ประชาไท

Syndicate content
Updated: 3 min 39 sec ago

‘พล.อ.ประยุทธ์’ นั่งประธาน ก.ต.ช. เลือก ‘พล.ต.อ.สมยศ’ นั่งผบ.ตร.คนใหม่

3 hours 15 min ago
pที่ประชุม ก.ต.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เนื่องจากมีผลงานการสืบสวนจับกุมคดีอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด สามารถคลี่คลายคดีที่ในอดีตไม่สามารถสืบสวนออกหมายจับได้/p p!--break--!--break--/p p20 ส.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ โดยมี นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณร่วมประชุม ทั้งนี้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง จะเป็นผู้เสนอผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต่อที่ประชุม/p pผลการประชุม ก.ต.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ระบุว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งมีอาวุโสอันดับ 3 เป็นผู้บัญชาการตำรวแจห่งชาติคนใหม่ โดยเห็นว่ามีผลงานการสืบสวนจับกุมคดีอาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดเป็นที่ประจักษ์ และสามารถคลี่คลายคดีที่ในอดีตไม่สามารถสืบสวนออกหมายจับได้ รวมถึงมีความเหมาะสมในการนำพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมงานกับ คสช.และรัฐบาลในอนาคตได้/p pทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ เป็นชื่อเดียว และชื่อแรกที่เสนอต่อที่ประชุม ก.ต.ช. อย่างไรก็ตาม ระบุว่า ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจเรตำรวจแห่งชาติอีก 4 นาย ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะส่วนตัวมีหน้าที่เพียงเสนอชื่อ ขณะที่ ก.ต.ช.มีหน้าที่พิจารณาเห็นชอบ/p pนอกจากนี้ยังระบุว่า หัวหน้า คสช.ได้ฝากให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ควบคุมงานด้านยุติธรรมทุกมิติ โดยเฉพาะคดี 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่สถิติการจับกุมดำเนินคดีค่อนข้างต่ำ และมั่นใจพลตำรวจเอกสมยศจะทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีในทุกมิติ/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.mcot.net/news/politic"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1GBcobJi-pA" height="1" width="1"/

สมชาย แสวงการ

Wed, 20/08/2014 - 23:17
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2014/08/55152" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/cats_192.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p“ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาแสดงตนต่อที่ประชุม ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพราะสมาชิกทราบคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอย่างดีและได้รับการทาบทามมาก่อน”/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" 20 ส.ค. 57 เลขานุการวิป สนช. /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VvWslPMHCaw" height="1" width="1"/

สนช.โหวตนายกฯพรุ่งนี้ ชี้ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ คาดหัวหน้าคสช.

Wed, 20/08/2014 - 23:10
!--break--!--break-- p20 ส.ค. 2557 a href="http://www.mcot.net/site/content?id=53f489cfbe04700c8b8b4568"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า ในวันพรุ่งนี้(21 ส.ค.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเรียกประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 เข้ามาบริหารประเทศ โดยที่ประชุมจะต้องลงมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ และรายชื่อหัวหน้า คสช. ยังคงเป็นบุคคลที่คาดการณ์ว่าจะได้รับการเสนอชื่อเพียงผู้เดียว/p pstrongสนช.ชี้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์/strong/p pนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ชั่วคราว) หรือวิป สนช. และนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. แถลงผลการประชุมวิป สนช. ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้นำหลักเกณฑ์การเลือกนายกรัฐมนตรีของคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมมาใช้ในการเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ โดยหากเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพียง 1 คน ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด และสมาชิกจะรับรองด้วยการกดบัตรแสดงตน ใช้สิทธิรับรองได้ 1 คนต่อ 1 รายชื่อ หลังจากเสนอชื่อแล้วเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สนช. จะอ่านรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ แล้ว สนช. จะขานรายชื่อรายบุคคล ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก เช่น สมาชิก 197 คน ต้องมีเสียงสนับสนุน 99 เสียงnbsp;/p p“ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาแสดงตนต่อที่ประชุม ไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์nbsp; เพราะสมาชิกทราบคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอย่างดีและได้รับการทาบทามมาก่อน ส่วนประธาน สนช. และรองประธาน จะโหวตได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิทธิของทั้ง 3 คน” นายสมชาย กล่าว/p pเมื่อถามย้ำว่าหากหัวหน้า คสช. ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร นายสมชายกล่าวว่า หัวหน้า คสช. มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ แต่มอบอำนาจให้ สนช. ทั้งที่สามารถตั้งตัวเองได้ ส่วนตัวเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเหมาะสม/p pนายสมชายกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า สนช. จะพิจารณากฎหมายที่ส่งมาจาก คสช. 10 ฉบับ โดยจะเสนอให้วิปพิจารณาเบื้องต้น 6 ฉบับ เรียงตามที่ คสช. เสนอ ประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย, ร่าง พ.ร.บ.ทวงถามหนี้, ร่าง พ.ร.บ.กฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ร่าง พ.ร.บ.ศุลกากร, ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพิกัดศุลกากร และร่าง พ.ร.บ.การกลับไปใช้สิทธิบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QbL86t0zN9w" height="1" width="1"/

เตรียมให้บริการ WiFi ฟรี ในศาลทั่วไทย

Wed, 20/08/2014 - 19:18
pสำนักงานศาลยุติธรรมจับมือกสท. เตรียมให้บริการ WiFi ในศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ฟรี/p p!--break--!--break--/p div20 ส.ค. 2557 nbsp;กลุ่มงานโฆษกและเผยแพร่ข่าว สำนักงานศาลยุติธรรม รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม ได้จัดให้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะแบบไร้สายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (CAT WiFi) แก่ประชาชนและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม โดยนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) nbsp; หรือ CAT โดยนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. กสท.โทรคมนาคม เพื่อรองรับ nbsp; nbsp; การให้บริการแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการที่หน่วยงานในสังกัดศาลยุติธรรมทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายเพิ่มความสุขให้แก่ประชาชนด้วยการอำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูลผ่าน ระบบอินเตอร์เน็ต และยังเป็นการขยายช่องทางการให้บริการประชาชนของศาลยุติธรรมผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การให้บริการค้นหาข้อมูลคดีและวันนัดพิจารณาคดีผ่านเว็บไซต์ของศาลยุติธรรม เป็นต้น/div divnbsp;/div divสำหรับการให้บริการ CAT WiFi นี้ เป็นบริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะแบบไร้สายฟรี สำหรับประชาชนที่มาติดต่อราชการศาลและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม โดยจะดำเนินการติดตั้ง ณ ที่ทำการสำนักงานศาลยุติธรรม และที่ทำการศาลยุติธรรมทั่วประเทศ รวมทั้งบริเวณที่พักอาศัยของทางราชการสำหรับข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่ง CAT เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบเครือข่าย CAT WiFi รวมถึงการจัดการระบบ Log in ให้ง่ายและสะดวกต่อการเข้า nbsp;ใช้งาน และการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ (Log file) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข/div divnbsp;/div divนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การสื่อสารออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์เราอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างกัน หรือการสืบค้นข้อมูลต่างๆ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้มีนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนผู้มาติดต่อราชการศาลยุติธรรมและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมด้วยการให้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะแบบไร้สายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และได้มีการติดตั้งระบบนำร่องเพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ทไร้สายแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการบริเวณพื้นที่ให้บริการประชาชน อาคารศาลอาญา ชั้น 2 เมื่อเดือนธ.ค. 56 ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจาก CAT เป็นอย่างดี คาดว่า หลังจากการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ nbsp;แบบไร้สายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (CAT WiFi) แก่ประชาชนและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมทั่วประเทศในวันนี้ จะสามารถให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในศาลยุติธรรมทั่วประเทศได้เร็วๆนี้nbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uYfe6pyTLFw" height="1" width="1"/

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เหมืองแร่เมืองเลย แถลงโต้กรณีปั่นข่าวลวงทุ่งคำยอม 'ปิดเหมือง'

Wed, 20/08/2014 - 18:53
divกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ระดมโฉนดประกันตัวเพื่อนที่ถูกฟ้อ พร้อมแถลง กรณีปั่นข่าวลวงทุ่งคำยอม “ปิดเหมือง” ข้อเท็จจริงรัฐเตรียมดันสัญญาฯ เงียบผ่าน ผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต./div div !--break--!--break--/div div p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5560/14792427837_50c6f5fa0c.jpg" //p p20 ส.ค.2557 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาบริเวณหน้าศาลจังหวัดเลย มีประชาชนนำเอาโฉนดที่ดิน และ น.ส.3.ก ซึ่งได้รับการประเมินราคาแล้วมาประกันตัวผู้ต้องหาคดีอาญา จากการที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องชาวบ้านรวมทั้งหมด 33 ราย รวมคดีที่บริษัททุ่งคำฟ้องคดีแพ่งและอาญาชาวบ้าน 7 คดี ซึ่งที่ผ่านมาศาลได้รับฟ้องคดีแล้ว 2 คดี และในวันนี้เป็นการยื่นขอประกันตัวในคดีอาญา 2 คดี/p pโดยหนึ่งในผู้ต้องหาที่มาทำการประกันตัว คือ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ที่เพิ่งคลอดลูกสาวอายุไม่ครบเดือน ส่วนสามี นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ เป็นผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คดี/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3887/14978971925_06905547d9.jpg" //p pทั้งนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้ออกแถลงการณ์ เพื่อยืนยันกับสาธารณะว่า การเจรจาที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาระหว่างชาวบ้านและเหมืองทองของบริษัททุ่งคำฯ ในช่วงที่ผ่านมา "ยังไม่มีข้อยุติใดๆ" รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นไม่ตรงตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้รายงาน แถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้/p pการที่ข่าวท้องถิ่น ข่าวออนไลน์ และข่าวต่างๆ ออกไปว่า ชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ให้บริษัททุ่งคำ ขนแร่ และขอเปิดทำเหมืองต่ออีก 2 แปลง คือ แปลงภูเหล็ก และแปลงนาโป่ง ต่ออีก 12 ปี นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก การเจรจาระหว่างหน่วยงานรัฐ, ชาวบ้าน, เหมืองทองคำ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถตกลงกันได้/p pข้อตกลงจะต้องปฏิบัติตามที่แต่ละข้อ เป็นขั้นเป็นตอน จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ข้ามไปก่อนข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นโดยกระบวนการที่ให้ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้าน สมาชิก อบต. 6 หมู่บ้าน และชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ร่วมกับเหมือง (บริษัททุ่งคำ) ลงนามในข้อตกลงหรือสัญญา เพื่อให้บริษัทกับชาวบ้านอยู่ร่วมกันนั้น ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ทั้งสิ้น จะขอสู้ตามแนวทางตนเองต่อไป คือ อาศัยความสมัครสามัคคีของฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน เป็นที่ตั้ง/p pส่วนเรื่องคดีความระหว่างเหมืองกับชาวบ้าน 6 หมู่บ้านนั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเห็นว่า การจะถอนฟ้องผู้ใดผู้หนึ่งหรือบางคดีความ แล้วเหลือไว้บางคนในบางคดีจะทำไม่ได้ เพราะเราอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเครือญาติพี่น้อง ดังนั้น เราขอสู้ร่วมกับชาวบ้าน 33 คน ที่ถูกฟ้องคดีความ เพื่อปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด ต้องปิดเหมืองถาวร คืนภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ สิ่งแวดล้อม ให้กับฅนรักษ์บ้านเกิดทั้ง 6 หมู่บ้าน/p p"หากมีการทำสัญญา หรือมีการทำข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานรัฐ เหมืองทองคำ และ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. โดยที่ชาวบ้านยังไม่ได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบต่อเนื้อหาในสัญญาหรือข้อตกลงที่จัดทำขึ้น ชาวบ้านจะไม่ยอมรับ และจะคัดค้านการตกลงกันในครั้งนี้ เนื่องจากหากผู้ใหญ่บ้านไปลงนามก็จะเป็นการลงนามในฐานะตัวแทนของฝ่ายรัฐ สมาชิก อบต.หากลงนาม ก็จะเป็นการลงนามในฐานะตัวแทนขององค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวบ้านอันรวมตัวกันเป็นชุมชน ดังนั้นสัญญาหรือข้อตกลงที่จะจัดทำขึ้น จะต้องนำมาผ่านความเห็นชอบของชาวบ้านในชุมชน 6 หมู่บ้าน โดยการทำประชาคมเพื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น" นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าว/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongมติประชาคม /strongstrong6/strongstrong หมู่บ้าน เมื่อวันที่ /strongstrong16/strongstrong สิงหาคม /strongstrong2557/strong/span/p pstrong1. ให้มีการปิดเหมือง/strong โดยจัดทำสัญญาขึ้นเป็นสัญญาลายลักษณ์อักษร ระหว่าง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตัวแทนชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย ร่วมลงนามใน “สัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย” เพื่อกำหนดเป็นหลักฐานว่า/p p1.1 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะไม่ดำเนินการใดๆ ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ หากไม่ได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทั้งหมดในพื้นที่ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (บรรลุนิติภาวะ)/p p1.2 ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกันพื้นที่ที่เป็น “แหล่งน้ำซับซึม” อันเป็นต้นน้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในด้านการเกษตร และการอุปโภค-บริโภค ของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน และในจังหวัดเลย เพื่อเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม โดยมิให้ใช้ประโยชน์อื่นใดในที่ดินดังกล่าว/p p1.3 ให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องทำการศึกษาสาเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักในพื้นที่เหมืองแร่และพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่ 6 หมู่บ้าน จนกว่าจะได้ข้อสรุปการปนเปื้อน ผลประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ค่าภาคหลวงแร่ กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน และผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA โดยให้นักวิชาการที่ชาวบ้านมีส่วนในการคัดเลือกเป็นผู้ทำการศึกษาตามหลักการของกระบวนการมีส่วนร่วม/p p1.4 ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด หรือ ผู้ประกอบการรายอื่น เปิดการดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง/p pstrong2. เงื่อนไขในการขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่/strong/p p2.1 ให้ถอนฟ้องคดีความ 7 คดี ที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ฟ้องร้อง-กล่าวโทษเอาผิดกับชาวบ้าน 33 ราย/p p2.2nbsp; ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด รื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรออกนอกพื้นที่แปลงประทานบัตร/p p2.3 ส.ป.ก.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 369 ไร่ 3 งาน 17 ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดินดังกล่าวมอบให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก 6 หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ/p p2.4 ทสจ.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก จำนวน 6๐8 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา และที่ดินในเขตป่าตามมาตรา 4(1) จำนวน 312 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดิน ในเขตป่าตามมาตรา 4(1) จำนวน 312 ไร่ 2 งาน 13 ตารางวา มอบให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก 6 หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ/p p2.5 อบต.เขาหลวง ต้องไม่อนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก/p p2.6 ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ออกนอกพื้นที่ เฉพาะแร่แต่งแล้ว จำนวน 1,942.54 ตัน/p p2.7 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ ต้องขนแร่โดยปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ระเบียบที่ประกาศโดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ทางหลวง และระเบียบชุมชนว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก/p p2.8 การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ภายใน 15 วัน หลังจากมีการลงนามในสัญญาฯ นี้ คณะกรรมการประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้าน ในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณในการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว/p p2.9 การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งวันและเวลาในการขนแร่ แก่คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ก่อนการขนแร่ 15 วัน และให้ทำการขนแร่ได้ในเวลากลางวันเท่านั้น/p p2.10 หากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีการทำผิดกฎหมายหรือระเบียบใดๆ ก็ตาม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และข้าราชการที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ให้ถึงที่สุด/p p2.11 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และผู้ประกอบการอื่นๆ ประกอบโลหกรรม โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง/p pstrong3. เงื่อนไขในการฟื้นฟูผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ /strongให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดตั้งคณะกรรมการในการศึกษา จัดทำแผน และดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ตัวแทนของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน นักวิชาการจากสาขาที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านกฎหมาย ที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อ คัดเลือก แต่งตั้ง โดยนำงบประมาณในการดำเนินการมาจาก กองทุนประกันความเสี่ยง และกองทุนฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมืองแร่ โดยต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง/p pโดยขั้นตอนการดำเนินการ ตามมติความต้องการของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ในครั้งนี้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้/p pขั้นตอนที่ 1. หลังจากการปิดเหมือง โดยจัดทำสัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และตัวแทนชาวบ้าน ลงนามในสัญญาฯ เพื่อเป็นหลักฐานให้เป็นที่เรียบร้อย/p pขั้นตอนที่ 2. ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาฯ ให้แล้วเสร็จ และรายงานต่อ คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ตามข้อ 2.8 ก่อนจะมีการขนแร่/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/53249" target="_blank"เหมืองทองเลยระอุกลางดึก-ชายฉกรรจ์บุกชาร์จชาวบ้าน-รื้อด่านกั้นทางขนแร่/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/08/54947" target="_blank"ชาวบ้านค้านเหมืองทองเลย ระดมทุนสู้คดีถูกกลุ่มชายนิรนามทำร้ายขณะขนแร่/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/25u8YBieIJ8" height="1" width="1"/

ทหารรวบ ‘ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน’ เข้าค่าย ขณะเดินขบวนมา กทม.

Wed, 20/08/2014 - 18:08
pทหารชี้ ขบวนเดินเท้าขาหุ้นปฎิรูปพลังงาน ทำผิดกฎหมาย ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน วอนให้ยุติกิจกรรม ก่อนที่ขบวนเดินต่อและถูกรวบเข้าค่ายทหารในเวลาต่อมา/p p!--break--!--break--/p pหลังจากเมื่อวานนี้(19 ส.ค.) ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทหารได้ร้องขอให้ เครือข่ายภาคประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้ ยุติการกิจกรรมที่กำลังรวมตัวกันที่บริเวณหอนาฬิกา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เตรียมเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน ภายใต้ชื่อกิจกรรม ขบวนเดินเท้า “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” โดยเจ้าหน้าที่ทหาร อ้างจะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นทำตาม อย่างไรก็ตามดขบวนเดินเท้าของเครือข่ายภาคประชาชน ฯ ยังคงยืนยันเดินต่อและถูกทหารบันทึกภาพขณะผ่านด่านตรวจนั้นemspan style="color:#696969;"(อ่านรายละเอียด : /spana href="http://prachatai.org/journal/2014/08/55130"span style="color:#696969;"ทหารเบรกภาค ปชช.ใต้เดินเท้ามุ่ง กทม.เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน/span/aspan style="color:#696969;")/span/em/p pล่าสุดวันนี้(20 ส.ค.) ซึ่งเป็นการเดินขบวนวนวันที่ 2 เว็บไซต์a href="http://transbordernews.in.th/home/?p=5114"คนชายข่าว คนชายขอบ/a รายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. ตำรวจและทหาร และรถประมาณ 10 คัน ได้เชิญตัวขบวนเดินเท้าประมาณ 15 คน ไปค่ายเสนาณรงค์แล้ว/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5565/14792198367_1841c7a7a0.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3895/14978740465_1928f9842b.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5574/14792145708_fa56ca6896.jpg" //p p style="text-align: center;"emspan style="color:#ff8c00;"ภาพจากเฟซบุ๊ก '/spana href="https://www.facebook.com/wawtawan/posts/10152298408181167"span style="color:#ff8c00;"ณาตยา แวววีรคุปต์/span/aspan style="color:#ff8c00;"'/span/em/p pโดยเว็บไซต์คนชายข่าวฯ รายงานด้วยว่า เมื่อก่อนหน้านั้น เวลา nbsp;12.00 น. ระหว่างที่ขบวนเดินเท้าหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันในปั้มน้ำมันพีแอนซีปิโตเลียม ได้มีนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ประมาณ 20 คนทั้งระดับผู้บังคับบัญชา อาทิ พ.อ.วรพล วรพันธ์ เสนาธิการมลทลทหารบกที่ 42 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสัมพันธ์ เนตตกุล นายอำเภอรัตภูมิ เดินทางมาพบคณะเดินเท้า โดยพ.อ.วรพล ได้สั่งการให้ขบวนเดินเท้ายุติการเดิน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการทำผิดกฎหมายที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน/p p“ทำไมพวกคุณไม่ไปใช้ช่องทางปฎิรูป เขาไม่จำกัดทุกเพศทุกวัย วิธีการที่พวกคุณทำกันอยู่นี่มันผิด ผมขอให้พวกคุณหยุดแค่นี้แล้วไปนั่งคุยกัน ผมจะเชิญผู้ว่าราชการฯมาร่วมด้วย พวกคุณอยากเสนออะไรก็ไปใช้ช่องทางที่ถูกต้อง รู้มั้ยบ้านเราตอนนี้ไม่มีใครเขาอยากมาเที่ยวแล้ว ผมเข้าใจสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ แต่มันผิดกฎหมาย ผมไม่อยากบังคับใช้กฎหมาย หยุดตรงนี้แล้วไปหาช่องทางที่ถูกต้อง”พ.อ.วรพล กล่าว/p pพ.อ.วรพลกล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่าตอนนี้การบริหารประเทศของคสช.อยู่ในระยะที่ 2 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และกำลังจะมีการคัดเลือกสภาปฎิรูปแห่งชาติ ซึ่งก็สามารถเอาปัญหาเหล่านี้เข้าไปได้ โดยหัวหน้าคสช.ไม่ชอบอะไรที่ทำผิดกฎหมาย/p pทั้งนี้ทางกลุ่มผู้ร่วมขบวนเดินเท้าพยายามชี้แจงว่า การเดินขบวนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง และเป็นการทำด้วยใจบริสุทธิ์โดยได้เตรียมตัวกันมาระยะหนึ่งแล้ว ที่สำคัญคือไม่เคยเห็นคสช.เป็นศัตรู/p p“คสช.อย่ามาผูกขาดความรักชาติ วันนี้การเปิดใจกว้างเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะเมื่อมีการปฎิรูป และข้อเรียกร้องของพวกเราก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ว่าราชการจะตอบได้ เช่น การให้ยกเลิกสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จริงแล้วตรงนี้เป็นกระแสปฎิรูปที่คสช.ควรช่วยสร้างด้วยซ้ำ พวกเราพยายามไม่ทำผิดกฎหมายเพราะโทรโข่งก็ห้ามเราใช้ ขบวนเราก็จัดให้เหลือเล็กลงแล้ว ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ เรามีหน้าที่เดินก็จะเดินต่อไป ถ้าท่านจับพวกเราก็ไปนอนอยู่ข้างใน ถ้าจะให้หยุดก็ต้องหยุดโครงการต่างๆตามที่เราเรียกร้อง”ผู้ประสานงานในทีมเดินเท้ารายหนึ่ง กล่าว/p pทั้งนี้การพูดคุยเป็นไปอย่างเคร่งเครียดกว่า 1 ชั่วโมง จนกระทั่งเวลา 13.25 น.จึงยุติลงโดยภาคประชาชนยืนยันว่าจะเดินหน้าทำกิจกรรมรณรงค์ต่อไป และยอมถูกควบคุมตัว นอกเสียจากว่าทหารจะยอมประกาศให้มีการยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านทุกโครงการ ซึ่งพ.อ.วรพลบอกว่าตนเองไม่มีอำนาจเช่นนั้น และตนขอทำตามหน้าที่/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/55130" target="_blank"ทหารเบรกภาค ปชช.ใต้เดินเท้ามุ่ง กทม.เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0QrMLxIBQcg" height="1" width="1"/

มจธ.จัดระเบียบ 'สถานศึกษาปลอดเหล้า' ผุดมาตรการคุมประพฤติ โทษสูงสุดถึงพ้นสภาพ นศ.

Wed, 20/08/2014 - 17:29
pมจธ. จับมือเครือข่ายฯ จัดระเบียบสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง เดินหน้าลุยสถานประกอบการร้านค้าและหอพัก ในโครงการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบมหาวิทยาลัย พร้อมร่วมกับตำรวจสน.ราษฎร์บูรณะเตรียมใช้มาตรการพิเศษควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ บทลงโทษตั้งแต่บำเพ็ญประโยชน์จนพ้นสภาพนักศึกษา/p p!--break--!--break--/p pมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักงานเขตทุ่งครุ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ และกองพันทหารช่างที่ 9 จัดโครงการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบมหาวิทยาลัยฯ และโรงเรียนนาหลวง สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามมาตรการสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่องตั้งแต่ปี 2555 โดยได้เชิญผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหารและหอพักห้องเช่าในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยมาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและขอความร่วมมือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อป้องกันการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ในพื้นที่/p pสุชาติ เพริดพริ้ง ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การจัดโครงการดังกล่าวเพื่อต้องการให้ทุกภาคส่วนและทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้สังคมและชุมชนของเราน่าอยู่ โดยเฉพาะสถานประกอบการร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหอพักห้องเช่าที่มีการจำหน่ายอาหารมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขอความร่วมมือไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักศึกษาและผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ร่วมด้วยสน.ราษฎร์บูรณะมีมาตรการมาใช้ควบคุมนอกจากการรณรงค์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และช่องทางการร้องเรียนการกระทำผิด การสร้างเครือข่ายนักเรียนและนักศึกษา แกนนำในการเฝ้าระวังการกระทำผิดหรือการละเมิดกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจัดกิจกรรมประเพณีปลอดเหล้า อีกทั้งยังมีการจัดหน่วยตรวจร่วมกับทหาร ตำรวจ เครือข่ายชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาและหอพัก ซึ่งจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้/p pพ.ต.อ. เจษฎา สวยสม ผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยรอบ มจธ. และโรงเรียนนาหลวง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สน.ราษฎร์บูรณะมีเพิ่มมากขึ้นและการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามสถานประกอบการต่างๆ มีนักเรียน นักศึกษานิยมเข้าไปดื่มมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงคืนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทุกฝ่ายทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย สถานีตำรวจนครบาลฯ ทหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายในชุมชน เห็นพ้องร่วมกันต้องการให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของสถานศึกษาปลอดเหล้านำร่อง ควบคุมสถานประกอบการให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาเด็ก และเยาวชน รวมถึงไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชน และต้องไม่กระทบกับผู้พักอาศัยใกล้เคียง จึงขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าเร่งดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2555nbsp; พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาตรวจสอบกรณีร้านค้าหรือสถานประกอบการใดที่มีการส่งเสริมการขายด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจัดโปรโมชั่นซื้อสุรา 2 แถม 1 เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ป้ายโฆษณา การโชว์สินค้า เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ยั่วยุทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการจำหน่ายสุราให้กับเด็กอายุไม่ถึง 20 ปี การจำหน่ายสุราโดยไม่มีใบอนุญาต การเปิดและปิดตามเวลาที่กำหนด การปล่อยให้มีการพกพานำอาวุธเข้ามายังสถานประกอบการโดยไม่มีการตรวจสอบดูแล หากตรวจพบหรือมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้ประกอบการจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทุกข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นจริง หากยังเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือ ถือเป็นการทำร้ายสังคม ก็จำเป็นต้องนำมาตรการตามกฎหมายทุกรูปแบบมาใช้/p pสำหรับการรณรงค์ป้องกันกลุ่มเยาวชนที่จะเป็นนักดื่มหน้าใหม่ภายในสถานศึกษานั้น พ.ต.อ. เจษฎา กล่าวว่า “ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีการกำหนดมาตรการร่วมกันเป็นมาตรการพิเศษเฉพาะในการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักศึกษา นอกเหนือจากมาตรการทางกฏหมายและมาตรการทางวินัยตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยมาตรการพิเศษนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้เพื่อควบคุมความประพฤติของเด็กนักศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัย มีกำหนดบทลงโทษตั้งแต่เบา เช่น การทำกิจกรรม การบำเพ็ญประโยชน์ จนถึงขั้นพ้นสภาพนักศึกษาซึ่งถือเป็นบทลงโทษสูงสุด”/p pด้าน ร.อ.ณัฐพงษ์ เสริมสุข นายทหารยุทธการผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่ 9 ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เขตทุ่งครุ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีสื่อที่สร้างค่านิยมให้กับเยาวชนไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะภาพยนตร์หรือละครมักจะมีภาพที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทุกเรื่องnbsp; ดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงจำเป็นจะต้องปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชน และการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมเยาวชนไม่ให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสิ่งเสพติดก่อนวัยอันควร จึงอยากขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าในเขตที่มีสถานศึกษานึกถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมโดยรวมมากกว่านึกถึงผลประกอบการหรือรายได้ เพราะเยาวชนถือเป็นอนาคตของชาติ หรือแม้แต่หอพักห้องเช่าต้องขอความร่วมมือในการกวดขันเยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปีหากพบว่ามีการมั่วสุมของเยาวชนมีการนำเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีสิ่งเสพติดเข้าไปภายในห้องพักให้รีบแจ้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เข้าไปควบคุมตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎระเบียบต่อไป/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Hyl2hGnLHUk" height="1" width="1"/

ถอนฟ้องคดีฟ้องชาวบ้าน กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น กระบี่

Wed, 20/08/2014 - 16:49
pห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง โจทก์ ถอนฟ้อง ชาวบ้าน อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พร้อมยื่นเงือนไขให้ชาวบ้านฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 60 วัน/p p!--break--!--break--/p p20 ส.ค.2557 สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน(Human Rights Lawyers Association) รายงานว่า วันนี้ เวลา 9.00 น. ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง โดยนายนรินทร์ เก่งธนทรัพย์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ในคดีที่ ยื่นฟ้องชาวบ้าน จังหวัดกระบี่ ประกอบด้วย นายสถิต ยอดพิจิตร์ กับพวกรวม 7 คน ก่อนสืบพยาน ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสอง โดยโจทก์ประสงค์จะถอนฟ้องชาวบ้าน โดยมีเงือนไขให้จำเลยฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้หน่วยงานราชการเพิกถอนประทานบัตร ภายใน 60 วัน โจทก์และจำเลยทั้ง 7 คน ได้ยอมรับตามเงื่อนไข ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ/p pทั้งนี้คดีเกิดจาก กรณีที่ชาวบ้าน ตำบลบ้านกลาง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ในนาม “กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น” ออกมาคัดค้านการออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่หินของทางราชการ ที่ออกให้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง ซึ่งได้ออกไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 55 แต่ชาวบ้านเห็นว่ากระบวนการออกใบอนุญาตไม่เป็นธรรม กลุ่มชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนไปยังต่ออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานเหมืองแร่ แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงโม่ตรังภูทอง ทราบความดังกล่าว จึงได้แจ้งความต่อชาวบ้าน ในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AEnY36kbb18" height="1" width="1"/

TDRI แนะบริหารจัดการน้ำยุค คสช.ให้สภาปฏิรูป-ชาวบ้านร่วม

Wed, 20/08/2014 - 16:34
!--break--!--break-- pnbsp;/p p19 ส.ค 2557 ในการสัมมนาหัวข้อ ยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำประเทศไทย จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) nbsp;/p pนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ซึ่งเมื่อปี 2554 ทุกคนก็ทราบกันดีว่ามีน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทย หลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการน้ำของ คสช.ว่าด้วยในด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากรัฐยังมองว่าโครงการป้องกันน้ำท่วมเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้ที่ได้รับผลกระทบควรเป็นผู้ที่เสียสละ ทั้งนี้ปัญหาที่ตามมาก็คือการรวมตัวออกมาคัดค้านของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แต่แบ่งหน้าที่ของอนุกรรมการชุดต่างๆ ตามรายกระทรวง ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่า โครงการที่หน่วยงานนำเสนอขึ้นมาจำนวนมาก เป็นรูปแบบของขนมชั้น ที่ขาดการบูรณาการและไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ/p pนิพนธ์กล่าวว่า คสช.ไม่ควรเร่งสรุปผลภายใน 15 ต.ค.นี้ และควรให้สภาปฏิรูปร่วมกับ สศช.เดินทางสายรับฟังความเห็นประชาชน ดำเนินการภายใน 1 ปี เพื่อให้ คสช.นำข้อมูลไปประกอบการวางแผน ไม่ให้ซ้ำรอยกับโครงการ 3.5 แสนล้านที่เอาทุกโครงการมารวมกันโดยบางโครงการไม่มีความพร้อมและยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ/p pbr /“ในอนาคตโครงการป้องกันน้ำท่วม จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อคนที่มีฐานะและชนชั้นกลางที่อาศัยในชานเมืองและชนบท ปัจจุบันจะเห็นว่าชุมชนย่านชานเมืองที่อาศัยนอกคันกั้นน้ำ ล้วนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจของชนชั้นกลางและฐานะดี ส่วนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางและเป็นฐานเสียงที่กลุ่มใหญ่ที่สุด/p pชุมชนบางแห่งในพื้นที่จะถูกเวนคืนที่ดิน แต่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถเนื่องจากคนในชุมชนร่วมมือกัน ปัจจุบันชาวบ้านมีการศึกษาและรายได้เพิ่มขึ้น จึงแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านให้ความสำคัญต่อมูลค่าสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นมากขึ้น”nbsp;/p pนิพนธ์ พัวพงศกร กล่าวเพิ่มเติม ปัจจุบันมักจะพบเห็น ชาวบ้าน เอ็นจีโอ นักวิชาการ ออกมาต่อต้านโครงการน้ำท่วมหรือโครงการชลประทาน ยกตัวอย่างเช่นกรณีแก่งเสือเต้น ประชาชนเริ่มออกมาตั้งคำถามว่าใครได้รับผลประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างป้องกันน้ำท่วม ใครแบกรับภาระของการป้องกันน้ำท่วมและมีทางเลือกอื่นในการจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมไหม/p pสุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านพลังงานซึ่งคาดการณ์ว่าทรัพยากรธรรมชาติจะหมดภายใน 70 ปี ทางออกคือการซื้อทรัพยากรธรรมชาติจากต่างประเทศ ในอนาคตการพัฒนาคือการขยายตลาด AEC จุดเด่นคือ ธุรกิจขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ และภัยพิบัติมากขึ้นโดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก เนื่องจากมีความต้องการน้ำมากขึ้น น้ำจะเป็นข้อจำกัดในการเติบโตของประเทศ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้จะต้องมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงภัยที่เพิ่มขึ้นให้เหมาะสม/p p“ขั้นตอนในการดำเนินการ แยกเป็น 2 โครงการ ด้านโครงการใหญ่ (top down) จัดทำโครงการ พร้อมศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบ อาจรวมถึงการจัดทำประชาพิจารณ์ จัดทำการของบประมาณ ดำเนินโครงการและการบำรุงรักษา ด้านโครงการขนาดเล็ก (ชุมชน) (bottom up) มีการจัดทำเวทีในชุมชน รวมเป็นโครงการใน อปท. เลือกเสนอโครงการผ่าน อปท. จังหวัด หน่วยงาน ในการดำเนินการขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้มา”/p pสุจริต กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องดูว่าศักยภาพแหล่งน้ำของประเทศไทยมีปริมาณเท่าไรถึงจะพอที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน และเห็นว่าควรมีการทบทวนทั้งภาครัฐและประชาชนเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหา ในการจัดการเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฎิบัติ ควรมีการทำวิจัยเกี่ยวเก็บเรื่องทรัพยากรน้ำไว้เป็นข้อมูล ที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลแนวทางการจัดทำนโยบายและการปฎิบัติ/p pด้านภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบ บุษบงก์ ชาวกัณหา เครือข่ายลุ่มน้ำปราจีน กล่าวว่า นโยบายของประเทศไทยนิยมนำแนวทางของต่างประเทศมาเป็นนโยบายแก้ปัญหา ซึ่งบางอย่างก็ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ของประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วมที่ภาคตะวันออกได้ส่งผลกระทบต่อการเกษตรเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาหน่วยงานที่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านพบว่ามีการวางท่อใยหิน ซึ่งมีอายุการใช้งานเพียง 20 ปี ปัจจุบันพื้นที่ตอนล่างได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ อีกทั้งมีการเข้ามาของโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีการกว้านซื้อที่ดินตอนล่างทำให้ชาวบ้านต้องเช่าที่ทำการเกษตร/p p“ปัจจุบันพื้นที่ตอนล่างมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในการเกษตรเป็นอย่างมาก เพราะมีการแก้ปัญหาจากภาครัฐโดยการตั้งเครื่องสูบน้ำจากที่ต่ำไปที่สูง น้ำในอ่างเก็บน้ำก็เก็บไว้ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ชาวบ้านยังประสบปัญหาเรื่องของน้ำเค็มที่หนุนขึ้นมาทำให้ยากต่อการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร หน่วยงานของรัฐควรจัดอบรมหรือเวทีให้ความรู้กับประชาชน ซึ่งพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี จุดแข็งคือการปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ อยากให้คำนึงถึงเรื่องปากท้องของชาวบ้านด้วย” บุษบงก์กล่าว/p pbr /กัมปนาท ภักดีกุล รองศาสตราจารย์คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ควรให้ความสำคัญกับการผันน้ำระหว่างประเทศ เพราะในอนาคตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะมีการสร้างเขื่อนผุดขึ้นมาอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกับประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ควรมีการเตรียมตัวรับมือเช่นการออกแบบถนนที่ระบายน้ำท่วม ออกแบบวิจัยบ้านที่รับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งเป็นเรื่องที่อยากฝากไว้ให้พิจารณา/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/67U9dTTqM2I" height="1" width="1"/

เสนอชื่อ ประดิษฐ์-ดร.สุรศักดิ์-สมหมาย-จักร์กฤษ สรรหา 'สภาปฏิรูปแห่งชาติ' สายสื่อ

Wed, 20/08/2014 - 16:17
p!--break--!--break--/ppbr /20 ส.ค.2557 นายมานพ ทิพย์โอสถ โฆษกและอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร สมาคมนักข่าวฯ วันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติเสนอชื่อนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวฯและ ดร.สุรศักดิ์ จิรวัสตร์มงคล อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมนักข่าวฯ เข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายสื่อมวลชน/p pในวันเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีมติเสนอชื่อนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยและนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายสื่อมวลชน/p pทั้งนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนและติดตามการทำงานของสื่อมวลชนที่ได้ รับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไป และจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชนทุกภาคส่วนทั่วไป ร่วมแสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปสื่อ ไม่ว่าผู้แทนจากสมาคมนักข่าวฯจะได้รับการสรรหาหรือไม่ก็ตาม และสมาคมนักข่าวฯพร้อมรับฟังความคิดเห็นและรับทราบถึงข้อห่วงใยและความกังวล ของเพื่อนผู้ร่วมประกอบวิชาชีพต่อสถานการณ์ดังกล่าวbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/54850" target="_blank"อ่าน พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 2557/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/437cHlCZ2oA" height="1" width="1"/

คืนความจริงกับปิยบุตร : การเปลี่ยนผ่านรธน. บทเรียนต่างปท. และอนาคต รธน.ชั่วคราว

Wed, 20/08/2014 - 15:58
!--break--!--break-- pเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘a href="https://www.facebook.com/pages/คืนความจริง/1393104027597792"คืนความจริง/a’ เผยแพร่วิดีโอคลิปบทสนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนที่2 ว่าด้วย a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1434220550152806amp;id=1393104027597792"การเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ บทเรียนจากต่างประเทศ/a และ ตอน 3 a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1434827923425402amp;id=1393104027597792"ปัจจุบันและอนาคตการเมืองไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2557 (ชั่วคราว)/a/p pโดยก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่บทสนทนากับปิยบุตร ตอนที่ 1 ว่าด้วย a href="http://prachatai.org/journal/2014/08/55121"เนติบริกรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญร่วมสมัยของไทย/a แล้วnbsp;/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/70kQOY7CqRU" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/AE0LzalQ5bc" width="560"/iframe/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/55121" target="_blank"คืนความจริงกับปิยบุตร : เนติบริกรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญร่วมสมัย/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/06/54222" target="_blank"เพจ quot;คืนความจริงquot; เปิดตัวสารคดีตอนแรกสัมภาษณ์บุคคลหลากหลายหลัง รปห./a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/07/54358" target="_blank"สัมภาษณ์ กลุ่ม “คืนความจริง” และ “นักข่าวไร้เซ็นเซอร์”/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ms4EM4mbKoc" height="1" width="1"/

ไฟอะริกะโตะ วัฒนธรรมการขอบคุณบนท้องถนนญี่ปุ่น

Wed, 20/08/2014 - 15:23
!--break--!--break-- pประเทศไทยใช้รถยนต์ญี่ปุ่นกันเยอะ หากจะลองเอาวัฒนธรรมการขับรถญี่ปุ่นมาใช้ควบคู่ไปด้วย ท้องถนนบ้านเราอาจจะงดงามขึ้น/p pผมสอบใบขับขี่ที่ญี่ปุ่นเสียค่าเล่าเรียนไปประมาณแสนบาทได้ คนไทยฟังแล้วก็คงตกใจทำไมมันแพงขนาดนั้นซึ่งราคานี้รวมการเรียนภาคทฤษฏี 26 ชั่วโมงภาคขับจริง 34 ชั่วโมง สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วทุกคนต้องเข้าโรงเรียนสอนขับรถยกเว้นบ้านใครกว้างมีถนนส่วนตัวอาจไม่ต้องเข้าโรงเรียนก็ได้ แต่ก็ต้องจ้างคนมาสอนอยู่ดี จะไปหัดขับตามถนนสาธารณะแล้วให้พ่อสอนแบบบ้านเราไม่ได้/p pและแม้ว่าจะสอบใบขับขี่ผ่าน สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือนอกจากกฎระเบียบที่กฎหมายกำหนดแล้ว บนท้องถนนก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่ได้เขียนในกฎหมายที่ช่วยเพิ่ม รอยยิ้มและความงดงามบนท้องถนน/p pธรรมเนียมปฏิบัตินั้นก็คือ ธรรมเนียมการให้สัญญาณ “อะริงะโตะ” ซึ่งเป็นบทเรียนบทแรกที่ผมได้เรียนเมื่อได้ออกสู่ท้องถนนจริง และเป็นบทเรียนที่ผมรู้สึกว่ามันดีมาก ยอดมาก และอยากให้คนบนท้องถนนใช้เยอะๆ/p pตอนขับรถใหม่ๆ ผมเองก็ยังขับไม่ค่อยเร็ว การขับบนถนนเลนเดียวนั้น หลายครั้งก็ยังไม่ค่อยกล้าปล่อยความเร็วมากนัก ขับตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หรือบางครั้งอาจช้าไปนิด/p pสำหรับคนญี่ปุ่นคนได้ใบขับขี่ในปีแรก จะต้องติดป้ายสัญลักษณ์เขียวเหลืองไว้ท้ายรถและหน้ารถ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รถคันอื่นระวังเรา และเป็นสัญลักษณ์ให้คนขับรถรุ่นพี่ๆทุกคนคอยเป็นกำลังใจให้น้องใหม่ ไม่ตัดหน้าน้องใหม่ ทำใจกว้างๆ เมื่อเห็นน้องใหม่ขับรถยังไม่ได้ดั่งใจเรา ดังนั้นแม้มือใหม่จะขับช้าไปหน่อย รถคันหลังก็จะไม่เปิดไฟไล่ หรือ บีบแตรใส่/p pดังนั้นเมื่อเห็นรถตามหลังผมมา ผมจะชะลอเล็กน้อยเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อเป็นสัญญาณให้รถคันหลังแซงออกไป รถทุกคนที่แซงออกไปหลังจากแซงพ้นไปแล้ว ก็จะกดไฟฉุกเฉิน ให้กะพริบสองครั้ง ในความหมายว่า “อะริกะโตะ”/p pสำหรับคนมือใหม่แล้วรู้สึกอบอุ่น ที่ได้รับไม่ตรีจิตจากรุ่นพี่ร่วมถนน ตอนขับใหม่ๆ วันหนึ่งได้รับคำขอบคุณ หลายสิบครั้งbr /การใช้ไฟอะริกะโตะนี้ ถือเป็นวัฒนธรรมอันงดงามบนท้องถนนที่ผมรู้สึกประทับใจที่สุดตอนขับรถ และผมเองก็ติดนิสัยนี้ทำให้พยายามใช้ทุกครั้งเมื่อได้รับไมตรีจากผู้ร่วมท้องถนน/p pสาเหตุที่ใช้ไฟฉุกเฉินแทนคำว่าขอบคุณนั้น น่าจะเป็นเพราะว่า เป็นสัญลักษณ์ที่จะส่งถึงรถคันหลังได้ง่ายที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด/p pเพราะตอนเราจะเปลี่ยนเลน หากรถคันที่อยู่เลนข้างๆชะลอให้เรา เมื่อเราเข้าไปแล้วเราจะขอบคุณก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ดังนั้นการกดไฟฉุกเฉินให้กะพริบสองครั้งจึงเป็นช่องทางที่สะดวกที่ดีที่สุด ถ้าอยู่ตรงปากซอยและรถอีกคันจอดให้เราออก เราเห็นหน้ารถคันนั้นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะเปิดกระจกแล้วคำนับให้หรือไม่เปิดกระจกก็จะค้อมหัวให้แล้วค่อยเลี้ยว เลี้ยวเสร็จ หากรถคันนั้นต่อท้ายเราอยู่ เราก็กด “ไฟอะริกะโตะ”ให้อีกรอบ/p pหรือถ้ารถวิ่งสวนกันแล้วเขาหยุดให้เราเลี้ยวเข้าซอย บางคนก็จะใช้วิธีการตบแตรเบาๆ เพื่อเป็นการขอบคุณ ซึ่งการตบแตรเบาๆและการค้อมหัวให้ หรือการยกมือขวาขึ้นเพื่อขอบคุณมักจะทำเฉพาะในกรณีที่รถสวนกันและเราเห็นหน้าคนขับรถอีกฝ่าย/p pแต่ในกรณีการขับตามๆ กัน หรือในเวลากลางคืน การขอบคุณโดยวิธีการใช้ไฟฉุกเฉิน จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดและสะดวกสุด/p pหลังจากขับรถในญี่ปุ่น ซึมซาบวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ผมได้ไปขับที่เมืองไทย สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแตกต่างก็คือ บ้านเรารถมักจะติดฟิล์มดำ จนมองไม่ค่อยเห็นกันและกัน การก้มหัวขอบคุณก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ต้องเปิดกระจกขอบคุณอย่างเดียวbr /และหลายครั้งก็ต้องเปลี่ยนเลนซ้ายบ้างขวาบ้าง รถคันหลังที่ชะลอให้เรา เราก็อยากขอบคุณแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จะเปิดประตูออกไปแล้วขอบคุณก็กะไรอยู่ จึงคิดเล่นๆว่า หากบ้านเรา เอารถญี่ปุ่นเข้ามาใช้ เราน่าจะเอาวัฒนธรรมการขับรถแบบญี่ปุ่นมาใช้บ้างก็น่าจะดี/p pผมว่าคนไทยเราก็ไม่ได้เป็นคนแล้งน้ำใจหรอก มีคนที่ชะลอให้ เราเปลี่ยนเลนก็พอหาได้ เมื่อเราเปลี่ยนเลนได้แล้วเราก็อยากขอบคุณแต่ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ตอนที่ผมไปเมืองไทยก็เลยลองเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปใช้ดู แม้รู้ว่าคนไทยจะไม่เข้าใจ แต่คิดว่า หากมีการใช้กันเยอะๆ น่าจะมีคนใช้มากขึ้น/p pตอนกลับไปเมืองไทยผมก็เคยคิดอยากรณรงค์โดยคอนเซ็ปท์ที่ว่า นำรถญี่ปุ่นมาขับ แล้ว นำวัฒนธรรมการขับรถแบบญี่ปุ่นมาใช้บ้างก็น่าจะดี โดยสิ่งแรกที่อยากรณรงค์ก็คือ อยากให้ใช้ “ไฟขอบคุณ” หรือ”ไฟอะริงะโตะ” กันเยอะๆ หาก ท้องถนนบ้านเรามีการขอบคุณกันมากขึ้น รถอาจจะติดน้อยลง คนน่าจะมีความสุขมากขึ้น เพราะคนเราเมื่อทำอะไรไปแล้วได้รับคำขอบคุณเรามักแอบภูมิใจเล็กๆ/p pใครสนใจร่วมรณรงค์ก็ลองทำดูได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้นะครับ เห็นด้วยช่วยแชร์ก็ได้นะครับ/p pใครมาญี่ปุ่นก็อย่าลืมขอบคุณเมื่อคนญี่ปุ่นให้ทางเราด้วยนะครับ/p pnbsp;/p pปล.อย่างไรก็ตามการใช้สัญญาณอะริงะโตะ ก็ต้องดูจังหวะ ด้วยหากอยู่กลางสี่แยก หรือกำลังเลี้ยวก็อย่าเพิ่งกด เดี๋ยวจะทำให้เข้าใจสัญญาณ ผิด ให้รถตั้งลำเรียบร้อย ก่อนแล้วค่อยขอบคุณก็ได้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/elKSsahANCc" height="1" width="1"/

เหตุโกลาหลที่ 'เฟอร์กูสัน' การกีดกันนักข่าว และคำบอกเหล่าจากคนในพื้นที่

Wed, 20/08/2014 - 15:23
pสถานการณ์โกลาหลที่เมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ มีการจับกุมคนในเหตุการณ์อย่างน้อย 31 คน จำนวนหนึ่งเป็นนักข่าว มีคำบอกเล่าถึงต้นเหตุของการปะทะจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่ามีคนนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ โดยขณะที่สื่อหลักถูกกักตัว สื่อพลเมืองก็ทำหน้าที่แทน/p p!--break--!--break--/p pbr /19 ส.ค. 2557 หลังจากที่เหตุการณ์ประท้วงในเมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี สหรัฐฯ ลุกลามจนเกิดเป็นการจลาจล เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังป้องกันมาตุภูมิรัฐมิสซูรีได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนระหว่างวันจันทร์-วันอังคารที่ผ่านมา (18-19 ส.ค.)/p pสื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่ามีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหลังจากการประท้วงลุกลามจนเกิดความโกลาหล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ประท้วงได้อย่างน้อย 31 ราย ซึ่งสำนักข่าวคอมมอนดรีมส์รายงานว่ามีนักข่าวถูกจับกุมไปด้วยอย่างน้อย 4 ราย ในขณะที่พวกเขากำลังทำข่าวการชุมนุม/p pรายงานข่าวหลายแห่งระบุอีกว่ามีเสียงปืนดังขึ้นในขณะที่กำลังชุลมุนแต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิง มีผู้ชุมนุม 2 รายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้ปืนในช่วงสลายการชุมนุม โดย ร.ต.อ. รอน จอห์นสัน จากหน่วยลาดตระเวนทางหลวงของรัฐมิสซูรีได้แถลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดปืนพกได้ 2 กระบอกและระเบิดขวดอีก 1 ขวด/p pแม้ว่าการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่จอห์นสันก็ยืนยันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้วยความอดกลั้นเพื่อยับยั้ง "การก่ออาชญากรรมของผู้ละเมิดกฎหมายกลุ่มเล็กๆ" จอห์นสันเปิดเผยอีกว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ตำรวจถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนและมีการใช้ก้อนหินและขวดน้ำขว้างปาเข้าใส่ เขายังได้เรียกร้องให้ผู้ที่ชุมนุมอย่างสงบดำเนินการชุมนุมได้ในช่วงกลางวันและเลิกชุมนุมช่วงกลางคืนโดยอ้างว่าจะทำให้อาชญากรใช้เป็นที่กำบังในการก่อเหตุได้/p pอย่างไรก็ตามเดอะการ์เดียนระบุว่าในช่วงเช้าของวันจันทร์ยังคงมีการชุมนุมอย่างสงบ แม้จะมีกลุ่มวัยรุ่นขว้างปาขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนเฝ้าอยู่ แต่ก็มีอาสาสมัครในกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามตั้งแถวสกัดกั้นพวกเขาไม่ให้โจมตีตำรวจพร้อมทั้งขอร้องไม่ให้ตำรวจเข้ามาสลายการชุมนุม แต่ฝ่ายตำรวจได้ใช้ยุทธวิธีให้หน่วยจับกุมเข้าไปจับตัวผู้ชุมนุมบางคนออกมา ในขณะนั้นเองก็เริ่มเกิดเหตุการณ์มีอาคารบางส่วนถูกรื้อ ชิงทรัพย์ และถูกเผาแล้ว/p pเดอะการ์เดียนรายงานโดยอ้างอิงคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ว่าผู้ก่อเหตุจลาจลเป็นคนมาจากพื้นที่อื่น ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประท้วงก็ไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นใครและรู้สึกว่าพวกเขาใช้วิธีการที่รุนแรงเกินไป ผู้คนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากการก่อจลาจลยังได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้ที่ก่อความวุ่นวายไม่ใช่นักกิจกรรมแต่เป็นอันธพาลที่ฉวยโอกาสใช้เหตุการณ์ก่อความรุนแรง/p pอย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการใช้หน่วยกองกำลังป้องกันมาตุภูมิซึ่งไม่ได้มีการเรียกใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์จลาจลที่ลอสแอนเจลิสในปี 2535/p pการประท้วงที่เมืองเฟอร์กูสันล่าสุดมาจากความไม่พอใจที่ตำรวจรายหนึ่งใช้ปืนยิงคนผิวสีอายุ 17 ปี ที่ชื่อไมเคิล บราวน์ โดยที่เขาไม่มีอาวุธ รวมถึงเหตุการณ์ใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจในอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่นานมานี้/p pประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งยังไม่ได้แสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้โดยเรียกร้องให้มีการพิจารณาการติดอาวุธทหารให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่น โอบามาเตือนว่าการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ "ขัดต่อธรรมเนียม" ของสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงรากเหง้าของปัญหาว่าวัยรุ่นคนผิวสีในประเทศมีความรู้สึกแปลกแยกและถูกทำให้เป็นคนที่ดูน่ากลัว อย่างไรก็ตามโอบามาก็ได้วิจารณ์ผู้ประท้วงบางคนที่สร้างสถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายโดยเอาความตายของบราวน์เป็นเรื่องบังหน้า/p pยูจีน โรบินสัน เขียนบทความในวอชิงตันโพสต์ ระบุถึงรากเหง้าของปัญหาไว้คล้ายกับคำกล่าวของโอบามา แต่โรบินสันยังเขียนไว้อีกว่าเรื่องนี้ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของเชื้อชาติแต่อย่างเดียว เพราะคนผิวสีจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ สามารถขยับตัวขึ้นไปเป็นชนชั้นกลางได้ หรือในระดับผู้นำอย่างโอบามากับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมอิริค โฮลเดอร์ แต่ก็ยังมีคนผิวสีอีกจำนวนมากที่ยังมีความเป็นอยู่ยากจน และถูกปิดกั้นหนทางที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้/p pbr /strongเมื่อสื่อหลักถูกกักกัน สื่อประชาชนกลายเป็นผู้รายงานแทน/strong/p pหนึ่งในนักข่าวที่ถูกจับตัวไปคือสก็อต โอลซัน เป็นช่างภาพผู้ซึ่งถ่ายภาพผู้ชุมนุมที่กำลังยกมือยอมจำนนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ด้านเว็บเก็ตตีอิมเมจ ผู้ให้บริการขายภาพทางอินเทอร์เน็ต ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมสก็อต ซึ่งสมควรจะได้ทำหน้าที่สื่อรายงานเหตุการณ์สำคัญเช่นนี้/p pในอีกแง่หนึ่ง เว็บไซต์กิกะโอมระบุว่าเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนี้สื่อจากประชาชนก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกับเหตุการณ์การประท้วง 'อาหรับสปริง' ในอียิปต์ หรือการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในยูเครน สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากการจับกุมนักข่าวจากสื่อกระแสหลักอย่างนักข่าวจากวอชิงตันโพสต์และฮัฟฟิงตันโพสต์ซึ่งได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมาโดยไม่มีข้อหา/p pในสหรัฐฯ การกักกันตัวนักข่าวไม่ให้ทำหน้าที่ รวมถึงการกระทำอื่นๆ เช่นการถอดกล้องหรืออุปกรณ์นำเสนอข่าวอื่นๆ ถือเป็นการผิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น/p pแต่การกักกันนักข่าวก็ไม่สามารถหยุดยั้งการใช้สื่อโดยพลเมืองทั่วไปได้ พวกเขาอาศัยเครื่องมือรายงานข่าวแบบทันเหตุการณ์เช่นทวิตเตอร์ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะทำให้เกิดข่าวที่ได้มีการตรวจเช็คข้อเท็จจริงปนอยู่บ้าง ในอีกแง่หนึ่งสื่อของพลเมืองก็กลายเป็นผู้รายงานการจับกุมตัวนักข่าวจากสื่อหลักได้ด้วย เช่น ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งสามารถเก็บภาพและวิดีโอคลิปตำรวจถอดกล้องและอุปกรณ์ของสำนักข่าวอัลจาซีราเอาไว้ได้/p pเซย์เน็ป ตูเฟคสกี นักสังคมวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องพลังของการใช้โซเชียลมีเดียในการประท้วงในตุรกีไว้ว่า การที่ทำให้ข้อมูลกระจายออกไปได้ผ่านสื่ออย่างทวิตเตอร์ ทำให้คนภายนอกสามารถรู้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทางการประพฤติในทางที่ผิดหรือไม่/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pFerguson: outsiders spread unrest and unease in pursuit of eclectic aims, The Guardian, 19-08-2014br /a href="http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-outsiders-protesters-riots-peaceful-unrest"http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-outsiders-protesters-riots-peaceful-unrest/a/p pFerguson: 31 arrested as huge show of force fails to quell unrest, The Guardian, 19-08-2014br /a href="http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-police-national-guard-michael-brown-missouri-crisis"http://www.theguardian.com/world/2014/aug/19/ferguson-police-national-guard-michael-brown-missouri-crisis/a/p pIn Ferguson, a sense of being left behind, Washington Post, 18-08-2014br /a href="http://www.washingtonpost.com/opinions/eugene-robinson-in-ferguson-a-sense-of-african-americans-being-left-behind/2014/08/18/9ba06380-2714-11e4-958c-268a320a60ce_story.html"http://www.washingtonpost.com/opinions/eugene-robinson-in-ferguson-a-sense-of-african-americans-being-left-behind/2014/08/18/9ba06380-2714-11e4-958c-268a320a60ce_story.html/a/p pCrowd-powered journalism becomes crucial when traditional media is unwilling or unable, Gigaom, 14-08-2014br /a href="http://http://gigaom.com/2014/08/14/crowd-powered-journalism-becomes-crucial-when-traditional-media-is-unwilling-or-unable/"http://gigaom.com/2014/08/14/crowd-powered-journalism-becomes-crucial-when-traditional-media-is-unwilling-or-unable//a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9SrIZv5s3gg" height="1" width="1"/

ใครในเรือนจำ: การเพิ่มจำนวนอย่างเงียบเชียบของคดี 112 หลังรัฐประหาร

Wed, 20/08/2014 - 04:36
!--break--!--break-- pnbsp;/p pคดีความผิดในมาตรา 112 หรือที่เรียกกันติดปากว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกิดขึ้นและเป็นที่รับรู้ในสังคมอยู่พอสมควร นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเหลือง-แดง และการรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา โทษจำคุกที่หนักหน่วงและการไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีเป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง/p pในยุคหลังที่บทบาทของอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียขยายตัวก็มักมีการใช้มาตรานี้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ต้องสงสัยจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก/p pช่วงปี 2555-56 ก่อนหน้าจะมีการรัฐประหาร อัตราการผู้ต้องขังรายใหม่ในคดีนี้ในกรุงเทพฯ เริ่มมีแนวโน้มลดลง ขณะที่จำนวนมากได้รับพระราชทานอภัยโทษหลังถูกคุมขังมานาน 1-3 ปี ส่งผลให้ ณ วันก่อนการรัฐประการ ปรากฏผู้ต้องขังในเรือนจำเหลืออยู่ 6 ราย คือ a href="http://www.prachatai.org/category/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%A8-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82"สมยศ พฤกษาเกษมสุข/a, a href="http://www.prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2"เอกชัย/a, a href="http://www.prachatai.com/journal/2013/12/50379"เคนจิ/a, a href="http://www.prachatai.com/journal/2013/12/50379"ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล/a,nbsp; a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000177068"ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ หรือ เจ๊แดง โคราช/a, และ a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/83#detail"คธา/a (รายหลังถูกแจ้งข้อหาเพียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์)/p pอย่างไรก็ตาม ภายหลังการรัฐประหารรอบล่าสุด ผู้ต้องขังในคดี 112 ในเรือนจำเพิ่มขึ้นอีก 15 ราย รวมแล้วเป็น 21 ราย (นับเฉพาะเท่าที่มีข้อมูลเท่านั้น) ในจำนวนนี้เป็นหญิง 3 ราย เป็นนักศึกษา 3 ราย/p pในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะกรณีที่เกิดหลังรัฐประหารเท่านั้น ทั้งรายที่ถูกฝากขังหรือถูกพิพากษาให้คุมขังในเรือนจำ และขออนุญาตปกปิดนามสกุลเพื่อลดผลกระทบด้านสังคมที่อาจเกิดกับครอบครัวผู้ถูกกล่าวหา/p pรายละเอียดมีดังต่อไปนี้/p h3span style="color:#0000ff;"1.ภรณ์ทิพย์ หรือ กอล์ฟ nbsp;/span/h3 pวันที่ถูกจับ : 15 ส.ค.2557 nbsp;(ปัจจบุันฝากขัง)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม nbsp;/p pกอล์ฟ หรือที่หลายคนเรียกว่า กอล์ฟ เด็กปีศาจnbsp; อายุ 25 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก แม่ของเธอทำไร่มันสำปะหลัง/p pเธอถูกส่งตัวเข้าเรือนจำก่อนหน้าวันเกิดของเธอ 1 วัน เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวที่สนามบินหาดใหญ่ระหว่างกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ/p pรายงานข่าวแจ้งว่าหมายจับออกมาตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.2557 โดยไม่มีหมายเรียก ตำรวจตั้งข้อหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวพันกับละครเวทีเรื่อง เจ้าสาวหมาป่า ละครที่หลายคนมองว่าเป็นละครตลกเสียดสีสังคม การเมืองnbsp; จัดแสดงเมื่อวันที่nbsp; 6 ต.ค.2556 (เวอร์ชั่นสั้น) และ 13 ต.ค.2556 ในงานรำลึก 14 ตุลาฯ ที่หอประชุม มธ./p pก่อนหน้าที่หมายจับจะออก เพื่อนๆ ในกลุ่มประกายไฟถูกเรียกรายงานตัวโดยคำสั่ง คสช. หลายคน รายงานข่าวแจ้งว่าทุกคนถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับละครเรื่องนี้เนื่องจากนักแสดงบางส่วนนั้นมาจากกลุ่มประกายไฟการละคร/p pทั้งนี้กลุ่มประกายไฟการละครเป็นกลุ่มละครที่แยกออกมาต่างหากจากกลุ่มประกายไฟซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาการเมือง ประกายไฟการละครก่อตั้งในราวปี 2553 และปิดตัวในอีก 2 ปีถัดมาเนื่องจากปัญหาภายในของสมาชิกที่ต้องการศึกษาทฤษฎีการเมืองเพิ่มเติม จุดมุ่งหมายของกลุ่มประกายไฟการละครคือทำละครให้เข้าถึงชนชั้นรากหญ้าและใช้ละครเป็นสื่อทางวัฒนธรรมในการสื่อสารเรื่องสังคมการเมือง/p pอย่างไรก็ตาม กอล์ฟถือได้ว่าเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่ทำกิจกรรมทางสังคมมาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 เธอทำกิจกรรมเรื่อยมาจนแม้กระทั่งหลังจบการศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง/p pหลังการจับกุมที่สนามบินหาดใหญ่ กลางดึกคืนนั้นตำรวจได้ส่งตัวเธอมาควบคุมยังห้องขัง สน.ชนะสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ(แสดงละคร) ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่มาคอยให้กำลังใจหลายสิบคน เธอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา วันรุ่งขึ้นตำรวจได้ยื่นคำร้องขอฝากขังผลัดแรกต่อศาลอาญา ขณะที่เพื่อนฝูงของเธอนำเงิน 500,000 บาทขอประกันตัว ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน เธอถูกนำไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางจนปัจจุบัน/p h3span style="color:#0000ff;"2.ปติวัฒน์ หรือ แบงก์/span/h3 pวันถูกจับกุม : 14 ส.ค.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pปติวัฒน์ หรือ แบงก์ อายุ 23 ปี กำลังเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาเลือกเรียนเอกดุริยางคศิลป์และการแสดงพื้นบ้าน ทั้งที่คะแนนของเขาในการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนั้นสามารถเรียนคณะสาธารณสุขได้ สิ่งที่เขาสันทัดมากคือการแสดงหมอลำ จนกระทั่งเขาได้ฉายาว่า ‘บักหนวดเงินล้าน ปฏิภาณลือชา’ เขามีฝีไม้ลายมือระดับรับจ้างเจ้าภาพในจังหวัดต่างๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ผลงานของเขามีมากมายดังที่ปรากฏในยูทูปและได้รับรางวัลระดับชาติก็ไม่น้อย นอกจากนี้เขายังสนใจประเด็นสังคมการเมืองทำกิจกรรมชุมนุมซุ้มเกี่ยวดาวซึ่งสนใจประเด็นเชิงสังคม ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ( สนนอ.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในประเด็นการศึกษา สิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสังคมการเมือง/p pก่อนหน้าวันที่ถูกจับกุม 1 วัน เจ้าหน้าที่ทหารติดต่อขอพบเขาที่คณะเพื่อถ่ายรูปเป็นหลักฐาน วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ทหารติดต่อนัดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งโดยแจ้งว่าจะขอให้เซ็นต์ข้อตกลงว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อปติวัฒน์เดินทางไปพร้อมรองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม ก่อนพาไปที่ สภ.เมืองขอนแก่น แบงก์ให้การรับว่าเป็นผู้ร่วมแสดงจริง ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวเขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอฝากขังต่อศาลอาญา ทนายได้ยื่นประกันตัวด้วยเงินสด 300,000 บาทแต่ศาลไม่อนุญาต ปัจจุบันเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยยังมีความกังวลว่าอาจจะพ้นสภาพนักศึกษาเนื่องจากยังไม่ได้ลงทะเบียนในเทอมใหม่/p pเหตุแห่งการจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 และ 13 ต.ค. 2556 ผู้ต้องหาได้ร่วมแสดงละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่าเช่นเดียวกัน/p pทั้งนี้ ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า ‘เจ้าสาวหมาป่า’ กลายเป็นประเด็นใหญ่จากรณีที่วันที่ 30 ต.ค.2556nbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2013/10/49505"เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบันnbsp;/aมีการจัดประชุมสมาชิกเครือข่ายnbsp;โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน เพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่สมาชิกอยู่อาศัย/p h3span style="color:#0000ff;"3.อัครเดช หรือ เค/span/h3 pวันถูกจับกุม : 18 มิ.ย.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา :nbsp; มาตรา 112 และ มาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pอัครเดช อายุ 24 ปี เขาเป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ แต่ ‘ซิ่ว’ มาเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับพ่อของเขา/p pเขาถูกจับกุมตัวที่หอพักย่านหนองจอก สืบเนื่องจากต้นเดือนมีนาคม 2557 มีผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเขาที่ สน.สุทธิสาร จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊ก จำนวน 1 ข้อความ ซึ่งเขาระบุว่าเป็นการโพสต์ข้อความโต้ตอบเรื่องการเมืองกับคนในเฟซบุ๊ก ต่อมาหลังรัฐประหาร ในวันที่ 18 มิ.ย.2557 ตำรวจได้เข้าจับกุมเขาที่ห้องพักและยึดคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร พร้อมนำตัวเขามาควบคุมตัวที่ สน.2 วัน เขารับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อดังกล่าวจริง จากนั้นเขาถูกฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพฯ พ่อของเขานำเงิน 200,000 บาทยื่นขอประกันตัว แต่ศาลปฏิเสธ/p pทนายจำเลยยื่นประกันอีกรวมเป็น 4 ครั้งแต่ศาลสั่งยกคำร้อง จากนั้นทนายอุทธรณ์คำสั่งโดยให้เหตุผลการเปิดเทอมและโอกาสการเรียนในปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา แต่ศาลยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัว ปัจจุบันเขายังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ/p h3span style="color:#0000ff;"4. อภิชาติ nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 23 พ.ค.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง แต่ได้ประกัน)br /ข้อหา : ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก จากนั้นถูกแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม nbsp;/p pอภิชาติอายุ 25 ปี พื้นเพเป็นคนภาคใต้ กำลังจะสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และกำลังจะเข้าเรียนปริญญาโทอีกใบในคณะนิติศาสตร์ มธ.ขณะถูกจับกุมเขาเพิ่งทำงานที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ไม่กี่เดือน/p pหลังรัฐประหาร 1 วัน อภิชาติเป็นคนหนึ่งที่ออกมาร่วมประท้วงที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ และถูกทหารจับกุมตัวไปเนื่องจากชูป้ายแสดงข้อความว่า “ไม่เอาอำนาจเถื่อน” เขาถูกทหารควบคุมตัวพร้อมคนอื่นอีก รวม 4 คน หนึ่งในนั้นคือ ธนาพล อิ๋วสกุล บก.วารสารฟ้าเดียวกัน เจ้าหน้าที่นำตัวทั้งหมดไปที่กองพลทหารม้าที่ 2 รอ. (สนามเป้า) 1 คืน ก่อนจะนำตัวไปขังที่กองบังคับการปราบปราบ หลังครบกำหนด 7 วัน อภิชาติถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยอภิชาติให้การภาคเสธในชั้นตำรวจตามคำแนะนำของอาจารย์ท่านหนึ่ง เขาระบุด้วยว่าในทัศนะของเขาข้อความดังกล่าวไม่มีอะไรละเมิด เป็นแต่เพียงการตั้งคำถามและการแสดงความคิดเห็น และตำรวจน่าจะนำข้อความดังกล่าวมาจากคู่ขัดแย้งของเขาซึ่งเป็นคนดังในฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเคยนำข้อความเดียวกันนั้นเองมาข่มขู่กลั่นแกล้งเขาในโลกออนไลน์/p pอภิชาติอยู่ในเรือนจำนาน 26 วัน โดยทนายได้ยื่นขอประกันตัวรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลไม่อนุญาตประกันระบุว่าตำแหน่งของรองอธิการบดีที่ใช้ค้ำประกันนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ครั้งที่สองศาลไม่อนุญาตเพราะเป็นคดีร้ายแรง เกรงจะหลบหนี จนครั้งสุดท้ายทนายจำเลยใช้วิธีคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวน และนำพยานต่างๆ รวมถึงอาจารย์จากหลักสูตรบัณฑิตอาสาขึ้นให้การ ทำให้ศาลไม่อนุญาตฝากขังต่อ และสั่งปล่อยตัวเขาในวันที่ 24 มิ.ย.57/p h3span style="color:#0000ff;"5. สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หรือ หนูหริ่ง nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 5 มิ.ย.2557 (ปัจจบุันฝากขัง แต่ได้ประกัน)br /ข้อหา : ฝ่าฝืนไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2557 ต่อมาถูกแจ้งข้อหาตามมาตราnbsp; 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม nbsp;/p pสมบัติเป็น ‘แกนนอน’ ของคนเสื้อแดงมายานาน เป็นที่รู้จักในฐานะนักกิจกรรมแถวหน้าที่มักสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด เขาไม่ยอมรายงานตัวตามคำสั่งคสช. ทั้งยังออกเคมเปญ ‘catch me if you can’ ท้าทายผู้มีอำนาจ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวเขาได้ที่จังหวัดชลบุรีในเวลาต่อมา สมบัติพร้อมเพื่อนสนิทรวม 4 คนถูกควบคุมตัวโดยทหารโดยไม่ทราบสถานที่รวม 7 วัน ต่อมาคนใกล้ชิดของเขาถูกปล่อยตัวทั้งหมด ส่วนเขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาขัดคำสั่ง คสช. และปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความแตกแยก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เขาถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่ไม่กี่วัน ตำรวจจาก สภ.ร้อยเอ็ด ได้เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 กับเขาเพิ่มอีกหนึ่งข้อหา ต้นเรื่องผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษคือ a href="http://www.prachatai.com/journal/2011/12/38257"iPad/a หรือ วิพุธ สุขประเสริฐ มือหนึ่งในการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 กับผู้เห็นต่างทางการเมืองหลายราย ซึ่งในกรณีนี้เขาได้แจ้งความสมบัติไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557/p pสมบัติระบุว่าภาพที่ถูกนำไปฟ้องนั้นเป็นภาพตัดต่อล้อเลียนกลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ 1 ภาพที่แชร์มาจากที่อื่นอีกทีหนึ่ง โดยตัดรูปใบหน้าของคนประชาธิปัตย์ใส่แทนหน้าของคณะรัฐประหาร คมช. โดยมีสุเทพและภรรยาอยู่ด้านหลัง/p pต่อมาวันที่ 1 ก.ค. เขาถูกส่งตัวไปสอบปากคำที่ สภ.ร้อยเอ็ด ภรรยาของสมบัติได้ใช้เงินสด 300,000 บาทยื่นขอประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนและได้รับอนุญาตให้ประกันตัว แต่มีเงื่อนไข ห้ามยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ห้ามยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ละเมิดต่อกฎหมาย และห้ามออกนอกประเทศ/p h3span style="color:#0000ff;"6. สิรภพ หรือรุ่งศิลาnbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 25 พ.ค.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : ฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่nbsp; 41/2557 ต่อมาถูกแจ้งข้อหา มาตรา 112nbsp;nbsp; และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3)/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pรุ่งศิลา อายุ 51 มีชื่ออยู่ตามคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. แต่เขาไม่ต้องการเข้ารายงานตัวและเตรียมหาทางเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ระหว่างทางเขาถูกจับกุมตัวที่ จ.กาฬสินธุ์โดยกลุ่มทหารอาวุธครบมือ เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่ค่ายทหารใน จ.กาฬสินธุ์และอุดรธานีแห่งละ 1 วัน จากนั้นจึงนำตัวมายังค่ายทหารในกรุงเทพฯ คุมขังต่อจนครบ 7 วัน จากนั้นจึงถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช./p pวันที่ 2 ก.ค.รุ่งศิลาถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร และศาลอนุญาตให้ประกันตัว อย่างไรก็ตาม หลังจากเขาถูกนำตัวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อทำการปล่อยตัว ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มารออายัติตัวต่อเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ต่อ และทำให้เขาต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำต่อจนปัจจุบัน/p pรุ่งศิลา มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขาเป็นคนที่รักการอ่านและสนใจการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร จากปากคำของลูกสาวที่บอกว่าพ่ออ่านหนังสือเยอะมากและที่บ้านเต็มไปด้วยหนังสือหลากประเภท รุ่งศิลาเป็นที่รู้จักในโลกไซเบอร์เนื่องจากเป็นผู้แอคทีฟทางการเมืองตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตั้งแต่สมัยหลังรัฐประหารปี 2549 จากนั้นเขาสร้างบล็อกของตนเองเพื่อเผยแพร่บทกวีการเมือง บทความทางการเมืองรวมถึงบทความทางทหาร โดยรุ่งศิลาระบุว่าทั้งบทกวีและความรู้ทางการทหารนั้นเป็นสิ่งที่เขาสนใจศึกษาด้วยตนเอง นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าเขาไม่เคยไปร่วมการชุมนุมใดๆ เลยและเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่มีเครือข่าย อาศัยเพียงเผยแพร่สิ่งที่ตนเองคิดทางอินเทอร์เน็ต/p pรุ่งศิลามีลูกชายหญิง 3 คน เรียนมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย และเพิ่งจบการศึกษา ลูกทั้งสามคนอยู่บ้านที่จังหวัดสงขลาก่อนที่เขาจะโดนจับกุมและทหารได้เข้าตรวจค้นบ้าน จากนั้นคุมตัวทั้ง 3 คน พร้อมหลานวัยไม่ถึง 1 ขวบในช่วงบ่ายวันหนึ่งเพื่อนำตัวไปสอบข้อเท็จจริงที่ค่ายทหารในจังหวัดสงขลาจนกระทั่งราวเที่ยงคืน จึงปล่อยตัวทั้งสี่คนออกมา/p h3span style="color:#0000ff;"7. ทะเนชnbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : nbsp;2 ก.ค.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : มาตรา 112 และ มาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pทะเนชอายุ 45 ปี พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ มีอาชีพขายอาหารเสริมบำรุงพืชผลทางการเกษตรทางอินเตอร์เน็ต พี่สาวของเขาเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของครอบครัวลำบากมาก พี่สาวเป็นผู้ดูแลเขาเป็นหลัก เหตุที่ชื่อของเขาเขียนแปลกแทนที่จะเป็น ‘ธเนศ’ เช่นคนอื่นก็เพราะพี่สาวซึ่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นผู้สอนการสะกดชื่อให้เขา แต่สะกดผิด เขาเคยมาทำงานที่กรุงเทพฯ หลายปี แต่ต่อมาต้องกลับไปอยู่ใกล้กับพี่สาวที่เพชรบูรณ์เนื่องจากความป่วยไข้ด้วยโรคประจำตัวและอาการหลอน/p pเขาถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าควบคุมตัวที่บ้านพักในวันที่ 2 ก.ค.57 และถูกคุมตัวอยู่ในค่ายทหารจังหวัดเพชรบูรณ์จนครบ 7 วัน จากนั้นถูกนำตัวส่งให้กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) ในวันที่ 8 ก.ค. ขณะที่หมายจับลงวันที่ 7 ก.ค. จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนโดยกล่าวหาว่าเขาได้ส่งอีเมล์ข้อมูลที่เข้าข่ายหมิ่นให้กับผู้ต้องหาที่อาศัยอยู่ประเทศสเปนชื่อ nbsp;Emillio Estaban ผู้ใช้นามแฝงว่า stoplesemajeste เผยแพร่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาได้เข้าถึงอีเมล์ของ Estaban และพบการส่งอีเมล์ของทะเนชในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2553 nbsp;/p pต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขอฝากขังต่อศาล ญาติยังไม่มีเงินประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ/p h3span style="color:#0000ff;"8 เฉลียว nbsp;nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.วันที่ 3 มิ.ย.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : เข้ารายงานตัวกับคสช. จากนั้นโดนแจ้งข้อหามาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม nbsp;/p pเฉลียว อายุ 50 กว่าปี มีอาชีพเป็นช่างตัดกางเกง เขาเป็นหนึ่งในชาวบ้านธรรมดาที่มีรายชื่อปรากฏในคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 44/2557 ให้เข้ารายงานตัวในวันที่ 3 มิ.ย. เขาถูกคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร 7 วัน ระหว่างควบคุมตัวเขาถูกสอบสวนหลายครั้ง ครั้งละหลายชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ถูกเรียกรายงานตัวในคำสั่งฉบับเดียวกันนั้นถูกสอบ 1-2 ครั้ง และเขายังถูกนำ เข้าเครื่องจับเท็จหลายครั้งด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารบุกตรวจค้นบ้านซึ่งเป็นห้องแถวที่ทำเป็นร้านตัดเย็บผ้าย่านสะพานซังฮี้ ยึดคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร/p pทหารกล่าวหาว่าเขาอาจจะเป็น “ดีเจบรรพต” แต่เขายืนกรานปฏิเสธ/p pต่อมาวันที่ 9 มิ.ย.2557nbsp;หลังถูกควบคุมตัวในค่ายทหารครบ 7 วัน เฉลียวถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อตั้งข้อหามาตรา 112 จากการอัพโหลดคลิปเสียงของดีเจบรรพตไว้ใน 4Share ซึ่งเฉลียวให้การรับสารภาพ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนอนุญาตให้กลับบ้านได้ในคืนนั้น โดยนัดหมายให้ไปพบกันที่ศาลอาญาในวันรุ่งขึ้นเพื่อขอฝากขังและยื่นขอประกันตัว/p pวันรุ่งขึ้นเฉลียวและครอบครัวเดินทางไปที่ศาลอาญา ญาติยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์มูลค่า 800,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเผยแพร่ต่อข้อมูล เป็นความผิดร้ายแรง เฉลียวจึงถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพnbsp;/p pเฉลียวพื้นเพเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด เขาบวชเรียนอยู่นานปี และเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงวัยรุ่นโดยอาศัยอยู่กับพี่เขย พร้อมๆ กับฝึกวิชาชีพเย็บผ้าจากพี่เขย จากนั้นมาเขาก็ยึดอาชีพนี้หาเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด เขาเล่าว่า ร้านของเขาเป็นร้านเล็กๆ มีแรงงานไม่กี่คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน จะรับออเดอร์มาจากร้านใหญ่อีกที ตัดเฉพาะกางเกงของทหารและตำรวจ โดยครั้งหนึ่งในใบออเดอร์ซึ่งจะมีชื่อลูกค้าปรากฏอยู่ด้วยนั้น มีชื่อของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ด้วย/p pส่วนความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์นั้น ภรรยาของเขาเล่าว่า เฉลียวสนใจศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองโดยการซื้อหนังสือมาอ่าน หัดประกอบคอม หัดใช้งานอินเตอร์เน็ตในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่ได้ไปชุมนุมทางการเมืองแต่อย่างใดเนื่องจากเป็นคนเก็บตัวและมีภาระงานประจำ/p h3span style="color:#0000ff;"9. คฑาวุธ nbsp;nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : รายงานตัวตามคำสั่ง คสช. วันที่ 3 มิ.ย.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม nbsp;/p pเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ(ไอลอว์) ระบุว่า ในอดีตคฑาวุธเคยเป็นนายทหารพระธรรมนูญ และเคยเป็นทนายความ ในช่วงการเมืองเข้มข้นเขาเป็นดีเจจัดรายการทางอินเทอร์เน็ต ชื่อรายการว่า “คฑาวุธ นายแน่มาก” เป็นแนววิเคราะห์การเมือง ความยาวประมาณ 1 ชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และเผยแพร่ทางเว็บไซต์ที่จัดทำโดยทีมงานของเขาเอง แต่รายการนี้ก็มีผู้ดาวน์โหลดและนำมาเผยแพร่ต่อในยูทูปจำนวนมากnbsp;/p pเขามีรายชื่ออยู่ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 44/2547 จากนั้นเขาเข้ารายงานตัวตามประกาศในวันที่ 3 มิ.ย.2557/p pวันที่ 9 มิ.ย.2557nbsp;หลังถูกควบคุมตัวครบ 7 วัน nbsp;คฑาวุธถูกนำมาควบคุมตัวต่อที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เพื่อให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา/p pวันที่ 10 มิ.ย.2557nbsp;คฑาวุธถูกนำตัวไปที่ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อพบพนักงานสอบสวน ในบ่ายวันเดียวกันคฑาวุธถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา โดยมีเพื่อนและทีมงานช่วยกันระดมเงินจำนวน 200,000 บาทเพื่อยื่นขอประกันตัว และพนักงานสอบสวนไม่คัดค้านการประกันตัว แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากข้อหาที่ถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง การกระทำกระทบต่อจิตใจประชาชนจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งเป็นการดำเนินการผ่านเว็บไซต์โดยมีกลุ่มดำเนินการอยู่ที่ สปป.ลาว ซึ่งผู้ต้องหามีธุรกิจก่อสร้างอยู่ ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจหลบหนีออกนอกประเทศ ยากแก่การติดตามตัว เขาจึงถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อยู่จนปัจจุบัน แม้ญาติจะยื่นประกันอีก 2nbsp; ครั้งแต่ศาลก็ยังคงปฏิเสธการให้ประกันตัว/p h3span style="color:#0000ff;"10. ยุทธศักดิ์ nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 2 มิ.ย.2557 nbsp;(ปัจจุบันพิพากษาแล้ว)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพโดยไอลอว์ ระบุว่า ยุทธศักดิ์มีอาชีพขับแท็กซี่ เมื่อราวเดือนมกราคม 2557 ระหว่างขับรถแท็กซี่เขาได้พูดเรื่องการเมืองกับผู้โดยสารคนหนึ่ง ปรากฎว่าความเห็นทางการเมืองของทั้งสองไม่ตรงกัน และผู้โดยสารเห็นว่าคำพูดของผู้ต้องหาเข้าข่ายหมิ่นฯ ผู้โดยสารจึงใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกเสียงการสนทนาและนำไฟล์บันทึกเสียงไปแจ้งความกับตำรวจ/p p2 มิ.ย.2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังไปบริเวณอู่เช่ารถแท็กซี่ย่านห้วยขวางและทำการจับกุมตามหมายจับจากนั้นนำตัวไปฝากขังที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไทเพื่อทำการสอบสวน วันรุ่งขึ้นผู้ต้องหาประสานให้ญาติมาเยี่ยมเพื่อนนำยาฉีดอินซูลินมาให้เพราะเขาป่วยเป็นโรคเบาหวานnbsp;วันถัดมาเจ้าหน้าที่นำตัวเขาไปฝากขังยังศาลอาญารัชดา ญาติใช้เงินสดยื่นขอประกันตัว 200,000 บาท แต่ศาลไม่อนุญาต/p pเขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนกระทั่งวันที่ nbsp;8 ส.ค.57 ซึ่งเป็นวันนัดสอบคำให้การ ผู้ต้องหาเดินทางไปที่ศาลโดยไม่มีใครทราบ ไม่มีทนายอยู่ร่วมกระบวนการ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน/p h3span style="color:#0000ff;"11.ทอม ดันดี nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 9 ก.ค.2557 nbsp;(ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : ไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.และมาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pก่อนจะถูกจับกุมในคดี 112 ทอม ดันดี เคยถูกจับกุมตัวมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยข้อหาไม่รายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2557 ทั้งที่ภรรยาของเขาได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่แล้วว่าทอมจะเข้ารายงานตัวในช่วงเย็น แต่ระหว่างที่เขากลับจากการส่งหน่อไม้ทหารก็ได้จับกุมตัวเขาและนำไปไว้ที่ค่ายทหาร 4 วัน จากนั้นเขาถูกนำตัวมาที่กองปราบฯ ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่กี่วันก่อนได้รับการประกันตัว เขากลับไปทำสวนไผ่และสวนมะนาวที่บ้านจังหวัดเพชรบุรีเช่นเดิม/p pต่อมาวันที่ 9 ก.ค.ที่บ้านจังหวัดเพชรบุรี กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (บก.ปอท.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร รวมประมาณ 20 นายทั้งในและนอกเครื่องแบบ บุกจับกุมตัวทอมที่บ้านพัก โดยแจ้งข้อกล่าวหาตาม มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์br /br /วันรุ่งขึ้นเขาถูกนำตัวไปฝากขังยังศาลทหาร ทนายแจ้งว่าทอมถูกแจ้งข้อหาจากกรณีการปราศรัยของเขาในเวทีเล็กๆ ที่เกิดขึ้นช่วงเดือน พ.ย. 56 ก่อนที่จะประกาศกฎอัยการศึก ต่อมาได้มีผู้นำคลิปการปราศรัยไปเผยแพร่ลงเว็บไซต์ยูทูปในเดือน มิ.ย. 57 (หลังรัฐประหาร) ทีมทนายเห็นว่าศาลทหารไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะการโพสต์คลิปปราศรัยลงเว็บไซต์ยูทูปไม่ได้เป็นการกระทำของนายทอม เนื่องจากนายทอมไม่มีทักษะในการใช้งานคอมพิวเตอร์ จึงมองว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งของบุคคลเพื่อนำตัวขึ้นศาลทหาร อย่างไรก็ตาม ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัวและทอมถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนปัจจุบัน/p h3span style="color:#0000ff;"12.หนุ่มอุบล nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 16 มี.ค.55 nbsp;(ปัจจุบันพิพากษาแล้ว)br /ข้อหา : มาตรา 112nbsp; มาตรา 14(3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pคดีนี้จำเลยไม่เปิดเผยชื่อ อายุ 27 ปี เป็นนักดนตรี เขาถูกพิพากษาให้จำคุก 13 ปี 24 เดือน (ทนายแจ้งว่าได้ยินศาลอ่านคำพิพากษาว่า 22 เดือนแต่ที่ถูกต้องคือ 24 เดือน) นี่คือโทษที่ลดแล้วกึ่งหนึ่ง จากโทษทั้งหมด 30 ปี/p pคดีของเขาเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบในจังหวัดอุบลราชธานี จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นฯ 9 ข้อความในเฟซบุ๊กในระหว่างปี 2554-2555 หลังจากตำรวจบุกจับกุมตัวเขาที่บ้านในวันที่ 16 มี.ค.2555 เขาก็ได้รับการประกันตัวมาโดยตลอดในชั้นสอบสวน โดยญาติใช้หลักทรัพย์มูลค่า 500,000 บาท จนกระทั่งถึงวันครบกำหนดฝากขังก็ไม่มีการส่งฟ้องศาลจึงมีคำสั่งปล่อยตัว/p pอย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลและคดีเสรีภาพฯ ระบุว่า จากคำบอกเล่าของมารดา ระบุว่า ในระหว่างที่เขาได้รับการประกันตัวจากการฝากขัง ตำรวจมีจดหมายและโทรศัพท์มาเรียกให้จำเลยไปพบและถูกส่งตัวไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการทางจิต และก่อนพิพากษาก็มีการไต่สวนแพทย์ผู้รักษาซึ่งแพทย์ระบุว่าจำเลยมีอาการทางจิต อาการไม่รุนแรงแต่หากไม่รักษาต่อเนื่องอาการอาจรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามแพทย์มีความเห็นว่าจำเลยยังสามารถต่อสู้คดีได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าในระหว่างกระทำความผิดเมื่อสองปีก่อนจำเลยมีอาการทางจิตหรือไม่/p pหลังการรัฐประหาร ปรากฏชื่อของเขาในคำสั่งเรียกรายงานตัวด้วย เขาเข้ารายงานตัวในวันที่ 13 มิ.ย. 2557 และถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเวลาสามคืน หลังการควบคุมตัว วันที่ 16 มิ.ย.อัยการสั่งฟ้องคดีนี้ทันที เขาถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานีเรื่อยมาจนกระทั่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2557 นับเป็นคดีที่มีโทษหนักที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา/p h3span style="color:#0000ff;"13. จ่าประสิทธิ์ nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 29 พ.ค.57 nbsp;(ปัจจุบันอยู่ในชั้นพิจารณาคดี)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pจ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ เป็นอดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ นปช. จังหวัดสมุทรสาคร/p pเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพฯ ระบุว่า วันที่ 7 พ.ค.57 จ่าประสิทธิ์ขึ้นปราศรัยที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว และ กอ.รมน. ได้แจ้งความข้อหา 112 ไว้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.57/p pภายหลังการรัฐประหารได้มีคำสั่งเรียกให้จ่าประสิทธิ์เข้ารายงานตัว และจ่าประสิทธิ์ได้เข้ารายงานตัวต่อทหารในวันที่ 24 พ.ค.จนกระทั่งวันที่ 29 พ.ค. ทหารได้คุมตัวจ่าประสิทธิ์มาที่ สน.โชคชัย เพื่อส่งตัวผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 912/2557 ลงวันที่ 26 พ.ค. 2557 ในข้อหาตามมาตรา 112/p pบ่ายวันที่ 29 พ.ค.2557 จ่าประสิทธิ์ถูกนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ภายหลังนางนิภาพร เมืองมูล ภรรยาของจ่าประสิทธิ์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์เงินสดหกแสนบาท แต่ศาลไม่อนุญาต จ่าประสิทธิ์จึงถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ปัจจุบันคดีครบฝากขัง ศาลนัดพร้อม สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐานไปเมื่อเร็วๆ นี้/p h3span style="color:#0000ff;"14. ชายไม่ทราบชื่อ nbsp;/span/h3 pวันถูกจับกุม : 25 พ.ค.2557 ถูกทหารบุกจับกุมที่บ้านพักnbsp; (ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา : มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม : -/p h3span style="color:#0000ff;"15. สมัคร/span/h3 pวันถูกจับกุม :nbsp; 9 ก.ค.2557 (ปัจจุบันฝากขัง)br /ข้อหา :nbsp;nbsp; มาตรา 112/p pข้อมูลเพิ่มเติม/p pเว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานข่าวว่า ตำรวจเมืองเทิงพร้อมผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุกลางดึกที่ผ่านมา (8 ก.ค.) หลังรับแจ้งมีเหตุคนทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ ปากทางเข้าหมู่บ้านป่าสัก หมู่ 10 ต.ปล้อง เมื่อไปถึงพบสภาพของพระบรมฉายาลักษณ์ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดสร้างไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ถูกดึงลงมาจนกองอยู่กับพื้น เหลือแต่โครงว่างเปล่า พบชาย 1 คน ทราบชื่อต่อมานายสมัคร อายุ 49 ปี คนในหมู่บ้านดังกล่าว สอบถามให้การว่า เป็นคนกระทำการดังกล่าวจริง/p pเขามีอาชีพทำนาnbsp; เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ปัจจุบันถูกขังผลัดที่สี่ อยู่ที่เรือนจำจังหวัดเชียงรายbr /nbsp;/p pnbsp;/p pbr /span style="color:#ff8c00;"หมายเหตุ : มีการเพิ่มเติมกรณีที่ 15 เนื่องจากตกหล่น (10.00 น. 20 ส.ค.57)/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jdwaZidMMsk" height="1" width="1"/

งานรำลึก "วันวีรชน" ปีที่ 64 ที่รัฐกะเหรี่ยง ริมฝั่งสาละวิน

Wed, 20/08/2014 - 03:24
pภาพจากงานรำลึกวีรชน "ซอว์ บาอูจี" และผู้เสียชีวิตในช่วงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพชาวกะเหรี่ยง ที่รัฐกะเหรี่ยง ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ขณะที่กองพลน้อยที่ 7 KNLA จัดงานรำลึกที่ริมฝั่งแม่น้ำเมยเช่นกัน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3862/14786380019_97b5e0cb90_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5573/14786480508_b6a3d77ccb_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3916/14969978681_e621b349f4_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongพิธีรำลึก "วันวีรชน" ปีที่ 64 ที่ฐาน KNDO ริมแม่น้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2557 (ที่มา: นักข่าวพลเมืองเอื้อเฟื้อภาพ)/strong/span/p pเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดงานรำลึก "วันวีรชน" (Martyrs Day) ที่กองบัญชาการขององค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้มีประชาชนชาวกะเหรี่ยงเข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้ง พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นผู้นำทางการทหารคนสำคัญของฝ่ายกะเหรี่ยง/p pสำหรับงานวันวีรชนจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้นำกะเหรี่ยงที่ชื่อซอว์ บาอูจี ผู้ก่อตั้งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งถูกลอบสังหารในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2493 โดยชาวกะเหรี่ยงถือเอาวันดังกล่าวเป็นการรำลึกถึงทหารและประชาชนกะเหรี่ยงที่เสียชีวิตในช่วงสงครามกลางเมืองต่อต้านรัฐบาลพม่าซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492/p pนอกจากนี้ตามรายงานของ a href="http://karennews.org/2014/08/karen-people-honour-its-martys.html/"สำนักข่าวกะเหรี่ยง/anbsp;ยังมีการจัดงาน "วันวีรชน" ที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 ฝั่งแม่น้ำเมย ซึ่งอยู่ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดย พล.อ.ซอว์ จอห์นนี ผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA รวมทั้ง ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซอว์ มูตู เซพอ ได้เข้าร่วมพิธีด้วย/p pทั้งนี้ พล.อ.ซอว์ จอห์นนี กล่าวว่า "เจตจำนงของวีรชนทุกนามผู้เสียสละชีวิตเพื่อการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงยังไม่บรรลุผล พวกเราประชาชนชาวกะเหรี่ยงมีหน้าทีต้องแบกรับภารกิจนี้ไว้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย"/p pสำหรับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 ล่าสุดภายหลังประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เข้ามาบริหารประเทศในปี พ.ศ. 2554 ภายหลังจัดการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ได้ประกาศเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 255 คณะกรรมการเจรจาสันติภาพของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้เจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า มีการวางกรอบข้อตกลงเจรจาสันติภาพร่วมกัน 13 ข้อ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้การเจรจายังไม่บรรลุผล รวมทั้งยังไม่มีทางออกเรื่องรูปแบบการปกครองตนเองของชาวกะเหรี่ยง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3djjz571-GA" height="1" width="1"/

จดหมายเหตุและบันทึกสมัยรัฐพี่เบิ้ม: บทเรียนจากบราซิล กัวเตมาลา อินโดนีเซีย

Wed, 20/08/2014 - 01:02
pเวทีเสวนาที่ มช. "ประวัติศาสตร์และความยุติธรรม: หอจดหมายเหตุ ศาล คุก และหลักฐานของความรุนแรง” โดยไทเรล ฮาเบอร์คอร์นnbsp;เล่าเรื่องเอกสารและบันทึกสมัยรัฐบาลสมัยเผด็จการที่กระทำต่อพลเรือน กรณีศึกษาบราซิล กัวเตมาลา อินโดนีเซีย รวมทั้งประเด็นเรื่องการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การใช้ความรุนแรงในไทยนับแต่ปี 2475/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5590/14785106500_8008eb096c_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p17 ส.ค.57 - ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์อาเซียนศึกษา ร่วมกับ หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดสัมมนากฎหมายและสังคมในหัวข้อเรื่อง “ประวัติศาสตร์และความยุติธรรม: หอจดหมายเหตุ ศาล คุก และหลักฐานของความรุนแรง” มีวิทยากรคือไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ภาควิชาการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และดำเนินรายการโดย นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/p pnbsp;/p pstrongรัฐเผด็จการเก็บข้อมูลหลักฐานการทารุณอย่างไร?/strong/p pไทเรลกล่าวถึงคำถามเริ่มต้นในการศึกษาชิ้นนี้ ซึ่งมาจากที่เคยทำงานวิจัยประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ รัฐเผด็จการต่างๆ ได้บันทึกข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับการกระทำอันทารุณ เช่น การกักขังโดยมิชอบ การซ้อมทรมาน การบังคับอุ้มหาย การสังหาร, รัฐเก็บเอกสารบันทึกเหล่านี้ที่ไหนและอย่างไร, นักสิทธิและนักเคลื่อนไหวได้เก็บบันทึกอะไรไว้ และแตกต่างจากเอกสารของรัฐอย่างไร, หลังกระบวนการเปลี่ยนผ่านมีอะไรที่เกิดขึ้นกับเอกสารบันทึกเหล่านี้, ความหมายและประโยชน์ของเอกสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือในกรณีที่ไม่มีกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ยังมีรัฐเผด็จการอยู่ หรือมีกลิ่นของมรดกเผด็จการอยู่ การบันทึกเหล่านี้ได้ถูกดึงออกมาใช้ในการต่อต้านได้อย่างไรบ้าง/p pสาเหตุที่สนใจความรุนแรงของรัฐเผด็จการ คือจากมุมมองของนักสิทธิมนุษยชน ความรู้และการเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการกระทำอันทารุณของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นส่วนสำคัญของการต่อต้านการยกเว้นการรับผิดของเจ้าหน้าที่เอง โดยสหประชาชาติเคยระบุว่ามีสามหลักที่สำคัญ คือสิทธิที่จะรู้ สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรม สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาและไม่เกิดความรุนแรงซ้ำอีก/p pอันที่สอง คือสนใจศึกษาว่าถ้าอยากศึกษารัฐเผด็จการและการกระทำอันทารุณจะมีหลักฐานอะไรบ้าง โดยปกติรัฐเผด็จการจะบันทึกอะไรเยอะ พบว่ารัฐเก็บข้อมูลของทุกคนที่ถูกสงสัย ประชาชนถูกมองด้วยความสงสัย แต่ช่วงยุคเปลี่ยนผ่านในหลายกรณีๆ ประชาชนก็ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ โดยเอกสารไม่ถูกทำลาย แต่ควรกล่าวด้วยว่ารัฐที่มองตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ก็กระทำสิ่งที่โหดร้ายได้เหมือนกัน/p pในแง่หนึ่ง ไม่แปลกที่รัฐเผด็จการจะเก็บข้อมูลที่เรามองว่าผิดกฎหมายหรือละเมิดต่อความเป็นมนุษย์ โดยรัฐเองก็คงมองในอีกมุมหนึ่ง ที่มองว่ากระทำนั้นทำเพื่อชาติหรือปกป้องความมั่นคง แต่ตนไม่ค่อยสนใจสาเหตุของรัฐที่บันทึก แต่สนใจว่ารัฐเก็บอะไรไว้ แล้วนักสิทธิและนักประวัติศาสตร์นำไปใช้อย่างไรมากกว่า โดยจะใช้กรณีตัวอย่างจากสามประเทศ ได้แก่ บราซิล กัวเตมาลา และอินโดนีเซีย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่เคยมีรัฐเผด็จการอยู่ แต่ได้มีกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยไปแล้ว หรือกำลังมีการเปลี่ยนผ่านในปัจจุบัน/p pไทเรลกล่าวว่าสิ่งที่ช่วยตอบคำถามของตนมาจากบทความของออเดรอ ลอร์ด (Audre Lorde) ที่เขียนว่า “เครื่องมือของเจ้านายไม่เคยได้ทำให้บ้านเขาล้ม” (The master’s tools will never dismantle the master’s house) โดยตนมองว่าบางครั้งเครื่องมือของเจ้านายเองต่างหากที่ทำให้บ้านเขาล้มลง ซึ่งกรณีของบราซิลและกัวเตมาลาจะชี้ให้เห็นเรื่องนี้/p pnbsp;/p pstrongบราซิล: จากเอกสารศาลทหารสู่รายงานการกระทำอันทารุณของรัฐ/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5583/14968703471_4eb37bd3e6_c.jpg" style="width: 560px; height: 792px;" //p pไทเรลได้เล่าถึงกรณีบราซิลว่าคณะทหารได้รัฐประหารเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2507 และผลักดันให้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งต้องออกจากตำแหน่ง เผด็จการทหารนี้อยู่ในอำนาจกว่า 20 ปี ถึงเดือนมีนาคม 2528 ในระหว่างนั้นมีการปราบปรามนักเคลื่อนไหว นักศึกษา แรงงาน ผู้ถูกมองเป็นฝ่ายซ้าย โดยความหมายของ “ความเป็นซ้าย” ในสายตาของรัฐช่วงนั้นกว้างขวางมาก คนที่วิจารณ์การกระทำใดๆ ของรัฐก็สามารถถูกมองว่าเป็น “ภัย” ต่อรัฐ/p pในช่วงนั้นนักสิทธิมนุษยชนกว่า 400 คน ถูกบังคับสูญหาย หลายพันคนถูกจับกุมและซ้อมทรมาน หลายคนต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมในศาลทหาร โดยมีตั้งข้อหาแปลกๆ และใช้หลักฐานแปลกๆ กับพลเรือน เช่น มีคนถูกตั้งข้อหากบฏ โดยอัยการใช้หลักฐานหลักที่ว่าเขาใช้ชีวิตในสหภาพโซเวียตนาน 9 ปี และหลายคนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารก็ถูกซ้อมทรมาน/p pในปี 2522 ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง รัฐเผด็จการบอกว่าจะเริ่มกลับสู่ประชาธิปไตย และจะออกพรบ.นิรโทษกรรม ในช่วงนั้นมีกลุ่มนักเคลื่อนไหว กลุ่มศาสนา กลุ่มทนาย และนักศึกษา ร่วมกันคิดว่าอยากจะใช้เอกสารของศาลทหาร เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลรายละเอียดการกระทำของรัฐเผด็จการ จนเกิดเป็นโครงการ “Brazil: Nunca Mais”/p pมีการใช้วิธีให้ทนายไปยืมสำนวนคดี และนำมาให้คนที่ถ่ายเอกสาร จากหนังสือความทรงจำของคนที่ร่วมในกิจกรรม หลายคนบอกว่าตอนที่ถ่ายเอกสารหลายคนไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะไร เข้าใจว่าถ่ายเพื่อให้ทนายไปทำงานของเขา หลายคนเห็นว่าจะปลอดภัยกว่าถ้าไม่บอกรายละเอียดต่อกัน ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ่ายเอกสารประมาณ 1 ล้านหน้า มีคดี 700 กว่าคดี โดยมีการทำเป็นไมโครฟิล์มและส่งออกไปรวบรวมไว้นอกประเทศ/p pหลังจากนั้นมีนักวิจัยพยายามศึกษาเอกสารชุดนี้ ใช้เวลาประมาณ 5 ปี เขียนรายงานกว่า 7 พันหน้า เกี่ยวกับการกระทำของรัฐเผด็จการ โดยรายงานนี้มีสี่ส่วน ตั้งแต่อธิบายโครงสร้างของรัฐเผด็จการ อธิบายวิธีการทำโครงการและวิจัย มีการเปรียบเทียบกฎหมายฉบับต่างๆ และกระบวนการในศาลทหาร โดยส่วนสุดท้ายเป็นส่วนสำคัญที่สุด หนากว่า 2,700 หน้า เป็นส่วนที่บันทึกรายละเอียดการกระทำอันทารุณของเจ้าหน้าที่รัฐ/p pส่วนเหตุที่มีข้อมูลแบบนี้ในเอกสารของศาลทหารเพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมองว่าตนไม่มีทางชนะ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือพูดถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แม้ไม่ได้ออกจากศาลทหาร แต่อย่างน้อยเขาคิดว่าได้พูดความจริงที่เกิดกับชีวิต รายงานในส่วนนี้จึงได้ให้รายละเอียดของการซ้อมทรมาน ชื่อของผู้ซ้อมทรมาน สถานที่ซ้อมทรมาน ชื่อของนักโทษการเมืองที่ถูกสังหาร ชื่อของที่ผู้ถูกบังคับสูญหาย/p pหลังจากนั้น ได้มีนักเคลื่อนไหว-นักหนังสือพิมพ์ ได้เขียนสรุปสั้นๆ ประมาณ 4 ร้อยหน้า เป็นหนังสือเล่มออกมาในปี 2528 หลังการสิ้นสุดของรัฐเผด็จการทหาร และกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในปีแรกที่ออกพิมพ์ หมายความว่าประชาชนบราซิลล้วนอยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศของเขาในรอบ 20 ปีนั้น/p pส่วนเอกสารไมโครฟิล์มได้ถูกนำไปอยู่ในห้องสมุดหลายแห่ง มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านหน้า โครงการนี้ตอบสนองต่อสิทธิที่จะรู้ (Right to know) ได้ดีมาก จนในปี 2556 ได้มีการจัดทำหอจดหมายเหตุดิจิทอล ซึ่งเปิดให้เข้าถึงได้อย่างเสรี และสามารถค้นหาได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในบราซิล ในช่วงปี 2554 จนถึงช่วงสิ้นปี 2556 ได้เริ่มมีการดำเนินคดีอุ้มหายเป็นคดีแรก เอกสารชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อัยการกำลังใช้ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารเขา กล่าวได้ว่าบราซิลกำลังใช้เอกสารของรัฐบาลเผด็จการทหารเอง ในการดำเนินการกับผู้กระทำในช่วงนั้นเอง/p pnbsp;/p pstrongกัวเตมาลา: สมุดบันทึกการสังหารและเอกสารตำรวจแห่งชาติ/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3890/14971447632_793095b0d1_c.jpg" style="width: 560px; height: 792px;" //p pไทเรลกล่าวถึงกรณีกัวเตมาลา ซึ่งมีสงครามกลางเมืองกว่า 36 ปีในช่วงระหว่างปี 2503-2539 เป็นสงครามระหว่างรัฐเผด็จการ ผู้มีอำนาจอิทธิพล กับกลุ่มต่างๆ ที่รัฐมองว่าเป็นภัย ทั้งชนพื้นเมืองหลายๆ กลุ่ม พรรคการเมืองก้าวหน้า และกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยหลายกลุ่ม มีการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง กว่า 4-5 หมื่นคนถูกบังคับให้สูญหาย มีอีกจำนวนมากถูกจับกุมและซ้อมทรมานnbsp;/p pหลังสงครามกลางเมือง มีสนธิสัญญาระหว่างกองทัพและตัวแทนของประชาชน ส่วนหนึ่งระบุว่ากองทัพต้องให้มีกรรมาธิการหาความชัดเจนของประวัติศาสตร์ โดยให้มีการเปิดเผยเอกสารของกองทัพ แต่ในความจริงกองทัพก็ไม่ค่อยยอม โดยให้เข้าถึงเอกสารแค่ไม่กี่ชิ้น แต่ก็มีทั้งเอกสารที่รั่วออกมา และเอกสารที่ถูกเจอโดยบังเอิญnbsp;/p pเอกสารที่รั่วออกมา ได้แก่ สมุดบันทึกการสังหาร (El Diario Militar) ยาว 43 หน้า โดยนักเคลื่อนไหวได้รับเอกสารนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ในสมุดนี้มีชื่อของประชาชน 183 คนที่ถูกสังหารโดยทหาร ระหว่างปี 2526-28 โดยให้รายละเอียดการสังหารแต่ละคน และเอกสารนี้ทำให้ญาติและเพื่อนของคนที่อุ้มหายไปและไม่เคยได้เจออีก ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง คำถามคือทำไมเจ้าหน้าที่ที่จับกุมและสังหารประชาชนถึงบันทึกเหตุการณ์รายละเอียดเหล่านี้ เป็นคำถามที่น่าสนใจทั้งในทางวิชาการและความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัด/p pยังมีเอกสารอีกชุดหนึ่งที่ถูกพบโดยบังเอิญ คือเอกสารในอาคารตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจเป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนในการใช้ความรุนแรงแต่ประชาชน และถูกยุบไปหลังสงครามกลางเมือง จนในปี 2548 ได้มีการระเบิดในตึกเก่าของตำรวจแห่งชาติ แล้วมีการติดต่อร้องเรียนกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ไปตรวจสอบอาคารนี้ จนได้พบเอกสารของตำรวจจำนวนกว่า 80 ล้านหน้า ที่มาจากการทำงานของตำรวจแห่งชาติกว่า 100 ปี ซึ่งมีทั้งเอกสารฝ่ายซ้ายที่ตำรวจเก็บไว้ โทรเลข บันทึกประจำวัน ข้อมูลส่วนตัวของบุคคล แผนการต่อต้าน “ผู้ปลุกระดม” หรือบันทึกการสอบสวนต่างๆ/p pหลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเป็นหอจดหมายเหตุตำรวจแห่งชาติกัวเตมาลา โดยในปี 2550 ได้มีโครงการทำเป็นหอจดหมายเหตุดิจิทอล เอกสารกว่า 15 ล้านหน้าได้ถูกทำเป็นไฟล์ดิจิทอล ทำให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย/p pเอกสารชุดนี้ยังถูกใช้ในกระบวนการยุติธรรม ในปี 2555 ได้ถูกใช้ในดำเนินคดีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดิม ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการอุ้มหายนักศึกษานักกิจกรรมรายหนึ่งตั้งแต่ในปี 2524 โดยลูกสาวของนักกิจกรรมรายนี้ที่เป็นทนาย ได้กล่าวถึงเอกสารชุดนี้ว่าแสดงให้เห็นว่าพ่อของเธอถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ไหน และใครมีส่วนในการจับตอนนั้น โดยถึงปัจจุบันนี้คดียังดำเนินอยู่/p pกรณีกัวเตมาลาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เครื่องมือของเจ้านายเองทำให้บ้านเขาล้ม แต่อาจต้องใช้เวลานาน แม้ผู้กระทำผิดอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในแง่หนึ่ง ความรู้ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยสองกรณีในละตินอเมริกานี้เป็นรัฐที่มีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐเผด็จการสู่ประชาธิปไตยแล้ว/p pnbsp;/p pstrongอินโดนีเซีย: หอจดหมายเหตุเงาของนักกิจกรรม/strong/p pไทเรลกล่าวถึงกรณีของประเทศที่ยังเปลี่ยนผ่านได้ไม่สมบูรณ์ และยังมีกลิ่นอายของความรุนแรงโดยรัฐอยู่ในสังคม คำถามคือกรณีนี้แบบนี้จะมีหลักฐานอะไรที่ประชาชนสามารถนำมาใช้เข้าใจเผด็จการและเข้าใจการต่อต้านเผด็จการ การตอบคำถามนี้จะเล่าถึงการต่อสู้ของนักศึกษาต่อรัฐบาลซูฮาร์โตในอินโดนีเซีย ในช่วง 10 ปีสุดท้ายของซูฮาร์โต โดยใช้งานชิ้นหนึ่งของเพื่อนนักมานุษยวิทยาที่กำลังจะพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Activism Achieve, Youth culture and Political Past in Indonesia nbsp;/p pใน 33 ปีตั้งแต่ปี 2508 ที่รัฐเผด็จการทหารอยู่ในอินโดนีเซีย เริ่มต้นด้วยการสังหารสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของอินโดนีเซียหรือคนที่ถูกสงสัยจำนวนมาก และมีคนที่ถูกจับโดยข้อหาทางการเมืองหลายพันคน ลูกหลานของผู้สังหารในช่วงแรกก็ถูกสงสัยจากชุมชนและโรงเรียน แต่ในเวลาเดียวกันตลอด 30 ปีนั้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และต่อสู้ โดยมีเยาวชนเป็นแนวหน้ากลุ่มหนึ่ง งานหนังสือเล่มนี้สนใจว่านักกิจกรรมได้ทำอะไรบ้างในการต่อต้านช่วงสุดท้ายของซูฮาร์โต ช่วงปีพ.ศ.2530-41 รัฐได้ตอบโต้หรือปราบปรามอย่างไร และมีแหล่งข้อมูลอะไรบ้างในเรื่องนี้/p pสิ่งสำคัญในอินโดนีเซีย คือไม่มีหอจดหมายเหตุหรือเอกสารทางการที่คนธรรมดาเข้าถึงได้เหมือนที่กล่าวถึงในสองประเทศก่อน หนังสือเล่มนี้ได้ใช้เอกสารที่นักกิจกรรมเก็บไว้เอง บางชิ้นก็ถูกนำไว้นอกประเทศ ในห้องสมุดมหาลัยต่างๆ โดยพบว่าการเก็บเอกสารเป็นสิ่งสำคัญในสายตาของนักกิจกรรมอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่ามีทั้งบทกวี เรื่องสั้น แถลงการณ์ของกลุ่มต่างๆ หลายพันหน้า เอกสารของศาล เอกสารบันทึกของคนในคุก ข้อความสั้นๆ ในกระดาษเล็กๆ ที่คนถูกดำเนินคดีจะจด และส่งให้เพื่อนหรือคนรักในศาล โดยที่ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีเช่นกัน ซึ่งอาจมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมต่อต้านโดยตรงก็ได้/p pแม้เอกสารของรัฐในอินโดนีเซียยังไม่เคยถูกเปิดเผย แต่เอกสารที่นักกิจกรรมรวบรวมก็มีลักษณะเป็น “หอจดหมายเหตุเงา” (Shadow Achieve) มีลักษณะเป็นการขัดขวางเอกสารของรัฐโดยตรง นักศึกษายังได้เก็บรวบรวมเอกสารที่บอกว่ารัฐมองเขาอย่างไร และเก็บบันทึกของตำรวจหรือเอกสารของศาล ซึ่งกลายเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง/p pในเอกสารชุดนี้มีเอกสารสองชนิดที่สำคัญ คือ แถลงการณ์เปิดและปิดคดีของฝ่ายจำเลย ในศาลช่วงนั้น นักศึกษาถือเป็นช่องทางในการพูดถึงความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของตัวเองต่อศาล เป็นทั้งการบันทึกความจริงและความกล้าหาญของนักศึกษา เช่น มีนักศึกษาคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามบ่อนทำลายรัฐ เขาได้กล่าวแถลงปิดคดีว่ารัฐเองต่างหากที่กำลังบ่อนทำลายประเทศชาติ/p pในอินโดนีเซีย ยังไม่มีกรณีที่นำเอกสารนี้มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ แต่เอกสารชุดนี้กลายเป็นบันทึกการเคลื่อนไหวก่อนมีการชุมนุมล้มรัฐบาลในปี 2541 และยังแสดงว่าการล้มรัฐบาลซูฮาร์โตไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในอาทิตย์เดียว แต่เป็นสิ่งที่ดำเนินมาจากการต่อสู้ต่อต้านและเสียสละของหลายคนที่ต้องอยู่ในคุกกว่า 10 ปี ก่อนหน้านั้นแล้ว/p pnbsp;/p pstrongคำถามถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย/strong/p pไทเรลได้กล่าวถึงกรณีของไทย จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน หลังจากพยายามหาเอกสารมา 5 ปี ก็ยังไม่เจอเอกสารของรัฐแบบในบราซิลหรือกัวเตมาลา/p pไทเรลกล่าวว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนในรัฐไทยคือ ประชาชนถูกปราบปรามโดยรัฐมาตลอด ไม่ว่าในรัฐเผด็จการทหาร หรือรัฐที่ดูเป็นประชาธิปไตย ทั้งการสังหาร การกักขังโดยมิชอบ การอุ้มหาย หรือการคุกคามต่างๆ โดยเธอสนใจความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับความรุนแรงนอกระบบ ว่ากฎหมายเปิดช่องให้ใช้ความรุนแรงนอกระบบหรือไม่ หรือกฎหมายจะช่วยประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมหรือไม่/p pอุปสรรคอันใหญ่ที่เจอ คือจะหาหลักฐานที่ไหน โดยไม่ใช้วิธีการหาคนที่ทำงานในกองทัพหรือตำรวจโดยตรงในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ สุดท้ายได้พยายามใช้ข้อมูลที่ปรากฏอยู่แล้วในที่สาธารณะ ทั้งเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เอกสารในห้องสมุดรัฐสภา หรือเอกสารในหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาที่จะรายงานการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยละเอียด/p pไทเรลได้แนะนำในการหาเอกสารเพื่อศึกษาประเด็นเหล่านี้ เช่น เอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย และเอกสารประกอบการทำกฎหมาย ควรไปค้นเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ส่งไปที่หอจดหมายเหตุ หรือค้นคำพิพากษาของศาล และหนังสืองานศพ โดยข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่ร่วมในเหตุการณ์ต่างๆ บางครั้งก็ยังภูมิใจอยู่ในการกระทำ ก็อาจจะมีการเขียนถึงในหนังสือ รวมทั้งหนังสือบันทึกเล่าเรื่องชีวิตของข้าราชการ หรือบันทึกประชุมของสภา/p pไทเรลสรุปว่าข้อมูลที่อยู่ในที่สาธารณะก็มีความสำคัญในอีกแง่หนึ่ง คือเป็นข้อมูลที่กำลังรอนักประวัติศาสตร์หรือนักคิดจะมารวบรวม โดยบทบาทของนักประวัติศาสตร์ควรจะเป็นการรวบรวมและบันทึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สังคมลืม/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NemoZLCbVqg" height="1" width="1"/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 13-19 ส.ค. 2557

Tue, 19/08/2014 - 21:56
div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divstrongภรรยาแรงงานไทยในไนจีเรียห่วงสามีกลัวติดเชื้ออีโบลา/strong/div divnbsp;/div divอุดรธานี 13 ส.ค.-ภรรยาแรงงานไทยในประเทศไนจีเรียเป็นห่วงสามีเจะติดเชื้อไวรัสอีโบลา แม้ว่าเมืองที่ทำงานอยู่จะห่างจากเมืองที่มีการระบาดของเชื้ออีโบลาค่อนข้างมากก็ตาม/div divnbsp;/div divนางบุษยา ศรีปัญญา อายุ 41 ปี ชาวบ้านหมู่ 14 บ้านพังงู ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ซึ่งเคยไปทำงานที่ประเทศไนจีเรีย พร้อมกับนายสมโชค พันพินิจ สามี และญาติๆ รวม 5 คน แต่นางบุษยาเดินทางกลับไทยมาก่อนเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แสดงความเป็นห่วงสามีที่ยังทำงานอยู่ที่ไนจีเรียในขณะนี้จะติดเชื้อไวรัสอีโบลา หลังมีข่าวว่าเชื้อดังกล่าวเริ่มระบาดเข้าไปในประเทศไนจีเรีย/div divnbsp;/div divนางบุษยา เปิดเผยว่า ได้โทรศัพท์คุยกับสามี สอบถามว่าทางที่ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นห่วงสามีและญาติจะไปติดเชื้ออีโบลา สามีก็บอกว่าไม่มีอะไร นายจ้างและคนงานยังคงทำงานปกติ รวมถึงญาติพี่น้องของพวกเราทั้ง 4 คน ยังไม่มีอะไรผิดปกติ ซึ่งเมืองที่มีคนตายด้วยโรคอีโบลา คือเมืองลากอส อยู่ห่างจากเมืองบูกามา ที่พวกเราทำงานกันอยู่ค่อนข้างมาก คาดว่าเชื้อโรคคงไม่มาถึงง่ายๆ แต่สามีก็ยอมรับว่ากลัวอยู่เหมือนกัน/div divnbsp;/div div(สำนักข่าวไทย, 13-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongกกจ.หารือพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวปลายเดือนนี้/strong/div divnbsp;/div divนายสุเมธ มโหสถ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับ นายหลี บุญค้ำ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาวเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติและออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาวโดยจากการหารือในเบื้องต้นทูตสปป.ลาว เห็นว่า ขณะนี้มีแรงงานลาวมาจดทะเบียนที่ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (วันสตอปเซอร์วิส) ในจังหวัดต่างๆ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ซึ่งอยู่ที่ 4 - 5 หมื่นคน แต่ขณะนี้มีแรงงานลาวมาจดทะเบียนแล้วกว่า 1.2 แสนคน จึงอยากให้ไทยเร่งดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานซึ่ง สปป.ลาวพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divอธิบดี กกจ. กล่าวอีกว่า กกจ. และ สปป.ลาว ได้นัดประชุมหารือกันในรายละเอียดเรื่องของการพิสูจน์สัญชาติ การออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาว การให้แรงงานลาวตามแนวชายแดนไทย-ลาว เข้ามาทำงานในไทยในลักษณะเช้ามาเย็นกลับและทำงานตามฤดูกาลรวมทั้งการปรับปรุงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ระหว่างไทยกับลาวด้านแรงงานในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ที่จังหวัดหนองคาย โดยในเรื่องของการออกพาสสปอร์ตนั้น ทาง สปป.ลาว แจ้งว่า จะมีออกพาสปอร์ตให้แก่แรงงานลาวที่สถานทูตลาวประจำประเทศไทย และจะมีศูนย์ออกพาสปอร์ตเคลื่อนที่ในรูปแบบของรถโมบายด้วย โดยทูต สปป.ลาว ขอให้ กกจ. ช่วยกำหนดรูปแบบการดำเนินการและนำมาหารือกันอีกครั้ง/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 13-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongคดีคอนโดฯถล่มจับแล้ว 4 วิศวะ-ผู้เกี่ยวข้อง/strong/div divnbsp;/div divวันที่ 13 ส.ค. ที่ บช.ภ.1 พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท. ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดี กรณีอาคารยูเพลสคอนโดมิเนียมถล่ม และศาลจังหวัดธัญบุรี อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ขณะนี้จับกุมตัวได้แล้ว 3 ราย คือนางเพ็ญศรี กิติไพศาลนนท์ อายุ 49 ปี ผู้ขออนุญาตก่อสร้าง นายศักดิ์สิทธิ์ อินทร์ทอง อายุ 44 ปี วิศวกรผู้ควบคุม และนายเดี่ยว ปราบโจร อายุ 43 ปี ผู้รับเหมาช่วง ส่วนนายบุญยกร หีบทอง อายุ 48 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทยูเพลส จำกัด และเป็นสามีของนางเพ็ญศรี ที่ได้เข้ามอบตัว โดยทั้งหมดได้ถูกดำเนินคดีในข้อหา กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย/div divnbsp;/div divจากการสอบสวนนายศักดิ์สิทธิ์ อินทร์ทอง วิศวกรผู้ควบคุมให้การว่า สาเหตุเกิดจากที่ผู้รับเหมาเทคอนกรีตโดยพลการ ทางวิศวกรยังไม่มีการเข้าตรวจสอบหรืออนุญาตให้ดำเนินการใดๆ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว ขณะที่นายเดี่ยวผู้รับเหมาช่วง ให้การว่า ทางหัวหน้าบริษัทรับเหมาชื่อ “กบ” ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ได้สั่งให้เทคอนกรีตได้ จึงสั่งคนงานให้เทคอนกรีตและไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้น ด้านนางเพ็ญศรีผู้ขออนุญาตก่อสร้างกล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง/div divnbsp;/div divที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซอยรามคำแหง 39 กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ นายสิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท.นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. ร่วมแถลงกรณีตึกถล่มที่ จ.ปทุมธานี ได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา ลงสำรวจพื้นตรวจสอบและนำแบบแปลนก่อสร้างโครงการมาศึกษาวิเคราะห์ หาสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่ม นายเอนกกล่าวว่า การตรวจสอบอาคารที่ถล่มพบโครงสร้างมีเสารองรับตัวอาคาร 4 เสา หรือ 4 มุม เสาทางด้านซ้ายสุดเป็นเสาจุดอ่อนแอไม่แข็งแรง ประกอบกับมีการติดตั้งคอนกรีตพื้นสำเร็จรูปถึงชั้น 6 โดยการวางนั่งร้านเป็นฐานรองรับ แต่ระหว่างติดตั้งคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักของตัวคอนกรีตกลับมาอยู่จุดด้านซ้ายของเสาซ้ายสุด ทำให้นั่งร้านค้ำยันการก่อสร้างแผ่นพื้นมีจำนวนไม่เพียงพอ และน้ำหนักของโครงสร้างอาคารถูกดึงมาฝั่งด้านซ้ายจุดที่เสาไม่แข็งแรง เกิดสูญเสียตำแหน่งอย่างมาก จนเกิดการพังทลายลงมา/div divnbsp;/div divด้านนายสิริวัฒน์กล่าวว่า อาคารยูเพลสคอนโดมิเนียมมีการขออนุญาตจากกรมโยธาและผังเมือง จ.ปทุมธานี ในการก่อสร้างตามแบบถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น ความผิดต้องตรวจสอบไปยังผู้ควบคุมงานคือวิศวกรว่ามีการเร่งรัด ใช้วัสดุได้มาตรฐานหรือไม่ ส่วนความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฉบับปี พ.ศ.2522 เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมต้องมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบของความเสียหาย วิศวกรจะได้รับการไต่สวนจากสภาวิศวกรฯ ซึ่งผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หากก่อความเสียหายขึ้น จะถูกตักเตือน พักใบอนุญาต และเพิกถอนในอนุญาต ตามลำดับความรุนแรงของความ เสียหาย/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 14-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongคสช.เห็นชอบเพิ่มเงินค่าตอบแทน อส. และจ่ายเงินตอบแทนพิเศษพนักงาน กนอ./strong/div divnbsp;/div div(13สค.57) คสช. ได้เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว และเงินช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย สาระสำคัญ คือ ปรับอัตราเงินค่าตอบแทนของสมาชิก อส. เพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 5 มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 โดยระยะเวลาการปรับขึ้นเงินค่าตอบแทน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2554 ปรับใหม่ เป็น อัตราขั้นต่ำ 8,610 บาท และอัตราขั้นสูง 12,285 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป อัตราขั้นต่ำ 9,000 บาท อัตราขั้นสูง 12,285 บาทเช่นเดิม/div divnbsp;/div divนอกจากนั้น ยังเห็นชอบการจ่ายเงินตอบแทนพิเศษให้แก่พนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นสูงของระดับตำแหน่ง ภายใต้วงเงินรวมไม่เกินร้อยละ 4 ของฐานเงินเดือนรวมของพนักงานที่มีเงินเดือนเต็มขั้น โดยเงินตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่ได้รับนอกเหนือจากเงินเดือน และจะไม่นำไปเป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเดือน/div divnbsp;/div div(มติชน, 14-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongกรมป้องกันฯ สรุปยอดเสียชีวิตจากอาคารถล่มที่ปทุมฯ 14 ราย บาดเจ็บ 25 ราย/strong/div divnbsp;/div divกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานกรณีเกิดเหตุอาคารถล่มในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 ราย (รักษาตัวที่โรงพยาบาล 5 ราย) พร้อมประกาศยุติการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่ยังปฏิบัติการรื้อถอนซากอาคาร/div divnbsp;/div divนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประกาศยุติการค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารแล้ว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 เวลา 23.30 น. เนื่องจากตรวจสอบพบผู้ประสบภัยครบหมดแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยทหาร จังหวัด มูลนิธิ อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ยังคงระดมกำลังปฏิบัติการรื้อถอนซากอาคารต่อไป/div divnbsp;/div divสำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่ม ผู้ประสบภัยที่ขึ้นทะเบียนไว้ในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินชดเชยของประกันสังคมตามสิทธิกองทุนเงินทดแทนเนื่องจากบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการทำงาน กรณีบาดเจ็บได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงในวงเงินไม่เกินคนละ 300,000 บาท เงินค่าทดแทนการขาดรายได้กรณีหยุดงานเพื่อรักษาตัว รวมถึงเงินชดเชยค่าทดแทนกรณีพักรักษาตัว กรณีสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพเป็นจำนวนเงินร้อยละ 60 ของค่าจ้างตามระยะเวลาใบรับรองแทพย์ พร้อมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพจนสามารถกลับมาทำงานได้/div divnbsp;/div divสำหรับผู้เสียชีวิตจะได้รับเงิน ค่าจัดการศพรายละ 30,000 บาท และเงินสงเคราะห์ร้อยละ 60 ของค่าจ้างงวดสุดท้าย เป็นระยะเวลา 8 ปี หากเป็นแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ในระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจังหวัดจะออกคำสั่งให้บริษัทที่เป็นนายจ้างจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ เงินทดแทนจากการขาดรายได้ ตามสิทธิที่ได้รับจากกองทุนเงินทดแทนฯ/div divnbsp;/div divในส่วนของการกำหนดมาตรการป้องกันในระยะยาว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะได้ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนดมาตรการ/div divnbsp;/div divด้านความปลอดภัยของอาคาร ทั้งการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างที่ครอบคลุมทั้งแบบแปลน วัสดุการก่อสร้าง วิศวกร ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมการก่อสร้าง การดูแลความปลอดภัยของคนงานในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์อาคารถล่มซ้ำรอย/div divnbsp;/div divนายฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า ปภ.จะได้เร่งพัฒนาทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมืองขนาดกลาง (Medium USAR Team) ของหน่วยงานให้มีศักยภาพในการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย รวมถึงช่วยชีวิตผู้ประสบภัยอาคารถล่ม ทั้งนี้ จะได้นำเหตุการณ์อาคารถล่มมาถอดบทเรียน เพื่อให้สามารถตอบโต้เหตุฉุกเฉินระดับสูงสุดในทุกพื้นที่ รวมถึงสามารถปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ชีพกู้ภัยของต่างประเทศตามมาตรฐานสากล/div divnbsp;/div div(ryt9.com, 15-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongเสนอแก้กฎหมายเงินทดแทนให้แรงงาน/strong/div divnbsp;/div divสมบุญ ศรีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ระบุถึงกรณีเกิดเหตุตึกถล่มที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่งผลให้มีแรงงานทั้งชาวไทยและแรงงานข้ามชาติบาดเจ็บและเสียชีวิต แม้ว่าภาครัฐจะให้การเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนปี 2537 ที่ระบุให้นายจ้างต้องจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพ จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิ กรณีไม่สามารถทำงานได้ ร้อยละ60 ของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน กรณีลูกจ้างทุพพลภาพ กรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย และหากลูกจ้างเสียชีวิตหรือสูญหาย ให้บิดา มารดา สามี ภรรยา หรือบุตร เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง/div divnbsp;/div divแต่การจ่ายค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีอัตราที่สูงขึ้น เนื่องจากความเสียหายที่ลูกจ้างได้รับ เทียบไม่ได้กับจำนวนเงินชดเชยที่ลูกจ้างได้รับ/div divnbsp;/div divขณะที่นายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ นักกฎหมายด้านแรงงาน ระบุว่า กรณีแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย จะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบว่านายจ้างของแรงงานเหล่านี้เป็นใคร และสั่งให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายแทน หากพบว่ามีการหลบหนีของนายจ้าง ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องติดตามนายจ้างเพื่อมาดำเนินคดีต่อไป/div divnbsp;/div div(ไทยพีบีเอส, 15-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดฉีกร่างคนงานได้รับบาดเจ็บ 22 คน/strong/div divnbsp;/div divเหตุถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดคนงานบาดเจ็บถึง 21 คน เปิดเผยเมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ร.ต.ท.ชัยณเรศ สุพร พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ รับแจ้งเหตุถังไอน้ำโรงงานย้อมผ้าระเบิดมีผู้บาดเจ็บหลายคน เหตุเกิดภายในบริษัทวงศ์พสิษฐ์ การพิมพ์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 50 หมู่ 14 ถนนท้ายบ้าน ต.ท้ายบ้าน ไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ และรถดับเพลิงจากพื้นที่ใกล้เคียง/div divnbsp;/div divที่เกิดเหตุเป็นโรงงานย้อมผ้าเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ภายในโรงงานจัดแยกส่วนเป็นโซนทำสี เก็บผ้า และเครื่องทำความร้อน ตรวจสอบพบถังไอน้ำหรือบอยเลอร์ขนาดใหญ่รูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เมตร สูง 5 เมตร เกิดระเบิดได้รับความเสียหาย แรงระเบิดทำให้หลังคากระเบื้องแตกเป็นวงกว้าง โครงสร้างหลังคาพังถล่มลงมา กำแพงคอนกรีตแตก รถบรรทุกที่จอดอยู่ใกล้ๆได้รับความเสียหายอีก 1 คัน และบ้านพักชุมชนคลองกะลาวนที่ปลูกอยู่ข้างโรงงานพังพินาศ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ มีคนงานทั้งชาวไทยและพม่าได้รับบาดเจ็บถึง 21 คน จึงนำส่งโรงพยาบาลสมุทรปราการ ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 คน ประกอบด้วยนายนำโชค แก้วชาด อายุ 19 ปี นายแดง อายุ 28 ปี ชาวพม่า นายจอ อายุ 30 ปี ชาวพม่า และอีก 2 คน ไม่ทราบชื่อ เป็นคนงานหญิงอายุประมาณ 30 ปี 1 คน และคนงานชายอายุไล่เลี่ยกันอีก 1 คน ส่วนใหญ่ถูกเศษวัสดุและน้ำร้อนลวกอาการโคม่า แพทย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด/div divnbsp;/div divสอบสวนนายเจษฎากร ศิริเวช อายุ 17 ปี คนงาน ให้การว่า ขณะทำงานอยู่ในห้องย้อมสีพร้อมเพื่อนร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวพม่า ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร จู่ๆได้ยินเสียงระเบิด เสียงดังสนั่นจากโกดังในส่วนทำไอน้ำ และมีเศษชิ้นส่วนถังไอน้ำกระเด็นไปทั่ว คนงานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รับบาดเจ็บไปตามๆกัน ส่วนคนงานที่ไม่ได้รับบาดเจ็บรีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล/div divnbsp;/div divด้าน พ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า ผกก.สภ.เมืองสมุทรปราการ กล่าวว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่าระหว่างที่เครื่องกำลังทำงานถังไอน้ำอาจแห้งจนเกิดความร้อนและแรงอัดสูง อีกทั้งเครื่องมีสภาพเก่าอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้น อย่างไรก็ตามต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อสรุปหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป ส่วนค่าเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท/div divnbsp;/div divต่อมาเวลา 16.30 น.วันเดียวกัน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เดินทางไปตรวจสถานโรงงานย้อมผ้าที่เกิดเหตุ จากนั้นเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่มาตรวจสอบความเสียหายพบว่าสาเหตุเกิดจากปั๊มน้ำชำรุดและเกิดไฟดับ ทำให้น้ำไม่สามารถเข้าไปหล่อ เลี้ยงอุณหภูมิในหม้อน้ำได้ทำให้เกิดแรงดันมหาศาล ก่อนเกิดการระเบิดขึ้น ส่วนตัวเลขผู้บาดเจ็บตรวจสอบแล้วมีทั้งหมด 22 คน สำนักงานประกันสังคม โดยกองทุนทดแทนจะเป็นผู้ดูแลทั้งหมดร่วมกับนายจ้างต่อไป/div divnbsp;/div divขณะที่นายอู เต็ง นาย เลขาธิการทูตพม่า ได้เดินทางไปติดตามการช่วยเหลือคนงานชาวพม่าที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับเปิดเผยว่าขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้ช่วยดูแลชาวพม่าที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ถ้าอยากให้สถานทูตพม่าช่วยเหลืออะไรก็ขอให้ประสานมา ทางเรายินดีร่วมมือในทุกด้าน/div divnbsp;/div divด้านนายปิยะเดช วงศ์อารีย์ อายุ 40 ปี ผู้เช่ากิจการโรงงานย้อมผ้า กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในนามผู้ประกอบการยินดีชดใช้และเยียวยาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกราย ส่วนสาเหตุอาจเป็นกระแสไฟฟ้าของหม้อน้ำลัดวงจร ทำให้ระบบเติมน้ำอัตโนมัติของหม้อต้มไม่ทำงานจนน้ำแห้งเกิดความร้อนสูงจนระเบิดในที่สุด จากนี้ต้องเช็กเครื่องจักรในโรงงานทั้งหมดและหามาตรการป้องกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 17-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongสภาทนายความแนะคนเจ็บและเสียชีวิตจากตึกถล่ม คลองหก สามารถฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายได้ อายุความ 1 ปีnbsp;/strong/div divnbsp;/div divนายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกสภาทนายความฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ เปิดเผยถึงกรณีอาคารก่อสร้างคอนโดมิเนียม สูง 6 ชั้น บริเวณถนนเลียบคลอง 6 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พังถล่มลงมาขณะเทปูน ส่งผลให้แรงงานก่อสร้างเสียชีวิต 14 ราย และได้รับบาดเจ็บ 25 ราย ซึ่งทางรัฐได้มอบเงินช่วยเหลือไปแล้วจำนวนหนึ่งนั้น/div divnbsp;/div divซึ่งเรื่องนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตได้รับความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายเพียงพอแล้วหรือยัง ทั้งด้านคดีอาญาและคดีแพ่ง/div divnbsp;/div divโดยในส่วนอาญา เห็นว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส กับ ข้อหาผู้ควบคุมทำการก่อสร้าง อาคารสิ่งปลูกสร้าง ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงต้องกระทำการโดยประมาทเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น มีทั้งโทษจำและปรับ/div divnbsp;/div divส่วนคดีแพ่งก็จะมีความผิดฐานละเมิด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดการงาน ค่าเสียหายที่อาจเรียกได้ในอนาคตกรณีพิการ ซึ่งคดีแพ่ง จะมีอายุความ 1 ปี นับจากวันเกิดเหตุ/div divnbsp;/div div(ไอเอ็นเอ็น, 18-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongก.แรงงานสั่ง สปส.ดูแลแรงงานถูกหม้อต้มระเบิด/strong/div divnbsp;/div divนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความช่วยเหลือแรงงานไทยและต่างด้าวโรงงานย้อมสีผ้า จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุหม้อต้มน้ำระเบิดจำนวน 22 คนว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ช่วยเหลือ โดยจะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แรงงานที่บาดเจ็บ ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินคนละ 300,000 บาท และเงินทดแทนการขาดรายได้ เนื่องจากหยุดงาน เพื่อพักรักษาตัว โดยเป็นไปตามระยะเวลาการรักษาตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปถึง 1 ปี จะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้าง ซึ่งในส่วนของแรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนแล้วก็จะนำเงินกองทุนมาจ่ายเพื่อช่วยเหลือได้ทันที/div divnbsp;/div divทั้งนี้ หากแรงงานคนใดยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกองทุนก็จะให้ สปส. ดำเนินการออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินช่วยเหลือตามสิทธิที่ได้รับจากกองทุน และขณะนี้ สปส. กำลังตรวจสอบว่าแรงงานทั้ง 22 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนทั้งหมดหรือไม่/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม เวลา 16.30 น. ปลัดกระทรวงแรงงาน จะลงพื้นที่จุดเกิดเหตุหม้อน้ำระเบิด ณ โรงงานย้อมสีผ้า จ.สมุทรปราการ และเยี่ยมแรงงานที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ/div divnbsp;/div div(ไอเอ็นเอ็น, 18-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongเตรียมใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวนำต่างด้าวเข้าทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ/strong/div divnbsp;/div divกรุงเทพฯ 19 ส.ค.-ก.แรงงาน เตรียมใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวนำแรงงานต่างด้าวเข้าทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด พร้อมให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอบรมพัฒนาและทดสอบฝีมือแรงงาน สกัดแรงงานไร้ฝีมือ/div divnbsp;/div divนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคงที่กระทรวงแรงงาน ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องเอกสารการผ่านแดนของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 5 จังหวัด คือ มุกดาหาร สงขลา สระแก้ว ตราด และตาก ซึ่งแนวโน้มจะใช้เป็นบัตรผ่านแดนชั่วคราว โดยประเทศไทยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ไปแล้วเพราะถือเป็นวิธีที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วที่สุด โดยจะมีการเพิ่มเรื่องการเข้ามาทำงานในลักษณะเช้ามาเย็นกลับและทำงานตามฤดูกาลในบัตรผ่านแดนชั่วคราว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะรับหน้าที่ไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านnbsp;/div divnbsp;/div divส่วนศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน หรือวันสตอปเซอร์วิส จะแตกต่างจากศูนย์วันสตอปเซอร์วิสที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเพิ่มขั้นตอนในการเข้าเมืองซึ่งต้องมีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนายจ้างจะต้องแจ้งความต้องการทั้งจำนวนแรงงาน ประเภทงานและหน้าที่แรงงานต่างด้าวแต่ละคนที่จะเข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการจัดหางาน (กกจ.) ในการดูแล โดยแรงงานต่างด้าวที่จะเข้าทำงานในไทยสามารถใช้หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) หรือหนังสืออนุญาตผ่านแดนชั่วคราวก็ได้โดยเข้ามาผ่านระบบเอ็มโอยู/div divnbsp;/div divทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จะไปดำเนินการอบรมพัฒนาฝีมือและทดสอบทักษะฝีมือแรงงานต่างในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสกัดกั้นแรงงานที่ไม่มีฝีมือและนำแรงงานที่มีฝีมือเข้ามาทำงานในพื้นที่ด้านในได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังแต่งตั้งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงานฯ เนื่องจากหลังจากมีการจ้างงานและเข้าสู่ระบบการดูแลด้านแรงงาน และสาธารณสุข จะต้องเรื่องของการคุ้มครองแรงงานและการร้องเรียนตามเข้ามา โดยจะมีการตั้งศูนย์คุ้มครองแรงงานขึ้นมาดูแลอีก 5 ศูนย์ด้วย โดยจะเสนอคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ในเดือนกันยายนนี้/div divnbsp;/div div(สำนักข่าวไทย, 19-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongตั้งอนุกรรมการศึกษาจัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคม/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (สปส.) กล่าวหลังประชุมบอร์ด สปส.ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งรพ.ประกันสังคมจำนวน 16 คนโดยมีนายไสว พราหมณี ผู้ทรงคุณวุฒิระบบประกันสังคมเป็นประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการ 15 คน มาจากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง ลูกจ้าง นายจ้าง ซึ่งให้เวลาศึกษาเป็นเวลา 3เดือนโดยคณะอนุกรรมการฯจะประชุมนัดแรก ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้nbsp;/div divnbsp; nbsp;nbsp;/div divนายจีรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างประกาศสปส.ในเรื่องหลักเกณฑ์การตั้งคณะกรรมการและเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อมาช่วยสปส.บริหารเงินกองทุนในส่วนของเงินลงทุนในไทยและต่างประเทศโดยหลักเกณฑ์มีข้อกำหนด เช่น โครงสร้างองค์กร พิจารณาการดำเนินงานย้อนหลัง ข้อมูลการกระทำผิด บุคลากร ระบบบริหาร มุมมองด้านการลงทุน การวางเงินประกันสัญญาจ้าง ซึ่งสปส.สามารถทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเช่น หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ได้หลายบริษัทโดยขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและงบลงทุนโดยเมื่อคณะกรรมการคัดเลือบริษัทได้แล้วต้องเสนอให้บอร์ดสปส.พิจารณาอีกครั้งก่อนจะทำสัญญาจ้าง/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ในที่ประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการติดตามเงินที่รัฐบาลค้างจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมาซึ่งรวมแล้วเป็นยอดเงินสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่บอร์ดสปส.ยังไม่ได้เห็นชอบในเรื่องนี้โดยขอให้สปส.ไปศึกษาข้อมูลและแนวทางการดำเนินการให้รอบคอบก่อนแล้วนำเสนอต่อบอร์ด สปส.อีกครั้ง/div divnbsp;/div div(มติชน, 19-8-2557)/div divnbsp;/div divstrongชงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับรัฐบาลใหม่ ลูกจ้างออมเงินได้มากกว่านายจ้าง/strong/div divnbsp;/div divนายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิดเผยว่า กองทุนจะยื่นข้อเสนอกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่จะถูกจัดตั้งขึ้น โดยปรับปรุงกฏเกณฑ์ให้ลูกจ้างสามารถออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น จากข้อกำหนดเดิมที่ห้ามลูกจ้างเพิ่มเงินออมมากกว่าส่วนของนายจ้าง เพื่อเพิ่มอัตราการออมใช้ในการเกษียณอายุให้ตรงกับความต้องการของลูกจ้างมากที่สุด และบังคับใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในทุกบริษัทควบคู่สิทธิประกันสังคม รวมถึงเร่งผลักดันลูกจ้างชั่วคราวเข้าสู่ระบบ/div divnbsp;/div divสำหรับในปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 37 ล้านคน เป็นลูกจ้างที่ได้รับสิทธิประกันสังคม 10 ล้านคน เป็นผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมประกันสังคม 2.7 ล้านคน ระยะแรกจะพยายามผลักดันให้รัฐบาลประกาศบังคับใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่ลูกจ้างที่มีประกันสังคมทั้งหมด และในระยะต่อไปจะผลักดันลูกจ้างชั่วคราวทั้งประเทศเข้าสู่ระบบ จะช่วยให้ไทยมีอัตราการออมเงินภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เทียบเท่าศักยภาพการออมเงินของประเทศภายในภูมิภาคได้/div divnbsp;/div divในประเด็นการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับทางกองทุนพยายามเสนอต่อรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 43 เป็นต้นมา แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลในสมัยนั้น มองว่าขณะนี้ประเทศได้มีการเร่งมือแก้ไขจุดบกพร่องด้านต่างๆ ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาอีกครั้ง โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล/div divnbsp;/div divเพราะกองทุนดังกล่าวช่วยเอื้อประโยชน์แก่ลูกจ้างโดยตรง และเพิ่มอัตราการออมในประเทศให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น”/div divnbsp;/div divนอกจากนี้สถิติตัวเลขในปัจจุบันมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศทั้งสิ้น nbsp;421 กองทุน มีลูกจ้างรวมกันเป็นจำนวน 2.7 ล้านราย และนายจ้าง 13,000 ราย มีสินทรัพย์รวมกัน ณ สิ้น เดือนพฤษภาคม 2557 จำนวน nbsp;7.4 แสนล้านบาท/div divnbsp;/div div(มติชน, 19-8-2557)/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ABQt65QBR6Y" height="1" width="1"/

กอ.รมน.ภาค 4 เผย‘คุยสันติสุข’ เวอร์ชั่นใหม่ต้องเปิดกว้าง ฟังทุกฝ่าย

Tue, 19/08/2014 - 21:31
pรอง ผอ.สำนักการบังคับใช้กฎหมายฯ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เผยกระบวนการคุยสันติสุขเวอร์ชั่นใหม่ ต้องเปิดกว้าง ฟังความเห็นและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ด้าน บก.อาวุโส DSW ต้องคุยกับคนเห็นต่าง สื่อต้องเสนอด้านดีถ่วงดุลความรุนแรงnbsp;/p p!--break--!--break--/pp19 ส.ค.2557 เมื่อวานนี้ที่ห้องประชุมพิมพ์มาดา โรงแรมปาร์ควิว รีสอร์ท จ.ปัตตานี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จัดเวทีการเสวนาเรื่อง “บทบาทสื่อกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีสื่อมวลชนทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือก นักจัดรายการวิทยุทั้งที่เป็นวิทยุภาครัฐและวิทยุชุมชน ตลอดจนตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมกว่า 100 คน/p pimg alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3861/14783091638_66d74fff7a_o.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p pพ.อ.วิชาญ สุขสง รองผู้อำนวยการสำนักการบังคับใช้กฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนิติวิทยาศาสตร์ กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวบรรยายสรุปในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้” โดยกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพูดคุยเพื่อสันติสุขว่า ไม่มีความขัดแย้งใดที่แก้ไขให้ยุติด้วยการใช้กำลัง เห็นได้จากบทเรียนในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นไอร์แลนด์เหนือ อาเจะห์ หรือมินดาเนา และบทเรียนภายในประเทศอย่างการยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือการแก้ไขปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์ก็ต้องยุติด้วยการพูดคุยเพื่อสันติภาพ นอกจากนี้ ยังถือเป็นแนวทางสากลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและเป็นการหลีกเลี่ยงความสูญเสียและการละเมิดสิทธิมนุษยชน/p p“องค์กรระหว่างประเทศและประชาชนในพื้นที่กลุ่มต่างๆ ก็เรียกร้องต้องการให้เกิดกระบวนการนี้ขึ้น อีกทั้งหากความรุนแรงยังจะยังมีอยู่ก็จะไม่เกิดผลดีต่อประเทศของเราเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน”/p pพ.อ.วิชาญ กล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการพูดคุยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2536 แต่ก็ยังไม่ยกระดับการพูดคุยเป็นระดับรัฐและไม่ได้มีผลผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายใดๆ แต่การพูดคุยที่เริ่มขึ้นในปี 2555 ซึ่งผลักดันโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่โน้มน้าวทางการมาเลเซียก็มีผลอย่างมาก จนกระทั่งมีการกำหนดเป็นนโยบายบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีการระบุถึงการพูดคุยกับผู้เห็นต่างเป็นครั้งแรก/p p“วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่มีการลงนามกันที่กัวลาลัมเปอร์นั้นถือเป็นวันคิกออฟ หรือวันประวัติศาสตร์ของการพูดคุยสันติภาพก็ว่าได้ แต่หลังจากการพูดคุยผ่านไป 7 ครั้ง เราก็กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่าภาวะชะงักงัน จนกระทั่ง คสช.รับเรื่องนี้ต่อและต้องการเดินหน้าการพูดคุยต่อไป”/p pนายทหารจาก กอ.รมน.ภาค 4 กล่าวต่อว่า การเจรจาสันติภาพในปี 2556 นั้นมีข้อเรียกร้องจากทั้งสองฝ่าย ในขณะที่ฝ่ายไทยนั้นเรียกร้องให้มีการลดความรุนแรง แต่บีอาร์เอ็นได้เสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อซึ่งเป็นที่โจษจันกันอย่างมาก พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุที่พวกเขานำเสนออย่างนั้นก็เพื่อแก้ปัญหาภายในของพวกเขาด้วยเช่นกัน เนื่องจากในบรรดาพวกเขาด้วยกันเองก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยสันติภาพ/p p“ผมมองว่าสภาผู้นำของพวกเขาคงต้องออกข้อเรียกร้องในลักษณะนี้เพื่อป้องกันการปฏิเสธ เขาพยายามเขียนให้สอดรับกับกฎหมายระหว่างประเทศ พยายามยกระดับการพูดคุยเป็นการเจรจา ต้องการให้มาเลเซียเปลี่ยนสถานะจากผู้อำนวยความสะดวกมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ต้องการให้องค์กรระหว่างประเทศมาสังเกตการณ์ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การเจรจาที่อื่นๆ ก็เป็นแบบนี้ พวกเขาก็ต้องทำให้ได้มากที่สุด แต่จะได้หรือไม่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการ”/p pพ.อ.วิชาญ กล่าวว่า การพูดคุยสันติภาพในปี 2556 มีบทเรียนสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) การพูดคุยไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องทั้ง 2 ฝ่ายยังขาดความไว้วางใจต่อกัน 2) ไม่มีกรอบแนวทางการพูดคุยที่แต่ละฝ่ายต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด ไม่มีการพูดคุยกันก่อนและอยู่ๆ ก็ขึ้นเวทีใหญ่เลย ในขณะที่การเปิดเผยในที่สาธารณะก็ไม่ได้สอดคล้องกับที่เป็นไปในเวทีการพูดคุย ต่างฝ่ายจึงช่วงชิงความได้เปรียบ 3) ขบวนการบีอาร์เอ็นเข้าร่วมการพูดคุย เนื่องจากถูกบีบบังคับจากมาเลเซีย ซึ่งที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ต้องการผลลัพธ์จากการพูดคุยมากนัก เพียงแต่ต้องการยกระดับให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศต่างหาก 4) ฝ่ายไทยไม่มีความพร้อม ไม่มีกรอบแนวทางและยุทธศาสตร์การพูดคุยที่ชัดเจน การเตรียมตัวในการพูดคุยก็น้อย/p pพ.อ.วิชาญ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการพูดคุยครั้งดังกล่าวก็เกิดผลดี นั่นคือ เกิดสัญญาณที่ดีต่อการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ ฝ่ายไทยเองก็ได้ทราบความเคลื่อนของกลุ่มขบวนการที่ไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียวและได้ทราบว่าการพูดคุยกับกลุ่มเดียวจะไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นข้อดีที่ทำให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการเริ่มต้นพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นช่วงส่งผ่าน/p p“ที่เราเรียกว่าการพูดคุยสันติสุขนั้น เพราะมีบางคนวิจารณ์ว่าบีอาร์เอ็นต้องการยกระดับปัญหา แต่เราเองต้องการลดระดับของปัญหาและระดับของการพูดคุย เพราะถือว่าปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในของเรา ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีคู่สงคราม ไม่มีประเทศที่ทำสงคราม ทหารที่ลงมาทำหน้าที่ก็ไม่ได้มาทำสงคราม แต่มาบังคับใช้กฎหมาย เราจึงเรียกว่าเป็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข แต่ถึงอย่างนั้นชื่ออะไรก็ไม่สำคัญ หากกระบวนการเดินหน้าต่อไปได้นั้นสำคัญกว่า”/p pพ.อ.วิชาญ เปิดเผยว่า นโยบายการพูดคุยสันติสุขปี 2557 เน้นที่การพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก และให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนให้มากขึ้น รวมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์การพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่ เป็นกรอบแนวทางให้ทุกส่วนยึดถือปฏิบัติ/p pพ.อ.วิชาญ เปิดเผยอีกว่า ความมุ่งหมายของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกหรือระบบเพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยของทุกของทุกภาคส่วนในพื้นที่ และระดับนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถสนับสนุนการปฏิบัติซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างเอกภาพ และลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและเกื้อกูลในเวทีการพูดคุย รวมทั้งการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนรับทราบข้อมูลและเสนอความคิดเห็นอีกด้วย/p pพ.อ.วิชาญ เปิดเผยต่อไปว่า ขั้นตอนการดำเนินการกระบวนการพูดคุยสันติสุขนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแรก คือ ขั้นของการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ที่มีทั้งช่องทางการสื่อสารกับผู้เห็นต่างและการสร้างการมีส่วนร่วมและรับฟังจากทุกภาคส่วน ขั้นตอนที่สอง คือ การลงสัตยาบันร่วมกัน และขั้นตอนที่สาม คือ การจัด Roadmap หรือแผนที่เดินทางเพื่อสร้างสันติสุข โดยแต่ละขั้นตอนไม่สามารถระบุระยะเวลาที่ชัดเจน/p p“เวทีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในเวอร์ชั่นใหม่ นโยบายคือต้องทำเวทีอย่างนี้ให้กว้างขวางมากที่สุด จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะ ข้อมูลต่างๆ จะต้องมาจากกลุ่มต่างๆ ให้ได้มากที่สุด หลังจากที่พิสูจน์ว่ามีความไว้วางใจกันแล้ว ก็จะเดินหน้าสู่ขั้นที่สองต่อไป"/p pพ.อ.วิชาญ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการพูดคุยสันติสุขของกอ.รมน ภาค 4 ส่วนหน้าจะเริ่มเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มผู้เห็นต่างทุกขบวนการ ทั้งบีอาร์เอ็น พูโลทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ รวมถึงบีไอพีพี โดยใช้ช่องทางลับเพื่อสร้างความไว้วางใจ ในขณะเดียวกันก็จัดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน องค์กรภาคประชาชนสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และอื่นๆ ในพื้นที่เพื่อแจ้งข่าวสารและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อที่จะฝากให้คณะพูดคุยนำไปพูดคุยที่กับกลุ่มที่มีความเห็นต่างต่อไป/p pจากนั้นจึงมีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทสื่อกับการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) กล่าวว่า จุดเด่นของของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับ กอ.รมน.ภาค ภาค 4 สน. ในเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่คือมีการต่อเนื่องในเรื่องของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยการเสริมความเข้มแข็งให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยมีการบูรณาการเพื่อให้มีความประสิทธิผลในการดำเนินการ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3852/14966594761_f834b0764e_o.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5562/14969340662_df65c54347_o.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p pผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการเปิดพื้นที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น เพื่อที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจ ซึ่งถือว่าเป็นการกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เกิดจากคนใน ซึ่งเป็นไปตามสิ่งที่ภาควิชาการและภาคประชาสังคมได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้ นั่นคือกระบวนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างพื้นที่สันติภาพจากคนใจ หรือ IPP (Insider Peace builders Platform) โดยที่เรามีเชื่อว่ากระบวนการสร้างสันติภาพจากคนใน สามารถที่จะเปลี่ยนความรุนแรงและหันมาใช้กระบวนการสันติวิธีได้/p pผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาองค์กรภาคประชาสังคมพื้นที่มีการจัดเวทีที่เกี่ยวกับการสร้างกระบวนการสันติภาพในพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 2556 ซึ่งเป็นปีที่มีการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็น สิ่งเหล่านี้เป็นพลังของประชาชนระดับรากหญ้าที่ทำให้ทหารในพื้นที่ยอมรับขอการสร้างพื้นที่กลางของประชาชนในพื้นที่ด้วยเจตนาที่ดี/p p“ความอดทนของเจ้าหน้าทหารที่เหล่านี้ทำให้ภูมิทัศน์การสื่อสารพื้นที่เปลี่ยนไป จึงทำให้เกิดยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้น วันนี้เป็นจุดเริ่มสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ในรอบใหม่ ภายใต้กรอบที่ดี” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว/p pด้านมูฮำมัดอายุบ ปาทาน บรรณาธิการอาวุโส ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าภูมิทัศน์ข่าวสารเกี่ยวกับชายแดนใต้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องขยายพื้นที่การพูดคุยให้กว้างมากที่สุด แต่จะต้องไม่ทำให้ความคิดหดแคบลง ทุกฝ่ายจะต้องเริ่มพูดคุยกับคนที่เห็นต่างจากตนเอง ไม่ใช่คุยกันเฉพาะในกลุ่มของตนเอง แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องทบทวนว่าจะหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพต่อไปอย่างไร/p pมูฮำมัดอายุบ กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ สื่อมวลชนในพื้นที่ถือเป็นตัวตัดเชือกหรือตัวแสดงสำคัญในการสร้างความเข้าใจในกระบวนการสันติภาพและการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า โดยเสนอแนะว่าจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถ่วงดุลความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอแง่มุมเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของผู้คน พร้อมทั้งเสนอว่าจะต้องมีเน้นเนื้อหาไปที่เรื่องราวของกลุ่มคนสำคัญๆ ในพื้นที่ ซึ่งมีพื้นที่นำเสนอในสื่อน้อยมาก ได้แก่ 1) ผู้นำศาสนาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำศาสนาอิสลาม พระสงฆ์ หรือบาทหลวงในศาสนาคริสต์ 2) เยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความคิดเห็นต่าง 3) นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ โดยการนำเสนอวิธีชีวิตของนักศึกษาอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร 4) นักการเมืองท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ และ 5) นำเสนอชีวิตของคนไทยพุทธที่อยู่ในพื้นที่/p pบรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวอีกว่า สื่อทางเลือกกับเจ้าหน้าที่ทหารเชื่อมกันมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อสื่อทางเลือกจัดงานก็ควรเชิญเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมด้วย หรือเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารจัดงาน ก็ควรเชิญสื่อทางเลือกมาเข้ารวมด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งหากไม่มีการเชื่อมกัน ทำให้การนำเสนอข่าวในลักษณะการใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) ยังคงมีอยู่และไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสันติภาพ/p pนายมูฮำหมัดอายุบ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่เป็นสถานการณ์ในการสร้างกระบวนการสันติภาพ ดังนั้นที่สิ่งที่สื่อมวลชนในพื้นที่ต้องร่วมกันทำคือ ต้องมีการวางแผนการของการสื่อสารเพื่อนำไปสู่กระบวนการสันติภาพในพื้นที่/p p“ส่วนเรื่องของชื่อการพูดคุยสันติภาพหรือการพูดคุยสันติสุข ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทหารหรืออยู่ที่ขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนในพื้นที่ต้องการชื่ออะไร หากเปิดพื้นที่แก่ประชาชนแล้ว ปรากกฎว่าประชาชนต้องการชื่อว่าการพูดคุยสันติภาพ เจ้าหน้าที่ทหารก็อาจจะต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยสันติสุข มาเป็นการพูดคุยสันติภาพ เพื่อเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่” บรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้กล่าว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Sa8EyI9ekgk" height="1" width="1"/

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น หนุนแก้ 112 ห่วงมีการฟ้องเพิ่ม-โทษแรงขึ้น

Tue, 19/08/2014 - 20:29
p!--break--!--break--/p p19 ส.ค.2557 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีและตัดสินลงโทษบุคคลหลายคนในประเทศไทยด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. เป็นต้นมา เริ่มมีการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีใหม่อย่างน้อย 13 คดี รวมถึงมีการรื้อบางคดีขึ้นมาพิจารณาด้วย/p pแถลงการณ์กล่าวถึงกรณีนักศึกษา 2 คนที่ถูกจับกุมจากการแสดงละครเมื่อตุลาคม ปีที่แล้ว กรณีนาย พ. ถูกตัดสินจำคุก 15 ปีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการโพสต์เฟซบุ๊ก และกรณีคนขับแท็กซี่ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน จากบทสนทนากับผู้โดยสาร พร้อมแสดงความเป็นห่วงว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม รวมถึงจะมีการตัดสินลงโทษที่รุนแรงมากขึ้นในสัปดาห์ต่อๆ ไป/p pนอกจากนี้ แถลงการณ์ระบุด้วยว่า เมื่อปี 2556 ข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เคยสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ขณะที่เมื่อปี 2554nbsp; แฟรง ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมองว่า คลุมเครือเกินไปและกำหนดโทษสูงเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดด้านเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้/p pสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุต่อว่า เราขอย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลทหาร เพื่อทำให้แน่ใจว่าไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vEHTrzOtSEI" height="1" width="1"/

ทหารเบรกภาค ปชช.ใต้เดินเท้ามุ่ง กทม.เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน

Tue, 19/08/2014 - 16:37
!--break--!--break-- p19 ส.ค.2557 เวลา 09.00 น .เครือข่ายภาคประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้ รวมตัวกันที่บริเวณหอนาฬิกา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เตรียมเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน ก่อนงานเริ่ม เจ้าหน้าที่ทหารขอให้ยุติกิจกรรม อ้างจะเป็นแบบอย่างให้พื้นที่อื่นทำตาม ด้านขบวนเดินเท้ายืนยันเดินต่อและถูกทหารบันทึกภาพขณะผ่านด่านตรวจ/p pทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้ อาทิ เครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เครือข่ายพลเมืองสงขลา องค์กรกรีนพีซ (Green Peace) เครือข่ายรักษ์อันดามันnbsp; สมาคมนักท่องเที่ยว กลุ่มศิลปิน ฯลฯnbsp; ร่วมกันจัดกิจกรรม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” โดยการเดินเท้าจากหาดใหญ่ –กรุงเทพฯ เพื่อให้ความรู้กับประชาชนและเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศไทยbr /nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3885/14781255688_29c9c92e61_b.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"emspan style="color:#ff6600;"ภาพจาก เว็บไซต์คนชายข่าว คนชายขอบ/span/em/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3868/14781170159_ae111ce6d0_b.jpg" style="width: 411px; height: 560px;" /br /emspan style="color:#ff6600;"ภาพจาก เฟซบุค /span/ememspan style="color:#ff6600;"Decharut Sukkumnoed/span/em/p pเว็บไซต์คนชายข่าว คนชายขอบ รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้ามาสังเกตการณ์ในบริเวณที่มีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 08.30 น. โดยพันเอกชัยเดช ทองประดิษฐ์ เข้ามาขอให้ยุติการจัดกิจกรรมรณรงค์และห้ามเดินเท้าตามแผนงานที่ภาคประชาชนจัดเตรียมไว้ รวมทั้งห้ามรวมกลุ่มเพื่อกระทำการในลักษณะประท้วงnbsp; โดยอ้างว่าเป็นการรักษาความสงบ และไม่อยากให้ภาคใต้เป็นพื้นที่จุดชนวนให้เกิดการกระทำลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่น ขณะที่ภาคประชาชนมีท่าทีไม่ยอมทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในความตึงเคียด/p pจากนั้น เจ้าหน้าที่ขอหารือกับแกนนำโดยปฏิเสธให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการความมั่นคง และขอให้ประชาชนนำข้อเรียกร้องเรื่องปฏิรูประบบพลังงานไปร้องยังศูนย์ร้องทุกข์ทั่วไปซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง/p pหลังการเจรจาร่วมกันนานกว่า 30 นาที ประชาชนยืนยันที่จะจัดกิจกรรมต่อไป และเห็นว่ากิจกรรมนี้ไม่ขัดกับกฎอัยการศึกและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยแกนนำได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ประชาชนใช้อำนาจตามหลักการปกครองที่ถูกต้อง ไม่ทำลายความสงบ ความมั่นคง และไม่สั่นคลอนระบบเศรษฐกิจในประเทศ/p pเวลาประมาณ 10.00 น.ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ร่วมกันอ่านแถลงการณ์และประกาศเจตนารมณ์nbsp; ก่อนออกเดินขบวนในเวลา 10.25 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเครือข่ายคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ในการเดินเท้าระยะทางกว่า 1,400 กิโลเมตร และจะเน้นการเดินเข้าหาชุมชนเพื่อให้ความรู้เรื่องระบบพลังงานไทย/p pมีรายงานเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุค a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=771216402921647amp;set=a.139504616092832.17661.100000998836574amp;type=1amp;relevant_count=1"Paskorn Jumlongrach/a อดีตผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมว่า ทหารยินยอมให้เครือข่ายภาคประชาชน 11 จังหวัดภาคใต้เดินเท้าได้ในวันแรกเพื่อให้เป็นข่าว และสั่งให้หยุดที่ ต.ควนลัง จ.สงขลา แต่ขบวนเดินเท้าได้เดินเลยควนลังไปแล้ว และมีแผนที่จะพักและจัดเวทีที่ศูนย์เรียนรู้ตำบลท่าช้าง อำเภอท่ากล่ำ ขณะเดินผ่านด่านทหาร ขบวนเดินเท้าแต่ละคนถูกเจ้าหน้าที่บันทึกภาพเก็บไว้/p pPaskorn Jumlongrachnbsp; รายงานด้วยว่า ทางทหารได้นัดทางผู้ประสานงานเครือข่ายประชุมร่วมกันในค่ายคอหงส์หรือค่ายเสนาณรงค์เวลา 10.00 น.พรุ่งนี้ (20 ส.ค.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเข้าร่วมด้วย/p p style="text-align: center;"......................................./p p style="text-align: center;"strongแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานbr /ขอให้มีการปฏิรูปพลังงานอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อประเทศชาติและประชาชน/strong/p pnbsp;/p p1.ตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปพลังงานมานานหลายปีและไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลนักการเมืองหลายสมัยที่ผ่านมาประกอบกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)ได้มีนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อคืนความสุขให้คนไทยnbsp; อีกทั้งความสำคัญของการปฏิรูปได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา27 ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆการปฏิรูปพลังงานบรรจุในประเด็นที่ (7) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสุขของคนไทย/p p2. เพื่อสนับสนุน คสช. คณะรัฐบาลและสภาปฏิรูปแห่งชาติให้เกิดการปฏิรูปพลังงานอย่างถูกต้องและเป็นธรรมรวมทั้งเป็นการแสดงเจตนารมณ์เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปทั้งด้านเนื้อหาและการมีส่วนร่วมขาหุ้นปฏิรูปพลังงานซึ่งประกอบด้วยประชาชนทั้งในภาคใต้ภาคกลางภาคอีสานภาคตะวันออกจึงได้ออกเดินรณรงค์เพื่อให้ความรู้กับประชาชนว่าทำไมต้องปฏิรูปพลังงานและเป็นการแสดงข้อมูลความรู้เพื่อให้ข้อเสนอการปฏิรูปพลังงานตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริงและเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียวโดยวิธีการดังกล่าวนี้จะทำให้การปฏิรูปกลายเป็นหัวใจสำคัญของการคืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริงbr /br /3.การปฏิรูปพลังงานเป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่เต็มไปด้วยอำนาจและผลประโยชน์ทั้งนี้ได้มีตัวเลขในองค์กรต่างประเทศที่ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปิโตรเลียมมากกว่าประเทศในกลุ่มโอเปกบางประเทศและเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศพบว่าเราใช้น้ำมันแพงเป็นอันดับที่9เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ในบรรดาการสำรวจ61ประเทศทั่วโลกและเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับน้อยกว่าประเทศเหล่านั้นมากในทางตรงกันข้ามกำไรส่วนใหญ่ตกเป็นของบริษัทเอกชนซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อให้สัมปทานไปแล้วเราจะสูญเสียอธิปไตยด้านปิโตรเลียมให้กับบริษัทเอกชนทันทีซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติและทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการที่ประชาชนต้องใช้น้ำมันก๊าซในราคาแพงมากอีกทั้งระบบดังกล่าวเอื้อต่อการทุจริตคอรัปชั่นของวงการราชการที่ยอมออกนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชนมากกว่าการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติbr /br /4. โดยเจตนาสุจริตขาหุ้นปฏิรูปพลังงานจึงมีความจำเป็นต้องเดินรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนเพราะข้อมูลพลังงานมีความซับซ้อนอีกทั้งบริษัทน้ำมันและข้าราชการกระทรวงพลังงานมักจะให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนรอบด้านต่อประชาชนเพื่อแสดงต่อ คสช. คณะรัฐบาลและสภาปฏิรูปเห็นว่าข้อเสนอการปฏิรูปดังกล่าวเป็นเจตนารมณ์โดยแท้ของประชาชนทั้งนี้จากข้อมูลและการรับฟังความเห็นของประชาชนเราขอเสนอประเด็นการปฏิรูปพลังงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติของผู้มีส่วนรับผิดชอบดังนี้/p p(1) เพื่อประเทศได้ประโยชน์สูงสุดขอให้เปลี่ยนระบบสัมปทานปิโตรเลียมเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตซึ่งได้พิสูจน์จากนานาประเทศว่าจะทำให้ประเทศได้ความเป็นเจ้าของปิโตรเลียมคืนมาbr /(2) ขอให้จัดตั้งบริษัทแห่งชาติเพื่อควบคุมปิโตรเลียมให้ประชาชนใช้ก่อนในราคาที่เป็นธรรมbr /(3) ขอให้มีการแบ่งพื้นที่ปิโตรเลียมและพื้นที่ผลิตอาหาร/การท่องเที่ยวอย่างชัดเจนเพื่อการพัฒนาที่สมดุลbr /(4 )เพื่อความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพขอให้ปลดโรงไฟฟ้าถ่านหินจากแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าดังที่นานาประเทศกำลังปฏิบัติbr /(5) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและประชาชนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของการผลิตไฟฟ้าได้ขอให้ผลักดันกฎหมายพรบ.พลังงานหมุนเวียนโดยเร็ว/p p5. การเดินรณรงค์ดังกล่าวหัวใจสำคัญคือการให้ความรู้และสนับสนุนการปฏิรูปโดยดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557มาตรา3ที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยมาตรา4ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคบรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้การเดินรณรงค์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติราชบัลลังก์เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการแผ่นดินตามที่ระบุในมาตรา44ในรัฐธรรมนุญฉบับนี้รวมทั้งไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามการประกาศกฎอัยการศึกของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.)/p p6. สงบสันติอหิงสา/p pnbsp;/p p style="text-align: right;"ด้วยคารวะจิต/p p style="text-align: right;"ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานbr /9 โมงเช้า19 สิงหา 57br /หอนาฬิกาเทศบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา/p pbr /strongที่มา /stronga href="http://transbordernews.in.th/home/?p=5098"เว็บไซต์คนชายข่าว คนชายขอบ/abr /br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JYQTBDBYq4g" height="1" width="1"/