ประชาไท
วงถกอำนาจ (ดุลยพินิจ) สั่งปล่อยตัวชั่วคราว ประธาน คปก.ชี้ ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติ
pเลขาฯ ประธานศาลฎีกาเผยผู้หลบหนีระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี ส่วนปัญหาคดีชาวบ้านแนะเอาข้อเท็จจริงเสนอศาล ‘สุนี ไชยรส’ จวกเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร กม.ล้าหลังกว่า รธน. เสนอยกกรณีปัญญามาศึกษาร่วม กสม.-คปก.-ศาล/p
div
!--break--!--break--/div
divnbsp;/div
div
divเมื่อวันที่ 23 พ.ค.56nbsp;คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับองค์การแอคชั่นเอดประเทศไทย ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เครือข่ายผู้หญิงปกป้องสิทธิที่ดินและเกษตรยั่งยืนเทือกเขาเพชรบูรณ์ และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดเสวนาnbsp;strong‘กฎหมาย อำนาจ (ดุลยพินิจ) ในการมีคำสั่งว่าด้วยการปล่อยตัว สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร’nbsp;/strongณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีเครือข่ายชาวบ้านที่ประสบปัญหาคดีความจากการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน และกรณีต่างๆ เข้าร่วมกว่า 200 คน/div
divnbsp;/div
/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7362/8800793775_e8b8fd31fb.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strongประธาน คปก.ชี้ปัญหาไม่ใช่ตัวกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติที่สร้างความเดือดร้อน/strong/span/div
divnbsp;/div
divศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวปาฐกถา เรื่อง สิทธิมนุษยชนในช่องทางออกของอำนาจในดุลยพินิจสั่งประกันตัวว่า ปัญหาไม่ใช่ตัวกฎหมายแต่เป็นการปฏิบัติที่สร้างความเดือดร้อน และการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีปัญหามาตลอด เนื่องมาจากการปฏิบัติที่ผิดหลักกฎหมายซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจหลักกฎหมายอย่างถ่องแท้ของผู้ใช้กฎหมาย นั่นคือ ในการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว แทนที่จะวางหลักเฉพาะเกี่ยวกับความผิดร้ายแรง แต่กลับถือเอาเหตุต่างๆ ในการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐโดยไม่แยกแยะ/div
divnbsp;/div
divจากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เกิด ‘นายประกันอาชีพ’ ที่มาขูดรีดประชาชนที่ยากจน นอกจากนั้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ให้ ‘บริษัทประกันภัย’ เข้ามาทำมาหากินในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทั้ง 2 สิ่งไม่ได้มาช่วยแต่มาซ้ำเติมปัญหา และทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกตำหนิ เนื่องจากเกิดองค์กรเหลือบในกระบวนการยุติธรรมขึ้น/div
divnbsp;/div
divศ.ดร.คณิต กล่าวด้วยว่า การปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นมาตรการในทางคดีอาญา มีมิติ 2 ประการ คือ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิบุคคลด้วย แต่คนในสังคมมีลักษณะเป็นอำนาจนิยม มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต จึงนำมาซึ่งความไม่ถูกต้อง/div
divnbsp;/div
divนอกจากนี้ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีต่างๆ มีมิติ 3 ประการที่เกี่ยวข้อง คือ 1.กฎหมายจะต้องมีความเป็งนเสรีนิยม ต้องมองในแง่การคุ้มครองสิทธิ์ 2.มีความเป็นประชาธิปไตย การใช้อำนาจมีการตรวจสอบได้ และ 3.การกระทำเป็นไปเพื่อสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สังคมจะได้สงบ/div
divnbsp;/div
div“มนุษย์เรามีความต้องการ 2 อย่าง ความต้องการประการแรกคือความมั่นคงในชีวิต ที่เราทำงาน ทำมาหากินต่างๆ ก็เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต แต่แค่นั้นไม่พอ มนุษย์ยังต้องการความเป็นธรรมด้วย ความต้องการความมั่นคงในชีวิตเปรียบเทียบได้ว่าเป็นความต้องการภายนอก ส่วนความต้องการภายในคือความเป็นธรรม ถ้าเรามีสิ่งที่ตรงกับความต้องการภายนอกที่สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้รับความเป็นธรรม มันก็ชีช้ำ” ศ.ดร.คณิต กล่าว/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7343/8811364990_be520ffb13.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strongผู้แทนศาลฎีกา แนะเอาข้อเท็จจริงนำเสนอศาล/strong/span/div
divnbsp;/div
divด้าน นายพงษ์เดชnbsp;วานิชกิตติกูลnbsp;เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าวในการเสวนา 'สังเคราะห์ กฎหมายและบทบาทผู้ทำหน้าที่พิจารณา(ผู้พิพากษา) สั่งให้ประกันตัว'nbsp;ถึงปัญหาคดีความของชาวบ้านว่า การมีตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในชั้นศาลนั้นมีความจำเป็นตามสิทธิพิจารณาคดีต่อหน้า แม้บุคคลที่ต้องคดีความจะยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อได้รับการประกันตัวแล้ว บุคคลดังกล่าวจะกลับมาศาล ซึ่งการมีคำพูดลอยๆ นั้นยากจะเชื่อถือได้ ดังนั้นสิ่งที่ศาลต้องการคือ รายงานประจำตัวบุคคลของจำเลย เพื่อให้เชื่อได้ว่าหากมีการปล่อยชั่วคราวแล้วจะกลับมาทันการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งตามกฎหมายจะมีสัญญา มีการประกัน/div
divnbsp;/div
divอีกทั้งศาลจะดูพฤติการณ์และความร้ายแรงประกอบเพื่อใช้ดุลยพินิจ และดูเรื่องความผูกพันกับพื้นถิ่นที่อยู่ ซึ่งจะทำให้ศาลมั่นใจได้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นไม่หลบหนีไปไหน/div
divnbsp;/div
divนายพงษ์เดชnbsp;กล่าวต่อมาว่า ตามกฎหมายอาจมีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไข เช่น ให้มารายงานตัวทุกเดือนหรือเป็นระยะ แต่ปัญหาคือพนักงานที่จะมาทำหน้าที่รับเรื่องตรงนี้มีจำนวนจำกัด ทั้งนี้มียังข้อเสนอให้การหลบหนีมีความผิดตามกฎหมายด้วย/div
divnbsp;/div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strongเผยผู้หลบหนีระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ/strong/span/div
divnbsp;/div
divเลขาธิการประธานศาลฎีกาให้ข้อมูลด้วยว่า เมื่อปี 2553 ศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว 92 เปอร์เซ็นต์ของคดีที่มี พบว่ามีผู้หลบหนี 4,000 กว่าคน ทำให้พิจารณาคดีไม่ได้ ต่อมาปี 2554 ศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว 92.88 เปอร์เซ็นต์ มีผู้หลบหนี 4,426 คน และปี 2555 ศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว 92.7 เปอร์เซ็นต์ มีผู้หลบหนีถึง 5,838 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขผู้หลบหนีระหว่างปล่อยตัวชั่วคราวมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ/div
divnbsp;/div
div“อยากให้มองใน 2 ด้าน ส่วนคู่ความในคดีอยากให้เอาข้อเท็จจริงที่รู้มาให้ศาลที่เป็นตัวกลางรับทราบด้วย” นายพงษ์เดชกล่าวnbsp;/div
divnbsp;/div
divนายพงษ์เดชnbsp;กล่าวด้วยว่า การใช้ดุลยพินิจของศาลรับรองโดยรัฐธรรมนูญจะแทรกแซงไม่ได้ และความจริงมีหลายด้านจึงต้องให้ข้อมูลกับศาลเพื่อใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา ส่วนในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายหรือคำสั่งในการที่จะขอให้ชะลอคดีไว้ก่อน อัยการสามารถแถลงให้ศาลทราบ โดยเป็นการทำหน้าที่แทนรัฐบาล ทั้งนี้ แม้ว่าอัยการจะอยู่อีกฝั่งกับจำเลย แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิอันเป็นประโยชน์ของจำเลยด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำงานกับทางอัยการ/div
divnbsp;/div
divในส่วนของศาลหากไม่มีคนนำเสนอข้อมูลก็ต้องรีบพิจารณาคดีโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นหากสถิติออกมาพบว่ามีคดีผ่านการพิจารณาน้อยก็จะถูกตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้หมดความหวังต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะศาลพร้อมที่จะรับฟัง และหากอยู่ในอำนาจที่จะปรับได้ก็จะพยายามทำ/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7404/8811445990_d75dc72c7c.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strong‘สุนี ไชยรส’ เสนอยกกรณีปัญญามาศึกษาร่วม กสม.-คปก.-ศาล/strong/span/div
divnbsp;/div
divนางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ศาลเป็นปลายทางที่เจ็บปวด เพราะมีผลต่อการตัดสินคดีให้คนติดคุกได้ และมีความเห็นว่าควรสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทางคือนโยบายของรัฐบาล ส่วนในชั้นศาลนั้น คดีอาญาเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน เช่นกรณีคนอยู่กับป่า ไม่เหมือนกับคดีอาญาทั่วไป ในส่วนนี้รัฐธรรมนูญไปไกลในการรับรองสิทธิ์ แต่กฎหมายที่ออกมาก่อนตามไม่ทัน ขณะที่กระบวนการศาลบอกว่าต้องดูข้อเท็จจริง แต่ประชาชนอาจไม่มีความสามารถในการนำเสนอข้อเท็จจริงเข้าสู่ศาลได้/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะมีการนำมาศึกษาเป็นรายกรณีร่วมกันว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ทั้งในส่วนคณะกรรมการสิทธิ์ฯ ศาล คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และชาวบ้าน เพราะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแก้คงไม่ได้ นอกจากนั้นอาจจัดเป็นการพูดคุยวงใหญ่ เพื่อผลักดันไปยังรัฐบาล/div
divnbsp;/div
divนางสุนี กล่าวด้วยว่า เรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการฐานทรัพยากรนั้น ที่ผ่านมามักมีการไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบ แต่ชาวบ้านก็ต้องติดคุก และบางรายโดนคดีโลกร้อนเรียกค่าเสียหายซ้ำอีก ส่วนในเรื่องดุลยพินิจในการประกันตัวนั้น มีคำถามว่าการที่ชาวบ้านอยู่ในชุมชนมีความเชื่อมโยงกับถิ่นฐานที่อยู่ หากนำเสนอต่อศาลจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้อาจใช้เป็นแนวทางในการรณรงค์ทั้งกับชาวบ้าน และการทำความเข้าใจต่อศาลได้/div
divnbsp;/div
divส่วนในเรื่องการแก้ปัญหาโดยนโยบายรัฐ ที่ผ่านมามีปัญหามาแล้ว ตัวอย่างเช่น กรณีเขื่อนปากมูลที่มีมติ ครม.มาแล้วถึง 45 ฉบับ หรือกรณีที่รัฐบาลสั่งการให้ชาวบ้านกรณีปัญหาที่ดินอยู่ทำกินไปพลางระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา แต่ตรงนี้ศาลไม่รับฟังเพราะตีความว่าคำสั่งหรือมติ ครม.ดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย ตรงนี้จะมีช่องในทางกฎหมายอย่างไรเพื่ออธิบาย เพราะกรณีปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านมีความซับซ้อน/div
divnbsp;/div
div“กฎหมายล้าหลังรัฐธรรมนูญ กฎหมายแก้ไม่ทัน ศาลจะยอมรับไหม” รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตั้งคำถาม/div
divnbsp;/div
divอย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีเพียงศาลอย่างเดียว การแก้ปัญหาจะต้องผลักดันไปยังทั้งศาล อัยการ และตำรวจด้วย/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3822/8811372858_f83001d4fc.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strongอนุกรรมการฯ กสม.เสนอ ‘ให้ผู้ต้องหาประกันตัวเองได้’/strong/span/div
divnbsp;/div
divรศ.ประธาน วัฒนวาณิชย์ อนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯ ได้มีการอบรมตำรวจทั่วประเทศทั้ง 7 ภาค เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องร้องเรียนของกรรมการสิทธิฯ เรื่องกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่อยู่ในชั้นตำรวจ อาทิ ซ้อมทรมาน กระบวนการล่าช้า ไม่รับคำร้อง เป็นต้น/div
divnbsp;/div
divรศ.ประธาน กล่าวต่อมาถึงการปล่อยตัวชั่วคราวว่า ปัญหาคือเมื่อถูกดำเนินคดีตามความผิดที่มีอัตราโทษสูง การใช้ดุลยพินิจของตำรวจและศาลจะใช้หลักทรัพย์ที่สูง กลายเป็นข้อจำกัดของกฎหมายที่ว่าคนจนไม่ได้ประกัน แต่คนรวยกลับได้ประกัน อย่างไรก็ตามไม่ว่าคนจนหรือคนรวย การประกันตัวไม่ใช่หลักประกันว่าจะมาตามหมายเรียก ซึ่งทุกประเทศรู้ดี ทั้งนี้เรามีหลักปฏิบัติทางอาญาดีขึ้นกว่าอดีต แต่จะดีกว่านี้ถ้าให้ผู้ต้องหาประกันตัวเองได้ เมื่อมีที่อยู่ที่แน่นอนมีเพื่อนมีญาติสนิท ทำงานเป็นหลักแหล่ง และไม่มีประวัติอาชญากรรม/div
divnbsp;/div
divสำหรับข้อเสนอในการต่อสู้ รศ.ประธาน กล่าวถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรรมการสิทธิฯ ที่ปัจจุบันสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น และสภาทนายความซึ่งจะมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษา จากปัญหาเดิมที่มีคือผู้ตกเป็นผู้ต้องหามักไม่ได้พบทนายความและไม่ได้รับคำปรึกษาในทางคดี/div
divnbsp;/div
divขณะที่ นายนิวัฒน์ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความระบุว่า กฎหมายนั้นมีการละเมิดสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายโดยมองความเป็นมนุษย์ที่ไม่เท่ากัน สิทธิของบุคคลถูกแยกด้วยความแตกต่างในเรื่องพื้นเพ และสถานะบุคคลที่แตกต่างกัน อีกทั้งกฎหมายให้อำนาจดุลยพินิจกับผู้ใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมมากเกินไป/div
divnbsp;/div
div“ชาวบ้านไม่ได้ถูกละเมิดโดยผลของกฎหมาย แต่ถูกละเมิดโดยวิธีการปฏิบัติของรัฐ” นายนิวัฒน์ กล่าว/div
divnbsp;/div
divส่วนการเข้าถึงความช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม นายนิวัฒน์ กล่าวว่า สภาทนายความมีประธานสภาทนายความจังหวัด ซึ่งชาวบ้านที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเข้าไปขอคำปรึกษาได้ และขณะนี้สภาทนายความมีสมาชิกที่จะให้ความช่วยเหลือถึงกว่า 10,000 คน ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องจ่ายค่าทนายความ/div
divnbsp;/div
pnbsp;/p
divnbsp;/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/q_3ZiG4O1zs" height="1" width="1"/
ชายแดนใต้ระอุ วันเดียวตาย 8 ราย บึ้มทหารพราน-ยิง-ปะทะ
pเหตุแรกลอบวางระเบิดทหารพรานที่สายบุรี จ.ปัตตานี เสียชีวิต 5 ราย สาหัส 1 ส่วนที่ อ.โคกโพธิ์ คนร้ายยิงผู้สมัครนายก อบต.รวมชาวบ้านเสียชีวิต 2 เจ็บ 2 ราย เชื่อมาจากการเมืองท้องถิ่น ที่รือเสาะ นราธิวาสเจ้าหน้าที่วิสามัญผู้ต้องหาคดีถล่มฐานพระองค์ดำ/p
p!--break--!--break--/p
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u15/01_30.JPG" style="width: 550px;" //div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u15/02_15.JPG" style="width: 550px;" //div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"ภาพเหตุการณ์ลอบวางระเบิด/span/div
divnbsp;/div
divเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 56 ที่ผ่านมา เกิดเหตุรุนแรงขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 3 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตรวม 8 ราย/div
divnbsp;/div
divเหตุแรกเกิดขึ้นเวลา 11.20 น. มีการลอบวางระเบิดทหารพรานสังกัดทหารพราน 4204 เสียชีวิต 5 ราย บริเวณหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บือเระ ม.4 บ้านสือบือรัง ต.บือเระ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี/div
divnbsp;/div
divโดยผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ได้แก่ 1.จ.ส.อ.ชัยะพล เมืองแก้ว 2.ส.อ.มงคล พลภักดี 3.อส.ทพ.อนุชา วงศ์สวัสดิ์ 4.อส.ทพ.พิเชษฐ์ สระทองแอ่น 5.ร.อ.สุบิน พวงมณี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย คือ อส.ทพ.รณชิต ชาวงค์/div
divnbsp;/div
divจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทหารชุดดังกล่าว 6 นายนำโดย ร.อ.สุบิน พวงมณี ผบ ร้อย ร.4204 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 42 ปัตตานี ออกลาดตระเวนเส้นทางด้วยรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวิโก้ หมายเลขทะเบียน ศศ 8965 กรุงเทพมหานคร ตามถนนสายชนบทสายบ้านบาโงยือริง-บือเระ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุได้เกิดระเบิดขึ้น โดยคนร้ายนำมาซุกไว้ใต้ผิวถนน แรงระเบิดทำให้รถถูกกระเด็นไปประมาณ 50 เมตรสภาพงายท้อง ได้รับความเสียหายทั้งคัน/div
divnbsp;/div
divหลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี (ผบก.ภจว.ปัตตานี) พร้อมกำลังกำลังเจ้าหน้าที่สามฝ่ายเข้าตรวจสอบ พบชิ้นส่วนของถังเคมีดับเพลิงที่คนร้ายใช้บรรจุระเบิด น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม โดยใช้สายไฟลากเข้าไปในป่ายางพาราข้างทางยาวประมาณ 70 เมตร ใช้แบตเตอรี่จุดระเบิด แรงระเบิดทำให้เป็นหลุมขนาดใหญ่กลางถนน นอกจากนั้นยังพบเศษชิ้นส่วนเหล็กตักขนาด 3 หุนและลูกแก้วที่ใช้ทำเป็นสะเก็ตระเบิดกระจายทั่วจุดเกิดเหตุ/div
divnbsp;/div
divพล.ต.ต.เอกภพ เปิดเผยด้วยว่า วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพื้นที่ ม.5 บ้านจาเราะบองอ ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พบอาวุธปืนสงครามชนิดปืนกลรูซี่ 1 กระบอก จึงได้ตรวจยึดและเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องไปสอบสวนและขยายผลต่อไป/div
divnbsp;/div
divต่อมาเวลา 15.30 น.เกิดเหตุคนร้ายยิงชาวบ้านหน้าบ้านเลขที่ 7/1 ม.5 ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ นายเที่ยง มณีศรี อายุ 71 ปี เจ้าของบ้าน และนายอาทิตย์ ทิพย์รุ่งโรจน์ อายุ 51 ปี ผู้สมัครชิงเลือกตั้งนายก อบต.โคกโพธิ์ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ นายมะรูดิง ปอสา และนายมะนาเซ นิมุมะ อายุ 25 ปี/div
divnbsp;/div
divนายมะรูดิง เปิดเผยว่า เหตุเกิดขณะที่นายอาทิตย์กำลังเดินหาเสียงเลือกตั้งนายก อบต.ที่จะมีการลงคะแนนในวันที่ 16 มิถุนายน 2556 โดยคนร้ายขับรถเก๋งโตโยต้า วีออสไม่ทราบหมายเลขทะเบียนมาจอดหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ก่นจะเปิดฉากยิงเข้าใส่จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว/div
divnbsp;/div
divจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนอาก้า 1 ปลอกและปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากนายอาทิตย์ลงสมัครชิงนายกอบต.แทนนายชาย ขาวทอง นายก อบต.คนก่อนที่ถูกยิงเสียชีวิต/div
divnbsp;/div
divวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง 30 นาย ใช้กฎอัยการศึกปิดล้อมตรวจค้นภายในหมู่บ้านปูโป หมู่ 1 ต.สามัคคี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส หลังสืบทราบว่ามีกองกำลังติดอาวุธ RKK แฝงตัวเคลื่อนไหวอยู่ในหมู่บ้าน จนกระทั่งพบคนร้ายวิ่งหลบหนีเข้าไปภายในบ้านเลขที่ 54 เจ้าหน้าที่จึงติดตามไล่ล่า พร้อมทั้งประกาศให้ออกมามอบตัว แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนเกิดการปะทะกันถึงสองระลอก/div
divnbsp;/div
divสิ้นเสียงปืนพบศพนายฮาพีซีน วาแตบือแง อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.1 บ้านปูโปะ ต.สามัคคี นอนจมกองเลือดอยู่ภายในห้องน้ำ สภาพศพถูกยิงจนพรุนไปทั้งร่าง ใกล้กันพบอาวุธปืนพกขนาด .38 ตกอยู่ 1 กระบอก และกล้องเล็งติดอาวุธปืนยาว 1 อัน เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน/div
divnbsp;/div
divจากการตรวจสอบประวัตินายฮาพีซีนพบว่า เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.นราธิวาส ในคดีร่วมกับพวกยิงถล่มฐานปฏิบัติการร้อย ร.15121 ฉก.นราธิวาส 38 หรือฐานพระองค์ดำ ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้ ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ ผบ.ร้อย ร.15121 เสียชีวิตพร้อมลูกน้องอีก 3 นาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554/div
divnbsp;/div
divnbsp;/div
divnbsp;/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2PY8DKu8DaA" height="1" width="1"/
บทบาทและความท้าทายใหม่ของสื่อภาษามลายูในชายแดนใต้ท่ามกลางวิกฤตของความรุนแรง
!--break--!--break--
pบทบาทของสื่อทางเลือกหรือสื่อท้องถิ่น ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำหน้าที่เพื่อสังคม ในการนำเสนอประเด็นต่างๆ ทั้งความบันเทิง เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อเป็นการตอบโจทย์ปัญหาความต้องการของสังคมภายในตัว/p
pสำหรับพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นทางเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนากับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสื่อท้องถิ่นที่เป็นในรูปแบบของประชาชนในพื้นที่ปรารถนา ไม่ว่าจะโดยสื่อมลายูที่ใช้ตัวเขียนยาวีหรือว่ารูมี/p
pจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ที่เกิดและโตที่นี่ยังไม่เคยได้เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ของภาษามลายูได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นสื่อกลางให้กับพี่น้องในพื้นที่ได้หาเสพอ่านอย่างที่ควรจะเป็น แต่ใช่ว่าจะไม่เคยมีเลย เพียงแต่ว่าไม่เคยมีสื่อสิ่งพิมพ์มลายูรายใดที่สามารถยืนอยู่ได้นานเท่าที่ควร อย่างน้อยเป็นแค่การลองของเพียงไม่กี่ระยะ จากนั้นก็ต้องปิดตายลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ/p
pในพื้นที่ภาคใต้เท่าที่ได้ถูกบันทึกโดยสังคมมลายูถึงการเคยมีอยู่ของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารก็คือ นิตยสารอาซาน นิตยสารอาซาน ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนเชาวัลล์ ฮ.ศ. 1392 ซึ่งตรงกับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2515 เป็นผลผลิตของกลุ่มปัญญาชนชาวมลายูในพื้นที่ ด้วยจิตที่มุ่งมั่นเพื่อให้สังคมปาตานีได้มีนิตยสารสักเล่มหนึ่งที่เป็นของคนปาตานีและเพื่อคนปาตานีเอง ถึงแม้ว่าคุณภาพอาจจะไม่เท่าเทียมกับนิตยสารมลายูฉบับอื่น/p
pซึ่งในช่วงสมัยดังกล่าว สังคมปาตานีกำลังตกอยู่ในสภาวะของความกดดันหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวของภาคการเมืองที่ยิ่งนับวันดูจะเข้มข้น และอยู่ในภาวะถูกบีบคั้นผ่านนโยบายของผู้มีอำนาจจากส่วนกลาง/p
pการกำเนิดขึ้นของนิตยสารดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางด้านสังคมในการรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ (เพื่อความอยู่รอดทางวัฒนธรรม) ของชนชาติที่กำลังอยู่ในภาวะระส่ำระส่ายในขณะนั้น/p
pประชาชนในยุคดังกล่าวถูกบังคับให้ใช้ชีวิตตามความต้องการของผู้นำตามที่ได้ระบุไว้ในร่างนโยบายของชาติ ที่มีลักษณะบีบบังคับเพื่อผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม ทุกเรื่องราวแห่งวิถีชีวิตถูกกำหนดไว้ในนโยบายของรัฐโดยสิ้นเชิง วัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างรัฐชาติที่เป็นหนึ่งเดียวและหนึ่งวัฒนธรรม ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องปฏิบัติตามที่ผู้นำประเทศได้กำหนดไว้ ส่งผลต่อวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองมลายูปาตานี แม้กระทั่งในเรื่องศาสนาก็ถูกลิดรอนสิทธิอยู่บ่อยครั้ง หรือเกือบจะทุกกรณี/p
pขณะที่พื้นที่สื่อที่จะคอยเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมมลายูปาตานีในขณะนั้นกลับไม่มีเลย แม้กระทั่งฉบับเดียว ไม่ว่าจะเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือแม้แต่รายปี/p
pหลังจากการเงียบหายไปของอาซาน สื่อมลายูประเภทดังกล่าวก็ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนอีกเลย จนกระทั่งมาประมาณปี พ.ศ. 2547 ปรากฏว่าได้มีสื่อประเภทรายปักษ์ขึ้นมาอีกครั้งที่ใช้ชื่อว่า ฟาญัร(fajar) อันหมายถึงแสงแห่งรุ่งอรุณ โดยปัญญาชนรุ่นใหม่ที่ได้มีการรวมตัวกันในฐานะกลุ่มปัญญาชนที่ต้องการเห็นสื่อสิ่งพิมพ์ได้โลดแล่นในแวดวงสังคมมลายูได้อีกครั้ง เพื่อเป็นการมุ่งพัฒนาทางด้านปัญญาและความนึกคิดของคนมลายู โดยเป้าหมายหลักในการเผยแพร่ ณ ขณะนั้นส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปยังสถาบันปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั่วทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/p
pซึ่งปรากฏว่าถูกตอบรับได้ดีพอสมควร และในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใหม่ๆ ทำให้สื่อดังกล่าวถูกจับตามองจากหน่วยงานในพื้นที่มาโดยตลอด กอปรกับกลุ่มอุสตาซเองในช่วงนั้นมักจะตกเป็นจำเลยของสังคมเสียส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนหนึ่งในคณะทำงานนั้นได้ปลีกตัวออกห่างไปทีละคนสองคน ทำให้สุดท้ายต้องปิดตัวลงอย่างน่าเสียดาย หลังจากที่ได้ออกสู่สาธารณชนเพียงไม่ถึงสิบฉบับ/p
pซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานด้านสื่อมลายูต้องพบกับอุปสรรคก็คือ ความหวาดระแวงของหน่วยงานด้านความมั่นคง ถึงแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม/p
pและล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ. 2556 สื่อมลายูยาวีก็ได้อุบัติขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความรุนแรงของความขัดแย้งทั้งความคิดและบริบททางการเมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมปาตานี ซึ่งในครั้งนี้โดยใช้ชื่อว่า ซีนารัน ซึ่งเป็นสื่อมลายูฉบับฝึกทักษะภายในตัวและเป็นการชูอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่อีกด้วยหลังจากที่ต้องลาหายตายจากสังคมมลายูกันมานาน/p
pหวังว่าการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธุ์ในครั้งนี้จะไม่ตายเหมือนครั้งที่เคยผ่าน หากภาครัฐเองไม่ได้หวั่นวิตกและคิดเกินเลยความเป็นจริงว่า จะเป็นเครื่องมือที่จะบั่นทอนทำลายความมั่นคงของประเทศ และหากสื่อมลายูได้มีพื้นที่เท่าที่ควร คงจะเป็นการดีมากกว่าผลร้าย แทนที่จะต้องมานั่งหวาดระแวงจ้องมองอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต/p
pซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวคงจะมีแต่การสร้างเงื่อนไขให้มากไปกว่าเดิม ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพที่สังคมควรได้รับจากผู้ปกครองอย่างที่ควรจะได้รับ/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PwbTsq4x4oI" height="1" width="1"/
นิสิตบูรพาร้องเรียน "ทัศนศึกษาล่องหน" เบิกจริง-แต่คนไม่ได้ไป
pนิสิตหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต ม.บูรพา ร้องเรียนจะขอเบิกงบคณะจัดดูงาน แต่กลับพบว่ามีการเบิกงบไปแล้วโดยมีทริปเยี่ยม สนง.อัยการ - สนง.คุมประพฤติ ที่เชียงใหม่โผล่ โดยที่ไม่มีนิสิตได้ไปดูงาน ด้าน สนง.อัยการเชียงใหม่ทำหนังสือยืนยันไม่เคยอนุมัติการดูงาน ขณะที่มีทริปโผล่พร้อมลายมือชื่อนิสิตอีก 4 ทริป/p
p!--break--!--break--/p
pวันนี้ (24 พ.ค.) นิสิตมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยบูรพากลุ่มหนึ่งได้ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่า คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้เปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุด มีอัยการระดับสูงมาสอนและเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร เปิดทำการสอนและมีนิสิตแล้วทั้งหมด 3 รุ่น คือรหัส 53 54 และ 55 แบ่งเป็น 2 สาขาวิชา คือ กฎหมายมหาชน และกฎหมายอาญาและอาชญวิทยา/p
pทั้งนี้ ตามแผนจะมีโครงการศึกษาดูงานให้กับนิสิตรหัส 54 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 26 - 31 มกราคม 2556 ซึ่งในหลักสูตรระบุไว้ว่า นิสิตมีงบประมาณในการศึกษาดูงาน 10,000 บาทต่อคน ต่อตลอดการศึกษา และนิสิตรหัส 54 มีประมาณ 87 คน ต่อมานิสิตได้ทำเรื่องขอเบิกค่าศึกษาดูงานไปยังคณะ และทางคณะตอบกลับมาว่านิสิตได้เบิกค่าศึกษาดูงานไปจนหมดแล้ว/p
pนิสิตที่ร้องเรียนระบุว่า นิสิตที่เคยได้ศึกษาดูงานนั้นมีเพียงนิสิตสาขากฎหมายมหาชนเท่านั้น และเพียงแค่ครั้งเดียวที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการศึกษาดูงานภายในประเทศและเป็นแบบไปเช้าเย็นกลับ มีนิสิตไปดูงานประมาณ 40 คน ไม่เกิน 1 คันรถบัส โดยที่นักศึกษาสายกฎหมายอาญาและอาชญวิทยาไม่เคยได้ไปเลย/p
pnbsp;/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3690/8812604610_cc615afd21_z.jpg" style="width: 420px; height: 586px;" //p
pspan style="color:#000080;"หนังสือบันทึกข้อความของงานบัณฑิตศึกษา คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เรื่องขออนุมัติเบิกค่าใช้จ่ายโครงการศึกษาดูงานนอกสถานที่ รวมเป็นเงิน 199,200 บาท (หนึ่งแสนเก้าหมื่นเก้าพันสองร้อยบาทถ้วน)/span/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3687/8812603428_df3bcdcd9a_z.jpg" style="width: 560px; height: 406px;" //p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8412/8812608394_356ec28e89_z.jpg" style="width: 560px; height: 401px;" //p
pspan style="color:#000080;"(บน และ ล่าง) เอกสารที่ถูกระบุว่า เป็นการแสดงรายการเบิกค่าใช้จ่ายค่าอาหารของนิสิต พร้อมมีการลงลายมือชื่อด้วย 85 คน โดยระบุว่าเป็นการ "ศึกษาดูงานนอกสถานที่" ระหว่างวันที่ 25-28 ต.ค. 55 โดยเบิกค่าอาหารหรือเบี้ยเลี้ยงรวม 61,200 บาท/span/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3774/8802228771_6aa3c501a0_z.jpg" style="width: 420px; height: 577px;" //p
pspan style="color: rgb(0, 0, 128);"อย่างไรก็ตาม/spannbsp;span style="color: rgb(0, 0, 128);"มีจดหมายชี้แจงของประธานหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตรุ่น 2 ลงวันที่ 20 ธ.ค. 255 ระบุว่าไม่มีการเดินทางไปศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่ และลายมือที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานการเบิกค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่ลายมือของเขา/span/p
pnbsp;/p
pnbsp;/p
div
p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2878/8812609876_24321d4e3f_z.jpg" style="height: 586px; width: 420px;" //span/p
p style="text-align: center;"nbsp;/p
pspan style="color:#000080;"เอกสารที่ถูกระบุว่าเป็นหนังสือที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าให้คณะเข้าศึกษาดูงานและรับฟังการบรรยายพิเศษในวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่/span/p
pnbsp;/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3737/8802024179_eea1d2b57a_z.jpg" style="width: 420px; height: 586px;" //p
pspan style="color:#000080;"อย่างไรก็ตาม มีหนังสือชี้แจงจากสำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2555 ระบุว่าไม่เคยได้รับหนังสือเข้าศึกษาดูงาน และไม่เคยพานิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาเข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ และไม่เคยออกหนังสือเพื่ออนุเคราะห์ให้เข้าศึกษาดูงาน และชี้แจงด้วยว่า ลายมือชื่อที่ลงนามในหนังสือไม่ใช่ลายมือชื่อของอัยการจังหวัด และหนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม/span/p
pnbsp;/p
/div
pอย่างไรก็ตาม คณะตอบมาว่านิสิตได้ขอเบิกค่าศึกษาดูงานไปหมดแล้ว ทำให้ทางนิสิตได้ทำหนังสือขอให้ทางคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชี้แจง ต่อมา คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ nbsp;โดย ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข รองคณบดี ปฏิบัติราชการแทน คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชี้แจงว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นประธานหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตผู้หนึ่ง เป็นที่ปรึกษาโครงการ ได้เบิกจ่ายงบประมาณไป 199,200 บาท ให้กับนิสิตรหัส 54 ไปดูงานที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2555 โดยใช้งบประมาณจากเงินรายได้มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ แผนงานจัดการอุดมศึกษา กองทุนกิจกรรมนิสิต โครงการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาภาคพิเศษ เงินอุดหนุนทั่วไป เงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมสำหรับนิสิต/p
pโดยในเอกสารชี้แจงว่าใช้งบประมาณทั้งสิ้น 199,200 บาท ในจำนวนนี้จำแนกเป็นค่าเช่ารถบัสปรับอากาศ จำนวน 136,000 บาท โดยระบุว่าเป็นการจ้างรถบัสจากบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง มีสำนักงานอยู่ใน จ.ชลบุรี จำนวน 2 คัน เหมาจ่าย 17,000 บาทต่อคัน เป็นเวลา 4 วัน นอกนั้นเป็นค่าอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นสำหรับผู้ร่วมกิจกรรมเป็นเวลา 3 วัน และค่าเบ็ดเตล็ด รวม 61,200 บาท โดยงบประมาณจำนวนนี้ไม่รวมค่าที่พักซึ่งอาจารย์และนิสิตที่ร่วมเดินทางต้องรับผิดชอบเอง นอกจากนี้ในเอกสารที่ชี้แจงยังแสดงรายการเบิกค่าใช้จ่ายค่าอาหารของนิสิตรายคน จำนวน 85 ราย พร้อมมีการลงลายมือชื่อด้วย โดยระบุว่าเป็นการ "ศึกษาดูงานนอกสถานที่" ระหว่างวันที่ 25-28 ต.ค. 55/p
pทำให้นิสิตที่เรียนหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตกลุ่มนี้ ร้องเรียนว่า ลายมือชื่อที่ลงในรายการเบิกค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ลายมือของตน นอกจากยังยืนยันด้วยว่านิสิตในโครงการบางรายเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. ซึ่งในวันที่ 27 ต.ค. ดังกล่าวมีการเลือกตั้งที่ จ.จันทบุรี ทำให้ไม่สามารถไปดูงานได้แน่ ขณะที่นิสิตในโครงการอีก 2 รายเป็นผู้พิพากษาก็ไม่สามารถไปดูงานดังกล่าวได้/p
pทั้งนี้มีการแสดงจดหมายชี้แจงของ น.ส.เสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร ซึ่งเป็นประธานหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตรุ่น 2 ลงวันที่ 20 ธ.ค. 255 ที่ระบุว่า "นิสิตรุ่น 2 ไม่มีการเดินทางไปศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่แต่อย่างใด และลายมือชื่อของข้าพเจ้าที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานการเบิกค่าใช้จ่ายลำดับที่ 74 ไม่ใช่ลายมือชื่อของข้าพเจ้า ส่วนลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือของบุคคลที่มีชื่อในเอกสารนั้น ข้าพเจ้าประสงค์ให้มีการตรวจสอบต่อไป"/p
pโดยนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพากลุ่มดังกล่าว ระบุว่ามีการร้องเรียนตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2555 แต่ ณ ปัจจุบันนี้เรื่องยังคงเงียบ นิ่งเฉย ไม่มีการจัดการลงโทษใดๆ จากทางมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังมีเอกสารของทางสถาบันที่ระบุว่ามีนิสิตลงลายมือชื่อเป็นผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงาน นอกจากการดูงานที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง 25-28 ตุลาคม 2555 แล้ว ยังมีอีก 4 โครงการที่มีลายมือชื่อนิสิต ระบุว่าเป็นผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงาน/p
pล่าสุดนั้น สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ลงนามโดย นายพูลศักดิ์ ศรีเจริญ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 5 รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำหนังสือชี้แจงลงวันที่ 20 ธ.ค. 2555 ระบุว่า strongspan style="color:#000000;""ไม่เคยได้รับหนังสือเข้าศึกษาดูงานและไม่เคยพาคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาเข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ไม่เคยมีหนังสือที่ วป.0001/ ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ออกโดยวิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง เรื่อง อนุเคราะห์ให้เข้าศึกษาดูงานแต่อย่างใด"/span/strong และชี้แจงด้วยว่า ลายมือชื่อที่ลงนามในหนังสือไม่ใช่ลายมือชื่อของอัยการจังหวัด และหนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L_kaKs1l87M" height="1" width="1"/
สหภาพแรงงานขนส่งเคนยาสร้างเครือข่ายคนงานติดเชื้อ HIV หวังต้านการเลือกปฎิบัติ
pสมาชิกสหภาพแรงงานภาคขนส่งเคนยาที่ติดเชื้อ HIV ร่วมสร้างเครือข่าย แบ่งปันประสบการณ์ หวังกระตุ้นให้มีการลดการติดเชื้อในหมู่คนงาน ลดภาพความหวาดกลัวผู้ติดเชื้อ และต่อต้านการเลือกปฎิบัติในที่ทำงาน/p
p!--break--!--break--/p
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.itfglobal.org/files/images/high-res/39437.jpg" style="width: 550px; height: 346px;" //div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"คนงานหนุ่มสาวที่ติดเชื้อ HIV ในเคนยา ร่วมสร้างเครือข่าย USAFIRI แบ่งปันประสบการณ์ หวังกระตุ้นให้มีการลดการติดเชื้อในหมู่คนงาน และต่อต้านการเลือกปฎิบัติในที่ทำงานต่อผู้ติดเชื้อ/span/div
divnbsp;/div
div24 พ.ค. 56 - a href="http://www.itfglobal.org/news-online/index.cfm/newsdetail/9015"itfglobal.org/a รายงานว่าคนงานวัยรุ่นจากสมาชิกสหภาพแรงงานภาคขนส่งที่ติดเชื้อ HIV ในประเทศเคนยา ได้ร่วมประชุมสร้างเครือข่าย Usafiri Positive Workers Network (USAFIRI) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ หวังกระตุ้นให้มีการลดการติดเชื้อในหมู่คนงาน และต่อต้านการเลือกปฎิบัติในที่ทำงานต่อผู้ติดเชื้อ/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้แผนงานของเครือข่ายนั้นมีความมุ่งหวังว่าจะสามารถกระตุ้นให้คนงานที่ติดเชื้อ ในภาคการขนส่ง คนขับแท็กซี่ และคนขับรถตุ๊กๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิก และร่วมกันทำงานสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มสหภาพแรงงานและครอบครัวของคนงานเอง/div
divnbsp;/div
divโดย Francis Ruwa ประธานเครือข่าย USAFIRI ระบุว่าคนงานที่ติดเชื้อ HIV มักจะถูกมองด้วยความหวาดกลัว หรือมองด้วยภาพลบ และถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โดยทางเครือข่ายหวังว่าจะลบภาพเหล่านี้ให้ได้ แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ ก็ตาม/div
divnbsp;/div
divอนึ่งจากข้อมูลในปี 2012 เคนยามีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนอันดับต้นๆ ของโลก แต่การรณรงค์ลดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศยังพบกับอุปสรรคหลายๆ อย่าง เช่นต้นเดือนพฤษภาคม 2013 ที่ผ่านมาโบสถ์คาทอลิกในเคนยาได้ออกมาเรียกร้องให้ห้ามการโฆษณาที่มีข้อความเขียนสนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัย โดยระบุว่าจุดยืนของโบสถ์คาทอลิกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือไม่สนับสนุนการใช้ถุงยางอนามัยว่าเป็นสิ่งที่ใช้คุมกำเนิด เพราะถือว่าเป็นการละเมิดหลักการควบคุมชีวิตของเด็กที่ยังไม่ได้เกิด ซึ่งขัดกับหลักคำสอนของคาทอลิก/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้การรณรงค์ของ USAFIRI มุ่งหวังที่จะรณรงค์กับกลุ่มสหภาพแรงงานในประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกันตะวันออกอีกด้วย/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FzCBkqVDauk" height="1" width="1"/
สหภาพแรงงานไทยพาณิชย์ เผยบรรลุข้อตกลงปี 2556 กับธนาคารแล้ว
!--break--!--break--
p24 พ.ค. 56 - สหภาพแรงงานธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า ทางสหภาพแรงงานฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้แล้ว 9 ข้อ เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 56 ที่ผ่านมา หลังจากที่สหภาพแรงงานฯ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อธนาคารฯ จำนวน 12 ข้อ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 56 ที่ผ่านมา โดยรายละเอียดข้อตกลงมีดังต่อไปนี้/p
pnbsp;/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u15/co-agreement56.jpg" style="width: 600px;" //p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bU6X-7UWL10" height="1" width="1"/
มีหมายเรียก 'ชัย ราชวัตร' แล้ว ด้านเจ้าตัวอยู่ในขั้นปรึกษาทนายเตรียมรายงานตัว
pเผยมีหมายเรียก 'ชัย ราชวัตร' แล้วในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้านเจ้าตัวอยู่ในขั้นตอนปรึกษากับทีมทนายถึงการเข้ารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป/p
p!--break--!--break--/p
div24 พ.ค. 56 - a href="http://www.ryt9.com/s/nnd/1657035"หนังสือพิมพ์แนวหน้า/aรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านการสอบสวนให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังมีคำสั่งให้ พนักงานสอบสวน ออกหมายเรียกนายสมชัย กตัญญุตานันท์ หรือ ชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองชื่อดัง ของ นสพ.ไทยรัฐ หลังจากแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการส่งหนังสือไปให้เจ้าตัวตามภูมิลำเนาที่พักอาศัยแต่คาดว่าเจ้าตัวคงจะทราบจากสื่อบ้างแล้ว/div
divnbsp;/div
div“จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับยืนยันแน่ชัดว่านายสมชัย จะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกหรือไม่ แต่หากออกหมายเรียกถึง 2 ครั้งแล้วยังไม่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ก็จะเตรียมขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ไม่รู้สึกกดดันกับคดีที่มีบุคคลทางการเมืองระดับประเทศเป็นผู้ร้อง เนื่องจากตำรวจได้ดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐานของกฎหมาย” พล.ต.ต.อนุชัย กล่าว/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้มีข่าวแจ้งว่านายสมชัย กตัญญุตานันท์ หรือ ชัย ราชวัตร เพิ่งได้รับหมายเรียกเมื่อเย็นวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งที่ทางเจ้าหน้าที่เพิ่งออกข่าวแจ้งให้มารับทราบข้อหาในวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยขณะนี้ชัย ราชวัตร อยู่ในขั้นตอนปรึกษากับทีมทนายถึงการเข้ารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป/div
divnbsp;/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/i-oZ_5tsTQU" height="1" width="1"/
โสภณ พรโชคชัย: ราคาอาหารไม่ได้แพงขึ้น ผลสำรวจ 3 ครั้งในรอบปี
!--break--!--break--
pnbsp;ตามที่มีข่าวว่าราคาอาหารแพงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ผู้สำรวจได้สำรวจราคาอาหารในย่านสีลม ซึ่งถือเป็นศูนย์ธุรกิจสำคัญที่สุดของประเทศไทย และมีคนทำงานในสำนักงานเป็นจำนวนมากnbsp;/p
pจากที่ผู้สำรวจได้สำรวจเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 พบว่าราคาอาหารไม่ได้แพงขึ้นตามความรู้สึกหรือตามที่เป็นประเด็นทางการเมือง ที่พยายามนำเสนอออกมาเป็นข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมาnbsp; ต่อมาในวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 หรือ 6 เดือนหลังจากนั้น ผู้สำรวจได้สำรวจซ้ำในร้านเดิม ๆ ในย่านสีลม ก็ยังยืนยันได้ว่า ราคาอาหารไม่ได้แพงขึ้นแต่อย่างใด และมาในครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ซึ่งถือเป็นการครบรอบ 1 ปีของการสำรวจครั้งแรก จึงได้ออกสำรวจอีกครั้งหนึ่ง/p
pผลการสำรวจครั้งล่าสุดพบเช่นการสำรวจเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมาคือ ร้านค้าและศูนย์อาหารต่าง ๆ แทบทั้งหมดยังขายในราคาเดิม โดยพิจารณาได้จากตารางต่อไปนี้:/p
pimg src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market114-2556_01.jpg" //p
pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pจะพบว่า ราคาอาหารแทบไม่ได้ปรับขึ้นเลย หรือปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2% ในช่วงครึ่งแรกที่สำรวจ ซึ่งยังต่ำกว่าการปรับเพิ่มของอัตราภาวะเงินเฟ้อที่ 3-4% ต่อปี nbsp;มีเพียงบางร้านหรือบางศูนย์อาหารเท่านั้นปรับราคาขึ้น แต่ก็ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ผิดกับความรู้สึกของบุคคลบางส่วนที่เชื่อว่าราคาอาหารปรับเพิ่มสูงขึ้นnbsp; แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี ราคาไม่ปรับเพิ่มขึ้นเลยbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ขนาดในพื้นที่สีลม ซึ่งเป็นศูนย์ธุรกิจสำคัญที่สุด หรือ Central Business District ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงิน และบริษัทชั้นนำ ราคาอาหาร ก็ยังไม่ได้ปรับเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในบริเวณอื่นก็คงมีสภาพไม่แตกต่างกัน หรืออาจปรับเพิ่มน้อยกว่านี้อีกก็เป็นได้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pอย่างไรก็ตามอาจมีบางบริเวณ เช่น เมืองท่องเที่ยว หรือเมืองอุตสาหกรรมที่มีการปรับเพิ่มของราคาขายมากกว่านี้ หรือสำหรับรายการอาหารแบบฟาสต์ฟูด ก็อาจปรับราคาเพิ่มขึ้นตามอำเภอใจโดยไม่ได้มีการควบคุม แต่สำหรับประชาชนกันเอง ย่อมมีความเห็นใจและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันตามสมควร จึงทำให้แทบไม่มีการปรับราคาขายnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pในกรณีนี้บางท่านอาจตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณอาจจะลดน้อยลง แต่จากการสังเกตก็พบว่า ปริมาณก็ยังพอ ๆ กับแต่เดิม ไม่ได้ปรับลงปริมาณลงแต่อย่างไร อย่างไรก็ตามก็ยังอาจมีบางท่านให้ข้อสังเกตว่า แม้ปริมาณจะคงเดิม แต่คุณภาพก็อาจลดลงnbsp; แต่ข้อนี้ ผู้สำรวจคงไม่สามารถไปตรวจสอบในรายละเอียดในระดับนั้น และคงอยู่ที่วิจารณญาณของทุกท่านที่พิจารณาผลการสำรวจนี้nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pการกล่าวโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงว่าราคาอาหารแพงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นความหวังดีที่ต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้กับสังคม แต่อันตรายประการหนึ่งก็คืออาจทำให้ผู้ค้าบางรายฉวยโอกาสขึ้นราคา ซ้ำเติมประชาชนได้ ดังนั้นการนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ จึงควรมีความรับผิดชอบ และผู้เสพข้อมูลควรใช้วิจารณญาณbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pโปรดดูภาพถ่ายจากการสำรวจครั้งที่ 1 (5 พฤษภาคม 2555) และครั้งที่ 2 (16 พฤศจิกายน 2555) และครั้งที่ 3 (14 พฤษภาคม 2556) ดังต่อไปนี้/p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 1: แผนที่ที่ตั้งของร้านอาหารลำดับตามภาพที่สำรวจnbsp;br /ณ ย่านสีลม ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร 11:40 – 13:00 เสาร์ 5 พฤษภาคม 2555nbsp;br /สำรวจซ้ำอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555 และ วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม 2556/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_001.jpg" style="height: 412px; width: 550px;" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 2: ราคาต่ำสุดข้าวราดแกงอย่างเดียว 25 บาทเท่านั้น ณ สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีbr /ท่าทางคงจะตรึงราคามานานอย่างเหนียวแน่น น่าขอบคุณผู้ค้า/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_002.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 2.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_002_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 2.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_01.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 3: บะหมี่เกี๊ยว 30 และ 35 บาท (พิเศษ) ณ ซอยสีลม 5 (ละลายทรัพย์)nbsp;br /ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์ธุรกิจการเงินสำคัญที่สุดของชาติnbsp;br /แต่ในการสำรวจซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ไม่พบ/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_003.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 4: ป้ายราคาร้านอาหารที่เริ่มต้น 30 บาทในศูนย์อาหาร ณ ซอยสีลม 5 (ละลายทรัพย์)br /เจ้าของร้านบอกว่า ถ้าเป็นที่สาขาอื่น เขาเริ่มต้นขายที่ 25 บาท เพราะค่าเช่าถูกกว่าที่นี่/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_004.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 4.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_004_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 4.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_02.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 5: ก๋วยเตี๋ยวแคะก็ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท ณ ซอยสีลม 3 หากินได้สบาย ๆnbsp;/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_005.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 5.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ราคาเพิ่มเป็น 35 บาท แต่ร้านอื่นยังยืนราคา/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_005_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 5.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_03.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 6: ข้าวมันไก่ตอนจานใหญ่ ราคา 40 บาทครับ พร้อมน้ำซุบ ณ ซอยคอนแวนต์nbsp;br /สังเกตได้ว่าร้านนี้ปรับราคาขึ้น แต่ดูจากป้ายคงปรับมาเป็นปีตั้งแต่สมัยก่อนแล้วbr /แต่ในการสำรวจซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ไม่พบ/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_006.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 7: ก๋วยเตี๋ยวทะเลซีฟู้ด และอื่น ๆ ราคา 35-45 บาท ณ ซอยคอนแวนต์ ร้านนี้เพิ่งปรับราคาnbsp;br /แต่ในการสำรวจซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ไม่พบ/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_007.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 7.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_04.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 8: ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่ตุ๋นยาจีน ก็เริ่มต้นที่ 30 บาท ณ ซอยคอนแวนต์/span/p
pnbsp;/p
pimg alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_008.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 8.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ราคาเพิ่มเป็น 35 บาท/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_08_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 8.2 ในบริเวณนี้ มีร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านใหม่ (16 พฤศจิกายน) ที่เริ่มที่ 30 บาท/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_008_3.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 8.3 ในบริเวณนี้ มีร้านก๋วยเตี๋ยวแคะร้านใหม่ (16 พฤศจิกายน) ที่เริ่มที่ 30 บาท/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_008_4.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 8.4 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_05.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 9: ขนาดร้านในอาคารพาณิชย์ใกล้สีลมคอมเพล็กซ์ ติดถนนสีลมnbsp;br /ก็ขายเริ่มต้นที่ราคา 35 บาท ทั้งที่ต้นทุนค่าสถานที่น่าจะแพงกว่าแผงธรรมดา/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_009.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 9.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_009_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 9.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิมnbsp;/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_06.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 10: ร้านเจ๊เอ็งชวนเสวย เจ้าเก่าติดถนนสีลมในอาคารพาณิชย์ ก็เริ่มต้นที่ 35 บาทnbsp;br /ทั้งที่อยู่ในอาคารพาณิชย์ที่ต้นทุนค่าสถานที่น่าจะแพงกว่าแผงธรรมดา/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_010.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 10.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_010_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 10.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_07.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 11: อีกร้านติดถนนสีลม มุมปากซอยศาลาแดง ก็เริ่มต้นที่ 35 บาทnbsp;br /(ป้ายเล็ก ๆ อยู่ด้านในร้าน) และเป็นร้านในตึกแถวที่น่าจะมีต้นทุนค่าเช่าที่แพงกว่า/span/p
pnbsp;/p
pimg alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_011.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 11.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_011_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 11.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_08.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 12: ในซอยศาลาแดง อาหารทุกอย่างก็เริ่มต้นที่ 30 บาทเป็นส่วนใหญ่/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_012.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 12.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_012_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 12.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_09.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 13: แต่ร้านนี้ในซอยศาลาแดงเช่นกัน เป็นข้าวมันไก่และเกาเหลาอย่างดี โปรดสังเกตปริมาณมาก ก็เริ่มต้นที่ 35 บาทnbsp;/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_013.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 13.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_013_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 13.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_10.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 14: ข้าวขาหมู ก็ขายราคา 30 บาทเป็นหลัก ณ ถนนพระรามที่ 4 ใกล้ ๆ อาคารชาญอิสระnbsp;br /แต่ในการสำรวจซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ไม่ได้ขายเพราะกำลังปรับปรุงอาคารnbsp;และไม่ได้เปิดใหม่อีกเลย/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_014.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 15: ร้านนี้รายการอาหารละเอียด ก็ 30-40 บาท ใกล้ ๆ อาคารชาญอิสระทาวเวอร์ ณ ถนนพระรามที่ 4nbsp;br /ป้ายร้านนี้มีบอกชัดว่า “ปรับราคา” แต่สังเกตได้ว่า ป้ายนี้ฝุ่นจับแล้ว คงปรับราคามาเป็นปีตั้งแต่สมัยก่อนแล้วbr /แต่ในการสำรวจซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ไม่ได้ขายเพราะกำลังปรับปรุงอาคาร/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_015.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 16: ร้านนี้อยู่เป็นสัดส่วนในอาคาพาณิชย์ ก็ยังขายราคาเดียว 30 บาท ณ ถนนพระรามที่ 4/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_016.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 16.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิมnbsp;/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_016_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 16.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_11.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 17: ข้าวแกงมีให้เลือกนับสิบอย่างข้างตึกชาญอิสระทาวเวอร์ ฝั่งสุรวงศ์ ก็เริ่มต้นที่ 25 บาทเท่านั้นnbsp;br /สังเกตดูป้ายเก่ามาแล้ว แสดงว่ายืนหยัดราคานี้มานาน น่าขอบคุณเจ้าของร้านที่ค้าขายโดยนึกถึงผู้บริโภค/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_017.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 17.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ทำป้ายใหม่แล้วแต่ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_017_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 18: ร้านนี้แพงที่สุด! 40-70 บาท แต่ดูขนาดของเกี๊ยวกุ้งเสียก่อน ในซอยข้างตึกชาญอิสระทาวเวอร์nbsp;br /ร้านนี้มีร่องรอยการปรับราคาเช่นกัน แต่เก่าแล้ว และที่สำคัญ ยังมีก๋วยเตี๋ยวราคา 30 บาทให้เลือกอีกด้วย/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_018.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 18.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 เลิกขายก๋วยเตี๋ยวแคะ 30 และ 70 บาท นอกนั้นราคาเดิมnbsp;br /ในการสำรวจครั้ง พฤษภาคม 2556 ก็ยังขายราคาเดิม แต่เก็บร้านแล้ว/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_018_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 19: โอ่อ่าเปิดเผย ขายราคาเดียวกันทั้งไทยและเทศ 40 บาทขึ้นไป ณ ถนนสุรวงศ์ ตรงข้ามโรงแรมมณเฑียร/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_019.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 19.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_019_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 19.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_12.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 20: ใจดีจริง ๆ ร้านนี้ให้ดื่มน้ำฟรี แม้ไม่ได้ซื้อข้าวแกงที่เริ่มต้นราคาที่ 30 บาท ณ ถนนสุรวงศ์ ใกล้พัฒน์พงศ์/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_020.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 20.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิมbr /ในเดือนพฤษภาคม 2556 ปิดร้านแล้วเพราะกลายสภาพเป็นโรงแรมเปิดใหม่/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_020_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 21: ราคาเริ่มต้นที่ 25 บาท (ข้าวแกงอย่างเดียว) แต่ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 30 บาท ณ สีลมสแควร์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_021.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 21.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_021_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 21.2 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิม/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_021_3.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 21.3 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ยังยืนราคาเดิม/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market11456_13.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 22: อาหารตามสั่งก็เริ่มต้นที่ 30 บาทเช่นกัน ณ สีลมสแควร์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์nbsp;br /(ราคายังคงเดิมในการสำรวจครั้งใหม่ 16 พฤศจิกายน 2555)/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_022.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 23: เชียงการีลาคิทเช่น (สาขารถไฟฟ้าช่องนนทรี) ยังมีขายโจ๊ก 30 บาท เกาหลาเลือดหมู และข้าวต้มกุ้งราคาเพียง 40 บาท/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_023.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 23.1 ถ่ายซ้ำเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 ยังยืนราคาตามเดิมbr /ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ทางร้านบอกยังขายราคาเดิม แต่ป้ายจะติดไว้เฉพาะช่วงเช้าที่เปิดขาย/span/p
pbr /img alt="" src="http://www.thaiappraisal.org/images/img_article/market_023_2.jpg" //p
pnbsp;/p
pspan style="color:#0000cd;"รูปที่ 23.2 ร้านอาหารใหม่ในบริเวณใกล้เคียง 30-35 บาทในห้องแอร์!/span/p
pbr /img src="http://www.thaiappraisal.org/images/activity/market11456_14.jpg" //p
pnbsp;/p
pstrongภาคผนวก 1: ผลการสำรวจเมื่อ 5 พฤษภาคม 2555br /สำรวจแล้ว . . . ราคาอาหารไม่ได้แพงขึ้น/strong/p
pbr /a href="http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market383.htm" target="_blank"1. http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market383.htm/abr /a href="http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market411.htm" target="_blank"2. http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market411.htm/a/p
pดร.โสภณ พรโชคชัยnbsp;br /a href="mailto:sopon@thaiappraisal.org"sopon@thaiappraisal.org/anbsp;a href="http://www.facebook.com/dr.sopon" target="_blank"www.facebook.com/dr.sopon/a/p
pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pผู้สำรวจเห็นข่าวนักการเมืองหลายท่านของพรรคหนึ่งออกมาแถลงว่าราคาอาหารแพงขึ้นมาก แต่จากข้อมูลที่ผู้สำรวจสัมผัสอยู่ทุกวัน ผู้สำรวจไม่เห็นตามเช่นนั้น ผู้สำรวจจึงออกทำการสำรวจง่าย ๆ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าราคาอาหารแพงขึ้นหรือไม่อย่างไรnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pการนำเสนอผลการสำรวจนี้อาจจะส่งผลบวกและลบต่อพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้สำรวจขอเรียน (หรือสาบานก็ได้) ว่าผู้สำรวจไม่ได้เป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองใด ไม่ได้ทำเพราะได้รับผลประโยชน์จากพรรคการเมืองใด แต่ที่นำเสนอนี้ก็เพียงเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ประชาชนจะได้ไม่ตื่นตกใจ และทำให้ผู้ค้าไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาอาหารจากการโหมโฆษณาดังกล่าวnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pผู้สำรวจสำรวจในพื้นที่สีลมซึ่งเป็นศูนย์ธุรกิจอันดับหนึ่งของประเทศไทยและตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยเดินเท้าสำรวจในวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:40-13:00 ซึ่งในวันดังกล่าวยังมีบริษัทห้างร้านหลายแห่งเปิดดำเนินการ ผู้สำรวจได้ถ่ายภาพร้านอาหารพร้อมตัวเลขราคาอาหารมาประกอบไว้ด้วย ร้านเหล่านี้เป็นร้านที่ประชาชนทั่วไปใช้รับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งอาจเป็นร้านข้างถนน ร้านที่ตั้งอยู่ในศูนย์อาหาร ร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ หรือร้านที่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศ ยกเว้นร้านอาหารปรับอากาศ ร้านกาแฟ หรือภัตตาคารbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
pstrongผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่าnbsp;/strongbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
p1. ราคาอาหารไม่ได้แตกต่างจากเดิมหรือจากพื้นที่อื่นทั้งที่สีลมเป็นที่ตั้งศูนย์ธุรกิจของประเทศ และผู้ทำงานน่าจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนทั่วไป กล่าวคือในกรณีข้าวแกง ยังมีขายในราคา 25 บาท (กับข้าวอย่างเดียว – รูปที่ 2, 17 และ 21) อย่างไรก็ตามราคาอาหารทั่วไปเริ่มต้นที่ราคา 30 บาท จากการสังเกตปริมาณอาหารที่มีผู้รับประทานอยู่ในร้าน ก็มีปริมาณปกติเช่นเดิมหรือเช่นร้านอาหารทั่วไป ไม่ใช่ว่าขายในราคาเดิม แต่ปริมาณลดลงแต่อย่างใด สำหรับคุณภาพของอาหารเท่าที่สังเกต ก็น่าจะใกล้เคียงกัน แต่ผู้สำรวจไม่สามารถที่จะตรวจสอบในกรณีนี้ได้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
p2. ราคาอาหารที่สูงกว่านั้น เช่น ราคา 40-45 บาท จะเป็นขนาดพิเศษ โดยมีปริมาณมากเป็นพิเศษ หรือใส่วัตถุดิบที่มีคุณภาพหรือขนาดใหญ่กว่าปกติ เช่น เกี๊ยวกุ้ง (รูปที่ 18) เป็นต้นbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
p3. จากการสัมภาษณ์ผู้ขายในศูนย์อาหารในซอยสีลม 5 (ละลายทรัพย์ – รูปที่ 4) พบว่า ราคาขั้นต่ำขายอยู่ที่ 30 บาท แต่หากเป็นสาขาอื่น ราคาจะเริ่มต้นที่ 25 บาท ทั้งนี้ราคาอาหารขึ้นอยู่กับค่าเช่าสถานที่ขายอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ เพราะวัตถุดิบไม่ได้ขึ้นราคาแต่อย่างใดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
p4. ป้ายราคาอาหารบางป้ายมีการปรับเพิ่มขึ้นบ้างเหมือนกัน แต่เป็นเพียงส่วนน้อย และสังเกตได้ว่าเป็นเป็นป้ายเก่า มีฝุ่นเขรอะแล้ว แสดงว่าน่าจะปรับขึ้นมานับปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งปรับราคา โปรดดูรูปที่ 6, 15 และ 18 อย่างไรก็ตามป้ายราคาอาหารส่วนมากเป็นป้ายเดิมที่ไม่มีการปรับราคาแต่อย่างใด แสดงว่าผู้ค้ายังสามารถยืนราคาเดิมอยู่ได้ (ยกเว้นค่าเช่าสถานที่เพิ่มขึ้น)br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p
p5. ในระหว่างเดินสำรวจ พบภาพที่น่าประทับใจ เช่น มีร้านหนึ่งติดป้ายเป็นภาษาต่างประเทศให้รู้ว่าขายราคาเดียวกับคนไทย (รูปที่ 19) nbsp;อีกร้านหนึ่งก็ให้ดื่มน้ำโดยไม่คิดเงิน ไม่ต้องสั่งอาหาร (รูปที่ 20) ร้านที่ดูค่อนข้างหรู คือ เชียงการีลาคิทเช่น (สาขารถไฟฟ้าช่องนนทรี – รูปที่ 23) ยังมีขายโจ๊ก 30 บาท เกาหลาเลือดหมู และข้าวต้มกุ้งราคาเพียง 40 บาท นอกจากนี้ร้านในอาคารพาณิชย์ที่ต้นทุนค่าพื้นที่ขายสูงกว่า ก็ยังขายได้ราคาเริ่มต้นที่ 35 บาท (รูปที่ 9-11)br /nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/p
pข้อเสนอแนะเบื้องต้นจากการเดินสำรวจนี้ก็คือ สิ่งที่ควรจะมีในประเทศไทยก็คือการส่งเสริมการรณรงค์ทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองด้วยข้อมูลที่เป็นจริง แทนที่จะใช้ความรู้สึก หรือความเห็นต่างทางการเมือง นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งผู้ค้าก็คือ การจัดสถานที่ที่มีค่าเช่าย่อมเยาในการขายอาหาร ซึ่งจะทำให้ผู้ค้าสามารถยืนหยัดขายอาหารในราคาที่ถูกได้/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZPNxeCbbZF0" height="1" width="1"/
สื่อ-ภาคประชาสังคม-กสทช.หารือกลไกกำกับดูแลกันเอง
p!--break--!--break--/p
pimg alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8253/8799893615_aafaa7e366.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p
pbr /br /
/ppเมื่อวันที่ 22-23 พฤษาคม 2556 มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “แนวทางไตรภาคีในการกำกับดูแลกันเองในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์” ณ โรงแรมโรสการ์เดนริเวอร์ไซต์ อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อระดมความคิดต่อแนวทางการกำกับดูแลด้านจรรยาบรรณสื่อจากสามภาคส่วน คือ ผู้บริโภคภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และ กสทช./p
pทั้งนี้ เนื้อหาของการสัมมนาประกอบด้วยการอภิปรายในหัวข้อจรรยาบรรณวิชาชีพในวงการสื่อและโฆษณา : จากอดีตถึงปัจจุบัน สู่ความท้าทายของกลไกกำกับดูแลกันเอง” “กลไกสร้างสรรค์สู่การกำกับดูแลกันเอง” การระดมความคิดเห็นจริยธรรมสื่อทบทวนมุมมอง ส่องอนาคต การกำกับดูแลกันเองในสังคมไทย” และการเสวนาแนวทางไตรภาคีในการกำกับดูแลกันเองในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์/p
pวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ภูมิทัศน์ของสื่อเปลี่ยนเร็วมาก จากปัจจัยทางกฎหมายและเทคโนโลยี ทำให้สื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตอันใกล้จะมีเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น โทรทัศน์ดิจิตอล 48 ช่อง ซึ่งตนเห็นว่าการกำกับดูแลตนเองนั้นจะสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของสื่อและองค์กรวิชาชีพ โดย กสทช.ควรเป็นผู้สนับสนุน ออกร่างข้อบังคับในการรวมตัวของสื่อประเภทต่างๆ ที่ต้องการกำกับตัวเอง เป็นต้น/p
p“ที่ผ่านมากำกับดูแลตนเอง ทำได้พอสมควร ภาพรวมใช้ได้ ทีวีถูกกำกับโดยผู้ให้สัมปทานอยู่แล้วมีกรอบของกฎหมายอยู่แล้ว แต่สาธารณชนไม่มีส่วนร่วมมาก ประชาชนไม่อยากมีปัญหากับสื่อ ช่วงหลังเปลี่ยนแนวคิดเรื่องสิทธิ มีการร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น ร้องเรียนไปที่ช่องมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีผู้วินิจฉัยชี้ขาดแต่ต้องมีหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย ส่วนผู้บริโภคเองก็ต้องมีบทบาทรักษาสิทธิ์ของตนเอง ร้องเรียนให้สมาคมดูแล”/p
pสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ผู้อำนวยการสถานีวิทยุจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งที่เข้ามาแทรกแซงสิทธิเสรีภาพไม่ได้ออกมาด้วยปลายกระบอกปืนแต่ออกมาด้วยกฎระเบียบ กสทช.มีอนุกรรมการหลายชุด ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าสะท้อนภาพของตัวแทนและผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ อย่างไร รวมถึงจะเป็นผลในการบังคับจริงหรือไม่ ที่สำคัญการกำกับและการควบคุมมีความแตกต่างกัน การควบคุมเป็นการใช้อำนาจซึ่งประเด็นนี้สังคมต้องจับตากันมากขึ้น โดยเฉพาะร่างกฎระเบียบที่กำลังยกร่างขึ้นโดยอนุกรรมการพัฒนาวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งขององค์กรกำกับจะมีความสำคัญมาก โครงสร้างการบริหาร การให้ข้อมูลหรือกระบวนการขั้นตอน กลไกช่วยสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ควรทำการไต่สวน มากกว่ากล่าวหา/p
pเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า การกำกับดูแลนั้นมีกลไกสองส่วนคือกลไกของกลุ่มวิชาชีพ และกลไกโดยองค์กรกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม นับว่ายังไม่เพียงพอ สำคัญที่สุดคือหน่วยงานกำกับดูแลจะหลีกเลี่ยงการแสดงบทบาทไม่ได้ จะต้องทำงานอย่างจริงจัง ตั้งกรอบให้ชัดระหว่างกฎหมายและจริยธรรม ว่าครอบคลุมระดับไหน ตัวอย่างเช่น ช่วงเวลาออกอากาศnbsp; สิ่งนี้เป็นเรื่องกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของจริยธรรม/p
pเอื้อจิต กล่าวว่า จากตัวอย่างของบีบีซี สิ่งที่ให้ความสำคัญคือเรื่องสิทธิมนุษยชน มาตรฐานและความรับผิดชอบ หลายเรื่องในบ้านเราเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายไม่ใช่แค่ผิดจรรยาบรรณแต่ไม่มีการบังคับใช้ทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี สื่อมีหน้าที่ที่ต้องชี้แจงข้อบังคับทางจริยธรรมของตนเอง ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลควรทำงานอย่างจริงจัง มีการกำกับอย่างจริงจัง ต้องออกระเบียบ ผู้ประกอบการต้องมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน พิจารณาเรื่องร้องเรียน รวมถึงสื่อก็ต้องชี้แจงว่าข้อบังคับ จรรยาบรรณของตนเองมีอะไรบ้างเพราะผู้บริโภคไม่ทราบ ที่สุดนั้นพลังที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชนในการลุกขึ้นมาทำหน้าที่/p
pเอื้อจิต เสนอแนะว่า กสทช.ต้องมีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมในการรวมกลุ่มกันเอง ออกเกณฑ์ของความเป็นวิชาชีพของสื่อโดยคำนึงถึงลักษณะและประเภทของการประกอบกิจการ เนื่องจากมีความแตกต่างระหว่างสื่อภาคประชาชน สื่อวิชาชีพ เป็นต้น เมื่อมีการคัดกรองจัดกลุ่มแล้วก็เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันและกำหนดกรอบเกณฑ์การกำกับดูแลกันเอง โดย กสทช.ก็เข้ามาตรวจสอบเกณฑ์นั้นได้ จากนั้นกสทช.ก็มีหน้าที่ในการให้ความรู้กับประชาชนและสื่อในการเผยแพร่กรอบเหล่านี้/p
p“ถ้าไม่มีกรอบหรือแนวทางที่ชัดเจน มันจะเป็นการฝากความฝัน เพราะมีการประเมินแล้วพบว่า กสทช.ทำงานขาดเอกภาพ แบ่งและแย่งงานกันทำ ซึ่งคนที่ทำงานกับ กสทช.ต้องร่วมเข้ามาเข้าใจด้วย”/p
pวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวว่า เวทีไตรภาคีลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ดีมากที่มีหลายภาคส่วนมานั่งพูดคุยตั้งแต่ต้น เพราะแต่ละส่วนจะมีความระแวงและหวาดกลัวมาโดยตลอด ในฐานะภาคประชาสังคมและผู้บริโภคก็เข้าใจข้อจำกัดของสื่อ หรือตัวผู้ประกอบการก็เห็นความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึง กสทช.ได้เห็นความต้องการของทุกส่วนในฐานะองค์กรกำกับดูแล ดังนั้นจึงอยากให้กลไกการกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ควรพัฒนาจากการพูดคุยแล้วสื่อสารระหว่างกัน ไม่ใช่การกำหนดขึ้นจากความหวาดกลัว ป้องกันจนสื่อในยุคต่อไปเป็นการนำเสนอแบบขาวจนไม่มีใครอยากดู หรือดำจนไม่น่าสนใจ เป็นต้น/p
pวิชาญ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเป็นการกำกับดูแลร่วม ต้องส่งเสริมให้องค์กรแม่หรือองค์กรกำกับดูแลเข้มแข็ง โดยมีการสนับสนุนผ่านกองทุน มีกติกาและบทลงโทษ หากองค์กรแม่ไม่สามารถจัดการให้เกิดข้อยุติได้ ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งนี้ เห็นด้วยกับการกำกับดูแลกันเองแต่ต้องพิจารณาบริบทของสังคมไทยด้วย ซึ่งผู้บริโภคในสังคมไทยยังอ่อนแออยู่ อยากเห็นการส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างช่องทางการให้ความรู้กับประชาชนถึงช่องทางการร้องเรียน และรู้สิทธิของตนเอง/p
pสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. กล่าวว่า กสทช.มีร่างเรื่องการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มแล้ว แนวทางมีสองระดับ คือการรวมกลุ่มระหว่างวิชาชีพ และการกำกับดูแลบริหารทางจรรยาบรรณ หลังจากนี้จะเป็นส่วนของการสร้างปฏิบัติการในการนำเนื้อหาต่างๆ มาสังเคราะห์เนื่องจากมีการจัดเวทีเพื่อสร้างเป็นโมเดลและกลไก อย่างน้อยที่สุดคือร่างประกอบการรวมกลุ่มซึ่งอาจไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องมีการรับฟังความคิดเห็นต่อไป ส่วนเรื่องจรรยาบรรณจะมีการสังเคราะห์และถอดมาเป็นบทเรียนให้เกิดรูปธรรมที่ชี้วัดได้ นอกจากนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ตามมาตรา 37/p
p“ร่างกฎระเบียบจะออกมาเร็วมาก ซึ่งอาจจะไม่ทำให้ใครพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คาดว่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค และวิชาชีพ”/p
pอนึ่ง การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศึกษาเพื่อยกร่างแนวปฏิบัติในการกำกับดูแลกันเองในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/xj3oQbmQ3ww" height="1" width="1"/
ประมวลภาพ: ชุมนุมวันสุดท้าย ส่ง ‘พีมูฟ’ กลับบ้าน
p!--break--!--break--/p
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7336/8811281074_0a83f09ddf.jpg" style="width: 500px; height: 250px;" //div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
divหลังการชุมนุมมายาวนาน 18 วัน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟก็ได้ประกาศยุติการชุมนุมครั้งที่ 8 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงในวันที่ 23 พ.ค.56 โดยประเด็นหลักที่ชาวบ้านราว 2,000 คนได้รับ คือ (1) กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ ภาคเหนือ ครม.เห็นชอบให้เดินหน้า โดยอนุมัติงบประมาณ 167 ล้าน ให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ดำเนินการ/div
divnbsp;/div
divเรื่องดังกล่าวเป็น 1 ใน 4 เรื่องที่พีมูฟผลักดันให้ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 21 พ.ค.56 มีมติอนุมัติ หลังจากที่การประชุม ครม.ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 14 พ.ค.56 กรณีปัญหาทั้ง 4 เรื่องที่มีข้อยุติแล้ว ประกอบด้วย 1.การแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล 2.โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ ภาคเหนือ 3.การคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน และ 4.การก่อสร้างบ้านในโครงการบ้านมั่นคง ไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม/div
divnbsp;/div
div(2) ประเด็นเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างอาคารในโครงการบ้านมั่นคง สำนักงานกฤษฎีกามีความเห็นว่าโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการของรัฐ สามารถก่อสร้างและให้ทะเบียนบ้านได้เลย โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของ ครม. เรื่องนี้จึงมีข้อสรุปโดยไม่ต้องเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว/div
divnbsp;/div
div(3) การจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันซึ่งสำหรับผู้ชุมนุมถือเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องอย่างแน่นอน โดยเนื้อหาในบันทึกข้อตกลง มี 5 ข้อ ดังนี้ 1.เร่งรัดเสนอเรื่องโฉนดชุมชน และกรณีเขื่อนปากมูล ให้ยกเลิกมติ ครม.ก่อนหน้านี้ และแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นใหม่ ให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 28 พ.ค.56/div
divbr /2.เร่งรัดคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต และแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของพีมูฟที่มีการดำเนินการจนได้ข้อยุติแล้วหรือไม่สามารถหาข้อยุติได้ รวมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาหาข้อยุติร่วมกัน ให้นำเสนอในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพิจารณาในวันที่ 28 พ.ค.56br /br /3.รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากร อย่างเป็นรูปธรรมnbsp;โดยในระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหา ขอให้รัฐบาลแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาจะมีผลเป็นที่ยุติbr /br /4.ขอให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จัดประชุมคณะกรรมการอย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง และคณะอนุกรรมการกับคณะทำงานจัดประชุมอย่างน้อย 2 เดือน/ครั้งbr /br /5.แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเป็นรองประธานกรรมการ และตัวแทนพีมูฟร่วมเป็นกรรมการ/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"
object height="450" width="600"param name="flashvars" value="offsite=trueamp;lang=en-usamp;page_show_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633605704449%2Fshow%2Famp;page_show_back_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633605704449%2Famp;set_id=72157633605704449amp;jump_to=" /param name="movie" value="http://www.flickr.com/apps/slideshow/show.swf?v=124984" /param name="allowFullScreen" value="true" /embed allowfullscreen="true" flashvars="offsite=trueamp;lang=en-usamp;page_show_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633605704449%2Fshow%2Famp;page_show_back_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633605704449%2Famp;set_id=72157633605704449amp;jump_to=" height="450" src="http://www.flickr.com/apps/slideshow/show.swf?v=124984" type="application/x-shockwave-flash" width="600"/embed/object/div
divnbsp;/div
divในช่วงเวลาเย็นซึ่งเป็นกำหนดเดินทางกลับของผู้ชุมนุม นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ผู้ช่วยเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาที่บริเวณที่ชุมนุมพีมูฟข้างกระทรวงศึกษาธิการเพื่อส่งผู้ชุมนุมพีมูฟขึ้นรถ/div
divnbsp;/div
divนายประชา กล่าวบนเวทีปราศรัยของผู้ชุมนุมว่า รัฐบาลยอมรับว่ากลุ่มพีมูฟเป็นประชาชนที่มีบทบาท และได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง และขอยืนยันว่า นายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะดูแลประชาชนให้มีชีวิตดีขึ้น ส่วนกรณีข้อเรียกร้องนั้น หากไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไข พร้อมที่จะลงไปดูปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเอง/div
divnbsp;/div
divด้านนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)nbsp;และแกนนำกลุ่มพีมูฟ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมพึงพอใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าจากนี้ประชาชนจะไม่โดนข่มขู่ เนื่องจากนายประชาได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้บูรณาการงานไม่ให้ประชาชนโดนคุกคามอีก แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความคืบหน้าภายใน 60 วัน จะเดินทางกลับมาชุมนุมอีกครั้ง/div
divnbsp;/div
divหลังจากนั้น ผู้ชุมนุมจึงทยอยขึ้นรถบัสที่ทางรัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้เพื่อกลับภูมิลำเนา/div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5450/8806043648_6403f96e30.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"nbsp;/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DCoQlIXss-w" height="1" width="1"/
แอมเนสตี้เปิดรายงานประจำปี ชี้ ม.112 ติดปัญหาสิทธิไทย 5 อันดับแรก
pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงปัญหาสิทธิไทยยังเผชิญเรื่องการถูกจำกัดเสรีภาพการแสดงออกจากการใช้กม.หมิ่น-พ.ร.บ. คอมพ์ ร้องปล่อยตัว 'สมยศ' ในฐานะนักโทษทางความคิดอย่างไม่มีเงื่อนไข/p
p!--break--!--break--/p
div23 พ.ค. 56 - ที่โรงแรมรอยัลเบญจา Amnesty International Thailand หรือองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2556 ซึ่งประมวลสถานการณ์สิทธิในรอบปี 2555 nbsp;/div
divnbsp;/div
divสมชาย หอมลออ ประธานกรรมการองค์การแอมเนสตี้ฯ กล่าวเปิดงานว่า การนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้มาจากการศึกษารวบรวมข้อมูลจากทั่วโลก และทำเป็นภาพรวมของโลก ภูมิภาค และของแต่ละประเทศ การนำเสนอรายงานวันนี้ เป็นรายงานประจำปี 2555 แอมเนสตี้ตระหนักว่าสิทธิมนุษยชนทั่วโลกมีความสัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกคนต้องตระหนักและปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นๆ ทั่วโลก มิใช่แต่ของชาติตนเท่านั้นnbsp;/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3763/8805345158_fc79bf66c0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divเขากล่าวว่า นอกจากการจัดทำรายงานเผยแพร่แล้ว แอมเนสตี้ยังจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น การรณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิต ส่งเสริมสิทธิการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมในสาธารณะ ปกป้องนักต่อสู่เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ องค์การพยายามเผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ไปสู่รัฐและประชาชน เพื่อให้การผลักดันบรรลุผลได้nbsp;/div
divnbsp;/div
divปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการองค์การองค์การแอมเนสตี้ฯ แถลงถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย 5 ประเด็น ได้แก่nbsp;/div
divnbsp;/div
div1. การขัดแย้งกันทางอาวุธ พลเรือนเป็นเป้าหมายในการโจมตี จนมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ที่สำคัญคือในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/div
divnbsp;/div
div2. การลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น แต่กลับไม่สามารถนำผู้กระทำผิดที่เป็นฝ่ายความมั่นคงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ เช่น การประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกลายเป็นการป้องกันไม่ให้ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ในกรณีของเหตุการณ์รุนแรงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่จะต้องหาผู้รับผิดมาให้ได้ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำฝ่ายใดก็ตาม แต่กระบวนการนี้เป็นที่น่ากังวลเพราะดำเนินการไปอย่างเชื่องช้ามากnbsp;/div
divnbsp;/div
div3. การถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นผลมาจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 เกิดความล้มเหลว เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาก็ปฏิเสธที่จะนำการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่วาระพิจารณา ต่อกรณีนี้ แอมเนสตี้จะเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้ต่อไป ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ฟ้องร้องเอาผิด และอัตราโทษที่สูงจนเกินไปnbsp;/div
divnbsp;/div
divที่ผ่านมาแอมเนสตี้รณรงค์เรียกร้องให้ปล่อยตัว “นักโทษทางความคิด” หมายถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ ในขณะนี้มีกรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเมื่อเร็วๆ นี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับกรณีของสมยศเป็น “บุคคลที่มีความเสี่ยง” โดยมีแผนจะยกระดับการรณรงค์เป็นในระดับนานาชาติต่อไป/div
divnbsp;/div
div4. ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองมีความเสี่ยงที่จะถูกควบคุมตัวและถูกส่งกลับประเทศเดิม กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือชาวโรฮิงญา มีความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับมาก การที่รัฐมีนโยบายช่วยเหลือโดยการให้เสบียงและน้ำมันเรือ เพื่อไม่ให้แวะฝั่งไทย ให้ไปต่อที่อื่น ไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริง แต่เปรียบเสมือนการส่งตัวกลับ นอกจากนี้ยังมีการใช้อาวุธกับผู้แสวงหาที่พักพิงด้วย nbsp;/div
divnbsp;/div
div5. การมีโทษประหารชีวิต แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้จะมีการปลดโซ่ตรวนของนักโทษประหาร แต่โทษประหารก็ยังคงอยู่ ปีที่ผ่านมีนักโทษประหาร 58 คนได้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่ก็มีผู้ได้รับโทษประหารใหม่อีกกว่าร้อยคน มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้านี้ราวสองเท่า ต่อกรณีนี้ แอมเนสตี้กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาเลิกโทษประหารชีวิต และให้ผนวกเอานโยบายดังกล่าวไปใว้ในร่างแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557-2561) ที่รัฐบาลกำลังร่างอยู่nbsp;/div
divnbsp;/div
divนอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยประกาศพักการใช้โทษประหารชีวิตในทันที สนับสนุนมติการพักโทษประหารชีวิตต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปีหน้า และเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษประหารชีวิตลง โดยขณะนี้อาชญากรรมร้ายแรงที่มีโทษประหารชีวิตอยู่ 55 ความผิดอาญา รวมถึงเรียกร้องให้รัฐลงนามให้สัตยาบันในพิธีสารกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตภายในปี 2561 ด้วย/div
divnbsp;/div
divภายหลังการแถลงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ภรรยาของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสองคน ได้แก่ สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข และ อังคณา นีละไพจิตร ได้กล่าวถึงสถานการณ์เสรีภาพในการแสดงออก และสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7424/8805330280_4c73aa805b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้หยิบยกประเด็นการใช้เสรีภาพในชีวิตประจำวันขึ้นมา โดยตั้งคำถามว่า เราสามารถทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้บ้างในสังคมที่เราอยู่ขณะนี้nbsp;/div
divnbsp;/div
div“ลองนึกดูว่าในแต่ละวัน เราสามารถแสดงความคิดเห็นอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วเราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากโดยไม่ต้องเกรงว่าคู่สนทนาจะเอาไปนินทา หรือแจ้งความกับตำรวจ ในกรณีที่ใครซักคนอาจตีความว่า คำพูดของเราดูหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่า เรามีแฟนเป็นเสื้อแดง ชอบและชื่นชมการบริหารเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิกส์ ไม่ชอบไปยืนรับเสด็จเพราะแดดร้อนหรืออะไรก็ตามแต่ หรือขี้เกียจยืนตรงในโรงหนังก่อนหนังฉาย ร้ายยิ่งไปกว่านั้น เราไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือหรือบทความ หรือตั้งคำถามถึงความรักและศรัทธา ในสิ่งที่เกินความสามารถของมนุษย์ และเกินกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ หรือเอะใจและถามเพื่อนที่นั่งข้างๆเราในรถไฟฟ้าว่าจริงหรือไม่ เกี่ยวกับรายงานข่าวของนิตยสาร Forbes เรื่องราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดติดอันดับโลก หรือแม้แต่เมื่อมีคนเอารูปพระพุทธเจ้าปางตันตระมาลงในเน็ต แล้วคนจำนวนมากโมโหฉุนเฉียวและก่อนด่าว่า พวกที่เอารูปมาลงเป็นพวกมารศาสนา ทั้งๆที่พระพุทธรูปปางนี้ เป็นที่นับถือของชาวธิเบต...” สุกัญญากล่าว/div
divnbsp;/div
div"หากเรารู้สึกว่าทำไปแล้วจะถูกประณามกลับมาอย่างรุนแรงหรือถูกดำเนินคดี ก็แสดงให้เห็นว่า สังคมปิดกั้นข้อมูล มักใช้ความรุนแรงเข้าปะทะ แต่ไม่หักล้างด้วยเหตุผล ไม่มีวุฒิภาวะในการอดกลั้นที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่พร้อมจะเห็นด้วยจำกัดเสรีภาพโดยรัฐหรือหน่วยงานใดก็ตาม เช่นนี้คงไม่อาจบอกได้ว่าเราอยู่ในสังคมอุดมปัญญา"/div
divnbsp;nbsp;/div
divนอกจากนี้ สุกัญญายังได้กล่าวถึงการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสืบเนื่องจากการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า เป็นกฎหมายที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติด้านลบต่อผู้ต้องหาในคดีนี้ ผู้ต้องหาจึงถูกปฏิบัติตอบด้วยความลำเอียง ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ เช่นการยกกำลังตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกจับชาชราวัย 70 ปี การออกหมายจับและการจับกุมที่ไม่โปร่งใส การล่ามโซ่ตรวน การใส่กุญแจมือรวมกับนักโทษคนอื่นๆ การใส่ชุกนักโทษ แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการสืบพยาน การไม่สิทธิปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสู้คดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการลงโทษหนักเกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดี nbsp;/div
divnbsp;/div
divด้าน อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้ถูกบังคับสูญหายตั้งแต่ปี 2547 กล่าวถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ของประเทศไทยว่า ตัวเลขการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการทรมาน ลักพาตัว และอุ้มฆ่าลดลง nbsp;แต่กลับมาการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น nbsp;ผู้เสียหายและญาติต่างสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรม แต่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นฝ่ายความมั่นคงกลับไม่ต้องรับผิดชอบอะไร/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3809/8794748389_63e6d55aa7.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
divnbsp;/div
divอังคณาเห็นว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจแก้เจ้าที่รัฐ คุ้มกันพนักงานของรัฐ จนเกิดความเคยชินว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโอกาสถูกลงโทษน้อยมาก เจ้าหน้าที่บางรายจึงเลือกใช้วิธีการนอกกฎหมายได้ตามอำเภอใจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทส่วนบุคคล การกระทำเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการบังคับให้สูญหาย การสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน ข่มขู่ คุกคาม จนกลายเป็นวิธีการที่ชอบธรรมและจำเป็นเพื่อควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง ทั้งหมดนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวดังกล่าว มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย คือ ส.ส. พีรพันธ์ุ พาลุสุข และพรรคประชาธิปัตย์ คือ ส.ส. รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท มาร่วมฟังการแถลงรายงานตามคำเชิญของผู้จัดด้วย และได้รับมอบรายงานสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล/div
divnbsp;/div
div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5452/8805300964_2670f25663.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GzYSzZMlBOM" height="1" width="1"/
สรส.- เครือข่ายแรงงานพม่า คว้ารางวัลสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ
pเครือข่ายสิทธิแรงงานข้wbrามชาติชาวพม่า(MWRN) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัwbrมพันธ์ (สรส.) รับรางวัลจากกลุ่มสิทธิwbrแรงงานสหรัฐฯ ILRFnbsp;สำหรับการทำงานที่ก้wbrาวหน้าในการปกป้องแรงงานข้wbrามชาติในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p
div
!--break--!--break--/div
divbr /(22 พ.ค.56) วอชิงตัน ดีซี - องค์กรnbsp;The International Labor Rights Forum (ILRF) ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เพื่อการจ้wbrางงานที่เป็นธรรมและการปฏิบัติwbrต่อแรงงานทั่วโลกด้วยมนุwbrษยธรรม จะมอบรางวัลสิทธิแรงงานระหว่wbrางประเทศ พ.ศ.2556 แก่เครือข่ายสิทธิแรงงานข้wbrามชาติจากการรวมกลุ่wbrมของแรงงานข้ามชาติพม่า (MWRN) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัwbrมพันธ์ (สรส.) สำหรับการทำงานที่มีผลงานก้wbrาวหน้าในการปกป้องแรงงานข้wbrามชาติในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div
divnbsp;/div
divรางวัลสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ ILRF มอบให้เป็นประจำทุกปีแก่หน่wbrวยงานที่มีส่วนร่วมสำคัwbrญในการสนับสนุนสิทธิแรงงาน เพื่อนำไปสู่การบรรลุการจ้wbrางงานที่เป็นธรรมและมีมนุwbrษยธรรมสำหรับคนงานทั่วโลกbr /br /แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่wbrอนบ้านของไทย ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาวคิดเป็นร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานทั้wbrงหมดในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการส่wbrงออกที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น แปรรูปอาหารทะเล เกษตรกรรม เครื่องนุ่งห่มnbsp; ก่อสร้าง และการดูแลรับใช้ในบ้าน แรงงานจำนวนหนึ่งจะถูกส่งเข้าสูwbr่กระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติwbrโดยนายหน้าแรงงานและมักจะถูwbrกเอารัดเอาเปรียบในการจ้างงาน สภาพการทำงานที่เลวร้าย รวมทั้งการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าทีwbr่ตกลงและไม่ชำระเงินค่าจ้าง การละเมิดกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ การทำงานล่วงเวลาเป็นเวลานาน การทำงานที่เป็นอัwbrนตรายและสภาพแวดล้อมการทำงานไม่wbrถูกสุขลักษณะ ทั้งยังการปฏิเสธเสรีwbrภาพในการสมาคมและสิทธิwbrในการเจรจาต่อรองรวมหมู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป ที่เลวร้านกว่านั้นคืwbrอการทำงานเพื่อปลดหนี้ การบังคับใช้แรงงานและการใช้wbrแรงงานเด็กอย่างแพร่หลายในอุwbrตสาหกรรมเหล่านี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div
divnbsp;/div
divเมื่อ พ.ศ.2552 แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าที่wbrทำงานอยู่ในภาคการแปรรูwbrปอาหารทะเลของประเทศไทยตั้งกลุ่wbrม MWRN เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกัwbrบการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการละเมิดสิทธิมนุwbrษยชนแรงงานอื่นๆ ด้วยความช่วยเหลือจากนายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้รับรางวัล ILRF และเลขาธิการ สรส.โดยมีนาย Aung Kyaw ผู้รับรางวัล ILRF ดำรงตำแหน่งประธาน MWRN ต่อมา MWRN เติบโตขึ้นในฐานะองค์กรระดัwbrบรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดที่มีwbrสมาชิกเป็นคนงานข้ามชาติwbrในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div
divnbsp;/div
divในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา MWRN เปิดโปงการละเมิดสิทธิwbrแรงงานในโรงงานแปรรูwbrปอาหารทะเลอย่างกล้าหาญ โดยโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานผลิwbrตที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งสินค้าไปยัwbrงผู้ค้าปลีกในประเทศสหรัฐอเมริwbrกา ทั้งยังได้ต้อนรับการเยืwbrอนของนาง อองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในการเดินทางไปต่างประเทศครั้wbrงแรกของเธอในรอบ 24 ปีที่ มหาชัย จ.สมุทรสาคร ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุwbrนการปฏิรูปกฎหมายตรวจคนเข้าเมืwbrองในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญbr /br /แม้ว่าแรงงานข้ามชาติไม่wbrสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้wbrตามกฎหมายประเทศไทย ทว่าการทำงานร่วมกันระหว่างสรส.wbrและ MWRN ได้ช่วยลดช่องว่างระหว่wbrางการเคลื่อนไหวในรูwbrปแบบสหภาพเคลื่อนไหวดั้งเดิwbrมในประเทศไทยกับการต่อสู้wbrของแรงงานข้ามชาติ สรส.และ MWRN ได้จัดตั้งโครงการ ‘การขนส่งเพื่อมนุษยธรรม’ จนสำเร็จเพื่อให้แรงงานพม่wbrาไปเยี่ยมบ้านเกิดอย่างปลอดภัwbrยด้วยความร่วมมือกับบริษัทขนส่ง จำกัด/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div
divnbsp;/div
divนอกจากนี้ สรส.ภายใต้การนำของนาย สาวิทย์ แก้วหวานยังได้ยื่นคำร้องกัwbrบองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อ้างว่าการปฏิเสธของการชดเชยอุwbrบัติเหตุการทำงานให้กับแรงงานข้wbrามชาติโดยรัฐบาลของประเทศไทยเป็wbrนการละเมิดอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 19 อย่างชัดเจนbr /br /จูดี้ เกียร์ฮาร์ท กรรมการบริหารของ ILRF กล่าวว่า MWRN อยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็นตัwbrวแทนแรงงานข้ามชาติที่ได้รัwbrบการยอมรับทั่วโลกในประเด็นที่wbrเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในกลุ่มแรงงานในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div
divnbsp;/div
div“เรามีความมุ่งมั่นที่จะยืนเคีwbrยงข้าง MWRN และ สนับสนุนองค์กรที่ทำงานในอนาคต” กรรมการบริหารของ ILRF ระบุbr /br /nbsp;/wbr/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tb5G7Fxi1JU" height="1" width="1"/
ภาพวันนั้น-พื้นที่วันนี้ : 3 ปี “กระชับวงล้อม” กับความคืบหน้าคดี
!--break--!--break--
p3 ปีสำหรับเหตุการณ์ที่ ศอฉ. “กระชับวงล้อม” พื้นที่การชุมนุมคนเสื้อแดง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ค. (13 – 19 พ.ค.53)ซึ่งมีพื้นที่การปะทะในวงกว้าง เช่น ถนนราชปรารภ ถนนพระราม 4 วันนี้ร่องรอยกระสุนที่บ่งบอกถึงทิศทางการยิงยังคงปรากฏอยู่ให้เห็นบ้างตามพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว เช่น จุดที่ทหารประจำการปั๊มเอสโซ่ที่ ถนนราชปรารภ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันก็กลายปั๊มคาลเท็กซ์ และปั๊ม ปตท. ที่ถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดปะทะสำคัญ ปัจจุบันก็ปิดไปแล้ว/p
p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8536/8758777910_29291bec79.jpg" //p
p style="text-align: center;"emspan style="color:#ff8c00;"รอยกระสุนบริเวณปาก ซ.งามดูพลี /span/emspan style="color:#ff8c00;"em– ซ.ปลูกจิต ถ.พระราม 4nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /em/span/p
p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8260/8758776434_4e32d186c2.jpg" //p
p align="center"span style="color:#ff8c00;"emรอยกระสุนที่ทะลุเหล็กแป๊บหน้าทางเข้าคอนโด เดอะ คอมพลีท ถ.ราชปรารภ/em/span/p
pไม่เพียงสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการแสวงหาความจริงและกระบวนการยุติธรรมที่แม้จะล่าช้า แต่ก็มีหลายกรณีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.150 โดยมี 8 คดีที่ศาลมีคำสั่งแล้ว ในจำนวนนี้มี 6 กรณีศาลระบุว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติการจากเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้ยังมีอีก 1 คดีคือคดีของฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 29 พ.ค.นี้/p
pท่ามกลางภาพความตายที่ยังคงหลงเหลือในโลกไซเบอร์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนทดลองนำภาพเหตุการณ์บางส่วนเมื่อ 3 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันเพื่อทบทวนความทรงจำและฉากความโหดร้ายที่สุดฉากหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยจะนำภาพสำคัญๆ ย้อนกลับไปถ่ายตามจุดต่างๆ ที่เกิดเหตุ พร้อมอัพเดทความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับภาพ/p
p align="center"a href="http://farm9.staticflickr.com/8280/8757563135_aed9e441d3.jpg"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8280/8757563135_aed9e441d3.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.725052,100.547661amp;spn=0.001342,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.725016,100.547747amp;panoid=YxCBqyJoqsvJR-4rIo_o6gamp;cbp=12,86.53,,0,1.8"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 1 :/strong ถ่ายจากบริเวณหน้าสนามมวยลุมพินี ไปทางปั้ม ปตท.(ซึ่งขณะนี้รื้อไปแล้ว) เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 14 พ.ค.53 ในภาพมุมไกลจะเห็นคนกำลังหามร่างชายเสื้อขาว เขาคือนายเสน่ห์ นิลเหลือ คนขับรถแท็กซี่ วัย 48 ปี ถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนลูกโดดเข้าที่บริเวณหน้าอกทะลุเส้นเลือดใหญ่และปอด โดยที่มาภาพเหตุการณ์จาก a href="http://bklink.blogspot.com/2010/05/bangkok-dangerous.html"BKlinK/a ซึ่งจะเห็นภาพต่อเนื่องอีก 3 ภาพ และสามารถดูภาพจากฝั่งผู้ชุมนุมได้ที่ a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-1-April-10th-to-May-17th/G0000TydUnch9zcs/I0000yVhLAkl7oMA"Masaru Goto/a รวมทั้งวิดีโอคลิปจังหวะเกิดเหตุ (a href="http://vimeo.com/11833694"ดู/a นาทีที่ 6.42 เป็นต้นไปจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น)/p
p align="center"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3731/8757571103_e97d734815.jpg" //p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.759532,100.542457amp;spn=0.001524,0.002411amp;t=mamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.759629,100.542458amp;panoid=goLk8rCjllRSi9yT6f_DgQamp;cbp=12,273.42,,0,17.42"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 2 :/strong บริเวณเสาเหล็กขาว-แดง หน้าไทยไพศาลเอนยีเนียริ่ง ถนนราชปรารภ เลยทางเข้าปั๊มเชลล์ประมาณ 10 เมตร ในภาพเป็นร่างของหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิรพยาบาล วัย 25 ปี บุญทิ้ง ปานศิลา ที่ถูกยิงเข้าที่คอด้านซ้ายทำลายเส้นเลือดแดงใหญ่นอนเสียชีวิตจมกองเลือด เวลา 19.36 น. ของวันที่ 14 พ.ค.53 ขณะขับมอร์เตอร์ไซด์เพื่อเข้าไปช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคาดว่าเป็น กิตติพันธ์ ขันทอง(เสียชีวิตด้วย)/p
pและวันรุ่งขึ้น(15 พ.ค.) รองผู้ว่า กทม. a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJM016a3dOVGt4TVE9PQ"พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ/a ออกมากล่าวถึงกรณีนี้ด้วยว่า em"เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ยกมือขึ้นเพื่อบอกทหารว่าจะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่ระหว่างนั้นมีคนวิ่งเข้าออกบริเวณดังกล่าว จึงเกิดความเข้าใจผิดขึ้น"/em nbsp;(a href="http://www.youtube.com/watch?v=D3uAr7ItJxk"คลิก/aดูวิดีโอคลิปที่ถ่ายจากอีกฝั่งของถนน)/p
p align="center"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7349/8758684152_4336e921b9.jpg" //p
p align="center"(a href="http://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.759061%2C100.541857amp;spn=0.001821%2C0.00327amp;t=mamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.75911%2C100.541824amp;panoid=q40X1x-LUd4PAGadIl2N9Aamp;cbp=12%2C123.09%2C%2C0%2C6.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 3 :/strong ถูกถ่ายเมื่อเวลา 23.37 น. บริเวณปากซอยรางน้ำตัดกับถนนราชปรารภ ภาพรถกู้ชีพกำลังเข้าไปช่วยคนเจ็บที่อยู่บริเวณถัดไปไม่กี่เมตร (นอนเจ็บลำพังอยู่ปากซอยราชปรารภ 16) ซึ่งคนเจ็บคนดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา เขาคือ เหิน อ่อนสา โดยบาดแผลถูกกระสุนปืนลูกโดดเข้าบริเวณขาหนีบข้างซ้ายทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด และกระดูกต้นขาซ้ายหัก พบบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทางออกบริเวณด้านข้างของทิศทางจากหน้าไปหลัง ขวาไปซ้าย/p
pและจากรายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.- พ.ค.53 หรือ ศปช. อ้างถึงการสัมภาษณ์ผู้ถ่ายภาพนี้ว่า รถกู้ชีพคันดังกล่าวนี้ถูกทหารที่อยู่ในปั๊มเอสโซ่ปฏิเสธไม่อนุญาตให้เข้าไปเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ(ซึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา)/p
p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7428/8757558555_b9c5b67a8a.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7428/8757558555_b9c5b67a8a.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.753975,100.541983amp;spn=0.022551,0.038581amp;t=hamp;z=15amp;layer=camp;cbll=13.754369,100.542057amp;panoid=y-Blqv7NrK0eTsZtG8e9vAamp;cbp=12,17.18,,0,13.01"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 4 :/strong เป็นภาพเหตุการณ์ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 14 ต่อ 15 พ.ค.53 บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภในเหตุการณ์ทหารยิงสกัดรถตู้ นายสมร ไหมทอง ที่วิ่งเข้ามา ซึ่งถ่ายเป็นวิดีโอโดยนายคมสันต์ เอกทองมาก อดีตช่างภาพเนชั่นแชนเนล(Voice TV ได้มีการนำวีดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ในบางตอนด้วย สามารถa href="http://news.voicetv.co.th/thailand/42919.html"คลิกดูได้ที่นี่/a) ในเหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากนายสมรจะได้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังเป็นเหตุให้นายพัน คำกอง(a href="http://prachatai.com/journal/2012/09/42676"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) คนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ(a href="http://prachatai.com/journal/2012/12/44309"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) ที่อยู่บริเวณนั้นเสียชีวิตด้วย ซึ่งศาลได้มีคำสั่งแล้วว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร/p
p align="center"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3672/8757557253_b3f34aea6b.jpg" //p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.760124,100.542465amp;spn=0.00284,0.004823amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.760224,100.542466amp;panoid=nM2VDo_cO6czjOcX3TCynQamp;cbp=12,117.07,,0,12.47"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 5 :/strong ช่วงสายวันที่ 15 พ.ค.53 บริเวณหน้าร้านกันสาดติดกับร้านไท่หยางตรงข้ามปั๊มเชลล์ ถนนราชปรารภ ในภาพจะเห็นชายเสื้อฟ้าที่นอนอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซด์ เขาคือนายสุภชีพ จุลทรรศน์ คนขับรถแท็กซี่ วัย 36 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนลูกโดดความเร็วสูงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิต และขยับไปด้านหน้าอีกประมาณ 10 เมตร จะมีร่างของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือ เฌอ ถูกยิงด้วยกระสุนเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตช่วงเวลาเดียวกัน นอกจาก 2 คนนี้ยังมีนายอำพล ชื่นสี ถูกยิงเข้าที่ช่องท้องเสียชีวิตและมีผู้บาดอีกหลายคน โดยจากรายงาน “ความจริงเพื่อความยุติธรรม : เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา – พฤษภา 53” ของ ศปช. หน้า 285 ระบุว่า เป็นจังหวะที่ผู้ชุมนุมพยายามเดินรุกเข้าไปบนสองฝั่งถนน จากด้านสามเหลี่ยมดินแดงมุ่งหน้าไปยังบริเวณปั๊มเอสโซ่(ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคาลเท็กซ์) ในช่วงเวลา 8.00 น. ของวันนั้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก่อนที่จะถูกยิงสวนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว ด้านคดีความของทั้ง 3 คนยังไม่มีความคืบหน้า/p
pโดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา a href="http://prachatai.com/journal/2013/05/46756"นายศุภวัฒน์ เกตุสุวรรณ/a พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบภาพรวมคดีบริเวณถนนราชปรารภ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีนายสมาพันธ์ ศรีเทพ ว่า ยังไม่ได้มีการดำเนินการส่งศาลเนื่องจากยังไม่ชัดเจนเรื่องทิศทางกระสุนและพยาน อย่างไรก็ดี ในส่วนคดีบริเวณถนนราชปรารภมี 3 กรณีที่ส่งศาลไปก่อนหน้านี้ คือพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ และนายชาญรงค์ พลศรีลา เนื่องจากมีภาพและวิดีโอชัดเจน และศาลก็ได้ตัดสินแล้ว ดังนั้นกรณีของเฌอจึงต้องรอนโยบายของทางผู้บังคับบัญชาอีกที เพราะขณะนี้หลักฐานยังคงไม่ชัดเจนเกรงว่าส่งศาลไปแล้วอาจไม่สามารถระบุว่าใครยิง ส่วนเรื่องพยานในที่เกิดเหตุขณะนี้มีพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนอยู่ ซึ่งบริเวณที่เฌอถูกยิงในเวลานั้นนอกจากเฌอก็มีศพอื่นด้วย และต้องดูประกอบกัน/p
p align="center"a href="http://farm4.staticflickr.com/3676/8758680140_ed837584ac.jpg"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3676/8758680140_ed837584ac.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.725159,100.547401amp;spn=0.00592,0.009645amp;t=hamp;z=17amp;layer=camp;cbll=13.725192,100.547324amp;panoid=tT64dB7wJtbr7cy7TAjb3wamp;cbp=12,353.05,,0,13.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 6 :/strong 2nbsp; “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 15 พ.ค.53 เวลาประมาณ 14.00 น. บริเวณชั้น 2 อาคารหน้าสนามมวยลุมพินี กับประโยคที่มาพร้อมเสียงปืนว่า "ล้ม ล้ม แล้ว อย่า อย่า อย่า อย่าซ้ำๆ ปล่อย" พร้อมกับทหารอีกนายที่ยิงซ้ำ (a href="http://youtu.be/3ARpQzHcS6o"คลิกดูวิดีโอคลิป/a)/p
p align="center"a href="http://farm9.staticflickr.com/8123/8758677944_6e1d59db71.jpg"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8123/8758677944_6e1d59db71.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.724549,100.548398amp;spn=0.00141,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.724585,100.548314amp;panoid=soL5uWrSIe5pqQrLOr-QnQamp;cbp=12,204.88,,0,0.1"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 7 : /strongภาพร่างของอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รหัสทองหล่อ 016 หรือนายมานะ แสนประเสริฐศรี วัย 22 ปี ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ กระสุนปืนทำลายสมอง ที่บริเวณปากซอยงามดูพลี หน้าธนาคารกสิกรไทย ถนนพระราม 4 ช่วงเวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น. ของวันที่ 15 พ.ค.56 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้เคียง(ฝั่งตรงข้ามถนน)และต่อเนื่องกับเหตุการณ์nbsp; “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” 2 นาย ในstrongภาพที่ 6/strong โดยนอกจากมานะแล้ว ใกล้ๆ กันซึ่งมองไม่เห็นในภาพจะมีร่างของพรสวรรค์ นาคะไชย ซึ่งเป็นผู้ถูกยิงที่มานะพยายามเข้าไปช่วยพร้อมถือธงที่เป็นสัญลักษณ์กาชาดเข้าไปด้วย ก่อนจะถูกยิงและเสียชีวิตทั้งคู่ โดยคดีของทั้ง 2 คนถูกรวมเป็นคดีเดียวกันและมีการเริ่มการไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว (a href="http://prachatai.com/journal/2013/05/46735"คลิกอ่านเพิ่มเติม/a)/p
pนอกจากนี้ภาพดังกล่าวในวันที่ 20 พ.ค.53 ยังถูกพล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก นำไปใช้แถลงข่าวเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารในการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 19 พ.ค.53 เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงถูกยิงจากการพยายามเข้าไปดับเพลิงที่เซ็นทรัลเวิลด์nbsp; ทั้งๆ ที่เป็นภาพที่ต่างสถานที่ ต่างเวลา โดยพล.ท.ดาว์พงษ์ แถลงว่า “จังหวะเวลาที่เรารอยังไม่เข้าในช่วงนั้น ผู้ที่อยู่ข้างในบางส่วนก็เริ่มเผาทำลาย ภายในก็เริ่มเผาตรงเซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมเซนทารา แกรนด์nbsp; ดับไปแล้วก็มาเผาใหม่ เราก็พยายามเอารถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ พอรถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ก็ถูกยิงออกมา ทำให้ไม่สะดวกในการเข้าไปnbsp; ก็ทำให้เกิดความสูญเสียnbsp; แต่เราก็พยายามเต็มที่ที่จะพยายามนำรถดับเพลิงเข้าไปnbsp; แต่มีการต่อต้านอยู่ตลอดเวลา” (พล.ท.ดาว์พงษ์แถลงพร้อมนำภาพมานะ ซึ่งถูกยิงวันที่ 15 ตรงปากซอยงามดูพลีมาแสดงประกอบ a href="http://youtu.be/8eE-1AY789o"คลิกดูคลิปดังกล่าว/a)/p
p align="center"a href="http://farm4.staticflickr.com/3682/8758679096_8ac2f57c75.jpg"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3682/8758679096_8ac2f57c75.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.75979%2C100.54275amp;spn=0.003418%2C0.006539amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.75982%2C100.542461amp;panoid=ukSn5pZwLnlW9VHa9ugGrwamp;cbp=12%2C276.03%2C%2C0%2C13.81"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 8 :/strong ปากทางเข้าปั๊มเชลล์ราชปรารภ จุดที่นายชาญณรงค์ พลศรีลา ถูกยิง ช่วงบ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา และศาลได้มีคำสั่งว่าเสียชีวิตจากกระสุนของ เจ้าหน้าที่ทหารแล้ว(a href="http://prachatai.com/journal/2012/11/43874"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) ภาพเหตุการณ์นี้ถ่ายโดยนิค นอสติทช์ ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน ในภาพจะเห็นนายชาญณรงค์ สวมเสื้อขาวนอนอยู่บริเวณกองยาง ซึ่งขณะนั้นเขาถูกยิงแล้ว/p
p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8274/8757553013_44040e7b7a.jpg" //p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.724289,100.549463amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.724248,100.549556amp;panoid=T7B3j9Wst9YK_OVsk0jXhAamp;cbp=12,315.19,,0,-0.8"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 9 :/strong ประชาชนช่วยกันหามร่างนายสมชาย พระสุพรรณ ช่างซ่อมรองเท้าวัย 43 ปี ซึ่งถูกยิงโดยกระสุนปืนเข้าที่ศีรษะด้านหน้าทำลายสมองรุนแรง บริเวณเชิงสะพานลอยคนข้ามข้าง ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี ถ.พระราม 4 เมื่อเวลา 9.30 น ของวันที่ 16 พ.ค. 53nbsp; ก่อนที่จะมีผู้หามร่างเขามาขึ้นรถกู้ชีพตามภาพที่ปรากฏ สำหรับคดีของเขาจะมีการไต่สวนการตายนัดแรก 26 ส.ค.นี้/p
p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7373/8757551201_f888a79a65.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7373/8757551201_f888a79a65.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.731704,100.537578amp;spn=0.00284,0.004823amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.731799,100.537613amp;panoid=maaXyQ4zhNEhm4Bb6HQOqAamp;cbp=12,192,,0,15.92"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 10 : /strongถ้าจะหาฉากช่วงสลายการชุมนุมที่คลาสสิคอย่างภาพยนตร์ ฉากนี้คงเป็นหนึ่งฉากที่ทั้งประทับใจ ลุ้นระทึกและสะเทือนใจ ผิดแต่ในภาพยนต์นักแสดงไม่ตายจริง แต่ฉากนี้มีทั้งผู้ที่ตายและบาดเจ็บจริง ภาพผู้ชุมนุมพยายามเข้าช่วยเหลือนายถวิล คำมูล ที่ถูกยิงเวลาประมาณ 7.30 น. วันที่ 19 พ.ค.53 ตรงป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ ใกล้สี่แยกศาลาแดงถนนราชดำริ ถือเป็นศพแรกของวันนั้น โดยผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือหลายคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส(คลิกดูอัลบั้มภาพชุดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ a href="https://plus.google.com/photos/102385756505229418524/albums/5472921089394058833?banner=pwa"“หงส์ศาลาแดง”/a และa href="http://www.youtube.com/watch?v=LrXx0l_2BzE"คลิกดูภาพเคลื่อนไหว/a ) และไม่มีใครนำร่างถวิลไปส่งโรงพยาบาลได้ จนกระทั่งถูกหน่วยกู้ชีพที่มากับเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ามาทางศาลลาแดงนำร่างไป พร้อมกับร่างของชายถอดเสื้อไม่ทราบชื่อที่นอนเสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะบริเวณเต๊นท์ใกล้ร่างของถวิล (a href="http://prachatai.com/journal/2012/03/39593"คลิกอ่านเรื่องของชายไม่ทราบชื่อ/a) โดยขณะเกิดเหตุทหารกำลังเข้าพื้นที่ดังกล่าวอย่างน้อย 2 ทาง คือ บริเวณแยกศาลาแดง ซึ่งอยู่ไม่ไกลไปทางด้านหลังป้ายแท็กซี่อัจฉริยะนั้น และทางด้านสวนลุมพินี ซึ่งอยู่ทางซ้ายของภาพ/p
pโดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ได้ชี้แจงต่อรัฐสภากรณีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 19 พ.ค.53 ว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตก่อนหน้าการปฏิบัติการของทหารเนื่องจากเลือดได้แห้งหมดแล้ว โดยนายสุเทพ ระบุว่า “.. มีคนเสียชีวิตจริงๆ 6 คน นับรวมคนที่เสียชีวิตมาก่อนตอนที่เราเข้าไปถึงตอน 7-8 โมงเช้า เห็นนอนอยู่แล้ว ที่ข้างเต๊นท์ที่สวนลุมพินีเลือดแห้งหมดแล้ว 2 คนด้วย.." (ดูวิดีโอคลิปอภิปรายดังกล่าวa href="http://www.youtube.com/watch?v=gjrw_GkzewY"ในนาทีที่ 1.25.12 ประกอบ/a)/p
pสำหรับคดีของทั้ง ถวิลและชายไม่ทราบชื่อขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการแล้ว/p
p align="center"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5467/8758674128_58b9cedcc1.jpg" //p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.735214,100.538887amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.735302,100.538904amp;panoid=ZprWmv3KqEFLdz1dEBlPBAamp;cbp=12,121.88,,0,9.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 11 :/strong บริเวณหน้าคอนโดหน้าบ้านราชดำริ ถนนราชดำริ ภาพผู้ชุมนุมและอาสาสมัครพยายามช่วยเหลือนายนรินทร์ ศรีชมภู ซึ่งถูกยิงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตช่วงสายของวันที่ 19 พ.ค.53 nbsp;ซึ่งหนึ่งในอาสาสมัครที่เข้าช่วยเหลือนั้นคือนายมงคล เข็มทอง จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คนซ้ายมือสุดในภาพ และเขาก็เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้มีจิตอาสาอย่าง มานะ แสนประเสริฐศรี, บุญทิ้ง ปานศิลา รวมไปถึงอาสาพยาบาลที่ต้องจบชีวิตไปพร้อมๆ กับเขา อย่าง กมนเกด อัคฮาด และอัครเดช ขันแก้ว มงคลถูกยิงเสียชีวิตช่วงเย็นของวันเดียวกันที่วัดปทุมฯ สำหรับคดีของนรินทร์นั้น ศาลได้นัดไต่สวนนัดแรก 29 ก.ค.นี้ ส่วนคดีของมงคล ได้รวมเป็นคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ซึ่งมีการไต่สวนมาหลายนัดแล้ว/p
p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8267/8757548929_2856500357.jpg" //p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.734927,100.538657amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.735013,100.538687amp;panoid=3xVznAVv4r8rWOb_PKuORwamp;cbp=12,111.7,,0,11.41"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pภาพ 12 : ภาพฟาบิโอ โปเลงกิ ช่างภาพชาวอิตาลีที่ล้มลงหลังถูกยิง และมีช่างภาพพยายามช่วยเหลืออยู่ บริเวณถนนราชดำริ ขาเข้า ตรงข้ามอาคารบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ไม่ห่างจากจุดที่นรินทร์ถูกยิงที่อยู่อีกฝั่งของถนน ช่วงเวลา 10.45 น. ของวันที่ 19 พ.ค. โดยลักษณะบาดแผลที่ฟาบิโอถูกยิงนั้นกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอดตับ เสียโลหิตปริมาณมาก บาดแผลที่ 1 ลักษณะทางเข้าทะลุหลังด้านขวา ผ่านช่องซี่โครงด้านหลังขวา ทะลุปอดขวากลีบล่าง เฉียดกำบังลมและเนื้อตับฉีกขาด ทะลุเยื้อหุ้มหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด ทิศทางจากหลังไปหน้า ขวาไปซ้าย ล่างขึ้นบนเล็กน้อย/p
pขณะที่ฟาบิโอถูกยิงได้วิ่งหลบกระสุนไปกับกลุ่มผู้ชุมนุมหันหลังให้แยกศาลาแดงซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้ามาทางนั้น และฟาบิโอหันหน้าไปทางสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ คลิกดูภาพ(a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-2-May-17th-to-20th/G0000UZM5HmF2HSM/I0000FEFxKvGGumE"ภาพ 1/a, a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-2-May-17th-to-20th/G0000UZM5HmF2HSM/I0000s0IJ20Ni6HM"ภาพ 2/a)อีกมุมจาก Masaru Goto คนสวมหมวกเหลืองเสื้อแดงที่เข้าช่วยฟาบิโอ และภาพเคลื่อนไหวในเหตุการณ์จาก Bradley Coxnbsp; ประมาณนาทีที่ 1.12 (a href="http://www.bradleycox.net/#!showreel/vstc2=red-shirts-news-bangkok"คลิกดู/a)/p
pสำหรับคดีฟาบิโอได้มีการไต่สวนการตายเรียบร้อยแล้ว โดยศาลได้นัดฟังคำสั่ง 29 พ.ค.นี้/p
p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7407/8758671458_39e752d3a8.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7407/8758671458_39e752d3a8.jpg" //a/p
p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.762698,100.54268amp;spn=0.005679,0.009645amp;t=hamp;z=17amp;layer=camp;cbll=13.762862,100.54266amp;panoid=s4oxDiB2zyX4J3uMGnFVCQamp;cbp=12,165.74,,0,11.86"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p
pstrongภาพ 13 :/strong ร่างหญิงวัยกลางคนอาชีพเก็บขยะ วัย 49 ปี คือ ประจวบ เจริญทิม ถูกยิงเมื่อเวลา 9.52 น. ของวันที่ 19 พ.ค. โดยกระสุนเข้าบริเวณขาซ้ายทะลุขาขวา กระสุนปืนถูกเส้นเลือดแดงขาด ทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิต nbsp;บริเวณป้อมตำรวจสามเหลี่ยมดินแดง โดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ใช้นามแฝงว่า “พระอินทร์”/p
pร่างของเธอถูกนำไปฝังในฐานะศพไร้ญาติที่สุสานสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา จ.ชลบุรี ร่วมกับผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งในเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค.53 และสำหรับคดียังไม่มีความคืบหน้า/p
pnbsp;/p
pขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก a href="http://www.pic2010.org/"ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)/a/p
div class="field field-type-link field-field-related-link"
div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div
div class="field-items"
div class="field-item odd"
a href="/journal/2013/05/46792" target="_blank"รายงาน: 3 ปีสลายชุมนุม รวมข้อสังเกตการไต่สวนการตาย/a /div
/div
/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ExTjU9FD9J8" height="1" width="1"/
'แอมเนสตี้' เผยยุคโลกไร้พรมแดน กลับอันตรายขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัย-ผู้พลัดถิ่น
p!--break--!--break--/p
pimg alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5337/8790782857_1a30c350fa_z.jpg" style="width: 640px; height: 427px;" /br /a href="http://farm6.staticflickr.com/5337/8790782857_c8df285e5e_o.png"คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขนาดใหญ่/abr /br /br /br /แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยในงานแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2556 ว่า โลกใบนี้กำลังเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น อันเนื่องมาจากการเพิกเฉยต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนของประชาคมโลกbr /br /นอกจากนั้นยังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการละเมิดสิทธิของประชาชนหลายล้านคน ที่หลบหนีลี้ภัยจากความขัดแย้งและการถูกคุกคาม หรืออพยพไปหางานทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและครอบครัว พวกเขากล่าวหาว่ารัฐบาลทั่วโลกสนใจแต่จะปกป้องพรมแดนของประเทศมากกว่าที่จะใส่ใจสิทธิของพลเมืองของตน รวมทั้งสิทธิของผู้ที่แสวงหาที่พักพิง หรือการแสวงหาโอกาสอื่นๆ ในพรมแดนประเทศของตนbr /br /นายซาลิล เช็ตติ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงความล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้ง ส่งผลให้เกิดพลเมืองชั้นสองในโลก ที่เราไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของคนที่หลบหนีภัยความขัดแย้งเลย รัฐบาลหลายประเทศกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการเข้าเมือง ทั้งๆ ที่เป็นมาตรการควบคุมด้านพรมแดนที่ไม่ชอบธรรมbr /nbsp;br /“มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ที่หลบหนีลี้ภัยจากความขัดแย้ง แต่ยังเป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และสืบเนื่องจากนโยบายต่อต้านการอพยพเข้าเมือง เป็นเหตุให้บุคคลเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อโดยที่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ นอกจากนี้ยังมีการใช้วาทศิลป์เพื่อจูงใจประชาชนให้สนับสนุนการละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น โดยอ้างว่าบุคคลเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาในประเทศ” นายซาลิลกล่าวbr /br /ในปี 2555 ประชาคมโลกได้เห็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสิทธิมนุษยชนมากมาย ซึ่งผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากหลบหนีไปยังที่ปลอดภัยในประเทศของตนเองหรือข้ามพรมแดน ตั้งแต่ประเทศเกาหลีเหนือถึงมาลี ซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประชาชนต้องอพยพหลบหนีจากบ้านเกิดของตนเพื่อแสวงหาที่พักพิงอันปลอดภัยbr /br /สำหรับชาวซีเรียนับว่าเป็นการปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปอีกหนึ่งปี เพราะแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยกเว้นจำนวนของผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนของประชาชนนับล้านคนที่ต้องอพยพพลัดถิ่นเพราะความขัดแย้ง ทั่วทั้งโลกกำลังเฝ้ามองดูอย่างเฉยๆ ในขณะที่กองทัพซีเรียปฏิบัติการโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าและอย่างเฉพาะเจาะจงต่อไป มีทั้งการบังคับบุคคลให้สูญหาย การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และการสังหารนอกกระบวนการกฎหมายต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ ในขณะเดียวกันกลุ่มติดอาวุธเองก็จับคนเป็นตัวประกัน และทำการสังหารอย่างรวบรัดและมีการทรมานบุคคลแม้จะมีระดับความรุนแรงน้อยกว่าก็ตามbr /br /ข้ออ้างที่ว่าสิทธิมนุษยชนเป็น “ปัญหาในประเทศ” ได้ถูกใช้เพื่อสกัดกั้นปฏิบัติการระดับสากลในแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ อย่างเช่นในกรณีของซีเรีย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและเป็นผู้นำในประเด็นปัญหาระดับโลก ยังคงล้มเหลวที่จะทำให้เกิดมาตรการทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพและไปในทิศทางเดียวกันbr /br /“เราไม่สามารถอ้างการเคารพต่ออธิปไตยของประเทศเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเพิกเฉย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องยืนหยัดอย่างชัดเจนเพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทำให้ประชาชนต้องหลบหนีจากบ้านเกิดของตน และยังหมายถึงการปฏิเสธความเชื่อในเชิงศีลธรรมแบบเดิมๆ ที่ว่า การสังหารหมู่ การทรมาน และการปล่อยให้ขาดอาหารเป็นเรื่องภายในประเทศไม่เกี่ยวกับคนอื่น” นายซาลิลกล่าวbr /br /คนที่พยายามหนีภัยจากความขัดแย้งและการคุกคาม มักต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญในการหนีข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ กลายเป็นว่าการลี้ภัยข้ามพรมแดนเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการขนย้ายปืนและอาวุธสงครามข้ามพรมแดน เพื่อนำไปใช้ก่อความรุนแรงอันเป็นเหตุให้ผู้คนต้องหลบหนีจากบ้านเกิด อย่างไรก็ตาม การที่องค์การสหประชาชาติให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญาควบคุมการค้าอาวุธ (Arms Trade Treaty - ATT) เมื่อเดือนมีนาคม 2556 ทำให้เกิดความหวังว่าจะสามารถยุติการส่งมอบอาวุธสงครามที่อาจถูกใช้เพื่อกระทำการอันทารุณดังกล่าวbr /br /“เราจะต้องไม่ปล่อยให้ปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลายเป็นเรื่องที่ “ถูกเพิกเฉย” เราทุกคนมีความรับผิดชอบในการให้ความคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ โลกสมัยใหม่กับการสื่อสารที่ไร้พรมแดนทำให้การปกปิดข้อมูลการละเมิดสิทธิในประเทศ ทำได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนที่ทุกคนจะสามารถยืนหยัดเรียกร้องสิทธิของคนที่ถูกบังคับให้ต้องอพยพหลบหนีจากบ้านเกิดได้” นายซาลิลกล่าวbr /br /ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ ผู้ลี้ภัยที่หลบหนีไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหาที่พักพิงมักถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับคนที่อพยพจากประเทศตนเอง เพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและครอบครัว พวกเขาจำนวนมากถูกผลักให้อยู่ชายขอบของสังคม ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายและนโยบายที่ไม่เป็นผล ตกเป็นเหยื่อของการใช้วาทศิลป์เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมและประชานิยม เป็นการกระพือความเกลียดชังด้านเชื้อชาติ และทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้นbr /br /สหภาพยุโรปนำมาตรการควบคุมพรมแดนมาใช้ เป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองเกิดความเสี่ยงภัย ทั้งยังไม่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้กับคนที่หลบหนีจากภัยความขัดแย้งและการคุกคามได้ ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองทั่วโลกถูกคุมขังในสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำ และในกรณีที่เลวร้าย บางคนอาจถูกขังไว้ในกรงหรือถูกขังไว้ในตู้คอนเทนเนอร์br /br /สิทธิของผู้พลัดถิ่นกว่า 214 ล้านคนในโลกไม่ได้รับการคุ้มครองทั้งในประเทศของตนเองและประเทศที่ตนไปอาศัยอยู่ ผู้พลัดถิ่นหลายล้านคนทำงานในสภาพที่ถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเหมือนแรงงานทาส เนื่องจากรัฐบาลปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นอาชญากร และเนื่องจากบรรษัทการค้าสนใจผลกำไรมากกว่าสิทธิของคนงาน เป็นเหตุให้คนงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้นbr /br /“ผู้ที่อาศัยอยู่นอกประเทศตนเอง โดยไม่มีทรัพย์สินหรือสถานภาพใดๆ เป็นประชากรที่ถูกเอาเปรียบมากสุดในโลก พวกเขามักต้องดำรงชีวิตอย่างยากลำบากเพราะต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อนาคตที่เป็นธรรมมากขึ้นเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของพวกเขา โลกไม่อาจปล่อยให้เกิดพื้นที่ที่ห้ามคนอื่นเข้าได้หากต้องการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนระดับโลกอย่างแท้จริง เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเสมอเหมือนกันสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม” นายซาลิลกล่าวbr /nbsp;/p
pพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่สำคัญในรายงานประจำปีแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล 2556 มีดังนี้/p
ul
liแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเสนอข้อมูลการจำกัดสิทธิในการพูดอย่างเสรีในอย่างน้อย 101 ประเทศ และการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในอย่างน้อย 112 ประเทศbr /nbsp;/li
liครึ่งหนึ่งของประชากรโลกยังตกเป็นพลเมืองชั้นสองเนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเนื่องจากเหตุทางเพศสภาพได้ ทั้งกองทัพของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธยังคงข่มขืนกระทำชำเราในมาลี ชาด ซูดาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงยังคงเสียชีวิตจากการลงโทษในลักษณะเดียวกับการประหารชีวิต ภายใต้คำสั่งของกลุ่มฏอลีบันในอัฟกานิสถานและปากีสถาน ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เนื่องจากถูกข่มขืน หรือผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เสี่ยงต่อสุขภาพหรือชีวิต ยังไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถทำแท้งได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมายในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น ชิลี เอลซัลวาดอร์ นิการากัว และสาธารณรัฐโดมินิกันbr /nbsp;/li
liตลอดทั่วทวีปแอฟริกา ความขัดแย้ง ความยากจนและการละเมิดสิทธิที่เป็นผลมาจากกองทัพและกลุ่มติดอาวุธ เผยให้เห็นความอ่อนแอของกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ แม้ว่ากำลังมีการเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของสหภาพแอฟริกา (African Union) โดยจะมีการประชุมสุดยอดที่ประเทศเอธิโอเปียในสัปดาห์นี้ (19-27 พฤษภาคม 2556)br /nbsp;/li
liในทวีปอเมริกา การฟ้องคดีในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล กัวเตมาลา และอุรุกวัย เป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่ความยุติธรรมและไปพ้นจากการละเมิดสิทธิ แต่ระบบสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาก็กำลังตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลหลายแห่งbr /nbsp;/li
liเสรีภาพในการแสดงออกได้ถูกโจมตีอย่างมากตลอดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีทั้งกรณีที่รัฐกดขี่ปราบปรามอย่างเช่น กัมพูชา อินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์ ในขณะที่การขัดแย้งกันด้วยอาวุธส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายหมื่นคนในอัฟกานิสถาน พม่า ปากีสถาน และไทย แม้ว่าทางการพม่าจะปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายร้อยคน แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมตัวอยู่br /nbsp;/li
liในทวีปยุโรปและเอเชียกลาง การเรียกร้องความรับผิดต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นในยุโรปอันเนื่องมาจากโครงการจับตัวผู้ต้องสงสัยส่งผ่านยุโรปไปสหรัฐฯ (renditions) ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในคาบสมุทรบอลข่าน มีความเป็นไปได้น้อยลงที่เหยื่อของอาชญากรรมสงครามในช่วงทศวรรษ 1990 จะได้รับความยุติธรรม ในขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปในจอร์เจียเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการผ่องถ่ายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยในอดีตประเทศสหภาพโซเวียต เนื่องจากประเทศกลุ่มดังกล่าวมักมีระบอบปกครองเผด็จการรวบอำนาจbr /nbsp;/li
liในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ในประเทศที่มีการขับไล่ผู้นำเผด็จการออกไปแล้ว จะมีเสรีภาพของสื่อเพิ่มมากขึ้นและภาคประชาสังคมก็มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็มีความถดถอยเช่นกัน เนื่องจากยังมีการอ้างเหตุผลด้านศาสนาหรือศีลธรรมเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ตลอดทั่วภูมิภาค นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและการเมืองยังคงต้องเผชิญการปราบปรามต่อไป รวมทั้งถูกคุมขังและถูกทรมาน ในเดือนพฤศจิกายนได้เกิดเหตุความขัดแย้งรอบใหม่ในเขตฉนวนกาซา/พรมแดนอิสราเอลbr /nbsp;/li
liในระดับโลก การใช้โทษประหารชีวิตมีแนวโน้มลดลงต่อไป แม้จะมีส่วนที่ถดถอยอยู่บ้าง อย่างกรณีการประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีของประเทศแกมเบีย และการประหารชีวิตผู้หญิงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีของญี่ปุ่น/li
/ul
pbr /nbsp;/p
div class="field field-type-link field-field-related-link"
div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div
div class="field-items"
div class="field-item odd"
a href="http://www.amnesty.or.th/th/publications/annual-report/item/295" target="_blank"รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2556 /a /div
/div
/div
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Q0Y1pU1Wekw" height="1" width="1"/
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: พ.ร.บ.ปรองดอง กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
!--break--!--break--
divnbsp;/div
divในระยะสองเดือนมานี้ พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรุกทางการเมืองในขอบเขตจำกัด ด้วยการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา มุ่งเฉพาะ “ลดเขี้ยวเล็บ” ของพวกเผด็จการที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 พร้อมทั้งผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับเฉพาะประชาชนและนักโทษการเมืองที่เข้าร่วมการต่อสู้ตลอดกว่าหกปีมานี้ โดยยังไม่รวมแกนนำและนักการเมืองของทั้งสองฝ่าย และไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนเมื่อเมษายน 2552 และสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553/div
divnbsp;/div
divปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะก้าวทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554/div
divnbsp;/div
divกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลและแกนนำพรรคเพื่อไทยได้แสดงท่าทีประนีประนอม กระทำทุกอย่างเพื่อ “ขอหย่าศึก” กับฝ่ายเผด็จการแฝงเร้น แนวทางดังกล่าวอาจเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมืองในระยะแรกเนื่องจากเป็นเวลาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ยังไม่สามารถยึดกุมอำนาจการบริหารของประเทศได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งป้อมค่ายของฝ่ายเผด็จการที่ยังเข้มแข็งและพร้อมที่จะรุมขย้ำรัฐบาลใหม่เมื่อใดก็ได้/div
divnbsp;/div
divความพยายามของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่จะ “เกี้ยเซี้ย” กับฝ่ายเผด็จการมาถึงจุดสำคัญในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน 2555 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ประกาศสละเรือ” จากนั้น พรรคเพื่อไทยก็เร่งเสนอพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติเข้าสู่สภา โดยมีเนื้อหา “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ให้กับทุกคนทุกฝ่ายโดยไม่แยกแยะ พรรคเพื่อไทยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในเวลานั้นก็เพราะแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังเพ้อฝันไปว่า ฝ่ายเผด็จการแฝงเร้นได้ “เปิดไฟเขียว” ยอมประนีประนอมด้วยแล้ว/div
divnbsp;/div
divในที่สุด ความพยายามที่จะ “ปรองดอง” ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายเผด็จการยังคงใช้บรรดา “องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ” ประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ในสภาและมวลชนอันธพาลเสื้อเหลือง-หลากสีบนท้องถนน บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซ้ำรอยกับที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนได้ประสบจนถูกโค่นล้มมาแล้วเมื่อปี 2551/div
divnbsp;/div
divแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 จะถูกสกัดจนล้มเหลว สร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แต่ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติซึ่งประชาชนคัดค้านอย่างที่สุดนั้น ก็ต้องสะดุดไปด้วยในคราวเดียวกัน/div
divnbsp;/div
divฉะนั้น การรุกครั้งล่าสุดนี้ของพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในขอบเขตที่จำกัดมาก โดยยังไม่เป็นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้งการเสนอร่างพระราชบัญญัติให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน โดยไม่รวมแกนนำและนักการเมือง จึงเป็นทิศทางการเมืองที่ถูกต้องและได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตย/div
divnbsp;/div
divแต่ทว่า ในกระแสคลื่นการรุกดังกล่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงและสส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งกลับออกมา “จงใจกวนน้ำให้ขุ่น” ด้วยการเคลื่อนไหวผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับเหมาเข่ง เข้าสู่สภาอีกครั้ง โดยชูคำขวัญว่า “เอาทักษิณกลับบ้าน” ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ เพราะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่สั่งการให้ฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย/div
divnbsp;/div
divในความเป็นจริงแล้ว strongผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก พ.ร.บ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็คือ พวกเผด็จการและสมุนรับใช้ของพวกเขาทั้งหมด /strongรวมทั้งนักการเมืองอดีตพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเอง พ.ร.บ.ปรองดองจึงเป็นกฎหมาย “เกี้ยเซี้ย ยื่นหมูยื่นแมว” อย่างแท้จริง โดยมีประชาชนที่ต้องคดีการเมืองเป็นเครื่องต่อรองนั่นเอง/div
divnbsp;/div
divได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า strongพ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้มีลักษณะสองประการคือ เลวร้ายและเห็นแก่ตัว/strong/div
divnbsp;/div
divที่ว่าเลวร้ายนั้น เพราะเป็นการเอานิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกกระทำ ไปผูกกับนิรโทษกรรมผู้ที่สั่งการสังหารหมู่ประชาชน บีบบังคับให้ประชาชนที่เป็นเหยื่อต้องยอม “นิรโทษ” ให้กับผู้ก่ออาชญากรรมต่อตนstrong สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงกระทำอยู่ก็คือ การใช้เท้าเหยียบย่ำไปบนซากศพประชาชนที่เสียชีวิต ให้เป็นการตายที่ไร้ค่า ตลอดจนซ้ำเติมครอบครัวญาติพี่น้องและมิตรสหายของพวกเขาทั้งหมด/strong/div
divnbsp;/div
divส่วนที่ว่า “เห็นแก่ตัว” ก็คือ เอานิรโทษกรรมประชาชนไปผูกติดกับนิรโทษกรรมคดีการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน เสมือนต่อรองกับประชาชนว่า ถ้าอยากออกจากคุกและปลอดคดี ก็ต้องให้พวกตนได้ประโยชน์ด้วย ส่วนคนที่บาดเจ็บพิการล้มตายนั้นให้ลืมเสีย เพราะได้ “เยียวยา” ด้วยเงินก้อนโตไปแล้ว/div
divnbsp;/div
divในหลายปีมานี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้กระทำอะไรให้กับขบวนประชาธิปไตยบ้าง นอกเหนือไปจากการห้อยโหนชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในโอกาสต่างๆ? มวลชนจำได้แต่เพียงว่า ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ร.ต.อ.เฉลิมได้แต่วิ่งหนีการชุมนุมของพวกอันธพาลเสื้อเหลืองทั้งที่ตนเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มวลชนยังจำได้ว่า ทุกครั้งที่มีข่าวลือรัฐประหาร ร.ต.อ.เฉลิมจะเป็นคนแรกที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปออกชายแดนทันที!/div
divnbsp;/div
divร.ต.อ.เฉลิมอาจจะไม่หยี่ระคนเสื้อแดง เพราะเชื่อมั่นว่า ที่ตนได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นก็เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่อย่าลืมว่า ข้างหลังพ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือประชาชนคนเสื้อแดงอันไพศาลซึ่งต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้ และจะไม่มีวันลืมว่า ร.ต.อ.เฉลิม คือผู้ที่หักหลังคนเสื้อแดงด้วยการผลักดันกฎหมายที่ “เลวร้ายและเห็นแก่ตัว” ฉบับนี้/div
divnbsp;/div
divที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้กลับจะเป็นอันตรายต่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์และต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเอง เพราะเป็นการตอกย้ำข้อโจมตีของฝ่ายตรงข้ามว่า ตั้งหน้าแต่จะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะ และเป็นการกระพือแรงต่อต้านที่มีต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อกลางปี 2555/div
divnbsp;/div
divแรงจูงใจที่แท้จริงของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงในการกระทำครั้งนี้คืออะไร? หลายคนเชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิมก็เพียงแค่ “เชลียร์ตะพึดตะพือ” ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อความมั่นคงในเก้าอี้รัฐมนตรีของตนโดยไม่ได้หวังผลจริงจังจาก พ.ร.บ.ปรองดองแต่อย่างใด แต่ยังมีอีกคำตอบหนึ่งคือ ร.ต.อ.เฉลิม “จงใจกวนน้ำให้ขุ่น” เพราะรู้ดีว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากทุกฝ่ายจนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งก็จะมีผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราและพ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องล้มเหลวตามไปด้วย เมื่อพรรคเพื่อไทยจำต้องยอมถอยหลังเป็นคำรบสองในประเด็นเหล่านี้ แล้วหันหน้าไปบริหารเศรษฐกิจแต่อย่างเดียวดังที่ทำมาตลอด โดยหวังไปชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า เก้าอี้รัฐมนตรีของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะมั่นคงถาวรไปจนครบวาระนั่นเอง ร.ต.อ.เฉลิมจะบอกได้ไหมว่า คำตอบไหนถูกต้อง?/div
divnbsp;/div
divnbsp;/div
divspan style="color:#0000cd;"strongตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2556/strong/span/div
divnbsp;/div
pnbsp;/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mrvnljV8Siw" height="1" width="1"/
สภาที่ปรึกษาฯ เปิดเวที ‘ระบบบำนาญแห่งชาติ’ ระดมความคิดเสนอ ครม.
pสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดสัมมนา ‘แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ’ วางแผนรับสังคมผู้สูงอายุ รวบรวมความคิดเห็นจัดทำข้อเสนอแนะต่อแนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี/p
div
!--break--!--break--/div
divnbsp;/div
divเมื่อวันที่ 22 พ.ค.56 คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบและเริ่มดำเนินการล่วงหน้า โดยเฉพาะการจัดสวัสดิการด้านรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี/div
divnbsp;/div
divศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้จำเป็นต้องวางข้อเสนอทางนโยบายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายในการจัดตั้งบำนาญให้แก่ผู้สูงอายุ โดยร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯ จะทำหน้าที่รวบรวมและกลั่นกรองเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป/div
divnbsp;/div
divรศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะทำงานเกี่ยวเนื่องด้านสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการ สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวว่า ความมั่นคงของชีวิตหรือระบบบำนาญเป็นสิ่งสำคัญ ที่หน่วยงานภาครัฐ ควรบริหารจัดการในเรื่องนี้ เพื่อมาเสนอเป็นแนวทางในการแก้ไข ให้สามารถขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งต้องทำให้ระบบบำนาญนั้นมีการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย/div
divnbsp;/div
divนพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การจัดตั้งระบบบำนาญนั้น จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ที่ได้จัดตั้งไว้ โดยดูผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งโลกของเราจะมีแนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการเกิดและการตายน้อยลง จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้สูงอายุ ซึ่งแยกประเด็นปัญหาเป็น 3 ประเด็น คือ 1.ปัญหาด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุจะมีสุขภาพที่เสื่อมโทรม ซึ่งมากหรือน้อยเพียงใดนั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล/div
divnbsp;/div
div2.ปัญหาด้านความยากจน คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักการออม จนทำให้เกิดปัญหากับผู้สูงอายุในด้านของความยากจน เนื่องจากการมีอายุที่เพิ่มขึ้น สุขภาพร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม การทำงานและการหารายได้จึงน้อยลง รัฐบาลจึงควรมีแนวทางส่งเสริมคนไทยให้รู้จักการออม และการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุลำบาก และ 3.ปัญหาด้านความรู้สึก ซึ่งผู้สูงอายุจะเกิดอาการเหงา เนื่องจากสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม ทำมาหากินไม่ได้ กิจกรรมในชีวิตประจำวันลดน้อยลง ทำให้เกิดภาวะความเศร้าซึมได้/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้ ในด้านของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) การจัดตั้งระบบบำนาญควรที่จะเดินหน้าได้แล้ว เพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบำนาญ รัฐบาลควรเสนอให้มีการตั้งระบบบำนาญ และควรศึกษา กอช.ให้ชัดเจน/div
divnbsp;/div
divนายประดิษฐ์ เอี่ยมสำอาง กรรมการพิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายสภาทนายความ ได้ให้ความเห็นว่า nbsp;ในการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งระบบบำนาญ รัฐบาลควรมีการวางแผนเพื่อรองรับในเรื่องของสิทธิและการดำเนินการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้กฎหมายเป็นจริงได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตั้งหัวข้อการศึกษา กลั่นกรองข้อกฎหมาย และควรพิจารณากำหนดขอบข่ายให้สภาทนายความพิจารณากลั่นกรองต่อไป และเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายของ กอช.ให้แก่ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง/div
divnbsp;/div
divนางสาวสุปาณี จันทรมาศ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการออม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมของระบบการออมแบบระยะยาวของไทยนั้น มีการจัดสวัสดิการด้านการชราภาพให้แก่แรงงานนอกระบบ ควรมีการบูรณาการระหว่าง กอช.และกองทุนประกันสังคมในส่วนของแรงงานนอกระบบ โดยโอนงานของ กอช.ให้มาอยู่ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งส่งเสริมการออมเพื่อการชราภาพ และเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิก หากมองในระยะยาวจะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดตั้งสำนักงานใหม่และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กอช./div
divnbsp;/div
divนายอารักษ์ พรหมมณี รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ควรมีนโยบายกึ่งบังคับกึ่งสมัครใจในเรื่องของการออม ซึ่งแนวทางหลักเป็นเรื่องของการออมแห่งชาติ และการออมของแต่ละบุคคล จึงควรมีแนวทางในการสนับสนุนกองทุนการออม มองในแง่ของการบริหารจัดการของด้านประกันสังคม และรูปแบบการออมในลักษณะการจ่ายแบบบำนาญ โดยมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอสนับสนุนในเรื่องของเงิน บุคลากร และความชัดเจนในลักษณะการจ่ายเงินระบบบำนาญของไทยด้วย/div
divnbsp;/div
divทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนา คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ได้รวบรวมความคิดเห็นที่ได้ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ ในการจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อแนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติต่อไป/div
divnbsp;/div
pnbsp;/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ybIuDUFV0dA" height="1" width="1"/
นักกิจกรรมหนุ่มสาวมลายู มาเลย์ อินโดฯ สนใจข่าวสารมลายูปาตานี
p7 นักกิจกรรมมาเลเซีย อินโดนีเซีย เยือนปาตานี หวังเชื่อมความเข้าใจ สังคม วัฒนธรรมและกระบวนการสันติภาพปาตานี สู่อาเซียน สะท้อนเรื่องราวปาตานียังไม่เป็นที่รับรู้มากนักในโลกมลายูด้วยกันเอง พร้อมหนุนเป็นเครือข่ายเพื่อสื่อสารแทนคนปาตานี/p
p!--break--!--break--/ppbr /br /เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 นักกิจกรรมจากประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากองค์กรนักศึกษาอินโดนีเซีย Pengarus Besar Pelajar Islam Indonesia (PII) Persatuan Kebangsaan Pelajar Islam Malaysia (PKPIM) และ Grup Pengkaji Tamadun Dunuia (GPTD) Unisel Malaysia ทั้งหมด 7 คน พร้อมด้วยนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ.ปัตตานี เดินทางเยือนจังหวัดชายแดนใต้หรือ ปาตานี ซึ่งมีกำหนดอยู่ในพื้นที่ 7 วัน/p
pimg alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3679/8792419557_a5f4bca191.jpg" style="width: 500px; height: 307px;" /br /br /Izwan Suhaidak Ishaknbsp; จากองค์กร Grup Pengkaji Tamadun Dunuia (GPTD) Unisel Malaysia ซึ่งเป็นผู้นำการเดินทางในครั้งนี้ เปิดเผยว่า การมาเยือนปาตานีเป็นครั้งที่สองของเขา ซึ่งได้ลงสัมผัสชุมชนชาวประมงบ้านดาโต๊ะ อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และมีโปรแกรมสอนภาษามลายูและภาษาอังกฤษให้เด็กในชุมชนดังกล่าวด้วย การมาในครั้งนี้เพื่อมารู้จักสังคมวัฒนธรรมของมลายูปาตานี ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเขาสะท้อนว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของที่นี่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน/p
p"เรื่องราวปาตานีไม่ค่อยได้รับรู้มากนัก แต่เริ่มมีการพูดถึงเรื่องราวของที่นี่มากขึ้น จึงได้ตัดสินใจมาเยือนเพื่อมาดูว่าจะช่วยอะไรเพื่อการสื่อสารเรื่องราวของที่นี่ได้บ้าง อีกอย่างต้องมองถึงอาเซียนกำลังจะมา ภาษามลายูจะเป็นภาษาที่สื่อสารกันระหว่างภูมิภาคนี้ ถ้าทาง Deep South Watch (DSW) อยากให้ช่วยเผยแพร่เรื่องราวปาตานีเป็นภาษามลายูก็สามารถบอกได้เลย" Izwan กล่าว/p
pIzwan กล่าวอธิบายว่า ทางทีมสนใจข่าวภาษามลายูของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มอ.ปัตตานี ที่สื่อสารด้วยภาษามลายู แต่เป็นตัวเขียนยาวี ซึ่งตนอยากนำไปเผยแพร่ต่อเช่นกัน และยังมีข้อเสนอความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันอนาคต อาจจะมีโครงการร่วมแลกเปลี่ยนนักกิจกรรมระหว่างกันในประเด็นการสื่อสารเรื่องราวทางสังคม-วัฒนธรรมมลายูระหว่างประเทศ คืออินโดนีเซีย มาเลเซียและปาตานีของประเทศไทย ผ่านการเดินทางของพวกเขา และอาจจะเปิดพื้นที่สื่อสารและติดตามกระบวนการสันติภาพ ผ่านเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และเว็บไซต์ของพวกเขาที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้/p
pทั้งนี้ ทางทีมได้ เผยว่า จะมีกำหนดกลับวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ โดยบันทึกการเดินทางของพวกที่ได้มาสัมผัสพื้นที่ปาตานี จะเรียบเรียงมาให้ได้อ่าน ผ่านเว็บไซต์โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ให้ได้ติดตาม/p
pimg alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8547/8792419467_b8215e95af.jpg" //p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ErioehJVx4o" height="1" width="1"/
แพทย์ชนบท เตรียมชุมนุมหน้าบ้านนายกฯ กดดันไล่ รมว.สธ.
pแพทย์ชนบทดีเด่น ศิริราชพยาบาลและเครือข่าย รพ.สมเด็จพระยุพราช ลั่น 6 มิ.ย. พร้อมจัดทีมแพทย์-รถพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยหนักเข้ารักษาในกรุงเทพฯ-ให้บริการเชิงรุก ด้าน 'ผู้ป่วยไตวาย' ร่วมด้วย พร้อมฟอกไตหน้าบ้านนายกฯ ชี้เสี่ยงน้อยกว่าอนาคต ระบบสาธารณสุขในชนบทจะพังทลาย เพราะนโยบาย รมว.สาธารณสุข/p
p!--break--!--break--/ppbr /br /จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขจะตัดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในโรงพยาบาลชุมชน และจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (Pay for Performance- P4P) ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กลุ่มแพทย์ชนบท จะเคลื่อนไหวชุมนุมที่หน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ เพื่อให้ยกเลิก P4P และให้ปลด น.พ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข/p
p(23 พ.ค.56) นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย และแพทย์ชนบทดีเด่น ศิริราชพยาบาลเปิดเผยว่าขณะนี้ระบบสาธารณสุขกำลังมีปัญหา คนดีถูกทำร้าย หน่วยงานต่างๆ ถูกครอบงำ จนผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต้องลุกขึ้นจุดเทียนเตือนสติ ผู้ป่วยไตวายต้องยอมเสี่ยงตายเพื่อเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหา สถานการณ์เช่นนี้เป็นหน้าที่ ที่ทุกส่วนต้องรวมตัวกันปกป้องระบบ ปกป้องประชาชนไม่ให้นโยบายที่ผิดที่ผิดทางของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ทำร้ายประชาชนมากขึ้น/p
p“เครือข่าย รพ.สมเด็จพระยุพราช และ รพ.ชุมชนภาคอีสานตอนบนพร้อมจะส่งทีมแพทย์และรถพยาบาลเข้ากรุงเทพฯ ดูแลผู้ป่วยที่เสียสละยอมเสี่ยงตายที่หน้าบ้านนายกฯ เพื่อเรียกร้องให้ย้าย นพ.ประดิษฐ ออกจากกระทรวงสาธารณสุข” ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย กล่าวbr /nbsp;br /ด้านนายธนพล ดอกแก้ว รองประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าผู้ป่วยไตวายจะเข้าร่วมขับไล่ รมว.สาธารณสุข เพราะเห็นว่ามีนโยบายทำลายระบบสุขภาพของไทย ทำลายหน่วยงานต่างๆ ทำร้ายคนดี ทำร้ายคนยากจนในชนบท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเอกชน บริษัทยาข้ามชาติ ทุกคนเข้าร่วมด้วยจิตสำนึก ไม่มีใครชักชวน มีแต่การประสานงานกับภาคีต่างๆ อย่างใกล้ชิด/p
p“พวกเราทุกคนรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่เห็นอันตรายที่จะเกิดกับผู้ป่วยในอนาคตที่ระบบบริการสุขภาพถูกทำลายมีมากกว่า เราหวังว่าท่านนายกยิ่งลักษณ์ จะรีบแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยต้องผิดหวัง จนต้องทิ้งบ้านเดินทางเข้ากรุงเทพฯมากขึ้น” รองประธานชมรมฯกล่าว/p
pnbsp;/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/34BUNJB6Fkg" height="1" width="1"/
แฉ รมว.สธ.ตกหลุมพราง บ.ยาข้ามชาติ ยอมรับระบบแบ่งปันใช้สิทธิบัตร ทำไทยเสียเปรียบ
pเอ็นจีโอแฉ รมว.สาธารณสุข ตกหลุมพราง บ.ยาข้ามชาติ หลังยอมรับระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก แจงเงื่อนไขสุดยิบย่อยทำไทยเสียเปรียบ เผย สธ.เคยมีมติไม่ยอมรับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะเห็นร่วมกันว่าทำไทยเสียประโยชน์ ชี้รัฐมนตรีไม่เข้าใจระบบสิทธิบัตรยา ข้องใจทำไมยอมรับข้อเสนอ/p
p!--break--!--break--/p
pตามที่นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยยอมรับและส่งเสริมระบบ Patent Pool (ระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตร) นั้น/p
p(23 พ.ค.56) นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้ประสานงานการรณรงค์เข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีพูดเช่นนี้สะท้อนว่าไม่มีความเข้าใจเรื่องระบบสิทธิบัตรยาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาของประชาชน เนื่องจากเงื่อนไขของระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรหรือ patent tool นั้น ทำให้ไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก อาทิ การผลิตก็ต้องแค่บริษัทในอินเดียผลิต ยาบางตัวไม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ระดับปานกลาง เช่น ไทย จีน บราซิล หรือยาบางตัวแม้ในประเทศไทยไม่มีสิทธิบัตร แต่ในสัญญาของ patent tool จะผลิตได้ต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับไทย ในเมื่อไม่มีสิทธิบัตรในไทยทำไมเราจะต้องไปขออนุญาตผลิตอีก หรือยาบางชนิดเราอยากได้แต่ไม่ให้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขยิบย่อยแบบนี้ คือการทำตามความต้องการของบริษัทยาทั้งหมด จึงเท่ากับเป็นสัญญาลูกไล่ของบริษัทยา/p
pนายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของ medicine patent tool เคยประชุมกับภาคประชาสังคมไทยและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน เพื่อชักชวนให้ประเทศเข้าร่วมโครงการนี้ ในที่ประชุมร่วมทั้งสามฝ่ายมีข้อสรุปว่าไม่สามารถยอมรับข้อเสนอขององค์กร Medicine Patent Pool เพราะไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่บรรษัทยาข้ามชาติมีเงื่อนไขที่จะเลือกให้หรือไม่ให้ใครใช้สิทธิจากระบบการแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรได้ตามอำเภอใจ ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในการเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ ซึ่งไทยจะยอมพิจารณาอีกครั้งเมื่อข้อบกพร่องดังกล่าวได้ถูกแก้ไขแล้ว บริษัทยากิลิแอด เป็นบริษัทยาต้นแบบแรกๆ ที่เข้าร่วมโครงการของ Medicine Patent Pool และร่วมผลักดันอย่างจริงจัง โดยยอมแบ่งปันสิทธิบัตรยาต้านไวรัส 4 ชนิดในระบบ Patent Pool เพื่อให้บริษัทยาชื่อสามัญนำไปวิจัยและผลิตยาสูตรผสมรวมเม็ด แต่มีเงื่อนไขอนุญาตให้บริษัทยาชื่อสามัญบางแห่งในอินเดียเท่านั้นที่จะผลิตได้ และไม่อนุญาตให้จำหน่ายยาดังกล่าวให้กับบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย/p
p“ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการที่มีเงื่อนไขเช่นนี้ การยอมรับเรื่อง Patent Pool เท่ากับเป็นการตกหลุมพรางของบรรษัทยาข้ามชาติที่พยายามใช้ระบบนี้เป็นเครื่องมือการตลาดและสร้างภาพ มากกว่าจะร่วมผลักดันให้เกิดระบบที่ส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างแท้จริง น่าสงสัยว่าการที่ นพ.ประดิษฐ รมว.สธ.ไปยอมรับข้อเสนอนี้ เป็นการจงใจที่จะผลักการเข้าถึงยาของไทยเข้าไปในหลุมพรางของบริษัทยาข้ามชาติหรือไม่ อยากให้รัฐมนตรีไขความกระจ่างนี้” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าว/p
pnbsp;/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nkSavfcGTTc" height="1" width="1"/
เหล่าชายโสดในอินเดีย ถ่ายรูปกับห้องสุขาสะอาดเพื่อหาคู่
pหลังจากมีข่าวดังในอินเดียเรื่องผู้หญิงหนีออกจากบ้านสามีเนื่องจากบ้านสามีไม่มีห้องสุขาในบ้าน เหล่าชายโสดก็โพสท์รูปตัวเองกับห้องสุขาสะอาดในบ้านเพื่อดึงดูดใจฝ่ายหญิง ขณะที่ห้องสุขาสาธารณะสำหรับผู้หญิงขาดแคลน และบางครั้งก็เก็บค่าบริการเฉพาะผู้หญิง/p
!--break--!--break--
pเว็บไซต์ Global Post รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2013 เกี่ยวกับกรณีที่ผู้หญิงในอินเดียขาดแคลนห้องสุขาสาธารณะ และต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ทั้งๆ ที่ผู้ชายไม่ต้องจ่าย ทำให้มีผู้ชายบางคนใช้วิธีการหาคู่ด้วยการถ่ายรูปตัวเองคู่กับห้องสุขาในบ้านที่ดูสะอาดและปลอดภัย/p
pหลังจากเมื่อปีที่แล้ว มีข่าวดังข่าวหนึ่งในอินเดียกล่าวถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหนีออกจากบ้านฝ่ายชายเนื่องจากไม่มีห้องสุขาภายในบ้าน ทำให้ตอนนี้ชายโสดในอินเดียเริ่มใช้วิธีหาคู่ด้วยการแสดงให้เห็นว่าบ้านตนมีห้องสุขาที่สะอาดและปลอดภัย/p
pรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐมัธยประเทศในอินเดียถึงขั้นทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยให้ฝ่ายชายที่ต้องการเป็นเจ้าบ่าว ถ่ายรูปตัวเองคู่กับสุขาในบ้านเพื่อนำไปใช้จดทะเบียนในงานสมรสหมู่ เหตุที่ต้องมีข้อกำหนดเช่นนี้เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนห้องสุขาสาธารณะในพื้นที่ เดเวนตรา ไมทิว เจ้าของราชดิจิตอลสตูดิโอกล่าวว่า ในเมืองของเขามีคนมาใช้บริการปรับแต่งรูปภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือหรือกล้องดิจิตอลของตัวเอง/p
pข่าวเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียประกาศให้ผู้หญิงอย่าแต่งงานเข้าบ้านที่ไม่มีห้องสุขาเมื่อปีที่แล้ว/p
pGlobal Post กล่าวว่าการถ่ายทุกข์กลางแจ้งเป็นเรื่องปกติในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นตามรางรถไฟที่แม้แต่ผู้หญิงเองก็ถกสาหรี่ขึ้นคลุมหน้าขณะถ่าย บนผืนทรายใกล้กับโรงแรมห้าดาวก็ถูกใช้เป็นที่ถ่ายทุกข์ หรือตามแหล่งสลัมในเมืองที่มีคนคับคั่งก็มีการใช้ลานจอดรถและกองขยะเป็นสุขาชั่วคราว/p
pอย่างไรก็ตามการขับถ่ายตามพื้นที่ภายนอกก็ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาวะ องค์กรอนามัยโลกเปิดเผยข้อมูลว่ามีชาวอินเดียราว 626 ล้านคนที่ขับถ่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ของเสียจากร่างกายมนุษย์ไม่ลงไปสู่ท่อระบาย และมักจะซึมเข้าไปในแหล่งเก็บน้ำ ทำให้เกิดโรคท้องร่วงและอาการป่วยอื่นๆ โดยที่ร้อยละ 10 ของอาการป่วยในอินเดียจะมาจากแหล่งน้ำที่ไม่ปลอดภัย และระบบสุขาภิบาลที่ไม่ดี/p
pภายใต้การบริหารของ ใจราม ราเมช รัฐมนตรีด้านการพัฒนาชนบทของอินเดีย ได้มีการวางเป้าหมายกำจัดการขับถ่ายในพื้นที่โล่งภายในอีก 10 ปีข้างหน้า และยังมีการสร้างห้องสุขาจำนวนมาก รวมถึงสร้างโครงการที่จูงใจให้ประชาชนหันมาสร้างและใช้ห้องน้ำของตัวเอง แต่ปัญหาการขาดแคลนน้ำก็ทำให้อินเดียต้องพัฒนาระบบจัดการของเสีย โดยอาศัยเครื่องเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยที่ออกแบบโดยองค์การอนามัยโลก/p
pอย่างไรก็ตามแม้ว่าโครงการสร้างห้องสุขาของอินเดียจะช่วยลดปัญหาในเขตชนบท ก็แต่ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาในระยะยาวสำหรับในเมือง มีห้องสุขาจำนวนมากที่รัฐบาลสร้างขึ้นถูกทิ้งร้างเพราะยังคงมีคนชอบถ่ายข้างนอกมากกว่า/p
pbr /
/ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p
pa href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/india/130521/india-men-pose-toilets-woo-brides"India: Men pose with toilets to woo brides, /aGlobalPost, 21-05-2013br /nbsp;/p
div class="field field-type-text field-field-feed-pr"
div class="field-items"
div class="field-item odd"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div
/div
/divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/-15sMu2rIOo" height="1" width="1"/

