ประชาไท

Syndicate content
Updated: 3 min 8 sec ago

วิษณุ ย้ำ ส.ว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ

Thu, 29/09/2016 - 23:56
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7332/28204298176_d4e6d42a2a.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ/span/p p29 ก.ย. 2559 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีตามความเห็นศาลรัฐธรรมนูญว่า ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากการเลือกตั้งต่อจากนี้จะเริ่มต้นด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอ โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา คือ 376 เสียง แต่หากเลือกไม่ได้ให้สมาชิกรัฐสภาเสนอให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ โดยใช้เสียง 376 เพื่อรับรองญัตติ และใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 501 คน จึงจะถือว่าผ่านญัตติ จากนั้นจึงจะสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ แต่ผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะเป็น ส.ส. เท่านั้น และจะต้องใช้เสียง 376 เสียง เพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรี/p p“หากที่ประชุมเห็นชอบให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ ต่อมาค่อยเสนอใครก็ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นคนนอกใครก็ได้ และตัว ส.ส.จะเป็นผู้เสนอชื่อ และเป็นไปตามที่ กรธ.อธิบายว่าไม่ใช่ ส.ว. เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพียงแต่มีสิทธิเสนอญัตติและมีสิทธิร่วมโหวตเท่านั้น ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังตีความว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการนี้จะเลือกกี่ครั้งก็ได้ภายใน 5 ปี หากเกิดกรณีใด ๆ ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งกรธ.ได้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผ่านเสียงประชามติจากประชาชนแล้ว” วิษณุ กล่าว/p pที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/566180"สำนักข่าวไทยnbsp;/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XK5Y5eeBw10" height="1" width="1" alt=""/

ศาลฎีกาฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดบ้าน สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

Thu, 29/09/2016 - 23:47
!--break--!--break-- p29 ก.ย. 2559 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่ำรวยผิดปกติจากการสร้างบ้านมูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท โดยศาลได้ไต่สวนพยานกว่า 10 ปาก ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. – 14 ก.ย. 2559 โดย สมศักดิ์ ได้ต่อสู้คดีใน 3 ประเด็นใหญ่ คือ คำร้องคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการที่คดีมีอายุเกินกว่า 10 ปี ถือว่าขาดอายุความหรือไม่ รวมทั้งการชี้แจงที่มาของเงิน ซึ่ง สมศักดิ์ ไม่สามารถต่อสู้ได้ทั้ง 3 ประเด็น โดยเฉพาะไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินที่ใช้ในการก่อสร้างบ้าน เลขที่ 5/5 หมู่ 5 ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เนื้อที่ 3 ไร่ 24.1 ตารางวา ปลูกอยู่บนโฉนดเลขที่ 14360 ได้แม้จะอ้างว่าเป็นเงินที่เหลือจากการสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคชาติไทยและเงินกงสี รวมถึงกรณีการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว แต่การมีสถานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้บ้านดังกล่าวมาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและไม่อาจนำสืบไต่สวนให้เห็นได้ว่าได้บ้านดังกล่าวมาโดยไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ เป็นผลให้การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนอันเป็นผลต่อกฎหมายที่บัญญัติให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542/p pสมศักดิ์ ที่เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับครอบครัว ให้สัมภาษณ์หลังฟังคำพิพากษา ว่า พร้อมยอมรับคำวินิจฉัย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ก็ต้องทำใจ แม้ว่าจะมีผลต่อเส้นทางทางการเมืองที่ต้องถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ก็ไม่มีปัญหา/p pnbsp;/p pที่มา a href="http://www.tnamcot.com/content/566217"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Z_vxaG9elBU" height="1" width="1" alt=""/

ยูเอ็นร้องเกาหลีใต้สืบสวนตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำทำให้ผู้ชุมนุมชาวนาเสียชีวิต

Thu, 29/09/2016 - 23:45
pแบก นัม-กี ชาวนาเกาหลีใต้วัย 69 ปี ซึ่งป่วยและเสียชีวิต หลังถูกปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดย ไมนา คิไอ ตัวแทนจากยูเอ็นเรียกร้องให้มีการสืบสวนในเรื่องนี้อย่างอิสระและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ในการจัดการกับการชุมนุมในแบบที่เอื้อต่อเสรีภาพในการชุมนุม เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้คนแทนการปราบปราม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8267/30007520455_09e169614f_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongแบก นัม-กี ถูกตำรวจยิงปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมเมื่อ 14 พฤศจิกายนปีก่อน และล่าสุดเสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 25 กันยายน โดยผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสืบสวนการเสียชีวิตของเขา (ที่มาของภาพ: Amnesty International)/strong/span/p p29 ก.ย. 2559 ไมนา คิไอ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความเห็น (UN Special Rapporteur on Freedom of Opinion and Expression) แสดงความผิดหวังต่อกรณีการเสียชีวิตของผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ชื่อ แบก นัม-กี (Baek Nam-gi) เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมาและเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างเต็มรูปแบบด้วยกระบวนการที่เป็นอิสระถึงกรณีที่ตำรวจใช้ปืนแรงดันน้ำยิงใส่ในการสลายการชุมนุมจนนำมาซึ่งการเสียชีวิตของเขาในที่สุด/p pแบก นัม-กี เป็นชาวนาอายุ 69 ปี เขาถูกทำให้ล้มลงไปที่พื้นหลังจากถูกตำรวจยิงด้วยกระสุนน้ำในขณะที่เขาร่วมประท้วงอย่างสันติเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ปีที่แล้ว เขาอยู่ในสภาพไม่ได้สติมาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต/p pคิไอกล่าวว่า เขาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซื้อต่อญาติและเพื่อนของแบก นัม-กี สำหรับกรณีการเสียชีวิตของเขา คิไอบอกอีกว่าเขาเคยพบปะกับลูกสาวของคิไอในกรุงโซลในช่วงที่ไปเยือนเกาหลีใต้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และที่เจนีวาเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เขารู้สึกถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพ่อของพวกเธอในช่วงเวลาที่ย่ำแย่เช่นนี้/p p"ผมขอเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างอิสระในกรณีที่ตำรวจใช้ปืนน้ำในช่วงที่มีการประท้วงเมื่อเดือน พ.ย. 2558 ที่ทำให้เบกเสียชีวิตอย่างที่ปรากฏ โดยมีการสืบสวนจากภาพวิดีโอที่มีอยู่" คิไอกล่าว/p p"ผู้ที่กระทำความผิดควรจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองก่อและครอบครัวของเบกควรจะได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังควรมีมาตรการที่ดีพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมแบบเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต" คิไอกล่าว/p pคิไอยังกล่าวย้ำถึงข้อเสนอแนะที่พวกเขาเคยนำเสนอต่อทางการเกาหลีใต้ในรายงานเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ให้พิจารณายุทธวิธีการจัดการกับการชุมนุมอีกครั้งจากเดิมที่ใช้วิธีการฉีดปืนน้ำและใช้รถบัสเป็นแผงกั้นโดยให้แยกแยะไม่ใช้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ ไม่ทำให้เกิดการยกระดับความตึงเครียด และเน้นการจัดการชุมนุมเพื่ออำนวยความสะดวกแทนการสกัดกั้นไม่ให้ใช้สิทธิในการชุมนุม/p pผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังอ้างถึงคำแนะนำคล้ายกันจากรายงานของอดีตผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในเรื่องการประหัตประหารนอกกระบวนการยุติธรรม โดยเร่งรัด หรือตามอำเภอใจ ที่ชื่อ คริสตอฟ ไฮนส์ เกี่ยวกับการจัดการการชุมนุมอย่างเหมาะซึ่งมีการนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา/p pคิไอยังเรียกร้องให้ทาการเกาหลีใต้เคารพต่อเจตจำนงของครอบครัวแบก นัม-กี ที่จะไม่ให้มีการชันสูตรศพ จากที่หน่วยงานตำรวจของเกาหลีใต้มีคำร้องให้ดำเนินการชันสูตรศพโดยอ้างว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ชัดเจน แต่ศาลก็ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว/p p"มันเป็นเรื่องสำคัญที่ทางการจะต้องเรียนรู้บทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่น่าเจ็บปวดนี้เพื่อที่จะไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง" คิไอกล่าวย้ำ/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"South Korea: UN rights expert calls for independent investigation into lethal use of water cannon, United Nations Human Rights, 28-09-2016 /spana href="http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=20603amp;LangID=E"span style="color:#0000cd;"http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=20603amp;LangID=E/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9zvaDICWdTY" height="1" width="1" alt=""/

'เนติวิทย์-พริษฐ์-วริษา-นลธวัช' ร่วมถกต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?

Thu, 29/09/2016 - 23:32
pรายงานเสวนากะลาแลนด์ “ต้องการกิจกรรมแบบไหน ในสถาบันการศึกษา?” พร้อมประเมินกิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8149/29972940506_33a8430fd9.jpg" //p pเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มลานยิ้ม ร่วมกับ กลุ่มพลเรียน กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย จัดงานเสวนาหัวข้อ "เราต้องการกิจกรรมแบบไหนใน สถาบันการศึกษา?" ในงานศิลปกับสังคม ครั้งที่ 21 เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ ครั้งที่ 9 (รำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519) ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ)nbsp;ชวนคุยเสนอความคิดเห็นโดย นลธวัช มะชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวประเด็นการศึกษา วริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท โดยมี ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3span style="color:#0000cd;"กิจกรรมในสถาบันการศึกษากับการมีส่วนร่วมของนักเรียน/นักศึกษา/span/h3 pประเด็นแรกที่พูดคุยกัน อ.อรรถพล ให้ทั้ง 4 คน ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการทำกิจกรรม คำถามแรกเวลาที่เราพูดถึงสถาบันการศึกษากับกิจกรรมที่ให้นักเรียนหรือให้นักศึกษามีส่วนร่วมได้นั้น กิจกรรมที่มีอยู่เป็นอย่างไร และมีประสบการณ์ในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยผ่านกิจกรรมแบบไหนกันมาบ้าง แล้วก็เราตั้งคำถามหรือมุมมองต่อกิจกรรมอย่างไร/p pวริษา กล่าวว่า กิจกรรมในโรงเรียนทั้งประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ก็จะมีกิจกรรมที่เห็นได้ชัด 2 อย่าง คือ กิจกรรมบังคับ และกิจกรรมไม่บังคับ กิจกรรมบังคับ หรือบางทีอาจจะใช้คำว่าขอ “ความร่วมมือ” ทำเพื่อกลุ่ม ทำเพื่อห้อง ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเข้าร่วม แต่ถามว่าเราเห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมนั้นไหม ก็ไม่ กิจกรรมที่โรงเรียนยังขาดก็คือกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนสร้างเอง หรือกิจกรรมที่เด็กอยากสร้างเอง แต่กิจกรรมก็จะไม่สามารถจัดได้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน ส่วนในเรื่องของการเสวนาในโรงเรียน นักเรียนไม่ค่อยสนใจ ดังนั้น หัวข้อในการจัดก็คงจะต้องคำนึงถึงผู้ฟัง ต้องเป็นหัวข้อปลายเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าฟังได้ ถ้าจะจัดหัวข้อเสวนาในโรงเรียนก็ต้องคิดก่อนว่าผู้ฟังอยากฟังเรื่องอะไร/p pพริษฐ์ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทการใช้อำนาจของครูในโรงเรียน ส่วนมากกิจกรรมจะไม่ได้ออกมาในแนวครูใช้เด็กเป็นแรงงาน แต่ส่วนมากจะเป็นในลักษณะของครูที่อยู่หลังม่านอีกที อุปสรรคของการทำงานในโรงเรียนมีอยู่ 2 แง่ คือ hard power และ soft power จากการทำกิจกรรมกับองค์กรมาพบว่าองค์กรที่เรื่องมากเรื่องเอกสารมากที่สุดคือโรงเรียน ปัญหาที่คาดว่าน่าจะมีทุกที่รวมถึงกิจกรรมนอกโรงเรียนด้วย ก็คือกิจรรมนี้ไม่ได้ in great ผู้เข้าร่วม ผู้ร่วมไม่ได้เป็น factor ที่สำคัญ เช่น กิจกรรมบรรยาย ผู้เข้าร่วมอยากให้กิจกรรมมันออกมาลักษณะไหนไม่ได้มีผล เพราะมันถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งพออำนาจในการจัดกิจกรรมมันอยู่กับองค์กรไม่กี่องค์กรมันกลายเป็นว่าวัฒนธรรมบางมันเกิดขึ้นเอง อันนี้เลยทำให้การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนมันยาก ทีนี้ถามว่าการจัดกิจกรรมในสถานศึกษามันแย่จนไม่มีข้อดีเลยไหม อย่าลืมว่าสถานศึกษาเป็นแหล่งผู้ฟังที่ดีที่สุด ที่มีเยอะที่สุด การจัดกิจกรรมที่เราหันหลังให้โรงเรียนหรือระบบเลย ก็คงจะไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร พริษฐ์เปรียบตัวเองเหมือนกบที่ยันกะลาอยู่ ถ้าเราเลือกจะทิ้งมันไปแต่คนอื่นก็ยังอยู่ในกรอบเดิม ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และการไปทำงานนอกโรงเรียน หรือนอกสถาบันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคเพียงแต่โจทย์มันคนละแบบกัน/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8130/29972940806_7e90b734b4.jpg" //p pเนติวิทย์ กล่าวว่า ตนอยู่ในโรงเรียน ตนไม่ได้หันหลังให้ระบบของโรงเรียน ตนเลือกที่จะต่อสู้ตั้งแต่ ม.3 ถ้าไม่สู้ในโรงเรียน อุดมการณ์ของเราเรื่องการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่เราคิดไว้ มันก็เป็นเหมือนการที่ “ตัวเองดูดี แต่ในเชิงความจริงมันไม่เปลี่ยนแปลง” ตนได้รับแรงบันดาลใจมากว่าทำไมถึงเลือกที่จะสู้ในโรงเรียน มันมาจากสิ่งที่ตนค้นพบก็คือ ครูในโรงเรียนหลายๆ คน เมื่อเขาเขียนบทความมาให้ในวารสารที่ตนทำ พบว่าข้อเขียนเหล่านั้นมันดีมากเลย มันสวยมาก มันเลยเกิดความคิดว่า ทำไมครูก็ไม่เห็นเขียนหนังสือเลย เห็นแต่สอนอย่างเดียว แต่มีความสามารถมากขนาดนี้ อย่างการแนะนำหนังสือให้ตนอ่านซึ่งมันเป็นการศึกษาทางเลือกทางหนึ่งมันทำให้รู้ว่าโรงเรียนเรามีคนที่มีความสามารถเยอะมีคนที่มีความสนใจในเรื่องต่างๆมากมายแต่เขาเหล่านั้นไม่วามารถที่จะนำศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้ ตนรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย แล้วโรงเรียน ก็ทำตามนโยบายบางอย่างโดยไม่ฟังเสียงคนในโรงเรียน ทั้งๆ ที่มันมีคนมีความสามารถแบบนี้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนทำก็คือการพยายามนำคนเหล่านี้มาสนทนากันก็คือการจัดเสวนา เช่นจัดเสวนาภาพยนตร์ โดยมีนักเรียนเป็นผู้ดำเนินรายการก็ผ่านมาได้ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แน่นอนว่ามันก็มีปัญหาอยู่หลายๆเรื่อง เช่น ฝ่ายบริหารไม่เข้าใจเราและก็มีระบบครูที่ปรึกษาอีก ซึ่งครูที่ปรึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีความคาดหวังเท่าไหร่ เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ดีกว่ามาคลุกคลีกับพวกเรา เพราะมันอาจจะทำให้ภาพลักษณ์เสีย หรือครูบางคนเห็นใจเรา เขาก็จะสนับสนุน แต่เขาก็จะไม่เข้ากับฝ่ายบริหารสักเท่าไหร่เพราะฝ่ายบริหารก็จะไม่ชอบเขา ตนรู้สึกดีใจที่ได้เจอครูที่หลากหลายมากนอกจากนี้ตนยังเขียนจดหมายถึงผู้อำนายการโรงเรียน มากกว่า 20 ฉบับ เราต้องลองคุยกับเขา ตนเชื่อว่าการเสวนาในโรงเรียนมันเป็นไปได้ แต่มันต้องมีความพยายามเกิดขึ้นก่อน มันต้องมีการประสานกัน เราอย่าไปแยกตัวอิสระเสียทีเดียว ข้างนอกทำก็ดี แต่ข้างในมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ที่ถูกมองข้ามไปในรอบหลายปีที่ผ่านมาnbsp;/p pนลธวัช กล่าวว่า หนังตะลุงเป็นตัวแทนของประชาชนในการวิพากษ์การเมืองและอำนาจ เราก็เลยใช้วัฒนธรรมชุมชนบางอย่างในการศึกษาหาข้อมูลในชุมชนแล้วมันสะท้อนออกมา เรานิยามตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรมไม่ใช่เด็กกิจกรรมเพราะเราจัดกิจกรรมเอง ตอนนั้นเรามีไฟมากแล้วหวังว่าเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้วเราจะได้ต่อยอดมัน แต่พอเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยnbsp; เราไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราเลยnbsp; พอเข้ามหา’ลัยแล้วเราต้องเริ่มนับ 0 ใหม่ ซึ่งมันทำให้ความฝันเราดับไปเลยนะ เรามาเจอบรรยากาศที่เราต้องเดินไปด้วยกัน เป็นระบบที่เกิดจากความหวังดี เอาความหวังดีมาเป็นข้ออ้างในการในการให้คนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งมันเกิดความกดทับ มีคำถามว่าถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำยังไง เป็นคำถามที่ถามส่งๆ ไป คือปัดความรับผิดชอบ ไม่มีการตั้งคำถามว่าถ้าเราจะออกจากตรงนี้เราต้องทำตัวยังไง มันกลายเป็นกรอบบางอย่างที่ทำให้เราไม่เติบโต หลายคนถูกแช่แข็งความคิดตอนอยู่ปี 2 พอมีอำนาจ เราคิดว่าเราเติบโตเต็มที่แล้ว และก็จะหยุดอยู่แค่นั้นไปจนจบปี 4 คือความรู้พอเพียง “รุ่นพี่ที่ถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร ยังไม่น่ากลัวเท่ารุ่นน้องถามว่าไม่ทำแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร” รุ่นน้องเองก็วิ่งหาระบบอุปถัมภ์เหมือนกันเพราะคิดว่าฉันจะมีโอกาสเติบโตทางมหาวิทยาลัยมากขึ้น เปาโล แฟร์ บอกว่าเรากลัวอิสรภาพ ซึ่งมันจริงมาก กิจกรรมส่วนใหญ่ในโรงเรียนจะออกแบบมาเพื่อผู้รับ ครูจะออกแบบกิจกรรมไว้สวยหรูตอบโจทย์ตัวชี้วัดได้อย่างดี และนักเรียนเป็นผู้รับ เพราะความหวังดี พอเราขึ้นมหาวิทยาลัย ความหวังดีหรือสายตาของความสงสาร ของการให้ มันติดไปมหาวิทยาลัย พอเด็กมหา’ลัยไปลงชุมชน เด็กมหา’ลัยมองพวกเขาน่าสงสาร ต้องเข้าไปช่วย ฉันคือผู้ประเสริฐที่จะเข้าไปช่วยคุณ ไม่ได้มองในสายตาที่ว่าเราจะเข้าไปแลกเปลี่ยนอะไรกับชุมชนบ้าง เราไปศึกษาชุมชน แต่จริงๆ แล้วมันใช่รึเปล่า? เรากลัวการวิพากษ์และนักศึกษากลัวความวุ่นวายมากในมหาวิทยาลัย ซึ่งมันทำให้เราไม่เติบโต ในบางวิชาที่เพื่อนคนหนึ่งตอบคำถามอาจารย์ได้หมดแล้ว แต่เขาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ไม่ได้ เพราะมันยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงความคิด อุปสรรค คือ ความหวังดีที่เกิดจากการอธิบาย และการอธิบายก็มักมาจากผู้บริหารเสมอๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในคณะ กิจกรรมก็จะถูกสั่งให้หยุดเพราะต้องไปเคลียร์ปัญหาเหล่านั้นก่อน มันกลายเป็นว่าคุณรอมีอำนาจเหนือกว่า คุณถึงจะเข้าถึงองค์ความรู้ได้ ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามข้อนี้ได้ กิจกรรมจะไม่สามารถเกิดแบบใหม่ได้ ผู้บริหารต้องการนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม แต่เขาไม่ชอบนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรม อันนี้น่าคิด/p h3span style="color:#0000cd;"ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา/span/h3 pอรรถพล ตั้งคำถามต่อว่าอยากเห็นกิจกรรมแบบไหนในสถาบันการศึกษา แล้วคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เราได้ใช้งานหรือตอบโจทย์สิ่งที่เราเชื่อหรืออยากทำแล้วหรือยัง/p pวริษา กล่าวว่า อยากเห็นกิจกรรมที่นักเรียนเป็นคนคิด เป็นคนเริ่มต้นเอง เป็นกิจกรรมที่นักเรียนตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ครูสั่งมาหรือใครสั่งมาและอยากให้มีความสร้างสรรค์/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8355/29972941016_defde52d5a.jpg" //p pพริษฐ์ กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าถ้าบอกว่ากิจกรรมอะไรก็ที่นักเรียนเป็นคนจัดเองมันจะมีปัญหานิดหนึ่ง เพราะว่าการว้ากน้องนี่ก็นักเรียนจัด คือรู้สึกว่ามันต้องไม่ไปหนักหัวคนจัด แล้วก็ต้องไม่หนักหัวคนร่วมด้วย ต้องไม่ใช่ลักษณะไปเกณฑ์เขามาหรือไปกดทับอะไรบางอย่างเขา อีกอย่างคือต้องให้ความยุติธรรม สุดท้ายคืออยากให้เป็นกิจกรรมที่ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วม สึกว่าทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าอยู่กับโรงเรียนแล้วมันลำบากก็อย่าไปพึ่งโรงเรียนมาก/p pเนติวิทย์ กล่าวว่า จริงๆ เรียนปีเดียวก็ได้ ยัดๆ ไปให้จบ ไม่ต้องเสียเวลาขนาดนี้ ดังนั้นโรงเรียนจึงต้องมีเป้าหมายสำหรับเด็ก โรงเรียนไม่สามารถตอบโจทย์ได้จึงต้องมาคิดว่าแล้วโรงเรียนมีภารกิจอะไร มีหน้าที่อะไรตอนนี้ โรงเรียนน่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ และทดลองอะไรใหม่ๆ อีกส่วนที่สำคัญมากและขาดหายไป คือ นักเรียนกลัวการมีส่วนร่วม คนในโรงเรียนไม่ค่อย active หรือตรวจสอบกัน อย่าละเลยการสนทนาในโรงเรียน และอย่าประมาทกับความคิดของคนที่อยู่ในสารระบบว่าเขาคิดอะไรอยู่ ที่เขายอม เขามองกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างไร สองคือโรงเรียนกำลังทำให้ตัวเองหมดความสำคัญลงด้วยการไม่ทำหน้าที่ของตัวเองที่จะทำให้การสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นได้ โรงเรียนควรมีพื้นที่ที่จะทำให้ครูและนักเรียนพัฒนาตัวเองได้ หากโรงเรียนทำหน้าที่เป็นโรงสอนมากกว่าโรงเรียน คำว่าโรงเรียนก็จะหมดความหมายลง/p pนลธวัช กล่าวว่า จากการลงชุมชน เราพบว่าเด็กมีประกายเยอะมากในการที่อยากรู้ เพราะเด็กไม่รู้ แต่แว่นที่เขามองอยู่มันถูกระบายสี ถึงสีมันจะสวยงาม แต่มันคือสีจากผู้ใหญ่ที่ทับถมกันจนมืดดำไปแล้ว ตอนนี้เด็กหลายคนต้องการแว่นใหม่ที่ใส แต่เราไม่ให้แว่นใหม่เขาสักที เราควรให้แว่นที่อิสระและเปิดกว้าง อนุญาตหรือไม่นั่นอีกเรื่อง แต่ควรให้เด็กลองวางกระบวนการและมีพื้นที่ในการเสนอก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขระบบได้เด็กพวกนี้ก็จะเติบโตได้ มหาวิทยาลัยพยายามทำให้เราเหมือนกัน ทั้งระบบวิธีการคิดที่เขาลดความเป็นปัจเจกเราทุกๆ อย่าง พยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ความกลมเกลียวกัน สิ่งเหล่านี้คือข้ออ้างที่ทำให้ความเป็นปัจเจกของนักศึกษามันลดลง เพราะฉะนั้นสำหรับตนมันต้องมีกิจกรรมที่ไม่ลดความเป็นปัจเจก ปัจเจกต้องคงอยู่ การวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อปัจเจกคงอยู่เพราะแต่ละคนมีปัจเจกและศักยภาพที่แตกต่างกัน กิจกรรมควรเป็นกิจกรรมที่วางไว้หลวมๆ วางเพียงเป้าหมายร่วมไว้ก็พอ อย่าลืมว่าเป้าหมายของกิจกรรมมันมีพลวัต ส่วนกระบวนการก็ค่อยเป็นไป เป็นกิจกรรมที่คิดเดือนต่อเดือนเลยก็ได้ นักศึกษานิ่งเฉยกับประเด็นทางสังคม เพราะมันถูกทำให้คิดเป็นปี คิดไกลมาก ความไกลบางอย่างมันทำให้เราไม่สามารถพูดคุยประเด็นทางสังคมในขณะนั้นๆได้ อันที่สองคือพื้นที่ เราต้องการพื้นที่ nbsp;ครูต้องพังทลายกรอบความเป็นครูให้ได้ อย่ามองครูเป็นผู้ให้ เป็นผู้ประสาทสอนวิชา เป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นกิจกรรมควรเป็นการให้นักเรียนกลับไปหาข้อมูลเอง เด็กสมัยนี้ไม่อยากทำอะไรมากกว่าที่เขาให้ เพราะไม่อยากให้วุ่นวาย บางทีการศึกษาไม่ได้กดทับเรานะ แต่เป็นเราที่กดทับตัวเองเอาไว้/p h3span style="color:#0000cd;"ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที/span/h3 pอรรถพล กล่าวว่า ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้แว่นตาใหม่เราสักที ตนมีคำถามต่อว่าเขาไม่ให้หรือเขาไม่มีnbsp;ดังนั้นแล้วกิจกรรมควรมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้มันสามารถตอบโจทย์หรือโยงให้คนทำงานกับสังคมได้nbsp;แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่ยังมองตัวเองในบทบาทฐานะของผู้ให้อยู่nbsp;/p pในช่วงท้ายของการเสวนา ก็ได้ให้ผู้เข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น “ต้องการกิจกรรมแบบไหนในสถาบันศึกษา” ซึ่งมีหลากหลายมุมมองต่างกันไป อาทิ เราต้องการกิจกรรมแบบไหนเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาไทยต้องกระตุ้นให้เด็กคิดก่อน ควรมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับสังคม หรือให้ประโยชน์กับสังคมได้บ้าง ไม่ใช่เรียนรู้อยู่แต่ภายในมหาวิทยาลัย ให้ใช้สังคมเป็นสนามทดลองที่ใหญ่ขึ้น แล้วสังคมจะสะท้อนกลับมาเองว่า มหาวิทยาลัยควรมีกิจกรรมแบบไหน ที่มันจะสอดคล้องกับสังคมได้ ควรปลูกฝังวัฒนธรรมทางการคิดก่อน แล้วกิจกรรมจะเกิดหลังความคิดเอง และการห่วงภาพลักษณ์มากไปจนทำให้ไม่เกิดสิ่งใหม่เป็นข้อผูกมัดที่ทำให้เราคิดไม่ได้ ที่สำคัญคือเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้แสดงออก กระตุ้นให้เด็กคิดแล้วรู้วิธีนำเสนอต่อสังคม และครูเป็นเพียงอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น หรือระบบการศึกษาไม่ได้เอื้อให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ควรให้เด็กได้ถูกอบรมสั่งสอนให้มีความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ชั้นประถมเป็นต้นมา/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8654/29972940346_cc3e3b20d8.jpg" //p pเนติวิทย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลดปล่อยปัจเจกชน ต้องมีพื้นที่เสรีชนให้ปัจเจกชนในสถาบันการศึกษา เป็นที่ที่ให้เขาคิดได้ แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตย ส่วนสำคัญคือทุกคนต้องมีส่วนร่วม ส่วนนี้ถูกละเลยไปมาก การมารวมตัวกันได้ถือเป็นเรื่องดีที่จะไปต่อยอดดังนั้นภราดรภาพต้องมี อีกอย่างคือเราต้องรู้ว่าเราไม่ได้กำลังต่อสู้กับเป้าหมายอะไรที่มันกำลังอยู่นิ่ง แต่เป็นเป้าหมายที่มีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องไม่ทำตัวให้นักเรียนเป็นเด็กไร้เดียงสา เราต้องมองเขาด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และสุดท้ายคือจัดกิจกรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/IaPuCt-Rtqw" height="1" width="1" alt=""/

เจรจานัด 5 'สหภาพ-ธนาคารกรุงเทพ' ไม่อยากให้ พนง. ซื้อผลิตภัณฑ์เองหากไม่เข้าเป้า

Thu, 29/09/2016 - 15:46
divสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพระบุกรณีมีผู้บริหารบางสาขาบังคับให้พนักงานขายผลิตภัณฑ์ เช่น การซื้อขายกองทุนฯ หรือประกัน หากขายไม่ได้ตามเป้าจะต้องรับผิดชอบซื้อเอง สร้างความเดือดร้อน-เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายพนักงานเกินความจำเป็น สหภาพฯ ชี้ไม่อยากให้ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะอาจจะลามเป็นเชื้อโรคร้ายระบาดทั่วองค์กร/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div29 ก.ย. 2559 สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพแจ้งต่อสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ว่าในการเจรจาเปลี่ยนแปลงข้อตกลงสภาพการจ้างประจำปี 2559 ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการพนักงานมีความคืบหน้าที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องตรงกันโดยเฉพาะข้อมูลสนับสนุนในการขยายฐานวงเงินกู้สวัสดิการเพื่อซื้อ/ปลูกสร้างบ้าน มีแนวโน้มที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมได้ตามสภาวะความเป็นจริง ซึ่งหัวหน้าผู้แทนธนาคารได้ขยายความเพิ่มเติมว่าปัจจุบันนั้นราคาบ้านที่อยู่อาศัยมีการขยับราคาสูงขึ้นแต่คุณสมบัติและกำลังความสามารถของพนักงานไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการนี้ได้เนื่องจากติดขัดเรื่องอายุงาน ดังนั้นหากเป็นไปได้ตามข้อตกลงนี้ควรได้รับการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติอายุงานของพนักงานไปในคราวเดียวกัน/div divnbsp;/div divเงินค่าตอบแทนพิเศษพนักงานที่ทำงานใน Booth ผู้แทนฝ่ายธนาคารได้ทำความเข้าใจและชี้แจงว่าเงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้พนักงานกลุ่มนี้จำนวน 1,000 บาท/คน หรือ 500 บาท/คน/เดือน นั้นธนาคารได้อิงเจตนารมจากสถานที่ทำงาน การขาดสิ่งอำนวยความสะดวก เวลาการทำงานไม่ปกติ มีความเสี่ยงสูง มีความรับผิดชอบในเงินสดต่างประเทศหลายสกุลและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ดังนั้น ธนาคารจึงจ่ายค่าตอบแทนให้พนักงานประจำ Booth ดังกล่าว ซึ่งหัวหน้าผู้แทนฝ่ายสหภาพแรงงานฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเงินที่สหภาพแรงงานฯ เรียกร้องในข้อนี้นั้นเป็นเรื่องเงินค่าตอบแทนความเสี่ยงของพนักงานที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันกับ Booth และงานที่รับผิดชอบเพิ่มจาก Booth เช่น กรณีการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศและโอนต่างประเทศน่าจะสามารถนำมาพิจารณาได้ตามความเหมาะสม/div divnbsp;/div divส่วนกรณีที่มีพนักงานสาขาร้องเรียนผ่านสหภาพแรงงานฯ เพื่อให้สอบถามฝ่ายจัดการเรื่องกรณีมีผู้บริหารบางสาขาได้บังคับให้พนักงานขายโปรดักส์ของธนาคาร เช่น การซื้อขายกองทุนฯ หรือประกัน หากปรากฎว่าพนักงานรายใดขายไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตนเองต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการซื้อเองทำให้พนักงานเกิดความเดือดร้อน และเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวพนักงานสูงขึ้นเกินความจำเป็น ในประเด็นเรื่องนี้นั้นผู้แทนสหภาพแรงงานฯ ได้กล่าวว่าไม่ต้องการให้ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะมีผลกระทบต่อพนักงาน และอาจจะเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะเกิดการระบาดทั่วองค์กร/div divnbsp;/div divnbsp;/div div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"strong style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent;"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:/strongbr /br /a href="http://www.prachatai.com/journal/2016/09/68018"'สหภาพ-ธ.กรุงเทพ' เจรจานัด 4 สหภาพชี้ควรเพิ่มค่าตอบแทนให้ 'พนง.ตัวแทนซื้อขายกองทุน' ด้วย/abr /a href="http://prachatai.com/journal/2016/09/67928" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"สหภาพแรงงาน ธ.กรุงเทพ เผยธนาคารจะเปลี่ยนเครื่องแบบพนักงานหญิงใหม่/a/div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"a href="http://prachatai.com/journal/2016/09/67800" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"เจรจานัด 2 สหภาพธนาคารกรุงเทพ วอนธนาคารแบ่งเบาความเสี่ยงพนักงานnbsp;/a/div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"a href="http://prachatai.com/journal/2016/08/67394" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"'สหภาพแรงงาน-ธนาคารกรุงเทพ' เจรจาข้อเรียกร้อง 2559 (ใหม่) นัดแรก/a/div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"a href="http://prachatai.com/journal/2016/08/67361" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"สหภาพ ธ.กรุงเทพ ถอนข้อเรียกร้อง-ยื่นใหม่ เหตุเปลี่ยน กก.สหภาพ/a/div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"a href="http://prachatai.com/journal/2016/09/67800" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"'สหภาพ-ธนาคารกรุงเทพ' เจรจาข้อเรียกร้องปี 2559 ครั้งที่ 1/a/div div style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 0, 0); font-family: Tahoma;"a href="http://prachatai.com/journal/2016/07/66994" style="margin: 0px; padding: 0px; font-size: 14.4px; vertical-align: baseline; background: transparent; color: rgb(0, 102, 153); outline: none; text-decoration: none;"สหภาพฯ ธนาคารกรุงเทพยื่นข้อเรียกร้องปี 2559/a/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_j9HOTcyQWc" height="1" width="1" alt=""/

ม.ล.ปนัดดา ยกสถาบันกษัตริย์ปกป้องความมั่นคงของชาติ ทำไทยรอดพ้นประเทศราช-คอมมิวนิสต์

Thu, 29/09/2016 - 14:37
!--break--!--break-- div style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/image?format=rawamp;type=origamp;id=80885" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบฯ/span/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div29 ก.ย. 2559 เมื่อเวลา 09.20 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคง" จัดโดย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านความมั่นคงชาติ และเป็นแนวทางปฏิบัติแก่ส่วนราชการให้มีประสิทธิผลสูงสุด โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย พล.อ. จรัล กุลละวณิชย์ สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานจำนวนประมาณ 300 คน/div divnbsp;/div divโอกาสนี้ ม.ล.ปนัดดาnbsp;ได้กล่าวเปิดงานว่า ในนามของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขอกล่าวขอบคุณ นพ.เกษม ที่เป็นผู้ร่างนโยบายแผนงานความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับความมั่นคง สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น มีความสำคัญ และผูกพันกับสังคมไทยมาโดยตลอด ในฐานะที่ทรงมีคุณูปการต่อความมั่นคงของชาติ ที่ส่งนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยเป็นศูนย์กลางความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจ และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเกิดวิกฤตการณ์ เช่น การนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากการเป็นประเทศราชของชาติตะวันตก และในช่วงสงครามเย็นที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยคุกคามจากระบอบคอมมิวนิสต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพในการแก้ปัญหาจนกระทั่งรอดพ้นจากปัญหาดังกล่าวได้/div divnbsp;/div divม.ล.ปนัดดาnbsp;กล่าวต่อไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณี ยกิจด้วยพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่น เสียสละ เพื่อประชาชนและประเทศชาติ ให้มีความมั่นคง สถาพรมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ นอกจากนี้ พระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานไว้ในโอกาสต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวิธีคิด และวิธีดำเนินชีวิตของประชาชน ตลอดจนวิธีดำเนินงานด้านความมั่นคงของประเทศ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ม.ล.ปนัดดาnbsp;ได้กล่าวขอบคุณสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบเรื่องความมั่นคงของประเทศ ที่ได้ตระหนัก ถึงความสำคัญของการธำรง ไว้ซึ่งความมั่นคงยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้จัดทำแนวทางการรักษาความมั่นคงสถาบันหลัก ของชาติ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข/div divnbsp;/div divโดยตอนท้าย ม.ล.ปนัดดาnbsp;ได้กล่าวถึงการคาดหวังว่างานในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นจิตสำนึกของประชาชนในสังคมไทย เพื่อให้รำลึกถึงคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อประเทศชาติ และประชาชนมาอย่างยาวนานด้วย/div divnbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"คนการเมืองจ้างบิดเบือน 'สถาบันเบื้องสูง' โยงขัดแย้งทักษิณ/span/h3 divนอกจากนี้ a href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/720546"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/a รายงานด้วยว่า เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ สื่อมวลชนอาวุโส ด้านความมั่นคง กล่าวว่า จากการติดตามการรายงานข่าวของสื่อต่างชาติในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง มักมีเจตนาเชื่อมโยงว่ามีสถาบันเป็นคู่ขัดแย้งกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่อธิบายข้อมูลพื้นฐานของสถานการ์ความเป็นมา และนำเสนอไปโดยไม่มีการอ้างอิงบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น และที่น่าตกใจมีการพูดถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ทำนองว่าอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากต้องการโยงว่าเป็นเรื่องสถาบันฯ การที่สื่อต่างชาตินำเสนอย่อมต้องการให้เชื่ออะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับที่พยายามดึง มาตรา112 เข้ามาโดยระบุว่า รัฐบาลใช้กฎหมายนี้เพื่อคุมฝ่ายเห็นต่าง สะท้อนว่าที่ผ่านมามีความพยายามดิสเครดิตให้เสียชื่อเสียงbr /br /ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การนำเสนอข้อมูลละเมิด ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันฯ ล้วนดำเนินการจากต่างประเทศมีคนที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองจ้างวานให้ทำข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับสถาบัน เพราะเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ส่วนที่บางคนพยายามหยิบยก มาตรา 112 มาโจมตีทางการเมืองนั้น อย่าอ้างกันพร่ำเพรื่อ พูดกันบ่อยครั้งไม่น่าจะเหมาะสม ตนไม่อยากให้พูดกันผ่านสื่อมาก ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเรื่อยเปื่อย หลายอย่างต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลและมองว่าสีเสื้อมีไว้สำหรับแข่งกีฬา ไม่มีประเทศใด นำสีเสื้อมาแบ่งแยกผู้คนในชาติให้มาประหัดประหารกัน/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mVpnuS_N49s" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์ งัด ม.44 ออกคำสั่งป้องกันการนําช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน

Thu, 29/09/2016 - 13:58
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมาnbsp;ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 60/2559 เรื่อง มาตรการป้องกันการนําช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช./p divคำสั่งระบุว่า โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora (CITES)) จึงมีความจําเป็นต้องกําหนดมาตรการในการเร่งรัดดําเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ โดยเฉพาะการป้องกัน ระงับ และปราบปรามการนําช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้านให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อมิให้ประเทศไทยถูกระงับการนําเข้าและส่งออกสัตว์ป่าและพืชป่าตามบัญชีอนุสัญญา CITES อันจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมและความน่าเชื่อถือของประเทศได้/div divnbsp;/div divอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 คสช. โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8120/29999429625_a624d541c9_b.jpg" style="width: 600px; height: 857px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8139/29372922393_22365cc0d0_b.jpg" style="width: 600px; height: 860px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QDZB1df-Kxw" height="1" width="1" alt=""/

บทความแปล: มองการเมืองไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย

Thu, 29/09/2016 - 10:24
!--break--!--break-- pbr /br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เนื่องจากบางสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. อย่างเครือเนชั่น ผู้จัดการ หรือสำนักข่าวไทย ได้เพียรพยายามมานานเป็นปี ๆ ในการทำให้มวลชนเข้าใจว่า ไทยหันมาสังกัดค่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนกับรัสเซียแทนพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง สหรัฐอเมริกา เราจึงน่าจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจใหม่คู่นี้ ว่ามีความแนบแน่นลึกซึ้ง และสามารถคานอำนาจกับตะวันตกอย่างที่สื่อเหล่านั้นพยายามนำเสนอหรือไม่ อย่างไร อันน่าจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในย่านอุษาคเนย์) แท้ที่จริงเลิกสนใจสหรัฐฯ เพราะได้พันธมิตรใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน 2 ประเทศ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกับบรรดาสื่อในสังกัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /บทความนี้แปลจากบทความชื่อ “สหรัฐฯควรกลัวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียหรือไม่” (a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a) จากเว็บไซต์ The National Interest เขียนโดยไมเคิลnbsp; คาร์ก ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย รวมไปถึง แอนโธนีnbsp; ริกเกตต์ส ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของที่เดียวกัน/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongจี/strongนกับรัสเซียได้เพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต อันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การร่วมมือกันที่ถูกยกระดับเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนในการมุ่งทำลายเสถียรภาพของระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก และได้ลดศักยภาพของสหรัฐฯ ในการมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคแห่งนี้nbsp; แต่ชุดแห่งการใช้เหตุผลดังกล่าวมุ่งไปที่องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของความรักใคร่กันครั้งใหม่ของกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโคว์โดยมองข้ามความโดดเด่นขององค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์และหลักการ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในความเป็นจริง ภาวะแห่งการประจันหน้ากับตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนของค่ายจีน-รัสเซียนั้นได้รับการผลักดันโดยการโยงใยทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ อันปรากฏจากการที่รัฐทั้ง 2 รับเอารูปแบบการปกครองอำนาจนิยมมาใช้ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารูปแบบการปกครองอันแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นตัวแทนของความไม่ไว้วางใจระหว่างกันกับตะวันตกและความปรารถนาร่วมกันในการเขียนกฎใหม่แห่งการสร้างระเบียบโลกbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ความตั้งใจของรัสเซียและจีนในการระดมหรือการข่มขู่การใช้กำลังทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศตนขึ้นเรื่อยๆ และยังท้าทายระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตัวตอกย้ำการประเมินที่มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะรัสเซียในยูเครนหรือจีนในทะเลจีนใต้ ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนมาตั้งแต่ในอดีตของพวกตนnbsp; ตามมุมมองหนึ่งเห็นว่า “รัสเซียและจีนบัดนี้กำลังแข่งขันกันในการติดอาวุธ รัฐบาลที่ต่อต้านประชาธิปไตยและต่อต้านสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา และอาจจะร่วมมือกันในการช่วยนิการากัวสร้างคลองข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเป็นทางผ่านทางทะเลให้กับเรือรบของรัสเซียและจีน ทั้ง 2 ประเทศยังช่วยสนับสนุนศัตรูของสหรัฐฯ ในซีเรียและอิหร่าน”/p h4br /strongการจับขั้วเพื่อผลประโยชน์/strong/h4 pถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงเช่นนั้นระหว่างกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่ง แต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าสถานภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียจะยังคงเป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ภาพปรากฏเช่นนี้สะท้อนว่าในขณะที่ทั้งนายปูตินและนายสีพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่าเดิม ซึ่งบัดนี้ยอมรับผลประโยชน์หลักของกันและกัน อย่างไรก็ตามมันล้มเหลวที่จะยกความสัมพันธ์ไปยังการเป็นหนึ่งในสถานะพันธมิตรbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางการทูต รัสเซียและจีนมักแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ใช้สิทธิยับยั้งถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะควบคู่ไปกับรัสเซียซึ่งใช้สิทธิยับยั้งถึง 11 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ การจับคู่กันมีภาพสะท้อนจากการที่ทั้งกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่งทำการยับยั้งถึง 4 มติต่อกรณีซีเรีย นับตั้งแต่ปี 2012 การใช้สิทธิยับยั้งมากจนเกินไปนี้ได้รับการเข้าใจว่าเป็นทั้งการท้าทายการเป็นผู้นำของตะวันตก และเครื่องมือในการชะลอการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /แต่อย่างที่ เดเนียล บรูมเบิร์ก และสตีเวน เฮเดมัน ได้แย้งไว้ว่า นี่เป็นการจับคู่กันที่นำไปสู่ผลทางลบจากการต่อต้านระเบียบสากลของประชาธิปไตย การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของประเทศต่างๆ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่างเช่นสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ในที่สุดแล้วได้นำไปสู่การทูตซึ่งได้ปกป้อง “สิทธิประโยชน์เดิม ๆ หรือรูปแบบดั้งเดิมของความเป็นอิสระของรัฐซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดังเช่นหลักการในการปกป้องnbsp; (Responsibility to Protect หรือ R2P)nbsp; เหตุการณ์นี้สะท้อนจากตัวอย่างเช่นข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งต่อการปฏิบัติตามหลักการ “การไม่แทรกแซง”ตลอดช่วงวิกฤตซีเรียbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในด้านเศรษฐกิจ จีนและรัสเซียต่างร่วมมือกันในการพัฒนาและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันทางพาณิชย์ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS (ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจโตไวอย่าง เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ –ผู้แปล)nbsp; นอกจากนี้ รัฐทั้ง 2 ยังสร้างฉันทามติต่อ “แผนพัฒนาเส้นทางสายไหม” ของจีน และ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ของรัสเซีย โดยเจตจำนงในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โครงการ เพื่อที่จะสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน”ได้บังเกิดขึ้นnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเป็นองค์ประกอบสำคัญสุดของ “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ดังจีนและรัสเซียnbsp; ในปี 2011 จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และแค่ เวลา 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในรัสเซียได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 อันนำมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศไปถึง 100,000,000,000 เหรียญฯnbsp; ธุรกิจอันโดดเด่นที่สุดได้แก่ การเชื่อมโยงท่อน้ำมันและก๊าซจากเขตชายาดินสโกเยไปยังจีน และในบริบทเช่นนี้ มันเป็นไปได้ที่ว่าจีนกำลัง “ชิ่ง” ทางขนส่งเพื่อที่จะบรรเทาการถูกประเทศอื่นสกัดกั้นบนน่านน้ำทะเลจีนใต้ในอนาคตnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /จีนและรัสเซียยังเพิ่มความร่วมมือกันในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งมา 40 ปี นี่ยังรวมไปถึงโครงการของจีนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัสเซียจำนวนมหาศาล ด้วยการซื้อเครื่องบินซูโคย จำนวน 21 ลำ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดnbsp; การเป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ยังขยายไปสู่การฝึกและการซ้อมรบทางทหาร ซึ่งกระทำกันในทะเลญี่ปุ่นอันประกอบด้วย เรือรบ 22 ลำ เครื่องบิน 20 ลำ พาหนะหุ้มเกราะ 40 คัน และเรือดำน้ำ 500 ลำ/p h4br /strongโอกาสน้อยนิดในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ/strong/h4 pด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; มอสโคว์ได้พบกับการท้าทายซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการnbsp; ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การเฝ้ามองมานานของรัสเซียว่าจีนยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ในขณะที่มุมมองเช่นนี้เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันมาตั้งแต่อดีต บูรณภาพทางดินแดนของรัสเซียยังถูกจับตามองด้วยความกังวล เนื่องมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน ซ้ำเติมด้วยพรมแดนร่วมกันอันยาวเหยียดของทั้ง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างคงเส้นคงวาของจีนต่อรัสเซียว่าเป็นคู่ทางธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพnbsp; ในประเด็นนี้ จีนมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของรัสเซียไม่ได้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีนเลย อันส่งผลให้การร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นมากนักnbsp; ดังที่ บอบ่อ โหล ได้กล่าวไว้ “จีนถือว่ารัสเซียเป็นคู่ทางธุรกิจที่ยากจะติดต่อด้วยnbsp; ขั้นแรกชาวจีนมักบ่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากลายเป็นตัวประกันของโอกาสด้านภูมิรัฐศาสตร์ (หมายความว่ารัสเซียใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการกดดันจีนต่อเรื่องการค้าขาย- ผู้แปล)nbsp; มันดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่เสมอ” แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายดังกล่าวของรัสเซียดูเหมือนจะมาจากลัทธิต่อต้านชาวต่างชาติอย่างสูงภายในสหพันธรัฐรัสเซียเอง และความต้องการตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อการอพยพของคนเชื้อสายจีนnbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ภาพปรากฏดังกล่าวขยายตัวไปยังขอบเขตของความสัมพันธ์กับตะวันตก ในประเด็นนี้ รัสเซียยังคงมุ่งสงสัยเกมในระยะยาวของจีนและความจริงที่ว่าจีนมองตะวันตกว่าเป็นศัตรูอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนกับที่รัสเซียมองหรือไม่ หรือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของตนnbsp; มุมมองในเชิงผ่อนปรนของจีนต่อตะวันตกจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าไปใกล้ชิดกับรัสเซียมากจนเกินไป และมันก็จะขัดขวางศักยภาพของจีนในการกลายเป็นผู้นำโลกเท่าเทียมกับสหรัฐฯbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เช่นเดียวกัน ในขณะที่รัสเซียส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายเอเชียในขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมของปูติน ปูตินไม่เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคเอเชียเหนือ และได้ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับยุโรปมากกว่าเอเชียในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของยุโรป ความคลุมเครือดังกล่าวได้นำไปสู่ความเป็นไปที่ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตอาจจะดำเนินนโยบายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งจะทำให้ขั้วระหว่างรัสเซียกับจีนเป็นเรื่องล้าสมัยไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เป็นเรื่องจริงที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันอันแสนวุ่นวายของรัสเซียต้องการให้รัสเซียหันมาร่วมมือกับตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียนั้นได้ผลิตน้ำมันถึง 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และได้รับการพยากรณ์ว่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการของชาวโลกซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่ออนาคตสีเขียวและศักยภาพของจีนในการหันมาพึ่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน (shale gas) เช่นเดียวกับมูลค่าของน้ำมันซึ่งย่ำแย่ตลอด ในที่สุดแล้วอาจหมายความว่ารัสเซียจะต้องมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เมื่อมองผ่านแว่นดังกล่าว จีนและรัสเซียมีส่วนสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิดในวิสัยทัศน์ของโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า และด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการพูดคุยเจรจากับรัสเซียและจีน สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือจากทั้ง 2 ประเทศในประเด็นเกี่ยวกับโลกที่สำคัญที่สุดnbsp; ความสำเร็จของแผนการระหว่างประเทศ อย่างการจำกัดการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ การตกของเครื่องบินเอ็ม เอ็ช 17 และวิกฤตการณ์ซึ่งดำเนินไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐฯ ต้องการการเป็นหุ้นส่วนกับจีนและรัสเซียnbsp; การแตกแยกทางการเมืองโลกใด ๆ จะทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญได้สำเร็จนัก/p h4br /strongบทส่งท้ายของผู้แปล/strong/h4 pปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นภาพสะท้อนของไทยรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” กับทั้งจีนและรัสเซียเหมือนกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อกันดังข้างบน โดยรัฐบาลของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างก็รู้เช่นนี้ดีจึงไม่ได้ต้องการเป็น “ติ่ง” หรืออยู่ในอาณัติของประเทศหรือค่ายใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลาวและเวียดนามซึ่งเคยพึ่งพิงสหภาพโซเวียต (รวมทั้งจีนในเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน) ได้หันมาฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯnbsp; กระนั้นแม้แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นดังตัวอย่างของฟิลิปปินส์ในยุคของประธานาธิบดีร็อดริโก ดูเตอร์เตที่ประกาศตัวออกห่างอิทธิพลของสหรัฐฯ สาเหตุดังกล่าวเพราะโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วเหมือนในช่วงสงครามเย็น หากแต่เป็นยุคแห่งอำนาจหลายขั้ว (Multipolarity)nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้นรัฐบาลของไทยจึงสร้างภาพแบบตี 2 หน้า คือ หน้าแรกสร้างภาพว่าไปเป็นพันธมิตรกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผู้แปลคิดว่ารัฐบาลนั้นย่อมตระหนักดีว่ายักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ไม่แน่นอนอย่างที่บทความได้กล่าวไว้ ไทยจึงเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์แบบทวิภาคกับแต่ละประเทศมากกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วไทยคงเข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai Cooperation Organization (องค์กรแห่งการร่วมมือกันในด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหารที่มีสมาชิกสำคัญคือจีนและรัสเซีย) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งของไทยคือการอาศัยภาพดังกล่าวเพื่อสร้างแรงกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนต่อรัฐบาลทหารในหลายเรื่องเช่นงดเว้นโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะได้ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีของนายดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เลิกประณามสงครามต่อต้านยาเสพติดของตนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพnbsp; หากดูจากปฏิกิริยาของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในขณะนี้ (ตามข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ถือว่า “โรดแม็พ” ของรัฐบาลบรรลุผลในระดับหนึ่ง อันเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกต่อต้านรัฐบาลที่อาศัยสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์br /nbsp;nbsp;nbsp;br /นอกจากนี้ตามมุมมองของผู้แปลเห็นว่าถ้าให้ไทยจัดลำดับสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสหรัฐฯ และค่ายจีน-รัสเซียแล้ว ไทยน่าจะให้ความสำคัญแก่ฝ่ายแรกมากกว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างจีนเข้ามาครอบงำและอาจจะแสวงหาประโยชน์จากตนหรืออาจจะทิ้งตนไปก็ได้หากจีนสามารถสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือตะวันตกในบางประเด็น ใยไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียซึ่งยังไม่เป็นรูปธรรมอะไรชัดเจนนอกจากการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจแบบธรรมดาๆ ซึ่งสามารถพบได้กับรัฐบาลยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญรัสเซียก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรไทยได้หากถูกจีนหรือประเทศอื่นปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ผู้แปลเคยเห็นการ์ตูนของเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการครั้งหนึ่งที่เขียนแสดงภาพnbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ตัวครุฑซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับพญามังกรและหมีขาวเพื่อส่งไปเย้ยสหรัฐฯ อันสะท้อนให้เห็นว่าคนวาดมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองโลกน้อยเต็มที/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075" target="_blank"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/suSu4c-POn8" height="1" width="1" alt=""/

บทความแปล: มองการเมืองไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย

Thu, 29/09/2016 - 10:24
!--break--!--break-- pbr /br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เนื่องจากบางสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. อย่างเครือเนชั่น ผู้จัดการ หรือสำนักข่าวไทย ได้เพียรพยายามมานานเป็นปี ๆ ในการทำให้มวลชนเข้าใจว่า ไทยหันมาสังกัดค่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนกับรัสเซียแทนพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง สหรัฐอเมริกา เราจึงน่าจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจใหม่คู่นี้ ว่ามีความแนบแน่นลึกซึ้ง และสามารถคานอำนาจกับตะวันตกอย่างที่สื่อเหล่านั้นพยายามนำเสนอหรือไม่ อย่างไร อันน่าจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในย่านอุษาคเนย์) แท้ที่จริงเลิกสนใจสหรัฐฯ เพราะได้พันธมิตรใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน 2 ประเทศ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกับบรรดาสื่อในสังกัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /บทความนี้แปลจากบทความชื่อ “สหรัฐฯควรกลัวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียหรือไม่” (a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a) จากเว็บไซต์ The National Interest เขียนโดยไมเคิลnbsp; คาร์ก ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย รวมไปถึง แอนโธนีnbsp; ริกเกตต์ส ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของที่เดียวกัน/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongจี/strongนกับรัสเซียได้เพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต อันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การร่วมมือกันที่ถูกยกระดับเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนในการมุ่งทำลายเสถียรภาพของระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก และได้ลดศักยภาพของสหรัฐฯ ในการมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคแห่งนี้nbsp; แต่ชุดแห่งการใช้เหตุผลดังกล่าวมุ่งไปที่องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของความรักใคร่กันครั้งใหม่ของกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโคว์โดยมองข้ามความโดดเด่นขององค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์และหลักการ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในความเป็นจริง ภาวะแห่งการประจันหน้ากับตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนของค่ายจีน-รัสเซียนั้นได้รับการผลักดันโดยการโยงใยทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ อันปรากฏจากการที่รัฐทั้ง 2 รับเอารูปแบบการปกครองอำนาจนิยมมาใช้ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารูปแบบการปกครองอันแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นตัวแทนของความไม่ไว้วางใจระหว่างกันกับตะวันตกและความปรารถนาร่วมกันในการเขียนกฎใหม่แห่งการสร้างระเบียบโลกbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ความตั้งใจของรัสเซียและจีนในการระดมหรือการข่มขู่การใช้กำลังทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศตนขึ้นเรื่อยๆ และยังท้าทายระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตัวตอกย้ำการประเมินที่มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะรัสเซียในยูเครนหรือจีนในทะเลจีนใต้ ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนมาตั้งแต่ในอดีตของพวกตนnbsp; ตามมุมมองหนึ่งเห็นว่า “รัสเซียและจีนบัดนี้กำลังแข่งขันกันในการติดอาวุธ รัฐบาลที่ต่อต้านประชาธิปไตยและต่อต้านสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา และอาจจะร่วมมือกันในการช่วยนิการากัวสร้างคลองข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเป็นทางผ่านทางทะเลให้กับเรือรบของรัสเซียและจีน ทั้ง 2 ประเทศยังช่วยสนับสนุนศัตรูของสหรัฐฯ ในซีเรียและอิหร่าน”/p h4br /strongการจับขั้วเพื่อผลประโยชน์/strong/h4 pถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงเช่นนั้นระหว่างกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่ง แต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าสถานภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียจะยังคงเป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ภาพปรากฏเช่นนี้สะท้อนว่าในขณะที่ทั้งนายปูตินและนายสีพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่าเดิม ซึ่งบัดนี้ยอมรับผลประโยชน์หลักของกันและกัน อย่างไรก็ตามมันล้มเหลวที่จะยกความสัมพันธ์ไปยังการเป็นหนึ่งในสถานะพันธมิตรbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางการทูต รัสเซียและจีนมักแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ใช้สิทธิยับยั้งถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะควบคู่ไปกับรัสเซียซึ่งใช้สิทธิยับยั้งถึง 11 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ การจับคู่กันมีภาพสะท้อนจากการที่ทั้งกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่งทำการยับยั้งถึง 4 มติต่อกรณีซีเรีย นับตั้งแต่ปี 2012 การใช้สิทธิยับยั้งมากจนเกินไปนี้ได้รับการเข้าใจว่าเป็นทั้งการท้าทายการเป็นผู้นำของตะวันตก และเครื่องมือในการชะลอการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /แต่อย่างที่ เดเนียล บรูมเบิร์ก และสตีเวน เฮเดมัน ได้แย้งไว้ว่า นี่เป็นการจับคู่กันที่นำไปสู่ผลทางลบจากการต่อต้านระเบียบสากลของประชาธิปไตย การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของประเทศต่างๆ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่างเช่นสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ในที่สุดแล้วได้นำไปสู่การทูตซึ่งได้ปกป้อง “สิทธิประโยชน์เดิม ๆ หรือรูปแบบดั้งเดิมของความเป็นอิสระของรัฐซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดังเช่นหลักการในการปกป้องnbsp; (Responsibility to Protect หรือ R2P)nbsp; เหตุการณ์นี้สะท้อนจากตัวอย่างเช่นข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งต่อการปฏิบัติตามหลักการ “การไม่แทรกแซง”ตลอดช่วงวิกฤตซีเรียbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในด้านเศรษฐกิจ จีนและรัสเซียต่างร่วมมือกันในการพัฒนาและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันทางพาณิชย์ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS (ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจโตไวอย่าง เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ –ผู้แปล)nbsp; นอกจากนี้ รัฐทั้ง 2 ยังสร้างฉันทามติต่อ “แผนพัฒนาเส้นทางสายไหม” ของจีน และ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ของรัสเซีย โดยเจตจำนงในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โครงการ เพื่อที่จะสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน”ได้บังเกิดขึ้นnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเป็นองค์ประกอบสำคัญสุดของ “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ดังจีนและรัสเซียnbsp; ในปี 2011 จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และแค่ เวลา 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในรัสเซียได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 อันนำมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศไปถึง 100,000,000,000 เหรียญฯnbsp; ธุรกิจอันโดดเด่นที่สุดได้แก่ การเชื่อมโยงท่อน้ำมันและก๊าซจากเขตชายาดินสโกเยไปยังจีน และในบริบทเช่นนี้ มันเป็นไปได้ที่ว่าจีนกำลัง “ชิ่ง” ทางขนส่งเพื่อที่จะบรรเทาการถูกประเทศอื่นสกัดกั้นบนน่านน้ำทะเลจีนใต้ในอนาคตnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /จีนและรัสเซียยังเพิ่มความร่วมมือกันในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งมา 40 ปี นี่ยังรวมไปถึงโครงการของจีนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัสเซียจำนวนมหาศาล ด้วยการซื้อเครื่องบินซูโคย จำนวน 21 ลำ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดnbsp; การเป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ยังขยายไปสู่การฝึกและการซ้อมรบทางทหาร ซึ่งกระทำกันในทะเลญี่ปุ่นอันประกอบด้วย เรือรบ 22 ลำ เครื่องบิน 20 ลำ พาหนะหุ้มเกราะ 40 คัน และเรือดำน้ำ 500 ลำ/p h4br /strongโอกาสน้อยนิดในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ/strong/h4 pด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; มอสโคว์ได้พบกับการท้าทายซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการnbsp; ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การเฝ้ามองมานานของรัสเซียว่าจีนยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ในขณะที่มุมมองเช่นนี้เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันมาตั้งแต่อดีต บูรณภาพทางดินแดนของรัสเซียยังถูกจับตามองด้วยความกังวล เนื่องมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน ซ้ำเติมด้วยพรมแดนร่วมกันอันยาวเหยียดของทั้ง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างคงเส้นคงวาของจีนต่อรัสเซียว่าเป็นคู่ทางธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพnbsp; ในประเด็นนี้ จีนมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของรัสเซียไม่ได้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีนเลย อันส่งผลให้การร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นมากนักnbsp; ดังที่ บอบ่อ โหล ได้กล่าวไว้ “จีนถือว่ารัสเซียเป็นคู่ทางธุรกิจที่ยากจะติดต่อด้วยnbsp; ขั้นแรกชาวจีนมักบ่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากลายเป็นตัวประกันของโอกาสด้านภูมิรัฐศาสตร์ (หมายความว่ารัสเซียใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการกดดันจีนต่อเรื่องการค้าขาย- ผู้แปล)nbsp; มันดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่เสมอ” แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายดังกล่าวของรัสเซียดูเหมือนจะมาจากลัทธิต่อต้านชาวต่างชาติอย่างสูงภายในสหพันธรัฐรัสเซียเอง และความต้องการตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อการอพยพของคนเชื้อสายจีนnbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ภาพปรากฏดังกล่าวขยายตัวไปยังขอบเขตของความสัมพันธ์กับตะวันตก ในประเด็นนี้ รัสเซียยังคงมุ่งสงสัยเกมในระยะยาวของจีนและความจริงที่ว่าจีนมองตะวันตกว่าเป็นศัตรูอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนกับที่รัสเซียมองหรือไม่ หรือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของตนnbsp; มุมมองในเชิงผ่อนปรนของจีนต่อตะวันตกจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าไปใกล้ชิดกับรัสเซียมากจนเกินไป และมันก็จะขัดขวางศักยภาพของจีนในการกลายเป็นผู้นำโลกเท่าเทียมกับสหรัฐฯbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เช่นเดียวกัน ในขณะที่รัสเซียส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายเอเชียในขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมของปูติน ปูตินไม่เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคเอเชียเหนือ และได้ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับยุโรปมากกว่าเอเชียในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของยุโรป ความคลุมเครือดังกล่าวได้นำไปสู่ความเป็นไปที่ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตอาจจะดำเนินนโยบายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งจะทำให้ขั้วระหว่างรัสเซียกับจีนเป็นเรื่องล้าสมัยไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เป็นเรื่องจริงที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันอันแสนวุ่นวายของรัสเซียต้องการให้รัสเซียหันมาร่วมมือกับตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียนั้นได้ผลิตน้ำมันถึง 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และได้รับการพยากรณ์ว่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการของชาวโลกซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่ออนาคตสีเขียวและศักยภาพของจีนในการหันมาพึ่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน (shale gas) เช่นเดียวกับมูลค่าของน้ำมันซึ่งย่ำแย่ตลอด ในที่สุดแล้วอาจหมายความว่ารัสเซียจะต้องมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เมื่อมองผ่านแว่นดังกล่าว จีนและรัสเซียมีส่วนสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิดในวิสัยทัศน์ของโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า และด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการพูดคุยเจรจากับรัสเซียและจีน สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือจากทั้ง 2 ประเทศในประเด็นเกี่ยวกับโลกที่สำคัญที่สุดnbsp; ความสำเร็จของแผนการระหว่างประเทศ อย่างการจำกัดการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ การตกของเครื่องบินเอ็ม เอ็ช 17 และวิกฤตการณ์ซึ่งดำเนินไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐฯ ต้องการการเป็นหุ้นส่วนกับจีนและรัสเซียnbsp; การแตกแยกทางการเมืองโลกใด ๆ จะทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญได้สำเร็จนัก/p h4br /strongบทส่งท้ายของผู้แปล/strong/h4 pปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นภาพสะท้อนของไทยรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” กับทั้งจีนและรัสเซียเหมือนกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อกันดังข้างบน โดยรัฐบาลของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างก็รู้เช่นนี้ดีจึงไม่ได้ต้องการเป็น “ติ่ง” หรืออยู่ในอาณัติของประเทศหรือค่ายใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลาวและเวียดนามซึ่งเคยพึ่งพิงสหภาพโซเวียต (รวมทั้งจีนในเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน) ได้หันมาฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯnbsp; กระนั้นแม้แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นดังตัวอย่างของฟิลิปปินส์ในยุคของประธานาธิบดีร็อดริโก ดูเตอร์เตที่ประกาศตัวออกห่างอิทธิพลของสหรัฐฯ สาเหตุดังกล่าวเพราะโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วเหมือนในช่วงสงครามเย็น หากแต่เป็นยุคแห่งอำนาจหลายขั้ว (Multipolarity)nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้นรัฐบาลของไทยจึงสร้างภาพแบบตี 2 หน้า คือ หน้าแรกสร้างภาพว่าไปเป็นพันธมิตรกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผู้แปลคิดว่ารัฐบาลนั้นย่อมตระหนักดีว่ายักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ไม่แน่นอนอย่างที่บทความได้กล่าวไว้ ไทยจึงเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์แบบทวิภาคกับแต่ละประเทศมากกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วไทยคงเข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai Cooperation Organization (องค์กรแห่งการร่วมมือกันในด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหารที่มีสมาชิกสำคัญคือจีนและรัสเซีย) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งของไทยคือการอาศัยภาพดังกล่าวเพื่อสร้างแรงกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนต่อรัฐบาลทหารในหลายเรื่องเช่นงดเว้นโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะได้ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีของนายดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เลิกประณามสงครามต่อต้านยาเสพติดของตนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพnbsp; หากดูจากปฏิกิริยาของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในขณะนี้ (ตามข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ถือว่า “โรดแม็พ” ของรัฐบาลบรรลุผลในระดับหนึ่ง อันเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกต่อต้านรัฐบาลที่อาศัยสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์br /nbsp;nbsp;nbsp;br /นอกจากนี้ตามมุมมองของผู้แปลเห็นว่าถ้าให้ไทยจัดลำดับสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสหรัฐฯ และค่ายจีน-รัสเซียแล้ว ไทยน่าจะให้ความสำคัญแก่ฝ่ายแรกมากกว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างจีนเข้ามาครอบงำและอาจจะแสวงหาประโยชน์จากตนหรืออาจจะทิ้งตนไปก็ได้หากจีนสามารถสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือตะวันตกในบางประเด็น ใยไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียซึ่งยังไม่เป็นรูปธรรมอะไรชัดเจนนอกจากการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจแบบธรรมดาๆ ซึ่งสามารถพบได้กับรัฐบาลยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญรัสเซียก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรไทยได้หากถูกจีนหรือประเทศอื่นปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ผู้แปลเคยเห็นการ์ตูนของเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการครั้งหนึ่งที่เขียนแสดงภาพnbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ตัวครุฑซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับพญามังกรและหมีขาวเพื่อส่งไปเย้ยสหรัฐฯ อันสะท้อนให้เห็นว่าคนวาดมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองโลกน้อยเต็มที/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075" target="_blank"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/suSu4c-POn8" height="1" width="1" alt=""/

สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธศาสนาที่ ‘เคารพ’ ประชาธิปไตย

Thu, 29/09/2016 - 08:23
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pหลังปฏิวัติสยาม 2475 พุทธศาสนาไทยไม่ได้ถูกท้าทายด้วยแนวคิดโลกวิสัย (secularism) และกระบวนการทำให้เป็นโลกวิสัย (secularization) เหมือนช่วงปฏิวัติสังคมการเมืองในโลกตะวันตก จึงไม่เกิดคำถามเรื่องการ “แยกศาสนาจากรัฐ” เมื่อไม่เกิดคำถามดังกล่าว จึงไม่เกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตย ทั้งในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา และในเชิงการผลิตสร้างความคิดทางการเมืองที่อ้างอิงพุทธศาสนา/p pฉะนั้น หลัง 2475 จนถึงปัจจุบันจึงไม่มีการแยกศาสนาจากรัฐ ยังมีศาสนจักรของรัฐที่มีบทบาทเป็นกลไกตอบสนองอำนาจและอุดมการณ์ของรัฐ และมีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมการศึกษาตีความธรรมวินัย ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาและอำนาจคณะสงฆ์ที่ขัดกับระบอบเสรีประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน/p pนอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ยังมี “ปัญหาเชิงความคิด” หรือปัญหาเชิงอุดมการณ์ที่สำคัญคือ การเกิดกระแสตีความพุทธศาสนาในทางการเมือง ซึ่งแบ่งได้ 3 แบบ คือ/p p1. การตีความของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยึดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเป็นตัวตั้ง แล้วอ้างอิงความคิดทางพุทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม เช่น การตีความของพระองค์เจ้าธานีนิวัติ (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) ที่ตีความพุทธศาสนาสร้างแนวคิด “ธรรมราชาสมัยใหม่” ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองโดยทศพิธราชธรรม เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน/p pแต่ไม่ใช่ภายใต้รัฐธรรมนูญหลัง 2575 เพราะรัฐธรรมนูญช่วงนั้นล้วนเป็น “Pure Foreign Institution” (สถาบันที่แปลกปลอม)nbsp; หากแต่หมายถึง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามประเพณีคือพระมนูธรรมศาสตร์มาแต่โบราณ และรัฐธรรมนูญ 2492 ที่เริ่มสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นต้นมา/p p2. การตีความของฝ่ายก้าวหน้าที่ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง แล้วอ้างความคิดพุทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่นการตีความของปรีดี พนมยงค์ (ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม”) ที่ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมสู่ความเสมอภาคว่า/p pพระอรรถกถาจารย์ย่อมรู้ถึงกฎแห่งการต่อสู้ว่า คนส่วนมากของมนุษยสังคมต้องได้ชัยชนะคนส่วนน้อย เช่น ในทางรัฐสภาเราก็อาจเห็นได้ว่าเสียงข้างมากย่อมชนะเสียงข้างน้อย ฉะนั้น ชัยชนะในการต่อสู้ขั้นสุดท้ายจึงเป็นของสมาชิกส่วนมากของสังคม...เมื่อระบบกดขี่เบียดเบียนหมดไปแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่มนุษยสังคมต้องเข้าสู่ระบบที่ไม่มีการเบียดเบียน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของยุคศรีอารยเมตไตร คือ มนุษยชาติจะอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปรานีระหว่างกัน ผลแห่งการนั้นก็จะทำให้บุคคลมีความเสมอภาคกันในทุกกรณี...ไม่มีความแตกต่างกันในฐานะและวิถีการดำรงชีพ, ไม่มีความแตกต่างกันในการงานทางสมองกับกำลังกาย,ตลอดจนไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่อยู่ในเมืองกับชนบท...ศีลธรรมของมนุษย์ก็จะสูงเด่น เพราะไม่มีกิเลสแห่งการเบียดเบียน สันติสุขก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่มนุษยชาติ/p p3. การตีความที่ยึดธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเป็นตัวตั้ง ได้แก่ การตีความของพุทธทาสภิกขุ (รวมทั้งพระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไป) การตีความเช่นนี้มีสมมติฐานว่า ธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเป็น “ความจริงสูงสุด” (absolute truth) และเป็น “ความดีสูงสุด” (absolute good) ฉะนั้น ธรรมหรือศีลธรรมจึงสูงกว่าระบบการปกครองใดๆ และเป็นมาตรฐานตัดสินความดีหรือความถูกต้องของทุกระบบการปกครอง/p pดังการตีความของพุทธทาสที่ว่า ระบบการปกครองใดๆ ไม่ว่าราชาธิปไตย ประชาธิปไตย หรือเผด็จการสังคมนิยม จะเป็นระบบที่ดีหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ได้จริง ก็ต่อเมื่อเป็นระบบที่มีศีลธรรมหรือถือธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นอำนาจ เป็นธรรมาธิปไตย แม้กระทั่งการใช้สิทธิ เสรีภาพทางการเมืองหรือในการแสดงออกใดๆ ก็ต้องมีธรรมหรือศีลธรรมกำกับ มิเช่นนั้นก็จะเป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพอย่างเห็นแก่ตัวและก่อปัญหาวุ่นวายในสังคม/p pแต่ในกรอบคิดคุณค่าสมัยใหม่ หรือ “ศีลธรรมทางโลก” (secular morality) ถือว่าสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเป็นหลักการทางศีลธรรมแบบหนึ่งที่มีค่าในตัวมันเอง โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ “ศีลธรรมแบบศาสนา” (religious morality) อีกทีหนึ่ง เพราะเมื่อเราใช้สิทธิ เสรีภาพ ย่อมมี “ขอบเขต” ที่ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้วว่า ต้องไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น และต้องเคารพผู้อื่นในฐานะเป็น “คนเท่ากัน” การกระทำใดๆ ที่เกินเลยขอบเขตขี้ย่อมขัดกับหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เพราะฉะนั้น การใช้สิทธิ เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ใช่เรื่องของการทำอะไรตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้โดยไม่มีขอบเขตอย่างที่เข้าใจกันอย่างผิดๆ แล้วอ้างว่าการใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธรรมหรือศีลธรรมศาสนาแบบที่พระสงฆ์และชาวพุทธชอบพูดกัน/p pเมื่อพิจารณาการตีความทั้ง 3 แบบ จะเห็นว่าแบบที่ 2 เป็นการตีความที่ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งหรือเป็นสิ่งสูงสุด แล้วนำความคิดพุทธศาสนาในบางเรื่องมาสนับสนุน การตีความเช่นนี้ย่อมไม่นำไปสู่การสร้างทัศนะที่ผิดๆว่า ระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคไม่มีค่าในตัวมันเอง แต่เป็นการยืนยันการ “มีค่าในตัวเอง” ของประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค แล้วนำความคิดบางอย่างของพุทธศาสนามาใช้เป็นเพียง “เครื่องมือ” สนับสนุนเท่านั้น ไม่ได้ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาสูงส่งเหนือกว่าคุณค่าของประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคแต่อย่างใด/p pstrongแต่การตีความแบบยึดธรรมหรือศีลธรรมเป็นตัวตั้ง หรือเป็นความจริงสูงสุด ความดีสูงสุด ย่อมนำไปสู่การสร้างทัศนะที่ผิดๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง จะมีค่าหรือเป็นสิ่งที่ดีได้ก็ต่อเมื่อมีธรรมหรือศีลธรรมกำกับเท่านั้น/strong/p pฉะนั้น การตีความเช่นนี้ จึงมีความหมายเป็นการนำความจริงและความดีสูงสุดตามความเชื่อทางศาสนานำการเมือง หรือเป็นอุดมคติสูงกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยในตัวมันเอง ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่ที่จะนำความจริงหรือความดีสูงสุดตามความเชื่อทางศาสนามาเป็นอุดมการณ์ในการปกครอง หรือกำกับระบบการปกครองในความหมายที่เหนือกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ปกครองแบบทางโลกไม่ได้/p pยิ่งกว่านั้น เมื่อถือกันว่าธรรมหรือศีลธรรมคือคุณสมบัติของ “ตัวบุคคล” หรือคณะบุคคลที่เป็น “คนดี” จึงแทนที่ธรรมหรือศีลธรรมจะเป็นหลักประกันความมั่นคงแก่ระบอบประชาธิปไตย แต่ธรรมหรือศีลธรรมไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสมอไป/p pพูดอีกอย่างว่า เมื่อธรรมหรือศีลธรรมเป็นสิ่งสูงส่งเหนือหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยในตัวมันเอง ธรรมหรือศีลธรรมจึงไม่อยู่ในสถานะที่ต้องเคารพหลักการและอุดมการณ์การประชาธิปไตย ฉะนั้น คนดีที่มีธรรมหรือศีลธรรม จึงอยู่เหนือหรือมีอภิสิทธิ์เหนือหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้เสมอไป/p pคนดีที่มีธรรมหรือศีลธรรมแบบพุทธศาสนา จึงคล้ายกับ “คนดีที่กตัญญูต่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคนดีที่ยึดถือ “ความดี” ที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับการเคารพหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างจำเป็น ฉะนั้น เมื่อคนดีประเภทนี้เห็นว่ามีปัญหาการเมือง หรือบ้านเมืองวิกฤต พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้อำนาจในฐานะคนดีผู้มีธรรมหรือศีลธรรมและกตัญญูต่อแผ่นดินทำรัฐประหารแก้วิกฤต และนำประเทศชาติเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่พวกตนกุมอำนาจนำทางการเมืองได้เสมอ/p pstrongเท่ากับว่า การตีความพุทธศาสนาทางการเมืองภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่ขัดหลักเสรีประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน ย่อมหนีไม่พ้นที่พุทธศาสนาจะถูกใช้ในทางเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตยเสมอไป/strong/p pฉะนั้น ถ้าต้องการปลดปล่อยพุทธศาสนาจาการถูกใช้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย จำเป็นต้องแยกศาสนาจากรัฐ และตีความธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเฉพาะในแง่สนับสนุนการเคารพหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่านั้น ไม่ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาสูงส่งเหนือกว่าประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค/p pstrongแต่ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาต้องถูกอ้างอิงและประยุกต์ใช้ในทางสังคมอย่าง “เคารพ” ประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pstrongnbsp;/strongnbsp;nbsp;br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PMf9D0m_8D4" height="1" width="1" alt=""/

ใบตองแห้ง: ไม่โกงแต่ละเว้น?

Thu, 29/09/2016 - 07:21
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pวิษณุ เครืองาม อธิบายการ “ยึดทรัพย์” ยิ่งลักษณ์ว่ามีความผิดฐาน “ไม่โกงแต่ละเว้น” ฟังแล้วคิดถึง “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก”/p pขณะที่การคิดค่าเสียหาย 20% ที่เหลือ 80% ไปคิดจากคนอื่น ก็ชวนฉงนว่าใช้หลักอะไร ทำไมต้อง 20% ทำไมไม่เป็น 10% หรือ 30-40% ตอนยึดทรัพย์ทักษิณก็ทำให้คนงงมาทีแล้วว่า ทำไมยึดมูลค่าหุ้นชินคอร์ปที่เพิ่มตั้งแต่วันเป็นนายกฯ ถ้าทุจริต ทำไมไม่คิดจากส่วนที่โกงไป หรือส่วนที่ทำให้รัฐเสียหาย/p pไม่ทราบว่าทนายยิ่งลักษณ์จะเอาคำยืนยัน “ไม่โกง” ไปสู้ในศาลได้หรือเปล่า วิษณุอาจแย้งว่าคนละเรื่องกัน นี่คดีแพ่ง นั่นอาญา คลังเรียกค่าเสียหาย 35,000 ล้าน โทษฐาน “ไม่โกง” แต่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะ ป.ป.ช., สตง. ยกบทความนักวิชาการ TDRI มาทักท้วงว่านโยบายจำนำข้าวจะขาดทุน แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังรับจำนำต่อไป จึงต้องรับผิดทางละเมิด จ่ายค่าเสียหายคืนให้รัฐ/p pstrongฟังแล้วเข้าทีนะครับ รัฐบาลไหน หน่วยงานใด ดำเนินนโยบาย ดำเนินโครงการ แล้วเกิดความเสียหาย เจ๊ง ขาดทุน ต้องรับผิดชอบชดใช้ เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดใช่ไหม จำนำข้าว ประกันข้าว น้ำมันปาล์ม โรงพักร้าง น้ำท่วมปี 53, 54 (ยกเว้นรัฐบาลนี้เพราะท่านมี ม.44)/strong/p pก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะมีเงื่อนไข ต้อง ป.ป.ช. สตง.ทักท้วงแล้วไม่ฟัง ถ้าฟังก็ไม่ผิด หรือถ้าไม่ทักท้วง ก็แล้วกันไป/p pแปลว่าเรามี ป.ป.ช. สตง.เป็นผู้วิเศษ ขยายอำนาจจากตรวจทุจริตมายับยั้งนโยบายได้?/p pพูดอย่างนี้ไม่ใช่เชียร์จำนำข้าว ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เหมือนไม่เห็นด้วยกับทางจักรยาน กทม. ที่ สตง.ทักท้วงว่าไม่คุ้มงบประมาณ แต่ถ้าจะมีการเอาผิด หรือเรียกเงินคืน ทั้งที่ไม่พบทุจริต ผมก็จะถามว่า สตง.เป็นองค์กรเทวดาจากไหน จึงจะมาตัดสินความถูกผิดของนโยบายแทนคนกรุงที่เลือกผู้ว่าฯ/p pstrongน่าตลกที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกม็อบคนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี ลุกฮือขับไล่ด้วยข้อหา “โกง” แต่พอจะถูกยึดทรัพย์ด้วยความผิดฐาน “ไม่โกงแต่ละเว้น” ผู้คนกลับตื่นเต้นยินดีว่า “กรรมสนอง”/strong/p pซ้ำยังมีอีก 15 ข้อหา ยาวเป็นหางว่าว เช่น “ไม่โกงแต่ทำน้ำท่วม” รวมความผิดฐานย้ายเลขา สมช. ซึ่งพอศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน แล้วยังจะเอาผิดทางอาญา ในขณะที่ยุคนี้สมัยนี้ใช้ ม.44 ย้ายข้าราชการเป็นว่าเล่น/p pstrongถามหน่อย ต่อไปศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายใคร ผู้บังคับบัญชาต้องถูกลงโทษทั้งวินัยอาญา เป็นบรรทัดฐานหรือไม่/strong/p pอ๊ะอ๊ะ ที่พูดนี่ไม่ได้รับประกันว่ายิ่งลักษณ์ ทักษิณ บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แค่เตือนว่ามันกำลังตอกย้ำซ้ำรอยตั้งแต่ปี 49 นักการเมืองที่ประชาชนนิยมล้นหลาม ถูกรัฐประหารโค่นล้มด้วยข้อหา “โกง” แต่ลงท้ายไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเชื่อว่าเขาโกงจริง แค่ถูกตัดสิน “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” “ได้ทรัพย์สินโดยไม่สมควรโดนยึดทรัพย์” นี่ก็กลับมา “ไม่โกงแต่ละเว้น” ซ้ำยังตั้งข้อหายาวเหยียด ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการตีความ เช่น “ปฏิบัติหน้าที่” หรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ทั้งสิ้น ถามจริงว่าจะแย่งชิงมวลชนหรือยิ่งผลักมวลชน/p pstrongหลังประชามติผ่าน ผู้มีอำนาจเชื่อว่าสามารถจัดการแกนนำทางการเมือง พร้อมไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสร้างความนิยมผ่าน “ทีมสมคิด” โดยคิดว่าจะแย่งชิงมวลชนได้ พวกเขาจะทำสำเร็จไหม นี่คือช่วงวัดใจ/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongที่มา:/strong a href="http://www.kaohoon.com/online/content/view/47922"คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์/a/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3Sxaf__aee8" height="1" width="1" alt=""/

ช่องว่างรายได้ระหว่างเพศที่มีอยู่จริง-หนึ่งในประเด็นสำคัญจากดีเบตฮิลลารี-ทรัมป์

Thu, 29/09/2016 - 05:48
pหนึ่งในประเด็นที่ฮิลลารี คลินตัน พูดเปิดการดีเบตผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คือเรื่องของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การกลบช่องว่างรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ และการลาดูแลลูกแบบยังได้รับค่าจ้าง ซึ่งมีผลการศึกษาประเมินพบว่าช่องว่างรายได้ระหว่างเพศยังมีอยู่และอาจจะต้องใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วคนทีเดียวกว่าจะกลบช่องว่างได้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/ba/Donald_Trump_and_Hillary_Clinton_during_United_States_presidential_election_2016.jpg/640px-Donald_Trump_and_Hillary_Clinton_during_United_States_presidential_election_2016.jpg" style="width: 560px; height: 319px;" /br /strong style="color: rgb(255, 140, 0);"โดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาnbsp;/strongbr /strong style="color: rgb(255, 140, 0);"(ที่มาของภาพ: แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)/strong/p p28 ก.ย. 2559 ความเท่าเทียมกันทางเพศเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลเมื่อช่องว่างรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง ยังมีอยู่ทั่วโลก จากที่ก่อนหน้านี้ในรายงานปี 2558 เวิร์ลอิโคโนมิคฟอรัมประเมินว่าต้องใช้เวลาอีก 118 ปี ซึ่งก็คือในปี 2676/p pและเมื่อไม่นานมานี้มีการวิเคราะห์ของกลุ่มที่ปรึกษาด้านการเงินการบัญชีชื่อ "ดีลอยต์" ประเมินว่าต้องใช้เวลาถึงปี 2612 ถึงจะกลบช่องว่างรายได้ระหว่างเพศได้อย่างน้อยก็ในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างรายได้ของทั้งสองเพศก็เริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างช้าๆ/p p"อัลจาซีรา" ระบุว่าในแง่ของการจ้างงานในตำแหน่งสูงๆ อย่างตำแหน่งการบริหารจัดการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังไม่มีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศเช่นกัน โรเบิร์ต จอยซ์ จากสถาบันด้านการศึกษางบประมาณให้สัมภาษณ์ต่ออัลจาซีราว่าช่องว่างรายได้จะแย่กว่าเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการลาคลอดหรือลาเลี้ยงดูลูก หนึ่งในข้อเสนอของจอยซ์เกี่ยวกับเรื่องนี้คือการเสนอวัฒนธรรมการเลี้ยงดูลูกแบบร่วมแชร์ความรับผิดชอบของทั้งชาย-หญิง/p pเรื่องการลาเลี้ยงดูลูกก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันในช่วงดีเบตระหว่างฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งทั้งสองพรรคต่างก็เสนอให้มีการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูกได้ โดยที่ทรัมป์เสนอให้มีวันลาสำหรับคุณแม่ 6 สัปดาห์หลังการให้กำเนิดลูก/p pแม้ว่าจะฟังดูก้าวหน้าเมื่อเทียบกับจุดยืนแบบรีพับลิกัน แต่ ลิซา มาตซ์ ผู้นำฝ่ายรัฐบาลสัมพันธ์และการรณรงค์จากสมาคมสตรีมหาวิทยาลัยของอเมริกัน (AAUW) กล่าวว่านโยบายของทรัมป์ยังเอื้อต่อผู้หญิงที่มีลูกเท่านั้นซึ่งถือเป็นปัญหาสำหรับเธอ เพราะมันละเลยความต้องการของผู้เป็นพ่อ ละเลยครอบครัวของคนรักเพศเดียวกัน หรือละเลยครอบครัวที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร การจำกัดการลาเลี้ยงดูลูกให้กับเฉพาะผู้เป็นแม่จึงเป็นเรื่องล้าหลังในประเด็นของช่องว่างระหว่างเพศ มิหนำซ้ำยังเป็นการย้ำให้เกิดอคติในเรื่องที่ว่าผู้เป็นแม่เท่านั้นที่ควรเลี้ยงดูลูก/p pอีกประเด็นหนึ่งที่มาตซ์พูดถึงคือการขาดสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานรับเลี้ยงของเอกชนก็มีราคาแพงบีบให้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องความเท่าเทียมกันของรายได้ถดถอย อีกทั้งยังมีปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงที่เป็นแม่แล้วจะถูกจำกัดสิทธิด้านต่างๆ หรือถูกกีดกันจากที่ทำงาน ซึ่งมาตซ์เรียกว่าเป็น "การลงโทษผู้เป็นแม่"/p pทางด้านคลินตันมีข้อเสนอให้ทั้งพ่อและแม่สามารถลาหยุดได้ 12 สัปดาห์ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นเพศใดหรือมีความเกี่ยวข้องทางชีวภาพกับเด็กหรือไม่ ซึ่งข้อเสนอของคลินตันดูมีความก้าวหน้ากว่าในด้านความเท่าเทียม/p pอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันในสังคมอเมริกันคือเรื่องความโปร่งใสของบริษัท ซึ่งมาตซ์กล่าวว่าบริษัทอเมริกันร้อยละ 60 มักจะมีนโยบายสนับสนุนให้ปกปิดข้อมูลเรื่องรายละเอียดของเงินเดือน ทำให้ผู้หญิงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกเธอได้เงินเดือนเท่าผู้ชายหรือไม่ ทำให้ต้องมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องเปิดเผยในเรื่องนี้ ในสมัยที่คลินตันยังเป็นวุฒิสมาชิกในปี 2552 เธอเคยส่งเสริมกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมของเงินค่าจ้าง (Paycheck Fairness Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยเสริมกฎหมายความเท่าเทียมกันด้านค่าจ้าง (Equal Pay Act) ของปี 2506 อีกทีหนึ่ง ที่มีการห้ามไม่ให้นายจ้างลงโทษลูกจ้างที่เปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการเสริมกำลังให้แรงงานในการฟ้องร้องนายจ้างถ้าหากถูกเลือกปฏิบัติในเรื่องค่าจ้าง/p pสื่อควอตซ์ระบุว่าในสหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์การเลือกปฏิบัติเรื่องค่าจ้างอย่างหนักมาเป็นเวลานาน ผู้หญิงมักจะได้รับเข้าทำงานด้วยฐานเงินเดือนที่ต่ำกว่าและถูกจำกัดสิทธิต่างๆ ในช่วงที่ทำงานเมื่อมีความผิดพลาดในการเจรจาต่อรอง อย่างไรก็ตามมาตซ์กล่าวว่า ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีการออกกฎหมายใหม่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาห้ามไม่ให้นายจ้างถามเกี่ยวกับเงินเดือนจากที่ทำงานเก่าในการสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน ซึ่งมาตซ์มองว่าเป็นความก้าวหน้าที่ควรจะเกิดขึ้นในระดับประเทศด้วย มาตซ์บอกอีกว่าควรจะมีการเสนอช่วงเงินเดือนร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยในการเจรจาต่อรองค่าจ้างได้ดีขึ้น/p pอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคลินตันจะชื่นชมกฎหมายของรัฐแมสซาชูเซตส์ แต่ก็ยังไม่มีผู้แทนคนใดที่มีข้อเสนอจำเพาะเจาะจงเรื่องความโปร่งใส/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Salary history and salary range, Quartz, 26-09-2016 /spana href="http://qz.com/789975/does-donald-trump-have-a-plan-to-close-the-gender-pay-gap/"span style="color:#0000cd;"http://qz.com/789975/does-donald-trump-have-a-plan-to-close-the-gender-pay-gap//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Trump v. Clinton debate: Promises, blunders from the first presidential debate, Global News Canada, 26-09-2016 nbsp;/spana href="http://globalnews.ca/news/2965048/trump-v-clinton-debate-promises-blunders-from-the-first-presidential-debate/"span style="color:#0000cd;"http://globalnews.ca/news/2965048/trump-v-clinton-debate-promises-blunders-from-the-first-presidential-debate//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"China in debt - The gender pay gap 'non-myth', aljazeera, 24-09-2016 /spana href="http://www.aljazeera.com/programmes/countingthecost/2016/09/china-debt-160924081946832.html"span style="color:#0000cd;"http://www.aljazeera.com/programmes/countingthecost/2016/09/china-debt-160924081946832.html/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Gender pay gap won't close until 2069, says Deloitte, The Guardian, 24-09-2016 /spana href="https://www.theguardian.com/society/2016/sep/24/gender-pay-gap-wont-close-until-2069-says-deloitte"span style="color:#0000cd;"https://www.theguardian.com/society/2016/sep/24/gender-pay-gap-wont-close-until-2069-says-deloitte/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Gender pay gap 'may take 118 years to close' - World Economic Forum, BBC, 19-11-2015 /spanspan style="color:#0000cd;"a href="http://www.bbc.com/news/world-europe-34842471"http://www.bbc.com/news/world-europe-34842471/a/span/p pspan style="color:#0000cd;"strongข้อมูลเพิ่มเติมจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Motherhood_penalty"https://en.wikipedia.org/wiki/Motherhood_penalty/a/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/a0TK7KCE-tw" height="1" width="1" alt=""/

ผู้นำฟิลิปปินส์ 'ดูเตอร์เต' ขอโทษ-ยอมรับว่าโยงมั่ว 3 รายกรณี 'ผังยาเสพติด'

Thu, 29/09/2016 - 05:33
pประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ 'โรดริโก ดูเตอร์เต' ยอมรับว่า "ผังยาเสพติด" ที่เขาใช้กล่าวหา-สร้างความเชื่wbrอมโยงขบวนการค้ายาเสพติดพัวพันนักการเมืองนั้นมีข้อผิwbrดพลาด เพราะมีบางคนไม่ได้เกี่ยวข้อง พร้อมขอรับผิwbrดชอบอย่างเต็มที่ให้คนถูกกล่wbrาวหาฟ้องได้ อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะออกมายืดอกยอมรับ แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เคยกล่าวหามั่วมาแล้ว ขณะที่นักสิทธิมนุwbrษยชนมองว่าเขาอ้างเรื่องผังเพื่อหาเรื่องกำจัดศัตรูทางการเมือง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8345/29699733500_565c7c793d_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;""ผังยาเสพติด" ที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต เคยนำเสนอมาแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: King Rodriguez/Presidential Communications Operation Office//spana href="https://en.wikipedia.org/wiki/Rodrigo_Duterte#/media/File:Rodrigo_Duterte_showing_diagram_of_drug_trade_network_2_7.7.16.jpg"span style="color:#ff8c00;"Wikipedia/span/aspan style="color:#ff8c00;"/แฟ้มภาพ)/span/strong/p pสื่อของฟิลิปปินส์ "ฟิลสตาร์" รายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ผู้wbrออกนโยบายใช้ความรุwbrนแรงปราบปรามยาเสพติดขอโทษต่wbrอสาธารณชนและยอมรับว่า "ผังยาเสพติด" ที่เขาเคยทำมีความผิwbrดพลาดหลายแห่ง/wbr/wbr/wbr/wbr/p p"ผังยาเสพติด" ของดูเตอร์เตคือแผนผังที่wbrเขานำเสนอโดยกล่าวหาว่ามีใครบ้wbrางที่มีส่วนพัวพันเชื่อมโยงกัwbrบการค้ายาเสพติดโดยอ้างว่wbrานำมาจากข้อมูลของตำรวจ อย่างไรก็ตามดูเตอร์wbrเตออกมายอมรับว่ามีข้อผิwbrดพลาดในบางรายชื่อเช่น อมาโด เอสปิโน จูเนียร์ อดีตผู้ว่าการจังหวัดปังกาสินัwbrนที่ปัจจุบันเป็นส.ส.ประจำจัwbrงหวัด, ราฟาเอล "ราฟฟี" บาราน ผู้ว่าราชการปังกาสินัน* และราอูล ซีซอน สมาชิกกรรมการบริหารปังกาสินัน ซึ่งดูเตอร์เตก็ขอโทษในกรณีที่wbrใส่ชื่อพวกเขาเหล่านี้เข้ามาด้wbrวย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pดูเตอร์เตบอกว่าเขาเผลอปล่wbrอยปละละเลยเกินไปจนไม่ได้wbrตรวจสอบเพิ่มเติม จึงขอโทษต่อหน้าสาธารณะและยอมรัwbrบว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้สมบูรณ์wbrแบบ ดูเตอร์เตบอกอีกว่าเขาใช้wbrเวลาหลายคืนในการแยกแยะความสัwbrมพันธ์และความเกี่ยวข้องเชื่wbrอมโยงของการค้ายากับเรือนจำ นิว บิลิบิด ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูwbrงสุดของฟิลิปปินส์ แต่เขาก็ยังพบช่องโหว่ที่ไม่wbrสามารถอธิบายได้โดยอ้างว่wbrาอาจจะเป็นเพราะมาจากข่าวลืwbrอและเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา หรือเป็นเรื่องทางการเมือง หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ถูกกล่wbrาวหาในผังถูกแปะเข้ามาด้wbrวยโดยไม่ได้มีการตรวจสอบความถูwbrกต้องว่าพวกเขามีส่วนร่วมด้wbrวยจริงหรือไม่/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pดูเตอร์เตเผยแพร่ "ผังยาเสพติด" ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมาโดยกล่าวหาว่าวุฒิwbrสมาชิก เลยลา เดอ ลิมา และเอสปิโน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้wbrายาเสพติดภายในเรือนจำนิว บิลิบิด นอกจากนี้ยังโยงเดอ ลิมา กับคนอื่นๆ อย่างขับรถ รอนนี ดายัน, ฟรานซิสโก "ตอตี" บาราน ที่ 3 nbsp;อดีตเลขานุการกระทรวงยุติธรรม, ราฟาเอลผู้เป็นพี่น้องของบาราน, นายพลเกษียณอายุ แฟรงคลิน บูคาโย และซีซอน/wbr/wbr/p pซึ่งนอกจากสามคนที่ประกาศมาแล้wbrวดูเตอร์เตยังยืนยันว่าคนอื่นยัwbrงคงมีส่วนเกี่ยวข้wbrองและเขาขอโทษราฟาเอลแต่wbrเฉพาะกรณีโยงชื่อผิดในผัwbrงยาเสพติดเท่านั้นไม่ได้wbrขอโทษในเรื่องที่เขาถูกลงโทษอย่wbrางการมีส่วนร่วมในการทำเหมืwbrองทรายดำ ดูเตอร์เตบอกอีกว่าเขาขอรับผิwbrดชอบอย่างเต็มที่เพราะเขาเป็wbrนคนเผยแพร่ "ผังยาเสพติด" ด้วยตัวเอง และบอกว่าผู้ที่ถูกกล่wbrาวหาสามารถฟ้องร้องเขาได้ด้วย แต่เขาก็จะตอบกับผู้พิพากษาว่า "ผมขอโทษด้วยแต่ผมต้องให้ข้อมูwbrลกับประชาชนโดยทันทีเพื่อที่wbrพวกเขาจะได้เอาใจใส่เรื่องรอบตัwbrวพวกเขาและป้องกันการแพร่wbrระบาดของยาเสพติด"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pอย่างไรก็ตามหนึ่งในคนที่อยู่wbrในผังยาเสพติดของดูเตอร์เตที่ยัwbrงไม่ถูกถอดออกคือ เดอ ลิมา เป็นหนึ่งในคนที่วิจารณ์wbrนโยบายสงครามยาเสพติดของดูเตอร์wbrเตอย่างจริงจัง/wbr/wbr/wbr/wbr/p pในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดูเตอร์เตยัwbrงเคยประกาศสดทางโทรทัศน์ถึwbrงรายชื่อผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่รัฐ และตำรวจ ที่เขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้wbrองกับการค้ายา เขาสั่งปลดตำรวจที่มีส่วนเกี่wbrยวข้องทันที ให้นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาถูwbrกยกเลิกการรักษาความปลอดภัwbrยจากรัฐบาลและต้องไปรายงานตัวต่wbrอศาลสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหลัwbrกฐานใดๆ ในการประกาศดังกล่าว ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็wbrนการกำจัดศัตรูทางการเมือง นอกจากนี้ในการประกาศในครั้งนั้wbrนก็มีความผิดพลาดเช่นกัน เช่นมีการประกาศรายชื่อผู้พิwbrพากษาที่เสียชีวิตไปแล้ว 8 ปี/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"stronguเรียบเรียงจาก/u/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Duterte sorry for wrongly tagging officials in ‘drug matrix’, Phil Star, 27-09-2016nbsp;/spana data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=enamp;q=http://www.philstar.com/headlines/2016/09/27/1627948/duterte-sorry-wrongly-tagging-officials-drug-matrixamp;source=gmailamp;ust=1475187822921000amp;usg=AFQjCNFvLFdbtBq8lljRrWCTqTa7KlrtYA" href="http://www.philstar.com/headlines/2016/09/27/1627948/duterte-sorry-wrongly-tagging-officials-drug-matrix" target="_blank"span style="color:#0000cd;"http://www.philstar.com/wbrheadlines/2016/09/27/1627948/wbrduterte-sorry-wrongly-tagging-wbrofficials-drug-matrix/wbr/wbr/wbr/span/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/08/67695" target="_blank"#039;ฤดูสังหาร#039; นิตยสารไทม์รายงานความโหดร้ายนโยบายยาเสพติดของ #039;ดูเตอร์เต#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ncipQBf9z24" height="1" width="1" alt=""/

เสียดสีศาล! ศาลทหารตีกลับคำแถลงปิดคดี ‘รุ่งศิลา’ คดีไม่รายงานตัวคสช.

Thu, 29/09/2016 - 02:22
!--break--!--break-- pa href="https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1092777160772137"เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอานนท์ นำภา ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับคำแถลงการณ์ปิดคดีในคดีที่a href="http://prachatai.com/journal/2016/05/65951"นายสิรภพ nbsp;/aนักเขียนผู้ใช้นามปากกา รุ่งศิลา ซึ่งตกเป็นจำเลยจากการไม่เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 44/2557 เรื่องให้บุคคลเข้ารายงานตัว เพื่อให้ทำการแก้ไขคำแถลงเนื่องจากศาลทหารเห็นว่ามีเนื้อหาที่ส่อถึงการเสียดสีศาลทหาร โดยมีทั้งหมด 3 จุด และเมื่อแก้ไขเสร็จแล้วให้ยื่นใหม่อีกครั้งภายใน 7 วันซึ่งครบกำหนดในวันที่ 4 ต.ค. นี้/p pข้อความที่ศาลทหารแจ้งแก้ไขในสองจุดแรกอยู่ในส่วนของคำแถลงข้อ 2.3 ที่กล่าวถึงการออกประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 และ41/2557 และ คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 44/2557เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจาก คสช. เข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศด้วยการทำรัฐประหารซึ่งมีความผิดฐานกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และการยอมรับการใช้อำนาจของ คสช. จึงเป็นการยอมรับต่ออำนาจของผู้ปกครองประเทศที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเนื้อความจุดที่ศาลทหารให้มีการแก้ไขมีดังนี้/p p“…หากอำนาจตุลาการไม่รับใช้หลักการแห่งกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยและประชาชน แต่กลับไปโอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกทำลายลงจนไม่เหลือสถาพแห่งความเป็นนิติรัฐได้…”/p p“…หากตุลาการยอมรับว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว ก็จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป เปิดช่องทางหรือยอมรับให้บุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการรัฐประหารยืมมือกฎหมายเข้าปกครองประเทศ ตุลาการจึงไม่ควรที่จะรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ หากแต่ต้องใช้อำนาจตุลาการในการพิพากษาวินิจฉัยให้คณะรัฐประหารต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และคุ้มครองประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง หากตุลาการรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับตุลาการไม่ได้รับใช้ประชาชน หันไปรับใช้อำนาจอันโดยมิชอบและเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรมก็จะกลายเป็นบ่าวรับใช้อำนาจเผด็จการไปเสีย…”/p pส่วนจุดที่สามที่ศาลทหารให้แก้ไขอยู่ในข้อ 3 ของแถลงการณ์ซึ่งเป็นส่วนปิดท้ายที่นายสิรภพกล่าวถึงการที่ตนมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญและไม่ยอมรับอำนาจของ คสช. ที่ได้มาโดยการรัฐประหารจึงขอทำการอารยะขัดขืน และยังขอต่อศาลให้อำนวยความยุติธรรม โดยข้อความที่ศาลให้แก้ไขมีดังนี้/p p“…ขอศาลได้โปรดตีความและบังคับใช้กฎหมายภายใต้ความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย…”/p pภายหลังจากที่นายอานนท์ทราบเรื่องวันนี้จึงเข้าเยี่ยมนายสิรภพในเรือนจำพิเศษกรุงเทพในเช้าวันนี้เพื่อสอบถามและให้คำปรึกษา ทั้งนี้ทีมทนายความจะปรึกษากันถึงแนวทางก่อน แต่จะยื่นแถลงปิดคดีต่อศาลอีกครั้งภายในวันจันทร์ที่ 4 ต.ค.ที่จะถึงนี้br /br /ในคดีนี้นายสิรภพได้เคยให้การต่อศาลว่าการกระทำของ คสช. ที่ทำการรัฐประหารถือว่าเป็นการกบฏ และเชื่อว่าจะกระทำการไม่สำเร็จ การออกคำสั่งของ คสช. จึงไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย นอกจากนี้ เขายังได้ยื่นฟ้องหัวหน้าคณะรัฐประหารคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ศาลอาญาในคดีดำที่ 1805/2558nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rH2z3IBdZvo" height="1" width="1" alt=""/

ประชุมร่วม ปชช.-รัฐ แก้ไขปัญหาที่ดินเลิงนกทา ไม่คืบ เหตุบันทึกประชุมไม่ตรงข้อเท็จจริง

Thu, 29/09/2016 - 02:03
!--break--!--break-- p28 ก.ย.2559 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมอำเภอเลิงนกทา ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) กว่า 30 คน เข้าร่วมประชุมกับนายอำเภอเลิงนกทา เพื่อร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของราษฎร กรณีการแก้ปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์/ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างซึ่งทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของราษฎร ตามข้อเสนอปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)/p pผู้แทนชาวบ้านรายหนึ่ง ในคณะทำงานฝ่ายประชาชน กล่าวว่า สืบเนื่องจาก การประชุมคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินทำกินซึ่งทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของราษฎร ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2559 ณ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบตามมติคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแก้ปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์/ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างซึ่งทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของราษฎร ตามข้อเสนอปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2558 และให้แต่งตั้งคณะทำงานฯ จังหวัดยโสธร เพื่อเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาแก้ไขปัญหาให้เป็นข้อยุติ ตามมติคณะทำงานฯ จังหวัดยโสธร กรณีตรวจสอบและเพิกถอนที่สาธารณประโยชน์ซึ่งทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของราษฎร จำนวน 3 แปลง คือ 1.ชุมชนในที่สาธารณประโยชน์โคกปออีกว้าง ตำบลกุดเชียงหมี อำเภอเลิงนกนกทา จังหวัดยโสธร 2. ที่ป่าช้าสาธารณประโยชน์และบ้านร้างสาธารณประโยชน์ ตำบลกุดเชียงหมี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และ 3.ที่สาธารณะประโยชน์โคกภูพระ ตำบลกุดเเห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร/p p“ต่อมาจึงได้มีคำสั่งจังหวัดยโสธร ที่ 1/2559 ลงวันที่ ลงวันที่ 4 ส.ค. 2559 nbsp;แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมอำเภอเลิงนกทาเพื่อกำเดินการแก้ไขปัญหาให้เป็นที่ยุติ ตามมติรายงานการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1/2558 และเพื่อให้เป็นไปตามมติการประชุมดังกล่าว ในวันนี้nbsp; (28 ก.ย.59) นายอำเภอเลิงนกทา (ประธานคณะทำงานฯ) จึงได้เชิญเข้าร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ผู้แทนคณะทำงานฝ่ายประชาชนnbsp; กล่าวเพิ่มเติม/p pผู้แทนชาวบ้านรายเดิม ได้แจ้งถึงผลการประชุม ในครั้งนี้อีกว่า แนวทางการประชุมไม่สามารถได้ข้อยุติในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนได้ เนื่องจากบันทึกรายงานการประชุมของจังหวัดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการประชุมครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2558 ที่มีกรอบแนวทางการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหาทั้ง 3 แปลง ไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายภาคประชาชนจึงเสนอให้คณะทำงานจังหวัดดำเนินการแก้ไขรายงานการประชุมให้เป็นไปตามมติการประชุมในครั้งที่ 1/2558 โดยมติที่ประชุม เห็นควรให้มีการแก้ไข และคณะทำงานจังหวัดจะแจ้งหนังสือกำหนดวาระการประชุมการแก้ไขปัญหาในครั้งต่อไป nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนในที่ดินทำกินดังกล่าว จะเร่งติดตามทางจังหวัดให้ดำเนินการแก้ไขรายงานการประชุมให้แล้วเสร็จตรงตามข้อเท็จจริง เป็นการต่อไป/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5BHBWisB3kg" height="1" width="1" alt=""/

ผลประเมิน 'คุณธรรม-ความโปร่งใส' สนง.ป.ป.ช. ได้ที่ 100 จาก 115 หน่วย สนง.ศาลรธน.ได้ที่ 94

Thu, 29/09/2016 - 01:48
!--break--!--break-- p29 ก.ย. 2559 จากกรณี ที่nbsp;ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ผลจากโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity amp; Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการประเมินหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 115 หน่วยงาน ประกอบไปด้วย สำนักงานศาล (เฉพาะหน่วยงานธุรการ) องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หน่วยงานสังกัดรัฐสภา หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน นั้น ซึ่งปรากฏว่าnbsp;สำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ในอันดับที่ 100 ได้เพียง 73.52 คะแนนเท่านั้น/p pขณะที่ อันดับ 1.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ 96.02 คะแนน 2. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ 94.50 คะแนน 3. บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ 91.41 คะแนน 4. องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้ 90.79 คะแนน 5. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ 90.39 คะแนน 6. การไฟฟ้านครหลวง ได้ 90.30 คะแนน 7. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ 90.23 คะแนน 8. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ 89.98 คะแนน เป็นต้น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8088/29955958056_1a9de3bf18_b.jpg" style="width: 600px; height: 771px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8354/29696252890_780f34534c_b.jpg" style="width: 600px; height: 873px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8496/29955957766_7ed5fbbdc1_b.jpg" style="width: 600px; height: 925px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8116/29955957606_e5b0606184_b.jpg" style="width: 600px; height: 928px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มา : /spana href="https://www.nacc.go.th/download/article/article_20160912155521.pdf"span style="color:#ff8c00;"เว็บไซต์ สำนักงาน ป.ป.ช./span/a/p pโดย a href="http://www.matichon.co.th/news/301524"มติชนออนไลน์/a รายงานด้วยว่า สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เราไม่ได้ตกใจกับผลประเมินที่ออกมา เนื่องจากการประเมินดูเรื่ององค์กรที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส เรารู้ก่อนการประเมินอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้เตรียมการนัดแนะกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องภายใน ว่าต้องเตรียมถูกประเมินอะไรบ้าง ดังนั้น เมื่อมีการประเมินจึงถือว่าวัดผลได้จริงและเป็นผลดีกับเราที่ทำรู้ตัวเองว่า ความจริงขณะนี้เราเป็นอย่างไร การประเมินดังกล่าว เพื่อให้แต่ละหน่วยงานรู้ตัวว่ามีจุดบกพร่องใดต้องแก้ไขให้ดีขึ้นในปีถัดไป เพื่อจะได้เป็นหน่วยงานที่มีมีคุณธรรม ความโปร่งใส เจตนาเป็นอย่างนั้น ถ้าทุกองค์กรพัฒนาขึ้นจากคะแนนประเมินมาตรฐานที่ 80 คะแนน และดีขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยโปร่งใสแน่/p div“อาจจะมีส่วนว่าคะแนนที่สะท้อนการประเมินสำนักงานป.ป.ช.อาจจะไม่โปร่งใส เป็นต้นว่าการขอทราบความคืบหน้าของคดี หรือการขอสืบค้นสำนวนคดีต่างๆ ว่าการเปิดเผยข้อมูลยังไม่ดีพอ แต่เรื่องคดีเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เปิดเผยลำบาก เนื่องจากมีข้อจำกัด ถ้าไปกระทบถึงบุคคลอื่น คนให้ข้อมูลหรือคนที่กล่าวหาจะเดือดร้อน แต่ก็จะพยายามให้มีการเปิดเผยให้มากกว่านี้” สรรเสริญ กล่าว/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UNrnUpxEC9M" height="1" width="1" alt=""/

เวทีแรกเปิดรับฟังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง-เลือกตั้งส.ส.

Thu, 29/09/2016 - 01:38
pกรธ.จัดรับฟังความเห็นก่อนปรับแก้ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับแรก พรรคการเมือง-ส.ส. หลัง กกต.ยกร่างเรียบร้อย ชาติไทยพัฒนาโวยบีบจนพรรคการเมืองทำนโยบายไม่ได้จะทำวงจรขายเสียงเฟื่องฟู ด้านพรรคเล็กโวยหนักเก็บค่าสมาชิกพรรค 200 จัดเวทีเล็กเกิน กกต.ไม่ศึกษาปัญหาจริงnbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8217/29955967876_908be87d39.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5078/29955967796_8c3d69f126.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p28 ก.ย.2559 ที่รัฐสภา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนุญว่าด้วยพรรคการเมือ พ.ศ.... และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.....” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐ พรรคการเมือง และประชาชนทั่วไปสนใจเข้าร่วมฟังจนล้นห้องประชุม/p p“ท่านที่ร่างล้วนเป็นปราชญ์ราชบัณฑิต พวกท่านเหมือนเป็ด ไข่แล้วก็หนี ส่วนพวกผมเหมือนไก่ไข่แล้วต้องฟูมฟัก”/p p“เรานักการเมืองไม่ใช่ผีไม่มีศาล ท่านต้องมาตั้งศาลให้พวกเราอยู่ แต่เมื่อท่านทำแล้วเราก็ต้องไปอยู่”/p p“พวกท่านอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง จริงๆ เราเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่พวกท่านที่ยกร่างทำให้มันอ่อนแอ ออกกฎระเบียบมาเยอะแยะ ถามว่า กกต.เคยไปสอบถามพรรคต่างๆ ไหมว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คิดกัน 4-5 คนแล้วร่างออกมา”/p p“ขนาดท่านไม่ประชาสัมพันธ์เรายังมากันล้น ถ้าท่านจะสร้างประชาธิปไตยมันต้องจัดให้ใหญ่กว่านี้”/p pเหล่านี้คือเสียงสะท้อนเรื่องการจัดงานและการยกร่างฯ จากตัวแทนพรรคการเมืองขนาดเล็กหลายพรรคที่เข้ารับฟังเวทีวันนี้/p pร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนับเป็น 2 ฉบับแรกที่ สปท.นำเสนอจากนั้น กกต. เป็นผู้ยกร่างเค้าโครง แล้ว กรธ.นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินการคัดสรรปรับแก้หรือเพิ่มเติมก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช./p pสำหรับรายละเอียดเนื้อหาstrongกฎหมายพรรคการเมือง /strongประวิช รัตนเพียร และ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ตัวแทนจาก กกต. ผู้ยกร่างเค้าโครงเป็นผู้สรุปประเด็นเบื้องต้นดังนี้/p p“กกต.ทำงานมา 18 ปี มีคณะกรรมการมาแล้ว 4 ชุด จึงนำเอาประสบการณ์ทั้งหมดมาใส่ให้ กรธ.พิจารณา”/p p1.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; กำหนดให้ กกต. จัดการเลือกตั้งให้สำเร็จให้จงได้ เพื่อไม่ให้เกิดการโมฆะอย่างที่ผ่านมา จึงให้การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต./p p2.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การลงโทษคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะนั้นไม่เหมาะสม ร่างนี้จึงเสนอว่า ความผิดใครก็ควรลงโทษคนนั้น ไม่ใช่ของทุกคน/p p3.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; กำหนดให้การยุบพรรคทำได้เฉพาะมีเหตุร้ายแรง คือ 1.การล้มล้างระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศด้วยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2.กระทำการอันอาจเป็นปรปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเมื่อนายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.แจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน อัยการสูงสุดพิจารณาเรื่องภายใน 30 วันเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค หากอัยการไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้นายทะเบียนตั้งคณะทำงานขึ้นโดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนและสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการรวบรวมหลักฐานอีกครั้งส่งอัยการสูงสุดเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายใน 30 วัน ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของ กกต.ยื่นคำร้องได้เอง/p p4.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การจดทะเบียนพรรคให้มีผู้ริเริ่ม 15 คนให้เวลา 2 ปีหาสมาชิกพรรคให้ได้อย่างน้อย 5,000 คน การประชุมจัดตั้งพรรคต้องมีสมาชิกเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 200 คน และสมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 บาทต่อปี/p p5.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม พรรคเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง จึงเปิดช่องให้มี primary election แต่ปรับให้เข้ากับระบบของไทย โดยการให้สมาชิกในสาขาพรรคมีบทบาทมากขึ้นด้วยการเสนอรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วส่งให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครเป็นผู้คัดเลือก หากคณะกรรมการไม่เลือกในรายชื่อดังกล่าวและต้องการเสนอรายชื่อใหม่ ต้องใช้เสียง 4 ใน 5 จากนั้นจึงนำเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารพรรค หากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เลือกจากรายชื่อดังกล่าวและต้องการเสนอรายชื่อใหม่ต้องใช้มติ 4 ใน 5 ทั้งนี้ ให้เริ่มใช้โมเดลนี้หลังจากประกาศใช้กฎหมายแล้ว 2 ปีเพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาปรับตัว/p p6.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; กำหนดให้การออกนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ก่อนการประกาศนโยบายจะต้องดำเนินการ ดังนี้ 1.ระบุที่มางบประมาณ 2.ระบุระยะเวลาดำเนินการ 3.ศึกษาและนำเสนอความคุ้มค่าและประโยชน์ 4.ศึกษาและนำเสนอผลกระทบและความเสี่ยง ทั้งนี้ พรรคไม่สามารถประกาศนโยบายทันทีแต่ต้องต้องส่งเรื่องให้ กกต.ก่อนเพื่อให้กกต.ประกาศต่อสาธารณะ/p p7. nbsp; nbsp; nbsp; การบริจาคให้พรรคการเมือง เพื่อจูงใจให้บุคคลหรือนิติบุคคลบริจาคมากขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้พรรคการเมืองแทนที่กลุ่มทุนการเมือง จึงให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนำจำนวนเงินที่บริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินบริจาค แต่ไม่เกิน 50,000บาทกรณีบุคคลธรรมดา และไม่เกิน 200,000 บาทกรณีนิติบุคคล/p pนายนิกร จำนง ตัวแทนจากพรรคชาติไทยพัฒนา แสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยที่กำหนดกรอบให้พรรคการเมืองต้องลงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายพรรคมากถึงเพียงนั้น พรรคการเมืองควรมีอิสระในการกำหนดนโยบายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการประชาชนจริงๆ และอธิบายเพียงสังเขป หากกำหนดกรอบมากมายจะกลายเป็นว่าทำอะไรไม่ได้ในทางนโยบาย และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะไปสู่วงจรการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงอีกเนื่องจากไม่มีความหวังในทางนโยบาย/p p“ในร่างกฎหมายนี้ระบุเยอะ เขียนไว้ลึกเกินไป ระหว่างเลือกตั้งมันต้องเร็ว นี่ให้เราต้องสอบถาม กกต.ก่อนใช่ไหม บางเรื่องที่พรรคการเมืองเสนอ เขามีคณะกรรมการที่ศึกษามาลึกซึ้งพอสมควร ถามว่า กกต.มีความเชี่ยวชาญเท่าเขาหรือ” นิกรกล่าว/p pนิกรกล่าวด้วยว่า ในส่วนของความผิดกรรมการบริหารพรรคที่เปลี่ยนมาจัดการกับบุคคลที่กระทำความผิดเพียงคนเดียวนั้นเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ยังมีบทของการยุบพรรคซึ่งกำหนดเหตุร้ายแรงไว้สองประการ ปัญหาคือ ใครเป็นผู้ตีความ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง/p pขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยน โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการระบุให้ต้องเก็บเงินสมาชิกพรรคซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาปีละ 200 บาท เพราะเพียงเชิญชวนให้เป็นสมาชิกพรรคก็ยากมากแล้ว เงิน 200 บาทถือว่ามากสำหรับชาวบ้าน/p pในส่วนกฎหมายเลือกตั้งส.ส.นั้น ประวิช กล่าวว่า กรอบความคิดสำคัญคือ 1. การเลือกตั้งต้องเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมาใช้สิทธิ 2.ต้องลดต้นทุนการหาเสียงเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับพรรคเล็กหรือพรรคที่มีทุนน้อย ดังนั้น ต่อไปจะไม่อนุญาตให้มีการติดป้ายหาเสียงเอง แต่ กกต.ในพื้นที่จะจัดทำบอร์ดรวมรายชื่อและเบอร์ผู้สมัคร โดยผู้สมัครแต่ละคนต้องปริ๊นท์ภาพหาเสียงขนาด 60x60 เซนติเมตรไปติดยังบอร์ดดังกล่าวที่กกต.จัดเตรียมไว้ นอกจากนี้ยังจะมีการรวมรายชื่อและเบอร์ผู้สมัคร รวมถึงนโยบายของพรรคส่งไปยังบ้านประชาชนด้วย 3.ขยายเวลาลงคะแนนในวันลงคะแนนเป็น 8.00-16.00 น.จากเดิมที่กำหนดที่ 15.00 น. ส่วนการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ว่าในเขตหรือนอกเขต ขยายเวลาเป็น 8.00-18.00 น. 4. จะประกาศผลครั้งเดียวเมื่อนับคะแนนได้ 95% เช่นเดียวกับการทำประชามติครั้งที่ผ่านมา 5.ผู้สมัครหรือสมาชิกที่ทุจริต เดิมศาลฎีกาจะชี้ว่าถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คราวนี้จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย นอกจากนี้ยังต้องบวกเพิ่มอีก 2% ของค่าใช้จ่ายนั้น เพื่อนำเข้ากองทุนการปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง โดยเงินกองทุนนั้นจะจัดสรรให้กกต.นำไปมอบให้ประชาชนผู้ส่งหลักฐานสำคัญในการทุจริตรายละ 100,000 บาท/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/otqklQvQqgM" height="1" width="1" alt=""/

เตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ หวังสร้างอุดมการณ์รักชาติ-กษัตริย์

Wed, 28/09/2016 - 23:57
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5203/29694476420_382a7f6c9a_o.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5804/29694476180_14fd6e5b66_o.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ '/spana href="https://www.facebook.com/armyprcenter/posts/1138757802856597"span style="color:#ff8c00;"Army PR Center/span/aspan style="color:#ff8c00;"'nbsp;/span/p p28 ก.ย. 2559 พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า จากนโยบายของกองทัพบกที่ได้ปรับปรุงและพัฒนาสิ่งปลูกสร้างภายในหน่วยทหาร รวมถึงสถานที่สำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นสถานที่สวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน โดยตลอดปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงและสร้างบ้านพัก อาคารสำนักงาน ภายในหน่วยทหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังพลมีที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหน่วยทหารหลายพื้นที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม อาคารต่างๆ ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่/p p“ในพื้นที่ส่วนกลาง กองทัพบกได้ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถ.ราชดำเนินนอก ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยขณะนี้การปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับชมได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2559 เป็นต้นไป โดยวันนี้ (28 ก.ย.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐาน ณ ที่ตั้งเดิม และพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ” รองโฆษกกองทัพบก กล่าว/p pพ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ก่อตั้งมานานถึง 114 ปี ทำให้รูปแบบการนำเสนอและตัวอาคารบางส่วนชำรุดและไม่ร่วมสมัย ดังนั้น กองทัพบกจึงได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยเทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ของนานาประเทศ พร้อมปรับเนื้อหาการจัดแสดงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ ความกล้าหาญ ให้กับกำลังพลในกองทัพและผู้ที่เข้าเยี่ยมชม ตลอดจนใช้เป็นสถานที่สำหรับการต้อนรับบุคคลสำคัญที่มาเยือนกองทัพบกด้วย/p pสำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงทั้งหมด 3 ชั้น โดยปรับปรุงในชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ส่วนชั้นที่ 1 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงจัดแสดงในลักษณะเดิม ซึ่งภายในประกอบด้วย ห้องจัดแสดงอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงสมัยสงครามเวียดนาม ห้องจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จำลองวีรกรรมการรบทางบก รวมถึงอาวุธประเภทฟันและแทงที่ใช้ในสมัยโบราณ/p pชั้นที่ 2 ประกอบด้วย ห้องจอมทัพไทย แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของมหาราช 10 พระองค์ ด้วยภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์และธงชัยเฉลิมพล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ในการปฏิบัติภารกิจสำคัญของกองทัพบก และชั้นที่ 3 ห้องบารมีปกเกล้าฯ จัดแสดงพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงภาพและประวัติอดีตผู้บัญชาการทหารบก รวมทั้ง “คฑาจอมพล” ที่แสดงด้วยกราฟฟิกบอร์ดและวีดิทัศน์ ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมเป็นหมู่คณะได้ในวัน-เวลาราชการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-2297-8058,nbsp;0-2297-7380 และ 0-2297-7347/p pnbsp;/p pที่มา : เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/armyprcenter/posts/1138757802856597"Army PR Center/a' และ a href="http://www.tnamcot.com/content/565243"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ipbNgdU0-Ek" height="1" width="1" alt=""/

ทนายยิ่งลักษณ์ร้องประยุทธ์-รมว.คลังทบทวนกระบวนการปมจำนำข้าว

Wed, 28/09/2016 - 20:32
!--break--!--break-- p28 ก.ย. 2559 นพดล หลาวทอง ทนายความ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ทบทวนและวินิจฉัยสั่งการให้การสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ/p pนพดล กล่าวว่า กระบวนการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนของคณะกรรมการทั้งสองชุด ไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรค 2 ที่วินิจฉัยว่า ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดเพียงผู้เดียวกว่า 2 แสนล้านบาท เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐไม่ได้เกี่ยวกับการค้ากำไรส่วนบุคคลnbsp; เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรฐานรากให้เกิดความแข็งแรง เพราะชาวนาเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของประเทศ หากให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดคนเดียวจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกทั้งมติของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบใช้ค่าเสียหายทดแทนจำนวน 3.57 หมื่นล้านบาท จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าความเสียหาย ขาย 1.78 แสนล้านบาท จาก การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวฯ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพราะยังไม่สามารถคิดสัดส่วนความเสียหายที่ต้องรับผิดได้ นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่อาจนำพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ดังนั้นกระบวนการตรวจสอบที่มีความเห็นว่า ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดจากที่ได้ดำเนินการมาทั้งหมดนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบทั้งสิ้น ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องดำเนินการตามกฏหมายละเมิดปกติที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วไป/p p“ผมมาขอความเป็นธรรมให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกดำเนินคดีในขณะนี้ ว่ากระบวนการทุกอย่างควรจะต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน ไม่ควรยกเว้นหรือเลือกปฎิบัติกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ผมจึงต้องมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมก่อนที่คณะกรรมการทั้งสองชุดจะมีการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป” นพดล กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์มอบ รมว.คลัง ลงนามเรียกค่าเสียหาย/span/h3 pอย่างไรก็ตาม วานนี้ (27 ก.ย.59)nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผย ถึงกรณีการดำเนินคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า จะมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนามคำสั่งทางปกครอง เพื่อเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกันกับที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการไว้/p pพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่ากรณีนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงคลัง และข้าราชการของกระทรวงที่รับผิดชอบ ในฐานะกรรมการตรวจสอบ และให้รัฐมนตรีลงนาม ในฐานะเจ้ากระทรวง ตนเองสามารถมอบหมายให้ลงนามแทนได้ ยืนยันว่า ดำเนินการส่งฟ้องศาล ทันอายุความ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 นี้/p pสำหรับกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหาย จาก ยิ่งลักษณ์ 20% หรือ 35,700 ล้านบาท จากความเสียหายทั้งหมด 178,000 ล้านบาทnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการดำเนินการ ในฐานะที่อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการนี้ และไม่ระงับยับยั้งโครงการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ได้แจ้งเตือน/p pพล.อ.ประยุทธ์nbsp;กล่าวว่า ส่วนความเสียหายที่เหลือ 80% หรือ 142,000 ล้านบาท ที่มีการฟ้องร้องผู้ที่กระทำทุจริตอีก 850 คดีนั้น จะมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. เข้าไปร่วมในการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดในระดับผู้บริหาร ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องตรวจสอบหาผู้กระทำผิด และเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ และเอกชน/p pพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า การใช้ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด nbsp;ไม่ใช่เป็นการเข้าไปตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว แต่เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ข้าราชการมั่นใจในการตรวจสอบคดีนี้/p p“ผมมีหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจชี้ผิด ชี้ถูก แต่ปกป้องเจ้าหน้าที่ไว้ เพราะเขาไม่กล้า ที่ผ่านมามีการขู่ ผมต้องมีมาตรการของผมปกป้องเขา ไม่ใช่ปกป้องให้เขารังแกคน แต่ให้เขากล้าทำงานแค่นั้น ม.44 ไม่ใช่ไปตัดสินชี้ผิดชี้ถูก ไม่ได้ไปตัดสินจำนำข้าว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/p pส่วนกรณีที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะฟ้องกลับ ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นายกรัฐมนตรียืนยันไม่กังวลต่อเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่า “ผมทำตามหน้าที่ ในการทำให้คดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น”/p pnbsp;/p pstrongที่มา/strong a href="http://www.tnamcot.com/content/category/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/256wo4NqOoE" height="1" width="1" alt=""/

พ่อเบิกความเหตุการณ์ลูกถูกตำรวจปราจีนบุรีทรมาน

Wed, 28/09/2016 - 19:42
!--break--!--break-- p28 ก.ย. 2559 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่าnbsp;เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2559 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิwbrจารณาไต่สวนมูลฟ้องนัดที่ 6 คดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.925/2558 กรณี ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจ 7 นาย ได้แก่ พนักงานตำรวจสภ.เมืองปราจีนบุรี 2 นาย และพนักงานตำรวจกองกำกับการสืwbrบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 5 นาย โดย ฤทธิรงค์ กล่าวหาว่า ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัwbrวโดยมิชอบและนำตัวไปทำร้ายร่wbrางกายเพื่อบังคับให้รัwbrบสารภาพในคดีซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้wbrกระทำความผิด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2552/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pฤทธิรงค์ โจทก์ ได้เบิกความตอบคำถามติwbrงของทนายความโจทก์ ได้ความว่าในวันเกิดเหตุขณะที่wbrอยู่ในห้องซึ่งเป็นที่เกิดเหตุwbrและถูกทำร้ายร่างกายอยู่นั้น ไม่มีผู้ใดอยู่ในที่เกิดเหตุwbrนอกจากตนกับเจ้าพนักงานตำรวจที่wbrเป็นผู้ทำร้ายร่างกายตน โดยตนถูกรุมทำร้ายอยู่ภายในห้wbrองที่ปิดประตูหน้าต่าง บานประตูติดฟิล์มดำ หน้าต่างมีผ้าม่านกั้น ซึ่งคำให้การดังกล่าวได้ขัดแย้wbrงกับคำให้การของพยานบุคคลอื่น ๆ ของฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจ ที่ได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนข้wbrอเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยแต่ละคนอ้างว่าได้อยู่ในที่wbrห้องที่เกิดเหตุด้วยและไม่พบเห็wbrนเหตุการณ์เจ้าพนักงานตำรวจร่wbrวมกันทำร้ายร่างกายนายฤทธิรงค์ nbsp;ซึ่งนายฤทธิรงค์เชื่อว่าบุwbrคคลที่ไปเป็นพยานให้การต่อ ป.ป.ท. เหล่านั้น ถูกอุปโลกน์และสร้างเรื่องขึ้น แล้วให้การเป็นเท็จต่อ ป.ป.ท. เพื่อช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pหลังจาก ฤทธิรงค์ ได้เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ทนายความโจทก์ได้นำพยานอีก 1 ปากขึ้นเบิกความ คือ สมศักดิ์ ชื่นจิตร ซึ่งเป็นบิดาของฤทธิรงค์ nbsp;โดย สมศักดิ์ เบิwbrกความตอบทนายความโจทก์ สรุปได้ว่า ในวันเกิดเหตุ ตนทราบเรื่องลูกชายถูกตำรวจจัwbrบไปในตอนเย็น จึงได้ตามไปที่สถานีตำรวจ หลังลูกถูกนำตัwbrวไปตรวจหาสารเสพติดและไม่พบว่wbrามีการเสพสารเสพติด จนกระทั่งนำตัวกลับไป สภ.เมืองปราจีนบุรี แล้วทำการปล่อยตัว โดยลูกไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งๆ ที่ตนท้าให้ผู้หญิงที่อ้างว่wbrาเป็นผู้เสียหายมาชี้ตัวลูwbrกของตนว่าเป็นคนวิ่งราวทรัพย์ ว่าให้ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุwbrกข์ ตนจะได้ประกันตัวลูกไปสู้คดี เพราะขณะนั้นเป็นเวลาค่ามืwbrดมากแล้ว แต่หญิงดังกล่าวกลับเรียกร้wbrองจะเอาเงินห้าหมื่นบาทเท่านั้น ตนปฏิเสธ ก็ยังไม่ยอมแจ้งความร้องทุกข์ nbsp;ตนจึงขับรถยนต์ประคองเส้wbrนทางพาลูกชายซึ่งขี่จักรยานยนต์wbrกลับ ถึงบ้านในเวลาประมาณ 3 ทุ่มnbsp;nbsp; ตอนแรกตนและภรรยายังไม่ทราบว่wbrาลูกถูกทำร้ายร่างกาย จนกระทั่งสังเกตเห็นรอยช้ำที่wbrรอบข้อมือทั้งสองข้างและลูกมีwbrอาการสั่นในลักษณะหวาดกลัวมาก สอบถามลูกว่าเกิดเหตุการอะไรขึ้wbrน แต่ลูกยังคงบ่ายเบี่ยงที่wbrจะตอบคำถาม จีงได้ปลอมใจอยู่เป็นเวลานานให้wbrหายจากอาการสั่นกลัวและเกลี้wbrยกล่อมให้เล่าความจริง ปลอบลูกอยู่กับพ่อแม่ปลอดภัยไม่wbrมีใครทำอะไรได้แล้ว ลูกจึงได้เล่าเหตุการณ์ให้wbrทราบว่าพนักงานตำรวจร่วมกันทำร้wbrายร่างกายบังคับให้รับสารภาพว่wbrาเป็นผู้วิ่งราวทรัพย์ ที่ไม่ยอมเล่าให้พ่อแม่ฟังแต่wbrแรกเนื่องจากหวาดกลัวเพราะเจ้wbrาพนักงานตำรวจที่ร่วมกันทำร้wbrายร่างกาย ได้พูดข่มขู่ว่าหากนำเรื่องดัwbrงกล่าวไปแจ้งให้ใครทราบจะอุ้wbrมไปฆ่าทิ้งที่ภูเขา nbsp;เมื่อตนได้ตรวจดูตามร่wbrางกายของลูก พบรอยช้ำที่ข้อมือ ต้นคอด้านหลัง สีข้าง และบริเวณท้อง จึงได้ถ่ายภาพบาดแผลนั้นไว้ nbsp;nbsp;วันรุ่งขึ้น (29 มกราคม 2552) ตนได้พาลูกชายไปตรวจร่างกายที่wbrโรงพยาบาลบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่wbr สภ.บ้านสร้าง เรื่องเหตุการณ์ที่ลูกชายถูwbrกทำร้ายร่างกายยังไม่จบคำซักถามwbrปากนายสมศักดิ์/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pมูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานด้วยว่าnbsp;เนื่องจากใกล้หมดเวลาราชการแต่wbrทนายความโจทก์ยังมีคำซักถามอีwbrกมาก ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปสืwbrบพยานปากนี้ต่อnbsp;ในวันที่ 3 ต.ค.นี้nbsp;เวลา 13.30 น.nbsp;/wbr/wbr/wbr/p pติwbrดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่เว็บไซต์ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมnbsp;a data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=thamp;q=https://voicefromthais.wordpress.com/2016/09/25/%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594/amp;source=gmailamp;ust=1475145378996000amp;usg=AFQjCNFwpx0sZjhkp3YcW0JjxQAa4sdJPA" href="https://voicefromthais.wordpress.com/2016/09/25/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B9%84%E0%B8%94/" target="_blank"https://voicefromthais.wbrwordpress.com/2016/09/25/ศาลจัwbrงหวัดปราจีนบุรี-ได//wbr/wbr/a/wbr/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MiEw4Oc1MFQ" height="1" width="1" alt=""/