ประชาไท

Syndicate content
Updated: 11 min 50 sec ago

อคติและมายาคติที่ขัดขวางการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเถรวาท

3 hours 4 min ago
!--break--!--break--pnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/p pnbsp;/p h4strongปฐมเหตุแห่งการเกิดภิกษุณีสงฆ์/strong/h4 pเป็นที่น่าสังเกตว่าสตรีที่ประสงค์ออกบวชกลุ่มแรกนั้นมาจากเมืองกบิลพัสดุ์ นัยว่าเป็นเหล่าศากยวงศ์ทั้งหมด เหตุใดสตรีเหล่านี้จึงกล้าที่จะแหกกฎสังคม-วัฒนธรรมของชมพูทวีปซึ่งกีดกันผู้หญิงในทางศาสนาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ แม้ลัทธิใหม่ทั้ง 6 ลัทธิที่เกิดร่วมสมัยกับพุทธศาสนา ลักษณะร่วมที่สำคัญของลัทธิเหล่านี้คือต่อต้านศาสนาพราหมณ์ ในบรรดาลัทธิทั้ง 6 นี้ ศาสนาเชนของมหาวีระดูโดดเด่นมากที่สุด มีคนเลื่อมในมากที่สุด มีคำสอนที่เหมือนหรือใกล้เคียงพุทธศาสนามากที่สุด เชื่อกันว่าเจ้าชายสิทธัตถะตอนที่ออกแสวงหาโมกขธรรมก็เคยมาศึกษาลัทธินี้ด้วยเหมือนกัน ที่สำคัญศาสนาเชนไม่เคยสูญไปจากอินเดีย มีสืบมาจนทุกวันนี้ แต่ศาสนาเชนก็ไม่อนุญาตให้สตรีเป็นนักบวช(หมายถึงสมัยพุทธกาลหรือยุคแรกของศาสนาเชน) แล้วเหตุใดสตรีแห่งศากยวงศ์พวกนี้จึงกล้าที่จะแหกกฎเหล็กอันนี้ แสดงว่าสตรีเหล่านี้ต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ/p pถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าถึงการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงและพาเหล่าบุรุษเข้าถึงการดับทุกข์มาแล้วหลายราย ฝ่ายสตรีก็ปรารถนาบ้าง ตอบแค่นี้ฟังเผินๆก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล แต่อย่างว่ามันง่ายเกินไป หากท่านมองย้อนไปในอดีตเมื่อ 2500 ปีก่อนโน้น ในยุคสมัยที่สตรีเป็นสมบัติของชาย 3 คน คือ พ่อ สามีและลูกชาย ในยุคสมัยที่สตรีแม้เกิดในวรรณะสูงแต่ก็มีค่าแค่ “ศูทร” คือคนชั้นต่ำ ในยุคสมัยที่เชื่อว่าสิ่งที่ถูก “ตี” แล้วจะดี คือ ควาย ทาส กลองและสตรี เท่าที่เล่ามาก็คงพอให้ท่านได้เห็นภาพผู้หญิงในสมัยนั้นว่าเป็นอย่างไร สตรีถูกกำหนดให้เกิดมาใช้แรงกายมากกว่าแรงสมอง ความรู้ที่มีก็เพื่อการเป็นเมียกับแม่ที่ดีเท่านั้น ส่วนความรู้ที่สูงกว่านั้นอย่างความรู้ในทางศาสนา อย่าได้แม้แต่คิด แต่แล้ววันหนึ่งมีสตรีกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาเรียกร้องว่าฉันอยากเป็นนักบวช ฉันอยากเข้าถึงการดับทุกข์เหมือนบุรุษบ้าง นี่ต้องเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติมากๆ ในยุคสมัยนั้น แล้วอะไรที่ดลใจหรือเป็นแรงขับให้สตรีศากยวงศ์เหล่านี้ต้องการออกบวช? คงไม่ใช่แค่ความต้องการอย่างเดียว/p pอย่าลืมว่าการให้สตรีบวชได้นั้นเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนสังคมชมพูทวีปอย่างแรง เป็น shock of the town เลยทีเดียว ใครที่ทำใจไม่ได้เผลอๆจะหัวใจวายเอา ก็มีที่ไหนที่ปล่อยให้สตรีซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้มีมลทินเข้ามาร่วมในศาสนากับบุรุษ nbsp;ก่อนหน้านั้นอย่าว่าแม้แต่เข้ามาเลย เฉียดเข้าไปใกล้ยังไม่ได้ ศาสนาเปรียบเหมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กันไว้สำหรับบุรุษเท่านั้น ดังนั้นเหตุที่เหล่าสตรีศากยวงศ์ต้องการออกบวชจึงน่าจะมีปัจจัยอื่นเกื้อหนุนด้วย แล้วเหตุที่ว่านั้นคืออะไร?/p pกบิลพัสดุ์ของศากยวงศ์นั้นเป็นเมืองที่ปกครองแบบหมู่คณะ คงคล้ายสภาซีเนตของโรมันหรือสภาของพวกกรีก บางคนอธิบายว่าเป็นแบบสาธารณรัฐ ฝ่ายพุทธเองเรียกการปกครองรูปแบบนี้ว่า “สามัคคีธรรม” เอาเข้าจริงเราไม่ทราบได้แน่ชัดว่าการปกครองที่ว่านี้มีรายละเอียดอย่างไร ได้แต่ทราบคร่าวๆว่าเป็นการปกครองโดยคณะที่สมาชิกมาจากวรรณะกษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่แบบราชาธิปไตย เหมือนรัฐใหญ่อย่างมคธหรือสาวัตถี รัฐหรือเมืองที่ปกครองรูปแบบนี้ก็เช่น วัชชี กบิลพัสดุ์ รามคาม กุสินารา ฯ เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐหรือเมืองเหล่านี้มักจะอยู่ทางเหนือของอินเดีย/p pลักษณะหนึ่งของการปกครองแบบนี้คือการให้เกียรติสตรี จะเห็นได้จากหลักอปริหานิยธรรม 7 หรือ “ธรรมที่ไม่ทำให้เสื่อม” ที่พระพุทธองค์ตรัสถึงพวกกษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีว่าตราบใดที่พวกลิจฉวียังยึดหลักธรรมนี้อยู่ ตราบนั้นไม่มีใครมาทำลายได้ เชื่อว่าหลักอปริหานิยธรรมนี้เป็นหลักธรรมร่วมหรือลักษณะการปกครองของรัฐที่ปกครองแบบคณาธิปไตยในชมพูทวีป หนึ่งในหลักธรรมนี้กล่าวว่า “บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลายมิให้ถูกข่มเหงรังแก” นี่คงจะพอยืนยันได้ว่าสตรีในรัฐดังกล่าวซึ่งหมายรวมถึงเมืองกบิลพัสดุ์ด้วยนั้น คงมีสถานภาพและเสรีภาพที่ดีกว่าสตรีในรัฐอื่นที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบราชาธิปไตยและศาสนาพราหมณ์/p pด้วยปัจจัยเกื้อหนุนนี้จึงทำให้สตรีศากยวงศ์สามารถเข้าถึงความรู้ทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาใหม่ที่พระพุทธเจ้าได้สถาปนาขึ้น ประกอบกับพระพุทธเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในศากยวงศ์ ความใกล้ชิดนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้สตรีศากยวงศ์กลุ่มนี้กล้าที่จะร้องขอเพื่อใช้สิทธิเข้าถึงการหลุดพ้นเหมือนบุรุษ และในที่สุดการเรียกร้องก็สมหวัง/p pถ้าจะเรียกพระนางปชาบดีโคตมีและเหล่าสตรีศากยวงศ์ทั้ง 500 ว่าเป็น Feminist รุ่นแรกก็คงไม่ผิด เพราะพวกเธอกล้าที่จะ deconstruct อคติทางเพศจนมีชัยชนะ อย่างนี้ต้องยกนิ้วให้พร้อมตะโกนว่า “นางแน่มาก”/p pความจริงเรื่องเหตุปัจจัยที่ทำให้เหล่าสตรีศากยวงศ์ลุกขึ้นมาขอบวช น่าจะมีการศึกษาให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะเข้าใจที่มาที่ไปของการกำเนิดภิกษุณีสงฆ์ได้อย่างลุ่มลึก ที่นำเสนอมาเรื่องอำนาจของความรู้และสถานภาพทางสังคมนั้น ก็เพียงเพื่อเป็นการ “โยนหินถามทาง” เท่านั้น น่าจะมีปัจจัยอื่นอีก/p pที่เล่าเรื่องสตรีศากยวงศ์กลุ่มนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า สตรีหรือใครก็ตามที่ถูกกีดกันในสิทธิของความเป็นมนุษย์ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม เขาก็จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิอันนั้น ความเชื่อที่เกิดจากอธรรมอันนำไปสู่อคติก็จะไร้น้ำยา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชมพูทวีปเมื่อ 2500 ปีก่อน ก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้/p h4br /strongการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์ครั้งแรกในพุทธศาสนา/strong/h4 pเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดในพรรษาที่ 5 ตอนที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เมืองไวศาลี ความจริงก่อนหน้านั้นตอนที่พระพุทธองค์เสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ พระนางปชาบดีโคตรมีก็เคยทูลขอบวชมาครั้งหนึ่งแล้วแต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระนางเองก็ไม่ละความพยายามได้ตามเสด็จมาที่เมืองไวศาลีและได้มาทูลขอบวชอีกครั้ง ผลก็คือทรงปฏิเสธอีก การที่ทรงปฏิเสธถึง 2 ครั้ง 2 ครา ทำให้พวกที่ไม่สนับสนุนการบวชภิกษุณีหรือจะเรียกสั้นๆว่าฝ่ายค้านยกมาอ้างว่าพระพุทธองค์ไม่มีเจตนาที่จะให้มีภิกษุณีสงฆ์ ถ้าเราฟังความแค่นี้ เหตุผลที่ฝ่ายค้านยกมาอ้างก็ดูจะมีน้ำหนัก แต่ถ้าเราศึกษาไปถึงสังคม-วัฒนธรรมของชมพูทวีปในตอนนั้น เข้าใจสถานภาพของสตรีในตอนนั้น เข้าใจการสถาปนาพุทธศาสนาซึ่งเพิ่งตั้งมาเพียง 5 ปี เรียกได้ว่ายังไม่มั่นคงเพียงพอ เราก็จะเข้าใจเหตุผลที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธการดังกล่าว nbsp;/p pอย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของพุทธศาสนานั้นก็เพื่อ “พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ” เพื่อประโยชน์แก่พหุชน เพื่อความสุขของพหุชนและเกื้อกูลโลก นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ที่พระพุทธองค์ได้มอบให้แก่สมณฑูตชุดแรกที่จะออกไปเผยแพร่ศาสนา กล่าวโดยสรุปก็คือการเกิดขึ้นของพุทธศาสนาก็เพื่อความสุขและประโยชน์ของพหุชน ในบาลีใช้คำว่า “พหุชน” ก็หมายถึงมนุษย์ทุกคน ทั้งชายและหญิง ก็เมื่อความสุขที่สูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพาน พุทธศาสนาก็ต้องเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกคนที่หวังพระนิพพานได้มีโอกาสเข้าถึง ทางเข้าถึงที่ว่านี้ก็โดยการบวชเท่านั้น ด้วยเหตุนี้โดยหลักการแล้วพุทธศาสนาจึงเปิดโอกาสให้ทุกคนทั้งชายและหญิงได้เข้าถึงพระนิพพาน เพียงแต่ว่าโอกาสนั้นจะมีเมื่อไร พร้อมหรือยัง เหมาะสมหรือยัง โดยเฉพาะกรณีที่สตรีจะเข้ามาบวชนั้น ก็อย่างที่บอกแล้วว่าเหตุการณ์นี้เป็น shock of the town พระพุทธองค์ก็ต้องทรงรอบคอบหน่อย/p pอันที่จริงการบวชนั้นไม่ยากหรอก แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเมื่อบวชแล้วจะได้รับการยอมรับมากน้อยแค่ไหน การบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญสตรีเหล่านี้มีความจริงจังในเพศบรรพชิตมากน้อยแค่ไหน หากผลีผลามอาจส่งผลเสียต่อพุทธศาสนาซึ่งกำลังเริ่มผลิดอกออกใบอยู่ในขณะนั้นก็ได้/p pเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้เกิดกับพวกทิเบตในปัจจุบันนี้ ฝ่ายทิเบตเองก็ไม่มีภิกษุณีสงฆ์ เมื่อองค์ดาไลลามะมีพระประสงค์จะให้มีการบวชภิกษุณีสงฆ์ในฝ่ายมูลสรวาสติวาทคือในนิกายของฝ่ายทิเบตเอง พระองค์ต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาเรื่องนี้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเกือบ 30 ปีเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เหตุผลใหญ่ก็คือเมื่อมีภิกษุณีสงฆ์แล้วต้องได้รับการยอมรับจากพุทธทิเบตอีก 3 นิกายนอกจาก “เกลุกปะ” ของพระองค์ คือ นิงมาปะ กากยูปะ และ ศากยะปะ เห็นไหมว่าการบวชนั้นไม่ยาก แต่เรื่องที่จะเกิดหลังการบวชนั้นต่างหากที่ยาก สำหรับกรณีของพระนางปชาบดีและพวกศากยธิดาทั้ง 500 นั้นถือว่าจบเร็วกว่าพวกทิเบตในตอนนี้เสียอีก/p pและที่อ้างว่าพระพุทธองค์ไม่มีเจตนาจะให้มีภิกษุณีสงฆ์มาตั้งแต่แรกนั้น ดูจะเป็นการหมิ่นพระบรมศาสดามากไปหน่อย ก็จะไม่หมิ่นได้อย่างไร ถ้าพระพุทธองค์ไม่มีเจตนาแล้วต่อมาให้บวชทำไม? อย่างนี้ก็กล่าวหาว่าพระพุทธองค์ทรงโลเลนะซิ หรือว่าที่ให้บวชนั้นเพราะสงสารด้วยเป็นศากยวงศ์ด้วยกัน เห็นแก่ญาติพี่น้องว่างั้นเถอะ ถ้าพระพุทธองค์มีเจตนาที่จะไม่ให้มีภิกษุณีสงฆ์จริงๆแล้วละก็ คงไม่อนุญาตต่อมาในภายหลังอย่างเด็ดขาด ความจริงตอนที่ทรงตรัสรู้แล้วใหม่ๆ พระพุทธองค์เคยกล่าวถึงภิกษุณีสงฆ์แล้วด้วยซ้ำ(ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นยังไม่มีทั้งภิกษุและภิกษุณี) ไม่เชื่อไปอ่านมหาปรินิพพานสูตร ก็จะพบว่าหลังการตรัสรู้ใหม่ ในสัปดาห์หนึ่งตอนที่อยู่ไต้ต้นนิโครธ มารได้เข้ามาทูลให้ดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้กล่าวกับมารว่าต้องรอให้พุทธบริษัทที่มี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รู้พระธรรมวินัย เผยแพร่พระธรรมวินัย และปกป้องพระธรรมวินัยได้ก่อน เมื่อไรที่พุทธบริษัททำได้อย่างนี้แล้วพระพุทธองค์ก็จะดับขันธ์ปรินิพพาน นี้อ้างจากพระไตรปิฎกนะ ไม่ได้คิดเอาเอง/p pเห็นไหมว่าพระพุทธองค์นั้นทรงมีเจตนาเรื่องภิกษุณีสงฆ์มาก่อนตั้งนานแล้ว ก่อนที่พระนางปชาบดีและเหล่าศากยธิดาจะมาขอบวชเสียอีก(คือก่อนตั้ง 5 ปี) ก็อย่างที่บอกถ้าไม่มีเจตนาแล้วพระพุทธองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้บวชอย่างเด็ดขาด ไม่ว่านางนั้นจะเป็นใครก็ตาม/p pในเรื่องเจตนานี้ทางพุทธศาสนากับฝ่ายกฎหมายมีมุมมองที่ต่างกัน ทางกฎหมายถือหลักว่า “กรรมส่อเจตนา” หมายความว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นจะเป็นตัวชี้วัดถึงเจตนา โทษานุโทษก็ว่าไปตามเจตนานั้นๆ อย่างนาย ก.พกปืนเข้าไปบ้านนาย ข. ในบ้านไม่มีไครนอกจากนาย ข. ต่อมานาย ข. ถูกยิงเสียชีวิต นาย ก. ให้การกับตำรวจว่านาย ข. ฆ่าตัวตายเอง ดูจากพฤติกรรมแล้วใครจะไปเชื่อ การที่พกปืนเข้าไปในบ้านของคนอื่น ก็ส่อเจตนาไม่ดีแล้ว เรื่องนี้นายก.เป็นผู้ต้องหาแน่ๆ ส่วนทางพุทธศาสนาจะถือหลัก “เจตนาส่อกรรม” หมายความว่าเจตนาจะเป็นตัวตัดสินหรือชี้นำไปสู่การกระทำนั้นๆ ว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมไม่ดี nbsp;การที่พระพุทธองค์มีเจตนาเรื่องภิกษุณีสงฆ์มาก่อน ต่อมาก็ทรงอนุญาตให้สตรีบวชได้ นี่เป็นเจตนาที่ส่อกรรมอย่างชัดๆ ดังนั้นใครที่อ้างว่าพระพุทธองค์ไม่มีเจตนาที่จะให้มีภิกษุณีสงฆ์ ต้องศึกษาให้มากกว่านี้แล้วจะเข้าใจ/p h4br /strongว่าด้วยเรื่องครุธรรม 8 ประการ/strong/h4 pที่นี่ก็มาถึงประเด็นสำคัญคือเรื่องครุธรรม 8 ประการ การที่พระนางปชาบดีจะได้บวชหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับว่าพระนางจะยอมรับครุธรรม 8 ประการหรือไม่ นี่เป็นเงื่อนไขที่ทรงตรัสและนำมาใช้เฉพาะกรณีของพระนาง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เราๆท่านๆที่มีใจหนักไปทางมนุษยธรรมมักจะมองว่าครุธรรม 8 ประการนั้นกดผู้หญิง แม้บวชแล้วยังให้ผู้หญิงเป็นรองผู้ชายอยู่นั่นเอง นักวิชาการบางคนถึงกับเชื่อว่านี้ไม่ใช่พุทธพจน์หากเป็นข้อมูลที่ใส่เข้าไปในพระไตรปิฎกตอนหลัง ดังนั้นจึงไม่ควรยึดเป็นสรณะ แต่ก่อนที่จะตัดสินอย่างไรลองมาฟังเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดก่อน/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ย้อนกลับไปที่ไวศาลีอีกครั้ง(รายละเอียดในตอนนี้ให้ไปอ่านในพระวินัยปิฎก จุลวรรค ในหมวดภิกขุณีขันธกะ ในที่นี้จะนำมาเล่าเป็นภาษาพูดเพื่อความกระชับ) เมื่อพระนางปชาบดีตามมาทูลขอบวชแต่พระพุทธองค์ก็ไม่อนุญาตอีก/p pพระอานนท์จึงเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ถ้าสตรีออกบวชแล้วจะบรรลุโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหันตผลหรือไม่?/p pพระพุทธองค์ตอบว่า “บรรลุได้”/p pพระอานนท์ถามซ้ำเชิงร้องขอว่า “ถ้าบรรลุได้ แล้วพระนางปชาบดีผู้เคยเลี้ยงดูพระองค์ประสงค์จะบรรลุธรรมที่พระองค์ประกาศไว้ พระองค์จะไม่อนุญาตหรือ?”/p pพระพุทธองค์ตอบกลับมาว่า “ถ้าพระนางปชาบดีรับครุธรรม 8 ประการนี้ นางก็บวชได้” จากนั้นพระพุทธองค์ก็ตรัสเล่าว่าครุธรรม 8 ประการมีอะไรบ้าง และทรงให้เหตุผลว่าการที่ให้รับครุธรรม 8 นี้ก็เพื่อป้องกันมิให้พุทธศาสนาอายุสั้น ในตอนลงท้ายซึ่งสำคัญมาก ในบาลีกล่าวว่า “ ...อานนท์ ถ้าพระนางปชาบดีโคตรมีรับครุธรรม8ข้อนี้ (การรับครุธรรม)นั้นแหละจงเป็นการอุปสมบทของพระนางปชาบดีโคตมีนั้น” (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หน้า 317) หมายความว่าuเมื่อพระนางปชาบดีโคตมียอมรับครุธรรม 8 ประการแล้วพระนางฯก็ผ่านการบวชแล้วนั่นเอง/u/p pที่นี้มาดูว่าครุธรรม 8 ประการนั้นมีอะไรบ้าง/p p style="margin-left: 40px;"br /1 ภิกษุณีถึงจะบวชได้ 100 พรรษา ก็จะต้องทำการกราบไหว้ ต้อนรับทำอัญชลีกรรม ทำสามีจิกรรมแก่ภิกษุผู้บวชแม้ในวันนั้น/p p style="margin-left: 40px;"2 ภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ/p p style="margin-left: 40px;"3 ภิกษุณีพึงหวังธรรม 2 อย่าง คือ ถามอุโบสถและไปรับโอวาทจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน/p p style="margin-left: 40px;"4 ภิกษุณีจำพรรษาแล้วพึงปวารณาในสงฆ์ 2 ฝ่าย โดยสถาน 3 คือ ได้เห็น ได้ฟังหรือได้นึกสงสัย/p p style="margin-left: 40px;"5 ภิกษุณีต้องครุธรรมแล้วพึงประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่าย/p p style="margin-left: 40px;"6 uภิกษุณีพึงแสวงหาการอุปสมบทในสงฆ์ 2 ฝ่าย/u (ข้อนี้ล่ะที่จะเป็นปัญหาต่อไป)/p p style="margin-left: 40px;"7 ภิกษุณีไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษภิกษุ ไม่ว่ากรณีใดๆ/p p style="margin-left: 40px;"8 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามภิกษุณีสั่งสอนภิกษุ แต่ไม่ห้ามภิกษุสั่งสอนภิกษุณี/p pพระนางปชาบดีโคตมียอมรับครุธรรม 8 ประการ เป็นอันว่าพระนางได้บวช แต่พวกสตรีนิยมฟังแล้วคงกรี๊ดลั่น นี่มันกดขี่กันชัดๆ แต่อย่าเพิ่งหงุดหงิดครับ ใจเย็นๆค่อยฟังไป เอาล่ะที่นี้มาวิเคราะห์ประเด็นเรื่องครุธรรม 8 นี้กัน/p p1.ถ้าว่าไปตามข้อมูลในพระไตรปิฎกแล้ว เรื่องครุธรรม 8 ประการนี้พระพุทธองค์ตรัสสำหรับกรณีของพระนางปชาบดีโคตรมีแต่เพียงรูปเดียวใช่หรือไม่? เพราะบรรดาศากยธิดาอีก 500 ที่ตามมานั้นต่างได้รับการบวชโดยภิกษุสาวก โดยการรับไตรสรณคมน์ ไม่มีที่ตรงไหนที่ระบุว่าเหล่านางศากยธิดาต้องรับครุธรรม 8 นี้ก่อนแต่ประการใด แต่ฝ่ายค้านก็โต้ได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณีสงฆ์การบวชก็เลยทำโดยพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกก่อน หมายความว่ารุ่นแรกให้อนุโลมไปก่อนว่างั้นเถอะ เมื่อมีภิกษุณีสงฆ์แล้วจึงค่อยปฏิบัติตามครุธรรม 8 นี้ ฟังดูก็เข้าท่า แต่ก็แย้งได้อีกว่า ถ้าเห็นว่าครุธรรมนี้จำเป็นสำหรับภิกษุณีสงฆ์แล้ว เหตุใดในพระไตรปิฎกจึงไม่ระบุให้เหล่าศากยธิดาทั้ง 500 นั้นยอมรับครุธรรมนี้ก่อน เหตุใดจึงใช้เงื่อนไขนี้กับพระนางปชาบดีโคตมีเท่านั้น อีกทั้งการรับครุธรรม 8 ก็หมายถึงการบวชอยู่แล้ว ถ้าเหล่าศากยธิดาทั้งหมดยอมรับก็ไม่ต้องไปรบกวนพระสงฆ์สาวกเพื่อทำการบวชให้จริงไหม? พูดไม่ออกแล้วล่ะซิ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ก็ยังถกเถียงต่อได้ อย่าเพิ่งด่วนสรุป เอาเป็นว่าผมเสนอว่าเรื่องครุธรรมนี้เป็นเงื่อนไขเฉพาะพระนางปชาบดีโคตมีใช่หรือไม่? ขอให้ไปคิดกันต่อ ส่วนผมว่าน่าจะใช่/p p2.ถ้าเรายอมรับว่าครุธรรม 8 นี้เป็นพุทธพจน์จริงและเป็นเงื่อนไขที่เสนอสำหรับกรณีพระนางปชาบดีโคตรมีจริง ฟังดูก็มีเหตุผล เพราะอย่าลืมว่าเหล่าศากยวงศ์นั้นมีทิฐิหรืออัตตาในเรื่อง “วงศ์” ค่อนข้างแรง เรื่องนี้ใครที่อ่านพุทธประวัติก็คงพอจะทราบว่าพวกศากยวงศ์นั้นยึดมั่นถือมั้นในโคตรวงศ์ของตน จะไม่ยอมแต่งกับคนนอกวงศ์ เมื่อคราวที่พระพุทธองค์ไปบวชให้กับเหล่าศากยบุตรนั้น พระพุทธองค์บวชให้พระอุบาลีก่อน พระอุบาลีนั้นเดิมเป็นช่างตัดผมประจำราชสำนัก ทั้งๆที่เป็นคนจากวงศ์อื่นและเป็นวงศ์ที่เป็นขี้ข้า จากนั้นถึงค่อยบวชให้เหล่าศากยบุตร เมื่อบวชแล้วเหล่าศากยบุตรจึงต้องทำความเคารพพระอุบาลีเพราะถือว่าอาวุโสกว่า การที่พระพุทธองค์ทำเช่นนี้ก็เพื่อลดทิฐิหรืออัตตาของเหล่าศากยบุตรนั่นเอง ส่วนพระนางปชาบดี(และเหล่าศากยธิดาอีก 500)ซึ่งเป็นศากยวงศ์ด้วยเหมือนกัน ก็คงมีทิฐิหรืออัตตาในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย การกำหนดครุธรรม 8 นี้ก็เพื่อกำราบทิฐิหรืออัตตานี้ต่างหาก หาใช่มีเจตนาเพื่อกดสตรีลงให้เป็นรองบุรุษไม่ ถ้าไม่เชื่อไปอ่านในพระวินัยปิฎกหมวดอื่นๆดู แล้วจะเห็นว่าจริง(อย่างเช่นพระพุทธองค์ห้ามภิกษุใช้ภิกษุณีซักจีวรฯ เป็นต้น)/p p3.ต่อเนื่องจากข้อ 2 ถ้าเป็นพุทธพจน์จริงอย่างที่ว่า การบัญญัติครุธรรม 8 นี้ก็มีเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือเพื่อให้ภิกษุณีสงฆ์เป็นที่ยอมรับของฝ่ายภิกษุสงฆ์ อย่าลืมว่าตอนนั้นสถานภาพของสตรีในชมพูทวีปหาได้เท่าเทียมบุรุษไม่ โดยเฉพาะในทางศาสนา แล้วจู่ๆวันหนึ่งมีนักบวชผู้หญิงเกิดขึ้น แรงต้านทั้งจากภายในและภายนอกก็ต้องมีเป็นของธรรมดา ในขณะที่พุทธศาสนาเพิ่งเริ่มต้นและบรรดาสงฆ์สาวกก็มีทั้งที่เป็นอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ฝ่ายอริยสงฆ์คงไม่มีปัญหา แต่ฝ่ายสมมุติสงฆ์นี้ซิคงรับไม่ได้ ถ้าจัดการไม่ดีอาจมีผลลบต่อพุทธศาสนาโดยรวม การที่พระพุทธองค์บัญญัติครุธรรมก็เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนั้น เป้าหมายก็เพื่อให้ฝ่ายสมมุติสงฆ์ยอมรับภิกษุณีบริษัท อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าตนนั้นอยู่เหนือนักบวชสตรีเหล่านี้ อันนี้ก็จะไปตรงกับคำอธิบายที่ว่าหากสตรีมาบวชแล้วอายุพุทธศาสนาจะสั้นลง ดังนั้นจึงกำหนดครุธรรม 8 ความหมายก็เพื่อป้องกันปัญหาภายในหมู่สงฆ์ด้วยกันเอง อย่าลืมว่านี้เพิ่งพรรษาที่ 5 แค่นั้นเอง เพราะถ้าเกิดปัญหาจนถึงขั้นสังฆเภท พุทธศาสนาก็ไปไม่รอด/p pประเด็นนี้ฝ่ายค้านก็อาจแย้งได้ว่าในสมัยนั้นบรรดาสาวกของพระพุทธองค์ล้วนเป็นพระอรหันต์เป็นอริยสงฆ์ทั้งหมด ไม่ควรจะเป็นปัญหาอย่างที่ว่า อันนี้เป็นการมองที่ Romantic อย่างยิ่ง ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย ตลอดพระชนม์ชีพที่พระพุทธองค์ได้สั่งสอนสงฆ์สาวกมา สาวกส่วนหนึ่งที่บรรลุธรรมเป็นอริยสงฆ์ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นได้แค่สมมุติสงฆ์ การบัญญัติพระวินัยก็เกิดจากการกระทำผิดพลาดของเหล่าสมมุติสงฆ์นี้ทั้งนั้น อย่างกรณีเทวทัตและสาวกที่ตามเทวทัตไปนั้นเป็นอริยสงฆ์หรือ? หรืออย่างพระสุภัททะที่แสดงอาการดีใจเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพาน จนเป็นเหตุให้เกิดการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นั้นเป็นอริยสงฆ์หรือ?/p pเรื่องครุธรรม 8 ที่ผมได้วิเคราะห์นี้ ถ้ายอมรับว่าเป็นพุทธพจน์ก็น่าจะมีเหตุผลอย่างที่ผมได้เสนอมา เป็นเหตุผลที่เหมาะสมและสอดคล้องแก่บุคคลและกาลเวลา เป้าหมายก็เพื่อความยั่งยืนแห่งภิกษุณีบริษัทและพุทธศาสนา และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหลังจากสถาปนาภิกษุณีแล้วปรากฏว่ามีสตรีออกบวชอีกมาก ภิกษุณีบริษัทก็ตั้งมั่น ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะ(ผู้เป็นเลิศในด้านต่างๆ)ถึง 13 รูป ถ้าเปรียบเป็นธุรกิจก็ถือว่าได้ผลกำไรไม่ขาดทุน/p pประเด็นที่เราควรคิดต่อก็คือเมื่อเรื่องครุธรรม 8 เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเฉพาะกาล เหตุใดเมื่อเวลาผ่านไปเรายังยึดมั่นในครุธรรม 8 นี้อยู่ ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ได้ไหม? หรือยกเลิกได้ไหม? ข้อเสนอสุดท้ายนี้รับรองว่าฝ่ายเถรวาทรับไม่ได้แน่ๆ เพราะหลักการของฝ่ายเถรวาทก็คือ “ไม่บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ” หมายความว่าไม่เพิ่มหรือตัดสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว(แต่ความจริงที่ประจักษ์หาเป็นเช่นนั้นไม่) ดังนั้นถ้าจะเสนอให้ยกเลิกครุธรรม 8 นี้คงเป็นไปได้ยาก ทางออกที่พอจะทำได้ก็คือการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์เท่านั้น แต่เถรวาทเมืองไทยบอกยืนกระต่ายขาเดียวว่า “ไม่ได้” nbsp;/p pขอพูดถึงการยึดมั่นของฝ่ายเถรวาทสักนิด ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นมา แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนหรือสถานการณ์ไม่เหมาะสม ก็มีพุทธานุญาตให้ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสิกขาบทนั้นๆ หากทรงเห็นว่าจะเป็นการเหมาะสมและมีประโยชน์กว่าnbsp; แม้แต่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็ทรงมีพุทธานุญาตให้เพิกถอนสิกขาบทเล็กๆน้อยๆนั้นได้ นี่คือพุทธวิธีที่เหมาะสมแก่รูปการณ์และเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะยึดมั่นถือมั่นในวินัย uวินัยหรือกฎก็เปรียบเสมือนรั้วที่เราสร้างเพื่อป้องกันภัย แต่ไม่ใช่สร้างอย่างแข็งแรงจนเราออกมาภายนอกไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นรั้วที่เราสร้างเพื่อป้องกันก็จะกลายเป็นที่กักกัน/u ฉันใดก็ฉันนั้น ฝ่ายเถรวาทที่อ้างว่าเคารพนับถือพระพุทธเจ้า กลับไม่ปฏิบัติตามพุทธดำรัสของพระบรมศาสนา ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้หมด สรุปเอาดื้อๆว่าที่มีพุทธดำรัสให้ยกเลิกสิกขาบทได้นั้น พวกตนจะไม่ยกเลิกอะไรเลย นี่หรือคือความเคารพ ที่เรียกตนว่า “เถรวาท” นั้นถูกต้องแล้ว เพราะเป็นพวกที่เชื่อในวาทะของพวกเถระรุ่นแรกที่ทำการสังคายนา อันมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ไม่ใช่พวก “พุทธวาท” ที่เชื่อในวาทะของพระพุทธเจ้า/p pฝ่ายเถรวาทจึงรับไม่ได้ถ้าจะให้ปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกสิกขาบทใดๆ แต่ในความเป็นจริง จริงหรือ?ที่ฝ่ายเถรวาทยึดมั่น “ไม่บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ” โดยเฉพาะเถรวาทในไทย/p pส่วนประเด็นที่ว่าเรื่องครุธรรม 8 ประการนี้เป็นสิ่งที่สอดแทรกเข้าในพระไตรปิฎกตอนหลัง อันนี้ก็เป็นไปได้เพราะพระไตรปิฎกไม่เคยมีในสมัยพุทธกาล สมัยนั้นมีแต่พระธรรมและพระวินัย พระพุทธองค์เองก็ไม่เคยตรัสคำว่า “พระไตรปิฎก” เลยแม้แต่สักครั้ง เชื่อว่าคำสอนในพุทธศาสนาที่ถูกจัดหมวดหมู่เป็น 3 หรือที่เรียกว่าพระไตรปิฎก อันประกอบด้วย พระสุตตันตะ พระวินัยและพระอภิธรรมนั้นน่าจะเกิดตอนที่บันทึกคำสอนเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อพศว.ที่ 6 หรืออาจจะหลังจากนั้น ท่านพุทธทาสเองท่านเชื่อว่าพระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ พูดง่ายๆคือไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำอธิบายของเหล่าอรรถกถาจารย์รุ่นหลังที่ได้รวบรวมแล้ว “จับใส่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า” ก็ขนาด “ปิฎก” หนึ่งยังจับใส่ได้ ประสาอะไรกับครุธรรม 8 นี้จะจับใส่ไม่ได้ อันนี้ผมคิดเอาเองนะครับแต่เชื่อว่าคงไม่ผิด/p pตอนนี้กลับไปที่เรื่องภิกษุณีกันต่อดีกว่า/p h4br /strongภิกษุณีสงฆ์ในสมัยพุทธกาล/strong/h4 pตั้งแต่มีภิกษุณีสงฆ์ในพรรษาที่ 5 เป็นต้นมา บริษัทฝ่ายนี้มั่นคงขึ้นตามลำดับ เพราะมีสตรีออกบวชอีกมากรวมทั้งพระนางยโสธรา ชายาของเจ้าชายสิทธัตถะ และพระนางเป็น 1 ในภิกษุณีสงฆ์ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะซึ่งมีทั้งหมด 13 รูป อาทิ พระนางปชาบดีโคตรมีเป็นเลิศทางรัตตัญญูคือรู้ราตรีนาน พระนางเขมาเถรีเป็นเลิศทางปัญญา พระอุบลวรรณาเถรีเป็นเลิศทางมีฤทธิ์ ฯลฯ ในเถรีคาถายังกล่าวถึงสตรีที่ออกบวชแล้วบรรลุธรรมมีทั้งสิ้น 73 รูป นี่ก็คงพอที่จะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าภิกษุณีบริษัทนั้นรุ่งเรืองและสำเร็จผลได้จริงๆ กล่าวได้ว่าไม่ทำให้พระพุทธองค์ผิดหวังว่างั้นเถอะ/p pแต่เรื่องราวภิกษุณีมีน้อยมากในพระไตรปิฎก เท่าที่หาก็มี “เถรีคาถา” ซึ่งอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย และใน “ภิกขุณีวิภังค์ และ จุลวรรค” ในพระวินัยปิฎกเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็มองไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าพระไตรปิฎกเขียนโดยพระผู้ชายจนมีลักษณะ androcentric คือ แสดงความเป็นใหญ่ของผู้ชายอย่างชัดเจน nbsp;เลยไม่ให้ความสำคัญต่อพระผู้หญิง บ้างก็ว่าภิกษุณีถูกตัดตอนไปตั้งแต่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว จะเห็นได้จากการสังคายนาครั้งที่ 1 นั้นไม่มีข้อมูลว่ามีภิกษุณีเข้าร่วมเลย ประเด็นนี้พระมหากัสสปะโดนเข้าไปเต็มๆ (รายละเอียดอ่านใน “เหตุเกิด พ.ศ.1 ของพระมโน”) ดังนั้นuภิกษุณีจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืมในพระไตรปิฎก/u/p pหากไปดูในมหาปรินิพพานสูตรซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ฝากพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้เป็นผู้ดูแลรักษาพระธรรมพระวินัย ที่มีพุทธดำรัสเช่นนี้ก็ยืนยันว่า “ภิกษุณีสงฆ์” นั่นได้ตั่งมั่นเป็นหลักสำคัญหนึ่งในพุทธบริษัท และเป็นบริษัทหนึ่งที่พระองค์มั่นพระทัย มิฉะนั้นพระพุทธองค์คงไม่ฝากให้ช่วยดูแลพระธรรมพระวินัยซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นศาสดาแทนพระพุทธองค์ อย่างเราๆท่านๆถ้าจะฝากฝังใครให้ช่วยดูแลของสำคัญ ถ้าไม่มั่นใจเราคงไม่ฝากฝังใช่ไหม? ฉันใดก็ฉันนั้นแหละครับ/p h4br /strong311 สิกขาบทสำหรับภิกษุณีสงฆ์/strong/h4 pเราทราบกันดีว่าวินัยของภิกษุสงฆ์นั้นมี 227 ข้อ ส่วนวินัยของภิกษุณีสงฆ์นั้นมี 311 ข้อ และวินัยบัญญัตินี้เชื่อว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว(แต่บางคนก็แย้งว่ามีเพิ่มเติมภายหลังด้วยโดยเฉพาะวินัยของภิกษุณีสงฆ์ ประเด็นนี้ก็ถกเถียงได้ แต่ขอละไว้ก่อน) เมื่อเห็นตัวเลขที่ต่างกันเช่นนี้บางคนก็ตีความว่าเหตุที่มีวินัยฝ่ายภิกษุณีสงฆ์มากก็เพื่อกันพวกผู้หญิงไม่ให้เข้ามาบวช เพราะถ้าบวชก็ต้องถูกวินัย 311 นี้กำกับคงอยู่ได้ไม่นาน คือตั้งไว้เพื่อให้ขยาดว่างั้นเถอะ แสดงว่าคนที่พูดอย่างนี้ไม่เข้าใจ เอาเข้าจริงตัวเลขจะมากจะน้อยแทบจะไม่มีนัยสำคัญ เอาล่ะจะเล่าให้ฟัง/p pการบัญญัติวินัยสงฆ์รวมทั้งการปรับอาบัตินั้นเกิดจากสงฆ์กระทำผิดหรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ พระพุทธองค์จึงบัญญัติเป็นข้อห้ามไว้ หากใครละเมิดก็วางกติกาการลงโทษที่เรียกว่าปรับอาบัติไว้ ตั้งแต่ความผิดขั้นเล็กน้อยไปจนถึงขึ้นอุกฤต หมายความว่าต้องมีการกระทำเกิดขึ้นก่อนถึงจะบัญญัติข้อห้ามตามมาทีหลัง ด้วยเหตุนี้ถ้าพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพต่อมาอีก ก็จะมีวินัยเกิดขึ้นอีกไม่ว่าทั้งฝ่ายภิกษุหรือภิกษุณี ดังนั้นตัวเลข 227 หรือ 311 จึงไม่ใช่ตัวเลขตายตัว เผลอๆถ้าภิกษุทำผิดมากๆตัวเลขฝ่ายภิกษุก็อาจจะมากกว่าภิกษุณีก็ได้/p pเป็นที่น่าสังเกตว่าในยุคแรกๆของพุทธศาสนายังไม่มีวินัยบัญญัติ เนื่องจากตอนนั้นยังมีพุทธสาวกไม่มากอีกทั้งสาวกทั้งหมดเป็นพระอริยสงฆ์จึงไม่ได้ทำอะไรที่ผิดพลาด ต่อมาเมื่อมีสาวกมากขึ้นส่วนหนึ่งเป็นสมมุติสงฆ์ ตอนนี้แหละที่เริ่มมีการกระทำผิดและตอนนี้แหละที่เริ่มมีการบัญญัติพระวินัย ดังนั้นสิกขาบทดังกล่าวจึงมีไว้เพื่อกำกับบรรดาสมมุติสงฆ์เป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นฝ่ายภิกษุหรือภิกษุณี นอกจากนี้จะเห็นว่าสิกขาบทภิกษุณีส่วนหนึ่งกำหนดไว้เพื่อเป็นการปกป้องมิใช่มีไว้เพื่อทำลาย เช่น กำหนดไว้ว่าภิกษุณีต้องจำพรรษาในอารามที่มีภิกษุอยู่ด้วย ต้องไม่เดินทางไปไหนเพียงรูปเดียว ฯ/p pอีกประการหนึ่งการนับจำนวนสิกขาบทของภิกษุทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่เหมือนกัน เช่นวินัยของภิกษุณีนับเป็นหลายข้อแต่วินัยอย่างเดียวกันของฝ่ายภิกษุนับเป็นข้อเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวเลขสิกขาบทฝ่ายภิกษุณีมีมากกว่าฝ่ายภิกษุ/p pอย่างไรก็ตามยังมีการลักหลั่นในการปรับอาบัติระหว่างภิกษุกับภิกษุณี แม้จะเป็นความผิดอย่างเดียวกัน เรื่องนี้อาจมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังหรือว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมต่อนักบวชสตรีจริงๆ ประเด็นนี้ก็ขอข้ามไปก่อนเช่นกัน/p pเอาเข้าจริงถ้าผู้ที่เข้าบวชสำรวมกาย วาจา ใจ ควบคุมให้อยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ พระวินัยเหล่านี้แทบไม่มีความหมายเอาเลย ไม่ว่าสิกขาบทจะมากหรือน้อยก็ตาม เพราะหากตั้งใจปฏิบัติตามหลักคำสอนมีหรือที่จะพลาดไปทำผิด เคยอ่านเรื่องหลวงปู่รูปหนึ่ง(ไม่แน่ใจว่าหลวงปู่มั่นหรือไม่)บอกว่าพระวินัยที่ท่านยึดมั่นมีข้อเดียวคือ “ใจ” ถ้าเราคุมใจเราได้พระวินัยต่อให้เป็นพันก็ไม่มีความหมาย ดังนั้นจำนวนพระวินัยหรือสิกขาบทจึงไม่มีนัยสำคัญใดๆที่จะมากีดกันไม่ให้สตรีออกบวช เพราะในอดีตสตรีก็ออกบวชเป็นจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันสตรีก็ยังออกบวชและกำลังจะบวชอีกมาก อย่างที่กำลังเกิดในบ้านเราขณะนี้ ดังนั้นที่อ้างว่าพระวินัย 311 มีไว้เพื่อให้สตรีขยาดหรือทนเป็นภิกษุณีไม่ได้ ก็ไม่จริง/p h4br /strongความเป็นมาของภิกษุณีสงฆ์หลังพุทธกาล/strong/h4 pเรื่องราวของภิกษุณีสงฆ์หลังพุทธกาล โดยเฉพาะในอินเดีย ไม่ได้ถูกรวบรวมไว้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็พอจะค้นหาได้ก็จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี/p pเรื่องราวภิกษุณีสงฆ์ในอินเดียและศรีลังกา หลักฐานที่เก่าแก่ก็คือคัมภีร์ “ทีปวงศ์” และ “มหาวงศ์” คัมภีร์ทั้ง 2 นี้ได้เล่าเรื่องราวของภิกษุณีสังฆมิตตา ธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่มาบวชให้นางอนุฬาและเหล่าสตรีแห่งอนุราธปุระในศรีลังกา เหตุการณ์นี้เกิดในพุทธศตวรรษที่ 3 (ต่อไปจะใช้ตัวย่อว่า พศว.) คัมภีร์ทีปวงศ์จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับภิกษุณีสงฆ์มากกว่าคัมภีร์มหาวงศ์ เชื่อว่าเพราะผู้บันทึกเป็นภิกษุณีสงฆ์ และเมื่อเร็วๆนี้เพิ่งค้นพบอารามและเจดีย์ของพระนางอนุฬาเถรีพร้อมเหล่าภิกษุณีชาวสิงหล อยู่นอกเมืองอนุราธปุระที่ไปทางมหินตเล การค้นพบนี้มีจารึกที่อยู่บนลานหินเป็นเครื่องยืนยัน หลักฐานี้ได้แสดงว่าในพศว.ที่ 3 นั้นภิกษุณีสงฆ์ได้เผยแพร่จากอินเดียมาสู่ศรีลังกาจริง/p pส่วนหลักฐานในอินเดียที่ยืนยันว่าในพศว.3 ยังมีภิกษุณีสงฆ์อยู่ก็คือจารึกของพระเจ้าอโศกที่สารนาท ซึ่งระบุให้ภิกษุและภิกษุณีอย่าทำให้เกิดการแตกแยก ดังนั้นคนที่เคยอ้างว่าภิกษุณีสงฆ์หมดไปเมื่อสมัยพุทธกาลแล้ว และอ้างต่อว่าตอนที่ทำสังคายนาครั้งที่ 1 ก็ไม่มีภิกษุณีปรากฏแล้วนั้น ความเชื่อนี้ก็ผิด นอกจากนี้ในบันทึกของพระฟาเหียนที่มาศึกษาในอินเดียเมื่อพศว.10 นั้นกล่าวว่าที่เมืองสังกัสสะ มีภิกษุและภิกษุณีนับพัน นี้แสดงว่าภิกษุณีสงฆ์ยังมีในดินเดียสืบต่อมา/p pจากการค้นคว้าของอาจารย์ปีเตอร์ สกีลลิ่งทำให้ทราบว่ามีจารึกที่กล่าวถึงภิกษุณีในอินเดียและดินแดนใกล้เคียงซึ่งมีอายุเรื่อยมาจนถึงพศว.ที่ 16 จารึกที่พบนั้นมีตั้งแต่เหนือสุดที่กัตมัณฑุ ในเนปาล ทางภาคกลางของอินเดียที่ พิหาร สาญจี โกสัมพี มถุรา ตะวันตกสุดที่รัฐมหาราษฎร์ ตะวันออกที่เบงกอลตะวันตก และอมราวดี(ถ้าจำไม่ผิดอ.สกีลลิ่งเคยบรรยายหัวข้อนี้ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ไปขอข้อมูลได้) จากหลักฐานที่อ.ปีเตอร์ สกีลลิ่งนำมาเสนอนี้ได้ยืนยันว่าภิกษุณีสงฆ์มีอยู่ในอินเดียจนถึงพศว.ที่ 16/p pส่วนหลักฐานทางศรีลังกาก็ระบุเช่นเดียวกันว่ามีภิกษุณีตั้งแต่พศว.3 เรื่อยมาถึงพศว.16 เช่นกัน จากนั้นก็ขาดสูญ ต่อมาฝ่ายภิกษุสงฆ์ของศรีลังกาสามารถฟื้นคืนมาได้(สมัยพระเจ้าปรากรมพาหุ ในพศว.ที่18) ด้วยความช่วยเหลือของพระพม่า จากอาณาจักรพุกาม แต่ปรากฏว่าฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ไม่ได้รับการฟื้นฟูด้วยแต่อย่างใด ตั้งแต่นั้นมา(ฝ่ายเถรวาท)ก็เชื่อกันว่าภิกษุณีสงฆ์สูญไปแล้วอย่างสิ้นเชิง สืบต่อไม่ได้อีกแล้ว/p pแต่มีเหตุการณ์สำคัญหนึ่งใน พศว.10 คือการสืบสายภิกษุณีสงฆ์จากศรีลังกาไปจีน เรื่องราวนี้ปรากฏในงานเขียนของพระเปาซางระซึ่งบุว่า ใน ค.ศ.433 หรือ พ.ศ.976 คณะภิกษุณีสงฆ์ศรีลังกาได้เดินทางไปบวชให้แก่สตรีชาวจีนที่เมืองนานกิง ด้วยเหตุนี้จึงมีภิกษุณีบริษัทในฝ่ายมหายานตั้งแต่นั้นสืบมา และภิกษุณีฝ่ายมหายานเหล่านี้เป็นนิกายธรรมคุปต์ ที่ถือสิกขาบทใกล้เคียงกับฝ่ายเถรวาท จากความสัมพันธ์นี้ได้ช่วยให้ฝ่ายเถรวาทที่ต้องการสืบต่อภิกษุณีบริษัทได้อาศัยภิกษุณีฝ่ายมหายานสายนี้แหละช่วยบวชให้ ก็เหมือนกับฝ่ายภิกษุสงฆ์ที่สยามเราได้มาจากลังกา พอสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทางลังกาสิ้นวงศ์ไม่มีภิกษุเหลือก็มาขอสืบต่อจากสยาม กลายเป็นสยามวงศ์สืบมาจนถึงปัจจุบัน แต่การที่สตรีฝ่ายเถรวาทไปขอบวชจากภิกษุณีมหายานนี้ ฝ่ายภิกษุเถรวาท(ส่วนหนึ่ง)ไม่ยอมรับอ้างว่าเป็นคนละนิกาย เดี๋ยวจะตอบเรื่องนี้ให้ละเอียดในตอนท้าย/p pในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียเล่าว่า พระนางราชปัตนี พระอัยยิกาของพระเจ้าราชัสนครแห่งราชวงศ์มัชปาหิต ได้ออกผนวชอยู่ที่ถ้ำคุวาปาชีร์ และอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ในพ.ศ.1893 เราไม่ทราบแน่ชัดว่าพระนางออกผนวชเป็นชีหรือภิกษุณีกันแน่ มีทางเป็นไปได้เช่นกันที่จะเป็นภิกษุณี เพราะที่ชวาเป็นทางผ่านของสินค้าและอารยธรรม แม้สงฆ์ฝ่ายนิกายอภัยคีรีของศรีลังกาก็ยังมีสาขาอยู่ที่นี่ อาจเป็นไปได้ที่ภิกษุณีจากอินเดียหรือจากศรีลังกาได้มาบวชให้แก่สตรีชาวพุทธที่นี่ เรื่องนี้ต้องค้นกันต่อ อย่างที่ว่า “สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี” ที่ผ่านมาเราเชื่อว่าในอุษาคเนย์เราไม่เคยมีภิกษุณีสงฆ์ แต่ก็ไม่แน่/p pก่อนเข้าสู่เรื่องภิกษุณีสงฆ์ในบ้านเราขอพูดเรื่อง “อคติ” สักนิด ในพุทธศาสนากล่าวว่าอคตินั้นคือหนทางที่ไม่ควรไป เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือปฏิบัติ อคตินั้นเกิดจาก โกรธ เกลียด หลงและไม่รู้ การขัดขวางการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ของฝ่ายเถรวาทโดยอ้างพระวินัยและอื่นๆนั้น เมื่อศึกษาให้ดีแล้วจะพบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง “กฎเกณฑ์” หากเป็นเรื่อง “กีดกัน” มากกว่า และเหตุของการกีดกันที่ว่านี้ก็มาจากอคตินี้แหละ/p h4br /strongภิกษุณีสงฆ์ในสยาม/strong/h4 pมีปราสาทโลหะสูงประมาณ 1 เมตร ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องศิลปะเชียงแสน ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ที่ฐานมีจารึกเขียนด้วยอักษรธรรมล้านนา ระบุศักราช 1089 ซึ่งก็คือจุลศักราช เทียบเป็น พ.ศ. ก็คือ พ.ศ.2270 ข้อความจารึกกล่าวถึงเจ้าเมืองเชียงราย ชายาและบุตร สร้างปราสาทโลหะนี้เพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปและพระธาตุ ในส่วนคำอธิฐานนั้น “บุษบาสิริวัฒนเทพาราชกัญญา” ผู้เป็นชายาเจ้าเมืองเชียงรายได้กล่าวว่า “...เมื่อใดพระอริยเมตไตรยเจ้าลงมาตรัสสัพพัญญุตัญญาณเป็นพระในโลกนี้ หื้อผู้ข้าทั้งหลายแม่ลูกเป็นพุทธุปัฏฐากแล้ว stronguหื้อข้าได้ออกบวชเถิงอรหันตาภิกขุณี/u/strong แม้นลูกข้าทั้ง 2 ก็หื้อได้เถิงอรหันตาชู่คน...”/p pนี่เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า uสตรีล้านนา(หรือสยาม)ในอดีตก็ปรารถนาที่จะได้บวชเป็นภิกษุณี/u เรื่องสตรีต้องการออกบวชในสังคมเราไม่ใช่เพิ่งมีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 7 ที่นายนรินทร์กลึงบวชลูกสาวทั้งสองหรือสมัยหลวงแม่วรมัย-หลวงแม่ธัมมนันทานี้เท่านั้น แต่มีมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ที่น่าสนใจก็คือคำอธิฐานนี้ปรารถนาให้เป็นจริงในโลกหน้า ในโลกของพระศรีอาริยเมตไตรย ไม่ใช่ในโลกนี้ที่เป็นโลกของพระสมณโคดมพระพุทธเจ้า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เรื่องนี้ตอบไม่ยาก เพราะคำอธิบายหรือจะเรียกว่า “มายาคติ” ก็ไม่ผิดที่เชื่อกันว่าภิกษุณีสงฆ์ได้สิ้นไปหมดแล้ว ไม่สามารถสืบสายวงศ์ต่อใหม่ได้ในโลกของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ถ้าสตรีใดประสงค์จะบวชก็ตั้งจิตอธิฐานเอาในโลกหน้า ด้วยเหตุนี้ “บุษบาสิริวัฒนฯ” เธอจึงอธิฐานออกมาเช่นนั้น/p pนอกจากนี้ที่ฐานพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย-เชียงแสน(อยู่ที่กุฏิคณะ 15 วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์) มีจารึกเขียนว่า “พระเจ้าแม่ศรีมหาตา uขอปรารถนาเป็นผู้ชายชั่วหน้า จุงข้าได้เป็นศิษย์ตนพระศรีอาริยโพธิสัตว์เจ้า/u แต่ทานข้าทั้งผองแห่งองค์พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองกับแม่พระพิลกและแม่ศรี ให้เป็นข้าจังหันพระเจ้า”/p p“พระเจ้าแม่ศรีมหาตา” ก็คือพระมารดาของพระมหาธรรมราชาบรมปาล(กษัตริย์สุโขทัยองค์สุดท้าย)และเป็นพระมารดาของพระชายาเจ้าสามพระยาแห่งอยุธยาด้วย พระนามนี้ตั้งโดยเจ้าสามพระยา ส่วน “พระพิลก” ก็คือพระมารดาของพระเจ้าติโลกราช/p pจารึกทั้งสองนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพยานเรื่องความต้องการออกบวชของสตรีในบ้านเมืองเรา ซึ่งมีมาแล้วอย่างน้อยก็ 300 กว่าปี ประเด็นนี้น่าสนใจว่าเหตุใดสังคมเราซึ่งมีมายาคติเรื่องผู้หญิงบวชไม่ได้ ยิ่งในตอนนั้นความเชื่อนี้คงต้องแรงมากกว่านี้ อีกทั้งเมื่อ 300 ปีก่อนสถานภาพของสตรีบ้านเราคงไม่ดีเช่นทุกวันนี้ แต่เหตุใด “บุษบาศิริวัฒนฯ พระแม่ศรีมหาตา พระแม่พิลก” นางนี้ถึงยังต้องการออกบวชเป็น “อรหันตาภิกขุณีและศิษย์พระศรีอาริยเมตไตรย”พูดง่ายๆก็คือสตรีเหล่านี้ต้องการบรรลุธรรมหรือนิพพาน นางทั้ง 3 ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะที่ล้านนานั้นผู้หญิงเป็นของแสลงสำหรับศาสนา ยิ่งในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์แล้วละก็ผู้หญิงเป็นของต้องห้ามเลยทีเดียว uผู้หญิงจึงถูกมองว่าเป็น “เมียและแม่” ในทางโลกและเป็น “มาร” ในทางศาสนา/u ไม่เชื่อฟังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้/p h4br /strongมายาคติว่าด้วยเรื่องผู้หญิงกับพระธาตุในล้านนา /strong/h4 pคงจำกันได้เมื่อหลายปีก่อนมีข่าวครึกโครมเรื่องส.ว.ระเบียบรัตน์ไปสอบถามเรื่องเหตุใดที่พระธาตุดอยสุเทพ พระธาตุดอยตุงจึงมีป้ายห้ามสตรีเข้า ที่ถามไปนั้นก็เพื่ออยากทราบเหตุผล แต่อาจด้วยภาพลักษณ์ของเธอที่ทำงานด้านสิทธิสตรี จึงทำให้ฝ่ายตอบโต้ส่วนมากเป็นผู้ชายและมีอายุ(ทั้งพระและชาวบ้าน)ออกมาอัดเธอซะน่วมไปเลย แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของเหตุการณ์นี้ก็คือได้ช่วยเปิดโอกาสให้มีการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสตรีกับพุทธศาสนากันมากขึ้น/p pฝ่ายตอบโต้คุณระเบียบรัตน์บอกว่าพระธาตุฝังไว้ไต้ดิน แล้วสร้าง “ยนต์จักรผัน” ใส่ไว้เพื่อป้องกันผู้ที่จะมาขุดทำลายพระธาตุ ยนต์จักรผันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงห้ามสตรีเข้าใกล้ ไม่เช่นนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเสื่อม บ้างก็อ้างว่าพระบรมธาตุเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกห้ามมิให้ผู้หญิงเข้าใกล้พระสงฆ์ เมื่อพระธาตุเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าเองดังนั้นผู้หญิงจึงไม่ควรเข้าใกล้ บ้างก็อ้างสิทธิเสรีภาพในประเพณีของท้องถิ่นที่ต้องได้รับการเคารพนับถือ ฯลฯ ผมยกคำอธิบายของฝ่ายตอบโต้คุณระเบียบรัตน์มาให้ทราบพอเป็นพิธี อยากรู้รายละเอียดไปอ่าน “ผู้หญิงกับพระธาตุ” สุภาภรณ์ อาภาวัชรุตม์ บรรณาธิการ(มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง)/p pผมขอข้ามประเด็นเรื่องความเชื่อและประเพณีท้องถิ่นล้านนาที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุและผู้หญิงไปก่อน เพราะถ้าเถียงคงต้องลงลึกในรายละเอียดอีกมาก เข้าประเด็นเรื่องพุทธศาสนากับผู้หญิงเลย พุทธที่ผมว่านี้หมายถึง “พุทธไทย” ที่มีทั้งผีและพราหมณ์หรือลัทธิความเชื่ออื่นๆผสมรวมอยู่ด้วย(และรวมถึงพุทธในที่อื่นๆที่มีลักษณะแบบเดียวกันนี้เช่น พม่า มอญ ฯ) หรือจะเรียกว่า “พุทธผสมหรือพุทธเทียม” ก็คงไม่ผิด บรรดาพุทธไทยหรือพุทธผสมเหล่านี้แหละที่หาเหตุผลมากีดกันผู้หญิงไม่ให้เข้ามามีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในศาสนาเหมือนผู้ชาย ข้อห้ามเรื่องผู้หญิงกับพระธาตุในล้านนานั้นก็คือการต่อยอดของอคติอันนี้/p pเท่าที่รู้ความมา ผมพยายามที่จะไม่ไปละเมิดความเชื่อของผู้คน(แต่ก็พลาดบ้างเป็นบางครั้ง) ไม่ว่าเขาจะเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์อะไรก็ตาม ทั้งๆที่ผมไม่เชื่อ ผมก็เคารพและไม่ไปยุ่งเกี่ยวตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่ไปทำร้ายคนอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะนี้เป็นสิทธิของเขาที่จะเชื่อ เอาเข้าจริงความเชื่ออย่างเรื่องพระธาตุกับผู้หญิง ก็มิได้มีแง่มุมในทางลบแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหนึ่งในคนที่เชื่อในทางบวกคือยายผมเอง ทุกครั้งที่ผมพายายไปไหว้พระธาตุดอยตุง ยายจะไม่ยอมเหยียบขึ้นบนลานพระธาตุเลย ยายไม่เหยียบเพราะยายเคารพพระธาตุ และความจริงผมเป็นผู้ชายก็ไม่ควรเข้าไปเหยียบด้วยเหมือนกัน เอาเข้าจริงในเขตพระธาตุนั้นมันมีอะไร เข้าไปแล้วมันได้อะไร ถ้าเราจะให้ความเคารพพระธาตุกันจริงๆแล้วละก็ ไม่ควรให้ใครไม่ว่าหญิงหรือชายเข้าไป ถ้าเชื่ออย่างนี้ก็ควรแก่การยกย่อง ถ้าเชื่ออย่างนี้ก็ไม่เสียทั้งชายและหญิง ถ้าเรารู้จักจัดการกับความเชื่อ จัดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างความเชื่อที่ต่างกัน ผมว่าเราอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ถ้าสร้างจารีตไม่ให้ใครเข้าไปในเขตพระธาตุด้วยเหตุผลเพื่อความเคารพ อันนี้รับได้ ส่วนความเชื่อที่ว่าผู้หญิงเข้าในเขตพระธาตุไม่ได้เพราะสกปรกเนื่องจากมีประจำเดือน อันนี้รับไม่ได้จริงๆ/p pstrongถามจริงๆเถอะ “ถ้าผู้หญิงไม่มีประจำเดือน ผู้ชายหน้าไหนจะได้เกิด?” การมีประจำเดือนเป็นสัญญาณของความเป็นแม่ ถ้าคิดว่าประจำเดือนเป็นสิ่งสกปรก ลูกชายที่เกิดมาก็ต้องสกปรกด้วยซิ ก็ออกมาจากที่เดียวกันไม่ใช่หรือ?/strong/p pขอย้ำอีกทีว่าข้อห้ามเรื่องผู้หญิงกับพระธาตุนั้นเป็นการต่อยอดของอคติทางเพศในพุทธศานาแบบไทยๆคือเป็นพุทธผสมหรือพุทธเทียม เพราะถ้าเป็นพุทธแท้ๆจะไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าอยากจะรู้ว่าพุทธแท้เป็นอย่างไรก็ต้องไปศึกษาจากพระไตรปิฎก บางคนฟังแล้วหงุดหงิดว่าทำไมไม่บอกให้รู้เสียเลยล่ะ ก็เพราะวันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องพุทธแท้พุทธเทียม แต่มาพูดเรื่องภิกษุณีสงฆ์เดี๋ยวจะหลุดประเด็นไป/p pแล้วล้านนาในอดีตมีความเชื่อที่ส่อไปทางอคติต่อผู้หญิงมากน้อยแค่ไหน? ความเชื่อที่เอนเอียงไปทางผีกับพราหมณ์จะมีอคติอย่างนี้แรง พวกที่สักยันต์ตามร่างกายจะไม่ยอมลอดราวผ้าถุง จะไม่ยอมลอดไต้ถุนบ้าน ขนาดใบกล้วยยังไม่ยอมลอดด้วยเชื่อว่าผีต้นกล้วยเป็นผีผู้หญิง เอาเข้าไปโน่น ส่วนที่เอียงมาทางพุทธมากหน่อยก็มีท่าที่ที่ดีต่อสตรี สตรีไม่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืม ดั่งที่มีคัมภีร์เล่มหนึ่งของล้านนายังกล่าวสรรเสริญภิกษุณีสงฆ์เลย/p pbr /strongอุปปาตะสันติหรือมหาสันติงหลวง/strong/p pคัมภีร์อุปปาตะสันติหรือที่ทางล้านนาเรียกว่า “มหาสันติงหลวง” แต่งโดยพระมังคลศีลวงศ์ ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ มีทั้งหมด 271 คาถา ใช้สวดในพิธีสะเดาะเคราะห์หรือเพื่อความเป็นสิริมงคล คัมภีร์นี้สูญไปจากเมืองล้านนานานแล้ว โชคดีที่ยังเหลืออยู่ที่พม่า เราเพิ่งแปลงจากอักษรพม่ามาเป็นไทยเมื่อไม่นานมานี้ เนื้อหาของคัมภีร์นี้ก็คล้ายๆบทสวดชินบัณชรคือกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัยตลอดจนเทพเทวดาและอัญเชิญให้มาปกปักษ์รักษา แต่ที่สำคัญคือในบทที่กล่าวถึงบรรดาพุทธสาวกที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล่าวเฉพาะฝ่ายภิกษุสงฆ์เท่านั้น หากกล่าวถึงภิกษุณีสงฆ์ทั้ง 13 รูปที่ได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธองค์ว่าเป็นเอตทัคคะด้วยbr /br /ทราบว่าที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีก็สวดอุปปาตะสันตินี้เป็นประจำ เรื่องนี้ไม่แปลก แต่ถ้าไม่สวดซิถึงจะแปลก/p pมีคัมภีร์หนึ่งของภาคเหนือ ชื่อ “มาลัยโผดโลก” หรือ มาลัยโปรดโลก กล่าวถึงพระมาลัยไปโปรดสัตว์นรกก่อนกลับท้าวยมบาลได้ขอให้พระมาลัยไปบอกชาวโลกว่าให้เร่งทำบุญ อย่าได้ทำบาป จะได้ไม่ต้องมาตกนรก ทำให้ท่านท้าวต้องมีภาระหนัก บาปหนักที่ยมบาลกล่าวไว้ก็คือ/p p“...อย่ากวนเกาด่าชีตีพราหมณ์ อย่าใจหามด่าพ่อตีแม่ อย่าได้ตัดไม้สรีมหาโพธิ์ อย่าม้างแก้วโกฐิเจดีย์ uอย่ากระทำร้ายแก่ภิกษุณี/u กระทำหื้อเลือดตีนพระเจ้าออก...”/p pน่าสังเกตว่าคัมภีร์นี้ได้ระบุว่าการทำร้ายภิกษุณีถือว่าเป็นบาปหนักอย่างหนึ่ง แต่พระที่เทศน์หรือคนที่ฟังเทศน์กัณฑ์นี้ก็คงฟังผ่านๆ ไม่สะกิดใจแต่อย่างใดว่าทางพุทธศาสนานั้นได้ระวังหวงแหนภิกษุณีสงฆ์มากเพียงไร หลายคนคิดว่าก็ล้านนาไม่มีภิกษุณีสงฆ์แล้วจะไปคิดให้ปวดหัวทำไม ผิดไปล่ะครับเรื่องศาสนาไม่ใช่เรื่องของรัฐหรือเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของส่วนรวม ของเราชาวพุทธทุกคน ผู้ที่บวชเป็นภิกษุณีสงฆ์ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมหายานหรือหินยานก็ตาม ล้วนเป็นภิกษุณีที่เราไม่ควรทำร้ายทั้งสิ้น อันนี้น่าสนใจว่าสิ่งที่ภิกษุสงฆ์บางรูปโดยเฉพาะในมหาเถรสมาคมทำต่อภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทยขณะนี้นั้นถือว่าเป็นถือว่าเป็นการทำร้ายใช่หรือไม่? น่าคิด แต่ผมว่าใช่/p pสยามประเทศก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้หรือหลงลืมภิกษุณีสงฆ์ เพียงแต่ว่าหลักฐานที่ว่านี้เรายังไม่ได้ค้นหาหรือยังไม่พบ พุทธศาสนิกชนต่างก็รู้จักภิกษุณีสงฆ์ทั้งนั้น เมื่อใดที่กล่าวถึงพุทธบริษัท 4 เราก็ต้องเอ่ยถึงภิกษุณีอยู่เสมอ ถ้าเราไปวัดเทพธิดารามและวัดพระเชตุพนฯหรือวัดโพธิ์เราก็จะได้เห็นรูปและภาพภิกษุณีสงฆ์ หรืออย่างคัมภีร์อุปปาสันติก็มีบทสรรเสริญเหล่าภิกษุณีสงฆ์ที่เป็นเอตทัคคะ เรื่องภิกษุณีสงฆ์ความจริงยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในสังคมเราเพียงแต่ไม่เปิดเผยให้รับรู้มากแค่นั้นเองnbsp;nbsp;/p h4br /strongการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในสยาม/strong/h4 pเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าบ้านเมืองเราไม่เคยมีภิกษุณีมาก่อนและไม่เคยมีความพยายามที่จะรื้อฟื้น จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ที่นายนรินทร์กลึงได้บวชลูกสาวของตน คือ สาระและจงดี ใน พ.ศ.2471 ถือว่านี้เป็นครั้งแรกที่บ้านเมืองนี้มีผู้หญิงออกบวช ด้วยเป็นเรื่องที่สังคมโดยเฉพาะพระสงฆ์ไม่คาดคิดมาก่อน เลยได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ที่สำคัญเหตุการณ์นี้ขัดต่อความเชื่อที่มาแต่โบราณว่าภิกษุณีสงฆ์ขาดสายไปแล้ว แล้วยังอุตริบวชอีกทำไม แน่นอนว่าเรื่องนี้มหาเถรสมาคมต้องเป็นเดือดเป็นร้อน สมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ถึงกับมีพระลิขิตสั่งห้ามไม่ให้พระภิกษุสงฆ์บวชให้แก่สตรี ดังมีรายละเอียดดังนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"“คำสั่งสมเด็จพระสังฆราช"/p p style="text-align: center;"ประกาศ/p p style="text-align: center;"หญิงเป็นบรรพชิต/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /หญิงซึ่งจักได้สมมติตนเป็นสามเณรีโดยถูกต้องตามพระพุทธานุญาตนั้น สำเร็จด้วยนางภิกษุณีให้บรรพชา เพราะพระองค์ทรงอนุญาตให้นางภิกษุณีมีพรรษา 12 ล่วงแล้วเป็นปวัตตินีคือเป็นอุปัชฌาย์ ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์ นางภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อมานานแล้ว เมื่อนางภิกษุณีผู้รักษาขนบธรรมเนียมสืบต่อไม่มีแล้ว สามเณรีผู้บวชสืบต่อมาจากภิกษุณีก็ไม่มี เป็นอันเสื่อมสูญตามกัน ผู้ใดให้บรรพชาเป็นสามเณรี ผู้นั้นชื่อว่าบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เพิกถอนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นเสี้ยนหนามแก่พระศาสนา เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ฯ/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เพราะเหตุนี้ ห้ามพระเณรทุกนิกายบวชหญิงเป็นภิกษุณี สิกขมานาและเป็นสามเณรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป/p p style="text-align: center;"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ประกาศแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2471”/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /พระลิขิตฉบับนี้เปรียบเสมือนคำประกาศิตที่สงฆ์ไทยยึดมั่น เมื่อไรก็ตามที่มีเรื่องภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้น ต้องมีคนนำพระลิขิตนี้มาอ้างเพื่อต่อต้านเสมอ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม แม้ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม ฝ่ายค้านก็ยังยึดมั่นพระลิขิตนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย โดยไม่เคยพิจารณาว่าคำสั่งนี้ออกมาในสถานการณ์ใด? อย่างไร?nbsp; และที่สำคัญคำสั่งนี้เหมาะสมและมีประโยชน์ต่อสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่? อย่างกฎหมายที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมหรือล้าสมัยเขายังเลิก และที่อ้างว่าเป็นพระลิขิตต้องปฏิบัติตาม จริงหรือ? แล้วพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯองค์ที่อยู่ในพระโกศซึ่งบัญชาให้จับธัมมชโยวัดพระธรรมกายสึกล่ะ ไม่เห็นมหาเถรสมาคมหรือบรรดาสงฆ์ไทยปฏิบัติตาม แล้วนี่จะอธิบายว่าอย่างไร?nbsp; สองมาตรฐานนี่หว่า!/p h4br /strongพ.ศ. 2475 ปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแต่ลืมปฏิรูปคณะสงฆ์/strong/h4 pมีคนวิจารณ์ความผิดพลาดของคณะราษฎร์อย่างหนึ่งก็คือการไม่ปฏิรูปคณะสงฆ์ คณะราษฎร์ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนการปกครอง แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการคณะสงฆ์ไทยที่มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ โดยมีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้ ขอย้อนความเพื่อให้เข้าใจสักนิดว่า แต่เดิมก่อนนั้นการบริหารจัดการคณะสงฆ์ถือพระวินัยเป็นหลัก ส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองอยู่บ้างก็บรรดาสงฆ์ที่อยู่ในเขตเมืองหลวง เช่น อยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ฯ ซึ่งอาจมีกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ส่วนสงฆ์ที่อยู่ในเมืองเล็กๆหรือในชนบทนั้นล้วนใช้พระวินัยเป็นเกณฑ์ในการควบคุมการประพฤติ พระกับชาวบ้านมีความหมายและใกล้ชิดกัน กล่าวโดยสรุปก็คือพระสงฆ์สมัยก่อนเป็นอิสระจากรัฐและมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านสูง โดยยึดพระวินัยเป็นหลัก/p pnbsp;พอสิ้นอยุธยา สงฆ์ก็ถูกกระทบกระเทือนไปด้วยถึงขั้นเสื่อมเลยก็ว่าได้ เมื่อตั้งกรุงธนบุรีได้ 15 ปี การพระศาสนาก็ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย พอมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์เพื่อให้การคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัชกาลที่ 1 จึงได้ตรากฎหมายสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก แต่อำนาจของกฎหมายนี้ก็จำกัดเฉพาะในเขตอำนาจของรัฐสยามเท่านั้น ยังไม่ล่วงไปถึงล้านนา อีสานหรือทางไต้ เอาเข้าจริงก็คงจะควบคุมได้เฉพาะพระนครหลวงเท่านั้น ส่วนเขตนอกๆก็ยังเป็นแบบเดิมอยู่/p pการที่คณะสงฆ์มาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อฝ่ายบ้านเมืองต้องการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อให้นโยบายของรัฐสัมฤทธิผลจึงได้ทำการปฏิรูปคณะสงฆ์ให้จัดตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า “มหาเถรสมาคม” เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (หรือพ.ศ.2445) การปฏิรูปคณะสงฆ์ครั้งนี้ก็อนุโลมไปตามฝ่ายบ้านเมืองคือรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเช่นกัน ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้งมหาเถรสมาคมก็ดี พระสงฆ์ที่อยู่ในระดับผู้ปกครองตั้งแต่เจ้าอาวาสจนถึงสมเด็จพระราชาคณะก็ดี ต่างก็อยู่ในลักษณะเหมือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐมีอำนาจและสิทธิ์เหนือกว่าคณะสงฆ์ การคณะสงฆ์ไม่เป็นอิสระเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต และที่สำคัญคือไปให้ค่าแก่พรบ.สงฆ์มากกว่าพระวินัย/p pเรื่องมหาเถรสมาคมยังมีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอีกมาก วันนี้ขอข้ามไปก่อน แต่อยากจะโยงให้เห็นว่า จากสภาพการณ์ที่เล่ามาทั้งหมดนั้นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พุทธศาสนาของผู้ชาย” เพราะการรวมศูนย์อำนาจของมหาเถรสมาคมทำให้สมาชิกในองค์กรเกิดอหังการ-มมังการ(ตัวกู-ของกู) จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้หญิงบวชในบ้านเมืองเรา ฝ่ายที่เต้นเป็นฟืนเป็นไฟและต่อต้านก็คือมหาเถรสมาคมนี้แหละ พอมาถึงตอนนี้ท่านคงเข้าใจแล้วนะครับว่าทำไมคณะราษฎร์จึงถูกวิจารณ์ว่าทำการเปลี่ยนแปลงไม่เบ็ดเสร็จ ถ้ายกเลิกมหาเถรสมาคมซะตอนนั้น แล้วให้พระสงฆ์กลับมาเป็นของชาวบ้านเหมือนเดิม มีอิสระเหมือนเดิม ป่านนี้เราคงมีภิกษุณีสงฆ์เป็นร้อยเป็นพัน เพราะมีพระสงฆ์อีกหลายรูปที่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ในไทย แต่ที่ท่านทำอะไรมากไม่ได้ก็เพราะมันมีกฎหมายค้ำคออยู่ แต่ถ้าจะเลิกมหาเถรสมาคมวันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป/p pอย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 แล้ว ฝ่ายคณะสงฆ์ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย อันเป็นผลจากการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งส่วนมากเป็นพระหนุ่มที่เห็นว่าการปกครองสงฆ์แบบรวมศูนย์อำนาจนั้นไม่เป็นธรรมไม่โปร่งใสและไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำนาจนั้นตกไปอยู่ในมือของพระฝ่ายธรรมยุติ nbsp;จึงเรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรสงฆ์โดยให้แยกเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายวินัยธรคือฝ่ายตุลาการนั่นเอง หมายความว่าการบริหารจัดการคณะสงฆ์ก็ต้องการอนุโลมไปตามฝ่ายบ้านเมืองซึ่งเป็นประชาธิปไตยนั่นเอง การตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยในหมู่คณะสงฆ์(ยุวสงฆ์)จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อันนำไปสู่การเกิดพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484/p pประชาธิปไตยเป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพความเสมอภาค แต่ก็แปลกในที่ตอนนั้นเรื่องภิกษุณีสงฆ์กลับไม่ได้รับการกล่าวถึง ถ้าจะบอกว่าคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะพวกพระสงฆ์ตอนนั้นไม่รู้ ก็เห็นจะไม่ใช่ เพราะเมื่อปีพ.ศ.2471 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 4 ปี นายนรินทร์กลึงได้บวชลูกสาวนจนเป็นข่าวคึกโครมไปทั่ว มีหรือที่พระสงฆ์ซึ่งเป็นแกนนำในการเรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรสงฆ์จะไม่รู้ หรือว่าจริงๆแล้วพระสงฆ์ไทยไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้เลย uภิกษุณีสงฆ์ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืมอีกครั้งหนึ่ง แม้ในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม/u/p h4br /strongอคติและมายาคติเรื่องผู้หญิงและภิกษุณีสงฆ์/strong/h4 pเมื่อเกิดเหตุการณ์นายนรินทร์กลึงบวชลูกสาว สิ่งที่ตามมาก็คืออคติเรื่องผู้หญิงกับศาสนาและมายาคติเรื่องภิกษุณีสงฆ์ก็ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจน แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีเกิดขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม คติดังกล่าวก็เช่นbr /nbsp;/p p style="margin-left:54.0pt;"- พระสงฆ์จะไม่รับของจากมือของสตรี ลองค้นในพระวินัยปิฎก ที่พอจะใกล้เคียงกับจารีตนี้ก็คือ ในหมวดสังฆาทิเสส ข้อหนึ่งกล่าวว่า “ห้ามจับต้องกายหญิง” และในหมวดปาฏิเทสนียะ ข้อหนึ่งกล่าว่า “ห้ามรับของเคี้ยวของฉันจากมือจางภิกษุณีมาฉัน” พระวินัยนอกนั้นไม่เห็นจะเกี่ยวข้อง คงจาก 2 ข้อนี้กระมังที่พระสงฆ์ไทยได้นำไปขยายต่อเป็นไม่รับของจากมือสตรี แต่ในพุทธประวัติกล่าวว่าตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จกบิลพัสดุ์ พระนางยโสธราสยายผมเช็ดพระบาทพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ตอนนี้ยังปรากฏเป็นภาพจำหลักในใบเสมาสมัยทวารวดี มีชื่อเรียกว่า “พิมพาพิลาป” พบที่เมืองฟ้าแดดสูงยาง จ.กาฬสินธุ์ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติขอนแก่น แสดงว่าอดีตกับปัจจุบันมีคติความเชื่อต่างกัน ความเชื่อเรื่องภิกษุกับผู้หญิงแตะต้องกันไม่ได้ จึงเป็นคติที่ทางไทยในปัจจุบันกำหนดขึ้นเอง(วัตรปฏิบัติเฉพาะอีกอย่างของสงฆ์ไทยก็คือการโกนคิ้ว สงฆ์ประเทศอื่นเขาไม่โกน) nbsp;/p p style="margin-left:54.0pt;"- สตรีห้ามแตะจีวรพระ (แล้วเจ๊ที่ขายจีวรต้องทำอย่างไร ใช้คีมคีบเอาหรือ?)/p p style="margin-left:54.0pt;"- เวลาใส่บาตร สตรีต้องระวังไม่ให้มือไปถูกบาตรพระ/p p style="margin-left:54.0pt;"- สตรีจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอุโบสถ/p p style="margin-left:54.0pt;"- สตรีเข้าในเขตพระธาตุไม่ได้ ด้วยเป็นเพศที่สกปรกเพราะมีประจำเดือน (เฉพาะในภาคเหนือ)/p p style="margin-left:54.0pt;"- ภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทขาดสูญไปนานแล้ว ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้ เพราะในครุธรรม 8 นั้นระบุว่าการบวชภิกษุณีสงฆ์ต้องบวชด้วยสงฆ์ 2 ฝ่าย เมื่อไม่มีภิกษุณีสงฆ์แล้วสตรีก็บวชไม่ได้/p p style="margin-left:54.0pt;"- คนที่เกิดเป็นสตรีเพราะทำกรรมมาก คนที่เกิดเป็นชายเพราะทำบุญมาก/p p style="margin-left:54.0pt;"- แม่ที่ได้บวชลูกชายจะไม่ตกนรกเพราะจะได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายขึ้นสวรรค์ ด้วยเหตุนี้กระมังที่ตอนแห่นาคถึงให้แม่เป็นผู้ถือผ้าไตร/p p style="margin-left:54.0pt;"- ผู้หญิงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะลักษณะ 1 ใน 32 ประการของมหาปุริษลักษณะหรือลักษณะของผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าก็คือ “พระคุยหฐานอยู่ในฝัก” สตรีไม่มี “พระคุยหฐาน” ดังนั้นจึงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้อย่างเด็ดขาด (บางคนสงสัยว่าพระคุยหฐานคืออะไร ก็คืออวัยวะที่แสดงความเป็นชายไง ขอโทษที่พูดตรงๆไม่ได้ กระดากปากเพราะไม่เคย)/p p style="margin-left:216.0pt;"ฯ ล ฯ/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /มายาคติเท่าที่ได้รวบรวมมานี้สะท้อนทัศนคติที่ฝ่ายชายและ/หรือสังคมมองสตรีว่าเป็น “หีนชาติ” คือ คนที่เกิดมาต่ำต้อย สกปรกเป็นมลทิน มีกรรมมากเลยต้องมาชดใช้กรรม เป็นเพศที่พึ่งตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ได้ชายผ้าเหลืองของลูกชายก็จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ฯ แม้ประสงค์จะออกบวชก็ถูกอคติและมายาคติกั้นไว้ว่าภิกษุณีสายเถรวาทขาดหายไปนานแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถสืบต่อได้(เรื่องนี้ในตอนท้ายจะว่าในรายละเอียดอีกที) อคติและมายาคตินี้ต้องยอมรับว่าแรงจริงๆเพราะแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเองก็ยอมรับ บางคนถึงกับออกมาต้านการบวชภิกษุณีสงฆ์ มีสตรีนางหนึ่งเป็นกรรมการสมาคมพุทธศาสนาที่ใหญ่มากของเมืองไทยพูดกับผมว่าผู้หญิงไม่ควรบวชเธอให้เหตุผลว่า “แค่มีภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ก็ปวดหัวมากอยู่แล้ว จะมาบวชเพิ่มอีกทำไม?” นี้ไงใครว่าไม่แรง/p pทั้งๆที่มีคติกีดกั้นผู้หญิงกับพระสงฆ์หรือศาสนา แต่ปรากฏว่าคนเข้าวัดส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง คนใส่บาตรพระตอนเช้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง คนที่ไปเข้าฝึกสมาธิวิปัสสนาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง หรือว่านี้เป็นผลจากการกล่อมเกลาของสังคมจนทำให้ผู้หญิงเชื่อจริงๆว่าตนเป็น “คนบาป” เลยต้องทำบุญกุศลให้มากเผื่อจะได้เกิดเป็นผู้ชายซึ่งเป็น “คนบุญ” ในชาติหน้า หรือว่า? ?/p pstrongทางออกสำหรับสตรีไทยที่ต้องการเข้าถึงธรรมะอย่างแท้จริงก็มีเพียงการเป็นแม่ชี แต่ฐานะของแม่ชีนั้นในทางโลกและทางธรรมก็ไม่ชัดเจน ศีลที่แม่ชีถือนั้นก็แค่ระดับอุบาสิกาเท่านั้นเอง และในความเป็นจริงแม่ชีแทบจะไม่ได้โอกาสที่จะพัฒนาตนทั้งทางปริยัติและปฏิบัติเพราะส่วนใหญ่ต้องทำงานในวัดโดยเฉพาะที่โรงครัว ดีหน่อยที่ปัจจุบันทางการได้ตั้งวิทยาลัยมหาปชาบดีหรือสถาบันแม่ชีไทยขึ้นเพื่อพัฒนาแม่ชีให้เข้าถึงธรรมะมากกว่าเดิม ฝ่ายที่คัดค้านการบวชภิกษุณีในเมืองไทย พยายามเสนอทางออกให้สตรีมาบวชเป็นชี ก็อย่างที่บอกแม่ชีก็คือแม่ชี แม่ชีไม่ใช่นักบวช ถ้าสตรีต้องการเป็นนักบวชจริงๆต้องเป็นภิกษุณีสงฆ์ครับไม่ใช่แม่ชี/strong/p pเมื่อ 2 ปีก่อนผมพบแม่ชีสาวท่านหนึ่งที่วัดไทยพุทธคยา ตอนหนึ่งของบทสนทนาเธอได้พูดกับผมว่าเธอคงไม่มีโอกาสได้บวช ก็ด้วยเหตุผลอย่างที่ท่านๆรู้นั่นแหละ แต่ผมก็ให้กำลังใจไปว่าตอนนี้ทางศรีลังกาเขาอนุญาตให้สตรีบวชได้ ถ้าเมืองไทยไม่อนุญาตท่านก็ไปขอบวชที่ศรีสังกาซิ ความจริงจะบวชที่ไหนไม่สำคัญ ความเป็นพุทธไม่มีรัฐชาติ ไม่มีเชื้อชาติ เมื่อเร็วๆนี้น้องสาวของแม่ชีท่านนี้มาแจ้งแก่ผมว่าพี่สาวของเธอได้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ผมดีใจและกล่าวสาธุอนุโมทนาในการบวชของเธอ ครับ แม่ชีไม่ใช่นักบวช ถ้าอยากบวชต้องเป็นภิกษุณีครับ ปัจจุบันนี้ผู้หญิงบวชได้แล้ว อีกไม่นานก็ไม่ต้องไปถึงศรีลังกา ไปที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีก็พอ อยากรู้ติดตามต่อไปซิครับ/p pเมื่อสิ้นเรื่องลูกสาวของนายนรินทร์กลึงไปแล้ว เรื่องพระผู้หญิงก็หายไประยะหนึ่ง จนเมื่อพ.ศ.2499 นางวรมัย กบิลสิงห์ ออกบวชเป็นสามเณรีโดยพระพรหมมุนี(ผิน สุวโจ)รองเจ้าอาวาสวัดบวรฯเป็นผู้บวชให้ ต่อมาได้ไปรับการอุปสมบทเป็นภิกษุณีที่ไต้หวัน กรณีของภิกษุณีวรมัยดูจะต่างกับของลูกสาวนายนรินทร์เพราะกรณีหลังนี้ไม่ได้ถูกวิจารณ์หรือต่อต้านมากเท่ากรณีแรก ตอนที่บวชเป็นสามเณรีใหม่ๆนั้นก็มีการร้องเรียนไปถึงมหาเถรสมาคมว่าท่านแต่งการเลียนแบบพระสงฆ์ ทางมหาเถรฯมีมติว่า “ไม่เห็นเป็นการเสียหายต่อคณะสงฆ์” nbsp;อันนี้ก็แปลก แล้วพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงชินวรฯไปอยู่ไหน? ที่พูดนี้ไม่ใช่ขัดขวางสตรีจะบวช แต่แปลกใจว่าทำไมตอนหลังถึงอ้างพระลิขิตนี้กันจัง หลังจากนางวรมัยบวชเป็นภิกษุณีแล้วเรื่องของท่านก็ไม่เป็นที่รับรู้เท่าไร อย่างผมก็ทราบแต่เพียงคร่าวๆว่าท่านอยู่ที่นครปฐม แต่ก็ถือว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเรื่องภิกษุณีสงฆ์ในไทย/p pพอมาถึงยุคลูกสาวของท่านคือ ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ท่านออกบวชในปี พ.ศ.2544 เป็นสิกขามานาได้ 2 ปีจากนั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีในพ.ศ.2546 ในนิกายอมรปุระ ต่อมาในปีพ.ศ.2548 ท่านได้อุปสมบทซ้ำอีกครั้งเพื่อย้ายตามปวัตตินีมาอยู่ในนิกายสยามวงศ์ ต้องถือว่านี่เป็นยุคแรกที่สังคมไทยได้รับรู้เรื่องภิกษุณีสงฆ์อย่างกว้างขวางและคึกโครมมากที่สุด ผมคนหนึ่งล่ะที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดด้วยความตื่นเต้น/p pจากนั้นมาก็มีสตรีไทยออกบวชเป็นภิกษุณีตามอีกหลายรูป อย่างท่านภิกษุณีนันทญาณี (นามเดิมรุ้งเดือน สุวรรณ)แห่งสำนักปฏิบัตธรรมนิโรธารามที่ จ. เชียงใหม่ ฯลฯ ผมเคยมีลูกศิษย์ที่เป็นภิกษุณีมาเรียนปริญญาโทภาคพิเศษด้วยรูปหนึ่ง ผมลืมฉายาท่านไปแล้ว ผมรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญที่ท่านเลือกมาเดินบนทางเส้นนี้และผมมักจะหาเวลาสนทนากับท่านอยู่บ่อยๆ นอกจากจริยวัตรที่น่าเลื่อมใสแล้ว ความรู้และทัศนะทางพุทธศาสนาของท่านก็ไม่หลุดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมจึงเชื่อว่าถ้าสตรีออกบวชมากๆและพยายามไม่ให้หลุด นักบวชสตรีจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มาช่วยพยุงศรัทธาของชาวพุทธในเมืองไทยไว้ได้มาก/p pหลังจากท่านธัมมนันทาออกบวชแล้ว เรื่องราวของท่านไม่นิ่งและไม่เงียบ ท่านเขียนหนังสือและออกสื่ออยู่บ่อยๆ แน่นอนผลสะท้อนก็ดังตามไปด้วยซึ่งมีทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ตอนที่ท่านบวชใหม่ๆผมไปเจอพระไทยรูปหนึ่งซึ่งกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่นิวเดลี พระรูปนี้เล่าให้ผมฟังว่าสาเหตุที่ท่านธัมมนันทาออกบวชก็เพื่อต้องการจะแก้แค้นแทนแม่ท่าน คำอธิบายของท่านทำให้ผมต้องนิ่งไปชั่วขณะ ยอมรับว่าตอนนั้นผมก็ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของท่านธัมมนันทาหรอกครับ แต่ที่นิ่งไปเพราะตกใจที่นักศึกษาปริญญาเอกให้คำอธิบายที่ดูจะเป็นอัตวิสัยและหน่อมแหน่มซะเหลือเกิน เรื่องนี้ผมเพิ่งเล่าให้ท่านธัมมนันทาฟังเมื่อเร็วๆนี้เอง และที่แปลกใจมากๆก็คือคนที่ออกมาคัดค้าน ที่ผมเจอกับตัวเอง ส่วนมากเป็นผู้หญิง ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะมีคนนำไปเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้/p pต้องยอมรับว่าท่านธัมมนันทาท่านได้บุกเบิกเส้นทางภิกษุณีสงฆ์ให้แก่สังคมไทยจนมีสตรีออกบวชตามอีกมาก ผมคิดว่าตอนนี้คงมีหลายสิบท่านแล้ว และอีกไม่นานท่านธัมมนันทาก็สามารถทำหน้าที่ปวัตตินีหรืออุปัชฌาย์ได้แล้ว สตรีที่ต้องการบวชก็ไม่ต้องไปถึงศรีลังกา ยุคของท่านนี้แหละที่ทำให้พุทธบริษัทในเมืองไทยมีครบ 4 และยุคนี้ภิกษุณีสงฆ์ก็เป็นบริษัทใหม่ที่มาแรงและมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งก็คือมีเสียงสนับสนุนท่านและภิกษุณีทั้งหลายเพิ่มขึ้นนั่นเอง บางคนมองว่านี่เป็นอิทธิพลของกระแสประชาธิปไตยที่สิทธิของสตรีได้รับการยอมรับและได้รับการคุ้มครองมากขึ้น แต่ผมมองว่าเรื่องพุทธศาสนากับเรื่องประชาธิปไตยเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน”/p h4br /strongพุทธศาสนากับประชาธิปไตยและความเท่าเทียมกันของชายและหญิง /strong/h4 pมีนักวิชาการหลายท่านที่ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับประชาธิปไตย บ้างก็ว่าพุทธศาสนานั้นเป็นประชาธิปไตย โดยอ้างข้อความในอัคคัญญสูตรว่าเหล่าประชาชนได้พร้อมใจกันเลือกผู้นำที่เรียกว่า “มหาชนสมมติ” ขึ้นมาปกครอง ซึ่งอันนี้ไปตรงกับทฤษฎีพันธสัญญา(Contract Theory) ของตะวันตก นอกจากนี้รูปแบบของสังฆะที่พระพุทธองค์กำหนดก็คล้ายกับรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่น การใช้มติของที่ประชุม การให้ความสำคัญต่อหลักการมากกว่าตัวบุคคล ฯ และที่สำคัญพุทธศาสนาเน้นเรื่องมนุษยธรรมอย่างยิ่ง ในมุมมองของพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์นั้นมีสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ด้วยเหตุผลดังกล่าวพุทธศาสนาจึงถูกมองว่าเป็นหรือเกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตย nbsp;/p pแต่ท่านพุทธทาสบอกว่าไม่ใช่ ท่านมองว่าพุทธศาสนาเป็นสังคมนิยม แต่ไม่ใช่สังคมนิยมแบบมาร์กซิสม์ ซึ่งไม่ใช่สังคมนิยมที่แท้จริงเพราะยังมีการทำลายล้างแม้ชีวิตมนุษย์ด้วยกัน สังคมนิยมที่ท่านพูดถึงนี้คือ “ธัมมิกสังคมนิยม” คือสังคมนิยมที่เน้นธรรมเป็นใหญ่/p pอย่างไรก็ตามก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่นักปรัชญาการเมืองที่จะเสนอรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดให้แก่มนุษย์ แต่ท่านได้เสนอแนวทางพ้นทุกข์ให้แก่มนุษย์nbsp; ดังนั้นเรื่องของพุทธศาสนากับประชาธิปไตยจึง “เป็นคนละเรื่องเดียวกัน” หมายความว่าพุทธศาสนาสามารถถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยก็ได้(ในขณะเดียวกันก็ถูกมองเป็นสังคมนิยมได้เช่นกัน)แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ประชาธิปไตยถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ส่วนพุทธศาสนาถือมติเอกฉันท์เป็นใหญ่ อย่างเช่นการบวชถ้ามีสงฆ์ในที่ประชุมค้านเพียงรูปเดียวการบวชนั้นเป็นอันต้องยุติ หรืออย่างความชั่วความดีก็จะใช้เสียงส่วนมากมาตัดสินก็ไม่ได้ ดังนั้นพุทธศาสนาก็คือพุทธศาสนา ประชาธิปไตยก็คือประชาธิปไตย คือ “เป็นคนละเรื่อง...”nbsp; เพียงแต่ว่าทั้งสองมีบางสิ่งที่ “...เดียวกัน” คือมีจุดร่วมบางอย่างเหมือนกัน จึงส่งเสริมซึ่งกันและกัน จุดร่วมหนึ่งที่ตรงกันก็คือ “ความเสมอภาค”/p pศาสนาพราหมณ์ก็ดี ลัทธิการปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ดี ต่างมองว่ามนุษย์ไม่เท่ากัน(พวกพุทธเทียมก็เชื่ออย่างนี้เหมือนกัน) มีตำนานหรือชุดคำอธิบายที่สืบเนื่องมาแต่อดีตเพื่อกล่อมเกลาให้มนุษย์ที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบยอมรับชะตากรรมในการไม่เท่าเทียมกัน แต่พุทธศาสนาและประชาธิปไตยกลับต่อต้านความเชื่อนี้ ทั้งสองมองว่ามนุษย์มีความเสมอภาคมีความเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ความเสมอภาคจึงเป็นลักษณะเด่นและลักษณะร่วมของพุทธศาสนาและประชาธิปไตย/p pเมื่อเกิดกรณีภิกษุณีสงฆ์ในไทย ประเด็นเรื่องพุทธศาสนากับประชาธิปไตยโดยเฉพาะประเด็นความเสมอภาคก็ถูกจับตามองอีกครั้ง ไม่ปฏิเสธว่ากระแสประชาธิปไตยมีส่วนผลักดันให้สตรีเรียกร้องสิทธิในการบวช เอาเข้าจริงuการขอบวชของผู้หญิงไม่ใช่เป็นการเรียกร้องสิทธิแต่เป็นการทวงสิทธิต่างหาก/u เพราะเป็นสิทธิที่เคยมีเคยได้ หากแต่เกิดอุปสรรคเพราะการขาดช่วงผู้สืบต่อเลยทำให้ผู้หญิงในยุคปัจจุบันไม่ได้รับสิทธิอันนั้น การเรียกร้องนี้จึงเป็นการเรียกร้องเพื่อทวงสิทธิที่ตนเคยมี บางคนตีประเด็นว่าพวกนี้เป็นพวก feminist พวกสตรีนิยม พวกเรียกร้องสิทธิสตรี แต่ผมว่าไม่ใช่ uพวกผู้หญิงที่ขอบวชนั้นเขาไม่ได้อ้างสิทธิสตรีตามที่กฎหมายรับรอง แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นมนุษย์ที่เคยมีสิทธิอันนั้น และเขาต้องการทวงสิทธิอันนั้นคืน และขอย้ำอีกทีว่าเขาเหล่านี้เป็นมนุษย์ เพียงแต่มีเพศเป็นผู้หญิงเท่านั้น/u/p pในเมืองไทยเรา ประเด็นเรื่องสตรีกับพุทธศาสนา ก็ไม่ต่างจากเรื่องประชาชนกับประชาธิปไตย คือทั้งสตรีและประชาชนมักจะถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ยัง “ไม่รู้และไม่พร้อม” ดังนั้นจึงไม่ควรเรียกร้องโวยวาย ทางที่ดีควรทำบุญทำกุศลให้มากๆ เกิดชาติหน้าฉันใดจะได้เกิดเป็นผู้ชาย จะได้เกิดเป็นเจ้าคนนายคน ชาตินี้บุญน้อยก็ต้องรับกรรมไปก่อน ผู้หญิงควรเป็นเมียและแม่ที่ดี ประชาชนก็ต้องเป็นผู้อยู่ไต้ปกครองที่ดี เคารพ เชื่อฟังและรักผู้ปกครอง มายาคตินี้คือการผสมที่ลงตัวระหว่างstrongอประชาธิปไตยกับอธรรม/strong ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาก่อน แต่บัดนี้การณ์ได้เปลี่ยนไปแล้วเพราะทั้งผู้หญิงและประชาชนต่างก็ตาสว่าง สังคมก็เปลี่ยนไปมีประชาธิปไตยและมีธรรมมากขึ้น ผู้หญิงมีพื้นที่ในศาสนา ประชาชนมีพื้นที่ในการเมือง กระแสนี้ผมเชื่อว่าหยุดไม่ได้เมื่อเริ่มไหลแล้วนับวันมีแต่จะแรงขึ้นเท่านั้น nbsp;/p h4br /strongถาม-ตอบประเด็นเรื่องภิกษุณีสงฆ์/strong/h4 pขอรวบรัดเข้าประเด็นเรื่องที่เป็นปัญหาคาใจว่าผู้หญิงบวชได้หรือ ผมขอว่าเป็นข้อๆไปนะครับ/p p1 เรื่องภิกษุณีสงฆ์สูญไปแล้ว ในพระวินัยกำหนดให้สตรีต้องบวช 2 ครั้ง คือบวชกับภิกษุณีสงฆ์ก่อน จากนั้นถึงมาบวชกับภิกษุสงฆ์ เมื่อขาดภิกษุณีสงฆ์แล้วก็ไม่มีใครบวชให้สตรีในขั้นตอนแรก เมื่อไม่ผ่านขั้นตอนแรกจะมาขอบวชกับภิกษุสงฆ์ไม่ได้ ถือว่าขัดพระวินัย ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ฝ่ายค้านยกมาอ้าง แต่ด้วยพุทธวิธีสอนให้เรา “มีทางออกในทุกปัญหา” ไม่ใช่ “มีปัญหาในทุกทางออก”/p pถ้าเราจะยึดพระวินัยอย่างเคร่งครัดว่าสตรีต้องบวช 2 ครั้ง ก็ทำตามที่ศรีลังกาทำคือให้สตรีไปบวชครั้งแรกกับภิกษุณีสงฆ์ของฝ่ายมหายาน ส่วนมากจะไปบวชกับวัดโฝกวงซันที่ไต้หวัน จากนั้นก็ค่อยมาบวชกับภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาท พวกรุ่นแรกก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้น ต่อเมื่อมีภิกษุณีบริษัทฝ่ายเถรวาทแล้ว สตรีที่ต้องการบวชก็ไปขอบวชจากภิกษุณีเหล่านี้ได้เลย ด้วยวิธีนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้อีกทางหนึ่ง/p pแต่ฝ่ายค้านก็แย้งว่าภิกษุณีที่บวชให้ครั้งแรกนั้นเป็นมหายาน ฝ่ายเราเป็นฝ่ายหินยานหรือเถรวาท เป็นคนละพวกกัน จะบวชให้กันไม่ได้/p pถามว่าใครกำหนดให้ว่าบวชไม่ได้ ในพระวินัยมีกล่าวไว้ที่ไหนว่าห้ามต่างนิกายบวชให้กัน และที่สำคัญเรื่องนิกายเป็นเรื่องที่เกิดมาภายหลัง ไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการตีความพระธรรมที่ต่างกันก็มีวิถีปฏิบัติต่างกัน แต่เป้าหมายไม่ว่าฝ่ายไหนก็เหมือนกันคือนิพพาน แล้วจะไปรังเกียจทำไม การติดขัดเรื่องนิกายเป็นทิฐิของชาวพุทธรุ่นหลังๆนี้ต่างหาก ไม่ควรยึดเป็นสรณะ ฟังแล้วอย่าเพิ่งโกรธ ติดตามต่อไปแล้วจะเข้าใจ/p pถามจริงๆเหอะ ภิกษุณีฝ่ายมหายานเป็นพุทธหรือไม่?/p pถ้าเป็นแล้วบวชให้ไม่ได้หรือ? พระวินัยระบุว่าการบวชครั้งแรกสตรีต้องบวชกับภิกษุณี ก็อุตส่าห์ไปบวชกับภิกษุณีมาแล้วจริงๆยังบอกว่ารับไม่ได้ แล้วจะให้ทำอย่างไร/p pที่อ้างว่าฝ่ายมหายานกับเถรวาทถือวินัยหรือสิกขาบทต่างกัน อันนี้ก็จริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มหายานก็มีอีกหลายกลุ่มย่อย กลุ่มที่บวชให้แก่ภิกษุณีฝ่ายเถรวาทนั้นเป็นมหายายนิกายธรรมคุปต์ ถือสิกขาบทคล้ายกับฝ่ายเถรวาท ท่านพระภิกษุโพธิมหาเถระ ได้เขียนอธิบายประเด็นนี้ในบทความชื่อ “ การรื้อฟื้นการอุปสมบทภิกษุณีในนิกายเถรวาท” โดยอ้างงานเขียนของ Ann Heirman ใน “Can We Trace the Early Dahrmaguptakas? ที่ว่า “ในขณะที่พระภิกษุณีจีนถือปฏิบัติตามพุทธศาสนาแบบมหายาน แต่โดยสายพระวินัยมิใช่มหายาน แต่เป็นนิกายที่แตกแขนงออกมาจากพุทธศาสนาในสมัยแรกคือuนิกายธรรมคุปต์ ซึ่งสังกัดอยู่กับนิกายวิภัชชวาทอย่างเดียวกับนิกายเถรวาท ถือเป็นนิกายเถรวาททางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย มีทั้งพระสูตรและพระอภิธรรมคล้ายคลึงกันและพระวินัยนั้นถือตามวินัยในฝ่ายบาลี/u” คำว่าฝ่ายบาลีคือฝ่ายเถรวาท/p pstrongสรุปก็คือภิกษุณีมหายานนิกายธรรมคุปต์ที่บวชให้ภิกษุณีฝ่ายเถรวาทรุ่นแรกนั้นถือวินัยเหมือนหรือคล้ายกับฝ่ายเถรวาท เมื่อทราบอย่างนี้แล้วจะขัดข้องอยู่อีกหรือ?/strong/p pbr /ผมคิดว่าปัญหาที่เป็นuอุปสรรคในการสถาปนาภิกษุณีสงฆ์นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องกฎเกณฑ์แต่เป็นเรื่องกีดกัน/u ถ้าทำใจกว้าง กฎเกณฑ์ที่ว่าก็ไม่ใช่อุปสรรค/p pและย้ำอีกทีว่า “พระวินัยเป็นเหมือนรั้วป้องกัน ไม่ใช่รั้วกักกัน” อันไหนไม่เหมาะสมไม่มีประโยชน์แก่กาลสมัยก็ควรเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก ถามว่าทำได้ไหม? ทำได้ซิครับ เพราะพุทธองค์แม้ท่านจะเป็นผู้บัญญัติพระวินัยเอง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนท่านก็ยืดหยุ่นกฎเพื่อให้เหมาะแก่สถานการณ์ บางกรณีท่านก็ให้ยกเลิกไปเลย จะยกตัวอย่างมาให้ดู/p pพระวินัยกำหนดภิกษุณีต้องบวช 2 ครั้ง เหตุนี้เกิดเมื่อนางอัฑฒกาสี หญิงงามเมืองแห่งพาราณสีเมื่อบวชจากภิกษุณีสงฆ์แล้วนางปราถนาจะไปบวชกับพระพุทธองค์ที่สาวัตถี พอจะเดินทางก็มีข่าวว่าพวกนักเลงที่หลงในรูปของนางจะมาดักลักพาตัว นางจึงส่งตัวแทน(ในบาลีใช้คำว่าทูต)ไปทูลแก่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วจึงได้กล่าวแก่เหล่าภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีอุปสมบท แม้โดยทูต” เห็นพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ไหม?/p pอีกเรื่องหนึ่งพระวินัยกำหนดให้คณะสงฆ์ที่จะทำการอุปสมบทต้องมี 10 รูป น้อยกว่าไม่ได้ แต่สำหรับเขตที่ห่างไกลมีพระภิกษุน้อย พระพุทธองค์ก็ปรับ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายที่อวันตีทิกขิณาบทมีภิกษุน้อยรูป เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยคณะสงฆ์ 5 รูปได้ทั่วปัจจันตชนบท” (พระวินัยปิฎก มหาวรรค) อย่างกรณีนี้ถ้าคือพระวินัยเคร่งคงบวชใครไม่ได้ หรืออย่างพระวินัยห้ามเก็บอาหาร มีครั้งหนึ่งที่เกิดภัยพิบัติก็ทรงอนุญาตให้สงฆ์เก็บอาหารไว้ได้ ต่อเมื่อเหตุการณ์นั่นผ่านไปแล้วก็ให้กลับมาใช้วินัยเดิม/p pตัวอย่างที่ทรงยกเลิกก็มีเช่นเมื่อครั้งที่สงฆ์มีไม่มาก พระพุทธองค์อนุญาตให้สงฆ์ทำการอุปสมบทได้เอง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราอนุญาตพวกเธอนั่นแหละจงให้กุลบุตรทั้งหลายบรรพชาอุปสมบท...เราอนุญาตบรรพชาอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์นี้” (พระวินัยปิฎก มหาวรรค) ต่อมาเมื่อมีสงฆ์มากขึ้นจึงได้ทรงบัญญัติวินัยใหม่และยกเลิกวินัยเก่าที่เคยใช้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราห้ามอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ซึ่งเราได้อนุญาตไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม”/p pพระวินัยเป็นหนึ่งสอง(พระธรรมพระวินัย)ที่ทำหน้าที่แทนพระบรมศาสดา เราชาวพุทธต้องให้ความเคารพ แต่การนำมาใช้ก็ควรปรับเพื่อให้เหมาะแก่สถานการณ์ แต่การปรับก็ต้องมีหลักมิเช่นนั้นก็จะเป็นการทำลายพระวินัยไป เรื่องการฟื้นฟูภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเถรวาท จะเป็นไปไม่ได้ถ้าใช้ทิฐิ แต่ถ้าใช้ปัญญากับเมตตาปัญหานี้ก็มีทางออก ก่อนที่จะดับขันธ์ปรินิพพานพระพุทธองค์ได้ตรัสอนุญาตให้ยกเลิกสิกขาบทเล็กๆน้อยๆได้ “ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราล่วงไป สงฆ์หวังอยู่จะพึงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียก็ได้” นี่ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเห็นว่าในอนาคตสิกขาบทบางข้อคงไม่เหมาะและไม่เป็นประโยชน์จึงได้ทรงอนุญาตไว้br /br /แต่ฝ่ายเถรวาทกลับไม่ฟัง ไม่ยอมเพิ่มไม่ยอมตัดสิกขาบทใดๆ ยึดมั่นว่า “สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว” อ้างว่าเพื่อความเคารพต่อพุทธเจ้า ผมว่าการที่ไม่ยอมปรับไม่ยอมเปลี่ยนกฎกติกาเล็กๆน้อยๆนี้ต่างหากที่ไม่เคารพ นี่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายเถรวาท การยึดมั่นในพระวินัยอย่างเคร่งครัดในหลายกรณีทำให้ฝ่ายเถรวาทกลายเป็นพวก “เถรตรง” แต่เอาเข้าจริงมีกี่รูปกันแน่ที่ยึดมั่นในพระวินัยอย่างแท้จริง ที่เห็นส่วนมากก็เพื่อใช้อ้างเท่านั้น/p p2 ถ้ากลับไปปัญหาเดิมที่ว่าภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเถรวาทสิ้นไปแล้ว จะสืบต่ออีกไม่ได้ แต่ถ้าจะสืบต่อโดยไม่มีภิกษุณีสงฆ์จะทำได้ไหม? ทำได้ครับ เพราะในพระไตรปิฎกได้ให้ทางออกในปัญหานี้แก่เรา ก็คือให้พระภิกษุสงฆ์ทำการบวชให้สตรีรุ่นแรกเลย เป็นการบวชเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องผ่านการบวชโดยภิกษุณี(เพราะอ้างว่าสูญไปแล้วนี้ พอจะไปบวชกับฝ่ายมหายานก็รังเกียจ ) เมื่อภิกษุสงฆ์บวชให้สตรีรุ่นแรกไปแล้ว เมื่อได้ภิกษุณีรุ่นแรกมาแล้วจากนั้นก็กลับมาใช้กฎเดิมคือให้สตรีบวช 2 ครั้ง/p pแล้วทางออกที่ว่านี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในประวินัยปิฎก จุลวรรคครับ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายอุปสมบทภิกษุณี” ตรัสเมื่อตอนให้พุทธานุญาตแก่ภิกษุสงฆ์ทำการบวชให้แก่เหล่าศากยธิดา 500 ที่ตามพระนางปชาบดีมา และพุทธานุญาตนี้ก็ไม่เคยยกเลิก ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีภิกษุณีขาดอย่างปัจจุบันก็ควรนำวิธีนี้ที่ทรงมีพุทธานุญาตนี้มาใช้ครับ/p pฝ่ายค้านยังอุตส่าห์เถียงว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องเฉพาะกาลเพราะตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณีสงฆ์ ต่อเมื่อมีแล้วก็ควรยกเลิกวิธีนี้ การเถียงอย่างนี้เป็นการตีความชัดๆ และเป็นการตีความเพื่อไม่ให้มีภิกษุณีสงฆ์ ไหนว่าฝ่ายเถรวาท “ไม่เพิ่มไม่ตัดสิกขาบท” เมื่อมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสงฆ์บวชสตรีได้และไม่มีคำสั่งยกเลิก ท่านก็ควรปฏิบัติตามไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่ปฏิบัติตามแล้วจะอ้างว่าเป็นเถรวาทอยู่ทำไม?/p p3 ถ้าผู้หญิงออกบวชแล้วพุทธศาสนาจะสั้น ในบาลีบอกว่าจากอายุ 1000 ปีก็จะเหลือ 500 ปี ประเด็นนี้มักยกมาอ้างไม่หมด ความจริง(ถ้าเชื่อว่าเป็นพุทธพจน์จริง)พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้แล้วบอกต่อว่าเพื่อเป็นการป้องกันปัญหานี้จึงบัญญติครุธรรม 8 ประการขึ้นมา ที่ผ่านมามักอ้างไม่หมดข้อความก็เลยกลายเป็นความเชื่อที่ว่าถ้าผู้หญิงออกบวชแล้วศาสนาจะสั้น/p pประเด็นนี้ต้องกลับไปมองที่ประวัติศาสตร์ว่าสั้นจริงไหม? หลังจากพระนางปชาบดีและเหล่าศากยธิดารวมทั้งสตรีอีกมากที่ออกบวชในสมัยพุทธกาล พอเวลาผ่านไป 500 ปีพุทธศาสนากลับยังรุ่งเรืองในสมัยของพระเจ้ากนิษกะ ภิกษุณีสงฆ์ก็มีทั้งในอินเดียและศรีลังกา เรื่อยมาถึง 1000 ปี พุทธศาสนาก็ยังรุ่งเรืองในอินเดีย พระฟาเหียนจากจีนยังต้องมาศึกษาพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ และในบันทึกของท่านก็ยืนยันว่ายังมีภิกษุณีสงฆ์อยู่ จากการศึกษาของอ.ปีเตอร์ สกีลลิ่งก็ยืนยันแล้วว่าภิกษุณีสงฆ์ในอินเดียมีอยู่ต่อมาจนถึง พศว.16/p pเอาเข้าจริงภิกษุณีสงฆ์ก็สูญไปจากอินเดียและศรีลังกาพร้อมๆกับภิกษุสงฆ์ในพศว.ที่ 16 นั่นแหละ ด้วยเหตุการเสื่อมภายในของวงการสงฆ์เองและเหตุจากสงครามจากมุสลิมและจากอินเดียไต้ ถ้าไปอ่านเหตุการณ์สูญสิ้นของพุทธศาสนาในอินเดียไม่มีที่ไหนเลยที่จะอ้างว่าเกิดจากมีภิกษุณีสงฆ์ หรือกรณีศรีลังกาเมื่อฟื้นฟูภิกษุสงฆ์ในสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุและพระเจ้าปรากรมพาหุ(พศว.17-18)พุทธศาสนาก็ตั้งมั่นอีกรอบ แต่ต่อมาก็สูญไปอีกโดยเฉพาะสมัยพระเจ้ากีรติศิริราชสิงหะซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าบรมโกศของสยาม ไม่เหลือภิกษุสงฆ์อยู่เลยแม้แต่รูปเดียว กล่าวได้ว่าพุทธศาสนาก็แทบจะสิ้นไปจากศรีลังกา เหตุแห่งการสิ้นของพุทธศาสนานี้ไม่มีภิกษุณีสงฆ์เกี่ยวข้องด้วยแม้แต่รูปเดียว เพราะสูญไปตั้งแต่พศว.16โน่นแล้ว อย่างนี้ยังจะมาอ้างอีกว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมเพราะผู้หญิงมาบวชได้อย่างไร?/p pเหตุแห่งการเสื่อมของพุทธศาสนาพระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่าเกิดจากพุทธบริษัททั้งหลายไม่ศึกษาปฏิบัติ ไม่เผยแพร่และไม่ปกป้อง พระธรรมพระวินัย ไม่มีที่ไหนที่ตรัสว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมเพราะผู้หญิง และในประวัติศาสตร์ก็ยืนยันแล้ว่าคำกล่าวหานี้ไม่จริง ในทางกลับกันจะเห็นว่าผู้หญิงเข้ามาบวชได้ช่วยงานพระศาสนาและช่วยสังคมได้อีกแรงหนึ่ง ดั่งกรณีที่เกิดในไตหวันขณะนี้ ใครสนใจควรติดตามอ่านงานของวัดโฝกวงซันหรือวัดฉือจี้ดู/p p4 ส่วนปัญหาปลีกย่อยเกี่ยวกับข้อห้ามเรื่องผู้หญิงกับพระสงฆ์ เช่น รับของต่อจากมือไม่ได้ ผู้หญิงแตะจีวรไม่ได้ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้บางข้อได้ตอบไปแล้วข้างต้น บางข้อก็เป็นการยึดถือของพุทธไทยเท่านั้น เป็นเรื่อง “อจินไตรย” คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ทางที่ดีควรยกเลิกเสีย/p p5 มีประเด็นเรื่องกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูภิกษุณีในไทย คืออำนาจของมหาเถรสมาคม ตามพรบ.การปกครองคณะสงฆ์พ.ศ.2505 นั้น จะดูแลเฉพาะ “ภิกษุสงฆ์” เพราะกฎหมายระบุชัดว่า “คณะสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุสงฆ์” แล้วที่นี่จะทำอย่างไร ก็ไม่ยาก แก้กฎหมายซิ ให้ดูแลรวมมาถึงภิกษุณีสงฆ์ด้วย แต่ถ้าไม่แก้ ทางออกก็คือฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ไหนๆก็ไปสืบมาจากศรีลังกาแล้วก็ตั้งเป็นอีกนิกายหนึ่งเป็น “ภิกษุณีสงฆ์ สิงหลนิกาย” แล้วไปอยู่ในหมวดหมู่ “คณะสงฆ์อื่น” ที่มี “จีนนิกาย และ อานัมนิกาย” สังกัดอยู่แล้ว ข้อเสนอนี้บางคนค้านหัวชนฝาบอกว่าเป็นสังฆเภท อ้าว! แล้วการตั้งธรรมยุติไม่ใช่สังฆเภทหรือ? ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมจะตั้ง “สิงหลนิกาย” อีกไม่ได้ ยอมรับความจริงซิครับว่าเมืองไทยอีกตั้งหลายนิกาย ไม่ใช่แค่มหานิกายกับธรรมยุติเท่านั้น ไหนจะธรรมกาย ไหนจะสันติอโศก ฯ เลิกหลอกตัวเองแล้วมองโลกตามที่มันเป็นเถอะ เราจะแก้ปัญหาได้/p pก็เพราะกฎหมายนี้แหละที่เอกสารเดินทางของท่านธัมมนันทายังระบุว่า “นางฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์” อยู่ ภิกษุณีท่านอื่นๆก็คงมีชะตาเดียวกัน อดทนเถอะครับ เป็นรุ่นบุกเบิกก็เหมือนเป็นแนวหน้าต้องรับแรงปะทะมากหน่อย/p pเอาล่ะที่มาที่ไปของภิกษุณีก็เล่าแล้ว ปัญหาที่คาใจก็ตอบให้แล้ว ทางแก้ไขก็บอกให้แล้ว ถ้ายังจะค้านอีกก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่จะค้านก็ค้านไปเถอะ เพราะไม่มีผลแล้ว ความจริงที่ปรากฏก็คือมีผู้หญิงออกบวชจำนวนไม่ได้ลดลงกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมลองสอบถามความคิดเห็นของพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่งว่า “ผู้หญิงบวชได้ไหม?” ส่วนมากตอบว่าไม่ได้ แต่พอถามว่าถ้าเห็นผู้หญิงโกนหัวใส่จีวรผ่านมาจะไหว้ไหม? ทั้งหมดตอบว่าไหว้ เอาเข้าจริงสังคมไทยได้เลยปัญหาเรื่องผู้หญิงจะบวชได้หรือบวชไม่ได้ไปนานแล้ว เพราะมีผู้หญิงได้บวชเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลายสิบรูป ที่ตั้งเป็นประเด็นขึ้นมาก็เพื่อให้สังคมยอมรับการบวชนั้นต่างหาก อย่างที่เล่าไห้ฟัง ระดับชาวบ้านเขาไม่มีปัญหาถ้าบวชแล้วเขาก็ยกมือไหว้ทั้งนั้น แต่ปัญหาอยู่ที่รัฐและคณะสงฆ์ต่างหาก ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับ แต่ท่านก็ไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของภิกษุณีสงฆ์ได้ ผมเข้าใจครับว่าเรื่องภิกษุณีสงฆ์นี้มันเป็นความจริงที่ทำให้ท่านอึดอัด (An Inconvenient Truth) แต่ก็ช่วยไม่ได้/p h4br /strongส่งเสริมแล้วอย่าลืมปกป้อง/strong/h4 pพวกเราชาวพุทธสมควรอย่างยิ่งที่จะช่วยกันสนับสนุนให้สตรีได้บวช เพราะการบวชไม่ใช่ความชั่ว การบวชเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทั้งส่วนตนและส่วนรวม แต่อย่าลืมว่าสตรีก็คือมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือความผิดพลาด เพื่อช่วยให้ภิกษุณีบริษัทตั้งมั่นอย่างยั่งยืน เราทุกคนก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลบรรดาภิกษุณีเหล่านี้ไม่ให้ผิดพลาดในพระธรรมพระวินัย ไม่ให้หลุดจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ หากเกิดการผิดพลาดก็ช่วยบอกช่วยเตือน หากทำผิดถึงขั้นอุกฤตก็ต้องช่วยเอาออกไป นี้แหละถึงจะเรียกว่าส่งเสริมภิกษุณีบริษัทอย่างถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยให้ภิกษุณีรูปนั้นๆละเมิดพระธรรมพระวินัย นี้ก็ถือว่าร่วมกันทำลายภิกษุณีบริษัทและพุทธศาสนาไปพร้อมๆกัน/p h4br /strongลงท้ายเพื่อเริ่มต้น/strong/h4 pเท่าที่ได้เล่าความเป็นมาและตอบข้อข้องใจเรื่องภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทมาแล้ว หวังว่าคงพอเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจก็ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกหรือจากเอกสารที่ได้แนะนำไว้ (รวมทั้งหนังสืออ้างอิงที่แนบมาตอนท้ายนี้) อย่าคิดว่าหรือเชื่อว่า โดยไม่ได้ศึกษา ขงจื้อกล่าวว่า “เรียนโดยไม่คิดเสียเวลา แต่คิดโดยไม่เรียนอันตราย” ปัญหาหลายอย่างในเมืองไทยแก้ไม่ได้เพราะคนส่วนใหญ่ชอบคิดโดยไม่เรียน รวมทั้งปัญหาเรื่องภิกษุณีนี้ด้วย/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ขอย้ำอีกทีว่าการที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้สตรีบวชนั้นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า/p p style="margin-left: 40px;"1 มีพุทธานุญาตให้สตรีบวชได้/p p style="margin-left: 40px;"2 ในประวัติศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่าสตรีที่ออกบวชสามารถบรรลุธรรมได้/p p style="margin-left: 40px;"3 มีสตรีประสงค์จะบวชและการบวชเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่ความชั่ว/p p style="margin-left: 40px;"4 สตรีเป็นมนุษย์เหมือนบุรุษ มีสิทธิ์และมีศักดิ์เท่าเทียมกับบุรุษ และพุทธศาสนาก็รับรองสิทธิ์และศักดิ์อันนี้/p p style="margin-left: 40px;"5 ปัญหาการบวชที่อ้างว่าติดขัดเรื่องพระวินัยนั้น เรื่องนี้แก้ไขได้โดยใช้ “ปัญญาและเมตตา” อันเป็นพุทธวิธีที่พระพุทธองค์เคยใช้ให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว และปัจจุบันศรีลังกาก็ทำนำร่องไปแล้ว ขอย้ำอีกทีว่าuพระวินัยหรือกฎระเบียบต่างๆนั้นเปรียบเสมือนรั้วบ้านที่มีไว้เพื่อป้องกันแต่ไม่ใช่มีไว้เพื่อกักกัน/u/p pbr /strongออกมามองโลกภายนอกเถิดพระคุณเจ้า nbsp;/strong nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/p pลักษณะเด่นในคำสอนของพุทธศาสนาคือ “อนัตตา” สรรพสิ่งล้วนไม่มีตัวไม่มีตน “สัพพะ ธัมมา อนัตตา” หญิง-ชายเมื่อเข้ามาบวชแล้ว แม้ยังมีเพศต่างกันหรือมีวินัยต่างกัน แต่ก็เป็นเรื่องปลีกย่อย เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธแล้วเรื่องเหล่านี้ก็สิ้นไป สภาวะการเป็นพุทธนั้นเป็นสภาวะไร้ตัวตน ไร้เพศ ด้ายเหตุนี้กระมังที่ศิลปินได้สร้างพระพุทธรูปให้ออกมาในลักษณะกึ่งชาย-กึ่งหญิง ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่หญิง ทั้งนี้เพื่อจะสื่อว่าเมื่อเข้าถึงภาวะ “พุทธะ” แล้ว ก็จะข้ามพ้นเรื่องเพศ ข้ามพ้นเรื่องตัวตนไป ไม่มีหญิง ไม่มีชาย มีแต่ “พุทธะ” เท่านั้น/p pbr /strongเป้าหมายของพุทธศาสนาก็สอนให้เราข้ามห้วงเหวแห่งสังสารวัฏ แต่ก่อนที่จะไปข้ามห้วงเหวที่ใหญ่อย่างนั้น เราควรข้ามอคติและมายาคตินี้ก่อนครับ/strong/p pstrongเอ๊า! กระโดดข้ามมาเลยพระคุณเจ้า/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pnbsp;/p pbr /br /stronguเอกสารอ้างอิง /u/strong/p p1 การพัฒนาสตรีในพระพุทธศาสนา โดย ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ษัฏเสน/p p2 เรื่องของภิกษุณีสงฆ์ โดย ธัมมนันทา ภิกษุณี/p p3 สืบสานและเติมเต็ม เรื่องราวของภิกษุณีวันวานและวันนี้ โดย ฉัตรสุมาลย์/p p4 ภิกษุณีบวชไม่ได้ วาทกรรมที่กำลังจะเป็นโมฆะ โดย ธัมมนันทา/p p5 ภิกษุณี กับบทบาทเรื่องเพศสภาพในสังคมไทย โดย ภิกษุณีธัมมนันทา/p p6 ตอบ ดร.มาร์ติน พุทธวินัยถึงภิกษุณี โดย พระภิกษุณีสุโพธา/p p7 สตรีเป็นศัตรูของพรหมจรรย์จริงหรือ? โดย พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ใน บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2549/p p8 ภิกษุณี วิกฤต ฤา โอกาส โดย Ritti Janson/p p9 ทัศนะของพุทธศาสนาต่อสตรีและการบวชเป็นภิกษุณี โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)/p p10 ปัญหาภิกษุณี บททดสอบสังคมไทย โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)/p p11 ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา โดย ปรีชา ช้างขวัญยืน/p p12 ผู้หญิงกับพระธาตุ โดย สุภาภรณ์ อาภาวัชรุตม์ บรรณาธิการ/p p13 การเคลื่อนไหวของยุวสงฆ์ไทยรุ่นแรก พ.ศ.2477-2484 โดย คนึงนิตย์ จันทบุตร/p p12 ประวัติศาสตร์สตรีไทย โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ สมชาย ปรีชาเจริญ นายผี/p p13 การรื้อฟื้นการอุปสมบทภิกษุณีในนิกายเถรวาท โดย พระภิกษุโพธิ มหาเถระ/p p14 Women Under Primitive Buddhism โดย I.B.Horner/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/CHcou_B0AjU" height="1" width="1" alt=""/

มายาคติความเป็นคณะ: มายาคติในรั้วมหาวิทยาลัยที่หลายคนมองข้าม

3 hours 53 min ago
!--break--!--break-- pbr /br /ก่อนจะเริ่มต้นเลือกหัวข้อและอภิปรายกันในเรื่องพวกนี้ คิดว่าผู้อ่านหลายคนน่าจะมีคำถามในใจแน่ๆbr /br /ผู้เขียนขอถือวิสาสะเดาคำถามของผู้อ่านคำถามหนึ่งว่า...มายาคติคืออะไร? ถ้าจะให้อธิบาย ตามหลักวิชาการbr /มายาคติคือการสื่อความหมายด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรมซึ่งถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้เสมือนว่าเป็นธรรมชาติa name="1"sup[1]/sup/abr /br /คิดว่าก่อนหน้านี้คงมีผู้อ่านหลายคนไม่เคยรู้จักกับคำว่า “มายาคติ” มาก่อน และอาจจะสงสัยก็ได้ว่าเราจะต้องมาครุ่นคิดเรื่องมายาคติในมหาวิทยาลัยกันไปเพื่ออะไร ? และการถกเถียงเรื่องนี้มีความสำคัญกับนักศึกษามากขนาดไหน? มันทำให้เรามีผลการเรียนดีหรือเปล่า? ช่วยทำให้เราเรียนแบบไม่ติดเอฟในวิชาไหนหรือไม่? ช่วยให้น้องปีหนึ่งไม่ต้องถูกพี่ว้ากในห้องเชียร์? ช่วยให้มหาวิทยาลัยจัดงานสปอร์ตเดย์ให้ยิ่งใหญ่หรือเปล่า? ช่วยให้เลือกเรียนตัวนอกคณะที่ได้เกรดง่ายหรือไม่?br /br /ผู้อ่านคงรู้คำตอบดีอยู่แล้วว่าการถกเถียงเรื่องมายาคติในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ช่วยทำให้เราสอบได้เกรดสี่หรือช่วยให้รอดพ้นจากการติดเอฟวิชาที่เกลียดเข้าไส้ น้องปีหนึ่งก็ถูกพี่ว้ากอยู่ดี ต่อให้เรารู้ความหมายของมายาคติก็ไม่ช่วยให้มหาวิทยาลัยเลิกจัดงานสปอร์ตเดย์ ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับผู้อ่านตรงที่ว่าถ้าเราคิดแบบนี้ เราหยุดอ่านคอลัมน์นี้แล้วไปอ่านหนังสือสอบ ไปว้ากน้องปีหนึ่งในห้องเชียร์ กิจกรรมโชว์เชียร์ในงานสปอร์ตเดย์ตามใจต้องการเสียดีกว่าbr /br /แต่ผู้เขียนเองก็มีบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยกับผู้อ่านเช่นเดียวกันnbsp; เพราะผู้เขียนกลับคิดว่าการทำความเข้าใจbr /มายาคติในรั้วมหาวิทยาลัยจะทำให้เราเห็นว่าการเรียนให้ไม่ได้เกรดเอฟ การว้ากในห้องเชียร์ การเข้าร่วมกิจกรรมbr /br /สปอร์ตเดย์ (หรือชื่อกิจกรรมอื่นๆ ตามแต่ละมหาวิทยาลัยของตัวเอง แต่มีกิจกรรมโชว์เชียร์ประกอบการแข่งขันกีฬาในมหาวิทยาลัย) การเลือกเรียนตัวนออกคณะที่เกรดง่ายแทนเลือกเรียนเพราะความสนใจ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน เพราะนักศึกษาส่วนมาก (ย้ำว่าแค่ส่วนมากไม่ใช่ทุกคน) ล้วนอยู่ภายใต้มายาคติเรื่องหนึ่งทั้งสิ้นbr /br /นั่นก็คือ “มายาคติความเป็นคณะ” ซึ่งมีที่มาที่ไปอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยbr /br /โดยเราต้องมองจุดเริ่มต้นของการรับรู้มายาคติจากการขัดเกลาทางสังคมตั้งแต่แรกเกิด นั้นก็คือการปลูกฝังจากครอบครัวให้ลูกๆ ของตนให้เลือกประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งสำหรับการดำรงชีวิต และการตั้งคำถามจากสังคมรอบข้างตลอดเวลาว่า “หนูอยากเป็น (ในบริบทนี้คืออยากประกอบอาชีพ) อะไร?” ซึ่งสะท้อนนัยยะของสังคมที่ต้องการให้คนในสังคมเลือกอาชีพที่มีความเฉพาะทางสูงเพื่อทำงานในภาคส่วนต่างๆ ในสังคม เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก เป็นต้นbr /br /เมื่อย้อนมองย้อนกลับมาในรั้วมหาวิทยาลัยสำหรับการศึกษาภาคสามัญ เพื่อการรองรับการสร้างกำลังคนที่มีความเฉพาะทางสูง ทำให้สถาบันระดับอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตเฉพาะทางเพื่อป้อนเข้าสู่สังคม แน่นอนว่ามหาวิทยาลัยจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยแบ่งออกเป็นคณะต่างๆ ตามสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ เช่น คณะแพทยศาสตร์ผลิตแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ผลิตวิศวกร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผลิตสถาปนิก เป็นต้น การแบ่งแยกในลักษณะนี้ทำให้มายาคติความเป็นคณะ (ตามความคิดเห็นส่วนตัว) เกิดขึ้นมาbr /br /นับจากการรับรู้ค่านิยมทางสังคมเรื่องการเลือกประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งตามความสนใจ การตัดสินใจเลือกที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา การสมัครสอบและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับความเป็นคณะทั้งนั้น แทบทุกคนในสังคมล้วนมีภาพจำว่าถ้าอยากทำงานอันนี้จะต้องเรียนคณะนี้ อยากทำงานอันนั้นจะต้องเรียนคณะนั้น เมื่อสอบติดคณะที่ต้องการก็ทำให้ผู้สอบติดมีความยึดมั่นในคณะที่ตนเองติดมาสูงยิ่งขึ้นไปอีกbr /br /การยึดติดในตัวคณะที่ตัวเองสังกัด ส่งผลให้แต่ละคณะปลูกฝังความคิด ให้เชื่อมั่นในคณะของตนว่าเป็นคณะที่ดีที่สุด ทุกคนที่อยู่คณะเดียวกันต้องมีความสามัคคีและมีความเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันผ่านกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์และกิจกรรมสปอร์ตเดย์br /br /กิจกรรมเหล่านี้มีมายาคติของความเป็นคณะที่ไม่ยอมให้คณะของตนน้อยหน้าไปกว่าคณะอื่น ในแง่ของความพร้อมเพรียงในการร้องเพลงเชียร์และความสวยงามอลังการของการโชว์เชียร์คณะ ยกตัวอย่างเช่นบางคณะในมหาวิทยาลัยภูมิภาคแห่งหนึ่งของประเทศไทยใช้งบประมาณในการจัดเตรียมแสงสีเสียงสำหรับการโชว์เชียร์สูงมาก ทำให้คณะนั้นได้รับการยอมรับจากคนในสังคมว่าเป็นจุดเด่นของกิจกรรมโชว์เชียร์ตอนกลางคืนของมหาวิทยาลัย เป็นต้นbr /br /นอกเหนือไปจากกิจกรรมพวกนี้แล้ว มายาคตินี้ยังทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เรียนให้ได้เกรดที่ดี (ไม่ให้ติดเอฟ)nbsp;เพื่อให้ผลการเรียนในทรานสคริปต์สวยและเป็นที่ดึงดูดใจของนายจ้างตอนสมัครงานตามที่ต้องการ ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกเรียนตัวนอกคณะ(ตามที่หลักสูตรกำหนดให้เลือกเรียน)ที่ให้เกรดง่ายๆ แทนที่จะเลือกเรียนตัวที่สนใจbr /br /ในทางกลับกันคนที่เลือกเรียนตัวนอกคณะเพราะความสนใจส่วนตัวก็อาจถูกตำหนิ ประชดประชัน หรือเสียดสีจากเพื่อนร่วมคณะได้เช่นเดียวกันทั้งที่ในความจริงนักศึกษาทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกวิชาเรียนได้ตามความสมัครใจ และไม่มีสิทธิ์ที่จะถูกสังคมรอบข้างมองในแง่ไม่ดีเช่นนี้ เช่น นาย ก. อยู่คณะวิทยาศาสตร์แต่เลือกเรียนตัวฟรีวิชาประวัติศาสตร์ จนถูกเพื่อนล้อว่า นาย ก. เป็นนักศึกษาภาคประวัติศาสตร์ เป็นต้นbr /br /กล่าวโดยสรุปแล้วมายาคติของความเป็นคณะคือความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในทุกสิ่งทุกอย่างของคณะไม่ว่าจะเป็นการเรียน กิจกรรม โดยผู้เขียนเสนอว่าเกิดมาจากแนวคิดการผลิตกำลังคนแบบแยกส่วน แม้ว่าบางคณะจะมีอาชีพที่ไม่ตายตัวสำหรับคนเรียนจบก็ตาม มายาคติความเป็นคณะเป็นแค่สิ่งที่คนอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงเสมอไปbr /br /ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการประกอบอาชีพกับคณะที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป เรามีอิสระในการเลือกประกอบอาชีพตามที่ใจต้องการ หากไม่ติดขัดกับเงื่อนไขของสัญญาทุนการศึกษาสำหรับบางคณะ ยกตัวอย่างเช่น เราเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เราก็อาจไปทำงานเป็นครีเอทีฟหรือศิลปินก็ได้ ประภาส ชลศรานนท์ หนึ่งในเจ้าของบริษัทเวิร์คพ้อยท์ เอ็นเตอร์เทอร์เมนท์ ผู้ประพันธ์เพลง “วันพรุ่งนี้” และเพลง “ปั่นจักรยาน” ที่ติดหูคนทั้งประเทศ ก็เรียนจบสถาปัตย์จาก จุฬาฯ สถาบันเดียวกันกับวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลซีไรต์ที่ผลิตงานเขียนออกสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้นbr /br /ในเมื่อการประกอบอาชีพกับคณะที่เรียนไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกัน แล้วเราจะยังปลูกฝังมายาคติความเป็นคณะไปเพื่ออะไรกัน? แล้วเราจะแบ่งแยกคณะใครคณะมันแล้วแข่งขันกันไปจนวันตายกันไปเพื่ออะไร? เพื่อปลูกฝังแนวคิดระบบอุปถัมภ์และอำนาจนิยมให้กับคนในสังคมแค่ไหนหรอกหรือ? สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นกับการทำงานในกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ต้องมีการบูรณาการศาสตร์หลายๆ สาขาระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ธุรกิจ การตลาด กฎหมาย เข้าด้วยกัน ทักษะวิชาชีพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอกับการทำงาน การแก้ปัญหา และการดำรงชีวิตอีกต่อไป ข่าวเรื่องการเสนอร่างกฎหมายพืชตัดต่อพันธุกรรมและกระแสการต่อต้านหรือสนับสนุนจีเอ็มโอเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเราไม่สามารถวิเคราะห์จากข้อมูลสาขาใดสาขาหนึ่งได้br /br /เราควรลงมือทำอะไรสักอย่างดีไหม?br /br /การริเริ่มปรับเปลี่ยนกิจกรรมรับน้องประชุมเชียร์และกีฬาสีให้มองความสำคัญของความเป็นปัจเจกและลดทอนความสำคัญของคณะตนเอง การสร้างความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจากคนในหลายๆ สาขาวิชา การให้ความสำคัญกับงานที่อยากทำในอนาคตแทนคณะที่จะเรียนในอนาคต สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลดทอนมายาคตินี้ ไม่ได้เป็นการลบล้างมายาคติความเป็นคณะให้หมดไปbr /br /เพียงแค่มันเริ่มตรงที่เราต้องมองการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยใหม่ ไม่ได้มองแค่ว่าเราจะต้องสอบเข้าคณะนั้น ให้ได้เพราะเป็นคณะที่ดังหรือจบมามีงานทำ ไม่ได้มองว่าเราจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องที่ดูศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นกิจกรรมของบางมหาวิทยาลัย ไม่ได้มองว่าเราจะต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของการโชว์เชียร์สปอร์ตเดย์ แต่ต้องมองให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างละเอียดมากกว่ามองประเด็นแค่บางประเด็นแบบผิวเผินเท่านั้นbr /br /เพราะในชีวิตจริงยังมีมายาคติที่มองไม่เห็นและที่ยังไม่รู้อีกจำนวนมากคอยควบคุมเราอยู่/p h4 style="text-align: center;"strong0000/strong/h4 pstrongเชิงอรรถ/strongbr /a name="1"[1] /aนิยามของมายาคติอ้างจาก http://johnnopadon.blogspot.com/2015/10/roland-barthes-myth-post-structural.htmlbr /br /strongหมายเหตุ/strong บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร small but matter มายาคติในรั้วมหาวิทยาลัย ฉบับเดือนเมษายน 2559br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/189iFOdUuaI" height="1" width="1" alt=""/

ตร.-ทหารค้นบ้านหนุ่มอุบลฯสวมเสื้อ 'VOTE NO' - จับหนุ่มตะโกนชวน 'NO VOTE' ส่งจิตแพทย์

6 hours 6 min ago
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1469546996"ข่าวสดออนไลน์/a รายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันนี้ (26 ก.ค.59) พ.ต.อ.ศิราเมษฐ์ ธานินพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำ จ.อุบลราชธานี ตำรวจ และฝ่ายปกครอง นำตัว อติเทพ อิ่มวุฒิ อายุ 25 ปี อยู่บ้าน ที่ ต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี เข้าค้นบ้านพักเลขที่ดังกล่าว เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม หลัง อติเทพ สวมเสื้อยืดสีดำสกีนตัวอักษรสีแดงด้านหลังคำว่า “VOTE NO รธน.”/p pจากการตรวจค้นนานเกือบ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับการต่อต้านการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม จึงนำตัวมาสอบสวนปากคำเพิ่มเติมที่ห้องสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง/p pทั้งนี้เนื่องจากเมื่อช่วงสายวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารพบ อติเทพ สวมใส่เสื้อตัวดังกล่าว ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านหน้าศาลากลางจังหวัด ถ.แจ้งสนิท จึงเข้าควบคุมตัว เพื่อสอบถามที่อยู่และยึดเสื้อตัวดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน และต่อมาวันนี้ พนักงานสอบสวนได้เชิญตัวมาให้ปากคำเพิ่มเติมและเข้าค้นหาหลักฐานที่บ้านพัก/p pซึ่ง พ.ต.ท.ปราโมทย์ ชื่นตา รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอุบลราชธานี กล่าวว่า จากการสอบสวน อติเทพอ้างว่า ได้มาจากเพื่อนที่ไปพบกันในงานแห่เทียนเข้าพรรษา จึงแลกมาสวมใส่ เพราะเห็นเท่ห์ดี โดยไม่มีเจตนาอะไร หลังสอบสวนปากคำได้ปล่อยให้กลับบ้าน แต่หากมีหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะเรียก อติเทพมาสอบสวนอีกครั้ง/p pและในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพิบูลมังสาหาร เข้าจับกุมตัว วิชาญ ภูวิหาร อายุ 48 ปี ชาว เขตหนองแขม กรุงเทพฯ ขณะยืนตะโกนเชิญชวนประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ไม่ให้ออกไปลงประชามติ/p pโดย วิชาญ อ้างว่า เป็นสมาชิกพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ ไม่เห็นด้วยกับการลงประชามติ จึงไม่ต้องการไปลงประชามติ พร้อมมาเชิญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกับตนไม่ไปลงประชามติ/p pแต่ พ.ต.อ.โสภณ เครือเช้า ผกก.สงสัยพฤติกรรม วิชาญ คล้ายคนมีจิตบกพร่อง จึงส่งตัว วิชาญ ให้แพทย์โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อ.เมือง ตรวจสอบสภาพจิตใจ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นมีสภาพจิตปกติ จึงแจ้งข้อกล่าวหา วิชาญ ก่อความวุ่นวาย โดยมุ่งหวังไม่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คุมตัวดำเนินคดี/p pสำหรับ วิชาญ เมื่อปี 2556 ได้ร่วมกับกลุ่มธรรมยาตราปืนรั้วข้ามเข้าไปในเขตทหารกัมพูชาที่เข้าพระวิหาร เพื่ออดข้าวประท้วงกรณีศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบตัวปราสาทเขาพระวิหารมาแล้วด้วย และเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2558 a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000085216"ผู้จัดการออนไลน์/a เคยรายงานด้วยว่า วิชาญ ร่วมกลุ่มนี้ โดยมีnbsp;สมาน ศรีงาม เป็นแกนนำกลุ่มธรรมยาตราและสภาประชาชน เดินเท้าจากเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษมุ่งหน้าเข้ากรุง เพื่อถวายฎีกา“ในหลวง” ทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหาร/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8154/27952434214_aac9afa697.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพวิชาญ (คนที่ 2 จากซ้าย) รวมกับกลุ่ม สมาน (คนที่ 3 จากซ้าย)nbsp;อดข้าวประท้วงกรณีศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบตัวปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 56/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jzEaEnbXCkU" height="1" width="1" alt=""/

ไต่สวนอธิการ มฟน.ปากสุดท้ายคดีวิสามัญ 4 ศพโต๊ะชูด นัดฟังคำสั่ง14 ก.ย.นี้

8 hours 4 min ago
pศาลปัตตานีไต่สวนอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี พยานปากสุดท้ายคดีวิสามัญ 4 ศพโต๊ะชูด ยืนยันความบริสุทธิ์ของ 2 นักศึกษาที่เสียชีวิต ศาลนัดฟังคำสั่ง 14 ก.ย.นี้ ญาติยืนยันรอฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8021/28460807712_c465c54382.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ญาติผู้เสียชีวิตในคดีวิสามัญ 4 ศพโต๊ะชูด มาให้กำลังใจนักสิทธิมนุษยชน 3 คนที่จัดทำรายงานสถานการณ์ซ้อมทรมานในชายแดนใต้เข้ารายงานตัวต่อพนักงารสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาฐานหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่หลังจากฟังการไต่สวนการตายที่ศาลจังหวัดปัตตานี/span/p p26 ก.ค.2559 เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้นัดไต่สวนพยานปากสุดท้ายในคดีหมายเลขดำที่ ช.11/2558 ระหว่างพนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้ร้อง และสูไฮมี เซ็นกับพวกรวม 4 คนซึ่งเป็นผู้ตาย ในเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สนธิกำลังปฏิบัติการในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2558 โดยพยานปากสุดท้ายนี้ คือ อิสมาแอลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี (มฟน.) เนื่องจากผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟาฏอนี 2 คน/p pอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี ซึ่งทำหน้าที่ว่าความในคดีนี้ เปิดเผยหลังการไต่สวนว่า อิสมาแอลุตฟีได้ยืนยันความบริสุทธิ์ของนักศึกษาทั้ง 2 คนว่า ไม่ใช่แนวร่วมก่อความไม่สงบตามที่มีการปล่อยข่าวออกมาหลังเกิดเหตุ และก่อนหน้านั้นก็ไม่มีข้อมูลว่าทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้อ้างผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบเหตุการณ์นี้ก็ยืนยันว่าทั้ง 2 คนไม่ใช่ผู้ก่อความไม่สงบด้วยเช่นกัน/p pอับดุลกอฮาร์ เปิดเผยด้วยว่า ศาลได้นัดฟังคำสั่งไต่ส่วนการตายในคดีนี้ในวันที่ 14 กันยายน 2559 นี้ ซึ่งแม้ว่าผลของการไต่สวนจะออกเป็นเช่นไร ทางญาติก็เตรียมที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา/p pขณะที่ญาติผู้เสียชีวิตของทั้ง 4 คนก็ยืนยันเช่นกันว่า หลังจากฟังการไต่สวนในวันนี้แล้วทางกลุ่มญาติก็ได้ประชุมหารือกันแล้วก็ตกลงที่จะฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา/p pสำหรับการไต่พยานครั้งนี้ ทางมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ระบุว่า เป็นการไต่สวนต่อเนื่องจากครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 ซึ่งศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายญาติผู้ตายจำนวน 3 ปาก ได้แก่ ชาวบ้านผู้รับรู้เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ นาแซ ดอคอ ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านที่เกิดเหตุ และ แวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ในนามคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี/p pส่วนความเป็นมาของคดีโดยย่อ คือ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 มีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารฉก.ปัตตานี 25 นปพ. 431 ฉก. ทพ.41 ร้อย ร.35314 ฉก.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ทุ่งยางแดง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ หมู่ที่ 6 บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี การปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้มีการจับกุมประชาชน 22 คน และเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน/p pหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ให้ข่าวสารต่อสาธารณะว่าผู้เสียชีวิต 2 คน คือ อันวาร์ ดือราแม และ มากูรอซี แมเราะ เป็นแกนนำก่อความไม่สงบในพื้นที่ทุ่งยางแดงระดับปฏิบัติการ (RKK) ได้ใช้อาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ความจริงของเหตุการณ์ ไม่ได้มีบุคคลทั้งสองรายชื่อดังกล่าวเสียชีวิต แต่ผู้เสียชีวิต 4 คน ได้แก่ สุไฮมี เซ็น คอลิด สาแม็ง มะดารี แม้เราะ และ ซัดดัม วานุ สองในสี่คนที่เสียชีวิต คือ คอลิด และ มะดารี เป็นนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จังหวัดปัตตานี/p pชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงและญาติของผู้เสียชีวิตต่างเชื่อว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่มีอาวุธและไม่ได้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด จากรณีดังกล่าวนี้ทำให้ภาคประชาสังคมและองค์กรมุสลิมมีความสงสัยว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ/p pnbsp;/p div class="note-box" h3span style="color:#0000cd;"อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง จากnbsp;deepsouthwatch.org/span/h3 pa href="http://www.deepsouthwatch.org/node/9170"ศาลจังหวัดปัตตานีนัดไต่สวนอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี เป็นพยานปากสุดท้าย คดีไต่สวนการตาย กรณีนักศึกษาและชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7033"“หยาดน้ำตาและคำขออภัย” คำต่อคำในถ้อยแถลงบทเรียนทุ่งยางแดง/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7032"กรรมการสอบยืนยัน 4 ศพทุ่งยางแดงไม่ใช่แนวร่วม ปืนของกลางไม่เกี่ยวผู้ตาย/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7002"เปิดชื่อทีมสอบเหตุทุ่งยางแดง หลายองค์กรจี้ทำงานรอบด้าน นำคนผิดมาลงโทษ/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/6996"ตั้งกรรมการสอบ ‘ทุ่งยางแดงเดือด’- อธิการย้ำอย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7041"ผบช.ศชต.ขอโทษกรณีทุ่งยางแดง ขอโอกาสตำรวจทำงานในพื้นที่/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7057"แม่ทัพขออภัยอีกครั้งต่อหน้าคนทุ่งยางแดง วอนขอให้ก้าวข้าม/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/6992"ชาวบ้านถามปืนที่ศพมาจากไหน? – ทหารยันทำตามขั้นตอนปิดล้อมปะทะวิสามัญทุ่งยางแดง/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7019"รวมแถลงการณ์กรณีโต๊ะชูด จี้กรรมการสอบสร้างความจริงให้ปรากฏ นำคนผิดมาลงโทษ/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7051"มฟน.แถลงขอบคุณทุกฝ่าย จี้รัฐทำตามข้อเสนอกรรมการสอบฯ/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/6994"มฟน.ออกแถลงการณ์ ยืนยัน 2 นักศึกษาถูกวิสามัญที่ทุ่งยางแดง ไม่มีประวัติเป็นภัยต่อความมั่นคง/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7769"ศาลปัตตานีไต่สวนเจ้าหน้าที่วิสามัญ 4 ศพที่ “ทุ่งยางแดง” นัดต่อไปปีหน้า/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7011"ย้อนอดีตบ้านโต๊ะชูด ย้อนรอยโมเดลทุ่งยางแดง/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7945"10 ข่าวเด่นแห่งปี DSJ ปรากฏการณ์สมดุลแห่งข่าวสาร/a/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/clThPZWb5QM" height="1" width="1" alt=""/

กกต.พิจิตรถามกกต.กลางจะเอาไงกับลิง ทำแผนหนุ่มเมาฉีกมวนสูบแทนบุหรี

Tue, 26/07/2016 - 23:38
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 จากกระแสข่าวการทำลายหรือความเสียหายของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ลงประชามติในหลายพื้นที่nbsp;nbsp;กรณีที่ จ.พิจิตร เหตุการณ์ฝูงลิงแสมที่ทำการฉีกบัญชีดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด วันนี้ (26 ก.ค.59) a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1469541391"ข่าวสดออนไลน์/a รายงานว่าnbsp;ประยูร จักรพัชรกุล ผอ.กต.จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.ต.จรวย ผลประเสริฐ รองผบก.ภ.จว.พิจิตร ทำหนังสือถึงกกต.พิจิตรเพื่อสอบถามว่าจะแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ เพราะกกต.พิจิตรเป็นผู้เสียหาย ซึ่งจากข้อเท็จจริง ลิงแสมเป็นสัตว์ป่า ฉะนั้น ไม่ต้องใช้ข้อกฎหมายใดๆ แต่การแจ้งความดำเนินคดีตรงนี้เป็นอำนาจของกกต.กลาง ทางกกต.พิจิตรจะทำหนังสือสอบถามกกต.กลางเพื่อพิจารณา/p pประยูร กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวเห็นว่าจะไปเอาผิดลิงได้อย่างไร ตามข้อกฎหมาย คำว่า ผู้ใด มันควรใช้กับคน หากว่าเป็นสัตว์ ตรงนี้ไม่ได้เข้าข้อกฎหมายก็ไม่รู้ว่าจะไปแจ้งความเอาผิดกรณีอะไร และไม่ได้เสียหายอะไรมาก แค่เอารายชื่อชุดใหม่มาติดใหม่เรื่องก็จบ และเชื่อว่าไม่มีใครมากลั่นแกล้ง และไม่มีใครใช้ให้ลิงมาทำแบบนี้/p h3span style="color:#0000cd;"ระยองคุมตัวหนุ่มหาปลาเมาฉีกบัญชีรายชื่อไปมวนสูบแทนบุหรี่ ทำแผน/span/h3 pจ.ระยอง วันนี้ (26 ก.ค.59) a href="http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000074071"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานว่าnbsp;พ.ต.อ.คมสัน ชัยเจริญศิลป์ ผกก.สภ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ คุมตัว ณัฐวุฒิ หรือกอล์ฟ บุญมา อายุ 25 ปี ภูมิลำเนา อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพคดีฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 76 ศาลาอเนกประสงค์ชุมชนมาบข่า (สำนักอ้ายงอน) เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา/p pโดย ณัฐวุฒิ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีอาชีพรับจ้างทั่วไป คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 20.00 น.เศษ ได้กินเหล้า และนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ-แดง โดยเพื่อนเป็นคนขี่รวม 2 คน ไปจับปลาบริเวณคลองตรงข้ามศาลาอเนกประสงค์ชุมชนมาบข่า ด้วยความเมา และรู้สึกอยากสูบบุหรี่แต่ไม่มีบุหรี่สูบ จึงเดินไปฉีกกระดาษที่กระดานในศาลาอเนกประสงค์ มานั่งมวนกระดาษแล้วจุดไฟสูบใกล้คลองดังกล่าว ส่วนเพื่อนนั่งดูปลา จากนั้นก็กลับไปบ้านไม่ได้หลบหนีไปไหน โดยไม่คิดว่าจะมีความผิด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายศาลไปจับกุม ไม่มีใครว่าจ้างให้ไปฉีกบัญชีรายชื่อ และไม่เกี่ยวเรื่องการเมืองแต่อย่างใด/p pด้าน พ.ต.อ.คมสัน กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามศาลาอเนกประสงค์ พบภาพผู้ต้องสงสัยเดินเข้าไปฉีกเอกสารบัญชีรายชื่อที่กระดาน แล้วเดินถือกลับมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้กระจายกำลังค้นหาผู้ต้องสงสัยจากภาพกล้องวงจรปิด จนสืบทราบว่า เป็นคนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป/p pจึงขออนุมัติหมายศาลจับกุม และผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ส่งตัวให้ ร.ต.อ.อรรณพ ผันอากาศ รองสารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี ดำเนินคดีข้อหาทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ กรณีดังกล่าวถือเป็นการทำลายเอกสารของทางราชการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มาตรา 188 และมาตรา 360 ไม่มีโทษปรับnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"เชียงรายมือมืดฉกบัญชีไปทั้งฉบับ/span/h3 pจ.เชียงราย วันนี้ (26 ก.ค.59) a href="http://www.thairath.co.th/content/672917"ไทยรัฐออนไลน์/a รายงานว่า ธัญเทพ ปาระมี เจ้าหน้าที่ กกต.ประจำ จ.เชียงราย เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ต.วีระพล สำราญใจ สว.สส.สภ.แม่สาย ว่า เมื่อคืนที่ผ่านกระดาษพิมพ์บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงประชามติ ของบ้านป่ายาง หมู่ 8 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จำนวน 41 แผ่น จำนวนผู้มีสิทธิ์ 683 คน ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ต.แม่สาย นำไปติดบอร์ดประจำหน่วยลงคะแนนที่ 9 อาคารหอประชุมที่ทำการลูกเสือชาวบ้านป่ายาง เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 59 หายไป/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67002" target="_blank"กกต.กำแพงเพชร แจ้งความ 2 เด็กป.2 ฉีกบัญชีรายชื่อประชามติ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/07/67047" target="_blank"ล้อมจับฝูงลิง ที่พิจิตร หลังก่อเหตุ ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิประชามติ/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67070" target="_blank"โปรดเก็บบัญชีผู้มีสิทธิประชามติไว้ไกลมือ #039;เด็ก ลิง แดด ฝน#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XHiHVWZalOM" height="1" width="1" alt=""/

กอ.รมน. ยันกองทัพไม่เคยแจ้งความ หลานสาวพลทหารวิเชียร

Tue, 26/07/2016 - 23:36
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 จากกรณีnbsp;นริศราวัลถ์nbsp;แก้วนพรัตน์ หลานสาวของพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งถูกทำโทษจนเสียชีวิตในค่ายทหารจังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2554 และเมื่อช่วงเที่ยงnbsp;เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน 3 นายเข้าควบคุมตัวในที่ทำงาน โดยแสดงหมายจับข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ทหารและความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และถูกส่งตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองนราธิวาส (a href="http://prachatai.org/journal/2016/07/67080"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a) นั้น/p pa href="http://www.tnamcot.com/content/522335"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า กรณีดังกล่าวนี้ทางญาติพลทหารวิเชียร จะเป็นคู่ความกับใครเราไม่รู้ แต่ไม่ได้เป็นคู่ความกับกองทัพ กองทัพไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีกับเขาแน่นอน ส่วนเขาจะถูกดำเนินคดีกับใคร มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลเราไม่รู้ เรามีข้อสังเกตว่ามันเป็นความบังเอิญหรือจงใจหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มาตรงกับวันนี้พอดี/p pพ.อ.ปราโมทย์ กล่าวต่อว่า นนริศราวัลถ์ เคยเป็นลูกน้องของคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ หรือไม่ และในวันนี้ทั้ง สมชาย หอมลออ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปัตตานี จากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557-2558” เมื่อเดือน ก.พ. 2559 โดยทั้งสามจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ตามหมายเรียกในวันที่ 26 ก.ค./p p“การแจ้งความหมิ่นประมาท หรือผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แจ้งความไว้ตรงไหนคนที่ถูกกล่าวหาจะต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่นั่น เช่น แจ้งที่ สภ.ปัตตานี ก็ต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ปัตตานี ใช่หรือไม่ แต่นี่มันอะไร ทางตำรวจสภ.นราธิวาส ประสานตำรวจ สน.มักกะสัน เพื่อจับกุม น.ส.นริศราวัลถ์ ให้มารับทราบข้อกล่าวหา เหมือนคุณพรเพ็ญ ที่ กอ.รมน.ได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนราธิวาส ทั้ง 3 คนก็เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกเท่านั้น ” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67080" target="_blank"ตร.คุมตัวหลานสาว ‘พลทหารวิเชียร’ เหตุโพสต์หมิ่นประมาท น้าชายถูกซ้อมตายในค่ายทหาร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uN6aGs-ZOok" height="1" width="1" alt=""/

'กกต. สมชัย' วอนทุกฝ่ายยอมรับผลประชามติที่จะออกมา

Tue, 26/07/2016 - 23:18
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สาระและประเด็นสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องการออกเสียงประชามติกับกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยย้ำว่า การใส่เสื้อ Yes -No หรือการขึ้นโซเชียลมีเดียว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทำได้ไม่ผิด เช่นเดียวกับการรณรงค์ช่วงโค้งสุดท้ายให้กาขวาหมดnbsp;ที่แสดงว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หรือ กาซ้ายหมด ที่แสดงว่ารับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ ที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่จะเป็นการทำร้ายประเทศชาติ เพราะจะทำให้การลงประชามติไม่มีคุณภาพ และแสดงว่าเป็นการลงประชามติตามความเชื่อของกลุ่มคน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับผลประชามติที่จะออกมา หากเสียงส่วนใหญ่ไม่รับ ฝ่ายรัฐบาลก็ควรร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และยึดความต้องการของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ควรร่างตามอำเภอใจ เช่นเดียวกันหากเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนน้อยก็ควรยอมรับและเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ขณะเดียวกันยืนยันว่า กกต.จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง พร้อมเตือนหน่วยงานราชการ และ หน่วยทหารไม่ให้ขนคนไปลงคะแนนออกเสียงประชามติ เพราะถือว่าผิดกฎหมาย หากจะดำเนินการต้องมีการร้องขอไปยัง กกต.จังหวัด ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้เฉพาะผู้พิการหรือสูงอายุเท่านั้น/p p“การรายงานผลออกเสียงประชามติหลังปิดหีบการลงคะแนน จะทราบอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าไม่เกิน 3 ชั่วโมง คือเวลา 19.00 น. ซึ่งเชื่อว่าผลอย่างไม่เป็นทางการจะมีความน่าเชื่อถือได้สูง เพราะการแสดงผลการลงคะแนนจาก กกต.จะเป็นตัวเลขที่นับคะแนนจากทุกหน่วยแล้ว 95% ซึ่งจะมีความคาดเคลื่อนไม่เยอะ ยกเว้นคะแนนจะสูสี หรือชนะไม่เกิน 1 ล้านคะแนน แบบนี้ยังต้องติดตามอีกครั้ง แต่ถ้าคะแนนห่างกันเกินล้านก็สามารถไปเที่ยวได้เลย” สมชัย กล่าว/p pสมชัย กล่าวด้วยว่า กกต.ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังมหาวิทยาลัยมหิดล หลังพบว่าหน่วยงานในสังกัดมีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นกลาง นอกจากนี้ยังประสานไปยังตำรวจให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ/p pอย่างไรก็ตาม ภายหลังการชี้แจงเรื่องการออกเสียงประชามติ ตัวแทนภาคเอกชนได้สอบถาม เรื่องการอำนวยความสะดวกพนักงานในการจัดรถให้ไปใช้สิทธิว่าสามารถทำได้หรือไม่ โดย สมชัย ชี้แจงว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดกฎหมายการออกเสียงประชามติที่อาจเข้าข่ายขนคนไปลงคะแนน/p pemที่มา a href="http://http://www.tnamcot.com/content/522153"สำนักข่าวไทยnbsp;/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HqcPW3afTyc" height="1" width="1" alt=""/

คำสั่งชันสูตร ‘สิบโทกิตติกร’ ศีรษะ-กระเพาะอาหารแตก ชี้ 4 ทหารร่วมกันทำร้าย

Tue, 26/07/2016 - 23:01
pศาลจังหวัดสุรินทร์อ่านผลคดีชันสูตรพลิกศพสิบโทกิตติกร เสียชีวิตระหว่างถูกคุมตัวในค่ายทหาร จ.สุรินทร์ เผยบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง-กระเพาะอาหารแตก หลักฐานชี้1พลอาสา 3 พลทหารร่วมกันทำร้ายจนถึงแก่ความตาย/p p!--break--!--break--/p p26 ก.พ. 2559 ศาลอาญาจังหวัดสุรินทร์ได้อ่านคำสั่งศาลในคดีชันสูตรพลิกศพสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 จ.สุรินทร์เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ยื่นคำร้อง โดยบุญเรือง สุธีรพันธ์ มารดาของผู้ตายได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นผู้ร้องในคดีnbsp; ศาลอ่านคำสั่งว่า เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือมีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครชูเกียรติ นันทะพันธ์ พลทหารนลทวัช ใจมนต์ พลทหารยุทธพิชัย เสนพาท พลทหารจีระศักดิ์ สิทธิษร ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย/p pการไต่สวนคดีดังกล่าวพนักงานอัยการได้ระบุพยาน 5 ปาก ได้แก่ นายแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พนักงานสอบสวน มารดาของผู้ตาย ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในค่ายวรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 และประจักษ์พยานผู้อยู่ในเหตุการ ส่วนทนายของมารดาผู้ตายได้นำพยานเข้าไต่สวน 2 ปาก ได้แก่ นายทหารผู้เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร และรักษาราชการแทนผู้บังคับเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 ซึ่งในการสอบพยานครั้งนี้ทนายมารดาผู้ตายได้นำภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปรากฏภาพผู้ตายกำลังถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำเข้าประกอบการซักพยานด้วย/p pก่อนหน้านี้มารดาของผู้ตายเคยเล่าเหตุการณ์ไว้ว่า ลูกชายของตนทำหน้าที่รับราชการอยู่ในมณฑลทหารบก 25 จ.สุรินทร์ หน่วยงานทหารราบ ร.23 เขาถูกจับกุมในวันที่ 1 ก.พ. ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา หลังจากนั้นตนได้พยายามยื่นประกันตัว แต่ถูกศาลทหารปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ากลัวผู้ต้องหาหลบหนี/p pมารดาผู้ตายกล่าวด้วยว่า จากนั้นได้พยายามที่จะเข้าเยี่ยมลูกชายตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. แต่ถูกปฏิเสธ ทางผู้คุมกล่าวว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ต่อมาตนได้ขอเข้าเยี่ยมในทุกวันเสาร์ แต่ยังถูกปฏิเสธการให้เยี่ยมด้วยเหตุผลเดิม โดยครั้งสุดท้ายที่ขอเข้าเยี่ยมคือ 20 ก.พ.ซึ่งก็ถูกปฏิเสธเช่นเดิม หลังจากนั้นเพียง 1 วันก็ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกชายตนเองเสียชีวิต/p p"เขาไม่เคยบอกอะไรแม่เลย ไม่เคยบอกว่าลูกเจ็บหรือป่วย บอกแค่เยี่ยมไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นสืบสวน ขนาดแม่ไปก่อนวันที่เขาโทรมาแค่วันเดียวเขายังไม่เคยบอก" นางบุญเรืองกล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mxuZJC6Gfsw" height="1" width="1" alt=""/

ยูเอ็นเรียกร้องหยุดใช้ พ.ร.บ.ประชามติ-เปิดเสรีดีเบตร่าง รธน.

Tue, 26/07/2016 - 22:39
pผู้รายงานพิเศษ UN ประณามไทยจับ-ตั้งข้อหาจากคำสั่ง คสช.-พ.ร.บ.ประชามติ เรียกร้องหยุดใช้ พ.ร.บ.ประชามติ และเปิดให้มีการถกเถียงร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง/p p!--break--!--break--/p p26 ก.ค. 2559 เดวิด ไคย์ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมและตั้งข้อหาต่อการแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดียและสาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทหารและ พ.ร.บ.ประชามติ/p pในแถลงการณ์ระบุว่า มีรายงานว่า ตั้งแต่ มิ.ย.เป็นต้นมา มีคนอย่างน้อย 86 รายถูกสอบสวนหรือตั้งข้อหาเกี่ยวเนื่องกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อต้นเดือน ก.ค. มีนักกิจกรรมเจ็ดรายถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ ขณะที่นักข่าวที่ตามไปทำข่าวก็ถูกจับและตั้งข้อหาด้วย ทั้งนี้ การฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี เสียค่าปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี/p pเขาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อคำสั่งของรัฐบาลทหาร และ พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งจำกัดการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ/p p"แนวคิดของการประชามติคือการเปิดให้มีการถกเถียงอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการลงประชามติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ควรส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง เสรี และเปิดให้มีการอภิปรายอย่างเข้มข้น" เดวิด ไคย์ กล่าว/p p"แทนที่จะทำให้การแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นอาชญากรรม รัฐบาลไทยควรจะส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เปิดกว้างต่อการสนทนาของสาธารณะ เพื่อทำให้แน่ใจว่าจะเกิดการมีส่วนร่วมโดยได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ในระหว่างการประชามติ" เดวิด ไคย์ กล่าว/p pทั้งนี้ มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ ระบุว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสื่อพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”/p p"ทุกคนต้องมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง" เขากล่าวพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประชามติ ยกเลิกข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.นี้ รวมถึงที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่ง คสช. ทั้งหมด และยึดถือพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)/p pสำหรับข้อเรียกร้องของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ได้รับการรับรองจากผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคมโดยสงบ, ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และคณะทำงานว่าด้วยการคุมตัวโดยพลการbr /nbsp;/p pstrongแปลจาก/strongbr /a href="http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=20302amp;LangID=E"http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=20302amp;LangID=E/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vrDgkm8HJXI" height="1" width="1" alt=""/

หนุ่มพนักงานเทศบาลประกันตัว 1 แสนผิดพ.ร.บ.ประชามติ ส่งจม.ร่างรัฐธรรมนูญที่เชียงใหม่

Tue, 26/07/2016 - 22:05
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8488/28489195045_9dfe6e2c9f_o.jpg" style="width: 450px; height: 410px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพวิศรุตที่กองปราบฯ (แฟ้มภาพ)/span/p pจากกรณีที่เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายวิศรุต คุณนิติสาร อายุ 38 ปี อาชีพเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มาทำบันทึกการจับกุมที่กองบังคับการปราบปราม กรณีตกเป็นผู้ต้องหาส่งจดหมายประชามติจำนวนมากไปยังประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยถูกจับกุมที่คอนโดของญาติย่านลาดพร้าว ตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นนำตัวกลับเชียงใหม่ในเย็นวันดังกล่าวทันที nbsp;(a href="http://prachatai.com/journal/2016/07/67033"อ่านข่าวที่นี่/a)/p pวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.แม่ปิงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ประชามติแก่นายวิศรุต และญาติได้นำโฉนดที่ดินวางเป็นหลักทรัพย์ประกันตัว 100,000 บาท จึงมีการปล่อยตัวในเย็นวันดังกล่าว (23 ก.ค.) นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า พ่อและแม่นายวิศรุตซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปในวันเดียวกัน 23 ก.ค.ไปยังค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้รับการปล่อยตัวในวันนั้นเช่นเดียวกัน คาดว่ากรณีของนายวิศรุตนี้จะถูกกันไว้เป็นพยานเพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลระดับสูงขึ้นไปและนักการเมืองในพื้นที่nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gWODs09iC5k" height="1" width="1" alt=""/

ความเป็นมนุษย์ตกต่ำลงในรัฐอันเปราะบาง

Tue, 26/07/2016 - 20:51
!--break--!--break-- pbr /br /วันนี้ มีสองความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาชายแดนภาคใต้ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์กรทหาร ความเคลื่อนไหวแรกคือ 3 นักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย "พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ" "อัญชนา หีมมีหน๊ะ" และ "สมชาย หอมลออ" เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานีเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและให้การต่อสู้คดี หลังถูก กอ.รมน. ฟ้องหมิ่นประมาทและความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากการจัดทำและเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับ "การทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ" ในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย/p pการซ้อมทรมานผู้ต้องหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้มีมานานแล้วตั้งแต่ช่วงหลังกรณีปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส การตามล่าหาปืนจากนโยบายอันดุดันของรัฐบาล พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทั้งส่งตำรวจจากส่วนกลางและหน่วยงานทหารอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าขณะนั้นตามหาปืนกลับมาและค้นหาผู้ร่วมขบวนการปล้นปืนทั้งหมด ส่งผลให้มีการจับกุมและซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก หนึ่งในเหยื่อซ้อมทรมานกรณีปล้นปืนที่โด่งดังมากคือ "อนุพงษ์ พันธชยางกูร" หรือ "กำนันโต๊ะเด็ง" อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส แต่ต่อมาก็หลุดจากข้อกล่าวหาเพราะอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี ต่อมากำนันโต๊ะเด็งและพวกก็ให้ถ้อยคำกับดีเอสไอและร้องทุกข์กล่าวโทษกับ ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดกับ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กับพวกรวม 19 คนในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกาย (ซ้อมทรมาน) ระหว่างที่ถูกสอบปากคำในคดีปล้นอาวุธปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ซึ่งพยานกลุ่มนี้บางส่วนตกเป็นผู้ต้องหา แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช.ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา โดยสรุปว่าข้อกล่าวหาที่มีต่อ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ และพวกไม่มีมูล ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ขึ้นเป็น รอง ผบ.ตร.ก็ฟ้องร้องกำนันโต๊ะเด็งและพวกกลับข้อหาให้การเท็จ แต่ท้ายที่สุดศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง/p pกรณีการซ้อมทรมานกำนันโต๊ะเด็งน่าสนใจ มีข้อมูลทางลับมากมายที่ผมเขียนไม่ได้ในที่นี้ แต่กำนันอนุพงษ์เคยเปิดเผยว่า เขาถูกตำรวจซ้อมทรมานจนฟันกรามหัก 2 ซี่ (เขาเอาฟันมาแสดงต่อศาลด้วย) เขาถูกจับมัดขาแล้วโยนตัวออกจากเฮลิคอปเตอร์จนห้อยโตงเตงกลางทะเล จับใส่ห้องเย็น จับตัวลูกและเมียมาทรมานต่อหน้า กำนันโต๊ะเด็งจึงยอมทุกอย่าง เพื่อแลกกับความปลอดภัยของลูกเมีย เขาขอพบทนายสมชายและรับรู้ว่า ทนายสมชายถูกทำให้เสียชีวิต ถูกบังคับให้แถลงข่าว ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนปล้นปืนในค่ายทหารปี 2547 และให้พูดตามที่เตรียมไว้คือ ให้ใส่ร้ายหะยีสุหลง พ่อของนายเด่น โต๊ะมีนา และกลุ่มวาดะห์ ในพรรคไทยรักไทย ว่าเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดน/p pหลังจากศาลได้ยกฟ้องทุกข้อหา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 กำนันอนุพงษ์เป็นผู้ที่ให้ข้อมูลถึงการทำงานของชุดตามล่าหาขบวนการปล้นปืนตอนนั้น และยังเปิดเผยข้อมูลซึ่งเกี่ยวพันกับการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตรด้วย/p p"ตอนที่ถูกควบคุมตัวที่เขาตันหยงอาการผมยังไม่สาหัส จนเที่ยงคืนถูกคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปกรุงเทพฯ มีตำรวจยศ พล.ต.อ.คนหนึ่ง เป็นหัวหน้าชุด ควบคุมตัวผมขึ้นเครื่องบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำตัวผมไปอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาซ้อมผมจนไม่รู้สึกตัว ล่ามกับเก้าอี้ ฟันผมหักสองซี่ ผมยังเก็บไว้เป็นหลักฐาน ตอนนั้นผมไม่ได้รู้จักกับทนายสมชายเป็นการส่วนตัว รู้แต่ว่าเป็นทนายมุสลิมที่เสียสละมาช่วยพี่น้องในชายแดนใต้ และผมอยากให้มาช่วย ผมถูกซ้อมหลายครั้ง ถูกล่ามโซ่ไว้กับโต๊ะ ถูกกระทืบ เขานั่งกินไวน์กัน ฉี่ใส่ปากผม เขาพูดกันว่า ผมเรียกร้องจะเอาทนายสมชายอย่างเดียว จะทำอย่างไร ถ้าทนายสมชายยังอยู่ก็จะหาหลักฐานมาหักล้างได้หมด ต้องทำคดีอื่นมาใหม่ โดยให้ผมแถลงข่าว”/p pนายอนุพงษ์กล่าวต่อว่า “จากนั้นผมถูกทำร้ายร่างกายจนหมดสติ พอฟื้นมาก็ถูกจับไปขังในห้องเย็นที่หนาวจัดจนปวดหัว เขาบอกให้ผมรับสารภาพ ผมบอกว่าถ้าผมเป็นคนปล้นปืนไปกว่า 300 กระบอก แล้วจะเอาปืนที่ไหนมาคืน จนวันที่ 8 มีนาคม 2547 พี่สมชายนัดมาว่าจะเจอผม แต่พวกเขาไม่ให้เจอ เขามาถามว่า ยังอยากเจอทนายสมชายอีกมั้ย มีกระดาษโน้ตมาบอกว่า พี่สมชายจะมาหาวันที่ 15 มีนาคม แต่ไม่รู้ว่าเป็นลายมือพี่สมชายจริงหรือไม่”/p p“พวกเขามานั่งกินเหล้ากันที่เดิม แล้วถามผมว่า ยังอยากเจอทนายสมชายอีกมั้ย เขาบอกว่ากูส่งมันไปหาอัลลอฮฺแล้ว เอามันไปเผาที่ราชบุรี และจะส่งมึงไปด้วย คนที่สั่งฆ่าทนายสมชายคือนายตำรวจที่อยู่ต่อหน้าผม คนที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์และทรมานผม ผมอยู่ในคุกอีกสักพัก ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น เจอตำรวจที่เคยทรมานผมเข้ามาอยู่ในคุก ผมเข้าไปถามว่า ฆ่าพี่สมชายทำไม เขาบอกว่า นายสั่ง เพราะนายกลัวตำแหน่งจะหาย ถ้าความจริงปรากฏและนายเขาก็ได้ตำแหน่งนั้นจริงๆ”/p pนี่คือภาพการซ้อมทรมานในภาคใต้ ซึ่งข้อมูลถึงปี 2555 มีรายงานตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานจากศูนย์ทนายความมุสลิมกว่า 300 กรณี และจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถึง 102 กรณี ยังไม่รวมกับเหตุอุ้มหายซึ่งเป็นอาชญากรรมโดยรัฐอีกกรณี/p pขณะที่ความเคลื่อนไหวที่สองคือกรณี "นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์" ซึ่งเป็นหลานสาวพลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหาร ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ "ค่ายปิเหล็ง" อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวไป สน.มักกะสัน กรุงเทพฯ เบื้องต้นเธอบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เธอถูกจับกุมด้วยฐานความผิดหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ทหาร และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากกรณีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร ลงในโซเชียลมีเดีย โดยโพสต์ในช่วงเดือน ก.พ. 2559/p pถ้าใครติดตามข่าวกรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของพลทหารวิเชียร เผือกสม จะรู้ว่า "นริศราวัลถ์" เธอเป็นตัวแทนของญาติๆ ที่ออกมาต่อสู้เพื่อน้าชายที่ตายอย่างอธรรม กรณีนี้มีหลักฐานชัดเจนจากแพทย์ชันสูตรว่าพลทหารวิเชียรถูกซ้อมจนตาย แต่กว่าที่ผู้กระทำถูกเปิดโปงออกมาก็ตอนที่นริศราวัลถ์เธอออกมาส่งเสียงนั่นแหละ คดีนี้ครอบครัวของพลทหารวิเชียรฟ้องแพ่งต่อกระทรวงกลาโหม เป็นจำเลยที่ 1 กองทัพบกเป็นจำเลย ที่ 2 และสำนักนายกรัฐมนตรี (ต้นสังกัด กอ.รมน.) เป็นจำเลยที่ 3 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกได้ทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรในระหว่างการฝึกทหารใหม่อย่างทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้ผลทหารวิเชียรถึงแก่ความตาย ซึ่งจำเลยประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ย และศาลแพ่งพิพากษาให้กองทัพบกจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2557 ตามที่ได้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันเป็นจำนวนเงิน 6.5 ล้านบาท/p pส่วนสำหรับคดีอาญานั้นa href="https://www.facebook.com/BBCThai/photos/pb.1526071940947174.-2207520000.1469517341./1800697476817951/?type=3" สำนักข่าวบีบีซีไทย/aรายงานว่า มารดาของพลทหารวิเชียรได้แจ้งความดำเนินคดีกับครูฝึกทหารใหม่และทหารที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรจนถึงแก่ความตายต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุแล้ว และเนื่องจากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารทั้งหมด ดังนั้นคดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ซึ่งผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้เอง ตาม พ.ร.บ. พระธรรมนูญ ศาลทหาร 2498 มาตรา 49 ให้พนักงานอัยการทหารเท่านั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลทหาร ปัจจุบัน คดียังอยู่ในระหว่างการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)/p pสองกรณีนี้สะท้อนว่า ความเปราะบางยิ่งของรัฐไทย คือปัญหาสิทธิมนุษยชน การเคารพต่อศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่ากรณีการกระทำต่อผู้เห็นต่าง หรือแม้แต่ภายในหน่วยงานของรัฐเอง ซึ่งยังมีกรณีการซ้อมทรมานพลทหาร การทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาจนถึงแก่ความตายปรากฎสู่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่เป็นคำถามคือ เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐของไทย โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงจึงไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนในการทำงาน และดูเหมือนถูกมองว่าเป็นสิ่งฉุดรั้งการทำงานมากกว่าเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งแม้ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED)) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาดังกล่าว และแม้รัฐไทยจะมีการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันการทรมานและบังคับสูญหายแล้ว แต่กระบวนการที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ก็เป็นไปอย่างล่าช้า หากเปรียบเทียบกับกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เร่งตราออกมาอย่างรวดเร็วภายใต้รัฐบาลนี้./p h4 style="text-align: center;"strong0000/strong/h4 pnbsp;/p pstrongอ้างอิง/strongbr /nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; a href="http://www.fatonionline.com/2704"คำให้สัมภาษณ์ กำนันอนุพงษ์ พันธชยางกูร,สำนักข่าว ฟาตอนี ออนไลน์, 12 มีนาคม 2557/abr /nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; a href="http://www.deepsouthwatch.org/blogs/Amnesty%20International?page=1"รายงาน การทรมาน...ปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไข,แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, 27 มิถุนายน 2557/abr /nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; a href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9560000066999"ข่าว ศาลยกฟ้อง “กำนันโต๊ะเด็ง” แจ้งความเท็จ ถูก ตร.ซ้อมคดีปล้นปืนปี 47,ผู้จัดการออนไลน์, 4 มิถุนายน 2556/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=4001" target="_blank"อดีตกำนันแฉตร.เอี่ยว#039;ทนายสมชาย#039;หาย จี้รัฐเลิกกฎอัยการศึกชราในชายแดนใต้/a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.org/journal/2016/07/67080" target="_blank"ตร.คุมตัวหลานสาว ‘พลทหารวิเชียร’ เหตุโพสต์หมิ่นประมาท น้าชายถูกซ้อมตายในค่ายทหาร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/TeGnbdqMXs4" height="1" width="1" alt=""/

คุยกับรังสิมันต์ โรม หลังมีชื่อติดแบล็คลิสต์ ห้ามดีเบตร่าง รธน. บนเวที กกต.

Tue, 26/07/2016 - 20:50
pรังสิมันต์ โรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ระบุ ไม่เข้าใจเหตุใดถึงติดรายชื่อแบล็คลิสต์ห้ามขึ้นเวทีดีเบตของ กกต. ชี้ถ้า กรธ. เชื่อว่าสิ่งที่ต้องเองทำดีแล้ว ทำไม่ต้องกลัว/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8677/28530787856_78254b8de3.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pกลายเป็นเรื่องที่โยนความรับผิดชอบกันไปมาระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่าแท้จริงแล้วใครเป็นคนกำหนดแบล็คลิสต์ 5 รายชื่อ ห้ามร่วมเวทีดีเบตเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กกต. และสถานีโทรทัศน์ TPBS ซึ่งเบื้องต้นจะมีแบ่งประเด็นดีเบตทั้งหมด 10 ประเด็น ซึ่งระหว่างนี้กำลังอยู่ในช่วงของการเตรียมการ ดำเนินการ และคาดว่าจะได้มีเวทีและเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนหน้าการลงประชามติ หนึ่งสัปดาห์/p pสำหรับรายชื่อที่ถูกคัดออกห้ามร่วมการดีเบต มาจากเหตุที่ว่า หลายคนมีพื้นที่ในการแสดงออกอยู่แล้ว อีกทั้งพวกเขายังมีพฤติกรรมในการแสดงออกทางสื่อที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ในการถกเถียง ประกอบด้วย 1.สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. 2.จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. 3.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. 4.รังสิมันต์ โรม สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และ 5.พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักเรียนเตรียมอุดมศึกษา/p pแม้จะดูยังไม่ชัดเจนว่าการตัด 5 รายชื่อนี้ออกจากการดีเบตว่ามีที่มาจากฝ่ายใด แต่ที่แน่ชัดที่สุดนอกจาก 3 นักการเมืองรุ่นใหญ่ ยังมีคนรุ่นใหม่ที่ถูกกันออกไปด้วยสองคน หนึ่งในนั้นคือ รังสิมันต์ โรม ประชาไทได้มีการโอกาสพูดคุยกับเขาสั้นต่อกรณีดังกล่าว คำตอบแรกของเขาในบทสนทนาคือ “ผมไม่เข้าใจ งง มากว่าทำไมเขาต้องห้ามเรา”/p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strong00000/strong/span/p pspan style="color:#0000ff;"strongจากกรณีการเปิดเผย 5 รายชื่อแบล็คลิสต์ห้ามร่วมเวทีดีเบตเรื่องร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะจัดขึ้นโดย กกต. หนึ่งในนั้นมีชื่อของคุณรวมอยู่ด้วย คุณคิดอย่างไรกับการที่ตัวเองมีชื่ออยู่ในแบล็คลิสต์/strong/span/p pจริงๆ ผมไม่เข้าใจ งง มากว่าทำไมเขาต้องห้ามเรา คือเท่าที่ผมอ่านข่าวก็ยังไม่เห็นเหตุผลจริงๆ ว่ามันเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วการเรียกร้องการดีเบท พูดกันตรงไปตรงมา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือ NDM เป็นคนแรกที่ออกไปท้าให้มีการดีเบตขึ้น เพื่อให้เกิดการนำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะกำลังจะมีการจัดการดีเบตขึ้นจริง เขากลับไม่ให้เราไปดีเบตด้วย ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้เขาออกมาชี้แจง เพราะสิ่งที่เขาทำมันเป็นการจำกัดสิทธิ ฉะนั้นมันต้องมีเหตุผลมาอธิบาย ไม่ใช่ไร้เหตุผลแบบนี้/p pแต่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแม้เขาจะห้ามไม่ให้ผมร่วมดีเบต พวกเราหลายคนก็พร้อมที่จะไปแทน ในแง่หนึ่งมันไม่ได้เหนือความคาดหมายว่าเขาจะจำกัดสิทธิเราไปเรื่อยๆ เพราะเราก็โดนกระทำมาโดยตลอดอยู่แล้ว/p pเขามีพฤติกรรมในการแสดงออกทางสื่อที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ในการถกเถียงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ/p pspan style="color:#0000ff;"strongกกต. สมชัย เองก็ให้เหตุผลไว้แล้วหลังจากประชุมร่วมกับ กรธ. และไทยพีบีเอสว่า แม้บางรายชื่อจะเป็นที่สังคมให้ความสนใจ อีกทั้งคนเหล่านี้ก็มีเวทีของตัวเองอยู่แล้ว และจากการพิจารณาร่วมกันเห็นว่า ทั้งหมดมีพฤติกรรมในการแสดงออกทางสื่อที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ในการถกเถียงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ จึงร่วมกันตัดออก 5 ชื่อออก/strong/span/p pคือถ้ากลับมาคิดดู ผมว่าเหตุผลพวกนี้มันเป็นการกล่าวหาซะมากกว่า มันไม่ใช่เหตุผลจริง ถามว่าทุกวันนี้ใครเป็นคนข้อมูลฝ่ายโหวตโนมากที่สุด คือพวกเรานะครับ เราทำข้อมูลมาโดยตลอด เราทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเรามีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์โดยตรง และเป็นเองก็เป็นสู้หนึ่งของขบวนการต่อสู้มาโดยตลอด ถามว่าผมแตกต่างจากสมาชิกคนอื่นอย่างไร ผมคิดว่าไม่/p pจริงๆ นั้นอาจจะไม่ใช่เหตุผลจริงที่เขาไม่อยากให้ผมออกไปพูด เขาอาจจะมีความรู้สึกส่วนตัวกับผมมากกว่า มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ผมมีบทบาทในสังคม เพราะถ้าเชื่อข้อกล่าวหาแบบนั้น มันก็ไม่สามารถที่จะมีใครออกไปดีเบตได้เลย/p pspan style="color:#0000ff;"strongสำหรับกรณีของคุณสุเทพ คุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร และคุณเพนกวิ้น พริษฐ์ ซึ่งถูกติดแบล็คลิสต์เหมือนกัน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร /strong/span/p pจริงๆ ผมคิดว่ามันไม่ควรมีแบล็คลิสต์ตั้งแต่แรก มันไม่ดีหรือที่เราได้ให้คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน เวทีมันสามารถจัดให้มีอะไรเหล่านี้ได้ และสุดท้ายเราก็เถียงกันด้วยเหตุผล หรือเราไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาในเหตุผลแล้ว เราเลยไม่สนใจ แต่ตัวผมเองยังศรัทธาในเหตุผล ผมเชื่อว่าการดีเบต เรื่องวิธีการดีเบตมันก็มีลูกเล่นลูกชน มันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สุดท้ายมันวัดกันด้วยข้อมูลมันวัดกันด้วยเหตุผล ผมคิดว่าคนไทยเขาตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องกลัวเรื่องใครจะไปให้ข้อมูลเพื่อยุยงปลุกปั้นเลย ถ้าเกิดว่า กรธ. มีข้อมูล และ กรธ. เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันดีมันถูกต้องแล้วจะกลัวอะไร/p pspan style="color:#0000ff;"strongสุดท้ายแล้ว การที่คุณติดแบล็คลิสต์ มันเป็นเพราะเขากลัวว่าคุณจะชนะในการดีเบตหรือเปล่า /strong/span/p pเรื่องชนะ หรือไม่ชนะมันเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การดีเบตสำหรับผม ผมไม่ได้มุ่งจะเอาชนะ แต่มองว่ามันเป็นพื้นที่หนึ่งที่เราจะได้นำเสนอข้อมูลมากกว่ากว่า ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องคิด และมันสำคัญที่สุด มากกว่าที่จะมองไปเรื่องชนะ หรือแพ้ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วมันไม่มีใครตัดสิน สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นคนเอาข้อมูลไปคิดต่อเอง/p pspan style="color:#0000ff;"strongถึงที่สุดแล้วถ้าเกิดว่า รายชื่อที่ได้เข้าไปร่วมในเวทีดีเบต ไม่มีคนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่เลย จะทำอย่างไรต่อไป /strong/span/p pมันคงพูดอะไรไม่ได้แล้ว เวลามันก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เราก็คงไปเรียกร้องอะไรตรงนั้นไม่ทัน สุดท้ายแล้วสังคมก็คงจะได้เห็นเอง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริงๆ ว่าอะไรคือความถูกต้อง และเป็นธรรม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kn6b4crqAH4" height="1" width="1" alt=""/

สมาคมนักข่าวประณาม 'หมอเปรมศักดิ์' หลังเปลื้องผ้านักข่าว ชี้เป็นการคุกคาม

Tue, 26/07/2016 - 20:44
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่wbrอ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่wbrงประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์สมาคมนักข่าวนักหนังสืwbrอพิมพ์แห่งประเทศไทย เรื่อง การคุกคามสื่อมวลชน โดยระบุว่า จากกรณีที่ น.พ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศบาลเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เทศบาลมืwbrองบ้านไผ่ จำนวน 4 คน ถอดเสื้อผ้าผู้สื่อข่าวชาย จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์nbsp; ขณะขอสัมภาษณ์ที่สำนักงานเทศบาล โดยมีเจ้าหน้าที่เทศบาลบันทึwbrกภาพผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวถูwbrกถอดเสื้อผ้าด้วยกล้องวิดิwbrโอและโทรศัพท์มือถือ หลังจากไม่พอใจการนำเสนอข่าว นพ.เปรมศักดิ์ กับหญิงสาววัยรุ่น และมีการอ้างว่าเป็นการสู่ขอกัwbrนผ่านทางสื่อออนไลน์นั้น/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่wbrงประเทศไทย เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุแม้wbrผู้ตกเป็นข่าวจะเห็นว่wbrาการนำเสนอข่าวของตนเป็นสิ่งที่wbrไม่เหมาะสมก็สามารถใช้สิทธิ์wbrทางกฎหมายต่อผู้ละเมิด ไม่ควรใช้กำลังกระทำการอันเป็wbrนการแสดงออกถึงการคุกคามสื่wbrอมวลชนเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดต่wbrอประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 ข่มขืนใจให้ผู้อื่wbrนยอมจำนนโดยเป็นการทำให้กลัวว่wbrาจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ และขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา 310 ที่มีการหน่วงเหนี่ยวกักขัง คุกคามเสรีภาพในร่างกาย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่wbrอ สมาคมนักข่าวฯ ขอประณาม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศบาลเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และเหตุการณ์นี้ ขอให้บุคคลหรือองค์กรที่เกี่wbrยวข้องในการตรวจสอบนักการเมือง ดำเนินการตามหลักจริยธรรม และร้องทุกข์กล่าวโทษ นพ.เปรมศักดิ์ ตามกฎหมาย ให้เจ้าหน้าตำรวจดำเนินคดีนึ้wbrให้ถึงที่สุด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่wbrางในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนัwbrกข่าว และข่มขู่ หน่วงเหนี่ยว กักขัง คุกคามเสรีภาพในร่างกายอีกต่อไป/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pทั้งนี้ สมาคมนักข่าวฯ พร้อมพิทักษ์และปกป้องสิทธิเสรีwbrภาพของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้wbrาที่ตามวิชาชีพอย่างเต็มที่/wbr/wbr/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rCQrnx2h82M" height="1" width="1" alt=""/

แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องตรวจสอบสภาพผู้ต้องขังตุรกี หลังทราบข้อมูลทารุณกรรม

Tue, 26/07/2016 - 20:20
pองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ข้อมูลการละเมิดสิทธิในตุรกี หลังรัฐบาลตุรกีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเผยว่า มีการทารุณกรรมผู้ต้องขัง ล่วงละเมิดทางเพศ และไม่ยอมให้ทนายหรือครอบครัวเข้าเยี่ยม ชี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายข้อ/p p!--break--!--break--/pp26 ก.ค. 2559 องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า พวกเขาได้รับหลักฐานที่น่าเชื่อถือทำให้ทราบว่าผู้ต้องขังที่ถูกจับกุมหลังจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวในตุรกีถูกทุบตี ทารุณกรรม รวมถึงถูกข่มขืน ในสถานที่คุมขังทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ/p pแอมเนสตี้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองอังการาและอิสตันบูลสั่งให้ผู้ต้องขังอยู่ในท่าผิดปกติหรืออยู่ในท่าเดิม (stress position) เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ยอมให้น้ำ อาหาร และการรักษาพยาบาล รวมถึงมีการใช้วาจาด่าทอและข่มขู่คุกคามพวกเขา ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือถูกทุบตี ทารุณกรรมและข่มขืน จอห์น ดาลฮุยเซน ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ยุโรปกล่าวว่าเขาได้รับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าอาจจะมีการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นในที่คุมขังจริงและถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกเมื่อพิจารณาจากจำนวนการคุมขังผู้คนเป็นจำนวนมากตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว/p p"มันเป็นเรื่องด่วนที่สุดที่รัฐบาลตุรกีจะต้องหยุดยั้งการกระทำที่น่ารังเกียจเหล่านี้และยอมให้นานาชาติเข้าไปตรวจสอบเยี่ยมเยียนผู้ต้องขังเหล่านี้ในสถานที่ที่พวกเขาถูกควบคุมตัวไว้" ดาลฮุยเซนกล่าว/p pแอมเนสตี้ระบุอีกว่ามีการกักขังตามอำเภอใจรวมถึงนำไปขังไว้ในที่ๆ ไม่เป็นทางการ ผู้ต้องขังถูกปฏิเสธไม่ให้ทนายความหรือครอบครัวเข้าพบและไม่มีการแจ้งข้อหาในการจับกุมอย่างเหมาะสมจนถือเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทางการตุรกีก็ทำให้ประธานาธิบดี เรเซป ไทยิป แอร์โดอัน สามารถคุมขังผู้คนโดยไม่แจ้งข้อหาได้เพิ่มขึ้นจาก 4 วันเป็น 30 วัน เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติอย่างทารุณมากขึ้น/p pทางแอมเนสตี้ยังได้พูดคุยกับทนายความ แพทย์ และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำเกี่ยวกับสภาพของผู้ต้องขังซึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อเพื่อความปลอดภัยทำให้ทราบถึงเรื่องการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องขังตามที่ระบุถึงซึ่งเกิดขึ้นมากโดยเฉพาะในสนามกีฬาและสนามม้าของศูนย์บัญชาการตำรวจกรุงอังการา และมีอีกหลายกรณีที่ถูกนำไปคุมขังในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำอย่างเป็นทางการเช่นนี้/p pผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่คุมขังเปิดเผยอีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์แม้ว่าผู้ต้องขังจะอยู่ในสภาพแทบยืนไม่ได้ ตาเลื่อนลอย จนถึงขั้นหมดสติ มีแพทย์ตำรวจรายหนึ่งบอกกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำว่าให้เขาปล่อยผู้ต้องขังให้ตายไปแล้วค่อยบอกกับคนอื่นว่าพบตัวผู้ต้องขังรายนี้เสียชีวิตไปตั้งแต่แรกแล้ว นอกจากนี้ในหมู่ผู้ต้องขังราว 650-800 รายในศูนย์บัญชาการตำรวจอังการา มีอย่างน้อย 300 รายที่มีร่องรอยถูกทุบตีทำร้าย บางคนมีบาดแผลของมีคม รอยช้ำ และกระดูกหัก ราว 40 ราย บาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถเดินได้ มีสองรายที่ถึงขั้นยืนไม่ขึ้น มีผู้ต้องขังรายหนึ่งเป็นผู้หญิงมีรอยช้ำที่ใบหน้าและลำตัว ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่าเขาได้ยินตำรวจพูดกันว่าที่พวกเขาถูกทุบตีเพื่อให้ "เปิดปากพูด"/p pมีการเปิดเผยต่อไปว่าผู้ต้องขังถูกมัดมือและถูกบังคับให้คุกเข่าเป็นเวลานานหลายชั่วโมง บางครั้งมีการรัดที่มัดมือแน่นจนเกิดแผล ทนายความบอกว่าผู้ต้องขังบางคนถูกนำตัวมาโดยที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ไม่ยอมให้น้ำและอาหารแก่ผู้ต้องขัง 2-3 วัน นอกจากนี้ผู้ต้องขังยังอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่ มีคนหนึ่งพยายามกระโดดจากหน้าต่างชั้น 6 ของอาคาร อีกคนหนึ่งเอาหัวโขกกำแพงซ้ำๆ/p pดาลฮุยเซนกล่าวว่า ถึงแม้จะมีภาพและวิดีโอการทารุณกรรมเผยแพร่ไปทั่วประเทศตุรกี แต่รัฐบาลก็ยังเงียบเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเงียบเฉยในสภาพการณ์เช่นนี้ถือเป็นปล่อยปละละเลยให้การละเมิดสิทธิฯ เกิดขึ้น ดาลฮุยเซน ยังกล่าวอีกว่าเขาเข้าใจว่าสภาพการณ์ในตุรกีชวนให้มีความเป็นห่วงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนหลังเกิดกรณีการพยายามก่อรัฐประหารเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่ก็ไม่ควรจะกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการทารุณกรรม ปฏิบัติเลวร้ายต่อผู้ต้องขัง รวมถึงการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ เพราะลิดรอนสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมถือเป็นการละเมิดกฎหมายตุรกีเองและกฎหมายระหว่างประเทศ/p p"บรรยากาศการเมืองของตุรกีในตอนนี้อยู่ในสภาพของความหวาดกลัวและตื่นตระหนก รัฐบาลควรเบนเข็มให้ประเทศเข้าสู่หนทางของการเคารพสิทธิและกฎหมาย ไม่ใช่การแก้แค้น" ดาลฮุยเซนกล่าว/p pแอมเนสตี้เรียกร้องให้คณะกรรมการยุโรปเพื่อการป้องกันการทารุณกรรม (CPT) เข้าตรวจสอบสภาพผู้ต้องขังในตุรกีโดยด่วน และในฐานะที่ตุรกีเป็นสมาชิกสภายุโรปรัฐบาลตุรกีมีพันธกรณีในการต้องให้ความร่วมมือกับ CPT ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการเข้าถึงสถานที่คุมขังได้จากที่ก่อนหน้านี้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตุรกีถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยมสถานที่คุมขัง แอมเนสตี้ยังเรียกร้องให้หน่วยงานทางการของตุรกีร่วมกันประณามการทารุณกรรมและการปฏิบัติเลวร้ายต่อผู้ต้องขัง รวมถึงต่อต้านและนำตัวผู้ทำการทารุณกรรมออกมาแสดงความรับผิดชอบ อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยม แจ้งเรื่องการคุมขังต่อสมาคมทนายความและครอบครัวผู้ต้องขังโดยทันที/p p"ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เรียกร้องให้ทางการตุรกีปฏิบัติตามพันธกรณีด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและไม่ฉวยโอกาสใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในการย่ำยีสิทธิผู้ต้องขัง" ดาลฮุยเซนกล่าว/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTurkey: Independent monitors must be allowed to access detainees amid torture allegations, Amnesty International, 24-07-2016br /a href="https://www.amnesty.org/en/latest/news/2016/07/turkey-independent-monitors-must-be-allowed-to-access-detainees-amid-torture-allegations/"https://www.amnesty.org/en/latest/news/2016/07/turkey-independent-monitors-must-be-allowed-to-access-detainees-amid-torture-allegations//a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vkN5ZfHmb3M" height="1" width="1" alt=""/

ยกฟ้องคดีเหมืองทองฟ้องประธานสภา อบต.เขาหลวง ศาลชี้หลักฐานไม่ชัด

Tue, 26/07/2016 - 19:39
pบริษัททุ่งคำฟ้องประธาน อบต.เขาหลวงฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่นำเรื่องขอต่อใบอนุญาตใช้พื้นที่เข้าที่ประชุม อบต. ศาลพิพากษายกฟ้องระบุ หลักฐานฝ่ายโจทก์ไม่ชัดเจน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8834/28529416176_0e9b63de6e.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8615/28561749605_055f931aaf.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8306/28483882071_834c9fd165.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p26 ก.ค 2559 เวลา 09.00 น.ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 80 คน เดินทางมาที่ศาลจังหวัดเลย เพื่อฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.687/2558 ที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องนายสมัย ภักดิ์มี ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในกรณีที่ประธานสภาฯ ไม่นำเรื่องการขอต่อใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ เข้าที่ประชุมสภา อบต.เขาหลวงbr /br /ต่อมาเวลา 09.50 น. ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานทางฝ่ายโจทก์ไม่ชัดเจน ไม่สามารถรับฟังได้ว่านายสมัย ภักดิ์มี ประธานสภาอบต.เขาหลวง ผิดจริงbr /br /ตามคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2558 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยนายสราวุธ สารวงษ์ ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ ฟ้องนายสมัย ภักดิ์มี เป็นจำเลย ในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยระบุว่า โจทก์ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำและทองแดง ณ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2555 ได้ยื่นขอต่อใบอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย เนื่องจากหนังสืออนุญาตให้โจทก์เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติของโจทก์ใกล้จะสิ้นอายุ (26 ธ.ค. 2555) ซึ่งตามระเบียบกรมป่าไม้ กำหนดว่า โจทก์จะต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงและต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ แต่เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2555 หลังจากที่โจทก์ยื่นเรื่องต่อ อบต.เขาหลวงเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบแล้ว จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการนำเรื่องของโจทก์เสนอเข้าที่ประชุม อบต.เขาหลวง แต่จำเลยหาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว และจำเลยยังเป็นแกนนำพาชาวบ้านในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่ตั้งของบริษัทโจทก์มาชุมนุมประท้วงการทำงานของโจทก์ โดยมีเจตนาเพื่อที่จะไม่ให้โจทก์ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เป็นการปฏิบัติหรือละเวันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 nbsp;br /br /คดีดังกล่าวนี้ได้ผ่านขั้นตอนการสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยเรียบร้อยแล้ว และรอฟังคำพิพากษาในวันนี้ (26 ก.ค. 2559) ณ ศาลจังหวัดเลย ทั้งนี้ ตามมาตรา 157 ว่าด้วยความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ/p pผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการฟังคำพิพากษาคดีว่า ชาวบ้านกลุ่มฅนรักบ้านเกิดฯ เข้ารับฟังผลด้วยความคาดหวังว่าศาลจะยกฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการเมือง ทว่าบริษัทได้นำเข้าสู่พื้นที่ของศาลสถิตย์ยุติธรรม ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ควรได้รับการแก้ไขทางการเมือง อีกทั้งกลุ่มชาวบ้านไม่ต้องการให้ต่ออายุการอนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากประกอบกิจการเหมืองทองคำ ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร และสุขภาพของชาวบ้านbr /br /ทั้งนี้ บริษัทได้ฟ้องร้องประธาน อบต.เขาหลวง เป็นคดีความอีก 1 คดี ในข้อหาเดียวกันนี้ คือ ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นคดีดำหมายเลข อ.244/2559 ภายหลังจากที่นายสมัยในฐานะประธานสภา อบต.เขาหลวง ได้นำเรื่องการขอต่ออายุหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองทองคำของบริษัทฯ เข้าสู่การประชุมสภา อบต.เขาหลวง และได้มีการนำเหตุผลการคัดค้านของกลุ่มฅนรักบ้านเกิดเข้ามาพูดคุยด้วย ส่วนสมาชิกอบต.เขาหลวงโซนบนจำนวน 16 คน ได้อ้างการพัฒนาจึงต้องการให้บริษัทดำเนินกิจการต่อไป รวมถึงเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีงานทำ และขอให้มีการลงมติเห็นชอบ นำไปสู่ความวุ่นวาย จนทำให้ต้องปิดประชุมสภา อบต.เขาหลวง และได้มีความพยายามที่จะเปิดประชุมสภา อบต.เขาหลวง เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยสมาชิกอบต.โซนบนจำนวน 16 คน พยายามให้มีการเปิดประชุมเพื่อขอมติความเห็น พร้อมร้องขอให้มีการประชุมลับ ทำให้เกิดปัญหากับชาวบ้านที่ต้องการเข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงมีการนำเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร จำนวนหลายร้อยคนเข้ามาควบคุมพื้นที่ในการประชุมสภา อบต.เขาหลวง ครั้งต่อๆ มา จนการประชุมสภา อบต.ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2559 ได้เกิดความวุ่นวายในการประชุม สภา อบต. และต่อมาสมาชิก อบต.เขาหลวงโซนบน 16 คนได้ฟ้องร้องชาวบ้านต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังสะพุง ในข้อหาข่มขืนใจและทำร้ายร่างกาย/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2CXRcBvarHo" height="1" width="1" alt=""/

ธเนตร มอบตัวกองปราบฯ คดีนั่งรถไฟส่องโกงราชภักดิ์ ประกัน 1 หมื่น

Tue, 26/07/2016 - 19:20
!--break--!--break-- p26 ก.ค.2559 a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=1289"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/anbsp;รายงานว่าnbsp;วันนี้ เวลา 11.00 น. ธเนตร อนันตวงษ์ หรือตูน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม ถนนพหลโยธิน เนื่องจากตกเป็นผู้ต้องหาในคดีโพสต์ภาพแผนผังทุจริตก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และสถานะคดีของธเนตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอส่งตัวให้อัยการศาลทหารเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ภายหลังการรายงานตัวเสร็จสิ้นพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวธเนตรกลับและนัดส่งตัวให้อัยการศาลทหารในวันที่ 28 ก.ค. นี้ ที่ศาลทหาร/p pธเนตร ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบที่จะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3)/p pโดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมาnbsp;ธเนตร ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี จากคดีร่วมกิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2558 ในฐานความผิดฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 ข้อ 12 พนักงานสอบสวนได้ให้ธเนตรประกันตัวด้วยเงินสด 10,000 บาท โดยสถานะคดีของธเนตรขณะนี้อยู่ระหว่างการรอส่งตัวให้อัยการศาลทหารเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องอีกเช่นกัน/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="true" allowtransparency="true" frameborder="0" height="315" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FFahroongSk%2Fvideos%2F622725744559176%2Famp;show_text=0amp;width=560" style="border:none;overflow:hidden" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"nbsp;คลิป ธเนตร ให้สัมภาษณ์ขณะเข้ามอบตัวที่ สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี (ที่มา/spana href="https://www.facebook.com/FahroongSk/videos/622725744559176/"span style="color:#ff8c00;"Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/p pทั้งนี้ก่อนที่ธเนตรจะเดินทางเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนทั้งสองคดี ธเนตรได้หายตัวไปและไม่ไปตามนัดรายงานตัวระหว่างฝากขังครั้งที่ 2 ของศาลทหาร/p p"ไม่อยากหลบหนี อยากให้คดีสิ้นสุด ก็อยากให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอยากบวชให้พ่อ จึงกลับมาสู้ในกระบวนการยุติธรรม" ธเนตร กล่าว พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัยจึงหลบหนีไป รวมทั้งกลัวถูกอุ้ม พร้อมยืนยันต่อสู้ให้ถึงที่สุดและยืนยันเจตจำนงค์ว่าตนเองไม่ผิดnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/01/63507" target="_blank"เปิดใจ #039;ธเนตร#039; 1 ใน 6 คณะส่องทุจริตราชภักดิ์ ที่ถูกหมายจับ หลังลี้ภัยต่างประเทศ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/O1E4kKbHVek" height="1" width="1" alt=""/

ก.แรงงานแจงพร้อมเจรจาไตรภาคีคุ้มครองลูกจ้าง 'โดล' กว่าพันคนตามกฎหมาย

Tue, 26/07/2016 - 17:59
!--break--!--break-- div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8819/28276594320_8ce590cec5.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพเว็บไซต์/spana href="http://www.mol.go.th/content/51814/1469514149"span style="color:#ff8c00;"กระทรวงแรงงาน/span/a/div p26 ก.ค.2559 จากกรณีวานนี้ (25 ก.ค.59) บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม หมู่ 10 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแปรรูปผลไม้กระป๋องส่งออกต่างประเทศรายใหญ่ ได้ปิดงานโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่งผลให้ทำให้ลูกจ้างทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานข้ามชาติกว่าพันคนต้องตกงาน (a href="http://prachatai.org/journal/2016/07/67074"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a) นั้น/p pวันนี้ (25 ก.ค.59)nbsp;ธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงานnbsp;เปิดเผยว่าnbsp;พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานnbsp;ได้ให้ความห่วงใยต่อสถานการณ์ด้านแรงงานโดยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งให้ความช่วยเหลือลูกจ้างในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรณีลูกจ้างของบริษัท โดลไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตแปรรูปผลไม้ส่งออกที่ปิดโรงงานแปรรูปผลไม้ส่งออกที่ จ.ชุมพรนั้น ล่าสุดหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดชุมพร ได้เข้าไปดำเนินการดูแลช่วยเหลือคนงาน ซึ่งวันนี้ (26 ก.ค.59) เวลา 09.00 น. จะมีการนัดหารือกันเพื่อตกลงในรายละเอียดในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ลูกจ้างประมาณ 1,000 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างตามฤดูกาล จะสิ้นสุดสัญญาจ้างในเดือนกรกฎาคมนี้ บริษัทฯ พร้อมจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 2 เดือน และเงินชดเชยตามกฎหมาย เช่นเดียวกับลูกจ้างประจำ ส่วนลูกจ้างต่างด้าวจำนวน 254 คน จะดำเนินการย้ายไปทำงานที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามความสมัครใจ สำหรับลูกจ้างส่วนหนึ่งที่มีภูมิลำเนาอยู่นอกพื้นที่ให้พิจารณาตามความสมัครใจเพื่อไปทำงานที่จ.ประจวบคีรีขันธ์และจ.ระยองต่อไป/p pธีรพลnbsp;กล่าวต่อว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดชุมพร ได้ไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานตามสิทธิผู้ประกันตนแล้วขณะที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพรได้ประสานกับจังหวัดในพื้นที่มารับสมัครงานจำนวนกว่า 1,000 อัตราแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.59) ซึ่งทั้งหมดเป็นตำแหน่งงานว่างในบริษัทฯ ผลิตอาหารทะเลจำนวน 300 อัตรา ส่วนศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดชุมพร จะดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานให้คนงานตามความต้องการของบริษัทที่จะรับเข้าทำงานใหม่ โดย บริษัทโดลฯ จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้บริษัท โดลฯ ยืนยันว่าจะจัดทำรายละเอียดการดำเนินการให้แก่ลูกจ้างเป็นรายคน ส่งให้ภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67074" target="_blank"ปิดโรงงานแปรรูปผลไม้ส่งออกที่ชุมพร คนงานกว่าพันเคว้ง โวยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rrudqIOtGzg" height="1" width="1" alt=""/

3 นักสิทธิผู้เปิดการซ้อมทรมานรับทราบข้อหาหมิ่นประมาททหาร พร้อมโต้ ทหารไม่เปลี่ยน-ไม่แก้ปัญหา

Tue, 26/07/2016 - 16:57
p3 นักปกป้องสิทธิฯ รับทราบข้อกล่าว หลัง กอ.รมน. ภาค 4 ฟ้องหมิ่นประมาท-พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่ออกรายงานซ้อมทรมานภาคใต้nbsp;ผู้ทำรายงานโต้ ทหารไม่เปลี่ยน-ไม่แก้ปัญหา/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8605/28558746985_c45d3a4396.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongสมชาย หอมลออ ,พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ,อัญชนา หีมมิหน๊ะ nbsp;ตามลำดับ/strong/span/p p26 ก.ค.2559 เวลา 13.00 น. ที่ สภ.เมืองปัตตานี นักสิทธิมนุษยชน 3 คน ประกอบด้วย สมชาย หอมลออ, พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้เข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนในกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความดำเนินคดีด้วยข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสารและความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557– 2558” โดยรายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจและองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8860/28489303601_53fc0c9f7d.jpg" //p pอับดุลกอฮาร์ อาแวปูแตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี และทนายความของทั้งสามกล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งรายละเอียดข้อกล่าวหาในส่วนของความผิดฐานหมิ่นประมาทว่าเกิดในวันที่ 10 ก.พ.2559 ที่ทางเครือข่ายมีการเปิดเผยรายงาน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ในวันที่ 14 ก.พ.2559 หลังจากมีการเผยแพร่รายงานผ่านเว็บไซต์ต่างๆ/p p”ผมสังเกตเห็นว่าถ้าในหนังสือมีคำว่าเจ้าหน้าที่ทหาร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับทหาร เขาก็จะอ้างว่าไม่เป็นความจริง" อับดุลกอฮาร์ กล่าวและให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทั้งสามให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และเจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันตัว ส่วนรายละเอียดในเรื่องข้อต่อสู้นั้นทีมทนายจะมีการจัดทำบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่งnbsp;โดยทั้ง 3 คนจะส่งรายละเอียดคำปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเอกสารในภายหลัง ภายในกำหนดระยะเวลา 60 วัน/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8577/28460622042_35295aa528.jpg" //p h3span style="color:#0000cd;"องค์กรสิทธิยกเหตุผล 5 ประการที่ กอ.รมน.ไม่ควรฟ้องnbsp;/span/h3 pผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการเข้ารายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว ได้มีตัวแทนจากองค์การด้านสิทธิมนุษยชนทั้งระดับในประเทศและระหว่างประเทศมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจจำนวนมาก เช่น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) คณะกรรมการเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียหรือ AHRC/p pโดยก่อนน้านี้ องค์กรเหล่านี้ ได้ออกแถลงการณ์a href="http://www.deepsouthwatch.org/node/9173"ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับ 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน/aดังกล่าวมาแล้ว เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนขอให้กำลังใจมีความเห็นต่อกรณีการแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว 5 ประการโดยสรุปคือ/p pประการแรก การจัดทำรายงานเป็นไปตามหลักวิชาการและมีมาตรฐาน ภายใต้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol” ซึ่งเป็นคู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานกรณีการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อเหยื่อการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nation Fund for Victims of Torture) ภายใต้หลักการตาม“อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”ที่ประเทศไทยเป็นภาคี/p pประการที่สอง การดำเนินงานของนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน เป็นการดำเนินการในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พวกเขาจึงได้รับการคุ้มครองภายใต้ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (The Declaration on Human Rights Defenders) ดังนั้น การดำเนินคดีของกอ.รมน.ภาค 4 สน.กับทั้งสามคนนี้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติที่สวนทางกับหลักการสากล/p pประการที่สาม การฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ถือเป็นการดำเนินคดีในลักษณะที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Litigation Against Public Participation) เพื่อให้หยุดพูดหรือระงับการมีส่วนร่วมสาธารณชน หรือยุติการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ แม้ทั้งสามคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร ดังนั้น การดำเนินการแบบนี้ ย่อมจะส่งผลต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งที่เป็นบุคคล กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้เสียเปรียบและตกเป็นเหยื่อการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก/p pประการที่สี่ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ไม่มีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับนักสิทธิทั้งสามในข้อหาดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐทำหน้าที่ปกป้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น ประชาชนมีสิทธิโต้แย้ง ตำหนิหรือกล่าวหาได้ และรัฐต้องรับฟังและนำไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่นำข้อกล่าวหานั้นมาไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท อีกทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน มิได้มุ่งหมายจะคุ้มครองหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด และหากเป็นการหมิ่นประมาทตัวเจ้าพนักงานของรัฐก็มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองตัวเจ้าพนักงานอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นเจ้าพนักงานเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย/p pประการที่ห้า ปัจจุบันค่อนข้างจะมีความเห็นสอดคล้องกันในทางวิชาการและเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปัจจุบันว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 นั้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะไปใช้กับกรณีหมิ่นประมาท แต่มุ่งเน้นจะใช้กับเรื่องการโจมตีระบบหรือกรณีปลอมแปลง หรือฉ้อโกงเท่านั้น อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลในคดีภูเก็ตหวานที่วินิจฉัยยืนยันเจตนารมณ์ดังกล่าวไว้ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ไม่ได้มุ่งเอาผิดกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา/p h3span style="color:#0000cd;"แนะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามรายงานสถานการณ์การทรมานฯ/span/h3 p“ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา การดำเนินการของ กอ.รมน. ภาค 4 สน.ในการแจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทต่อสามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อหน้าที่ของรัฐและก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศต่อประชาคมโลก” แถลงการณ์ระบุ/p pแถลงการณ์ดังกล่าวระบุทิ้งท้ายด้วยว่า ดังนั้น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปี2557-2558” ที่มีความเป็นกลาง โดยคัดเลือกจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยใช้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol”และนำเสนอผลการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาชนและต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจและตั้งใจของประเทศไทยที่จะปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศไทยเป็นภาคี/p h3span style="color:#0000ff;"แอมเนสตี้แถลงต้องยกเลิกสอบสวนโดยทันที/span/h3 pแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International-AI) ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีการแจ้งข้อหาแก่นักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 คนโดยเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกการสอบสวนทางอาญาแก่ทั้งสามโดยทันที แถลงการณ์ยังกล่าวว่า หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 รัฐบาลทหารของไทยได้มีความพยายามในการปราบเสียงที่เห็นต่างทุกรูปแบบ อีกทั้งยังมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเเสดงออกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาที่ทางการได้ตั้งข้อหาต่อบุคคลกว่า 100 คน เนื่องจากการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ/p p“ทางการไทยควรยุติการสอบสวนทางอาญาโดยทันที โดยยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนักกิจกรรมทั้งสามคนและดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่พวกเขาเปิดโปง เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากความรับผิด” ซาลิล เช็ตตี้ เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว/p p“กรณีที่กำลังเกิดขึ้นกับนักกิจกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งสามคนนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลทหารว่า ไม่มีบุคคลใดที่ปลอดภัยและอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขาได้”ซาลิลกล่าว/p h3 class="p1"span style="color:#0000ff;"ผู้จัดทำออกแถลงการณ์การที่รัฐเข้าแจ้งความ สะท้อนถึงการพยายามไม่แก้ปัญหา/span/h3 p class="p1"มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการจัดทำและเผยแพร่รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้span class="s1" 2557-2558 /spanโดยเนื้อความบางส่วนกล่าวว่า กรณีการแจ้งความร้องทุกข์ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้านั้น สะท้อนให้เห็นท่าทีที่ไม่เปลี่ยนแปลงต่อการแก้ปัญหาการทรมานของรัฐบาลไทย การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยข้อเสนอแนะของรายงานแต่กลับดำเนินคดีต่อผู้จัดทำแทนนั้นแสดงให้เห็นว่าทางการไทยและผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รู้เห็นเป็นใจ หรือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางคนใช้วิธีการทรมานการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีต่อผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่สงบต่อไป/p p class="p1"อีกทั้งแถลงการณ์ยังกล่าวอีกว่าผู้จัดทำได้ส่งรายงานชิ้นดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนเผยแพร่เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาแต่อย่างใด มีเพียงเฉพาะเจ้าหน้าที่บางคนได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามเพื่อขอทราบรายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์เท่านั้นnbsp;/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr td pstrongแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลbr /แถลงการณ์nbsp;/strong/p p style="text-align: center;"strongประธานกรรมการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและนักกิจกรรมอีกสองคนอาจได้รับโทษจำคุกเนื่องจากเปิดโปงการทรมาน/strong/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องทางการไทยต้องยกเลิกการสอบสวนทางอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงทั้งสามคนโดยทันที รวมทั้งต่อประธานกรรมการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งอาจถูกแจ้งข้อหาในวันนี้เนื่องจากการจัดทำและตีพิมพ์เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการทรมานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยnbsp;/p pนายสมชาย หอมลออ นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเมื่อเดือนที่แล้ว อาจต้องได้รับโทษจำคุกห้าปีและถูกปรับเป็นเงินประมาณ 170,000 บาท หากพบว่ามีความผิดฐาน “หมิ่นประมาททางอาญา” และ “ความผิดทางคอมพิวเตอร์” โดยบุคคลทั้งสามจะเข้าพบตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานีในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้/p pซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไทยสัญญาจะประกาศใช้กฎหมายต่อต้านการทรมาน แต่นับเป็นความขัดแย้งที่พวกเขากลับคุกคามนักกิจกรรมที่พยายามเปิดโปงการกระทำอันน่ารังเกียจเช่นนี้/p p“ทางการไทยควรยุติการสอบสวนทางอาญาโดยทันที โดยยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนักกิจกรรมทั้งสามคน และดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่พวกเขาเปิดโปง เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากความรับผิด”nbsp;/p pนายสมชาย หอมลออ นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เป็นสมาชิกของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มสผ.) และกลุ่มด้วยใจ พวกเขาได้ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เสนอ 54 กรณีของการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพไทย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความอ่อนไหว และมีรายงานการทรมานเกิดขึ้น/p pทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษในรายงานการทรมานฉบับนี้ ได้แจ้งข้อหาต่อบุคคลทั้งสามเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 nbsp;/p pข้อกล่าวหาต่อบุคคลทั้งสามเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของการข่มขู่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยที่จะต้องคุ้มครองสิทธิของพวกเขา/p pภายหลังรัฐประหารปี 2557 รัฐบาลทหารของไทยเพิ่มความพยายามในการปราบปรามเสียงที่เห็นต่างทุกรูปแบบ มีการจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และการสมาคมอย่างกว้างขวาง เฉพาะในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ทางการได้ตั้งข้อหาต่อบุคคลกว่า 100 คน เนื่องจากต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม/p p“กรณีที่กำลังเกิดขึ้นกับนักกิจกรรมซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งสามคนนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลทหารว่า ไม่มีบุคคลใดที่ปลอดภัยและอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขาได้” ซาลิล เช็ตตี้กล่าว/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเห็นว่าบุคคลซึ่งถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกเป็นนักโทษทางความคิด และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวพวกเขาโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขnbsp;/p pnbsp;/p pstrongข้อมูลพื้นฐานnbsp;/strong/p pนายสมชาย หอมลออเป็นนักกิจกรรมอาวุโสและเป็นอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มสผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดทำข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติเป็นผู้อำนวยการของมูลนิธิ/p pเมื่อเดือนที่แล้ว นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติได้รับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากการทำงานให้กับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มสผ.)/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดทำข้อมูลและการตีพิมพ์รายงานการทรมานดังกล่าวnbsp;/p pในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 128 รัฐภาคีสหประชาชาติที่แสดงความเห็นชอบสนับสนุนมติขององค์การสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ทางการงดเว้นการข่มขู่และตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนnbsp;/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr td pstrongแถลงการณ์nbsp;/strong/p pstrongคำชี้แจงกรณีการจัดทำและเผยแพร่รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ 2557-2558/strong/p pจากกรณีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า อ้างว่าเป็นผู้เสียหายnbsp; ได้แจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดี นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กล่าวคือ ผู้เสียหายตรวจพบว่า มีการนำเอาเอกสารรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้ ปี พ.ศ. 2557-2558 ซึ่งเป็นความเท็จ ไปเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในเวปไซต์ nbsp;http://voicefromthais.wordpress.com” nbsp; โดยผู้ต้องหาทั้งสามได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เวลา 13.00 น. ณ สภ.ปัตตานีนั้น/p pมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ซึ่งเป็นองค์กรที่ร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558 nbsp;ขอแถลงว่า/p p1. การกระทำทรมาน เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ทั้งตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกของ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รัฐมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว/p p2. นับตั้งแต่ก่อนและหลังเหตุการณ์ความไม่สงบกล่าวคือกรณีปล้นปืนค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ในปี 2547เป็นต้นมาปรากฎว่ามีการกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ และการประหัตประหารนอกกระบวนการยุติธรรม เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้เสมอมา โดยที่ทางการไทยไม่มีมาตรการในการป้องกัน ปราบปรามและเยียวยาอย่างได้ผลแต่อย่างใดnbsp;/p p3. แม้ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำดังกล่าว จะได้ร้องเรียน ร้องทุกข์หรือดำเนินมาตรการต่างๆด้วยตนเอง หรือโดยการช่วยเหลือสนับสนุนขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมและการชดใช้เยียวยา แต่มักไม่ได้ผล เนื่องจากวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลในหมู่เจ้าหน้าที่ยังเข้มแข็ง กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ผู้ที่ร้องทุกข์ร้องเรียนและเรียกร้องความเป็นธรรมถูกข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เสียหายจากการทรมานจำเป็นต้องแสวงหาการช่วยเหลือเยียวยาจากองค์การและกลไกระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกสหประชาชาติ nbsp;/p p4. การจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558nbsp; ผู้จัดทำได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อเหยื่อจากการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nations for Victims of Torture) โดยรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของผู้ตกเป็นเหยื่อของการทรมาน ระหว่างปี 2547-2558 เพื่อหาหนทางในการแสวงหาความเป็นธรรมและเยียวยาต่อไป โดยใช้แบบประเมินผลกระทบจากการทรมานเพื่อประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งออกแบบโดย Physicians for Human Rights (PHR) และ American Bar Association Rule of Law Initiative (ABAROLI)nbsp; ทั้งผู้เก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้ผ่านการฝึกอบรมในการใช้แบบสอบถามดังกล่าวหลายครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นรายงานดังกล่าวจึงมีความถูกต้องแม่นยำในทางวิชาการ/p p5. ในการเขียนรายงาน ผู้จัดทำรายงานมิได้ประสงค์ที่จะระบุชื่อของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทรมาน เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม วิธีการ สถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมของการกระทำทรมาน ความรู้สึกและผลกระทบที่เกิดกับผู้เสียหายจากการทรมานเป็นสำคัญ โดยพบว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการทรมานอย่างเป็นระบบ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ กล่าวคือเป็นการกระทำทรมานเป็นประจำ โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี เป็นการกระทำที่แพร่หลาย กว้างขวางในจังหวัดชายแดนใต้ เช่น การข่มขู่ให้กลัว การจำลองวิธีการประหารชีวิต การซักถามที่ใช้เวลานานโดยไม่ให้พักผ่อน การขังเดี่ยว การทำให้สูญเสียประสาทสัมผัสnbsp; การทุบตีทำร้ายร่างกาย การทำให้สำลักหรือบีบคอ การทำให้จมน้ำหรือจุ่มน้ำ และการให้อยู่ในห้องร้อน ห้องเย็น เป็นต้นnbsp;/p p6. ร่างรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558 ผู้จัดทำได้ส่งให้แก่เจ้าหน้าที่เป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ก่อนที่จะเผยแพร่ต่อประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ไม่เคยติดต่ออย่างเป็นทางการกับหน่วยงานที่จัดทำรายงานแต่อย่างใด มีเฉพาะเจ้าหน้าที่บางคน ได้โทรศัพท์สอบถามผู้เขียนรายงานบางคน เพื่อขอทราบรายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์เท่านั้น ซึ่งผู้จัดทำรายงานไม่สามารถให้ได้ โดยปราศจากความยินยอมของผู้ให้สัมภาษณ์ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา นอกจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐ ไม่สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาลงโทษและชดใช้เยียวยาผู้เสียหายจากการทรมานแล้ว ยังไม่สามารถคุ้มครองความมั่นคง ปลอดภัยของผู้เสียหายด้วย ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานของรัฐและกระบวนการยุติธรรม หลายคนมีอาการคับแค้นด้านจิตใจและวิตกกังวล ซึ่งในภาวะดังกล่าวอาจทำไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้/p p7. การที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯnbsp; และนโยบายของทางราชการในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนท่าทีที่ไม่เปลี่ยนแปลงต่อการแก้ปัญหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีที่ยังคงเกิดขึ้นเสมอ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยไม่นำพาต่อข้อเสนอแนะของรายงานแต่กลับดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสาม ไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกเสียจากว่าทางการไทยและผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางคน ใช้วิธีการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีต่อผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่สงบต่อไป โดยยังไม่ได้ตระหนักว่า การทรมานอย่างอย่างกว้างขวางและอย่างเป็นระบบที่ยังดำเนินต่อไปในจังหวัดชายแดนใต้เช่นนี้ อาจนำไปสู่การกล่าวหาโดยนานาชาติว่าเป็น “การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity)” ได้nbsp; nbsp;/p pวันที่ 26 กรกฎาคม 2559/p pมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานีnbsp;/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66306" target="_blank"โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 แจง ฟ้องป้องศักดิ์ศรีรัฐ-นักสิทธิยัน ยืนหยัดปกป้องสิทธิมนุษยชน/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/07/67071" target="_blank"ส.นักกฎหมายสิทธิฯ ร้องรัฐยุติคดี 3 นักสิทธิหลังฟ้องปมรายงานซ้อมทรมาน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Hs8IKj8joVo" height="1" width="1" alt=""/

กังขาสื่อดังฮ่องกง ปมบทสัมภาษณ์นักกิจกรรมหลังปล่อยตัวมีเงื่อนงำ เหตุแม้แต่สามียังติดต่อเจ้าตัวไม่ได้

Tue, 26/07/2016 - 16:48
pสื่อดังฮ่องกงเผชิญข้อกังขาครั้wbrงใหญ่หลังเผยแพร่ "บทสัมภาษณ์" นักกิจกรรมที่เพิ่งมีประกาศปล่wbrอยตัวแต่คนใกล้ชิดยังไม่wbrสามารถติดต่อเธอได้ รวมถึงลักษณะคำให้สัมภาษณ์คล้wbrายตอนที่คนต้านรัฐบาลจีนถูกบัwbrงคับให้ "สารภาพ" จึงกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่wbrาสิ่งที่นำเสนอนี้เป็น "การเขียนบท" ของรัฐบาลจีนหรือไม่ ท่ามกลางความกังวลว่าสื่อฮ่wbrองกงเริ่มถูกรัฐบาลจีwbrนกลางครอบงำ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr" !--break--!--break--/p p dir="ltr"25 ก.ค. 2559 ทอม ฟิลิปส์ นักข่าวเดอะการ์เดียนที่wbrประจำในกรุงปักกิ่งประเทศจีน ระบุถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์wbrเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ซึ่งเป็wbrนสื่อในฮ่องกง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลายเป็wbrนปากกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนแผ่wbrนดินใหญ่ หลังจากที่มีการนำเสนอบทสัwbrมภาษณ์ของนักกิจกรรมชื่อ เจ้าเวย ผู้เคยถูกทางการจีนกักขังไว้ แต่ทนายความและสามีของเธอกลัwbrบไม่สามารถติดต่อกับเธอได้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"กลายเป็นคำถามว่าเซาท์ไชน่ามอร์wbrนิงโพสต์นำบทสัมภาษณ์wbrเธอมาจากไหนถ้wbrาหากทนายความและสามีของเจ้wbrาเวยไม่สามารถติดต่อเธอได้wbrและสงสัยว่าเธอยังคงถูกคุมขัwbrงอยู่ที่ใดสักแห่ง ก่อนหน้านี้เซาท์ไช่นามอร์นิwbrงโพสต์ หรือ SCMP นำเสนอบทสัมภาษณ์ของเจ้าเวย นักกิจกรรมและผู้ช่วยด้านกฎหมาย อายุ 24 ปี เธอถูกรัฐบาลจีนกักขังอย่างลับๆ เป็นเวลา 1 ปี ในบทสัมภาษณ์ของ SCMP เจ้าเวยบอกว่าเธอรู้สึกเสียใจกัwbrบกิจกรรมที่เธอทำ อย่างไรก็ตาม บทสัมภาษณ์นี้ถูกตั้งคำถามจากทั้wbrงนักกิจกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ และนักข่าวของ SCMP เอง ถึงเรื่องความน่าเชื่อถือ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"อดีตนักข่าวและบรรณาธิการของ SCMP ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้wbr เช่นอดีตบรรณาธิการรายหนึ่งกล่wbrาวว่าบทสัมภาษณ์เจ้าเวยน่าสงสัwbrยมาก อดีตนักข่าวอีกคนหนึ่งตั้งข้อสัwbrงเกตว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่wbrาวอาจจะเป็นสิ่งที่ทางการจีนจัwbrดเตรียมมาให้ และอดีตพนักงานของ SCMP รายหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นเรื่wbrองน่าเศร้าที่หนังสือพิมพ์ที่wbrเคยเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียกำลัwbrงกลายเป็นกระบอกเสียงให้รัwbrฐบาลจีน ทางทนายความและสามีของเจ้าเวยก็wbrสงสัยเช่นกันว่าการสัมภาษณ์wbrในครั้งนี้อาจจะเป็นการจัwbrดฉากของรัฐบาลจีน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"เดอะการ์เดียนระบุว่า SCMP พูดคุยกับเจ้าเวยผ่านทางความช่wbrวยเหลือของตัวกลางลึกลับที่ไม่wbrเปิด เผยตัวต่อพนักงาน SCMP ซึ่งทาง SCMP ออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลในนาม "กองบรรณาธิการ" ว่าการตั้งคำถามต่อ SCMP ในเรื่องนี้เป็นการพยายาม "ป้ายสี" ให้ SCMP ถูกมองในแง่ลบ พวกเขายังระบุอีกว่าพวกเขาไม่wbrแน่ใจว่าเจ้าเวยให้สัมภาษณ์wbrในขณะที่เธออยู่ภายใต้การควบคุwbrมสอดส่องหรือไม่ และทาง SCMP ปฏิเสธซ้ำๆ ที่จะอธิบายว่าพวกเขาจัดแจงให้wbrมีการสัมภาษณ์เจ้าเวยได้อย่างไร และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าบทสัwbrมภาษณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่wbrทางการจีนเขียนให้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"การวิพากษ์วิจารณ์ SCMP มาพร้อมกับความกังขาต่อสื่อฉบัwbrบนี้หลังจากที่แจ็ค หม่า นักธุรกิจผู้มั่งคั่งที่สุwbrดคนหนึ่งของจีนผู้ก่อตั้งเว็wbrบไซต์อาลีบาบาซื้อกิจการสื่อ SCMP ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทำให้มีคนกังวลว่าสื่อ SCMP จะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนกดดัwbrนทางการเมือง และหลังจากนั้นก็มีความไม่wbrพอใจเกิดขึ้นทั้งในห้องประชุมข่wbrาวและจากผู้อ่านที่อ้างว่า SCMP สูญเสียจุดยืนสื่อแบบเดิมไปแล้ว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"เจ้าเวยเป็นนักกิจกรรมอายุน้wbrอยที่สุดที่ตกเป็นเป้wbrาหมายการกวาดล้างทนายความเพื่wbrอสิทธิมนุษยชนรอบล่าสุดในจีน สื่อ SCMP ระบุว่าพวกเขาสัมภาษณ์เจ้wbrาเวยทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลา 3 วันหลังจากมีการประกาศปล่อยตัwbrวเจ้าเวย ในบทสัมภาษณ์ที่เป็นปัญหานี้มีwbrการอ้างว่าเจ้าเวยบอกว่า "ฉันเริ่มเข้าใจว่าฉันเดินทางผิwbrดมาตลอด" และ "ฉันขอแสดงความสำนึกผิดต่อสิ่wbrงที่ทำลงไป นับจากนี้ฉันจะเป็นคนใหม่"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"เดวิด บันดูร์สกี นักวิเคราะห์สื่อฮ่องกง ตั้งข้อสังเกตว่าการสารภาพครั้wbrงล่าสุดมีลักษณะคล้ายกับที่wbrทางการจีนเคยบังคับให้ผู้วิwbrพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสารภาพออกสื่wbrอซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้wbrนหลายครั้งมากนับตั้งแต่wbrประธานาธิบดีสีจิ้นผิงขึ้นสู่wbrอำนาจในปี 2555/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"อย่างไรก็ตามอดีตคนที่wbrเคยทำงานใน SCMP บางคนชี้ว่า SCMP เริ่มเบี่ยงออกจากทิศทางเดิมตั้wbrงแต่ก่อนแจ็ค หม่า จะซื้อกิจการแล้ว มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่wbrยนแปลงจุดยืนของ SCMP เกิดขึ้นตั้งแต่หลังจากช่wbrวงนำเสนอข่าวการประท้วงเรียกร้wbrองประชาธิปไตยในฮ่องกงปี 2557 ซึ่งในช่วงนั้นทำให้เว็บไซต์ SCMP มีผู้เข้าชมจำนวนมากและเป็นช่wbrองทางที่ทั่วโลกใช้จับตาดูwbrสถานการณ์ฮ่องกง ทำให้ฝ่ายบริหารของหนังสือพิมพ์wbrรู้สึกยินดีไปพร้อมๆ กับกังวลว่าข่าวของพวกเขาจะเอีwbrยงข้างผู้ประท้วงมากเกินไปหรืwbrอไม่ ทำให้มีบรรยากาศในที่ทำงานเปลี่wbrยนไป อดีตนักข่าวรายหนึ่งบอกว่าเขารู้wbrสึกได้ถึงความตึงเครียดหลัwbrงจากการประท้วง 79 วันในฮ่องกงที่ทิศทางของสื่อฉบัwbrบนี้มีความเป็นปรปักษ์กัwbrบขบวนการเรียกร้องประชาธิwbrปไตยมากขึ้น/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"พอล มูนนีย์ นักข่าวอาวุโสชาวอเมริกันที่wbrเคยทำงานกับ SCMP จนถึงปี 2555 และได้รับรางวัลจากประเด็นสิทธิwbrมนุษยชนในจีนหลายรางวัลกล่าวว่า SCMP ยังคงนำเสนอได้ดีในประเด็นที่มีwbrความอ่อนไหวและยังคงพยายามรัwbrกษาความเป็นกลางไว้ อย่างไรก็ตามมูนนีย์เห็นตรงกัwbrบนักข่าว SCMP หลายคนว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่wbrานมา SCMP เริ่มมีการแก้ไขเนื้อหาหนักขึ้wbrนหรือยกเลิกการนำเสนอบางมุมที่wbrอาจจะทำให้ทางการจีนแผ่นดินใหญ่wbrไม่พอใจ อดีตพนักงานสองคนบอกว่ามีwbrโครงการเกี่ยวกับการครบรอบ 25 ปีเหตุการณ์ปราบผู้ชุมนุมจัตุรัwbrสเทียนอันเหมินถูกคัดค้wbrานจากบรรณาธิการแต่ก็ได้รัwbrบการตีพิมพ์ในที่สุด นักข่าวผู้ทำโครงการที่ได้รัwbrบรางวัลหลายคนลาออกจาก SCMP แล้ว รวมถึงมูนนีย์ผู้บอกว่าตนเองถูwbrกขับออกจาก SCMP ด้วย "เหตุผลทางการเมือง"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"สมาคมผู้สื่อข่าวฮ่องกงก็wbrแสดงความกังวลต่อการที่ทางการจีwbrนแผ่นดินใหญ่พยายามควบคุมฮ่wbrองกงมากขึ้นเช่นกันในรายที่ชื่wbrอว่า "หนึ่งประเทศ สองฝันร้าย" ซึ่งระบุว่าจีนพยายามควบคุมฮ่wbrองกงมาตั้งแต่หลังเหตุสังหารหมู่wbrที่เทียนอันเหมินปี 2532 แล้ว และในตอนนี้รัฐบาลจีนหรือบรรษัwbrทจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็wbrสามารถควบคุมสื่อหลักของฮ่wbrองกงได้แล้ว 8 ใน 26 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 31 ของทั้งหมด และการที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่เริ่wbrมลงทุนในสื่อฮ่องกงมากขึ้นก็wbrชวนให้เกิดความกังวล/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนก็wbrเคยตั้งคำถามต่อการที่อาลีwbrบาบากรุ๊ปเข้ายึดครอง SCMP ผู้ที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "สื่ออิสระแหล่งสุดท้ายของฮ่wbrองกง" เช่นกัน/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"ทางด้าน SCMP ออกแถลงการณ์วิจารณ์เดอะการ์เดีwbrยนว่ามีอคติจากการเลือกผู้ให้สัwbrมภาษณ์ในการรายงานข่าวเรื่องเกี่wbrยวกับพวกเขา ในแถลงการณ์ของพวกเขายืนยันว่wbrาจุดยืนของพวกเขาไม่ได้เปลี่wbrยนไปหลังจากที่มีการเปลี่ยนเจ้wbrาของโดยอ้างว่ายังมีการทำข่าวที่wbrเป็นอิสระและมีแนวคิดวิพากษ์วิwbrจารณ์อยู่ รวมถึงระบุในเชิงต่อว่าเดอะการ์wbrเดียนว่า "ขอให้มีมาตรฐานของสื่ออิสระเชิwbrงวิพากษ์วิจารณ์แบบเดียวกับที่wbrคาดคั้นจากพวกเราก็แล้วกัน"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"อย่างไรก็ตามมีอดีตคนทำงาน SCMP ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้วิพากษ์วิwbrจารณ์ SCMP ในทางลบ เช่น เดวิด ลาค อดีตบรรณาธิการบริหารช่วงปี 2542-2544 กล่าวว่าพวกเขามีอิwbrสระในการทำงานมากโดยไม่กลัwbrวการเซนเซอร์ ขณะที่อดีตผู้สื่อข่าวรายอื่นๆ บอกว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการวิwbrจารณ์เพื่อนร่วมงานของพวกเขาที่wbrยังคงทำงานอยู่ในนั้น โดยเชื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นยัwbrงคงทำงานข่าวในประเด็นต่างๆ ได้อย่างเป็นมืออาชีพแม้จะต้wbrองถูกเจ้านายของพวกเขาไม่ชอบ แต่อดีตนักข่าวและบรรณาธิการก็wbrไม่ได้ตั้งความหวังกับอนาคตของ SCMP นัก และเชื่อว่านักข่าวมืออาชีพเหล่wbrานี้คงอยากออกจากงานของที่นั่wbrนถ้ามีโอกาส/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p dir="ltr"nbsp;/p p dir="ltr"strongเรียบเรียงจาก/strong/p p dir="ltr"Mysterious confession fuels fears of Beijing's influence on Hong Kong's top newspaper, The Guardian, 25-07-2016br /a href="https://www.theguardian.com/world/2016/jul/25/south-china-morning-post-china-influence-hong-kong-newspaper-confession" target="_blank"https://www.theguardian.com/wbrworld/2016/jul/25/south-china-wbrmorning-post-china-influence-wbrhong-kong-newspaper-confession/wbr/wbr/wbr/a/p p dir="ltr"nbsp;br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JY3QCW2JokU" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์ งัด ม.44 แช่แข็ง นายกฯ อบจ.เชียงใหม่ ระหว่างสอบสงสัยเอี่ยว จม.แย้งร่างรธน.

Tue, 26/07/2016 - 16:16
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7731/28452775812_9eacbd386f_b.jpg" style="width: 600px; height: 645px;" //p p26 ก.ค.2559 เว็บไซต์nbsp;a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/164/10.PDF"ราชกิจจานุเบกษา/a เผยแพร่nbsp;คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 44/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 5 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ลงนาม/p pคำสั่งระบุว่า ตามที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. 2559 และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานและตรวจค้นพบว่าผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งมีการกระทําซึ่งอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จําเป็นต้องดําเนินการโดยด่วนเพื่อป้องกันหรือระงับ มิให้เป็นการทําลายความสงบเรียบร้อยหรือเกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน/p pอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้/p pข้อ 1 ให้นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระงับการปฏิบัติ ราชการหรือหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคําสั่ง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน/p pข้อ 2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายดําเนินการตรวจสอบ หรือดําเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว ในกรณีพบว่ามีผู้บริหารหรือข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อื่นเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด หรือไม่พบว่าบุคคลตามข้อ 1 มีความผิด ให้หน่วยงานดังกล่าว รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาหรือเปลี่ยนแปลงคําสั่งต่อไป/p pข้อ 3 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วนที่ 26 ก.ค. 2559/p h3span style="color:#0000cd;"ตระกูล 'บูรณุปกรณ์' แจงไม่เกี่ยว จม./span/h3 divขณะที่เมื่อ 24 ก.ค. ที่ผ่านมาnbsp;a href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/708735"เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/anbsp;รายงานว่าจากกรณีเจ้าหน้าที่ค้นบริษัท เชียงใหม่ทัศนาภรณ์ จำกัด ถ.เชียงใหม่-สันกำแพง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกันกับบ้านของ วิศรุต คุณะนิติสาร อายุ 35 ปี ถูกดำเนินคดีแจกจ่ายจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญตามตู้ไปรษณีย์ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งในบริษัทพบของกลางจำนานมากที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นซองจดหมาย เครื่องปริ๊นเตอร์ คอมพิวเตอร์ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนเนื้อร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นnbsp;/div divnbsp;/div divทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนพอจะทราบเรื่องดังกล่าวอยู่บ้างจากข่าวที่ออกมา แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายบ้านเมืองและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงผู้กระผิด ทำผิดอะไรไว้ก็รับโทษกันไปตามกฏหมายnbsp;/div divnbsp;/div divส่วนเรื่องการเกี่ยวข้องกับตระกูลบูรณุปกรณ์นั้น ส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างทำงาน ขณะที่ทางด้านของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ไปต่างประเทศจริง เพื่อเยี่ยมลูกสาวในต่างประเทศ ซึ่งได้แจ้งลาล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้หลบหนีตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง พร้อมยืนยันความบริสุทธ์เมื่อเดินทางกลับจากต่างประเทศ/div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67046" target="_blank"ตระกูล #039;บูรณุปกรณ์#039; แจงไม่เกี่ยว จม.บิดเบือนร่าง รธน. ที่เชียงใหม่/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yrrogb3s84w" height="1" width="1" alt=""/