ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 20 sec ago

FCC เห็นชอบข้อบังคับใหม่ ห้ามปิดกั้นเนื้อหา-สนับสนุนความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ต

6 hours 3 min ago
p!--break--!--break--/p pวานนี้ (26 ก.พ.2558) คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (Federal Communications Commission) หรือเอฟซีซีของสหรัฐอเมริกา ลงมติเห็นชอบข้อบังคับใหม่ของการกำกับกิจการอินเทอร์เน็ต โดยระบุให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นสาธารณูปโภค (public utility) อย่างหนึ่ง/p pคณะกรรมการมีมติ 3 ต่อ 2 โดยข้อบังคับใหม่ระบุไม่ให้มีการปิดกั้นเนื้อหาใดๆ บนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งห้ามไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตและบริษัทสื่อที่มีกำลังจ่ายสูง สามารถจ่ายเงินผู้ให้บริการบรอดแบนด์เพื่อให้บริการของตนเร็วกว่ารายอื่นได้/p pการออกข้อบังคับทั้งสองนี้เป็นการสนับสนุนหลักการสำคัญว่าด้วยความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ต (net neutrality) ซึ่งมีใจความว่า ผู้ให้บริการควรสามารถส่งมอบข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตทุกชนิดให้กับผู้ใช้บริการได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะมาจากผู้ให้บริการรายใดหรือเป็นข้อมูลประเภทไหน/p pทอม วีลเลอร์ ประธานคณะกรรมการระบุว่า เอฟซีซีจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้บุกเบิกนวัตกรรม ด้วยการรักษาบทบาทของอินเทอร์เน็ต ในฐานะที่เป็นหัวใจสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและหลักการประชาธิปไตย/p pวีลเลอร์ให้เหตุผลของการออกข้อบังคับดังกล่าวว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญ “มากเกินกว่าที่จะปล่อยให้ผู้ให้บริการบรอดแบนด์เป็นคนออกกฎ”/p pข้อบังคับดังกล่าวยังรวมไปถึงการให้มีการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และรับรองว่าผู้พิการและผู้อาศัยในพื้นที่ห่างไกลจะสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตด้วย/p pความเปลี่ยนแปลงสำคัญในข้อบังคับใหม่ที่จะกระทบกับผู้ให้บริการบรอดแบนด์ มีดังนี้/p ul liการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จะถูกจัดหมวดใหม่ให้เป็นบริการการสื่อสาร (telecommunications service) ซึ่งหมายความว่าบริการนี้จะถูกบังคับด้วยกฎที่เข้มงวดขึ้น/li liผู้ให้บริการบรอดแบนด์จะไม่สามารถปิดกั้นเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต หรือเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อแลกกับค่าตอบแทนได้/li liผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะไม่สามารถเจรจาต่อรองกับผู้ผลิตเนื้อหา ให้การรับส่งข้อมูลไปยังผู้ใช้ของตนทำได้อย่างราบรื่นขึ้น หรือที่เรียกว่า “การจ่ายเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ” (paid prioritisation)/li liข้อตกลงการเชื่อมต่อโครงข่าย ซึ่งบริษัทผู้ผลิตเนื้อหาจ่ายให้กับผู้ให้บริการบรอดแบนด์เพื่อเชื่อมต่อไปยังโครงข่าย จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเช่นกัน (Interconnection deals, where content companies pay broadband providers to connect to their networks, will also be regulated)/li liบริษัทที่รู้สึกว่าเสียค่าบริการอย่างไม่เป็นธรรมสามารถร้องเรียนไปยังเอฟซีซี ซึ่งจะพิจารณาข้อร้องเรียนเป็นรายกรณีไป/li liข้อบังคับทั้งหมดจะบังคับใช้กับทั้งผู้ให้บริการเคลื่อนที่ (mobile) และผู้ให้บริการประจำที่ (fixed line)/li liเอฟซีซีจะไม่นำเนื้อหาบางหมวดของข้อบังคับใหม่มาใช้ หนึ่งในนั้นรวมถึงการกำกับราคาการให้บริการอินเทอร์เน็ต/li /ul pnbsp;/p pstrongที่มา/strong/p pa href="http://www.nytimes.com/2015/02/27/technology/net-neutrality-fcc-vote-internet-utility.html"http://www.nytimes.com/2015/02/27/technology/net-neutrality-fcc-vote-internet-utility.html/abr /a href="http://www.bbc.com/news/technology-31638528"http://www.bbc.com/news/technology-31638528/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8jd7A_r41fY" height="1" width="1" alt=""/

ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง คดี ‘บิลลี่ พอละจี’ หายตัวไป หลังถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

6 hours 19 min ago
pศาลอุทธรณ์ ยันตามศาลชั้นต้น ยกคำร้อง คดี ‘บิลลี่’ หายตัว ด้านอดีตหัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน เผย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกวันนี้ก็ยังตามหา ‘บิลลี่’ เหมือนกัน/p !--break--!--break-- pnbsp;/p p27 ก.พ. 2558 เมื่อวานนี้ a href="http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2"เว็บไซด์ Thai PBS/a รายงานว่า ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีที่ พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของ พอละจี รักจงเจริญ หรือ "บิลลี่" ยื่นคำร้องให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อสั่งให้ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีก 3 คนที่เข้าควบคุมตัว บิลลี่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ปล่อยตัว บิลลี่ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องเนื่องจากน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า บิลลี่ยังถูกควบคุมตัว/p pขณะที่ ชัยวัตน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่ารู้สึกสบายใจขึ้นและจะทำงานเกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรป่าไม้ต่อไป ส่วนกรณีที่ บิลลี่ที่หายตัวไปนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้พยายามค้นหาตัวเช่นเดียวกัน/p pด้านภรรยาของ บิลลี่ ระบุว่าจะค้นหา บิลลี่ต่อไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด/p pสำหรับ พอละจี รักจงเจริญ หรือ "บิลลี่" เป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 โดยมีรายงานว่าก่อนจะหายตัวไป nbsp;บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไปสอบสวน อ้างความผิดซึ่งหน้าว่าเจอรังผึ้งและน้ำผึ้ง 6 ขวด แต่ทางอุทยานฯ ยืนยันว่าได้ปล่อยตัว บิลลี่ไปแล้ว/p pนอกจากนี้ บิลลี่ยังเป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ที่มีข้อมูลว่าก่อนจะหายตัวไปนั้น บิลลี่กำลังเตรียมข้อมูลในคดีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากกรณีที่การเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัวที่บ้านบางกลอยบนเมื่อ ก.ค. 2554/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/52979" target="_blank"‘ชัยวัฒน์’ ขึ้นศาล ยันไม่เกี่ยว ‘บิลลี่’ หายตัว – องค์กรสิ่งแวดล้อมร้องผู้ว่าฯ ชี้เป็นกระบวนการใส่ร้าย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/g-vjimN6q1M" height="1" width="1" alt=""/

เตรียมส่งฟ้อง 'อภิรุจ-วันทนีย์ สุวะดี' หลังสารภาพทุกข้อหา

6 hours 57 min ago
pกองปราบเตรียมนำนายอภิรุจและนางวันทนีย์ สุวะดี พร้อมสำนวนสั่งฟ้องฐานหมื่นเบื้องสูง และอื่นๆ ส่งฟ้องต่ออัยการ หลังทั้งสองรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ด้านนายบุญธรรม บุญเทพประทาน หรือ "ป๋าชื่น" มอบตัวสู้คดี อ้างไม่เคยแอบอ้างเบื้องสูง/p !--break--!--break-- p27 ก.พ. 2558a href="http://www.tnamcot.com/2015/02/27/%E0%B8%9B-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B2-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94/" สำนักข่าวไทย/aรายงานว่านายอภิรุจ และนางวันทนีย์ สุวะดี เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ตามนัดหมายหลังเข้ามอบตัวในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง, ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย และใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญาbr /br /พันตำรวจเอก อัคราเดช พิมลศรี รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ขั้นตอนจากนี้จะนำตัวผู้ต้องหา ไปขอหมายขังจากศาลอาญารัชดาภิเษก ก่อนนำสำนวนความเห็นสั่งฟ้องของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี พร้อมคัดค้านการประกันตัว จากกรณีที่ถูกนางสาวศวิตา มณีจันทร์nbsp; ชาวจังหวัดราชบุรี กล่าวหาว่าใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งจนได้รับโทษทางอาญา จนถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยนายอภิรุจและนางวันทนีย์มีสีหน้าเรียบเฉยbr /br /นายอภิรุจ และนางวันทนีย์ เผยรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิด พร้อมยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื่นๆ รวมถึงคดีแอบอ้างอ้างสถาบันเบื้องสูงในการเปิดบ่อนการพนันbr /br /strongป๋าชื่นมอบตัวสู้คดีอ้างไม่เคยแอบอ้างเบื้องสูง/strongbr /br /วันเดียวกันนี้ (27 ก.พ.) a href="http://www.tnamcot.com/2015/02/27/%E0%B8%9B%E0%B9%8B%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2/"สำนักข่าวไทย/aยังรายงานว่านายบุญธรรม บุญเทพประทาน หรือ ป๋าชื่น กรรมการบริษัทบ้านชุมทองจำกัด และบริษัทเขาใหญ่เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด เข้ามอบตัวกับพลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังถูกออกหมายจับในข้อหา แอบอ้างเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีหลอกลวงประชาชนเพื่อซื้อที่ดินนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง บริเวณเขาหนองเชื่อมกว่า 500 ไร่ ในตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และเป็นพื้นที่รอยต่อกับเขตทหารbr /br /นายบุญธรรม ปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยแอบอ้างสถาบัน แต่ยอมรับอยากได้ที่ดินที่เขาใหญ่ซึ่งมีอากาศดีเป็นแหล่งโอโซนอันดับ7ของโลก มาจัดสรรขายเพื่อเก็งกำไร โดยมีนายเสฏฐวุฒิ เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเป็นนายหน้าค้าที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวมาเสนอขายที่ดินบริเวณนี้ให้ ในราคาไร่ละไม่เกิน1แสนบาท ตนเห็นว่ามีราคาถูก และพื้นที่ทำเลดีน่าจะจัดสรรได้ในราคาสูง จึงตัดสินใจซื้อและนำไปจัดสรรขายต่อ ไร่ละ 6-7 แสนบาท หรือบางแปลงมีราคาสูงถึงหลักล้านnbsp; ยืนยันไม่เคยไปบังคับชาวบ้านในพื้นที่ และไม่ทราบว่านายเสฏฐวุฒิ ใช้วิธีใดจึงได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์ เมื่อโอนกรรมสิทธิ์ได้จึงไม่ได้ติดใจสงสัยที่มาแต่อย่างใด ก่อนนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรขาย. ต่อมาพลตำรวจตรีโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางซึ่งรู้จักสนิททสนมเป็นการส่วนตัว มาเห็นพื้นที่ดังกล่าว จึงขอแบ่งซื้อ ตนจึงได้ขายให้ในราคาถูกไร่ละไม่เกินสองแสนบาท และต่อมาพลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทราบเรื่องอยากซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวด้วยจึงขายให้ในราคาเดียวกันbr /br /ทั้งนี้นายบุญธรรมยอมรับว่าเคยได้ยินพลตำรวจตรีโกวิทย์ พูดคุยกันในกลุ่มว่าต้องการซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อนำไปสร้างวัง อย่างไรก็ตามหลังมอบตัวพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ควบคุมตัวนายทรงธรรมไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองปราบปรามbr /br /พลตำรวจเอกสมยศ ระบุนายบุญธรรมเข้ามอบตัวด้วยความสมัครใจ ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนbr /br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/A6PtyGwcPtI" height="1" width="1" alt=""/

'ปานเทพ' โวยแทรกแซงภาคประชาชนหลังไม่มีชื่อตัวเองเป็น กก.ทางออกพลังงาน

8 hours 12 min ago
p“ปานเทพ” ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ข้องใจไม่มีชื่อ “น.ต.ประสงค์-ปานเทพ” เป็นกรรมการร่วมเพื่อหาทางออกการสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามที่ได้มีการเสนอรายชื่อในสัดส่วนของคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชน/p !--break--!--break--pbr /br /27 ก.พ. 2558 a href="http://www.tnamcot.com/2015/02/27/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80/"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่านายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ผู้จัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และคอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีทีมงาน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับแทน ซึ่งดูแลรับผิดชอบในเรื่องของคณะกรรมการร่วมเพื่อหาทางออก การสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 เป็นการสอบถามถึงการตั้งคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวnbsp; ที่ไม่มีรายชื่อnbsp; น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริnbsp; และนายปานเทพnbsp; ตามที่ได้มีการเสนอรายชื่อในสัดส่วนของคณะกรรมการที่มาจากภาคประชาชนnbsp; ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดในการดำเนินการnbsp; จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจในทางเสียหายต่อนายกรัฐมนตรี ว่ามีความพยายามในการแทรกแซงการกำหนดตัวแทนภาคประชาชนbr /br /“อาจเป็นการทำลายบรรยากาศความจริงใจในการเจรจาหาทางออกให้กับประเทศ เพื่อการปฎิรูปพลังงานได้ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญที่ต้องหาทางป้องกัน มิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก จึงขอให้ภาครัฐประสานงานกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด และเคารพการตัดสินใจในการส่งตัวแทนของภาคประชาชน รวมถึงการรักษากติกาในการกำหนดตัวบุคคลให้เท่ากันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน” นายปานเทพ กล่าวbr /br /นายปานเทพnbsp; กล่าวว่า ที่มีการเลื่อนการเปิดสัปทานรอบที่ 21 ออกไป ทางเครือข่ายประชาชน เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคประชาชน 3 คณะ เพื่อทำงานคู่ขนานกัน เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพnbsp; และครอบคลุมในทุกประเด็น รวมถึงการจัดการแปลงปิโตรเลียมที่จะสิ้นสุดสัมปทานและแปลงปิโตรเลียมใหม่ข้างเคียงแปลงที่ดำเนินการผลิตแล้วในปัจจุบัน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yhVFiLTpqRc" height="1" width="1" alt=""/

ผลเจรจาปาฐกถาป๋วย ยังยืนยัน ‘ยงยุทธ’ แต่ยกเลิกช่วงกวี ‘เนาวรัตน์’

8 hours 31 min ago
pบัณฑิตอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตยเผยผลการเจรจากับตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกำหนดการ “โครงการสืบสานปณิธานป๋วย” ระบุทางออกต้องให้ “ยงยุทธ” ถอนตัวไปเองซึ่งมีความเป็นไปได้ยาก แต่ยกเลิกกวีเนาวรัตน์ ด้านฝ่ายคัดค้านเดินหน้าทำกิจกรรมต่อ/p !--break--!--break-- div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1536489086618427amp;id=1426135837653753" data-width="466" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1536489086618427amp;id=1426135837653753"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2/1426135837653753"กลุ่มบัณฑิตอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย/a./div /div pbr /br / /ppspan style="color:#0000cd;"กลุ่มบัณฑิตอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย เดินหน้าทำกิจกรรมต่อ หลังผู้จัดงานสืบสานปณิธานป๋วย ยังยืนยันให้นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปาฐกถาในงาน/spanbr /br /27 ก.พ. 2558 กลุ่มบัณฑิตอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย (บอ.ป.) ได้เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมาตัวแทนกลุ่มได้เข้าพบเพื่อเจรจากับตัวแทนของผู้เกี่ยวข้องกับกำหนดการ "โครงการสืบสานปณิธาน… ป๋วย" ณ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีตัวแทนจาก บอ.ป.จำนวน 4 คน และตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกำหนดการจัดงานจำนวน 8 คน เข้าร่วมการเจรจาดังกล่าว บรรยากาศการเจรจาเป็นไปด้วยดีและมีข้อสรุปเนื้อหาการเจรจาคร่าวๆ ดังนี้br /br /นายอภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ หนึ่งในตัวแทนกลุ่ม บอ.ป. เริ่มการเจรจาด้วยการชี้แจงเหตุผลและความเป็นมาของการคัดค้าน นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนาย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมของบุคคลทั้งสอง ที่มีความเกี่ยวพันกับคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงภายใต้บรรยากาศทางสังคมการเมืองปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วย การข่มขู่ จับกุม คุกคาม ทรมาน ประชาชนจำนวนมากตลอดหลังการรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทที่มีการอ้างคำสั่ง คสช. เข้าไล่รื้อบ้านเรือน และจับกุมชาวบ้านไปจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าวบุคคลทั้งสอง จึงไม่เหมาะสมที่จะมาร่วมงานในวาระสำคัญที่ทางผู้จัดใช้ชื่อว่า "โครงการสืบสานปณิธานงานอาสาสมัครและงานพัฒนาของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เนื่องในโอกาสรำลึก 100 ปี ชาตกาล" ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักคิด ปณิธาน และปรัชญา ของป๋วย อึ๊งภากรณ์ และของสำนักบัณฑิตอาสาสมัครbr /br /ด้าน ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้อำนวยการสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ชี้แจงถึงรายละเอียดของงาน ว่ากำหนดการดังกล่าวเป็นการรวมเอางานทั้ง 3 ช่วง เข้าไว้ในโครงการเดียวกันคือ ช่วงเช้า ประชุมกรรมการจัดงาน 100 ปีชาตกาล ของ ดร.ป๋วย และช่วงบ่าย จะเป็นงานปาฐกถา ซึ่งทางมูลนิธิบัณฑิตอาสาสมัครได้รับผิดชอบในส่วนนี้รวมถึงงานเสวนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ให้คนรู้จัก อ.ป๋วย และงานพัฒนามากขึ้น สำหรับช่วงเย็นเป็น "งานผีเสื้อคืนรัง" ซึ่งเป็นกิจกรรมยามกลางคืนของศิษย์เก่าหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัคร ซึ่งศิษย์เก่ารับผิดชอบ และในช่วงค่ำ นายเนาวรัตน์ไม่ได้มาร่วมงาน เพียงแต่ทาง ผู้อำนวยการได้ดำเนินการขอบทกวีที่เกี่ยวกับบัณฑิตอาสาสมัคร มาและตั้งใจมอบให้คนอื่นอ่านในงานเพียงเท่านั้นbr /br /ด้านตัวแทนมูลนิธิบัณฑิตอาสาสมัคร ในฐานะผู้ติดต่อทาบทามนายยงยุทธมาปาฐกถาในงาน ได้ชี้แจงว่าทางมูลนิธิมีความเห็นกันว่านายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นหลาน อ.ป๋วย ซึ่งมีความรักและเคารพ อ.ป๋วย และมีบทความที่เขียนชื่นชม อ.ป๋วย รวมทั้งไม่คิดว่าการเชิญดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะตั้งใจเชิญมาพูดในแง่มุมชีวิตของ อ.ป๋วยเท่านั้น นอกจากนั้นรองนายกฯ ท่านนี้ยังเคยร่วมขับเคลื่อนงานของของ คณะกรรมการจัดงาน 100 ปี ป๋วยอีกด้วย ทำให้ไม่เห็นว่าการเชิญนายยงยุทธมาร่วมงานจะมีปัญหาอะไร และเหตุผลคัดค้านว่าท่านยงยุทธเกี่ยวพันกับคณะรัฐประหาร ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอเนื่องจาก อ.ป๋วยท่านก็เคยรับใช้คณะรัฐประหารในช่วงสมัยจอมพลสฤษดิ์เช่นเดียวกันbr /br /นอกจากนั้น มีตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับการจัดงานโครงการดังกล่าวเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ความเห็น ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี อธิบายว่า การเชิญอาจารย์ยงยุทธ มีข้อจำกัดหลายประการที่จะถอนชื่อท่านออกไป เนื่องจาก กำหนดการมีความกระชั้นชิดจนเกินที่จะถอดออกไป และทางผู้จัดได้ดำเนินการเรียนเชิญไปแล้ว ซึ่งท่านรองนายกก็ได้ตอบรับมาว่าจะมาร่วมงานอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางออกก็คือต้องให้รองนายกท่านถอนตัวไปเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากมาก ดังนั้นจึงเห็นว่าทางบัณฑิตอาสาสมัครผู้คัดค้านก็ได้แสดงออกไปแล้วน่าจะเพียงพอแล้วbr /br /ประกอบกับมีความเห็นส่วนตัวว่า บุคคลที่ทำงานรับใช้คณะรัฐประหาร ไม่ควรถูกปิดกั้นให้เข้าร่วมกิจกรรมเพราะว่า อาจารย์ป๋วยในสมัยหนึ่งก็เคยทำงานให้กับจอมพลสฤษดิ์เช่นเดียวกัน เช่นกรณี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนไทย ประจำคณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ และไม่มีความสำคัญว่าที่มาของตำแหน่งทางการเมืองจากระบอบอะไรอาจจะไม่สำคัญเท่ากับมีความตั้งทำงานเพื่อส่วนรวมหรือประเทศชาติจริงหรือไม่ต่างหากกรณีนี้ ผศ.ดร. ประชา ได้ยกตัวอย่างการเข้าไปร่วมทำงานในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาของ หม่อมราชวงศ์ ปรีดียาธร เทวกุล ว่าเป็นการเข้าไปช่วยกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังแย่ในปัจจุบันของประเทศ นอกจากนั้นแล้วคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันหลายท่านก็มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเสนอชื่อ อ.ป๋วยให้ได้รับรางวัล ยูเนสโกอีกด้วย การคัดค้านจะก่อให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการดังกล่าวได้br /br /"เงินจัดงาน 100 ปีชาตกาล อ.ป๋วย มาจากรัฐบาล จำนวน 1,000 ล้านบาท ที่จะต้องใช้ดำเนินการทุกงานที่จะเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีนี่ และเรามีความจำเป็นที่จะต้องทำงานต่อไป หากมีการคัดค้านแบบนี้ก็จะทำให้งานทุกอย่าง shut down อุทยานป๋วยที่เราอยากให้เกิดก็จะไม่เกิด รวมไปถึงการขอให้ อ.ป๋วย เป็นบุคคลของโลก ทีมร่างก็จะเป็นทีมของหม่อมอุ๋ย หากมีปัญหาก็จะทำให้การขอชะงักลงอีกได้" ผศ.ดร.ประชากล่าวbr /br /นายอิทธิพล โคตะมี หนึ่งในตัวแทนของกลุ่ม บอ.ป. เสนอว่า การจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างอาจารย์ป๋วยกับจอมพลสฤษดิ์ อาจจะต้องมีความระมัดระวัง เนื่องจาก อ.ป๋วยดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ การทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในระบบบริหารราชการแผ่นดิน ที่ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าจำนวนมากก็ทำเช่นนั้นเช่นกัน การเป็นข้าราชการในช่วง จอมพล ป ด้วย. ถนอมด้วย เช่นเดียวกับ ข้าราชการฝ่ายก้าวหน้าหลายคน แต่จุดชี้ขาดก็คือ ป๋วยปฏิเสธการรับตำแหน่งทางการเมือง และปกป้องการแทรกแซงความเป็นอิสระของข้าราชการจากระบอบเผด็จการทหาร (ดูตัวอย่างการปฏิเสธจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต้องการซื้อ สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด แต่เนื่องจากธนาคารแห่งนั้น กระทำผิดระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย และดูความเห็นของรังสรรค์ ธนะพรพันธ์ ในงานสัมมนาที่คณะเศรษฐศาสตร์หลังจากป๋วย อึ๊งภากรณืเสียชีวิตไม่นาน- ผู้เขียนสรุป) แต่กรณียงยุทธเป็นการบิดเบือนปณิธาณป๋วย ส่วนกรณีเนาวรัตน์ นอกจากเนาวรัตน์ไม่เกี่ยวข้องกับป๋วยเลย ยังเคยมีประวัติเขียนกวีดูแคลนชาวบ้านในชนบทหลายครั้งหลายคราbr /br /"หากสำนักบัณฑิตอาสา ซึ่งอนาคตคือ วิทยาลัยป๋วยฯ จะต้องพัฒนาขึ้นไป ดังนั้นอาจารย์ป๋วยไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือสถาบัน และหากจะทำให้เป็นที่ยอมรับ จะต้องไม่ถูกเคลือบแคลงสงสัย ยิ่งหากจะเป็นบุคคลของโลกก็ต้องทำให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งยึดโยงกับชุดคุณค่าสากล แต่หากบุคคลที่เราเชิญมาพูดแทนภาพป๋วย คือคนที่มาจากรัฐบาลทหาร จะส่งผลให้ป๋วยเสื่อมเสีย แล้วจะทำให้เราไม่สามารถพูดถึงป๋วยได้ชัดถ้อยชัดคำ"br /br /สำหรับข้อสรุปการเจรจามีดังนี้br /br /- ตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกำหนดการงานยอมรับว่าไม่ได้คิดให้รอบด้านในเรื่องการเชิญบุคคลมาร่วมงาน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป แต่ครั้งนี้จำเป็นต้องคงชื่อนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ ไว้ แต่จะปรับกำหนดการไม่ให้มีลักษณะเป็นปาฐกถาbr /- ผู้อำนวยการสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร รับปากว่าจะยกเลิกกวีเนาวรัตน์ในช่วงเวลากลางคืนตามกำหนดการbr /- ด้านตัวแทน บอ.ป. ยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านจนถึงที่สุด หากรองนายกในรัฐบาล คสช. ยังคงมาร่วมกิจกรรมbr /- ด้านตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกำหนดการยอมรับการเคลื่อนไหว แต่ขอให้เป็นการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างมีอารยะ ซึ่งทาง บอ.ป. ได้ยอมรับข้อเสนอ เนื่องจากเห็นว่า การคัดค้านบุคคลที่เกี่ยวพันกับคณะรัฐประหารทั้งสองของ บอ.ป. คือ คัดค้านการขัดต่อหลักการสันติประชาธรรม ตามปณิธานของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทาง บอ.ป.ต้องการรักษาปณิธานให้สืบไปด้วยการดำเนินการคัดค้านบุคคลทั้งสองอย่างถึงที่สุดด้วยแนวทางสันติประชาธรรมเช่นกันbr /br /ในช่วงท้ายของการเจรจา บอ.ป. ได้มีการมอบจดหมายเปิดผนึกให้แก่ทางผู้อำนวยการสำนักบัณฑิตอาสาสมัครและตัวแทนมูลนิธิบัณฑิตอาสาสมัคร และได้มอบรูปปณิธานอาจารย์ป๋วย ให้ผู้อำนวยการสำนักบัณฑิตอาสาสมัครไว้เป็นที่ระลึกbr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2AkxWxemqv4" height="1" width="1" alt=""/

จำคุกอีก 15 ปี 'พงศ์พัฒน์' ส่วยน้ำมัน-สินบนโยกย้าย ตร.

9 hours 19 min ago
!--break--!--break-- p26 ก.พ. 2558nbsp; ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เบิกตัว พลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมพวกรวม 6 คน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มาฟังคำพิพากษา 2 คดีbr /br /คดีแรก พลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์, พลตำรวจตรีโกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ และพลตำรวจตรีบุญสืบ ไพรเถื่อน ถูกฟ้องเป็นจำเลยคดีร่วมกันเรียกรับเงินจากขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน เป็นเงินกว่า 147 ล้านบาทnbsp; ซึ่งทั้งสามคนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาbr /br /ศาลจึงพิพากษาจำคุก คนละ 10 ปี แต่จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 5 ปี ยกเว้นเฉพาะพลตำรวจตรีบุญสืบ ศาลลงโทษในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112nbsp; สั่งจำคุก 5 ปี รวมเป็น 15 ปี แต่ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 7 ปี 6 เดือน/p pส่วนคดีร่วมกันใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รายละ 3- 5 ล้านบาท รวมทั้งให้จัดส่งเงินเป็นรายเดือนเดือนละ 10,000-200,000 บาท/p pศาลพิพากษาจำคุกพลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ และพลตำตรวจตรีโกวิทย์ คนละ 20 ปีnbsp; จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ คนละ 10 ปี ส่วนพลตำรวจเอกวุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์, ดาบตำรวจสุรศักดิ์ จันเงา และ ดาบตำรวจฉัตรินทร์ เหล่าทอง พิพากษาจำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษเหลือคนละ 6 ปี/p pสำหรับพลตำรวจโทพงศ์พัฒน์ ศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วก่อนหน้านี้ 3 คดี ได้แก่br /- คดีความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินลงโทษจำคุก 10 ปีbr /- คดีเรียกรับส่วยจากบ่อนการพนันจำคุก 6 ปีnbsp;br /- คดีครอบครองไม้ชิงชัน ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้จำคุก 9 เดือนnbsp;/p pเมื่อรวมกับ 2 คดี ในวันนี้ อีก 15 ปี รวมโทษจำคุกเท่ากับ 31 ปี 9 เดือน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้จำเลยรับโทษจำคุกรวมสูงสุดไม่เกิน 20 ปีbr /br /nbsp;/p pstrongที่มา: /stronga href="http://www.thairath.co.th/content/483688"ไทยรัฐออนไลน์/a และa href="http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/117296/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81-%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C--10-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99.html"ครอบครัวข่าว 3/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6Mu0-0-vbrw" height="1" width="1" alt=""/

การพัฒนาประเทศ : การรับผิดชอบผลกระทบต่อคนจนของรัฐบาล (1)

13 hours 9 min ago
!--break--!--break-- pbr /ในช่วงเวลานี้ผู้เขียนได้ร่วมเวทีการสมัชชาใหญ่ของเครือข่ายองค์กรชาวบ้าน “เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นองค์กรชาวบ้านที่อยู่ในจังหวัดขอนแก่น และเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิกของเครือข่ายสลัม 4 ภาคnbsp;nbsp; ในเวทีสมัชชาใหญ่นี้เองเป็นเวทีที่ต้องมาสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาตลอดปีของเครือข่ายเองnbsp;nbsp; พร้อมทั้งมาร่วมวางแผนการทำงานในปีถัดไปnbsp;nbsp; เครือข่ายฟื้นฟูฯเองมีความพิเศษตรงที่ชุมชนสมาชิกของเครือข่ายเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมดจำนวน 16 ชุมชน ดังนี้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8584/16656965151_9017264bc5_o_d.jpg" style="width: 500px; height: 439px;" /br /span style="color:#000080;"รายชื่อชุมชนสมาชิกเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์รายชื่อชุมชนสมาชิกเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์/span/p pจากสถานการณ์ที่มีความต้องการพัฒนาประเทศในปัจจุบันนี้เองทำให้เครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องระดมสมองกันอย่างเข้มข้นnbsp;nbsp; เนื่องจากการพัฒนาในด้านระบบคมนาคมระบบรางกำลังเป็นที่จับตาและเป้าหมายแรกๆที่รัฐบาลจะดำเนินการก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วง จิระ – ขอนแก่น หรือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางมาตรฐาน (ความเร็วสูงเดิม) จาก กรุงเทพฯ – หนองคาย ทั้ง 2 โครงการนี้เองเป็นเหคุผลที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจำเป็นต้องมาร่วมออกแรงทั้งทางความคิด และพละกำลังกาย/p pหากจะย้อนเวลากลับไป เครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ ได้ร่วมกับเครือข่ายสลัม 4 ภาค ในการผลักดันการปฏิรูปที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาเป็นที่อยู่อาศัยของคนจนได้สำเร็จnbsp;nbsp; จากที่คณะกรรมการรถไฟฯได้มีมติในวันที่ 13 กันยายน 2543 ซึ่งมีเนื้อหาถึงพื้นที่การรถไฟฯที่ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆสามารถนำมาให้คนจนเช่าราคาถูกเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้พ้นจากความเป็นชุมชนแออัด หรือสลัมได้nbsp;nbsp; โดยเครือข่ายฟื้นฟูฯ ก็ได้นำมติดังกล่าวมาขับเคลื่อนจนสามารถนำพาสมาชิกชุมชนในจังหวัดขอนแก่นและที่ไม่ใช่สมาชิกบางส่วน รวม 15 สัญญาเช่าแปลงที่ มีชาวบ้านได้รับประโยชน์กว่า 500 ครอบครัวnbsp; โดยการเช่าที่ดินชาวชุมชนจะเช่าในพื้นที่ที่วัดจากกึ่งกลางรางออกมา 20 เมตร ซึ่งเว้นไว้สำหรับการพัฒนาในอนาคตnbsp; ถัดจากพื้นที่ดังกล่าวก็จะพัฒนาที่อยู่อาศัยตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคงnbsp; อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นสองอีกต่อไป/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8609/16036048884_64a7f517d8_b_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pspan style="color:#000080;"ชุมชนหลักเมืองกำลังพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยเช่าที่ดินรถไฟชุมชนหลักเมืองกำลังพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยเช่าที่ดินรถไฟ/span/p pแต่สถานการณ์การพัฒนาระบบรางในปัจจุบันนี้เองที่ทำให้ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯต้องกลับมาอกสั่นขวัญหายกันอีกครั้ง เพราะมีข่าวจากทางการรถไฟฯถึงการใช้พื้นที่ในการก่อสร้างทั้ง 2 โครงการว่า อาจจะต้องใช้เนื้อที่ที่วัดออกจากกึ่งกลางรางไปข้างละ 40 เมตร รวม 2 ข้างเป็น 80 เมตรnbsp; ส่งผลให้ชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ตามสองข้างทางต้องได้รับผลกระทบทั้งหมดไม่ว่าจะได้เช่าที่ดิน หรือยังไม่ได้เช่าแล้วก็ตาม/p pที่ผ่านมาเครือข่ายฟื้นฟูฯและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เจรจาถึงแนวทางการแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในรัฐบาลที่แล้วnbsp; ซึ่งได้ข้อยุติเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายคือ ชาวบ้านสามารถอาศัยอยู่ในที่ดินเดิมในระยะที่ห่างออกมาจากกึ่งกลางราง 20 เมตร ได้ หากมีบ้านเรือนที่ล้ำไปในเขต 20 เมตรแรกก็จะทำการรื้อขยับปรับเข้ามาอยู่ในเขต 20 เมตรหลัง ทำให้การก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ จิระ – ขอนแก่น สามารถดำเนินการไปต่อได้nbsp; โดยรูปแบบการก่อสร้างที่จะมีการยกระดับรางขึ้นในช่วงที่เข้าตัวเมืองขอนแก่นnbsp; ต้องใช้งบประมาณการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จะสร้างในรูปแบบเลียบบนดินตามรางเดิมไปอีก 2,000 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ถือว่าเยอะเกินไปหากจะต้องมีการขับไล่ชาวบ้านให้ไปอยู่ที่ใหม่ที่ไกลออกไปจากตัวเมืองกว่า 2,000 ครอบครัว ถ้าหากต้องดูจากด้านต่างๆที่ชาวบ้านต้องสูญเสียไป และรัฐต้องอุดหนุนช่วยเหลือทดแทนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การหาที่ดินแห่งใหม่ , ระบบคมนาคมในพื้นที่แห่งใหม่ , การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ หรือการลงทุนระบบสาธารณูปโภคในที่ดินแห่งใหม่ด้วยนั้น อีกทั้งยังต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดระหว่างถนนกับรางรถไฟหลายจุดอีกด้วย ยังไม่รวมผลที่จะเกิดตามมาของชาวบ้านที่จะต้อง หางานใหม่ , หาที่เรียนให้ลูกใหม่ , ต้องเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ใหม่ หากดูผลกระทบที่ตามมาเหล่านี้ จำนวนเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมาจากการก่อสร้างที่จะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนเดิมนั้นจึงถือว่ารัฐบาลคุ้มมากนัก/p pสิ่งที่ตรงกันเครือข่ายฟื้นฟูประชาสร้างสรรค์ และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะขัดขวางการพัฒนาของประเทศ หรือจังหวัดขอนแก่น แต่อย่างใดnbsp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาการรับผิดชอบต่อผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐส่วนมากคนจนที่เป็นผู้เสียสละให้กับคนกลุ่มต่างๆnbsp; กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลมาก่อนnbsp; จะดูได้จากงบประมาณโครงการการก่อสร้างขนาดใหญ่ในหลายโครงการส่วนใหญ่จะไม่มีงบประมาณในด้านที่ช่วยเหลือ ทดแทน ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ หรือถ้ามีก็ไม่เคยที่จะจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ/p pแต่นั้นก็เป็นหนึ่งในโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในจังหวัดขอนแก่นเพราะโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่จะก่อสร้างด้านฝั่งขวามือเท่านั้น (หันหน้าไปทางหนองคาย) ส่วนฝั่งซ้ายยังคงสงวนไว้สำหรับการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานซึ่งรูปแบบการก่อสร้างยังไม่มีข้อยุติว่าจะใช้พื้นที่การก่อสร้างขนาดไหน นี่คือจุดเริ่มต้นอีกครั้งที่ชาวเครือข่ายฟื้นฟูฯจะต้องระดมสมองในการหาแนวทางการแก้ปัญหากันอีกครั้ง/p pโครงการก่อสร้างทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร ซึ่งจะนำรถไฟความเร็วระหว่าง ๑๖๐-๑๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือกึ่งความเร็วสูง (Medium-Speed Rail) มาใช้วิ่งในเส้นทางดังกล่าว ส่วนอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงสามารถนำรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ที่มีความเร็วกว่า 250 กิโลเมตรมาวิ่งในรางรถไฟได้เช่นกันbr /br /ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้เคยเสนอรูปแบบการก่อสร้างไว้เป็นโมเดลเดิมnbsp; ซึ่งมีการคัดค้านในหลายภาคส่วนnbsp; ในหลายความเห็นที่ยังไม่พร้อมจะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของศาลระหว่างการสืบคดีการขอกู้งบประมาณในการก่อสร้างที่ว่า ควรจะดำเนินการพัฒนาระบบคมนาคมด้านอื่นให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาสร้างระบบความเร็วสูงนี้nbsp; หรือกลุ่มองค์กรภาคประชาชนกลุ่มต่างๆที่สะท้อนถึงความไม่คุ้มในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในช่วงนั้น/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8596/16658349515_34c2fa4e9f_o_d.jpg" style="width: 500px; height: 678px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"แผนที่ตั้งชุมชนในเมืองขอนแก่นแผนที่ตั้งชุมชนในเมืองขอนแก่น/span/p pbr /โครงการก่อสร้างรถไฟรางมาตรฐานในครั้งนี้ จึงจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่ารัฐมีความใส่ใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ในช่วงเวลาที่กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ( สนข.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการศึกษาการก่อสร้างโครงการนี้nbsp; การสร้างการมีส่วนร่วมในทุกส่วน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบยิ่งควรจะต้องเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้มีพื้นที่ในการแสดงความเห็น และเสนอแนวทางเลือกอื่นๆด้วย/p pแต่ที่ผ่านมาบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลราว 200 ล้านบาท ที่จะต้องสร้างกระบวนการเหล่านี้กลับไม่ทำให้เกิดความมีส่วนร่วมจากทุกส่วน จะเห็นได้จากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดขอนแก่นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา การสื่อสารบอกกล่าวถึงการจัดเวทีประชาชนในจังหวัดขอนแก่นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบกลับไม่ได้รับการติดต่อให้ร่วมเวทีแต่อย่างใด เครือข่ายฟื้นฟูฯหลังจากที่ได้ทราบข่าวการจัดเวทีดังกล่าวก่อนล่วงหน้า 1 วัน จึงเร่งรีบประสานผู้แทนชุมชนต่างๆไปเข้าร่วมเวทีนั้นเพื่อแสดงจุดยืนในการหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน ฉะนั้นความจริงใจที่จะเปิดโอกาสรับฟังความเห็นอย่างเป็นกลาง และเป็นธรรม ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงที่ศึกษาnbsp;nbsp; ไม่เช่นนั้นแล้วความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการก่อสร้างก็เป็นได้br /br /strongการพัฒนาที่มีความจริงใจและโปร่งใสnbsp; พร้อมที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดีnbsp;nbsp; หากแต่การพัฒนาโครงการใดๆที่ไม่มีความจริงใจและไม่โปร่งใสก็ย่อมที่จะเห็นประชาชนออกมาสร้างเวทีแสดงความเห็นของตนเองnbsp;nbsp; นี่คืออีกหนึ่งบททดสอบความจริงใจของรัฐที่มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใดกับประชาชนnbsp;/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2TKQ0NoZcWw" height="1" width="1" alt=""/

อิศรา แจงกรณีสัมภาษณ์ ผอ.TCIJ ปิด สนง.ย้ายไปเชียงใหม่

14 hours 47 min ago
pระบุต้องการเสนอปัญหาที่สื่อทางเลือกต้องเผชิญ อ้างขอสัมภาษณ์สุชาดาเป็นแค่การยืนยันข้อเท็จจริง ประกาศเรื่องไหนควรเป็นข่าวขึ้นอยู่กับประสบการณ์และนโยบายของสำนักข่าวนั้นnbsp;ยืนยันทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ถือครองอำนาจรัฐ กลุ่มทุนทางการเมือง นโยบายสาธารณะ มาตลอด และให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องชี้แจงหากมีตวามต้องการnbsp;/p p!--break--!--break--/p pstrongรายละเอียดการชี้แจงมีดังต่อไปนี้/strong/p p style="text-align: center;"strong๐๐๐๐/strong/p blockquotep"...เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านสำนักข่าวอิศราได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า TCIJ (สื่อทางเลือกที่เกิดขึ้นในปี 2554 ท่ามกลางวิกฤตของสื่อกระแสหลักและได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรอื่น อาทิ สสส.) กำลังจะปิดสำนักงานและบอกเลิกจ้างพนักงานล่วงหน้า 1 เดือน ... สิ่งที่สำนักข่าวอิศราปฏิบัติเหมือนกับการทำข่าวปกติอื่นก็คือให้ผู้สื่อข่าวสอบถามเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงไปยังผู้บริหารของ TCIJ .."/p /blockquote p style="text-align: center;"img alt="owwwwwwwfffff" height="280" src="http://www.isranews.org/images/2015/invest/02/owwwwwwwfffff.jpg" style="height:auto;border:0px;vertical-align:middle;" width="440" //p pสืบเนื่องจากกรณีสำนักข่าวอิศราได้เสนอข่าวระบุว่าศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)เตรียมปิดสำนักงานที่กรุงเทพฯ และเตรียมย้ายสำนักงานไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ภายในสิ้นเดือนนี้nbsp;และได้จ้างพนักงานจากเป็นเจ้าหน้าที่ประจำโครงการทำงานเป็นฟรีแลนซ์ทั้งหมด และระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของ TCIJ กรณีปิดสำนักงานในสิ้นเดือนนี้ ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ประจำโครงการซึ่งเป็นนักข่าวซึ่งมีประมาณ 2-3 คนทราบเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้นักข่าวรู้สึกว่าแจ้งล่วงหน้าล่าช้าเกินไป มีผลต่อการหางานใหม่nbsp;/p p(อ่านประกอบ :nbsp;“a href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/36768-tcij_580225.html" target="_blank"สุชาดา” รับปิด สนง.TCIJ ย้ายไปเชียงใหม่สิ้นเดือนนี้ -ไม่ปิดเว็บไซต์/a)/p pต่อมาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงสรุปสาระสำคัญดังนี้/p p1.ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวอิศรา มีเพียงนักข่าวของสำนักข่าวอิศรา ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อขอสัมภาษณ์ แต่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่พร้อม ไม่ได้ปิด เป็นการย้าย office base เท่านั้นเอง/p p2.พนักงาน TCIJ ทุกคนจะได้รับการชดเชยแรงงาน 3 เดือน/p p3.ประเด็นการย้ายสำนักงาน TCIJ มีคุณสมบัติ”เป็นข่าว”ตรงไหนหรือ ? มีอะไรที่เป็นปัญหาของส่วนรวม สมควรเป็นข่าว เมื่อเทียบกับประเด็นนายทุนเอาเปรียบเกษตรกรแล้วจ่ายเงินพิเศษอุดหนุนสื่อ ?/p p(อ่านประกอบ:nbsp;a href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/36798-news_36798.html" target="_blank"TCIJ ออกแถลงการณ์กรณี สนข.อิศรา เขียนข่าวเอง บิดเบือน เลิกจ้างกระชั้น/a)/p h4nbsp;/h4 h4strongเพื่อให้เห็นข้อมูลอย่างรอบด้านสำนักข่าวอิศราขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้/strong/h4 pเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านสำนักข่าวอิศราได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า TCIJ (สื่อทางเลือกที่เกิดขึ้นในปี 2554 ท่ามกลางวิกฤตของสื่อกระแสหลักและได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรอื่น อาทิ สสส.) กำลังจะปิดสำนักงานและบอกเลิกจ้างพนักงานล่วงหน้า 1 เดือน (คนละประเด็นกับการได้รับการชดเชยแรงงาน 3 เดือน)/p pประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นนัยยะบางอย่างของ TCIJ และปัญหาของสื่อทางเลือกอื่นกำลังเผชิญในขณะนี้ สิ่งที่สำนักข่าวอิศราปฏิบัติเหมือนกับการทำข่าวปกติอื่นก็คือให้ผู้สื่อข่าวสอบถามเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงไปยังผู้บริหารของ TCIJ/p pแต่ได้รับการยืนยันว่าผู้บริหารของ TCIJ ไม่พร้อมที่จะชี้แจง และปฏิเสธว่าไม่ได้มีการปิดตัวเว็บไซด์ แต่เตรียมย้ายสำนักงานจากกรุงเทพฯไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ภายในสิ้นเดือนนี้ และได้จ้างพนักงานจากเป็นเจ้าหน้าที่ประจำโครงการทำงานเป็นฟรีแลนซ์ (พนักงานไม่ประจำ) ทั้งหมด/p pเมื่อได้รับการยืนยันข้อเท็จจริงที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ทางสำนักข่าวอิศราได้รายงานข้อมูลดังกล่าวข้างต้นและรายงานอีกว่า ผู้บริหาร TCIJ ไม่พร้อมชี้แจง และ ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงรายละเอียดโดยบอกเพียงว่าจะแจ้งในเดือน พ.ค.นี้/p p2. คำชี้แจงของผู้บริหาร TCIJ ที่ระบุว่า “พนักงาน TCIJ ทุกคนจะได้รับการชดเชยแรงงาน 3 เดือน” เป็นคนละประเด็นกับกรณีบอกเลิกจ้างล่วงหน้า 1 เดือน จึงไม่ใช่ประเด็นที่ปรากฏเป็นข่าวในสำนักข่าวอิศรา (และการได้รับเงินชดเชยแรงงาน 3 เดือนก็เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน)/p pน่าสังเกตว่า ในคำแถลงการณ์ดังกล่าวของผู้บริหาร TCIJ ก็มิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่สำนักข่าวอิศราได้รับมา และ ผู้บริหาร TCIJ ชี้แจง แต่อย่างใด/p p3.ประเด็นการย้ายสำนักงาน TCIJ มีคุณสมบัติ”เป็นข่าว”ตรงไหนหรือ ? มีอะไรที่เป็นปัญหาของส่วนรวม สมควรเป็นข่าว เมื่อเทียบกับประเด็นนายทุนเอาเปรียบเกษตรกรแล้วจ่ายเงินพิเศษอุดหนุนสื่อ ?nbsp;/p pประเด็นมอง “คุณค่าข่าว” สำนักข่าวอิศรามีความเห็นว่า เป็น “มุมมอง”ของนักข่าวแต่ละคนว่าเรื่องไหนควรเป็นข่าว หรือ เรื่องไหนไม่ควรเป็นข่าว ซึ่งขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์” และ“นโยบาย”ของสำนักข่าวแต่ละแห่งประกอบกัน/p pอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือในช่วงที่ผ่านมา สำนักข่าวอิศราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ถือครองอำนาจรัฐ กลุ่มทุนทางการเมือง นโยบายสาธารณะ ปรากฏการณ์เด่นๆทางสังคมมาโดยตลอด และเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ในกรณีต้องการจะชี้แจงnbsp;/p h2(อ่านประกอบ:nbsp;a href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/33121-isranews01_33121.html" target="_blank"“อิศรา”คว้า 2 รางวัลช่อสะอาด ข่าวโกงแวต4.3พันล.-ทรัพย์สิน“แซม”/a)/h2 p style="text-align: center;"img alt="oeeeeeeee" src="http://www.isranews.org/images/2015/invest/02/oeeeeeeee.jpg" style="height: 500px; border: 0px; vertical-align: middle; width: 376px;" //p pครั้งที่ TCIJ ออกมาเสนอข่าวกรณีกลุ่มทุนซื้อ สำนักข่าวอิศราก็รายงานเกาะติดและพยายามสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้บริหาร TCIJ กลุ่มทุนที่ถูกพาดพิง และองค์กรวิชาชีพอย่าง “รอบด้าน” (a href="http://www.isranews.org/component/content/article/57-isranews/isranews-news/31225-prprpr04.html"ปูดข้อมูลบ.ยักษ์ใหญ่ ตั้งงบลับ จ่ายเงินบิ๊กสื่อ 19 ราย ปั้นภาพลักษณ์ธุรกิจ/a)/p pกรณีนี้หรือกรณีอื่นๆ จะเห็นได้ว่าสำนักข่าวอิศราได้ทำหน้าที่ปกติของสื่อเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง/p pบรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา/p pbr /strongอ่านประกอบ :/strong/p pa href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/33841-%E0%B8%B7news05.html" target="_blank""สัก"เสียบแทน"กล้านรงค์"นั่งปธ.สอบปม ซีพีเอฟจ่ายเงินบิ๊กสื่อ-ยันคกก.ไม่ถูกซื้อ/a/p pnbsp;a href="http://www.isranews.org/component/content/article/57-isranews/isranews-news/31231-ppddd02.html"2 สภาวิชาชีพสื่อ ตั้ง "กล้านรงค์" สอบปม "ซีพีเอฟ" จ่ายเงินบิ๊กสื่อ 19 ราย/a/p pa href="http://www.isranews.org/component/content/article/57-isranews/isranews-news/31229-cpff03.html""ซีพีเอฟ" ยันไม่ใช้เงินซื้อบิ๊กสือ 19 ราย ปั้นภาพลักษณ์ทางธุรกิจบริษัท/a/p pa href="http://www.isranews.org/component/content/article/57-isranews/isranews-news/31225-prprpr04.html"ปูดข้อมูลบ.ยักษ์ใหญ่ ตั้งงบลับ จ่ายเงินบิ๊กสื่อ 19 ราย ปั้นภาพลักษณ์ธุรกิจ/a/p pa href="http://www.isranews.org/isranews-scoop/item/31260-cpf_01.html" target="_blank"ปูมหลัง 6 อรหันต์ "ไม้บรรทัด" สอบปมบิ๊กสื่อ 19 รายรับเงิน"ซีพีเอฟ"/a/p pnbsp;/p pstrongที่มา:nbsp;/stronga href="http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/item/36807-open_36807.html"คำชี้แจงสำนักข่าวอิศราต่อกรณี TCIJ ปิด สนง.กรุงเทพฯย้ายไปเชียงใหม่nbsp;/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=4559" target="_blank" หลุด!เอกสารฝ่ายPRธุรกิจยักษ์ใหญ่ จ่ายสื่อ-ลบกระทู้-อ้างชื่อนักวิชาการ/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2015/02/58099" target="_blank"‘TCIJ’ ออกแถลงการณ์โวย ‘อิศรา’ กรณีลงข่าวเลิกจ้างกระชั้น/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/R0n5YYrgWYc" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ล้างวิบัติ

16 hours 40 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p p style="margin-left: 40px;"เมืองวิบัติวิปริตวิปลาศbr /ธรรมศาสตร์ธรรมกายธรรมะสูญbr /ปฏิสนธ์ปฏิวัติปฏิกูลbr /ทวีคูณทวีเถื่อนสะเทือนธรรม/p p style="margin-left: 40px;"ผุดเหง้ารากจากเชื้อเป็นเนื้อร้ายbr /ลามกระจายวงการมารระห่ำbr /เหลืองจีวรห่มผีเปื้อนสีดำbr /ครุยแห่งธรรมกลายเตี่ยวติดเขียวพราง/p p style="margin-left: 40px;"มันมืดดำต่ำสุดดุจนรกbr /มันไหม้หมกตกภูมิสุดขุมล่างbr /ใต้ปืนโตโซ่ตรวนเสียงครวญครางbr /แต่ไม่สร่างเสียงโต้สู้โซ่ตรวน/p p style="margin-left: 40px;"อาจเริ่มเสียงเพียงกระซิบแต่ยิบสู้br /แต่จะกู่ต่อไกลไปทุกส่วนbr /แล้วเพิ่มดังฟังชัดจัดขบวนbr /เป็นเสียงชวนรุกรบสยบทราม/p p style="margin-left: 40px;"ในวิบัติวิปริตวิปลาศbr /ก้องเสียงคนองอาจไม่ขลาดขามbr /สะเก็ดไฟเพียงนิดพร้อมติดลามbr /ลุกฮือข้ามทุ่งกว้างล้างแผ่นดิน/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/TTMQNjsJjw8" height="1" width="1" alt=""/

ร่าง รธน.เพิ่มอำนาจ ส.ว.เสนอกฎหมาย-ฝ่ายค้านโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ เกินครึ่งต้องยุบสภา

18 hours 4 min ago
pคืบหน้าร่าง รธน. - ประธาน-รองประธานสภาผู้แทนฯ ห้ามประชุมพรรค - เพิ่มอำนาจ ส.ว. เสนอกฎหมาย - ส.ว. และ ส.ส. มีสิทธิยับยั้งร่างกฎหมายของอีกฝ่าย - ในสภาตั้งกระทู้ นายกฯ-ครม.ต้องตอบโดยเร็ว - ลงมติไม่ไว้วางใจได้เกินกึ่งหนึ่ง นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งและยุบสภา - “บรรเจิด สิงคะเนติ” ระบุร่าง รธน. มาเพื่อสร้างเครื่องมือตรวจสอบให้ฝ่ายค้าน หวังสร้างประชาธิปไตยเชิงคุณภาพไม่ใช่เพียงรูปแบบ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8645/16470484689_c3c6e06fb6_z.jpg" style="width: 560px; height: 280px;" //p p27 ก.พ. 2558 – ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการนัดประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 53-58 ระหว่างวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 - วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีระเบียบวาระการประชุมเป็นการพิจารณายกร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานั้น/p pล่าสุด นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยนายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอความคืบหน้าในการร่างรัฐธรรมนูญ ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ช่วงบ่าย โดยเป็นการพิจารณามาตรา 133 – 172 ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมืองระบบผู้แทนที่ดี ส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ส่วนที่ 6 การตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 7 การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และส่วนที่ 8 การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดการยกร่างถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์รัฐสภา a href="http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/ewt_dl_link.php?nid=358amp;filename=index2557"(อ่านเอกสาร)/a/p pโดยก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เป็นการพิจาณามาตรา 123-132 เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา โดยกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทางอ้อม โดยแบ่งสัดส่วนการเลือกเป็น ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา เป็นผู้คัดเลือกกันเอง 10 คน ผู้เคยเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ 30 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 10 คน องค์กรเกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชนท้องถิ่น 50 คน ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ 100 คน (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) a href="http://prachatai.org/journal/2015/02/58101"http://prachatai.org/journal/2015/02/58101/a/p pสำหรับในส่วนที่เป็นใจความสำคัญ ของการยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ มีรายละเอียดดังนี้/p pnbsp;/p pstrongล็อครองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ /strongstrong2 /strongstrongมาจากพรรคอันดับ /strongstrong3/strongbr /strongประธานสภาและรองประธานสภาห้ามร่วมประชุมพรรคการเมือง/strong/p pสำหรับมาตรา 135 เกี่ยวกับที่มาของประธานสภาผู้แทนราษฎและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 135 สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภามีประธานสภาคนหนึ่งและรองประธานสภาสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้นๆ ตามมติของสภา/em/p p style="margin-left: 40px;"emประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีคะแนนเสียงสูงสุด ในการเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งมาจากผู้ซึ่งได้รับเลือกซึ่งมีคะแนนเป็นลำดับที่สอง ส่วนรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองให้เลือกจากสมาชิก พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองซึ่งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากเป็นลำดับที่สาม/em/p p style="margin-left: 40px;"emประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาหรือมีการยุบสภา ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภา ย่อมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามวรรคสอง เมื่อ/em/p p style="margin-left: 40px;"em(1) ขาดจากสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกbr /(2) ลาออกจากตำแหน่งbr /(3) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่นbr /(4) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่ คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความมผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิด ฐานหมิ่นประมาท/em/p p style="margin-left: 40px;"emในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นกรรมการบริหาร หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองขณะเดียวกันมิได้ และจะเข้าร่วมประชุมพรรค การเมืองหรือกลุ่มการเมืองมิได้ด้วย"/em/p pstrongเพิ่ม “สมาชิกวุฒิสภา” เสนอร่างพระราชบัญญัติ/strong/p pในส่วนของการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ร่างรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มข้อความให้สมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 40 คน ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญนี้วุฒิสมาชิกมีที่มาจากการแต่งตั้งตามโควตากลุ่มต่างๆ สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ด้วย โดยระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 149 ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย/em/p p style="margin-left: 40px;"em(1) คณะรัฐมนตรีbr /(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนbr /(3) สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าสี่สิบคนbr /(4) ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ี่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับ การจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ หรือbr /(5) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามมาตรา 66/em/p p style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (2) (3) (4) หรือ (5) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี/em/p p style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่ประชาชนได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใดตาม (5) แล้ว ให้สภาที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นเริ่มพิจารณาภายในเวลาไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว หรือวันที่นายกรัฐมนตรีส่งคำรับรองกลับคืนมา หากบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับร่างพระราชบัญญัตินั้นอีก ให้นำบทบัญญัติมาตรา 66 วรรคสาม มาใช้บังคับกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นด้วย/em/p p style="margin-left: 40px;"emในระหว่างเวลาที่บทบัญญัติภาค 4 ยังมีผลใช้บังคับ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยตามมาตรา 283 และมาตรา 284 และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา 285 (3) มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4 หมวด 2 และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4 หมวด 2”/em/p pสำหรับขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 150 ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 149 (1) (2) (4) และ (5) ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน/em/p p style="margin-left: 40px;"emในการเสนอร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งต้องมีบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ เสนอมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติด้วย/em/p p style="margin-left: 40px;"emร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อรัฐสภาต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบและให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัตินั้นได้โดยสะดวก”/em/p p style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 152 ร่างพระราชบัญญัติใดที่ในขั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติม และ ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน และภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ เป็นผู้วินิจฉัย/em/p p style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่ที่ประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ทำให้ร่างพระราชบัญญัตินั้น มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ให้สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาดำเนินการแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน”.../em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 154 ภายใต้บังคับมาตรา 205 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอตามมาตรา 150 และลงมติเห็นชอบแล้ว ให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่ออีกสภาหนึ่งซึ่ง ยังมิได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยต้องพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ เว้นแต่สภาที่พิจารณาในครั้งหลังนี้จะได้ลงมติ ให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และ ให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงสภาดังกล่าว/em/p p style="margin-left: 40px;"emระยะเวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญตามมาตรา 157/em/p p style="margin-left: 40px;"emถ้าสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติในครั้งหลังนี้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายใน กำหนดเวลาที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าสภาดังกล่าวได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น/em/p p style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภาให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน คำแจ้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเป็นเด็ดขาด/em/p p style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมิได้แจ้งไปว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน”.../em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 155 ภายใต้บังคับมาตรา 205 เมื่อสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติในครั้งหลังนี้ได้ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว/em/p p style="margin-left: 40px;"em(1) ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นสภาแรก ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 158br /(2) ถ้าไม่เห็นชอบด้วยด้วยกับสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นสภาแรก ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นสภาแรกbr /(3) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาที่พิจารณาร่าง พระราชบัญญัตินั้นเป็นสภาแรก ถ้าสภานั้นเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 158 ถ้าเป็นกรณีอื่น ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างนั้น และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 158 ถ้า สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน/em/p p style="margin-left: 40px;"emคณะกรรมาธิการร่วมกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือ แสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 141 นั้น ให้ คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่ี่ตามมาตรานี้ด้วย/em/p p style="margin-left: 40px;"emการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันต้องมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้นำบทบัญญัติมาตรา 148 มาใช้บังคับโดยอนุโลม/em/p p style="margin-left: 40px;"emถ้าสภาที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติในครั้งหลังนี้ไม่ส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาที่พิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นสภาแรกภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 154 ให้ถือว่าสภา ที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติในครั้งหลังนี้ได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้ดำเนินการตาม มาตรา 158 ต่อไป”.../em/p p align="left"nbsp;/p p align="left"strongทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของอีกฝ่า/strongย/p p align="left"ขณะเดียวกันในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 156 ระบุถึงอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติด้วย โดยระบุว่า/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 156 ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา 155 นั้น/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(1) ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติยับยั้งร่างพระราชบัญญัติของวุฒิสภาตามมาตรา 155 (2) และ วุฒิสภายืนยันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันการยับยั้ง ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือถ้าวุฒิสภาไม่ยืนยันร่าง พระราชบัญญัตินั้นภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมี มติยืนยันการยับยั้งด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(2) ถ้าวุฒิสภาเป็นผู้ลงมติยับยั้งร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 155 (2) สภา ผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่วุฒิสภาลงมติ ยับยั้ง ถ้าสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 158 แต่ในกรณีสภาผู้แทนราษฎรมีมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(3) ถ้าเป็นกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา 155 (3) นั้น สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้เมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร หรือของวุฒิสภา หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น เป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการตามมาตรา 158/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(4) ถ้าร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ไม่ว่าวุฒิสภาจะพิจารณายืนยันร่างพระราชบัญญัตินั้นหรือไม่ก็ตาม ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วย คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่าง พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 158/em/p p align="left"nbsp;/p p align="left"ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 162 ระบุว่า/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 162 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(1) คณะรัฐมนตรี/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(3) สมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em(4) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ี่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตาม (1) (2) และ (4) ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส่วนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตาม (3) ให้เสนอต่อวุฒิสภาก่อน”/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 164 ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 168 หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมาให้เป็นอันตกไป/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภา มีมติเห็นชอบด้วย แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้ร้องขอภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอตามมาตรา 149 (5) ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ให้รัฐสภาที่เลือกตั้งขึ้นใหม่ พิจารณาต่อไปโดยไม่ต้องมีมติตามวรรคนี้อีก”/em/p p align="left"nbsp;/p p align="left"strongถ้าสมาชิกรัฐสภาตั้งกระทู้ถาม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องตอบโดยเร็ว/strong/p p align="left"ในส่วนของการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีการเพิ่มข้อความให้ผู้ถูกตั้งกระทู้ "มีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว" โดยระบุในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 167 ว่า/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 167 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาแต่ละคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ี่ได้ และนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว แต่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ตามที่กำหนดใน ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบกระทู้ถามนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย”/em/p p align="left"nbsp;/p p align="left"strongถ้าอภิปรายไม่ไว้วางใจและเสียงเกินกึ่งหนึ่งลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและให้ยุบสภา/strong/p p align="left"ในส่วนของมาตรา 168 ที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น ระบุว่า/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 168 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ี่ราชการ หรือจงใจฝ่ำฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไม่มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 256 ก่อน หรือถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชแผ่นดินอันเล็งเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดินจะเสนอโดยไม่มีการยื่นคำร้องขอฟ้องคดีตามมาตรา 247 ก่อน มิได้ และเมื่อได้มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 256 หรือมีการฟ้องคดีมาตรา 247 แล้วแต่กรณีแล้วให้ดำเนินการต่อไปได้/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emเมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไป ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุด และให้นับเฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้น มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายนั้น เป็นอันหมดสิทธิที่จะ เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"emในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎรให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งและสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่มีมติดังกล่าว”/em/p p align="left"nbsp;/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 170 ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองที่มิได้ร่วมเป็นรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มิได้อยู่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคหรือกลุ่มนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีจำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 168 หรือมาตรา 169 ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวทั้งหมด เท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 168 หรือมาตรา 169 ได้ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินมาเกินกว่าสองปีแล้ว”/em/p p align="left" style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p align="left" style="margin-left: 40px;"em“มาตรา 172 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายและการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”/em/p p align="left"nbsp;/p p align="left"strongบรรเจิดระบุออกแบบ ม/strongstrong.168 /strongstrongมาเพื่อไม่ให้พรรคคะแนนสูงมีอำนาจเด็ดขาด เป็นการสร้างดุลยภาพให้รัฐบาลผสม/strong/p p align="left"สำหรับ ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 168 ที่กำหนดให้มีการยุบสภาและนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและมีการลงมติไม่ไว้วางใจด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งดังกล่าว a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3814#.VO9YDvmUdgY"วิทยุรัฐสภา/a รายงานความเห็นของนายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า มาตรการดังกล่าวที่กำหนดในรัฐธรรมนูญเพื่อปรับให้เป็นระบบรัฐสภาสมัยใหม่ ไม่มีพรรคใดคะแนนสูงเป็นเด็ดขาดในรัฐบาล ถือเป็นการสร้างดุลยภาพเพื่อให้รัฐบาลที่จะเป็นรัฐบาลผสมมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันเป็นการสร้างเครื่องมือให้ฝ่ายค้านได้มีอำนาจอื่นในการตรวจสอบ เป็นการสร้างประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เพียงแค่รูปแบบแต่เป็นประชาธิปไตยเชิงคุณภาพที่มาจากความหลากหลายของกลุ่ม ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งและการกำหนดจากนายทุนnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/category/%2525E0%2525B8%252581%2525E0%2525B8%2525B2%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B9%252588%2525E0%2525B8%2525B2%2525E0%2525B8%252587%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B8%2525B1%2525E0%2525B8%252590%2525E0%2525B8%252598%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B8%2525A3%2525E0%2525B8%2525A1%2525E0%2525B8%252599%2525E0%2525B8%2525B9%2525E0%25" target="_blank"การร่างรัฐธรรมนูญ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/02/58121" target="_blank"ครั้งแรกในรอบ 24 ปี: ร่างรัฐธรรมนูญ ม.173 เปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DDJ3bGMaAUY" height="1" width="1" alt=""/

เมื่อ 'ตัวลามะ' กลายเป็นความหวังใหม่ของนักวิจัยยารักษาโรคเอดส์

20 hours 23 min ago
pเร็วๆ นี้นักวิทยาศาสตร์พบลามะมีความสามารถทนทานต่อเชื้อเอชไอวีได้ เนื่องจากลักษณะของสารภูมิต้านทานในตัวมันสามารถต่อต้านเชื้อได้มากกว่า 95% ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ เปิดทางสู่ความเป็นไปได้ใหม่ในการค้นคว้าวิจัยวัคซีน-รักษาโรคเอดส์/p p!--break--!--break--/ppbr /26 ก.พ. 2558 สัตว์หน้าตาทะเล้นอย่างลามะที่อยู่ในแถบอเมริกาใต้ฝั่งตะวันตกกลายเป็นความหวังใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นคว้าวัคซีนต้านไวรัสเอชไอวีและช่วยเหลือในการป้องกันหรือรักษาโรคเอดส์ เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่าตัวลามะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อเอชไอวีได้/p pทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) วิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด และศูนย์ไวรัสวิทยาสัตว์ของอาร์เจนตินา ร่วมกันศึกษาพบว่าเมื่อลามะตัวหนึ่งได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้วมันสามารถสร้างสารภูมิต้านทาน (antibody) ที่สามารถยับยั้งไวรัสสายพันธุ์เอชไอวีได้มากกว่าร้อยละ 95 โดยมีการเผยแพร่งานวิจัยผ่านวารสาร PLOS ตั้งแต่เมื่อเดือน ธ.ค. 2557/p pจากงานวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นว่าลามะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้ดีกว่าคน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานว่าเหตุใดสารภูมิต้านทานในตัวคนถึงไม่สามารถยับยั้งเชื้อเอชไอวีได้ดีในระดับนี้ จนกระทั่งในงานวิจัยล่าสุดมีการตรวจสอบเลือดของลามะ 3 ตัวหลังมีการให้เชื้อเอชไอวีก็พบว่าสารภูมิต้านทานของลามะมีความแตกต่างจากของคนตรงที่มีลักษณะเป็นโปรตีนห่วงโซ่เดี่ยว (Single chain of proteins) ทำให้ตั้งเป้าหมายต่อต้านไวรัสได้แม่นยำ ต่างจากสารภูมิต้านทานของคนที่มีทั้งห่วงโซ่สายสั้นและห่วงโซ่สายยาวที่ระดมกำจัดไวรัสแปลกปลอมทั้งหมดโดยไม่เน้นความแม่นยำเท่าทำให้ไม่สามารถกำจัดไวรัสเอชไอวีได้ดีเท่า/p pนอกจากลามะแล้ว สัตว์ในตระกูลใกล้เคียงกันอย่างอัลปากาก็มีความสามารถต่อต้านไวรัสคล้ายๆ กัน โดยมีแพทย์ในเปรูกำลังทดลองการป้องกันหรือรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีด้วยการใข้สารภูมิต้านทานของอัลปากา/p pอย่างไรก็ตาม ทีมทดลองเรื่องเชื้อเอชไอวีกับลามะกล่าวว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการค้นพบความหวังในการสร้างวัคซีนต้านเอชไอวีหรือการรักษาโรคเอดส์ และกระบวนการทดลองยังอยู่ในระดับสถานปฏิบัติการเท่านั้นพวกเขายังต้องค้นคว้าต่อไปอีกมากในเรื่องนี้ แต่ก็ถือเป็นการเปิดทางสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งในตอนนี้มีอยู่ 5 สถานศึกษาในเปรูที่กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับการต้านทานโรคของอัลปากาและลามะ/p pในแง่ความเป็นห่วงว่าสัตว์ที่นำมาทดลองจะได้รับอันตรายหรือไม่ ผู้วิจัยก็รับรองว่าลามะที่นำมาทดลองถูกฉีดไวรัสเข้าไปในจำนวนที่ไม่มากพอจะทำให้พวกมันเป็นโรคได้/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pScientists hope an AIDS vaccine lies in llamas, Globalpost, 23-02-2015br /a href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/health/150222/aids-hiv-llamas-vaccine"http://www.globalpost.com/dispatch/news/health/150222/aids-hiv-llamas-vaccine/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tlzIwhzrf10" height="1" width="1" alt=""/

'เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำอีสาน' เสนอคว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ หวั่นรวมศูนย์จัดการไว้ที่รัฐ-ทุน

21 hours 6 min ago
p'เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำอีสาน' เสนอคว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ หวั่นให้อำนาจจัดการน้ำขึ้นอยู่กับรัฐ แนะเปิดรับฟังความเห็นมากขึ้น/p p!--break--!--break--/p p26 ก.พ. 2558 จากกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ... ตามที่กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ผ่านมา เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานเสนอคว่ำร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับดังกล่าว/p pนางอมรรัตน์ วิเศษหวาน ตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำชีที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร กล่าวว่า วิถีชีวิตของคนในลุ่มน้ำชีเขามีความผูกพันกับลำน้ำ มีการใช้น้ำตามฤดูกาลผลิตเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากอาชีพหลักของชาวบ้านคือการทำนาที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำของพวกเราไม่เคยมีใครจะมากำหนดว่าจะต้องใช้น้ำในปริมาณเท่าไหร่เพราะพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านมีคนละไม่กี่ไร่ แต่ชาวบ้านเขาสามารถจัดการกันเองได้ อย่างเช่นในช่วงในการทำนาปี เราก็ใช้น้ำฝนจากธรรมชาติ ถ้าเข้าช่วงฤดูแล้งชาวบ้านก็มีการใช้น้ำจากกุด ห้วย หนอง และแม่น้ำชี ถือว่าเป็นวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับการจัดการน้ำ/p pนางอมรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เคยได้ยินเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.น้ำ มานานแล้วเราก็เป็นห่วง เพราะถ้าเกิดมี พ.ร.บ.น้ำ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนในการรับรู้ข้อมูลและส่วนร่วมพวกเราไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะคนลุ่มน้ำจะต้องเป็นเจ้าของน้ำ เนื่องจากได้ดูแลและอนุรักษ์แหล่งน้ำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้นพวกเราจึงขอคัดค้านร่าง พ.ร.บ.น้ำ ที่จะมาเป็นตัวกำหนดวิถีของเกษตรกรอย่างพวกเรา/p pนางระเบียบ แข็งขัน ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมห้วยเสือเต้นและโคกหินขาว ลุ่มน้ำพอง กล่าวว่า เราไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำที่ให้อำนาจการจัดการขึ้นอยู่กับรัฐ ซึ่งถ้าชาวบ้านจะดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำจะต้องขออนุญาตจากรัฐทำให้ชาวบ้านไม่มีอำนาจในการจัดการน้ำโดยตัวเอง น้ำจะต้องเป็นของชาวบ้าน ชุมชนจะต้องมีอำนาจในการจัดการน้ำ ฉะนั้น ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เราจะขอคัดค้านอย่างถึงที่สุด/p pด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ในส่วนของพวกเราได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นประเด็นสำคัญถ้าร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำฉบับนี้ผ่านคนที่อยู่ในลุ่มน้ำทางภาคอีสานคงไม่ยอมแน่ เพราะในสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้ได้พูดถึงอำนาจการจัดสรรน้ำเป็นของรัฐมากกว่าที่จะให้คนลุ่มน้ำเข้าไปจัดการ หรือแม้กระทั่งบางมาตรายังให้รัฐมีอำนาจพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำหรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำได้ และในหลักการยังพูดถึงให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าใช้สอยแหล่งน้ำนั้นตามสมควร ถ้าใครฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษ/p pนายสิริศักดิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าเราจะมาจัดการทรัพยากรน้ำผ่านกฎหมายน้ำฉบับนี้ ประชาชนคนลุ่มน้ำก็จะถูกลิดรอนสิทธิจากภาครัฐอย่างแน่นอน เพราะว่าจะเป็นการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์โดยรัฐมีอำนาจ เราต้องเข้าใจว่าจารีตประเพณีของชุมชนในแต่ละลุ่มน้ำเขามีรูปแบบการจัดการน้ำที่แตกต่างกันตามภูมินิเวศที่สอดคล้อง และใช้เวลาผลิตซ้ำจนเกิดเป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำโดยชุมชน อีกอย่างหนึ่งเราเห็นว่าในแต่ละยุคแต่ละสมัยของรัฐบาล ที่ผ่านมาก็เห็นมีแผนในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เป็นรูปธรรม บางพื้นที่กลับสร้างปัญหาให้กับชุมชนมากกว่า ฉะนั้นการร่าง พ.ร.บ.น้ำ ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำ เราจึงไม่เห็นด้วยและพร้อมที่จะคัดค้านbr /br /นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน กล่าวว่า เป้าหมายการร่าง พ.ร.บ.น้ำ ของกรมทรัพยากรน้ำ ถ้าออกมาในยุค คสช. ชุดนี้ ผมมองว่าจะสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนมากขึ้น เท่าที่ศึกษาการนิยามในเรื่องน้ำของร่าง พ.ร.บ.น้ำนี้/p pเขาชี้ว่า น้ำจะถูกจัดสรรให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมมากว่าเกษตรกรรายย่อยอย่างแน่นอน เพราะรัฐจะมองว่ากลุ่มทุนต้องมาก่อนเกษตรกรรายย่อยnbsp; แต่กรมทรัพยากรน้ำเวลาร่าง พ.ร.บ.น้ำ มักจะกล่าวอ้างว่าการร่างกฎหมายนี้จะเป็นการจัดสรรน้ำเพื่อชาวบ้าน ซึ่งถ้าเราดูแนวทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับส่วนราชการ และลดอำนาจประชาชน ในขณะที่ร่าง พ.ร.บ.น้ำ ข้าราชการจะเป็นกลไกหลักในการจัดสรรผลประโยชน์ในเรื่องน้ำโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนnbsp; แต่ที่ผ่านมาเราก็ทราบแล้วว่าหน่วยงานราชการมีความโน้มเอียงไปทางกลุ่มทุนมากกว่าเกษตรกรรายย่อย ฉะนั้นผมมองว่าร่าง พ.ร.บ.น้ำ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ในวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่หลากหลายจากกลุ่มต่างๆ แทนที่จะมาผลักดันร่าง พ.ร.บ.น้ำ ในยุคที่ประชาชนไม่มีปากเสียง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cUI8XO2Ixho" height="1" width="1" alt=""/

จี้ผู้บริหาร มธ.ปกป้องนักวิชาการ เปิดแคมเปญ ‘ใครๆ ก็เป็นสมศักดิ์เจียมฯ ได้’

Thu, 26/02/2015 - 23:01
p!--break--!--break--/pp26 ก.พ.2558 เวลาประมาณ 18.00 น. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตัวแทนนักวิชาการและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยปกป้องสิทธิเสรีภาพของบุคคลากรทางวิชาการ หลังสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ถูกให้ออกจากราชการ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8663/16652870241_5369ef9e88_b.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีคำสั่งมหาวิทยาลัยลงนามโดยสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไล่สมศักดิ์ออกจากราชการ โดยระบุว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงเนื่องจากขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน โดยก่อนหน้านี้สมศักดิ์ได้ยื่นเรื่องขอลาปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ แต่ขั้นตอนดำเนินไปอย่างล่าช้า จึงได้ยื่นหนังสือลาออกในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติจนกระทั่งมีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการในที่สุด/p pย้อนไปเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2557 เกิดเหตุคนร้ายยิงปืนและปาก้อนอิฐเข้าไปในบ้านพักของสมศักดิ์ขณะที่เขาอยู่ภายในบ้าน และต่อมาหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 มีคำสั่ง คสช.ให้สมศักดิ์ไปรายงานตัว แต่เขาปฏิเสธ ทำให้ถูกยกเลิกหนังสือเดินทางและถูกออกหมายจับในเวลาต่อมา ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมศักดิ์เป็นนักวิชาการที่เสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสนอให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/5dpn_cFdATE" width="560"/iframe/p pสำหรับเนื้อหาในแถลงการณ์ มีการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยหยุดนำเรื่องวินัยบุคลากรมาใช้อ้างเพื่อลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของบุคลากรทางวิชาการ และเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยแสดงบทบาทสูงสุดในการรับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลทางวิชาการและการวิจัยที่แสดงความเห็นทางวิชาการโดยอิสระและสุจริต และปกป้องคุ้มครองความมั่นคงและความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจของบุคคลากรอย่างเต็มความสามารถ โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมือง/p pนอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรับประกันสิทธิในการลากิจ การลาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ การลาออก และสิทธิในการขอลี้ภัยฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีการร้องขอ โดยระบุว่าหากมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการใดๆ ตามที่ระบุไว้ได้ อันเนื่องมาจากการแทรกแซงและแรงกดดันหรือคำสั่งจากอำนาจทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องชี้แจงแก่สาธารณชน และแสดงสำนึกของความเป็นนักวิชาการและจริยธรรมทางวิชาการด้วยการลาออก/p pทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีนักวิชาการ นักเขียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ร่วมลงชื่อแนบท้ายราว 160 คน/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/wd3rhRS3PfQ" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8662/16653252012_5f3cf0471b_b.jpg" style="width: 374px; height: 560px;" //p pbr / /ppภายหลังตัวแทนนักวิชาการและนักศึกษาอ่านแถลงการณ์แล้ว มีการเปิดการรณรงค์ ‘ใครๆ ก็เป็นสมศักดิ์เจียมฯ ได้’ โดยการโรยแป้งฝุ่นสีขาวลงบนศีรษะให้มีสีผมเหมือนกับสีผมของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพื่อสะท้อนว่าทุกคนมีโอกาสที่จะถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้สื่อข่าวไทยและต่างประเทศจำนวนมากสนใจมารายงานข่าว และมีประชาชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรมด้วย โดยที่ตลอดกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายนายมาสังเกตการณ์ตั้งแต่ก่อน 17.00 น.จนกระทั่งสิ้นสุดกิจกรรม/p pมติชนออนไลน์รายงานว่า ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน มีการจัดกิจกรรมจุดเทียนส่องแสงสว่างทางวิชาการ ที่ลาน อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยกลุ่มนักศึกษาที่ใช้ชื่อว่า ‘ประชาคมคัดค้านคำสั่งไล่ อ.สมศักดิ์ ออกจากราชการ’ โดยจัดกิจกรรม อ่านกลอน อ่านแถลงการณ์ ก่อนจะร่วมจุดเทียนแสดงสัญลักษณ์ และร้องเพลงเพื่อมวลชน/p pมีรายงานข่าวถึงความเห็นของสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อกรณีการไล่ออกสมศักดิ์ว่า การลงโทษครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่สมศักดิ์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง เนื่องจากเป็นเสรีภาพทางวิชาการ และไม่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบันฯ เพราะมีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้วและเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการตามกฎหมาย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนยันว่าคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและกรรมการสอบข้อเท็จจริง มีความเห็นว่าสมศักดิ์ละทิ้งการปฏิบัติราชการจริง มหาวิทยาลัยจึงต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีผลให้มีคำสั่งไล่ออกจากราชการในเวลาต่อมา ทั้งนี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวด้วยว่า สมศักดิ์สามารถยืนอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยได้ภายใน 30วัน ตามกฎหมาย/p p style="text-align: center;"................................/p p style="text-align: center;"strongแถลงการณ์ปกป้องสิทธิและเสรีภาพbr /ของทรัพยากรบุคคลทางวิชาการและการวิจัยในสถาบันการศึกษาชั้นสูง/strong/p pอนุสนธิจากกรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคำสั่งไล่ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากราชการ โดยที่ ดร.สมศักดิ์ ถูกวิกฤติการณ์ทางการเมืองคุกคามถึงชีวิต จนต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศและได้ยื่นเรื่องขอลาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการไว้ก่อน แต่เมื่อถูกถ่วงเรื่องไว้ จึงได้แสดงความจำนงขอลาออกจากราชการ ดังความปรากฏในสื่อสาธารณะแล้วนั้น/p pพวกเราเห็นว่า ดร. สมศักดิ์ ควรมีสิทธิอุทธรณ์ และสิทธิอื่นๆ เช่น การลาเพิ่มพูนความรู้ การลากิจ กระทั่งการลาออก รวมไปถึงการต่อสู้คดีความในศาลยุติธรรมที่ไม่ใช่ศาลทหาร และขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยยุติการนำข้ออ้างเรื่องวินัยบุคลากร มาใช้เพื่อรวบรัดตัดตอนและลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของบุคลากรทางวิชาการ แม้พวกเรามิได้เห็นว่านักวิชาการควรมีสิทธิพิเศษเหนือประชาชนทั่วไป แต่ในภาวะที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ การแสดงความเห็นวิชาการยิ่งต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อให้การแสดงความเห็นในประเด็นสำคัญของสังคมสามารถกระทำได้ และถูกตรวจสอบจากสาธารณชน มากกว่าจะโถมทับความเห็นที่แตกต่างด้วยการไล่ออกจากราชการโดยใช้อำนาจแบบเผด็จการ ซึ่งน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ละทิ้งโอกาสที่จะแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปกป้องหลักเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการของสถาบันการศึกษาชั้นสูง แต่กลับส่อแสดงความหวาดกลัวต่ออำนาจเผด็จการที่แทรกแซงเข้ามาในมหาวิทยาลัย จนละเลยที่จะปกป้องบุคลากรของตน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในระดับชาติและนานาชาติต่อความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยbr /ดังนั้น พวกเราผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้แสดงความกล้าหาญทางวิชาการและจริยธรรมอย่างเปิดเผย ดังนี้/p p1. ในยามที่ประเทศชาติกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขั้นวิกฤติ อันมีสาเหตุมาจากอคติของความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ทางการเมือง มหาวิทยาลัยต้องแสดงบทบาทสูงสุดในการรับรองสิทธิและเสรีภาพของทรัพยากรบุคคลทางวิชาการและการวิจัย ซึ่งได้แสดงความเห็นทางวิชาการโดยอิสระและสุจริต แต่กลายผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ฯ ดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงต้องปกป้องคุ้มครองความมั่นคงและความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของบุคคลากรผู้นั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมือง/p p2. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องสร้างความมั่นคงทางวิชาชีพให้แก่บุคลากรผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ฯ ดังกล่าว ด้วยการรับประกันสิทธิในการลากิจ การลาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ การลาออก และสิทธิในการขอลี้ภัยฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีการร้องขอ ทั้งนี้ โดยหลักการสากลแล้วการขอใช้สิทธิดังกล่าวย่อมไม่มีผลเป็นโทษในทางวินัย/p p3. หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการใดๆ ตามที่ระบุไว้ได้ อันเนื่องมาแต่การแทรกแซงและแรงกดดันหรือคำสั่งจากอำนาจทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องชี้แจงแก่สาธารณชน และแสดงสำนึกของความเป็นนักวิชาการและจริยธรรมทางวิชาการด้วยการลาออก/p pพวกเราเชื่อมั่นว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการนั้น จะช่วยให้สังคมได้เข้าใจมิติของวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน สามารถคลี่คลายไปได้ตามหลักวิชาการ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันความก้าวหน้าขององค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อความเจริญงอกงามของประชาชนและประเทศชาติ สืบไป/p p style="text-align: right;"br /แถลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558br /ณ ลานอนุเสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์/p pข่าวบางส่วนจาก a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1424937579"มติชนออนไลน์/a, a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1424868752"ประชาชาติธุรกิจ/abr /br /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/02/58122" target="_blank"นักศึกษา มธ.รวมตัวค้านคำสั่งไล่ สศจ. ที่รังสิต/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AcBop3hJdGY" height="1" width="1" alt=""/

นักศึกษา มธ.รวมตัวค้านคำสั่งไล่ สศจ. ที่รังสิต

Thu, 26/02/2015 - 21:58
pนักศึกษา มธ. รวมตัว-จุดเทียน ที่ลานป๋วย มธ. ศูนย์รังสิต ค้านคำสั่งไล่ออก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เชื่อเป็นการคุกคามเสรีภาพด้วยเหตุผลทางการเมือง/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8670/16651289731_7a31461c61.jpg" /br /br /img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8601/16445413017_60eb2cfbbe.jpg" /br /br /img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8592/16651289781_a3ec8d7f55.jpg" //p p26 ก.พ. 2558 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1424937579"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ลานป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต กลุ่มนักศึกษาที่ใช้ชื่อว่า "ประชาคมคัดค้านคำสั่งไล่อ.สมศักดิ์ออกจากราชการ" เปิดให้ลงชื่อในแถลงการณ์ "ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของทรัพยากรบุคคลทางวิชาการและงานวิจัยในระดับมหาวิทยาลัย" ซึ่งร่างขึ้นโดยนักวิชาการคณาจารย์ภาคประชาชนจากหลากหลายกลุ่มอาชีพทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า 200 คนพร้อมจัดกิจกรรมจุดเทียนเพื่อแสงสว่างและเสรีภาพทางวิชาการ โดยกลุ่มนักศึกษาเห็นว่ากรณีคำสั่งไล่ออกสมศักดิ์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการด้วยเหตุผลทางการเมือง/p pทั้งนี้ กลุ่มนักศึกษาได้อ่านกลอนและอ่านแถลงการณ์ ก่อนจะร่วมจุดเทียนแสดงสัญลักษณ์พร้อมร้องเพลงเพื่อมวลชน ขณะที่บรรยากาศโดยทั่วไป นักศึกษาได้จัดบอร์ดให้เขียนแสดงความคิดเห็นกรณีอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถูกไล่ออก/p pอย่างไรก็ตาม มีเพียงเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาสังเกตการณ์เท่านั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ แสดงตนเข้าดูแลการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยกลุ่มนักศึกษาประกาศก่อนจัดกิจกรรมว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการเรียกร้องภายในมหาวิทยาลัย ไม่ได้กระทบต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช./p pทั้งนี้ แถลงการณ์มีข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย 3 ข้อ โดยเรียกร้องให้มีการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ชีวิต จิตใจ ของบุคลากร โดยไม่ให้อำนาจทางการเมืองมาแทรกแซง และขอให้ประกันสิทธิแก่บุคลากร ในการได้รับผลกระทบจากวิกฤติฯ ในการลากิจ ลาเพิ่มพูนความรู้nbsp; ลาออก และการการลี้ภัยฉุกเฉิน รวมทั้งเรียกร้องต่อผู้บริหารว่า หากไม่สามารถทำอะไรได้ ควรแสดงออกซึ่งสามัญสำนึกต่อสาธารณะ/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongแถลงการณ์ปกป้องสิทธิและเสรีภาพของทรัพยากรบุคคลทางวิชาการและการวิจัยในสถาบันการศึกษาชั้นสูง/strong/p pอนุสนธิจากกรณีผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคำสั่งไล่ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากราชการโดยที่ ดร.สมศักดิ์ถูกวิกฤติการณ์ทางการเมืองคุกคามถึงชีวิตจนต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศและได้ยื่นเรื่องขอลาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการไว้ก่อน แต่เมื่อถูกถ่วงเรื่องไว้จึงได้แสดงความจำนงขอลาออกจากราชการดังความปรากฏในสื่อสาธารณะแล้วนั้น พวกเราเห็นว่า ดร.สมศักดิ์ ควรมีสิทธิอุทธรณ์และสิทธิอื่นๆ เช่น การลาเพิ่มพูนความรู้ การลากิจ กระทั่งการลาออก รวมไปถึงการต่อสู้คดีความในศาลยุติธรรมที่ไม่ใช่ศาลทหาร/p pและขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยยุติการนำข้ออ้างเรื่องวินัยบุคลากร มาใช้เพื่อรวบรัดตัดตอนและลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายของบุคลากรทางวิชาการ แม้พวกเรามิได้เห็นว่านักวิชาการควรมีสิทธิพิเศษเหนือประชาชนทั่วไป แต่ในภาวะที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ การแสดงความเห็นวิชาการยิ่งต้องได้รับการคุ้มครอง เพื่อให้การแสดงความเห็นในประเด็นสำคัญของสังคมสามารถกระทำได้ และถูกตรวจสอบจากสาธารณชน มากกว่าจะโถมทับความเห็นที่แตกต่างด้วยการไล่ออกจากราชการโดยใช้อำนาจแบบเผด็จการ ซึ่งน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ละทิ้งโอกาสที่จะแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปกป้องหลักเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการของสถาบันการศึกษาชั้นสูง แต่กลับส่อแสดงความหวาดกลัวต่ออำนาจเผด็จการที่แทรกแซงเข้ามาในมหาวิทยาลัยจนละเลยที่จะปกป้องบุคลากรของตนซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในระดับชาติและนานาชาติต่อความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทย/p pดังนั้น พวกเราผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้แสดงความกล้าหาญทางวิชาการและจริยธรรมอย่างเปิดเผยดังนี้/p p1.ในยามที่ประเทศชาติกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขั้นวิกฤติอันมีสาเหตุมาจากอคติของความแตกต่างทางเชื้อชาติศาสนาภาษาความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมหาวิทยาลัยต้องแสดงบทบาทสูงสุดในการรับรองสิทธิและเสรีภาพของทรัพยากรบุคคลทางวิชาการและการวิจัยซึ่งได้แสดงความเห็นทางวิชาการโดยอิสระและสุจริต แต่กลายผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ฯ ดังกล่าวมหาวิทยาลัยจึงต้องปกป้องคุ้มครองความมั่นคงและความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจของบุคลากรผู้นั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมือง/p p2.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องสร้างความมั่นคงทางวิชาชีพให้แก่บุคลากรผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ฯ ดังกล่าวด้วยการรับประกันสิทธิในการลากิจ การลาเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ การลาออกและสิทธิในการขอลี้ภัยฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีการร้องขอ ทั้งนี้ โดยหลักการสากลแล้ว การขอใช้สิทธิดังกล่าวย่อมไม่มีผลเป็นโทษในทางวินัย/p p3.หากมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการใดๆ ตามที่ระบุไว้ได้อันเนื่องมาแต่การแทรกแซงและแรงกดดันหรือคำสั่งจากอำนาจทางการเมืองภายนอกมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องชี้แจงแก่สาธารณชนและแสดงสำนึกของความเป็นนักวิชาการและจริยธรรมทางวิชาการด้วยการลาออก พวกเราเชื่อมั่นว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระทางวิชาการนั้น จะช่วยให้สังคมได้เข้าใจมิติของวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน สามารถคลี่คลายไปได้ตามหลักวิชาการ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันความก้าวหน้าขององค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อความเจริญงอกงามของประชาชนและประเทศชาติสืบไป/p pแถลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KDt7BrT6YI8" height="1" width="1" alt=""/

ครั้งแรกในรอบ 24 ปี: ร่างรัฐธรรมนูญ ม.173 เปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก

Thu, 26/02/2015 - 18:41
pความคืบหน้าร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ถึงหมวดคณะรัฐมนตรี มาตรา 173 ตัดทิ้งข้อความ "นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" เปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก เทียบ รธน.ฉบับ รสช. และ รธน.ยุคเกรียงศักดิ์-เปรม ขณะที่เมื่อฟอร์มทีม ครม.ได้แล้ว นายกรัฐมนตรีต้องส่งรายชื่อให้วุฒิสภาสอบประวัติ - ก่อนเสนอชื่อ ครม. เพื่อกราบบังคมทูล/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8662/16466409419_3ce96b72cb_z.jpg" style="width: 560px; height: 280px;" //p p26 ก.พ. 2558 - ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการนัดประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 53-58 ระหว่างวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 - วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีระเบียบวาระการประชุมเป็นการพิจารณายกร่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรานั้น/p pล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในเวลา 15.00 น. นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอรายงานความคืบหน้าของการร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเผยแพร่เอกสารดังกล่าวในเว็บไซต์ของรัฐสภา (a href="http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/ewt_dl_link.php?nid=359amp;filename=index2557"ดูเอกสารประกอบ)/anbsp;โดยในวันดังกล่าวเป็นการพิจารณาร่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญรายมาตราของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 4 คณะรัฐมนตรี มาตรา 173 - 184 มีรายละเอียดของการยกร่างที่สำคัญได้แก่/p pstrongมาตรา 173 เปิดช่องนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง/strong/p pโดยที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในมาตรา 173 ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 173 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัตติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะรัฐมนตรี/em/p p style="margin-left: 40px;"emให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี/em/p p style="margin-left: 40px;"emนายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าสองวาระมิได้"/em/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2550 พบว่าร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดในมาตรา 173 ได้ตัดข้อความที่ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งออก โดยในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 171 วรรคสอง ระบุว่า "นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172" โดยนับเป็นการถอยกลับไปใช้บทบัญญัติที่ใกล้เคียงกับที่ระบุในรัฐธรรมนูญปี 2521 และล่าสุดในรัฐธรรมนูญปี 2534 ยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่ได้กำหนดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง/p pขณะที่รัฐธรรมนูญล่าสุดห้ามนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าสองวาระ ส่วนในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 171 วรรคสอง กำหนดระยะเวลามากกว่านั้น คือระบุว่า "นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้"/p pnbsp;/p pstrongวุฒิสภาจะประชุมเพื่อสอบประวัติ-ก่อนเสนอชื่อ ครม. เพื่อกราบบังคมทูล/strong/p pมาตรา 176 ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;""มาตรา 176 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำชื่อรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจะต้องนำชื่อผู้ซึ่งจะเป็นรัฐมนตรีส่งให้ประธานวุฒิสภา แล้วให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา 132 วรรคสองต่อไป"/p pสำหรับมาตรา 132 ที่อ้างถึงในมาตรา 176 ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 132 เมื่อมีกรณีที่วุฒิสภาต้องพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้วุฒิสภาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และ พฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนั้น รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจำเป็น แล้วรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป/em/p p style="margin-left: 40px;"emเมื่อมีกรณีที่วุฒิสภาจะต้องพิจารณาให้ความเห็นในการที่นายกรัฐมนตรีจะเสนอนำความกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล ให้วุฒิสภาดำเนินการตามวรรคหนึ่ง โดยจะมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการเสนอนั้น มิได้ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อจากนายกรัฐมนตรี"/em/p pมาตรา 177 ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติรัฐมนตรี ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 177 รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้/em/p p style="margin-left: 40px;"em(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด/em/p p style="margin-left: 40px;"em(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์/em/p p style="margin-left: 40px;"em(3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า/em/p p style="margin-left: 40px;"em(4) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 113 (1) (2) (3) (4) (6) (7) (8) (9) (10) (11) (12) (13) (14) หรือ (15) หรือ (16)/em/p p style="margin-left: 40px;"em(5) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป เว้นแต่ในควำมผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท/em/p p style="margin-left: 40px;"em(5/1) ไม่ได้แสดงสำเนาแบบรายการภาษีเงินได้ย้อนหลังเป็นเวลาสามปีต่อประธานวุฒิสภา ปกปิด หรือแสดงหลักฐานดังกล่าวอันเป็นเท็จ เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งไม่มีรายได้ตามที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี/em/p p style="margin-left: 40px;"em(6) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกินสองปีนับถึงวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี"/em/p pมาตรา 113 ตามที่อ้างถึงในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 177 เป็นลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยบางข้อความในมาตรา 113 นำมาใช้เป็นลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นรัฐมนตรีด้วย ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 113 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/em/p p style="margin-left: 40px;"em(1) ติดยาเสพติดให้โทษ/em/p p style="margin-left: 40px;"em(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต/em/p p style="margin-left: 40px;"em(3) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 111 (1) (2) หรือ (4)/em/p p style="margin-left: 40px;"em(4) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล"/em/p p style="margin-left: 40px;"em"...(6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ/em/p p style="margin-left: 40px;"em(7) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ/em/p p style="margin-left: 40px;"em(8) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม/em/p p style="margin-left: 40px;"em(9) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือข้าราชการการเมือง/em/p p style="margin-left: 40px;"em(10) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น/em/p p style="margin-left: 40px;"em(11) เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกินสองปี/em/p p style="margin-left: 40px;"em(12) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ/em/p p style="margin-left: 40px;"em(13) เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน/em/p p style="margin-left: 40px;"em(14) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 259/em/p p style="margin-left: 40px;"em(15) เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามมาตรา 256 หรือมาตรา 257/em/p p style="margin-left: 40px;"em(16) ลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา"/em/p pnbsp;/p pstrongคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัชทายาท-ผู้แทนพระองค์ก็ได้/strong/p pมาตรา 178 ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;""มาตรา 178 ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้/p p style="margin-left: 40px;"“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในจริยธรรม เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”/p p style="margin-left: 40px;"พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถวายสัตย์ปฏิญาณตามวรรคหนึ่งต่อพระรัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์ก็ได้”/p pstrongครม.ต้องดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ-ความมั่นคง-แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา/strong/p pมาตรา 179 ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;""มาตรา 179 คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการในเรื่องใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่/p p style="margin-left: 40px;"ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อน เพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้"/p pมาตรา 181 ได้เพิ่มข้อความให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์ นโยบาบความมั่นคงแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดเพียงให้คณะรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตนเท่านั้น โดยในมาตรา 181 ที่เพิ่มเติมข้อความระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;"em"มาตรา 181 ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรวมถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว และต้องรับผิดชอบต่อ สภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี"/em/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/category/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%258D" target="_blank"การร่างรัฐธรรมนูญ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Qc7Ukcz866c" height="1" width="1" alt=""/

อังกฤษประเทศแรก ให้นักวิทย์ฯ สร้างตัวอ่อนจาก 'ดีเอ็นเอ' คน 3 คน

Thu, 26/02/2015 - 18:13
pอังกฤษผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิควิธีการสร้างตัวอ่อนโดยสารพันธุกรรมหรือ 'ดีเอ็นเอ' จากคน 3 คนได้เป็นประเทศแรกของโลก ขณะมีผู้กังวลว่าวิธีการนี้จะส่งผลกระทบอะไรในระยะยาวหรือไม่/p p!--break--!--break--/p p26 ก.พ. 2558 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สภาขุนนางของอังกฤษผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิควิธีการสร้างตัวอ่อนโดยสารพันธุกรรมหรือ 'ดีเอ็นเอ' จากคน 3 คนได้ ทำให้อังกฤษกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถสร้างตัวอ่อนของคนจากดีเอ็นเอของคน 3 คน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีการส่งผ่านโรคทางพันธุกรรมไปสู่เด็กทารก/p pสำนักข่าวฮัฟฟิงตันโพสต์ระบุว่า ก่อนหน้านี้กฎหมายอังกฤษจะสั่งห้ามวิธีการปรับเปลี่ยนไข่หรือตัวอ่อนแล้วฝังกลับไปในตัวผู้หญิง แต่วิธีการผสมเทียมแบบล่าสุดที่ได้รับอนุญาตจากทางการอังกฤษจะสามารถป้องกันการส่งผ่านโรคทางพันธุกรรมต่างๆ จากตัวแม่ไปสู่เด็กได้ เช่น โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หรือโรคอวัยวะภายในล้มเหลว ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้เกิดจากความผิดพลาดของ 'ไมโตคอนเดรีย' ที่เป็นหน่วยสร้างพลังงานของเซลล์/p pนักวิทยาศาสตร์อังกฤษจึงแก้ปัญหาความผิดพลาดของไมโตคอนเดรียด้วยการนำดีเอ็นเอของนิวเคลียส (ส่วนประกอบหนึ่งของเซลล์ที่มีสารและรหัสพันธุกรรม) ในไข่ของทั้งฝ่ายแม่และไข่ของผู้บริจาค จากนั้นจึงนำสารดีเอ็นเอจากไข่ของแม่ไปใส่ในไข่ของผู้บริจาค โดยจะทำก่อนหรือหลังการปฏิสนธิก็ได้ กระบวนการนี้ทำให้เกิดเป็นตัวอ่อนที่มีดีเอ็นเอของนิวเคลียสจากฝ่ายพ่อแม่แต่ก็มีดีเอ็นเอของไมโตคอนเดรียจากผู้บริจาค ซึ่งดีเอ็นเอของผู้บริจาคจะส่งผลต่อรหัสพันธุกรรมของตัวอ่อนน้อยกว่าร้อยละ 1 เท่านั้น ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีพันธุกรรมแตกต่างจากของพ่อแม่/p pโรเบิร์ต เมโดวครอฟต์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการเกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular Dystrophy Campaign) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งกล่าวว่า วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้หญิงหลายคนที่มีโรคจากไมโตคอนเดรียสามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องทำให้ลูกเสี่ยงกับโรคทางพันธุกรรม และลดจำนวนผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายนี้/p pแต่ก็มีนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่าวิธีการนี้ก้าวข้ามหลักพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากเกินไปเพราะเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงในตัวอ่อนอาจจะส่งผลต่อลูกหลานรุ่นถัดไป ส่วนกลุ่มรณรงค์ในสหรัฐฯ คือศูนย์เพื่อพันธุกรรมและสังคมกล่าวว่าการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการทดลองทางชีววิทยากับเด็กและเป็นการ "ขายฝัน" ให้กับผู้หญิงที่ประสบปัญหา ซึ่งก่อนหน้านี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ก็เคยหารือในเรื่องนี้ซึ่งระบุว่าต้องใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะเห็นผลได้ว่าวิธีการนี้ปลอดภัยจริงหรือไม่/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pUnited Kingdom Approves 3-Person Babies, Huffington Post, 24-02-2015br /a href="http://http://www.huffingtonpost.com/2015/02/24/uk-1st-country-to-allow-c_n_6747302.html"http://www.huffingtonpost.com/2015/02/24/uk-1st-country-to-allow-c_n_6747302.html/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0Dlb7tjiEJU" height="1" width="1" alt=""/

สนช.รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ชุมนุม 182:0

Thu, 26/02/2015 - 17:39
pสนช.มีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ด้วยคะแนนเสียง 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 เสียง สมคิด เลิคไพฑูรย์ เสนอ อำนาจดูแลเรื่องการชุมนุมควรเป็นอำนาจของศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลยุติธรรม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7360/8715159764_f47bb02660_o.jpg" /br /span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/p p26 ก.พ. 2558 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่รัฐบาลเสนอให้พิจารณา ด้วยคะแนนเสียง 182 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 22 คน กำหนดแปรญัตติภายใน 7 วัน ระยะเวลาในการดำเนินการ 30 วัน/p pa href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/636767"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/aรายงานว่า ในการประชุม สนช. ซึ่งมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ....ในวาระแรก ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งการใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ชุมนุมในระหว่างการชุมนุมสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ การชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตำหนัก หรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทฯ หรือสถานที่พำนักของพระราชคันตุกะ จะกระทำมิได้ นอกจากนี้การจัดการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาลและศาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้ในการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่นั้น โดยให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบสถานที่ดังกล่าวได้/p pส่วนผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา และสถานที่ด้วย ในกรณีที่ผู้ชุมนุมกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นจนเกิดการวุ่นวายในบ้านเมือง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเลิกการชุมนุม และในระหว่างการรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการกระทำนั้น หากมีการฝ่าฝืนให้ประกาศพื้นที่นั้นเป็นพื้นควบคุมและให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด สำหรับบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนได้กำหนดโทษไว้ 9 กรณี ซึ่งมีทั้งจำและปรับ โดยมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี/p pพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ว่า เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจน โดยสอดคล้องกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น/p pสมคิด เลิศไพฑูรย์ สนช. อภิปรายสนับสนุนว่า เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลพยายามทำกฎหมายขึ้น หลังจากที่มีปัญหาเรื่องการชุมนุมในที่สาธารณะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่มีข้อสังเกต คือ คำนิยามในมาตรา 4 ที่สาธารณะ ให้รวมทางหลวงและทางสาธารณะไว้ด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเคยมีร่างพ.ร.บ.ทางหลวงเสนอเข้ารัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2549 การที่ให้ประชาชนต้องขออนุญาตเพื่อชุมนุมบนทางหลวง เป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญปี 50 และรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงไม่แน่ใจว่าแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไว้เมื่อปี 2549 จะมีผลกระทบต่อกฎหมายฉบับนี้มากน้อยแค่ไหน/p pสมคิดกล่าวด้วยว่า ส่วนคนที่ทำหน้าที่ควบคุมการชุมนุม โดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดระยะรัศมีการชุมนุมไม่เกิน 50 เมตร รอบสถานที่สำคัญทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำได้บางกรณี ดังนั้นการชุมนุมหน้ารัฐสภาจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมใหญ่หรือการชุมนุมเล็กๆ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เป็นการใช้ดุลพินิจที่มากเกินไปหรือไม่ นอกจากนี้เรื่องอำนาจของศาลในการดูแลเรื่องการชุมนุมไม่ควรให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่ควรเป็นอำนาจของศาลปกครองbr /nbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/d022558-06.pdf" target="_blank"ร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/02/58074" target="_blank"สัมภาษณ์นักกฎหมายสิทธิว่าด้วยร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมในสมัยห้ามการชุมนุม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AKqJg14Ad3I" height="1" width="1" alt=""/

วิพากษ์ภาษีทรัพย์สิน ‘ดวงมณี’ มุมเศรษฐศาสตร์ ‘สุเมธ’ มุมนิติศาสตร์

Thu, 26/02/2015 - 17:19
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.15-14.15 น. มีเสวนาเรื่อง “รู้จัก กฎหมายภาษีทรัพย์สิน: มุมมองทางด้านนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการอภิปรายถึง ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งแนวคิดการจัดเก็บภาษีมรดก/p p style="text-align: center;"img src="https://farm9.staticflickr.com/8671/16464521748_06043a4601.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/em/span/p pstrong3 ความมั่งคั่งที่กระจุกตัว/strong/p pผศ.ดร.ดวงมณี ได้กล่าวถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในสังคมไทย ซึ่งความมั่งคั่งในประเทศไทยที่เกิดการกระจุกตัวนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ/p p-nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การถือครองที่ดิน ซึ่งมีการกระจายการถือครองที่ไม่มีความเสมอภาค เพราะประชากรแค่ 10% ถือครองที่ดินกว่า 60% จึงค่อนข้างมีการกระจุกตัวที่สูงในการถือครองที่ดิน/p p-nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การถือครองทรัพย์สิน ที่มีการกระจุกตัวที่ค่อนข้างชัดเจนเพราะมีจำนวนครัวเรือนร้อยละ 20 ที่ถือครองทรัพย์สินกว่าร้อยละ 50/p p-nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การถือครองหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ การถือครองหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้มีการกระจายไปมากเพราะคน 10 อันดับแรกถือครองหลักทรัพย์รวมถึง 219,000 ล้านบาทnbsp; แล้วในทุกๆ ปีก็ยังเป็นคนเดิมๆ ที่ถือครองหลักทรัพย์อยู่ในอันดับต้นๆ/p pstrongยังไม่มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินที่แท้จริง/strong/p pผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวว่า ในประเทศไทยยังไม่มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินที่แท้จริง แต่มีภาษีที่ใกล้เคียงกับภาษีทรัพย์สินคือโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ หากแต่ว่าภาษีทั้ง 2 ประเภทนี้มันมีข้อบกพร่องอยู่คือ ในตัวภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จะเก็บจากโรงเรือนและที่ดินที่ให้เช่าหรือทำธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีฐานภาษีจะเป็นค่ารายปีจึงเกิดการทับซ้อนกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษีอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น โรงเรือนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษี และยังมีอัตราภาษีที่สูงคือร้อยละ 12.5 จึงทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนหาทางที่จะหลีกเลี่ยงภาษี เม็ดเงินที่รัฐบาลเก็บได้จึงลดลง ในส่วนของภาษีบำรุงท้องที่จะเก็บจากที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือเกษตรกรรม ซึ่งใช้ฐานภาษีที่ค่อนข้างเก่าและไม่ได้มีการปรับปรุงฐานภาษีเลย ตัวราคาที่ดินที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีบำรุงที่ดินจึงไม่ตรงกับค่าที่เป็นจริง ส่งผลให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รายรับภาษีค่อนข้างน้อย ซ้ำยังมีการลดหย่อนภาษีค่อนข้างเยอะและอัตราภาษียังเป็นแบบถดถอย/p pstrongแนะเก็บตามมูลค่าและการใช้ประโยชน์/strong/p pผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวต่อว่า คนที่เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะต้องเป็นผู้เสียภาษี หรือคนที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐจะต้องเป็นผู้เสียภาษี โดยที่ฐานภาษีมาจากมูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วก็ประเมินจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนอัตราภาษีนั้นเป็นอัตราเพดานในการจัดเก็บภาษีจริงอาจน้อยกว่านี้ก็ได้คือ เกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ 0.5 ที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 1 และอัตราทั่วไปคือส่วนที่ไม่ใช่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 4 สำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็จะเสียตามอัตราทั่วไปแล้วก็จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ 3 ปี แต่จะไม่เกินร้อยละ 4 ซึ่งอัตราภาษีที่จะเก็บจริงก็จะมีคณะกรรมการกำหนดและปรับปรุงทุก 4 ปี ในส่วนของการบรรเทาภาระภาษีจะมีการจัดเก็บโดยคิดจากสัดส่วนที่ดินสิ่งปลูกสร้างในปีแรก 50% ปีที่สอง 75% และปีที่สาม 100% คือมีช่วงเวลาให้ประชาชนได้ปรับตัวก่อนจะเสียภาษีเต็มจำนวน/p pสำหรับตัวท้องถิ่นนั้นสามารถเก็บภาษีเองสูงกว่าอัตราที่คณะกรรมการกำหนดไว้ก็ได้แต่จะต้องไม่เกินอัตราเพดาน เพื่อให้อิสระกับ อปท. ในการตัดสินใจเองได้ ซึ่งในต่างประเทศนั้นก็มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินบนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอยู่เกือบทุกประเทศ โดยในประเทศที่พัฒนาแล้วสัดส่วนของภาษีทรัพย์สินจะอยู่ที่ประมาน 2% ถ้าเทียบกับ GDP ในประเทศกำลังพัฒนาจะอยู่ที่เกิน 0.5% ของ GDP แต่ของไทยจะอยู่ที่ประมาน 0.2% ของ GDP/p pstrongเพิ่มรายได้ให้ อปท. และการมีส่วนร่วมของประชาชน/strong/p pการเก็บภาษีแบบใหม่นี้มันจะเป็นการขยายฐานภาษีแล้วก็ทำให้ อปท. สามารถเพิ่มการจัดเก็บได้มากขึ้นมีอัตราภาษีที่ก็จะคงที่ต่างจากภาษีบำรุงท้องที่ที่เป็นอัตราถดถอย ผลดีในด้านการกระจายอำนาจทางการคลังเนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะต้องเสียภาษี ส่งผลให้ประชาชนสนใจที่จะตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารท้องถิ่นมากขึ้นว่านำเงินภาษีไปใช้ในด้านไหนบ้าง เป็นการทำให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมันก็สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจด้วยที่ อปท. สามารถูกกำหนดอัตราภาษีเองได้ แต่จะไม่เกินอัตราเพดานที่ตั้งไว้ ในส่วนของประโยชน์ในการใช้ที่ดินเนื่องจากภาษีนี้ทำให้เกิดต้นทุนในการถือครองที่ดิน ทำให้ผู้ที่ถือครองที่ดินว่างเปล่านำที่ดินออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในส่วนของการกระจายการถือครองที่ดินนั้นอาจไม่ได้ส่งผลมากในระยะแรก เนื่องจากอัตราภาษีนั้นยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ แต่ในระยะยาวมันอาจส่งผลบ้างขึ้นอยู่กับอัตราภาษีและราคาที่ดินมันต่างกันมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นภาษีฉบับนี้จึงไม่ได้ช่วยลดการกักตุนที่ดินมากนัก เพราะเป้าหมายจริงๆ ของภาษีฉบับนี้คือเพื่อให้เป็นรายได้ให้กับ อปท./p pstrongชี้ภาษีทางตรงแก้ไขความไม่เสมอภาค/strong/p pผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวว่า ข้อเสนอในการจัดเก็บเพื่อแก้ไขความไม่เสมอภาคในสังคมเพราะเป็นภาษีทางตรง ภาระภาษีก็จะตกอยู่กับคนที่มีทรัพย์มรดกแล้วก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เหมือภาษีทางอ้อม จะมีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าซึ่งอาจมีความแตกต่างในอัตราภาษีโดยอาจขึ้นอยู่กับ อายุ ความเป็นญาติสนิทหรือห่างไกล เป็นต้น ซึ่งการจัดเก็บภาษีมรดกจะมีการจัดเก็บภาษีการให้ควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการให้มรดกกับผู้อื่นก่อนตายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนวิธีการเก็บก็จะมี 2 วิธีคือเก็บจากกองมรดกคือเก็บก่อนจะมีการแบ่งให้ทายาท วิธีที่สองคือเก็บจากมรดกที่ทายาทแต่ละคนได้รับการแบ่งมาแล้ว/p pstrongภาษีมรดก จ่ายตามสัญชาติ/strongstrong-มิลำเนาของสนง./strong/p pจะไม่ใช้บังคับกรณีที่มรดกที่เจ้ามรดกตายก่อน พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ แล้วถ้าเป็นสามีภรรยาก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดก โดยที่มรดกที่จะต้องเสียภาษีคือมรดกที่เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทยสำหรับทุกคนที่มีสัญชาติไทยและบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทยแต่มีภูมิลำเนาหรือสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนถึงวันที่รับมรดก มรดกที่ต้องเสียภาษีอีกส่วนคือมรดกที่เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยสำหรับบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยแต่รับมรดกอันเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ในส่วนของมูลค่าที่ต้องเสียภาษีตามร่าง พ.ร.บ. กำหนดไว้ว่าถ้ารับมรดกเกินกว่า 50 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งจะคิดจากมรดกที่ได้รับไม่ว่าจะคราวเดียวหรือหลายครั้งก็ตาม ซึ่งจะต้องหักภาระหนี้สินก่อนจะมาคิดภาษี อัตราภาษีจะเป็นร้อยละ 10 แล้วอาจมีการลดอัตราภาษีตามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ามรดกและผู้รับมรดกได้ ซึ่งผู้ที่รับมรดกมาแล้วสามารถผ่อนชำระภาษีได้ใน 5 ปี สำหรับการจัดเก็บภาษีมรดกมีกว่า 30 ประเทศทั่วโลกได้จัดเก็บภาษีชนิดนี้โดยที่จะมีการจัดเก็บภาษีการให้ควบคู่ไปกับภาษีการรับมรดกด้วย/p pstrongภาษีมรดกผลต่อการออมและการลงทุน/strong/p pผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวถึง กรณีคำถามที่ว่าการจัดเก็บภาษีมรดกจะทำให้เรื่องของการออมการลงทุนลดลงหรือไม่ นั้น มีงานวิชาการฝ่ายสนับสนุนที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดเก็บภาษีมรดกแล้วพบว่า การเก็บภาษีมรดกนั้นมีผลน้อยมากกับขนาดของกองมรดก และภาษีมรดกนั้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ผู้รับมรดกมีการออมที่มากขึ้นในขณะที่ผู้ให้มรดกจะมีการออมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าไม่มีการเก็บภาษีมรดกกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นและมีการออมลดลง สำหรับงานศึกษาของฝ่ายค้านมองว่าภาษีมรดกทำให้มีแรงจูงใจที่จะจ่ายเงินมากกว่าออม เพราะว่าออมเงินแล้วจะต้องไปเสียภาษีอีก และยังมองว่ามันมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน สำหรับผลกระทบในแง่ของความซ้ำซ้อนฝ่ายค้านจะมองว่ามันมีการเก็บซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้อยู่แล้ว ส่วนฝ่ายสนับสนุนจะมองว่ามันไม่ซ้ำซ้อนเพราะว่าภาษีมรดกเก็บจากฐานทรัพย์สินไม่ใช่ฐานเงินได้/p p style="text-align: center;"img src="https://farm9.staticflickr.com/8620/16650688401_a574cd3c7c.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emศ.ดร.สุเมธ ศิริคุณโชติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์nbsp;/em/span/p pstrongที่ดิน เป็นทรัพย์สินที่พิเศษ/strong/p pศ.ดร.สุเมธ กล่าวถึง ทรัพย์สินที่มีอยู่หลายประเภทไม่ว่าจะเป็น เพชร ทอง เงินสด ที่ดิน และอื่น ๆ ซึ่งที่ดินเป็นสิ่งที่มีจำกัด และราคามีแต่จะขึ้นไปเรื่อย ๆ และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอยมาก รวมถึงที่ดินยังเป็นตัวแสดงฐานะและอำนาจ ดังเช่นที่เราเรียกว่าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเกิดจากการที่พระองค์เป็นเจ้าของที่ดินในเขตขัณฑ์สีมารวมไปจนถึงการมีที่ดินเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรัฐ/p pหากจะหันมาเก็บภาษีจากเงินสดโดยดูจากบัญชีธนาคารแล้วมาหารเฉลี่ยโดยดูจากเงินฝากทั้งหมดมันก็น่าจะทำได้ใช่หรือไม่ และดูเหมือนจะง่ายหากแต่ไม่มีประเทศไหนทำได้และทำให้ธนาคารล้มระเนระนาดเพราะคนคงไม่เอาเงินมากฝากเป็นแน่เพราะคงแปรรูปเป็นทรัพย์สินชนิดอื่นกันหมด แต่ที่ดินไม่มีสภาพคล่องแบบเงินตรา จึงทำให้ที่ดินกลายเป็นพระเอกในร่างกฎหมายภาษีทรัพย์สิน/p pฐานภาษีในความหมายกว้าง คือการมีทรัพย์สิน หรือการโอนทรัพย์สิน ขณะที่ฐานภาษีในความหมายแคบ คือมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นเจ้าของหรือถือครอง ณ จุดเวลาหนึ่ง ทรัพย์สินใช้ให้เกิดประโยชน์ได้และแสดงถึงความสามารถได้ ทรัพย์สินต่างจากรายได้แต่มักมีความแปรผันสัมพันธ์กัน ในแง่ที่ว่าหากทรัพย์สินมีราคาสูง รายได้ก็จะสูงตามทรัพย์สินอาจก่อให้เกิดรายได้ได้ และสัมพันธ์กับการบริโภค/p pstrongประเภทของภาษีทรัพย์สิน/strong/p pศ.ดร.สุเมธ กล่าวว่า ภาษีทรัพย์สินทั่วไป ภาษีทรัพย์สินซึ่งเก็บจากทรัพย์สินทุกชนิด ในความเป็นจริงแล้วยังไม่มีประเทศไหนที่เก็บภาษีจากทรัพย์สินในหมวดนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ เหตุเพราะมีปัญหาในทางปฏิบัติซึ่งมีการซุกซ่อนได้ง่ายในบางทรัพย์สิน และทรัพย์สินจำพวกเพชร ทอง ก็ยากต่อการตีราคา และประเมินว่าเป็นของแท้หรือปลอม ต้องมีการพัฒนาบุคลากรซึ่งจะใช้เงินมหาศาลเพื่อฝึกจนสามารถตีราคาได้/p pภาษีทรัพย์สินเฉพาะ ซึ่งจะเป็นการเก็บจากทรัพย์สินบางอย่างเช่นพวกที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ภาษีที่เก็บจากการโอนทรัพย์สิน ที่อาจมีการเก็บในรูปของค่าธรรมเนียมการโอน หรืออาจเก็บจากตอนเสียชีวิตโอนไปสู่ทายาท หรืออาจเก็บจากการให้ ซึ่งโดยทั่วไปการให้ตอนใกล้ตายจะเก็บควบคู่กับภาษีมรดก/p pstrongผู้สนับสนุน/strongstrong-ผู้ค้าน ภาษีทรัพย์สินและการโอน/strong/p pศ.ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในด้านประเด็นความเป็นธรรม ผู้สนับสนุนบอกว่าควรจะเก็บเพราะผู้ที่มีทรัพย์สินมากกว่าเป็นผู้มีความสามารถในการเสียภาษีมากกว่า แต่ผู้คัดค้านก็จะบอกว่าถ้าเก็บมันก็จะไปทำลายทุนไปทำลายการออม ในเรื่องของการกระจายภาระเศรษฐีที่มีที่ดินเยอะๆ ก็ควรจะเสียภาษีมาเป็นรายจ่ายส่วนรวมเยอะกว่าคนทั่วๆ ไป แต่ผู้คัดค้านก็บอกว่ามันจะไปทำลายธุรกิจขนาดเล็ก ในด้านการแก้ไขภาษีที่รั่วไหลผู้สนับสนุนอาจบอกว่าคนร่ำรวยสามารที่จะวางแผนที่จะเลี่ยงภาษี ดังนั้นเวลาที่ตายไปก็ควรจะมาจัดการมาเสียภาษีอีกที่ ขณะที่ผู้คัดค้านก็บอกว่ามันจะไปซ้ำซ้อนกับภาษีอื่นๆ เช่นภาษีเงินได้/p pในด้านประเด็นความมีประสิทธิภาพ ผู้สนับสนุนกล่าวว่าการเลือกเก็บภาษีบางอย่างมันทำให้การบริหารนั้นง่ายสะดวก ขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านกล่าวว่าการตีราคาทรัพย์สินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องมีราคาค่าใช้จ่ายที่สูง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/irep3jlZZOI" height="1" width="1" alt=""/

ศาลปกครองสูงสุดให้ กฟผ.จ่ายชดเชยผู้ป่วยแม่เมาะ 25 ล้าน

Thu, 26/02/2015 - 16:43
pศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ กฟผ. จ่ายค่าชดเชย 25 ล้าน ไม่รวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 131 รายทั้งที่มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไป 15 ราย หลังฟ้องคดีนาน 11 ปี/p p!--break--!--break--/p pวานนี้ (25 ก.พ.58) ศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง จำนวน 131 คน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อปี 2546 ให้จ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโรคระบบทางเดินหายใจจากสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของการทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้ตัดสินเมื่อปี 2552 ให้ กฟผ.จ่ายค่าชดเชยให้ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่รายละ 240,000 บาท และเด็กคนละ 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 แต่ กฟผ.ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่ายืนตามศาลปกครองชั้นต้นตัดสินให้ กฟผ.จ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้าน 131 รายดังกล่าวทั้งที่มีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไป 15 ราย ภายใน 30 วัน/p pด้าน มะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวว่า พอใจในคำตัดสินของศาล แม้ว่าบางคนจะได้ค่าเยียวยาน้อยไปหน่อยก็ตาม ซึ่งเราได้ต่อสู้มาด้วยระยะเวลาที่ยาวนานถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ให้สาธารณชนได้รู้ว่า พวกเราได้รับผลกระทบจริง ต่อจากนี้ไปจะทำให้เป็นต้นแบบชุมชนอื่น ที่จะต้องลุกต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง และกรณีดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตระมัดระวังในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินได้คำนึงถึงความสำคัญต่อไป/p pnbsp;/p pstrongที่มา:/strongbr /a href="http://www.thairath.co.th/content/483527"ไทยรัฐออนไลน์/a และa href="http://www.tnamcot.com/2015/02/25/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%81/"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/As2Y26l5nBk" height="1" width="1" alt=""/

ขบวนการสตรี เรียกร้องบรรจุเรื่องสิทธิสตรีในรัฐธรรมนูญ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

Thu, 26/02/2015 - 15:53
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2558 กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง ผู้แทนจากหลากหลายสาขาอาชีพ และกลุ่มสตรีพิการ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม “ผู้หญิงทำงาน สู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน”/p pเรียกร้องให้บรรจุเรื่องสัดส่วนหญิงชายอย่างเท่าเทียมไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ, ห้ามเลิกจ้างคนท้องโดยเด็ดขาด, ส่งเสริมนโยบายให้เงินอุดหนุนดูแลเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า, ส่งเสริมหลักประกันในการเข้าถึงสิทธิสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์, รับรองอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา/p pnbsp;/p pรายละเอียดมีดังนี้/p p“8 มีนา” เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของแรงงานหญิงเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ ซึ่งหมายรวมถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ระบบสวัสดิการสังคมที่คำนึงถึงทุกคน ผู้หญิงเป็นกำลังครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นคนทำงานที่สร้างสรรค์คุณค่าของทุกสังคม อุดมการณ์ของผู้หญิง จึงเป็นสิ่งดีงาม เพื่อทุกคนในสังคม และควรได้รับการสนับสนุนจากผู้ชาย และทุกภาคส่วน ในสังคม โดยเฉพาะนโยบาย กฎหมายของรัฐ/p pสังคมไทยแม้จะยอมรับว่า“ผู้หญิง” มีบทบาทสร้างสรรค์สังคม ในทุกระดับ แต่วันนี้ ในสังคมไทยที่เชิดชูคุณค่า ”แม่” ชีวิตจริงของผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมั่นคง เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนเพราะเหตุถูกเลิกจ้าง แม้กระทั่งคนท้อง ค่าตอบแทนการทำงาน ที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมบทบาทในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน ในการมีสิทธิตัดสินใจในทางการเมืองทุกระดับ การมีส่วนร่วมในกรรมการไตรภาคีด้านแรงงานทุกคณะ องค์กรบริหารรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบทบาทการมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย การกำหนดนโยบายและแผนงานใดๆของรัฐ และ สิทธิชุมชนในการ จัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม/p pกระแสเศรษฐกิจโลกแบบทุนนิยมที่รัฐบาลทุกยุคสมัยเน้นให้ ความสำคัญต่อการพัฒนาทุน ทั้งในและจากต่างประเทศ แต่ใช้นโยบาย แรงงานราคาถูก และรูปแบบการจ้างงานหลากหลายที่ไร้หลักประกันเพียงพอ จึงมีผลคุกคามความเป็นมนุษย์ของเพศหญิง จนผู้หญิงต้องตกอยู่ในสถานภาพที่เสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ กดขี่ขูดรีด ผู้หญิงทำงานทุกคนในการจ้างงานที่หลากหลายสร้างคุณค่า และเป็นพลังฐานเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งแก่สังคมไทยตลอดมา ในขณะเดียวกันก็ยังคงทำหน้าที่ของแม่ ของลูกสาว และภรรยา เป็นผู้ดูแลความอยู่ดีมีสุขของ ทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้หญิงจำนวนมากยังถูกกระทำจากความรุนแรง ตั้งแต่ในครอบครัวnbsp;จนถึงการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน และในพื้นที่สาธารณะ ต้องประสบอันตราย และความเจ็บป่วยในการทำงานโดยไม่มีการ คุ้มครองและเยียวยาที่พอเพียง/p pในโอกาสที่สังคมไทยจะต้องมีการปฏิรูป ต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเป็นกฎหมาย สูงสุดที่จำเป็นจะต้องมีหลักประกันของสิทธิประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศ แต่ขณะนี้ยังละเลยไม่ได้ตระหนัก ถึงความสำคัญในปัญหาของแรงงาน และ ความเสมอภาคของผู้หญิง กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย องค์กรทำงานประเด็นผู้หญิง ผู้แทนจากหลากสาขาอาชีพ และกลุ่มสตรีพิการ/p pจึงขอร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ๘ มีนาที่กำลังจะมาถึงในปีนี้ พร้อมกับขบวนผู้หญิงทั่วประเทศ เพื่อแสดงพลังการต่อสู้ของขบวนผู้หญิงที่ไม่เคยท้อถอยหรือหยุดนิ่ง และพร้อมจะเกาะติดผลักดันและตรวจสอบทั้งรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูป รวมทั้งนโยบายของรัฐ เพื่อสิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน/p pข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนร่วมกันต่อสังคมต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ สภาปฏิรูปแห่งชาติและรัฐบาล ในโอกาสนี้ คือ “ผู้หญิงทำงาน ต้องการคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนเพื่อผู้หญิง และทุกคน”br /nbsp;(1) ต้องบรรจุเรื่องสัดส่วนหญิงชายไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆ โดยผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมใน/p pการตัดสินใจและวางแผน มีสัดส่วนหญิง ชาย ​​๕๐=๕๐ ทั้งในโครงสร้างทางการเมืองทุกระดับ กรรมการไตรภาคีด้านแรงงานทุกคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ การพิจารณาออกกฎหมาย และกรรมการองค์กรต่างๆ ของรัฐ ฯลฯ/p p(2) ต้องบรรจุในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้แรงงานทั้งหญิงชาย ที่มาทำงานต่างถิ่น ต้องได้/p pสิทธิเลือกตั้งผู้แทนทางการเมืองในพื้นที่ที่ทำงานอยู่/p p(3) ต้องมีมาตรการเด็ดขาดห้ามการเลิกจ้างคนท้อง และส่งเสริมนโยบายให้เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า สนับสนุนให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ราคาถูก กระจายทั่วถึงในชุมชนโรงงาน หน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชน และจัดเสริมเจ้าหน้าที่บริการดูแลให้สอดคล้อง กับเวลาทำงานที่เป็นจริงของผู้หญิงทำงานอย่างจริงจัง/p p(4) รัฐต้องรับรองอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ..ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดาในการได้รับสวัสดิการค่าจ้างในช่วง ที่ไม่ได้ทำงานเพราะการคลอดบุตร การคุ้มครองสุขภาพแม่และเด็ก ตั้งแต่ช่วงเริ่มตั้งครรภ์ โดยให้พ่อมีสิทธิลางานดูแลลูกและแม่หลังคลอดบุตร/p p(5) ส่งเสริมหลักประกันในการเข้าถึงสิทธิสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้หญิง อย่างมีคุณภาพ เพราะวันนี้ยังคงมีผู้หญิงที่ เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตเพราะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกในอัตราสูง ทั้งที่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ถ้ามีระบบการตรวจสุขภาพที่ครบถ้วน มีคุณภาพ บริการฟรีหรือราคาถูก และเข้าใจผู้หญิง รวมทั้งส่งเสริมการแพทย์ ที่ป้องกันความปลอดภัย และดูแลรักษาโรคภัยที่เกิดจากการทำงาน ในหลายรูปแบบ ให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อคุ้มครองดูแลโรคภัยทั้งจากงานอุตสาหกรรม งานบริการ รวมทั้งจากสารเคมีภาคเกษตร/p p(6) ผู้หญิงต้องมีความมั่นคงในการทำงาน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน และมีมาตรการคุ้มครอง ฟื้นฟูและเยียวยา ผู้หญิงจากความรุนแรงในครอบครัว และความรุนแรงทางเพศในพื้นที่สาธารณะ/p p(7) คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานหญิง สัญญาจ้างที่ไม่มั่นคงในการทำงาน/p p(8) คัดค้านการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคนทำงานทั้งหญิงและชาย บนฐานการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องให้เป็น องค์กรอิสระต่อไป โดยเปลี่ยนแปลงการสรรหาให้ยึดโยงกับประชาชนและส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vrGXCzFQ9lo" height="1" width="1" alt=""/