ประชาไท

Syndicate content
Updated: 1 min 10 sec ago

ประมวลภาพ: ชุมนุมวันสุดท้าย ส่ง ‘พีมูฟ’ กลับบ้าน

8 hours 53 min ago
pnbsp;/p div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8130/8795950639_997bd2b9b1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div divหลังการชุมนุมมายาวนาน 18 วัน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟก็ได้ประกาศยุติการชุมนุมครั้งที่ 8 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ลงในวันที่ 23 พ.ค.56 โดยประเด็นหลักที่ชาวบ้านราว 2,000 คนได้รับ คือ (1) กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ ภาคเหนือ ครม.เห็นชอบให้เดินหน้า โดยอนุมัติงบประมาณ 167 ล้าน ให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ดำเนินการ/div divnbsp;/div divเรื่องดังกล่าวเป็น 1 ใน 4 เรื่องที่พีมูฟผลักดันให้ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 21 พ.ค.56 มีมติอนุมัติ หลังจากที่การประชุม ครม.ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 14 พ.ค.56 กรณีปัญหาทั้ง 4 เรื่องที่มีข้อยุติแล้ว ประกอบด้วย 1.การแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล 2.โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ ภาคเหนือ 3.การคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน และ 4.การก่อสร้างบ้านในโครงการบ้านมั่นคง ไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม/div divnbsp;/div div(2) ประเด็นเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างอาคารในโครงการบ้านมั่นคง สำนักงานกฤษฎีกามีความเห็นว่าโครงการบ้านมั่นคงเป็นโครงการของรัฐ สามารถก่อสร้างและให้ทะเบียนบ้านได้เลย โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของ ครม. เรื่องนี้จึงมีข้อสรุปโดยไม่ต้องเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว/div divnbsp;/div div(3) การจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันซึ่งสำหรับผู้ชุมนุมถือเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลจะแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องอย่างแน่นอน โดยเนื้อหาในบันทึกข้อตกลง มี 5 ข้อ ดังนี้ 1.เร่งรัดเสนอเรื่องโฉนดชุมชน และกรณีเขื่อนปากมูล ให้ยกเลิกมติ ครม.ก่อนหน้านี้ และแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นใหม่ ให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 28 พ.ค.56/div divbr /2.เร่งรัดคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต และแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของพีมูฟที่มีการดำเนินการจนได้ข้อยุติแล้วหรือไม่สามารถหาข้อยุติได้ รวมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาหาข้อยุติร่วมกัน ให้นำเสนอในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพิจารณาในวันที่ 28 พ.ค.56br /br /3.รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการตามนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากร อย่างเป็นรูปธรรมnbsp;โดยในระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหา ขอให้รัฐบาลแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาจะมีผลเป็นที่ยุติbr /br /4.ขอให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จัดประชุมคณะกรรมการอย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง และคณะอนุกรรมการกับคณะทำงานจัดประชุมอย่างน้อย 2 เดือน/ครั้งbr /br /5.แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเป็นรองประธานกรรมการ และตัวแทนพีมูฟร่วมเป็นกรรมการ/div divnbsp;/div divในช่วงเวลาเย็นซึ่งเป็นกำหนดเดินทางกลับของผู้ชุมนุม นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ผู้ช่วยเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาที่บริเวณที่ชุมนุมพีมูฟข้างกระทรวงศึกษาธิการเพื่อส่งผู้ชุมนุมพีมูฟขึ้นรถ/div divnbsp;/div divนายประชา กล่าวบนเวทีปราศรัยของผู้ชุมนุมว่า รัฐบาลยอมรับว่ากลุ่มพีมูฟเป็นประชาชนที่มีบทบาท และได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง และขอยืนยันว่า นายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะดูแลประชาชนให้มีชีวิตดีขึ้น ส่วนกรณีข้อเรียกร้องนั้น หากไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไข พร้อมที่จะลงไปดูปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเอง/div divnbsp;/div divด้านนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)nbsp;และแกนนำกลุ่มพีมูฟ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมพึงพอใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าจากนี้ประชาชนจะไม่โดนข่มขู่ เนื่องจากนายประชาได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้บูรณาการงานไม่ให้ประชาชนโดนคุกคามอีก แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความคืบหน้าภายใน 60 วัน จะเดินทางกลับมาชุมนุมอีกครั้ง/div divnbsp;/div divหลังจากนั้น ผู้ชุมนุมจึงทยอยขึ้นรถบัสที่ทางรัฐบาลจัดเตรียมไว้ให้เพื่อกลับภูมิลำเนา/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3711/8795917109_31dd23c419.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5459/8795691437_e126173f31.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2805/8795664259_ebc2204bee.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2891/8795875277_9bf874a085.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2820/8806214044_e2484f1da0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3799/8806189770_fe05c99196.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7451/8795591351_ca55684f9f.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7343/8806121108_06e9f7fe05.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2838/8786882433_7223b526cb.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7313/8795523853_04ca7670e9.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8539/8806414478_377811ceec.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7350/8795783979_8a78ef9622.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8547/8795767443_15387532ec.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3678/8806324290_281b681752.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3685/8795708689_6d6e192ef8.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2843/8806024644_cdb87240aa.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3804/8805999756_7bb6500c86.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5469/8795505809_5a854208cb.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3744/8795480817_523ba5fafa.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5450/8806043648_6403f96e30.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DCoQlIXss-w" height="1" width="1"/

แอมเนสตี้เปิดรายงานประจำปี ชี้ ม.112 ติดปัญหาสิทธิไทย 5 อันดับแรก

11 hours 21 min ago
pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงปัญหาสิทธิไทยยังเผชิญเรื่องการถูกจำกัดเสรีภาพการแสดงออกจากการใช้กม.หมิ่น-พ.ร.บ. คอมพ์ ร้องปล่อยตัว 'สมยศ' ในฐานะนักโทษทางความคิดอย่างไม่มีเงื่อนไข/p p!--break--!--break--/p div23 พ.ค. 56 - ที่โรงแรมรอยัลเบญจา Amnesty International Thailand หรือองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2556 ซึ่งประมวลสถานการณ์สิทธิในรอบปี 2555 nbsp;/div divnbsp;/div divสมชาย หอมลออ ประธานกรรมการองค์การแอมเนสตี้ฯ กล่าวเปิดงานว่า การนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้มาจากการศึกษารวบรวมข้อมูลจากทั่วโลก และทำเป็นภาพรวมของโลก ภูมิภาค และของแต่ละประเทศ การนำเสนอรายงานวันนี้ เป็นรายงานประจำปี 2555 แอมเนสตี้ตระหนักว่าสิทธิมนุษยชนทั่วโลกมีความสัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกคนต้องตระหนักและปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นๆ ทั่วโลก มิใช่แต่ของชาติตนเท่านั้นnbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3763/8805345158_fc79bf66c0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div divเขากล่าวว่า นอกจากการจัดทำรายงานเผยแพร่แล้ว แอมเนสตี้ยังจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น การรณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิต ส่งเสริมสิทธิการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมในสาธารณะ ปกป้องนักต่อสู่เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ องค์การพยายามเผยแพร่แนวคิดเหล่านี้ไปสู่รัฐและประชาชน เพื่อให้การผลักดันบรรลุผลได้nbsp;/div divnbsp;/div divปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการองค์การองค์การแอมเนสตี้ฯ แถลงถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย 5 ประเด็น ได้แก่nbsp;/div divnbsp;/div div1. การขัดแย้งกันทางอาวุธ พลเรือนเป็นเป้าหมายในการโจมตี จนมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ที่สำคัญคือในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/div divnbsp;/div div2. การลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น แต่กลับไม่สามารถนำผู้กระทำผิดที่เป็นฝ่ายความมั่นคงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ เช่น การประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกลายเป็นการป้องกันไม่ให้ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ในกรณีของเหตุการณ์รุนแรงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่จะต้องหาผู้รับผิดมาให้ได้ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำฝ่ายใดก็ตาม แต่กระบวนการนี้เป็นที่น่ากังวลเพราะดำเนินการไปอย่างเชื่องช้ามากnbsp;/div divnbsp;/div div3. การถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นผลมาจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 เกิดความล้มเหลว เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาก็ปฏิเสธที่จะนำการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่วาระพิจารณา ต่อกรณีนี้ แอมเนสตี้จะเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้ต่อไป ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ฟ้องร้องเอาผิด และอัตราโทษที่สูงจนเกินไปnbsp;/div divnbsp;/div divที่ผ่านมาแอมเนสตี้รณรงค์เรียกร้องให้ปล่อยตัว “นักโทษทางความคิด” หมายถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ ในขณะนี้มีกรณีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ ที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเมื่อเร็วๆ นี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับกรณีของสมยศเป็น “บุคคลที่มีความเสี่ยง” โดยมีแผนจะยกระดับการรณรงค์เป็นในระดับนานาชาติต่อไป/div divnbsp;/div div4. ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองมีความเสี่ยงที่จะถูกควบคุมตัวและถูกส่งกลับประเทศเดิม กลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือชาวโรฮิงญา มีความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับมาก การที่รัฐมีนโยบายช่วยเหลือโดยการให้เสบียงและน้ำมันเรือ เพื่อไม่ให้แวะฝั่งไทย ให้ไปต่อที่อื่น ไม่ใช่การช่วยเหลือที่แท้จริง แต่เปรียบเสมือนการส่งตัวกลับ นอกจากนี้ยังมีการใช้อาวุธกับผู้แสวงหาที่พักพิงด้วย nbsp;/div divnbsp;/div div5. การมีโทษประหารชีวิต แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้จะมีการปลดโซ่ตรวนของนักโทษประหาร แต่โทษประหารก็ยังคงอยู่ ปีที่ผ่านมีนักโทษประหาร 58 คนได้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต แต่ก็มีผู้ได้รับโทษประหารใหม่อีกกว่าร้อยคน มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้านี้ราวสองเท่า ต่อกรณีนี้ แอมเนสตี้กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาเลิกโทษประหารชีวิต และให้ผนวกเอานโยบายดังกล่าวไปใว้ในร่างแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557-2561) ที่รัฐบาลกำลังร่างอยู่nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยประกาศพักการใช้โทษประหารชีวิตในทันที สนับสนุนมติการพักโทษประหารชีวิตต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปีหน้า และเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษประหารชีวิตลง โดยขณะนี้อาชญากรรมร้ายแรงที่มีโทษประหารชีวิตอยู่ 55 ความผิดอาญา รวมถึงเรียกร้องให้รัฐลงนามให้สัตยาบันในพิธีสารกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตภายในปี 2561 ด้วย/div divnbsp;/div divภายหลังการแถลงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ภรรยาของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนสองคน ได้แก่ สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข และ อังคณา นีละไพจิตร ได้กล่าวถึงสถานการณ์เสรีภาพในการแสดงออก และสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7424/8805330280_4c73aa805b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div divสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้หยิบยกประเด็นการใช้เสรีภาพในชีวิตประจำวันขึ้นมา โดยตั้งคำถามว่า เราสามารถทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้บ้างในสังคมที่เราอยู่ขณะนี้nbsp;/div divnbsp;/div div“ลองนึกดูว่าในแต่ละวัน เราสามารถแสดงความคิดเห็นอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น แล้วเราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากโดยไม่ต้องเกรงว่าคู่สนทนาจะเอาไปนินทา หรือแจ้งความกับตำรวจ ในกรณีที่ใครซักคนอาจตีความว่า คำพูดของเราดูหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เราสามารถพูดได้หรือไม่ว่า เรามีแฟนเป็นเสื้อแดง ชอบและชื่นชมการบริหารเศรษฐกิจแบบทักษิโนมิกส์ ไม่ชอบไปยืนรับเสด็จเพราะแดดร้อนหรืออะไรก็ตามแต่ หรือขี้เกียจยืนตรงในโรงหนังก่อนหนังฉาย ร้ายยิ่งไปกว่านั้น เราไม่สามารถที่จะเขียนหนังสือหรือบทความ หรือตั้งคำถามถึงความรักและศรัทธา ในสิ่งที่เกินความสามารถของมนุษย์ และเกินกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ หรือเอะใจและถามเพื่อนที่นั่งข้างๆเราในรถไฟฟ้าว่าจริงหรือไม่ เกี่ยวกับรายงานข่าวของนิตยสาร Forbes เรื่องราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดติดอันดับโลก หรือแม้แต่เมื่อมีคนเอารูปพระพุทธเจ้าปางตันตระมาลงในเน็ต แล้วคนจำนวนมากโมโหฉุนเฉียวและก่อนด่าว่า พวกที่เอารูปมาลงเป็นพวกมารศาสนา ทั้งๆที่พระพุทธรูปปางนี้ เป็นที่นับถือของชาวธิเบต...” สุกัญญากล่าว/div divnbsp;/div div"หากเรารู้สึกว่าทำไปแล้วจะถูกประณามกลับมาอย่างรุนแรงหรือถูกดำเนินคดี ก็แสดงให้เห็นว่า สังคมปิดกั้นข้อมูล มักใช้ความรุนแรงเข้าปะทะ แต่ไม่หักล้างด้วยเหตุผล ไม่มีวุฒิภาวะในการอดกลั้นที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่พร้อมจะเห็นด้วยจำกัดเสรีภาพโดยรัฐหรือหน่วยงานใดก็ตาม เช่นนี้คงไม่อาจบอกได้ว่าเราอยู่ในสังคมอุดมปัญญา"/div divnbsp;nbsp;/div divนอกจากนี้ สุกัญญายังได้กล่าวถึงการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนสืบเนื่องจากการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า เป็นกฎหมายที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐมีทัศนคติด้านลบต่อผู้ต้องหาในคดีนี้ ผู้ต้องหาจึงถูกปฏิบัติตอบด้วยความลำเอียง ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ เช่นการยกกำลังตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกจับชาชราวัย 70 ปี การออกหมายจับและการจับกุมที่ไม่โปร่งใส การล่ามโซ่ตรวน การใส่กุญแจมือรวมกับนักโทษคนอื่นๆ การใส่ชุกนักโทษ แม้ว่าจะอยู่ในระหว่างการสืบพยาน การไม่สิทธิปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสู้คดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการลงโทษหนักเกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดี nbsp;/div divnbsp;/div divด้าน อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้ถูกบังคับสูญหายตั้งแต่ปี 2547 กล่าวถึงสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ของประเทศไทยว่า ตัวเลขการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการทรมาน ลักพาตัว และอุ้มฆ่าลดลง nbsp;แต่กลับมาการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น nbsp;ผู้เสียหายและญาติต่างสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรม แต่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นฝ่ายความมั่นคงกลับไม่ต้องรับผิดชอบอะไร/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3809/8794748389_63e6d55aa7.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div divอังคณาเห็นว่า ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจแก้เจ้าที่รัฐ คุ้มกันพนักงานของรัฐ จนเกิดความเคยชินว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโอกาสถูกลงโทษน้อยมาก เจ้าหน้าที่บางรายจึงเลือกใช้วิธีการนอกกฎหมายได้ตามอำเภอใจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทส่วนบุคคล การกระทำเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการบังคับให้สูญหาย การสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน ข่มขู่ คุกคาม จนกลายเป็นวิธีการที่ชอบธรรมและจำเป็นเพื่อควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง ทั้งหมดนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวดังกล่าว มีตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย คือ ส.ส. พีรพันธ์ุ พาลุสุข และพรรคประชาธิปัตย์ คือ ส.ส. รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท มาร่วมฟังการแถลงรายงานตามคำเชิญของผู้จัดด้วย และได้รับมอบรายงานสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5452/8805300964_2670f25663.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GzYSzZMlBOM" height="1" width="1"/

สรส.- เครือข่ายแรงงานพม่า คว้ารางวัลสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ

12 hours 11 min ago
pเครือข่ายสิทธิแรงงานข้wbrามชาติชาวพม่า(MWRN) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัwbrมพันธ์ (สรส.) รับรางวัลจากกลุ่มสิทธิwbrแรงงานสหรัฐฯ ILRFnbsp;สำหรับการทำงานที่ก้wbrาวหน้าในการปกป้องแรงงานข้wbrามชาติในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div !--break--!--break--/div divbr /(22 พ.ค.56) วอชิงตัน ดีซี - องค์กรnbsp;The International Labor Rights Forum (ILRF) ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์เพื่อการจ้wbrางงานที่เป็นธรรมและการปฏิบัติwbrต่อแรงงานทั่วโลกด้วยมนุwbrษยธรรม จะมอบรางวัลสิทธิแรงงานระหว่wbrางประเทศ พ.ศ.2556 แก่เครือข่ายสิทธิแรงงานข้wbrามชาติจากการรวมกลุ่wbrมของแรงงานข้ามชาติพม่า (MWRN) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัwbrมพันธ์ (สรส.) สำหรับการทำงานที่มีผลงานก้wbrาวหน้าในการปกป้องแรงงานข้wbrามชาติในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divรางวัลสิทธิแรงงานระหว่างประเทศ ILRF มอบให้เป็นประจำทุกปีแก่หน่wbrวยงานที่มีส่วนร่วมสำคัwbrญในการสนับสนุนสิทธิแรงงาน เพื่อนำไปสู่การบรรลุการจ้wbrางงานที่เป็นธรรมและมีมนุwbrษยธรรมสำหรับคนงานทั่วโลกbr /br /แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่wbrอนบ้านของไทย ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาวคิดเป็นร้อยละ 10 ของกำลังแรงงานทั้wbrงหมดในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการส่wbrงออกที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น แปรรูปอาหารทะเล เกษตรกรรม เครื่องนุ่งห่มnbsp; ก่อสร้าง และการดูแลรับใช้ในบ้าน แรงงานจำนวนหนึ่งจะถูกส่งเข้าสูwbr่กระบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติwbrโดยนายหน้าแรงงานและมักจะถูwbrกเอารัดเอาเปรียบในการจ้างงาน สภาพการทำงานที่เลวร้าย รวมทั้งการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าทีwbr่ตกลงและไม่ชำระเงินค่าจ้าง การละเมิดกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ การทำงานล่วงเวลาเป็นเวลานาน การทำงานที่เป็นอัwbrนตรายและสภาพแวดล้อมการทำงานไม่wbrถูกสุขลักษณะ ทั้งยังการปฏิเสธเสรีwbrภาพในการสมาคมและสิทธิwbrในการเจรจาต่อรองรวมหมู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป ที่เลวร้านกว่านั้นคืwbrอการทำงานเพื่อปลดหนี้ การบังคับใช้แรงงานและการใช้wbrแรงงานเด็กอย่างแพร่หลายในอุwbrตสาหกรรมเหล่านี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divเมื่อ พ.ศ.2552 แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าที่wbrทำงานอยู่ในภาคการแปรรูwbrปอาหารทะเลของประเทศไทยตั้งกลุ่wbrม MWRN เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกัwbrบการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก และการละเมิดสิทธิมนุwbrษยชนแรงงานอื่นๆ ด้วยความช่วยเหลือจากนายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้รับรางวัล ILRF และเลขาธิการ สรส.โดยมีนาย Aung Kyaw ผู้รับรางวัล ILRF ดำรงตำแหน่งประธาน MWRN ต่อมา MWRN เติบโตขึ้นในฐานะองค์กรระดัwbrบรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดที่มีwbrสมาชิกเป็นคนงานข้ามชาติwbrในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา MWRN เปิดโปงการละเมิดสิทธิwbrแรงงานในโรงงานแปรรูwbrปอาหารทะเลอย่างกล้าหาญ โดยโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานผลิwbrตที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งสินค้าไปยัwbrงผู้ค้าปลีกในประเทศสหรัฐอเมริwbrกา ทั้งยังได้ต้อนรับการเยืwbrอนของนาง อองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในการเดินทางไปต่างประเทศครั้wbrงแรกของเธอในรอบ 24 ปีที่ มหาชัย จ.สมุทรสาคร ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุwbrนการปฏิรูปกฎหมายตรวจคนเข้าเมืwbrองในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญbr /br /แม้ว่าแรงงานข้ามชาติไม่wbrสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้wbrตามกฎหมายประเทศไทย ทว่าการทำงานร่วมกันระหว่างสรส.wbrและ MWRN ได้ช่วยลดช่องว่างระหว่wbrางการเคลื่อนไหวในรูwbrปแบบสหภาพเคลื่อนไหวดั้งเดิwbrมในประเทศไทยกับการต่อสู้wbrของแรงงานข้ามชาติ สรส.และ MWRN ได้จัดตั้งโครงการ ‘การขนส่งเพื่อมนุษยธรรม’ จนสำเร็จเพื่อให้แรงงานพม่wbrาไปเยี่ยมบ้านเกิดอย่างปลอดภัwbrยด้วยความร่วมมือกับบริษัทขนส่ง จำกัด/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ สรส.ภายใต้การนำของนาย สาวิทย์ แก้วหวานยังได้ยื่นคำร้องกัwbrบองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อ้างว่าการปฏิเสธของการชดเชยอุwbrบัติเหตุการทำงานให้กับแรงงานข้wbrามชาติโดยรัฐบาลของประเทศไทยเป็wbrนการละเมิดอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 19 อย่างชัดเจนbr /br /จูดี้ เกียร์ฮาร์ท กรรมการบริหารของ ILRF กล่าวว่า MWRN อยู่ในเส้นทางที่จะกลายเป็นตัwbrวแทนแรงงานข้ามชาติที่ได้รัwbrบการยอมรับทั่วโลกในประเด็นที่wbrเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในกลุ่มแรงงานในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div“เรามีความมุ่งมั่นที่จะยืนเคีwbrยงข้าง MWRN และ สนับสนุนองค์กรที่ทำงานในอนาคต” กรรมการบริหารของ ILRF ระบุbr /br /nbsp;/wbr/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tb5G7Fxi1JU" height="1" width="1"/

ภาพวันนั้น-พื้นที่วันนี้ : 3 ปี “กระชับวงล้อม” กับความคืบหน้าคดี

12 hours 35 min ago
!--break--!--break-- p3 ปีสำหรับเหตุการณ์ที่ ศอฉ. “กระชับวงล้อม” พื้นที่การชุมนุมคนเสื้อแดง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ค. (13 – 19 พ.ค.53)ซึ่งมีพื้นที่การปะทะในวงกว้าง เช่น ถนนราชปรารภ ถนนพระราม 4 วันนี้ร่องรอยกระสุนที่บ่งบอกถึงทิศทางการยิงยังคงปรากฏอยู่ให้เห็นบ้างตามพื้นที่ดังกล่าว แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว เช่น จุดที่ทหารประจำการปั๊มเอสโซ่ที่ ถนนราชปรารภ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันก็กลายปั๊มคาลเท็กซ์ และปั๊ม ปตท. ที่ถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดปะทะสำคัญ ปัจจุบันก็ปิดไปแล้ว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8536/8758777910_29291bec79.jpg" //p p style="text-align: center;"emspan style="color:#ff8c00;"รอยกระสุนบริเวณปาก ซ.งามดูพลี /span/emspan style="color:#ff8c00;"em– ซ.ปลูกจิต ถ.พระราม 4nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /em/span/p p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8260/8758776434_4e32d186c2.jpg" //p p align="center"span style="color:#ff8c00;"emรอยกระสุนที่ทะลุเหล็กแป๊บหน้าทางเข้าคอนโด เดอะ คอมพลีท ถ.ราชปรารภ/em/span/p pไม่เพียงสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการแสวงหาความจริงและกระบวนการยุติธรรมที่แม้จะล่าช้า แต่ก็มีหลายกรณีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.150 โดยมี 8 คดีที่ศาลมีคำสั่งแล้ว ในจำนวนนี้มี 6 กรณีศาลระบุว่าเสียชีวิตจากการปฏิบัติการจากเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้ยังมีอีก 1 คดีคือคดีของฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 29 พ.ค.นี้/p pท่ามกลางภาพความตายที่ยังคงหลงเหลือในโลกไซเบอร์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนทดลองนำภาพเหตุการณ์บางส่วนเมื่อ 3 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันเพื่อทบทวนความทรงจำและฉากความโหดร้ายที่สุดฉากหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยจะนำภาพสำคัญๆ ย้อนกลับไปถ่ายตามจุดต่างๆ ที่เกิดเหตุ พร้อมอัพเดทความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับภาพ/p p align="center"a href="http://farm9.staticflickr.com/8280/8757563135_aed9e441d3.jpg"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8280/8757563135_aed9e441d3.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.725052,100.547661amp;spn=0.001342,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.725016,100.547747amp;panoid=YxCBqyJoqsvJR-4rIo_o6gamp;cbp=12,86.53,,0,1.8"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 1 :/strong ถ่ายจากบริเวณหน้าสนามมวยลุมพินี ไปทางปั้ม ปตท.(ซึ่งขณะนี้รื้อไปแล้ว) เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 14 พ.ค.53 ในภาพมุมไกลจะเห็นคนกำลังหามร่างชายเสื้อขาว เขาคือนายเสน่ห์ นิลเหลือ คนขับรถแท็กซี่ วัย 48 ปี ถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนลูกโดดเข้าที่บริเวณหน้าอกทะลุเส้นเลือดใหญ่และปอด โดยที่มาภาพเหตุการณ์จาก a href="http://bklink.blogspot.com/2010/05/bangkok-dangerous.html"BKlinK/a ซึ่งจะเห็นภาพต่อเนื่องอีก 3 ภาพ และสามารถดูภาพจากฝั่งผู้ชุมนุมได้ที่ a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-1-April-10th-to-May-17th/G0000TydUnch9zcs/I0000yVhLAkl7oMA"Masaru Goto/a รวมทั้งวิดีโอคลิปจังหวะเกิดเหตุ (a href="http://vimeo.com/11833694"ดู/a นาทีที่ 6.42 เป็นต้นไปจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น)/p p align="center"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3731/8757571103_e97d734815.jpg" //p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.759532,100.542457amp;spn=0.001524,0.002411amp;t=mamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.759629,100.542458amp;panoid=goLk8rCjllRSi9yT6f_DgQamp;cbp=12,273.42,,0,17.42"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 2 :/strong บริเวณเสาเหล็กขาว-แดง หน้าไทยไพศาลเอนยีเนียริ่ง ถนนราชปรารภ เลยทางเข้าปั๊มเชลล์ประมาณ 10 เมตร ในภาพเป็นร่างของหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิรพยาบาล วัย 25 ปี บุญทิ้ง ปานศิลา ที่ถูกยิงเข้าที่คอด้านซ้ายทำลายเส้นเลือดแดงใหญ่นอนเสียชีวิตจมกองเลือด เวลา 19.36 น. ของวันที่ 14 พ.ค.53 ขณะขับมอร์เตอร์ไซด์เพื่อเข้าไปช่วยผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคาดว่าเป็น กิตติพันธ์ ขันทอง(เสียชีวิตด้วย)/p pและวันรุ่งขึ้น(15 พ.ค.) รองผู้ว่า กทม. a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJM016a3dOVGt4TVE9PQ"พ.ญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ/a ออกมากล่าวถึงกรณีนี้ด้วยว่า em"เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ยกมือขึ้นเพื่อบอกทหารว่าจะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่ระหว่างนั้นมีคนวิ่งเข้าออกบริเวณดังกล่าว จึงเกิดความเข้าใจผิดขึ้น"/em nbsp;(a href="http://www.youtube.com/watch?v=D3uAr7ItJxk"คลิก/aดูวิดีโอคลิปที่ถ่ายจากอีกฝั่งของถนน)/p p align="center"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7349/8758684152_4336e921b9.jpg" //p p align="center"(a href="http://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.759061%2C100.541857amp;spn=0.001821%2C0.00327amp;t=mamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.75911%2C100.541824amp;panoid=q40X1x-LUd4PAGadIl2N9Aamp;cbp=12%2C123.09%2C%2C0%2C6.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 3 :/strong ถูกถ่ายเมื่อเวลา 23.37 น. บริเวณปากซอยรางน้ำตัดกับถนนราชปรารภ ภาพรถกู้ชีพกำลังเข้าไปช่วยคนเจ็บที่อยู่บริเวณถัดไปไม่กี่เมตร (นอนเจ็บลำพังอยู่ปากซอยราชปรารภ 16) ซึ่งคนเจ็บคนดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา เขาคือ เหิน อ่อนสา โดยบาดแผลถูกกระสุนปืนลูกโดดเข้าบริเวณขาหนีบข้างซ้ายทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด และกระดูกต้นขาซ้ายหัก พบบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทางออกบริเวณด้านข้างของทิศทางจากหน้าไปหลัง ขวาไปซ้าย/p pและจากรายงานของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.- พ.ค.53 หรือ ศปช. อ้างถึงการสัมภาษณ์ผู้ถ่ายภาพนี้ว่า รถกู้ชีพคันดังกล่าวนี้ถูกทหารที่อยู่ในปั๊มเอสโซ่ปฏิเสธไม่อนุญาตให้เข้าไปเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ(ซึ่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา)/p p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7428/8757558555_b9c5b67a8a.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7428/8757558555_b9c5b67a8a.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.753975,100.541983amp;spn=0.022551,0.038581amp;t=hamp;z=15amp;layer=camp;cbll=13.754369,100.542057amp;panoid=y-Blqv7NrK0eTsZtG8e9vAamp;cbp=12,17.18,,0,13.01"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 4 :/strong เป็นภาพเหตุการณ์ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 14 ต่อ 15 พ.ค.53 บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ราชปรารภในเหตุการณ์ทหารยิงสกัดรถตู้ นายสมร ไหมทอง ที่วิ่งเข้ามา ซึ่งถ่ายเป็นวิดีโอโดยนายคมสันต์ เอกทองมาก อดีตช่างภาพเนชั่นแชนเนล(Voice TV ได้มีการนำวีดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ในบางตอนด้วย สามารถa href="http://news.voicetv.co.th/thailand/42919.html"คลิกดูได้ที่นี่/a) ในเหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากนายสมรจะได้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังเป็นเหตุให้นายพัน คำกอง(a href="http://prachatai.com/journal/2012/09/42676"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) คนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ(a href="http://prachatai.com/journal/2012/12/44309"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) ที่อยู่บริเวณนั้นเสียชีวิตด้วย ซึ่งศาลได้มีคำสั่งแล้วว่าทั้งคู่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร/p p align="center"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3672/8757557253_b3f34aea6b.jpg" //p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.760124,100.542465amp;spn=0.00284,0.004823amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.760224,100.542466amp;panoid=nM2VDo_cO6czjOcX3TCynQamp;cbp=12,117.07,,0,12.47"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 5 :/strong ช่วงสายวันที่ 15 พ.ค.53 บริเวณหน้าร้านกันสาดติดกับร้านไท่หยางตรงข้ามปั๊มเชลล์ ถนนราชปรารภ ในภาพจะเห็นชายเสื้อฟ้าที่นอนอยู่ใต้รถมอเตอร์ไซด์ เขาคือนายสุภชีพ จุลทรรศน์ คนขับรถแท็กซี่ วัย 36 ปี ถูกยิงด้วยกระสุนลูกโดดความเร็วสูงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิต และขยับไปด้านหน้าอีกประมาณ 10 เมตร จะมีร่างของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือ เฌอ ถูกยิงด้วยกระสุนเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตช่วงเวลาเดียวกัน นอกจาก 2 คนนี้ยังมีนายอำพล ชื่นสี ถูกยิงเข้าที่ช่องท้องเสียชีวิตและมีผู้บาดอีกหลายคน โดยจากรายงาน “ความจริงเพื่อความยุติธรรม : เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา – พฤษภา 53” ของ ศปช. หน้า 285 ระบุว่า เป็นจังหวะที่ผู้ชุมนุมพยายามเดินรุกเข้าไปบนสองฝั่งถนน จากด้านสามเหลี่ยมดินแดงมุ่งหน้าไปยังบริเวณปั๊มเอสโซ่(ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคาลเท็กซ์) ในช่วงเวลา 8.00 น. ของวันนั้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก่อนที่จะถูกยิงสวนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว ด้านคดีความของทั้ง 3 คนยังไม่มีความคืบหน้า/p pโดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา a href="http://prachatai.com/journal/2013/05/46756"นายศุภวัฒน์ เกตุสุวรรณ/a พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบภาพรวมคดีบริเวณถนนราชปรารภ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีนายสมาพันธ์ ศรีเทพ ว่า ยังไม่ได้มีการดำเนินการส่งศาลเนื่องจากยังไม่ชัดเจนเรื่องทิศทางกระสุนและพยาน อย่างไรก็ดี ในส่วนคดีบริเวณถนนราชปรารภมี 3 กรณีที่ส่งศาลไปก่อนหน้านี้ คือพัน คำกอง ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ และนายชาญรงค์ พลศรีลา เนื่องจากมีภาพและวิดีโอชัดเจน และศาลก็ได้ตัดสินแล้ว ดังนั้นกรณีของเฌอจึงต้องรอนโยบายของทางผู้บังคับบัญชาอีกที เพราะขณะนี้หลักฐานยังคงไม่ชัดเจนเกรงว่าส่งศาลไปแล้วอาจไม่สามารถระบุว่าใครยิง ส่วนเรื่องพยานในที่เกิดเหตุขณะนี้มีพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนอยู่ ซึ่งบริเวณที่เฌอถูกยิงในเวลานั้นนอกจากเฌอก็มีศพอื่นด้วย และต้องดูประกอบกัน/p p align="center"a href="http://farm4.staticflickr.com/3676/8758680140_ed837584ac.jpg"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3676/8758680140_ed837584ac.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.725159,100.547401amp;spn=0.00592,0.009645amp;t=hamp;z=17amp;layer=camp;cbll=13.725192,100.547324amp;panoid=tT64dB7wJtbr7cy7TAjb3wamp;cbp=12,353.05,,0,13.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 6 :/strong 2nbsp; “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในวันที่ 15 พ.ค.53 เวลาประมาณ 14.00 น. บริเวณชั้น 2 อาคารหน้าสนามมวยลุมพินี กับประโยคที่มาพร้อมเสียงปืนว่า "ล้ม ล้ม แล้ว อย่า อย่า อย่า อย่าซ้ำๆ ปล่อย" พร้อมกับทหารอีกนายที่ยิงซ้ำ (a href="http://youtu.be/3ARpQzHcS6o"คลิกดูวิดีโอคลิป/a)/p p align="center"a href="http://farm9.staticflickr.com/8123/8758677944_6e1d59db71.jpg"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8123/8758677944_6e1d59db71.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.724549,100.548398amp;spn=0.00141,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.724585,100.548314amp;panoid=soL5uWrSIe5pqQrLOr-QnQamp;cbp=12,204.88,,0,0.1"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 7 : /strongภาพร่างของอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รหัสทองหล่อ 016 หรือนายมานะ แสนประเสริฐศรี วัย 22 ปี ถูกยิงเข้าที่ศีรษะ กระสุนปืนทำลายสมอง ที่บริเวณปากซอยงามดูพลี หน้าธนาคารกสิกรไทย ถนนพระราม 4 ช่วงเวลาประมาณ 14.00 – 15.00 น. ของวันที่ 15 พ.ค.56 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้เคียง(ฝั่งตรงข้ามถนน)และต่อเนื่องกับเหตุการณ์nbsp; “พลแม่นปืนระวังป้องกัน” 2 นาย ในstrongภาพที่ 6/strong โดยนอกจากมานะแล้ว ใกล้ๆ กันซึ่งมองไม่เห็นในภาพจะมีร่างของพรสวรรค์ นาคะไชย ซึ่งเป็นผู้ถูกยิงที่มานะพยายามเข้าไปช่วยพร้อมถือธงที่เป็นสัญลักษณ์กาชาดเข้าไปด้วย ก่อนจะถูกยิงและเสียชีวิตทั้งคู่ โดยคดีของทั้ง 2 คนถูกรวมเป็นคดีเดียวกันและมีการเริ่มการไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว (a href="http://prachatai.com/journal/2013/05/46735"คลิกอ่านเพิ่มเติม/a)/p pนอกจากนี้ภาพดังกล่าวในวันที่ 20 พ.ค.53 ยังถูกพล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก นำไปใช้แถลงข่าวเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารในการขอคืนพื้นที่ในวันที่ 19 พ.ค.53 เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงถูกยิงจากการพยายามเข้าไปดับเพลิงที่เซ็นทรัลเวิลด์nbsp; ทั้งๆ ที่เป็นภาพที่ต่างสถานที่ ต่างเวลา โดยพล.ท.ดาว์พงษ์ แถลงว่า “จังหวะเวลาที่เรารอยังไม่เข้าในช่วงนั้น ผู้ที่อยู่ข้างในบางส่วนก็เริ่มเผาทำลาย ภายในก็เริ่มเผาตรงเซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมเซนทารา แกรนด์nbsp; ดับไปแล้วก็มาเผาใหม่ เราก็พยายามเอารถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ พอรถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ก็ถูกยิงออกมา ทำให้ไม่สะดวกในการเข้าไปnbsp; ก็ทำให้เกิดความสูญเสียnbsp; แต่เราก็พยายามเต็มที่ที่จะพยายามนำรถดับเพลิงเข้าไปnbsp; แต่มีการต่อต้านอยู่ตลอดเวลา” (พล.ท.ดาว์พงษ์แถลงพร้อมนำภาพมานะ ซึ่งถูกยิงวันที่ 15 ตรงปากซอยงามดูพลีมาแสดงประกอบ a href="http://youtu.be/8eE-1AY789o"คลิกดูคลิปดังกล่าว/a)/p p align="center"a href="http://farm4.staticflickr.com/3682/8758679096_8ac2f57c75.jpg"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3682/8758679096_8ac2f57c75.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.75979%2C100.54275amp;spn=0.003418%2C0.006539amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.75982%2C100.542461amp;panoid=ukSn5pZwLnlW9VHa9ugGrwamp;cbp=12%2C276.03%2C%2C0%2C13.81"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 8 :/strong ปากทางเข้าปั๊มเชลล์ราชปรารภ จุดที่นายชาญณรงค์ พลศรีลา ถูกยิง ช่วงบ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา และศาลได้มีคำสั่งว่าเสียชีวิตจากกระสุนของ เจ้าหน้าที่ทหารแล้ว(a href="http://prachatai.com/journal/2012/11/43874"คลิกอ่านคำสั่งศาล/a) ภาพเหตุการณ์นี้ถ่ายโดยนิค นอสติทช์ ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน ในภาพจะเห็นนายชาญณรงค์ สวมเสื้อขาวนอนอยู่บริเวณกองยาง ซึ่งขณะนั้นเขาถูกยิงแล้ว/p p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8274/8757553013_44040e7b7a.jpg" //p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.724289,100.549463amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.724248,100.549556amp;panoid=T7B3j9Wst9YK_OVsk0jXhAamp;cbp=12,315.19,,0,-0.8"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 9 :/strong ประชาชนช่วยกันหามร่างนายสมชาย พระสุพรรณ ช่างซ่อมรองเท้าวัย 43 ปี ซึ่งถูกยิงโดยกระสุนปืนเข้าที่ศีรษะด้านหน้าทำลายสมองรุนแรง บริเวณเชิงสะพานลอยคนข้ามข้าง ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี ถ.พระราม 4 เมื่อเวลา 9.30 น ของวันที่ 16 พ.ค. 53nbsp; ก่อนที่จะมีผู้หามร่างเขามาขึ้นรถกู้ชีพตามภาพที่ปรากฏ สำหรับคดีของเขาจะมีการไต่สวนการตายนัดแรก 26 ส.ค.นี้/p p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7373/8757551201_f888a79a65.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7373/8757551201_f888a79a65.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.731704,100.537578amp;spn=0.00284,0.004823amp;t=hamp;z=18amp;layer=camp;cbll=13.731799,100.537613amp;panoid=maaXyQ4zhNEhm4Bb6HQOqAamp;cbp=12,192,,0,15.92"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 10 : /strongถ้าจะหาฉากช่วงสลายการชุมนุมที่คลาสสิคอย่างภาพยนตร์ ฉากนี้คงเป็นหนึ่งฉากที่ทั้งประทับใจ ลุ้นระทึกและสะเทือนใจ ผิดแต่ในภาพยนต์นักแสดงไม่ตายจริง แต่ฉากนี้มีทั้งผู้ที่ตายและบาดเจ็บจริง ภาพผู้ชุมนุมพยายามเข้าช่วยเหลือนายถวิล คำมูล ที่ถูกยิงเวลาประมาณ 7.30 น. วันที่ 19 พ.ค.53 ตรงป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ ใกล้สี่แยกศาลาแดงถนนราชดำริ ถือเป็นศพแรกของวันนั้น โดยผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือหลายคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส(คลิกดูอัลบั้มภาพชุดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ a href="https://plus.google.com/photos/102385756505229418524/albums/5472921089394058833?banner=pwa"“หงส์ศาลาแดง”/a และa href="http://www.youtube.com/watch?v=LrXx0l_2BzE"คลิกดูภาพเคลื่อนไหว/a ) และไม่มีใครนำร่างถวิลไปส่งโรงพยาบาลได้ จนกระทั่งถูกหน่วยกู้ชีพที่มากับเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ามาทางศาลลาแดงนำร่างไป พร้อมกับร่างของชายถอดเสื้อไม่ทราบชื่อที่นอนเสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะบริเวณเต๊นท์ใกล้ร่างของถวิล (a href="http://prachatai.com/journal/2012/03/39593"คลิกอ่านเรื่องของชายไม่ทราบชื่อ/a) โดยขณะเกิดเหตุทหารกำลังเข้าพื้นที่ดังกล่าวอย่างน้อย 2 ทาง คือ บริเวณแยกศาลาแดง ซึ่งอยู่ไม่ไกลไปทางด้านหลังป้ายแท็กซี่อัจฉริยะนั้น และทางด้านสวนลุมพินี ซึ่งอยู่ทางซ้ายของภาพ/p pโดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ได้ชี้แจงต่อรัฐสภากรณีการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 19 พ.ค.53 ว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตก่อนหน้าการปฏิบัติการของทหารเนื่องจากเลือดได้แห้งหมดแล้ว โดยนายสุเทพ ระบุว่า “.. มีคนเสียชีวิตจริงๆ 6 คน นับรวมคนที่เสียชีวิตมาก่อนตอนที่เราเข้าไปถึงตอน 7-8 โมงเช้า เห็นนอนอยู่แล้ว ที่ข้างเต๊นท์ที่สวนลุมพินีเลือดแห้งหมดแล้ว 2 คนด้วย.." (ดูวิดีโอคลิปอภิปรายดังกล่าวa href="http://www.youtube.com/watch?v=gjrw_GkzewY"ในนาทีที่ 1.25.12 ประกอบ/a)/p pสำหรับคดีของทั้ง ถวิลและชายไม่ทราบชื่อขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการแล้ว/p p align="center"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5467/8758674128_58b9cedcc1.jpg" //p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.735214,100.538887amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.735302,100.538904amp;panoid=ZprWmv3KqEFLdz1dEBlPBAamp;cbp=12,121.88,,0,9.21"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 11 :/strong บริเวณหน้าคอนโดหน้าบ้านราชดำริ ถนนราชดำริ ภาพผู้ชุมนุมและอาสาสมัครพยายามช่วยเหลือนายนรินทร์ ศรีชมภู ซึ่งถูกยิงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิตช่วงสายของวันที่ 19 พ.ค.53 nbsp;ซึ่งหนึ่งในอาสาสมัครที่เข้าช่วยเหลือนั้นคือนายมงคล เข็มทอง จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คนซ้ายมือสุดในภาพ และเขาก็เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้มีจิตอาสาอย่าง มานะ แสนประเสริฐศรี, บุญทิ้ง ปานศิลา รวมไปถึงอาสาพยาบาลที่ต้องจบชีวิตไปพร้อมๆ กับเขา อย่าง กมนเกด อัคฮาด และอัครเดช ขันแก้ว มงคลถูกยิงเสียชีวิตช่วงเย็นของวันเดียวกันที่วัดปทุมฯ สำหรับคดีของนรินทร์นั้น ศาลได้นัดไต่สวนนัดแรก 29 ก.ค.นี้ ส่วนคดีของมงคล ได้รวมเป็นคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ซึ่งมีการไต่สวนมาหลายนัดแล้ว/p p align="center"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8267/8757548929_2856500357.jpg" //p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.734927,100.538657amp;spn=0.00142,0.002411amp;t=hamp;z=19amp;layer=camp;cbll=13.735013,100.538687amp;panoid=3xVznAVv4r8rWOb_PKuORwamp;cbp=12,111.7,,0,11.41"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pภาพ 12 : ภาพฟาบิโอ โปเลงกิ ช่างภาพชาวอิตาลีที่ล้มลงหลังถูกยิง และมีช่างภาพพยายามช่วยเหลืออยู่ บริเวณถนนราชดำริ ขาเข้า ตรงข้ามอาคารบริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด ไม่ห่างจากจุดที่นรินทร์ถูกยิงที่อยู่อีกฝั่งของถนน ช่วงเวลา 10.45 น. ของวันที่ 19 พ.ค. โดยลักษณะบาดแผลที่ฟาบิโอถูกยิงนั้นกระสุนปืนทะลุหัวใจ ปอดตับ เสียโลหิตปริมาณมาก บาดแผลที่ 1 ลักษณะทางเข้าทะลุหลังด้านขวา ผ่านช่องซี่โครงด้านหลังขวา ทะลุปอดขวากลีบล่าง เฉียดกำบังลมและเนื้อตับฉีกขาด ทะลุเยื้อหุ้มหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจฉีกขาด ทิศทางจากหลังไปหน้า ขวาไปซ้าย ล่างขึ้นบนเล็กน้อย/p pขณะที่ฟาบิโอถูกยิงได้วิ่งหลบกระสุนไปกับกลุ่มผู้ชุมนุมหันหลังให้แยกศาลาแดงซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้ามาทางนั้น และฟาบิโอหันหน้าไปทางสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ คลิกดูภาพ(a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-2-May-17th-to-20th/G0000UZM5HmF2HSM/I0000FEFxKvGGumE"ภาพ 1/a, a href="http://masarugoto.photoshelter.com/gallery-image/Thailand-Divided-part-2-May-17th-to-20th/G0000UZM5HmF2HSM/I0000s0IJ20Ni6HM"ภาพ 2/a)อีกมุมจาก Masaru Goto คนสวมหมวกเหลืองเสื้อแดงที่เข้าช่วยฟาบิโอ และภาพเคลื่อนไหวในเหตุการณ์จาก Bradley Coxnbsp; ประมาณนาทีที่ 1.12 (a href="http://www.bradleycox.net/#!showreel/vstc2=red-shirts-news-bangkok"คลิกดู/a)/p pสำหรับคดีฟาบิโอได้มีการไต่สวนการตายเรียบร้อยแล้ว โดยศาลได้นัดฟังคำสั่ง 29 พ.ค.นี้/p p align="center"a href="http://farm8.staticflickr.com/7407/8758671458_39e752d3a8.jpg"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7407/8758671458_39e752d3a8.jpg" //a/p p align="center"(a href="https://maps.google.co.th/maps?hl=enamp;ll=13.762698,100.54268amp;spn=0.005679,0.009645amp;t=hamp;z=17amp;layer=camp;cbll=13.762862,100.54266amp;panoid=s4oxDiB2zyX4J3uMGnFVCQamp;cbp=12,165.74,,0,11.86"ดู Google Map จุดดังกล่าว/a)/p pstrongภาพ 13 :/strong ร่างหญิงวัยกลางคนอาชีพเก็บขยะ วัย 49 ปี คือ ประจวบ เจริญทิม ถูกยิงเมื่อเวลา 9.52 น. ของวันที่ 19 พ.ค. โดยกระสุนเข้าบริเวณขาซ้ายทะลุขาขวา กระสุนปืนถูกเส้นเลือดแดงขาด ทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิต nbsp;บริเวณป้อมตำรวจสามเหลี่ยมดินแดง โดยภาพดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ใช้นามแฝงว่า “พระอินทร์”/p pร่างของเธอถูกนำไปฝังในฐานะศพไร้ญาติที่สุสานสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา จ.ชลบุรี ร่วมกับผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งในเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค.53 และสำหรับคดียังไม่มีความคืบหน้า/p pnbsp;/p pขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก a href="http://www.pic2010.org/"ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2013/05/46792" target="_blank"รายงาน: 3 ปีสลายชุมนุม รวมข้อสังเกตการไต่สวนการตาย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ExTjU9FD9J8" height="1" width="1"/

'แอมเนสตี้' เผยยุคโลกไร้พรมแดน กลับอันตรายขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัย-ผู้พลัดถิ่น

Thu, 23/05/2013 - 23:47
p!--break--!--break--/p pimg alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5337/8790782857_1a30c350fa_z.jpg" style="width: 640px; height: 427px;" /br /a href="http://farm6.staticflickr.com/5337/8790782857_c8df285e5e_o.png"คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขนาดใหญ่/abr /br /br /br /แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยในงานแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2556 ว่า โลกใบนี้กำลังเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น อันเนื่องมาจากการเพิกเฉยต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนของประชาคมโลกbr /br /นอกจากนั้นยังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการละเมิดสิทธิของประชาชนหลายล้านคน ที่หลบหนีลี้ภัยจากความขัดแย้งและการถูกคุกคาม หรืออพยพไปหางานทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและครอบครัว พวกเขากล่าวหาว่ารัฐบาลทั่วโลกสนใจแต่จะปกป้องพรมแดนของประเทศมากกว่าที่จะใส่ใจสิทธิของพลเมืองของตน รวมทั้งสิทธิของผู้ที่แสวงหาที่พักพิง หรือการแสวงหาโอกาสอื่นๆ ในพรมแดนประเทศของตนbr /br /นายซาลิล เช็ตติ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงความล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้ง ส่งผลให้เกิดพลเมืองชั้นสองในโลก ที่เราไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของคนที่หลบหนีภัยความขัดแย้งเลย รัฐบาลหลายประเทศกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการเข้าเมือง ทั้งๆ ที่เป็นมาตรการควบคุมด้านพรมแดนที่ไม่ชอบธรรมbr /nbsp;br /“มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ที่หลบหนีลี้ภัยจากความขัดแย้ง แต่ยังเป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และสืบเนื่องจากนโยบายต่อต้านการอพยพเข้าเมือง เป็นเหตุให้บุคคลเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อโดยที่ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ นอกจากนี้ยังมีการใช้วาทศิลป์เพื่อจูงใจประชาชนให้สนับสนุนการละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น โดยอ้างว่าบุคคลเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาในประเทศ” นายซาลิลกล่าวbr /br /ในปี 2555 ประชาคมโลกได้เห็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสิทธิมนุษยชนมากมาย ซึ่งผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากหลบหนีไปยังที่ปลอดภัยในประเทศของตนเองหรือข้ามพรมแดน ตั้งแต่ประเทศเกาหลีเหนือถึงมาลี ซูดานและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประชาชนต้องอพยพหลบหนีจากบ้านเกิดของตนเพื่อแสวงหาที่พักพิงอันปลอดภัยbr /br /สำหรับชาวซีเรียนับว่าเป็นการปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไปอีกหนึ่งปี เพราะแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยกเว้นจำนวนของผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนของประชาชนนับล้านคนที่ต้องอพยพพลัดถิ่นเพราะความขัดแย้ง ทั่วทั้งโลกกำลังเฝ้ามองดูอย่างเฉยๆ ในขณะที่กองทัพซีเรียปฏิบัติการโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าและอย่างเฉพาะเจาะจงต่อไป มีทั้งการบังคับบุคคลให้สูญหาย การควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และการสังหารนอกกระบวนการกฎหมายต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ ในขณะเดียวกันกลุ่มติดอาวุธเองก็จับคนเป็นตัวประกัน และทำการสังหารอย่างรวบรัดและมีการทรมานบุคคลแม้จะมีระดับความรุนแรงน้อยกว่าก็ตามbr /br /ข้ออ้างที่ว่าสิทธิมนุษยชนเป็น “ปัญหาในประเทศ” ได้ถูกใช้เพื่อสกัดกั้นปฏิบัติการระดับสากลในแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ อย่างเช่นในกรณีของซีเรีย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและเป็นผู้นำในประเด็นปัญหาระดับโลก ยังคงล้มเหลวที่จะทำให้เกิดมาตรการทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพและไปในทิศทางเดียวกันbr /br /“เราไม่สามารถอ้างการเคารพต่ออธิปไตยของประเทศเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเพิกเฉย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องยืนหยัดอย่างชัดเจนเพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทำให้ประชาชนต้องหลบหนีจากบ้านเกิดของตน และยังหมายถึงการปฏิเสธความเชื่อในเชิงศีลธรรมแบบเดิมๆ ที่ว่า การสังหารหมู่ การทรมาน และการปล่อยให้ขาดอาหารเป็นเรื่องภายในประเทศไม่เกี่ยวกับคนอื่น” นายซาลิลกล่าวbr /br /คนที่พยายามหนีภัยจากความขัดแย้งและการคุกคาม มักต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญในการหนีข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ กลายเป็นว่าการลี้ภัยข้ามพรมแดนเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการขนย้ายปืนและอาวุธสงครามข้ามพรมแดน เพื่อนำไปใช้ก่อความรุนแรงอันเป็นเหตุให้ผู้คนต้องหลบหนีจากบ้านเกิด อย่างไรก็ตาม การที่องค์การสหประชาชาติให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญาควบคุมการค้าอาวุธ (Arms Trade Treaty - ATT) เมื่อเดือนมีนาคม 2556 ทำให้เกิดความหวังว่าจะสามารถยุติการส่งมอบอาวุธสงครามที่อาจถูกใช้เพื่อกระทำการอันทารุณดังกล่าวbr /br /“เราจะต้องไม่ปล่อยให้ปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลายเป็นเรื่องที่ “ถูกเพิกเฉย” เราทุกคนมีความรับผิดชอบในการให้ความคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ โลกสมัยใหม่กับการสื่อสารที่ไร้พรมแดนทำให้การปกปิดข้อมูลการละเมิดสิทธิในประเทศ ทำได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนที่ทุกคนจะสามารถยืนหยัดเรียกร้องสิทธิของคนที่ถูกบังคับให้ต้องอพยพหลบหนีจากบ้านเกิดได้” นายซาลิลกล่าวbr /br /ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ ผู้ลี้ภัยที่หลบหนีไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหาที่พักพิงมักถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับคนที่อพยพจากประเทศตนเอง เพื่อไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตนเองและครอบครัว พวกเขาจำนวนมากถูกผลักให้อยู่ชายขอบของสังคม ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายและนโยบายที่ไม่เป็นผล ตกเป็นเหยื่อของการใช้วาทศิลป์เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกชาตินิยมและประชานิยม เป็นการกระพือความเกลียดชังด้านเชื้อชาติ และทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้นbr /br /สหภาพยุโรปนำมาตรการควบคุมพรมแดนมาใช้ เป็นเหตุให้ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองเกิดความเสี่ยงภัย ทั้งยังไม่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้กับคนที่หลบหนีจากภัยความขัดแย้งและการคุกคามได้ ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมืองทั่วโลกถูกคุมขังในสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำ และในกรณีที่เลวร้าย บางคนอาจถูกขังไว้ในกรงหรือถูกขังไว้ในตู้คอนเทนเนอร์br /br /สิทธิของผู้พลัดถิ่นกว่า 214 ล้านคนในโลกไม่ได้รับการคุ้มครองทั้งในประเทศของตนเองและประเทศที่ตนไปอาศัยอยู่ ผู้พลัดถิ่นหลายล้านคนทำงานในสภาพที่ถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเหมือนแรงงานทาส เนื่องจากรัฐบาลปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นอาชญากร และเนื่องจากบรรษัทการค้าสนใจผลกำไรมากกว่าสิทธิของคนงาน เป็นเหตุให้คนงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้นbr /br /“ผู้ที่อาศัยอยู่นอกประเทศตนเอง โดยไม่มีทรัพย์สินหรือสถานภาพใดๆ เป็นประชากรที่ถูกเอาเปรียบมากสุดในโลก พวกเขามักต้องดำรงชีวิตอย่างยากลำบากเพราะต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อนาคตที่เป็นธรรมมากขึ้นเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติของพวกเขา โลกไม่อาจปล่อยให้เกิดพื้นที่ที่ห้ามคนอื่นเข้าได้หากต้องการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนระดับโลกอย่างแท้จริง เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเสมอเหมือนกันสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม” นายซาลิลกล่าวbr /nbsp;/p pพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่สำคัญในรายงานประจำปีแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล 2556 มีดังนี้/p ul liแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเสนอข้อมูลการจำกัดสิทธิในการพูดอย่างเสรีในอย่างน้อย 101 ประเทศ และการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในอย่างน้อย 112 ประเทศbr /nbsp;/li liครึ่งหนึ่งของประชากรโลกยังตกเป็นพลเมืองชั้นสองเนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเนื่องจากเหตุทางเพศสภาพได้ ทั้งกองทัพของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธยังคงข่มขืนกระทำชำเราในมาลี ชาด ซูดาน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงยังคงเสียชีวิตจากการลงโทษในลักษณะเดียวกับการประหารชีวิต ภายใต้คำสั่งของกลุ่มฏอลีบันในอัฟกานิสถานและปากีสถาน ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เนื่องจากถูกข่มขืน หรือผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เสี่ยงต่อสุขภาพหรือชีวิต ยังไม่ได้รับอนุญาตให้สามารถทำแท้งได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมายในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น ชิลี เอลซัลวาดอร์ นิการากัว และสาธารณรัฐโดมินิกันbr /nbsp;/li liตลอดทั่วทวีปแอฟริกา ความขัดแย้ง ความยากจนและการละเมิดสิทธิที่เป็นผลมาจากกองทัพและกลุ่มติดอาวุธ เผยให้เห็นความอ่อนแอของกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ แม้ว่ากำลังมีการเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของสหภาพแอฟริกา (African Union) โดยจะมีการประชุมสุดยอดที่ประเทศเอธิโอเปียในสัปดาห์นี้ (19-27 พฤษภาคม 2556)br /nbsp;/li liในทวีปอเมริกา การฟ้องคดีในประเทศอาร์เจนตินา บราซิล กัวเตมาลา และอุรุกวัย เป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่ความยุติธรรมและไปพ้นจากการละเมิดสิทธิ แต่ระบบสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกาก็กำลังตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลหลายแห่งbr /nbsp;/li liเสรีภาพในการแสดงออกได้ถูกโจมตีอย่างมากตลอดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีทั้งกรณีที่รัฐกดขี่ปราบปรามอย่างเช่น กัมพูชา อินเดีย ศรีลังกา และมัลดีฟส์ ในขณะที่การขัดแย้งกันด้วยอาวุธส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายหมื่นคนในอัฟกานิสถาน พม่า ปากีสถาน และไทย แม้ว่าทางการพม่าจะปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายร้อยคน แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมตัวอยู่br /nbsp;/li liในทวีปยุโรปและเอเชียกลาง การเรียกร้องความรับผิดต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นในยุโรปอันเนื่องมาจากโครงการจับตัวผู้ต้องสงสัยส่งผ่านยุโรปไปสหรัฐฯ (renditions) ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในคาบสมุทรบอลข่าน มีความเป็นไปได้น้อยลงที่เหยื่อของอาชญากรรมสงครามในช่วงทศวรรษ 1990 จะได้รับความยุติธรรม ในขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปในจอร์เจียเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการผ่องถ่ายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยในอดีตประเทศสหภาพโซเวียต เนื่องจากประเทศกลุ่มดังกล่าวมักมีระบอบปกครองเผด็จการรวบอำนาจbr /nbsp;/li liในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ในประเทศที่มีการขับไล่ผู้นำเผด็จการออกไปแล้ว จะมีเสรีภาพของสื่อเพิ่มมากขึ้นและภาคประชาสังคมก็มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็มีความถดถอยเช่นกัน เนื่องจากยังมีการอ้างเหตุผลด้านศาสนาหรือศีลธรรมเพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ตลอดทั่วภูมิภาค นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและการเมืองยังคงต้องเผชิญการปราบปรามต่อไป รวมทั้งถูกคุมขังและถูกทรมาน ในเดือนพฤศจิกายนได้เกิดเหตุความขัดแย้งรอบใหม่ในเขตฉนวนกาซา/พรมแดนอิสราเอลbr /nbsp;/li liในระดับโลก การใช้โทษประหารชีวิตมีแนวโน้มลดลงต่อไป แม้จะมีส่วนที่ถดถอยอยู่บ้าง อย่างกรณีการประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีของประเทศแกมเบีย และการประหารชีวิตผู้หญิงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีของญี่ปุ่น/li /ul pbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.amnesty.or.th/th/publications/annual-report/item/295" target="_blank"รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2556 /a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Q0Y1pU1Wekw" height="1" width="1"/

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: พ.ร.บ.ปรองดอง กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

Thu, 23/05/2013 - 23:30
!--break--!--break-- divnbsp;/div divในระยะสองเดือนมานี้ พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการรุกทางการเมืองในขอบเขตจำกัด ด้วยการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา มุ่งเฉพาะ “ลดเขี้ยวเล็บ” ของพวกเผด็จการที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 พร้อมทั้งผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับเฉพาะประชาชนและนักโทษการเมืองที่เข้าร่วมการต่อสู้ตลอดกว่าหกปีมานี้ โดยยังไม่รวมแกนนำและนักการเมืองของทั้งสองฝ่าย และไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการปราบปรามประชาชนเมื่อเมษายน 2552 และสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553/div divnbsp;/div divปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตย ที่กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะก้าวทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554/div divnbsp;/div divกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลและแกนนำพรรคเพื่อไทยได้แสดงท่าทีประนีประนอม กระทำทุกอย่างเพื่อ “ขอหย่าศึก” กับฝ่ายเผด็จการแฝงเร้น แนวทางดังกล่าวอาจเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมืองในระยะแรกเนื่องจากเป็นเวลาที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ ยังไม่สามารถยึดกุมอำนาจการบริหารของประเทศได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งป้อมค่ายของฝ่ายเผด็จการที่ยังเข้มแข็งและพร้อมที่จะรุมขย้ำรัฐบาลใหม่เมื่อใดก็ได้/div divnbsp;/div divความพยายามของแกนนำพรรคเพื่อไทยที่จะ “เกี้ยเซี้ย” กับฝ่ายเผด็จการมาถึงจุดสำคัญในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน 2555 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ประกาศสละเรือ” จากนั้น พรรคเพื่อไทยก็เร่งเสนอพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติเข้าสู่สภา โดยมีเนื้อหา “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ให้กับทุกคนทุกฝ่ายโดยไม่แยกแยะ พรรคเพื่อไทยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในเวลานั้นก็เพราะแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังเพ้อฝันไปว่า ฝ่ายเผด็จการแฝงเร้นได้ “เปิดไฟเขียว” ยอมประนีประนอมด้วยแล้ว/div divnbsp;/div divในที่สุด ความพยายามที่จะ “ปรองดอง” ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายเผด็จการยังคงใช้บรรดา “องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ” ประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ในสภาและมวลชนอันธพาลเสื้อเหลือง-หลากสีบนท้องถนน บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซ้ำรอยกับที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนได้ประสบจนถูกโค่นล้มมาแล้วเมื่อปี 2551/div divnbsp;/div divแม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 จะถูกสกัดจนล้มเหลว สร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้กับประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แต่ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติซึ่งประชาชนคัดค้านอย่างที่สุดนั้น ก็ต้องสะดุดไปด้วยในคราวเดียวกัน/div divnbsp;/div divฉะนั้น การรุกครั้งล่าสุดนี้ของพรรคเพื่อไทย แม้จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในขอบเขตที่จำกัดมาก โดยยังไม่เป็นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมทั้งการเสนอร่างพระราชบัญญัติให้นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน โดยไม่รวมแกนนำและนักการเมือง จึงเป็นทิศทางการเมืองที่ถูกต้องและได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตย/div divnbsp;/div divแต่ทว่า ในกระแสคลื่นการรุกดังกล่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงและสส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งกลับออกมา “จงใจกวนน้ำให้ขุ่น” ด้วยการเคลื่อนไหวผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับเหมาเข่ง เข้าสู่สภาอีกครั้ง โดยชูคำขวัญว่า “เอาทักษิณกลับบ้าน” ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ เพราะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่สั่งการให้ฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย/div divnbsp;/div divในความเป็นจริงแล้ว strongผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก พ.ร.บ.ปรองดองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็คือ พวกเผด็จการและสมุนรับใช้ของพวกเขาทั้งหมด /strongรวมทั้งนักการเมืองอดีตพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเอง พ.ร.บ.ปรองดองจึงเป็นกฎหมาย “เกี้ยเซี้ย ยื่นหมูยื่นแมว” อย่างแท้จริง โดยมีประชาชนที่ต้องคดีการเมืองเป็นเครื่องต่อรองนั่นเอง/div divnbsp;/div divได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า strongพ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้มีลักษณะสองประการคือ เลวร้ายและเห็นแก่ตัว/strong/div divnbsp;/div divที่ว่าเลวร้ายนั้น เพราะเป็นการเอานิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกกระทำ ไปผูกกับนิรโทษกรรมผู้ที่สั่งการสังหารหมู่ประชาชน บีบบังคับให้ประชาชนที่เป็นเหยื่อต้องยอม “นิรโทษ” ให้กับผู้ก่ออาชญากรรมต่อตนstrong สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงกระทำอยู่ก็คือ การใช้เท้าเหยียบย่ำไปบนซากศพประชาชนที่เสียชีวิต ให้เป็นการตายที่ไร้ค่า ตลอดจนซ้ำเติมครอบครัวญาติพี่น้องและมิตรสหายของพวกเขาทั้งหมด/strong/div divnbsp;/div divส่วนที่ว่า “เห็นแก่ตัว” ก็คือ เอานิรโทษกรรมประชาชนไปผูกติดกับนิรโทษกรรมคดีการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน เสมือนต่อรองกับประชาชนว่า ถ้าอยากออกจากคุกและปลอดคดี ก็ต้องให้พวกตนได้ประโยชน์ด้วย ส่วนคนที่บาดเจ็บพิการล้มตายนั้นให้ลืมเสีย เพราะได้ “เยียวยา” ด้วยเงินก้อนโตไปแล้ว/div divnbsp;/div divในหลายปีมานี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้กระทำอะไรให้กับขบวนประชาธิปไตยบ้าง นอกเหนือไปจากการห้อยโหนชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในโอกาสต่างๆ? มวลชนจำได้แต่เพียงว่า ในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ร.ต.อ.เฉลิมได้แต่วิ่งหนีการชุมนุมของพวกอันธพาลเสื้อเหลืองทั้งที่ตนเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มวลชนยังจำได้ว่า ทุกครั้งที่มีข่าวลือรัฐประหาร ร.ต.อ.เฉลิมจะเป็นคนแรกที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปออกชายแดนทันที!/div divnbsp;/div divร.ต.อ.เฉลิมอาจจะไม่หยี่ระคนเสื้อแดง เพราะเชื่อมั่นว่า ที่ตนได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นก็เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่อย่าลืมว่า ข้างหลังพ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือประชาชนคนเสื้อแดงอันไพศาลซึ่งต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้ และจะไม่มีวันลืมว่า ร.ต.อ.เฉลิม คือผู้ที่หักหลังคนเสื้อแดงด้วยการผลักดันกฎหมายที่ “เลวร้ายและเห็นแก่ตัว” ฉบับนี้/div divnbsp;/div divที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งนี้กลับจะเป็นอันตรายต่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์และต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเอง เพราะเป็นการตอกย้ำข้อโจมตีของฝ่ายตรงข้ามว่า ตั้งหน้าแต่จะช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะ และเป็นการกระพือแรงต่อต้านที่มีต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อกลางปี 2555/div divnbsp;/div divแรงจูงใจที่แท้จริงของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงในการกระทำครั้งนี้คืออะไร? หลายคนเชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิมก็เพียงแค่ “เชลียร์ตะพึดตะพือ” ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อความมั่นคงในเก้าอี้รัฐมนตรีของตนโดยไม่ได้หวังผลจริงจังจาก พ.ร.บ.ปรองดองแต่อย่างใด แต่ยังมีอีกคำตอบหนึ่งคือ ร.ต.อ.เฉลิม “จงใจกวนน้ำให้ขุ่น” เพราะรู้ดีว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฉบับเหมาเข่งจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากทุกฝ่ายจนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งก็จะมีผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราและพ.ร.บ.นิรโทษกรรมต้องล้มเหลวตามไปด้วย เมื่อพรรคเพื่อไทยจำต้องยอมถอยหลังเป็นคำรบสองในประเด็นเหล่านี้ แล้วหันหน้าไปบริหารเศรษฐกิจแต่อย่างเดียวดังที่ทำมาตลอด โดยหวังไปชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า เก้าอี้รัฐมนตรีของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะมั่นคงถาวรไปจนครบวาระนั่นเอง ร.ต.อ.เฉลิมจะบอกได้ไหมว่า คำตอบไหนถูกต้อง?/div divnbsp;/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000cd;"strongตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข” ฉบับวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2556/strong/span/div divnbsp;/div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mrvnljV8Siw" height="1" width="1"/

สภาที่ปรึกษาฯ เปิดเวที ‘ระบบบำนาญแห่งชาติ’ ระดมความคิดเสนอ ครม.

Thu, 23/05/2013 - 22:22
pสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดสัมมนา ‘แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ’ วางแผนรับสังคมผู้สูงอายุ รวบรวมความคิดเห็นจัดทำข้อเสนอแนะต่อแนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี/p div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 22 พ.ค.56 คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 3 สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบและเริ่มดำเนินการล่วงหน้า โดยเฉพาะการจัดสวัสดิการด้านรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี/div divnbsp;/div divศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การสัมมนาครั้งนี้จำเป็นต้องวางข้อเสนอทางนโยบายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายในการจัดตั้งบำนาญให้แก่ผู้สูงอายุ โดยร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งสภาที่ปรึกษาฯ จะทำหน้าที่รวบรวมและกลั่นกรองเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป/div divnbsp;/div divรศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะทำงานเกี่ยวเนื่องด้านสาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการ สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวว่า ความมั่นคงของชีวิตหรือระบบบำนาญเป็นสิ่งสำคัญ ที่หน่วยงานภาครัฐ ควรบริหารจัดการในเรื่องนี้ เพื่อมาเสนอเป็นแนวทางในการแก้ไข ให้สามารถขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งต้องทำให้ระบบบำนาญนั้นมีการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย/div divnbsp;/div divนพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การจัดตั้งระบบบำนาญนั้น จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ที่ได้จัดตั้งไว้ โดยดูผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งโลกของเราจะมีแนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการเกิดและการตายน้อยลง จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้สูงอายุ ซึ่งแยกประเด็นปัญหาเป็น 3 ประเด็น คือ 1.ปัญหาด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุจะมีสุขภาพที่เสื่อมโทรม ซึ่งมากหรือน้อยเพียงใดนั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล/div divnbsp;/div div2.ปัญหาด้านความยากจน คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักการออม จนทำให้เกิดปัญหากับผู้สูงอายุในด้านของความยากจน เนื่องจากการมีอายุที่เพิ่มขึ้น สุขภาพร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม การทำงานและการหารายได้จึงน้อยลง รัฐบาลจึงควรมีแนวทางส่งเสริมคนไทยให้รู้จักการออม และการให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุลำบาก และ 3.ปัญหาด้านความรู้สึก ซึ่งผู้สูงอายุจะเกิดอาการเหงา เนื่องจากสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม ทำมาหากินไม่ได้ กิจกรรมในชีวิตประจำวันลดน้อยลง ทำให้เกิดภาวะความเศร้าซึมได้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในด้านของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) การจัดตั้งระบบบำนาญควรที่จะเดินหน้าได้แล้ว เพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบำนาญ รัฐบาลควรเสนอให้มีการตั้งระบบบำนาญ และควรศึกษา กอช.ให้ชัดเจน/div divnbsp;/div divนายประดิษฐ์ เอี่ยมสำอาง กรรมการพิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายสภาทนายความ ได้ให้ความเห็นว่า nbsp;ในการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งระบบบำนาญ รัฐบาลควรมีการวางแผนเพื่อรองรับในเรื่องของสิทธิและการดำเนินการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้กฎหมายเป็นจริงได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตั้งหัวข้อการศึกษา กลั่นกรองข้อกฎหมาย และควรพิจารณากำหนดขอบข่ายให้สภาทนายความพิจารณากลั่นกรองต่อไป และเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายของ กอช.ให้แก่ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง/div divnbsp;/div divนางสาวสุปาณี จันทรมาศ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการออม สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมของระบบการออมแบบระยะยาวของไทยนั้น มีการจัดสวัสดิการด้านการชราภาพให้แก่แรงงานนอกระบบ ควรมีการบูรณาการระหว่าง กอช.และกองทุนประกันสังคมในส่วนของแรงงานนอกระบบ โดยโอนงานของ กอช.ให้มาอยู่ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งส่งเสริมการออมเพื่อการชราภาพ และเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิก หากมองในระยะยาวจะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดตั้งสำนักงานใหม่และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ กอช./div divnbsp;/div divนายอารักษ์ พรหมมณี รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ควรมีนโยบายกึ่งบังคับกึ่งสมัครใจในเรื่องของการออม ซึ่งแนวทางหลักเป็นเรื่องของการออมแห่งชาติ และการออมของแต่ละบุคคล จึงควรมีแนวทางในการสนับสนุนกองทุนการออม มองในแง่ของการบริหารจัดการของด้านประกันสังคม และรูปแบบการออมในลักษณะการจ่ายแบบบำนาญ โดยมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอสนับสนุนในเรื่องของเงิน บุคลากร และความชัดเจนในลักษณะการจ่ายเงินระบบบำนาญของไทยด้วย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนา คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ได้รวบรวมความคิดเห็นที่ได้ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ ในการจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะ ต่อแนวทางการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติต่อไป/div divnbsp;/div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ybIuDUFV0dA" height="1" width="1"/

นักกิจกรรมหนุ่มสาวมลายู มาเลย์ อินโดฯ สนใจข่าวสารมลายูปาตานี

Thu, 23/05/2013 - 22:06
p7 นักกิจกรรมมาเลเซีย อินโดนีเซีย เยือนปาตานี หวังเชื่อมความเข้าใจ สังคม วัฒนธรรมและกระบวนการสันติภาพปาตานี สู่อาเซียน สะท้อนเรื่องราวปาตานียังไม่เป็นที่รับรู้มากนักในโลกมลายูด้วยกันเอง พร้อมหนุนเป็นเครือข่ายเพื่อสื่อสารแทนคนปาตานี/p p!--break--!--break--/ppbr /br /เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 นักกิจกรรมจากประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากองค์กรนักศึกษาอินโดนีเซีย Pengarus Besar Pelajar Islam Indonesia (PII) Persatuan Kebangsaan Pelajar Islam Malaysia (PKPIM) และ Grup Pengkaji Tamadun Dunuia (GPTD) Unisel Malaysia ทั้งหมด 7 คน พร้อมด้วยนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ.ปัตตานี เดินทางเยือนจังหวัดชายแดนใต้หรือ ปาตานี ซึ่งมีกำหนดอยู่ในพื้นที่ 7 วัน/p pimg alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3679/8792419557_a5f4bca191.jpg" style="width: 500px; height: 307px;" /br /br /Izwan Suhaidak Ishaknbsp; จากองค์กร Grup Pengkaji Tamadun Dunuia (GPTD) Unisel Malaysia ซึ่งเป็นผู้นำการเดินทางในครั้งนี้ เปิดเผยว่า การมาเยือนปาตานีเป็นครั้งที่สองของเขา ซึ่งได้ลงสัมผัสชุมชนชาวประมงบ้านดาโต๊ะ อ.ยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และมีโปรแกรมสอนภาษามลายูและภาษาอังกฤษให้เด็กในชุมชนดังกล่าวด้วย การมาในครั้งนี้เพื่อมารู้จักสังคมวัฒนธรรมของมลายูปาตานี ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเขาสะท้อนว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของที่นี่มากนัก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน/p p"เรื่องราวปาตานีไม่ค่อยได้รับรู้มากนัก แต่เริ่มมีการพูดถึงเรื่องราวของที่นี่มากขึ้น จึงได้ตัดสินใจมาเยือนเพื่อมาดูว่าจะช่วยอะไรเพื่อการสื่อสารเรื่องราวของที่นี่ได้บ้าง อีกอย่างต้องมองถึงอาเซียนกำลังจะมา ภาษามลายูจะเป็นภาษาที่สื่อสารกันระหว่างภูมิภาคนี้ ถ้าทาง Deep South Watch (DSW) อยากให้ช่วยเผยแพร่เรื่องราวปาตานีเป็นภาษามลายูก็สามารถบอกได้เลย" Izwan กล่าว/p pIzwan กล่าวอธิบายว่า ทางทีมสนใจข่าวภาษามลายูของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มอ.ปัตตานี ที่สื่อสารด้วยภาษามลายู แต่เป็นตัวเขียนยาวี ซึ่งตนอยากนำไปเผยแพร่ต่อเช่นกัน และยังมีข้อเสนอความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันอนาคต อาจจะมีโครงการร่วมแลกเปลี่ยนนักกิจกรรมระหว่างกันในประเด็นการสื่อสารเรื่องราวทางสังคม-วัฒนธรรมมลายูระหว่างประเทศ คืออินโดนีเซีย มาเลเซียและปาตานีของประเทศไทย ผ่านการเดินทางของพวกเขา และอาจจะเปิดพื้นที่สื่อสารและติดตามกระบวนการสันติภาพ ผ่านเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และเว็บไซต์ของพวกเขาที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้/p pทั้งนี้ ทางทีมได้ เผยว่า จะมีกำหนดกลับวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ โดยบันทึกการเดินทางของพวกที่ได้มาสัมผัสพื้นที่ปาตานี จะเรียบเรียงมาให้ได้อ่าน ผ่านเว็บไซต์โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ให้ได้ติดตาม/p pimg alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8547/8792419467_b8215e95af.jpg" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ErioehJVx4o" height="1" width="1"/

แพทย์ชนบท เตรียมชุมนุมหน้าบ้านนายกฯ กดดันไล่ รมว.สธ.

Thu, 23/05/2013 - 20:50
pแพทย์ชนบทดีเด่น ศิริราชพยาบาลและเครือข่าย รพ.สมเด็จพระยุพราช ลั่น 6 มิ.ย. พร้อมจัดทีมแพทย์-รถพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยหนักเข้ารักษาในกรุงเทพฯ-ให้บริการเชิงรุก ด้าน 'ผู้ป่วยไตวาย' ร่วมด้วย พร้อมฟอกไตหน้าบ้านนายกฯ ชี้เสี่ยงน้อยกว่าอนาคต ระบบสาธารณสุขในชนบทจะพังทลาย เพราะนโยบาย รมว.สาธารณสุข/p p!--break--!--break--/ppbr /br /จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขจะตัดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในโรงพยาบาลชุมชน และจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนเป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (Pay for Performance- P4P) ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กลุ่มแพทย์ชนบท จะเคลื่อนไหวชุมนุมที่หน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ เพื่อให้ยกเลิก P4P และให้ปลด น.พ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข/p p(23 พ.ค.56) นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย และแพทย์ชนบทดีเด่น ศิริราชพยาบาลเปิดเผยว่าขณะนี้ระบบสาธารณสุขกำลังมีปัญหา คนดีถูกทำร้าย หน่วยงานต่างๆ ถูกครอบงำ จนผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต้องลุกขึ้นจุดเทียนเตือนสติ ผู้ป่วยไตวายต้องยอมเสี่ยงตายเพื่อเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหา สถานการณ์เช่นนี้เป็นหน้าที่ ที่ทุกส่วนต้องรวมตัวกันปกป้องระบบ ปกป้องประชาชนไม่ให้นโยบายที่ผิดที่ผิดทางของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ทำร้ายประชาชนมากขึ้น/p p“เครือข่าย รพ.สมเด็จพระยุพราช และ รพ.ชุมชนภาคอีสานตอนบนพร้อมจะส่งทีมแพทย์และรถพยาบาลเข้ากรุงเทพฯ ดูแลผู้ป่วยที่เสียสละยอมเสี่ยงตายที่หน้าบ้านนายกฯ เพื่อเรียกร้องให้ย้าย นพ.ประดิษฐ ออกจากกระทรวงสาธารณสุข” ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย กล่าวbr /nbsp;br /ด้านนายธนพล ดอกแก้ว รองประธานชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าผู้ป่วยไตวายจะเข้าร่วมขับไล่ รมว.สาธารณสุข เพราะเห็นว่ามีนโยบายทำลายระบบสุขภาพของไทย ทำลายหน่วยงานต่างๆ ทำร้ายคนดี ทำร้ายคนยากจนในชนบท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเอกชน บริษัทยาข้ามชาติ ทุกคนเข้าร่วมด้วยจิตสำนึก ไม่มีใครชักชวน มีแต่การประสานงานกับภาคีต่างๆ อย่างใกล้ชิด/p p“พวกเราทุกคนรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่เห็นอันตรายที่จะเกิดกับผู้ป่วยในอนาคตที่ระบบบริการสุขภาพถูกทำลายมีมากกว่า เราหวังว่าท่านนายกยิ่งลักษณ์ จะรีบแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยต้องผิดหวัง จนต้องทิ้งบ้านเดินทางเข้ากรุงเทพฯมากขึ้น” รองประธานชมรมฯกล่าว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/34BUNJB6Fkg" height="1" width="1"/

แฉ รมว.สธ.ตกหลุมพราง บ.ยาข้ามชาติ ยอมรับระบบแบ่งปันใช้สิทธิบัตร ทำไทยเสียเปรียบ

Thu, 23/05/2013 - 20:07
pเอ็นจีโอแฉ รมว.สาธารณสุข ตกหลุมพราง บ.ยาข้ามชาติ หลังยอมรับระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก แจงเงื่อนไขสุดยิบย่อยทำไทยเสียเปรียบ เผย สธ.เคยมีมติไม่ยอมรับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพราะเห็นร่วมกันว่าทำไทยเสียประโยชน์ ชี้รัฐมนตรีไม่เข้าใจระบบสิทธิบัตรยา ข้องใจทำไมยอมรับข้อเสนอ/p p!--break--!--break--/p pตามที่นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยยอมรับและส่งเสริมระบบ Patent Pool (ระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตร) นั้น/p p(23 พ.ค.56) นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้ประสานงานการรณรงค์เข้าถึงยา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การที่รัฐมนตรีพูดเช่นนี้สะท้อนว่าไม่มีความเข้าใจเรื่องระบบสิทธิบัตรยาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาของประชาชน เนื่องจากเงื่อนไขของระบบแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรหรือ patent tool นั้น ทำให้ไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก อาทิ การผลิตก็ต้องแค่บริษัทในอินเดียผลิต ยาบางตัวไม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ระดับปานกลาง เช่น ไทย จีน บราซิล หรือยาบางตัวแม้ในประเทศไทยไม่มีสิทธิบัตร แต่ในสัญญาของ patent tool จะผลิตได้ต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับไทย ในเมื่อไม่มีสิทธิบัตรในไทยทำไมเราจะต้องไปขออนุญาตผลิตอีก หรือยาบางชนิดเราอยากได้แต่ไม่ให้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขยิบย่อยแบบนี้ คือการทำตามความต้องการของบริษัทยาทั้งหมด จึงเท่ากับเป็นสัญญาลูกไล่ของบริษัทยา/p pนายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของ medicine patent tool เคยประชุมกับภาคประชาสังคมไทยและหน่วยงานสาธารณสุขของไทยเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน เพื่อชักชวนให้ประเทศเข้าร่วมโครงการนี้ ในที่ประชุมร่วมทั้งสามฝ่ายมีข้อสรุปว่าไม่สามารถยอมรับข้อเสนอขององค์กร Medicine Patent Pool เพราะไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่บรรษัทยาข้ามชาติมีเงื่อนไขที่จะเลือกให้หรือไม่ให้ใครใช้สิทธิจากระบบการแบ่งปันการใช้สิทธิบัตรได้ตามอำเภอใจ ดังนั้นจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในการเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ ซึ่งไทยจะยอมพิจารณาอีกครั้งเมื่อข้อบกพร่องดังกล่าวได้ถูกแก้ไขแล้ว บริษัทยากิลิแอด เป็นบริษัทยาต้นแบบแรกๆ ที่เข้าร่วมโครงการของ Medicine Patent Pool และร่วมผลักดันอย่างจริงจัง โดยยอมแบ่งปันสิทธิบัตรยาต้านไวรัส 4 ชนิดในระบบ Patent Pool เพื่อให้บริษัทยาชื่อสามัญนำไปวิจัยและผลิตยาสูตรผสมรวมเม็ด แต่มีเงื่อนไขอนุญาตให้บริษัทยาชื่อสามัญบางแห่งในอินเดียเท่านั้นที่จะผลิตได้ และไม่อนุญาตให้จำหน่ายยาดังกล่าวให้กับบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย/p p“ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรจากโครงการที่มีเงื่อนไขเช่นนี้ การยอมรับเรื่อง Patent Pool เท่ากับเป็นการตกหลุมพรางของบรรษัทยาข้ามชาติที่พยายามใช้ระบบนี้เป็นเครื่องมือการตลาดและสร้างภาพ มากกว่าจะร่วมผลักดันให้เกิดระบบที่ส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างแท้จริง น่าสงสัยว่าการที่ นพ.ประดิษฐ รมว.สธ.ไปยอมรับข้อเสนอนี้ เป็นการจงใจที่จะผลักการเข้าถึงยาของไทยเข้าไปในหลุมพรางของบริษัทยาข้ามชาติหรือไม่ อยากให้รัฐมนตรีไขความกระจ่างนี้” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nkSavfcGTTc" height="1" width="1"/

เหล่าชายโสดในอินเดีย ถ่ายรูปกับห้องสุขาสะอาดเพื่อหาคู่

Thu, 23/05/2013 - 20:03
pหลังจากมีข่าวดังในอินเดียเรื่องผู้หญิงหนีออกจากบ้านสามีเนื่องจากบ้านสามีไม่มีห้องสุขาในบ้าน เหล่าชายโสดก็โพสท์รูปตัวเองกับห้องสุขาสะอาดในบ้านเพื่อดึงดูดใจฝ่ายหญิง ขณะที่ห้องสุขาสาธารณะสำหรับผู้หญิงขาดแคลน และบางครั้งก็เก็บค่าบริการเฉพาะผู้หญิง/p !--break--!--break-- pเว็บไซต์ Global Post รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2013 เกี่ยวกับกรณีที่ผู้หญิงในอินเดียขาดแคลนห้องสุขาสาธารณะ และต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ทั้งๆ ที่ผู้ชายไม่ต้องจ่าย ทำให้มีผู้ชายบางคนใช้วิธีการหาคู่ด้วยการถ่ายรูปตัวเองคู่กับห้องสุขาในบ้านที่ดูสะอาดและปลอดภัย/p pหลังจากเมื่อปีที่แล้ว มีข่าวดังข่าวหนึ่งในอินเดียกล่าวถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหนีออกจากบ้านฝ่ายชายเนื่องจากไม่มีห้องสุขาภายในบ้าน ทำให้ตอนนี้ชายโสดในอินเดียเริ่มใช้วิธีหาคู่ด้วยการแสดงให้เห็นว่าบ้านตนมีห้องสุขาที่สะอาดและปลอดภัย/p pรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐมัธยประเทศในอินเดียถึงขั้นทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยให้ฝ่ายชายที่ต้องการเป็นเจ้าบ่าว ถ่ายรูปตัวเองคู่กับสุขาในบ้านเพื่อนำไปใช้จดทะเบียนในงานสมรสหมู่ เหตุที่ต้องมีข้อกำหนดเช่นนี้เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนห้องสุขาสาธารณะในพื้นที่ เดเวนตรา ไมทิว เจ้าของราชดิจิตอลสตูดิโอกล่าวว่า ในเมืองของเขามีคนมาใช้บริการปรับแต่งรูปภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือหรือกล้องดิจิตอลของตัวเอง/p pข่าวเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียประกาศให้ผู้หญิงอย่าแต่งงานเข้าบ้านที่ไม่มีห้องสุขาเมื่อปีที่แล้ว/p pGlobal Post กล่าวว่าการถ่ายทุกข์กลางแจ้งเป็นเรื่องปกติในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นตามรางรถไฟที่แม้แต่ผู้หญิงเองก็ถกสาหรี่ขึ้นคลุมหน้าขณะถ่าย บนผืนทรายใกล้กับโรงแรมห้าดาวก็ถูกใช้เป็นที่ถ่ายทุกข์ หรือตามแหล่งสลัมในเมืองที่มีคนคับคั่งก็มีการใช้ลานจอดรถและกองขยะเป็นสุขาชั่วคราว/p pอย่างไรก็ตามการขับถ่ายตามพื้นที่ภายนอกก็ส่งผลกระทบต่อด้านสุขภาวะ องค์กรอนามัยโลกเปิดเผยข้อมูลว่ามีชาวอินเดียราว 626 ล้านคนที่ขับถ่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ของเสียจากร่างกายมนุษย์ไม่ลงไปสู่ท่อระบาย และมักจะซึมเข้าไปในแหล่งเก็บน้ำ ทำให้เกิดโรคท้องร่วงและอาการป่วยอื่นๆ โดยที่ร้อยละ 10 ของอาการป่วยในอินเดียจะมาจากแหล่งน้ำที่ไม่ปลอดภัย และระบบสุขาภิบาลที่ไม่ดี/p pภายใต้การบริหารของ ใจราม ราเมช รัฐมนตรีด้านการพัฒนาชนบทของอินเดีย ได้มีการวางเป้าหมายกำจัดการขับถ่ายในพื้นที่โล่งภายในอีก 10 ปีข้างหน้า และยังมีการสร้างห้องสุขาจำนวนมาก รวมถึงสร้างโครงการที่จูงใจให้ประชาชนหันมาสร้างและใช้ห้องน้ำของตัวเอง แต่ปัญหาการขาดแคลนน้ำก็ทำให้อินเดียต้องพัฒนาระบบจัดการของเสีย โดยอาศัยเครื่องเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นปุ๋ยที่ออกแบบโดยองค์การอนามัยโลก/p pอย่างไรก็ตามแม้ว่าโครงการสร้างห้องสุขาของอินเดียจะช่วยลดปัญหาในเขตชนบท ก็แต่ก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาในระยะยาวสำหรับในเมือง มีห้องสุขาจำนวนมากที่รัฐบาลสร้างขึ้นถูกทิ้งร้างเพราะยังคงมีคนชอบถ่ายข้างนอกมากกว่า/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/india/130521/india-men-pose-toilets-woo-brides"India: Men pose with toilets to woo brides, /aGlobalPost, 21-05-2013br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/-15sMu2rIOo" height="1" width="1"/

เอฟทีเอไทย-อียูพร้อมเจรจารอบแรก 27-31 พ.ค.

Thu, 23/05/2013 - 19:29
!--break--!--break-- pnbsp;/p p23 พ.ค.56nbsp; นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ในการประชุมกับคณะเจรจาฯ เป็นครั้งที่ 3 เพื่อเตรียมแนวทางเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปรอบ แรก ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค.56 ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยทั้ง 13 กลุ่มเจรจาได้มารายงานต่อที่ประชุมฯ ถึงความคืบหน้าในการเตรียมการให้สอดคล้องกับนโยบายที่ได้ให้ไว้ในการประชุม ครั้งที่ผ่านมา/p p"แต่ละกลุ่มได้เตรียมการอย่างรอบคอบ และได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำท่าทีเบื้องต้นสำหรับการเจรจาทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เพราะขณะนี้ไทยกับ อียูได้แลกเปลี่ยนร่างความตกลงในหลายประเด็น เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเจรจารอบแรก ทำให้แต่ละฝ่ายได้รับรู้ท่าทีเบื้องต้นในแต่ละประเด็นแล้ว ก็มีทั้งประเด็นที่เห็นสอดคล้องกันและบางประเด็นที่เห็นต่างกัน โดยอียูต้องการผลักดันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้าบริการและการลงทุน โดยเฉพาะสาขาโทรคมนาคม สาขาการเงิน และสาขาการขนส่ง ส่วนประเด็นที่ไทยต้องการผลักดัน คือ การเปิดตลาดสินค้าเกษตร เกษตรอุตสาหกรรม และสินค้าอุตสาหกรรม การลดมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้า"/p pสำหรับ 13 กลุ่มเจรจา ประกอบด้วย 1.การค้าสินค้า 2.กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3.พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า 4.มาตรการเยียวยาทางการค้า 5.อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 6.มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 7.การค้าบริการ 8.การลงทุน 9.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 10.ทรัพย์สินทางปัญญา 11.การแข่งขัน 12.การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน 13.การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ/p pนายโอฬารกล่าวด้วยว่า nbsp;สำหรับประเด็นอ่อนไหว และประเด็นที่เป็นปัญหาในการเจรจา กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้ง “คณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม” เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และมั่นใจว่าการเจรจา FTA ไทย-อียู จะดำเนินไปด้วยความราบรื่น และก่อประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย รวมทั้งสามารถบรรลุเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายที่จะเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในปี 2557ด้วย/p pทั้งนี้ การทำ FTA กับ EU ถูกหยิบยกขึ้นเจรจาก่อนที่สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP) ที่ไทยได้จากสหภาพยุโรป จะถูกตัดสิทธิทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม 2558/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"เรียงเรียงจาก เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/span/p pnbsp;/p pอ่านเพิ่มเติม :/p pa href="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/2013_DTN_FrameEU-ThaiFTA.pdf"ร่างกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู/a/p pa href="http://www.ftawatch.org/sites/default/files/2011_FTA-thai-EU.pdf"เอฟทีเอไทย-อียู ผลกระทบต่อการเข้าถึงยา/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JVTLtXx2ymA" height="1" width="1"/

เมินเสียงค้าน นปช.-เสื้อแดง เสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับ ‘เฉลิม’เข้าสภาแล้ว

Thu, 23/05/2013 - 18:54
!--break--!--break-- pnbsp;/p p23 พ.ค.56 ที่รัฐสภาnbsp;กลุ่มส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย จำนวน 15 คน นำโดยนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ พ.ศ...ฉบับของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่มี ส.ส.ร่วมลงชื่อจำนวน 163 คน ต่อนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1/p pนายเจริญ กล่าวภายหลังการยื่นร่างพ.ร.บ.ว่า จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ รายชื่อส.ส.ที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายว่ามีความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีผู้ลงชื่อไม่น้อยกว่า 20 คน และต้องดูรายละเอียดว่ากฎหมายที่ยื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเงินหรือไม่ ถ้าเป็นกฎหมายการเงินต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เซ็นรับรอง แต่ถ้าไม่ใช่กฎหมายการเงินก็จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระตามปกติ ซึ่งต้องไปต่อคิวตามลำดับส่วนจะมีการเสนอเลื่อนขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับส.ส.ในที่ประชุมสภา ทั้งนี้วาระแรกของการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ คือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและคณะ/p pจากนั้นนายพีรพันธุ์ แถลงว่า วัตถุประสงค์ของการเสนอร่างพ.ร.บ.ปรองดอง คือการนิรโทษกรรมความผิดที่เกี่ยวการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบันให้กับทุกฝ่าย ได้ผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อให้ประเทศเกิดความปรองดองและสามัคคีเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ได้มีการตัด มาตรา 5 ที่เกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทิ้งเพราะรัฐบาลดำเนินการเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ nbsp;ส่วนมาตรา 3 ที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง ไม่ใช่การล้างผิดแต่เป็นการให้อภัยเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ มาตรา 4 ยืนยันว่าไม่ใช่การคืนเงินให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ศาลได้มีคำพิพากษาและยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว ซึ่งการที่จะเอาเงินของแผ่นดินกลับคืนมาได้ต้องออกเป็นพ.ร.บ.งบประมาณเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้/p pผู้สื่อข่าวถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าแม้จะมีการตัด มาตรา 5 ทิ้ง แต่ พ.ร.บ.ปรองดองยังเข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงิน เพราะการยกเลิกคดี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ทำให้ต้องคืนเงินพ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า ไม่เข้าข่ายเพราะพ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้มีเนื้อหาคล้ายกับพ.ร.บ.ปรองดองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เคยวินิจฉัยแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นกฎหมายการเงินรวมถึงไม่ขัดมาตรา 309 ด้วย/p pผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.เสื้อแดง ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมให้กับคนที่สั่งฆ่าประชาชน นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย การให้อภัยควรทำให้ถ้วนหน้าไม่ใช่ให้กับคนใดคนหนึ่ง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะไม่จบ ในหลักการตนก็ไม่ขัดแย้งกฎหมายนิรโทษกรรมของนายวรชัย/p pเมื่อถามว่า จะมีการเสนอเลื่อนร่างพ.ร.บ.ปรองดองฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า ต้องมาพูดคุยกันก่อน ในช่วงที่มีการเปิดประชุมสภาแล้ว แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะขอเลื่อนขึ้นมา เป็นเรื่องเร่งด่วน ส่วนจะนำไปรวมกับพ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่างพ.ร.บ.ปรองดอง จำนวน 4 ฉบับที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาจะเป็นผู้ตัดสินnbsp;/p pเมื่อถามว่า งานนี้เอาจริงไม่หลอกพ.ต.ท.ทักษิณ ใช่หรือไม่นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า คนที่ถูกผลกระทบมากที่สุดคือพ.ต.ท.ทักษิณ หากพวกเราไม่ให้ใจท่านจะอยู่ได้อย่างไร/p pพ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง เป็นคนละส่วนกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะจุดมุ่งหมายของเราต้องการยุติความขัดแย้ง ไม่ให้ร้าวลึก เป็นการแก้ปัญหาแบบถึงรากถึงแก่น เมื่อทุกคนพ้นจากการเป็นจำเลยแล้วก็จะกลับมาทบทวนว่ามีส่วนร่วมทำให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ ขณะที่ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นแค่การทุเลา เบาบาง แก้ปัญหาแบบจำเป็นเร่งด่วน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ต้นเหตุของความขัดแย้งแต่เป็นเป้าหมายที่ถูกกำจัด คนที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งคือคนที่คิดกำจัดพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งคนกลุ่มนี้มี 2 ส่วนคือ คนที่เข้าใจผิดพ.ต.ท.ทักษิณและคนที่เสียประโยชน์/p h3พท.สลัดเผือกร้อน สั่งสนับสนุน ก.ม.นิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว/h3 pbr /ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุมพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทย มีมติสนับสนุนพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้มีการนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนอย่างเดียว จะไม่นำพ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มาสอดไส้พิจารณารวมกัน แต่การเสนอกฎหมายของ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ไม่เกี่ยวกับพรรคbr /br /nbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"เรียบเรียงจากเว็บไซต์เดลินิวส์ เว็บไซต์ไทยรัฐ/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZA3HXbsVQVY" height="1" width="1"/

Prachatai Eyes View: พื้นที่ชุมนุม - พื้นที่ชีวิต

Thu, 23/05/2013 - 16:39
div class="field field-type-text field-field-byline" div class="field-items" div class="field-item odd" pเรื่อง/ภาพ: อรทัย ตามยุทธ/p /div /div /div div class="field field-type-filefield field-field-exhibit-cover" div class="field-items" div class="field-item odd" img class="imagefield imagefield-field_exhibit_cover" width="1024" height="683" alt="" src="http://prachatai.com/sites/default/files/019.jpg?1369301517" / /div /div /div div class="field field-type-filefield field-field-exhibit-file" div class="field-items" div class="field-item odd" img src="http://prachatai.com/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/exhibit/003_0.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-default imagecache-100x100pixel_news_icon_default"/ /div div class="field-item even" img src="http://prachatai.com/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/exhibit/019_0.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-default imagecache-100x100pixel_news_icon_default"/ /div /div /div div style="padding: 10px; background: #fff; overflow:hidden;" pPrachatai Eyes View: พื้นที่ชุมนุม - พื้นที่ชีวิต/p p!--break--!--break--/p div style="width:800px; margin: 0 auto;" object height="700" width="800"param name="flashvars" value="offsite=trueamp;lang=en-usamp;page_show_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633624055834%2Fshow%2Famp;page_show_back_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633624055834%2Famp;set_id=72157633624055834amp;jump_to=" /param name="movie" value="http://www.flickr.com/apps/slideshow/show.swf?v=124984" /param name="allowFullScreen" value="true" /embed allowfullscreen="true" flashvars="offsite=trueamp;lang=en-usamp;page_show_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633624055834%2Fshow%2Famp;page_show_back_url=%2Fphotos%2Fprachatai%2Fsets%2F72157633624055834%2Famp;set_id=72157633624055834amp;jump_to=" height="700" src="http://www.flickr.com/apps/slideshow/show.swf?v=124984" type="application/x-shockwave-flash" width="800"/embed/object /div div style="width:240px; float:right;" script type="text/javascript" src="http://w.sharethis.com/button/buttons.js"/scriptscript type="text/javascript"stLight.options({publisher: "ff62a5e6-6476-41ee-9d51-b4bc4b944598", doNotHash: false, doNotCopy: false, hashAddressBar: false});/scriptpspan class='st_facebook_vcount' displayText='Facebook'/spanspan class='st_twitter_vcount' displayText='Tweet'/spanspan class='st_googleplus_vcount' displayText='Google +'/span/p/div pกลุ่มผู้ชุมนุมขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมnbsp; หรือ พีมูฟ ยังต้องต่อสู้กับปัญหาความเดือดร้อนในหลายๆพื้นที่ โดยการรวมตัวของหลายๆเครือข่ายที่ประสบปัญหา ประกอบด้วยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายสมัชชาคนจน และเครือข่ายชุมชนเพื่อปฏิรูปสังคมและการเมือง/p pหากมองจากภายนอกแล้ว เต้นวางระเกะรกะ ข้าวของวางไปทั่ว อาจจะเป็นภาพที่ไม่น่าดูในความรู้สึกnbsp; “ถ้าไม่เดือดร้อนจริงๆใครเขาอยากจะมากัน” ป้าเอียด หนึ่งในผู้ที่มาเข้าร่วมชุมนุมบอก ท่ามอากาศที่ร้อนอบอ้าวnbsp; ชาวบ้านหลายคนลุกขึ้นอาบน้ำ ที่ทางรัฐบาลจัดเตรียมไว้เพื่อคอยอำนวยความสะดวก แม้อาจจะไม่เป็นส่วนตัวนัก แต่ก็ช่วยให้คลายร้อนได้เป็นอย่างดีnbsp;/p pชาวบ้านบางส่วน ต่างทำกับข้าวมื้อเย็น หลายคนเชิญชวนให้อยู่กินข้าวด้วยกัน ภายในที่ชุมนุมที่จัดสรรพื้นที่ให้แต่ละกลุ่มอยู่เรียงกันเป็นส่วนๆnbsp; เด็กน้อยวิ่งเล่นไปมา คุณย่า คุณตา บางคนที่มีฝีมือในการถัก ต่างถักแห ถักสวิง เพื่อเอาไปใช้ ยามกลับบ้าน เสียงแคนดังแว่วลอยมา คนต่างล้อมวงกันตบมือเข้ากันจังหวะอย่างสนุกสนาน/p pตอนค่ำ มีการแถลงการณ์ในแต่ละวัน มีวงดนตรีมาเล่นให้ชาวบ้านฟังเพื่อผ่อนคลาย ในแต่ละวันนั้น จะเป็นเวทีวัฒนธรรม สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เมื่อเสร็จสิ้นจากสียงดนตรี ชาวบ้านต่างเตรียมตัวนอน พื้นผ้าใบบางๆ ที่ไม่ต่างอะไรจากพื้นnbsp; หลายคนนอนกระสับกระส่ายnbsp; กลางคืนชาวบ้านยังเดินกันพลุกพล่าน/p p“กลางคืนมันก็ร้อน นอนไม่ได้ ตื่นกันตั้งแต่ตีสามตีสี่” เสียงจากชาวบ้านหลายๆคนบอกเป็นเสียงเดียวกัน/p pหากไม่ได้มาสัมผัส ก็คงไม่รู้ว่ามีคนที่ลำบากกว่าเราอีกมากชาวบ้านบางคนโดนฟ้อง หลายๆคนไม่มีพื้นที่ทำกิน การที่มาเข้าร่วมชุมนุม พวกเขาหวังแค่ว่า หากกลับไปแล้ว ปัญหาที่มีคงทุเลาลง/p /div pnbsp;/pimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2MtQ2w1w6-g" height="1" width="1"/

นปช.แจงหญิงสูงวัยตามหาลูกหายเหตุสลายชุมนุม 52 ประสานกระจกเงาช่วย

Thu, 23/05/2013 - 16:23
!--break--!--break-- p22 พ.ค.56 ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงประจำสัปดาห์ โดยนายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกนปช. กล่าวว่า นปช.ขอเเสดงความเสียใจกับเสื้อแดง 2 คนที่เสียชีวิตระหว่างร่วมชุมนุมรำลึก 3 ปี 19 พ.ค.ที่ผ่านมา คือ นายสุภาพ กุนชาติ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะเดินทางมาจาก จ.มุกดาหาร เเละนางไข่กี วงษ์ราศี หัวใจวายเสียชีวิตที่บริเวณวัดปทุมวนาราม/p p align="center"img alt="" src="https://fbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/964319_426986547399698_1461274499_o.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p align="center"emspan style="color:#ff8c00;"ภาพจากเฟซบุ๊ก /spana href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=426986547399698"span style="color:#ff8c00;"อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ/span/a/em/p pนางธิดา โตจิราการ ประธาน นปช. กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ามีผู้หญิงสูงอายุถามหาลูกชายที่สูญหายไปในเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ว่า ข่าว ดังกล่าวคลาดเคลื่อน ความจริงคือผู้ที่มาร้องเรียนกับ นปช. ชื่อนางอาจิน เสถียรธรรมกิจ อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81 ซอยรามอินทรา 68 เขตคันนายาว กทม. แจ้งว่านายต่อพงศ์ เสถียรธรรมกิจ อายุ 35 ปี ลูกชายหายไปตั้งแต่เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อเดือนเม.ย.2552 อยากให้ นปช.ช่วยตามหาให้ นางอาจินมาถามหาถึง 3 ครั้งแล้ว ดังนั้น จะประสานขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิกระจกเงาให้ช่วยตามหาอีกทางหนึ่ง/p pส่วนนางธิดา กล่าวด้วยว่า นปช.ขอยืนยันเเถลงการณ์ 4 ข้อ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาอีกครั้ง 1.ขอคารวะและสดุดีวีรชนที่พลีชีพในการต่อสู้อย่างสันติวิธี เพื่อทวงคืนอำนาจประชาชนให้ประเทศนี้กลับสู่วิถีประชาธิปไตย มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 2.เรียกร้องความยุติธรรมให้วีรชนและผู้ถูกปราบปรามบาดเจ็บ ทุพพลภาพ ผู้ที่ถูกคุมขังด้วยความ อยุติธรรม รัฐบาลต้องทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคมไทยและสังคมโลก 3.ต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ สืบทอดเจตนารมณ์ของวีรชนในอดีต และต่อสู้เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต และ 4.ต้องขจัดผลพวงจากการรัฐประหารปี 2549 และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นธรรม/p pจากนั้นนางธิดาเปิดวีทีอาร์ลำดับเหตุการณ์สลายการชุมนุม ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยเนื้อหาของวีทีอาร์ระบุถึงขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร โดยอ้างจากบทความยุทธการกระชับวงล้อมราชประสงค์ ตีพิมพ์ในวารสารเสนาธิปัตย์ ของกรมยุทธศึกษาทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 3 พร้อมสรุปรายชื่อผู้เสียชีวิตจากการกระชับวงล้อมตั้งแต่วันที่ 14-19 พ.ค.2553 แบ่งตามเวลาและสถานที่ โดยนางธิดากล่าวว่า จะนำวีทีอาร์นี้ไปเปิดเผยสู่สังคมให้มากที่สุด/p p align="center"iframe allowfullscreen="" src="http://www.youtube.com/embed/bsI8Ixy-0xw?rel=0" frameborder="0" height="315" width="420"/iframe/p p align="center"span style="color:#ff8c00;"emVTR nbsp;ยุทธการ "ยิงนกในกรง" พฤษภา 53/em/span/p pขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลักฐานสำคัญเพื่อย้ำว่าคนเสื้อเเดงไม่ได้เผาเซ็นทรัลเวิลด์ ได้มาจากภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายที่นายเบิร์น เเมสเนอร์ อายุ 50 ปี นักวิทยาศาสตร์ชาว สวิตเซอร์แลนด์ ถ่ายไว้ขณะพักอาศัยอยู่กับภรรยาชาวไทย ที่ตึกเพรสซิเด้นท์ เพลส คอนโดมิเนียม ถนนเพลินจิต ฝั่งตรงข้ามห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แต่นายเเมสเนอร์เสียชีวิตไปแล้ว โดยหลักฐานดังกล่าวนายเเมสเนอร์ระบุว่าอาศัยอยู่ที่ชั้น 23 เพรสซิเด้นท์ เพลส วันที่มีเหตุเพลิงไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ เห็นเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมพื้นที่ไว้หมดแล้ว จากนั้นเห็นระเบิดที่บริเวณชั้น 8 ของห้าง มีเปลวไฟและกลุ่มควันดำพวยพุ่งออกมา ตามมาด้วยกลุ่มควันสีขาว นายเเมสเนอร์วิเคราะห์ว่าเป็นการระเบิดของน้ำมันเบนซิน/p pนพ.เหวงกล่าวว่า หากดูจากหลักฐานแวดล้อมต่างๆ พบว่าคนเสื้อแดงถูกสลายไปแล้ว และทหารคุมพื้นที่ไว้หมด แม้แต่ทีมดับเพลิงของ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ที่ปรึกษาอัคคีภัยของเซ็นทรัลเวิลด์ ก็ถูกทหารสกัดไม่ให้เข้าไปดับไฟ ตรงนี้ยืนยันได้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นฝ่ายเผาแน่นอน ดังนั้น จะนำหลักฐานทั้งหมดของนายแมสเนอร์ไปมอบให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ในวันที่ 27 พ.ค. เพื่อเป็นหลักฐานหาตัวมือเผาห้างที่แท้จริงต่อไป/p pnbsp;/p pเรียบเรียงจาก a href="http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOakl6TURVMU5nPT0="ข่าวสดรายวัน/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/aZ_4bMjfjfE" height="1" width="1"/

ข้อสังเกตต่อการไม่ใช้บังคับกฎหมาย เหตุดาวเทียมอยู่นอกโลก

Thu, 23/05/2013 - 16:06
pวิเคราะห์มติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับเขตอำนาจรัฐของไทยในอวกาศ กรณีการเร่งดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิวงโคจรดาวเทียม/p !--break--!--break-- pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"strongชื่อบทความเดิม/strongstrong: ข้อสังเกตโดยสังเขป ต่อการไม่ใช้บังคับกฎหมายด้วยเหตุดาวเทียมอยู่นอกโลก/strong/span/p table align="center" border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td style="width:460px;" pspan style="color:#ff8c00;"บทความนี้เป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการโดยส่วนตัวของผู้เขียน มิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่หรือมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด/span/p /td /tr /tbody /table div style="clear:both;"br / pเนื่องด้วยผู้เขียนมีความสนใจวิชากฎหมายอวกาศ เมื่อได้เห็นมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่ให้เหตุผลอ้างอิงถึงประเด็นกฎหมายอวกาศ จึงเห็นควรแสดงข้อคิดเห็นบางประการ โดยจะพิเคราะห์ “เหตุผลทางกฎหมาย” ที่ปรากฏในมติดังกล่าว เฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจรัฐของไทยในอวกาศเป็นสำคัญ หาได้มีความมุ่งหมายที่จะพิจารณาความถูกต้องหรือความชอบด้วยกฎหมายของมติดัง กล่าวไม่ เพราะเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งต้องแยกพิจารณาต่างหากตามหลักกฎหมายปกครอง อันอยู่นอกเหนือความสนใจของผู้เขียน/p pnbsp;/p pstrongข้อเท็จจริง/strong/p pการ ประกอบกิจการให้บริการดาวเทียมสื่อสารในประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงานหลัก คือ 1. สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) เป็นเวทีกลางเพื่ออำนวยการจัดสรรสิทธิวงโคจร 2. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีสถานะเป็นผู้บริหารจัดการแทนรัฐบาลไทย และ 3. สำนักงานคณะกรรมกรกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแลและออกใบอนุญาต/p pประเทศไทยได้รับสิทธิวงโคจรจาก ITU โดยจะต้องส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิวงโคจร ช่วงต้นปี 2555 ตำแหน่งวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก จะครบกำหนดระเวลาที่ประเทศไทยจะต้องส่งดาวเทียมเพื่อรักษาสิทธิวงโคจร คณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 20 กันยายน 2544 มอบหมายให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม และการนำเอกสารข่ายงานดาวเทียม (filings) ที่ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออกให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไปใช้งานสำหรับดาวเทียมที่จะจัดหามา โดยให้กระทรวง ICT ประสานงานกับกสทช. พิจารณาอนุญาตให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลและการอนุญาตที่สอดคล้องกับกฎหมายต่อ ไป/p pบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้นำดาวเทียมเอเชียแซท 6 ของจีนเข้าสู่วงโคจรดังกล่าวแล้ว แต่บริษัทจะต้องสร้างดาวเทียมของไทยขึ้นมาภายใน 2 ปีแทนดาวเทียมเอเชียแซท 6 ทำให้บริษัทต้องขอรับใบอนุญาต การให้บริการเพื่อนำบริการลงมาสู่ประเทศไทย ประเภทใบอนุญาตแบบที่สามตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544/p pที่ประชุม กทค. ในการประชุมครั้งที่ 22/2555 ได้แบ่งการพิจารณาใบอนุญาตแบบที่สามประเภทผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Satellite Network Operator: SNO) ออกเป็น 2 แนวทาง คือ ใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ใช้เอกสารการจองสิทธิวงโคจรดาวเทียมของ ประเทศไทย และเป็นเจ้าของดาวเทียมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม และใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มิได้เป็นเจ้าของดาวเทียม แต่สามารถเช่าซื้อช่องสัญญาณดาวเทียม (transponder) จากผู้ประกอบการต่างประเทศ/p pต่อมาที่ประชุมกทค. ครั้งที่ 24/2555 วันที่ 26 มิถุนายน 2555 ได้พิจารณาเรื่องการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สามเพื่อให้ บริการโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม รวมถึงประเด็นว่าได้มีการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมหรือไม่ มิฉะนั้นจะต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553/p pnbsp;/p pstrongมติที่ประชุม/strong/p p“ที่ ประชุมได้พิจารณาด้วยเหตุผลตามที่กลุ่มงานการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 2 เสนอแนวทางการพิจารณาอนุญาตตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการอนุญาต และกำกับดูแลกิจการบริการดาวเทียมสื่อสาร พิจารณาnbsp; ประกอบกับ รศ. ดร. สุธี อักษรกิตติ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดาวเทียม ได้ให้ข้อมูลในการประชุม กทค. ครั้งที่ 22/2555 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555 สรุปได้ว่า strongเขตอธิปไตยของชาติอยู่ในชั้นบรรยากาศที่ความสูงไม่เกิน 100 กิโลเมตร/strong strongแต่เนื่องจากดาวเทียมที่จะอนุญาตนี้ จะโคจรอยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 100 กิโลเมตร/strong strongจึงถือว่าอยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย/strong และstrongถึงแม้ดาวเทียมจะมีการใช้คลื่นความถี่ในการติดต่อสื่อสารก็ตาม/strong strongแต่เนื่องจากดาวเทียมโคจรอยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย/strong strongจึงไม่เข้าลักษณะตามนัยมาตรา 45/strong strongแห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ./strong strong2553/strong ประกอบกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว (ผู้เขียนบทความเข้าใจว่าหมายถึงพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544) และมีลักษณะการดำเนินการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการ พิจารณาอนุญาตตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการอนุญาต และกำกับดูแลกิจการบริการดาวเทียมสื่อสาร ซึ่ง กทค. ได้รับทราบแล้วในการประชุม กทค. ครั้งที่ 22/2555 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2555พิจารณา ดังนั้น จึงมีมติดังนี้/p p1. อนุมัติให้ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม เพื่อให้บริการโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม เพื่อให้บริการโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม ต้องปฏิบัติตามมาตรการกำกับดูแลที่มีผลบังคับใช้ในอนาคตด้วย/p p2. มอบหมายให้กลุ่มงานการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม 1 เร่งรัดดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาตให้แก่ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ตามที่ได้รับอนุมัตินี้ต่อไป/p pเมื่อพิจารณา “เหตุผลทางกฎหมาย” จากมติที่ประชุมข้างต้นแล้ว มีข้อสังเกตโดยสังเขป ดังนี้/p p(1)nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongนอกโลกนอกอำนาจ/strong/p pเหตุผล ในมติข้างต้น อ้างว่ากรณีไม่เข้าลักษณะตามนัยมาตรา 45 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งมาตรา 45 ไม่ใช้บังคับ เนื่องจากตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดาวเทียมแล้ว ดาวเทียมอยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 100 กิโลเมตรจึงถือว่าอยู่นอกเขตอำนาจอธิปไตยของไทย อนึ่ง มาตรา 45 กำหนดว่า “ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับอนุญาตตามพระ ราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่” และตามมาตรา 4 กิจการโทรคมนาคม รวมถึงกิจการซึ่งให้บริการดาวเทียมสื่อสารด้วย อย่างไรก็ดี ประเด็นตามเหตุผลดังกล่าวมิได้อยู่ที่มาตรา 45 จะมีเนื้อหาอย่างไร แต่อยู่ที่มาตราดังกล่าว (และอาจรวมถึงบรรดากฎหมายไทยทั้งหลายด้วย) ไม่อาจใช้บังคับได้เพราะดาวเทียมอยู่ในอวกาศซึ่งนอกเขตอำนาจอธิปไตยของไทย/p p(2)nbsp;nbsp;nbsp; strongผู้เชี่ยวชาญในปัญหากฎหมาย/strong/p pประเด็น ที่มีการอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญนั้นเป็นปัญหากฎหมายระหว่างประเทศ แต่ กทค. กลับอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารดาวเทียม มิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทั้งๆ ที่ในวงการกฎหมายระหว่างประเทศเข้าใจกันโดยทั่วไปว่าประเด็นการกำหนด เขตระหว่างห้วงอากาศกับห้วงอวกาศเป็นปัญหาทางกฎหมายและการเมืองระหว่าง ประเทศ ไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์หรือปัญหาทางเทคนิคแต่ประการใด ทั้งนี้คณะอนุกรรมการเทคนิคและวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศ ในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (COPUOS) ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกตั้งแต่พ.ศ. 2547 ได้เคยให้ข้อสรุปไว้ว่า “เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันที่จะกำหนดเกณฑ์ทางเทคนิคและวิทยาศาสตร์ซึ่งจะทำให้ ได้นิยามห้วงอวกาศที่ถูกต้องและถาวร” (It is not possible at the present time to identify scientific or technical criteria which would permit a precise and lasting definition of outer space. UN Doc. A/6804, Annex II, para. 36) เหตุดังนี้ต่อมาปัญหาดังกล่าวจึงได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ กฎหมายของ COPUOS แต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ และยังคงอยู่ในวาระการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกฎหมายดังกล่าว (Report of the Legal Subcommittee on its fifty-first session, held in Vienna from 19 to 30 March 2012, UN Doc. A/AC.105/1003, para. 79) nbsp;ประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องพิจารณาทางปฏิบัติของรัฐ (state practice) เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติศาสตร์ในการก่อตัวของกฎหมายจารีตประเพณี ระหว่างประเทศ อีกทั้งเรื่องเขตอำนาจอธิปไตยจะมีขอบเขตเพียงใดก็เป็นข้อความคิดทางกฎหมาย เช่นกัน ดังนั้น การรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าในเรื่องใดสมควรอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญที่ตรง กับประเด็นของเรื่อง แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นๆ อาจมีความรู้ข้ามสาขาที่ตนเชี่ยวชาญก็ตาม/p p(3) nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongจุดยืนของประเทศไทยต่อเขตแดนอวกาศ/strong/p pประเทศ ไทยเคยแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการต่อสหประชาชาติในเรื่องเขตแดนอวกาศ ดังปรากฏในเอกสารสหประชาชาติ A/AC.105/865/Add.6 ลงวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) ดังนี้ “แม้ว่าประเทศไทยจะยังมิได้พัฒนากฎหมายภายในประเทศหรือทางปฏิบัติของประเทศ ใดๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมเกี่ยวกับนิยาม และ/หรือการกำหนดเขตของห้วงอวกาศกับห้วงอากาศ แต่ประเทศไทยได้มีจุดยืนสอดคล้องกันตลอดว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นกฎหมายที่ คลาสสิกอย่างมิอาจปฏิเสธได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำให้กระจ่างชัดโดยด่วน” (Although Thailand has not yet developed any national legislation or national practices that related directly or indirectly to the definition and/or delimitation of outer space and airspace, Thailand has consistently taken the position that there is an undeniably classic legal issue that needs urgent clarification.) จากข้อความนี้จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีจุดยืนที่ยอมรับว่าการกำหนดเขตอวกาศ เป็นปัญหามายาวนานไม่เป็นที่ยุติและต้องการทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งต่างจากคำอธิบายในมติดังกล่าว/p pนอกจากนี้ก่อนวันมีมติ กทค. ดังกล่าวเพียงไม่กี่เดือนประเทศไทยได้แสดงความเห็นไว้ในเอกสารสหประชาชาติ A/AC.105/865/Add.11 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ว่า “ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายภายในประเทศหรือทางปฏิบัติของประเทศเกี่ยวกับ นิยามและการกำหนดเขตของห้วงอวกาศกับห้วงอากาศ” (Thailand currently does not have national legislation or a national practice relating to the definition and delimitation of outer space and airspace) แสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่านอกจากประเทศไทยจะยอมรับถึงปัญหาการกำหนดเขตอวกาศ แล้ว ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว คือไม่เคยกำหนดว่าเขตอธิปไตยในห้วงอากาศของประเทศจำกัดอยู่ที่ใด/p p(4) nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongปัญหาสถานะวงโคจรค้างฟ้า มิใช่ปัญหาการกำหนดเขตแดนอวกาศ/strong/p pประเด็น ที่อยู่ในการพิจารณาตามมตินั้นเกี่ยวกับดาวเทียมของไทยในวงโคจรค้างฟ้า ซึ่งอยู่เหนือผิวโลกขึ้นไปประมาณ 36,000 กิโลเมตร หากจะพิจารณาในแง่เขตแดนอวกาศ ก็ควรตั้งประเด็นเพียงว่า “วงโคจรค้างฟ้าอยู่ในห้วงอวกาศหรือไม่” มิใช่ “ห้วงอวกาศเริ่มต้น ณ จุดใด” ซึ่งเป็นประเด็นที่แตกต่างกันอย่างมาก เพราะเมื่อกล่าวถึงวงโคจรค้างฟ้านั้นเกือบทุกประเทศเห็นตรงกันว่าอยู่ในห้วง อวกาศ จะยกเว้นก็แต่ประเทศโคลัมเบียที่รัฐธรรมนูญระบุให้วงโคจรค้างฟ้าเป็นส่วน หนึ่งของอาณาเขตด้วย ส่วนประเด็นหลังนั้นเป็นที่ถกเถียงกันเหลือเกินว่าอวกาศจะเริ่มต้น ณ จุดใด แม้จะไม่เป็นที่ยุติแต่ที่ชัดเจตคือวงโคจรค้างฟ้าอยู่ในห้วงอวกาศ ด้วยเหตุนี้การให้เหตุผลในมติดังกล่าวจึงมีลักษณะไม่ตรงกับประเด็นที่ พิจารณา/p p(5) strongเขตอำนาจรัฐมิใช่เขตอำนาจอธิปไตย/strong/p pการ ให้เหตุผลในมตินี้มีความเข้าใจเรื่องการใช้บังคับกฎหมายไทยต่างไปจากหลักการ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายต้องเป็นไปตามหลักเขตอำนาจรัฐ (state jurisdiction) มิใช่หลักอำนาจอธิปไตย (sovereignty) ทั้งนี้หลักเขตอำนาจรัฐนั้นมีทั้งการบังคับใช้กฎหมายตามหลักดินแดน (territory) ซึ่งจะกล่าวว่าเป็นไปตามหลักอำนาจอธิปไตยก็ได้ และการบังคับใช้กฎหมายตามหลักบุคคล (personality) ซึ่งมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ว่าบุคคลสัญชาติไทยนั้นจะอยู่ในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักร กฎหมายไทยก็มีผลใช้บังคับได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นการไม่ถูกต้องที่จะอ้างการใช้บังคับกฎหมายโดยอิงกับหลักอำนาจ อธิปไตยแต่ประการเดียว แม้ประเทศไทยไม่มีอำนาจอธิปไตยแต่ก็อาจมีเขตอำนาจได้ อีกทั้งยังมีเขตอำนาจรัฐในลักษณะอื่นอีก แต่ไม่ขอกล่าวในที่นี้/p p(6) nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongเขตอำนาจและการควบคุม/strong/p pประเด็น เขตอำนาจรัฐเหนือดาวเทียมนั้น สนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่า “รัฐภาคีสนธิสัญญานี้ซึ่งได้ทำทะเบียนวัตถุที่ส่งไปยังอวกาศไว้ ยังคงมีเขตอำนาจและการควบคุมเหนือวัตถุนั้น ... ในขณะที่อยู่ในอวกาศ” (A State Party to the Treaty on whose registry an object launched into outer space is carried shall retain jurisdiction and control over such object … while in outer space) สาระสำคัญของข้อนี้คือประเทศไทยต้องทำทะเบียนดาวเทียมไว้และในฐานะที่เป็น รัฐเจ้าของทะเบียนย่อมคงมีเขตอำนาจและการควบคุมเหนือดาวเทียมนั้นแม้จะอยู่ ในอวกาศก็ตาม หลักกฎหมายข้อนี้แตกต่างไปจากเหตุผลในมติข้างต้น เพราะยอมรับว่าดาวเทียมที่มีทะเบียนไทยยังคงอยู่ภายใต้ “เขตอำนาจและการควบคุม” ของประเทศไทย แม้ดาวเทียมนั้นจะโคจรอยู่ในอวกาศซึ่งนอก “เขตอำนาจอธิปไตย” ของไทยก็ตาม ด้วยเหตุนี้ เหตุผลที่ปรากฏในมติข้างต้นจึงมีผลเสมือนเป็นการลดทอนเขตอำนาจรัฐของประเทศ ไทยที่มีอยู่เหนือดาวเทียมของไทยในอวกาศ nbsp;/p p(7)nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongกิจกรรมแห่งชาติในอวกาศ/strong/p pการ ใช้คลื่นความถี่นอกราชอาณาจักรหรือนอกโลกนั้น นอกจากจะเป็นการใช้สิทธิในคลื่นความถี่ที่ประเทศไทยได้สิทธิมาตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของประเทศไทยแล้ว ยังเป็น “กิจกรรมแห่งชาติในอวกาศที่ดำเนินการโดยองค์กรที่มิใช่รัฐบาล” (national activities in outer space carried on by non-governmental entities) ตามข้อ 6 ของสนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 ด้วย บทบัญญัตินี้กำหนดให้ประเทศไทยมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อกิจกรรมใน อวกาศที่ดำเนินการโดยเอกชนไทย และที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตและการกำกับดูแลอย่างต่อ เนื่องของประเทศไทย (The activities of non-governmental entities in outer space… shall require authorization and continuing supervision by the appropriate State Party to the Treaty.) จะเห็นได้ว่ากิจกรรมของไทยที่กระทำนอกโลกเช่นว่านี้ กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้เป็นหน้าที่ของไทยที่จะต้องดำเนินการอนุญาตและ กำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากอ่านข้อ 6 ของสนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 ประกอบกับมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แล้ว ต้องตีความว่าแม้การใช้คลื่นความถี่จะเป็นกิจกรรมในอวกาศซึ่งอยู่นอกราช อาณาจักร แต่ก็ใช้บังคับมาตรา 45 ได้โดยสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่/p p(8)nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; strongไม่ปรากฏเหตุผลในเชิงเนื้อหา/strong/p pน่า เสียดายที่มติข้างต้นไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลประการอื่นอันจะทำให้ไม่ต้องใช้ บังคับมาตรา 45 ไว้ด้วยเลย การอ้างว่าดาวเทียมในอวกาศอยู่นอกเขตอำนาจมีผลเท่ากับว่ายังไม่มีการ วินิจฉัยในประเด็นสารบัญญัติ ซึ่งเป็นไปได้ที่โดยเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของมาตรา 45 เองจะไม่ใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าว ตัวอย่าง เช่น คำสัมภาษณ์ของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่กล่าวว่า “การประกอบกิจการดาวเทียมอยู่ในขอบเขตของ พ.ร.บ. กสทช. ถือเป็นการดำเนินการด้านโทรคมนาคม การออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการเป็นหน้าที่ กสทช. โดยตรง แต่จะวินิจฉัยว่าคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการดาวเทียม อาทิ การอัพลิงก์ดาวน์ลิงก์ระหว่างสถานีฐานภาคพื้นดินกับดาวเทียมในอวกาศเป็นการ ใช้คลื่น เพื่อกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุคมนาคม หากเป็นการใช้คลื่นเพื่อกิจการโทรคมนาคม พ.ร.บ. กสทช. กำหนดให้ต้องจัดสรรคลื่นด้วยการประมูลเท่านั้น ไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้ แต่ถ้ามองว่าเป็นการใช้คลื่นวิทยุคมนาคม กฎหมายไม่ได้ระบุวิธีจัดสรรไว้” (ประชาชาติธุรกิจ, 13 ธ.ค. 2554) หรือ ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา ได้อธิบายในทำนองว่า การได้สิทธิในคลื่นความถี่มาจากการประสานงานคลื่นความถี่ตามขั้นตอนของ ITU ย่อมมิใช่เป็นการขอคลื่นความถี่จากnbsp; กสทช. จึงไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 45 (“ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตและกำกับดูแลกิจการดาวเทียม สื่อสารของไทย” a href="http://www.blognone.com/node/40270"http://www.blognone.com/node/40270/a) การให้เหตุผลในลักษณะนี้แม้จะถูกจะผิดประการใดแต่อย่างน้อยก็มิได้ส่งผลในเชิงลดทอนเขตอำนาจของไทยในการใช้บังคับกฎหมาย/p p(9) nbsp;nbsp; strongปัญหาอยู่ที่การบังคับวิธีการประมูลคลื่นความถี่เพียงสถานเดียว/strong/p pปัญหา ทั้งหมดของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่มาตรา 45 กำหนดให้ใช้ “วิธีการประมูลคลื่นความถี่” ไว้เพียงวิธีการเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ของกิจการดาวเทียม อันเป็นเหตุให้ผู้เกี่ยวข้องต้องพยายามหาแนวทางการตีความกฎหมายเพื่อให้ทาง ปฏิบัติดำเนินการไปได้ โดยเลี่ยงไม่ต้องอยู่ภายใต้วิธีการประมูลคลื่นความถี่ การตีความเช่นนี้ในแง่หนึ่งเท่ากับเป็นการยืนยันความชอบธรรมของบทบัญญัติดัง กล่าว ทั้งๆ ที่เป็นบทบัญญัติที่มีปัญหามาก/p pnbsp;/p pสิ่งที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสมควรกระทำ คือ ยืนยันว่าประเทศไทยมีเขตอำนาจในกิจกรรมอวกาศของตน พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่าวิธีการประมูลคลื่นความถี่ไม่เหมาะสมแก่กิจการดาว เทียมในแง่มุมต่างๆ (ดังเช่นกรณีแคนาดาที่วงการดาวเทียมพร้อมใจกันคัดค้านวิธีการประมูล a href="http://www.ic.gc.ca/eic/site/smt-gst.nsf/eng/sf09539.html"http://www.ic.gc.ca/eic/site/smt-gst.nsf/eng/sf09539.html/a และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการให้ใบอนุญาตประกอบ กิจการดาวเทียมในประเทศต่างๆ ว่าใช้รูปแบบใดบ้าง จนท้ายที่สุดได้ออกกรอบการประมูลคลื่นความถี่ในแคนาดา (Framework for Spectrum Auctions in Canada) โดยได้ให้ระบุถึงกิจการที่ไม่เหมาะสมกับการประมูลซึ่งหนึ่งในนั้นคือกิจการ ดาวเทียม a href="http://www.ic.gc.ca/eic/site/smt-gst.nsf/vwapj/dgso-001-11-framework-e.pdf/$FILE/dgso-001-11-framework-e.pdf"http://www.ic.gc.ca/eic/site/smt-gst.nsf/vwapj/dgso-001-11-framework-e.pdf/$FILE/dgso-001-11-framework-e.pdf/a) ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้มีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่อไป แต่หากเห็นว่าในระยะสั้นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อันจะก่อให้เกิดผล เสียหายอย่างมาก เช่น วิธีการประมูลคลื่นความถี่เป็นอุปสรรคที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียสิทธิ ในตำแหน่งวงโคจรค้างฟ้าและคลื่นความถี่ที่เกี่ยวข้อง (ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าว “กสทช.ยันต้องเปิดประมูลดาวเทียม”, กรุงเทพธุรกิจ, 14 มิ.ย. 2554, น.3; “กสทช.ปริ๊ดแตก! ไอซีทีใช้เป็นแพะเสียโคจร 120 องศา”, ข่าวหุ้น, 23 มิ.ย. 2554, น.8.) หากเป็นกรณี “จำเป็นเร่งด่วน” เช่นนี้ระบบกฎหมายก็เปิดช่องให้รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ปัญหาได้ อยู่แล้ว เพียงแต่เราจะเลือกแนวทางใดเท่านั้น เมื่อเลือกแนวทางตีความเพื่อแก้ปัญหานอกจากจะส่งผลเป็นการสร้างความชอบธรรม ให้บทบัญญัติที่มีปัญหาแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นการทำผิดกฎหมายเสียเองได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องตระหนักด้วยว่าไม่มีกฎหมายฉบับใดจะมีเจตนารมณ์ เพื่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้ที่ดำเนินการรักษาสิทธิในตำแหน่งวงโคจรค้างฟ้าและ คลื่นความถี่ที่เกี่ยวข้องของไทย ถ้าการตีความเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ก็ควรมีการกล่าวถึงสภาพความจำเป็นเร่งด่วน และผลของการตีความก็ควรมีลักษณะเฉพาะกรณี มิใช่วางเป็นบรรทัดฐานทั่วไป/p pโดย สรุปแล้ว แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับผลของมติข้างต้นสักเพียงใดก็ไม่อาจเห็นด้วยกับคำ อธิบายเหตุผลทางกฎหมายที่ปรากฏในมติข้างต้นได้เลย ทั้งในเรื่องเขตแดนอวกาศ และการไม่ใช้บังคับกฎหมายไทยแก่ดาวเทียมไทยซึ่งอยู่ในอวกาศ เนื่องจากเป็นคำอธิบายที่มีความแตกต่างจากจุดยืนของประเทศไทยที่แจ้งต่อสห ประชาชาติ แตกต่างจากหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับเขตอำนาจรัฐ และแตกต่างจากบทบัญญัติของสนธิสัญญาอวกาศ ค.ศ. 1967 ในเรื่องเขตอำนาจและการควบคุมเหนือวัตถุอวกาศ ตลอดจนการอนุญาตและการกำกับดูแลเอกชนในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ ส่วนมติดังกล่าวจะมีความถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็น หนึ่งที่ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายปกครองต่อไป ซึ่งต้องพิจารณาเหตุผลอื่นอีกหลายประการประกอบกัน โดยอาจรวมถึงความจำเป็นเร่งด่วนอันสืบเนื่องจากการรักษาสิทธิตำแหน่งวงโคจร ค้างฟ้าและคลื่นความถี่ที่เกี่ยวข้องด้วย/p pnbsp;/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/W11jtKflRpU" height="1" width="1"/

จันทจิรา เอี่ยมมยุรา: ปัญหาทางกฎหมายกรณีสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800 MHz

Thu, 23/05/2013 - 14:50
!--break--!--break-- pการสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือคลื่น 1800 MHz ระหว่าง บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) กับ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (True Move) และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (DPC) ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กันยายน 2556 นี้ นับว่ามีความสำคัญในทางกฎหมาย 2 ประการ ประการแรก เป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดยุค “ระบบสัญญาสัมปทาน” ในกิจการโทรศัพท์มือถือของไทย ซึ่งระบบนี้จะดำเนินไปอีกระยะหนึ่งจนถึงปี 2561 อันเป็นช่วงเวลาที่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ฉบับสุดท้ายระหว่าง บมจ. กสท และ DTAC จะสิ้นสุดลง และเข้าสู่ยุค “ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม” ที่เปิดให้มีการแข่งขันกันอย่างเต็มที่เต็มความสามารถ และประการที่สอง การดำเนินการของ กสทช.เกี่ยวกับกรณีนี้ เช่น การเรียกคืนการใช้คลื่นและการนำคลื่นไปจัดสรรใหม่ จะเป็นบรรทัดฐานในการทำงานทั้งในส่วน กสทช.เองและในส่วนผู้ประกอบกิจการทั้งของรัฐและเอกชนต่อไป ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผู้เขียนจึงถือโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ดังนี้/p pnbsp;/p h31. ที่มาของระบบสัญญาสัมปทานในการให้ดำเนินการบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า 1800 a href="#1"span style="color:#ff0000;"sup[1]/sup/span/a/h3 pเดิมการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท หรือ CAT ปัจจุบันได้แปลงสภาพเป็น บมจ. กสท ที่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป) เป็นตัวแทนรัฐในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กสท ในขณะนั้นจึงได้รับการจัดสรรคลื่น 1800 MHz จากกรมไปรษณีย์โทรเลข จำนวน 75 MHz และได้นำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปจัดทำสัญญาสัมปทาน (Concessionaire) ในลักษณะสร้าง-โอน-ให้บริการ (Build-Transfer-Operate) กับบริษัทเอกชน 3 ราย ได้แก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (True Move) และ บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (DPC) เพื่อดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า ดังรายละเอียดในตาราง/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emตารางแสดงคลื่นความถี่ของ บมจ. กสท ที่มีการทำสัญญาสัมปทานเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 1800br /(ที่มา: สำนักงาน กสทช.)/em/span/p table style="width: 100%;" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr tdnbsp;/td td colspan="4" rowspan="1"คลื่นความถี่ที่จัดสรร/td td colspan="1" rowspan="2"ปริมาณความถี่ที่ถือ (MHz)/td td colspan="1" rowspan="2"ระบบ/มาตรฐาน/td td colspan="1" rowspan="2"ผู้รับอนุญาตให้ใช้ความถี่/td td colspan="1" rowspan="2"ผู้ให้บริการ/td td colspan="1" rowspan="2"หมดอายุสัมปทาน/td /tr tr tdnbsp;/td td colspan="2" rowspan="1"ความถี่ส่ง (MHz)/td td colspan="2" rowspan="1"ความถี่รับ (MHz)/td /tr tr td1/td td1710/td td1722.6/td td1805/td td1817.6/td td12.6/td tdPCN 1800/td tdCAT/td tdTrue Move/td tdก.ย. 56/td /tr tr td2/td td1722.6/td td1747.9/td td1817.6/td td1842.9/td td25.3/td tdPCN 1800/td tdCAT/td tdDTAC/td tdก.ย. 61/td /tr tr td3/td td1747.9/td td1760.5/td td1842.9/td td1855.5/td td12.6/td tdPCN 1800/td tdCAT/td tdDPC/td tdก.ย. 56/td /tr tr td4/td td1760.5/td td1785/td td1855.5/td td1880/td td24.5/td tdPCN 1800/td tdCAT/td tdDTAC (สำรอง)/td tdก.ย. 61/td /tr /tbody /table pโดยบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายมีหน้าที่จัดหาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด และต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้ บมจ. กสท ก่อนเริ่มให้บริการ ระหว่างให้บริการและภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ บมจ. กสท ให้สิทธิแก่บริษัทนำเครื่องและอุปกรณ์ที่ได้โอนกรรมสิทธิ์ไปให้บริการแก่ประชาชนผู้ใช้บริการตลอดอายุสัญญา โดยบริษัทตกลงจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำและผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่มเป็นรายปีให้ บมจ. กสท ตลอดอายุสัมปทาน/p pnbsp;/p h32. ระบบใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคม/h3 pก่อนที่ผู้เขียนจะวิเคราะห์ในประเด็นที่พาดหัวบทความไว้ข้างต้น จำเป็นต้องกล่าวถึงระบบการควบคุมกำกับของรัฐไทยในกิจการโทรคมนาคมในระยะเปลี่ยนผ่านเสียก่อน เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานมาสู่ระบบใบอนุญาต อันเป็นต้นตอของปัญหากฎหมายที่มุ่งหมายวิเคราะห์ต่อไป/p pเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ใช้บังคับต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ มุ่งเปิดเสรีตลาดกิจการโทรคมนาคมให้มีการแข่งขันกันเสมอภาคและเป็นธรรมทั้งในระหว่างบริษัทเอกชนด้วยกัน และระหว่างวิสาหกิจของรัฐกับบริษัทเอกชน ในแง่นี้รัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะรัฐวิสาหกิจของรัฐสองแห่งคือ การสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจากผู้ให้สิทธิการใช้คลื่น (ในรูปสัมปทาน) และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม มาเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Operator) รายหนึ่งเหมือนเอกชน โดยแปลงสภาพมาเป็น บมจ. กสท และ บมจ.ทีโอที ตามลำดับ การประกอบกิจการโทรคมนาคมของบริษัททั้งสองก็จะต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับกิจการ (Regulator) เหมือนกับบริษัทโทรคมนาคมเอกชนทั่วไป (เจตจำนงข้อนี้ดูมาตรา 80 วรรคแรกและวรรคสอง ของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544)/p pเพื่อให้เป็นไปตามแนวคิดและเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ รัฐได้สร้างกลไกและมาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับระบบใบอนุญาต ที่สำคัญได้แก่/p p1. จัดตั้งหน่วยงานกำกับกิจการ (Regulator) ที่เป็นอิสระขึ้นแทนกรมไปรษณีย์โทรเลขเดิม ได้แก่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปัจจุบันคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฯ ถือว่าเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ (มาตรา 47 วรรคแรก รัฐธรรมนูญ)/p pดังนั้น หากมองในแง่นี้ คลื่นความถี่จึงมิใช่ทรัพย์สินของ กสทช.เหมือนกับอาคารเครื่องมืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ กสทช.จะใช้หรือจัดการได้อย่างอิสระในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ กสทช.ถือและจัดสรรคลื่นความถี่ในฐานะที่ทำแทนประชาชน ดังนั้น จึงต้องจัดสรรไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ และตามวัตถุประสงค์ตลอดจนหลักเกณฑ์วิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในที่นี้คือ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544/p p2. เพื่อคุ้มครองกิจการและทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ได้ใช้คลื่นความถี่อยู่ก่อนที่จะมีการเปิดเสรีนี้ รัฐจึงกำหนดให้มีบทเฉพาะกาลในกฎหมายเพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานมาสู่ระบบใบอนุญาต โดยบัญญัติคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้รับสัมปทานเดิม (ผู้ให้บริการเอกชน ในที่นี้คือ True Move และ DPC) ให้มีสิทธิใช้คลื่นในการประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน (ในที่นี้คือ 15 กันยายน 2556) ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 305 (1) และมาตรา 80 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ต่อมาเมื่อมีการตรา พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปี 2553 มาตรา 83 ประกอบมาตรา 84 จึงบัญญัติให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนซึ่งผู้ได้รับการจัดสรรหรือผู้ใช้คลื่นความถี่ต้องคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่/p pควรกล่าวด้วยว่า ระยะเวลาที่ กสทช.กำหนดให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือผู้ใช้คลื่นความถี่มีสิทธิใช้คลื่นความถี่ได้ถึงเมื่อใดหรือต้องคืนคลื่นเมื่อใดนั้น มิใช่ทำได้ตามอำเภอใจ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 3 ประการ คือ/p p style="margin-left: 40px;"(1) หลักความชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า เมื่อมีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้โดยเฉพาะในกรณีใด กสทช.ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย จะปฏิบัติให้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายไม่ได้ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฯ บทเฉพาะกาล มาตรา 305 (1) ประสงค์จะคุ้มครองกิจการและทรัพย์สินของผู้ได้รับจัดสรรคลื่นและใช้คลื่นความถี่อยู่เดิมก่อนรัฐธรรมนูญใช้บังคับ ก็บัญญัติให้ผู้นั้นมีสิทธิใช้คลื่นความถี่ได้จนกว่าอายุสัมปทานหรือสัญญาจะสิ้นสุดลง ซึ่งบทเฉพาะกาล มาตรา 80 พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ก็บัญญัติเรื่องระยะเวลาไว้ในลักษณะเดียวกัน ในแง่นี้ กสทช.ต้องดำเนินการให้ผู้รับสัมปทานแต่ละรายใช้สิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมและใช้คลื่นความถี่ให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน จะให้สิทธิเกินกว่าที่สัญญากำหนดไม่ได้โดยเด็ดขาด/p p style="margin-left: 40px;"(2) หลักการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบกิจการด้วยกัน ซึ่งบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญฯ/p p style="margin-left: 40px;"(3) หลักการคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นของการประกอบกิจการ ตลอดจนการใช้คลื่นความถี่ (บทบัญญัติมาตรา 83 ประกอบมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) ในกรณีนี้ หมายความว่า หากผู้ใช้คลื่นความถี่อยู่เดิมก่อนกฎหมายประกาศใช้นั้น มีสิทธิใช้คลื่นโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ก็ให้ กสทช. จำกัดระยะเวลาการใช้คลื่นให้แน่นอนลงไป โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นของการประกอบกิจการของบุคคลผู้นั้น แต่สำหรับผู้รับสัมปทานเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป กสทช.ไม่อาจนำเอามาตรา 83 วรรคท้าย มาอนุโลมใช้กับกรณีนี้ได้ เพราะระยะเวลาของสิทธิในการใช้คลื่นของผู้รับสัมปทานถูกกำหนดไว้แน่นอนแล้วตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามที่กล่าวมาในข้อ (1) คือสิ้นสุดเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นผล และก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจแก่ กสทช. ย่นหรือขยายสิทธิในการประกอบกิจการของผู้รับสัมปทานที่อยู่ภายใต้บังคับ “บทเฉพาะกาล” ได้ เพราะหากให้อำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้ บทเฉพาะกาลก็จะไม่ใช่บทเฉพาะกาลอีกต่อไป และอาจส่งผลให้มีการนำบทเฉพาะกาลมาใช้แทนบทหลักของกฎหมายได้ ดังนั้น กสทช. ย่อมมีหน้าที่บังคับให้ผู้รับสัมปทานหยุดใช้คลื่นความถี่เมื่อสิ้นสุดอายุการให้สัมปทาน เพื่อนำมาจัดสรรใหม่แก่ผู้ประกอบกิจการรายอื่นๆ ต่อไป/p pอนึ่ง ที่กฎหมายบัญญัติให้ กสทช.กำหนดระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ในแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ฯ นั้น เป็นแต่เพียงเรื่องที่กฎหมายประสงค์ให้ กสทช.ประกาศระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ให้ชัดเจนเท่านั้น (มาตรา 84 วรรคท้าย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกอบกับยุทธศาสตร์ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ข้อ 8.2) แต่ไม่ได้หมายความว่ามาตราดังกล่าวจะสามารถนำมาอ้างเพื่อให้อำนาจแก่ กสทช.ขยายระยะเวลาใช้คลื่นหรือระยะเวลาประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับสัมปทานออกไปอีกได้/p pnbsp;/p h33. วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายในกรณีที่สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ. กสท กับ True Move และ DPC สิ้นสุดลง สิทธิถือครองและใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz จะกลับไปสู่ บมจ.กสท ได้อีกหรือไม่/h3 pในช่วงการเปลี่ยนผ่าน หลักการคุ้มครองกิจการและทรัพย์สินของผู้ได้รับจัดสรรคลื่นและใช้คลื่นความถี่เดิมย่อมเรียกร้องให้รัฐจัดมาตรการคุ้มครองสิทธิและการใช้ประโยชน์ดังกล่าว ในบทเฉพาะกาล มาตรา 79 และ 80 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ได้กำหนดให้คณะกรรมการเวลานั้นดำเนินการออกใบอนุญาตให้กับการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ต่อมาคือ บมจ.กสท) และอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ตามมาตรา 84 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งใบอนุญาตที่ได้รับมีอายุตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2548 ถึง 3 สิงหาคม 2568 เป็นเวลา 20 ปี และมีระยะเวลาการใช้คลื่นความถี่ที่ตนเองใช้ประกอบกิจการอยู่จนถึงระยะเวลาสิ้นสุดใบอนุญาต/p pแต่ในส่วนผู้รับสัมปทานนั้น มาตรา 80 พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ บัญญัติว่า “ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของการสื่อสารแห่งประเทศไทย.....ถ้าหน่วยงานดังกล่าวได้มีการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญาแก่ustrongผู้ใด/strong/uเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ strongให้ผู้ได้รับ....สัมปทานผู้นั้น/strongยังคงมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิมตามที่ได้รับ....สัมปทานต่อไปจนกว่าการอนุญาต สัมปทานหรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง” ซึ่งสอดรับกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 305 (1) ดังกล่าวแล้ว/p pหมายความว่าในขณะที่ตรารัฐธรรมนูญและกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ผู้รับสัมปทานเป็นผู้ใช้คลื่น 1800 ในการให้บริการตามสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากไม่มีบทเฉพาะกาลบัญญัติคุ้มครองสิทธิไว้ ก็เท่ากับว่ารัฐบังคับเรียกคืนคลื่นความถี่ทันทีและยกเลิกสัญญาสัมปทาน อันถือเสมือนเป็นการยึดทรัพย์สินผู้ประกอบการ (confiscation) ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญฯ อีกทั้งไม่เป็นธรรมต่อผู้รับสัมปทานที่ได้ลงทุนไปแล้วจำนวนมาก รัฐธรรมนูญและกฎหมายจึงได้บัญญัติบทเฉพาะกาลให้ความคุ้มครองผู้รับสัมปทานในระหว่างเวลานั้นที่จะสามารถใช้คลื่นความถี่ต่อไปได้จนกว่าสัมปทานสิ้นสุดลง ในแง่นี้บทเฉพาะกาลไม่ได้มุ่งคุ้มครอง บมจ.กสท ในส่วนที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่ที่นำออกให้สัมปทานไปแล้วในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เว้นแต่สิทธิหน้าที่และประโยชน์ที่ได้รับตามสัญญาสัมปทาน เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง อำนาจคุ้มครองของกฎหมายตามบทเฉพาะกาลก็สิ้นสุดลงไปด้วย และเมื่ออำนาจคุ้มครองตามบทเฉพาะกาลสิ้นสุดลง ก็ต้องนำบทหลักของกฎหมายมาใช้บังคับต่อไป กล่าวคือ คลื่นความถี่ตกเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ “โดยอัตโนมัติ” ตามบทบัญญัติมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญและต้องนำไปจัดสรรตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ/p pนอกจากนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีความมุ่งหมายให้ กสทช.เป็นองค์กรเดียวที่มีอำนาจหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่แทนกรมไปรษณีย์โทรเลขเดิม และให้ทำหน้าที่ควบคุมกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมแทนการสื่อสารแห่งประเทศไทยและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่แปลงสภาพจากองค์กรผู้ให้สิทธิและกำกับสัญญาสัมปทานมาเป็นผู้ให้บริการกิจการโทรคมนาคมธรรมดา สถานะของ บมจ.กสท ตามบทบัญญัติมาตรา 83 และ 84 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงเป็นแต่เพียงผู้ได้รับจัดสรรคลื่น และได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยผลของบทเฉพาะกาลของกฎหมายเช่นเดียวกับผู้รับสัมปทานอื่น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต บมจ. กสท จึงไม่มีสิทธิอ้างเพื่อถือครองและใช้คลื่นความถี่ 1800 อีกต่อไป เพราะในขณะที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย กสท. ก็ไม่ได้ให้บริการโดยใช้คลื่นความถี่ 1800 อยู่แล้ว อีกทั้งในขณะนั้น กสท. ก็ไม่ใช่เอกชนและไม่ได้มีการลงทุนใดๆ เพื่อใช้คลื่นความถี่นั้นในการให้บริการ กสท. จึงไม่ได้มีสิทธิใดๆ ที่กฎหมายและรัฐธรรมนูญจะต้องให้การคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ/p pstrongดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกาศใช้บังคับแล้ว หากจะวินิจฉัยว่า บมจ. กสท กลับเป็นผู้มีสิทธิถือครองและใช้ (หรือรวมไปถึงให้สิทธิผู้อื่นใช้) คลื่นความถี่ 1800 MHz ได้อีกภายหลังจากสัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ. กสท กับ True Move และ DPC สิ้นสุดลง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดสรรคลื่น จะเป็นการทำลายหลักการของรัฐธรรมนูญและกฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคมลงโดยสิ้นเชิง และจะส่งผลให้เป็นการทำลาย “ระบบใบอนุญาต” อันเป็นหัวใจของการเปิดเสรีตลาดกิจการโทรคมนาคมของไทยลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเท่ากับว่าคลื่นความถี่จำนวนมากจะกลับไปอยู่ในการครอบครองของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายภายหลังเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงและ กสทช.ก็จะไม่สามารถรวบรวมคลื่นความถี่นำออกจัดสรรได้/strong/p pnbsp;/p h34. วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายในกรณีที่ กสทช. อนุญาตให้บริษัท True Move หรือบริษัท DPC ได้สิทธิใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz ต่อไปเป็นการชั่วคราวภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงได้หรือไม่/h3 pจากการติดตามข่าวคราวa href="#2" span style="color:#ff0000;"sup[2]/sup/span /aดูเหมือนว่า กสทช. โดย กทค.จะตัดสินใจไปในแนวทางที่อนุญาตให้บริษัท True Move และ DPC ได้สิทธิใช้คลื่นดังกล่าวต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาฯ แล้ว ในฐานะ “มาตรการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการออกใบอนุญาต” a href="#3"span style="color:#ff0000;"sup[3]/sup/span/a เพื่อ “เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เห็นควรกำหนดมาตรการเพื่อมิให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบทั้งในช่วงก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงและในช่วงสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงแล้ว โดยให้มีการให้บริการสำหรับผู้ใช้บริการที่ยังเหลือค้างอยู่ในระบบเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง”a href="#4" span style="color:#ff0000;"sup[4]/sup/span/a/p pโดยสรุป เหตุผลของ กสทช.ก็คือ เพื่อให้การบริการที่บริษัทเอกชนทั้งสองจัดบริการให้แก่ประชาชนผู้บริโภคจำนวน 18 ล้านคนอยู่ขณะนี้มีความต่อเนื่องไม่ขาดตอน ซึ่งหากไม่ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวนี้อาจเกิดกรณี “ซิมดับ” ได้/p pมีคำถามชวนให้ขบคิดทันทีว่าการตัดสินใจเช่นนี้ (ถ้าหากเกิดขึ้นจริง) ของ กสทช.ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีกฎหมายอนุญาตให้ทำได้หรือไม่ ซึ่งstrongผู้เขียนมีความเห็นว่ามติของ กสทช.โดย กทค.ในลักษณะที่กล่าวมานี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย/strong ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ/p p style="margin-left: 40px;"(1) คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของประชาชนไทยทุกคน มิใช่ทรัพย์สินของ กสทช. กสทช.มีหน้าที่จัดสรรคลื่นและกำกับการใช้คลื่นให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตลอดจนตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติให้ผู้รับสัมปทานสามารถประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไปได้จนถึงวันที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงเท่านั้น อันเป็นการอนุญาต “เฉพาะกาล” โดยบทเฉพาะกาลในมาตรา 80 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ ตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งย่อมหมายความต่อไปว่าระยะเวลาหลังจากนั้น หากจะมีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการต่อไป ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 7 และ 10 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ กล่าวคือ ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการโทรคมนาคมและใช้คลื่นความถี่ ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมและต้องได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นอกจากนี้ มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้บัญญัติว่า การขอรับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ จะต้อง “ดำเนินการโดยวิธีการประมูล” เท่านั้น/p p style="margin-left: 40px;"สมควรกล่าวด้วยว่า กสทช. เองก็ได้กำหนดระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ที่แน่นอนตามมาตรา 84 วรรคสี่ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แล้ว โดยกำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ว่า สิทธิการใช้คลื่นความถี่ของผู้ได้รับจัดสรรคลื่นตามบทเฉพาะกาล ให้สิ้นสุดลงตามสัญญาสัมปทาน แผนแม่บทฯ ย่อมมีผลผูกพัน กสทช. ตามหลักกฎหมายที่ว่าฝ่ายปกครองย่อมต้องผูกพันในกฎเกณฑ์ที่ตนเองเป็นผู้ตราขึ้นnbsp; อนึ่ง แม้ว่า กสทช จะมีอำนาจแก้ไขแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ฯ ได้ แต่หาก กสทช. ใช้อำนาจนั้นเพื่อขยายระยะเวลาการประกอบกิจการของผู้รับสัมปทานรายใดรายหนึ่งออกไปโดยไม่ต้องมีใบอนุญาตและไม่มีการประมูล การกระทำของ กสทช.จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ อีกทั้งจะเท่ากับเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของผู้รับสัมปทานที่ระบุตัวได้โดยเฉพาะ ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายปกครอง เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่ากฎหมายอนุญาตให้ กสทช.ใช้อำนาจจัดสรรคลื่นความถี่และให้บุคคลใช้คลื่นความถี่โดยวิธีการอย่างอื่นโดยอำเภอใจ ซึ่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มิได้มุ่งหมายเช่นนั้น กสทช.ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการรายใดได้รับการจัดสรรคลื่นและใช้คลื่นความถี่โดยวิธีการอื่นที่มิได้กำหนดไว้ในกฎหมายได้ ไม่ว่าเป็นการชั่วคราวหรือถาวร ตามหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” ดังนั้น เมื่อได้รับคืนคลื่นมาแล้ว กสทช. ต้องนำคลื่นความถี่นั้นไปจัดสรรใหม่ “โดยวิธีการประมูล” ตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯnbsp;/p p style="margin-left: 40px;"(2) ที่ กสทช.มีแนวคิดที่จะสร้างมาตรการชั่วคราวในลักษณะดังกล่าวมาใช้ด้วยเหตุผลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค 18 ล้านรายนั้น โดยเจตนาแม้จะทำเพื่อผู้ใช้บริการและโดยอำนาจหน้าที่จำเป็นต้องกระทำ แต่อย่างไรก็ตาม ในหลักความชอบด้วยกฎหมายของรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้น นอกจากจุดมุ่งหมายถูกต้อง วิธีการต้องถูกต้องด้วย ในที่นี้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวแม้ดูเหมือนมีจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง แต่วิธีการซึ่งเป็นเสมือนการอนุญาตให้บริษัท True Move และบริษัท DPC ได้ใช้คลื่นความถี่ต่อไปโดยไม่ต้องประมูลนั้น เห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะนอกจากบริษัททั้งสองไม่ต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ในระหว่างเวลาในมาตรการชั่วคราวแล้ว ยังไม่มีลู่ทางว่า กสทช.จะคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมและค่าธรรมเนียมอื่นๆ อย่างไรที่จะเป็นการป้องกันมิให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการได้ เพราะหากบริษัท True Move หรือบริษัท DPC ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่และใช้คลื่นความถี่ 1800 จริง strongบริษัทดังกล่าวจะมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าอื่นๆ ให้แก่ กสทช. รวมแล้วเพียง 5.25% ของรายได้ ซึ่งเป็นอัตราที่ถูกมาก ในขณะที่คู่แข่งขันซึ่งเป็นผู้ประกอบการตามสัญญาสัมปทานโทรคมนาคมรายอื่นต้องจ่ายในอัตราถึง 20-30%/strong จะเห็นว่าวิธีการแก้ไขปัญหาแบบนี้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม ซึ่ง กสทช.ในฐานะหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องประกันสิทธิเสรีภาพประการนี้ของบุคคล (มาตรา 43 รัฐธรรมนูญ) โดยการกำกับให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม (มาตรา 84 (5) รัฐธรรมนูญ)/p p style="margin-left: 40px;"(3) ที่ กสทช.รู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคโดยอนุญาตให้บริษัทตามสัญญาเดิมให้บริการต่อไปได้อีก 1 ปีนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่วิธีการที่จำเป็นและไม่ใช่วิธีการเพียงหนทางเดียวที่จะกระทำให้บริการสาธารณะมีความต่อเนื่องได้ strongกล่าวได้ว่าขัดต่อหลักความจำเป็นซึ่งเป็นหลักความชอบด้วยกฎหมายประการหนึ่ง/strong เพราะในตลาดยังมีผู้ประกอบกิจการรายอื่นๆ อีกมากที่สามารถให้บริการผู้บริโภคส่วนนี้ได้ดุจเดียวกัน ผู้ใช้บริการสามารถเลือกย้ายค่ายผู้ให้บริการแม้การย้ายจะมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่ กสทช จะกำหนดให้ True Movenbsp; และ DPCnbsp; จะต้องหามาตรการบรรเทาต่อไป อันเป็นมาตรการที่ส่งผลร้ายต่ออุตสาหกรรมนี้ในภาพรวมน้อยกว่ามาตรการที่เลือก ดังนั้น การอ้างความจำเป็นกรณีนี้โดยอาศัยเหตุผลว่างานบริการสาธารณะต้องมีความต่อเนื่องจึงไม่เป็นความจริง และหากอ้างเช่นนั้นได้ ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้แก่ผู้รับสัมปทานบริการสาธารณะในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไปในอนาคต/p pstrongโดยสรุปในประเด็นปัญหานี้ ผู้เขียนเห็นว่าหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คลื่นความถี่จะต้องตกเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะอันต้องนำไปประมูล ไม่อาจกลับไปเป็นของ บมจ. กสท และ กสทช.ก็ไม่อาจใช้มาตรการที่เรียกว่า “มาตรการคุ้มครองชั่วคราว” อนุญาตให้บริษัท True Move และ DPC ได้สิทธิใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz ต่อไปภายหลังสัญญาสัมปทานกับ บจม. กสท สิ้นสุดลงได้ การทำให้ระบบใบอนุญาตไร้ผลก็ดี การไม่เคารพหลักการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมก็ดี และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยองค์กรกำกับกิจการนั้นเองก็ดี ท้ายที่สุดคือการทำให้การปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมของไทยถอยหลังลงคลองนั่นเอง/strong/p p-------------------------/p pstrongemอ้างอิง:/em/strong/p ol lia name="1"/aจากรายงานสรุปประเด็นสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน 1800 MHz ของ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย สำนักงาน กสทช.br /br /สัญญาสัมปทาน 1800 MHz ที่กำลังจะสิ้นสุดในกรณีนี้ เป็นสัญญาสัมปทานระหว่าง CAT กับ บริษัท True Move และ บริษัท DPC เท่านั้น แต่จะเป็นบรรทัดฐานที่ กสทช.จะปฏิบัติต่อไปในกรณีที่สัญญาสัมปทานระหว่าง CAT ผู้ให้สัมปทาน กับ DTAC ผู้รับสัมปทาน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2561 และระหว่าง TOT ผู้ให้สัมปทาน กับ AIS ผู้รับสัมปทาน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2558br /nbsp;/li lia name="2"/aอ้างจาก a href="http://newsite.adslthailand.com/news/กทค-ยันสิทธิใช้คลื่น-cat-ตอ้ง"http://newsite.adslthailand.com/news/กทค-ยันสิทธิใช้คลื่น-cat-ตอ้งnbsp;/a ลงวันที่ ๒๐/๐๓/๒๐๑๓;br /br /a href="http://http://newsite.adslthailand.com/news/ประมูลคลื่น-1800-ด่วน-แก้ปัญ/"http://newsite.adslthailand.com/news/ประมูลคลื่น-1800-ด่วน-แก้ปัญ/ /aลงวันที่ ๑๓/๐๓/๒๐๑๓;br /br /a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1362120337amp;grpid=03amp;catid=06amp;subcatid=0600"http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1362120337amp;grpid=03amp;catid=06amp;subcatid=0600 /aลงวันที่ ๑/๐๓/๒๕๕๖br /nbsp;/li lia href="http://newsite.adslthailand.com/news/กทค-ยันสิทธิใช้คลื่น-cat-" name="3"http://newsite.adslthailand.com/news/กทค-ยันสิทธิใช้คลื่น-cat-/a ลงวันที่ ๒๐/๐๓/๒๐๑๓br /nbsp;/li lia name="4"/aเพิ่งอ้าง/li /ol pnbsp;/p pemstrongชื่อบทความเดิม: span style="color:#ff8c00;"ปัญหาทางกฎหมายกรณีการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน 1800 MHz ระหว่าง บมจ.กสท. กับบริษัททรูมูฟ และบริษัทดิจิตอลโฟน/span/strong/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/u6sosbTtFgg" height="1" width="1"/

กสทช.ไม่ฟัน! ร่างบิวตี้คอนเทสต์ – โยนบอร์ดเล็กตัดสิน

Thu, 23/05/2013 - 14:20
pกสทช.ไม่พร้อมฟัน ! อำนาจออกหลักเกณฑ์บิวตี้คอนเทสต์ทีวีดิจิตอลสาธารณะ-ส่งกลับบอร์ดเล็กตัดสินใจ ในขณะที่ร่างประกาศการประมูลทีวีดิจิตอลธุรกิจผ่านฉลุย ด้านร่างประกาศฯ non-exclusive list ไม่คุ้มครองคนไทยรับชมฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก และฟุตบอลดิวิชั่น 1/p p!--break--!--break--/p pความคืบหน้าจากที่ประชุมบอร์ดใหญ่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 5 เมื่อวันพุธที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)nbsp; ได้เสนอให้พิจารณาข้อหารือขอบเขตอำนาจหน้าที่ ให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้กระบวนการดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย และความจำเป็นในการจัดให้มีประกาศหลักเกณฑ์เพื่ออนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินประเภทบริการสาธารณะ เช่นเดียวกับที่จัดให้มีหลักเกณฑ์สำหรับกิจการทางธุรกิจ ที่กำหนดให้จัดทำประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือก และเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ตามประกาศ กสทช. เรื่อง แผนการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนระบบส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอล พ.ศ.2555nbsp;/p pนางสาวสุภิญญา กล่าวว่า การพิจารณาวาระนี้มีการเสนอขอให้ตนถอนวาระออก แต่ตนยืนยันไม่ถอน เนื่องเพราะเหตุผลที่เสนอวาระนี้ต่อชุดใหญ่เพราะเป็นอำนาจที่คาบเกี่ยวกันตามกฎหมายที่บอร์ดใหญ่ควรใช้อำนาจวินิจฉัยในกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ซึ่งผลจากที่ประชุมได้ขอให้นำเรื่องนี้กลับไปพิจารณาที่บอร์ดเล็ก กสท. โดยตนคงรอการนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งก่อนหาแนวทางอื่นต่อไปnbsp;/p pทั้งนี้ กสทช.มีมติผ่าน (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจ โดยนางสาวสุภิญญา ได้ขอสงวนบางประเด็น อาทิ การใช้หนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินประเภทธุรกิจธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 (Bank Guarantee)nbsp; และ ราคาโครงข่ายมัลติเพล็กเซอร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิธีการประมูล ที่น่าจะเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม และทำความเข้าใจกับสาธารณะและผู้เกี่ยวข้อง/p pนอกจากนี้ นางสาวสุภิญญาฯ ได้สงวนความเห็นการนำรายการฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก และฟุตบอลดิวิชั่น1 ออกจากภาคผนวกรายการกีฬาที่สำคัญ ที่ผู้ประกอบกิจการจะต้องปฏิบัติตามประกาศ ใน(ร่าง)ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การแพร่เสียงแพร่ภาพรายการกีฬาที่สำคัญnbsp; หรือ ร่างฯ non-exclusive list ที่มีหลักการสำคัญในการคุ้มครองและกำกับดูแลการเผยแพร่ภาพรายการกีฬาที่มีความสำคัญซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยไม่ถูกจำกัดช่องทางการรับชมทั้ง 7 รายการ ได้แก่ รายการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก รายการแข่งขันคอนเฟเดอเรชั่นส์คัพ รายการแข่งขันเอเชี่ยนคัพนัดสุดท้าย และนัดที่มีทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขัน รายการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์โลก และฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย รายการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก รายการแข่งขันวอลเล่ย์บอล ระดับชิงแชมป์โลก และรายการแข่งขันเทนนิสเดวิสคัพ นัดที่มีตัวแทนจากชาติไทยเข้าร่วมแข่งขัน การสงวนความเห็นในรายการการกีฬาที่ถูกนำออก เพราะเนื่องจากอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันของผู้ประกอบการฯ และมีความกังวลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ดังเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นแล้ว จอดำบอลยูโร และการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตnbsp;/p pnbsp;/p pimg alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8205/8252146954_8172fc8691_t.jpg" style="width: 100px; height: 100px;" //p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tu83RfVFzak" height="1" width="1"/

นโยบายสนับสนุนผู้หญิงในที่ทำงานของญี่ปุ่น จะช่วยกู้เศรษฐกิจได้หรือไม่

Thu, 23/05/2013 - 13:49
pขณะที่ญี่ปุ่นกำลังหาทางกู้วิกฤติปัญหาด้านประชากรและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทางเลือกหนึ่งคือการเอื้ออำนวยและส่งเสริมผู้หญิงในที่ทำงานแบบ 'วูแมนโนมิกส์' เนื่องจากผู้หญิงในญี่ปุ่นยังถูกกดดันและถูกลดสิทธิ์ต่างๆ เวลามีลูก อีกทั้งยังไม่มีการหลักดันให้มีตำแหน่งระดับบริหารมากพอ/p !--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2013 เว็บไซต์ CNN กล่าวถึงกรณีการที่ญี่ปุ่นพยายามสนับสนุนส่งเสริมผู้หญิงในที่ทำงานมากขึ้น แต่ก็มีคำถามว่าการผลักดันเช่นนี้จะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้หรือไม่/p p"ผู้หญิงเป็นทรัพยากรที่ญี่ปุ่นมองข้ามไปมากที่สุด" นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกล่าวไว้เมื่อช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อถึงความต้องการลดช่องว่างทางเพศในหมู่คนทำงานชาวญี่ปุ่น/p pทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ โนริโกะ ฮามะ กล่าวในหนังสือพิมพ์ Japan Times ถึงการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสภาพการทำงานที่ดี "คุณควรทำให้ผู้หญิงอยู่ในสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เพราะพวกเธอมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดี ไม่มีเหตุผลหรือความชอบธรรมอื่นใดในการกระทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม"/p pCNN กล่าวว่าหากญี่ปุ่นต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน สิ่งที่เศรษฐศาสตร์แบบ 'วูแมนโนมิกส์' ก็เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นควรให้ความสนใจ/p pเว็บไซต์ ABCnews กล่าวถึงแนวคิด วูแมนโนมิกส์ ในแง่ที่ให้โอกาสและนำอาจในการบริหารจัดการของผู้หญิงในองค์กรซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิผลขององค์กรให้ดีขึ้นได้/p pเคธี่ มัทสุอิ จากธนาคารโกลด์แมนแซชส์ ผู้ที่สนับสนุนผลักดันประเด็นด้านผู้หญิงในองค์กรเปิดเผยว่าในญี่ปุ่นมีการจ้างงานผู้ชายราวร้อยละ 80 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ขณะที่ผู้หญิงญี่ปุ่นยังคงมีอัตราการจ้างงานเพียงร้อยละ 60 เคธี่บอกว่าหากญี่ปุ่นมีการลดช่องว่างตรงจุดนี่ ก็จะมีแรงงานเพิ่มถึง 8.2 ล้านคน และอาจส่งผลให้อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 14/p pนายกรัฐมนตรีอาเบะทำลังดำเนินมาตรการให้บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตาม โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าแต่ละบริษัทควรจะมีผู้บริหารหญิงอย่างน้อยหนึ่งคน และเสนอมาตรการจูงใจด้านภาษีให้กับบริษัทที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงที่มีลูกกลับมาทำงาน/p pแม้ว่าในกฏหมายปี 1986 ของญี่ปุ่นจะให้ความเท่าเทียมกันด้านการจ้างงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วบริษัทในประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศในที่ทำงานอยู่/p pนาโอโกะ โทโยดะ ทำงานอยู่ในบริษัทไอทีมา 10 ปี แต่ถูกลดตำแหน่งไปอยู่ตำแหน่งเมื่อเริ่มงานเมื่อเธอกลับเข้าทำงานหลังจากให้กำเนิดลูกคนแรก "ผู้หญิงที่เลือกจะไม่มีลูกสามารถไต่เต้าขึ้นไปมีตำแหน่งดีๆ ในบริษัทได้ ขณะที่คนที่เลือกมีลูกเหมือนถูกขับให้อยู่ในสภาพกึ่งๆ ปลดเกษียณ" นาโอโกะกล่าว เธอบอกอีกว่าทางบริษัทมีความเข้มงวดมากเพราะเกรงว่าหากมีการยกเว้นก็จะมีคนอื่นเรียกร้องให้เป็นแบบเดียวกัน นาโอโกะตัดสินใจออกจากบริษัท/p pธนาคารโกลด์แมนแซชส์เปิดเผยข้อมูลอีกว่ามีผู้หญิงร้อยละ 70 ในญี่ปุ่นที่เลือกออกจากงานหลังจากที่เธอมีลูกแล้ว ซึ่งเป้นจำนวนสูงกว่าในสหรัฐฯ หรือในเยอรมนีสองเท่า แต่ขณะที่สาเหตุหลักที่ผู้หญิงออกจากงานในสหรัฐฯ และเยอรมนีคือเรื่องต้องเลี้ยงดูลูก ในญี่ปุ่นสาเหตุของการออกจากงานกลับกลายเป็นเรื่องของบรรยากาศในที่ทำงานที่ไม่มีการประนีประนอม ซึ่งเรียกร้องให้มีเวลาเข้างานและไม่มีความยืดหยุ่นในการทำงานสำหรับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงที่มีลูกเลิกไปทำงาน/p pงานวิจัยของศูนย์นโยบายการใช้ชีวิตในที่ทำงานในปี 2011 เปิดเผยว่า 3 ใน 4 ของผู้หญิงญี่ปุ่นต้องการกลับเข้าทำงานหลังจากมีลูกแล้ว แต่มีเพียงร้อยละ 43 เท่าน้นที่สามารถกลับไปทำงานแบบเดิมได้ คนอื่นๆ มักจะถูกตัดเงินเดือนหรือไม่ก็ถูกผลักให้กลายเป็นคนชายขอบของบริษัท/p pในเรื่องนี้บริษัทเครื่องสำอางค์ชิเซโดมีพัฒนาการดีที่สุด โดยตั้งแต่ปี 1990 โครงการสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรธิดาได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยตลอด มีการอนุญาตให้พนักงานลาเพิ่มเพื่อทำหน้าที่ผู้ปกครอง อนุญาตให้มีเวลางานน้อยลง และมีศูนย์เลี้ยงดูเด็กภายในที่ทำงาน นอกจากนี้ยังมีแผนการปรับความเท่าเทียมทางเพศด้วยการผลักดันให้มีผู้นำหญิงในที่ทำงานมากขึ้น/p pชิเงโตะ โอสุกิ ผู้อำนวยการงานทรัพยากรบุคคลของชิเซโดกล่าวว่าอัตราผู้นำหญิงใน บริษัท ชิเซโด กรุ๊ป ที่มีพนักงาน 25,000 คน มีอัตราผู้นำหญิงอยู่ร้อยละ 25.6 ขณะที่ในแผนกต่างประเทศซึ่งมีพนักงาน 20,000 คนมีอัตราส่วนผู้นำหญิงอยู่ที่ร้อยละ 60/p pCNN กล่าวอีกว่า ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาอัตราการเกิดลดลง และมีประชากรสูงอายุมากขึ้น แต่มีงบประมาณจ่ายเงินบำนาญน้อยลง ซึ่งองค์กรกองทุนการเงิยระหว่างประเทศประเมินว่าญี่ปุ่นจะมีประชากรลดลงร้อยละ 30 ในปี 2055 ทำให้การผลักดันของนายกฯ อาเบะไม่เป็นแค่ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรม แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจด้วย/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://edition.cnn.com/2013/05/21/business/japan-women-economy-womenomics/index.html"Can`womenomics' save Japan?/a, CNN, 22-05-2013/p pbr /strongข้อมูลประกอบจาก/strong/p pa href="http://abcnews.go.com/GMA/Womenomics/story?id=7721081amp;page=1"What Is Womenomics?,/a 01-06-2009, ABCnewsbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sM_2Hz8vgM8" height="1" width="1"/

พีมูฟ ประกาศยุติการชุมนุม เตรียมเดินทางกลับเย็นนี้

Thu, 23/05/2013 - 11:54
pพีมูฟ ประกาศยุติการชุมนุมหลังปักหลักชุมนุมยาวนานร่วม 18 วัน ระบุ MOU ที่ทำไว้ร่วมกับรัฐบาลถือว่าเป็นสัจจะสาธารณะในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน หวังรัฐบาลจากรากหญ้าจะจริงใจแก้ปัญหาประชาชน/p div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2838/8786882433_7223b526cb.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div divวันนี้ (23 พ.ค.56) เวลา 10.00 น. ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว หลังปักหลักชุมนุมยาวนานร่วม 18 วัน ระบุ MOU ที่ทำไว้ร่วมกับรัฐบาลถือว่าเป็นสัจจะสาธารณะในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน และรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะมีการนำเอากรณีปัญหาที่ได้ข้อยุติแล้ว 2 กรณีคือ เขื่อนปากมูล และการคุ้มครองพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 28 พ.ค.นี้/div divnbsp;/div divคำแถลงการณ์ระบุด้วยว่า ความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ยืดเยื้อมายาวนาน ซึ่งเกิดจากความไม่จริงใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาจะถูกแก้ไขให้ลุล่วงไปได้โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากรากหญ้าและได้อำนาจตามครรลองประชาธิปไตย และหวังว่ารัฐบาลจะตระหนักและเห็นความสำคัญในปัญหาของประชาชน/div divnbsp;/div div"เราจะกลับมาอีกครั้ง ตราบใดที่การพัฒนายังไม่เปิดโอกาสมีส่วนร่วม และสร้างปัญหาให้พี่น้อง" สมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าว/div divnbsp;/div divด้าน ดิเรก กองเงิน ประธานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง กล่าวว่าการเจรจาในระหว่าการชุมนุมที่ผ่านมาแม้ประเมินแล้วชาวบ้านจะได้แค่ 1 ใน 10 ของข้อเรียกร้อง แต่ก็ถือว่ามีความก้าวหน้าและเห็นว่ามีความพยายามในการเจรจาของคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาชุดต่างๆ และใช่ว่าหากชาวบ้านมามากขึ้นปัญหาจะได้รับการแก้ไขมากขึ้น บางกรณียังต้องอาศัยเวลาและความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหา/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการออ่านแถลงการณ์ ตัวแทนพีมูฟได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุนและกำลังใจมาโดยตลอด อีกทั้งมีการมัดมือและมอบดอกไม้ให้กำลังใจซึ่งกันรวมทั้งให้กับสื่อมวลชนที่มาทำข่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ผู้ชุมนุมเดินทางกลับในเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เนื่องจากยังมีการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อการแก้ปัญหาของพีมูฟบางชุด และช่วงบ่ายวันนี้จะมีผู้ชุมนุมไปร่วมในเวที a href="http://www.prachatai3.info/activity/2013/05/46843" title="เสวนา: กฎหมาย อำนาจ(ดุลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร"เสวนา: กฎหมาย อำนาจ(ดุลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร/aด้วย/div divnbsp;/div divอนึ่ง MOU ดังกล่าวเป็นข้อตกลงว่ารัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องต่าง 5 เรื่อง ดังนี้ 1.เร่งรัดเสนอเรื่องโฉwbrนดชุมชน และเขื่อนปากมูล ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันwbrอังคารที่ 28 พ.ค.56 2.เร่งรัดคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิwbrถีชีวิต และแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล รวมทั้งคณะอนุกรรมการอื่นๆ ให้นำเสนอในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัwbrญหาฯ พิจารณาในวันที่ 28 พ.ค.56/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div3.คุ้มครองพื้นที่ที่กำลังดำเนินการแก้ปัญหา โดยให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลwbrางก่อนnbsp;4.ให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขwbrองขบวนการประชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จัดประชุมคณะกรรมการอย่างน้wbrอย 3 เดือน/wbrครั้ง และคณะอนุกรรมการกับคณะทำงานจัดประชุมอย่างน้อย 2 เดือน/ครั้งnbsp;5.แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามกาwbrรดำเนินการแก้ไขปัญหาของขบวwbrนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่มีตัวแทนพีมูฟร่วมเป็นกรรมการ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5463/8786850009_2b6fd53d8c.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3738/8797412688_e12c9e1c01.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div divแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongแถลงการณ์ฉบับที่ ๓๓/strong/div div style="text-align: center;"strongยุติการชุมนุม สร้างมาตรฐานใหม่ กับการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล /strong/div divnbsp;/div divการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากนโยบายการพัฒนา และโครงการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดในอดีต พวกเราได้ใช้ความพยายามติดตามผลักดันการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง จากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ในรัฐบาลปัจจุบันนับตั้งแต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราได้จัดการชุมนุม มาแล้ว ๗ ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๘ โดยการมาชุมนุมครั้งนี้ เกิดจากปัญหาหลัก ๓ ประการ ดังนี้/div divnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/div div๑. การไม่ทำตามนโยบายของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภา/div div๒. ปัญหาที่ได้ข้อยุติแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อ/div div๓. กลไก (อนุกรรมการ) ไม่ทำหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหา/div divnbsp;/div divวันนี้ (๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖) เป็นวันที่ ๑๘ ในการชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) การชุมนุมครั้งนี้ ได้ทำให้มีการเจรจากันหลายครั้ง รวมทั้งทำให้กลไกการแก้ไขปัญหา ในรูปของอนุกรรมการฯ ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีความคืบหน้า และอีกหลายกรณีปัญหามีแนวทางในการดำเนินการที่ชัดเจนมากขึ้น และเมื่อวานนี้ (๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖) ได้เกิดการทำข้อตกลง (MOU) ในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นหลักประกันในการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ทำให้พวกเรามีความเชื่อมั่นพอสมควร/div divnbsp;/div divMOU ที่ถูกทำไว้ จึงถึงว่าเป็นสัจจะสาธารณะ ระหว่างคนจนกับรัฐบาล ว่าจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน สร้างความเป็นธรรม โดยการมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาล อย่างเท่าเทียม และต่อเนื่อง เพื่อแสดงความจริงใจ เชื่อใจ มั่นใจ โดยรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า จะนำกรณีปัญหาที่ได้ข้อยุติแล้วทั้ง ๒ กรณี ( ๑.กรณีเขื่อนปากมูล ๒.การคุ้มครองพื้นที่ ฯ) เข้าสู่การประชุมพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๖๕๖ นี้/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม พวกเราขอเรียนว่า สาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้ปัญหาความเดือดร้อนของพวกเรา ยืดเยื้อยาวนาน นั้น เกิดจากความไม่จริงใจของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา พวกเราหวังว่า รัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่มาจากรากหญ้า และได้อำนาจมาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยnbsp; จะได้ตระหนัก และเห็นความสำคัญ เข้าใจในปัญหาความเดือดร้อนของรากหญ้าอย่างพวกเรา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องมุ่งมั่น จริงใจ ในการแก้ไขปัญหาของพวกเราให้ลุล่วง อย่างเป็นรูปธรรม อย่างทำเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านๆ มา/div divnbsp;/div divดังนั้น เพื่อก้าวข้ามความหวาดระแวง และเดินหน้าทำงานแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาล ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) จึงขอประกาศยุติการชุมนุมในครั้งนี้ เพื่อเดินทางกลับบ้านไปแก้ไขปัญหา ต่อไป/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน/strong/div div style="text-align: center;"strongขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/strong/div div style="text-align: center;"strong๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div divnbsp;/div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Aq776sB2Wm4" height="1" width="1"/