ประชาไท

Syndicate content
Updated: 7 min 55 sec ago

สื่ออังกฤษเผยตัวเลขชาวอังกฤษถูกการฆาตกรรมในไทย

4 hours 4 min ago
!--break--!--break--pbr /หนังสือพิมพ์เดลี่เมล์ของอังกฤษ ได้สรุปผลกระทบที่เกิดจากอาชญากรรมในไทยต่อการท่องเที่ยว โดยเขียนบทความเรื่อง “อาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นนำความเสื่อมเสียมาสู่ไทยอย่างไร” ตีพิมพ์วันที่ 16 กันยายน 2557br /br /รีสอร์ทบนเกาะที่งดงามของไทยดูเหมือนจะแฝงไปด้วยอันตรายที่เกิดกับนักท่องเที่ยว ดังที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในคดีฆาตกรรมโหดสองนักเดินทางชาวอังกฤษbr /br /โบรชัวร์การเดินทาง หนังสือนำเที่ยวเกี่ยวกับทะเลสีครามที่เงียบสงบ หาดทรายและป่าที่งดงามกลับซ่อนความจริงที่ว่า อาชญากรรมยังเกิดอย่างต่อเนื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้br /br /ตามข้อมูลจากกระทวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษจำนวนมากถึง 11 คน ได้ถูกฆ่าตายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552br /br /ในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าปี 2555/56 สตีเฟ่น แอชตัน หนุ่มลอนดอนที่ชอบการสังสรรปาร์ตี้วัย 22 ถูกฆ่าตายในบาร์บนหาดรินบนเกาะพงัน - รีสอร์ทที่ทางการอังกฤษได้เตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังความเสี่ยงของการถูกทำร้ายโดยแก๊งที่ใช้ความรุนแรงbr /br /กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษแจ้งว่า การทำร้ายนักท่องเที่ยวพบบ่อยครั้งในช่วงงานปาร์ตี้ฟูลมูล และโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในช่วงดึกใกล้บาร์ในหาดริน ที่ตั้งของการจัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ บนเกาะพะงัน ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการจัดงานปาร์ตี้ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเพลงเต้นรำที่ ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไทยbr /br /นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษยังได้รับการเตือนว่า การทำร้ายร่างกายและปล้นทรัพย์อาจเกิดขึ้นในบริเวณหาดเฉวงบนเกาะสมุย รวมถึงย่านท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย รวมทั้งเชียงใหม่ พัทยาและกระบี่br /br /ในเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันคนหนึ่งถูกแทงตายจนเสียชีวิต และลูกชายของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสในการถูกทำร้ายร่างกายในบาร์แห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่br /br /ในส่วนของอาชญากรรมโดยทั่วไปนั้น กระทรวงต่างประเทศอังกฤษได้เตือนชาวอังกฤษให้ระวังการหลอกลวง ล้วงกระเป๋า กระชากกระเป๋าและการฉ้อโกงบัตรเครดิตbr /br /เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศอังกฤษได้จัดพิมพ์รายชื่อประเทศต่างๆ ที่ชาวอังกฤษอาจขอหรือต้องการความช่วยเหลือด้านกงสุล รายงานนี้ยังแสดงว่า สถานที่ใดที่ชาวอังกฤษตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมบ้าง และไทยได้ตำแหน่งที่สอง รองจากฟิลิปปินส์ที่ชาวอังกฤษต้องการความช่วยเหลือด้านกงสุลมากที่สุดในโลกbr /br /ในปี 2556/57 ชาวอังกฤษเดินทางมาไทยมากกว่า 906,000 ครั้ง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีชาวอังกฤษอาศัยอยู่ประมาณ 50,000 คน ในจำนวนนี้ มีการขอความช่วยเหลือด้านกงสุลใน 1,164 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้รวมถึงกรณีข่มขืน 11 คดี การทำร้ายร่างการ 6 คดี และ 267 กรณีที่ชาวอังกฤษถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลbr /br /นอกจากนั้น ในช่วงปี 2556/57 ชาวอังกฤษเสียชีวิตในไทย 362 ราย แม้ว่าตัวเลขนี้รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากสาเหตุธรรมชาติด้วยนั้น แต่จำนวนรวมผู้เสียชีวิตในไทยมีสูงที่สุดในโลก ยกเว้นสเปนซึ่งมีความอังกฤษอาศัยอยู่มากกว่าในไทยถึง 12 เท่าbr /ฆาตกรรมล่าสุดสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งยังคงฟื้นตัวจากการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้br /br /ทั้งนี้ การออกมาแสดงความเห็นของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงการฆาตกรรมล่าสุด ได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากจากทั้งสื่ออังกฤษและทางการอังกฤษถึงการไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของโศกนาฏกรรม/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bounMH6HDdc" height="1" width="1"/

ชำนาญ จันทร์เรือง: อำนาจคือสิ่งเสพติด

5 hours 57 sec ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p blockquotepbr /"Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men."(อำนาจนำมาซึ่งการฉ้อฉล อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้ฉ้อฉลได้อย่างเบ็ดเสร็จ มหาบุรุษทั้งหลายเกือบทั้งหมดมักเป็นคนเลว) nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;Lord Acton (ลอร์ด แอกตัน )/p /blockquote pbr /เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงวิชาการรัฐศาสตร์แล้วว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจ” ไม่ว่าการจัดสรรอำนาจนั้นจะโดยวิธีการใด จะมาโดยการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจาการเลือกตั้งเช่นในไทยเราปัจจุบันนี้ก็ตามต่างก็ต้องถือว่านี่คือการเมือง เพราะไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือสถาบันทางการเมืองใด เช่น คสช.,ครม.,สนช.,สปช. ฯลฯ ก็คือการจัดสรรอำนาจที่มาจากการยึดอำนาจนั่นเองbr /br /อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงวิชาการรัฐศาสตร์อีกเช่นกันว่า “อำนาจคือสิ่งเสพติด” หลายคนปรารถนาอำนาจ หลงเสน่ห์ของอำนาจ บางคนเสพติดอำนาจจนเสียคนไป ผู้ที่อยู่ในอำนาจรู้สึกมีความสุข มีความรู้สึกดีที่มีคนอยู่ใต้อำนาจของตน เขามีความรู้สึกดีเป็นพิเศษในการที่มีคนคอยพินอบพิเทา แต่ทันทีที่เขาสูญเสียอำนาจ เขาจะเหมือนคนที่ติดยาเสพติด เขาจะกลายเป็นคนละคน เพราะการเสพติดอำนาจนั้นสร่างยากกว่าการเสพติดอย่างอื่น ผู้คนที่ไม่รู้เท่าทันทั้งหลายจึงต่างมุ่งแสวงหาอำนาจ เพราะอำนาจทำให้คนเสพติดนั่นเองbr /br /หลายๆคนที่เคยเป็นคนที่เข้าท่าหรือมีประวัติดีเด่นมาโดยตลอดกลับต้องมาเสียผู้เสียคนเมื่อมีอำนาจเพราะคนข้างเคียงที่สรรเสริญเยินยอเกินกว่าเหตุ ดังเช่น สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามที่หลวงวิจิตรวาทการลงทุนกราบเท้าแล้วบอกว่าเห็นแสงออกมาจากลำคอของจอมพล ป.เหมือนฉัพพรรณรังสี หรือในสมัยนี้ก็มีผู้คนรอบข้างต่างพากันสรรเสริญเยินยอผู้นำว่ามีความสามารถเกินคนธรรมดามากขึ้นทุกวี่ทุกวัน เช่น แต่งเพลงก็เก่ง ทำงานก็เก่งnbsp; พูดก็เก่ง พูดได้ทุกเรื่องเป็นชั่วโมงๆฯลฯ จนผมเกรงว่าท่านผู้นำของผมจะเสียผู้เสียคนไปbr /br /กอปรกัปคำกล่าวของลอร์ด แอกตัน ชาวอังกฤษที่ผมยกขึ้นมาเป็นปฐมบทว่าem"Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men."(อำนาจนำมาซึ่งการฉ้อฉล อำนาจที่เบ็ดเสร็จยิ่งทำให้ฉ้อฉลได้อย่างเบ็ดเสร็จ มหาบุรุษทั้งหลายเกือบทั้งหมดมักเป็นคนเลว) /emนั้น ก็ยิ่งทำให้เกิดโอกาสที่เกิดการเสพติดและฉ้อฉลได้มาก เพราะท่านควบตำแหน่งที่สำคัญๆมากมายbr /br /บทเรียนในประวัติศาสตร์ชาติไทยมีให้เห็นเป็นบทเรียนมาแล้วมากมาย อาทิ กรณีจอมพล ป.ที่จบด้วยการต้องไปเสียชีวิตที่ญี่ปุ่น/ จอมพลสฤษดิ์ที่ตายคาตำแหน่งแล้วทรัพย์สมบัติก็ถูกยึด /จอมพลถนอม จอมพลประภาสก็นักศึกษาประชาชนขับไล่จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 แล้วก็ถูกยึดทรัพย์อีกเช่นกัน/ พล.อ.สุจินดาก็ต้องออกจากตำแหน่งเพราะถูกขับไล่เพราะไป “เสียสัตย์เพื่อชาติ”/ พล.อ.สนธิ ก็ถูกประณามหยามเหยียดจากวงการเดียวกันว่าทำให้เสียชื่อเสียงกองทัพและทำให้เสียของ ฯลฯbr /br /ประเทศไทยเราตอนนี้อยู่ในสภาวการณ์ที่เสี่ยงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเลยก็ว่าได้ ที่กล่าวเช่นนั้นไม่ใช่ด้วยเหตุเพียงเพราะที่มาของรัฐบาลมาจากการรัฐประหารซึ่งประเทศไทยเราในอดีตก็ผ่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ผิดจากในอดีตมากมาย ที่ผิดแผกแตกต่างนั้นมิใช่รูปแบบของการยึดอำนาจที่เราเห็นมาจนชินตาแล้วก็ว่าได้ การควบตำแหน่งหลายตำแหน่งในอดีตก็เคยมี เช่นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่เป็นทั้งหัวหน้าคณะปฏิวัติ(ที่ถูกต้องคือรัฐประหาร)และนายกรัฐมนตรีหรือจอมพลสฤษดิ์ก็เคยมีมาตรา 17 ซึ่งเหมือนกับมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57br /br /แต่ที่แตกต่างกันลิบลับก็คือยุคสมัยในปัจจุบันก็คือโลกมันเปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสารถึงกันทั่วโลกสามารถทำได้ภายในอึดใจเดียว ความสำนึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนมีมากมายกว่าแต่เดิมหลายเท่าพันทวี ที่สำคัญการเมืองระหว่างประเทศมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศจนไม่อาจอยู่เฉยหรือปิดประเทศอยู่ตามลำพังได้br /br /อย่างไรก็ตามทุกปัญหาย่อมมีทางออกเพราะยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไข ประเด็นแรก คือ ประเด็นของการเสพติดอำนาจนั้นยังอยู่ในระยะเวลาที่ยังไม่ถลำลึกจนเกินไปนัก ยังสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ผู้ที่ใกล้ชิดต้องให้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะที่ผิดพลาดเห็นๆมีอยู่หลายเรื่อง เช่น การสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นและให้ฝ่ายประจำรักษาการกรณีฝ่ายบริหารว่างลงจนวุ่นวายไปทั่ว ซึ่งผมยังนึกภาพไม่ออกว่า หากท้องถิ่นทั้งหลายพากันลาออกเพื่อประท้วงพร้อมกันทั้งประเทศ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรถ้าประชาชนไม่ยอมรับคนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามา ฯลฯbr /br /ที่สำคัญที่สุดที่ต้องรีบป้องกันมิให้เกิดขึ้นก็คือการเสพติดอำนาจจนต้องมีการวางแผนตั้งพรรคการเมืองไว้รองรับการสืบทอดอำนาจ เพราะบทเรียนในอดีตก็มีตัวอย่างให้เห็นชัดแล้วว่าจบลงอย่างไม่สวยงาม คือพรรคเสรีมนังคศิลาและพรรคสามัคคีธรรม เป็นต้นbr /br /ประเด็นต่อมาคือการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียวนั้นต้องแก้ให้ได้โดยการกระจายอำนาจหรือกระจายตำแหน่ง ไม่ผูกติดไว้แต่เพียงเฉพาะตนเองและเหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลาย เพราะบทเรียนในประวัติศาสตร์มีให้เห็นเยอะแล้ว อยู่ที่ว่าท่านผู้นำจะเลือกเดินทางสายใดระหว่างการเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายbr /br /strongถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์ก็เหมือนคนตาบอด แต่ถ้ารู้ประวัติศาสตร์แล้วไม่นำมาเป็นบทเรียนและไม่เชื่อฟังใครก็เหมือนคนที่เคยตาดีและหูดี แต่กลับมาตาบอดและหูหนวกภายหลังเพราะสิ่งเสพติดที่เรียกว่า “อำนาจ”นั่นเอง/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ /strongเผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 17 กันยายน 2557/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sZmKox1imig" height="1" width="1"/

กวีประชาไท: นกสีแดง

5 hours 8 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p pท้องฟ้าแผ่นดินเกิดเต็มไปด้วยภยันตรายbr /ทั้ง แร้วดัก กรง ตาข่าย หน้าไม้ กระสุนปืนbr /คนใจเหี้ยมโหดกลายเป็นความดีงามbr /เพิกเฉยคือการทำหน้าที่พลเมืองbr /ในวันที่ความยุติธรรมสิ้นสลายbr /เรียวปีกสีแดงออกเดินทางข้ามพรหมแดนความคิดbr /บินไปเถิดนก/p pบินไปให้ไกลเถิดนกnbsp;nbsp; ระเหินระหกbr /ร่อนเร่แรมรอนพลัดพรากbr /เกินกลั้นความเศร้าล้นหลากnbsp; ไหลร่วงลาจากbr /รวงรังอบอุ่นเคยนอนbr /ฝันร้ายมิหยุดมิหย่อนnbsp;nbsp; แผ่นดินรุ่มร้อนbr /แต่เยาว์เติบใหญ่ใกล้ชราbr /เสรีภาพเพียงลวงตาnbsp;nbsp; ครั้นเอื้อมหมายคว้าbr /เปรี้ยงเสียงปืนจากเบื้องบน !!!/p pนกเสรีแตกกระเจิงbr /เลือดอาบนองแผ่นดินbr /กรงเหล็กกักขังได้เพียงร่างกายbr /หัวใจโบยบินจากวันวานสู่โลกอนาคตbr /แม้ปีกขาถูกจับมัดตัดลิ้นbr /ทุกนกทุกข์ทรมานสิ้นเสรีภาพbr /บางนกหลุดรอดแร้วตาข่ายโฉบบินวนเวียนน้ำตาร่วงbr /บางนกอยากกางปีกบินไปให้พ้นbr /กางปีกบินไปให้พ้นnbsp; โศกแค้นระคนbr /มิยอมอยู่อย่างนกเชื่องbr /เป็นนกเสรีต่างเมืองnbsp; เห็นแสงรองเรืองbr /กายใจหยัดยืนยึดมั่นbr /บาดแผลวันเก่าเท่าทันnbsp; สานใจถึงกันnbsp;br /เจ้านกเสรีสีแดงbr /แม้เหนื่อยล้ายังกล้าแกร่ง พายุพัดแรงbr /ฟันฝ่าสู่ฟ้าสีทองbr /เหล่านกเสรีทั้งผองnbsp; ร่วมส่งเสียงร้องbr /ขับขานบทเพลงเสรีbr /ขับขานบทเพลงเสรี/p pbr /nbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ctYVX8TOvG8" height="1" width="1"/

'สุกรี' ปี๊บคุมหัวรอบ 2 ประท้วง ‘หมอรัชตะ’ ควบ 2 ตำแหน่ง มติสภาฯมหิดลห้ามนั่งควบแล้ว

12 hours 31 min ago
pนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลการประชุมสภามหาวิทยาลัย มีมติให้ ‘หมอรัชตะ’ ใช้ดุลยพินิจจะเลือกดำรงตำแหน่งใด เพียงตำแหน่งเดียว ระหว่างตำแหน่งอธิการบดีฯ หรือตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข โดยให้เวลา 3 สัปดาห์/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย.2557 หลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ ได้ประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยการนำปี๊บสวมศรีษะ เพื่อเรียกร้องให้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี เพื่อดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข เพียงตำแหน่งเดียว/p pวันนี้(17 ก.ย.) รศ.ดร.สุกรี ได้ประท้วงเชิงสัญลักษณ์เป็นครั้งที่ 2 ด้วยการนำปี๊บคุมหัว เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงบ่าย ทั้งนี้ ที่ประชุมในวันนี้ได้บรรจุวาระพิเศษ กรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย/p pอย่างไรก็ตาม ก่อนการเดินประท้วงได้มีเพื่อนอาจารย์และนักศึกษา ทยอยเดินทางมามอบดอกไม้และให้กำลังใจ โดยมีนายสุชาติ วงศ์ทอง ศิลปินสีน้ำทำเสื้อที่ระลึกสกรีนรูปอ.สุกรี เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้/p pโดย รศ.ดร.สุกรี เปิดเผยว่า การใช้ปี๊บคลุมหัวครั้งนี้ เพราะยังทนไม่ได้กับการดำรงตำแหน่งควบสองตำแหน่ง ในฐานะตนเป็นอ.มหาวิทยาลัย ต้องการให้สังคมเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งอธิการบดี จึงหวังให้สภามหาวิทยาลัย พิจารณาถอดถอนอธิการบดี/p pหลังจากนั้น นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการประชุมสภามหาวิทยาลัย มหิดล มีมติให้ ศ.นพ.รัชตะ ใช้ดุลยพินิจด้วยตนเองว่าจะเลือกดำรงตำแหน่งใด เพียงตำแหน่งเดียว ระหว่างตำแหน่งอธิการบดีฯ หรือตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข โดยให้เวลา 3 สัปดาห์ ตามที่ขอไว้ หรือภายในวันที่ 8 ต.ค. นี้/p pจากนั้นในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 15 ต.ค. จะนำผลการตัดสินใจของ ศ.นพ.รัชตะเข้าสู่การหารือในที่ประชุมอีกครั้งnbsp;/p pทั้งนี้ มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล สองคน คือนายยงยุทธ์ ยุทธวงศ์ ที่ไปเป็นรองนายยกรัฐมนตรี และนายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทั้งสองคนได้ลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาลัยแล้ว/p pnbsp;/p pemเรียบเรียงจาก /emem: a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1410933400"มติชนออนไลน์/a, a href="http://shows.voicetv.co.th/voice-news/117973.html"Voice TV/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MIG3K7CO9cg" height="1" width="1"/

ป.ป.ช. ชี้ ครม. ต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินฯ ตาม กม. ภายใน 3 ต.ค.นี้

12 hours 54 min ago
pป.ป.ช. ระบุคณะรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วัน หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนและจะครบกำหนดในวันที่ 3 ต.ค. นี้ และอีก 30 วัน จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย.2557 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เข้าชี้แจงหลักเกณฑ์การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. ให้คณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงรับทราบ โดยในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้เดินทางเข้าร่วมรับฟังคำชี้แจงดังกล่าว มีรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังเป็นบางส่วนเท่านั้น อาทิ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ นอกจากนี้ นายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย ทั้งนี้เนื่องจาก ครม.ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูงที่เคยยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. อยู่แล้วถึงคาดว่ามีความเข้าใจขั้นตอนดังกล่าวแล้ว โดย นายวรวิทย์ ได้ใช้เวลาในการชี้แจงประมาณ 10 นาที/p pภายหลังการชี้แจงรายละเอียดดังกล่าว นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินภายใน 30 วัน หลังจากเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 3 ต.ค. นี้ หลังจากนั้นทาง ป.ป.ช. จะเปิดเผยต่อสาธารณะชนภายใน 30 วัน ซึ่งไม่เกินวันที่ 2 พ.ย. จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินร้อยละ 5 แต่หากรัฐมนตรีคนใดมีความประสงค์จะถือหุ้นเกินร้อยละ 5 สามารถทำได้ แต่ต้องแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบภายใน 30 วัน หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้ง และจะต้องโอนหุ้นให้นิติบุคคลที่มีอำนาจบริหารทรัพย์สินแทนภายใน 90 วัน โดยแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบภายใน 10 วันหลังโอนหุ้นเสร็จสิ้น นอกจากนี้ข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งต้องดำเนินการเหมือนกับรัฐมนตรี/p pสำหรับ คู่สมรสนอกกฎหมายถ้าสืบทราบว่ามีการถือทรัพย์สินแทนรัฐมนตรีเข้าข่ายต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยเช่นกัน พร้อมนยืนยันป.ป.ช.ได้ใช้มาตรฐานการตรวจสอบเช่นเดียวกับรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ส่วน คสช.กฎหมายไม่ได้ระบุให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แต่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูง จึงมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่แล้ว ส่วนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น เตรียมที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 3 ต.ค. นี้/p pnbsp;/p pemspan style="color:#808080;"เรียบเรียงจาก : /spana href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709170010023"span style="color:#808080;"สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/span/aspan style="color:#808080;"nbsp;nbsp; และ /spana href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000106809"span style="color:#808080;"ผู้จัดการออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/RoYrEoAj8ok" height="1" width="1"/

ผู้ชุมนุมหนุนประชาธิปไตยฮ่องกง-เตรียมกระจายตัวรับมือหากถูกปราบ

14 hours 8 min ago
pในฮ่องกงยังมีผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจที่ทางการจีนไม่ยอมให้มีผู้แทนลงสมัครเลือกตั้งเสรี โดยได้ผูกริบบิ้นสีเหลือง-แต่งชุดสีดำ มีนักศึกษาและอาจารย์ร่วมแสดงความไม่พอใจด้วย ล่าสุดหนึ่งในแกนนำเปิดเผยถึงแผนรับมือจะให้ผู้ชุมนุมกระจายตัว หากถูกปราบด้วยแก๊สน้ำตา/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย. 2557 ขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่ม "ยึดครองย่านศูนย์กลาง" หรือ "Occupy Central" ยังคงดำเนินการประท้วงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันอาทิตย์ผู้ประท้วงหลายพันคนพากันสวมเสื้อสีดำและชูป้ายแสดงความไม่พอใจและรู้สึกถูกหลอกเมื่อทางการจีนใช้วิธีการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดแทนที่จะให้สิทธิ์ในการลงสมัครตามระบอบประชาธิปไตย/p pผู้คนจำนวนมากเดินขบวนตามท้องถนน ขณะที่นักศึกษาจำนวนหนึ่งวางแผนประท้วงด้วยการบอยคอตต์ชั้นเรียนในช่วงสัปดาห์หน้า โดยในช่วงที่มีการประชุมเปิดในมหาวิทยาลัยแบ๊บติสต์ในฮ่องกงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นักศึกษาได้ผูกริบบิ้นสีเหลืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนการสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย/p pประธานสหพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยแบ๊บติสต์ เฉินหมี่อ้าว กล่าวว่าการใช้ริบบิ้นสีเหลืองเป็นการแสดงออกของความหวังท่ามกลางเวลาอันมืดมิดและยังแสดงถึงความต้องการให้มีการเลือกตั้งตามหลักสากล/p pผู้จัดการประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ก.ย.) ระบุว่ามีผู้ประท้วงเข้าร่วมราว 4,000 คน แม้ฝ่ายตำรวจจะประเมินว่ามีผู้เข้าร่วม 1,860 คน/p pขณะเดียวกันอาจารย์มากกว่า 500 คน และคณะทำงานของมหาวิทยาลัย 20 ได้ลงนามอนุมัติในแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา โดยมีการเผยแพร่แถลงการณ์ในเว็บไซต์สหภาพวิชาชีพครูของฮ่องกงในหัวข้อชื่อว่า "อย่าให้นักศึกษาที่หยุดเรียนประท้วงต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว" ในแถลงการณ์ระบุว่าเหล่านักวิชาการต่างรู้สึกเจ็บปวดและไม่พอใจที่ทางการจีนเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้งในปี 2560 ที่จะถึงนี้ แทนการเลือกตั้งตามหลักสากล/p pทางฝ่ายสนับสนุนทางการจีนที่เรียกตัวเองว่า "ปกป้องฮ่องกง" (Protect Hong Kong) ได้ตะโกนกล่าวให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามว่านักศึกษาควรตั้งใจเรียน และบอกอีกว่าพวกผู้ใหญ่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือแทนที่จะออกมาประท้วงยึดพื้นที่ใจกลางเมืองด้วยตัวเอง/p pstrongแผนกระจายกำลังรับมือการปราบปราม/strong/p pในวันพุธ (17 ก.ย.) ผู้จัดการชุมนุม "ยึดครองย่านศูนย์กลาง" ยังได้วางแผนกระจายผู้ชุมนุมออกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อให้พวกเขาสามารถออกจากการชุมนุมได้ง่ายขึ้นหากมีการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา/p pโดยชูยิ่วหมิง หนึ่งในผู้จัดการชุมนุมบอกว่าพวกเขาจะให้แกนนำการชุมนุมช่วยให้ผู้เข้าร่วมออกจากพื้นที่ได้ถ้าหากมีการใช้แก๊สน้ำตา เนื่องจากพวกเขาต้องรับผิดชอบด้านความปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมชุมนุม/p pนอกจากนี้ชูยังได้เรียกร้องไม่ให้ตำรวจใช้อาวุธคลื่นเสียงรบกวนระยะไกลที่เรียกว่า "แอลแรด" (LRAD) ในการสลายผู้ชุมนุม เนื่องจากเป็นการความเจ็บปวดด้วยคลื่นเสียงและอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายอย่างถาวรต่อผู้รับคลื่นได้/p pก่อนหน้านี้ในการประท้วงเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีผู้พบเห้นเจ้าหน้าที่ถือเครื่องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อเตรียมรับมือหากการชุมนุมเกิดความโกลาหล นอกจากนี้ยังมีการตัดไฟในเขตพื้นที่ชุมนุมก่อนการสลายการชุมนุมแต่ในการประท้วงล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะมีการรับมือกับผู้ชุมนุมอย่างไร/p pทั้งนี้ยังมีกลุ่มแนวหน้าสิทธิมนุษยชนพลเมืองซึ่งวางแผนปักหลักประท้วงที่ถนนชาเตอในช่วงวันชาติคือวันที่ 1 ต.ค. ที่จะถึงนี้/p pชูซึ่งเป็นผู้ที่หลบหนีจากจีนแผ่นดินใหญ่หลังการปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินยังได้กำชับให้สื่อจับตามองการประท้วงของกลุ่ม "ยึดครองย่านศูนย์กลาง" ไว้อย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าถ้าหากนักข่าวถูกขับไล่ออกจากพื้นที่แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำตามอำเภอใจ/p pspan style="color:#0000cd;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Occupy Central will be divided into groups in case police use tear gas, organisers reveal, /spana href="http://www.scmp.com/news/hong-kong/article/1594234/occupy-central-will-be-divided-groups-case-tear-gas"span style="color:#0000cd;"South China Morning Post/span/aspan style="color:#0000cd;", 17-09-2014/span/p pspan style="color:#0000cd;"Hong Kong Lecturers in Show of Support For Striking Students, /spana href="http://www.rfa.org/english/news/china/lecturers-09162014160613.html"span style="color:#0000cd;"RFA/span/aspan style="color:#0000cd;", 16-09-2014/span/p pspan style="color:#0000cd;"Thousands of pro-democracy activists stage 'black cloth' march in Hong Kong, /spana href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/china/140914/thousands-pro-democracy-activists-stage-black-cloth-"span style="color:#0000cd;"Global Post/span/aspan style="color:#0000cd;", 14-09-2014/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OcrzcD8pUHA" height="1" width="1"/

เสียงเรียกร้องของคนหาปลาไทย-กัมพูชา 'หยุดเขื่อนแม่น้ำโขง'

14 hours 25 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5592/15082739368_a3fc955838.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pnbsp;/p p17 ก.ย.2557 เครือข่ายชุมชนคนหาปลาจัดงานแถลงข่าว “หยุดเขื่อนแม่น้ำโขง” ที่ห้องประชุม Dipak C.Jain อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย nbsp;โดยมี ลอง โสแจด (Long Sohet) ผู้นำเครือข่ายชาวประมงทะเลสาบเขมรnbsp; แม่สมปองnbsp; เวียงจันทร์ ชาวประมงนักสู้แห่งเขื่อนปากมูน และชาวประมงจากชุมชนริมน้ำโขงและทะเลสาบจากทั้งสองประเทศ โดยในงานเครือข่ายชุมชนคนหาปลาได้แสดงถึงความกังวลว่าวิถีชีวิต อาชีพ และวัฒนธรรมจะล่มสลายไปพร้อมกับการพัฒนาจากภาครัฐ รวมทั้งได้ร่วมกันแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า “เราไม่ต้องการเขื่อน ไม่ใช่เพราะเราไม่ต้องการการพัฒนา แต่เราต้องการชีวิตและอาหารของเรามากกว่า”/p pstrongแม่น้ำโขงไม่ใช่ของใครเพียงคนเดียว/strong/p p“…ก็ขอเว้าหน่อยนึงนะว่า เป็นหยั่งพี่น้องปากมูนถึงได้มีการต่อสู้แล้วก็เรียกร้อง เพื่อเปิดให้สังคมได้ศึกษาและเรียนรู้ไปพร้อมกัน…เพราะว่าในโครงการต่างๆที่ผ่านมาของรัฐ บ่ได้เว้าถึงความเสียหายทรัพยากรเรื่องป่า เรื่องน้ำ เรื่องนิเวศ เฮาก็เลยพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองในพื้นที่นี่แหละค่ะ…”/p pนั่นเป็นจุดมุ่งหมายของแม่สมปอง เวียงจันทร์ และพี่น้องชาวประมงจากทั้งสองพรมแดนที่ออกมาแถลงข่าวในวันนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง หลังจากมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต่อความเป็นไปในเรื่องการสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่ง ณ เวลานี้พบว่า มีโครงการสร้างเขื่อนทั้งสิ้น 28 โครงการ ทั้งตอนบน บริเวณมณฑลยูนาน ประเทศจีน และในตอนล่าง ในช่วงพรมแดนระหว่างไทย ลาว และกัมพูชา/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5557/15268917832_0716b6fd81.jpg" style="width: 500px; height: 183px;" //p pเหตุใดการสร้างเขื่อนจึงส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนหาปลาลุ่มน้ำโขง แม่สมปอง เวียงจันทร์ ได้พูดถึงความสัมพันธ์ที่เป็นไปตามวิถีธรรมชาติของคนหาปลาในชุมชนชาวประมงริมแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนลาว และคนกัมพูชา แม่น้ำโขงจึงไม่ใช่สายน้ำของใครเพียงคนเดียว อิสระของสายน้ำก็ไม่ควรถูกใครปิดกั้น ปลานานาพันธุ์ก็ล้วนแต่มีธรรมชาติและวิถีชีวิตของมันตลอดลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีความสัมพันธ์ไปตลอดจนถึงแม่น้ำสาขา และทะเลสาบเขมร ปลาจากทะเลสาบเขมร อพยพมาที่แม่น้ำโขง แล้วเข้าไปที่แม่น้ำมูน แล้วก็เดินทางย้อนกลับไป นี่เป็นการเดินทางที่เป็นไปตามธรรมชาติของปลา ซึ่งปลาแต่ล่ะพันธุ์ก็มีช่วงเวลาในการอพยพที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่า หากมีการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงตามโครงการที่แต่ละประเทศได้วางแผนไว้ nbsp;ไม่ว่าจะตอนบน หรือตอนล่างก็ตามยอมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ระบบการสืบพันธุ์ของปลา และสุดท้ายผลกระทบทั้งหมดก็จะพุ่งตรงมาที่พี่น้องคนหาปลาที่พึงพิงอยู่กับแม่น้ำโขง จนท้ายที่สุดอาจจะนำพาไปสู่ความล่มสลายของวิถีชีวิต อาชีพ และวัฒนธรรมของชุมชนคนหาปลา อย่างกรณีเขื่อนปากมูนกลุ่มคนหาปลาก็เคยมีเรียกร้องให้รัฐเปิดเขื่อนตลอดปี เพราะการที่รัฐปิดเขื่อนเป็นการปิดกั้นเส้นทางการเดินทางปกติของปลาnbsp; โดยขอให้เป็นเอางานวิจัยที่มีการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้านมาพิจารณา แต่ท้ายที่สุดรัฐกลับมีคำสั่งให้เปิดเขื่อน 4 เดือน ต่อหนึ่งปีเท่านั้น/p p“คนชอบคิดแทนปลา ปลามันมีธรรมชาติ มีฤดูกาลของมัน” nbsp;หญิงชาวประมงนักสู้แห่งเขื่อนปากมูนกล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5591/15268916292_bda7926267.jpg" style="width: 500px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3880/15266200161_306ceaa48a.jpg" style="width: 500px; height: 370px;" //p pด้านลอง โสแจด เสนอว่า โดยลักษณะของทะเลสาบเขมร หรือโตนเลสาบ ถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันประมาณน้ำในทะเลสาบ 62 เปอร์เซ็นต์เป็นมวลน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำโขง ในส่วนที่เหลือมาจากแหล่งน้ำอื่นๆ ในแต่ละปีทะเลสาบเขมรสามารถผลิตปลาเลี้ยงผู้คนบริเวณรอบทะเลสาบ ได้ปีละ 368,000 ตันโดยประมาณ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่า และมีความหมายต่อวิถีชีวิตของชาวประมงบริเวณทะเลสาบเขมรอย่างมหาศาล หากมีการดำเนินการสร้างเขื่อนต่อไป จากปัจจุบันที่สร้างเสร็จแล้ว 6 เขื่อน ในประเทศจีน และกำลังโครงการต่อไปเรื่อย อาจจะไม่ได้เป็นเพียงการพรากน้ำ พรากปลาไปจากพวกเขา แต่อาจจะพรากชีวิตไปจากพวกเขาด้วย/p p“นอกจากจับปลา ผมไม่รู้จักวิธีหากินอื่นใดในชีวิต ถ้าไม่มีปลาแล้ว ชีวิตของเราก็จบสิ้น” nbsp;ลอง โสแจด กล่าวในงานแถลงข่าววันนี้/p pstrong5 ข้อเรียกร้อง ค้านอำนาจรัฐและทุน/strong/p pนอกจากนี้ทางเครือข่ายชุมชนคนหาปลาได้ ประกาศข้อเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจและสาธารณชนไว้ดังนี้/p p1.เรียกร้องต่อรัฐบาลลาว ให้ทบทวนการตัดสินใจเรื่องการสร้างเขื่อนไชยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง และต้องอำนวยให้มีการจัดทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างชัดเจนโดยทัน และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการทำการศึกษาผลกระทบทุกขั้นตอน และต้องระงับกระบวนการสร้างเขื่อนขณะรอผลการศึกษา/p p2.เรียกร้องต่อรัฐบาลประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ให้รัฐบาลของทุกประเทศรับฟังเสียง “ไม่เอาเขื่อน” ของประชาชน และต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และโดยทันที เพื่อหยุดเขื่อน ทั้งหมดบนลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะก่อสร้างเสร็จแล้ว หรือกำลังมีแผนจะก่อสร้าง/p p3.เรียกร้องต่อนักลงทุนและนักสร้างเขื่อน ให้ภาคธุรกิจหยุดการลงทุนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนบนลุ่มแม่น้ำโขง ข้อตกลงที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับบริษัท nbsp; nbsp;ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุผลในการลงทุนสร้างเขื่อนบนแม่น้ำของพวกเรา/p p4.เรียกร้องต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารพาณิชย์nbsp; ให้หยุดและล้มเลิกการให้กู้เงินแก่บริษัทสร้างเขื่อน ประสบการณ์ที่ผ่าน รวมทั้งกรณีเขื่อนปากมูนที่ได้รับเงินทุนจากธนาคารโลกควรนำมาใช้เป็นบทเรียน/p p5.เรียกร้องต่อภาคประชาชน และสาธารณชน เครือข่ายชุมชนคนหาปลาแม่น้ำโขงหวังให้ท่านตระหนักถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง นอกเหนือไปจากฟังการชวนเชื่อว่าเขื่อนคือแหล่งพลังงาน เราขอให้ท่านเข้ารวม และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการหยุดยั้งเขื่อนทุกเขื่อนในลุ่มแม่น้ำโขง/p p“เราอยากจะบอกกับนายทุนสร้างเขื่อนทั้งหลายว่าnbsp;nbsp; พวกคุณกำลังสร้างเขื่อนบนคราบน้ำตาของพวกเรา” สมอาดชาวประมงจากทะเลสาบเขมร เล่าถึงความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ/p p“เราเชื่อว่าชาวประมงลุ่มแม่น้ำโขง และทะเลสาบ บัดนี้ได้รวมตัวกันแล้ว และเรามีสัญญาต่อกันว่าจะไม่หยุดสู้จนกว่าจะเห็นผล” ลอง โสดแจด กล่าวยืนยันในท้ายที่สุด/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VMPV916a3ao" height="1" width="1"/

นักวิเคราะห์เสนอ 6 ขั้นตอนจัดการ 'ไอซิส' แบบไม่ต้องทำสงคราม

14 hours 26 min ago
pแม้ว่าการใช้กำลังจัดการกับกลุ่มไอซิสจะสร้างความสะใจได้ชั่วคราว แต่จะไม่สามารถจัดการกับปัญหาก่อการร้ายได้อย่างยั่งยืน ฟิลลิส เบนนิส ผู้ศึกษาเรื่องตะวันออกกลางได้นำเสนอ 6 ขั้นตอน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหากลุ่มไอซิสได้ในระยะยาว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3875/15082618729_d9bc594340_z.jpg" style="width: 560px; height: 428px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"พื้นที่ซึ่งกลุ่มไอซิสยึดครองในซีเรีย และอิรัก (ที่มา: /spana href="https://en.wikipedia.org/wiki/Islamic_State_of_Iraq_and_the_Levant"span style="color:#ff8c00;"วิกิพีเดีย/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pฟิลลิส เบนนิส นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลางเขียนบทความลงในเว็บไซต์ของสถาบันศึกษาด้านนโยบายต่างประเทศ (Foreign Policy in Focus หรือ FPIF) ถึงเรื่อง 6 วิธีการชนะกลุ่มติดอาวุธไอซิสโดยไม่ต้องใช้วิธีการรบ/p pเบนนิสเริ่มต้นกล่าวถึงสิ่งที่ประธานาธิบดีโอบาม่าเคยบอกว่าการแก้ไขปัญหากลุ่มไอซิสไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยวิธีการทางทหาร ปฏิบัติการทางทหารไม่สามารถสร้างหนทางไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองได้ และจะทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ยั่งยืนด้วย/p pเบนนิสระบุว่าแม้ว่าทางสหรัฐฯ จะให้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างตรงเป้าหมายเท่าใดก็ตามแต่ก็ไม่มีใครสามารถทำลายอุดมการณ์หรือองค์กรลงได้ โดยยกตัวอย่างองค์กรก่อการร้ายอัลเคดาที่สมาชิกถูกสังหารจำนวนมากในอัฟกานิสถานแต่อัลเคดาก็ยังคงมีปฏิบัติการในประเทศอื่น/p pเบนนิสวิจารณ์วิธีการติดอาวุธกลุ่มกบฏ "สายกลาง" ในซีเรียว่าไม่ได้เป็นการส่งเสริมคนที่ดีจริง ดังเช่นกลุ่มกองกำลังฟรีซีเรียนอาร์มี (FSA) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่มีความขัดแย้งกับไอซิส พวกเขาได้สังหารตัดคอนักรบไอซิส 6 ราย แล้วโพสต์รูปลงบนเฟซบุ๊ค/p p"การโจมตีทางทหารอาจจะทำให้เกิดความสะใจในตอนนั้น แต่พวกเรารู้ดีว่าการแก้แค้นเป็นสิ่งที่แย่สำหรับนโยบายการต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมันทำให้เกิดผลลัพธ์ที่อันตราย" เบนนิสกล่าว/p pบทความของเบนนิสเสนอว่าในเมื่อวิธีการทางหารไม่สามารถบรรลุผลได้เห็นได้จากความล้มเหลวในเรื่องตะวันออกกลางช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาควรหันมามองการแก้ปัญหาในระยะกลางและยาวแทน เพราะนอกจากการใช้กำลังทหารจะเป้นความผิดต่อกฎหมายนานาชาติ เสี่ยงต่อการทำให้พลเรือนเสียหายล้มตาย และเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากวิธีการทางการทูตซึ่งควรนำมาใช้แล้ว การใช้วิธีการทางทหารกลับยิ่งปิดกั้นหนทางแก้ไขปัญหา และอาจจะยิ่งส่งเสริมทำให้กลุ่มติดอาวุธที่ปรากฎตัวขึ้นมาใหม่อย่างไอซิสมีความเข้มแข็งด้วย/p pstrongทำความเข้าใจเหตุไดไอซิสถึงเข้มแข็ง/strong/p pบทความของเบนนิสพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมกลุ่มไอซิสถึงเติบโตและเข้มแข็งขึ้นมาได้ โดยแยกออกเป็น 4 สาเหตุ/p pสำหรับสิ่งที่ทำให้ไอซิสเข้มแข็งได้ใสาเหตุแรกคือ อาวุธของสหรัฐฯ และซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นอาวุธชั้นดีมีถูกส่งเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลางมากกว่า 15 ปีแล้ว แล้วก็ตกไปอยู่ในมือของไอซิส ทำให้ต้องคิดถึงเรื่องการคว่ำบาตรอาวุธจากทุกฝ่าย/p pสาเหตุที่สอง ไอซิสมีผู้ทำทางทหารที่ดี มีบางส่วนเป็นนายพลนิกายซุนนีที่ถูกปลดจากตำแหน่งในกองทัพอิรักช่วงที่สหรัฐฯ บุกเข้าโจมตี ซึ่งในตอนนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกฝน ผู้วางแผน และผู้นำการรบ ให้กับไอซิสและกลุ่มพันธมิตรของไอซิส/p pเบนนิสระบุว่า กลุ่มอดีตนายพลจากอิรักเหล่านี้ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตแบบไม่อิงศาสนา มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และคงไม่ยึดติดกับไอซิสมากนัก พวกเขาคงจะออกมาถ้าหาหนทางกอบกู้เกียรติยศ ศักดิ์ศรี และตำแหน่งการงานคืนมาได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่การตั้งรัฐบาลใหม่ในอิรักจะทำให้เกิดขึ้นได้/p pสาเหตุที่สาม คือไอซิสได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชนเผ่านิกายซุนนี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่โอบาม่าบอกว่าอยาก "เจรจาต่อรองด้วย" เพื่อให้ออกห่างจากกลุ่มไอซิส แต่กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกทุกข์ยากในช่วงที่สหรัฐฯ บุกโจมตีอิรักและอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลนิกายชีอะอ์ของนูรี อัลมาลีกิ พวกเขาถูกทำให้เป็นผู้ร้าย ถูกโจมตี และถูกยึดทรัพย์ โดยรัฐบาลอิรัก ทำให้พวกเขาไอเข้ากับไอซิสเพราะคิดว่ามีความสามารถท้าทายรัฐบาลได้/p pสาเหตุที่สี่ คือการสนับสนุนจากชาวนิกายซุนนีที่เป็นประชาชนทั่วไปในอิรัก ซึ่งจริงๆ แล้วคนนิกายซุนนีในอิรักส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่เคร่งศาสนามาก พวกเขาอาจจะเกลียดไอซิสในบ้างด้านเช่นการใช้ความรุนแรงและความสุดโต่งด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็ทนทุกข์จากการถูกรัฐบาลมาลีกิจับกุมตัว ทารุณกรรม วิสามัญฆาตกรรม และถูกกระทำแบบอื่นๆ ทำให้พวกเขายอมร่วมกับไอซิสเป็นการชั่วคราว/p pstrong6 ขั้นตอนจัดการกับไอซิส/strong/p pเบนนิสระบุว่าการทำให้ไอซิสอ่อนแอลงได้ต้องทำลายการสนับสนุนจากผู้นำเผ่า ผู้นำกองทัพ และชาวนิกายซุนนีในอิรักลง โดยเบนนิสได้เสนอวิธัการไว้ 6 ขั้นตอนดังนี้/p pขั้นตอนที่ 1 คือการยกเลิกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ เพราะกลุ่มผู้นำซุนนีมองว่าสหรัฐฯ กำลังทำตัวเป็นกองทัพอากาศให้กับชาวเคิร์ดและนิกายชีอะฮ์เพื่อต่อต้านนิกายซุนนี ทำให้การโจมตีทางอากาศไม่สามารถบรรลุเป้าหมายปลดการสนับสนุนของกลุ่มไอซิสได้ และอาจจะยิ่งทำให้พวกเขาเข้มแข็งขึ้น/p pขั้นตอนที่ 2 การกระทำตามคำมั่นว่าจะไม่ส่งกองกำลังทหารภาคพื้นดินไปในอิรัก ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทำเนียบขาวได้ยอมรับว่าพวกเขาส่งกองกำลังภาคพื้นดินไปในอิรักแล้ว 1,300 นาย และไม่ทราบว่ามีหน่วยสืบราชการลับและหน่วยพิเศษเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังต้องยังยั้งการส่งอาวุธเข้าไปในพื้นที่ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงกับพลเรือน นอกจากนี้ประเทศพันธมิตรยังต้องยกเลิกนโยบายที่ส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายนานาชาติ อีกทั้งยังควรมีการบังคับใช้กฎหมายป้องกันไม่ให้มีการสนับสนุนกองทัพต่างชาติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน/p pขั้นตอนที่ 3 จัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางการทูตเพื่อจัดการปัญหาไอซิสโดยเฉพาะ ในเมื่อปฏิบัติการทางทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง จึงควรให้ปฏิบัติการทางการทูตเป็นวิธีการแก้ปัญหาหลักๆ โดยการเชื่อมสัมพันธ์กับอิหร่านซึ่งมีอิทธิพลต่ออิรักมากกว่าสหรัฐฯ แม้ว่าอิหร่านจะมีผู้นำเป็นนิกายชีอะฮ์ แต่เหล่าผู้นำอิหร่านก็เป็นห่วงเรื่องความมั่นคงของประเทศใกล้เคียงเนื่องมาจากการแบ่งแยกนิกายของชีอะฮ์เองในอิรัก และที่ผ่านมาการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ก็ดำเนินไปด้วยดี จึงควรใช้โอกาสนี้เพื่อให้เกิด "การหารือต่อรองครั้งใหญ่" ที่มีการพูดเรื่องวิกฤติของภูมิภาคด้วย/p pขั้นตอนที่ 4 คือการที่สหประชาชาติควรพยายามหาแนวทางทางการทูตหลากหลายแนวทางมากขึ้น โดยเน้นเรื่องการกดดันทางการทูตและการเงิน ทั้งอิรักและซีเรียต่างก็มีความกังวลของตัวเองในประเด็นระดับนานาชาติ ทางด้านตุรกีจะมองว่าการเข้าร่วมรบกับสหรัฐฯ จะเป็นการเสี่ยงทำให้มีการสังหารนักการทูตและครอบครัวที่ถูกจับเป็นตัวประกัน ดังนั้นจึงต้องกดดันชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างซาอุฯ กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรคไม่ให้ส่งเสริมด้านอาวุธหรือการเงินกับกลุ่มหัวรุนแรงรวมถึงไอซิส กดดันตุรกีไม่ให้อนุญาตคนข้ามแดนไปยังซีเรียเพื่อเดินทางไปสมัครเป็นนักรบ/p pขั้นตอนที่ 5 คือการผลักดันให้สหประชาชาติเริ่มต้นการเจรจาหารือเพื่อยับยั้งสงครามกลางเมืองในซีเรียอีกรอบ โดยต้องให้ผู้ที่มีส่วนร่วมทุกฝ่ายขึ้นโต๊ะเจรจา ทั้งรัฐบาลซีเรีย ภาคประชาสังคมในซีเรีย ทั้งนักกิจกรรมที่ไม่ใช้วิธีการรุนแรง, ผู้หญิง, คนหนุ่มสาว, ผู้ลี้ภัย และประชาชนภาคส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกบฎติดอาวุธ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนอกประเทศ รวมถึงผู้นำโลกที่มีส่วนร่วมทั้งระดับภูมิภาคและระดับสากล ซึ่งอาจจะทำให้มีโอกาสเสนอนโยบายกรณีซีเรียร่วมกับรัสเซีย เพื่อช่วยกันกำจัดอาวุธเคมีและลดความตึงเครียดกรณียูเครนได้ นอกจากนี้การคว่ำบาตรอาวุธจากทุกฝ่ายควรจะเป็นวาระในระยะยาว/p pขั้นตอนที่ 6 คือ สหรัฐฯ ต้องเพิ่มการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านองค์กรสหประชาชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจำนวนมากทั้งจากซีเรียและอิรัก ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยสัญญาว่าจะให้การสนับสนุนด้านนี้แต่องค์กรด้านมนุษยธรรมก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งเบนนิสระบุว่าสหรัฐฯ ควรต้องให้สัญญาและให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pSix Steps Short of War to Beat ISIS, Foreign Policy In Focus, 10-09-2014nbsp;a href="http://fpif.org/six-steps-short-war-beat-isis/"http://fpif.org/six-steps-short-war-beat-isis//a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9FVJ_8x2YRw" height="1" width="1"/

‘พล.อ.ประวิตร’ ชี้งบกลาโหมปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้ว ถูกตัดเหลือร้อยละ 1.4 ของ GDP

Wed, 17/09/2014 - 23:45
pรมว.กลาโหม ชี้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมในปีนี้ได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา จากเดิมร้อยละ 1.7 ถูกตัดงบเหลือร้อยละ 1.4 ของ GDP ‘พล.อ.อุดมเดช’ วอนขอให้เชื่อมั่นการแก้ปัญหาใต้ ทุกอย่างจะดีขึ้น/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย.2557 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีปิดการศึกษาของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 56, หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมภาคเอกชน รุ่น 26 และหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐ เอกชน และการเมือง รุ่นที่ 7 ประจำปีการศึกษา 2556-2557 จำนวน 293 คน/p pโดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ไปเมื่อคืนที่ผ่านมา (16 ก.ย.) นั้น ถือว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมในปีนี้ได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา จากเดิมร้อยละ 1.7 ถูกตัดงบเหลือร้อยละ 1.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)/p pทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร เตรียมมอบหมายให้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนใช้งบประมาณของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ/p pขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รอง ผบ.ทบ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มอบแนวทางไว้แล้ว และจะสานงานต่อโดยจะทำให้ดีที่สุด ขอให้มั่นใจและให้กำลังใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนการยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ท่องเที่ยว และการต่ออายุพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ต้องขอดูรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะชี้แจงทุกเรื่องในภายหลัง/p pnbsp;/p pspan style="color:#808080;"emเรียบเรียงจาก /em/spanemspan style="color:#808080;": /spana href="http://www.mcot.net/site/content?id=5418f6a6be04709d838b4578"span style="color:#808080;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#808080;" และ /spana href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709170010015"span style="color:#808080;"สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gebY0eo4BOU" height="1" width="1"/

8 เครือข่ายสุขภาพเสนอประธานบอร์ดองค์การเภสัช เร่งแก้ปัญหายาขาด

Wed, 17/09/2014 - 23:06
!--break--!--break-- p17 ก.ย.2557 nbsp;เวลาประมาณ 15.00 น.ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) พล.ท.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานองค์การเภสัชกรรมซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งได้เชิญตัวแทน 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพเข้าร่วมหารือถึงสถานการณ์และข้อเสนอในการจัดการปัญหาเร่งด่วนของ อภ.ตามที่ได้ทำหนังสือถึงบอร์ด อภ.ชุดใหม่ และอีกหลายหน่วยงานตรวจสอบ อาทิ สตง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซุปเปอร์บอร์ด และ คสช./p pนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากการบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้บริหาร อภ.ในช่วงที่ผ่านมาทำให้การสั่งซื้อวัตถุดิบ การสั่งผลิตและจัดหายาวิกฤตอย่างหนัก รวมถึงการก่อสร้างโรงงานรังสิตที่ล่าช้า ทำให้ตอนนี้ผู้ติดเชื้อในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก/p p“จากเดิมรพ.สามารถจ่ายยาให้ครั้งละ 2-3 เดือน ปัจจุบันหลายรพ.ต้องจ่ายยาเป็นรายสัปดาห์ บางแห่งสั่งจ่ายโดยการลดจำนวนลงครึ่งหนึ่ง เช่นจาก 1 เดือนได้ 15 วัน หลาย รพ. ต้องให้คนไข้ไปรับยาเพิ่มที่สภากาชาด สูตร kaletra, AZT,3TC ที่ให้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ บางแห่งนัดรับยาแต่พอผู้ป่วยไปรับยาพบว่าไม่มียาให้ และไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้รับยาเมื่อไหร่ ซึ่งการขาดยาต้านไวรัสมีความหมายถึงชีวิตของผู้ติดเชื้อ เราจึงอยากทราบนโยบายของประธานบอร์ดว่ามีทางออกหรือไม่อย่างไร การเปิดใช้งานโรงงานผลิตยารังสิตเพื่อรองรับการขาดแคลนเวชภัณฑ์อันเนื่องมาจากการปิดปรับปรุงพัฒนาโรงงานผลิตยาพระรามหกมีความคืบหน้าอย่างไร จะใช้ระยะเวลายาวนานเท่าไร เพราะความล่าช้าอีกเดือนครึ่งเดือนหมายถึงความตายของคนจำนวนมาก และเราเสนอให้บอร์ดสอบสวนหาสาเหตุ เพื่อหาผู้กระทำผิดและนำไปสู่การพัฒนา อภ.”/p pผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี จากมูลนิธิสาธารณสุชกับการพัฒนาระบุเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงเฉพาะยาต้านไวรัสแต่ยังรวมถึงยาโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ดูเหมือนผู้บริหาร อภ.ไม่ตระหนักถึงพันธกิจของ อภ.ที่มีต่อสังคม ทั้งไม่มีการวางแผน ลดผลิตยาที่ตัวเองถือครองตลาดไว้มาก และลดหรือเลิกผลิตยาที่ทำกำไรน้อย เกิดปัญหาการจัดหายาของสถานพยาบาล และอาจก่ออันตรายแก่ผู้ใช้ยาด้วย/p p“เราจึงต้องการทราบวิสัยทัศน์ของประธานบอร์ดและบอร์ดชุดใหม่ว่าจะสามารถทำพันธกิจของ อภ.ได้อย่างไรบ้าง เพราะภารกิจรัฐวิสาหกิจด้านยา ไม่ใช่มุ่งแสวงหากำไร แต่ต้องช่วยสังคม ดังนั้น นอกจากเรื่องการผลิตจัดการยาแล้ว ยังต้องรวมถึงการเร่งโรงงานวัคซีน และการมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความมั่นคงด้านยาของประเทศไทย”/p pทางด้าน นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทยชนบท กล่าวว่า เสนอให้บอร์ดสางปัญหาความไม่โปร่งใส และโครงการที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดธรรมาภิบาลต่างๆ ด้วย/p p“ความล่าช้าหรือพยายามเตะถ่วงโรงงานยารังสิตที่ผ่านมาควรสอบสวนหาคำตอบว่าเกิดจากสาเหตุใด การที่บริษัทวัคซีนจากญี่ปุ่นถอนความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือแม้แต่ การเช่า รพ.มหาสารคามอินเตอร์เพื่อเก็บน้ำยาล้างไต ซึ่งมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ดำเนินตามระเบียบข้อบังคับพัสดุ อีกทั้งเป็นการจัดจ้างวิธีพิเศษตามอำนาจ ผอ.ทำได้ แต่ยังไม่รายงานบอร์ดเลยด้วยซ้ำ เรื่องเหล่านี้ต้องถูกสะสางโดยเร่งด่วน ไม่เช่นนั้น เราคงเห็นองค์การเภสัชกรรมพังต่อหน้าต่อตา ซึ่งเป็นความปรารถนาของอุตสาหกรรมยาข้ามชาติเพื่อสกัดคู่แข่งที่เคยทำให้ตลาดราคายามีความเป็นธรรม”/p pทั้งนี้ 8 เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ประกอบด้วย ชมรมแพทย์ชนบท, ชมรมเภสัชชนบท, กลุ่มศึกษาปัญหายา, กลุ่มคนรักหลักประกัน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา และมูลนิธิเภสัชชนบท/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5Yfe4-d79ZA" height="1" width="1"/

วงวิชาการเสนอเปิดพื้นที่ ปาตานี-รัฐไทย โต้กัน ลดประวัติศาสตร์อันตราย

Wed, 17/09/2014 - 22:25
!--break--!--break-- pnbsp;/p pระหว่างวันที่ 15 - 16 กันยายน 2557 สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สยาม-ปาตานี : มิติใหม่ ข้อมูลใหม่ และการจัดระบบความเข้าใจ ภายใต้ชุดโครงการความรู้ เรื่อง การประกอบสร้างประวัติศาสตร์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน (ปีที่ 3) ณ ห้องแกรนด์ บอลล์รูม บี ชั้น 8 โรงแรมลีการ์เด้นท์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา/p pstrongต้องเปิดพื้นที่รับฟังประวัติศาสตร์ของอีกฝ่าย/strong/p pดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง สยาม-ปาตานี : มิติใหม่ ข้อมูลใหม่ และการจัดระบบความเข้าใจตอนหนึ่งว่า โครงการนี้เป็นกรอบวิธีคิดใหม่และเป็นเรื่องใหม่ในเรื่องปาตานีศึกษาที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน และหวังว่าจะนำมาสู่ความเข้าใจ ได้ความรู้ ความเห็นต่าง ในประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่าเดิม/p pดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ความเข้าใจที่แตกต่างกันในอดีต นำมาสู่ความไม่ลงรอยกันในปัจจุบันและกลายเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การแสวงหาความจริงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องมาตั้งเจตนาร่วมกันว่าจะค้นหาความจริง โดยตั้งสมมติฐานว่าไม่มีใครรู้ทั้งหมด เพื่อที่จะลดหย่อนมายา ความเอนเอียง ความเป็นตัวตนที่ต่างคนต่างมีและต่างคนต่างยึดมั่น/p p“หากเราเริ่มต้นจากจุดที่ว่า มีความหลากหลายของความคิด มีความแตกต่างในเรื่องการบันทึกประวัติศาสตร์ และเรื่องเดียวกันแต่ตีความหรือมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน หากยอมรับความหลากหลายก็จะเปิดพื้นที่ทั้งหมด โดยทำให้เจ้าของแนวคิดและเจ้าของประวัติศาสตร์ที่ตัวเองเขียนขึ้นมามีความรู้สึกพร้อมที่จะรับฟังอีกฝ่าย พร้อมที่จะรับทราบการตีความของคนอื่นที่ไม่เหมือนกับตัวเอง และสิ่งสำคัญที่สุดคือนำไปสู่การระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการกำหนดนโยบาย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่” ดร.สุรินทร์ กล่าว/p pดร.สุรินทร์ กล่าวว่า การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่จะช่วยปัจจุบันและมองเห็นแนวทางแก้ปัญหาในอนาคต มิเช่นนั้นเราจะฝังตัวอยู่กับประวัติศาสตร์ที่มีแต่ความขัดแย้ง มิเช่นนั้นเราจะอยู่กับเหมือนกันอดีตที่มีความหลากหลายและไม่ตรงกัน และเราจะใช้ความหลากหลายนั้น มากำหนดความคิดของเราในปัจจุบันและจะกำหนดอนาคตของเราต่อโดยที่ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป/p pstrongสร้างพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์รัฐไทยกับปาตานีมาโต้กัน/strong/p p style="text-align: center;"strongimg alt="" src="/sites/default/files/u7/chu.JPG" style="width: 500px; height: 345px;" /br /รศ.ดร.ชุลีพร วิรุณหะ/strongbr /nbsp;/p pรศ.ดร.ชุลีพร วิรุณหะ จากภาควิชาประวัติศาสตร์nbsp; คณะอักษรศาสตร์nbsp; มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยในชุดโครงการความรู้ฯ กล่าวว่า โครงการนี้พยายามค้นหาวิธีเล่าเรื่องใหม่ โดยนำประวัติศาสตร์ไทยกับปาตานีมาเล่าพร้อมกัน โดยใช้บริบทเวลา การปะทะสังสรรค์ การประสานสัมพันธ์ โดยใช้บริบท 3 อย่าง คือ เวลา มุมมอง และปากคำหรือเรื่องเล่า เพื่อที่จะให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับกับความทรงจำในอดีตของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีมุมมองอยู่ 2 แบบ คือ รัฐไทย มองว่าประวัติศาสตร์ตั้งอยู่บนฐานของการกระชับอำนาจ เป็นการสร้างรัฐชาติ เช่น การไปทำสงครามกับชาติต่างๆ แต่ในปากคำของปาตานีคือถูกช่วงชิงดินแดนจากรัฐไทย/p pรศ.ดร.ชุลีพร ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องขาวกับดำ สิ่งที่จะทำคือ ต้องเปิดพื้นที่สีเทาที่ให้ทั้งสองฝ่ายมาโต้แย้งกัน แทนที่จะมองว่าถูกช่วงชิงดินแดนอย่างเดียว ซึ่งมันก็เป็นไปตามพลวัตรของภูมิภาคด้วย ที่ปาตานีเองก็ต้องทำสงครามกับรัฐต่างๆ ในอดีต เช่น รบกับอาเจะห์ หรือรัฐอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่กับการล่มของรัฐปาตานี ส่วนรัฐไทยเองก็ต้องรับมือกับนักล่าอาณานิคมและต้องจัดการปัญหาภายในด้วย/p pรศ.ดร.ชุลีพร กล่าวด้วยว่า แต่ยังสิ่งที่ยังเข้าไม่ถึงในการศึกษาประวัติศาสตร์ปาตานี คือ บทบาทของศาสนาอิสลาม ความซับซ้อนภายในรัฐมลายู ระหว่างผู้นำมลายูกันเอง และ พลวัตรในบริเวณอนุภูมิภาคคาบสมุทรมลายู เพราะงานศึกษาส่วนใหญ่ของตนเน้นไปที่รัฐชาติไทย/p pต่อมาเวลา 14.30 น.เวทีเสวนา เรื่อง วิพากษ์เอกสารnbsp; เมื่อ “ประวัติศาสตร์” เป็น “อันตราย”: ปัญหาปาตานีกับรัฐไทยในยุคหลังสมัยใหม่ โดยมีพล.ต.ต.จํารูญ เด่นอุดม นักประวัติศาสตร์ปาตานีอาวุโส และนายฮาซัน ยามาดีบุ นักประวัติศาสตร์ปาตานีรุ่นใหม่ เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย อาจารย์โชคชัย วงษ์ตานี อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา ม.อ./p pstrongดับไฟใต้ด้วยการดับประวัติศาสตร์หรือ?/strong/p pพล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม นักประวัติศาสตร์ปาตานีอาวุโส กล่าวว่า ตนพบข้อความจากป้ายประชาสัมพันธ์ที่ถูกติดไว้ในที่แห่งหนึ่งในจังหวัดยะลาเขียนว่า "จะดับไฟใต้ได้ ก็ต้องดับประวัติศาสตร์ปัตตานี" นั่นเป็นความเข้าใจผิดว่าหากลบประวัติศาสตร์แล้วจะแก้ปัญหาได้ เพราะไม่สามารถลบประวัติศาสตร์ได้/p pพล.ต.ต.จำรูญ ยังยกตัวอย่างการแก้ปัญหาหนึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ โดยที่ผ่านมาได้นำนักวิชาการมุสลิมคนหนึ่งจากกรุงเทพมหานครมาพูดให้คนในพื้นที่ฟัง โดยนักวิชาการคนดังกล่าวบอกว่า คนในพื้นที่ถูกหลอก 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องชาติพันธุ์ โดยนึกไปเองว่าเป็นคนมลายูแต่จริงๆ แล้วก็เป็นคนไทย 2.เรื่องศาสนา โดยคิดว่าการก่อเหตุเมื่อตายไปแล้วเป็นการญิฮาด แต่จริงๆ ก็ไม่ต่างจากโจรที่ถูกฆ่า และ 3.เรื่องประวัติศาสตร์ คือคิดไปเองว่าปาตานีเป็นเอกราชมาก่อน/p pstrong4 องค์ประกอบทำให้ “ประวัติศาสตร์อันตราย”/strong/p pพล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า ความคิดลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจต่อประวัติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าประวัติศาสตร์จะทำให้เกิดอันตรายได้ หากไม่มีการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยกัน โดยมีองค์ประกอบที่ทำให้ประวัติศาสตร์เป็นอันตรายได้ 4 อย่าง ได้แก่/p p1.ตัวแสดงหรือตัวละครหลักที่ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ เช่น การล่าอาณานิคมของอังกฤษที่ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกพื้นที่ในหลายแห่ง รวมถึงปาตานีเองในปีค.ศ.1909 ที่มีการทำข้อตกลงกับสยามเพื่อกำหนดเขตแดนที่แบ่งคนปาตานีส่วนหนึ่งให้อยู่กับสยามและอีกส่วนหนึ่งไปอยู่ในฝั่งมาเลเซีย จึงเกิดการต้านจากชาวมลายู กระทั่งเกิดคำกล่าวของผู้นำชาวปาตานีในสมัยนั้นว่า ในเมื่อปาตานีมีอิสระไม่ได้ก็ให้ปาตานีเป็นหนามตำเท้าสยามต่อไป เป็นต้น/p p2. ผู้ผลิต/ผู้บันทึก/ผู้เขียน/ผู้เรียบเรียงและบอกเล่าประวัติศาสตร์ การบอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์มักมีความต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ โดยที่ผู้ชนะมักจะตอกย้ำชัยชนะด้วยความภาคภูมิใจ สร้างชาตินิยมให้เกิดต่อไป ส่วนผู้แพ้มักจะใช้ความขมขื่น ความเคียดแค้นในการเขียนประวัติศาสตร์ กระทั่งก่อให้เกิดชาตินิยมอีกรูปแบบ จึงทำให้เป็นประวัติศาสตร์อันตราย/p p3.ผู้อ่าน/ผู้เสพ นักวิชาการ หรือนักประวัติศาสตร์เอง ที่บอกเล่าเรื่องราวกระจายออกไป จากรุ่นสู่รุ่นจนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนกระทั่งนำไปสู่ความต่อเนื่องของการบิดเบือนหรือการสร้างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ต่อไป/p p4.ผู้ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรม ผู้เผยแพร่ หรือผู้ปลุกระดม รวมไปถึงนักรบ นักต่อสู้ และนักปฏิวัติที่เอาเรื่องราวไปถ่ายทอดและตอกย้ำความขมขื่นของประวัติศาสตร์ หรือปฏิวัติสังคมเดิม เป็นต้น/p pstrongต้องเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงทุกแง่มุมและปลอดภัย/strong/p pพล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า ดังนั้น ถึงเวลาที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงกันถึงเรื่องของประวัติศาสตร์ในทุกแง่มุม เอาความจริงออกมาเปิดเผย และควรมีเวทีหรือพื้นที่ปลอดภัยในการถกเถียง เพราะถึงแม้รัฐไทยจะพยายามปกปิดปรัวัติศาสตร์เพียงใดก็ไม่สามารถที่จะปกปิดได้ เพราะในต่างประเทศมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปาตานีมากมาย เปรียบเทียบการปกปิดประวัติศาสตร์เหมือนกับการปิดฝาหม้อที่น้ำกำลังเดือด เมื่อมีการเปิดฝาหม้อน้ำจะระเหยออก แต่หากปิดไว้นานๆ อาจเกิดการระเบิดขึ้นได้/p pพล.ต.ต.จำรูญ ให้ความเห็นว่าในประวัติศาสตร์มีทั้งการปฏิเสธและการยอมรับ ไทยปฏิเสธประวัติศาสตร์ปาตานี มองผู้นำปาตานีเป็นกบฏ ในขณะที่ชาวปาตานีก็ปฏิเสธตำนานต่างๆ เช่น ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ส่วนการยอมรับก็คือยอมรับว่าสยามคือศัตรู และขณะเดียวกันปาตานีก็เป็นศัตรูในสายตาไทย/p pพล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า วาทกรรมการเสียดินแดน ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ปี 1890 ทั้งที่ไทยไม่ได้เสียดินแดน มีแต่ได้ดินแดน ตรงนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่มาจากการปิดพื้นที่ให้ความคิดของทุกฝ่ายได้พูดคุยกันได้ ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับความคิดของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิล เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ที่ว่าการศึกษาทางประวัติศาสตร์นั้นจะต้องมีลักษณะ Open Mind ต้องเปิดให้มีการถกเถียงกัน ขณะเดียวกันก็จะต้องมี Critical Mind ซึ่งจะต้องมีวิจารณญาณในการรับฟังและให้มีพื้นที่ให้พูดได้ทุกฝ่าย/p pstrongBRN พูดถึงประวัติศาสตร์เป็นเรื่องแรกบนโต๊ะสันติภาพ/strong/p pนายฮาซัน ยามาดีบุ นักประวัติศาสตร์ปาตานีรุ่นใหม่ เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงการพูดคุยสันติภาพในครั้งแรกระหว่างตัวแทนขบวนการ BRN กับตัวแทนรัฐไทยว่า สิ่งแรกที่ฝ่าย BRN พูดคือประวัติศาสตร์ แทนที่จะพูดเรื่องที่จะเจรจากัน พวกเขาใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการเล่าประวัติศาสตร์พร้อมกับหลั่งน้ำตาบ่งบอกถึงความเจ็บช้ำเมื่อพูดถึงเรื่องราวในอดีต แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์มีส่วนสำคัญในการต่อสู้ของฝ่าย BRN/p pนายฮาซัน มองว่า ประวัติศาสตร์ปาตานีนั้นอันตราย เพราะรัฐไทยกลัวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่นปาตานี ซึ่งในอดีตพูดไม่ได้ รวมถึงไม่กล้าพูด เช่น คำว่า NAGARA PATANI หรือ ประเทศปาตานี ซึ่งมองว่าแนวโน้มจะยิ่งอันตรายมากขึ้นเมื่อการบิดเบือนประวัติศาสตร์จากส่วนกลาง/p pนายฮาซัน กล่าวว่า เมื่อเด็กเรียนประวัติศาสตร์จากโรงเรียนของรัฐแบบหนึ่ง แต่เมื่อเรียนในพื้นที่ เช่น โรงเรียนตาดีกาก็สอนอีกแบบหนึ่ง แน่นอนว่าเด็กย่อมเชื่อคนในพื้นที่ของเขามากกว่าครูจากโรงเรียนของรัฐอยู่แล้ว จนบางครั้งโรงเรียนตาดีกาถูกมองในแง่ลบ ทั้งที่รัฐไทยควรทบทวนว่าแบบเรียนในโรงเรียนของรัฐสอนครบถ้วนหรือยัง/p pนายฮาซัน กล่าวว่า ตนและทีมงานศึกษาประวัติศาสตร์จากเอกสารที่มีอยู่แล้วและต่อยอดเป็นงานวิจัยประวัติศาสตร์ แต่ที่แตกต่างคือ ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์หลัก เช่น ประวัติศาสตร์กรือเซะ บานา จะบังติกอ เป็นต้น แต่จะศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วย โดยศึกษาจากการบอกเล่า ซึ่งอาจไม่ได้รับการยอมรับในทางวิชาการ แต่ก็มีเอกสารหลักฐานอยู่บ้างแต่เอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษามลายูทั้งอักษรยาวีและอักษรรูมี/p pนายฮาซัน กล่าวว่า ปาตานีในอดีตเป็นสังคมแห่งการจดบันทึก โดยเฉพาะในรูปแบบตำราศาสนา เกินครึ่งของจำนวนตำราศาสนาที่ค้นพบ พบว่ามีอย่างน้อย 3 แผ่นสุดท้ายของตำราจะบรรยายถึงสภาพสังคมปาตานี รวมไปถึงประวัติศาสตร์อีกด้วย และโชคดีที่รัฐไทยอ่านภาษามลายูอักษรยาวีไม่ออก ไม่อย่างนั้นอาจถูกเก็บไปหมด รวมถึงมีการซุกซ่อนไว้และปัจจุบันเริ่มมีการนำออกมาเผยแพร่ได้แล้ว/p pนายฮาซัน มองว่า ควรศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มากขึ้น และควรเปิดโอกาสในการเผยแพร่ประวัติศาสตร์ ซึ่งก็มีบ้างแล้วแต่ส่วนมากยังเผยแพร่เนื้อหาแบบผิดๆ เช่น ในรูปละคร หนัง เป็นต้น ซึ่งมีการบินเบือนตัวละครในประวัติศาสตร์มากจนเกินไป นอกจากนั้นรัฐไทยยังต้องปรับจินตภาพที่มองรัฐไทยเป็นรัฐเดียว เช่น มองเพียงแค่ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี โดยที่ไม่ได้มองล้านนา พิษณุโลก ลังกาสุกะ เป็นต้น/p pนายฮาซันกล่าวว่า ตนอาจมองต่างจาก ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ที่เสนอว่านักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นปาตานีจะต้องมีความเป็นกลาง ตนเองในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งมีเชื้อสายมาจากโมกุล พยายามนำเสนอประวัติศาสตร์ด้วยความเป็นกลาง แต่สิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยมากกว่า 90% พบว่าเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ซึ่งทุกคนรวมไปถึงรัฐไทยจะต้องรับให้ได้ และการสร้างความเข้าใจจะสร้างสันติภาพได้/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3biRLXgcTZE" height="1" width="1"/

เสนอ คสช.ยกเลิกแร่ใยหิน หลังกระทรวงอุตฯ ซื้อเวลาอีก 5 ปี

Wed, 17/09/2014 - 21:58
!--break--!--break-- pโดยที่ปรากฏเป็นข่าวว่าnbsp; กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จะเสนอแผนการยกเลิกการใช้แร่ใยหินnbsp; แต่ยืดเวลาออกไปอีกห้าปี เครือข่ายเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประไทย T-BAN ซึ่งได้ติดตามการเรื่องการยกเลิกแร่ใยหินมาโดยตลอด ได้แสดงความไม่เห็นด้วยและเสนอให้ คสช ทำการยกเลิกทันที ทั้งนี้ เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนรับข้อเสนอยืดการเลิกเป็นห้าปี พร้อมนำเสนอข้อมูลวิชาการและจัดฉายภาพยนต์ มหาภัยใยหิน แอสเบสตอส คดีความที่สะเทือนขวัญจากความตายของประชาชนในยุโรป ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ที่โรงภาพยนต์ ลิโด้/p pนางสมบุญ สีคำดอกแค เครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประเทศไทย (T-BAN) กล่าวว่าnbsp; ตามที่nbsp; นายพสุnbsp; โลหารชุน อธีบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ประกาศจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ให้ยกเลิกใยหินในผลิตภัณฑ์ กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยางปูพื้น ภายใน 2 ปีและยกเลิกในผลิตภัณฑ์กระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรค คลัช ท่อซีเมนต์ ในระยะเวลาถึง 5 ปี นั้น ทำให้ภาคประชาชนรู้สึกหมดหวังที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังซื้อเวลาให้ธุรกิจใยหินทำมาหากินบนความเจ็บป่วยและความตายของพี่น้องผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคต่อไปอีกห้าปี โดยขาดสำนึกรับผิดชอบต่อพิษภัยที่เกิดขึ้น/p pเครือข่าย T-BAN ขอแถลงการณ์ต่อสาธารณะยืนยันให้มีการยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหินภายในปี 2557 และยกเลิกการผลิตสินค้าที่มีใยหินภายในปี 2558nbsp;/p pนางสาว แววดาว มูลนิธิผู้บริโภคกล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2554 ให้ยกเลิกการใช้ใยหินเป็นเวลากว่าสามปีแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดใดให้มีผลทางปฏิบัติ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะที่ข้อสรุปของกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และหน่วยงานวิชาการต่างๆ ได้แสดงเจตนารมย์ปกป้องสุขภาพประชาชน โดยต้องการให้มีการยกเลิกใยหินโดยเร็วที่สุด เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงยื้อเวลาต่อไป เครือข่าย T-BAN จะรณรงค์คัดค้านกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างถึงที่สุด ขอเรียกร้องต่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช) ให้มีการปกป้องอันตรายที่เกิดจากใยหินและคืนความสุขให้ประชาชนตามเจตนารมย์ ของ คสช.โดยทำการยกเลิกทันที/p pรศ.ดร.พญ. พิชญา พรรคทองสุขnbsp; ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ ม. สงขลานครินทร์ และ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อการยกเลิกใยหิน ซึ่ง ประกอบด้วย คณาจารย์จาก ม.มหิดล ม.ธรรมศาสตร์nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่ ม.นเรศวร ม.พะเยาว์ ม ขอนแก่น ม.ศรีนครินทรวิโรฒน์ และ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก สรุปว่าทางเดียวที่จะขจัดโรคที่มาจากใยหินได้ คือ การยกเลิกการใช้ทุกชนิด สนับสนุนเทคโนโลยีการใช้วัสดุหรือสารทดแทน มาตรการป้องกันการรับสัมผัส ปรับปรุงระบบวินิจฉัย และ ตั้งกองทุนผู้ได้รับผลกระทบจากใยหิน จึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการยกเลิกการใช้ใยหินโดยไม่ต้องรอถึงห้าปี ขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนรับข้อเสนอยืดการเลิกเป็นห้าปี ทั้งนี้จะร่วมกับเครือข่าย ทีแบนด์ สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน เพื่อรับมือภัยใยหิน โดย นำเสนอข้อมูลวิชาการและจัดฉายภาพยนต์ มหาภัยแอสเบสตอส คดีความที่สะเทือนขวัญจากความตายของประชาชนในยุโรป ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ที่ โรงภาพยนต์ ลิโด้ โดยจะขอให้ประชาชนเรียกร้อง ต่อ คสช. ให้ยกเลิกใยหินโดยทันที/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td style="width:616px;" pnbsp;/p p align="center"strongแถลงการณ์ คัดค้านกรมโรงงานอุตสาหกรรม ยืดเวลายกเลิกใยหินไปอีก 5 ปี/strong/p pnbsp;/p pnbsp;nbsp; เครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประไทย T-BAN ได้ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องการยกเลิกแร่ใยหินมาโดยตลอด ทั้งจากการติดตามจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และล่าสุดที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยเรียกร้องให้เห็นแก่สุขภาพของคนไทย เลิกซื้อเวลาให้อุตสาหกรรมและธุรกิจใยหินไครโซไทล์ แต่ยังไม่พบการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหินและการผลิตสินค้าใยหิน/p pโดยที่ปรากฏเป็นข่าวว่าnbsp; กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จะเสนอแผนการยกเลิกการใช้แร่ใยหินnbsp; โดยนายพสุnbsp; โลหารชุน อธีบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ให้มีการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่มีการยอมรับพิษภัยและอันตรายของใยหินไครโซไทล์ เช่นเดียวกับที่มีการยกเลิกการใช้ทั่วโลกถึงกว่า 50 ประเทศ และมีประเทศต่างๆการประกาศยกเลิกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง/p pเนื่องจากได้มี มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 12 เมษายน 2554 ให้ยกเลิกการใช้ใยหินnbsp; เป็นเวลากว่าnbsp; 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดใดให้มีผลทางปฏิบัติ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะที่ข้อสรุปของกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และหน่วยงานวิชาการต่างๆ ได้แสดงเจตนารมย์ปกป้องสุขภาพประชาชน โดยต้องการให้มีการยกเลิกใยหินโดยเร็วที่สุด/p pดังนั้นการที่นายพสุnbsp; โลหารชุน อธีบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ประกาศว่าuจะเสนอให้ยกเลิกใยหินในผลิตภัณฑ์ กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยางปูพื้น ภายใน 2 ปีและยกเลิกในผลิตภัณฑ์กระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรค คลัช ท่อซีเมนต์ ในระยะเวลาถึง 5 ปี/u นั้น ถือได้ว่าเป็นการพยายามที่จะยืดเวลาการยกเลิกการใช้แร่ใยหินในประเทศไทยnbsp; ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงานและประชาชนทั่วไปที่มีโอกาสรับสัมผัส โดยเป็นสาเหตุของมะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและมะเร็งอีกหลายชนิด/p pเครือข่าย T-BAN จึงขอแถลงการณ์ต่อสาธารณะ uยืนยันให้มีการยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหิน ภายในปี 2557 และยกเลิกการผลิตสินค้าที่มีใยหินภายในปี 2558/u nbsp;เนื่องจาก กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ละเลยมติ ครม.มาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2554 หากกระทรวงอุตสาหกรรมยังคงยื้อเวลาต่อไป เครือข่าย T-BAN จำเป็นต้องรณรงค์คัดค้านกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างถึงที่สุด โดยจะดำเนินการเรียกร้องต่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ให้มีการปกป้องอันตรายที่เกิดจากใยหินและคืนความสุขให้ประชาชนตามเจตนารมย์ ของ คสช./p pnbsp;/p p align="right"เครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินแห่งประไทย T-BANnbsp;/p p align="right"วันที่ nbsp;18 nbsp;กันยายน 2557/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/fZP0rkEsfKk" height="1" width="1"/

กรรมการสิทธิฯ จัดถกจับกุมผู้ชุมนุมละเมิดสิทธิ? ญาติผู้ตาย53 – ตัวแทน คสช.ร่วม

Wed, 17/09/2014 - 16:22
!--break--!--break-- p15 ก.ย.2557 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จัดประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การปฏิบัติการจับกุมผู้ชุมนุมเรียกร้องประเด็นขาหุ้นเดินขบวนเรียกร้องปฏิรูปนโยบายพลังงาน และกลุ่มเรียกร้องความเป็นธรรมต่อกรณีศาลยกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในคดีสลายการชุมนุมปี 53 โดย กสม. ได้เชิญตัวแทนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้แก่ พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมายของ คสช. พ.อ.สัญชัย บูรณะสัมฤทธิ์ คณะทำงานด้านกฏหมาย ส่วนงานการรักษาความสงบเรียบร้อยของ คสช. พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการนครบาล 1 พ.ต.อ.วิชัย แดงประดับ ตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ สน. พญาไท พ.ต.ท.นทธีฤทธิ์ หาญเสน่ห์ลักษณ์ พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กองบังคับการกองปราบปราม พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผู้กำกับสน.บางซื่อ และนายพันศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ และนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา นายณัทพัช อัคฮาด น้องชาย ของน.ส.กมลเกด อัคฮาด ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 เข้าชี้แจงเหตุการณ์จับกุมดังกล่าว/p pพ.อ.วิจารณ์กล่าวว่า การบังคับใช้กฎอัยการศึกนั้นเนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีการใช้อาวุธสงครามทำร้ายกันจนมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อระงับยับยั้งสถานการณ์ แม้ว่าต่างชาติจะต่อต้านไม่ยอมรับแต่ถ้าปล่อยให้ประเทศควบคุมความรุนแรงไม่ได้จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวง กฎอัยการศึกก็ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการระทำความผิด แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความเห็นต่างก็เพียงแค่เรียกมาปรับทัศนคติแล้วก็ปล่อยตัวไป ไม่ได้ขัง ทำร้ายร่างกายหรือทรมาณแต่อย่างใด ไม่ว่าจะกลุ่มใดก็แล้วแต่ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้มีช่องทางเอาไว้ให้แสดงความเห็นด้วย คือ ให้เข้าร่วมประชุมแล้วเสนอความคิดเห็นได้ เช่น ในการปฏิรูปพลังงานท่านหัวหน้า คสช. ก็ได้เป็นประธานการประชุมที่สโมสรกองทัพบก ฉะนั้นการที่ออกมาเดินตามที่สาธารณะแล้วโปรยใบปลิวหรือชักชวนให้คนมาร่วมทำให้คนยังคิดว่าความขัดแย้งยังมีอยู่ซึ่งขัดต่อคำสั่ง คสช. เมื่อฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้าไปปฏิบัติหยุดกิจกรรมดังกล่าวnbsp; ซึ่งก็ได้ปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย/p pพ.ท.บุรินทร์ กล่าวว่าตนเป็นส่วนปฏิบัติงานด้านกองกำลัง ทำหน้าที่เข้าไปดูแลผู้ชุมนุมที่ถูกคุมตัวมาแล้วทำการชี้แจงกับผู้ชุมนุมว่าการกระทำของผู้ชุมนุมเป็นสิ่งที่ดีแต่สถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติแล้วก็มีกลุ่มฉวยโอกาสที่ใช้สถานการณ์เช่นนี้ก่อความไม่สงบขึ้นมาอีก ไม่เฉพาะเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอน เมื่อมีการชุมนุมบนท้องถนนก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปพูดคุยก่อนที่กองกำลังของเราจะเข้าไป ขอร้องให้เข้าสู่ระบบที่ผู้ใหญ่เปิดช่องทางไว้ ทั้งที่ คสช. หรือศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่ขอร้องว่าอย่าทำพฤติกรรมที่ต่างคนต่างทำเพื่อการเรียกร้องที่ผิดแนวทางจากที่เป็นระบบอยู่ เมื่อยังมีการปฏิบัติแบบนั้นก็จำเป็นจะต้องมีการเชิญตัวมาปรับความเข้าใจnbsp; การปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนทาง คสช. หรือผบ.กองกำลังมีการเน้นย้ำเรื่องนี้โดยตลอด ไม่มีการปฏิบัติแบบทางการทหาร และนำกฎหมายมาดำเนินการโดยเสมอภาค/p pนายรัษฎา มนูรัษฎา อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้สอบถามทางตัวแทนของ คสช. ว่าการที่บุญยืน ศิริธรรม อดีตวุฒิสมาชิก ร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปจากการที่แสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปพลังงาน เป็นเวลา 3 คืนnbsp; และไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นความจริงหรือไม่/p pพ.ท.บุรินทร์ กล่าวว่า ในกรณีนี้เช้าวันที่มีการเดินขบวนบนท้องถนน ทางตำรวจมีการควบคุมตัวส่งให้ทางทหาร แล้วพาไปที่สนามกีฬากองทัพบกเพื่อทำประวัติบุคคลตามขั้นตอน และแจ้งขอควบคุมตัวตามอำนาจกฎอัยการศึก ซึ่งการคุมตัวตามกฎอัยการศึกไม่ได้เป็นการจับขังเหมือนตามป. วิ อาญา ทั่วไป แต่เป็นกักตัวสอบสวนเรื่องที่สงสัย อย่างกรณีนี้ก็คือทำไมมีการขอร้องแล้วยังมาทำพฤติกรรมแบบนี้ เหมือนที่สื่อมวลชนเรียกว่าการปรับทัศนคติ ซึ่งไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐานใด หรือตามประมวลกฎหมายฉบับใด ตามกฎอัยการศึกจะเรียกว่าการกักตัวเพื่อสอบสวน หลังจากทำประวัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากทางทหารไม่มีพื้นที่กักตัว เพื่อกันข้อครหาว่าทหารเอาตัวไปจึงนำไปฝากที่กองปราบปราม ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้กับคนทุกกลุ่มที่จับมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม โดยใช้อำนาจตามมาตรา 6 ของกฎอัยการศึกขอให้พนักงานสอบสวนช่วยดำเนินการกักตัวให้ ในคืนนั้นกว่าจะเดินทางก็มืดแล้วจึงกักตัวไปตามระเบียบ เนื่องจากในคืนนั้นยังไม่สามารถเปิดห้องให้ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปเปิดห้องแอร์ให้เพื่อให้เหมาะสมกับคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ วันแรกกลุ่มผู้ถูกควบคุมตัวไม่พอใจการกระทำของเจ้าหน้าที่เพราะคิด่วาการแสดงออกเป็นความถูกต้องไม่ใช่ไปทำผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นการชุมนุมทางการเมือง ตนจึงได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการรักษาความสงบ เมื่อมีการรวมกลุ่มบนท้องถนนทหารก็ต้องรีบระงับไม่ให้มีเหตุบานปลายอ พอวันที่ 2-3 ก็พูดคุยกันจนทำความเข้าใจกันได้ จากนั้นมีการนัดเสวนาของหลวงปู่พุทธอิสระ ทหารก็รีบดำเนินการปล่อยตัวหลังจากที่ผู้ถูกควบคุมตัวยอมรับและรับปากแล้วว่าจะไม่ลงมาบนถนนอีกแล้ว/p pพ.ต.ท.นทธีฤทธิ์ ทางกองปราบฯ ได้รับการร้องขอจากทหาร จึงได้รับตัวผู้ถูกกักตัวมาไว้ที่กองบังคับการกองปราบปราม ทางฝ่ายทหารก็ส่งตัวบุญยืนมาที่กองปราบฯ วันที่ 24 ส.ค. โดยมีกำหนดกักตัวถึงวันที่ 30 ส.ค. แต่กักตัวไว้ 2 คืน ทางฝ่ายทหารจึงขอตัวกลับไป และไม่ได้มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีมา/p pพ.ท.บุรินทร์เสริมว่า กรณีของขาหุ้นนั้นทางทหารเห็นว่าไม่ได้ฝ่าฝืนเรื่องชุมนุมทางการเมือง แต่ฝ่าฝืนอัยการศึก เมื่อมีการชี้แจงและปรับทัศนคติเรียบร้อยและทางคุณบุญยืนยอมรับแล้วทางทหารก็ไม่ต้องทำการแจ้งข้อกล่าวหา ตามกฎอัยการศึกไม่ได้ระบุว่าฝ่าฝืนแล้วจะมีโทษ แต่เป็นอำนาจสอบสวนเพื่อหาความผิดอื่น เช่น ยาเสพติด ทางเจ้าหน้าที่ทหารก็จะใช้อำนาจตรวจค้นในตอนกลางคืนและดำเนินการจับกุม เมื่อจับมาแล้วต้องแจ้งก่อนว่าขออนุญาตควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก และเมื่อตรวจสอบแล้วมีความผิดจึงจะแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำหน่ายหรือมีครอบครงยาเสพติด ซึ่งมีอัตราโทษ ตามพระราชบัญญัติต่างๆ แต่ของกฎอัยการศึกไม่มีอัตราโทษ มีแต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้/p pนายรัษฎาถามย้ำว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าคุณบุญยืนได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือประกาศหรือว่ากฎอัยการศึกจึงปล่อยตัวโดยไม่มีการดำเนินคดีใช่หรือไม่ และอีกหนึ่งเรื่อง สนธิสัญญาหรือกติการะหว่างประเทศที่ไทยลงนามไว้ยังคงยึดถืออยู่ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพพื้นฐานของประชาชนเรายังทำได้อยู่ ในกรณีของคุณบุญยืนพูดเรื่องพลังงาน แสดงความไม่เห็นด้วย แล้วอย่างกรณีเวทีของหลวงปู่พุทธอิสระ เป็นการแสดงความคิดเห็นก็ทำได้/p pพ.อ.วิจารณ์ เรื่องการเชิญตัวไป คำสั่ง คสช. ที่ 97/2557 (5) ได้ขอความร่วมมือไว้หากมีการฝ่าฝืนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการระงับได้ตาม(4) ซึ่งหากปล่อยให้มีการไปเดินขบวนคนอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างออกมากันเต็มไปหมดก็จะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ การเชิญตัวไปเพื่พูดคุยว่ามีช่องทางแสดงความคิดเห็นให้nbsp; ซึ่งเมื่ออธิบายเข้าใจแล้วก็จะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา/p pพ.ท.บุรินทร์เสริมว่าเมื่อทำประวัติควบคุมเสร็จแล้วก็จะมีการแจ้งว่าได้ทำผิดกฎอัยการศึก ได้ก่อการชุมนุมบนถนน ก่อความวุ่นวาย โดยทหารเป็นคนแจ้งข้อกล่าวหา/p pนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กล่าวว่าที่นายรัษฎาถามนั้นเนื่องจากว่าในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 ได้ระบุไว้ว่าสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคต้องได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่ออ้างคำสั่ง คสช. ที่ 97/2557 เรื่องขอความร่วมมือในการให้ข้อมูลข่าวสารการก่อความไม่สงบกับประเด็นที่ขาหุ้นพลังงานหรือที่ภาคใต้มีการเดินที่หาดใหญ่ไม่เกิน 5 คน ภายหลังเหลือ 2 คน พอถึงชุมพรก็ถูกห้ามไม่ให้เดิน ในฐานะที่เขาเป็นพลเรือนที่ รธน. ได้ให้ความคุ้มครองไว้ เขาได้แสดงความเห็นเรื่องการปฏิรูปพลังงานเพราะเขามองว่าประเด็นนโยบายที่มีอยู่ตอนนี้เขาไม่เห็นด้วยก็อยากที่จะเสนอกับ คสช. เพื่อให้ทราบว่าขณะนี้มีภาคประชาชนที่ตื่นตัวอยากเข้ามาร่วม ซึ่งเขาเป็นพลเมืองที่มีสิทธิทางการเมือง/p pนิรันดร์ กล่าวด้วยว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ กสม. หรือสื่อต่างประเทศกังวลเพราะมองว่าเป็นการไปขัดสิทธิเสรีภาพของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเรื่องทางการเมือง การให้ความคิดเห็นที่แตกต่างจะนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ของชาติและประชาชน พอไม่ให้เขาแสดงความคิดเห็นก็เหมือนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทำให้มีความขัดแย้งมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ยอมรับว่าในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา 5-6 เดือน มีการใช้อาวุธสงคราม แต่นี่เป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็น แล้วรธน. ก็ให้การรับรอง แล้วจะอธิบายต่อสังคมได้อย่างไร/p pพ.ท.บุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ว่า รธน. ฉบับเก่าหรือฉบับชั่วคราว ก็คุ้มครองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว เว้นแต่ถูกกำกับด้วยข้อกฎหมาย ในช่วงนี้ คสช. ก็ไม่ได้ปิดบังปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และมีช่องทางให้เข้าชี้แจงข้อมูลต่างๆ อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์ดำรงธรรมหรือทำเนียบรัฐบาล หรือ คสช.เองก็ได้รับจดหมายเป็นหมื่นฉบับที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ แต่ทาง คสช. ขอในลักษณะของการแสดงออกเพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ในการปฏิบัติการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ไม่อย่างนั้นจะเกิดเหตุการชุมนุมอื่นๆ ตามมาได้/p pนายรัษฎาถามต่อว่าตกลงข้อกล่าวหาที่แจ้งคืออะไร เนื่องจากที่ชี้แจงยังไม่สอดคล้องกับทางกองปราบฯ ที่บอกว่าปล่อยโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา/p pพ.ท.บุรินทร์ ชี้แจงว่ากองปราบฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้กฎอัยการศึกเลย อำนาจตามกฎอัยการศึกเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ทหารล้วนๆ เป็นแค่ผู้ให้ใช้สถานที่กับทางทหารโดยการร้องขอตามมาตรา 6 เนื่องจากหากเป็นที่หน่วยงานตำรวจจะมีภาพลักษณ์นิ่มนวลกว่าค่ายของทหาร ทางเจ้าหน้าที่ต้องการให้เป็นสถานที่เปิดเผยไปมาหาสู่ได้เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหามีการอุ้มหาย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะทำการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกทางเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาว่าผิดตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ขอควบคุมตัว แต่ไม่มีอัตราโทษ ซึ่งจะเรียกว่าข้อกล่าวหาก็ไม่ใช่ แต่เป็นการแจ้งว่าเป็นการฝ่าฝืนจึงขอควบคุมตัวไปสอบสวน เมื่อควบคุมตัวไป มีการพูดคุยแล้ว จึงทำหนังสือไปแจ้งกองปราบฯ ว่าขอตัวคืนแล้วไม่ประสงค์ให้กองปราบฯ รับตัวไว้ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็รับตัวไปไม่เกี่ยวกับทางกองปราบฯ แล้ว เมื่อทั้งคุณบุญยืนและคนอื่นๆ ยอมรับว่าจะไม่มาชุมนุมบนถนนแล้วก็มีการเซ็นเอกสารรับรองไว้/p pพ.ต.ท.นทธีฤทธิ์ ชี้แจงเสริมว่า เรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาการกักตัวตามกฎอัยการศึกไม่ได้เป็นการปฏิบัติตาม ป. วิอาญา ดังนั้นหลังการกักตัว หากมีการส่งตัว มีการร้องทุกข์แล้วจึงจะมีการปฏิบัติตาม ป.วิอาญา นั่นคือการแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งบางกรณีอยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาร้องทุกข์ต่อไป หรือจะเป็นผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพิ่มเติมดำเนินคดีก็ทำได้ ซึ่งทหารจะดำเนินคดีหรือไม่ก็อยู่ที่ฝ่ายกฎหมายของเขาตรวจสอบแล้วว่าจะดำเนินคดีหรือไม่/p pพ.ต.อ.อรรถวิทย์ กล่าวว่า ในกรณีของคุณวีระและคุณบุญยืน เป็นครั้งแรกที่ใช้กฎอัยการศึกเพราะมีการพูดคุย ห้ามแล้ว ส่วนพฤติกรรมการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ทำในพื้นที่ปิด เช่น ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามโรงแรมต่างๆ ทาง คสช.และ บช.น.ก็ไม่ได้ปิดกั้น สามารถทำได้ แต่การออกมาเคลื่อนไหวบนถนนเป็นลักษณะที่จะทำให้มีความวุ่นวาย หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะมีการเลียนแบบจะเสียบรยากาศ จึงต้องห้ามตรงนี้/p pชฤทธิ์ มีสิทธิ์ อนุกรรมการศึกษาและตรวจสอบปัญหาแรงงาน กสม. ถามตัวแทนของ คสช. ว่าเกณฑ์ของ คสช. เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่กำหนดว่าการแสดงออกบนท้องถนนถือว่าไม่สงบนั้นเป็นปัญหา การรวมตัวของประชาชนเป็นร้อยเป็นพันจะทำได้หรือไม่/p pพ.ท.บุรินทร์ ตอบว่าต้องดูเจตนาของแต่ละกลุ่ม เช่นกรณียื่นหนังสือที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ก็มีการเชิญแต่ไม่ได้ควบคุมตัวมาชี้แจง แล้วแต่พฤติกรรมที่ทำในแต่กรณี หากรวมตัวเป็นร้อยเป็นพันแต่ไม่ได้มีลักษณะที่กล่าวไป ทางผู้ใหญ่ก็จะมีการพิจารณาโดยละเอียด/p pspan style="color:#0000ff;"strongพันธ์ศักดิ์-กมนเกด ร่วมถก/strong/span/p pพ.ต.อ.เศกสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีจับกุมนายพันศักดิ์ ศรีเทพ นางพะเยาว์ อัคฮาดและนายณัทพัช อัคฮาด กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม ปี 2553 ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา จากกิจกรรมเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีศาลอาญายกฟ้องคดีการสลายการชุมนุมปี 53 โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจ ว่า เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ไม่ปกติ มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกซึ่งทาง สน.บางซื่อกังวลอย่างมากว่าการกระทำดังกล่าวจะขัดต่อประกาศของ คสช. หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจก่อให้เกิดความแตกแยกและไม่สงบ รวมถึงเกรงเกิดเหตุแทรกซ้อนจากมือที่ 3 จึงได้ขอกำลังจากตำรวจและทหารมาร่วมกันเพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อน กรณีนี้เป็นความเข้าใจผิดว่าศาลยกฟ้อง หากแต่เป็นการฟ้องผิดศาล ศาลอาญาเพียงระบุว่าไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ส่วนทางตำรวจต้องป้องกันไม่ให้มีการรวมกลุ่มและฝ่าฝืนกฎอัยการศึกหรือคำสั่ง/p pตำรวจกล่าวต่อว่า วันนั้นนายณัทพัชและนางพะเยาว์มาที่ทางขึ้นรถไฟฟ้ากำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกิจกรรมและการตัดสินของศาลอยู่มีการแจกเอกสารใบปลิว ทางตำรวจเกรงว่าจะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารและชักชวนให้มีการรวมกลุ่มที่อาจจะขัดต่อประกาศ คสช. 97 และกฎอัยการศึก จึงได้เชิญทั้งสองคนไปที่ สน. ขอร้องให้หยุดการกระทำ ขณะเดียวกันทางพันศักดิ์ได้โยนใบปลิวบนสะพานลอยลงบนถนน ซึ่งมีประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนเข้าไปเก็บจนชุลมุน ทางตำรวจก็ได้เชิญไปที่สน.ย่อยnbsp; ชี้แจงว่าการกระทำอาจจะขัดกฎอัยการศึก ประกาศ คสช. ที่ 97 ซึ่งมีเนื้อหาเดียวกับเอกสารที่พะเยาว์และณัทพัชแจกกับสื่อ เมื่อเชิญตัวทั้งสามคนก็ได้มีนายอานนท์ นำภา ทนายความตามไปที่สน. ด้วย/p pเมื่อถึงสน.ก็ได้พิจารณาร่วมกับทหารพระธรรมนูญว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเพราะไปพาดพิงถึงบุคคลอื่นในเอกสาร ก็ได้แจ้งไปทางผู้ถูกพาดพิงว่าประสงค์จะดำเนินคดีหรือไม่ ถ้าจะดำเนินคดีทาง สน. ก็จะรับแจ้งความแต่ถ้าไม่ก็เป็นสิทธิของผู็ถูกพาดพิงที่จะไม่ดำเนินการ แต่ในกรณีของนายพันศักดิ์ที่ได้โปรยใบปลิวเป็นความผิดซึ่งหน้า ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการตามกฎหมายก็จะมีความผิดโดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้แจ้งข้อหาพันศักดิ์คนเดียว เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พศ 2535 มาตรา 10 วรรคแรก ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หากไม่เสียค่าปรับในชั้นสอบสวน สามารถไปเสียค่าปรับในชั้นศาลได้ซึ่งอาจจะปรับต่ำกว่านี้ แต่ผู้ต้องหาก็ยอมเสียค่าปรับในอัตราสูงสุดดังนั้นคดีอาญาก็สิ้นสุดกันไป/p pส่วนการกระทำดังกล่าวขัดคำสั่ง คสช. หรือ ประกาศบางฉบับ แต่การฝ่าฝืนไม่ได้กำหนดโทษก็ได้พิจารณาร่วมกับทหารพระธรรมนูญตกลงกันว่าจะเอาความผิดตามปกติ แต่ไม่เอากฎอัยการศึกมาใช้ ทหารพระธรรมนูญเห็นว่าน่าจะประนีประนอมกันได้ จึงได้ชี้แจ้งว่าในเรื่องที่มีการเรียกร้องความเป็นธรรมยังสามารถอุทธรณ์คดีได้nbsp; และหากต้องการแสดงความคิดเห็นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้เวทีเสวนาที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือหมิ่นเหม่ต่อการผิดคำสั่ง คสช. ส่วนไม่มีผลทางกฎหมายเป็นเพียงผลทางจิตวิทยาเท่านั้น และทุกฝ่ายรวมทั้งนักสิทธิมนุษยชนที่มาด้วยก็ยินยอมทำความเข้าใจ nbsp;/p pนายรัษฎาสอบถามว่าขณะที่มีการควบคุมตัวจากสถานีรถไฟฟ้าไปที่สน.ย่อยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใช่หรือไม่/p pพ.ต.อ.เศกสิทธิ์ ตอบว่าไม่ได้เป็นการคุมตัวแต่เป็นการเชิญตัวไปเพื่อยับยั้งและปรับทัศนคติ เนื่องจากการกระทำหมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย ส่วนใบปลิวที่โปรยมีลักษณะหมิ่นประมาทบุคคลที่ถูกพาดพิง ซึ่งก่อนหน้านั้นตำรวจของทาง บก.น. 1 ก็ได้ไปยับยั้งขอพะเยาว์ว่าอย่าเคลื่อนไหวเช่นนี้ ในการนำตัวไปได้พาขึ้นรถตู้ไปแล้วพาเข้าห้องประชุมของสน. มีการเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำ ไม่ได้พันธนาการ ในส่วนของคดีความผิดตามพรบ.รักษาความสะอาดฯ กรณีของพันศักดิ์คนเดียว ไม่รวม พะเยาว์และณัทพัช ส่วนคดีหมิ่นประมาทหลังจากได้ทำหนังสือแจ้งไปแล้วยังไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งความ/p pพ.อ.วิจารณ์ตอบข้อซักถามว่าการเรียกบุคคลไปปรับทัศนคติว่าได้ผลจริงหรือไม่จากผู้เข้าร่วมประชุมว่า ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม มีการเชิญคนทุกฝ่ายมาเป็นจำนวนมาก เมื่อปรับความเข้าใจแล้วก็จะเห็นว่าแต่ละคนที่ออกมาให้ข่าวว่าการปฏิบัติของ คสช. ไม่มีใครโต้แย้งคัดค้าน มีความเข้าใจกัน แล้วก็ไม่ออกมาสร้างความวุ่นวาย การปรับทัศนคติเป็นสิ่งที่ดี การเจรจาพูดคุยดีที่สุด/p pนายพันศักดิ์ แสดงความเห็นว่าหลังจากที่ศาลยกฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็มองว่าควรต้องมีการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ถ้าไปร้องที่ศาลอาญาก็จะเป็นการละเมิดศาลก็เลยเลี่ยงเรียกร้องไปที่ประชาชนดีกว่าว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทางกลุ่มเรียกร้องมาตลอดว่าไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ขอให้จบที่เราซึ่งจะจบได้ด้วยกระบวนการยุติธรรม จึงจัดกิจกรรมแจกใบปลิวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ได้มีเจตนาทำความสกปรกกับบ้านเมือง เพราะจะเห็นว่ากระดาษหนึ่งรีมที่โปรยไปก็ถูกเก็บเหลือเป็นหลักฐานเพียงแค่ 197 แผ่น ซึ่งหากตำรวจไม่ได้มาเก็บไปเสียก่อนก็เชื่อว่าจะถูกเก็บไปจนหมด เข้าใจได้ว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย แต่เจตนาคือต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมจากกิจกรรมนี้/p pนางพะเยาว์ ชี้แจงว่ากิจกรรมที่จัดไม่ได้เป็นกิจกรรมที่คัดค้านทางการเมืองแต่เรียกร้องความยุติธรรม และรู้สึกว่าถูกลิดรอนสิทธิเกินไปหรือไม่ เนื่องจากมีตำรวจพยายามจะคุมตัวตั้งแต่อยู่บนรถไฟฟ้า มีตำรวจคนหนึ่งคอยโทรศัพท์ถามตลอดว่าอยู่สถานีอะไรแล้วเพื่อที่ออกจากประตูรถมาก็จะได้บล็อกตัวเลย/p pนายณัทพัช เสริมว่าการที่บอกว่าเชิญตัวเอาขึ้นรถตู้จริงๆ แล้วเป็นรถกระบะติดไซเรน แล้วรถข้างหลังก็เป็นรถห้องขังที่จอดเตรียมไว้ คำว่าเชิญตัวน่าจะเป็นเชิญแต่โดยดี แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ดักอยู่ทุกชั้นและเมื่อเดินทางถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็มีตำรวจมาล้อมวงกลมทั้งสองชั้น เมื่อมีการพูดอะไรก็มีมาดึงตลอด/p pเรื่องการปรับทัศนคติ เขาถูก คสช. จับวันที่ 22 -26 พฤษภาคมnbsp; โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีชื่อในรายชื่อที่ประกาศไว้ ตอนจับก็เอาปืนมาจ่อแล้วก็เอาขึ้นรถไป ไปเปลี่ยนรถแล้วก็เอาไปขังที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 นครปฐม ขังเดี่ยวโดยไม่ให้ติดต่อใคร สภาพที่อยู่ก็ไม่ได้เป็นบ้านพัก แต่เป็นห้องเล็กๆ มีซี่ลูกกรง มีห้องน้ำในตัว ไม่มีไฟให้ มีน้ำให้วันละ 4 ถัง ตอนออกมาก็ให้เซ็นเอกสารห้ามเคลื่อนไหวการเมือง ทุกวันนี้ยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ ในการปรับทัศนคติไม่มีทหารคนไหนมาพูดคุยด้วยเลยขังไว้ในห้องเฉยๆ ตอนปล่อยก็ไม่ได้บอกว่าปล่อยแต่เป็น คสช. เรียกมารายงานตัว เอาไปปล่อยไว้ที่กองทัพภาคที่ 1 ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าถูกจับด้วยข้อหาอะไร/p pนายรัษฎาสอบถามเพิ่มว่าการแสดงความคิดเห็นถ้าไม่ได้มาเดินบนถนนแต่เป็นจัดเสวนาตามโรงแรมก็อะลุ่มอะล่วยได้ แต่มีข้อมูลว่าทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรนิรโทษกรรมสากล จัดงาน “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” มีคำสั่งห้ามไม่ให้จัดกิจกรรม ก็เป็นเรื่องทางวิชาการแต่ก็ถูกห้าม คสช. ทราบเรื่องหรือไม่และมีเหตุผลใด ซึ่งในคำถามนี้ทาง นพ.นิรันดร์ได้ชี้แจงว่าไม่ได้แจ้งประเด็นนี้ไว้กับทางเจ้าหน้าที่ทหารก่อนว่าจะมีการสอบถาม/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LVB6NGQ4uhE" height="1" width="1"/

ลุ้นประกันตัวรอบ 2 'เจ๋ง ดอกจิก' คดี 112 ภายในสัปดาห์นี้

Wed, 17/09/2014 - 16:18
pทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เผย ยื่นประกันตัวรอบ 2 'เจ๋ง ดอกจิก' คดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ คาดทราบผลภายในสัปดาห์นี้ ชี้หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์กฏหมายปกติย่อมได้รับประกันเหมือน ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย. 2557 หลังจากเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.2740/2553 ให้นายยศวริศ nbsp;ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการขึ้นเวทีปราศรัยบนเวที นปช. เชิงสะพานมัฆวาน เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 53 โดยพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะที่นายยศวริศได้ยื่นขอประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาทนั้นnbsp;a href="http://prachatai.org/journal/2014/05/52943"(อ่านข่าวก่อนหน้านี้)/a/p pล่าสุดวานนี้(16 ก.ย.) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน(กนส.) ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด จำนวน 500,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกานายยศวริศ เป็นครั้งที่ 2/p pนายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์กฏหมายปกติจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เหมือนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับสิทธ์นี้ โดยตามกระบวนการจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วันทำการ ที่ศาลชั้นต้นจะส่งต่อไปยังศาลฏีกาพิจารณา คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์นี้/p pทั้งนี้ หลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ได้มีการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวแล้วครั้งในครั้งแรก แต่วันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง เนื่องจากศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง อีกทั้งจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาและยื่นฎีกา จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ทั้งนี้นายยศวริศถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/53038" target="_blank"ศาลยกคำร้องปล่อยตัว quot;เจ๋ง ดอกจิกquot; เนื่องจากเชื่อว่าจะหลบหนี/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/05/52943" target="_blank"ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก ‘เจ๋ง ดอกจิก’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Xomjh8tkOIo" height="1" width="1"/

เล็กๆ น้อยๆ ว่าด้วย 'คำ' กับเรื่อง 'แรงงาน'

Wed, 17/09/2014 - 15:47
!--break--!--break--pbr /br /strong“กรรมกร” รากเหง้าแห่งการต่อสู้?/strongbr /br /การถกเถียงเรื่องการใช้คำเรียก “คนทำงาน” ว่าแบบไหน อย่างไร จึงจะสร้างจิตสำนึกและต่อยอดไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการแรงงานนั้นมีมาอยู่ทุกยุคทุกสมัยbr /br /นักวิชาการนักกิจกรรมฝ่ายสังคมนิยม ที่มีความต้องการให้คนทำงานมีจิตสำนึกทางชนชั้น และไม่ลืมรากเหง้าของกรรมกรแนวๆ ที่ต่อสู้มาด้วยเลือดและหยาดเหงื่ออะไรประมาณนั้น พยายามปกป้องคำว่า “กรรมกร” ไม่ให้สูญหายไป ประมาณว่าอย่าอายเมื่อถูกเรียกด้วยคำนี้ เพราะเป็นคำที่ทำให้ไฟแห่งการต่อสู้ยังลุกโชนได้เสมอbr /br /ส่วนนักวิชาการที่หลุดจากการเป็นนักสังคมนิยมไปแล้วบางส่วนก็เสนอไปในทิศทางเดียวกันในข้างต้น ว่าการลืมรากเหง้าของคำว่า "กรรมกร" นั้นก็น่าจะเป็นปัจจัยให้ขบวนการแรงงานอ่อนแอลงไป แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปเฉยๆ ว่าบริบทสังคมปัจจุบันคำไหนจะ "ไหลลื่น" และได้รับการ "ยอมรับ" จากคนทำงาน และก็ชวนตั้งคำถามไปเรื่อยๆ (อีกเช่นเคย)br /br /ทั้งนี้เมื่อมีเวลาผู้เขียนเองก็มีแบบสอบถามเล็กๆ ประจำตัว ไว้ลองสอบถามคนทำงานอาชีพต่างๆ ว่าคิดกับคำไหนยังไง ซึ่งก็แบ่งคนทำงานได้ออกเป็นสองกลุ่มbr /br /กลุ่มแรก ที่อินกับการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักสหภาพแรงงานที่ได้รับการจัดตั้งและได้รับการศึกษามาจากฝ่ายมาร์กซิสต์ ฝ่ายซ้าย ฝ่ายสังคมนิยมมาเป็นอย่างดี ก็จะอินกับคำว่ากรรมกรพอสมควร แต่ที่ว่าอินนี่ก็ไม่ถึงกับไปประกาศตนว่าเป็นกรรมกรตามสถานที่ต่างๆ อะไรอยู่ตลอดเวลานะครับ อินให้พอเอาไปไว้ใช้ปลุกใจคนทำงานตอนที่ต้องรวมกลุ่มให้การศึกษา หรือเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่ต้องเจรจาเรียกร้องกับนายจ้างในสถานการณ์ “สู้รบ” อะไรทำนองนั้นมากกว่าbr /br /ส่วนคนทำงานอีกกลุ่มที่พึ่งได้รับการจัดตั้งใหม่ๆ หรือไม่รู้การมีอยู่ของฝ่ายซ้าย และไม่รู้ถึงการมีอยู่สหภาพแรงงาน ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ต่างๆ จะพอใจกับการถูกเรียกว่า “พนักงาน” มากกว่า (อันนี้ลองถามคนทำงานในโรงงานฝ่ายผลิต และมิตรสหายภาคบริการทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานนั่งโต๊ะ)br /br /รวมทั้งความไม่พอใจต่อคำเรียกประเภทที่อาจจะดูแคลนไปบ้าง เช่น หนุ่มสาวโรงงาน สาวฉันทนา และคำตามแบบฉบับข่าวหัวสีต่างๆ ที่มักพ่วงมากับข่าวอาชญากรรม (เป็นหลัก) เมื่อมีเหตการอะไรก็ตามที่เหล่าคนทำงานได้เป็นข่าวในหน้าสื่อนั้น พวกเขาเองก็ไม่ค่อยชอบมากนัก แต่ก็ต้องจำยอมเพราะคำต่างๆ มากมายในสังคม “สื่อ” มักจะเป็นผู้กำหนดเสมอbr /br /เรียกว่ายอมๆ แบบไม่พอใจ แต่ทำอะไรไม่ได้มากนัก น่าจะเป็นอารมณ์ทำนองนี้มากกว่าbr /br /โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นควรว่าการใช้คำต่างๆ นั้น ก็แล้วแต่จังหวะจะโคนและกาลเทศะ ที่จะหยิบใช้คำไหนขึ้นมาใช้ ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากนักbr /br /และจากบทสรุปที่สรุปเอาเองจากการสังเกตการณ์ปัญหาคนงานบางส่วนก็พบว่าจิตสำนึกทางชนชั้นแรงงานนั้นมักจะมาตอนนายจ้างเบี้ยว นายจ้างกลั่นแกล้งก่อน เสียมากกว่า ส่วนคำว่า “กรรมกร” “สหภาพแรงงาน” และประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้นนั้น มักจะมาศึกษากันทีหลังเสียเป็นส่วนใหญ่br /br /strong“จับกัง” “แรงงานเพื่อนบ้าน” และ “กรมคุ้มครองแรงงาน”/strongbr /br /ความเคลื่อนไหวแวดวงแรงงานไทยหลังคณะทหารเข้ามาบริหารประเทศนอกจากเรื่องความพยายามจัดระบบแรงงานต่างด้าว พยายามล้างภาพลักษณ์เรื่องการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็กแล้ว เรื่อง “คำ” ต่างๆ นานาในแวดวงแรงงานก็ถูกหยิบยกมาอภิปรายกันพอสมควรbr /br /กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ (ควบปลัดกระทรวงกลาโหมไปด้วยอีกตำแหน่ง) ประเด็นที่สื่อได้จับมาขยายต่อที่เรียกเสียงฮือฮาได้บ้างก็คือการที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวถึงฉายาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่เรียกว่า “จับกัง 1” นั้นว่าส่วนตัวไม่มีปัญหาแต่อยากให้เปลี่ยนคำเรียกเพื่อให้เกียรติผู้ใช้แรงงานที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ a href="http://www.mcot.net/site/content?id=5417e542be04704b4f8b46cd#.VBl8q5R_uWk"(ดู: รมว.แรงงาน วอนเปลี่ยนคำเรียก "จับกัง" เพื่อให้เกียรติผู้ใช้แรงงาน, สำนักข่าวไทย, 15 กันยายน 2557)/abr /br /อืม... ดูท่านหัวก้าวหน้าพอสมควรนะครับ ที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ น่าจะเป็นรัฐมนตรีแรงงานท่านแรกๆ เลยbr /br /ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมานายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ได้เปิดเผยว่ากรมการจัดหางานอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการเปลี่ยนคำเรียกแรงงาน 3 สัญชาติ จากแรงงานต่างด้าวเป็นแรงงานเพื่อนบ้าน เพื่อความเหมาะสมและเป็นการให้เกียรติแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอีกช่องทางหนึ่งให้กับประเทศไทยว่าไม่มีการค้ามนุษย์หรือการกดขี่แรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรอิสระได้เรียกร้องในเรื่องคำนิยามดังกล่าว เพราะมองว่าการเรียกแรงงานเพื่อนบ้านว่าแรงงานต่างด้าว เป็นการไม่ให้เกียรติผู้ที่มาร่วมสร้างระบบเศรษฐกิจไทย โดยจะนำร่องจากสื่อมวลชนในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ก่อน เนื่องจากได้มีการหารือและขอความร่วมมือกับผู้บริหารของกรมประชาสัมพันธ์แล้ว a href="http://www.mcot.net/site/content?id=5409674abe0470c59b8b4583#.VBl8M5R_uWk"(ดู: กกจ.ขอเรียกแรงงานต่างด้าวเป็นแรงงานเพื่อนบ้าน, สำนักข่าวไทย, 5 กันยายน 2557)/abr /br /กระแสเรื่องการพยายามใช้คำให้เกียรติเพื่อนมนุษย์นั้นในไทยเองก็มีมาอย่างยาวนานในวงแคบๆ อย่างเช่นองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ก็มักจะใช้คำว่า “แรงงานข้ามชาติ” หรือ “แรงงานต่างชาติ” มากกว่าอยู่แล้ว และอย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปขั้นต้นแล้วว่าเรื่องนี้ “สื่อ” น่าจะมีความสำคัญมากที่สุดหากจะรณรงค์กันจริงจังส่วนจะรณรงค์กันยังไงก็คงต้องปรึกษาหารือตั้งกฎระเบียบกันต่อไปbr /br /ไม่แน่นะครับ ในยุคทหารครองเมืองนี้เราอาจจะเปลี่ยนคำที่ดูไม่ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ได้บ้างก็ได้ ใครจะรู้ (แต่ท้ายสุดก็อย่าลืมว่ามันก็เป็นแค่ “คำเรียก” นะครับ)br /br /ส่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ออกมาเล่นเรื่องคำกับเขาบ้าง โดยมีดำริว่าจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเปลี่ยนชื่อ “กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” เป็น “กรมคุ้มครองแรงงาน” เฉยๆ เนื่องจากชื่อเดิม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั้นยาวเกินไป (ไม่รู้ได้รับอิทธิพลมาจากกเล่นทวิตเตอร์รึเปล่าในการลดทอนชื่อให้สั้นลง)br /br /ซึ่งความเห็นจากผู้นำขบวนการแรงงานไทยท่านหนึ่งอย่าง วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ก็ได้ออกมาระบุอย่างเข้าใจเรื่องนี้ชัดแจ้งว่า “ไม่อยากให้มองเรื่องชื่อ แม้จะสร้างความสับสน แต่อยากให้เน้นเรื่องบทบาทของ กสร.ที่ต้องมีการปฏิรูปการทำงานทั้งด้านการบริหารและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันยังมีบางปัญหาที่ติดขัดเรื่องกฎหมาย เช่น การเลิกจ้าง การละเมิดสิทธิ การปิดงาน และข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งอำนาจในการเรียกนายจ้างมาเจรจายังเป็นเพียงการขอความร่วมมือทำให้บางครั้งนายจ้างไม่มาเจรจา รวมถึงระยะเวลาในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องต่างๆ ยังมีระยะเวลานานเกินไป” a href="http://www.mcot.net/site/content?id=54165bf1be0470e1218b4573#.VBl805R_uWk"(ดู: ผู้นำแรงงานไม่เห็นด้วย เปลี่ยนชื่อกรมสวัสดิฯ, สำนักข่าวไทย, 15 กันยายน 2557)/abr /br /.. คือทั้งหลายทั้งปวงนั้น มันยังมีเรื่องอะไรให้ทำมากกว่าเรื่อง “คำ” สำหรับการแก้ไขปัญหาคนงานครับ.br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MVxcNoEkmWU" height="1" width="1"/

พ.อ.วินธัยเตือนตัดต่อภาพนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

Wed, 17/09/2014 - 14:57
pรองโฆษก คสช. เตือนตัดต่อภาพนายกรัฐมนตรีไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ - ที่ผ่านมามั่นใจว่าประชาชนสัมผัสได้ถึงตัวตนที่เปิดเผย เป็นกันเองของนายกรัฐมนตรี วอนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร่วมสร้างสังคมออนไลน์คุณภาพ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src=" https://farm6.staticflickr.com/5319/14243491332_ceeb1bba98_z.jpg" style="width: 560px; height: 312px;" //p p17 ก.ย. 2557 - a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709160010065"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานเมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ไม่หวังดี นำภาพของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มาตัดต่อแต่งเติมแล้วนำมาโพสต์ผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย เพื่อจะชี้นำให้ผู้พบเห็นเกิดความสับสนในภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และไม่ควรทำอย่างยิ่ง พร้อมมั่นใจว่า ประชาชนทราบดีว่าเป็นเพียงการบิดเบือนใส่ร้าย เพราะในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนสามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนอย่างเปิดเผยของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกันเอง เคารพ และให้เกียรติทุกคน และมีความห่วงใยประชาชนอย่างแท้จริง จึงขอวอนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่มีคุณภาพ โดยช่วยกันขจัดการกระทำในลักษณะบิดเบือน ใส่ความ ก่อให้เกิดความแตกแยก เกลียดชัง หรือทำให้สังคมสับสน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/W15VtOPK9wU" height="1" width="1"/

TDRI : ข้อเสนอการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ สกัดคอร์รัปชันให้ตรงจุด

Wed, 17/09/2014 - 14:32
pการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐถูกมองว่ามีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมาโดยตลอด สาเหตุหลักมาจากการไม่เปิดเผยข้อมูล nbsp;แม้ไทยจะมีกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการบังคับใช้มาตั้งปี 2540 แล้วก็ตามnbsp; ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐจึงน่าจะเป็นการสกัดหรือต่อต้านคอร์รัปชันที่ตรงจุด/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5564/15262365361_797100b9f6.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์/em/span/p pเกี่ยวกับเรื่องนี้ strongดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และ ธิปไตร แสละวงศ์/strong ได้ร่วมกันทำการศึกษาเรื่อง strong“การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ และการต่อต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย”/strong โดยผลการศึกษา ระบุว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพตามหลักสากลต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคประชาสังคม โดยรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ภาคประชาชนได้เข้าถึง เพื่อตรวจสอบการบริหารของรัฐอีกทางหนึ่ง/p pประเทศไทยมีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการให้สัมปทานของรัฐ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ nbsp;แต่ที่ผ่านมาพบว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ โดยมีสาเหตุมาจากการที่มีข้อยกเว้นที่ค่อนข้างกว้าง และการไม่มีบทลงโทษในกรณีที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ nbsp;nbsp;โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/p pประการแรก พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯยังคงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นเจ้าของข้อมูลสามารถใช้วิจารณญาณว่าจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับการร้องขอ เนื่องจากกฎหมายได้ให้ข้อยกเว้นแก่ “ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย” ด้วยให้นิยามว่าเป็นข้อมูลที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัยส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว (privacy) nbsp;กระบวนการทางยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งขาดกรอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาทำให้หน่วยงานรัฐสามารถอ้างข้อยกเว้นได้อย่างเสมอnbsp;nbsp; nbsp;อีกทั้งการกำหนดบทลงโทษกลับกลายเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่รัฐพิจารณาเลือกที่จะปกปิดข้อมูลมากกว่าการเปิดเผย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารราชการได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดเผยข้อมูลที่ห้ามเปิดเผย แต่ไม่มีบทลงโทษสำหรับการไม่เปิดเผยข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมาย nbsp;/p pประการที่สอง การพิสูจน์ว่าข้อมูลใดควรเปิดเผย ตามกระบวนการของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร(กวฉ.) ของ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ(สขร.)นั้น ใช้เวลาค่อนข้างนาน และคำวินิจฉัยไม่ถือเป็นที่สุดในทางปฏิบัติnbsp; เนื่องจาก สขร.ไม่มีอำนาจลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรืออกคำสั่งโดยตรงต่อหน่วยงานของรัฐ/p pคณะผู้วิจัยมีข้อเสนอสามส่วน nbsp;nbsp;ข้อเสนอstrongส่วนแรก/strongเป็นข้อเสนอในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารว่าควรเปิดเผยหรือปกปิดควรมีการปรับปรุงดังนี้nbsp; ควรแก้ไขคำว่า “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” เป็น “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ” ซึ่งครอบคลุมข้อมูลข่าวสารในการครอบครองบริษัทเอกชนซึ่งจัดทำบริการสาธารณะ เช่น ฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ที่อยู่ในครอบครองของบริษัทโทรคมนาคมเอกชน หรือ ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในครอบครองของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น nbsp;ควรกำหนดหลักการเปิดเผยหรือปกปิดข้อมูลข่าวสารที่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ผลประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนบุคคล โดยหน่วยงานที่ครอบครองข้อมูลจะต้องประเมินผลได้-ผลเสียจากการเปิดหรือไม่เปิดเผยข้อมูล (Prejudice Test) ตามมาตรฐานสากล เช่น หลักการเปิดเผยของ สขร.สหราชอาณาจักร(Information Commissioner’s Office-ICO)nbsp; และควรกำหนดกรอบในการอ้างข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่นในกรณีของความมั่นคงนั้น อาจกำหนดให้การปฏิเสธที่จะเปิดเผยเอกสารใดๆ โดยอ้างความมั่นคงนั้นจะต้องเป็นเอกสารที่มีการจัดชั้นความลับล่วงหน้าเท่านั้น เป็นต้น/p pstrongข้อเสนอส่วนที่สอง/strongเกี่ยวกับการปรับปรุงเชิงสถาบัน คณะผู้วิจัยเห็นว่าควร ให้ สขร.เป็นองค์กรที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง เช่นเดียวกับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)nbsp; สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เป็นต้นnbsp; ซึ่งต้องมีแหล่งเงินทุนและบุคลากรอย่างเพียงพอต่อการบังคับใช้กฎหมาย/p pstrongข้อเสนอส่วนสุดท้าย/strongnbsp; ควรให้ “เขี้ยวเล็บ” แก่ สขร. ในการลงโทษทางปกครองแก่หน่วยงานของรัฐที่ไม่เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งภายในระยะเวลาที่ ครม . กำหนด นอกจากนี้แล้ว คณะผู้วิจัยเห็นว่า การสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเสนอให้กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.)ให้ความสำคัญแก่ดัชนีชี้วัดการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ในการกำหนดค่าตอบแทนและแรงจูงใจให้แก่พนักงานและหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/u8B9IfSw4-M" height="1" width="1"/

พบภาพมนุษย์อวกาศขึ้นรถเมล์ ไม่ได้ล้อ ‘ประยุทธ์’ แต่โปรโมทสินค้าระงับกลิ่นกายปีที่แล้ว

Wed, 17/09/2014 - 13:31
pหลังจากเฟซบุ๊กแฟนเพจโพสต์ภาพ “ประชาชนล้อเลียนวาทะกรรมนายก แต่งตัวจะไปดาวอังคาร” ตรวจสอบพบไม่เกี่ยวกับการล้อเลียนการแก้ปัญหาราคายาง แต่เป็นการโปรโมทผลิตภัณฑ์ของ Axe Apollo พ.ค.ปีที่แล้ว/p p!--break--!--break--/p p17 ก.ย.2557 ภายหลังวาทะร้อนกึ่งมุกตลกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่าด้วยการแก้ปัญหาข้อเรียกร้องของชาวสวนยางพาราที่ต้องการให้ขายได้กิโลกรัมละ 90-100 บาท ว่า “คงต้องไปขายที่ดาวอังคารแล้ว” ซึ่งกล่าวในระหว่างการเข้ารับฟังการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2558-2562 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นปี 2556 ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์และภาพล้อเลียนในโซเชียลเน็ตเวิร์กถึงการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำจำนวนมาก/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3840/15078573708_5081ee20ee.jpg" //p pล่าสุดวันนี้(17 ก.ย.) เมื่อเวลา 9.28 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘a href="https://www.facebook.com/DemocracyJournalist/posts/332500630256924"นักข่าวอิสระเพื่อประชาธิปไตย/a’ โพสต์ภาพคนใส่ชุดอวกาศขึ้นรถโดยสารประจำทาง พร้อมข้อความประกอบภาพว่า “ประชาชนล้อเลียนวาทะกรรมนายก แต่งตัวจะไปดาวอังคาร” ส่งผลให้มีการแชร์ต่อขณะนี้กว่า 300 แชร์แล้ว/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบ ภาพดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อเลียนวาทะกรรมนายกฯ แต่อย่างใด พบภาพเดียวกันนี้ใน a href="http://men.kapook.com/view62575.html"kapook.com/a และ a href="http://www.dek-d.com/board/view/2770725/"dek-d.com/a ระบุว่าเป็นการโปรโมทผลิตภัณฑ์ของ Axe Apollo ซึ่งมีการเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ค.ปีที่แล้ว โดยนอกจากคนใส่ชุดอวกาศจะปรากฏตัวที่รถโดยสารประจำทางแล้ว ยังปรากฏตามห้างสรรพสินค้า โรงอาหาร เป็นต้น/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lAD670MZCFM" height="1" width="1"/

ไทยคือรัฐตัวอย่างระดับโลก: งานประชุมอินเตอร์เน็ตระหว่างรัฐบาลประจำปี 2557 (IGF 2014)

Wed, 17/09/2014 - 08:23
!--break--!--break-- blockquotep align="right"nbsp;/p pemผมจะผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่บนเศรษฐกิจบนฐานดิจิตอล (digital economy) ให้เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ถือว่าเป็นส่วนที่ยากที่สุดของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิตอลถือเป็นเศรษฐกิจฐานใหม่ เป็นพื้นฐานสำคัญทำให้เศรษฐกิจภาคอื่นๆ ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การบริการและการเงินการธนาคารเติบโตต่อไป ซึ่งหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก็อยู่ฐานนี้และรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ให้ความสำคัญมาก ประเทศไทยอาจจะช้ากว่าไปบ้าง แต่ถือว่ายังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่มต้นอย่างจริงจังnbsp; เศรษฐกิจบนฐานดิจิตอลไม่ใช่เรื่องของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่เป็นฐานใหม่ให้เศรษฐกิจภาคอื่นๆ เติบโต เช่น ในภาคธนาคารจะเห็นได้ว่าปัจจุบันการทำธุรกรรม การโอนเงิน เป็นระบบดิจิตอล หรืออุตสาหกรรมรถยนต์ถ้าไม่ใช้ดิจิตอลก็พัฒนาต่อยอดไม่ได้"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์1 กล่าว ณ ทำเนียบรัฐบาล 15 กันยายน 2557, ประชาชาติธุรกิจ, เข้าถึงเมื่อ 16/6/2557 lt;http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1410843975gt;/em /ppnbsp;/p pnbsp;/p /blockquote pโลกตะวันตกซึ่งเป็นต้นทางของเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศได้ปรับตัวนานใหญ่ เมื่อเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจที่อาศัยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อาจไม่ใช่ที่พึ่งพิงที่น่าอุ่นใจอีกต่อไป เมื่อเห็นสัญญาณการเติบใหญ่ของมหาอำนาจจีนที่กลายเป็นโรงงานโลกไปแล้วnbsp;nbsp; ดังนั้นในปี ค.ศ.1994 กลุ่มนักคิดชั้นนำและนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง strongBangemann /strongได้ยื่นรายงาน strongBangemann Report/strong ต่อสภายุโรป (European Council) ให้ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอลขึ้นมาเป็นกำลังหลักในการยึดหัวหาดการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของยุโรปต่อไปnbsp;nbsp; ซึ่งผ่านมาแล้ว 20 ปี สิ่งที่ทำให้เห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอลคือ การสร้างstrong “ความไว้ใจ”nbsp;/strong/p p style="text-align: center;"strongimg alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5596/15076730000_ef0432a3f8_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //strong/p pในงานประชุมอินเตอร์เน็ตระหว่างรัฐบาลต่างๆทั่วโลกประจำปี ค.ศ.2014 ก็ได้ยกเอา strong“Trust”/strong หรือความไว้ใจ เป็นแกนกลางในการพัฒนานโยบายส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศnbsp;nbsp; โดยเฉพาะตัวแทนจากบรรษัทผู้ประกอบการด้านไอทีดังๆของโลก อย่าง Google ก็ได้จัดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจและแสดงออกถึงความกระตือรือร้นด้าน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต หรือก็คือลุกค้าผู้ใช้บริการและสินค้าของ Google นั่นเอง/p blockquotep“Google มีความร่วมมือกับรัฐบาลในการนำข้อมูลของผู้ใช้ไปสร้างฐานข้อมูลด้านความมั่นคงไหม?” ผู้ร่วมประชุมท่านหนึ่งถามในเวที Big Tent ที่ Google เป็นผู้จัด/p p“ไม่ เราไม่เคยมีความร่วมมือกับรัฐบาลเลยnbsp;nbsp; หน่วยงานด้านความมั่นคงแอบไปดักข้อมูลที่สายเคเบิ้ลใต้มหาสมุทรเอง”nbsp;nbsp; ผู้บริหารของ Google กล่าวตอบโต้ทันทีด้วยท่าทีจริงจังnbsp;nbsp;/p /blockquote pนี่เป็นสาระสำคัญหลักของงานประชุมครั้งนี้ นับจากที่มีจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการใช้อินเตอร์เน็ตเมื่อเกิด การเปิดเผยความลับโดย เอ็ดเวิร์ด สโนวเด้นส์ ถึงโครงการใหญ่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติในการดักเก็บข้อมูลผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก เพื่อสร้างฐานข้อมูลในการขุดค้นประวัติการใช้และนำไปประกอบการจารกรรมทั้วโลก/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5573/15076862477_f0a2103f17_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pงานประชุมในครั้งนี้จึงได้ยินคำว่าstrong “Trust” /strongบ่อยมากถึงมากที่สุด เพื่อดึงความมั่นใจของผู้ใช้กลับมา เพราะยิ่งมีผู้ใช้มากปริมาณข้อมูลที่ไหลเวียนในอินเตอร์เน็ตก็มากnbsp;nbsp; ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น คือ ขุมทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ใน Bangemann Report lt;http://www.cyber-rights.org/documents/bangemann.htmgt; รายงานชี้ว่า หากต้องการเข้าใจ พฤติกรรมการบริโภค และมองเห็นอนาคตว่า ควรจะจัดบริการอะไร/สินค้าอะไรใหม่ๆ ออกมารองรับความต้องการของผู้บริโภคแล้วละก็ ควรนำข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตมาประมวลผลnbsp;nbsp; ซึ่งภาคธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์และการตลาดปัจจุบัน ก็มีการใช้ข้อมูลส่วนนี้ โดยซื้อข้อมูลต่อจากบริษัทที่มีฐานข้อมูลผู้ใช้ เช่น Google, Yahoo, Facebook, Twitter, Line ฯลฯ ที่เราเคยสงสัยว่าnbsp; “ของฟรีมีได้ไง”nbsp;nbsp; ครับ ของฟรีไม่มีในโลก เขาเอาข้อมูลของเราไปใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจnbsp;nbsp; โดยที่เราแสดงความยินยอมโดยไม่รู้ตัวผ่านการ คลิก “ตกลง” เมื่อเริ่มใช้บริการเหล่านั้น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5560/15260340391_05ae3fc296_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pการจัดประชุมจึงเต็มไปด้วยห้องสัมมนาที่ว่าด้วยเรื่อง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงในโลกออนไลน์nbsp;nbsp; แม้แต่ในฟากธุรกิจก็ยังพูดเรื่องการสร้างนโยบายและกฎหมายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยมีเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” “การสื่อสารโดยได้รับการปกป้องเป็นนิรนาม” และ “การสร้างความชัดเจนเรื่องการร่วมมือกับรัฐ”nbsp;nbsp; แม้เรื่องการเซ็นเซอร์ที่เคยเป็นประเด็นขาประจำก็อาจลดความนิยมลงไปบ้างด้วยกระแสความตื่นตัวในเรื่องนี้/p pในเวทีระดับโลก การพูดเรื่องประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน ถือเป็นเรื่องพื้นฐานเนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นใจในการใช้อินเตอร์เน็ต เนื่องจากคนจำนวนมากมีความทรงจำร่วมเรื่อง strong“รัฐเผด็จการที่คุกคามความเป็นส่วนตัว” /strongของประชาชนดังที่ตัวแทนจากยุโรป และประเทศที่มีประสบการณ์การต่อสู้กับเผด็จการหลายรูปแบบมานานอย่างกลุ่มลาตินอเมริกานำเสนอnbsp;nbsp; จะเห็นว่า บราซิล มีบทบาทในการผลักดันเรื่องเหล่านี้มากเนื่องจากเมื่อกลางปีเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ คือ Net Mundial 2014 ที่มีการส่งต่อวาระมายังการประชุม IGF2014 นั่นคือ การมีส่วนร่วมจากรัฐภาคีทั่วโลกและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหลายnbsp;nbsp;/p pบทบาทของ บราซิล และเยอรมนี ในเรื่องอินเตอร์เน็ตนี้ก็เป็น ผลสะเทือนจากการเปิดเผยของ สโนวเด้นส์ ที่ว่า สหรัฐได้จารกรรมข้อมูลของผู้นำ สตรีเหล็กทั้งสองท่านอย่างต่อเนื่องnbsp;nbsp;nbsp; การตอบโต้ทางการเมืองระหว่างประเทศของทั้งสองรัฐคือการสร้างพันธมิตรของประเทศที่ตกเป็นเป้าการจารกรรมและผลักดันจน สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ออกมติรับรองรายงานเรื่อง “สิทธิความเป็นส่วนตัวในบริบทเทคโนโลยีสารสนเทศ” (Resolution A/HRC/27/37) เมื่อกลางปี 2014 หลังจาก ผู้ตรวจการสิทธิในการแสดงออกได้เสนอรายงานฉบับนี้ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในปี 2013/p pรายงานฉบับนี้ได้กลายเป็นเอกสารทางกฎหมายสำคัญที่องค์กรต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงภาคธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบด้านจิตวิทยาจากการละเมิดความเป็นส่วนตัว หยิบมาเป็นฐานในการผลักดันมาตรการต่างๆ เช่น กลุ่มแนวร่วมด้านอินเตอร์เน็ตก็เสนอหลักการ International Principles on the Application of Human Rights to Communications Surveillance 2014 lt; http://en.rsf.org/IMG/pdf/necessaryandproportionatefinal.pdfgt; ก็เสนอรายงานสิทธิในโลกอินเตอร์เน็ตประจำปี 2014 ที่มีรายงานสถานการณ์อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยออกมาด้วย/p pนอกจากนี้กลุ่มคณะทำงานภายใต้คณะมนตรีสหภาพยุโรปก็ได้เสนอหลักการคุ้มครองสิทธิในโลกอินเตอร์เน็ตของสหภาพยุโรปโดยเสนอ Declaration on Internet governance principles lt;a href="https://wcd.coe.int/ViewDoc.jsp?id=1835773%3e%20%20%E0%B9%83%E0%B8%99"https://wcd.coe.int/ViewDoc.jsp?id=1835773gt; /aฉบับแปลภาษาต่างๆ ออกมาเพื่อให้ประชาชนและองค์กรประเทศต่างๆ นำไปเป็นเอกสารอ้างอิงในผลักดันนโยบายด้านอินเตอร์เน็ตต่อไปnbsp;nbsp;/p pการพยายามให้มีส่วนร่วมโดยการแปลเอกสารต่างๆ เป็นภาษาท้องถิ่นมีห้องสัมมนา และมีเวทีอื่นๆ พูดถึงอยู่บ้าง เนื่องจากมีคนเสนอว่าอินเตอร์เน็ตเป็นโลกที่ภาษาอังกฤษทรงอิทธิพล แต่ทิศทางของโลกเริ่มเห็นชัดว่ามีคนใช้อินเตอร์เน็ตนอกโลกภาษาอังกฤษมากขึ้น การพัฒนานโยบายจึงต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมสื่อสารnbsp;nbsp; เพื่อสร้างหลักประกันสากลร่วมกัน เนื่องจากอินเตอร์เน็ตมีลักษณะสลายพรมแดนของรัฐชาติ/p pอย่างไรก็ดี รัฐชาติยังเป็นผู้เล่นหลักในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นผู้กำหนดนโยบายอินเตอร์เน็ตภายในรัฐnbsp;nbsp; ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่อง เขตอำนาจศาล ระหว่างรัฐในนโยบายด้านอินเตอร์เน็ตจึงมีความสำคัญมากnbsp; nbsp;ทุกฝ่ายเห็นข้อติดขัดจำนวนมาก เช่น การจัดการปัญหาด้านอาชญากรรมข้ามชาติที่มีอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อ หากจะจัดการต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศnbsp;nbsp; อย่างไรก็ดีปัญหาที่ฉุดรั้งการร่วมมือในการสร้างนโยบายระหว่างประเทศด้านอินเตอร์เน็ต ก็คือ นโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของแต่ละรัฐที่แตกต่างกันมากnbsp;nbsp; ตัวแทนจากหลายประเทศได้ต่อต้านการเสนอข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิในอินเตอร์เน็ตโดยบอกว่า การริเริ่มอะไรระดับโลกเมื่อนำมาปรับใช้ภายใน ต้องคำนึงถึงบริบทการเมืองภายในประเทศด้วยnbsp; ในเวทีระหว่างประเทศการกล่าวเช่นนี้ ถือเป็นการประจานความเป็นรัฐเผด็จการของตัวเอง/p pชาติเจ้าภาพตุรกีซึ่งมีชื่อเสียในการละเมิดสิทธิของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และมีนโยบายเข้มข้นกับผู้ประกอบการ ก็เป็นตัวอย่างสำคัญที่มีการถกเถียงในหลายเวทีnbsp;nbsp; ถึงขนาดมีนักวิชาการและนักกิจกรรมตุรกีชื่อดังระดับโลกประกาศบอยคอตไม่เข้าร่วมงานประชุม และมีการจัดงานประชุมคู่ขนาน Un Government Forum ขึ้นมาด้วย ซึ่งมีไฮไลต์อยู่ที่การอภิปรายของ จูเลียน อัสสาจน์ ผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์เข้ามาในงาน/p pข้อถกเถียงเรื่องจะเน้นการสร้างนโยบายอินเตอร์เน็ตระดับโลกร่วมกัน หรือ จะไม่ก้าวก่ายการใช้อำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐnbsp;nbsp; จึงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อสร้างนโยบายด้านอินเตอร์เน็ตnbsp;nbsp; ยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์สหรัฐรวบรวมข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้ใช้ทั่วโลกnbsp;nbsp; ทำให้เกิดข้อเสนอว่า “ห้ามส่งข้อมูลออกนอกประเทศ” ให้มีการสร้างฐานจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ป้องกันการผูกขาดเหมืองข้อมูลโดยระบบสหรัฐnbsp;nbsp; ข้อเสนอนี้มักมาจากประเทศที่เชื่อว่าประเทศตนดูแลสิทธิมนุษยชนได้ดีกว่าnbsp;nbsp; อันเป็นที่มาของการสร้างนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรปแบบยกกะบิในปี ค.ศ.2014 นี้nbsp;nbsp; โดยสหภาพยุโรปจะมีข้อตกลงรวมด้านการคุ้มครองข้อมูล General Regulation on Data Protection ออกมาnbsp;nbsp; และหลังจากนี้จะมีการทำข้อตกลงฉบับใหม่กับสหรัฐเพื่อรับประกันสิทธิมากขึ้น (New Safe Harbor Agreement)/p pข้อเสนอให้เก็บข้อมูลไว้ในรัฐกลับเป็นที่น่าตื่นตระหนกในหมู่ประเทศที่เสี่ยงภัยเผด็จการ เพราะมีผู้ร่วมประชุมเสนอว่า “หากบรรษัทต้องทำตามข้อกฎหมายอย่างประเทศไทย ก็น่าเป็นห่วงสิทธิของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเหมือนกัน”nbsp;nbsp; สอดคล้องกับการนำเสนอข้อมูลขององค์กรผลักดันด้านการส่งเสริมสิทธิในอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศ ที่มีความกังวลต่อรัฐไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตระดับเดียวกับอิรักและพม่า เพราะมีการใช้กฎหมายอัยการศึกในการกำกับโลกไซเบอร์nbsp;/p pในเวทีซึ่งมีตัวแทนจากภาครัฐ องค์กรประชาสังคม และบรรษัท เมื่อมีการพูดเรื่องนโยบายของรัฐที่มีผลต่อการประกอบการของบรรษัทและการสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ก็ได้มีการหยิบยกเอา รัฐไทย ให้กลายเป็น หมุดหมายสำคัญด้านความลำบากใจของบรรษัท ตั้งแต่กรณีการพยายามตัดการเชื่อมสัญญาณเครือข่ายสังคมในประเทศไทย การริเริ่มระบบอินเตอร์เน็ตภายในที่ตัดขาดกับระบบสากล (มีจีนเป็นต้นแบบระบบ) และมีความพยายามของรัฐในการแทรกแซงนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคของบรรษัทจากการส่งตัวแทนไปเจรจากับบรรษัทเพื่อให้ทำตามคำขอ/p pบรรษัทคำนึงปัญหาเหล่านี้มากดังที่ได้มีการทำรายงานความโปร่งใสรายงานความร่วมมือกับรัฐอย่างต่อเนื่องnbsp; ซึ่งในกรณีคำขอของไทยบริษัทก็จำต้องปฏิเสธอย่างโจ่งแจ้งเป็นข่าวไปทั่วโลก lt;http://online.wsj.com/articles/social-media-companies-skip-meeting-with-thai-junta-1401373919gt;/p pในหลายเวทีจึงเป็นบรรษัทเองที่เสนออย่างชัดเจนว่า ประชาคมโลกและรัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มั่นคง และมีมาตรฐานร่วมกันnbsp;nbsp; เนื่องจากบรรษัทในฐานผู้ลงทุนในการสร้างโครงข่าย และบริการต่างๆ ต้องการกฎหมายที่ชัดเจน แน่นอน เพื่อนำไปปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจ และการลงทุนในเทคโนโลยี รวมถึงการวางแผนแผนธุรกิจใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ การเอาไปเรียก “ความมั่นใจของผู้บริโภค” กลับคืนมา/p pกลเกมส์การเมืองในเวทีระหว่างประเทศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เนื่องจากตัวแทนของรัฐเจ้าภาพตุรกี และรัสเซีย ส่งคนเข้ามาแย้งประเด็นต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนnbsp; แต่ก็มีตัวแทนจากรัฐอื่น นักกิจกรรมด้านอินเตอร์เน็ตตอบโต้ โดยอาศัยรายงานของอย่างเป็นทางการขององค์การระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ และสหภาพยุโรปnbsp;nbsp; จึงเห็นเกมส์ของเวทีนานาชาติว่า ทุกอย่างต้องยืนอยู่บนฐานของกฎหมายด้วย มิใช่อาศัยอำนาจแต่เพียงอย่างเดียว/p pมหาอำนาจจีนพยายามยามลอยตัวเหนือปัญหา ไม่มาถกเถียงในเวทีต่างๆ แต่ใช้วิธีการตั้งประเด็นและจัดห้องสัมมนาที่ตนสนับสนุนเอง ในประเด็นที่ตนอยากจะพูด และหากมองลึกๆ ก็เป็นการแอบตบหน้ามหาอำนาจอื่นที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ เช่น การจัดประชุมเรื่อง Big Data in Big publishing Era ซึ่งเป็นการเหน็บสหรัฐอเมริกาที่ลักขโมยข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นไป แต่มาประณามจีนเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น/p pกลุ่มประเทศในอัฟริกา และประเทศห่างไกล จะเน้นประเด็น ความเหลื่อมล้ำสิทธิในการเข้าใช้อินเตอร์เน็ต ว่าต้องทำอย่างไรให้ อีก ห้าพันล้านคนได้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ต และทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นเสียงสะท้อนของคนทั้งโลกnbsp;nbsp; หากมองมาที่ไทย ก็สอดคล้องกับปัญหาที่ว่าคนไทยอีกกว่าครึ่งยังไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้ แต่กลับมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์คบอกว่า เสียงในอินเตอร์เน็ตคือเสียงสวรรค์ สะท้อนความคิดของคนในประเทศnbsp;nbsp;nbsp; การเพิ่มจำนวนคนในโลกไซเบอร์เพื่อให้สะท้อนสัดส่วนที่แท้จริง จึงมีความสำคัญมาก/p pประเด็นอื่นๆ ในเวทีการประชุมก็ได้แก่ จุดยืนของรัฐต่างๆ คือ ต้องการให้เทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างงานสร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศnbsp; การเห็นตรงกันทั่วโลกว่าการเพิ่มการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในหมู่มวลชนจะเพิ่มศักยภาพธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า สื่อกระแสหลักอื่นๆ ในการโฆษณา ติดต่อ สื่อสารกับลูกค้า/p pประเด็นมาใหม่มาแรง ก็คือ การเปลี่ยนโลกของอุปกรณ์สมาร์ทโฟน และนโยบายการกำกับส่งเสริมเทคโนโลยี เนื่องจากในหลายรัฐที่ระบบโทรศัพท์พื้นฐาน หรืออินเตอร์เน็ตพื้นฐานไม่ดีnbsp; เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนได้ก้าวข้ามโครงข่ายพื้นฐานเดิมไปเลยnbsp;nbsp; ทำเห็นว่ามีผู้ใช้ในพื้นที่ใหม่ๆมากขึ้น และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เช่น โอกาสทางธุรกิจในอัฟริกา หรือ การปลุกระดมทางการเมืองในเหตุการณ์อาหรับสปริงส์/p pstrongกล่าวโดยสรุป การส่งเสริมกิจกรรมในอินเตอร์เน็ตเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ จำต้องคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจผู้บริโภคให้ได้nbsp;nbsp; การคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจึงเป็นแนวทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากรัฐจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิตอลnbsp;nbsp; เช่นเดียวกับการสร้างกฎหมายและนโยบายด้านอินเตอร์เน็ตที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อความสะดวกใจในการประกอบการของบรรษัทไอทีระดับโลกnbsp;/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="https://th.necessaryandproportionate.org/text" target="_blank"หลักการระหว่างประเทศว่าด้วยการใช้หลักสิทธิมนุษยชนกับการสอดแนมการสื่อสาร/a /div div class="field-item even" a href="https://thainetizen.org/docs/un-right-to-privacy-in-digital-age/" target="_blank"สิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QsEUK2Ndo5Y" height="1" width="1"/

ทอม ดันดี: จดหมายระบายความในใจ-การถูกจับกุม

Wed, 17/09/2014 - 07:03
!--break--!--break-- pbr /strongหมายเหตุ: /strongข้อความระบายความในใจและสภาพการถูกจับกุมจากปากเจ้าตัว ‘ทอม ดันดี’ อดีตนักร้องที่ผันตัวมาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและล่าสุดเป็นเกษตรกรปลูกไผ่ nbsp;ปัจจุบันเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากข้อหามาตรา 112 และฝ่าฝืนคำสั่งไม่รายงานตัวตามประกาศ คสช./p pbr /แรกเริ่มปัญหาที่เกิดขึ้น หลังมีประกาศกฎอัยการศึก ผม(ทอม ดันดี) ทำสวนอยู่บ้านพ่อ จ.เพชรบุรี และบอกสั่งเพื่อนไว้ถ้ามีประกาศเรียกมารายงานตัว คสช. ชื่อ นายธานัท ธนวัชรนนท์ ให้รีบแจ้งข่าว เหตุเพราะที่บ้านสวนไม่มีทีวีและวิทยุ จึงมิอาจทราบหมายเรียกตัวตามประกาศ คสช. ซึ่งใช้ชื่อเดิม คือ นายพันธิวา ภูมิประเทศ และมิได้มีการส่งข่าวจากเพื่อนbr /br /วันที่ 8 มิถุนายน 2557 เวลา 3 ทุ่มเศษ มีข่าวประกาศเรียก นายธานัท ธนวัชรนนท์ ให้มารายงานตัว จึงได้รับโทรศัพท์บอกกล่าวจากเพื่อน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2557 ประมาณเวลา 5 โมงเช้า ขณะผมดูแลคนงานทำไร่ พักเที่ยงจึงได้ทราบข่าวกับคนที่บ้านจึงได้โทรศัพท์ติดต่อประสานไปยังเพื่อนที่ทำงานในโครงการพระราชดำริ “สันติภาพ” สมเด็จพระเทพฯ ที่ อ.จะนะ สะบ้าย้อย และได้เรียนคุยกับท่านพลโทธนายศ เพื่อนัดหมายเข้ารายงานตัวกับ คสช. ซึ่งท่านก็ได้แจ้งประสานไปยังพันเอกนิธิ ซึ่งจากนั้นผม (ทอม ดันดี) ได้โทรศัพท์ติดต่อท่าน พันเอกนิธิได้ให้คำแนะนำว่า ณ เวลาที่กำลังโทรศัพท์ น่าจะมิทันเวลาเข้ารายงานตัวในวันนี้ จึงรับเรื่องนัดหมายให้มาในวันรุ่งขึ้น 10 มิถุนายน 2557 เวลา 10.00-11.00 น. ณ สโมสรกองทัพบก เทเวศน์ กทม.br /br /หลังจากตกลงนัดหมายเป็นที่เรียบร้อย เวลาบ่ายสามโมงวันเดียวกัน ผมจึงได้ขับรถปิคอัพขนผลผลิตในไร่ คือ หน่อไม้ไผ่หวานกิมซุง ไปส่งให้กับลูกค้า ขณะที่ขับรถไปตามเส้นทางสายแก่งกระจาน ห่างจากบ้านประมาณ 10 กม. ได้มีรถจี๊ป เชอโรกี วิ่งตามจี้ท้ายและขับปาดหน้า พร้อมขบวนรถยนต์อีก 4 คัน ขับมาจอดปิดท้าย จากนั้นมีกลุ่มชายฉกรรจ์อาวุธครบมือ (ปืนสงคราม และปืนสั้น) จำนวน 15-20 คน เข้ารายล้อมพร้อมตะโกนให้ห้ามทำการต่อสู้ขัดขืนและให้ออกมาจากรถ สร้างความตกตะลึงและหวั่นหวาดต่อผมและภรรยาเป็นอย่างมาก ในเวลาเดียวกับที่มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ พร้อมนายตำรวจนอกเครื่องแบบแสดงตัวขอทำการจับกุมในข้อหาไม่เข้าไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. โดยไม่มีหมายจับ โดยไม่รับฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น และมีขวบนรถทหารพร้อมทหารในเครื่องแบบใส่เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธสงครามครบมือ มารับส่งต่อตัวผมไปยังกองพันทหารราบที่ 15 จังหวัดเพชรบุรีbr /br /เมื่อไปถึงได้มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมาทำการสอบสวนโดยยัดข้อหาหลบหนีและขัดขืนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และพยายามยัดเยียดเรื่องอาวุธสงคราม, การซ่องสุมกำลังพล, แผนผังการวางระเบิดที่จังหวัดราชบุรีและความผิดในข้อหา หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายเบื้องสูง (มาตรา 112)br /br /สิ่งที่เจ้าหน้าที่คิดและสรุปเอาเองตามวิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจ เสียดายเงินภาษีที่ต้องนำมาเลี้ยงดูบุคคลเหล่านี้ อ่อนเยาว์ ต่อการบริหารประเทศเหลือเกินbr /br /ผมถูกสอบสวน ตั้งแต่เวลา 20.30-23.20 น. ก็มีทหามารับตัวไปส่งควบคุมตัวไว้ที่กองร้อยทหารพราน อ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี หน่วยทหารพรานนี้ดูแลผมดีมาก เขารู้จักคุ้นเคยกับผมเพราะเคยปลูกป่าร่วมกัน งานเฉลิมพระเกียรติที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2 คืนที่อยู่กับหน่วยนี้ ผมได้เข้าไปช่วยแนะแนวการเล่นดนตรีอยู่หลายชั่วโมงbr /br /วันที่ 12 มิถุนายน 2557 เวลา 5.00 น. มีทหาร สห.5 นายจากกทม.และพลขับ มารับตัวผมเดินทางโดยรถตู้เพื่อนำตัวมาสอบสวน ณ สโมสรกองทัพบก เทเวศวร์ กทม. ถึงที่หมายเวลา 7.30 น. สห.ที่ควบคุมตัวจึงนำผมลงจากรถไปนั่งรอในห้องเล็ก ประมาณ 2 ชม.แล้วจึงคุมตัวไปยังอีกห้อง พร้อมนำถุงผ้ามาคลุมศีรษะและใส่กุญแจมือ พาจูงไปขึ้นรถยนต์อีกคันหนึ่งแล้วขับออกbr /br /ระยะเวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง จึงจอดรถ แล้วพาเดินวกวนเข้าไปในห้องติดแอร์เล็กๆ ห้องหนึ่ง ให้นั่งเก้าอี้และกดศรีษะให้ก้มลง ซักครู่จึงมีคนอีกชุดซึ่งน่าจะมี 3 คน เข้ามาเริ่มทำการสอบสวน/p p style="margin-left: 40px;"-คนที่หนึ่งน่าจะนั่งอยู่ด้นขวามือ ทำหน้าที่บันทึกการสอบวนและส่งคำถามbr /br /-คนที่สอง ทำหน้าที่เปิดคลิปเสียง ประกอบการสอบสวนbr /br /-คนที่สาม คือ คนยืนข้างหน้าและเป็นผู้สอบถาม/p pตลอดเวลาในการสอบสวน ผม (ทอม ดันดี) ได้ยินแต่เสียงขู่ เสียงด่า ตะโกนคำหยาคาย ประโยคซ้ำๆ ด้วยการข่มขู่ว่าสามารถจะฆ่าผมทิ้งได้โดยไม่มีความผิดและจะนำลูกเมียมาทรมานจนกว่าผมจะรับสารภาพbr /br /มีชุดสอบสวนในคำถามซ้ำๆ เปลี่ยนเข้ามาสอนผมไม่ต่ำกว่า 3 ชุดด้วยคำถาม/p blockquotep“มึงเอาอาวุธไปไว้ไหน”br /br /“มึงมีกองกำลังเท่าไหร่”br /br /“กูมีหลักฐานทุกอย่างพร้อม”/p /blockquote pผมตอบตามความจริงเท่าที่รู้ ผมบอกว่า “ผมไม่รู้เรื่องการวางระเบิด ไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีกองกำลัง และได้ค้าขายอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น”/p blockquotep“ถ้าคุณทหารมีภาพผมถืออาวุธสงครามจริง มันอยู่ในหนังเรื่องไหนพราะผมเป็นพระเอกหนังบู๊ ถือปืนเกือบทุกเรื่อง และผมเป็นนักร้องมีชื่อเสียง จะไปทำให้เสียชื่อตัวเองทำไม ผมขี่รถช็อปเปอร์ ขับรถเก๋ง เที่ยว กิน ดื่มไวน์ ไม่สนุกกว่าเหรอbr /ที่ผมออกมาต่อสู้ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตย และปากท้องของประชาชนเท่านั้น ผมไม่นิยมสงครามและไม่ชอบความรุนแรง ผมรักคนชอบกันและชอบคนรักกัน ‘make love not war’ ถ้าคุณทหารมีหลักฐานชัดเจนอย่างที่พูดก็ต้องเสียเวลา เชิญเอาผมไปแขวนคอได้เลย เอาเลยครับท่าน”/p /blockquote p(เพิ่มเติม) เมื่อตอนที่ผมกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงขู่บังคับนั้น ผมพยายามอธิบายเรื่องข้อหาหมิ่นเบื้องสูงว่า “ผมทำงานโครงการพระราชดำริ “สันติภาพ ภาคใต้” ให้กับพระเทพฯ ทำงานเฉลิมพระเกียรติปลูกป่า แปรตัวอักษาเทิดไท้องค์ราชันย์ กับ big bike (แปรอักษรโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ใหญ่จำนวน 7,000 คัน) ที่สนามกีฬาเมืองกาญจน์ และที่สนามกีฬาธูปเตมีย์ กองทัพอากาศ” และอื่นๆ อีกมากมายbr /br /ผู้สอบคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ไอ้ตอแหล เหี้ย! กูไม่สนใจหรอก”br /br /เมื่อทหารปรักปรำผมไม่สำเร็จ ก็กลับมาแนวพูดดีกับผม ขอเป็นเพื่อนและถามคำถามเดิม ผมก็ตอบเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกbr /br /อ้อ! เกือบลืม ช่วงสอบสวนและขณะที่ผมบอกว่าเป็นพระเอกหนัง กลุ่มคนที่กำลังสอบสวนผมชะงักการสอบสวนไปชั่วครู่ แล้วถามว่าผมเป็นใคร ผมบอกว่าผมคือ ทอม ดันดี เขาอึ้งไป แล้วผลุนผลันออกไปนอกห้อง ซักพักก็แล้วเข้ามาอีกครั้งพร้อมลีลาการซักถามที่เปลี่ยนจากฝ่าเท้าเป็นหน้ามือ เปลี่ยนสรรพนาม มึง, กู หยาบคาย สำราก เป็น คุณ, ผม, ครับ เราเป็นเพื่อนกัน อย่าโกรธกันนะ ผมทำตามหน้าที่ 555 เออหนอทหารไทย!br /br /กระบวนการสอบสวนเริ่มตั้งแต่เช้าจนถึง 5 ทุ่มเศษ ได้รับข้าวผัดพริกมาให้ 1 กล่องแต่กินไม่ได้ เพราะถูกใส่กุญแจมือ ยังดีที่มีกล้วยน้ำว้าห่ามๆ 1 หวีพอได้ประทังความหิว เมื่อสอบสวนเสร็จจนพวกเขาพอใจ (อาจจะไม่) ก็บังคับให้ผมเซ็นชื่อว่า “ทหารไม่ได้ขู่ ทหารพูดจาดีกับผู้ต้องหาตลอด ทหารไม่ได้ใช้กำลังซ้อม ทำร้ายร่างกาย” เผอิญนี่ถ้าไม่ใช่ ทอม ดันดี ผมคงกระอักเลือด เหมือนผู้ต้องหารายอื่นไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันbr /br /หลังสอบเสร็จ 5 ทุ่มครึ่ง คืนวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ทหาร สห.นำผมกลับมาส่งที่สโมสรกองทัพบก ที่เดิมกับเมื่อตอนเช้า โดยใช้เวลาขับรถแค่ 5 นาที ผิดกับขาไปเมื่อตอนเช้าที่ขับรถวนไปวนมากว่าครึ่งชั่วโมง ซึ่งผมเดาเอาว่า คงเป็นสถานที่ในอาณาเขตเดียวกันกับสโมสรกองทัพบกนั่นเอง ซึ่งผมก็ได้พูดกับทหารที่เป็นผู้นำพาว่า “ในหนังที่ผมเคยแสดง เขาก็ใช้เทคนิคนี้แหละ” พวก สห.เขาก็ถามว่ารู้ได้ยังไง แล้วก็พากันหัวเราะbr /br /จากนั้นเขาก็นำผมขึ้นรถ เปิดถุงคลุมหน้า พาไปนอนที่ถนนอักษะ ซึ่งเป็นที่ตั้งชั่วคราวของทหาร ได้เจอพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ก่อน 4 คน เป็นชาย 1 หญิง 3 แต่ห้ามพูดคุยกัน ผมถูกแยกไปนอนคนเดียวbr /br /วันที่ 13 มิถุนายน 2557 สห.ทหารบกนำตัวผมไปส่งที่กองปราบปรามเพื่อให้ ตร.สอบสวนและฝากขัง เจอพี่น้องชู 3 นิ้วติดอยู่ 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 (คุณหนิง) นอนในห้องขังกองปราบปรามลาดพร้าว 2 คืน เจ้าพนักงานสอบสวนจึงนำตัวไปฝากขังยังศาลทหารกรุงเทพ (สนามหลวง) และให้นำส่งยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แดน1br /br /อยู่ในคุกเหมือนอยู่ยมโลก นรกดีๆ นี่เอง แต่ก็เจอกับพี่น้องเสื้อแดงจำนวนมากที่นั่น อยู่ในคุกแดน 1 ได้ 3 คืน จึงได้รับการประกันตัวจากศาลทหาร โดยให้ทำข้อสัญญาระหว่างกันว่า/p p style="margin-left: 40px;"1.ทอม ดันดี ต้องไปไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกbr /br /2.ต้องไม่ขึ้นเวทีปราศรัยbr /br /3.ต้องไม่ให้ข่าวกับสื่อมวลชนbr /br /4.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และออกนอกประเทศ/p pแล้วทหารจะไม่ยุ่ง เอาผิดใดๆ ต่างจับกันไป ทอม ดันดี สามารถรับงานคอนเสิร์ต และการแสดงได้เต็มที่ แต่ต้องมารายงานตัวตามกำหนด/p pbr /strongสัญญาชายชาติทหาร/strongbr /br /แน่นอน ลูกผู้ชายรับปากแล้วต้องทำ แต่ฝ่ายทหารกลับกรอกสั่งจับผม หลังจากรายงานตัว แจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ส่งฟ้องทั้งศาลทหารและศาลอาญา โดยทหารบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านผมถึง 2 ครั้ง ก็ไม่พบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ เพราะไม่มีคอมพิวเตอร์ทุกประเภท เล่นไม่เป็นด้วย มีพยานหลักฐานยืนยันพร้อม แต่ทหารก็ไม่รับฟัง ไม่สนใจ ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการกลั่นแกล้งอย่างแสนสาหัสbr /br /ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เวลาบ่าย 2 โมงกว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยรบพิเศษและนอกเครื่องแบบ อาวุธครบมือ จำนวนกว่า 30 นาย บุกเข้าจู่โจมจับกุมผมในไร่ไผ่ ประหนึ่งดังผมเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ พยายามทำให้ผมเสียขวัญตื่นตระหนก ซึ่งผมก็มิได้ตกอกตกใจ เพราะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิดอะไร รวมถึงคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับทหารbr /แต่ทหารกลุ่มนี้บุกจับกุมตัวผมเหมือนอย่างคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง ตรวจค้นบ้านทุกซอกทุกมุมเพื่อจะหาคอมพิวเตอร์ของกลางให้ได้ ซึ่งก็หาไม่เจอเพราะไม่มี พวกเขาจึงคุมตัวผมเข้ากทม. แล้วนำส่งต่อไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ชั้น 4 ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจbr /br /ปอท.ท่านก็ได้กรุณาจัดให้อีก 2 ข้อหา คือ – หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550nbsp; มาตรา 14(3)/p pbr /strongเสียใจ เสียดาย และน้อยใจ/strong/p pศิลปินอย่างผมทำงานเพื่อสังคม ช่วยชาติมาตลอด ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอนาถในคุก นรกแท้ๆ/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"ขอร้องเรียนสื่อมวลชนทุกแขนง/p p style="text-align: center;"ทอม ดันดีbr /(นายธานัท ธนวัชรนนท์)/p p style="text-align: center;"nbsp;/p pnbsp;/p p*strongปุจฉา/strong – ผมมีข้อสงสัย อยากถามผ่านเพื่อนๆ คือbr /br /1. ทำไมคลิปปราศรัยของผมเมื่อปีที่แล้ว (2556) ถึงมาลง Youtube ในช่วงกฎอัยการศึกbr /br /2. ทำไมผู้นำไปอัพโหลดและขยายความบนอินเตอร์เน็ต ถึงไม่โดนจับกุมหรือถูกตรวจสอบใดๆbr /br /3. ทำไมผู้โดนกล่าวหากลับเป็นฝ่ายถูกลงโทษดำเนินคดี ติดคุกทั้งที่โดนละเมิดสิทธิ์br /br /4.นี่คือ กระบวนการยุติธรรม ที่ดีที่สุดแล้วหรือของประเทศไทย/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ajz95rYFGlo" height="1" width="1"/