ประชาไท

Syndicate content
Updated: 11 min 2 sec ago

ผู้ว่าการฯ ฮ่องกงเผยกลัวคนจนในฮ่องกงมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งมากเกินไป

2 hours 51 min ago
pเหลียงชุนอิง ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ว่า ถ้าให้มีการลงสมัครผู้แทนลงเลือกตั้งโดยตรงอาจจะทำให้คนจนในฮ่องกงมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งรวมถึงนโยบายมากเกินไป ทำให้ข้อความบทสัมภาษณ์ถูกแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว/p !--break--!--break-- p21 ต.ค. 2557 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ "ควอตซ์" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวธุรกิจนำเสนอเรื่องคำกล่าวของspan class="st"ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง /spanเหลียงชุนอิง ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การปฏิรูปการเลือกตั้งตามความต้องการของผู้ประท้วงในฮ่องกงล่าสุดจะทำให้คนจนในฮ่องกงมีอิทธิพลมากเกินไป/p pเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ต.ค.) เหลียงชุนอิงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศจากทำเนียบของทางการ ซึ่งสื่อควอตซ์บรรยายฉากของทำเนียบที่เป็นอาคารทรงโคโลเนียลประดับด้วยของหรูหรา เหลียงชุนอิงให้สัมภาษณ์ว่าการยอมให้ประชาชนชาวฮ่องกงซึ่งมีอยู่ราว 5 ล้านคนเลือกตั้งผู้แทนที่มาจากผู้สมัครโดยตรงถือเป็นข้อผิดพลาด/p p"ถ้านี่เป็นเกมที่นำเสนอในเชิงจำนวนล้วนๆ คุณคงต้องคุยกับประชาชนครึ่งหนึ่งของฮ่องกงที่มีรายได้น้อยกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ราว 58,000 บาท) คุณก็จะได้การเมืองและนโยบายในรูปแบบนี้แหละ" เหลียงชุนอิงกล่าว/p pเหลียงชุนอิงได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศสามฉบับซึ่งมักจะต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าไปอ่านได้ แต่คำกล่าวในบทสัมภาษณ์ของเขามีการแชร์กันผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว/p pข้อพิพาทเรื่องการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560 มาจากความไม่พอใจของชาวฮ่องกงจำนวนหนึ่งเมื่อทราบว่าทางการจีนซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 1,200 คนจะทำการคัดเลือกผู้ลงชิงชัยในการเลือกตั้งแทนการเปิดรับสมัคร ทำให้เกิดการประท้วงในย่านธุรกิจของฮ่องกงนำโดยกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ก่อนที่ต่อมาชนชั้นกรรมาชีพในย่านมงก๊กจะเข้าร่วมชุมนุมด้วย โดยพวกเขามีความไม่พอใจนโยบายการเคหะของรัฐอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว/p pเหลียงชุนอิงเป็นลูกชายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่การที่เขาสร้างรายนับล้านได้จากการเป็นผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็น "จักรพรรดิ์แห่งชนชั้นกรรมาชีพ" ตัวเขายังถูกผู้ประท้วงล้อเลียนโดยแต่งรูปเขาเป็นแดรกคูล่าและตะโกนไล่ให้เขาไปลงนรก/p pฮ่องกงยังติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของเขตบริหารที่มีช่องว่างรายได้สูง โดยเมื่อไม่นานมานี้ธนาคารเครดิตสวิสได้รายงานเรื่องความมั่งคั่งของโลกในปี 2557 ซึ่งมีเขตบริหารพิเศษฮ่องกงติดอยู่ในอันดับที่ 3 ของประเทศที่มีการกระจายรายได้อย่างไม่เป็นธรรม วัดจากจำนวนผู้มีความร่ำรวยสูงสุดร้อยละ 10 ของฮ่องกงถือสินทรัพย์อยู่ถึงร้อยละ 77.5 เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของคนทั้งประเทศ ทางด้านประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 6 ผู้มีความร่ำรวยร้อยละ 10 ถือสินทรัพย์ร้อยละ 73.8 เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของคนทั้งประเทศ/p pเหลียงชุนอิงยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อวอลล์สตรีทเจอนัลอีกว่า ทางรัฐบาลจะยืนยันไม่ให้มีการลงสมัครรับเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็หวังว่าจะมีการเจรจาหารือให้กับกลุ่มผู้ประท้วงจนหาข้อตกลงร่วมกันได้ เช่นการมีเงื่อนไขประนีประนอมที่ทำให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้งเป็นกลุ่มคนที่ผู้ประท้วงยอมรับได้/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://qz.com/284352/hong-kong-has-too-many-poor-people-to-allow-direct-elections-leader-says/"Hong Kong has too many poor people to allow direct elections, leader says/a, Quartz, 20-10-2014/p pa href="http://online.wsj.com/articles/hong-kong-leader-sticks-to-election-position-ahead-of-talks-1413817975"Hong Kong Leader Warns Poor Would Sway Vot/ae, The Wall Street Journal, 20-10-2014/p pa href="http://www.cnbc.com/id/102097479#."Maybe US wealth inequality isn't as bad as you thought,/a CNBC, 17-10-2014br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3HCaDNWHuOQ" height="1" width="1"/

สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สร้อง รมว.แรงงาน สอบ สนง.คุ้มครองแรงงานสมุทรปราการ

3 hours 32 min ago
divสหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สส่งหนังสือถึง "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ ระบุปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สเปิดเผยว่าได้ส่งหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ โดยสหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สระบุว่าเจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน/div divnbsp;/div divทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ ได้ทำการรับรองว่าการเปลี่ยนข้อบังคับในการทำงานของบริษัทลินเด้ a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56066"(อ่านเพิ่มเติม: สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สค้านประกาศบริษัทฯ ชี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง)/a นั้นถูกต้องตามมาตรา 110 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยไม่มีการตรวจสอบหรือสั่งให้แก้ไขตามมาตรา 108 แต่อย่างใด/div divnbsp;/div divโดยสหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สระบุว่าประกาศการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับในการทำงานของบริษัทลินเด้นี้เป็นการออกประกาศที่จงใจละเมิดข้อตกลงสภาพการจ้างที่บริษัทฯ ทำกับสหภาพแรงงานไว้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ประกาศการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับฉบับนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณกับลูกจ้างอีกด้วย/div divnbsp;/div divซึ่งสหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สเห็นว่าการรับรองประกาศการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับในการทำงานนี้โดยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ นั้นดำเนินการโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน อาจส่งผลให้มีการละเมิดสิทธิแรงงานและการละเมิดกฎหมายแรงงาน จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสั่งการให้มีการตรวจสอบในกรณีนี้/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56098" target="_blank"กลุ่มสหภาพเคมีภัณฑ์จี้ บ.ลินเด้ เคารพสิทธิสหภาพแรงงาน/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56066" target="_blank"สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สค้านประกาศบริษัทฯ ชี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YmRAyPwnHjE" height="1" width="1"/

180 วัน ‘คิดถึงบิลลี่’ กับ ‘คังด้ง’ 1,000 ใย

9 hours 33 min ago
pกิจกรรม 180 วัน คิดถึงบิลลี่กับคังด้ง 1,000 ใย จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีเรียกขวัญบิลลี่เท่านั้นแต่ยังเป็นการปลอบขวัญชาวบ้านบางกลอย นำกำลังใจจากคนเมืองที่สนใจอยากให้ความช่วยเหลือไปสู่ชาวบ้านซึ่งกิจกรรมลำดับถัดไปกลุ่มดินสอสีได้จัดตั้งกองทุนบิลลี่เพื่อครอบครัวและต่อสู้คดีอีกด้วย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3948/15409488978_59fd4987df_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5610/15595589715_e40e8f44ec_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3954/15409487628_5d453c5c3e_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5616/14975438573_2bf6467d5b_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3955/15571911636_55036426c5_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3952/15409589247_2ae5a68282_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5609/15409502858_5ff8ac5a5c_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3949/14975454343_edc98e6241_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5606/14974871094_f112d025ea_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3942/14974869444_a9305906c2_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3937/15571924956_e54c0dd14f_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มาของภาพ:nbsp;กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์/strong/span/p pคังด้งหรือใยแมงมุม 1,000 ใย ที่ทางกลุ่มดินสอสีและประชาชนผู้เข้าร่วมกิจกรรม "เราทุกคน คือ บิลลี่" ร่วมกันทำขึ้น (ครั้งที่1 ‘WE ALL BILLY’ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2557 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ, ครั้งที่ 2 วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557 ณ สยามสมาคม สุขุมวิท 21) ถูกนำออกมาแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเรียกขวัญบิลลี่ ที่สะพานแขวนระหว่างหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี วันที่ 19-20 ตุลาคม 2557 นำไปแขวนไว้ที่ราวสะพาน ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เรียกขวัญบิลลี่ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถึง 6 เดือน (180 วัน) ให้กลับบ้าน โดย มีปู่คออี้ มิมี ผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยง วัย 105 ปี เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม การประกอบพิธีกรรมเป็นไปอย่างเรียบง่ายโดยการนำคังด้งตบลงกับพื้นบริเวณสะพานและระหว่างประกอบพิธีห้ามผู้คนสัญจรผ่าน/p pกิจกรรมครั้งนี้ นำโดย กลุ่มดินสอสี เครือข่ายกระเหรี่ยงภาคตะวันออกและภาคเหนือกับชาวบ้านบางกลอย นักข่าวและช่างภาพจากหลายสำนัก รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กร เช่น แอมเนสตี้-ไทย รวมแล้วเกือบ 100 คน แม้ว่า ฝนจะตกแต่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างออกไปผูกคังด้งกับราวสะพานแขวนท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ/p p“เมื่อกลไกรัฐทำงานล่าช้า เราต้องใช้วิธีนี้” ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงกล่าว คังด้ง เป็นสัญลักษณ์ของใยแมงมุมซึ่งตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงมีไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมในงานบุญต่างๆ เรียกขวัญหรือวิญญาณให้มาอยู่ในคังด้ง มักติดเอาไว้ตามบ้านเพื่อเป็นเครื่องหมายนำทางให้ขวัญหรือวิญญาณกลับบ้าน คังด้งใช้เชือกไหมพรมหลายสีม้วนพันไว้บนไม้รูปกากบาทสี่แฉกหรือหกแฉกแล้วทำเป็นตุ้มสำหรับแขวน ทั้งนี้ นอกจากเรียกขวัญบิลลี่กลับบ้านยังเป็นการให้กำลังใจชาวบ้านบางกลอยซึ่งถูกอพยพโยกย้ายจากบางกลอยบนลงมาที่หมู่บ้านโป่งลึกในปัจจุบัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3935/14974867504_b24557d017_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5613/15592935901_1eda3ebcb2_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5600/15571909136_f0079f28d1_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"strong style="color: rgb(255, 140, 0); text-align: center;"ที่มาของภาพ:nbsp;กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์/strong/p pปัญหาอพยพโยกย้ายชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ปี 2554 กลายเป็นข่าวโด่งดังและยังเป็นคดีความในชั้นศาล เมื่อพบว่า มีการเผาไล่รื้อบ้านและฉางข้าวของพวกเขาเพื่อให้ออกมานอกเขตป่าแก่งกระจานที่กำลังถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลกและบิลลี่เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องความเป็นธรรมก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 6 เดือน/p pตัวแทนชาวกะเหรี่ยงขยายความต่อไปว่า บิลลี่เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตามกฏหมายองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ระบุว่าบุคคลที่รับราชการหรือเป็นพนักงานของรัฐไม่ปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบงานเกินกว่า 180 วัน ให้หมดสิทธิ์ในหน้าที่ราชการทันที ตัวแทนชาวกะเหรี่ยง ชี้ว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ คนของรัฐหายตัวไปอย่างไร้ร่อรอย ต้นสังกัดนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ?/p pลำดับต่อมาในช่วงเย็นเป็นพิธีการให้กำลังใจครอบครัวของบิลลี่ด้วยการจุดเทียนรำลึกถึงผู้หายไปพร้อมกับบทเพลงให้กำลังใจชาวบ้านและการแสดงเตหน่าของหญิงชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย โดย ลูกสาวของบิลลี่ร่วมจุดเทียนรำลึกถึงพ่อของเธอด้วย ต่อกรณีของบิลลี่ นับเป็นการบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพราะมีหลักฐานปรากฏเป็นที่ชัดเจนว่า ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย บิลลี่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการสอบสวนในชั้นศาล/p pstrongกิจกรรม 180 วัน คิดถึงบิลลี่กับคังด้ง 1,000 ใย จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีเรียกขวัญบิลลี่เท่านั้นแต่ยังเป็นการปลอบขวัญชาวบ้านบางกลอย นำกำลังใจจากคนเมืองที่สนใจอยากให้ความช่วยเหลือไปสู่ชาวบ้านซึ่งกิจกรรมลำดับถัดไปกลุ่มดินสอสีได้จัดตั้งกองทุนบิลลี่เพื่อครอบครัวและต่อสู้คดีอีกด้วย/strong/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Zsj6AS1KMNM" height="1" width="1"/

สั่งจัดระเบียบรอบ 2 จยย.รับจ้าง-รถตู้-ชายหาด หลังกลับสู่ความไม่เป็นระเบียบ

10 hours 3 min ago
pรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย คสช. และ ครม. จะประชุมร่วม 4 พ.ย. - ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในที่ประชุม ครม. ว่ารถตู้ จักรยานยนต์รับจ้าง ชายหาด เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มกลับสู่ความไม่เป็นระเบียบ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดระเบียบอีกรอบ และจะหาทางช่วยผู้ประกอบการด้วย/p div !--break--!--break--/div p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3938/15408862739_d0591abf36_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. หลังการประชุม ครม. เมื่อ 21 ต.ค. 2557 (ที่มา: /spana href="http://www.thaigov.go.th/th/new-photos/211014/211014-50193.html"span style="color:#ff8c00;"ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p p22 ต.ค. 2557 - เมื่อวานนี้ เวลา 14.30 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) nbsp;ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี nbsp;เป็นประธาน ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้/p pรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การประชุม ครม. วันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการกำหนดการประชุมร่วมกันระหว่าง ครม.กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ซึ่งการประชุมร่วมกันครั้งนี้ จะมีการหารือและพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของ คสช. และครม. ด้วย เพราะในส่วนของ คสช. คือ 5 บวก 1 และ ครม. คือ 5/p pขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ปรารภถึงเรื่องของการจัดระเบียบพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถตู้ มอเตอร์ไซค์ ชายหาด ซึ่งการจัดระเบียบเบื้องต้นในบางกรณี ถือว่าลงตัวและเรียบร้อยดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่าเริ่มกลับไปสู่ความไม่เป็นระเบียบอีกแล้ว จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ใหม่อีกครั้ง/p pอย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี ยังคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีการจัดระเบียบ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ไปดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ได้กำหนดมาตรการหรือหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการดังกล่าว เพื่อแบ่งเบาความเดือดร้อนเหล่านั้นด้วย/p pส่วนมาตรการในการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ทั้งความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือในระหว่างการขนส่งและการเดินทางท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานกับผู้ประกอบการให้ดำเนินการควบคุมมาตรการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม และอาจต้องมีการกำหนดบทลงโทษหากมาตรการในเรื่องดังกล่าวยังหละหลวม เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นประโยชน์โดยรวมต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kKJrTtBHrNc" height="1" width="1"/

ครม.เห็นชอบแผนสร้างรถไฟทางคู่ 903 กม.-รถไฟฟ้า 4 สาย-ศึกษารางมาตรฐาน

10 hours 49 min ago
p align="LEFT"คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนลงทุนคมนาคม งบปี'58-สร้างรถไฟทางคู่ ราง 1 เมตร 6 สายรวม 903 กม.-ทำ EIA รางมาตรฐาน 1.435 เมตร กทม.-โคราช-มาบตาพุด, กทม.-ระยอง, โคราช-หนองคาย รวม 1,060 กม.-สร้างรถไฟฟ้า 4 สาย ประกวดราคา 7 สาย-ศึกษาเส้นทาง 1 สาย - มอเตอร์เวย์พัทยา-มาบตาพุด ขยายถนน 4 เลน 5 สาย-ทางหลวงระหว่างประเทศ 4 สาย ฯลฯ/p p align="LEFT" !--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3951/14974388264_b40e9882af_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ เป็นสถานีชุมทางของรถไฟสายใต้ สายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ (แฟ้มภาพ/ประชาไท)/strong/span/p p align="LEFT"nbsp;/p p align="LEFT"strong22 /strongstrongต/strongstrong./strongstrongค/strongstrong. 2557 - /strongstrongในการประชุมคณะรัฐมนตรี /strongstrong(/strongstrongครม/strongstrong.) /strongstrongประจำวันที่ /strongstrong21 /strongstrongต/strongstrong./strongstrongค/strongstrong. 2557 /strongstrongครม/strongstrong. /strongstrongมีการ/strongstrongเสนอ/strongstrongแผนการดำเนินงานรถไฟทางคู่ ประจำปีงบประมาณ พ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2558 /strongstrongและ /strong strongแผนการดำเนินงานโครงการลงทุนพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง/strong strongปี/strong strongพ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2558 /strongstrongโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/strong/p p align="LEFT"ในเรื่อง strongแผนการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่/strong strongปีงบประมาณ/strong strongพ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 25/strongstrong5/strongstrong8 /strongคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแผนการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ตามที่กระทรวงคมนาคม (กระทรวงคมนาคม) เสนอ/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strongสาระสำคัญของเรื่อง/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"1. กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการประเมินสถานการณ์ด้านคมนาคมขนส่งในปัจจุบันแล้วพบว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าชายแดน และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กระทรวงคมนาคม จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 ซึ่งมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 4 เป้าหมาย ประกอบด้วย 1) เสริมสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2) เสริมสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3) เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และ 4) สร้างโอกาสสำหรับการแข่งขันและให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน และ 5 แผนงาน ประกอบด้วย 1) การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 2) การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3) การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 4) การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ 5) การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2. กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดเพื่อแก้ไข/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"ปัญหาด้านการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 11 ตุลาคม 2557 โดยได้จัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทางรถไฟประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งสถานะในการดำเนินงานโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง 1.00 เมตร และรถไฟทางคู่ขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร มีดังนี้/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong2.1 /strongstrongสถานะรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง/strong strong1.00 /strongstrongเมตร/strong strong(Meter Gauge) /strongstrongในปัจจุบัน/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงข่ายทางรถไฟระยะทาง 4,043 กิโลเมตร ให้บริการครอบคลุมเพียง 47 จังหวัด ประกอบด้วย ทางเดี่ยว ระยะทาง 3,685 กิโลเมตร หรือร้อยละ 91.1 ทาง สามระยะทาง 107 กิโลเมตร หรือร้อยละ 2.7 (ช่วงรังสิต-ชุมทางบ้านภาชี) ระยะทาง 61 กิโลเมตร และช่วงหัวหมาก – ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 46 กิโลเมตร) strongที่เหลือเป็นทางคู่ระยะทาง/strong strong251 /strongstrongกิโลเมตร/strong strongหรือร้อยละ/strong strong6.2 /strongstrongประกอบด้วย/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong2.2 /strongstrongแผนการดำเนินการในปีงบประมาณ/strong strong2558 /strongstrongภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2.2.1 โครงการที่พร้อมดำเนินการก่อสร้าง 1 โครงการ คือ โครงการ/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"รถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างประกวดราคา [ได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแล้ว]/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2.2.2 โครงการที่อยู่ระหว่างนำเสนอขออนุมัติโครงการ [ได้รับความเห็นชอบรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแล้ว] จำนวน 2 โครงการ ได้แก่/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"1. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น - ระยะทาง 185 กิโลเมตร อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติโครงการคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในไตรมาสที่ 1 และประกวดราคาได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2558/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2. โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการในไตรมาสที่ 2 และประกวดราคาได้ ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2558/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2.2.3 โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านคมนาคมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมกับเอกชน ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จำนวน 3 โครงการ ได้แก่/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"1. ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตรbr /2. ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตรbr /3. ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"โดยคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2557 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการเพื่อการประกวดราคาต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังดำเนินโครงการรถไฟทางคู่แล้วเสร็จ จำนวน 6 เส้นทางดังกล่าว จะทำให้มีโครงข่ายรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้นระยะทาง 903 กิโลเมตร อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการเดินรถที่คับคั่งและรองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของประเทศ ลดระยะเวลาการเดินทาง ลดอุบัติเหตุ เพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มคุณภาพชีวิตในการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong2.2.4 /strongstrongดำเนินการศึกษาและออกแบบรายละเอียดในปีงบประมาณ /strongstrong2558 /strongstrongจำนวน /strongstrong8 /strongstrongเส้นทางได้แก่/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong1. /strongstrongหัวหิน/strongstrong-/strongstrongประจวบคีรีขันธ์ /strongstrong90/strongbr /strong2. /strongstrongปากน้ำโพ/strongstrong-/strongstrongเด่นชัย /strongstrong285/strongbr /strong3. /strongstrongชุมทางถนนจิระ/strongstrong-/strongstrongอุบลราชธานี /strongstrong309/strongbr /strong4. /strongstrongขอนแก่น/strongstrong-/strongstrongหนองคาย /strongstrong174/strongbr /strong5. /strongstrongชุมพร/strongstrong-/strongstrongสุราษฎร์ธานี /strongstrong167/strongbr /strong6. /strongstrongสุราษฎร์ธานี/strongstrong-/strongstrongสงขลา /strongstrong339/strongbr /strong7. /strongstrongหาดใหญ่/strongstrong-/strongstrongปาดังเบซาร์ /strongstrong45/strongbr /strong8. /strongstrongเด่นชัย/strongstrong-/strongstrongเชียงใหม่ /strongstrong217/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"โดยเส้นทางทั้งหมดอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จประมาณปลายปี พ.ศ. 2558 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการเพื่อการประกวดราคาต่อไป/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong2.3 /strongstrongการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง/strong strong1.435 /strongstrongเมตร/strong strong(Standard Gauge)/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2.3.1 สถานะรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง 1.435 เมตร (Standard Gauge) ในปัจจุบันยังไม่มีโครงข่ายทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2.3.2 แผนการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง 1.435 เมตร/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"กระทรวงคมนคม ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลตามกรอบยุทธศาสตร์ฯ ในการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ ขนาดทางมาตรฐาน เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง ดังนี้/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"1. ช่วงกรุงเทพฯ นครราชสีมา และนครราชสีมา-มาบตาพุด ระยะทาง 512 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเตรียมการศึกษาทบทวนปรับแบบกรอบรายละเอียด รวมทั้งเสนอขออนุมัติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"2. ช่วงกรุงเทพฯ –ระยอง ระยะทาง 193 กิโลเมตร ได้ศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"3. ช่วงนครราชสีมา- หนองคาย ระยะทาง 355 กิโลเมตร อยู่ระหว่างศึกษา ออกแบบกรอบรายละเอียด รวมทั้งเสนอขออนุมัติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาดำเนินการ 14 เดือน/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"ทั้งนี้ เมื่อการศึกษาออกแบบกรอบรายละเอียดแล้วเสร็จ ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปสู่การขออนุมัติโครงการและก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 – 2563 ตามลำดับ จะทำให้ประเทศไทยมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ขนาดทางมาตรฐาน ระยะทาง 1,060 กิโลเมตร/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"strong2.4 /strongstrongภาพรวมการพัฒนารถไฟทั้งระบบ/strong/p p align="LEFT" style="margin-left: 40px;"เมื่อดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 แล้วเสร็จ จะทำให้โครงข่ายทางรถไฟทางคู่ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีระยะทางเพียง 251 กิโลเมตร เพิ่มขึ้นเป็นระยะทาง 3,589 กิโลเมตร/p p align="CENTER" style="margin-left: 40px;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p pstrongส่วน/strongstrongเรื่องแผนการดำเนินงานโครงการลงทุนพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง/strong strongปี/strong strongพ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2558 /strongคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแผนการดำเนินงานโครงการลงทุนพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง ปี พ.ศ. 2558 ตามที่ กระทรวงคมนาคม เสนอ/p p style="margin-left: 40px;"strongสาระสำคัญของเรื่อง/strong/p p style="margin-left: 40px;"1. กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งทางบกทางน้ำ และทางอากาศ ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-11 ตุลาคม 2557 และได้จัดทำ สรุปแผนการดำเนินงานโครงการลงทุนพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญในปี พ.ศ. 2558 อันจะแสดงให้เห็นถึงการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศในภาพรวม โดยสรุปได้ ดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"strong1.1 /strongstrongการพัฒนารถไฟทางคู่/strong/p p style="margin-left: 40px;"กระทรวงคมนาคมโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เตรียมการสำหรับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง 1 เมตร และขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร ทั้งในเรื่องการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด การประกวดราคา การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการก่อสร้าง โดยมีรายละเอียด ดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"strong1.1.1. /strongstrongรถไฟทางคู่ขนาดความกว้าง/strong strong1 /strongstrongเมตร /strongstrong(Meter Gauge)/strong/p p style="margin-left: 40px;"(1) ประกวดราคา 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กิโลเมตร และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"(2) รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร และนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"(3) ศึกษาออกแบบรายละเอียด 8 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร ปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กิโลเมตร ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กิโลเมตร ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กิโลเมตร ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กิโลเมตร สุราษฎร์ธานี-สงขลา ระยะทาง 339 กิโลเมตร หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร และเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 217 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.1.2 /strongstrongการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ขนาดทางมาตรฐาน/strong strong1.435 /strongstrongเมตร /strong(Standard Gauge) ได้ดำเนินการศึกษาทบทวน ออกแบบกรอบรายละเอียด และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เส้นทางหนองคาย-ขอนแก่น-นครราชสีมา-แก่งคอย-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง-มาบตาพุด ประกอบด้วย/p p style="margin-left: 40px;"(1) เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-มาบตาพุด ศึกษาทบทวน ปรับแบบกรอบรายละเอียด รวมทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน/p p style="margin-left: 40px;"(2) เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ขออนุมัติเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระยะทาง 193 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"(3) เส้นทางนครราชสีมา-หนองคาย ศึกษาออกแบบกรอบรายละเอียด ระยะเวลาดำเนินการศึกษา 14 เดือน/p p style="margin-left: 40px;"strong1.2 /strongstrongการพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong1.2.1 /strongstrongเร่งรัดก่อสร้าง/strong strong4 /strongstrongเส้นทาง/strong ได้แก่ เส้นทาง (1) รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ระยะทาง 23 กิโลเมตร (2) รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ- ท่าพระ ระยะทาง 27 กิโลเมตร (3) รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 12.80 กิโลเมตร และ (4) รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.2.2/strong strongประกวดราคา/strong strong1 /strongstrongเส้นทาง/strong คือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต –สะพานใหม่ – คูคต ระยะทาง 18.40 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.2.3 /strongstrongโครงการและเตรียมการประกวดราคา/strong strong6 /strongstrongเส้นทาง/strong ได้แก่ เส้นทาง (1) รถไฟฟ้าสาย สีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี ระยะทาง 21.2 กิโลเมตร (2) รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร (3) รถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว – สำโรง ระยะทาง 29.1 กิโลเมตร (4) รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ช่วงดอนเมือง – บางซื่อ – พญาไท ระยะทาง 21.8 กิโลเมตร (5) รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง ระยะทาง 25.5 กิโลเมตร และ (6) รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.2.4 /strongstrongศึกษาออกแบบรายละเอียด/strong strong1 /strongstrongเส้นทาง/strong คือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค – พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.3 /strongstrongการพัฒนาทางหลวงสายหลัก/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong1.3.1 /strongstrongจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง/strong strong(Motorway) /strongstrongสายพัทยา/strongstrong – /strongstrongมาบตาพุด/strong ระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งได้รับงบประมาณปี 2558/p p style="margin-left: 40px;"strong1.3.2 /strongstrongเร่งรัดก่อสร้างขยายทางหลวง/strong strong4 /strongstrongช่องจราจร/strong ประกอบด้วย strong5 /strongstrongเส้นทาง/strongสำคัญ ซึ่งสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2558 ได้แก่ เส้นทาง (1) ทล.304 อำเภอกบินทร์บุรี – อำเภอวังน้ำเขียว ตอน 3 ระยะทาง 15.51 กิโลเมตร (2) ทล.304 กบินทร์บุรี – อำเภอปักธงชัย (ทางเชื่อมผืนป่า) ระยะทาง 3 กิโลเมตร (3) ทล.4 กระบี่ – อำเภอห้วยยอด ระยะทาง 16.45 กิโลเมตร (4) ทล.3138 อำเภอบ้านบึง – อำเภอบ้านค่าย ตอน 3 ระยะทาง 18.23 กิโลเมตร และ (5) ทล.314 อำเภอบางปะกง – ฉะเชิงเทรา ตอน 2 ระยะทาง 3.25 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.3.3 /strongstrongก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ/strong ประกอบด้วย strong4 /strongstrongเส้นทาง/strongสำคัญ ซึ่งสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2558 ได้แก่ เส้นทาง (1) ทล.212 อำเภอโพนพิสัย – บึงกาฬ ตอน 1 ระยะทาง 30 กิโลเมตร (2) ทล.12 ตาก – แม่สอด ตอน 3 ระยะทาง 25.50 กิโลเมตร (3) ทล.12 กาฬสินธุ์ – อำเภอสมเด็จ ตอน 2 ระยะทาง 11.00 กิโลเมตร และ (4) ทล. 3 ตราด – หาดเล็ก ตอน 2 จังหวัดตราด ระยะทาง 35 กิโลเมตร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.4 /strongstrongการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong1.4.1 /strongstrongเสนอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติโครงการ/strong strong2 /strongstrongโครงการ/strong ได้แก่ (1) การก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง และ (2) การก่อสร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) (ระยะที่ 1)/p p style="margin-left: 40px;"strong1.4.2 /strongstrongดำเนินการก่อสร้าง/strongระบบป้องกันตลิ่งเพื่อพัฒนาร่องน้ำทางเรือเดิน (ระยะที่ 1) ในแม่น้ำป่าสัก/p p style="margin-left: 40px;"strong1.5 /strongstrongการเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการขนส่งทางอากาศ/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong1.5.1 /strongstrongทบทวน/strong strongสำรวจ/strong strongออกแบบ/strong strongและก่อสร้าง/strong strongณ/strong strongท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong(1) /strongstrongทางวิ่งสำรองด้านทิศตะวันตก/strong strongณ/strong strongท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ/strong strongจะดำเนินการสำรวจ/strong strongออกแบบ/strongเพื่อรองรับการขึ้น – ลงของอากาศยานในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือทางวิ่งเส้นที่ 1 หรือเส้นที่ 2 ปิดทำการซ่อมบำรุง/p p style="margin-left: 40px;"strong(2) /strongstrongงานระบบพื้นที่ปฏิบัติการด้านการบิน/strong strong(Airside) /strongจะดำเนินการทบทวนวงเงินงบประมาณให้มีความเหมาะสม ตามความจำเป็นต่อการใช้งาน โดยคาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ภายในปี 2558/p p style="margin-left: 40px;"strong(3) /strongstrongงานอาคารที่พักผู้โดยสารอเนกประสงค์/strong strong(Multi – Terminal) /strongด้านทิศเหนือ พร้อมสะพานเทียบเครื่องบิน ลานจอดอากาศยาน ระบบขนส่งผู้โดยสารเพื่อเชื่อมกับอาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal) รวมทั้งที่จอดรถยนต์ ทั้งนี้ เป็นการก่อสร้างเพื่อทดแทนการขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชน/p p style="margin-left: 40px;"strong(4) /strongstrongงานระบบสาธารณูปโภค/strong (ระบบไฟฟ้า ประปา และระบบบำบัดน้ำเสีย) จะดำเนินการทบทวนวงเงินงบประมาณให้มีความเหมาะสมตามความจำเป็นต่อการใช้งาน เพื่อเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2558/p p style="margin-left: 40px;"strong1.5.2 /strongstrongดำเนินการก่อสร้างขยายท่าอากาศยานภูเก็ต/strong เพื่อรองรับผู้โดยสารจาก 8 ล้านคน เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้บริการแก่ผู้โดยสาร/p p style="margin-left: 40px;"strong1.5.3 /strongstrongท่าอากาศยานอู่ตะเภา/strong กระทรวงคมนาคม ได้จัดให้มีคณะทำงานโดยมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง [สนข. กรมการบินพลเรือน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และ รฟท.] เป็นคณะทำงาน โดยคณะทำงานได้หารือร่วมกับกองทัพเรือในการเตรียมการstrongวางแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานพาณิชย์แห่งที่/strong strong3 /strongstrongเพื่อรองรับการขนส่งสินค้า/strong strongผู้โดยสาร/strong strongรวมทั้งวางแผนการเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานอู่ตะเภา/strong ซึ่งคาดว่าจะได้สรุปแผนการดำเนินงานและแผนการเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องแต่ละหน่วยงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2558/p p style="margin-left: 40px;"strong1.6 /strongstrongการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ/strong/p p style="margin-left: 40px;"strongเร่งรัดจัดซื้อรถโดยสารประจำทางใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ/strong strongNGV /strongstrongจำนวน/strong strong3,183 /strongstrongคัน/strong โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถปรับอากาศ 5 คันแรกภายในเดือนมกราคม 2558 เพื่อทดลองวิ่งดำเนินการ และภายในเดือนมีนาคม 2558 จะได้รับมอบรถตามสัญญาจำนวน 489 คัน ส่วนที่เหลือ 2,694 คัน ได้รับมอบภายในปี 2558/p p style="margin-left: 40px;"2. ขณะนี้กระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างการประมวลสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2557 วันที่ 4 ตุลาคม 2557 และวันที่ 11 ตุลาคม 2557 และคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อจัดทำเป็นstrongแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย/strong strongพ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2558-2567 (/strongstrongระยะ/strong strong10 /strongstrongปี/strongstrong)/strong รวมทั้งจัดทำstrongแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน/strong strongพ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2558 (Action Plan) /strongstrongเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการของแผนพัฒนาโครงการพื้นฐานฯ/strong strongและแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนฯ/strong strongดังกล่าวข้างต้นในโอกาสต่อไป/strong เพื่อหน่วยงานได้ใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้/p pstrongสำหรับผลการประชุม ครม/strongstrong. /strongstrongประจำวันที่ /strongstrong21 /strongstrongต/strongstrong./strongstrongค/strongstrong. เรื่องอื่นๆnbsp;/strongstrongสามารถติดตามได้a href="http://www.thaigov.go.th/th/2012-07-18-11-42-15/item/86867"ที่นี่/a/strong/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_Ouz1Y2YOuk" height="1" width="1"/

ไทยพลาดที่นั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

12 hours 43 min ago
pไทยได้คะแนนน้อยสุดในบรรดา 5 ชาติเอเชียที่ลงชิงที่นั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น ชาติที่ได้รับเลือกคือกาตาร์ บังกลาเทศ อินโดนีเซีย อินเดีย ขณะที่ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ให้เลิก คสช.-กฎอัยการศึก ปรับปรุงสิทธิมนุษยชนให้มีมาตรฐานก่อนไปเสนอตัวชิงที่นั่งยูเอ็น/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5599/15408391497_62581fde30_z.jpg" style="width: 560px; height: 428px;" //p p22 ต.ค. 2557 - เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ แห่งองค์การสหประชาชาติ มีการเลือกตั้งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) หรือ UNHRC จำนวน 15 ที่นั่ง หลังสมาชิกคณะมนตรีของ UNHRC ชุดเก่าหมดวาระ/p pสำหรับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติชุดใหม่จะเริ่มทำงานวันที่ 1 ม.ค. 2558 มีวาระทำงาน 3 ปี/p pโดยสมาชิกในทวีปเอเชีย มีโควตาที่จะได้รับเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จำนวน 4 ชาติ จากทั้งหมด 15 ที่นั่ง โดยมีชาติที่สมัคร 5 ชาติ ได้แก่ กาตาร์ บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย/p pผลการลงมติโดยสมาชิกในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ แห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งชาติที่จะผ่านการรับรองต้องได้เสียงอย่างน้อยเกินกึ่งหนึ่งหรือ 97 เสียง ผลปรากฏว่า อินเดีย ได้รับการรับรอง 162 เสียง อินโดนีเซีย 152 เสียง บังกลาเทศ 149 เสียง กาตาร์ 142 เสียง จึงได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ส่วนไทยได้รับการรับรอง 136 เสียง จึงไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ/p pก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 มีการเลือกตั้งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council - UNHRC) วาระปี พ.ศ.2553-2556 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก จำนวน 14 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าไทยได้รับคะแนนเสียง 182 เสียงเป็นอันดับ 2 จาก 14 ประเทศ รองจากมัลดีฟส์ ซึ่งได้ 185 เสียง ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิก UNHRC เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการจัดตั้ง UNHRC เมื่อปี พ.ศ. 2549/p pขณะที่อินเดีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นชาติที่ได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นวาระที่สองติดต่อกัน/p pอนึ่ง ก่อนมีการลงมติในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ โดยแบรด อดัม ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ได้ส่งa href="http://www.hrw.org/news/2014/10/21/thailand-human-rights-watch-letter-un-human-rights-council-candidacy"จดหมายเปิดผนึก/a ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไทยปฏิบัติตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ก่อนที่จะเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอีกสมัย/p pโดยข้อเสนอของฮิวแมน ไรท์ วอทซ์ รวมไปถึงเรื่อง ยกเลิกกฎอัยการศึก ยกเลิก คสช. ยุติการเซ็นเซอร์ เปิดกว้างด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยุติการทรมานและควบคุมตัวบุคคลโดยไม่เปิดเผย การมีความรับผิดชอบต่อสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองและเหตุการละเมิดสิทธิ รวมทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้ คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ปกป้องสิทธิผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และไม่ใช้วิธีปราบปรามยาเสพย์ติดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tOtWJuTI7gY" height="1" width="1"/

กสม.ชี้ โครงการเขตเศรษฐกิจฯทวาย ละเมิดสิทธิฯแบบข้ามพรมแดน

13 hours 49 min ago
pกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจฯทวาย เข้าให้ข้อมูลคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ สะท้อนภาพรวมของผลกระทบ ที่ยังไม่ได้แก้ไข ภายใต้การผลักดันโครงการครั้งใหม่ของรัฐบาลไทย-พม่า ด้าน‘หมอนิรันดร์’ ชี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบข้ามพรมแดน/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5611/15408052620_7475cf11eb.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p21 ต.ค. 57 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย(Dawei Special Economic Zone – DSEZ) พร้อมตัวแทนภาคประชาสังคม เดินทางให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และเสนอข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการที่กำลังจะเดินหน้าอีกครั้ง หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสภาพพม่าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 –10 ตุลาคม ที่ผ่านมา a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/55916"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pตัวแทนจากสมาคมพัฒนาทวาย(Dewei Development Association – DDA) เปิดรายงานฉบับใหม่ที่ชื่อว่า “เสียงจากชุมชน: ข้อกังวลต่อโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้อง” โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลผลกระทบและข้อกังวลของคนในชุมชน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/p pในรายงานฉบับดังกล่าวระบุถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนในเขตโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดและเป็นที่มาของปัญหาอื่นๆ คือ ในการดำเนินโครงการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการสร้างท่าเรือขนาดเล็กซึ่งปัจจุบันได้สร้างเสร็จแล้ว การสร้างถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางเข้าออก และกิจกรรมอื่นๆ ที่กำลังจากเกิดขึ้น ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ไม่ได้มีการแจ้งให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทราบอย่างทั่วถึง ชาวบ้านโดยส่วนมากได้รับข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากการบอกเล่าปากต้องปาก ซ้ำยังไม่เข้าใจรายละเอียดของโครงการว่าเกี่ยวข้องกับอะไร เพราะไม่ได้มีการแจ้งรายละเอียดใดๆให้ทราบ/p pรายงานฉบับนี้ยังระบุถึงกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้าน ด้วยว่า เป็นเพียงการเรียกเชิญเฉพาะบุคคลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินโครงการ หรือเป็นบุคคลที่เห็นด้วยกับโครงการเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเข้ามาพูดคุยของเจ้าหน้าที่รัฐ(พม่า)กับชาวบ้านอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านและชุมชนแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพียงการเข้ามาบอกข้อเสนอข้อรัฐเท่านั้น/p pสิ่งที่เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การยึดคืนที่ดินที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งส่วนมากประมากประมาณร้อย 71 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ขาดการตกลงระหว่างรัฐกับชุมชน และมีการจ่ายค่าชดเชยที่ไม่ถูกต้อง/p p“ชาวบ้านอย่างเราไม่รู้ข้อมูลอะไรมาก เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาบอกว่าจะต้องใช้พื้นที่ตรงนี้ก่อสร้างโครงการ แล้วให้เราเซ็นรับเงินชดเชย ซึ่งถึงว่าน้อยมากไม่เพียงพอที่จะย้ายออกไปหาที่ทำกินใหม่ แต่เราก็ต้องรับ เพราะเขาขู่ว่าถ้าไม่เซ็นรับจะไม่ได้อะไรเลย” ชาวบ้านจากทวายกล่าว/p p“เมื่อสองปีก่อน มีการสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึก สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีชาวบ้านในหมู่บ้านมูดู 16 คนสูญเสียที่ทำกินของตัวเอง จนกระทั้งวันนี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ เลย” U Aung Myint ชาวบ้านหมู่บ้านมูดูกล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3952/15591005581_6a86cd55ce.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p pขณะที่ Saw Keh Doh ชาวบ้านจากหมู่บ้านตะบิวซองได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการและมีการสร้างถนนเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้ตนและคนในหมู่บ้าน สูญเสียทั้งที่ดินที่ทำกิน น้ำสะอาด และอาชีพ แต่กลับไม่ได้รับการชดเชยอะไร ไม่มีการแจ้งข้อมูลหรือปัญหาที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับโครงการนี้/p pในส่วนของการโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการได้เล่าว่า ได้มีการโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่นาบูเล่ เพื่อที่จะพัฒนาให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่สิ่งที่ยังเป็นที่กังวลคือ บ้านที่รัฐได้สร้างให้ไม่ได้มีโครงสร้างที่มั่นคง และที่สำคัญคือ ชาวบ้านกว่า 32,000 คนที่จะถูกย้ายออกไปส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่พื้นที่ที่จะต้องไปอยู่นั้นไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร ทั้งนี้ยังย้ำว่าหากจะให้ชาวบ้านออกจากพื้นรัฐจะต้องมีหลักประกันว่า คุณภาพชีวิตของพวกเขาจะต้องไม่แย่ลงกว่าเดิม/p pstrongใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ/strong/p p“ที่มาวันนี้เพราะเราต้องการรู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งการให้ข้อมูลครั้งนี้ทางคณะกรรมการสิทธิฯได้เชิญ บริษัท อิตาเลียนไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐไทยกับพม่า แต่น่าเสียดายที่ทางบริษัทปฏิเสธไม่ร่วมงานครั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้แล้ว และยิ่งตอนนี้กำลังจะมีการผลักดันโครงการนี้อีกครั้ง คำถามที่เราต้องการคือใครกันจะเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบที่เกิด ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นอีก”ตัวแทนจากกลุ่มประชาสังคมชุมชนกระเหรี่ยงกล่าว/p pimg alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3936/15408052830_fe81879c45.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pด้าน นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการศึกษารายละเอียดกรณีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายว่า มีการกระบวนดำเนินการที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบข้ามพรมแดน ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจะมีความสำคัญอย่างมากต่อภูมิภาคอาเซียน แต่ก็ไม่สามารถที่จะละเลยเรื่องของสิทธิมนุษยชนได้ อย่างไรก็ตามภายใต้การร่วมในนามกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ได้มีเพียงการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวเท่า แต่ยังมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องสิทธิมนุษยชน และมีกลไกพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคด้วย/p p“แน่นอนผมเองก็เห็นด้วยกับการพัฒนา แต่ประเด็นสำคัญคือเราจะพัฒนาอย่างไรไม่ให้เกิดการทำร้ายประชาชน” นิรันดร์กล่าว/p pขณะที่แนวทางที่คณะกรรมการสิทธิฯ กำลังเร่งดำเนินการคือ จะมีการเชิญตัวแทนจากรัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัทอิตาเลียนไทย เข้ามารับฟังข้อมูลและข้อกังวลจากรายงานพิเศษที่ทางสมาคมพัฒนาทวายได้ทำขึ้น พร้อมทั้งจะเสนอคำแนะนำให้การดำเนินการต่างๆต้องมีความเป็นธรรมต่อคนทุกกลุ่ม โดยจะต้องยึดสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการในการดำเนินงาน ซึ่งภายใน 1-2 สัปดาห์จะมีข้อมูลและหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมรับฟังปัญหา คาดว่าประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะได้มีการพูดคุยร่วมกันระหว่างคณะกรรมการสิทธิฯ ตัวแทนจากรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2013/03/45614" target="_blank" ‘คนทวาย’ หอบปัญหาร้องกรรมการสิทธิฯ ชี้ ‘โครงการทวาย’ กระทบคนนับหมื่น/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/55917" target="_blank"เครือข่ายทวาย ร้องแก้ปัญหาชาวบ้านก่อนรื้อฟื้น #039;โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย#039;/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/55862" target="_blank"รายงาน: จับตาเดินหน้าโครงการทวาย รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/00kbSDka-ig" height="1" width="1"/

ชี้ผู้บริโภคยกเลิกสัญญาใช้เน็ตก่อนกำหนดได้ ไม่ต้องเสียค่าปรับ

14 hours 13 min ago
pคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. ชี้ผู้บริโภคมีสิทธิยกเลิกสัญญาใช้บริการอินเทอร์เน็ตก่อนกำหนดได้ โดยไม่เสียค่าปรับ ระบุ กสทช.ยังไม่เคยเห็นชอบสัญญาให้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการรายใด/p p!--break--!--break--/p p21 ต.ค.2557 วานนี้ ที่สำนักรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม แถลงข่าวกรณี “ยกเลิกบริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้เพราะสัญญาไม่เป็นธรรม” โดยระบุว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ผ่านมา มีการหยิบยกประเด็นปัญหาการยกเลิกบริการอินเทอร์เน็ตหารือในที่ประชุม เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการในหลายพื้นที่ ที่ประชุมจึงขอให้สำนักงาน กสทช. รายงานสถิติเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการ โดยพบว่านับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน มีการร้องเรียนกรณีประสบปัญหาผู้ประกอบการโทรคมนาคมคิดค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เมื่อผู้ใช้บริการต้องการยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 757 กรณี และมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมหลายรายมีการใช้แบบสัญญาซึ่งมีข้อกำหนดที่ขัดต่อกฎหมายและเป็นข้อสัญญาที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการbr /nbsp;br /ทั้งนี้สำนักกฎหมายโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบข้อมูลการให้ความเห็นชอบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมที่ผ่านมา ก็พบว่า ไม่ปรากฏว่า กทช. หรือ กสทช. เคยได้ให้ความเห็นชอบสัญญาให้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการรายใด ดังนั้นเมื่อ กทช. หรือ กสทช. ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ผู้ให้บริการย่อมไม่มีสิทธินำสัญญาหรือเงื่อนไขนั้นไปใช้กับผู้ใช้บริการได้/p pนอกจากนี้ที่ผ่านมา กทค. ได้เคยพิจารณาเงื่อนไขในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ โดยมีความเห็นให้ตัดเงื่อนไขดังกล่าวออก เนื่องจากการกำหนดให้ผู้ใช้บริการจะต้องชำระเงินค่าใช้บริการที่เป็นส่วนลดพิเศษ พร้อมทั้งค่าติดตั้งและค่าลงทะเบียนที่ได้รับยกเว้นให้แก่ผู้ให้บริการ หากเลิกสัญญาก่อนระยะเวลาที่กำหนด ถือเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นการลงโทษ (penalty clause) แก่ผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ การกำหนดข้อสัญญาในลักษณะดังกล่าวเป็นการบังคับให้ลูกค้าไม่สามารถยกเลิกสัญญาก่อนระยะเวลาที่กำหนดได้ มิฉะนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือก่อให้เกิดภาระอย่างหนึ่งอย่างใดเข้าข่ายเป็น tie-in-contact ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายแข่งขันทางการค้า หลักกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และหลักการส่งเสริมการแข่งขันอันเป็นการปิดกั้นสิทธิและทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกรับบริการ ยกเลิกบริการ หรือเปลี่ยนแปลงnbsp; ผู้ให้บริการbr /nbsp;br /ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าติดตั้งแรกเข้ากับผู้บริโภคหากยกเลิกบริการก่อนกำหนด จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 51 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ที่กำหนดว่า เมื่อผู้รับใบอนุญาตได้รับความเห็นชอบในสัญญาหรือเงื่อนไขใดๆ แล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธินำสัญญาหรือเงื่อนไขนั้นไปใช้กับผู้ใช้บริการได้ และข้อสัญญาลักษณะดังกล่าวยังขัดต่อข้อ 15 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งห้ามบริษัท ผู้ให้บริการคิดค่าปรับ หรือค่าเสียหายจากการที่ผู้ใช้บริการยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดbr /nbsp;br /จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ผู้บริโภคทุกรายจึงมีสิทธิยกเลิกสัญญาใช้บริการอินเทอร์เน็ตกับผู้ให้บริการได้ โดยผู้ให้บริการไม่มีสิทธิคิดค่าติดตั้งแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะคณะกรรมการ กสทช. ยังมิได้พิจารณาให้ความเห็นชอบเงื่อนไข สัญญา ของผู้ประกอบการnbsp; แบบหรือเงื่อนไขสัญญาดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันผู้ใช้บริการbr /nbsp;br /เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายโทรคมนาคม ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมจึงมีมติดังนี้/p p1) ขอให้กสทช. แจ้งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายในการคิดค่าปรับ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดกับผู้ให้บริการ หากผู้ใช้บริการยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด/p p2) ให้มีการดำเนินการเพื่อสั่งปรับทางปกครองตามกฎหมายกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกราย ซึ่งกระทำความผิดตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549nbsp; และข้อ 15 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549/p p3) ขอให้ กสทช. สั่งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายคืนเงินให้แก่ผู้ใช้บริการ กรณีเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ได้เก็บจากผู้ใช้บริการเพราะเหตุยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด/p p4) ขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภครับทราบ ถึงสิทธิของผู้ใช้บริการ โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นใดจากผู้ใช้บริการได้เพราะเหตุยกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด/p table style="width: 500px;" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr tdstrongตย. แบบสัญญาที่ขัดต่อประกาศ กสทช./strongbr /nbsp; เงื่อนไขสัญญาว่า “1.1.1 กรณีลูกค้าผู้สมัครใช้บริการ UTRA hi- speed Internet xDSL ยกเลิกก่อนกำหนด ผู้ใช้บริการยินดีชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้าคืนให้แก่บริษัทเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมคืนอุปกรณ์ตามเงื่อนไข” และ “1.1.2 กรณีลูกค้าผู้สมัครใช้บริการ UTRA hi- speed Internet DOCSIS และ FTTH ยกเลิกก่อนกำหนด ผู้ใช้บริการยินดีชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้าคืนให้แก่บริษัทเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท และค่าติดตั้งอุปกรณ์ และค่าเดินสาย Coaxial Cable ให้แก่บริษัทเป็นเงินจำนวน 4,600 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมคืนอุปกรณ์ ตามเงื่อนไข”/td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/t4G0jYE7DNI" height="1" width="1"/

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุจะใช้ความดี-ความตั้งใจแก้ไขปัญหา

Tue, 21/10/2014 - 23:21
pนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ชี้แจง "ยิ่งลักษณ์" ไปญี่ปุ่นได้ขออนุญาต คสช. ตามขั้นตอนแล้ว ส่วนเรื่องคลื่นใต้น้ำ จะใช้ความดี-ความตั้งใจแก้ไขปัญหาประเทศต่อสู้กับกลุ่มไม่หวังดี/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3951/15406547109_9bf6b94f8e_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p21 ต.ค. 2557 - a href="http://www.thaigov.go.th/th/government-th1/item/86871"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a รายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.57) เวลา 13.20 น. ณ บริเวณทางเชื่อมตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ว่า ได้มีการขออนุญาตตามขั้นตอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติได้อนุมัติให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น โดยต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้/p pนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปถึงการรายงานกรณีคลื่นใต้น้ำ ว่า มีกลุ่มคลื่นใต้น้ำจริง พร้อมกล่าวยืนยันว่าจะใช้ความดี การทำความเข้าใจกับประชาชน และความตั้งมั่นแก้ไขปัญหาประเทศเข้าต่อสู้กับกลุ่มคลื่นใต้น้ำที่ไม่หวังดี ถ้าใครออกมาสร้างสถานการณ์ สร้างความวุ่นวายตอนนี้ถือว่าอันตราย เพราะทั่วโลกจับตามองสถานการณ์ภายในประเทศอยู่/p pพล.อ.ประยุทธ์ อ้างว่า จากการประชุมหารือกับผู้นำ 50 กว่าประเทศ ต่างกล่าวชื่นชมถึงพัฒนาการที่ดีของประเทศ ไม่มีการติติงเลย พร้อมกล่าวว่า พร้อมเดินทางไปชี้แจงความเข้าใจกับผู้นำประเทศต่างๆ ตามคำเชิญ ทั้งนี้ ต้องดูสถานการณ์ในประเทศว่าเป็นอย่างไร และต้องดูว่าไปแล้วจะได้ประโยชน์หรือไม่/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FuDy80m_WWY" height="1" width="1"/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15 - 21 ตุลาคม 2557

Tue, 21/10/2014 - 19:48
p!--break--!--break--/p divstrongจ้างชาวนาขุดคลอง 1,264 ล้านบาท/strong/div divnbsp;/div divพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยแล้งปี 2557/2558 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดย ครม.เห็นชอบให้งดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง และให้มีการออกประกาศทางราชการแจ้งพื้นที่ที่งดการส่งน้ำและงดทำนาปรังในพื้นที่ 26 จังหวัดให้ประชาชนรับทราบ หากเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองจะไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติด้านการเกษตร/div divnbsp;/div divขณะเดียวกันจะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและเจ้าพระยาทั้งในและนอกเขตชลประทานจากการที่ต้องงดทำนาปรังวงเงิน 1,264.43 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ประกอบด้วย มาตรการหลักคือ กรมชลประทานจะจ้างแรงงานเพื่อซ่อมคูคลองในฤดูแล้ง จำนวน 7.54 ล้านแรงคน ครอบคลุมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการงดปลูกข้าวนาปรังจำนวน 200,000 ราย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมประกอบด้วยการอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านประมง 3,574 ราย, การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์ 13,389 ราย, การฝึกอาชีพในภาคเกษตร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรฝึกอาชีพเกษตรกรจำนวน 17,804 ราย สำหรับมาตรการเสริมยังมีการฝึกอาชีพนอกภาคเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจำนวน 1,385 ราย และยังสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดในพื้นที่พักนาที่มีความชื้นเพียงพอจำนวน 150,000 ไร่ โดยกรมพัฒนาที่ดิน/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ทั้งมาตรการหลักและมาตรการเสริม เกษตรกรสามารถเลือกการช่วยเหลือตามความสมัครใจ ซึ่งเมื่อได้รับการช่วยเหลือมาตรการหลักแล้ว สามารถเลือกมาตรการเสริมได้ 1 มาตรการ หรือถ้าไม่เลือกมาตรการหลักก็ยังมีสิทธิ์เลือกมาตรการเสริมได้ ซึ่งจะเลือกได้เพียงมาตรการเดียวเช่นกัน เพื่อกระจายการช่วยเหลือไปให้เกษตรกรรายอื่นๆ อย่างเป็นธรรม โดยกำหนดจะเริ่มมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2557-30 เม.ย.2558/div divnbsp;/div div“กระทรวงเกษตรฯเสนอของบประมาณมาครั้งแรกวงเงิน 2,401.04 ล้านบาท แต่ รมว.เกษตรฯชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่าไม่มั่นใจว่ามาตรการที่เสนอประชาชนจะเห็นพ้องด้วยมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความเห็นว่า มีคนออกมาท้วงติงว่าการจ้างแรงงานเกษตรไปขุดลอกคูคลอง คนทำนาขณะนี้เป็นคนแก่จะทำไหวหรือไม่ หรือการลดต้นทุนการผลิต ชาวนาที่เป็นคนแก่ก็ต้องจ้างเขาทำจะลดต้นทุนได้อย่างไร กระทรวงเกษตรฯจึงขอปรับลดงบประมาณลงโดยตัดในส่วนที่ขอใช้งบกลางจำนวน 1,136.61 ล้านบาทออกไปก่อน”/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 15-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongเตือนหา “จ๊อบ” ผ่านเน็ตเสี่ยงถูกหลอก 11 เดือนร้องเรียน 472 คน/strong/div divnbsp;/div div(15 ต.ค.) นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีแรงงานที่ถูกหลอกโดยนายหน้าเถื่อนว่าสามารถช่วยให้ไปทำงานต่างประเทศผ่านเฟซบุ๊กว่า ล่าสุดมีแรงงานที่ถูกหลอกร้องเรียนต่อกรมการจัดหางานแล้ว 27 คนแยกเป็นแรงงานจาก จ.บุรีรัมย์ 6 คน ลำพูน 3 คน มหาสารคาม 3 คน ร้อยเอ็ด 2 คน ขอนแก่น 2 คน สกลนคร 2 คน นครพนม 2 คน พะเยา 2 คน เชียงใหม่ 1 คน แพร่ 1 คน หนองคาย 1 คน ฉะเชิงเทรา 1 คน บึงกาฬ 1 คน ซึ่งได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายหน้าเถื่อนแล้วที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) หัวหมาก กรุงเทพฯ และกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) โดยเอาผิดโทษฐานหลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ ตามมาตรา 91 ของพ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มีโทษปรับ 60,000 - 200,000 บาท จำคุก 3 - 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับต่อการหลอกลวงหนึ่งครั้ง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 - ก.ย. 2557 มีแรงงานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศร้องทุกข์กับกรมการจัดหางานรวม 472 คนแยกเป็นร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน 142 คน สาย/นายหน้าเถื่อน 330 คน ขณะที่ในปี 2556 มีแรงงานร้องทุกข์ 955 คนแยกเป็นร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน 427 คน และกรณีสาย/นายหน้าเถื่อน 528 คน โดยช่วง 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือแรงงานที่มาร้องทุกข์ได้ 1,473 คน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแรงงานที่เคยมาร้องทุกข์ไว้แต่ตกค้างยังไม่ได้รับความช่วยเหลือภายในปีงบประมาณที่มาร้องทุกข์/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ สาเหตุที่แรงงานร้องทุกข์กรณีบริษัทจัดหางาน เนื่องจากเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศได้ เดินทางแล้วประสบปัญหาไม่สามารถทำงานได้ เมื่อกลับมาจึงต้องร้องทุกข์ขอค่าบริการและค่าใช้จ่ายคืน รวมทั้งเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้วนายจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ให้ทำงานไม่ตรงกับตำแหน่ง ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าในสัญญาจ้าง ไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ตรงกับสัญญาจ้าง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divส่วนการร้องทุกข์กรณีสาย/นายหน้าเถื่อนนั้น เนื่องจากถูกหลอกเก็บเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายแล้วไม่สามารถจัดส่งแรงงานไปทำงานได้ จัดส่งแรงงานไปทำงานแบบผิดกฎหมายหรือไม่มีงานทำ รวมทั้งกรณีเก็บค่าใช้จ่ายไปแล้วมีการจัดส่งไปทำงาน ปล่อยทิ้งให้แรงงานหาทางกลับประเทศไทยเอง ทั้งนี้ จึงขอเตือนผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ระมัดระวังในการหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ โดยขอให้ติดต่อสอบถามข้อมูลกับกรมการจัดหางานได้ที่สายด่วน 1694 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongไอแอลโอ แนะตรวจสอบ ย้ายถิ่น แรงงาน/strong/div divnbsp;/div div(15 ต.ค.) นายมอริซิโอ บุซซี่ (Mr.Maurizio Bussi) รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ประจำประเทศไทย กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (GLP Roadmap Workshop) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน เช่น กรมประมง นายจ้างและสมาคมอุตสาหกรรม องค์การช่วยเหลือเด็กเข้าร่วมเป็นต้นว่า ต้องการเน้น GLP ที่โปร่งใส ซึ่งการร่วมกันทุกฝ่ายถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง การมีโรดแมปของ GLP นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้น แต่ GLP นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จะต้อง เพิ่มความเข้มแข็งในการตรวจแรงงาน การย้ายถิ่นที่มีความยุติธรรม การเคารพลูกจ้างอย่างเท่าเทียม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านนายสนาน บุญงอก ประธานคณะกรรมการประสานงานสหพันธ์แรงงานขนส่งแห่งประเทศ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ต้องทำให้นายจ้างปฏิบัติตาม GLP และควรจูงใจให้เลิกรูปแบบการจ้างแบบเหมาเพราะทำให้แรงงานมักไม่ได้รับการคุ้มครอง ควรบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตาม GLP มากกว่าใช้ระบบสมัครใจ เพราะมีกฎหมายด้านนี้อยู่แล้ว/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยส่งเสริมการปฏิบัติตาม GLP จะทำให้แรงงานข้ามชาติสนใจมาทำงานในไทยมากขึ้น เพราะนอกจากค่าจ้างที่ดีแล้วก็ต้องมีเรื่องการใช้แรงงานที่ดีด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่สะสมมานาน/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านนางสาวกนกวรรณ โมรัฐเสถียร หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า ควรมีการควบคุมไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานโดยเด็ดขาด รวมถึงมีการควบคุมเรื่องลักษณะการทำงานและช่วงเวลาพักผ่อนของเด็กที่ทำงานซึ่งมีอายุระหว่าง 16 - 18 ปี/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongรมว.แรงงาน เผยกัมพูชาขอชะลอส่งเจ้าหน้าที่ร่วมพิสูจน์สัญชาติแรงงาน เหตุการประสานงานภายในประเทศยังไม่ลงตัวnbsp;/strong/div divnbsp;/div div(16 ต.ค.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังนางอีต โซเฟีย เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรกัมพูชาประจำประเทศไทย เข้าหารือเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชา ว่า ที่ผ่านมา ทางกัมพูชาได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาทดลองระบบการพิสูจน์สัญชาติเพื่อคำนวณว่าจะสามารถดำเนินการได้วันละกี่ราย โดยทางการกัมพูชามีปัญหาการดำเนินการระหว่างหน่วยงานของตนเอง จึงได้เดินทางกลับประเทศ และยังไม่ได้เริ่มพิสูจน์สัญชาติแรงงานกัมพูชาที่จดทะเบียน ซึ่งทางการกัมพูชาจะจัดส่งเจ้าหน้าที่กลับมาดำเนินการภายหลัง/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 16-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongทอท.หั่นโบนัสพนักงาน ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง/strong/div divnbsp;/div divที่ประชุม บอร์ด ทอท. มีมติปรับลดโบนัสพนักงานจาก 11 เดือน เหลือ 6.5 เดือน เหตุกันเงินเพื่อนำมาลงทุน ยัน ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง/div divnbsp;/div divนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมิมติจ่ายเงินโบนัสพนักงาน 6.5 เดือนจาก 11เดือน สาเหตุที่ปรับลดลงเนื่องจากได้กันเงินจากผลกำไรไว้มากกว่า ร้อยละ 50 ของกำไร เพื่อใช้ในการลงทุนของบริษัทฯ ในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุการปรับลดการจ่ายเงินโบนัสพนักงานลงนั้น ทางบริษัทฯ ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับทางพนักงานแล้ว/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของบริษัทตั้งแต่ปี 2558-2562 ทางบริษัทฯ จะไม่มีปัญหาในการขาดสภาพคล่อง/div divในการนำเงินมาลงทุนโครงการ เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการควบคุมรายจ่ายภายในและการกันเงิรจากผลกำไร ร้อยละ 50 ของกำไรทั้งหมด เพื่อใช้เป็นงบเป็นงบประมาณในดำเนินโครงการอยู่แล้ว โดยปัจจุบันขณะนี้ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดอยู่ 44,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการลงทุนในโครงการแต่ละโครงการจะไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการดำเนินโครงการแน่นอน/div divnbsp;/div div(ไอเอ็นเอ็น, 16-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongรุกจัดระเบียบแรงงานเรือประมง นำร่องดันผู้ประกอบการ 500 รายใช้ GLP สกัดค้ามนุษย์/strong/div divnbsp;/div divดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคการประมงทั้งระบบให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมาได้ร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใต้การสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) เพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานในสถานประกอบการในภาคการประมง ซึ่งมี GLP 4 ฉบับ ได้แก่ 1.สำหรับสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเบื้องต้น (ล้ง) 2.สำหรับโรงงานแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล 3.สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง และ 4.สำหรับเรือประมง/div divnbsp;/div divโดยในส่วนของ GLP สำหรับผู้ประกอบการแปรรูปกุ้งและอาหารทะเล หลังจากที่ได้ลงนามแสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมแนวปฏิบัติตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2556 มีผู้ประกอบการประสงค์เข้าร่วมจำนวน 178 ราย และมีการดำเนินการที่คืบหน้าไปมาก โดยผู้ประกอบการดังกล่าวได้ผ่านการฝึกอบรมไปแล้ว 81 ล้ง 73 โรงงาน รวมเป็น 154 ราย ซึ่งได้ผ่านระบบการติดตามการดำเนินการปรับปรุงสภาพการทำงานของสถานประกอบการดังกล่าวแล้วอีกด้วย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ กรมประมงยังเร่งขับเคลื่อนการทดสอบความเหมาะสมในการนำ GLP สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ไปใช้กับกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทย โดยมีกำหนดจะดำเนินการร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ ILO ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล จากนั้นจะนำมาปรับปรุง GLP สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติใช้อย่างแพร่หลายต่อไป/div divnbsp;/div divสำหรับ GLP เรือประมง ซึ่งเป็น GLP ที่กรมประมงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการร่างแล้วเสร็จมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงสภาพการทำงานในกิจการทำการประมง โดยกรมประมงจะนำไปใช้กับผู้ประกอบการเรือประมง เพื่อให้เกิดผลการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแรงงานบนเรือประมงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณให้มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการเรือประมง 500 ราย ให้ได้รับทราบแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีเพื่อนำไปปฏิบัติ/div divnbsp;/div divดังนั้นการเร่งดำเนินการทดสอบความเหมาะสมในการใช้ GLP สำหรับเรือประมงกับผู้ประกอบการในกลุ่มชาวประมง หรือสมาคมท้องถิ่นต่างๆ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการประมงสามารถนำไปใช้ได้อย่างแพร่หลาย อันจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาสำคัญของแรงงานในเรือประมงได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป/div divnbsp;/div div(แนวหน้า, 17-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongเครือข่ายแรงงาน ชู 4 ข้อเรียกร้องปฏิรูปประกันสังคม/strong/div divnbsp;/div div(17 ต.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เครือข่ายประกันสังคมทำงาน (คปค.) 14 องค์กร นำโดยนายมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ และ น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าวและประกาศเจตนารมณ์ปฏิรูปประกันสังคมคนทำงานถ้วนหน้า เท่าเทียม และเป็นธรรมโดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคมเพื่อคุ้มครองคนทำงานที่มีรายได้ทุกคน ป้องกัน หรือลดการทุจริตที่อาจเกิดจากการบริหารจัดการกองทุนที่ขาดการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิที่ควรพึงได้รับจากการร่วมจ่ายในระบบสวัสดิการต่างๆ และลดภาระการเงินการคลังที่รัฐจะต้องแบกรับในอนาคตจากการที่ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปี 2558/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divการขอให้ปฏิรูปประกันสังคมโดยยึดหลัก 4 ข้อ ได้แก่ 1. หลักความครอบคลุม ผู้ทำงานทุกคนทุกอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องได้รับประโยชน์ทดแทนเหมือนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องได้เท่ากันหรือแบบเดียวกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายเงินสมทบ 2. หลักความเป็นอิสระในการบริหารจัดการแบบกระจายอำนาจและยึดหลักธรรมาภิบาลโดยต้องบูรณาการเพื่อประสานสิทธิประโยชน์และการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงร่วมกับสวัสดิการอื่นๆ เช่น ระบบสุขภาพ ระบบประกันชราภาพ 3. หลักการความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนทุกระบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนทุกระดับ เช่น มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมโดยตรง มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนกรรมการประกันสังคม รวมทั้งมีระบบตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และ 4. หลักยืดหยุ่นเป็นธรรม สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสามารถออกแบบและปรับปรุงให้เหมาะสม เช่น การจ่ายเงินสมทบที่สัมพันธ์กับฐานรายได้ การปรับปรุงเกณฑ์ เงื่อนไขอัตราเงินสมทบและการบริการ ระยะเวลาได้รับสิทธิประโยชน์เร็วขึ้น/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายมนัส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานเป็น 1 ใน 38 ร่างกฎหมายเร่งด่วนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ขาดการมีส่วนร่วมและการบูรณาการข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน จึงได้ไปยื่นหนังสือต่อประธาน สนช. ขอให้ชะลอการนำร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้นำ 4 ประเด็นหลักข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานไปบูรณาการบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานก่อนเสนอต่อ สนช. และได้นำข้อเรียกร้องข้างต้นไปเสนอต่อ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“หากกระทรวงแรงงานไม่นำข้อเรียกร้องทั้ง 4 ของเครือข่ายแรงงานไปบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงานภายใน 1 เดือน ทางเครือข่ายแรงงานจะตั้งโต๊ะล่ารายชื่อแรงงานทั่วประเทศรวบรวมรายชื่อ พร้อมนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายมนัส กล่าว/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้าน น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่า ช่วง 24 ปี ที่ผ่านมา ระบบประกันสังคมพัฒนาไปไม่มากนัก และขาดการมีส่วนร่วมไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้แรงงาน เครือข่ายจึงได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับผู้ใช้แรงงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ทหารต้องเข้ามาบริหารประเทศและรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกไป เครือข่ายแรงงานไม่สามารถเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับผู้ใช้แรงงานต่อ สนช. จึงใช้วิธีเสนอ 4 ประเด็นหลัก ในการปฏิรูประบบประกันสังคมตามข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับกระทรวงแรงงาน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คสรท. ได้เข้าพบ รมว.แรงงาน เพื่อเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว รวมทั้งเสนอให้ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้เป็นองค์กรอิสระและตรวจสอบการใช้เงินของ สปส. ซึ่ง รมว.แรงงาน เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องแต่ในส่วนของการปฏิรูปให้ สปส. เป็นองค์กรอิสระนั้นขอเวลาศึกษาก่อนว่าควรดำเนินการอย่างไร/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านนายอารักษ์ พรหมณี รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จะรับข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงานเพื่อนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว หลังจากนั้น จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจาก 3 ฝ่ายทั้งภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้างเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและสอดคล้องกับความต้องการของแรงงาน/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 17-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongโฆษกกต.ไทยโต้ BBC ยันช่วยโรฮิงญาเหยื่อค้ามนุษย์/strong/div divnbsp;/div divนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีสำนักข่าว บีบีซี นำเสนอรายงานระบุไทยยังเต็มไปด้วยปัญหาการค้ามนุษย์ว่า ข่าวที่ปรากฏเป็นการนำเอาเหตุการณ์จับกุมชาวโรฮิงญาในหลายครั้งที่ จ.พังงา นับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้อพยพกลุ่มแรกได้รับการยืนยันว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และได้รับการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยมีชายไทย 2 คนที่ถูกจับกุมพร้อมกับผู้อพยพและถูกตั้งข้อหาแล้ว/div divnbsp;/div divนายเสข กล่าวว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ทำให้มีผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องผ่านพรมแดนทางบกของไทย ระยะกว่า 5,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับปัญหานี้ หน่วยงานราชการไทยและภาคเอกชนร่วมกันทำงานอย่างหนัก เริ่มด้วยการเปิดให้มีการลงทะเบียนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน กว่า 1 ล้านคน เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายไทย และขจัดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับรัฐบาลพม่า ลาว กัมพูชาเพื่อหาทางออกที่ปฏิบัติได้จริงและแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว โดยยึดหลักปฏิบัติและกฎเกณฑ์ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและตลาดแรงงานสากล/div divnbsp;/div div(ไอเอ็นเอ็น, 21-10-2557)/div divnbsp;/div divstrongจบ ป.ตรีเตะฝุ่นกว่า 1 แสนคน พบสายสังคมมากสุด/strong/div divnbsp;/div div(21 ต.ค.) นายธนิช นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลสำรวจการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนก.ย.2557 ซึ่งพบว่ามีผู้ว่างงานกว่า 3.1 แสนคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เรียนจบอุดมศึกษากว่า 1 แสนคน ว่า เชื่อว่า ผู้ว่างงานระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่จะเป็นผู้จบปริญญาตรีสายสังคมศาสตร์ เนื่องจากมีงานรองรับน้อยแต่มีคนเรียนจบสายนี้มาก ตรงข้ามกับผู้ที่จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีงานรองรับมากแต่มีคนเรียนด้านนี้น้อยnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ กกจ. มีแนวทางช่วยเหลือผู้ที่เรียนจบสายสังคมศาสตร์แล้วยังว่างงานโดยขอให้มาลงทะเบียนหางานทำได้ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th ของ กกจ. หรือสอบถามสายด่วน โทร. 1694 คาดว่ามีตำแหน่งงานรองรับได้ 3-4 พันอัตรา ส่วนผู้มาลงทะเบียนที่เหลือจะคัดเลือกผู้ที่เคยเรียนด้านอาชีวะระดับ ปวส. หรือเรียนจบในสาขาที่สามารถต่อยอดพัฒนาทักษะวิชาชีพ หรือทักษะภาษาอังกฤษได้ ก็จะอบรมเพิ่มเติมและหางานตำแหน่งงานรองรับ เช่น ช่างฝีมือ พนักงานต้อนรับในโรงแรม โดยเฉพาะขณะนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวแล้วมีต้องการแรงงานจำนวนมาก และหากต้องการประกอบอาชีพอิสระจะอบรมวิชาชีพและหากองทุนให้กู้ยืม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divรองอธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า กกจ. จะให้บัณฑิตอาสาสมัครของกระทรวงแรงงานในแต่ละหมู่บ้านช่วยสำรวจว่าในหมู่บ้านมีแรงงานว่างงานจำนวนเท่าใด เพื่อจัดหาตำแหน่งงานรองรับและอบรมความรู้ด้านวิชาชีพให้เพิ่มเติม ส่วนมาตรการระยะยาวนั้น กกจ. ตั้งเป้าหมายจะจัดโครงการแนะแนวอาชีพให้กับเด็ก ม.ต้น ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กรู้ถึงความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อเลือกเรียนได้อย่างเหมาะสมและมีงานทำ นอกจากนี้ กกจ.จะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมวิชาชีพต่างๆ สำรวจความต้องการแรงงานในสาขาต่างๆ ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558 - 2562 และเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลเพื่อจะได้ผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เมื่อเรียนจบแล้วมีงานทำ/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jp08umGtcjc" height="1" width="1"/

ชมภาพชุด ความเงียบเหงาของปากมูนหลังปิดเขื่อน - การต่อสู้ในภาวะสุญญกาศ

Tue, 21/10/2014 - 19:47
!--break--!--break-- p21 ต.ค.2557nbsp; a href="https://www.facebook.com/pakmoondam"เพจร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูลnbsp;ถาวร/a เผยแพร่รูปเขื่อนปากมูลในวันที่ปิดเขื่อน โดยระบุว่า “ปากมูน เงียบเหงาหลังเขื่อนปากมูลปิดประตูระบายน้ำ คนหาปลาเริ่มละทิ้งลำน้ำ เรือหาปลาถูกเก็บขึ้นฝั่ง ต่อจากนี้ไปงานใหม่คือ การไปรับจ้างต่างถิ่น รอปีหน้าเขื่อนปากมูลเปิดประตูระบายน้ำอีกครั้ง ค่อยกลับมาหาปลาใหม่”/p pทั้งนี้ เขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนในจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างจากลำน้ำมูลและน้ำโขงไปทางตะวันตกประมาณ 5.5 กิโลเมตร ก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก โดยมีค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2537/p pปัญหาเขื่อนปากมูลอาจเป็นที่คุ้นหูผู้คนมายาวนาน แต่อาจมีคนไม่มากนักที่ะทราบและยังจำได้ว่าว่าเหตุใดผ่านมาหลายรัฐบาลเรื่องราวจึงยังไม่ไปถึงไหนเสียที ในการเปิด-ปิดเขื่อนแห่งนี้ เพราะในขณะที่a href="http://www.prachatai.com/journal/2011/02/33282"ชาวบ้านเรียกร้องให้เปิด/a กฟผ.เจ้าของโครงการก็ต้องการจะปิด/p pล่าสุด ปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น หลังจาก กฟผ.ตัดสินใจปิดประตูระบายน้ำของเขื่อนเมื่อ 13 ต.ค.ที่ผ่านมาโดยอ้างว่าจะต้องเก็บกักน้ำไว้ในในฤดูแล้ง และแทบจะทันทีเช่นกัน ที่กลุ่มสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล ประมาณ 30 คน นำโดยนางสมปอง เวียงจันทร์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อคัดค้านการปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บานดังกล่าว/p p“ตอนนี้ทุกอย่างกลับไปสู่สุญญากาศอีกครั้ง” กฤษกร ศิลารักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กล่าวถึงสภาวะที่ชาวบ้านต้องเริ่มต้นเคลื่อนไหวเรียกร้องกันใหม่แบบแทบจะเริ่มนับศูนย์/p pที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เท้าความให้ฟังว่า ข้อขัดแย้งเรื่องนี้มีมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งถึงยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้มีมติครม.สรุปให้เปิดเขื่อนในช่วงฤดูปลาวางไข่ได้ 4 เดือน หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘เปิด 4 ปิด 8’ โดยอาจเริ่มต้นเปิดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน จากนั้นมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อถึงยุคของรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ เนื่องจากปีนั้นระดับน้ำขึ้นสูง รัฐบาลเกรงน้ำจะท่วมเมืองอุบลราชธานี จึงมีมติครม.เปลี่ยนแปลงมติครม.เดิม โดยกำหนดการเปิดเขื่อนเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูง ชาวบ้านยังคงไม่พอใจและมีการเรียกร้องต่อรองเรื่อยมา ต่อมาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงได้มีมติครม.ใหม่ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.56 ให้ยกเลิกมติครม.ที่มีอยู่ทั้งหมด และยังให้ยกเลิกคณะกรรมการที่เคยมี แล้วตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่ทันได้มีการตั้งกรรมการชุดใหม่จนกระทั่งเกิดการรัฐประหาร/p pเขากล่าวต่อว่า นั่นเป็นประเด็นที่ทำให้การปิดเปิดเขื่อนเป็นไปตามวิจารณญาณของคู่ขัดแย้งคือ กฟผ. ซึ่งโดยสรุปแล้ว ในปีนี้เพิ่งเปิดประตูระบายน้ำของเขื่อนได้เพียง 2 เดือนเศษ ไม่ถึง 4 เดือนตามมติครม.เดิมด้วยซ้ำ ในขณะที่ชาวบ้านตีความว่าเมื่อเป็นภาวะสุญญากาศเช่นนี้ก็ควรต้องกลับไปยึดมติครม.เดิม คือ เปิด4 ปิด8/p pอันที่จริงในยุครัฐประหารครั้งล่าสุด ชาวบ้านก็เดินทางมาเรียกร้องกับคณะรัฐประหารในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลให้สั่งให้ กฟผ.ดำเนินการเปิดเขื่อนด้วยเช่นกัน ซึ่งในที่สุดก็ยินยอมเปิดเขื่อนในวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ต่อจากนี้ไป พวกเขายังคงต้องหารือถึงแนวทางการเรียกร้องต่อไป/p p“ตอนนี้ก็ประชุมกันอยู่ แต่ค่อนข้างเคลื่อนไหวยาก เพราะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว คาดว่าประมาณเดือนมกราคม ชาวบ้านอาจจะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องได้อีกครั้ง” กฤษกรกล่าวbr /br /span style="color:#ff8c00;"ขอบคุณภาพจากเพจร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูล ถาวร/span/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3944/15567978866_3815eb28a3_b.jpg" style="width: 560px; height: 418px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3935/15589000081_0fd0d44764_b.jpg" style="width: 560px; height: 418px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5610/15405554388_edd0e30787_b.jpg" style="width: 560px; height: 418px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5604/15406051710_e5198fe9c4_b.jpg" style="width: 560px; height: 418px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3932/15592499812_dd9ede983f_b.jpg" style="width: 560px; height: 418px;" //p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uYPUCnaYMOY" height="1" width="1"/

ศาลทหารสั่งพิจารณาลับ ! คดี 112

Tue, 21/10/2014 - 19:34
!--break--!--break-- pnbsp;/p p21 ต.ค.2557nbsp; ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (a href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/LMaftercoup"ไอลอว์/a) ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามคดีเกี่ยวกับเสรีภาพ เปิดเผยว่า วันนี้ที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ มีนัดสอบคำให้การผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 2 ราย รายแรกเป็นชายไม่เปิดเผยชื่อ อีกรายคือ นายคฑาวุธ (สงวนนามสกุล) ดีเจรายการวิทยุทางอินเทอร์เน็ต โดยศาลมีคำสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ และนัดสอบคำให้การนายคฑาวุธในวันที่ 18 พ.ย. สอบคำให้การชายไม่เปิดเผยชื่อในวันที่ 24 พ.ย./p pทั้งนี้ ในวันนี้มีผู้สังเกตการณ์คดีทั้งจากองค์กรข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(OHCHR) เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส) และไอลอว์/p pยิ่งชีพกล่าวว่า ระหว่างรอฟังการพิจารณาคดีในช่วงสายวันนี้ เจ้าหน้าที่ของศาลทหารได้เข้ามาแจ้งกับผู้สังเกตการณ์คดีว่าศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ โดยเป็นอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อมีการสอบถามถึงเหตุผลเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบคำถามได้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่มาชี้แจง จากนั้นมีการอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดเข้าห้องพิจารณาคดีได้เพื่อฟังคำสั่งศาล ในห้องพิจารณา อัยการทหารได้แถลงว่า เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หากข้อความที่ถูกกล่าวหาเป็นที่ล่วงรู้ไปภายนอกจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หลังสิ้นสุดการแถลงของอัยการ ศาลได้มีคำสั่งให้การพิจารณาคดีของทั้ง 2 คดีนี้เป็นไปโดยปิดลับ ญาติผู้ต้องหาและผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดจึงต้องออกจากห้องพิจารณาคดี/p pเจ้าหน้าที่จากไอลอว์ระบุด้วยว่า คำสั่งพิจารณาคดีลับนี้ได้รับการบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาคดีด้วย แต่เมื่อทนายจำเลยขอคัดสำเนารายงานดังกล่าว ศาลกลับไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าได้อ่านคำสั่งให้ฟังแล้ว/p pสำหรับคดีของชายผู้ไม่เปิดเผยชื่อ ทนายจำเลยได้ร้องขอต่อศาลให้เลื่อนสอบคำให้การ และศาลนัดใหม่เป็นวันที่ 24 พ.ย. ขณะที่คดีของคฑาวุธ ทนายได้ขอเลื่อนสอบคำให้การเช่นกันและศาลให้เลื่อนเป็นวันที่ 18 พ.ย./p pยิ่งชีพกล่าวอีกว่า วันเดียวกัน ทนายความของนายคฑาวุธได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเป็นครั้งที่ 6 โดยใช้เงินสด 800,000 บาท พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกพนักงานสอบสวนมาไต่สวนเกี่ยวกับพฤติการณ์จำเลยด้วย แต่ศาลสั่งยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยระบุเหตุผลว่า/p p“คดีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลต้องถามโจทก์ก่อนว่าจะคัดค้านหรือไม่/p pโจทก์คัดค้านเนื่องจากเป็นความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของประเทศ เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี/p pพิเคราะห์แล้ว คดีมีอัตราโทษสูง จำเลยอาจหลบหนี ประกอบกับโจทก์คัดค้านจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว”/p pทั้งนี้ ชายไม่เปิดเผยชื่อ ถูกทหารบุกจับกุมที่บ้านพักตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.2557 และถูกคุมขังในเรือนจำมาจนปัจจุบัน ส่วนคฑาวุธเป็นนักจัดรายการวิทยุ ใช้ชื่อว่า "คฑาวุธ นายแน่มาก" เป็นรายการวิเคราะห์การเมืองเผยแพร่ทางเว็บไซต์ เขาถูกเรียกเข้ารางานตัวตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 44/2557 หลังคุมตัวครบ 7 วัน เขาถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112nbsp;โดยเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าคลิปเสียงรายการตอนหนึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดดังกล่าว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนปัจจุบันเช่นเดียวกัน/p pผู้สื่อข่ายรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคดี 112 ส่วนใหญ่มีการพิจารณาโดยเปิดเผย แต่เบื้องต้นมีอยู่ 2 คดีที่ผู้พิพากษาสั่งพิจารณาคดีลับ คดีแรกคือ คดีของนายa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/69#detail"บัณฑิต อานียา /aนักเขียนสูงวัย มีการพิจารณาในศาลชั้นต้นเมื่อปี 2548 อีกคดีหนึ่งคือ คดีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือa href="http://www.prachatai.com/journal/2011/07/36172"ดา ตอร์ปิโด/a ซึ่งกรณีนี้จำเลยได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าคำสั่งพิจารณาคดีลับขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคดีพิจารณาในศาลยุติธรรมปกติ ไม่ใช่ศาลทหาร/p pnbsp;/p pอ่านรายละเอียดa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/581#detail"คดีคฑาวุธ/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wEGhJHXaFsI" height="1" width="1"/

แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ย้ำเรียกร้องสอบกรณี ‘บิลลี่’ หายตัว

Tue, 21/10/2014 - 19:32
pแอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ครบ 6 เดือน ‘บิลลี่’แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานหายตัวลึกลับ เรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐสอบสวนโดยใช้ทุกมาตรการเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษ/p !--break--!--break-- p21 ต.ค.2557 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ย้ำเรียกร้องเจ้าหน้าที่รัฐสอบสวนกรณีนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปอย่างลึกลับนานกว่า 6 เดือน โดยเรียกร้องให้ใช้มาตรการที่จำเป็นทุกอย่างเพื่อนำตัวผู้ต้องสงสัยมาลงโทษ/p pนายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา ขณะอยู่ระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ทำการการอพยพ ผลักดัน และจับกุมชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยทำการไล่รื้อ จับกุม และเผาทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านเสียหายเป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้และฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยบิลลี่เป็นหนึ่งในแกนนำชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่ต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวก่อนที่จะหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ โดยที่ก่อนหน้านั้นในเดือนกันยายน 2554 นายทัศน์กมล โอบอ้อม แกนนำปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานอีกคนหนึ่ง ถูกมือปืนประกบยิงเสียชีวิตขณะขับรถกลับที่พัก ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน โดยทั้งนี้กรณีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นที่จับตาขององค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กร/p pแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"strongแอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ครบรอบ 6 เดือนการหายตัวของบิลลี่br /หกเดือนผ่านไป ยังไม่ทราบชะตากรรมของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน/strong/p pหกเดือนหลังจากคาดว่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทางภาคตะวันตกของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของเขาโดยเร่งด่วน ทางหน่วยงานยังกระตุ้นให้ทางการประกันที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำการบังคับบุคคลให้สูญหายมาลงโทษ/p pคาดการณ์ว่าบิลลี่ อายุ 30 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีลูกเล็กห้าคน อาจถูกทำให้สูญหาย เนื่องจากพยายามใช้ขั้นตอนเพื่อให้หน่วยงานราชการรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำต่อชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติใหญ่สุดของประเทศไทย/p pการบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน และเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ผู้สูญหายและครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อ ครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้ารอคนที่รักให้กลับคืนมา การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมไม่ว่าในพฤติการณ์ใดๆ/p pมีผู้พบเห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่เขาถูกควบคุมตัวโดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่อุทยานอีกสามคน ในช่วงที่คาดว่าจะเกิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย บิลลี่อยู่ระหว่างเดินทางจากหมู่บ้านไปพบกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยง เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการบังคับไล่รื้อและการเผาบ้านเรือนทรัพย์สิน โดยชุมชนชาวกะเหรี่ยงเตรียมฟ้องคดีต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขาได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีติดตัวไปด้วย รวมทั้งฎีการ้องทุกข์ที่เขาเตรียมยื่นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว/p pในเดือนตุลาคม พนักงานสอบสวนประกาศว่าค้นพบรอยเลือดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งจากการทดสอบในเบื้องต้นคาดว่าเป็นของผู้ชาย และเป็นรอยเลือดที่พบอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่อุทยาน/p pหัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ้างว่า บิลลี่ถูกจับและได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน หลังจากถูกสอบสวนกรณีครอบครองน้ำผึ้งป่า แต่ไม่มีบันทึกการจับกุมหรือควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ กรณีของบิลลี่ชี้ให้เห็นความเสี่ยงของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนที่จะตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการขัดขวางการดำเนินงานด้วยสันติวิธีเพื่อคุ้มครองชุมชนของตนเอง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอกระตุ้นอีกครั้งให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิดในประเทศ กรณีที่มีผู้ทำร้ายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและให้คุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม และบุคคลที่ปกป้องสิทธิเหล่านี้/p pstrongข้อมูลพื้นฐาน/strongbr /ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) เมื่อเดือนมกราคม 2555 และแสดงท่าทีว่าจะมีการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าว นับแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เชื่อว่ามีบุคคลจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย/p pชาวกะเหรี่ยงซึ่งอยู่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดเพชรบุรี พรมแดนติดกับพม่า ได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับไล่รื้อและการทำลายทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน ในบรรดาผู้ได้รับผลกระทบยังรวมถึงคุณปู่อายุ 100 ปีของบิลลี่/p pนายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัคร สส. และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องสิทธิของชุมชน ได้ถูกสังหารระหว่างขับรถตอนกลางคืนในเดือนกันยายน 2554 โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติได้ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า และเขาเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบเห็นบิลลี่ นายทัศน์กมลซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายของบิลลี่ ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยงในการแจ้งความว่าโดนทำร้าย และเจ้าหน้าที่ตัดไม้เถื่อนและล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ศาลจังหวัดเพชรบุรีจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ในช่วงปลายเดือน/p pนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักสิ่งแวดล้อมในชุมชนของไทย มักต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงภัยและยุ่งยากเป็นอย่างมาก หลายคนเป็นชาวบ้านอยู่ในชุมชนชนบทหรือกึ่งชนบท ซึ่งต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการทำให้เกิดกากมลพิษ สมาชิกในชุมชนรวมทั้งผู้นำมักตกเป็นเหยื่อการคุกคามและการทำร้าย ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา มีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลายคน ได้ถูกสังหารจนเสียชีวิต และผู้จ้างวานฆ่ามักจะไม่ได้ถูกนำตัวมาลงโทษ ส่วนคนอื่นๆ ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายและการข่มขู่ในรูปแบบอื่น/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EpMVByb26f0" height="1" width="1"/

โสภณ พรโชคชัย: อย่าสร้างบ้านเอื้ออาทรอีกนะครับ

Tue, 21/10/2014 - 19:13
p"โสภณ พรโชคชัย" เสนออย่าสร้าง "บ้านเอื้ออาทร" อีก เหตุเพราะการผลิตที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนมีประสิทธิผลสูง จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาสลัม นโยบายบ้านเอื้ออาทรจะทำลายระบบตลาด-ทำลายผู้ประกอบการรายย่อยที่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้ดีอยู่แล้ว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p pผมเห็นการเคหะแห่งชาติสร้างบ้านเอื้ออาทรจำนวนมหาศาลแล้ว ท้อใจแทน นี่เป็นหนึ่งในนโยบายในสมัยนายกฯ ทักษิณที่ผมไม่เห็นด้วยมาแต่แรก nbsp;แต่ทั้งนี้ท่านอาจหวังดีต่อคนจน และคงได้รับการเพ็ดทูลโดยฝ่ายข้าราชการประจำ วันนี้ผมเลยขอเขียนให้เห็นสักหน่อย เผื่อเกิดรัฐบาลทหารคิดจะทำ "ประชานิยม" ขึ้นมาบ้าง จะได้ไม่นำนโยบายบ้านเอื้ออาทรกลับมาปัดฝุ่นอีก/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3956/14971167993_d11988ac30_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 ผมทำหนังสือถึงนายกฯ ทักษิณ แจ้งให้ท่านทราบว่าผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายบ้านเอื้ออาทร ผมเรียนว่า "ฯพณฯ มีดำริเรื่องนี้จากการไปดูงาน ณ กรุงมอสโก nbsp; เมื่อ 3 เดือนก่อน และพบว่าเขาสร้างที่อยู่ให้ประชาชน 4 ล้านตารางเมตรนั้น กระผมขอกราบเรียนข้อเท็จจริงเพื่อ ฯพณฯ ทราบว่า ที่นั่นภาคเอกชนอ่อนแอจนรัฐบาลต้องแบกรับภาระไว้เอง"/p pspan style="color:#000000;"strong"แต่ที่ประเทศไทยของเรา ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลแทบไม่ต้องสร้างบ้านคนจนเลย กระผมได้ค้นพบว่า เฉพาะในช่วงปี 2533-2541 ภาคเอกชนไทยได้สร้างทาวน์เฮาส์และอาคารชุดราคาถูก (หน่วยละไม่เกินสี่แสนบาท) ถึง 226,810 หน่วย รวมพื้นที่ 6-7 ล้านตารางเมตรในเขต กทม.และปริมณฑล การผลิตที่อยู่อาศัยของภาคเอกชนไทยมีประสิทธิผลสูง จนกระทั่งทำให้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการลดปัญหาสลัม nbsp;นอกจากนี้ค่าเช่าบ้านก็ต่ำมาก เช่น ห้องชุดที่ขายไม่ออกย่านชานเมืองได้ถูกดัดแปลงให้เช่าในอัตราเดือนละ 500-2,000 บาท ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าห้องในสลัมย่านใจกลางเมือง"/strong/span/p pผมเสนอท่านว่า การทำบ้านเอื้ออาทรจึงเป็นการใช้เงินงบประมาณโดยผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากเฉพาะในเขต กทม. และปริมณฑลในขณะนั้น ยังมีบ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยในตลาดถึง 340,000 หน่วย นโยบายนี้ยังทำลายระบบตลาดและทำลายผู้ประกอบการรายย่อยที่สามารถตอบสนองต่อตลาดด้วยดีอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่งยังขัดต่อ พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน เพราะลดคุณภาพ-มาตรฐานการอยู่อาศัยลง ซึ่งเป็นการสวนทางกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน/p pสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลขณะนั้นออกนโยบายเรื่องเอื้ออาทร ก็เพราะได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน เช่นว่า ในประเทศไทยมีการบุกรุกที่ดินถึง 5,000 ชุมชน รวม 1.6 ล้านครอบครัว nbsp;ซึ่งผมเป็นผู้สำรวจสลัมทั่วประเทศและพบว่าประเทศไทยมีสลัมทั้งหมด 1,589 ชุมชน มีประชากร 1.8 ล้านคน หรือราว 3% ของคนไทยเท่านั้น nbsp;และส่วนใหญ่เป็นชุมชนเช่าที่ปลูกบ้านและชุมชนเจ้าของบ้านพร้อมที่ดิน ชุมชนบุกรุกมีเพียงส่วนน้อยมาก nbsp;ยิ่งกว่านั้นประชากรสลัมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจน ในประเทศไทยมีคนจน (ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนและแทบทั้งหมดอยู่ในชนบท) เพียง 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับในสหรัฐอเมริกา nbsp;การนำเสนอตัวเลขที่สูงผิดปกติ อาจเพราะนับรวมชาวเขา สมัชชาคนจน ผู้บุกรุกป่า ฯลฯ เข้าไว้ด้วย จึงทำให้เกิดความสับสน/p pความจริงแล้วนโยบายนี้ได้ใช้ดำเนินการสำหรับชาวสลัมไล่รื้อมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะชาวสลัมส่วนนี้มักจะนำบ้าน ที่ดิน ห้องชุดที่ได้รับไปขายต่อหรือให้เช่าช่วงทั้งเปิดเผยหรือปิดลับ เพื่อทำกำไร และที่ยังไม่ขายก็มีจำนวนมากที่ไม่ยอมผ่อนชำระต่อ กลายเป็นหนี้เสียไปทั้งชุมชนก็มีหลายต่อหลายแห่ง ดังนั้น การขยายมาตรการนี้ออกสู่ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วไปอาจจะสร้างผลกระทบทางลบได้เป็นอย่างมาก/p pimg alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5597/14971326183_fdccb0ee69_o.jpg" style="width: 470px; height: 296px;" //p pstrongหมายเหตุ: ข้อมูลจากรายงานประจำปีล่าสุด พ.ศ.2555 ของการเคหะแห่งชาติ/strong/p pโครงการนี้แต่แรกจะสร้างถึง 1,000,000 หน่วย แต่ต่อมาลดเหลือ 600,000 หน่วย และ เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในรายงานประจำปีฉบับปี 2555 ซึ่งเป็นปีล่าสุดพบว่าการเคหะแห่งชาติสร้างบ้านเอื้ออาทรได้เพียง 264,767 หน่วยเท่านั้น หรือสร้างได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่วางแผนไว้นั่นเอง nbsp;ยิ่งกว่านั้นเมื่อนับจากฐานข้อมูลของการเคหะแห่งชาติ ณ เดือนกันยายน 2557 พบว่า มีบ้านเอื้ออาทรอยู่ 286,517 หน่วย แล้วเสร็จ 282,414 หน่วย หรือ 99% ของทั้งหมด nbsp;อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้ยังมีบ้านเอื้ออาทรเหลือขายเป็นจำนวนมาก ที่ขายไปแล้วก็ถูกทยอยยึดคืนเดือนละ 300-500 หน่วย nbsp;หลายส่วนก็กำลังทยอยขายต่อหรือปล่อยเช่าในท้องตลาดทั่วไป/p pnbsp;/p pstrongตารางแสดงจำนวนบ้านเอื้ออาทร ณ เดือนกันยายน 2557/strong/p div divnbsp;/div div table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:450px;" tbody tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pประเภทบ้าน/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"nbsp;สร้างเสร็จ/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"nbsp;%ที่สร้างเสร็จ/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;ทั้งหมด/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pบ้านเดี่ยว/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;49,731/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"98%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;50,916/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pบ้านแฝด/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"11,985/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"90%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;13,274/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pบ้านแถว/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"15,551/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"93%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;16,645/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pบ้านหลายแบบ/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"7,803/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"100%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;7,803/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pอาคารชุด/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"197,344/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"100%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;197,879/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" style="width:168px;height:27px;" pรวมทั้งหมด/p /td td nowrap="nowrap" style="width:96px;height:27px;" p align="right"282,414/p /td td nowrap="nowrap" style="width:102px;height:27px;" p align="right"99%/p /td td nowrap="nowrap" style="width:84px;height:27px;" p align="right"nbsp;286,517/p /td /tr /tbody /table /div pและโดยที่บ้านเอื้ออาทรมีราคาถูก ค่าดูแลต่างๆ ที่จัดเก็บบ้างก็จัดเก็บไม่ได้ บ้างก็ไม่ค่อยพอเพียงกับค่าใช้จ่าย จึงทำให้สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยยังต้องมีการปรับปรุงกันตามสมควร กลายเป็นภาระสำคัญของการเคหะแห่งชาติต่อไป nbsp;กรณีนี้ควรที่เจ้าของทรัพย์สินจะช่วยกันดูแลโดยการออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนก็ไม่สามารถจ่ายได้/p pจะเห็นได้ว่าในรอบเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติสร้างที่อยู่อาศัยแบบเคหะชุมชนได้เพียง 141,863 หน่วย ซึ่งสร้างได้รวมมูลค่าน้อยกว่าที่ บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท สร้างเพียงบริษัทเดียวเสียอีก nbsp;ดังนั้นนโยบายที่อยู่อาศัยต่อผู้มีรายได้น้อยจึงควรเป็นการส่งเสริมภาคเอกชนให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน (enabling policy) โดยการอำนวยความสะดวกให้กลไกตลาดสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนโดยรัฐบาลไม่ต้องแบกรับภาระ บ้าน “เอื้ออาทร” จึงเป็นการใช้เงินงบประมาณโดยผลที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่า/p pนอกจากนี้ทางราชการควรมีการคุ้มครองผู้บริโภค โดยถือว่าผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (ไม่ใช่ผู้ประกอบการ) เพราะถ้าผู้บริโภคได้รับความคุ้มครอง ก็จะเกิดความมั่นใจต่อตลาดที่อยู่อาศัยส่งผลให้มีการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ และทุกฝ่ายในที่สุด/p pการมีองค์กรอิสระเพื่อการสนับสนุนด้านข้อมูลและนโยบาย เช่น การมีคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยที่เป็นอิสระ ไม่ใช่แต่งตั้งตามใจชอบจากฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการประจำ การมีศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอิสระโดยไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายใดในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การมีสภาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นศูนย์รวมผู้เกี่ยวข้องทุกสาขาวิชาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่จำกัด/ขีดวงเฉพาะผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง/p pยิ่งกว่านั้นยังควรสร้างกลไกป้องปรามเพื่อความเป็นธรรม เช่น ในกรณีที่ผู้ซื้อบ้านทำผิดสัญญา ไม่ยอมรับโอนทรัพย์สิน จะต้องถูกยึดเงินดาวน์ ในทางตรงกันข้ามหากเจ้าของโครงการสร้างเสร็จช้ากว่ากำหนดตามสัญญา หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา ก็ต้องถูกปรับในอัตราที่เหมาะสม หรือในกรณีลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้ตามสัญญา จะต้องมีการบังคับคดีและมีกลไกการขายทอดตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือถ้าผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ดำเนินการประเมินผิดพลาด ก็ต้องจ่ายค่าปรับ (เช่น 20-50 เท่าของค่าจ้าง) หรือถ้านายหน้าฉ้อฉล จะต้องยึดใบอนุญาตเป็นต้น/p pบทเรียนเรื่องบ้านเอื้ออาทรจึงเป็นบทเรียนราคาแพง ที่แม้จะทำให้หลายต่อหลายคนมีบ้านได้ แต่โดยที่บ้านในตลาดเปิดสามารถขายให้กับประชาชนในราคาถูกได้เช่นกัน การสร้างบ้านแบบนี้จึงอาจไม่จำเป็น สู้นำงบประมาณไปใช้สร้างสรรค์ทางอื่นดีกว่านั่นเอง/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongผู้แถลง:/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"ดร.โสภณ พรโชคชัย (a href="mailto:sopon@area.co.th"sopon@area.co.th/a) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (/spana href="http://www.area.co.th"span style="color:#0000cd;"www.area.co.th/span/aspan style="color:#0000cd;"): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน/span/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/T8e4J0hC1ag" height="1" width="1"/

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 14 ตุลากับวัฒนธรรมหนังสือ

Tue, 21/10/2014 - 18:37
!--break--!--break--pbr /nbsp;/p pเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมาคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ได้จัดรายการแนะนำ 100 เล่ม หนังสือดี 14 ตุลา ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา เพื่อเป็นการสรุปโครงการ และหวังที่จะให้หนังสือเหล่านี้เป็นแหล่งสืบค้นหรือข้อมูลอ้างอิงในการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมในโรงเรียนหรือห้องสมุด และมากกว่านั้น คือการนำเสนอชักชวนให้สังคมไทยเกิดความสนใจอ่านหนังสือมากขึ้นbr /br /ความจริงแล้วโครงการนี้ สอดคล้องอย่างยิ่งกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของขบวนการ 14 ตุลา เพราะสาเหตุสำคัญของการก่อเกิดขบวนการ 14 ตุลา คือ วัฒนธรรมหนังสือ จากนั้น ขบวนการนักศึกษาไทยก็ก่อเกิดปรากฎการณ์พิเศษของวัฒนธรรมหนังสือ ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ไทยที่มีลักษณะเช่นนี้br /br /ย้อนหลังกลับไปก่อนหน้าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งเป็นยุคสมัยเผด็จการทหาร สื่อสารสนเทศหลักคือวิทยุเป็นสถานีวิทยุของหน่วยงานกองทัพแทบทั้งหมด ส่วนโทรทัศน์มี 4 ช่อง และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ภายใต้ระบอบเช่นนั้น หนังสือกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางความคิดของปัญญาชนต่อต้านเผด็จการ ดังนั้น วารสารเช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการให้ข้อมูล และเผยแพร่ความรู้ใหม่นอกกรอบความรู้กระแสหลักของทางราชการ สาระสำคัญของความรู้ที่ถูกนำเสนอ ก็คือ ประชาธิปไตย เช่น เรื่องการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยต่างประเทศ เรื่องการต่อต้านคัดค้านจักรพรรดินิยม และแม้แต่เรื่องราวเชิงทฤษฎีการเมืองประชาธิปไตยbr /br /หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2514 ได้เริ่มมีการนำหนังสือก้าวหน้าช่วงทศวรรษ 2490 กลับมาตีพิมพ์ เช่น เรื่อง ศิลปะเพื่อชีวิต หรือ นวนิยายเรื่อง ความรักของวัลยา ของเสนีย์ เสาวพงศ์ แลไปข้างหน้า และ สงครามชีวิต ของศรีบูรพา เป็นต้น แต่ที่สำคัญ คือ การเกิดของวัฒนธรรมหนังสือเล่มละบาทที่พิมพ์เป็นเล่มเล็ก จำนวนไม่มากนัก เสนอประเด็นเฉพาะเรื่อง และขายในสถาบันการศึกษาหรือหน้าประตูโรงเรียนสำคัญ ซึ่งเป็นการขยายความรู้กระแสรอง ให้กว้างออกไปbr /br /หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการขยายความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอุดมการณ์ หรือจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม หนังสือเช่น หนุ่มสาวคือชีวิต ผลงานของ”ศราวก”(อนุช อาภาภิรม) เรื่องโลกของหนูแหวน หรือแม้กระทั่ง นวนิยายเรื่อง เขาชื่อกานต์ ของสุวรรณี สุคนธา ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนคนหนุ่มสาว อันนำมาซึ่งขบวนการ 14 ตุลาbr /br /หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคมผ่านไปด้วยชัยชนะของประชาชน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ก็ได้นำมาซึ่งยุคเบ่งบานหรือบูมของตลาดหนังสือด้วย ได้มีการพิมพ์หนังสือใหม่ออกมาเป็นจำนวนมากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2517 จะเห็นการเฟื่องฟูของหนังสืออย่างชัดเจน หนังสือเหล่านี้เผยแพร่ความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอุดมการณ์ใหม่ แต่ที่สำคัญคือหนังสือเหล่านี้”ขายได้”หรือเป็นที่ต้องการของตลาด หลายเรื่องขายดีต้องพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง นั่นหมายถึงว่า กรณี 14 ตุลาได้สร้างการบูมของการซื้อหนังสือด้วย เงินที่ได้จากการพิมพ์หนังสือเล่มเดิม นำมาสู่การพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ ทำให้ความรู้ความคิดใหม่ขยายตัวอย่างมาก และกลายเป็นเรื่องท้าทายสั่นคลอนความรู้กระแสหลักในสังคมไทยbr /br /ทั้งนี้คงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า หนังสือใหม่จำนวนมากที่เป็นหนังสือขายดีสำหรับยุคสมัย ก็คือหนังสือสังคมนิยม เพราะในสมัยเผด็จการ ความรู้เรื่องสังคมนิยมเป็นเรื่องต้องห้าม ศึกษาหรือเผยแพร่ได้เพียงด้านเดียว คือnbsp; ด้านที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์เท่านั้น ข้อมูลกระแสหลักถือว่า จีนคอมมิวนิสต์นั้นเป็นศัตรู มีการสร้างภาพเกี่ยวกับความเลวร้ายของคอมมิวนิสต์ โดยยกตัวอย่างด้านลบของคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจำนวนมากเป็นเรื่องที่บิดเบือนเติมแต่ง สถานะที่เป็นของประเทศจีน ไม่ได้เป็นที่ทราบกันมาก่อน เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนก็ไม่มี เผด็จการไทยรับรองจีนก๊กมินตั๋งเสมอ ดังนั้น ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจีนจึงกลายเป็นเรื่องแรกที่ประชาชนสนใจใคร่รู้ เมื่อองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ จัดนิทรรศการจีนแดงเมื่อต้นปี พ.ศ.2517 จึงกลายเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมมากมายมหาศาล หนังสือในงานขายหมดจนต้องพิมพ์ซ้ำ และนิทรรศการก็ต้องจัดซ้ำ ความรู้เรื่องจีนจึงเป็นเรื่องใหม่ในความสนใจของประชาชนที่เฟื่องฟูเป็นเรื่องแรกbr /br /หลังจากนั้น ก็ได้มีการพัฒนามาสู่การเผยแพร่หนังสือลัทธิมาร์กซ ทฤษฎีสังคมนิยม ประวัติของนักต่อสู้สังคมนิยม เช่น เช กูวารา เหล่านี้ กลายเป็นหนังสือขายดี และนำมาสู่หนังสือด้านอื่น โดยเฉพาะหนังสือที่เสนอข้อมูลเชิงวิพากษ์ ตั้งแต่วิพากษ์การนำเสนอประวัติศาสตร์แบบเดิมที่มุ่งอธิบายบุญญาบารมีของชนชั้นนำ มาสู่กระแสใหม่อันเป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสังคม และเป็นประวัติศาสตร์ของประชาชนชนชั้นล่าง กระแสวิพากษ์ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม วิพากษ์หลักสูตรการศึกษาและวิพากษ์การศึกษาเพื่อผู้กดขี่ นำเสนอปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ หรือเรื่องการกดขี่สตรี เป็นต้น ซึ่งอาจสรุปได้ว่า วัฒนธรรมหนังสือที่พัฒนาหลัง 14 ตุลา กลายเป็นวัฒนธรรมหนังสือกระแสใหม่ ที่จะมีผลอย่างมากในการเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิดของขบวนการนักศึกษาbr /br /ในกระบวนการนี้ นวนิยายแบบใหม่ก็ได้เกิดขึ้นและพัฒนาด้วย ซึ่งก็คือการเกิดของนวนิยายเพื่อชีวิต ซึ่งไม่ได้หมายรวมเพียงเรื่องแลไปข้างหน้า หรือ ปีศาจของเสนีย์ เสาวพงศ์เท่านั้น แต่ต้องนับรวมวรรณกรรมต่างประเทศที่สะท้อนสังคม เช่น เรื่องแม่ ของ แมกซิม กอร์กี้ ฉบับแปลของศรีบูรพา ซึ่งมีเพียงครึ่งเรื่องแรก เรื่อง เหยื่ออธรรม ของ จูเลียต ซึ่งมีครึ่งเรื่องเช่นกัน เรื่อง คนขี่เสือ ฉบับแปลของทวีปวร และเมื่อ พ.ศ.2519 เมื่ออุดมการณ์ลัทธิมาร์กซของขบวนการนักศึกษาเข้มข้นมากขึ้น ก็มีการพิมพ์เรื่อง เบ้าหลอมนักปฏิวัติ ซึ่งเรียกร้องวินัยและการเสียสละเพื่ออุดมการณ์ นอกจากนี้ ก็คือการพิมพ์วรรณกรรมแปลจากจีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวรรณกรรมรักชาติและวรรณกรรมปฏิวัติ เช่น เรื่อง พายุ ตะเกียงแดง หญิงผมขาว หรือ หลิวหูหลาน ก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีbr /br /หนังสือที่นำเสนอในเชิงของชีวทัศน์อย่างเข้มข้นในลักษณะอื่น ก็พิมพ์ออกสู่ตลาดหนังสือมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2518 เป็นต้นมา เช่น เสริมทฤษฎี ชีวทัศน์เยาวชน พลังชีวิต ทัศนะความรักที่ก้าวหน้า ฯลฯ หนังสือเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในการดัดแปลงตนเองของนักศึกษาให้เป็นนักปฏิวัติที่เสียสละเพื่อประชาชน จิตสำนึกเพื่อส่วนรวมที่สร้างขึ้นในช่วงก่อน 14 ตุลา พัฒนามาเป็นจิตใจรับใช้ประชาชน จิตสำนักปฏิวัติโดยผ่านกระบวนการของหนังสือ หรืออธิบายในอีกด้านหนึ่งก็คือ วัฒนธรรมหนังสือมีส่วนสำคัญในการปรับโฉมหน้าของขบวนการ 14 ตุลาไปสู่การกลายเป็นขบวนการปฏิวัติสังคมbr /br /อยากจะตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในท่ามกลางการเฟื่องฟูของหนังสือสังคมนิยม หนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็เฟื่องฟูขึ้นด้วย มีการพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาต่อต้านคอมมิวนิสต์ออกมาอย่างมากมายเป็นประวัติการเช่นเดียวกัน ในช่วง พ.ศ.2517-2519 แต่หนังสือเหล่านี้กลับไม่เป็นที่นิยม ไม่ครองใจตลาด และยอดขายเทียบไม่ได้เลยกับหนังสือฝ่ายสังคมนิยมbr /br /เมื่อเกิดการกวาดล้างในกรณี 6 ตุลา วัฒนธรรมหนังสือลักษณะดังกล่าวก็ปิดฉากลงด้วย แน่นอนว่าระยะตั้งแต่ พ.ศ.2521 มีการรื้อฟื้นการพิมพ์หนังสือสังคมนิยม หรือรื้อฟื้นเอาหนังสือช่วง 14 ตุลากลับมาตีพิมพ์ แต่ไม่เคยบูม ขายดี หรือเฟื่องฟูเท่าช่วงหลัง พ.ศ.2516 อีกเลย ยิ่งหนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ก็ปิดฉากสมบูรณ์เช่นกันbr /br /นี่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟัง/p pbr /strongเผยแพร่ครั้งแรกใน/strong โลกวันนี้ วันสุข ฉบับที่ 484 วันที่ 20 ตุลาคม 2557br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/D9_kbqv61Fc" height="1" width="1"/

เหตุปะทะที่เมืองทอง: ความรุนแรงในฟุตบอลกับภาวะหวาดระแวงของสังคมไทย

Tue, 21/10/2014 - 18:18
!--break--!--break-- pnbsp;/p p align="right"nbsp;/p pสำหรับผู้เขียนแล้ว เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างแฟนบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดกับสิงห์ท่าเรือ เอฟซีเมื่อกลางดึกวันเสาร์ 18 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแค่อีกครั้งหนึ่งของความรุนแรงในฟุตบอลไทยเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นน่าสนใจที่ควรยกมากล่าวถึงในหลายด้าน ทั้งที่เหตุการณ์นี้นับได้ว่าเป็นหมุดหมายใหม่ของปรากฏการณ์ความรุนแรงในฟุตบอลไทย และทั้งที่มันได้สะท้อนภาวะหวาดระแวงเกินเหตุของสังคมไทยด้วย/p pstrongจากในสนามสู่ท้องถนน: รูปแบบใหม่ของความรุนแรงในฟุตบอลไทย/strong/p pเหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายใหม่ของความรุนแรงในฟุตบอลไทย เพราะหากเทียบเหตุการณ์นี้กับความรุนแรงในฟุตบอลไทยครั้งก่อนๆแล้วจะเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบหลายข้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน/p pstrongข้อแรก /strongสถานที่เกิดเหตุ ที่ผ่านๆมานั้นเหตุความรุนแรงในฟุตบอลไทยมักจะเกิดเฉพาะในตัวสนามหรือบริเวณอัฒจันทร์ ไม่ว่าจะเป็นการขว้างปา ปิดล้อม หรือเข้าปะทะกันโดยตรง แต่เหตุล่าสุดนี้จุดปะทะระหว่างแฟนบอลทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นบริเวณสี่แยก-กลางถนน ไล่ไปจนถึงจุดขึ้นทางด่วนหน้าสนาม SCG สเตเดียมของสโมสรเมืองทองฯ จะเห็นได้ว่าความรุนแรงเริ่มขยายวงกว้างออกไปนอกสนามฟุตบอลมากขึ้น/p pstrongข้อสอง/strong ความเกี่ยวข้องกับเกมในสนาม เหตุครั้งนี้เรียกได้ว่าแทบจะไม่เกี่ยวกับเกมการแข่งขันในสนามเลย แม้ว่าเมืองทองฯจะพลิกยิงแซงเอาชนะท่าเรือฯไปได้ในครึ่งหลัง แต่ระหว่างเกมก็ไม่ได้เกิดจังหวะกังขาหรือสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายใด หลังการแข่งขันจบลงสถานการณ์ยังดูปกติ แฟนบอลหลายคนเดินทางกลับไปและกว่าจะรู้ว่าเกิดเหตุขึ้นก็เมื่อถึงที่พักแล้ว กระทั่งเพื่อนของผู้เขียนที่กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับฟุตบอลไทยก็กลับไปก่อนโดยไม่เอะใจว่าจะเกิดเหตุเสียด้วยซ้ำ กว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้จะเริ่มประทุขึ้นก็หลังจบการแข่งขันแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง ต่างกับเหตุรุนแรงครั้งอื่นๆที่มักจะเกิดขึ้นโดยมีแรงส่งจากเกมในสนามและเกิดทันทีหลังจบหรือระหว่างการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ/p pstrongข้อสาม/strong การต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ความหนักหน่วงของเหตุการณ์เมื่อคืนวันเสาร์อยู่ที่ว่ามันเป็นการปักหลักต่อสู้กันของแฟนบอลทั้งสองฝ่ายที่กินเวลานานร่วมชั่วโมง โดยทั่วไปแล้วความรุนแรงในฟุตบอลไทยครั้งก่อนหน้านี้มักจะมีแฟนบอลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามหนีออกไปจากจุดปะทะทันที ทำให้แต่ละครั้งนั้นกินเวลาไม่นาน อย่างมากเพียงไม่เกิน 20-30 นาที แต่สำหรับครั้งนี้แล้วปรากฏว่าแฟนบอลทั้งสองฝ่ายต่างปักหลักต่อสู้กัน เมื่อฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ อีกฝ่ายหนึ่งจะบุกเข้าไป เป็นอย่างนี้สลับไปมา ยื้อยุดกันอยู่เป็นเวลาร่วมชั่วโมง มีทั้งการจุดประทัด ขว้างปาขวด ก้อนหิน และสิ่งของตามแต่จะหาได้ ฉากหลังฉาบไปด้วยแสงสีส้มแดงจากพลุไฟ รวมถึงมีการเข้าประชิดถึงเนื้อถึงตัวกันเป็นระยะ บรรยากาศราวกับม็อบการเมืองช่วงที่มีการปะทะกัน/p pงานวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงในฟุตบอลยุโรปชิ้นหนึ่งเสนอว่า ลักษณะของความรุนแรงในฟุตบอลโดยทั่วไปมักจะมีพัฒนาการอยู่ 3 ลำดับขั้น ขั้นแรกคือเป็นความรุนแรงเล็กน้อยที่ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวในสนาม มีเป้าหมายที่นักฟุตบอลหรือผู้ตัดสิน ขั้นที่สองจะรุนแรงขึ้น ยังคงเกิดในสนาม แต่จะเริ่มเป็นการปะทะกันระหว่างแฟนบอล-เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือแฟนบอล-แฟนบอล ส่วนขั้นที่สามนั้นเป็นขั้นที่รุนแรง เกิดขึ้นนอกสนาม เป็นการปะทะกันระหว่างแฟนบอล-แฟนบอลหรือแฟนบอล-ตำรวจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวกับเกมการแข่งขันเลยa href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""[2]/a/p pหากอิงตามผลวิจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เหตุความรุนแรงในฟุตบอลไทยก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในขั้นแรกหรืออย่างมากที่สุดก็เริ่มคาบเกี่ยวมาถึงขั้นที่สอง แต่เหตุปะทะที่เมืองทองครั้งนี้กลับเป็นการก้าวกระโดดไปสู่ขั้นที่สามทันที เหตุครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของความรุนแรงในฟุตบอลไทย ทั้งที่ความรุนแรงเริ่มขยายวงกว้างจากในสนามไปสู่ท้องถนน เกิดขึ้นโดยแทบจะไม่สัมพันธ์กับการแข่งขันในสนาม และเป็นการปะทะที่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างรุนแรง/p pnbsp;/p pstrongเรื่องเล่าสองชุดของแฟนบอลกับความหวาดระแวงของสังคมไทย/strong/p pความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของเหตุการณ์นี้คือมันไม่ได้บอกกับเราแค่เรื่องความรุนแรงในฟุตบอล แต่มันยังอาจเป็นภาพสะท้อนอาการเจ็บป่วยของสังคม ซึ่งผู้เขียนเรียกมันว่าเป็นภาวะหวาดระแวงเกินเหตุของสังคมไทย/p pในช่วง 1-2 ปีนี้มี “เรื่องเล่า” สองชุดที่เกิดขึ้นมาและถูกผลิตซ้ำอย่างแพร่หลายในกลุ่มแฟนบอลไทย เรื่องเล่าชุดแรกว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรเมืองทองฯกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีมานี้ที่สมาคมฟุตบอลฯเองก็ถูกแฟนบอลตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานมาโดยตลอด จนนำมาซึ่งข้อครหาถึงความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินและการทำงานขององค์กรจัดการแข่งขัน เรื่องเล่าชุดนี้ทำให้เมืองทองฯถูกแฟนบอลจำนวนมากมองในแง่ลบ ซึ่งผลของมันก็แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนผ่านการแสดงออกในสนามของแฟนบอลฝ่ายตรงข้ามที่มักจะไม่พอใจการตัดสินแล้วพร้อมใจกันตะโกน “ขี้โกง ขี้โกง” หรือที่แปลงมาเป็น “กี่โมง กี่โมง” และ “ซี่โครง ซี่โครง” ในช่วงต่อมา/p pขณะเดียวกันก็มีเรื่องเล่าอีกรูปแบบหนึ่งที่แพร่หลายในกลุ่มแฟนบอลเมืองทองฯ เรื่องเล่าชุดที่สองนี้ว่าด้วย “ขบวนการล้มเมืองทอง” คือเป็นการตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการกระทำในลักษณะจงใจบ่อนทำลายชื่อเสียงของสโมสรเมืองทองฯผ่านการวางแผนและดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือฝ่ายตรงข้ามที่กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ในวงการฟุตบอลไทย รวมไปถึงการมองว่ามีการใช้ “เล่ห์เหลี่ยมแบบนักการเมือง” ในการพยายามสร้างภาพด้านลบให้กับสโมสรเมืองทองฯnbsp; กระทั่งการจัดตั้งหรือยั่วยุกลุ่มบุคคลให้ก่อความรุนแรงกับแฟนบอล/p pทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันเสาร์ ผู้เขียนได้เห็น/ได้ยินการกล่าวถึงเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้จากแฟนบอลไทยซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ยิ่งมันถูกผลิตซ้ำมากขึ้นเพียงใด มันก็ยิ่งไปสุมฟืนไฟแห่งความเกลียดชังให้มากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถิติการเกิดความรุนแรงกับแฟนบอลเมืองทองฯในฤดูกาล 2557 ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด (จากที่ปีก่อนๆไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก) แล้ว ก็ยิ่งชัดเจนว่าเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้ส่งผลต่อการเกิดความรุนแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้/p pประเด็นที่ผู้เขียนให้ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้เป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการเกิดขึ้นมาและผลิตซ้ำเรื่องเล่าทั้งสองชุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะหวาดระแวงเกินเหตุ ภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆของสังคมฟุตบอลไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบยุติธรรม สื่อ หรือกระทั่งความไว้วางใจต่อผู้คนรอบข้างในสังคมแฟนบอลด้วยกัน ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแฟนบอลไทยเท่านั้น แต่เป็นในทางกลับกัน มันเป็นภาวะป่วยไข้ของสังคมไทยในภาพรวมที่ย่อส่วนลงมาให้เห็นผ่านความรุนแรงในฟุตบอลเสียมากกว่า/p pstrongนอกจากฟุตบอลแล้ว ความหวาดระแวงของสังคมไทยนี้ยังแสดงตัวออกมาในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่เชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม ความไม่ไว้วางใจต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชการ/ตำรวจ/ทหาร ความไม่ไว้วางในนักการเมือง รวมไปถึงทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมากในสังคมไทย ในด้านหนึ่ง ความไม่ไว้วางใจนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะมันก็สามารถนำไปสู่การตรวจสอบซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมสมัยใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ความหวาดระแวงที่เกินเหตุก็อาจเป็นปัญหา เพราะ “ความเชื่อใจกันได้” นั้นก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมด้วยเช่นกันa href="#_ftn3" name="_ftnref3" title=""[3]/a/strong/p divbr clear="all" /br / hr align="left" size="1" width="33%" / div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""[1]/a ขอบคุณ อ.แบ้งค์, อ.วสันต์, และนก ที่ช่วยยุ ช่วยคิดจนเขียนบทความนี้ขึ้นมาจนได้/p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""[2]/a Carnibella, Giovanni, Anne Fox, Kate Fox, Joe McCann, James Marsh, and Peter Marsh (1996). emFootball Violence in Europe/em. Oxford: The Social Issues Research Centre./p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""[3]/a ซึ่งก็ไม่ใช่แค่การเชื่อใจอย่างไม่มีที่มาที่ไป แต่สถาบันทางสังคมต่างๆก็ย่อมต้องพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองนั้นเป็นที่เชื่อใจได้ด้วย/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LNDY1srgr1o" height="1" width="1"/

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ สปช.ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

Tue, 21/10/2014 - 18:18
!--break--!--break-- p21 ต.ค.2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน/p pนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กล่าวในวันนี้ว่าnbsp; ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ สปช. ไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่ทางวิชาการ ไม่มีผลประโยชน์ได้เสีย และเป็นการทำหน้าที่ที่ต้องใช้ความสามารถและความรู้ในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง/p pส่วนกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกร้องเรียนเรื่องเงินช่วยเหลือชาวสวนยางพาราไม่ชอบนั้น ก็ตกไปด้วย เพราะไม่เข้าเหตุแห่งการกระทำผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. เช่นเดียวกับกรณีโครงการจำนำข้าวของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตกไปด้วยเช่นกัน/p pด้านนางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ดูแลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ควรตรวจเข้มตั้งแต่แรกเข้ามา และตรวจให้ลึกในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินได้ ควรยึดคืนทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่มักเป็นการทุจริตจากโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะมีการดึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน/p pที่มา a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413882462"มติชนออนไลน์/a, a href="http://www.js100.com/en/site/news/view/6995"เว็บไซต์ จ.ส.100/abr /nbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/F2IAhG-eB3E" height="1" width="1"/

กวีประชาไท: กวีรำพัน

Tue, 21/10/2014 - 18:10
!--break--!--break-- pnbsp;/p pbr /nbsp;/p pให้รำพันแต่ดอกไม้nbsp;nbsp; ว่างดงามอย่างไรบ้างbr /สีสันสวยด้วยน้ำค้างnbsp;nbsp; อาบพร่างพรมละอองเช้าbr /ให้รำพันมวลหมู่แมลงnbsp;nbsp; บินหยอกแกล้งน้ำตาเศร้าbr /จับเกสรอ่อนเบาๆnbsp;nbsp; เข้าสู่การผสมพันธุ์br /ให้รำพันสายลมอ่อนnbsp;nbsp; แต่ก่อนเก่าเราเคยฝันbr /โชยระรื่นใต้แสงจันทร์nbsp;nbsp; ของคืนวันอันนานโพ้นbr /ให้รำพันถึงชนบทnbsp;nbsp; งามหมดจดจิตอ่อนโยนbr /กระท่อมน้อยใต้โคนกระโดนnbsp; มีเห็ดโคนขึ้นไม่ไกลbr /ให้รำพันถึงแม่น้ำnbsp;nbsp; ระยิบงามยามเอื่อยไหลbr /ชวนกระโจนแหวกว่ายไปnbsp; ช่ำชื่นใจวัยออนซอนbr /ให้รำพันถึงก้อนเมฆnbsp;nbsp; เสกสรรค์สร้าง ปฏิมากรbr /รูปทรงองค์เอวอรชรnbsp;nbsp; แขนเรียวอ่อนจิตนาการ/p pให้รำพันได้ทุกสิ่งnbsp;nbsp; หากแท้จริง เป็นเพียงด้าน-br /หนึ่งของงาม มาประสานnbsp; หนึ่งริ้วรอย ตำหนิมีbr /จึงรำพันถึงความจริงnbsp;nbsp; ประจักษ์สิ่ง มีชั่ว-ดีbr /ทุกๆอย่างไม่หลีกหนีnbsp;nbsp; สัจจะของ ปัจจุบันbr /มีดีงาม มีผิดชั่วnbsp;nbsp;nbsp; มีความมั่ว เป็นนิรันดร์br /ผสานกลืนนรก-สวรรค์nbsp;nbsp; ในมนุษย์ ปุถุชน/p pดีงามมาก จึงพร่ำเพ้อnbsp; เผลอไผลหลง ทะนงตนbr /คิดว่าอยู่เหนือชนnbsp; หลุดพ้นเป็น ศาสดาbr /รำพันมาก จึงพร่ำเพ้อnbsp; มโน ละเมอ จนคลั่งบ้าbr /กุมดี-งาม พิพากษาnbsp; ด้วยศาสตรา มหากวี/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ki8qKKVhEcc" height="1" width="1"/

อุทธรณ์ยืนคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา 'สมชาย ไพบูลย์' ปราศรัยปลุกระดมนปช.ปี53

Tue, 21/10/2014 - 15:46
pศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา 'สมชาย ไพบูลย์' แกนนำ นปช. ปราศรัยปลุกระดมให้เกิดความฮึกเหิมใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ระบุเป็นโทษสถานเบาและเหมาะสมกับพฤติการณ์แล้ว/p p!--break--!--break--/p p21 ต.ค.2557 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย ไพบูลย์ อายุ 45 ปี อดีต ส.ข.เขตบางบอน พรรคไทยรักไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548/p pโจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2553 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. 2553 ภายหลังที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จำเลยกับพวกซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุม ที่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ และเวทีราชประสงค์ โดยจำเลยกับพวกทราบคำสั่งเจ้าพนักงานแล้วยังขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่เลิกการชุมนุม และยังใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ โดยมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด ขนาด มีด ดาบ ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก หนังสติ๊กหลายชิ้น ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด เป็นอาวุธ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหาร ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงตลาดยอด, แขวงวัดโสมนัส, แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร, แขวงและเขตดุสิต, แขวงลุมพินี แขวงและเขตปทุมวัน กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ/p pคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2555 ว่า จำเลยกระทำการโดยเจตนาขัดคำสั่งและขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่สั่งให้เลิกชุมนุม เพื่อปลุกระดมสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมให้เกิดความฮึกเหิมใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เพื่อให้การชุมนุมยังคงอยู่ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จึงให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา/p pศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนกันแล้วเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกองบัญชาการนครบาล 6 สน.นางเลิ้ง สน.บุคคโล สน.สมเด็จเจ้าพระยา สน.ลุมพินี และพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กว่า 10 ปาก ซึ่งเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน ผู้บันทึกการปราศรัยลงแผ่นวีซีดี และผู้ถอดเทปการปราศรัย เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงสอดคล้องต่อเนื่องกันว่า จำเลยซึ่งร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.บริเวณเวทีผ่านฟ้าลีลาศ ขณะที่รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จำเลยได้ขึ้นปราศรัยเวทีดังกล่าวหลายครั้งตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. - 13 เม.ย. 2553 ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลและระหว่างที่รัฐบาลใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ก็ได้มีการปราศรัยให้ผู้ชุมนุมบางส่วนที่อยู่แยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยก จปร.ให้มาร่วมชุมนุมกับผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งที่บริเวณแยกคอกวัวเพื่อตรึงกำลังรักษาพื้นที่การชุมนุมหากเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอคืนพื้นที่ และหากมีการนำรถถังเข้ามาก็ให้ยึดรถถังไว้ และต่อมาเมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษ ดีเอสไอ ได้รับคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดอาญาและอาวุธยุทธภัณฑ์ และความผิดที่เกี่ยวกับความรุนแรงในการชุมนุมไว้ และได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับจำเลย นอกจากนี้ยังปรากฏภาพและข่าวทางหนังสือพิมพ์จากเหตุการณ์ปะทะระหว่างการชุมนุม ซึ่งทางนำสืบไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ได้เบิกความตามที่รู้เห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ปั้นแต่งพยานหลักฐานเพื่อกลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับโทษทางอาญา/p pขณะที่จำเลยได้นำสืบเพียงว่าการปราศรัยเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การยั่วยุ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบเป็นเรื่องไม่ถูกต้องหรือห่างไกลจากความจริง และที่แกนนำ นปช.บางคนมาเป็นพยานจำเลยเบิกความก็ปรากฏว่าบางคนไม่ได้อยู่ในช่วงที่เกิดเหตุ แต่รับรู้เหตุการณ์จากการเผยแพร่ข่าวสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามมาตรา 116 (2) (3), 215 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม, 216 และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เรื่องห้ามไม่ให้ชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย. 2553 ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ให้ลงโทษสถานเบานั้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยนั้นบทลงโทษหนักสุด คือ มาตรา 116 ฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 1 ปีนั้นถือว่าเป็นโทษสถานเบาและเหมาะสมกับพฤติการณ์แล้ว จึงพิพากษายืนโทษตามที่ศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำเลย/p pก่อนถูกควบคุมตัวนายสมชายกล่าวว่า หากจะต้องรับโทษจำคุก 1 ปี ก่อนหน้านี้ตนเคยถูกคุมขังในเรือนจำระหว่างการถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการชุมนุมมาแล้ว 8 เดือน 14 วัน ดังนั้น หากสุดท้ายจะต้องรับโทษคงมีการนัดเวลาคุมขังต่อจากช่วงเวลาดังกล่าวอีก 3 เดือนเศษจึงจะครบ 1 ปี/p pด้านทนายความเตรียมเงินสด 1 แสนบาท เพื่อยื่นประกันตัวและฎีกาสู้คดีต่อไป/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9570000121078"span style="color:#696969;"ผู้จัดการออนไลน์/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413865651"span style="color:#696969;"มติชนออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2010/06/29938" target="_blank"จับ quot;สมชาย ไพบูลย์quot; แกนนำเสื้อแดงรุ่น 2 ส่วนผู้ต้องหาเผาศาลากลางอุดรฯ เสียชีวิตแล้ว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2012/12/44423" target="_blank"คุก 1 ปี quot;สมชาย ไพบูลย์quot;แกนนำ นปช. ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9UhtFRAXquk" height="1" width="1"/

ทหารขอผู้จัดงานหนังสือแจ้ง 'ฟ้าเดียวกัน' เลิกขายเสื้อยืด รอตีความ 112

Tue, 21/10/2014 - 15:15
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u7/mix.jpg" style="width: 404px; height: 404px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p pbr /สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันยังคงถูกจับตาต่อเนื่องจากหน่วยงานความมั่นคง นอกจาก บก.ถูกa href="http://prachatai.org/journal/2014/10/56088"ขอให้ลบสเตตัส/aบอกเล่าการถูกจับตาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแล้ว ล่าสุด ทหารและตำรวจขอความร่วมมือไปยังผู้จัดงานให้ประสานบูธฟ้าเดียวกันเพื่อหยุดจำหน่ายเสื้อยืด 3 แบบชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจกระทบต่อมาตรา 112br /br /ทั้งนี้ เสื้อตัวหนึ่งเป็นรูปไดโนเสาร์ ปรากฏข้อความ THE LOST WORLD โลกหลงสำรวจ ประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ เสื้ออีกตัวหนึ่งเป็นรูปต้นไม้บนโลกซึ่งเป็นลวดลายข้อความว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เสื้อยืดทั้งสองตัวนี้คล้ายกับหน้าปกวารสารฟ้าเดียวกันเล่มเก่าที่เคยวางตลาดแล้ว ได้แก่br /br /a href="http://www.sameskybooks.net/journal-store/10-1/" target="_blank"http://www.sameskybooks.net/journal-store/10-1//abr /a href="http://www.sameskybooks.net/journal-store/09-1/" target="_blank"http://www.sameskybooks.net/journal-store/09-1//abr /br /ส่วนอีกตัวหนึ่ง เป็นภาพอีโมติคอนชื่อดัง "คุณซาบซึ้ง" ที่ปากเป็นซิปถูกรูดปิดอยู่ ด้านหลังเสื้อมีข้อความว่า Be grateful and shut up!br /br /a href="https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586.1073741828.1526071940947174/1569592473261787/?type=1amp;fref=nf"บีบีซี/aรายงานถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้จัดงานหนังสือฯ นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นายพร้อมนายตำรวจจาก สน.ลุมพินี มาพบ เพื่อขอความร่วมมือให้ประสานงานสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันให้ยุติการขายเสื้อยืด สกรีน 3 แบบชั่วคราว เพื่อนำไปพิจารณาก่อนว่ากระทบกับ ม.112 หรือไม่br /br /นายจรัญได้ชี้แจงกับนายทหารและนายตำรวจทั้งสี่ว่า ในฐานะผู้จัดงาน ตนไม่มีสิทธิไปพิพากษาใคร และเห็นว่าคนทำหนังสือเขาก็มีเสรีภาพ มีวิจารณญานในการตัดสินว่าเขาจะออกบูธอะไร ผู้จัดจะไม่ยุ่งกับเนื้อหาbr /br /"ทางคุณธนาพล บก.ฟ้าเดียวกัน เคยถูกจับไปแล้ว 2 ครั้งแล้วก็ปล่อยออกมา เขาไม่เคยถูกพิพากษา เขามีสิทธิจัดบูธ ถ้าผมไปรอนสิทธิเขา ผมก็งานเข้าเหมือนกัน เขาไม่ได้ทำอะไรผิด"br /br /อย่างไรก็ตาม นายจรัญกล่าวว่า ทาง สนพ.ฟ้าเดียวกัน ได้ให้ความร่วมมือในการปลดเสื้อที่มีข้อความดังกล่าวลงจากแผง และมอบให้เจ้าหน้าที่นำไปพิจารณาตรวจสอบbr /br /นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ตนคาดไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นการจัดงานภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารจะทำหน้าที่แทนตำรวจ แต่พวกเขาก็มาอย่างสุภาพ ปฏิบัติงานตามขั้นตอน ไม่จู่โจมจนผู้คนแตกตื่นbr /br /ก่อนหน้านี้ นายธนาพล อิ๋วสกุล บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คในทำนองว่างานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้เป็นครั้งแรก หลังรัฐประหาร สำนักพิมพ์ถูกตรวจค้นบูทตั้งแต่ก่อนเปิดงาน แต่สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยืนยันสิทธิในการจำหน่าย/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/IYhJo4eLXEM" height="1" width="1"/