาร์กกล่าวว่าควรมีการแก้ปัญหาด้วยการขจัดกฎหมายและบรรทัดฐานทางสังคมที่มีลักษณะการเหยียดหรือกีดกันอย่างลึกๆ และตราตรึงในสังคม รวมถึงต้องมีการพูดถึงปัญหาเรื่องผู้คนมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งฉุดรั้งความก้าวหน้าสำหรับผู้คนจำนวนมาก/p pยูเอ็นยังพูดถึงเรื่องที่โดยรวมแล้วผู้หญิงและเด็กผู้หญิงยังคงถูกกีดกัน ใน 18 ประเทศยังคงมีกฎห้ามไม่ให้ผู้หญิงทำงานถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจากสามี รวมถึงจำนวนประชากรผู้หญิงลดลงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเนื่องจากการเหยียดเพศหญิงจนทำให้เกิดการบีบให้ทำแท้งเฉพาะเพศหญิงและสังหารทารกเพศหญิงในบางพื้นที่/p pเซลิม ยาฮาน ผู้อำนวยการสำนักงานรายงานเรื่องการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ (HDRO) กล่าวว่า "พวกเราให้ความสนใจกับค่าเฉลี่ยระดับชาติมากเกินไป ซึ่งเป็นการปกปิดมองไม่เห็นชีวิตของผู้คนที่มีความแตกต่างกันมาก" จึงเสนอให้มีการสำรวจคนท่ถูกกีดกันออกไปด้วยและหาสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงถูกกีดกัน/p pรายงานของสหประชาชาติยังระบุถึงเรื่องคนที่ถูกไล่ที่ เช่น กลุ่มชนพื้นเมืองในบราซิลหลายชาติพันธุ์ที่รวมแล้วมากกว่า 25,000 คน ถูกไล่ที่เพื่อทำการก่อสร้างเขื่อน โดยที่การบังคับย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ทำให้เกิดความแตกแยกของชุมชนและบีบให้กลุ่มชนพื้นเมืองต้องย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง/p pspan style="color: rgb(0, 0, 205);"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color: rgb(0, 0, 205);"Discrimination Compounds Global Inequality: UN Report, /spana href="http://www.ipsnews.net/2017/03/discrimination-compounds-global-inequality-un-report/"span style="color:#0000cd;"IPS News/span/aspan style="color: rgb(0, 0, 205);", 22-03-2017/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mMSpzxrOz_A" height="1" width="1" alt=""/

เฟซบุ๊กเริ่มทดลองระบบแจ้งเตือน 'ข่าวปลอม' ในบางพื้นที่

Thu, 23/03/2017 - 20:52
pเฟซบุ๊กเริ่มทดสอบนำระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเว็บภายนอกมาใช้เพื่อต่อกรกับข่าวปลอมด้วยการออกข้อความเตือนผู้ใช้ว่าเนื้อหาหนึ่งๆ ยังเป็น "เนื้อหาที่ถูกโต้แย้ง" และแนะนำเว็บให้เข้าไปเช็คข้อเท็จจริง จากที่ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ว่าจะร่วมมือกับเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ผ่านโซเชียลมีเดียของพวกเขา/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2842/33448911502_c1b665c428_z.jpg" style="width: 560px; height: 406px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ที่มาของภาพประกอบ: Pixelkult//spana href="https://pixabay.com/p-998990/?no_redirect"span style="color:#ff8c00;"Pixabay/span/a/strong/p pเนื้อหาแจ้งเตือนดังกล่าวมีคนพบหลังจากพยายามแชร์ลิงค์ข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนอ้างว่าเคยมีการนำชาวไอร์แลนด์เข้าสู่สหรัฐฯ หลายแสนคนในฐานะการค้าทาส โดยปรากฎข้อความข้างใต้ลิงค์ข่าวว่าเนื้อหาของข่าวนี้ถูกโต้แย้งโดยเว็บไซต์ Snopes.com และสำนักข่าวเอพี/p pอย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยพยายามแชร์ลิงค์แบบเดียวกันกลับไม่พบว่ามีข้อความดังกล่าวขึ้น โดยเดอะการ์เดียนรายงานว่าข้อความดังกล่าวจะปรากฏให้เห็นเฉพาะกับผู้ใช้บางคนเท่านั้น เช่น เมื่อผู้สื่อข่าวในซานฟรานซิสโกทดลองโพสต์ลิงค์ข่าว "ทาสจากไอร์แลนด์" จะพบข้อความเตือนแต่ผู้ใช้ในซิดนีย์และลอนดอนจะไม่พบข้อความเตือนดังกล่าว โดยเฟซบุ๊กยังมีระบบแจ้งเตือน "ข่าวปลอม" ในระบบรีพอร์ตของเฟซบุ๊กอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข้อกังขาเกี่ยวกับระบบรีพอร์ตของเฟซบุ๊กในกรณีเรื่องการปล่อปละละเลยรูปอนาจารเด็ก/p pทางด้านเดอะวีคจากอังกฤษระบุว่าเฟซบุ๊กกำลังทดลองระบบแจ้งเตือนข่าวปลอมโดยหลังจากที่ผู้แชร์ลิงค์พบข้อความจากเฟซบุ๊กว่าเป็น "เนื้อหาที่ถูกโต้แย้ง" เรื่องข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อคลิกที่ข้อความเตือนดังกล่าวจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมระบุว่า "คนจำนวนหนึ่งแชร์ข่าวปลอมโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อมีกลุ่มผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโต้แย้งเนื้อหาเหล่านี้ คุณอาจจะเข้าดูในเว็บไซต์ของพวกเขาได้ว่าเหตุใดเนื้อหาเหล่านี้ถึงถูกโต้แย้ง"/p pนอกจากนี้เฟซบุ๊กยังระบุอีกว่ากลุ่มเว็บตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พวกเขาแสดงผลต้องเป็นเว็บที่ปรากฎให้เห็นว่าลงทะเบียนร่วมมือกับสถาบันพอยน์เตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการสื่อสารมวลชนไม่แสวงหาผลกำไรที่มีฐานในฟลอริดา พอยน์เตอร์ได้ก่อตั้งเครือข่ายผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการข่าว/p pเดอะการ์เดียนระบุว่าหลังจากที่พยายามแชร์ข่าวที่มี "เนื้อหาที่ถูกโต้แย้ง" แล้วเรายังเลือกเผยแพร่ข้อความต่อไปก็จะมีข้อความเตือนในเรื่องความแม่นตรงของเนื้อหาอีกครั้งก่อนที่จะให้เราคลิก "ยืนยันจะโพสต์ต่อไป" ถ้าหากเรายังต้องการเผยแพร่ลิงค์ที่ถูกมองว่ามีปัญหานี้ แต่โพสต์ดังกล่าวผู้ใช้รายอื่นๆ จะมองเห็นข้อความระบุว่า "เนื้อหาถูกโต้แย้งโดย Snopes.com และสำนักข่าวเอพี"/p pทางเฟซบุ๊กยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องการทดลองระบบ "เนื้อหาที่ถูกโต้แย้ง" ดังกล่าว เมื่อมีคำถามต่อเรื่องนี้ในศูนย์ให้ความช่วยเหลือของเฟซบุ๊กพวกเขาก็ระบุเพียงว่า "ระบบนี้ยังไม่มีการเปิดให้ใช้ได้ทุกคน"/p pอย่างไรก็ตามเดอะวีครายงานว่าไม่ใช้ทุกคนที่จะชื่นชอบการทดลองระบบตรวจสอบเนื้อหาเช่นนี้ โดยที่พอล โจเซฟ วัตสัน บล็อกเกอร์ฝ่ายขวาและบรรณาธิการสื่อสายทฤษฎีสมคมคิดกล่าวหาว่าเว็บ snopes เป็น "สื่อของพวกซ้ายจัด" และ "เป็น 'ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง' ที่ไม่มีความรับผิดชอบ"/p pทางด้านเลียม โฮแกน บรรณารักษ์และนักประวัติศาสตร์ ที่อยู่ในลิมเมอร์ริคซิตี้ ประเทศไอร์แลนด์ เป็นคนที่ติดตามมีมเรื่อง "ทาสชาวไอร์แลนด์" มาตั้งแต่ปี 2558 ระบุว่าระบบเตือนเรื่องข่าวปลอมนี้ทำให้ "กลุ่มผู้สนับสนุน (โดนัลด์) ทรัมป์เสียจริต"/p pเฟซบุ๊กประกาศตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. 2559 ว่าจะขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเว็บไซต์ 5 เว็บคือ เอบีซีนิวส์, เอพี, nbsp;FactCheck.org, Politifact และ Snopes เพื่อตรวจสอบเวลาที่มีคนรายงานแจ้งว่าเป็น "ข่าวปลอม"/p pมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก โพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าธุรกิจของเขาต้อง "มีความรับผิดชอบมากขึ้น" ต่อผู้คนเมื่อเทียบกับ "ผู้กระจายข่าว" ทั่วไป/p p"พวกเราเป็นพื้นที่ประเภทใหม่สำหรับการอภิปรายถกเถียงของประชาชนทั่วไป และนั่นหมายความว่าพวกเราต้องมีความรับผิดชอบชนิดใหม่ที่จะทำให้ผู้คนมีการสนทนากันอย่างมีความหมาย และเพื่อสร้างพื้นที่ให้ผู้คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้" ซัคเคอร์เบิร์กระบุ/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"'Disputed by multiple fact-checkers': Facebook rolls out new alert to combat fake news, /spana href="https://www.theguardian.com/technology/2017/mar/22/facebook-fact-checking-tool-fake-news"span style="color:#0000cd;"The Guardian/span/aspan style="color:#0000cd;", 22-03-2017/span/p pspan style="color:#0000cd;"Facebook trials 'fake news' warnings, /spana href="http://www.theweek.co.uk/82814/facebook-trials-fake-news-warnings"span style="color:#0000cd;"The Week/span/aspan style="color:#0000cd;", 22-03-2017/span/p pa href="https://www.facebook.com/help/733019746855448"span style="color:#0000cd;"Facebook Help Center/span/aspan style="color:#0000cd;" (เข้าดูเมื่อ 23 มี.ค. 2560)/span/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/11/68907" target="_blank"กูเกิล-เฟซบุ๊ก ประกาศพร้อมแบนเว็บข่าวเทียมจากหน้าโฆษณาหลังถูกวิจารณ์หนัก/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70516" target="_blank"เมื่อระบบ #039;รีพอร์ต#039; ของเฟซบุ๊กถูกกล่าวหาปล่อยปละละเลยรูปอนาจารเด็ก/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rZoTqlR3UTY" height="1" width="1" alt=""/

พี่เลี้ยงเด็กยุคใหม่ชื่อ 'iPad' ดีหรือเสียต่อพัฒนาการเด็ก

Thu, 23/03/2017 - 20:24
divการเลี้ยงลูกด้วย iPad ดูจะเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในสังคม Thailand4.0 สังคมก้มหน้า พ่อ แม่ ลูก ที่น่าสนใจคือเด็กเล่น iPad ในอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไรในแต่ละช่วงวัย ข้อดีข้อเสียของมันคืออะไรnbsp;/div div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://deklanghong.com/sites/default/files/cover-picture/17454794_1344867388907237_1122008768_o.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" //div divnbsp;/div divจากกรณีที่ชายคนหนึ่งแชร์ประสบการณ์ของน้องสาวที่เลี้ยงลูกวัย 1 ขวบครึ่ง ด้วย iPadในa href="https://pantip.com/topic/36167425"กระทู้พันทิป/aและมีผลต่อเด็กจนคิดว่าลูกเป็นออทิสติกเช่น เรียกชื่อไม่หัน ไม่สบตา พูดสื่อสารไม่ได้ จนถึงช่วงเวลา 2 ขวบ จึงพาไปหาหมอที่ รพ. รามา หมอทดสอบพัฒนาการแล้วแต่ยังไม่ฟันธงชัดๆ ว่าอาจเป็นโรคติดสื่อ nbsp;(ติดiPad)จึงได้/div divnbsp;/div divเบื้องต้นเราจะลองสุ่มสำรวจพ่อแม่รุ่นใหม่ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่เราเห็นว่า เขาให้ลูกเล่น iPad หรืออินเทอร์เน็ตกันตั้งแต่กี่ขวบ คิดอย่างไรจึงให้เล่น และมองเห็นผลดีผลเสียอย่างไรบ้างnbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"พ่อแม่มองอย่างไร กับพี่เลี้ยงชื่อ iPad/span/h3 divปุ๊ก (นามสมมุติ) แม่ที่ให้ลูกเล่นใช้สมาร์ทโฟน กล่าวยอมรับว่า เรื่องนี้ตัวพ่อแม่เองเป็นตัวอย่างไม่ดี เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบจากผู้ปกครองที่ดูมือถืออยู่ตลอด ทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเล่น/div divnbsp;/div blockquotediv“จริงๆ แล้วเด็กก็มีสิทธิ์ที่จะดูเพราะเรายังดูได้เลย แต่ต้องดูสิ่งที่ไม่ได้เป็นอันตรายกับเขา เราก็รู้อยู่ว่าเขาดูอะไรบ้างถือว่าอยู่ในความควบคุมของเรา ไม่ใช่ว่าเราจะบังคับห้ามดูเลย สมัยนี้โลกไปถึงไหนกันแล้ว”ปุ๊ก กล่าว/div /blockquote divเมย์ (นามสมมุติ) แม่ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สามารถเสริมพัฒนาการให้ลูกเติบโตอย่างรวดเร็วได้ ให้ข้อมูลว่า เธอให้ลูกเล่น iPad ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่จะสามารถเสริมพัฒนาการให้ลูกเติบโตอย่างรวดเร็ว เลยทดลองการใช้สื่อส่วนนี้ และส่วนมากเด็กก็จะดูnbsp; YouTube nbsp;แต่จะจัดเลือกรายการให้ลูกดู ข้อดีคือลูกสามารถที่จะใช้สื่อเองได้ เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบได้สามารถเลือกใช้ฟังก์ชั่นใน iPadได้/div blockquotep“ให้ลูกเล่นเพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่จะสามารถเสริมพัฒนาการลูกได้ ส่วนใหญ่ก็จะเล่นYouTube เราเป็นคนเลือกรายการให้เด็กดู ตอนนี้เด็กอายุ 2 ขวบกว่า แต่เราก็อยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน มีการควบคุมดูแลว่าตอนนี้เด็กดูอะไรอยู่” เมย์ กล่าว/p /blockquote pเมย์ กล่าวต่ออีกว่า ข้อเสียคือเวลาที่เด็กดูนานๆ จะส่งผลให้เด็กสายตาเสีย บางทีก็เลยเวลากำหนดเวลานอนที่จะต้องปิดไฟ พอจะให้เลิกเล่นก็จะมีอาการงอแงขอดูต่อ จึงต้องมีการยืดหยุ่น เคยปล่อยให้เด็กดูจนถึง ตี 1 ตี 2 ซึ่งควบคุมไม่ได้หรือสามารถจัดการได้/p pแหวน (นามสมมติ) แม่ที่ให้ลูกเล่น iPad ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เผยว่า การที่ให้ลูกเล่น iPadเพราะว่าเลี้ยงง่ายไม่ให้เด็กมายุ่งมากวน การทำแบบนี้รู้ว่าไม่ดีต่อตัวเด็กแต่ถ้ารู้จักควบคุมให้เป็นก็ไม่น่าส่งผลนัก จริงๆ แล้วคิดว่าหากจำกัดมากไปผลที่จะตามมาก็คือเด็กจะแอบเล่นเอง เชื่อได้เลยว่าพ่อแม่คนไหนที่มี iPadจะให้ลูกเล่นหรือต้องเปิดให้ลูกดู พอถึงเวลาที่ไม่ให้เด็กเล่นก็จะมีอาการงอแง และแสดงความไม่พอใจ/p blockquotep“แต่ส่วนของพี่ไม่ได้จำกัดเวลาแต่เด็กจะรู้ว่าควรเลือกตอนไหนปล่อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองจะไม่ค่อยจำกัด บางทีไปจำกัดมากเด็กก็จะแอบทำ อันไหนเกินเลยเราก็จะตักเตือน เราก็ดูอยู่ห่างๆ ตักเตือน ดูว่าเด็กทำอะไร” แหวน กล่าว/p /blockquote pแหวน เผยต่อว่า ไม่มีความกังวลใจในอนาคตของเด็กเลย เพราะคิดว่าเป็นส่วนที่ดีกับการที่เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยี ความรู้บางอย่างก็ได้มาจาก iPadที่พ่อแม่บางคนให้ไม่ได้/p blockquotep“บางครั้งเด็กจะหาสิ่งที่เราตอบเขาไม่ค่อยได้ เขาจะหาจากใน YouTubeGoogle โดยรวมแล้วก็จะปล่อยให้เล่น พ่อแม่ยุคใหม่พี่มั่นใจว่าก็ทำแบบนี้ทุกคน ใครมี iPad ก็ต้องเปิดให้ลูกดู” แหวน กล่าว/p /blockquote pสมชาย (นามสมมติ) พ่อที่ให้ลูกใช้ iPad ให้ข้อมูลว่า ให้ลูกเล่น iPadตั้งแต่อายุ 1 ขวบครึ่ง เพราะว่าในอดีตจนถึงปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับ IT ในยุคสมัยใหม่นี้สื่อทุกอย่างมีการตอบโต้ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้เหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่ง เพื่อให้เด็กโตมาในยุคของเทคโนโลยีได้มีการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจะได้ไม่ลำบากในอนาคตข้างหน้า/p pสมชายเผยต่อว่า ข้อดีที่ได้จาก iPadคือลูกได้ภาษาอังกฤษ พูดได้ดี ชัดถ้อยชัดคำสำเนียงดี และไม่กังวลที่ว่าให้ลูกเล่น iPad จะส่งผลเสียเพราะเสียงตอบกลับจากโรงเรียนก็บอกว่าลูกมีการพัฒนาที่ดี ดังนั้นจึงเห็นว่าiPadไม่น่าจะแย่กว่าทีวี/p blockquotep“อยากให้เรียนรู้ไว้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าจะกลายเป็นธรรมชาติเพราะเด็กสมองจะได้พัฒนาเติบโต เหมือนกับว่าเด็กเคยใช้แล้วตั้งแต่เด็ก เคยใช้แล้วก็จะใช้ได้เป็นโดยธรรมชาติ เพื่อโตขึ้นมาเจอเทคโนโลยีจะได้ไม่ต้องลำบาก”สมชาย กล่าว/p /blockquote h3span style="color:#0000cd;"คำแนะนำจากนักกิจกรรมบำบัด‘iPad’ควรเล่นเมื่อไร/span/h3 pภูชิชย์ ฝูงชมเชยnbsp; นักกิจกรรมบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่าnbsp; iPadเป็นแค่สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งของเด็ก มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย มันก็เหมือนหนังสือหรือของเล่นอะไรชิ้นหนึ่ง แต่ตอนนี้สื่อส่วนใหญ่โจมตีว่า มีแต่ข้อเสียมากกว่าข้อดี/p pข้อดีของอุปกรณ์ชนิดนี้คือ มีครบเครื่องทั้งเสียงและภาพเคลื่อนไหว สามารถดาวน์โหลดเพลงหรือสื่อการเรียนรู้การสอนอะไรต่างๆ ได้มากมายไม่จำกัด เป็นอะไรที่อัพเดทข้อมูลที่เร็วไม่ต้องไปหาอุปกรณ์อะไรต่างๆเยอะ สามารถรู้ได้ทันทีทันใด/p pส่วนข้อเสีย iPad กับเด็กคือ 1.พ่อแม่สมัยนี้ไม่ทราบว่าข้อเสียอาจมีมากตามแต่ละช่วงวัย ถ้าให้อุปกรณ์นี้ให้เหมาะสมตามช่วงวัยกับพัฒนาการของเด็กนั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ส่วนใหญ่อาจไม่ใช่เช่นนั้น/p blockquotep“ช่วงเวลาที่เหมาะสมคืออยากให้เล่นตั้งแต่ 5 - 6 ปีขึ้นไป ถึงจะมาเรียนรู้เรื่องวิธีการใช้ iPadการใช้ด้วยตัวเอง ถ้าเป็นช่วงของเด็ก 1 - 2 ขวบ สื่อการเรียนการสอนที่เด็กควรจะได้รับควรเน้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกายร่วมถึงการใช้กล้ามเนื้อต่างๆ”nbsp;ภูชิชย์ กล่าว/p /blockquote pนักกิจกรรมบำบัด กล่าวต่อว่า ถ้าให้เล่นตอน 1 - 2 ขวบ ปัญหาอาจจะเกิดเพราะด้วยความสามารถหรือว่าพัฒนาการที่ควรจะต้องเรียนรู้แต่ไม่ได้เรียนรู้กลายเป็นเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ควรจะส่งเสริม เพราะกล้ามมือมัดเล็กที่ควรจะต้องใช้คือเรื่องของการกำ การถือของ ใช้นิ้วในการหยิบจับของชิ้นเล็ก โดยการใช้นิ้วทุกนิ้วให้มีความสัมพันธ์กัน แต่รูปแบบในการใช้ iPad คือใช้นิ้วเดียวเลยกลายเป็นว่าไม่ได้พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กทักษะไม่เกิดกลายเป็นไม่สัมพันธ์กันเรื่องหยิบจับเรื่องการถือดินสอระบายสีใช้กรรไกรถือแก้วน้ำก็อาจจะช้ากว่าคนอื่น นี่คือภาพที่เห็นชัดที่สุดถ้าเอามาใช้ไม่ตรงตามช่วงวัย/p blockquotep“การที่เด็กเล่น iPadตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนว่า เล่นแล้วจะเกิดโรคอะไร เป็นแค่โอกาสเสี่ยงที่ส่งผลให้พัฒนาการเด็กอาจจะช้ากว่าวัย พัฒนาการหลักๆ มี 4 ส่วน nbsp;คือ1.พัฒนาการเรื่องกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2.พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก 3.ภาษา 4.ทักษะเรื่องสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง”nbsp;ภูชิชย์ กล่าว/p /blockquote pภูชิชย์ วิเคราะห์ว่า ถ้าเด็กเล่น iPad ในช่วงวัย 3-4 ขวบ จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อมัดใหญ่ อันที่จริงเด็กต้องวิ่งต้องเล่น แต่กลับมานั่งเล่นiPadทั้งวันความหมายคือ นั่งที่เดิม และท่านั่งที่ไม่เหมาะสมเช่น เอนหลัง คอบิด สะโพกไม่อยู่ในท่าที่ควรจะเป็น เรื่องอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ไม่ได้ใช้ในทิศทางที่ควรจะเป็น/p pภูชิชย์ กล่าวต่ออีกว่า ถ้าเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก สิ่งที่ผู้ปกครองมักมองข้ามไปก็คือกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อตาถือว่าเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กชนิดหนึ่ง พวกเด็กออทิสติกไม่มองไม่สบตาเป็นภาวะโรคอันหนึ่ง แต่ถ้าเล่น iPadเยอะๆ จะทำให้เป็นเด็กออทิสติกไหม อันนั้นไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเรื่องกัน แต่ความล้าของกล้ามเนื้อตาที่เด็กจ้อง ระยะห่างที่เด็กดูอาจก่อให้เกิดปัญหาสายตาสั้นหรือยาว และมีผลอยู่แล้วเรื่องของตาแห้งเพราะการจ้องตลอดเวลากับแสงที่เข้าตา/p pอีกอย่างที่ผู้ปกครองมองข้ามคือ ภาวะเหม่อโดยที่ไม่รู้ตัว การที่เด็กนั่งจ้องอยู่รู้เรื่องไหมหรือเหม่อไปแล้ว เรื่องนี้จะส่งผลเสียเกี่ยวกับสมาธิเด็ก ดังนั้น การเล่นจะต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยจะต้องชวนคุยว่าเล่นอะไรอยู่ ทำอะไรอยู่เป็นยังไงบ้างเล่าให้ฟังหน่อย/p pส่วนเรื่องของภาษาพอเล่น iPad ก็มักไม่คุยกับใครผู้ใหญ่จะคุยด้วยจะเรียกไปทำอะไรมักไม่สนใจ โอกาสในการเล่าเรื่องหรือสื่อสารกับผู้ใหญ่ว่าต้องการอะไรก็จะน้อยลง ทำให้พัฒนาการในการใช้ภาษาของเด็กยิ่งน้อยลงไปด้วย คำศัพท์ที่ต้องใช้ไม่เพิ่ม เด็กยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคำศัพท์ก็ต้องยิ่งมากขึ้นด้วยรูปประโยคในการใช้ก็ต้องซับซ้อนมากขึ้น ประโยคความต้องการประโยคปฏิเสธประโยคขอร้องหรือแม้แต่ว่าเล่าเรื่อง สิ่งเหล่านี้จะขาดหายไป เขาไม่ได้ฟังนิทาน เรื่องสังคมก็อาจมีปัญหา เพราะชอบอยู่คนเดียวแยกตัวไม่อยู่กับเพื่อน/p blockquotep“ผลเสียในอนาคตถ้าในระยะยาว คือเรื่องวินัยของเด็ก ถ้าลำพังเรื่องเล่นเกมของเด็กยังควบคุมไม่ได้เรื่องช่วยเหลือตัวเอง อาบน้ำแต่งตัวจัดตารางสอน เรื่องที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเด็กก็จะหายไปเลย พอกลับถึงบ้านก็ทิ้งกระเป๋าเล่น iPadอย่างอื่นไม่สนใจเลย ภาวะเรื่องอารมณ์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ภาวะเรื่องการยับยั้งชั่งใจในการรอคอยก็น้อยลง พอบอกให้พักค่อยเล่นใหม่ก็ไม่ยอม จะต้องเล่นให้ได้ จะกินข้าวต้องมี iPadพอยับยั้งชั่งใจไม่ได้ก็จะมีผลว่าเด็กมีแนวโน้มติดเกมสูง เพราะเด็กคิดว่าการเล่นไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร เมื่อไหร่ก็ได้เท่าไหร่ก็ได้กี่นาทีก็ได้” ภูชิชย์ กล่าว/p /blockquote pภูชิชย์ ระบุว่า สำหรับทางออกนั้น คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นว่า iPad นั้นท่านได้แต่ใดมา ใครเป็นคนให้ ต้นตอก็คือพ่อแม่คนที่คัดสรรอุปกรณ์พวกนี้ให้ลูกถ้าพ่อแม่มีข้อมูลว่าไม่ใช่แค่ iPadอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสื่อที่สามารถพัฒนาลูกได้ มีสื่ออย่างอื่นอีกมากมายที่มีจุดเด่นต่างๆ กัน ก็จะสามารถเลือกได้ว่าควรให้ลูกเล่นอะไรในช่วงวัยไหน วัยนี้ควรจะต้องโฟกัสเรื่องอะไร เช่นว่า ขวบครึ่งแล้วลูกต้องพูดได้แล้วการเคลื่อนไหวร่างกายต้องเดินได้แล้ว ถ้ารู้แล้วต้องมาดูว่าควรจะส่งเสริมลูกยังไงดี/p blockquotep“ข้อมูลพวกนี้จริงๆ ในอินเตอร์เน็ตมีเยอะอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าพ่อแม่จะจัดสรรเวลาอุปกรณ์ สิ่งแวดล้อม อย่างไร ไม่ใช่โยนของเล่นเอาไว้ให้ลูกเล่นคนเดียว ถ้าจะให้ของเล่น พ่อแม่ก็ต้องไปเล่นกับเด็กด้วย ความยาวของเวลาไม่สำคัญของบางคนอาจไม่มีเวลาเยอะ ให้เวลาไม่เยอะก็ได้แต่เล่นกับลูกให้เต็มที่”/p /blockquote h3span style="color:#0000cd;"เวลาคุณภาพ พ่อแม่-ลูก สร้างได้อย่างไร/span/h3 pพญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์nbsp;a href="https://www.facebook.com/643148052494633/photos/a.643156795827092.1073741828.643148052494633/904764889666280/?type=3"ให้ข้อมูลเรื่องของเวลาคุณภาพ/aที่พ่อแม่และลูกควรมีร่วมกันว่า/p blockquotep“การใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูก ไม่ได้หมายความว่าอยู่บ้านเดียวกันแล้วจะเรียกว่าใช้เวลาอย่างมีคุณภาพด้วยกัน หรือปล่อยให้ลูกนั่งเล่นอยู่ข้างๆ แต่พ่อแม่เอาแต่ดูหน้าจอมือถือ แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าใช้เวลาคุณภาพเช่นกันนะคะ การใช้เวลากับลูกให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการเล่น พูดคุย หยอกล้อ กอด ถามไถ่ความเป็นไปต่างๆ ในชีวิตลูก รับประทานข้าวพร้อมหน้ากันเป็นประจำอย่างน้อยๆ วันละมื้อ หรือในเวลาที่ลูกกำลังเล่นคนเดียว หรือทำกิจกรรมต่างๆ พ่อแม่ก็อาจสังเกตลูกอยู่ห่างๆ ดูว่าลูกเล่นอย่างไร แก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่รู้จักลูกน้อยของตัวเองดีขึ้น เมื่อต้องสอน หรือให้คำแนะนำแก่ลูก คุณก็จะสามารถเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับลูกน้อยแต่ละคนได้ เพราะคุณรู้จักลูกของตัวเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้ การให้เวลายังทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าเขามีความสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างความนับถือตนเอง (self-esteem)ซึ่งเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต”nbsp;พญ.ถิรพร กล่าว/p /blockquote pพญ.ถิรพร กล่าวว่า การใช้เวลากับลูก ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเด็กๆ ในทุกช่วงวัย โดยพญ.ถิรพร ได้ให้คำแนะนำว่าในวัยทารกนั้น การที่คุณพ่อคุณแม่ให้เวลาและตอบสนองเสียงร้องของลูกอย่างทันที อุ้มเมื่อลูกร้อง ไม่เพียงเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ แต่ยังทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะสร้างความเชื่อมั่น (Trust) ในตัวผู้เลี้ยงดู ทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัยในโลกใบใหม่ จะช่วยให้ลูกมีอารมณ์ที่มั่นคงและร้องไห้น้อยลง ในทางกลับกัน หากเราปล่อยให้ลูกร้อง เพราะกลัวว่าจะสปอยล์ หรือจะทำให้ลูกติดมือวางไม่ได้ ลูกจะยิ่งร้องงอแง เพราะเขาขาดความเชื่อมั่นในตัวพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู และรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจสิ่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ภายหลังได้/p pพญ.ถิรพร สำหรับเด็กวัยนี้ เริ่มโตขึ้นเข้าสู่วัยเตาะแตะ 1-3 ปี ว่า การใช้เวลากับลูกอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้คุณเข้าใจความต้องการของลูกน้อยได้ดี โดยเฉพาะเด็กวัยนี้ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ทักษะการสื่อสารอาจยังไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อลูกต้องการ หรือรู้สึกบางอย่าง แต่สื่อสารบอกพ่อแม่ไม่ได้ ลูกก็อาจมีอาการหงุดหงิดร้องไห้ หากพ่อแม่ไม่ค่อยได้ใช้เวลากับลูกมากพอก็อาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกกำลังจะบอก ทำให้ลูกยิ่งหงุดหงิด พ่อแม่ก็อาจเริ่มโมโห ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย สำหรับลูกวัยนี้ พ่อแม่ควรเล่นกับลูก เล่านิทานให้เขาฟัง ชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง หากลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7DrgishHQ-c" height="1" width="1" alt=""/

พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องยิงป้องกันตัว

Thu, 23/03/2017 - 19:58
pผู้เห็นเหตุการณ์วิสามัญฯ 'ชัยภูมิ ป่าแส' โผล่เพิ่ม ชี้ไม่มีระเบิดติดตัว - โดนทหารยัดยา ระบุทหารลากตัว ทุบตี กระชากเสื้อ ถีบหน้าอก ก่อนผู้ตายวิ่งหนี แต่ทหารบอก “ยิงมันเลยๆ” ด้านแม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยัน ภาพจากกล้องวงจรปิด/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3836/33564164456_296afcf3f8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ชัยภูมิ ป่าแส (ที่มา: แฟ้มภาพ/flickr prachatai)/span/p p23 มี.ค. 2560 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทหารวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์การเสียชีวิตของชัยภูมิจากทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมไปถึงพยานในเหตุการณ์หลายปาก (a href="https://www.prachatai.com/journal/2017/03/70699"อ่านที่นี่/a)/p h3span style="color:#0000cd;"ผู้เห็นเหตุการณ์เผย ไร้อาวุธ ถูกซ้อม - ยัดยา ได้ยินทหารพูด “ยิงมันเลยๆ”/span/h3 pวอยซ์ ทีวี ได้นำเสนอa href="http://news.voicetv.co.th/thailand/473214.html"บทสัมภาษณ์คนจากกลุ่มชาติพันธุ์ลีซอที่เห็นเหตุการณ์/a โดยมีใจความ ดังนี้ (ดูวิดีโอตัวเต็ม a href="https://www.youtube.com/watch?v=41FSGrH-IZw"คลิกที่นี่/a)/p blockquotep“มีเก๋งดำ มุ่งมาจากเมืองนะ รถจอดแล้วทหารบอกลงมา จะค้นในรถ น้องคนนั้นบอกทหารว่าผมไม่ผิด ลงไปทำไม จะตรวจก็ตรวจในรถก็พอ แล้วก็ขัดแย้งกัน”/p p“แล้วทีนี้น้องไม่ยอมลง ทหารเลยกระชากคอลงมา แล้วก็ตี สามคนรุมตี คือว่า ให้ชัยภูมินอนคว่ำ แล้วตีข้างหลัง เอากำปั้นตีหัว เอาตีนถีบ แล้วก็ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด ปืนเอ็ม16 พอยิงปุ๊บ ทหารลูกน้องก็แห่กันวิ่งมาอีกสามเป็นหกคน”nbsp;ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าว/p /blockquote pชายผู้เห็นเหตุการณ์พูดเป็นภาษาถิ่น ซึ่งพยานอีกคน ได้แปลเป็นใจความว่า “ทั้งตีทั้งถีบ กระชากเสื้อขึ้นมา ต่อยหน้า แล้วมือข้างซ้ายดึงผม ถีบตรงหน้าอก น้องกระเด็นหงายท้อง พอน้องลุกขึ้นก็วิ่งหนี แล้วระหว่างที่น้องชัยภูมิหนี เขา [ทหาร] กระชากไม่ทัน ทหารคนนั้นล้มหงายท้อง แล้วมันจะมีศาลาที่สามแยก น้องหนีไปทางนั้น แต่ทหารที่ไม่มีอาวุธทั้งสองคนก็ล้มเหมือนกัน ทหารอีกคน ตีนไปถูอะไรไม่รู้เลือดออก ทหารที่ไล่ชัยภูมิใส่เสื้อแขนสั้น แล้วพอหนีไปถึงที่หน้าบ้านตำรวจ ก็มีทหารพูดว่า ยิงมันเลยๆ”/p blockquotep“ทหารก็วิ่งมาอีกสองคน ถือปืนมาแล้วก็ยิงไปสามนัด แล้วทีนี้ลีซอก็แห่กันไปดู ก็บอกว่า ไม่ต้องมาดูๆ ยังไม่ตายๆ แล้วก็เอามือไปปั๊มหัวใจ” ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว/p /blockquote pผู้เห็นเหตุการณ์ได้กล่าวว่า ชัยภูมิไม่มีระเบิด ไม่มีอาวุธติดตัวสักอย่าง เพราะตอนนั้นชัยภูมิวิ่งหนีอย่างเดียว ไม่มีการขว้างปาระเบิดแต่อย่างใด/p blockquotep“ผู้ตายไม่มีอะไรในมือซักอย่าง น้องกลัวมาก ไม่ได้หันกลับมาอีกเลย วิ่งหน้าอย่างเดียว”/p p“น้องไม่ต่อสู้กับทหาร น้องก็นอนอยู่ ทหารเขาก็ตี เอาเท้าถีบตรงที่ท้อง พอน้องชัยภูมิโดนถีบตรงหน้าอกกระเด็นไป พอลุกขึ้นมาแล้วก็วิ่งหนี ตอนน้องหนีทหารยิงปืนสามนัด น้องก็ล้ม” ชายผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว/p /blockquote pหลังจากนาทีสังหารชัยภูมิ หญิงผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เห็นทหารเปิดกระโปรงรถ ยัดยาบ้าลงไป รวมถึงนำมีดไปถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน/p blockquotep“พอน้องชัยภูมิตายปุ๊บ ทหารก็เอากระเป๋าของน้องไปที่ห้องทหาร อีกซักพักก็เอากระเป๋าใบนั้นกลับมาไว้ที่รถ คนที่นี่เห็นทหารยัดยาบ้าใส่ แล้วมีมีดอันนึงที่ทหารถือไว้ แล้วก็ไปหลังรถแล้วก็ถ่ายรูป”/p p“ยาบ้านี่เอามาจากไหนไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเอามาจากที่ห้องของทหาร เอามาแล้วก็เอามาใส่ไว้ที่หน้ารถ สีเหลืองๆ ม้วนๆมา ก็ห่อไว้ คนหนึ่งเปิดกระโปรงหน้ารถ อีกคนหนึ่งใส่ยาบ้าส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งทหารไว้ไหนก็ไม่รู้ จากนั้นก็เอามีดมาถ่ายรูป” หญิงผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว/p /blockquote h3span style="color:#0000cd;"มทภ.3 โต้ ทหารยิงสมควรแล้ว พิสูจน์วงจรปิด “เป็นผมอาจกดออโต้ไปแล้วก็ได้”/span/h3 pวันเดียวกัน a href="http://www.matichon.co.th/news/505362"มติชนออนไลน์/anbsp;รายงานว่า พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า การตั้งด่านเป็นการตั้งด่านปรกติ สามารถตรวจสอบได้จากกล้องวงจรปิด CCTV เจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปค้นรถไม่ได้ถืออาวุธ มีเพียงชุดรักษาความปลอดภัยที่ถืออาวุธเข้าเวรยาม โดยในวันนั้นได้ทำการตรวจค้นตามปรกติ แต่ชัยภูมิมีพิรุธ เมื่อถูกเชิญลงจากรถได้วิ่งหนีและพยายามขว้างระเบิดมา เจ้าหน้าที่จึงต้องยิงป้องกันตัว โดยเล็งไปที่แขนแต่เฉียดไปโดนจุดสำคัญ/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2848/32790946023_7a0c4fd278.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ (ที่มา: ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ กองทัพบก ภาคที่ 3) /span/p pspan style="text-align: center;"พล.ท./spanวิจักขฐ์ ยังกล่าวว่า ตนเชื่อว่าชัยภูมิค้ายาจริง เนื่องจากหลักฐานเส้นทางการเงินและพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมือเติบของชัยภูมิทั้งที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นนักเคลื่อนไหว รวมถึงมีหลักฐานว่าชัยภูมิเกี่ยวพันกับการค้ายามาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 3 วอนสังคม ให้ว่ากันด้วยข้อเท็จจริง ทางเจ้าหน้าที่จะดูแลครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอย่างดี ทั้งยังกล่าวในมุมของทหารว่า “ปกติการตัดสินใจของพลทหาร ถ้าเป็นผมในเวลานั้นอาจกดออโต้ไปแล้วก็ได้”/p p“คดีนี้ว่าด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ใส่ร้าย รวมทั้งผู้บังคับหน่วยสอนลูกน้องดี มีการฝึกอบรม ทบทวนการตรวจค้นเสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ยิง ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขามีความตั้งใจทำงาน อย่างไรก็ตาม ผมสั่งให้ดูแลขวัญกำลังใจ เพราะเขาตั้งใจทำงาน แต่กลับกลายเป็นคนร้าย ต่อไปจะไม่มีเจ้าหน้าที่กล้าปะทะ ส่วนตัวคิดว่าการกระทำดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะเป็นการป้องกันตนเอง โดยพยายามยิงจุดไม่สำคัญ แต่ก็เกิดความสูญเสีย”nbsp;span style="text-align: center;"พล.ท./spanวิจักขฐ์ nbsp;กล่าว/p divnbsp;/div divemหมายเหตุ : ประชาไทได้ปรับแก้พาดหัวจากเดิม "พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องชี้สมควรยิง" เป็น "พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องยิงป้องกันตัว" อย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อเวลา 1.15 น. 24 มี.ค.2560/em/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70680" target="_blank"เปิดผลชันสูตรปากเปล่าวิสามัญฯหนุ่มลาหู่-คนขับปฏิเสธเอี่ยวยา-ญาติไม่มีเงินประกัน 2 ล้าน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OBL1fgGIhg8" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ในนามของเต่า

Thu, 23/03/2017 - 17:18
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2905/33373843952_b95d3dc525_z_d.jpg" style="width: 334px; height: 500px;" //p p style="margin-left: 160px;"br /เนื่องจากประเทศถังแตกbr /br /รัฐบาลทหารจึงตัดสินใจbr /br /ทุบออมสินเอาเหรียญออกมาbr /br /ทำให้ประชาชนคนไทยสลดใจbr /br /br /น่าจะดีกว่านี้ ถ้ารัฐบาลจะใส่ใจเรื่องเข็มขัดกับหวีbr /br /แม้ประเทศจะกำลังพัฒนามานานเหมือนเต่าคลานbr /br /แต่เรายังภูมิใจได้br /br /ถ้าเรายังเคารพความเป็นคนbr /br /br /และจะดีที่สุด หากรัฐบาลจะยอมรับว่าbr /br /ความโง่ของคนคนหนึ่งไม่ใช่อาชญากรรมbr /br /แต่ความโง่เป็นหมู่คณะbr /br /ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงbr /br /br /ในนามของเต่าbr /br /พวกเราขอประท้วงการตายของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง./p p style="margin-left: 160px;"nbsp;/p p style="margin-left: 160px;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bCsCG2-uTTg" height="1" width="1" alt=""/