ประชาไท

Syndicate content
Updated: 4 min 28 sec ago

'พนง.-บ.ฟูจิคูระ' นัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 13 ธ.ค. นี้

1 hour 34 min ago
divหลังยื่นข้อเรียกร้องเมื่อเดือน ต.ค. เป็นข้อพิพาทเมื่อเดือน พ.ย. เจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด สนง.คุ้มครองแรงงานอยุธยา นัดตัวแทนพนักงานและบริษัทฟูจิคูระ เจรจาอีก 13 ธ.ค. นี้ พนักงานขอโบนัส 2.5 เดือน บวกเงิน 20,000 บาทnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div10 ธ.ค. 2559 สืบเนื่องจากตัวแทนพนักงานบริษัท ฟูจิคูระ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยื่นข้อเรียกร้องประจำปี เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา และได้แจ้งพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 โดยได้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2559 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยในการเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 นั้น ตัวแทนพนักงาน ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ดังนี้/div divnbsp;/div div1. ขอให้บริษัทฯ พิจารณาปรับผลต่างตั้งแต่ระดับปฏิบัติการถึง Supervisor ตามอายุงานดังนี้/div div- อายุงาน 2-5 ปี ปรับขึ้น 60 บาท/เดือน/div div- อายุงาน 5 ปีขึ้นไปถึง 8 ปี ปรับขึ้น 120 บาท/เดือน/div div- อายุงาน 8 ปีขึ้นไปถึง 12 ปี ปรับขึ้น 180 บาท/เดือน/div div- อายุงาน 12 ปีขึ้นไป ปรับขึ้น 240 บาท/เดือน/div divnbsp;/div div2. เรื่องปรับค่าจ้างประจำปี 2560 ค่ากลาง 3.5%/div divnbsp;/div div3. ค่ากะกลางคืนขอให้ปรับขึ้น 10 บาททุกระดับ/div divnbsp;/div div4. ลากิจ 4 วันโดยไม่ระบุเงื่อนไข/div divnbsp;/div div5. โบนัส 2.5 เดือน บวกเงิน 20,000 บาทnbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้ตัวแทนนายจ้างได้ระบุว่าจะนำข้อเสนอของตัวแทนพนักงานไปหารือกับผู้มีอำนาจตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง โดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ได้นัดให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 13 ธ.ค. 2559 ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา/div divnbsp;/div divอนึ่งข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าฟูจิคูระ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เลขทะเบียนนิติบุคคล 0135553004429 ตั้งอยู่ที่ 1/80 หมู่ที่ 5 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ถนนโรจนะ ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2553 ทุนจดทะเบียน 11,552,000,000 บาท โดยเป็นการลงทุนจากญี่ปุ่น 100% ในปี 2558 มีกำไรสุทธิ 1,792,532,918 บาท/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C27qCX1zcVU" height="1" width="1" alt=""/

พท.เรียกร้อง คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง

2 hours 41 min ago
divรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุยังไม่เห็นหนังสือเชิญจาก กรธ. เปิดร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง 14 ธ.ค. นี้ ชี้เนื้อหามุ่งลงโทษพรรคการเมืองเหมือนเป็นอาชญากรทั้งที่ควรมุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง เรียกร้อง คสช. ปลดล็อกพรรคการเมือง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div10 ธ.ค. 2559 a href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=749270"สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น/a รายงานว่า พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำสมาชิกพรรค วางพานประดับพุ่มดอกไม้ ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง ว่า ยังไม่เห็นหนังสือของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ที่เชิญพรรคการเมืองร่วมเวทีชี้แจงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย กับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในวันที่ 14 ธันวาคม แต่เห็นว่าเนื้อหาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง บางส่วน มุ่งลงโทษพรรคการเมืองเหมือนเป็นอาชญากร ทั้งที่ควรมุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ขณะเดียวกัน ขอเรียกร้องให้ คสช. ยกเลิกคำสั่ง เพื่อเปิดให้พรรคการเมืองได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยเร็วที่สุด/div divnbsp;/div divทางด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าหลังจากที่ได้อ่าน พ.ร.ป.พรรคการเมืองแล้ว ก็รู้สึกเป็นห่วงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะหัวหน้าพรรคอาจจะโดนโทษ ตาม ม.105 หรือ ม.109 คือไม่ถูกประหารชีวิต ก็อาจจะถูกจำคุกตลอดชีวิตก็ได้ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พรรคก็มักจะถูกหรือโดนบางอย่างที่พรรคการเมืองอื่นไม่โดนกระทำ โดยเมื่อพ.ร.ป.พรรคการเมือง เขียนแบบนี้ พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยจะอยู่ได้ยาก เพราะโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ก็จะมีสูงกว่าพรรคอื่น ๆ นอกจากว่าการบังคับใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง จะยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม ไม่ลำเอียง ไม่สองมาตรฐานบังคับใช้กันอย่างตรงไปตรงมา และโอกาสที่พรรคเพื่อไทย จะโดนยุบพรรคก็มีสูง ตาม ม.97 ที่กำหนดว่า พรรคการเมืองต้องทำตาม ม.23 ที่ กรธ. บอกว่าให้ทุกพรรคการเมืองลองศึกษาดูนั้น เมื่อดูแล้วก็รู้ได้ว่าพรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบพรรคง่าย ๆ และขอตั้งคำถามกันแบบตรง ๆ ว่า เขียนกฎหมายลูกแบบนี้ กรธ. มีเป้าหมายความต้องการอะไร และการใช้บทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตนั้น มันทำให้อาจถูกต่างชาติดูถูกดูแคลนในความไม่เป็นอารยะของบ้านเมืองเราก็เป็นได้ ทั้งนี้ ขอให้แก้ไขเพราะยังทันเวลา/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/w442Ao7za-s" height="1" width="1" alt=""/

'วัฒนา' ระบุ 'ทักษิณ' ไม่พอใจบทความ 'นายใหญ่ดูไบ'

3 hours 9 min ago
p'วัฒนา เมืองสุข' โพสต์เฟซบุ๊กระบุกรณีคอลัมน์ 'บันทึกหน้า 4' ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง มีเนื้อหาพาดพิงกล่าวหานายใหญ่ดูไบกับสถาบันเบื้องสูง ทำ 'ทักษิณ' ไม่สบายใจ แนะทนายความไปร้องทุกข์ดำเนินคดี ส่วนกรณีพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลดำเนินการเอาผิด/p p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="752" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FWatanaMuangsook%2Fposts%2F868210133314517%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div div10 ธ.ค. 2559 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้a href="https://www.facebook.com/WatanaMuangsook/photos/a.684324191703113.1073741828.684312115037654/868210133314517/?type=3amp;theater"โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (Watana Muangsook)/anbsp;เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับสื่อมวลชนที่กล่าวเท็จเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า/div divnbsp;/div div"ทักษิณ โดนอีกแล้ว นายกทักษิณมีความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง กรณีคอลัมน์ "บันทึกหน้า 4" ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่พาดพิงกล่าวหา "นายใหญ่ดูไบ" กับสถาบันเบื้องสูงซึ่งผมอ่านแล้วกราบเรียนไปว่า ท่านไม่มีความจำเป็นต้องแก้ตัว เพราะเป็นมุกเดิม ๆ ที่เคยใช้ทำลายท่านและฝ่ายตรงข้ามตลอดมา วิธีการแบบนี้จึงไม่น่าจะใช้ได้ผลอีก รวมทั้งสื่อที่เผยแพร่คือสื่อที่เชียร์รัฐบาลแต่อยู่ตรงข้ามท่านกับพวกผม ส่วนสำนักแห่งหนึ่งที่นำมาขยายต่อทุกคนก็ทราบว่าใครเป็นเจ้าของและเกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่ม กปปส. ในขณะที่สื่ออื่น ๆ ที่มีความเป็นกลางซึ่งก็ล้วนแต่จงรักภักดี กลับไม่มีใครนำเสนอทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อสถาบันและความมั่นคงของชาติ จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่สาธารณชนย่อมทราบดีว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลโดยสิ้นเชิง"/div divnbsp;/div div"ส่วนผู้เขียนและหนังสือพิมพ์ดังกล่าว คือผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือข้อความที่พาดพิงถึงการเปลี่ยนแปลงรัชกาลและการแต่งตั้งองคมนตรีอันเป็นพระราชอำนาจ เป็นความผิดตามมาตรา 112 ส่วนข้อความที่กล่าวหาว่า "นายใหญ่ดูไบ" ซึ่งคนทั่วไปทราบว่าหมายถึงนายกทักษิณว่าเป็นผู้เบื้องหลังแก๊งล้มเจ้า-ชูระบอบสาธารณรัฐ เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 328 และ ข้อความทั้งหมดรวมทั้งกล่าวหาว่ารัฐบาล สปป. ลาวเป็นผู้ให้แหล่งพักพิงผู้กระทำผิด ถือเป็นความเท็จและข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ตามข้อ 3 (1) และ (2) ของประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 และประกาศ คสช. ฉบับที่ 103/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 สำหรับผู้ที่นำไปโพสต์ต่อจะมีความผิดตามมาตรา 14 ของกฎหมายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"/div divnbsp;/div div"ผมแนะนำท่านว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ท่านควรมอบอำนาจให้ทนายความไปร้องทุกข์ดำเนินคดี ส่วนเรื่องที่นำท่านมาพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูงนั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดินจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งผมเห็นเป็นโอกาสดีที่จะพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะรักษากฎหมายและกล้าที่จะดำเนินคดีกับสื่อที่เป็นพวกตัวเองหรือไม่ หรือจะเลือกดำเนินคดีเฉพาะบางกลุ่มที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ที่สำคัญเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่ ผบ.ทบ. เพิ่งออกมาคำรามว่าจะจัดการอย่างไม่ไว้หน้า ข้อกฎหมายและประกาศต่างๆ ผมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ถ้ามัวแต่เอาเวลาราชการไปเตะตะกร้อหรือตีแบดโชว์ไปวัน ๆ ก็ถือเป็นวิบากกรรมของคนไทยแล้วกัน" นายวัฒนาระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/qN2yR2uJC7o" height="1" width="1" alt=""/

ขอมือเธอหน่อย! ไอลอว์แคมเปญหยุด พ.ร.บ.คอมฯ หวั่นผ่าน 15 ธ.ค.นี้

3 hours 42 min ago
!--break--!--break-- p10 ธ.ค. 2559 โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ออกแคมเปญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับa href="http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext64/64240_0001.PDF"ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์/a ส่งเสียงค้ดค้านไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ชะลอหรือยับยั้งการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผ่านการโพสต์-แชร์ รูปภาพรณรงค์ ไปยังหน้าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ของประธาน รองประธาน และ สนช. รวมถึงส่งอีเมลถึงบุคคลดังกล่าว/p pณัชปกร นามเมือง เจ้าหน้าที่ไอลอว์ เล่าว่า เดิมทีอยากจะสื่อสารถึงคณะกรรมาธิการร่างฯ ให้พิจารณาถอนร่างนี้ออก แต่เมื่อเข้าเว็บ สนช. พบว่า กมธ.พิจารณาเสร็จสิ้นและส่งให้ สนช.แล้ว โดยมีกำหนดจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช.ในวันที่ 15 ธ.ค. นี้ ทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่ สนช.จะเร่งผ่านร่างกฎหมายนี้ ทั้งที่ในเวทีรับฟังความเห็นเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา มีการแจ้งว่าถ้าแก้ไขเสร็จแล้วจะเปิดรับฟังความเห็น แต่ปรากฏเขากลับยื่นเลย สะท้อนภาวะกึ่งลักหลับ/p pณัชปกร ระบุว่า มาตราที่ไอลอว์กังวลที่สุด คือ มาตรา 20/1 และมาตรา 14/p pมาตรา 20/1 เดิม เขียนให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรองในการส่งศาลให้พิจารณาปิดเว็บที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ขัดศีลธรรมอันดีหรือความสงบเรียบร้อย ก็เป็นความน่ากลัวเชิงคุณภาพอยู่แล้ว แต่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดนี้ เพิ่มจำนวนคณะกรรมการกลั่นกรองให้มีหลายคณะได้ นั่นยิ่งเพิ่มความน่ากลัวเชิงปริมาณ/p pเขากล่าวว่า กมธ.ร่างฯ มักอ้างว่าในการพิจารณานั้นจะมีศาลเป็นผู้กรอง แต่เมื่อเป็นเนื้อหาที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลแต่แรก ดังนั้น การส่งให้ศาลพิจารณาจึงไม่เวิร์ค เพราะไม่ได้วินิจฉัยบนฐานของกฎหมาย/p pขณะที่มาตรา 14(2) มีการกำหนดนิยามความผิดของการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จไว้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ "การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน" จนทำให้สงสัยว่าสุดท้ายแล้วโพสต์อะไรได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกbr /br /นอกจากนี้ สิ่งที่ร้ายแรงอีกอย่างก็คือ บางเรื่องนั้นซ่อนเอาไว้ในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ เช่น ประเด็นซิงเกิลเกตเวย์ซ่อนรูป ที่ให้มีการตั้งศูนย์รวมสำหรับการบล็อคเว็บไว้ที่จุดเดียว/p pเขาชี้ว่า หากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน การฟ้องคดีแบบไร้สาระจะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การบล็อคเว็บที่รุนแรงมาตลอดจะยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้น/p p"โอเคมั้ยที่จะถูกกำหนดความรับรู้ โอเคมั้ยที่จะถูกยัดความคิดด้านเดียวให้" ณัชปกรตั้งคำถาม/p div class="note-box" divnbsp;/div h3a href="https://www.ilaw.or.th/node/4364"รณรงค์: ขอเสียงประชาชนหยุด! ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่/a/h3 pตามระเบียบวาระการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2559 มีการกำหนด "เรื่องด่วน" ไว้สี่อย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการพิจารณา a href="http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext64/64240_0001.PDF"ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว/abr /br /จากข้อเท็จจริงดังกล่าว มีความเป็นไปได้มาก ที่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ" ฉบับใหม่ จะผ่านวาระ 3 ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ทั้งที่ กลุ่มพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกับผู้ให้บริการจำนวนไม่น้อยต่างก็ประสานเสียงกันว่า กฎหมายฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยปัญหา เช่น นิยามความผิดที่ห้ามนำข้อมูลเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อย่างกว้างขว้าง จนประชาชนไม่สามารถรู้ได้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน นอกจากนี้ ยังเพิ่มอำนาจการบล็อคเว็บแม้เนื้อหาจะไม่ผิดกฎหมายให้กับ "คณะกรรมการกลั่นกรอง" ซึ่งมีได้มากกว่าหนึ่งคณะ เป็นต้น (อ่านรายละเอียดได้ที่นี้)/p pโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ออกแคมเปญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่งเสียงค้ดค้านไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ชะลอหรือยับยั้งการพิจารณากฎหมายฉบับนี้br /br /โดยพวกเราสามารถรวมพลังกันเพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่ ได้ดังนี้br /br /1) โพสต์-แชร์ รูปภาพรณรงค์ (อยู่ด้านล่างสุด) ในประเด็นที่เราไม่เห็นด้วยไปยังหน้าเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ของประธาน รองประธาน และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามช่องทางนี้br /br /1.1) เฟซบุ๊กbr /br /สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (@SenateThailand)br /สนช. พบประชาชน (@NLAMeetPeople)br /วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา (@Thaiparliamentchannel)br /สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัยnbsp; (@สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย)br /สุรางคณา วายุภาพ (@surangkana.wayuparb)br /br /1.2) ทวิตเตอร์/p pวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา @TPchannelbr /สุรางคณา วายุภาพ @SurangkanaWayupbr /br /br /2) ส่งอีเมลพร้อมรูปภาพรณรงค์ไปที่ยัง ประธาน รองประธาน และสมาชิก สนช. ซึ่งเป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่br /br /พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติbr /สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่งbr /พีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่สองbr /พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญbr /ภัทรศักดิ์ วรรณแสง รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คนที่หนึ่งbr /กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คนที่สองbr /จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพจbr /สุรางคณา วายุภาพ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญbr /ร้อยตำรวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร กรรมาธิการวิสามัญและที่ปรึกษาbr /พลตำรวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้ กรรมาธิการวิสามัญและที่ปรึกษาbr /ธานี อ่อนละเอียด กรรมาธิการวิสามัญและที่ปรึกษาbr /ฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล กรรมาธิการวิสามัญbr /ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล กรรมาธิการวิสามัญbr /ประมุท สูตะบุตร กรรมาธิการวิสามัญbr /br /คัดลอกอีเมลทั้งหมดได้ตามนี้br /br /chatchawal_su@police.go.th, sen031@senate.go.th, phattarasak.v@coj.go.th, jintanant.sub@mahidol.ac.th, sen057@senate.go.th, sen103@senate.go.th, sen007@senate.go.th, surangkana@etda.or.th, sen215@senate.go.th, sen085@senate.go.th, sen127@senate.go.th, sen058@senate.go.th, chatchai@metroply.com, sen115@senate.go.th, chusak.l@psu.ac.th, sen171@senate.go.th, sen080@senate.go.th, sen089@senate.go.th,br /jatingja2479@hotmail.com, sen170@senate.go.th, p_senate@hotmail.com, sen096@senate.go.th,br /wp2557@hotmail.com, ilaw@ilaw.or.th/p pสามารถดาวน์โหลดรูปภาพรณรงค์ไปใช้ได้ ตามนี้/p pหนึ่ง: ไม่เห็นด้วยกับ "การมีคณะกรรมการมาคิดแทนเราว่า เราควรดูอะไร ไม่ควรดูอะไร" (a href="https://www.flickr.com/photos/78114750@N07/31385128612"ดาวน์โหลดภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่/a)br /nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/533/31385128612_f85f8ce77e_z.jpg" style="width: 500px; height: 400px;" //p pnbsp;/p pสอง: ไม่เห็นด้วยกับ "การกำหนดนิยามความผิดกว้างขว้าง จนโพสต์อะไรแทบไม่ได้" (a href="https://www.flickr.com/photos/78114750@N07/31489624766/sizes/o/"ดาวน์โหลดภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่/a)br /nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5570/31489624766_351e02e877_z.jpg" style="width: 500px; height: 400px;" //p pbr /br /สาม: รูปภาพรณรงค์ขอให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติยับยั้งการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ (a href="https://www.flickr.com/photos/78114750@N07/31156330340/sizes/o/"ดาวน์โหลดภาพขนาดใหญ่ได้ที่นี่/a)/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/255/31376666942_a0055795ac_z.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /br /br /nbsp;/p divข้อมูลประกอบเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่/div div diva data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=en-GBamp;q=https://ilaw.or.th/node/4337amp;source=gmailamp;ust=1481436811581000amp;usg=AFQjCNEaU0IeceWOyem-g7EcHfxPT0pb6g" href="https://ilaw.or.th/node/4337" target="_blank"ดูสรุปร่าง #พรบคอม ให้กรรมการ 5 คน สั่งปิดเว็บขัดศีลธรรมอันดี ได้ที่/a/div diva data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=en-GBamp;q=https://ilaw.or.th/node/4338amp;source=gmailamp;ust=1481436811581000amp;usg=AFQjCNEXbB5zLtEBbdaju9sxoHY8EthPtg" href="https://ilaw.or.th/node/4338" target="_blank"ผู้ร่างยัน #พรบคอม ใหม่ห้ามใช้ฟ้องหมิ่นประมาท แต่ "ข้อมูลเท็จ" ยังเป็นความผิด/a/div /div div diva data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=en-GBamp;q=https://ilaw.or.th/node/4312amp;source=gmailamp;ust=1481436811581000amp;usg=AFQjCNEmEjugFckU0IDnUQswviyNELgR2w" href="https://ilaw.or.th/node/4312" target="_blank"DTAC-True ย้ำปัญหานิยาม "ผู้ให้บริการ" ตามร่างใหม่ ชี้ Single Gateway จะกลับมา/a/div diva data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=en-GBamp;q=https://ilaw.or.th/node/4345amp;source=gmailamp;ust=1481436811625000amp;usg=AFQjCNFtzl4d1ZfZ4sWxrBYJ4kW0MB3BZg" href="https://ilaw.or.th/node/4345" target="_blank"เว็บเสี่ยง “ปลิว” มากขึ้น, คดียัดข้อหาเกิดง่าย หากร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผ่าน/a/div /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/11/68977" target="_blank"รายงาน: โค้งท้ายๆ กับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีอะไรที่ไม่โอเค?/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/12/69092" target="_blank"สาระ+ภาพ: ร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับล่าสุด จะมีผลกับเรายังไงบ้าง/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/12/69175" target="_blank"รายงาน: รัฐไทยกับโลกออนไลน์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันน่าสะพรึง)/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gOFMfrnfzzA" height="1" width="1" alt=""/

'มีชัย' ไม่คาดหวังให้ รธน.ใหม่ บังคับใช้ได้ตลอด

4 hours 35 min ago
divมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ หวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีกับบ้านเมืองและประชาชนอยู่ได้อย่างสงบสุขแต่ไม่คาดหวังให้บังคับใช้ได้ตลอด/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div10 ธ.ค. 2559 a href="http://www.tnamcot.com/content/611782"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2559 ว่า รัฐธรรมนูญถือเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ที่วางกรอบให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภายใต้กติกาอย่างถูกต้องชอบธรรม และมีธรรมาภิบาล ตลอดจนถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ ไม่ให้มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ รู้ถึงหน้าที่ที่มีต่อประเทศชาติ และสิ่งสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข/div divnbsp;/div divนายมีชัย ยังกล่าวถึง ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ได้ร่างขึ้นว่า ร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนธรรมะ เป็นไปตามกฎอนิจจัง สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และวิถีชีวิต ซึ่งหากมีความจำเป็นก็สามารถแก้ไขได้ตามกติกาที่รัฐธรรมนูญวางไว้ ยกเว้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำประชามติสอบถามประชาชน nbsp;ทั้งนี้ กรธ.ไม่คาดหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะบังคับใช้ไปได้ตลอด แต่ส่วนตัวหวังว่า กติกาที่ได้ยกร่างขึ้นจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ กับบ้านเมือง ทำให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข และขจัดความขัดแย้งลงได้/div divnbsp;/div divส่วนที่มองว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับนั้น นายมีชัย ระบุว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น/div divnbsp;/div div“สิ่งสำคัญประเทศอื่นไม่มีปัญหาเหมือนประเทศไทย ดังนั้นเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไขไปตามวิธีของเรา การจะทำให้รัฐธรรมนูญบังคับใช้ได้นาน ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมว่าจะบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเที่ยงธรรมมากน้อยแค่ไหน และทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน แต่เมื่อใดที่กฎหมายมีความหย่อนยาน คนก็จะเลือกปฏิบัติ จนทำให้เกิดความวุ่นวาย ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงได้บัญญัติเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไว้หลายเรื่อง และกำหนดให้ทำโดยเร็วที่สุด”นายมีชัย กล่าว/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/aCSL3Xn-thU" height="1" width="1" alt=""/

ออง ซาน ซู จี : วีรสตรีหรือนางมารร้าย

6 hours 36 min ago
!--break--!--break-- pbr /br /ข้อถกเถียงในวงสนทนาไม่ว่าสภากาแฟเล็กๆในชุมชนจนถึงเวทีระดับชาติทั่วโลกในปัจจุบันประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาในพม่าว่า ออง ซาน ซู จี ทำอะไรอยู่ และล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาออง ซาน ซู จี ออกมาตำหนิชาวโลกว่ามองปัญหานี้ด้านเดียวทั้งที่มีการทำร้ายและสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซี่งได้สร้างความผิดหวังให้แก่นักปกป้องนักสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างยิ่งเพราะเธอได้รับรางวัลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมากมายและที่สำคัญที่สุดก็คือเธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ/p pในฐานะผมติดตามเรื่องราวของ ออง ซาน ซู จี มาโดยตลอด ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักกับท่าทีของเธอเหตุผลที่ผมไม่ค่อยแปลกใจมากนักก็คือ เธอคือนักการเมือง เธอคือวีรสตรีของชาวพม่า เธอคือบุตรีของนายพลออง ซาน ที่ชาวพม่ายกย่องว่าเป็นวีรบุรุษเพื่ออิสรภาพของพม่าในการต่อสู้กับสหราชอาณาจักร์จนได้รับเอกราช แต่เธอมิใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนแม้ว่าเธอจะได้รับรางวัลด้านนี้มามากมายก็ตามแต่นั่นคือท่าทีของเธอในอดีต แต่เมื่อหันมาพิจารณาท่าทีของเธอในปัจจุบันจะพบว่าเธอไม่ได้มีคุณสมบัติเช่นว่านั้นเลย/p pคุณสมบัติของนักปกป้องมนุษยชนที่แท้จริงนั้นองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ได้มีมติให้มี “ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของบุคคล กลุ่ม และหน่วยงานในสังคม เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” หรือ “ปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” (The Declaration on Human Rights Defenders) ซึ่งได้ให้คำจำกัดความถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้ว่า/p p“ทุกคนมีสิทธิทั้งโดยปัจเจก และจากการสมาคมกับบุคคลอื่น ในการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ” ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights - OHCHR) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าภารกิจของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้/p p style="margin-left: 40px;"1) เป็นตัวแทนแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่กลุ่มหรือบุคคล รวมทั้งส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมbr /br /2) รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนbr /br /3) ทำให้แน่ใจว่าผู้ละเมิดสิทธิได้รับโทษตามกระบวนการทางกฎหมายbr /br /4) ให้การสนับสนุนผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนbr /br /5) สนับสนุนการพัฒนานโยบายของรัฐบาลด้านสิทธิมนุษยชนbr /br /6) สนับสนุนการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนbr /br /7) สนับสนุนการอบรมและการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน/p pทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ยังได้เพิ่มเติมว่า/p p style="margin-left: 40px;"- แม้ว่าการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะไม่ต้องมีคุณสมบัติใดๆ เป็นพิเศษ เราทุกคนสามารถเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ แต่ต้องคำนึงถึงหลักการที่ระบุไว้ในปฏิญญาว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีหน้าที่รับผิดชอบเฉกเช่นเดียวกับการมีสิทธิต่างๆbr /br /- นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องยอมรับหลักสิทธิมนุษยชนสากล จะเลือกปฏิบัติหรือปกป้องสิทธิใดสิทธิหนึ่งเป็นพิเศษและต่อต้านหรือไม่ยอมรับสิทธิด้านอื่นไม่ได้br /br /- การถกเถียงที่สำคัญคือ การถกเถียงว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ปกป้องสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ จะไม่มีการถกเถียงว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด เช่น กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนไม่ควรจะถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อรัฐเพียงเพราะพวกเขาต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มการเมืองที่มีความเห็นต่างbr /br /- วิธีการเรียกร้องสิทธิต้องเป็นไปด้วยแนวทางสันติวิธี/p pนอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (European Union),Protection International (PI) , Frontline Defenders,Amnesty International หรือ Human Right Watch ต่างก็เห็นตรงกันก็คือสันติวิธีหรือการไม่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน/p pแต่เมื่อหันมามองการแก้ปัญหาหรือท่าทีของ ออง ซาน ซู จี ต่อกรณีปัญหาโรฮิงญานี้ ออง ซาน ซู จี ไม่เคยยอมรับการดำรงอยู่โรฮิงญาเนื่องเพราะเธอมองเห็นประโยชน์ของคนพม่ามากกว่าความเป็นมนุษย์ของโรฮิงญา เพราะการที่เธอมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะชาวพม่าสนับสนุนเธอหรือเลือกเธอเข้ามาแม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเนื่องด้วยเหตุของข้อห้ามรัฐธรรมนูญก็ตามแต่โดยพฤตินัยแล้วเธอคือประธานาธิบดีตัวจริง/p pนอกเหนือจากการที่เธอต้องเดินเกมการเมืองที่จะไม่ให้กระทบกับการสนับสนุนจากประชาชนที่เป็นฐานอำนาจของเธอแล้ว เธอยังต้องวางหมากที่จะไม่ให้กระทบกับกองทัพที่ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนกลับเข้ากรมกองไปแล้วแต่แท้จริงแล้วยังพลังที่พร้อมจะกลับมาทุกเวลา และที่สำคัญปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่กับชาวโรฮิงญาในปัจจุบันก็คือกองกำลังทหารนั่นเอง/p pฉะนั้น หากจะตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่าเธอคือวีรสตรีหรือนางมารร้ายก็ต้องอยู่ที่ว่าเราจะมองจากมุมไหน ถ้ามองจากมุมของการเป็นนักการเมือง การเป็นชาวพม่า การต่อสู้กับกองทัพพม่าจนได้ประชาชนได้เลือกผู้นำเป็นของตนเองในปัจจุบันแม้ว่าจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะยังติดขัดด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ทหารวางยาไว้ แน่นอนว่าเธอคือวีรสตรี/p pstrongแต่หากมองจากมุมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเธอคือนางมารร้ายเพราะเธอขาดคุณสมบัติสำคัญคือการไม่ยอมรับสถานะของความเป็นคนของชาวโรฮิงญาและนิ่งเฉยต่อการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งรางวัลที่เธอได้รับในด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลายสมควรที่จะถูกเพิกถอนไปเสียให้สิ้น/strong/p pstrongสรุปสั้นๆว่า “เธอคือนักการเมืองมิใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” นั่นเอง/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 7 ธันวาคม 2559/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0YoMnHntTA4" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ข้าทาส-สัตว์เลี้ยง

6 hours 43 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p pnbsp;/p p style="margin-left: 200px;"ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เนื้อเเสนเน่าbr /ก็ยังเอา ปากงับ รับมาใส่br /ไม่อยากเห็น ก็ต้องเห็น ความเป็นไปbr /สืบทอด อำนาจใหม่ ใต้บาทา/p p style="margin-left: 200px;"ไม่อยากทน ไม่อยากมอง จำต้องรู้br /ไม่อยากอยู่ จำใจอยู่ ดูคนบ้าbr /ไม่อยากรับ ไม่ได้เลือก แต่เสือกมาbr /ไม่อยากด่า แต่อึดอัด ไม่อาจชม/p p style="margin-left: 200px;"ไม่อยากคิด. เมื่อคิด ยิ่งผิดแปลกbr /ร้าวรอยแตก เกินจะ ประสานสมbr /ไม่ใช่"เขา" เราไร้สิทธิ์ ผิดทุกปมbr /ไม่อยากจม ยิ่งถูกจับ ขับจนมุม/p p style="margin-left: 200px;"ไม่ต่อต้าน ก็ดั่งตม ให้ถ่มถุยbr /ไม่ร้องลุย ทนรับ คับใจสุมbr /ไม่เข็ดหลาบ เผด็จการ เข้ารานรุมbr /ปล่อยกินรวบ ควบคุม กุมชะตาbr /nbsp;/p p style="margin-left: 200px;"แค่คิดต่าง ก็ผิด ยัดผิดให้br /สุมหัวใส่ ตะเเบง แต่งข้อหาbr /แม้พระสงฆ์ ผิดข้าง ยังขว้างปาbr /มุ่งทำร้าย ศาสนา กระทืบยำ/p p style="margin-left: 200px;"ดั่งข้าทาส จำทน ใต้ส้นเกือกbr /คอผูกเชือก ชักกะตุก ลุก-ล้ม-คว่ำbr /กฏหมาหมู่ เตะต่อย คอยทิ่มตำbr /อ้างเป็นภัย ใต้คำ ความมั่นคง/p p style="margin-left: 200px;"ไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เนื้อเเสนเน่าbr /ยอมให้เขา เหยียบเล่น เป็นผุยผงbr /ทั้งที่เห็น เหม็นหืน กล้ำกลืนลงbr /ติดในกรง คอกมัด เยี่ยงสัตว์เลี้ยง../p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hl0ZrPsf0z4" height="1" width="1" alt=""/

กำเนิดคณะองคมนตรี 2 ยุค: จากสมัยสมบูรณาญาสิทธิ์ถึงระบอบรัฐธรรมนูญ

Fri, 09/12/2016 - 23:56
pความเป็นมา อำนาจ และบทบาทของคณะองคมนตรีนับตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ถูกยกเลิกไป ก่อนที่จะได้รับการฟื้นฟูและช่วงชิงตำแหน่งแห่งที่ภายหลังรัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา และเป็นหนึ่งในสถาบันที่สำคัญในรัฐธรรมนูญ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/167/31145075540_cc13d74487_z.jpg" style="width: 560px; height: 443px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strong(/strongstrongคำบรรยายภาพ/strongstrong) /strongstrongหลังรัฐประหาร พ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2490 /strongstrongและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ /strongstrong(/strongstrongฉบับชั่วคราว/strongstrong) 2490 /strongstrongมีการฟื้นฟู “คณะอภิรัฐมนตรี” ซึ่งมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ เหมือนอภิรัฐมนตรี และสภากรรมการองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ /strongstrong7/strong strongโดยคณะอภิรัฐมนตรีชุดแรก/strong strongตามรัฐธรรมนูญ/strong strong(/strongstrongฉบับชั่วคราว/strongstrong) 2490 /strongstrongประกอบด้วย /strongstrong(/strongstrongภาพบนจากซ้ายไปขวา/strongstrong) /strongstrongพระเจ้าบรมวงศ์เธอ/strong strongกรมขุนชัยนาทนเรนทร/strong strongประธานอภิรัฐมนตรี พระวรวงศ์เธอ/strong strongพระองค์เจ้าธานีนิวัต/strong strongอภิรัฐมนตรี /strongstrong(/strongstrongภาพล่างจากซ้ายไปขวา/strongstrong) /strongstrongพลโท/strong strongพระวรวงศ์เธอ/strong strongพระองค์เจ้าอลงกฎ/strong strongอภิรัฐมนตรี พระยามานวราชเสวี/strong strongอภิรัฐมนตรี และพลเอก/strong strongอดุล/strong strongอดุลเดชจรัส/strong strongอภิรัฐมนตรี /strongstrong(/strongstrongที่มา/strong: strongวิกิพีเดีย/strongstrong)/strong/span/p pnbsp;/p h3font color="#696969"สาระสำคัญ/font/h3 h4span style="color:#696969;"1. องคมนตรีเป็นตำแหน่งที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงตั้งemปรีวีเคาน์ซิล/em หรือสภาที่ปรึกษาในพระองค์ชุดแรก49 คน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นองคมนตรี/span/h4 h4span style="color:#696969;"2. สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการตั้งองคมนตรีเช่นกัน และตั้งเพิ่มทุกปี ตลอดรัชสมัยมีการตั้งองคมนตรีทั้งสิ้น 233 รายชื่อ/span/h4 h4span style="color:#696969;"3. จนถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จำนวน 5 พระองค์ เพื่อช่วยวินิจฉัยราชการทั้งปวง ขณะที่ทรงให้องคมนตรีที่ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ 6 เป็นองคมนตรีต่อไปในรัชกาลปัจจุบัน แต่มีการคัดเลือกองคมนตรี 40 รายชื่อเข้าไปอยู่ใน “สภากรรมการองคมนตรี” ทำหน้าที่พิจารณาและให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย/span/h4 h4span style="color:#696969;"4. เหตุที่ไม่ได้ให้องคมนตรีทั้งหมดประชุมกันเนื่องจากรัชกาลที่ 7 ทรงวินิจฉัยว่า em"/ememเห็นว่าจะมากมายเกินไปนัก” โดยจำนวน /emem40 คน “คิดว่าเปนจำนวนพอดี”/em/span/h4 h4span style="color:#696969;"5. กฎหมายที่มีการพิจารณาโดยสภากรรมการองคมนตรีคือ “ร่างพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว” ซึ่งต่อมาแก้ไขเป็น “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย” แต่ไม่ทันได้ใช้บังคับในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 ก็ถูกงดไป เนื่องจากทรงเห็นว่า em“ไม่เป็นเวลาที่จะพึงให้เกิดรายจ่ายใหม่ขึ้น”/em กระทั่งรัฐสภาสมัยคณะราษฎรมีการพิจารณากฎหมายดังกล่าวต่อและประกาศใช้อยู่ใน “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5” ที่บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2478/span/h4 h4span style="color:#696969;"6. หลังคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีการยกเลิกอภิรัฐมนตรีสภาและองคมนตรี จนกระทั่งหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 มีการฟื้นฟู “คณะอภิรัฐมนตรี” 5 คน ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์/span/h4 h4span style="color:#696969;"7. ผู้ซึ่งอยู่ในคณะอภิรัฐมนตรี และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟู “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมประชาธิปไตย” ก็คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรี และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต อภิรัฐมนตรี ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย/span/h4 h4span style="color:#696969;"8. ต่อมามีการร่างรัฐธรรมนูญ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2492 มีการเปลี่ยนชื่อ “คณะอภิรัฐมนตรี” เป็น “คณะองคมนตรี” ประกอบด้วย ประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีไม่เกิน 8 คน มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ/span/h4 h4span style="color:#696969;"9. อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” บังคับใช้ได้ไม่นานก็ต้องยกเลิก เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างรัฐบาลกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเกิดรัฐประหาร 2494 แต่ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรีในรัฐธรรมนูญ 2492 จะเป็นต้นแบบให้กับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรีในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มา รวมทั้งรัฐธรรมนูญ 2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2495 ก็นำบทบัญญัติเรื่ององคมนตรีจากรัฐธรรมนูญ 2492 นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับนี้/span/h4 h4span style="color:#696969;"10. บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเกี่ยวข้องกับองคมนตรีจะมีการเปลี่ยนอีกครั้งในรัฐธรรมนูญ 2534 ที่ร่างขึ้นในสมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยในส่วนของการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 16 ระบุแต่เพียงให้emประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ /emโดยตัดเนื้อหาในส่วนของการ “ให้ความเห็นชอบ” ของรัฐสภา ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา/span/h4 pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongจากปรีวีเคานซิลสมัยรัชกาลที่ /strongstrong5 /strongstrongถึงองคมนตรี /strongstrong233 /strongstrongรายชื่อในสมัยรัชกาลที่ /strongstrong6/strong/span/h3 pองคมนตรี เป็นตำแหน่งเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ครองราชย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ถึง 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ทรงตั้งปริวีเคาน์ซิล (Privy Council) หรือ emสภาที่ปฤกษาราชการในพระองค์/emจำนวน 49 คน เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2417 และมีการตั้งเพิ่มเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2530 อีก42 คน ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2430/006/45.PDF"[1]/a/u ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นองคมนตรี และมีการแต่งตั้งเพิ่มในคราวที่มีพระราชพิธีศรีสัจปานกาล หรือพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกด้วย/p pเมื่อถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (ครองราชย์ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ถึง 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468) ทรงแต่งตั้งองคมนตรี ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย และมักจะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ขึ้นใหม่ทุกปีในวันที่ 4 เมษายน เนื่องในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา รวมตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 มีการตั้งองคมนตรี 233 รายชื่อ ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2453/D/2167.PDF"[2]/a/uu,/u a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2454/D/51.PDF"u[/uu3/uu]/u/a, ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/D/114.PDF"[4]/a/u, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/D/920.PDF"u[/uu5/uu]/u/au,/u a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2459/D/114.PDF"u[/uu6/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2460/D/218.PDF"u[/uu7/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2461/D/68.PDF"u[/uu8/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2462/D/122.PDF"u[/uu9/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2463/D/128.PDF"u[/uu10/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2464/D/188.PDF"u[/uu11/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2465/D/125.PDF"u[/uu12/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2466/D/88.PDF"u[/uu13/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2467/D/65.PDF"u[/uu14/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2468/D/145.PDF"u[/uu15/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongที่ปรึกษา /strongstrong3 /strongstrongคณะในสมัยรัชกาลที่ /strongstrong7 /strongstrongและเจ้านาย /strongstrong5 /strongstrongพระองค์ในอภิรัฐมนตรีสภา/strong/span/h3 pในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (ครองราชย์ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ถึง 2 มีนาคม พ.ศ. 2477) เมื่อขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชประสงค์ em“/ememจะทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์/em emและข้าราชการซึ่งได้เปนองคมนตรีในรัชกาลก่อน/em emบรรดาที่สามารถจะเปนองคมนตรีได้/em emให้คงเปนองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบันต่อไป/emem”/em โดยมีพระราชพิธีตั้งองคมนตรีที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2468 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2468/D/2714.PDF"u[1/uu6/uu]/u/a/p pโดยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเป็น 3 องค์กร คือ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี โดยอภิรัฐมนตรีสภาก่อตั้งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เทียบได้กับสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 โดยในพระราชดำรัสทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2468/D/2618.PDF"u[1/uu7/uu]/u/a ทรงระบุถึงเหตุผลในการตั้งคณะอภิรัฐมนตรีสภาว่า/p p“emเราคิดเห็นว่าตามราชประเพณีซึ่งมีอยู่ในบัดนี้/em emพระเจ้าแผ่นดินมีมนตรีสำหรับเปนที่ทรงปรึกษาหารือสองคณะด้วยกัน/em emคือองคมนตรีซึ่งทรงตั้งไว้เปนจำนวนมาก/em emสำหรับทรงปรึกษากิจการพิเศษอันเกิดขึ้นฉะเพาะสิ่งฉะเพาะอย่างคณะ/em em๑/emem, /ememกับเสนาบดีสภาผู้บังคับบัญชาราชการกระทรวงต่างๆ/em emมีจำนวนหย่อนญี่สิบ/em emสำหรับทรงปรึกษาหารือราชการ/em emอันกำหนดไว้เปนหน้าที่ในกระทรวงนั้นๆ/em emคณะ/em em๑/emem, /ememแต่ยังมีราชการอีกอย่างหนึ่ง/em emซึ่งเปนการสำคัญอย่างยิ่ง/em emกล่าวคือที่จะคิดให้กิจการตลอดจนรัฏฐาภิปาลโนบายของรัฐบาลเปนอุปการอันหนึ่งอันเดียวกันทุกกระทรวงทบวงการแต่ก่อนมาตกอยู่แต่ตามพระบรมราชวินิจฉัย/emem, /ememแม้มีพระราชประสงค์จะทรงปรึกษาหารือผู้อื่นก็ได้อาศัยแต่เสนาบดีสภา/em emเราเห็นว่ายังไม่เหมาะ/em emเพราะเหตุที่เสนาบดีสภาสมาชิกตั้งตามตำแหน่งกระทรวงมีจำนวนมากนั้นอย่าง/em em๑/emem, /ememและล้วนเปนเจ้าหน้าที่ฉะเพาะกิจการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งนั้นอีกอย่าง/em em๑/emem, /ememเราจึงคิดจะตั้งมนตรีขึ้นใหม่อีกคณะหนึ่ง/em emเรียกว่า/em em"/ememอภิรัฐมนตรีสภา/emem" /ememให้มีจำนวนสมาชิกแต่น้อย/em emสำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงปรึกษาราชการทั้งปวงเปนนิจ/em emเพื่อจะได้เปนกำลังแก่การที่ทรงพระราชวินิจฉัยราชการทั้งปวง/em emในการตั้งสภาอภิรัฐมนตรีนี้/em emผู้ซึ่งสมควรจะเปนสมาชิก/em emจำต้องเปนผู้ซึ่งมีความคุ้นเคยและชำนิชำนาญราชการมากมาแต่ก่อน/em emและประกอบด้วยเกียรติคุณทั้งความปรีชาสามารถ/em emสมควรเปนที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยของพระเจ้าแผ่นดิน/em emตลอดจนมหาชนทั้งหลาย/emem, ...”/em/p pโดยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จำนวน 5 พระองค์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นในอภิรัฐมนตรีสภาประกอบด้วย/p p style="margin-left: 40px;"สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชbr /สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตbr /สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์br /สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพbr /พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ/p pโดยทรงให้เหตุผลว่า em"/ememด้วยทั้ง/em em๕/em emพระองค์นี้ได้ทรงรับราชการในตำแหน่งสำคัญมาแต่รัชกาลที่/em em๕/em emเคยเปนที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย/em emทั้งได้คุ้นเคยทราบกระแสพระราชดำริห์/em emและพระบรมราโชบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมาแต่ก่อน/em emล้วนทรงปรีชาสามารถและมีเกียรติคุณจะหาผู้อื่นเสมอเหมือนได้โดยยาก/emem..."/em a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2468/D/2618.PDF"u[1/uu8/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongจัดอำนาจองคมนตรี ตั้งสภากรรมการองคมนตรี วาระละ /strongstrong40 /strongstrongรายชื่อ/strong/span/h3 pในส่วนขององคมนตรี มีการออกพระราชบัญญัติองคมนตรี บังคับใช้ตั้งแต่ 2 กันยายน พ.ศ. 2470 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/A/205.PDF"u[1/uu9/uu]/u/a โดยยกเลิกพระราชบัญญัติปรีวีเคานซิล จ.ศ. 1236 (พ.ศ. 2417) แล้วใช้พระราชบัญญัตินี้แทน โดยเนื้อหาในพระราชบัญญัติกำหนดเงินเดือนเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญตำแหน่งองคมนตรีปีละพันหกร้อยบาท แต่ถ้าเคยเป็นกรรมการองคมนตรีจะได้เงินเดือนเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญปีละสองพันสี่ร้อยบาท โดยให้เป็นองคมนตรีจนสิ้นรัชกาลและมีกำหนดอยู่ได้หกเดือนจึงจะขาดจากตำแหน่ง ถ้าพระเจ้าแผ่นดินที่ได้สืบราชสมบัติพระองค์ใหม่จะโปรดให้เปนองคมนตรีต่อไปก็ต้องทรงตั้งใหม่/p pนอกจากนี้ยังกำหนดให้มีสภากรรมการองคมนตรี จำนวน 40 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตั้งจากจำนวนองคมนตรี แล้วให้กรรมการองคมนตรีเลือกกันเองตั้งขึ้นเป็น emสภานายก/em 1 คน และemอุปนายก/em 1 คน ทำหน้าที่เป็นประธานและรองประธานในที่ประชุม โดยในท้ายพระราชบัญญัติมีการตั้งสภากรรมการองคมนตรีชุดแรกจำนวน 40 คน a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/A/205.PDF"u[/uu20/uu]/u/a ทั้งนี้ที่ประชุมของสภากรรมการองคมนตรีได้เลือกพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นสภานายก และพระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี (จิตร ณ สงขลา) เป็นอุปนายก/p pโดยการประชุมกรรมการองคมนตรีครั้งแรกที่ศาลาสหทัยในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2470 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/D/2558.PDF"u[/uu21/uu]/u/a มีราชเลขาธิการมาเปิดการประชุม โดยในพระราชดำรัสเปิดที่ประชุมสภากรรมการองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้เหตุผลที่ไม่ได้ให้องคมนตรีทั้งหมดประชุมกันว่า em"/ememเห็นว่าจะมากมายเกินไปนัก/em emจึ่งได้กำหนดจำนวนเพียง/em em๔๐/em emคนซึ่งคิดว่าเปนจำนวนพอดี/em emตั้งเปนกรรมการองคมนตรีคณะหนึ่ง/emem" /ema href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/D/2778.PDF"u[/uu22/uu]/u/a/p pเกี่ยวกับลักษณะของสภากรรมการองคมนตรีนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระบุว่า em“/ememจะเหมือนปรีวิเคาน์ซิลของประเทศอังกฤษก็แต่ในนามเท่านั้น/em emลักษณการหาคล้ายกันไม่/em emต้องเปนไปตามสภาพที่เหมาะแก่ประเทศของเรา/em emกล่าวคือ/em emเรามีความประสงค์ที่จะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษาโต้เถียงให้สำเร็จเปนมติตามแบบอย่างที่ประชุมใหญ่/em emเพราะฉะนั้นจึ่งได้ดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ใช้การได้เหมาะตามสภาพของบ้านเมืองที่มีอยู่ในเวลานี้/em emถ้าหากถึงเวลาอันควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองประเทศต่อไป/em emก็จะได้ทำได้โดยสะดวก/em emส่วนการเลือกกรรมการนั้นก็ได้เพ่งเล็งถึงคุณวุฒิความสามารถเปนใหญ่/em emผู้ใดมีความสามารถปรากฎแล้ว/em emเรายินดีที่จะตั้งเปนองคมนตรีและเลือกเปนกรรมการหมุนเวียนกันไป/em emดั่งแจ้งในคำปรารภและในมาตราอื่นๆ/em emแห่งพระราชบัญญัตินั้นแล้ว/emem” /emua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/D/2778.PDF"[23]/a/u/p pโดยงานของกรรมการองคมนตรีชุดที่ 1 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาข้อกฎหมายและเสนอแก้ไข เช่น พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมรส หย่า รับรองบุตร โดยต่อมาแก้ไขเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/D/3924_1.PDF"u[2/uu4/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2470/D/3956.PDF"u[2/uu5/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2472/D/3359_1.PDF"u[2/uu6/uu]/u/a มีการประกาศใช้ลงราชกิจจานุเบกษาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 (พ.ศ. 2474 ตามปฏิทินใหม่) และระบุว่าจะให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2473/A/399.PDF"u[2/uu7/uu]/u/a อย่างไรก็ตามในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 มีพระบรมราชโองการให้งดใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเนื่องจาก em“ไม่เป็นเวลาที่จะพึงให้เกิดรายจ่ายใหม่ขึ้น” /ema href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2474/A/410.PDF"u[2/uu8/uu]/u/a กระทั่งในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐสภาในสมัยคณะราษฎรจึงมีการพิจารณาต่อและประกาศใช้อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่บังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2478 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2478/A/474.PDF"u[2/uu9/uu]/u/a/p pในส่วนของกรรมการองคมนตรีชุดที่ 2 มีการตั้งในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2473 (พ.ศ. 2474 ตามปฏิทินใหม่) มีวาระตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2474 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2476 (พ.ศ. 2477 ตามปฏิทินใหม่) a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2473/A/433.PDF"u[/uu30/uu]/u/a โดยในประชุมเป็นครั้งแรกที่ศาลาสหทัยสมาคม เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2474 มีการตั้ง พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เป็นสภานายก และพระยามานราชเสวี เป็นอุปนายก โดยในวันดังกล่าวกรรมการองคมนตรีพิจารณาและถวายความเห็นต่อร่างประกาศแก้ไขเพิ่มเติมประกาศภาษีเรือโรงร้าน ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2474/D/176.PDF"[31]/a/u/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ/strongstrong./strongstrongศ/strongstrong. 2475 /strongstrongยุคคณะราษฎร และการยกเลิกองคมนตรี/strong/span/h3 pอย่างไรก็ตามไม่ทันที่กรรมการองคมนตรีชุดที่ 2 จะอยู่จนครบวาระ ภายหลังวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะราษฎรได้มีประกาศยกเลิกอภิรัฐมนตรีสภา ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2475/A/202.PDF"[32] /a/uและประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2475/A/200.PDF"u[/uu33/uu]/u/a โดยในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ประกาศใช้ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475ประกาศใช้ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 เมื่อ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ไม่มีบทบัญญัติเรื่ององคมนตรีในรัฐธรรมนูญ/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongรัฐประหาร /strongstrong2490 /strongstrongรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และการฟื้นฟู “อภิรัฐมนตรี”/strong/span/h3 pหลังเหตุการณ์กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ต่อมา พล.ท.ผิณ ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) ทำรัฐประหารรัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 แล้วไปเชิญจอมพล ป.พิบูลสงครามมาเป็นหัวหน้า “คณะนายทหารแห่งชาติ” โดยการรัฐประหารดังกล่าวนอกจากจะทำให้นายปรีดี พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎรต้องลี้ภัยไปต่างประเทศแล้ว ยังมีผลทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 สิ้นสุดลง และมีการประกาศใช้emรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย/em em(/ememฉบับชั่วคราว/emem) /ememพุทธศักราช /emem2490 /emเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ผู้ลงนามคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์/p pในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2490 มีการฟื้นฟูบทบาทของที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้มี "คณะอภิรัฐมนตรี" เป็นตำแหน่งประจำมี 5 นาย ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการในพระองค์ และถวายคำปรึกษาแด่พระมหากษัตริย์ a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2490/A/053/1.PDF"u[/uu34/uu]/u/a โดยคณะอภิรัฐมนตรีชุดแรก a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2490/A/054/688.PDF"u[/uu35/uu]/u/a ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2490 ประกอบด้วย/p p style="margin-left: 40px;"พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีbr /พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เป็นอภิรัฐมนตรีbr /พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฎ เป็นอภิรัฐมนตรีbr /พระยามานวราชเสวี เป็นอภิรัฐมนตรีbr /พลเอก อดุล อดุลเดชจรัส เป็นอภิรัฐมนตรี/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongสมเด็จฯ กรมขุนชัยนาทนเรนทร/strongstrong และพระองค์เจ้าธานีนิวัต /strongstrongผู้วางรากฐานกษัตริย์นิยมประชาธิปไตย/strong/span/h3 pอนึ่งในปาฐกถา “ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา” ในโอกาสครบรอบ 32 ปี 14 ตุลาคม 2516 ของธงชัย วินิจจะกูล เมื่อปี พ.ศ. 2548 a href="http://www.14tula.com/activity/s2548.pdf"u[/uu36/uu]/u/a เขาเสนอว่า ในช่วงท้ายและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทของฝ่ายเจ้าได้รับการรื้อฟื้นโดย ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ต้องการประนีประนอมกับฝ่ายเจ้าในช่วงสงครามเพื่อต่อสู้กับอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เจ้านายทั้งหลายได้รับบรรดาศักดิ์คืน และได้รับอนุญาตให้มีบทบาททางการเมืองได้ (ยกเว้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระโอรสธิดาเท่านั้น)/p pธงชัยเสนอว่า ระหว่างปี 2488-2494 “เป็นระยะก่อตัวและสร้างรากฐานให้แก่ “กษัตริย์นิยมประชาธิปไตย” บทบาทของฝ่ายกษัตริย์นิยมในสภามีความโดดเด่น ความสำคัญของเจ้าและสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง ภายใต้การนำของสมเด็จฯ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสของรัชกาลที่ 5 พระองค์สุดท้ายที่ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในขณะนั้น พระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเวลาต่อมา และเป็นผู้นำสำคัญของฝ่ายกษัตริย์นิยมนับจาก 2475 ตราบจนสิ้นพระชนม์ในปี 2494”/p pโดยวาทกรรมว่าด้วยพระมหากษัตริย์ที่เริ่มต้นในช่วงนี้ “ด้านหนึ่งสืบทอดอุดมการณ์กษัตริย์นิยมแต่เดิม แต่อีกด้านหนึ่งยอมรับสถานะประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ด้านหนึ่งยืนยันอิทธิพลมหาศาลตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล แต่กลับอยู่นอกเหนือการเมืองการปกครองโดยตรง”/p pปาฐกถาของธงชัย ตอนหนึ่งเสนอด้วยว่า ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2489 สมเด็จฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรหรือพระองค์เจ้าธานีนิวัต ทรงแสดงปาฐกถาถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอนุชา (คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระราชชนนี ต่อมาปาฐกถาดังกล่าวได้รับการปรับปรุงตีพิมพ์เป็นบทความวิชาการภาษาอังกฤษ ในหัวข้อ em“Thai Old Siamese Conception of Monarchy” /emโดยพระนิพนธ์สั้นๆ นี้ มีความสำคัญอย่างสูง เพราะประมวลรวบยอดความคิดของลัทธิกษัตริย์นิยมขึ้นเป็นทฤษฎีว่าด้วยพระมหากษัตริย์ในระบบการเมืองหลัง 2475 ที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมปรารถนาจะเห็น เป็นฐานทางภูมิปัญญาของ “วาทกรรมพระราชอำนาจ” ซึ่งมุ่งขยายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ และเป็นกรอบเค้าโครงสำหรับพัฒนาการของสถาบันกษัตริย์ไทยตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา จนทุกวันนี้มีสถานะสูงส่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน/p p“พระองค์เจ้าธานีฯ เสนอในบทความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้วมาแต่โบราณกาล คือ พระมนูธรรมศาสตร์ รัฐธรรมนูญอย่างหลัง 2475 เป็น “pure foreign institution” ภายใต้รัฐธรรมนูญตามประเพณีนี้ พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจล้นฟ้าไร้ขอบเขต แต่พระราชอำนาจกลับต้องอยู่ภายในกรอบของทศพิธราชธรรม และธรรมเนียมอื่นๆ อีกมากมาย นั่นคือต้องทรงเป็นธรรมราชา”/p pพระองค์เจ้าธานีฯ ยังเสนอในบทความด้วยว่า พระมหากษัตริย์ไทยที่ผ่านมาเป็นเสมือนบิดาปกครองบุตรดังตกทอดมาแต่สมัยสุโขทัย มีการแขวนฆ้องรับร้องทุกข์ แม้ต่อมาจะรับอิทธิพลลัทธิเทวราชของเขมร แต่พระมหากษัตริย์ไทยที่เปรียบเสมือนบิดาปกครองบุตรยังคงสืบทอดต่อมาจนถึง 2475 พระองค์เจ้าธานีฯ ทรงย้ำว่าพระมหากษัตริย์ไทยเป็นThe Great Elect อยู่แล้ว คือประชาชนร่วมใจกันเลือกแล้วเทิดทูนขึ้นเป็นเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดินตามคติ “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ”/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongอภิรัฐมนตรี และการเปลี่ยนแปลงอำนาจของการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์/strong/span/h3 pโดยเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2490 นั้น อภิรัฐมนตรียังทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วย โดยในมาตรา 10 ยังกำหนดว่า em"/ememเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที/emem"/em a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2490/A/053/1.PDF"u[/uu37/uu]/u/a/p pซึ่งเนื้อหาเรื่องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่างจากในรัฐธรรมนูญ 2489 มาตรา 10 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2489/A/030/318.PDF"u[/uu38/uu]/u/a และรัฐธรรมนูญ 2475 มาตรา 10 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2475/A/529.PDF"u[/uu39/uu]/u/a ที่ให้อำนาจของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบต่อการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ โดยกรณีของรัฐธรรมนูญ 2475 ระบุว่า ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ em“ให้สภาผู้แทนราษฎรปรึกษากันตั้งขึ้น”/em และในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้ตั้งผู้ใด ให้คณะรัฐมนตรีกระทำหน้าที่นั้นไปชั่วคราว ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2489/A/030/318.PDF"[40]/a/u ส่วนในรัฐธรรมนูญ 2489 ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้em “ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้น”/em และในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2475/A/529.PDF"u[/uu41/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongรัฐธรรมนูญฉบับ /strongstrong2492 /strongstrongตามแนวทางของฝ่ายกษัตริย์นิยม/strong/span/h3 pต่อมาคณะรัฐประหารชุดเดิมได้ทำการรัฐประหารเงียบเมื่อ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 โดยบีบให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็ได้ตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน/p pทั้งนี้มีการได้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2490(ฉบับชั่วคราว) โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในบทความของณัฐพล ใจจริง ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้าเรียกว่า “รัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม” a href="http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2494"u[/uu42/uu]/u/a ทั้งนี้เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 9 คน ส่วนใหญ่เป็นขุนนางในรัฐบาลระบอบเก่ามาก่อนและยังเป็นนักกฎหมายหัวอนุรักษ์ อาทิ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ พระยาศรีวิสารวาจา พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี พระยาอรรถการียนิพนธ์ หลวงประกอบนิติสาร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายสุวิชช์ พันธเศรษฐ และนายเพียร ราชธรรมนิเทศ a href="http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2494"u[/uu43/uu]/u/a ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวบังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2492/A/017/1.PDF"u[/uu44/uu]/u/a โดยเป็นรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ก่อนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493/p pโดยรัฐธรรมนูญ 2492 เป็นครั้งแรกที่ระบุในมาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” และในมาตรา 82 ยังให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 100 คน โดยมีเพียงประธานองคมนตรีเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ a href="http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2494"u[/uu45/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2492/A/017/1.PDF"u[/uu46/uu]/u/a/p pเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2492 ยังมีการเปลี่ยนชื่อ “คณะอภิรัฐมนตรี” เป็น “คณะองคมนตรี” โดยการเลือกและแต่งตั้ง หรือให้องคมนตรีพ้นไปจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2492/A/017/1.PDF"u[/uu47/uu]/u/a/p pส่วนของการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐธรรมนูญ 2492 ให้รัฐสภามีอำนาจในการให้ความเห็นชอบ โดยมาตรา 19 ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ em“ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา”/em และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และในมาตรา 20 กรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อ และโดยรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และในมาตรา 21 ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2492/A/017/1.PDF"u[/uu48/uu]/u/a/p pอย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ 2492 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ราบรื่น โดยปรากฏขึ้นผ่านกรณีที่รัฐบาลล้มเหลวในการผลักดันบุคคลที่ไว้วางใจให้เป็นองคมนตรี ความขัดแย้งในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นพระราชวงศ์และข้าราชการในระบอบเก่า โดยที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ทรงปรึกษารัฐบาลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับวุฒิสภาไม่ราบรื่น นอกจากนี้ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เข้าแทรกแซงทางการเมืองด้วยการเข้ามานั่งประทับในการประชุมคณะรัฐมนตรี สร้างความไม่พอใจให้กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก a href="http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2494#cite_note-11"u[/uu49/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongรัฐประหาร /strongstrong2494 /strongstrongและการปัดฝุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ /strongstrong2475/strong/span/h3 pทำให้ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ประกอบด้วย พลเอก ผิณ ชุณหะวัณ, พลโท เดช เดชประดิยุทธ, พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์, พลเรือตรี หลวงยุทธศาสตร์โกศล, พลเรือตรี หลวงชำนาญอรรถยุทธ, พลเรือตรี สุนทร สุนทรนาวิน, พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคดี, พลอากาศโท หลวงเชิดวุฒากาศ และพลอากาศโท หลวงปรุงปรีชากาศ ได้ทำรัฐประหาร โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 หันกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2494/D/071/1.PDF"u[/uu50/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2494/D/071/4.PDF"u[/uu51/uu]/u/a, a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2494/D/071/7.PDF"u[/uu52/uu]/u/a/p pอนึ่ง การรัฐประหารของคณะบริหารประเทศชั่วคราว เกิดขึ้นก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งขณะนั้นได้เสด็จกลับจากสวิสเซอร์แลนด์โดยเรือพระที่นั่งจะเข้าอ่าวไทย และจะเสด็จนิวัติพระนครเพียง 16 ชั่วโมงเท่านั้น โดยที่คณะบริหารประเทศชั่วคราว ได้ขอให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงพระนามในประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต มิได้ทรงลง โดยให้เหตุผลว่า ควรจะยกให้เป็นพระราชวินิจฉัย a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Silent_Coup_(Thailand)"u[/uu53/uu]/u/a ในคำแถลงการณ์จึงเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 โดยคณะบริหารประเทศชั่วคราว และในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2494 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออก “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 กลับมาใช้ พ.ศ. 2494” ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2494/A/080/25.PDF"[54]/a/u/p pโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ประกาศใช้วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2495/A/015/1.PDF"u[/uu55/uu]/u/a ได้เพิ่มบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใกล้เคียงกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2492 โดยในมาตรา 11 ระบุว่า em“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี” /ema href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2495/A/015/1.PDF"uem[/em/uuem56/em/uuem]/em/u/a โดยในส่วนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 17 กรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และมาตรา 18 กรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อ โดยยังคงให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ และประธานสภาผู้แทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่มีการเพิ่มข้อความว่าในกรณีที่ไม่มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ em“ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่แทนคณะองคมนตรีตามความในวรรคแรก” /ema href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2495/A/015/1.PDF"uem[/em/uuem57/em/uuem]/em/u/a/p pต่อมามีรัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผลทำให้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สิ้นสุดลงและต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หลังจากนั้นมีการรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2495 ua href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2501"[58]/a/u/p pทั้งนี้มีการใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 มาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2502 จนกระทั่งในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ต่อมาจึงมีการประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511” เมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 โดยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับองคมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญ 2475 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2495 แต่ตัดเนื้อหาเรื่องให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กรณีที่ไม่มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ดังกล่าว ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2511/A/E/1.PDF"[59]/a/u ต่อมามีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2511 ภายหลังจอมพลถนอม ทำรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 แทน/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongรัฐธรรมนูญ /strongstrong2534 /strongstrongและความเปลี่ยนแปลงเรื่องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์/strong/span/h3 pบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งคาบเกี่ยวกับองคมนตรีจะมีการเปลี่ยนอีกครั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/216/1.PDF"[60] /a/uที่ร่างโดยคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหารเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534/p pโดยในส่วนของการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 16 ระบุแต่เพียงให้emประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ /emโดยตัดเนื้อหาในส่วนของการ “ให้ความเห็นชอบของรัฐสภา” ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา/p pในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 17 กรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้ง หรือกรณีที่ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ยังคงกำหนดให้คณะองคมนตรีเป็นเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/216/1.PDF"[61]/a/u/p pนอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญ 2534 เนื้อหาในส่วนของการสืบราชสันตติวงศ์ก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยในมาตรา 21 em“/ememในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช /emem2467 /ememแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาท ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ” /emโดยตัดขั้นตอนของรัฐสภาในการ em“ให้ความเห็นชอบ” /emคงเหลือเป็นเพียงขั้นตอนการ “emรับทราบ” /emua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/216/1.PDF"[62]/a/u/p pแต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ในรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 21 ยังคงระบุให้เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี เสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป ua href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/216/1.PDF"[63]/a/u/p pโดยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2534 เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และการสืบราชสันตติวงศ์ จะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF"u[/uu64/uu]/u/a และในเวลาปัจจุบัน ซึ่งยังคงใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 นั้น ในมาตรา 2 วรรค 2 ระบุให้บทบัญญัติของหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/055/1.PDF"u[/uu65/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongจำนวนของคณะองคมนตรีจากรัฐธรรมนูญ /strongstrong2490 /strongstrongถึงปัจจุบัน/strong/span/h3 pจำนวนขององคมนตรีในระบอบประชาธิปไตยนั้น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม 2490 ให้บัญญัติให้อภิรัฐมนตรี มีจำนวน 5 คน ในรัฐธรรมนูญ 2492 และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เป็นต้นมา ให้มีคณะองคมนตรีไม่เกิน 9 คน/p pจนถึงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 โดยในมาตรา 15 ได้เพิ่มจำนวนคณะองคมนตรีเป็นไม่เกิน 15 คน คือ ประธานองคมนตรี 1 คน และ องคมนตรีไม่เกิน 14 คน a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2517/A/169/1.PDF"u[/uu66/uu]/u/a/p pจนกระทั่งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 และตั้งคณะกรรมาธิการในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ และหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติให้ความเห็นชอบ จึงมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2534/A/216/1.PDF"u[/uu67/uu]/u/a/p pโดยรัฐธรรมนูญ 2534 มาตรา 10 เพิ่มจำนวนคณะองคมนตรีไม่เกินเป็น 19 คน คือประธานองคมนตรี 1 คนและองคมนตรีไม่เกิน 18 คน และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 12 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/A/055/1.PDF"u[/uu68/uu]/u/a และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 12 a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF"u[/uu69/uu]/u/a ก็บัญญัติทำนองเดียวกัน/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongหน้าที่ขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ/strong/span/h3 pในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 12 วรรคสอง ระบุว่าem “/ememคณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้” /ema href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF"u[/uu70/uu]/u/a/p pส่วนข้อห้ามขององคมนตรี ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 14 ระบุว่า “องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ” a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF"u[/uu71/uu]/u/a/p pและในมาตรา 15 ระบุว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ em"/ememข้าพระพุทธเจ้า /emem(/ememชื่อผู้ปฏิญาณ/emem) /ememขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”/em a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/047/1.PDF"u[/uu72/uu]/u/a/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"strongอย่างไรคือบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ/strong/span/h3 pในบทความของประสิทธิ ปิวาวัฒนพานิช หัวข้อ “บทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ” เผยแพร่เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2520 ua href="http://prachatai.com/journal/2007/03/12031"[73]/a/u ตอนหนึ่งเสนอถึงการปฏิบัติหน้าที่ขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญว่า “emลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองมนตรีนั้นมีลักษณะ /emem"/ememเชิงรับ/emem" (passive) /ememมากกว่าที่จะมีลักษณะ /emem"/ememเชิงรุก/emem" (active) /ememกล่าวคือ หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปรึกษาแล้ว คณะองคมนตรีจะถวายความเห็นเองมิได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะปกติทั่วไปของงานให้คำปรึกษา /emem(advisory opinion) /ememที่โดยปกติแล้ว จะต้องมีผู้มาขอคำปรึกษาเสียก่อน หากไม่มีใครริเริ่มขอคำปรึกษา ผู้ที่จะให้คำปรึกษาก็ไม่อาจให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องอะไร ดังนั้น องคมนตรีจะให้ความเห็นเองโดยที่พระมหากษัตริย์ยังมิได้เรียกปรึกษามิได้ ลักษณะหน้าที่ของคณะมนตรีจึงมีลักษณะตั้งรับมากกว่าเชิงรุก”/em/p pส่วนหน้าที่ประการที่สองที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าem “มีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้/emem" /emประสิทธิเสนอว่า คำว่า em"/ememหน้าที่อื่น/emem" /emนั้น มักเกี่ยวข้องกับเรื่องของการสืบสันตติวงศ์ นอกจากนี้หน้าที่อื่นนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วยem “นั่นหมายความว่า องคมนตรีจะใช้อำนาจนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญให้ไว้มิได้ การใดๆ ที่องคมนตรีทำนอกเหนือขอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญ /emem(ultra vires) /ememการนั้นย่อมถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” /ema href="http://prachatai.com/journal/2007/03/12031"u[/uu74/uu]/u/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bw9wp9xovHQ" height="1" width="1" alt=""/

บอร์ด สปสช.อนุมัติทำข้อเสนองบฯ กองทุนบัตรทองต่อเนื่อง 2 ปี หวังเห็นความต่อเนื่องดูแลปชช.

Fri, 09/12/2016 - 23:35
pมติบอร์ด สปสช.อนุมัติทำข้wbrอเสนองบประมาณกองทุนบัตรทองต่wbrอเนื่อง 2 ปี 61-62nbsp;จากเดิมที่เคยทำเสนอปีต่อปี ทำให้ไม่เห็นความต่อเนื่wbrองของการจัดทำงบประมาณเพื่wbrอการดูแลสุขภาพของประชาชน/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/372/30723017613_b398630a5d.jpg" //p p9 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมาnbsp;ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติ (สปสช.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถ.แจ้งวัฒนะ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกัwbrนสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุwbrมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติ ซึ่งที่ประชุมมีวาระการพิwbrจารณาเรื่องข้wbrอเสนอนโยบายงบประมาณเงินกองทุwbrนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561-2562/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pปิยะสกล กล่าวว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบให้มีการทำข้wbrอเสนอเพื่อขออนุมัติกรอบวงเงิwbrนเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อเนื่อง 2 ปี คือ ปี 2561-2562 เพื่อความต่อเนื่องของการจัwbrดทำคำของบประมาณสำหรับเตรีwbrยมการรองรับการดูแลสุwbrขภาพประชาชน และสำหรับงบประมาณปี 2562 เมื่อมีตัวแปรเปลี่ยนไป ก็สามารถปรับปรุงข้wbrอเสนองบประมาณปี 2562 ได้ตามตัวแปรดังกล่าว เช่น ปริมาณการเข้าถึง ต้นทุน สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น และนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องมีการนำเสนอเข้า ครม.อีกครั้งสำหรับข้อเสนอปีwbrงบประมาณ 2562 แต่ครั้งที่จะนำเข้าการพิwbrจารณาของ ครม.ในครั้งนี้ จะเป็นข้อเสนองบประมาณต่อเนื่อง 2 ปี จากเดิมที่เคยทำเสนอปีต่อปีwbrทำให้ไม่เห็นความต่อเนื่wbrองของการจัดทำงบประมาณเพื่wbrอการดูแลสุขภาพของประชาชน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pชุมศรี พจนปรีชา ประธานอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์wbrการดำเนินงานและบริหารจัwbrดการกองทุน กล่าวว่า การจัดทำข้wbrอเสนอนโยบายงบประมาณกองทุนหลัwbrกประกันสุขภาพแห่งชาติในปีwbrงบประมาณต่อไปนั้น คณะอนุกรรมการฯ เห็นควรว่าควรจัดทำข้wbrอเสนองบประมาณต่อเนื่อง 2 ปี คือปี 2561-2562 เพื่อความต่อเนื่องและเตรียมพร้wbrอมงบประมาณรองรับบริการสุwbrขภาพเพื่อประชาชน โดยได้หารือร่วมกับ คณะกรรมการร่วม 7x7 (กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.) คณะทำงานวิชาการ และรับฟังข้อเสนอจากกลุ่มต่างๆ และนำเข้าสู่การพิwbrจารณาของคณะอนุwbrกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ ก่อนนำเสนอเป็นมติบอร์ด สปสช. โดยการทำข้อเสนองบประมาณครั้งนี้wbrจะมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ดูแลประชากรตามสิทธิได้อย่างมีwbrประสิทธิภาพ และ รพ.มีความคล่องตัวในการให้บริwbrการ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้wbrในการประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งหน้าจะสามารถเสนอข้wbrอเสนองบกองทุนปี 2561-2562 เพื่อให้บอร์ดพิจารณาได้ก่wbrอนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” nbsp;ชุมศรี กล่าว/wbr/wbr/wbr/p pด้าน ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า บอร์ด สปสช.ได้อนุมัติหลักการทำข้wbrอเสนองบประมาณ คือ ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัwbrดทำข้อเสนอ ให้เป็นไปตามประเภทค่าใช้จ่wbrายตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ให้มีงบประมาณเพียงพออย่างมีwbrประสิทธิภาพ ไม่มีการอุดหนุนข้ามระบบกัwbrบระบบประกันสุขภาพอื่น เป้าหมายและความครอบคลุมการให้wbrบริการนั้น ให้กำหนดตามศักยภาพของระบบบริwbrการที่จะพัฒนาได้ และคำนึงถึงเป้าหมายตามเขตบริwbrการสุขภาพ (Service Plan) ของกระทรวงสาธารณสุข เน้นใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์wbrในการประมาณการเป้wbrาหมายและงบประมาณ โดยเป็นงบประมาณแบบปลายปิด หากประชากรเพิ่มมากกว่าเป้wbrาหมายที่ได้รับงบประมาณให้ดำเนิwbrนการของบประมาณเพิ่มเติม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pในส่วนด้านโครงสร้างต้นทุนค่wbrาใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขนั้wbrน ไม่รวมค่าตอบแทนที่หน่วยงานได้wbrรับโดยตรงตาม พ.ร.บ.งบประมาณ (พตส. และค่าตอบแทนฉบับ 8, 9) ไม่รวมงบลงทุนใหม่เพื่อยกระดัwbrบศักยภาพสำหรับหน่วยบริการภาครัwbrฐ ไม่รวมการปรับฐานเงินเดือนข้wbrาราชการที่จะเกิดขึ้นภายหลัง แต่จะรวมเงินช่วยเหลือเบื้องต้wbrนแก่ผู้ให้บริการตามคำสั่ง คสช. และรวมต้นทุนของหน่วยบริการรัwbrฐและเอกชนทั้งหมดในระบบ ที่สำคัญคือต้องจำแนกต้นทุwbrนของพื้นที่ทุรกันดาร เสี่ยงภัย พื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าพื้นที่wbrอื่นให้ชัดเจน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรักษาการเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า ขณะที่บริการสาธารณสุขและกลุ่wbrมที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เน้นส่งเสริมป้องกันโรค เพิ่มกิจกรรมที่สนับสนุนความรู้wbrด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนดูwbrแลสุขภาพตนเองได้ ความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูwbrมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัwbrวดูแลประชาชน เพิ่มการใช้บริการแพทย์wbrแผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรใน รพ. บริการสาธารณสุขสำหรับกลุ่มคนพิwbrการ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิwbrง ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง กลุ่มผู้ต้องขัง กลุ่มพระภิกษุ และกันวงเงินบริการกรณีเฉพาะไม่wbrเกิน 12% ของอัตราเหมาจ่ายรายหัว รวมถึงคำนึงถึงต้นทุนที่wbrสามารถประหยัดได้โดยคงคุณภาพบริwbrการ เช่น การจัดซื้อรวม (ยา, วัคซีน, อุปกรณ์บำบัดรักษา)nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ybhOpVnExQw" height="1" width="1" alt=""/

กฟผ. ชี้ยังมีหลายประเทศที่ใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนผลิตกระแสไฟฟ้าถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ

Fri, 09/12/2016 - 20:21
pกฟผ. ขอบคุณ พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ LNG แทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ชี้ เยอรมัน-ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น-เกาหลี สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระบุไทยใช้พลังงานถ่านหินไม่ถึง 12 % จึงจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น/p !--break--!--break-- p9 ธ.ค. 2559 a href="http://www.tnamcot.com/content/611449"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า ศานิต นิยมาคม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยเสนอขอให้สร้างโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG แทนโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นั้น nbsp;กฟผ.ขอขอบคุณที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสนใจต่อการพัฒนาไฟฟ้าในภาคใต้ ซึ่งเห็นตรงกันว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ไม่เพียงพอ รวมทั้งเข้าใจถึงภารกิจของ กฟผ.ที่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม/p pศานิตnbsp; กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการจัดหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักและเชื้อเพลิงพลังงานที่เหมาะสมมีเสถียรภาพมั่นคง รวมถึงใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม/p pสำหรับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซใกล้เคียงกับถ่านหินนำเข้า ซึ่ง กฟผ. ติดตามและประเมินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะ กฟผ. จำเป็นต้องทบทวนลำดับการผลิตโรงไฟฟ้า (Merit Order) และแผนการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3634/3329684101_1efe2396b6.jpg" style="width: 500px; height: 331px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ภาพจาก : /spana href="https://www.flickr.com/photos/gpsea/3329684101/sizes/m/"span style="color:#ffa500;"GREENPEACE/span/a/strong/p pทั้งนี้ nbsp;โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2564 – 2565nbsp; ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีการนำเข้า LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในปริมาณสูงมากและจะมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่าถ่านหินนำเข้า หากคิดที่โรงไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกกว่าประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี และจากการคาดการณ์ราคาเชื้อเพลิงในอนาคต แม้จะประเมินโดยสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญก็ตามก็ไม่อาจจะยืนยันได้ตามนั้นnbsp; ดังนั้น เรื่องสำคัญที่สุดตามหลักสากลประเทศต่างๆ ใช้หลักการกระจายความเสี่ยงโดยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีความหลากหลาย โดยมีสัดส่วนเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ในโลกในการใช้ถ่านหินประมาณร้อยละ 30 ขึ้นไปnbsp;และใช้ก๊าซประมาณร้อยละ 20 – 25 จึงทำให้หลายประเทศยังคงมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องnbsp; เช่น ประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่าง เยอรมัน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ มาเลเซีย ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมากยังเลือกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 30 – 40 เพราะมีต้นทุนถูกกว่าnbsp; เเละยังส่งก๊าซธรรมชาติออกไปขายนอกประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเพียงไม่ถึงร้อยละ 12 จึงจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ/p pศานิตnbsp;กล่าวว่าnbsp;กฟผ.สนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับพลังงานหลักที่มั่นคงเชื่อถือได้ รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นำมาใช้เป็นระบบ Ultra Super Critical (USC) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งได้บรรจุไว้ในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามที่ได้ให้สัตยาบันไว้ในการประชุม COP 21 ซึ่ง กฟผ. ตระหนักเสมอว่าการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีการติดตั้งเครื่องกำจัดมลสารที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อควบคุมให้ดีกว่ามาตรฐานสากลที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ตลอดจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินงาน เพื่อแสดงความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน/p p“กฟผ. ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นเหตุเป็นผล โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ รวมถึงคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยึดมั่นในประโยชน์โดยรวมเป็นสำคัญ” ศานิต กล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yxCY-N0CEs4" height="1" width="1" alt=""/

'วัชระ' ร้องประยุทธ์ งัด ม.44 งดจ่ายเงินค่าโง่คลองด่าน-สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทุจริตทุกกรณี

Fri, 09/12/2016 - 20:18
!--break--!--break-- div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/774/31161776320_80111bda66.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/DemocratPartyTH/posts/10154008569316791"span style="color:#ff8c00;"Democrat Party, Thailand/span/a/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div9 ธ.ค. 2559 เฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรคประชาธิปัตย์ (a href="https://www.facebook.com/DemocratPartyTH/posts/10154008569316791"Democrat Party, Thailand/a) รายงานว่า ที่ศูนย์บริการประชาชน ภายในสำนักงาน ก.พ. วัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 เรื่อง คือ 1. ขอคัดค้านการจ่ายค่าโง่คลองด่าน เนื่องจากรัฐบาลมีแนวคิดที่จะจ่ายให้เอกชน จำนวน 9,600 ล้านบาท โดยเสนอแนะให้ นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตาม ม.44 งดจ่ายเงิน ในสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการทุจริตทุกกรณีของทุกกระทรวง รวมถึงกรณีค่าโง่คลองด่าน เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน/div divnbsp;/div divและ 2.เรื่องขอให้ตรวจสอบรถเมล์เอ็นจีวีของ บ.เบสท์รินกรุ๊ฟ จำกัด ที่นำเข้าโดย บ.ซุปเปอร์ซ่าร่า จำกัด ว่าเสียภาษี ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และให้กรมศุลกากร และ ปปง. ดำเนินการตามความผิด และให้ทบทวนโครงการนี้ของ ขสมก. เนื่องจากปรากฏว่ารถเมล์ NGV จำนวน 100 คันที่นำเข้า ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง สนธิสัญญา เขตการค้าเสรี กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน แต่เป็นการนำเข้ารถ สินค้าสำเร็จรูป ยี่ห้อ sunlong จากประเทศจีน ผ่านประเทศมาเลเซีย และนำเข้าประเทศไทย และหากตรวจสอบแล้ว พบว่าการนำเข้าไม่ถูกต้อง จะถือว่าบริษัทเบสท์ริน สำแดงภาษีเป็นเท็จทันที และมีความผิดในการเลี่ยงภาษีอากร จึงขอให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กรมศุลกากรดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดำเนินคดีตามกฎหมายฟอกเงินพร้อมกับให้ ขสมก.ทบทวนโครงการดังกล่าว/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BBugyUzalCM" height="1" width="1" alt=""/

ส่องกรุทรัพย์สิน 30 นายพล สนช.ใหม่ รวยระดับเศรษฐีหลักสิบ-ร้อยล้าน

Fri, 09/12/2016 - 19:57
!--break--!--break-- p9 ธ.ค. 2559 จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยการยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 31 ตำแหน่ง เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2559 จำนวน 2 ตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา อีกจำนวน 1 ตำแหน่ง/p pโดยตั้งแต่วันที่ 8-22 ธ.ค 2559 พบว่า ผู้ที่มีทรัพย์สินมากสุด คือ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 339,115,360.83 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนประเภทกองทุน พันธบัตรรัฐบาล และที่ดิน/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5536/30687713044_37f4bb4218_z.jpg" //p pรองลงมา คือ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีทรัพย์สินรวมคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ กว่า 282 ล้านบาท (282,638,875.98 บาท) โดยไม่มีหนี้สิน ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากและที่ดินในnbsp;อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวนหลายแปลง มีอาวุธปืน 45 กระบอก มูลค่า 2 ล้านบาท และมีงาช้าง 6 กิ่ง มูลค่า 200,000 บาท/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/769/31412971241_b36574d646_z.jpg" //p pส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับnbsp;3 คือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ มีบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรสมากกว่าหนี้สิน 187 ล้านบาท (187,610,307.90 บาท) โดยคู่สมรสมีหนี้สิน 680,512 บาท ทั้งนี้ พบว่ามีการแจ้งทรัพย์สินอื่นเป็นพระเลี่ยมทอง จำนวน 20 องค์ ซึ่งประเมินค่าไม่ได้/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/576/31412970961_114e9b76f8_z.jpg" //p pผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยสุด คือ พล.ร.อ.สุชีพ หวังไมตรี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ โดยมีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 5,703,230.93 บาท มีหนี้สิน 4,401,044 บาท จึงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,302,186.93 บาท/p pนอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่น่าสนใจ คือ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 93 ล้านบาท (93,231,353.44 บาท) และมีหนี้สินเพียง 11.71 บาท ซึ่งเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีของคู่สมรส/p pพล.ต.วุฒิชัย นาควานิช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 น้องชายของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีตผู้บัญชาการทหารบก แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 92 ล้านบาท (92,669,132.78 บาท) มีหนี้สิน 718,586 บาท/p pพล.อ.ธรรมนูญ วิถี รองแม่ทัพภาคที่ 1 แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีบัญชีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 11 ล้านบาท (11,444,737.22 บาท) มีหนี้สิน 2,718,215.78 บาท โดยแจ้งบัญชีทรัพย์สินอื่น เช่น พระเครื่อง 42 องค์ จำนวน 420,000 บาท/p pส่วนคนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งภรรยาและบุตร เช่นnbsp;พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์nbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 18,453,475.10 บาท, เจริญศักดิ์ ศาลากิจnbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 29,152,677.81 บาท,nbsp;พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์nbsp;ทรัพย์สินรวม 47,937,418.17 บาท,nbsp;ปรีดี ดาวฉาย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 129,253,376.09 บาท,nbsp;พล.ท.ศิริชัย เทศนา nbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 13,772,611.94 บาท,nbsp;พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 40,228,927.01 บาท,nbsp;พล.ท.สุรใจ จิตต์แจ้ง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,986,192 บาท,nbsp;พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์nbsp;nbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16,986,192 บาท,nbsp;สุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ กทม.) nbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,899,571.69 บาท, พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,238,125.86 บาท,nbsp;พล.ท.สรรชัย อจลานนท์nbsp;มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,542,702.84 บาท,nbsp;/p divพล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26,236,625 บาท, พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 56,528,678.77 บาท, วิทยา ผิวผ่อง (อดีตผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้ว่าฯหลายจังหวัด) มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,242,847.48 บาท, พล.ร.ท.รัตนะ วงษาโรจน์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 32,155,366.2 บาท, พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 12,804,997.55 บาท, พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,384,762.20 บาท, พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51,129,043.73 บาท, พล.อ.ธนดล สุรารักษ์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 58,987,394.40 บาท, nbsp;พล.ร.อ.ทวีชัย บุญอนันต์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 23,500,915.29 บาท, พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 27,445,941.94 บาท, พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 165,753,858.12 บาท, พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 23,805,820 บาท, พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 282,638,875.98 บาท, พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 161,717,520.67 บาท, พล.อ.ท.จิรวัฒน์ มูลศาสตร์ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,214,232.14 บาท และ พล.ท.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 44,864,046.76 บาท/div divnbsp;/div divส่วนสมาชิก สนช.ที่พ้นจากตำแหน่ง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ ที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินรวมคู่สมรส โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26 ล้านบาท (26,451,711 บาท) มีหนี้สิน 505,068 บาท เป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน/div pnbsp;/p pที่มาnbsp;a href="https://www.nacc.go.th/nacc_asset_legis.php?offset=0amp;type=amp;work_year=amp;govID=amp;"เว็บไซต์ ป.ป.ช./anbsp;และa href="http://www.tnamcot.com/content/610423"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZxBiKSWaP10" height="1" width="1" alt=""/

มีชัย เชื่อนักการเมืองรุมวิจารณ์พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะกรธ. ร่างมาดี

Fri, 09/12/2016 - 19:46
pประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุการที่นักการเมือง ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ พ.ร.บ.พรรคการเมือง แสดงว่า กรธ. ร่างกฎหมายออกมาดี พร้อมระบุ หากประกาศใช้แล้วมีเลือกตั้ง รัฐสภาใหม่ต้องการแก้ไข ก็ทำได้/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1600/25524754403_361d71fb8a.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ เว็บไซต์วิทยุรัฐสภา/span/p p9 ธ.ค. 2559 a href="http://www.manager.co.th/Politics/default.html"ผู้จัดการออนไลน์/a และa href="http://www.matichon.co.th/news/389193"มติชนออนไลน์/a รายงานตรงกันว่า nbsp;เมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. ที่รัฐสภา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กรธ. ได้เผยแพร่ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แล้วมีพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ว่า การออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นั้นได้แสดงให้เห็นว่า กรธ. ได้ร่างกฎหมายออกมาดีแล้ว จึงทำให้พรรคการเมืองออกมาท้วงติง แต่ทาง กรธ. ก็พร้อมจะรับฟัง เนื่องจากเห็นว่าผู้ที่ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นั้นเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ทางการเมือง โดยในวันที่ 14 ธ.ค. 2559 กรธ. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เวลา 13.30 น. ที่สโมสรสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย ดุสิต กทม. หรือหากพรรคการเมืองใดไม่มาในวันดังกล่าวก็สามารถส่งเอกสารมาที่ กรธ.ได้/p pเมื่อถาม่า มีพรรคการเมืองปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 14 ธ.ค. นี้แน่นอน มีชัยกล่าวว่า คงไม่สามารภบังคับใครได้ แต่พรรคการเมืองก็ยังสามารถส่งเอกสารมายัง กรธ. ได้ ส่วนกรณีพรรคการเมืองระบุว่า ที่ไม่มาเข้าร่วมโดยให้เหตุผลว่าเกรงเรื่องผลประโยชน์ขัดกันเนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น เรื่องนี้ตนจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและก็ไม่เคยเปิดเผยที่มาของแหล่งข่าว ดังนั้นจึงอยากให้ส่งความคิดเห็นเข้ามายัง กรธ./p pเมื่อถามย้ำว่า หากมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ไม่เข้าร่วมจะมีผลอะไรหรือไม่กับร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ ประธาน กรธ.กล่าวว่า ไม่มีผล เพราะกติกาก็ว่ากันไป เมื่อถามต่อว่า ถ้าท้ายที่สุดนักการเมืองได้เข้ามาสู่อำนาจแล้วมาแก้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในภายหลังจะทำอย่างไร มีชัยกล่าวว่า ตรงนี้ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของเขา/p pขณะที่ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน กรธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งจดหมายแจ้งข่าวไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคแล้ว เพื่อเชิญชวนให้เข้าร่วมงานสัมมนาและเสนอความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับเบื้องต้นในวันที่ 14 ธ.ค. นี้ โดยประเด็นเบื้องต้นที่อยากรับฟังความเห็นจากฝ่ายการเมือง อาทิ การจ่ายค่าบำรุงพรรค การจ่ายทุนประเดิมเพื่อทำกิจกรรมพรรคการเมือง การกำหนดให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ตามร่างมาตรา 23 ซึ่งระบุไว้ 4 ประเด็น การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของพรรคการเมือง ส่วนร่างกฎหมายนั้น ได้แจ้งให้ตัวแทนพรรคดาวน์โหลดในเว็บไซต์ของ กรธ. เพื่อศึกษาก่อนร่วมงานสัมมนา อย่างไรก็ตาม ในวันดังกล่าวตนไม่เชื่อว่าจะเกิดความวุ่นวายใดๆ ระหว่างการจัดงาน/p p“เจตนารมณ์ของ กรธ. นั้นไม่ได้กลั่นแกล้งหรือเลือกที่รักมักที่ชังพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เราตั้งใจให้พรรคการเมืองถูกปฏิรูป และให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน รวมถึงจรรโลงประชาธิปไตย ส่วนที่นักการเมืองออกมาท้วงติงนั้น ผมเข้าใจว่าเนื้อหาที่เขียนนั้นสร้างภาระงานให้เพิ่มมากขึ้น คล้ายกับคนชอบกินเผ็ด แต่บนโต๊ะอาหารมีแต่แกงจืด จึงต้องออกมาทวงถาม” ชาติชายกล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/e4BUwZyuTIA" height="1" width="1" alt=""/

สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.พัฒนาดิจิทัล แล้ว

Fri, 09/12/2016 - 18:33
!--break--!--break-- p9 ธ.ค. 2559 a href="http://www.siamrath.co.th/n/6267"สยามรัฐออนไลน์/a รายงานว่า ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่ง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. .... ในวาระสามด้วยคะแนน 161 ไม่เห็นด้วย 2 และงดออกเสียง 4 พร้อมให้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป/p pเสาวณี สุวรรณชีพ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารร่าง พ.ร.บ.ฯ ชี้แจงว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งส่งผลต่อฐานความรู้ และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รวมร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับไว้ด้วยกัน โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้กับทุกภาคส่วน ทั้งนี้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจัดนโยบายแผนระดับชาติ รวมทั้งออกระเบียบและประกาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งได้ทันทีที่ร่างพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ รวมทั้งมีการจัดตั้งกองทุนโดยได้รับการจัดสรรทุนจากกสทช.เริ่มแรกในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้จากการจัดสรรคลื่นความถี่/p pอย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการถกเถียงเกี่ยวกับมาตรา 44 วรรคสามที่ระบุว่า ทรัพย์สินของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดีเงินและทรัพย์สินของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะเกรงว่าหากมีทรัพย์สินที่เหลือและไม่ตกเป็นรายได้แผ่นดินจะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้โดยเปล่าประโยชน์ กระทั่งประธานได้สั่งพักการประชุมเพื่อให้ปรับแก้ถ้อยคำ และเมื่อกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้งคณะกรรมาธิการ ยินยอมให้ปรับแก้เป็น“เงินและทรัพย์สินของสักนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ยกเว้น รายได้จากดอกผลและผลประโยชน์หรือรายได้อื่นใดที่เกิดจากการดำเนินการของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล”/p pก่อนหน้านี้ ในการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2559 ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเรียงตามมาตราจนถึงมาตรา 8 เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขไปจากร่างเดิมที่ครม.เสนอมา แต่สมาชิกส่วนใหญ่ได้อภิปรายคัดค้านจนที่สุดที่ประชุมได้มีมติไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ทำให้คณะกรรมาธิการได้ขอถอนร่างกลับไปทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างเนื่องจากมติดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายมาตรา ก่อนที่นำกลับมาพิจารณาในการประชุมวันนี้br /br /a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/d120959-01.pdf"ดูร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ....nbsp;ที่นี่/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/11/68674" target="_blank"สนช.ไม่เห็นชอบ 2 มาตราในร่าง กม.ดิจิทัล หวั่นเอื้อกลุ่มทุน-กมธ.ถอนไปแก้ใหม่/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65507" target="_blank"สนช.รับหลักการ พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิทัล/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Gybj5RorXi0" height="1" width="1" alt=""/

ตั้​งไต่สวน 'เต่านา' ละเมิดอำนาจศาลคดีจำนำข้าว - 'พันศักดิ์' ชี้โครงการนี้มีเหตุผลกระตุ้นเศรษฐกิจ

Fri, 09/12/2016 - 17:49
!--break--!--break-- divnbsp;/div p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/546/30717652873_423200f508.jpg" //p pspan style="color:#ff8c00;"ยิ่งลักษณ์ โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ '/spana href="https://www.facebook.com/Y.Shinawatra/posts/1417381024973015"span style="color:#ff8c00;"Yingluck Shinawatra/span/aspan style="color:#ff8c00;"' พร้อมข้อความว่า "เห็นแฟนคลับมารอให้กำลังใจที่หน้าศาลวันนี้ พร้อมของฝากทั้งกับข้าว และผลไม้อร่อยๆจากหลายจังหวัด ต้องขอขอบคุณและขอเก็บภาพบรรยากาศหน้าศาลฯมาฝากให้ติดตามด้วยนะคะ"nbsp;/span/p p9 ธ.ค. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 7 คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท/p divโดย a href="http://news.voicetv.co.th/thailand/440361.html"วอยซ์ ทีวี/anbsp;nbsp;รายงานด้วยว่า หัวหน้าองค์คณะแถลงตั้งองค์ผู้พิพากษา 3 รายเข้าพิจารณา และไต่สวน โดยแยกสำนวนต่างหากกับคดีรับจำนำข้าว หลังไม่สามารถส่งหมาย และหาตัวไม่พบ วอยซ์ ทีวี อ้างถึงแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเปิดเผยว่า ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ หม่อมเต่านา ได้แสดงพฤติกรรม อาทิ จ้องตา เขม่น ต่อหน้าพนักงานอัยการ เป็นผลให้พวกเขาส่งคำร้องให้ศาลพิจารณาnbsp;/div divnbsp;/div divวอยซ์ ทีวี รายงานด้วยว่า ม.ล.มิ่งมงคล มักร่วมเข้ารับฟังการไต่สวนพยานโจทก์ และจำเลยในคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยทุจริต และสร้างความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวอยู่เสมอ และมักนั่งฟังร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้nbsp;ม.ล.มิ่งมงคล เป็นบุตรคนโตของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุลnbsp;อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ล.มิ่งมงคล ยังเป็นผู้กำกับภาพยนต์ เขียนบท และผู้อำนวยการสร้าง/div divnbsp;/div divในกรณีนี้ a href="http://www.matichon.co.th/news/388962"มติชนออนไลน์/a รายงานด้วยว่าnbsp;นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า วันนี้ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยมีคำสั่งในคำร้องที่พนักงานอัยการ โจทก์ยื่นคำร้องกรณีถูกคุกคาม โดยองค์คณะได้มีคำสั่งให้ตั้งสำนวนไต่สวนละเมิดอำนาจศาล ให้มีองค์คณะ 3 คนเป็นผู้ไต่สวน พร้อมทั้งออกหมายเรียก ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล และผู้ถูกกล่าวหาอีกหนึ่งราย ตนจำชื่อ-สกุลไม่ได้ เพื่อมาไต่สวนต่อไป/div divnbsp;/div div h3span style="color:#0000cd;"'พันศักดิ์' เบิกความnbsp;การใช้จ่ายของรบ.ในโครงการนี้มีเหตุผล ชี้เป็นภาระที่ควรจะมี/span/h3 divสำหรับการไต่สวนวันนี้ มติชนออนลน์ รายงานว่า ฝ่ายจำเลยเตรียมพยานขึ้นไต่สวน 2 ปาก มี พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านโยบายเศรษฐกิจ และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย/div divnbsp;/div divโดย พันศักดิ์ เบิกความตอบคำถามอัยการสรุปว่า ไม่ทราบเรื่องการทุจริตโครงการจำนำข้าว และไม่ทราบถึงการซื้อขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง หลังจากนั้น พันศักดิ์ เบิกความตอบคำถามทนายจำเลยว่า การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจจะส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดความเคลื่อนไหว มีแรงกระเพื่อม ไม่ว่าเงินที่นำมาใช้นั้นจะเป็นในส่วนใด ผลก็คือก่อให้เกิดการอุปโภคบริโภค ส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้รักษาระดับการจ้างงานคงอยู่ การดำเนินโครงการสาธารณะเปรียบเหมือนการนำเงินของประชาชนเอาไปให้ประชาชน โดยผลสุดท้ายเงินก็จะย้อนกลับสู่รัฐในรูปของภาษี/div divnbsp;/div divพันศักดิ์ เบิกความต่อว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลในโครงการนี้มีเหตุผล จะคงไว้ซึ่งความสงบของบ้านเมืองและความน่าเชื่อถือ ดังนั้น จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะมีการระบุรายได้ย้อนกลับมาเท่าใด แต่ความมั่นคงทางบัญชีและความสงบของบ้านเมืองจะส่งผลกลับมาที่ไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในบริบทโลกที่ผันผวนในขณะนั้น ประเทศไทยได้พึ่งพิงการส่งออกกว่าร้อยละ 70 สิ่งสำคัญคือต้องทำให้อัตราการเติบโตภายในประเทศที่เหลือมีความนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การอัดฉีดหรือกู้เงินเพื่อสร้างเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ โครงการจำนำข้าวเป็นการนำเงินเข้าสู่ในระบบและหิ้วระบบไว้ไม่ให้ล้ม/div divnbsp;/div divส่วนที่ว่าโครงการจำนำข้าวจะเป็นภาระต่อประเทศหรือไม่นั้น พันศักดิ์ กล่าวว่า โครงการจำนำข้าวเป็นภาระที่ควรจะมี และรัฐบาลควรจะบริหารภาระเพื่อประชาชน/div h3span style="color:#0000cd;"'เรืองไกร' ชี้การตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ต้องคำนึงถึงประเด็นความยุติธรรม/span/h3 divต่อมาทนายจำเลยนำ เรืองไกร ขึ้นไต่สวนพยาน ทางพนักงานอัยการโจทก์ไม่ติดใจสอบถามพยานจำเลยปากนี้ เรืองไกรจึงได้เบิกความตอบทนายจำเลยถึงประเด็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 3/2558 ในวันที่ 18 พ.ค. 2558 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีการระบุถึง พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะประธาน นบข. สั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาส่งฟ้องในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเด็นความยุติธรรม/div divnbsp;/div divเรืองไกรเบิกความว่า ได้ข้อมูลมาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์กูเกิล มีรายละเอียดไม่ครบถ้วน จึงขออนุญาตอ่านเอกสารฉบับเต็มดังกล่าวเพื่อเบิกความในประเด็นได้อย่างถูกต้อง โดยองค์คณะพิจารณาแล้วอนุญาตให้นำเอกสารเกี่ยวกับการประชุม นบข.ดังกล่าวให้พยานจำเลยอ่าน และอนุญาตให้ทำคำเบิกความมายื่นในภายหลังได้ พร้อมกำชับให้ทนายจำเลยบริหารจัดการพยานเพื่อนำมาเบิกความต่อศาลได้ทันกำหนด วันที่ 21 ก.ค. 2560 ตามระบบราชการศาลไม่อาจเลื่อนการพิจารณาออกไปไกลกว่านี้ได้อีก/div divnbsp;/div divภายหลังเบิกความเสร็จ ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยปากต่อไปอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค. นี้/div divnbsp;/div /div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0Bt6MIkJ-EI" height="1" width="1" alt=""/

รายงาน: รัฐไทยกับโลกออนไลน์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต(อันน่าสะพรึง)

Fri, 09/12/2016 - 17:17
pทบทวนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่อาจจะผ่านการพิจารณาในปีนี้ รวมถึงย้อนดูความพยายามของรัฐบาลไทยในการเข้ามาควบคุม สอดส่อง การใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน อย่างต่อเนื่อง พร้อมคุยกับ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต ที่ติดตามมอนิเตอร์นโยบายรัฐต่อโลกออนไลน์มาตลอด ถึงข้อเสนอต่อแนวทางที่ควรจะเป็น/p p!--break--!--break--/ppหลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 กฎหมายแรกที่ถูกผลักดันให้ผ่าน สนช. คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในช่วงที่ร่างกฎหมายนี้จะมีการอภิปรายถึงความจำเป็นต้องมีเพื่อให้ครอบคลุมอาชญากรรมอันกระทำผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อย่างการแฮกหรือฟิชชิ่ง แต่เมื่อมีการนำมาใช้ ก็กลับเกิดการใช้มาตรา 14 (1) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟ้องร้องในคดีหมิ่นประมาทผ่านระบบคอมพิวเตอร์จำนวนมากbr /br /โดยเนื้อหาในมาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่มาตรา 14(1) เขียนว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนbr /br /งานวิจัยหัวข้อ ‘ผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น’ ของศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ระบุว่า ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2550 ถึงธันวาคม 2554 มีคดีความทั้งสิ้น 325 คดี โดยคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เนื้อหาร้อยละ 66.15 ขณะที่คดีที่กระทำต่อตัวระบบ หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์โดยแท้ มีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นbr /br /ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งมอบให้กับองค์กรสิทธิอย่างฟอร์ติฟายไรท์ ระบุว่า จำนวนข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล เพิ่มขึ้นจาก 6 ข้อหาในปี 2554 สู่ 13 (2555), 46 (2556), 71 (2557), 321 (2558) และ 399 ข้อหา (ม.ค.-ส.ค.59)br /br /ที่ผ่านมา มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กันมาหลายเวอร์ชั่น โดยในงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เล่าในงานว่า การแก้ไขมาตรา 14 ยังไม่ตกผลึก แต่พยายามแก้ไขให้ตรงวัตถุประสงค์หลักของมาตรา คืออุดช่องว่างเรื่องปลอมแปลงเอกสารและฉ้อโกง พร้อมชี้ว่า เดิมก็มีมาตรา 16 ที่มีเนื้อหาคล้ายกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้มาตรา 14(1) ที่เป็นเรื่องปลอมแปลง ฉ้อโกง และยังยอมความกันได้ด้วยbr /br /แต่ปรากฏว่าร่างล่าสุดที่ออกมา เมื่อวันที่ 18 พ.ย. กลับยังไม่มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น มีเพียงการให้คำอธิบายจากไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ในงานรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ที่รัฐสภาว่า มาตรา 14(1) นี้ไม่เกี่ยวกับกรณีหมิ่นประมาทbr /br /br /strongมีอะไรน่ากังวลในร่าง พ.ร.บ.คอมฯ/strongbr /br /มาตรา 14(1) ที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัด ทำให้อาจถูกนำมาฟ้องหมิ่นประมาทออนไลน์ได้เหมือนเดิมbr /br /มาตรา 14(2) มีการเพิ่มฐานความผิดในลักษณะกว้างขวาง โดยระบุว่า หากมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายต่อ ‘การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน’ ให้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทbr /br /มาตรา 14 มักถูกนำมาใช้กับเนื้อหาอยู่แล้ว ทำให้มีความกังวลว่า การเพิ่มฐานความผิด อาจทำให้ในอนาคต เราไม่สามารถโพสต์วิจารณ์นโยบายรัฐหรือตรวจสอบการทุจริตใดๆ ได้เลย เพราะอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายมาตรา 14(2) นี้br /br /มาตรา 15 เรื่องภาระความรับผิดของตัวกลาง เดิมกำหนดให้ตัวกลางหรือผู้ให้บริการ (ซึ่งมีนิยามกว้างขวาง ตั้งแต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เจ้าของเน็ตคาเฟ่ ตลอดจนเจ้าบ้านที่ปล่อยสัญญาณไวไฟ) ต้องรับผิดเท่ากับผู้โพสต์ ต่อมามีความพยายามแก้ไขโดยกำหนดว่า จะเอาผิดกับผู้ให้บริการที่ ‘ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยาก อีกทั้งระบุว่า หากมีผู้แจ้งแล้วนำข้อมูลออก จะไม่ต้องรับโทษ แต่ในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้องกลับเปิดให้ใครก็แจ้งลบได้ โดยที่ผู้ให้บริการต้องลบในสามวัน อาจส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง บล็อคไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยbr /br /มาตรา 20 ที่เปิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ศาลสั่งบล็อคเว็บได้ มีการเพิ่มเรื่องของความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่นขึ้นมา อาจส่งผลให้เกิดการบล็อคอย่างกว้างขวางbr /br /มาตรา 20/1 เพิ่มคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวน 5 คน มาทำหน้าที่ส่งเรื่องต่อศาลพิจารณาบล็อคเว็บ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นำมาซึ่งคำถามว่าจะมีเกณฑ์อย่างไร เนื่องจากไม่ได้อิงกับกฎหมายใดๆ เลย ขณะที่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้นเป็นปัญหามาตลอดว่าคืออะไรbr /br /การบล็อคตามมาตรา 20 และ 20/1 นั้น กระทรวงดิจิทัลฯ จะตั้งศูนย์ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจัดการเรื่องดังกล่าว โดยอาจมีการเชื่อมโยงระบบการบล็อคเข้ากับระบบของผู้ให้บริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้เองด้วยbr /br /มาตรา 26 กำหนดว่าในกรณีจำเป็น เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ผู้ให้บริการเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการ จากเดิมไม่เกิน 90 วัน เป็นไม่เกิน 2 ปี รวมถึงมาตรา 18 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งให้เก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานในการกระทำความผิดเอาไว้ก่อนได้ โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาbr /br /มาตรา 18 และ 19 มีการขยายฐานอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นตรวจสอบ จากเดิมที่มีเฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ ให้รวมถึงความผิดตามกฎหมายอื่นด้วยbr /br /br /nbsp;/p pstrongขอบเขตเสรีภาพที่จะน้อยลง/strongbr /br /ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านออกมาเป็นกฎหมาย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต มองว่า สำหรับกรณีที่ซีเรียสมากๆ อย่างความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ผลที่ได้ก็อาจไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เพราะอย่างไรรัฐก็คงใช้ทรัพยากรตามจับอยู่แล้ว และคนก็อยู่กับสถานการณ์แบบนี้มานานแล้ว หลังรัฐประหารก็เข้มข้นขึ้น ต่อให้ไม่มี พ.ร.บ.คอมฯ แบบใหม่ ก็มีประกาศ คสช. ต่างๆ ที่ใช้ได้อยู่แล้ว ในแง่นี้ จึงไม่ได้ต่างกัน คือแย่เท่าเดิม สิ่งที่ต่างคือ สเกลใหญ่ขึ้น มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำให้ตามจับได้สะดวกขึ้นbr /br /"แต่อีกทางอาจเป็นความเห็นเรื่องทั่วไปที่วิจารณ์ธุรกิจบ้าง กลุ่มคนอื่นบ้าง หรือพูดถึงนักการเมือง หรือรัฐ แต่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ทำให้ใครสักคนไม่พอใจ เรื่องพวกนี้มีความเสี่ยงที่พื้นที่จะหดแคบลง เพราะ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ กว้างขึ้น ไม่ต้องผิดกฎหมายก็บล็อคได้ หรือขยายไปเรื่องลิขสิทธิ์ มันก็สามารถตีความเรื่องนี้ให้ครอบคลุมเรื่องอื่นได้ เรียกว่าขอบเขตของกฎหมายมันกว้างขึ้นbr /br /"พอขอบเขตของการควบคุมมากขึ้น ขอบเขตของเสรีภาพย่อมน้อยลง"br /br /นอกจากนี้ อาทิตย์บอกว่า การตั้งศูนย์บล็อคขึ้นมาจะทำให้เกิดการปิดกั้นอย่างกว้างขวางขึ้นอีก เพราะจากเดิมที่อาจมีขั้นตอน ต้องเดินทาง มีค่าใช้จ่ายในการกรอกแบบฟอร์ม พอมาเป็นแบบรวมศูนย์ที่เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำทีเดียวส่งถึงทุกไอเอสพีได้สะดวก ก็มีแนวโน้มที่จะทำกับเว็บหรือตัวเนื้อหาที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสียเวลาทำ เรียกว่าใช้กับเรื่องที่หยุมหยิมมากขึ้นbr /br /พอสองเรื่องนี้มันประกอบกัน เรื่องที่จะถูกควบคุม ระงับ ลบ น่าจะมากขึ้นbr /br /แต่เขาเองก็ยังมองแง่ดีว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละระบบด้วยว่าจะยอมแค่ไหน ถ้ามีเรื่องที่สุดท้ายลบแล้วคนไม่ยอม ผู้ให้บริการก็คงต้องจัดการอะไรบางอย่างเช่นกัน เพราะผู้ใช้ถึงจะใช้ฟรีแต่ก็คือฐานลูกค้า ถ้าเห็นว่านี่คือฐานที่ใหญ่ ผู้ให้บริการก็ต้องหาวิธีไม่ให้เกิดการตีความที่เกินเลยไปและต่อรองกับรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมาย อย่างกรณีคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งในร่างประกาศกฎกระทรวงฯ ฉบับล่าสุดบอกว่าจะมีมากกว่าหนึ่งคณะก็ได้ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการใช้ดุลพินิจและความสม่ำเสมอของการพิจารณา บังคับใช้กฎหมายbr /br /ทั้งนี้ ในการตัดสินใจส่งเรื่องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งบล็อคของคณะกรรมการกลั่นกรองนี้ มีการเปลี่ยนวิธีจากการใช้มติเอกฉันท์ เป็นเสียงข้างมาก แปลว่าสถานการณ์จะแย่ลงเพราะไม่ใช่แค่ความไม่ยุติธรรมในแง่เสรีภาพในการแสดงออก แต่อาจจะเกิดการเลือกปฏิบัติเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีพื้นที่ที่เปิดให้ตีความมากขึ้น การพิจารณาที่ไม่สม่ำเสมอ ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงคณะกรรมการฯ ที่มีอำนาจตัดสินใจก็อาจจะได้เปรียบมากกว่าเมื่อเทียบกับรายเล็กๆbr /br /nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5065/5665717830_1d8c8bd3d8.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพโดยnbsp;/spana href="https://www.flickr.com/photos/thomasleuthard/5665717830"span style="color:#ff8c00;"Thomas Leuthard/span/aspan style="color:#ff8c00;"nbsp;(CC BY 2.0)/span/strong/p pbr /นอกจากกฎหมายนี้แล้ว เราจะเห็นความพยายามเข้ามาควบคุมสอดส่องกิจกรรมประชาชนในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องจากทุกรัฐบาล/p div class="note-box" pหลังรัฐประหาร 2549 ในปี 2550 ในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมเครื่องมือดักฟังโทรศัพท์พื้นฐานของทีโอทีทุกคู่สาย โดยใช้เงินบริจาค 8,000 ล้านบาทจากทีโอทีbr /br /ปี 2553 กระทรวงไอซีทีในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ติดระบบดักจับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตหรือ สนิฟเฟอร์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อช่วยคัดกรองเว็บไซต์ไม่เหมาะสมbr /br /ปี 2554 ในสมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พูดถึงแผนการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อดักรับข้อมูลที่อาจละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112br /br /ปี 2556 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) โดย พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการ ปอท. ในขณะนั้น ออกมาบอกว่า จะตรวจสอบผู้ใช้บริการสื่อสังคมในทางผิดกฎหมาย กระทบต่อความมั่นคง และศีลธรรมอันดีbr /br /ต่อมา ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ไม่กี่วัน มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก พร้อมจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ซึ่งออกคำสั่งหลายฉบับ ครึ่งหนึ่งเกี่ยวกับการทำงานของสื่อมวลชน การระงับการเผยแพร่ข่าวสาร และการตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ และวันถัดมา มีการออกคำสั่งเชิญผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายเข้าหารือและขอความร่วมมือตรวจสอบและปิดกั้นเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและอาจส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยbr /br /หลังรัฐประหาร 2557 มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับซึ่งออกมาเพื่อกำกับสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ฉบับที่ 12 ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์, ฉบับที่ 14 ห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ คสช., ฉบับที่ 17 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต, ฉบับที่ 18 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ, ฉบับที่ 26 การดูแลและสอดส่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และฉบับที่ 97 การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของ คสช. และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะbr /br /ด้านกระทรวงไอซีทีมีการพูดถึงความพยายามในการประสานงานกับสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูบ และไลน์ เพื่อขอความร่วมมือระงับการเข้าถึงเนื้อหาที่ขัดประกาศ คสช. ตลอดจนมีการกล่าวถึงแผนสอดส่อง ‘เราจะเป็นเพื่อนกับท่าน’ ในแอปพลิเคชันไลน์ ที่มีคนไทยใช้บริการจำนวนมากbr /br /28 พฤษภาคม ไม่กี่วันหลังการรัฐประหาร ยังมีa href="http://prachatai.com/journal/2014/05/53613"เหตุการณ์ที่เฟซบุ๊กในประเทศไทยเข้าไม่ได้นานเกือบหนึ่งชั่วโมง /aขณะที่ผู้ใช้ในต่างประเทศยังสามารถเข้าถึงได้ตามปกติ วันเดียวกัน คสช. และสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดไอซีทีในขณะนั้น ให้ข่าวไม่ตรงกัน โดยทวิตเตอร์ทางการของ คสช. ยืนยันว่า คสช. ไม่มีนโยบายปิดระบบเฟซบุ๊ก โดยพบว่าเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคที่เกตเวย์ ขณะที่มีรายงานว่า ปลัดไอซีทีในขณะนั้นบอกว่าได้รับคำสั่งให้ระงับเฟซบุ๊กเป็นระยะ เพราะเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้ในการสร้างกระแส ยุยงปลุกปั่น ก่อให้เกิดความไม่สงบ ตามประกาศ คสช. แต่ต่อมา ปลัดกระทรวงไอซีที ออกมาบอกว่า ไอซีทีไม่ได้สั่งบล็อคเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการทั่วไป แค่ปิดเฉพาะเพจที่มีปัญหาเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวออกไปก่อนหน้านี้ว่าตัวเองสั่งปิดนั้น ยืนยันว่าเป็นการเข้าใจผิดของผู้รับสาย พร้อมระบุว่า ปัญหาการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะนี้ เกิดขึ้นจากเกตเวย์ที่เชื่อมเข้าประเทศไทยล่ม เพราะวันดังกล่าวมีทราฟฟิกใช้งานในไทยสูงมากnbsp;br /br /นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เว็บไซต์จอมแฉ อย่างวิกิลีกส์ ปล่อยอีเมลของบริษัทผู้ผลิตมัลแวร์ของอิตาลี ชื่อ ‘แฮกกิ้งทีม’ ซึ่งชี้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพไทยเคยจัดซื้อสปายแวร์จากบริษัท เมื่อปี 2556-2557 เพื่อสอดแนมพฤติกรรมเเละข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของพลเมืองไทยbr /br /รวมถึงกรณีa href="http://prachatai.com/journal/2015/09/61537"ซิงเกิลเกตเวย์/a ซึ่งคือการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศทั้งหมดเข้าด้วยกัน เรื่องนี้เคยมีการกล่าวถึงโดยเจ้าหน้าที่รัฐหลายครั้ง ความชัดเจนของเรื่องนี้ ได้รับการยืนยันจาก เอกสารข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่มีการระบุเรื่องนี้ไว้ถึงa href="http://prachatai.com/journal/2015/01/57540" 4 ครั้ง/a ว่าให้เร่งดำเนินการ ตอนนั้น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างหวั่นว่าจะเกิดการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่จุดเดียว จนเกิดแคมเปญต่อต้านกันในชื่อ Thailand F5 Cyber Army against Single Gateway ซึ่งจะนัดแนะกันไประดมกดเรียกดูเว็บราชการถี่ๆ เพื่อทำให้เว็บนั้นๆ ล่ม/p /div pbr /strongความพยายามปิดกั้นบอกอะไร/strongbr /อาทิตย์ชี้ว่า ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความมั่นคงของกลุ่มทางการเมืองหรือมากกว่านั้น อย่างชนชั้นนำบางกลุ่ม ทั้งในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็มีการเรียกเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวหาว่าปล่อยข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือกรณีพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมีการพูดถึงสนิฟเฟอร์br /br /"คือมันเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ความมั่นคงบางอย่างของรัฐบาล แต่อาจไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ" อาทิตย์กล่าวและว่า แม้ว่าเราไม่สามารถพูดมันอย่างแยกขาดออกจากกันได้ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองอ้างไปถึงสถาบันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เพราะที่ไหนๆ ก็อ้างความมั่นคงของรัฐในการทำเรื่องนี้ทั้งนั้น เพียงแต่ในบริบทประเทศไทย ความมั่นคงของรัฐ มันไปอยู่กับสถาบันกษัตริย์เสียเยอะ มันเป็นเหตุผลหลักที่อ้างใช้มาตรา 112 พ.ร.บ.คอมฯ ไล่จับคนด้วยวิธีการต่างๆ ก็เพื่อให้จับคนเหล่านี้ได้br /br /"ภาพหลักทั่วโลก ทุกที่เลวลงพอกัน ถ้าทรัพยากรของรัฐมีพอ เขาก็อยากที่จะทำเรื่องพวกนี้ (การเซ็นเซอร์) ไม่ว่าจะเป็นรัฐเผด็จการ อิหร่าน หรือประชาธิปไตยอย่างสหรัฐฯ ก็ตามbr /br /"ต่อให้รัฐจะใช้หรือไม่ใช้กฎหมายเหล่านี้ตามจับหรือไม่ สถาบันฯ ก็เป็นเหตุผลที่ดีที่รัฐสามารถชูใช้ได้ตลอดเวลา คือต่อให้เขาอยากจะใช้เรื่องอื่น แต่เขาอาจจะพูดไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าเอามาเพื่อปราบเว็บหมิ่น มันจะเป็นเหตุผลที่เมคเซนส์ สังคมยอมรับ หรือถึงไม่ยอมรับก็จะเถียงไม่ได้br /br /"การควบคุมอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่รัฐสมัยใหม่ทุกที่ที่มองว่าการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร เป็นภัยต่อความมั่นคงในการดำรงอยู่ของตัวเอง มันทำทุกที่" อาทิตย์ชี้/p pbr /br /strongจะอยู่กับมันอย่างไร/strongbr /ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกเหนือจากเนื้อหาที่ถูกมองเป็นภัยคุกคามแล้ว ประเทศไทยยังตกเป็นเป้าของอาชญากรรมไซเบอร์ด้วยnbsp;ข้อมูลจากไทยเซิร์ต ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) ระบุว่า เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปี 2559 ไทยมีภัยคุกคามไซเบอร์ถึง 1,017 กรณี โดยเป็นภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะระบบ (Intrusion) มากที่สุดถึง 348 กรณี หรือคิดเป็นร้อยละ 34.21 โดยที่ภัยคุกคามประเภทนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่าร้อยละ 47.45 ของช่วงเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงมีข้อเสนอให้การควบคุมกระทำอย่างรัดกุม/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/631/30716254313_8333f9f658.jpg" style="width: 500px; height: 370px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongภาพโดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล/strong/span/p pbr /อาทิตย์แบ่งสื่อเป็น 3 ระดับคือ ตัวเนื้อหา (Content) ถัดลงมาคือแพลตฟอร์ม เช่น โทรทัศน์, หนังสือพิมพ์, สำนักพิมพ์, ยูทูบ, เฟซบุ๊ก และชั้นล่างสุดคือเครือข่ายหรือ ‘Physical’ Medium เช่น กระดาษ, คลื่นวิทยุ, อินเทอร์เน็ตbr /br /ช่วงแรก รัฐใช้กฎหมายควบคุมตามลักษณะของสื่อ คือมองว่าเผยแพร่โดยใครก็จัดการที่จุดๆ นั้น เกิดที่หนังสือพิมพ์ก็ยึดแท่นพิมพ์ หรือสถานีโทรทัศน์ก็เข้าไปปิด หรือรัฐประหารทีหนึ่ง ก็ส่งคนไปประจำที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จะไม่ให้ฉายหนังก็ใช้ พ.ร.บ.วีดิทัศน์ เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ก็ใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ซึ่งมันก็ใช้งานได้อยู่พักหนึ่ง สำหรับเมืองไทยก่อนยุค 2.0 หรือโซเชียลมีเดียbr /br /เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าตอนออก พ.ร.บ.คอมฯ ออกมาเมื่อปี 2550 ประเทศอื่นเริ่มเข้าสู่ยุค 2.0 หรือใช้โซเชียลมีเดียกันแล้ว แต่เมืองไทย สื่อหลักยังเป็นสื่อแบบเดิมๆ อยู่ มีลักษณะกำกับดูแลแต่ละสื่อ คนที่เป็นเจ้าของเว็บหรือพื้นที่ก็เป็นเจ้าของเนื้อหาด้วย ทำให้จัดการง่าย โดยปิดพื้นที่แสดงความเห็นไป ส่วนเนื้อหาก็เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เว็บที่ใช้เนื้อหาจากคนอื่นเป็นจุดขายอย่างพันทิป จะเริ่มลำบาก ต้องมีคนมอนิเตอร์ คือพันทิปปิดความเห็นมันก็เหมือนไม่ใช่พันทิป ก็เลยเริ่มได้รับผลกระทบ มีคนจำนวนหนึ่งย้ายจากเว็บบอร์ดพันทิปไปที่อื่นบ้าง ปิดก็ไปที่ใหม่ แต่ด้วยความที่คนจำนวนมากยังไม่ได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ดังนั้น พ.ร.บ.คอมฯ ที่เกิดในยุคที่คิดว่าเจ้าของพื้นที่คือเจ้าของเนื้อหาก็ยังพอใช้ได้br /br /โดยการควบคุมที่เนื้อหา คนที่ได้รับผลกระทบ คือ คนที่ทำสื่อและคนที่ติดตามอ่านสื่อนั้นๆ ได้รับโดยตรง รวมถึงสาธารณะโดยรวมอาจจะได้รับผลกระทบด้วย ถ้าเป็นประโยชน์สาธารณะbr /br /หลัง 2553 คนจำนวนมากอยู่ในเฟซบุ๊กมากขึ้น มันเริ่มลำบาก พอเจ้าของเว็บกับเจ้าของเนื้อหาเป็นคนละคน ทำให้การไล่จับคนโพสต์และให้เจ้าของพื้นที่ลบก็ยากขึ้น มันเริ่มขยับจากการกดดันควบคุมที่ตัวเนื้อหา (คนโพสต์) ไปที่เจ้าของพื้นที่ ซึ่งก่อน 2553 ใช้ได้ เพราะเจ้าของพื้นที่อยู่ในประเทศ หลัง 2553 พื้นที่ในประเทศถูกปิด คนไม่มีที่แสดงออก หนีไปแพลตฟอร์มต่างประเทศหมด พอทำอย่างนี้ ทำให้ใช้มาตรา 15 กดดันไม่ได้แล้ว เพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลไทย สิ่งเดียวที่พอทำได้คือใช้มาตรา 20 บล็อค ไม่ให้คนในประเทศดูได้br /br /การควบคุมที่ระดับแพลตฟอร์มนี้ คนที่ได้รับผลกระทบคือทุกคนที่ใช้แพลตฟอร์มนั้น คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็โดนไปด้วย เช่น ข้อความหนึ่งในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งผิดกฎหมาย แล้วเว็บนั้นโดนดำเนินคดี เลยปิดเว็บทิ้งไปเพราะรับความเสี่ยงไม่ไหว หรือเว็บอย่างยูทูบและเฟซบุ๊กถูกบล็อค คนที่ได้รับความเดือดร้อน ก็คือทั้งเว็บ ไม่เฉพาะห้องหรือช่องที่มีปัญหาbr /br /ต่อมา หลังเหตุการณ์การเปิดโปงแผนสอดส่องประชาชนของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เว็บใหญ่ๆ เริ่มห่วงเรื่องความปลอดภัย ไปเข้ารหัสเว็บของตัวเองมากขึ้น การบล็อคแบบเดิมทำไม่ได้แล้ว เพราะมองไม่เห็นยูอาร์แอล ทำให้รัฐต้องขยับอีกรอบ เพราะวิธีแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้ วิธีทางกฎหมายไปไม่ถึง ไล่จับคน กดดันผู้ให้บริการ บล็อค ต้องแก้การบล็อคด้วยเครื่องมือ อย่างซิงเกิลเกตเวย์ สนิฟเฟอร์ ให้รู้ได้ว่าที่เข้ารหัส ข้างในคืออะไร เพราะไม่รู้ก็บล็อคไม่ได้ เลยจำเป็นในมุมคนอยากควบคุมว่า เครื่องมือในเลเยอร์บนใช้ไม่ได้ ต้องขยับเข้ามาที่ระบบเครือข่าย เพื่อให้ควบคุมได้br /br /การถอดรหัสต่างๆ จะต้องขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เวลาทำอะไรกับเครือข่ายทุกคนที่ใช้เครือข่ายจะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งมีจำนวนมาก เฉพาะประเทศไทย ผู้ให้บริการที่เป็นเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม อาจจะมีหลักหมื่น แต่เครือข่าย มีหลักสิบ เช่น 3BB ดีแทค ทรู ผู้ใช้บริการต่อหนึ่งรายระดับล้านๆ คน การทำอะไรกับตัวระบบ กระทบคนอีกเยอะมากที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ดังนั้น ในแง่สิทธิเสรีภาพ ถ้าคุณไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องได้รับผลกระทบขนาดนี้ด้วย มันไม่ได้สัดส่วน เพราะบางครั้งกระทบการธุรกรรมหรือความลับทางการค้าbr /br /"ไม่ได้บอกว่ารัฐไม่ควรมีเครื่องมือเครื่องไม้ในการจัดการอาชญากร แต่ต้องจำกัดความเสียหายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด" เขาชี้และว่า เข้าใจได้ว่า อาจกระทบบ้าง แต่ถ้าโดยสัดส่วนจะเกิดเยอะมากๆ ก็ควรต้องหามาตรการอื่นมาใช้กับมัน หรือมาตรการที่คิดว่าจะใช้ได้ผลเหลือเกินก็ต้องยอมเสียสละบ้าง สุดท้ายอาจไม่ได้ผลก็ได้ เช่น การลงทะเบียนโทรศัพท์ วุ่นวาย เสียเวลา เก็บข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้ว มีโอกาสจะรั่ว บางคนบอกต้องยอมจะจับผู้ก่อการร้ายได้ แต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน พบว่าคนร้ายเมื่อรู้ว่าต้องลงทะเบียนจะได้ถูกตามตัวได้ ก็มีวิธีหาซิมที่ลงทะเบียนในชื่อคนอื่น หรือเปลี่ยนวิธีจุดระเบิดจากมือถือไปใช้วิธีอื่น ดังนั้น มาตรการลงทะเบียนเพื่อจับผู้ก่อการร้าย การแก้ปัญหาแบบนี้อาจจะไม่เมคเซนส์อีกต่อไปแล้ว แต่ความยากลำบากและผลกระทบกับผู้บริสุทธิ์ก็ยังอยู่ หรือการที่ผู้ให้บริการไวไฟ ต้องเก็บล็อกไฟล์ ลงทะเบียน กรอกเลขบัตรประชาชน ปรากฏว่าก็ดูแลข้อมูลไม่ได้ หรือเก็บแล้ว คนร้ายจริงๆ จะกรอกหรือเปล่า หรือสุดท้ายไม่มีใครตรวจสอบ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรbr /br /เขาตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอื่นที่ตามตัวคนร้ายได้ไหม เช่น เก็บล็อกก็ได้ แต่เก็บแบบไม่ยุ่งกับข้อมูลส่วนบุคคลเลย เช่น เก็บเฉพาะหมายเลขเครื่อง ว่าเครื่องไหนต่อไวไฟจุดไหนอยู่ ณ เวลาไหน แล้วพอมีปัญหาเกิดขึ้น ก็สามารถรู้ได้ว่าเป็นคอมฯ เครื่องนี้ บริเวณนี้ เวลานี้เพราะ Wireless Access Point บอกหมายเลขเครื่องได้ ถ้าเป็นพื้นที่ปิด ก็ถามคนเหล่านั้นได้ หรือดูกล้องวงจรปิด พร้อมยกตัวอย่างสนามบินที่คนเข้าออกคับคั่ง อย่างอินชอน นาริตะ ว่าก็ไม่ได้มีการถามหาเลขหนังสือเดินทางหรือให้ลงทะเบียนมือถือ เปิดเครื่องแล้วใช้ไวไฟได้เลย ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอาชญากร แต่มีมาตรการอื่นที่ได้ผลกว่าbr /br /“วิธีลงทะเบียนให้ทุกคนที่ใช้แจ้งข้อมูลส่วนตัว ไม่ใช่วิธีเดียวที่ป้องกันและตามจับคนร้ายได้ อาจมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า แต่เราไม่ค่อยได้นึกถึงวิธีนั้น มักจะคิดแต่ว่าเก็บข้อมูลไว้ก่อน โดยไม่คิดว่าใช้ได้ผลจริงไหม และผลที่อาจตามมามีอะไรบ้าง” อาทิตย์กล่าวและว่า สุดท้าย กฎหมายลักษณะนี้ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือการคุมเนื้อหาที่อาจรู้สึกว่าจำเป็น อย่างไรก็ต้องมีกฎหมายมาดูแล แต่มาตรการต่างๆ ต้องสมเหตุผล สร้างผลกระทบน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพbr /br /การตัดสินใจใช้มาตรการไหนต้องมีการเรียงลำดับ เช่น ผลกระทบระดับน้อย-มากสุด เริ่มใช้จากที่จะมีผลกระทบน้อยสุดก่อน ไม่ใช่เอาสะดวกผู้บังคับใช้ อย่างการเพิ่มอำนาจ ตั้งศูนย์ ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งปัจจุบันเป็นแบบนั้น เอะอะก็ขอข้อมูลโดยไม่ได้แสดงให้ศาลเห็น หรือศาลก็อาจไม่ได้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ดังนั้น ต้องเอาความปลอดภัยและสิทธิเสรีภาพของสาธารณะมาคิดด้วย อาทิตย์ทิ้งท้าย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cpC-lTVIRQk" height="1" width="1" alt=""/

รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี พัก กึนเฮ ข้อหาเอี่ยวคอร์รัปชั่นโดยคนสนิท

Fri, 09/12/2016 - 16:16
pรัฐสภาของสาธารณรัฐเกาหลีลงมติท่วมท้นเกิน 2 ใน 3 ถอดถอนประธานาธิบดีพัก กึนเฮ หลังพัวพันข้อกล่าวหาให้คนทรงเจ้าเพื่อนสนิท เข้าถึงความลับของราชการ ช่วยแก้ไขสุนทรพจน์ จนถึงมีส่วนตัดสินใจนโยบายสำคัญ แถมช่วยประธานาธิบดีดูฤกษ์ เลือกสีเสื้อผ้า โดยหลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาต่อ/p p!--break--!--break--/p pด้านประธานรัฐสภาย้ำว่าแม้หน้าที่ของประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลง แต่การบริหารกิจการของรัฐจะดำเนินต่อไปตามปกติ และขอให้สมาชิกสภาโฟกัสที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และแก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/501/31525755515_25dc691373_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/92/31525757545_96f3c4961b_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/66/30684848864_317823b1a3_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongการประชุมรัฐสภาเกาหลีใต้เพื่อลงมติลับถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2559 (ที่มา: a href="https://www.facebook.com/jtbcnews/videos/1248961168496798"JTBC News/a)/strong/span/p pnbsp;/p pa href="http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/12/09/0301000000AEN20161209002852315.html"สำนักข่าวยอนฮัป/a รายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่า รัฐสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอน ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ ต่อข้อล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุคอร์รัปชั่นโดยคนใกล้ชิด ซึ่งเหตุอื้อฉาวนี้เป็นชนวนทำให้เกิดการชุมนุมขับไล่พัก กึนเฮ ทุกสุดสัปดาห์ ติดต่อกัน 6 สัปดาห์/p pโดยที่ประชุมของรัฐสภาเกาหลีลงมติ 234 เสียง ถอดถอนพัก กึนเฮ โดยได้คะแนนเสียงมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 2 ใน 3 ของสภา หรือเกิน 200 เสียง โดยผลการลงมติจะทำให้อำนาจของประธานาธิบดีในฐานะประมุขของรัฐถูกระงับไป ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนโดยศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้/p pในภาพการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ จอง แซกุน ประธานรัฐสภาเป็นผู้ประกาศผลการลงมติ และได้ใช้ฆ้อนทุบโต๊ะประกาศผลการลงมติถอดถอนพัก กึนเฮ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของสมาชิกรัฐสภา/p pทั้งนี้มี ส.ส. 299 คนจาก 300 คน เข้าร่วมการลงมติแบบลับ มี ส.ส. เพียง 56 คนที่คัดค้านการถอดถอน อีก 2 คนงดลงมติ อีก 7 คน คะแนนลงมติเป็นโมฆะ/p pประธานรัฐสภากล่าวว่า "แม้หน้าที่ของประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลง แต่การบริหารกิจการของรัฐจะดำเนินต่อไปตามปกติ" เขากล่าวด้วยว่า "ในรอบหลายเดือนมานี้ การบริหารกิจการของรัฐเกิดชะงักงัน และนับตั้งแต่กระบวนการถอดถอนเริ่มขึ้น จากนี้ไปความสับสนจะต้องยุติ" ทั้งนี้เขาหวังด้วยว่าหลังการลงมติจะทำให้ความไม่แน่นอนต่างๆ ต้องยุติลง/p pประธานรัฐสภาผู้เป็น ส.ส. มาแล้ว 6 สมัย ยังเรียกร้องสมาชิกรัฐสภาให้มุ่งให้ความสำคัญไปที่การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเขายังกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กินเวลายาวนานซึ่งส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้ด้วย/p pโดยขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้จะทบทวนความชอบทางกฎหมายของมติถอดถอน ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน โดยกรณีก่อนหน้านี้ในปี 2547 ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ใช้เวลาพิจารณา 64 วัน ก่อนมีมติไม่เห็นชอบต่อกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี โน มูฮย็อน มาแล้ว/p pสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เดิมกำหนดไว้ที่เดือนธันวาคม 2561 หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถอดถอนพัก กึนเฮ กำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะร่นมาเร็วขึ้น โดยตามกฎหมายของเกาหลีใต้ การเลือกตั้งทั่วไปจะต้องจัดภายใน 60 วัน หลังจากประธานาธิบดีลงจากตำแหน่ง หรือถูกขับให้พ้นจากตำแหน่ง/p pด้าน ชู มีแอ ผู้นำฝ่ายค้านพรรคประชาธิปไตยเกาหลี กล่าวว่ามติถอดถอนประธานาธิบดีวันนี้เป็นชัยชนะของประชาชน และยังเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้พิจารณาอย่างฉับไว/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"strongชนวนไม่พอใจเมื่อคนทรงมีอำนาจเหนือประธานาธิบดี/strong/span/h3 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5499/25346389469_fe477b69cf_o.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"อดีตประธานาธิบดีพัก จุงฮี (ซ้าย) และพัก กึนเฮ (กลาง) เมื่ออายุ 24 ปี และด้านขวาคือ ชเว แทมิน เจ้าลัทธิยองแซเกียว ระหว่างเยือนโรงพยาบาลสำหรับผู้อาวุโสเมื่อ ค.ศ. 1976 (/spana href="http://english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_national/768958.html"span style="color:#ff8c00;"Hani.co.kr/span/aspan style="color:#ff8c00;"/Yonhap News)/span/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5543/30680422660_ac02076afc_z.jpg" style="width: 560px; height: 400px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"ภาพเมื่อปี ค.ศ. 1979 ชอย ซุนซิล อายุ 23 ปี (ซ้าย) ตามประทบ พัก กึนเฮ อายุ 27 ปี (ขวา) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สตรีหมายเลข 1 แทนมารดาที่ถูกลอบสังหาร ในภาพเป็นการเยือนมหาวิทยาลัยฮันยาง กรุงโซล (ที่มา: แฟ้มภาพ//spana href="http://www.koreatimes.co.kr/www/news/nation/2016/10/116_216923.html"span style="color:#ff8c00;"Koreatimes/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pnbsp;/p pทั้งนี้กระแสไม่พอใจพัก กึนเฮ ประธานาธิบดีวัย 64 ปี ลูกสาวอดีตผู้นำเผด็จการ พัก จุงฮี จนนำมาสู่การชุมนุมขับไล่ในมาตั้งแต่ 29 ตุลาคม และเกิดขึ้นตลอดทุกวันเสาร์ติดต่อกันมานั้น มีชนวนเหตุมาจากการที่เมื่อปลายเดือนตุลาคมนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเกาหลีใต้ ตรวจสอบพบเรื่องอื้อฉาวที่ ชเว ซุนซิล อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของประธานาธิบดีที่รู้จักกันมา 40 ปี ที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแต่สามารถเข้าถึงเอกสารลับของราชการ และมีส่วนในการตรวจสอบและแก้สุนทรพจน์ของประธานาธิบดี รวมทั้งมีส่วนในการดูฤกษ์ การเลือกเสื้อผ้าและโทนสี จนทำให้สาธารณชนวิจารณ์ว่าประธานาธิบดีพึ่งพาคนทรงเจ้า/p pนอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาว่า ชเว ซุนซิล มีส่วนกำหนดคัดเลือกตัวบุคคลเข้ามาทำงานกับรัฐบาล รวมทั้งมีส่วนต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ/p pขณะที่ก่อนหน้านี้ ที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) ก็มีกรณีอื้อฉาว ที่ ชอง ยูรา บุตรสาวของชเว ซุนซิล นักศึกษาปี 2 ได้รับเลือกมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วยโควตาพิเศษของนักกีฬาขี่้ม้า ที่เปิดรับเป็นกรณีเฉพาะและได้รับเลือกเพียงคนเดียว นอกจากนี้เมื่อมาเรียนก็ยังขาดเรียนบ่อย แต่ก็ยังมีผลการเรียนดี จนกระทั่งมีผู้เปิดโปงและมีการประท้วงในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนอธิการบดีต้องประกาศลาออก/p pทั้งนี้ประธานาธิบดีพัก กึนเฮ เคยแถลงขอโทษ และปลดเจ้าหน้าที่อาวุโสในทำเนียบประธานาธิบดีไป 10 ตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความพอใจให้กับสาธารณชน nbsp;a href="http://prachatai.org/journal/2016/11/68820"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/anbsp;และยังทำให้ความนิยมในสัปดาห์ล่าสุดของประธานาธิบดีพัก กึนเฮ ตกลงไปอยู่ต่ำกว่า 4% โดยเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Parliament passes President Park's impeachment over corruption scandal, /spana href="http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/12/09/0301000000AEN20161209002852315.html"span style="color:#0000cd;"Yonhap,/span/aspan style="color:#0000cd;" 2016/12/09/span/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/11/68820" target="_blank"ชนวนประท้วงใหญ่เกาหลีใต้-เหตุอื้อฉาวคนทรงมีอำนาจเหนือประธานาธิบดี/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/11/69052" target="_blank"ปธน.เกาหลีใต้ส่งสัญญาณยินดีลงจากตำแหน่ง-ฝ่ายค้านตำหนิซื้อเวลา เดินหน้าถอดถอน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3e-P-WA6rbQ" height="1" width="1" alt=""/

เลือกปฏิบัติไปไหมกับ “ไผ่ ดาวดิน”

Fri, 09/12/2016 - 16:04
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/563/30716387153_97c5283307_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p pเชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยรู้สึกหรือเคยมีคำถามนี้ “ทำไมเราโดนอยู่คนเดียวเนี่ย”ไม่ว่าในเวลาใดก็เวลาหนึ่งในชีวิต หลายคนเคยใช่ไหมเวลาเล่นบอลกับเพื่อนสมัยเรียนแล้วเราดันเป็นคนเตะไปโดนกระถางต้นไม้หล่นแตก เพื่อนสมัยมัธยมชวนโดดเรียนแล้วเราเป็นคนเดียวที่โดนครูไล่จับได้ เอาการบ้านเพื่อนคนเดียวกันมาลอกแต่โดนหักคะแนนอยู่คนเดียว เคยไหม? จองเซกชั่นเรียนพร้อมกันกับเพื่อนแต่ตัวเองหลุดไปเรียนกับอาจารย์ที่ตัวเองไม่ได้จองเซกชั่นนั้นไว้(เพราะขึ้นชื่อว่าให้ผ่านไม่ถึงครึ่งห้อง)หรือสารพัดเรื่องราวที่เราต้องตกเป็นจำเลยอยู่คนเดียวทั้งที่ก็มีคนตั้งมากมายทำแบบเดียวกัน จะเป็นเพราะมีคนจงใจจับผิดและลงโทษเราคนเดียว หรือเป็นเพราะโชคชะตาที่เราถึงคราวเคราะห์ก็ไม่อาจรู้ได้ แม้ใจจริงจะไม่ได้ต้องการให้ใครมาร่วมรับผิดด้วยก็ตาม แต่ก็อดน้อยใจในดวงของตัวเองไม่ได้/p pในตอนนี้ถ้าผมเป็น “ไผ่ ดาวดิน” ผมคงรู้สึกแบบเดียวกันกับที่ผมว่ามาไม่ผิดเพี้ยน/p pย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 มีบทความบทหนึ่งที่กล่าวถึงสถาบันเบื้องสูงของไทยจากสำนักข่าว BBC Thai ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์และแฟนเพจเฟซบุ๊กnbsp;(ณ ขณะนี้บทความดังกล่าวได้ถูกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในไทยบล็อกเว็บไซต์ไว้ ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงไม่ได้) หลังจากการเผยแพร่บทความได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 2,600 คนแชร์บทความนี้ออกไป ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ได้แชร์บทความนั้นออกไปก็คือ 'ไผ่ ดาวดิน' nbsp;ทำให้เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายศาลจังหวัดขอนแก่นไปจับกุมตัวไผ่ด้วยการตั้งข้อกล่าวหากับไผ่ว่า“ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” คำถามที่สำคัญคือ “ทำไมไผ่โดนอยู่คนเดียว”/p pไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและประชาชนทั่วไป เพราะไผ่ ดาวดิน เป็นนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน เป็นที่รู้จักตามหน้าสื่อทั่วไปจากการทำกิจกรรมทางการเมืองในทางปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล คสช. ไผ่เคยอดอาหารประท้วงการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่และปฏิเสธการประกันตัวจากกรณีการแสดงจุดยืนทางการเมืองในช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ไผ่เคยถูกดำเนินคดีเนื่องจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแล้วหลายครั้ง และล่าสุดการเคลื่อนไหวของไผ่กลายมาเป็นที่จับตามองของรัฐบาลอีกครั้ง/p pบทความที่ BBC Thai เผยแพร่คือพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คให้ความสนใจกับบทความนี้เป็นอย่างมาก เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีสื่อมวลชนกล้าที่จะนำเสนอข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สถาบันฯ nbsp;ในลักษณะนี้ ต่างคนต่างคาดการณ์กันไปถึงขั้นว่าสำนักข่าวบีบีซีไทยอาจต้องถึงคราวล่ำลาจากหน้าโซเชียลมีเดียแล้วหรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้บทความของบีบีซีไทยยังคงอยู่บนเว็บไซต์และตามหน้าวอลล์ส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊ก ส่วนไผ่ก็ได้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศอีกคดีหนึ่ง/p pถ้าเราลองนึกๆถึงกรณีของคนที่ได้รับความเสียหายจากการประชาสัมพันธ์ข่าวที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตนเอง เราจะเห็นภาพของบุคคลนั้นๆ ลุกขึ้นมาชี้แจงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณะ เราจะเห็นภาพของการประสานงานเพื่อติดต่อแหล่งต้นตอของข้อมูลนั้นๆ เพื่อขอให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลพร้อมกับชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และหากเป็นกรณีดาราหรือบุคคลที่มีสถานะทางสังคม ที่เมื่อมีกรณีข่าวเสียหายเกิดขึ้น ก็จะจัดงานแถลงข่าวชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงของตนเอง จะผิดหรือไม่ผิด จริงหรือไม่จริงอย่างไรก็ว่ากันไป การเอาผิดกับคนเผยแพร่หรือบอกต่อ นอกจากจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว อาจยังวิเคราะห์ได้ว่าเจ้าของเรื่องไม่สามารถจัดการกับแหล่งต้นตอของข้อมูลได้จึงต้องเอาผิดกับผู้ที่ “บอกต่อ” แทน คล้ายกับการข่มขู่ว่าห้ามพูดมิฉะนั้นจะโดนลงโทษ ซึ่งถ้าคิดตามความเป็นจริงแล้ว การห้ามบอกต่อนั้นคือการกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คนมากขึ้นไปอีก หลังจากข่าวการจับกุมไผ่ได้แพร่ออกไปบทความชิ้นนั้นได้กลายเป็นข้อมูลที่คนรับรู้กันอย่างทั่วถึงแล้วโดยปริยาย/p pหากคิดในอีกแง่การจับกุมไผ่นั้นอาจไม่ใช่เพราะแชร์บทความนี้โดยตรง เนื่องจากยังมีทางแก้ไขความเสียหายที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้มาก สิ่งที่เกิดขึ้นกับไผ่จึงดูเหมือนเป็นการตั้งข้อหากับบุคคลที่ปลายทางเสียมากกว่า ถึงแม้จะคิดว่าไผ่เป็นนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียง มีผู้คนติดตามการเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่การเลือกเจาะจงการจับกุมไปที่ไผ่ที่เป็นคนแชร์ข่าวต่อจากเขามาก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นการทำตามหน้าที่จริงๆ หรือเป็นเพราะตั้งใจกลั่นแกล้งกันแน่ จึงไม่แปลกถ้าจะมีคำถามตามมาว่า strongบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเขียนบทความของบีบีซีไทยและบุคคลอื่นที่ได้แชร์บทความนั้นออกไปจะมีความผิดดังเช่นไผ่ ดาวดินหรือไม่?/strong/p pขณะนี้ศาลจังหวัดขอนแก่นให้อนุญาตประกันตัวไผ่ชั่วคราวในวงเงิน 400,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่เทียบเท่ากับวงเงินในการประกันตัวชั่วคราวผู้ต้องหาในข้อหาเจตนาฆ่าผู้อื่น ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกัน ข้อหาของไผ่คือความผิดที่กระทบความมั่นคงของประเทศ ซึ่งทางกฎหมายถือว่าร้ายแรงพอๆกัน หรือจะมากกว่าความผิดที่จงใจทำต่อคนๆ เดียวเสียอีก ถึงแม้ความผิดนั้นจะเป็นการฆ่าคนก็ตาม เพราะในทางกฎหมายถือว่าผลกระทบต่อส่วนรวมร้ายแรงกว่าผลกระทบที่เป็นรายบุคคล ดังนั้นที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับการตีความถึงส่วนที่กระทบความมั่นคงของประเทศว่าจะมีขอบเขตแค่ไหน และสิ่งที่ไผ่ทำถึงขั้น “กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ” หรือไม่/p pความผิดต่อความมั่นคงของประเทศได้กลายมาเป็นหัวข้อในการพูดคุยของคนไทยบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันความผิดที่ดูเป็นเรื่องไกลตัว กลายเป็นความผิดที่คนธรรมดาก็โดนได้ด้วยการคลิ๊กเพียงครั้งเดียว ผ่านการโยงเข้ากับ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คือ หากการเผยแพร่ข่าวเสียหายเกี่ยวกับสถาบันฯ เป็นความผิดต่อความมั่นคงแล้ว เมื่อเอาไปทำในระบบคอมพิวเตอร์ก็กลายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์br /br /พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้เกิดมาจากใครที่ไหน จริงๆแล้วก็เกิดมาจากวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนไปนี่แหละ การที่ผู้คนปรับวิถีชีวิตมาในโลกเสมือนจริงมากขึ้น การกระทบกระทั่งผ่านการพิมพ์หรือโพสต์มากขึ้นเรื่อยๆจนต้องออกกฎหมายที่ควบคุมการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นการเฉพาะ เพราะการคลิ๊กครั้งเดียวคนเห็นมีได้ไม่จำกัด หากไม่มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว การพิสูจน์ความผิดต่อความมั่นคงต้องชัดเจนว่า อะไรที่ถือเป็นความมั่นคง เกิดผลเสียหายต่อประเทศแบบไหน และการกระทำคืออะไร แต่ถ้ามี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์การพิสูจน์ความผิดก็จะง่ายขึ้น/p pกรณีของไผ่อาจเป็นหนึ่งตัวอย่างของการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จริงก็ได้ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ การเลือกปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ผู้น้อยมักต้องถูกกล่าวหาเสมอ ไม่ต่างจากกรณีคนเก็บขยะเอาซีดีละเมิดลิขสิทธิ์มือสองไปขายแล้วถูกจับ แต่ผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการผลิตแผ่นซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์จริงๆ มีกำไรมากมาย ได้รับการปกป้องจากพรรคพวก และไม่เคยต้องเดือดร้อนจากข้อหาใดๆ ความรู้สึกแบบนี้จะยังคงอยู่ในสังคมไทยต่อไปอีกนานแค่ไหน จะหมดไปเมื่อใด ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะตระหนักรับรู้มากน้อยแค่ไหน และคนในสังคมจะแสดงความเห็นสร้างแรงกดดันต่อผู้ปกครองได้มากแค่ไหนคำถามเหล่านี้จะยังคงถูกถามไปทุกยุคทุกสมัยใช่หรือไม่/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AyYUWArITGQ" height="1" width="1" alt=""/

วันต้านคอร์รัปชันสากล ประยุทธ์ ชูแนว 'ประชารัฐ' นำทางปราบทุจริต

Fri, 09/12/2016 - 15:32
pพล.อ.ประยุทธ์nbsp;ประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน ย้ำปัญหาคอร์รัปชันเป็นศัตรูร้ายต่อการพัฒนาประเทศ ชู nbsp;'ประชารัฐ'nbsp;ป้องกันและปราบปรามการทุจริต อาศัยรวมพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐnbsp;ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/618/30715910243_c0d2c7e5fc.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"พิธีเปิดงานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม 9 ธ.ค. 2559 (ทีมาภาพ /spana href="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/091216_tro"span style="color:#ff8c00;"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/p p9 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 10.20 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดและประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) โดยมี รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ ตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ มูลนิธิ องค์กรเครือข่าย และประชาชนเข้าร่วมงาน/p pสำหรับการประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนดจัดงานดังกล่าวเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมและทุกภาคส่วนตระหนักในผลเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นขึ้นจากการทุจริต รวมทั้งเพื่อสนับสนุนให้สังคมตระหนัก ถึงความเสียหายร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการทุจริต และร่วมสร้างจิตสำนึกในการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันในประเทศ ภายใต้แนวคิดการจัดงาน “สุจริตตามรอยพ่อ ขอทำดีเพื่อแผ่นดิน” ซึ่งดำเนินกิจกรรมพร้อมกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/429/31153659520_68769e2ab0.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color: rgb(255, 140, 0);"พิธีเปิดงานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม 9 ธ.ค. 2559 (ทีมาภาพnbsp;/spana href="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/091216_tro"span style="color: rgb(255, 140, 0);"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/span/aspan style="color: rgb(255, 140, 0);")/span/p pโดยในฐานะประธานพิธีประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 9 ธ.ค. ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เพื่อให้ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงที่เกิดจากการคอร์รัปชัน และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน ต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่างในการแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพราะปัญหาคอร์รัปชันเป็นศัตรูร้ายต่อการพัฒนาประเทศทั้งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ และทำให้การบริหารราชการล้มเหลว สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น ส่วนราชการต้องเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ โปร่งใสสามารถตรวจสอบ รวมทั้ง ทำความเข้าใจต่อกัน ช่วยตรวจสอบเฝ้าระวัง เพื่อให้ผลลัพธ์ของการดำเนินงานเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นประชาชน ท้องถิ่น จังหวัด หรือในภาพรวมระดับประเทศ/p pพล.อ.ประยุทธ์ nbsp;กล่าวว่า ประเด็นสำคัญ คือสังคมต้องสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และต้องช่วยกัน เมื่อรู้ว่ามีการกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือองค์กรใด ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งจากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เมื่อปี 2557 ประเทศไทยได้อันดับที่ 85 ในปี 2558 ได้อันดับที่ 76 ส่วนปี 2559 ก็หวังว่าอันดับความโปร่งใสคงจะดีขึ้นอีก ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยดีขึ้น ผู้ที่ทุจริตจะถูกต่อต้านและถูกลงโทษทั้งจากกฎหมายและสังคม รวมทั้งมาตรการเสริมทั้ง 5 ด้าน ที่รัฐบาลนำมาใช้ ได้แก่ ด้านที่ 1 เสริมกลไกการแก้ปัญหาการทุจริตใน 3 ระดับ คือระดับชาติที่เรียกว่าคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช) ระดับการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช) และระดับปฏิบัติการที่เรียกว่า ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกระทรวง (ศปท) ด้านที่ 2 ส่งเสริมให้ส่วนราชการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และอยู่ในกรอบธรรมาภิบาล ด้านที่ 3 เสริมกลไกการปฏิบัติ ด้านที่ 4 เสริมมาตรการทางกฎหมาย และด้านที่ 5 เสริมสร้างความเชื่อมั่นและการรับรู้ให้กับสังคม/p pพร้อมกับต้องมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน 3 เป้าหมาย คือ เป้าหมายที่ 1 คนทุจริตรายเก่าหมดไป ด้านการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายที่ 2 คนทุจริตรายใหม่ต้องไม่เกิด ด้านการป้องกันอย่างครบถ้วน และเป้าหมายที่ 3 ไม่เปิดโอกาสให้ทุจริต ให้มีการบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง สร้างพลังและเปิดพื้นที่ข่าวสารในการปลุกกระแสต่อต้านการทุจริต/p pพล.อ.ประยุทธ์ nbsp;กล่าวว่า แนวทางในการที่จะช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ แนวทางประชารัฐ โดยต้องรวมพลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐnbsp;ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน “รัฐ” หรือ “รัฐบาล” จะเป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุน และเปิดช่องทางให้ “ประชา” หรือภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายประชารัฐในทุกด้าน ทุกพื้นที่ อันจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน นับว่าเป็นการทำงานร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างยั่งยืน/p pในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ทุ่มเทเสียสละแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง พร้อมกับกล่าวนำประชาชนทั่วประเทศ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ดังนี้ “ข้าพเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริต จะยึดมั่นในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และจักปกป้องเทิดทูลสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ตลอดไป” โดย นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกคนปฎิบัติตามประกาศเจตนารมณ์ เพราะจำทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักการทุจริตคอร์รัปชัน และขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างประวัติสร้างให้กับประเทศชาติ ให้เกิดความก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป/p divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ConXqIszpi0" height="1" width="1" alt=""/

นักปรัชญาชายขอบ: เราไม่ใช่ ‘มนุษย์’ สมัยใหม่

Fri, 09/12/2016 - 15:30
!--break--!--break-- pnbsp;/p pbr /อะไรคือโลกแห่งความจริง เรามักคิดว่าเมื่อหลับและฝันเราอยู่ในโลกแห่งความฝัน ความฝันขณะที่หลับย่อมไม่ใช่ความจริง เรารู้ว่าเรื่องราวในความฝันไม่ใช่ความจริง ก็เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้ในความฝันต่างจากที่เรารับรู้ในขณะที่ตื่นอยู่ แต่เรารู้ได้อย่างไรว่าโลกขณะที่ตื่นอยู่ไม่ใช่เป็นเพียงความฝัน/p pเช่น เราอาจกำลังฝันไปว่าตนเองเป็น “มนุษย์” เนื่องจากเราอาจเคยเรียนรู้มาว่า ความหมายของ “มนุษย์” ในโลกสมัยใหม่ คือโลกยุคศตวรรษที่ 17, 18 เป็นต้นมา ความเป็นมนุษย์หมายถึง ความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีเจตจำนงอิสระในการกำหนดตนเอง (autonomous will)/p pเพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ในความหมายดังกล่าว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN’s Human Rights Commission) ได้ร่างกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ระบุให้ “การกำหนดเจตจำนงของตัวเอง” ของปัจเจกบุคคลเป็น “สิทธิ” ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังข้อความในมาตรา 1 ว่า/p pstrongประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง โดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองของตนอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรีในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตน/strong/p pเมื่อเราตื่นอยู่ เรารู้ตัวว่าตนเองกำลังมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 และเราคือมนุษย์สมัยใหม่ที่เป็น Subject หรือเป็นองค์ประธานผู้กระทำที่มีเจตจำนงอิสระของตนเอง มีสิทธิ์ที่จะคิด พูด ทำอย่างเสรี มีสิทธิ์เลือกการมีชีวิตที่ดีตามแนวทางของตนเอง มีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองและอื่นๆ เพราะเราคือมนุษย์ที่เป็น Subject ไม่ใช่ Object ผู้ถูกกระทำหรือมนุษย์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือดังมนุษย์ยุคทาส/p pแต่จู่ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมาเคาะประตูบ้าน ตั้งคำถามว่า strong“คุณไปกดไลค์...ใช่ไหม รู้หรือเปล่าว่าคุณอาจมีความผิดร้ายแรง!”/strong เราจึงสะดุ้งตื่นจากสภาวะที่ไม่ได้กำลังนอนหลับ แล้วก็นึกทบทวนความหมายของความเป็น “มนุษย์” ในโลกสมัยใหม่ว่าคือมนุษย์ที่มีเหตุผล อิสรภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง มีโลกของเสรีภาพเป็น “พื้นที่เพื่อการเติบโต” แต่นี่คือความฝัน ไม่ใช่ความจริง/p pเstrongพราะความจริงคือ เรามีชีวิตอยู่อย่างไม่สามารถจะเป็น “มนุษย์” ในความหมายสมัยใหม่ได้! nbsp;/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eQG1YddTmME" height="1" width="1" alt=""/