ประชาไท

Syndicate content
Updated: 4 min 40 sec ago

เลือกตั้งผู้ว่า VS ยุบท้องถิ่น

2 hours 42 min ago
p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดใจอันใดที่ปรากฏกระแสข่าวการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกมาในระยะหลังนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบ อบจ. เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีกระแสเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมา กระแสของการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะถูกปลุกขึ้นมาต่อกรเมื่อนั้น/p pในอดีตเรื่องของการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีขึ้นเป็นระยะๆมาโดยลำดับเริ่มจาก 20 กว่าปีที่แล้วคุณถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตามมาด้วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศว์ เจริญเมือง ในปี 2533 แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก กระแสการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯก็จางไปbr /br /แต่ต่อมาเมื่อได้เกิดการเคลื่อนไหวที่สร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ที่คัดค้านแนวคิดนี้ ก็คือได้มีการรณรงค์ให้มีการขับเคลื่อนเชียงใหม่มหานครหรือเชียงใหม่จัดการตนเองขึ้นมาในปี 2552 และได้มีการยกร่าง “พรบ.ระเบียบบริหารราชการชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ...”ขึ้นมาในเดือนมกราคม 2554โดยมีหลักการนอกเหนือจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วยังก้าวหน้าไปจนถึงการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ อีกทั้งยังมีสภาพลเมือง(Civil Juries)ขี้นมาตรวจสอบถ่วงดุลอีกด้วย ซึ่งต่อมาได้มีการรวบรวมรายชื่อเสนอร่างพรบ.ฯนี้ต่อรัฐสภาในวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จะดำเนินการส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติbr /br /ประจวบเหมาะเข้ากับการที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานได้ออกหนังสือสีส้มในวันที่ 18 เมษายน 2554 ระบุว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค กระแสจึงแพร่กระจายไปทั่วประเทศ โดยมีการเคลื่อนไหวด้วยการใช้รูปแบบของ “เชียงใหม่โมเดล”เป็นหลักกว่า 45 จังหวัด จนคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้นำหลักการดังกล่าวมายกร่าง “พรบ.จังหวัดปกครองตนเอง พ.ศ. ...” ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้เป็นกฎหมายกลาง แต่ไม่ทันได้ดำเนินการระดมรายชื่อก็มีการยึดอำนาจเสียก่อนbr /br /ในช่วงแรกๆ คสช.ดูเหมือนว่าจะพยายามลดทอนอำนาจของท้องถิ่นด้วยการให้มีการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นแทนการเลือกตั้งและให้ฝ่ายประจำรักษาการแทนผู้บริหารที่หมดวาระ และในตอนที่มีการประชุมหารือกันเพื่อกำหนดประเด็นในการปฏิรูปประเทศก็ไม่ได้มีการพูดถึงการปกครองท้องถิ่นเลย แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญฯปี 57 ออกมากลับมีการบรรจุไว้ในมาตรา 27(4)บัญญัติถึงเรื่องการปกครองท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ และที่สร้างความหวั่นไหวให้แก่กระทรวงมหาดไทยเป็นอันมากก็คือการเปลี่ยนอำนาจการสั่งคดีอาญาจากเดิมที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถให้ความเห็นแย้งในกรณีพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องไปเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจภาคแทนbr /br /กอปรกับการให้เหตุผลที่ว่าหากมีการกระจายอำนาจแล้วยิ่งมีความมั่นคงยิ่งขึ้นโดยผมพยายามยกตัวอย่างให้เห็นถึงการปกครองของเกาหลีใต้ที่ยังอยู่ในสภาวะการประกาศสงครามกับเกาหลีเหนือมา กว่า 50 ปีแล้ว เกาหลีใต้ก็ไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด แต่กลับทำให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถทำงานได้สะดวกขึ้นเพราะลดขั้นตอนให้สั้นลง สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้โดยตรง ตัวอย่างเช่นการพิทักษ์พื้นที่เขตหลัง เป็นต้นbr /br /ฉะนั้น จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอันใดที่เราได้เห็นกระบวนการออกมาแฉการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการออกมาให้กำลังใจแกนนำกันเป็นระยะๆ ซึ่งเราจะลองมาวิเคราะห์กันว่าระว่างฝ่ายที่ต้องการยุบหรือควบคุมการปกครองส่วนท้องถิ่นกับฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯหรือยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคนี้ใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไรbr /nbsp;br /ฝ่ายต้องการให้ยุบหรือควบคุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นbr /br /ข้อได้เปรียบก็คือแกนนำ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุลนั้นมีภาพลักษณ์ดี มีชาติตระกูลดี ยังไม่ปรากฏข่าวคราวการทุจริตคอรัปชัน(แต่ชาวเชียงใหม่บางส่วนยังกังขากับการที่เมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯเชียงใหม่มีการทำป้ายติดรูปตัวเองปูพรมไปทั่วจังหวัดนั้นเข้าข่าย “บังหลวง”หรือไม่อยู่จนบัดนี้)และมักออกมาเป็นผู้นำในการคัดค้านในการที่ฝ่ายมหาดไทยจะเสียอำนาจอยู่เสมอ แต่ก็แปลกที่ไม่ได้ยินการคัดค้านกรณีที่เปลี่ยนอำนาจการให้ความเห็นแย้งกรณีพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องของผู้ว่าฯไปเป็นของตำรวจเลย ส่วนข้อเสียเปรียบก็คือ ทัศนคติที่มองว่าคนเราไม่เท่าเทียมกัน ต้องใช้การปกครองแบบชี้นำอย่างเป็นระบบระเบียบ(procedural) ชอบให้ข่าวรายวัน บางครั้งก็เป็นข้อมูลที่เกินความเป็นจริง เช่น นายก อบจ.ดื่มไวน์ขวดละเป็นแสนบนเครื่องบินเฟิร์สต์คลาส เป็นต้นbr /br /ฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯหรือยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคbr /br /ข้อได้เปรียบก็คือมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง(ส่วนจะเป็นผลมาจากการซื้อเสียงหรือไม่นั้นคงต้องเขียนแยกเป็นอีกบทความหนึ่งต่างหาก เพราะผลการวิจัยจากหลายสถาบันออกมาใกล้เคียงกันว่ามีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเพียงร้อยละ 4.5-4.9 เท่านั้น) /เป็นคนท้องถิ่นย่อมรู้ปัญหาของท้องถิ่นดีกว่าคนที่มาจากที่อื่น/ พบง่ายกว่าคนที่มาจากการแต่งตั้ง /ต้องเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งหากต้องการได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีก ส่วนข้อเสียเปรียบก็คือมักจะขาดความรู้ความเข้าใจในระบบการงบประมาณหรือการคลัง มักเข้าใจไปว่าอำนาจนายกฯนั้นหมายถึงอำนาจของตนเองที่จะใช้จ่ายอะไรก็ได้และยิ่งได้ฝ่ายประจำที่ถือโอกาสสวมรอยก็ยิ่งพากันเข้ารกเข้าพงไปbr /br /เมื่อเปรียบเทียบส่วนได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว ในสถานการณ์ปัจจุบันฝ่ายหลังอาจจะเป็นรองบ้างเล็กน้อยเพราะถูกผูกโยงกับอำนาจทางการเมืองระดับชาติที่เป็นข้อข้องใจของ คสช. หากตอบโจทก์ประเด็นนี้ได้ก็ไม่เป็นรองแต่อย่างใด ส่วนประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝ่ายแรกยกมาโจมตีฝ่ายหลังนั้นเห็นว่าไม่เป็นประเด็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันแต่ประการใด เพราะพอๆกันทั้งคู่ไม่มีใครดีกว่าใคร เรียกว่า “ขนมผสมน้ำยา” หากจะมีการยุบหน่วยงานที่มีการทุจริตแล้ว คงไม่เหลือสักหน่วยเดียวเลยก็ว่าได้br /br /จะช้าหรือเร็ว จะมากหรือน้อย อย่างไรเสียก็ต้องมีการกระจายอำนาจเพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากกการเลือกตั้งหรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หากฝืนความต้องการของประชาชนแล้วก็อยู่ยากครับ ตัวอย่างมีให้เห็นมาเยอะแล้วครับ/p pbr /br /strongหมายเหตุ/strong เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 3 ก.ย. 57/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/df8VXAczfQ0" height="1" width="1"/

"หัวหน้า คสช." ยืนยันจะไม่แทรกแซงการทำงานของรัฐบาล

2 hours 47 min ago
pที่ประชุม คสช. เห็นชอบขยายเวลาความตกลงค้าข้าวจีทูจีไทย-ฟิลิปปินส์ถึงสิ้นปี 59 - เร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐไตรมาส 1 ปี 58 - เลิกใช้กฎอัยการศึกเมื่อไหร่ยังกำหนดไม่ได้ - ส่วนแผนบริหารราชการหัวหน้า คสช. เตรียมไว้แล้ว รองนายกฯ 5 คนกำกับดูแลงาน และ คสช. จะไม่แทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาล/p div !--break--!--break--/div p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3910/15123630755_25af2cbac9_z.jpg" style="width: 560px; height: 354px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มาของภาพ: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล/strong/span/p p2 ก.ย. 2557 - a href="http://www.thaigov.go.th/th/news1/item/85645"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 13/2557 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานนั้น ต่อมา พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ พร้อมด้วย น.ส.ปถมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูตเก็ต โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฝ่ายพลเรือน ได้แถลงผลการประชุม สรุปสาระสำคัญ ดังนี้/p pnbsp;/p pstrongจะให้รองนายกรัฐมนตรี 5 คนเชื่อมต่อ คสช. ย้ำไม่มีการก้าวก่ายรัฐบาล/strong/p pพ.อ.วินธัย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุม คสช. ถึงการดำเนินงานในอนาคตที่ได้มีการเตรียมร่างแผนบริหารราชการแผ่นดินไว้แล้ว โดยรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 คน จะกำกับดูแลงาน 5 ฝ่าย ซึ่งการบริหารงานจะเป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างรัฐบาลกับ คสช. โดย คสช. จะมีบทบาทเสนอความเห็นต่อรัฐบาล และร่วมขับเคลื่อนเรื่องเร่งด่วนในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่มีการแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของรัฐบาล/p pส่วนการใช้กฎอัยการศึกนั้น พ.อ.วินธัยกล่าวว่า จะมีการพิจารณาสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในอนาคต อีกครั้ง ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่จะปรับและผ่อนคลายได้ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถกำหนดเวลาที่ชัดเจนได้ในช่วงนี้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประเทศโดยรวม nbsp;ขณะเดียวกันยืนยันว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าใจสถานการณ์ในไทยและสภาพปัจจุบันเป็นอย่างดี โดยสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน และเริ่มมีความคืบหน้าในการใช้กลไกประชาธิปไตย/p pส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น จะเริ่มจากการบริหารโดยการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐปี 2557 – 2558 ให้เป็นไปตามแผน มีประสิทธิภาพ มีระบบการตรวจสอบที่ดี และไม่มีปัญหาการทุจริต โดยจะมีการติดตามประเมินผลทุก 3 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับประชาชนในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ อย่างไรก็ตามไม่ต้องการให้มีการเร่งใช้งบประมาณเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้าย แต่ให้เป็นไปตามแผนงานอย่างแท้จริง/p pรวมทั้งจะเร่งจัดตั้งศูนย์ One Stop Service nbsp;ให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา ความมั่นคง และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว nbsp;พร้อมทั้งให้มีการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศให้มีปริมาณมากขึ้น ซึ่งอาจต้องเร่งพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี และหีบห่อบรรจุให้เหมาะสมสวยงาม/p pนอกจากนี้ หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาปลูกฝังค่านิยมคนไทย 12 ประการอย่างเป็นรูปธรรม nbsp;ส่วนด้านกฎหมายมุ่งเน้นแก้ไขปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงเน้นย้ำหน่วยเกี่ยวข้องติดตามเรื่องร้องเรียนจากประชาชน พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมดูแลราคาสินค้า หลังการปรับลดราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ส่งกระทบต่อประชาชนโดยรวม/p pnbsp;/p pstrongที่ประชุม คสช. ให้เร่งรัดการจ่ายงบประมาณไตรมาสแรกปี 58/strong/p pนอกจากนี้ a href="http://www.thaigov.go.th/th/news1/item/85642"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a รายงานด้วยว่า ที่ประชุม คสช. ได้รับทราบเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปี 2558 โดยสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม กรณีหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้สำนักงบประมาณ เร่งรัดการใช้จ่ายภายในไตรมาสแรกของปี 2558 โดยให้เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ/p pทั้งนี้ สำนักงบประมาณ ได้ตั้งเป้าหมายในเรื่องของการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนในปีหน้า ไม่น้อยกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ และเป้าหมายการเบิกจ่ายในภาพรวมไม่น้อยกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ โดยไตรมาสแรกให้เร่งรัดใช้จ่ายประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นในไตรมาสที่ 2 – 4 อยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เป็นอย่างดี/p pสำหรับมาตรการที่สำนักงบประมาณกำหนด ประกอบด้วย nbsp;มาตรการเชิงรุก ในเรื่องของการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนของการปฏิบัติงาน รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการเตรียมความพร้อมจัดลำดับความสำคัญ และให้ทุกหน่วยงานติดตามรายงานผลการปฏิบัติการ และผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2558 ในภาพรวมให้รัฐบาลรับทราบ/p pหัวหน้า คสช. ได้สั่งการห้ามปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานหรือโครงการข้ามประเภทโครงแผนงานหรือโครงการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และหากส่วนราชการไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ตามแผนก็จะมีการปรับลดงบประมาณของส่วนราชการนั้นลงในปีงบประมาณต่อไป/p pรวมทั้ง หัวหน้า คสช. ได้เร่งรัดโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชน ทั้งโครงการที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมสถานที่ต่าง ๆ ของหน่วยราชการ การจัดประชุมสัมมนา การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ซึ่งมีการวางแผนที่จะดำเนินการไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยต้องมีการเร่งรัดดำเนินการในไตรมาสแรก และให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เพื่อทำให้มีเงินหมุนเวียนในภาคเศรษฐกิจและสังคม/p pส่วนกระทรวงการคลังก็ได้มีการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณใน ปี 2558 เช่นกัน ซึ่งในส่วนของการเร่งรัดการก่อหนี้และการเบิกจ่ายเงิน นั้น จะเร่งดำเนินการให้ได้ภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ทั้งการเร่งรัดการฝึกอบรมและประชุมสัมมนา และเบิกจ่ายงบอบรมและประชุมสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของบฯ ที่ได้รับจัดสรรภายในไตรมาสแรกของปีงบฯ 2558/p pรวมทั้งให้หน่วยงานที่มีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลือมปี โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว nbsp;ขณะเดียวกันให้หน่วยงานเตรียมความพร้อมในการจัดหาพัสดุ โดยหน่วยงานเตรียมการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนภายในให้พร้อม เพื่อให้สามารถก่อหนี้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนการเร่งรัดการดำเนินงานก็ให้หน่วยงานรายงานผลการก่อหนี้ให้กับกระทรวงการคลังทราบภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2557 และให้หัวหน้าส่วนติดตามและกำกับหน่วยงานในสังกัดให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติงานและแผนใช้จ่ายเงินโดยเคร่งครัด/p pอีกทั้ง ให้กรมบัญชีกลางรายงานผลการเบิกจ่ายเงินงบฯ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 ให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นรายไตรมาสด้วย/p pstrongขยายเวลาความตกลงค้าข้าวไทย-ฟิลิปปินส์จนถึงสิ้นปี 59/strong/p pa href="http://www.thaigov.go.th/th/news1/item/85639"เว็บไซต์รัฐบาล/a รายงานด้วยว่า โฆษก คสช. แถลงด้วยว่า คสช.อนุมัติการลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ทั้งนี้ โดยร่างบันทึกความตกลงในครั้งนี้สาระสำคัญเหมือนฉบับที่หมดอายุลง โดยปรับเวลาสิ้นสุดให้เป็น 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งไทยสามารถเข้าร่วมประมูลขายข้าวหรือเจรจาซื้อขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) nbsp;กับฟิลิปปินส์ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้เป็นผู้ลงนามในบันทึกความตกลงฯ/p pnbsp;/p pstrongพล.อ.ประยุทธ์ ไม่กำหนดเวลาทำงานของ ครม. เชื่อความดีจะชนะความไม่ดี/strong/p pขณะเดียวกัน a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409639218"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เผยถึงการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ทันทีที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและจะมีการแบ่งการทำงาน 19 กระทรวงให้รองนายกรัฐมนตรี 5 คนดูแลขณะที่บทบาทการทำงานของ คสช. 5 ด้านยังคงอยู่ แต่ก็ต้องลดบทบาทลง มีเพียงการดำเนินการเกี่ยวกับงานขับเคลื่อนที่เป็นเรื่องเร่งด่วน อาทิ การรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ คสช.มุ่งเน้น พร้อมระบุถึงการทำงานในส่วนของรัฐบาลใหม่ด้วยว่าได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศโดยยึดหลัก ทำก่อน ทำจริง มีผลสำเร็จ ปี 2558 และยั่งยืนบนพื้นฐานของค่านิยมคนไทย 12 ประการ ที่มีความเหมาะสมกับประไทศไทยและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ การทำงานของคณะรัฐมนตรีจะไม่มีการกำหนดระยะเวลาการทำงานเพราะไม่ต้องการให้เงื่อนไขของเวลามาเป็นอุปสรรคส่วนตัวเชื่อมั่นในความดี ว่าความดีจะชนะความไม่ดี และจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ceL-gLKS1zE" height="1" width="1"/

วาระการปฏิรูปศาลของภาคประชาชน

2 hours 56 min ago
!--break--!--break-- pnbsp;/p pวาระการปฏิรูปของภาคประชาชนที่สำคัญยิ่ง นอกจากการปรับแก้ไขมาตรา112เพื่อไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองยังมีภารกิจที่จะต้องปฎิรูปศาลให้พ้นจากสภาพการเป็นสถาบันขุนนางที่ไม่เข้าใจความยากลำบากของชีวิตประชาชนและพ้นจากการเข้าร่วมในขบวนการทางการเมืองฝ่ายอนุรักษ์อย่างน่าเกลียดไร้ความเป็นกลาง/p pวิธีเดียวที่จะได้ผลในการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมทื่ผมมองออกคือการนำระบบลูกขุนมาใช้ในการตัดสินคดีอาญาและคดีแพ่งร่วมกับผู้พิพากษาซึ่งเป็นเรื่องที่จะเข้ากับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี/p pผมยังคิดว่าสมควรใช้คณะลูกขุนในการตัดสินคดีในศาลปกครองด้วยจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเช่นเดียวกัน/p pจากการนำเสนอความเห็นนี้ผมพบว่าแม้แต่นักกฏหมายและนักวิชาการที่ก้าวหน้าก็ยังไม่่ชินกับแนวคิดนี้และกลัวว่าลูกขุนจะถูกซื้อตัวได้ง่ายแต่ผมเองไม่คิดว่าลูกขุนจะถูกซื้อตัวได้มากไปกว่าที่ศาลจะถูกซื้อแต่เป็นห่วงเรื่องการข่มขู่คุกคามลูกขุนในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลมากกว่า/p pอย่างไรก็ตามในระยะแรกของการนำระบบลูกขุนมาใช้ในประเทศไทยเราอาจให้คณะลูกขุนทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษาของศาลไปพลางก่อนโดยความเห็นของคณะลูกขุนควรให้ศาลอ่านพร้อมคำพิพากษาเพื่อความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมและเพื่อตรวจสอบว่าศาลได้คำนึงถึงความเห็นของคณะลูกขุนในการตัดสินคดีหรือหากศาลเห็นต่างกับคณะลูกขุนก็ต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอ/p pส่วนสำหรับการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากการรับใช้การเมืองนั้นจะทำได้ต่อเมื่อมีกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ขั้วขัดแย้งทางการเมืองต่างมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันโดยมีอำนาจวีโต้ทั้งสองฝ่าย/p pยกตัวอย่างคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจประกอบด้วยผู้แทนพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านฝ่ายละหนึ่งหรือสองคนและผู้แทนนักวิชาการทางรัฐศาสตร์และทางนิติศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้งกันเองอย่างละหนึ่งหรือสองคนแล้วอาจมีข้อกำหนดว่าการเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาต้องเป็นมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการสรรหาซึ่งโดยวิธีนี้จะได้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับได้/p pstrongแน่นอนแนวคิดแบบของผมในการปฏิรูประบบศาลคงจะไม่เกิดขึ้นจากสภา"ปฏิรูป"ของ คสช.แต่ผมขอเสนอเป็นวาระพิจารณาของภาคประชาชนสำหรับกระบวนการปฏิรูปในอนาคตเมื่อท้องฟ้าโปร่งใสกว่านี้/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/k7MdHtlSSPg" height="1" width="1"/

'ไอซิส' เผยวีดีโอฆ่าตัดคอนักข่าวชาวอเมริกันอีกราย

10 hours 13 min ago
pกลุ่มก่อการร้ายไอซิสเผยแพร่วีดีโอสังหารนักข่าวอีกรายชื่อสตีเวน ซอตลอฟฟ์ ซึ่งหายตัวไปในซีเรียเมื่อเดือน ส.ค. 2556 อ้างตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และยังข่มขู่ไม่ให้สหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิรัก/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u5/Joel.jpg" style="width: 413px; height: 393px;" //p pbr / /ppกลุ่มก่อการร้ายไอซิส (ISIS) เผยแพร่วีดีโอการสังหารตัดคอนักข่าวชาวอเมริกันอีกรายที่ชื่อสตีเวน ซอตลอฟฟ์ ใช้ชื่อวีดีโอว่า "ข้อความที่สองถึงอเมริกา" หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้สังหารนักข่าวสหรัฐฯ ที่ชื่อเจมส์ โฟลีย์ ซึ่งในวีดีโอยังได้ข่มขู่ว่าจะจะสังนักข่าวชาวอังกฤษอีกรายหนึ่งชื่อเดวิด ไฮเนส/p pสำนักข่าวซีเอนเอนระบุว่าซอตลอฟฟ์กล่าวในวีดีโอว่าเขาต้อง "ชดใช้" ให้กับการแทรกแซงของทางการสหรัฐฯ ส่วนผู้คลุมหน้าในวีดีโอซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มไอซิสกล่าวผ่านวีดีโอฝากถึงประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐฯ ว่า "ถ้าแค่มีขีปนาวุธของคุณยิงใส่ประชาชนของพวกเรา มีดของเราจะเฉือนคอประชาชนของพวกคุณ"/p pเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมารดาของซอตลอฟฟ์ ชื่อเชอร์ลีย์ได้ประกาศผ่านวีดีโอเรียกร้องให้ผู้นำกลุ่มไอซิสอย่าได้สังหารลูกชายของเธอ เธอบอกว่าสตีเวนเป็นนักข่าวที่เดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อทำข่าวเกี่ยวกับความทุกข์ยากของชาวมุสลิมภายใต้น้ำมือของเผด็จการ เขาเป็นคนน่ายกย่องที่พยายามจะช่วยคนที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ/p pซอตลอฟฟ์หายตัวไปเมื่อเดือน ส.ค. 2556 ในขณะที่กำลังทำข่าวในประเทศซีเรีย แต่ครอบครัวขอให้ปิดข่าวเรื่องการหายตัวไปของเขาเพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเขาหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ในขณะที่ครอบครัวและหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานพยายามตามหาเพื่อเข้าถึงตัวซอตลอฟฟ์/p pซอตลอฟฟ์เรียนด้านการข่าวจากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา ต่อมาจึงเรียนต่อด้านภาษาอาหรับในวิทยาลัยอื่น เขาทำงานเป็นนักเขียนและนักข่าวอิสระให้กับหลายสำนักเช่น ไทม์, เวิร์ลด์แอฟแฟร์ส และคริสเตียนไซเอนซ์มอนิเตอร์ เขาได้เดินทางไปประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกกลางเช่น เยเมน, ซาอุดิอารเบีย, กาตาร์, ตุรกี และซีเรีย/p pก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โอบาม่า ได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นกลุ่มก่อการร้ายไอซิสว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือว่าสหรัฐฯควรดำเนินมาตรการอย่างไรต่อไปกับฐานที่มั่นของกองกำลังไอซิสซึ่งอยู่ในซีเรีย โดยโอบาม่ายังเปิดเผยอีกว่าเขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหมให้เตรียมการไว้หลายแนวทาง/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://edition.cnn.com/2014/09/02/world/meast/isis-american-journalist-sotloff/index.html"ISIS video shows beheading of American journalist Steven Sotloff,/a CNN, 02-09-2014br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Gndq516wJaM" height="1" width="1"/

ลำดับเหตุการณ์ เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย

11 hours 16 min ago
p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pstrong28 ส.ค. 2557/strongbr /ทหารยอมคืนเครื่องเสียงที่ตั้งอยู่บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 (นาหนองบง คุ้มใหญ่)/p pstrong27 ส.ค. 2557/strongbr /- กองกำลังทหารถอนการประจำการจุดตรวจบ้านฟากห้วย และไม่เฝ้าด่านตรวจ ว.1 ว.2 และ ว. 3 ในเวลากลางคืนbr /- ชาวบ้านนาหนองบงทำการ ตัดน้ำ ตัดไฟ และปิดห้องน้ำ บริเวณจุดตรวจ ว.1 ว.2 และ ว. 3 ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดตั้งด่านของทหาร เนื่องจากไม่มีกองทุนสำหรับจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟซึ่งเป็นรายจ่ายที่มากขึ้นมากจนชาวบ้านแบกรับภาระไม่ไหว/p pstrong26 ส.ค. 2557/strongbr /ทหารใช้กฎอัยการศึกยึดเครื่องเสียงหอกระจายข่าวหมู่บ้านนาหนองบง 2 เครื่อง (บ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3, บ้านนายสมัย ภักดิ์มี) เนื่องจากในช่วงเย็นวันที่ 25 มีการประกาศชวนให้ชาวบ้านเดินรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เคยจัดขึ้นเป็นปกติในพื้นที่ โดยทหารอ้างว่า เป็นการประกาศเชิญชวนให้มีการชุมนุมการทางเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป วันนั้นแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเข้าไปเจรจากับทหารและทหารยอมคืนเครื่องเสียงที่ตั้งอยู่บ้านนายสมัย (นาหนองบง คุ้มน้อย) แต่ชาวบ้านก็ไม่สามารถเดินรณรงค์ได้ตามปกติที่เคยทำ/p pstrong25 ส.ค. 2557/strongbr /ทหารและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดให้มีการลงนามในสัญญาฯ โดยจะให้ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้านเป็นผู้ไปลงนามในสัญญา แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากไม่มีผู้ใหญ่บ้านไปลงนาม และอ้างว่ายังอยู่ในช่วงเวลาไม่เหมาะสมที่จะลงนามในสัญญา/p pstrong25 ส.ค. 2557/strongbr /กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือเปิดผนึกถึง นายกรัฐมนตรี หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ, แม่ทัพภาคที่ 2, บัญชาการทหารบกจังหวัดเลย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ผู้ว่าฯ, อุตสาหกรรมจังหวัดเลย, พ.อ. เสาวราช แสงผล, ทสจ. เลย, สปก. เลย, นายอำเภอวังสะพุง เรื่อง ข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาตามเอกสารประชาคมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ 6 หมู่บ้าน เนื้อหาโดยสรุป คือ 1) คณะกรรมการทั้ง 4 ชุดที่ทหาร คสช. ได้แต่งตั้งนั้น ไม่มีความชอบธรรม หากการทำบันทึกข้อตกลงในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 หรือวันอื่นถัดจากนี้ ไม่เป็นไปตามเอกสารประชาคมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ 6 หมู่บ้าน วันที่ 16 สิงหาคม 2557 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1, 2, 3, 4, 12, 13 ที่ราษฎรทั้ง 6 หมู่บ้านดังกล่าวได้มีการทำประชาคม ในวันที่nbsp; 16 สิงหาคม 2557 ซึ่งส่วนใหญ่เห็นชอบกับข้อเสนอทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ใน เอกสารประชาคมฯ ดังรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิชอบ ดังนั้นบันทึกข้อตกลงในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 หรือวันอื่นถัดจากนี้หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ตรงตามเอกเอกสารประชาคมฯ จริง จะไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่สามารถนำมาเป็นแนวปฏิบัติได้ 2) ตัวแทนผู้ใหญ่บ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน หรือ ข้าราชการอื่นในท้องถิ่น ไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของราษฎรส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำในขณะนี้ เพราะเป็นการลงนามที่ข้อเสนอในบันทึกข้อตกลงไม่สอดคล้องกับเอกสารประชาคมฯ 3) หากหน่วยงานราชการใดนำบันทึกข้อตกลงในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 หรือวันอื่นถัดจากนี้ ไปใช้ในการกระทำการใดๆ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง 4) หากหน่วยงานราชการใดนำบันทึกข้อตกลงในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 หรือวันอื่นถัดจากนี้ที่ไม่เป็นไปตามเอกสารประชาคมฯ ไปใช้ในการกระทำทางปกครอง จะถือว่าเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองที่มิชอบ และราษฎรกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจะนำคดีขึ้นสู่ศาล/p pstrong24 ส.ค. 2557/strongbr /กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ประชุม และตัดสินใจร่วมกันว่า หากผู้ใหญ่บ้านทั้ง 6 หมู่บ้านไปลงนามในสัญญาฯ โดยที่ทหาร หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องลัดขั้นตอน ไม่นำสัญญาฯ มาให้ชาวบ้านได้พิจารณาและทำประชาคม กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจะฟ้องร้องการกระทำดังกล่าวของผู้ใหญ่บ้านทุกรายต่อศาลปกครอง และจะใช้มาตรการทางสังคมในการกดดัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ เป็นการดำเนินงานภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่ผ่านระบบตัวแทนรัฐ หรืออำนาจพิเศษใดๆ ก็ตาม/p pstrong22 ส.ค. 2557/strongbr /คดีฟ้องอาญาชาวบ้าน 22 ราย อัยการนัด จะส่งสำนวนฟ้องศาลหรือไม่ แต่อัยการเลื่อนเป็น 23 ก.ย.57 เป็นการเลื่อนครั้งที่ 3/p pstrong21 ส.ค. 2557/strongbr /นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ลงข่าว Regina Wen Li Ng ผู้ถือหุ้นบ.ทุ่งคา 40,318,300 หุ้น (ร้อยละ 5.33) ลูกสาวของนายโรนัลด์ อึ้ง วาย ชอยnbsp; อดีตกรรมการผู้จัดการบ.ทุ่งคา ใช้กลไก ISDS ฟ้องรัฐบาลไทยต่อ UNCITRAL โดยใช้ผ่าน BIT ไทย-ฮ่องกง (ยื่นฟ้องช่วงกรกฎาคม 2557) โดยอ้างว่าทุ่งคำไม่สามารถขนแร่ทองคำออกมาจากเหมืองได้เพราะสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตทองคำเกิดการรั่วไหลจนเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน ทำให้ชาวบ้านต่อต้านจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ/p pstrong20 ส.ค. 2557/strongbr /- ทหารและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ให้อัยการจังหวัดเลยเตรียมจัดให้มีการลงนามในสัญญาฯ โดยจะให้ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้านเป็นผู้ไปลงนามในสัญญา โดยที่ชาวบ้านยังไม่ได้เห็นรายละเอียดใดๆ ในสัญญาฯ แต่ก็ต้องยกเลิกไปอย่างกะทันหัน เนื่องจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ออกแถลงการณ์ในช่วงเช้าของวันดังกล่าว เนื้อหาโดยสรุป คือ ข้อตกลงหรือสัญญาฯ ที่รัฐได้จัดทำขึ้น จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ ตามมติประชาคม แต่ละข้อ เป็นขั้นเป็นตอน จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ข้ามไปก่อนข้อใดข้อหนึ่งก็ไม่ได้ ฉะนั้น ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นโดยกระบวนการที่ให้ผู้ใหญ่บ้าน 6 หมู่บ้าน สมาชิก อบต. 6 หมู่บ้าน ไปลงนามในข้อตกลงหรือสัญญา ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ทั้งสิ้น/p p- ชาวบ้านร่วมใจกันเอาโฉนดที่ดิน และ น.ส.3.ก ที่ประเมินราคาแล้วมาประกันตัวผู้ต้องหา 12 คน คดีอาญา 50 ล้าน เลขที่คดีดำ 4217/2556 (กำแพงใจ 1) และคดีอาญา 70 ล้าน เลขที่คดีดำ 4542/2556 (กำแพงใจ 3)/p pstrong17-18 ส.ค. 2557/strongbr /สื่อหลายสำนักเสนอข่าวด้วยเนื้อหาเหมือนกันว่า ทุ่งคำยอมปิดเหมืองชั่วคราว/p pstrong17 ส.ค. 2557/strongbr /พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ นัดเจรจา ระหว่าง ชาวบ้าน บริษัททุ่งคำฯ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย ทหารได้บอกกับชาวบ้านว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้จะใช้กฎอัยการศึกเพื่อแก้ไขปัญหา แต่การเจรจาจบลงโดยไม่มีข้อสรุปใดๆ เป็นคำตอบที่ชัดเจนทั้งในประเด็นปัญหาเรื่อง การปิดเหมือง การขนแร่ และการฟื้นฟู ซึ่งเป็นมติการประชาคมที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้จัดทำขึ้นเป็นเอกสารรายละเอียดและขั้นตอนไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ตัวแทนบริษัทฯ กลับไม่ได้เจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงตามกรอบแนวทางทั้ง 3 ข้อ อีกทั้งยังเพิ่มประเด็นใหม่ คือ ขอพื้นที่ทำเหมืองแร่เพิ่มอีก 2 แปลง คือแปลงภูเหล็กและแปลงนาโป่ง ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบแนวทางการเจรจาตามที่มีการทำประชาคม 6 หมู่บ้าน แต่อย่างใด ส่วนประเด็นที่ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านต้องการให้ข้อตกลงหรือสัญญาฯ ที่จะจัดทำขึ้นเป็นสัญญาฯ 3 ฝ่าย โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จะต้องลงนามในฐานะคู่สัญญาฯ ไม่ใช่พยาน ก็ไม่มีการตอบรับจากหน่วยงานราชการในจังหวัดที่เข้าร่วมในเวทีเจรจาในวันนั้น โดยสรุปแล้วการเจรจาที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้ง จึงเป็นเพียงการประชุมเพื่อสอบถามความต้องการและความเป็นไปได้ทั้งจากตัวแทนบริษัททุ่งคำ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านได้ยืนยันความต้องการตามที่ได้เสนอไป โดยทหารและหน่วยงานราชการจะนำเนื้อหาจากการเจรจาในครั้งนี้ไปจัดทำเป็นข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจะมีการนัดทุกฝ่ายให้มาทำข้อตกลงอีกครั้ง/p pstrong16 ส.ค. 2557/strongbr /จัดประชาคม 6 หมู่บ้าน หมู่บ้านห้วยผุก หมู่nbsp; 1, หมู่บ้านกกสะทอน หมู่ 2, หมู่บ้านโนนผาพุง หมู่nbsp; 12, หมู่บ้านภูทับฟ้า หมู่nbsp; 13/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PWGK0xIfg5w" height="1" width="1"/

'คสช.' แจงเสวนา 'ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง' ยังไม่เร่งด่วน มีเรื่องจำเป็นมากกว่านี้

11 hours 24 min ago
pทีมโฆษก คสช. ชี้แจงกรณีทหารขอความร่วมมือศูนย์ทนายฯ งดจัดเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ระบุคณะผู้จัดได้เข้าใจพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อย ชี้หากภาคประชาชนอยากจะเสนอแนะมาทาง คสช. เปิดช่องทางไว้ ที่ สปช.และศูนย์ดำรงธรรม/p p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/otLPH9YVEKw" width="560"/iframe/div divspan style="color:#ff8c00;"พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ถือจดหมายของ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับการ ม.พัน 1 รอ. ให้ตำรวจถือจดหมายขอให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนงดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ที่ FCCT เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557/span/div divnbsp;/div p2 ก.ย.2557 จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารมีจดหมายด่วนถึงศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ที่จะจัดขึ้นเวลา 14.00 น. ทางศูนย์ทนายฯ ได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่าจะไปรอรับหนังสืออย่างเป็นทางการที่สถานที่จัดงาน ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่ามีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลอยู่ตั้งแต่งานเริ่ม พร้อมทั้งมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศรอทำข่าวจำนวนมาก/p pกระทั่งเวลา ประมาณ 14.30 น. พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก. สน.ลุมพินี เดินทางมายังห้องประชุมเพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ทนายความเพื่อขอความร่วมมืองดจัดงาน โดยหนังสือ ลงชื่อ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่1 รักษาพระองค์ จากนั้นภาวิณี ชุมศรี ตัวแทนจากศูนย์ทนายฯ ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการงดจัดงานต่อผู้สื่อข่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะหาทางนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังการรัฐประหารในโอกาสต่อไป/p pa href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409663766"มติชนออนไลน์/aรายงานด้วยว่า พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงถึงกรณีของกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ได้ทำจดหมายแจ้งขอความร่วมมือให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน งดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันนี้ เวลา 14.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ว่า ในเบื้องต้นที่ทราบรายละเอียดทางคณะผู้จัดได้เข้าใจพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางคณะผู้จัดก็ยินยอมโดยไม่ได้มีปัญหาแต่ประการใด ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าหากกลุ่มภาคประชาชน หรือภาคส่วนต่างๆในสังคมอยากจะเสนอแนะข้อมูลความคิดเห็นใดๆมา ทาง คสช.ก็ได้เปิดช่องทางไว้อยู่แล้ว เช่น ในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศูนย์ดำรงธรรม และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้นnbsp; ดังนั้นก็ต้องใช้ช่องทางตรงนี้แต่กรณีดังกล่าวต้องขอชี้แจงว่า ทาง คสช.ไม่ได้ปิดกั้น หรือสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นของประชาชนแต่อย่างใด ทว่าในหัวข้อของการจัดแถลงข่าว และการเสวนานั้น ค่อนข้างที่จะมีเนื้อหาละเอียดอ่อนมากที่อาจจะส่งผลต่อการรับรู้ในบริบทช่วงนี้ได้/p p"สำหรับการแสดงความคิดเห็นนั้น คสช.ไม่บังคับ ไม่ห้ามเลย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งดูได้จากที่ผ่านๆมามีหรือไม่ที่ คสช.ไปบังคับ หากแต่จะเน้นในลักษณะขอความร่วมมือกันมากกว่า" พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว และว่า กิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” นั้น ตนคิดขอเว้นไว้ก่อนสักระยะหนึ่งดีกว่า เพราะยังไม่เป็นประเด็นเร่งด่วนแต่อย่างใด เนื่องจากยังมีเรื่องที่จำเป็นมากกว่านี้/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/09/55333" target="_blank"ศูนย์ทนายฯ ออกแถลงการณ์โต้ กรณีทหารละเมิดสิทธิ สั่งห้ามจัดเสวนา/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/09/55331" target="_blank"ทหารสั่งงดจัดแถลงข่าวสถานการณ์สิทธิ ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ywLCGzJwUqg" height="1" width="1"/

ออป. กับบริบทสังคมไทยปัจจุบัน

Tue, 02/09/2014 - 23:38
!--break--!--break-- pนับเป็นเวลากว่าnbsp; 67 ปี (พ.ศ. 2490 – 2557) ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้กำเนิดขึ้นในสังคมไทย ภายหลังจากที่บริษัททำไม้จากอังกฤษและบริษัทต่างประเทศอื่นๆ ซึ่งทำไม้สักในประเทศไทยมานานเกือบ 100 ปีnbsp; (ประมาณปี 2399-2497)nbsp; สิ้นอายุการสัมปทานในปี 2497nbsp; ทั้งนี้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2499 ด้วยทุนแรกเริ่มที่รัฐจัดสรรให้จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อทำหน้าที่หลักคือ การทำไม้ในเขตสัมปทาน การทำไม้นอกเขตสัมปทานในพื้นที่โครงการต่างๆของรัฐ เช่น พื้นที่สร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ และการใช้หรือขายไม้ที่อายัดจากการลักลอบตัดไม้หรือการทำไม้เถื่อน เป็นต้น/p pหากพิจารณาวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง ออป.nbsp; นอกไปจากการทำไม้แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ อีก เช่น ปลูกสร้างสวนป่า การค้นคว้าวิจัย และเผยแพร่ความรู้ แต่ที่ผ่านมาบทบาทหลักของ ออป.จะเน้นหนักอยู่ที่การประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมป่าไม้และการปลูกสร้างสวนป่า เป็นด้านหลัก/p pในบทความนี้ เครือข่ายฯ ขออนุญาตนำเสนอมุมมองต่อสถานภาพขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ภายใต้บริบทสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาแนวทาง มาตรการแก้ไขปัญหาขององค์กรดังกล่าว ให้เกิดความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อไป/p pstrong1. ด้านเศรษฐกิจ/strongnbsp; นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 – 2531nbsp;nbsp; ออป. ถือเป็นผู้สัมปทานไม้รายใหญ่ของประเทศ และมีช่วงระยะเวลาการสัมปทานที่ยาวนาน ทำให้รายได้ของ ออป.ในแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาลnbsp; กล่าวคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490-2515nbsp; ออป. มีกำไรสุทธิรวม 1,739.91 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 66.9 ล้านบาท เปรียบเทียบกับ ปี พ.ศ. 2516-2533 ออป. มีกำไรสุทธิรวม 5,276.41 ล้านบาทnbsp; เฉลี่ยปีละnbsp; 293 ล้านบาท ก่อนรายได้จะลดลงในปี 2534 และประสบภาวะขาดทุนในปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา กระทั่งประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนต้องหาทางออกด้วยการเข้าไปทำไม้ในประเทศพม่า แต่ทว่าทำได้เพียง 3 ปีรัฐบาลพม่าก็ยกเลิกการอนุญาต ทำให้รัฐบาลต้องอุดหนุนองค์กรแห่งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท/p pสาเหตุสำคัญที่ทำให้ออป. ประสบกับภาวะขาดทุนคือ การประกาศยกเลิกการสัมปทานทำไม้ทั่วประเทศ (ยกเว้นป่าชายเลน) ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2532 ภายหลังเกิดพายุเกย์ถล่มภาคใต้ในปลายปี พ.ศ. 2531nbsp;nbsp; ทำให้ออป. ไม่มีแหล่งรายได้หลักจากการสัมปทานตัดไม้นั่นเอง/p pหากพิจารณาสถิติรายได้ของ ออป. จะพบว่าลดลงเป็นลำดับ จาก 303.87 ล้านบาทในปี 2533 เหลือเพียง 35.86 ล้านบาทในปี 2534 และ 24.76 ล้านบาทในปี 2535 หลังจากนั้น ออป.ก็หนีไม่พ้นภาวะขาดทุนซึ่งมากถึง 71.40 ล้านบาทในปี 2536 และขาดทุนสะสมเรื่อยๆ กระทั่งในปี 2541 ออป.ขาดทุนสูงถึง 225.88 ล้านบาทnbsp;/p pกล่าวโดยสรุป สถานภาพของ ออป.ในทางเศรษฐกิจถือว่าประสบความล้มเหลวในการประกอบการอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังเป็นภาระของสังคมที่ต้องจัดหางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาษีประชาชนมาใช้จ่ายในองค์กรแห่งนี้/p pstrong2. ด้านนิเวศวิทยา/strong ออป. ผู้รักษาหรือทำลาย เป็นที่แน่ชัดว่าวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ คือ การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไม้ และการปลูกสร้างสวนป่า ซึ่งพื้นที่ดำเนินการจำแนกเป็น 5 ประเภท (โครงการ 1 – 5) จำนวน 124nbsp; แห่ง เนื้อที่ทั้งสิ้นnbsp; 1,118,374.935 ไร่ โดยชนิดพันธุ์ไม้ที่ออป.ปลูกสร้างส่วนใหญ่คือ ยูคาลิปตัส และปัจจุบันกำลังดำเนินการปลูกยางพาราในพื้นที่สวนป่าเดิม/p pกระบวนการปลูกสร้างสวนป่าของออป. จะมีลักษณะเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ ( Plantation ) โดยการปลูกไม้เศรษฐกิจเชิงเดี่ยวnbsp; ซึ่งต้องเตรียมแปลงโดยการไถปรับพื้นที่ ทำให้เกิดการทำลายไม้ธรรมชาติเดิมหมดไปnbsp; ในหลายพื้นที่ เช่น สวนป่าคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จะพบว่าเจ้าหน้าที่สวนป่าได้ทำลายไม้ธรรมชาติบางแห่ง เช่น ประดู่ แดง ไผ่ ฯลฯ เพื่อปลูกยางพารา เนื้อที่ประมาณnbsp; 200 ไร่ ทำให้พื้นที่เสื่อมสภาพ อีกทั้งในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมในการลักลอบนำไม้ธรรมชาติในเขตสวนป่าออกไปจำหน่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว/p pจากสถิติพื้นที่ป่าไม้ที่จัดทำโดยกรมป่าไม้nbsp; ระบุว่าในปี พ.ศ. 2504nbsp; ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่ 171.02 ล้านไร่ หรือร้อยละnbsp; 53.33nbsp; ของพื้นที่ประเทศ และในปี พ.ศ. 2547nbsp; พื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือ 104.74nbsp; ล้านไร่ หรือร้อยละ 32.66 ของพื้นที่ประเทศ จำนวนพื้นที่ป่าที่เหลือ ได้ผนวกรวมเอาพื้นที่สวนป่าในการดูแลของ อ.อ.ป. จำนวนnbsp; 1,118,374.935 ไร่ ด้วย ( ในจำนวนเนื้อที่สวนป่าทั้งหมด เป็นสวนป่าประเภทที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ในโครงการ 2 , 3 , และ 4nbsp; ทั้งสิ้น 597,646.75 ไร่ ) ดังนั้น การทำไม้จากสวนป่าที่กำลังดำเนินการอยู่nbsp; จะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากเดิมnbsp; และ ในสายตาของประชาชนในท้องถิ่นมองว่า อ.อ.ป. คือผู้ทำลายป่าไม้ ไม่มีภาพลักษณ์ของผู้ทำหน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากปลูกแล้วตัด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โครงการปลูกไม้ ทำลายป่า”/p pนอกจากนี้ จากรายงานของกรมทรัพยากรธรณี พบว่าสวนป่าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากมีจำนวนnbsp; 46 สวนป่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่างnbsp; บริเวณดังกล่าวได้มีการตัดไม้สักออกจากสวนป่าเพื่อจำหน่าย และจะทำให้เกิดความรุนแรงของดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากเพิ่มมากขึ้น/p pยิ่งไปกว่านั้น อ.อ.ป. ได้ดำเนินการนำสวนป่าที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ไปขึ้นทะเบียนสวนป่าโดยเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ทีดินตามกฎหมาย กล่าวคือ ตามพระราชบัญญัติสวนป่าnbsp; พ.ศ. 2535 มาตราnbsp; 5nbsp; ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้มีกรรมสิทธิ สิทธิครอบครองหรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ทีดินตามมาตรา 4 ประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นทำสวนป่าเพื่อการค้าnbsp; ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด......”/p pดังนั้น การที่จะกล่าวว่า การดำเนินงานของออป. เป็นไปเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติไว้nbsp; จึงเป็นคำกล่าวที่หาข้อเท็จจริงไม่ได้/p pstrong3. ด้านสังคม การเมือง/strong จากที่กล่าวแล้วว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ออป. ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าเป็นการปลูกสร้างตามเงื่อนไขสัมปทานตัดไม้ แต่ในทางข้อเท็จจริง กลับพบว่า ในหลายพื้นที่เป็นที่ดินที่ชาวบ้านถือครองทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นกรมป่าไม้ได้ให้อนุญาตออป.เข้าดำเนินการปลูกสร้างสวนป่า กระทั่งเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นมาโดยตลอด กระทั่งปัจจุบัน/p pการปลูกสร้างสวนป่าของ ออป. โดยส่วนใหญ่จะใช้ระบบสมาชิกโครงการหมู่บ้านป่าไม้ โดยชักชวนให้ชาวบ้านที่ถือครองทำประโยชน์ในพื้นที่ดินเดิมสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งจะได้รับสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รายละ 1 ไร่ และ 5 – 15 ไร่ ตามลำดับ รวมทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐานจำพวกวัด โรงเรียน ไฟฟ้า น้ำประปา และการเป็นลูกจ้างปลูกป่า เป็นต้น/p pแต่ในทางเป็นจริง การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ออป. ไม่ประสบความตามแผนงานข้างต้น ทั้งการจัดสรรที่ดินทำกิน ที่ไม่สามารถจัดหาให้กับเกษตรกรได้ แต่นำไปปลูกสร้างสวนป่า ส่วนการจ้างงาน จะพบว่า ในระยะ 1 – 3 ปีแรก จะใช้แรงงานตามแผนการปลูกป่า แต่เมื่อไม้เจริญเติบโตจึงไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมากในการบำรุงดูแล ทำให้เกษตรกรสมาชิกโครงการประสบปัญหาว่างงานและไร้ที่ดินทำกิน ต้องอพยพแรงงานไปรับจ้างต่างจังหวัด ดังจะเห็นได้จากหมู่บ้านสวนป่าในหลายพื้นที่ของ ออป./p pทั้งนี้nbsp; ไม่ต้องกล่าวถึงเกษตรกรผู้ไม่ประสงค์สมัครเข้าเป็นสมาชิกโครงการหมู่บ้านป่าไม้ เนื่องจากไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่มาขับไล่ออกจากที่ดินเดิม ต้องออกจากพื้นที่ด้วยสภาพที่อึดอัด คับข้องใจnbsp; เนื่องจากการข่มขู่ คุกคามของเจ้าหน้าที่และนักเลงอันธพาลในท้องถิ่นที่ออป. จ้างวานมา รวมทั้งการใช้มาตรการทางกฎหมายบีบบังคับ และอิทธิพลเถื่อนอื่นๆในบางพื้นที่ เช่น การนำอาวุธสงครามไปฝังไว้ใต้กระท่อมชาวบ้าน แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นและจับกุมในข้อหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง เช่น กรณีชาวบ้านอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น/p pปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้น ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นบาดแผลเรื้อรังของประชาชนที่เคยถือครองทำกินมาก่อนการปลูกไม้เศรษฐกิจของออป.nbsp; ในปัจจุบันมีชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้ลุกขึ้นทวงสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของตนเองคืน แต่ ออป. กลับเพิกเฉย และกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ความจริงที่ปรากฏต่อสายตาชาวบ้านคือ การปลูกไม้โตเร็ว แล้วตัดขาย บนที่ดินที่พวกเขาถือครองมาก่อน/p pนอกจากนี้ เมื่อ ออป.ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ องค์กรแห่งนี้ได้พยายามดิ้นรนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนป่าในรูปแบบต่างๆ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว การปลูกยางพาราในพื้นที่สวนป่า การดำเนินโครงการ 1 สวนป่า 1 โรงไฟฟ้าชีวมวล โดยจะเริ่มต้นที่สวนป่าศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นแห่งแรก และการขยายผลจากการปลูกป่าเพื่อเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต โดยขอสนับสนุนเงินแหล่งทุนจากประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่น มาดำเนินการปลูกป่า แล้วเครดิตจากภาวะการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ที่ปลูก จะเป็นของประเทศผู้ให้ทุน ทั้งนี้ตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ว่าด้วยกลไกการพัฒนาแบบสะอาด ( CDM )nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม การดิ้นรนเหล่านี้ ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความชอบธรรมจากสังคมได้ รวมถึงเรื่องเดิมที่ ออป.ได้สร้างปัญหามาแล้วยังไม่ได้แก้ไข อีกมากมาย/p pในสภาพการณ์เช่นปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ออป.ได้หมดยุคสมัย และหมดความจำเป็นต่อสังคมไทยไปแล้ว นับตั้งแต่การสิ้นสุดการสัมปทานตัดไม้ในปี พ.ศ. 2532 การพยายามดิ้นรนหาทางออกเช่นมาตรการข้างต้น นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ยังจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ทับซ้อนเรื่องเดิมเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น มาตรการที่น่าจะเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในมิติต่างๆดังที่กล่าวมาแล้วคือ การยุบองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แล้วนำพื้นที่มาจำแนกจัดสรรใหม่ทั้งหมด เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมในการสงวนไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม ให้สิทธิชุมชน ท้องถิ่น และภาครัฐจัดการฟื้นฟูให้เป็นแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์ พื้นที่ที่ประชาชนเคยถือครองทำกินมาก่อน ให้นำมาจัดสรรแก่ชาวบ้านผู้เดือดร้อน โดยอาจจัดการในรูปแบบโฉนดชุมชนหรือรูปแบบอื่นๆที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่วนทรัพย์สินและบุคลากรของออป. รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลพนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุขต่อไป ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ รัฐก็จะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปปีละ 1,000 กว่าล้านบาท ที่ดินสวนป่าเดิมกว่า 1,000,000 ไร่ ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้นnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uDhaIszZFXY" height="1" width="1"/

เริ่มสืบคดีนักสิทธิอังกฤษหมิ่น รง.สับปะรดกระป๋อง-พบเจอฟ้องแพ่งอีก 100 ล้าน

Tue, 02/09/2014 - 23:14
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5562/14930249749_7e2b205008.jpg" /br /span style="color:#ff8c00;"อานดี้ ฮอลล์ (คนที่สี่จากขวา แถวหลัง) และแรงงานข้ามชาติที่มาให้กำลังใจ/span/p p2 ก.ย.2557 วันนี้ ที่ห้องพิจารณาคดี 32 ศาลจังหวัดพระโขนง มีการสืบพยานโจทก์นัดแรก ของคดีหมายเลขดำ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ กับ แอนดรูว์ โจนาธาน ฮอลล์ หรือ อานดี้ ฮอลล์ นักกิจกรรมสิทธิแรงงานข้ามชาติชาวอังกฤษ จำเลย ซึ่งถูกบริษัทเนเชอรัลฟรุต ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋อง ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีราในประเทศเมียนมาร์ โดยบรรยากาศวันนี้มีผู้ร่วมสังเกตการณ์คดีกว่า 30 คน ทั้งองค์กรระหว่างประเทศ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มาให้กำลังใจจำเลยnbsp;อานดี้ ฮอลล์ ระบุว่า เขาเพิ่งทราบวันนี้ว่าตนเองถูกฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่ง เป็นเงิน 100 ล้านบาทด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัท เนเชอรัล ฟรุต จำกัด ได้ฟ้องเขา ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เป็นเงิน 300 ล้านบาท จากการเผยแพร่รายงาน "Cheap has a High Price (สินค้าถูกมีราคาที่ต้องจ่ายสูง)" ซึ่งเขาเป็นผู้ช่วยวิจัย ลงในเว็บไซต์ Finnwatch องค์กรพัฒนาเอกชนในฟินแลนด์ ทำให้ตอนนี้ เขาถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวม 400 ล้านบาท/p pทั้งนี้ รายงานดังกล่าว เป็นงานวิจัยเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมส่งออกในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตทูน่าและสับปะรดกระป๋อง มีการเก็บข้อมูลจากโรงงาน 3 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครและประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างเดือนต.ค.-ธ.ค. 55 และพบว่ามีการใช้แรงงานข้ามชาติที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จ้างแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน และมีการยึดพาสปอร์ตรวมถึงใบอนุญาตทำงานของคนงาน/p pอานดี้ ฮอลล์ ระบุว่า สืบเนื่องจากคดีวันนี้ ศาลจังหวัดพระโขนงได้ยึดหนังสือเดินทางของเขาไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เขาไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทย หากไม่ได้รับการอนุญาตจากศาล อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยก็เพื่อสู้คดีนี้ แล้วจะหนีได้อย่างไร/p pด้านสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงเทพ กล่าวกับa href="http://www.theguardian.com/world/2014/sep/01/british-activist-andy-hall-thailand-defamation-trial"สำนักข่าวเดอะการ์เดียน/aถึงคดีนี้ว่า จะทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศในไทย เพื่อทำให้แน่ใจว่าทางการไทยตระหนักถึงความห่วงใยของนานาชาติเกี่ยวกับคดีนี้ โดยหวังว่าไทยจะดำเนินการตามกฎหมายไทยและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมระบุด้วยว่า อังกฤษสนับสนุนสิทธิของนักกิจกรรมในการดำเนินงานให้ลุล่วงและส่งเสียงของพวกเขาเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสิทธิแรงงานอย่างสันติnbsp;/p pทั้งนี้ การรณรงค์ในทางระหว่างประเทศในคดีของฮอลล์นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวาง โดยในเว็บ SumOfUs เว็บรณรงค์ออนไลน์ในประเด็นผู้บริโภคและแรงงาน มีการa href="http://action.sumofus.org/a/protect-human-rights-defenders/?sub=tw"ล่ารายชื่อออนไลน์/aเรียกร้องให้ โดล บริษัทสับปะรดกระป๋องยักษ์ใหญ่ ร่วมผลักดันให้มีการถอนข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยล่าสุด จากที่มีการตั้งเป้าไว้ 200,000 ราย มีผู้ร่วมลงชื่อ 188,788 รายแล้วnbsp;/p pขณะที่องค์กร Fair Trials Internation ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่รณรงค์เพื่อสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ทำa href="http://www.fairtrials.org/press/human-rights-defender-andy-hall-faces-criminal-defamation-charges-in-thailand-for-reporting-on-rights-violations/"จดหมายเปิดผนึก/aถึงรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของไทย ลงวันที่ 28 ส.ค. ที่ผ่านมา เรียกร้องให้ทบทวนข้อหาในคดีอาญาต่อ อานดี้ ฮอลล์ พร้อมชี้ว่าการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งมีโทษอาญานั้นส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสรีภาพในการแสดงออก และจะกระทบต่อการเปิดเผยการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rTosiS1i2R8" height="1" width="1"/

‘พีมูฟ’ ให้ 7 วัน เลิกคำสั่ง คสช.64, 66 เดินหน้าโฉนดชุมชน

Tue, 02/09/2014 - 23:03
!--break--!--break-- p2 ก.ย.2557 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.-พีมูฟ) ออกแถลงการณ์ถึงกรณีชาวบ้านใน อ.คอนสาร และ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ได้รับผลกระทบหลังปิดประกาศตาม คำสั่ง คสช.ที่ 64 และ 66 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการทำลายทรัพยากรป่าไม้/p pในแถลงการณ์กล่าวว่า หน่วยงานในระดับพื้นที่โดยเฉพาะทหารและฝ่ายปกครองตีความและบิดเบือนคำสั่ง คสช.ในการคุกคามชาวบ้าน โดยแถลงการณ์อ้างถึง คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ข้อ 3 ที่ระบุว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคืนสภาพป่าที่สมบูรณ์nbsp; โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชนและองค์กรชุมชนได้เข้ามีส่วนรวมในการดำเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง และข้อ 2.1 ของคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ซึ่งระบุว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่/p pในแถลงการณ์ยืนยันว่าว่า กรณีชาวบ้านโคกยาว ตำบลทุ่งลุยลาย และชาวบ้านบ่อแก้ว ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ล้วนเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านอยู่มาก่อน และที่สำคัญทุกพื้นที่ได้มีกระบวนการแก้ไขปัญหามาเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้ว พื้นที่ทุ่งซำเสี้ยว ตำบลสระโพนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผ่านการเห็นชอบให้ดำเนินการจัดทำโฉนดชุมชนแล้ว/p pสำหรับข้อเสนอที่ ขปส.เรียกร้องต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มี 3 ประการ 1) เร่งดำเนินการให้จังหวัดชัยภูมิ ยกเลิกประกาศทั้ง 2 ฉบับ และยุติการดำเนินการใดใดในทันที 2) ให้ คสช. ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 64 และ 66 เพื่อยุติปัญหาเฉพาะหน้า และ 3) ให้ คสช. เดินหน้านโยบายโฉนดชุมชน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) โดยเร่งด่วน/p pขปส.ระบุว่าจะให้เวลา คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องภายใน 7 วัน ซึ่งหากไม่มีความคืบหน้า ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปกป้องชุมชนด้วยตัวเอง/p pก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เกิดขึ้นลักษณะเดียวกันนี้ในหลายจังหวัดของภาคอีสาน โดยระบุว่ามีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และทหาร เข้ารื้อถอนบ้าน พืชผลการเกษตร ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และดำเนินคดีกับชาวบ้าน/p pโดย กป.อพช.ภาคอีสาน เรียกร้องให้br /1. ยุติการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกินในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ จ.ชัยภูมิbr /2. จำแนกคนจนที่ทำกินออกจากนายทุนที่บุกรุกป่า และดำเนินการเพิ่มพื้นที่ป่าbr /3. ออกเอกสารสิทธิ์รวม โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดำเนินการbr /4. ยุติการส่งเรื่องดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ทำกินในเขตป่าที่ประกาศทับที่ดินทำกินbr /5. จัดทำแผนแม่บทป่าไม้ใหม่ โดยให้ชาวบ้านและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำ/p pสำหรับรายละเอียดของแถลงการณ์ ขปส. มีดังนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"br /strongแถลงการณ์ฉบับที่ 3br /จังหวัดชัยภูมิแปลงสาร คำสั่ง คสช. (64,66) ต้อนคนจนให้ลุกชน คสช./strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p pตามที่ คสช. ได้มีคำสั่งที่ 64 และ คำสั่งที่ 66 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการทำลายทรัพยากรป่าไม้ นั้น ภายหลังการออกคำสั่ง คสช. ดังกล่าว หน่วยงานในระดับพื้นโดยเฉพาะ ทหาร ฝ่ายปกครองได้ฉวยโอกาส ช่องว่างและตีความคำสั่ง (ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว) ให้บิดเบือนจากความจริง เพื่อใช้ในการคุกคามคนจน/p pขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เห็นว่า ในคำสั่งที่ 64 ข้อ 3 ที่ระบุชัดเจนว่า.....โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน และองค์กรชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม.... และในคำสั่งที่ 66 ข้อ 2.1 การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้....ซึ่งกรณีประกาศของจังหวัดชัยภูมิ ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2557 และประกาศจังหวัดชัยภูมิลงวันที่ 25 สิงหาคม 2557 นั้น ไม่เป็นไปตามคำสั่ง คสช. ทั้งคำสั่งที่ 64 และ คำสั่งที่ 66 เพราะกรณีชาวบ้านโคกยาว ตำบลทุ่งลุยลาย และชาวบ้านบ่อแก้ว ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ล้วนเป็นพื้นที่ ที่ชาวบ้านอยู่มาก่อน และที่สำคัญทุกพื้นที่ได้มีกระบวนการแก้ไขปัญหามาเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้ว พื้นที่ทุ่งซำเสี้ยว ตำบลสระโพนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผ่านการเห็นชอบให้ดำเนินการจัดทำโฉนดชุมชนแล้ว แต่ก็กำลังถูกคุกคามจาก ทหารและฝ่ายปกครอง/p pต่อสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ยืนยันว่า อุปสรรคสำคัญที่กำลังจะนำมาสู่ชนวนความขัดแย้ง มีสาเหตุหลัก ดังนี้/p p1. คสช. ไม่มีข้อมูลอย่างเพียงพอ รอบด้าน จึงทำให้เกิดความเข้าใจต่อปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับป่า ผิดเพี้ยนไป อันเป็นผลมาจากการหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริงอันเป็นสันดาน เดิมของข้าราชการไทย ที่ไม่ยอมพัฒนาbr /2. คสช. ไม่สานต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาที่มีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ “นโยบายโฉนดชุมชน” ซึ่งเป็นนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดี และที่สำคัญนโยบายโฉนดชุมชน เป็นนโยบายที่มีภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาbr /3. มีความผิดปกติ ของจังหวัดชัยภูมิ ที่มีประกาศเพื่อดำเนินการเฉพาะพื้นที่ ที่คนจน คนไร้ที่ดิน เป็นผู้ถูกกระทำ เสมือนหนึ่งจะเสี้ยมให้คนจน ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับ คสช. โดยผู้จุดชนวนก็ลอยตัว ขณะที่ คสช. ก็จะมีตราบาปติดตัว ว่า “เข่นฆ่าคนจน”br /4. การแปลงสาร บิดเบือนคำสั่ง คสช. นี้ กำลังจะถูกนำไปใช้ต่อ ในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อคนจนจำนวนมากถูกไล่ บีบบังคับออกจากพื้นที่ ที่พวกเขาอยู่มาก่อน การลุกฮือของคนจำนวนก็จะเกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งน่าสงสัยอย่างยิ่งว่าใคร จะได้ประโยชน์จากการจุดชนวนความขัดแย้งนี้/p pขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอเรียกร้อง ให้ คสช. เร่งดำเนินการ ดังนี้br /1. ให้จังหวัดชัยภูมิ ยกเลิกประกาศทั้ง 2 ฉบับ และยุติการดำเนินการใดใดไว้ก่อนในทันทีbr /2. ให้ คสช. ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 64 และ คำสั่ง คสช.ที่ 66 ในทันที เพื่อยุติปัญหาเฉพาะหน้าbr /3. ให้ คสช. เดินหน้านโยบายโฉนดชุมชน ด้วยแต่งตั้งกรรมการ ปจช. โดยเร่งด่วน/p pทั้งนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ให้เวลา คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการภายใน 7 วัน หากไม่มีความคืบหน้า พวกเราจะเป็นที่จะต้องดำเนินการปกป้องชุมชนของพวกเราด้วยตัวเอง/p p style="text-align: right;"nbsp;/p p style="text-align: right;"br /ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชนbr /ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)br /2 กันยายน 2557/p table id="attachments" class="sticky-enabled" theadtrthAttachment/ththSize/th /tr/thead tbody tr class="odd"tda href="http://prachatai.org/sites/default/files/ .doc"สภาพปัญหาและความเป็นมาของกรณีสวนป่าโคกยาว.doc/a/tdtd129.5 KB/td /tr tr class="even"tda href="http://prachatai.org/sites/default/files/02.doc.doc"การปลูกสร้างสวนป่าคอนสารทับที่ดินทำกิน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ.doc/a/tdtd147 KB/td /tr /tbody /table div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5jfUnCuWn9A" height="1" width="1"/

ชี้จับขาหุ้นพลังงานคุกคามเสรีภาพ จี้ปล่อย 8 สมาชิกทันที

Tue, 02/09/2014 - 21:07
pคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เรียกร้อง คสช.ปล่อย 8 สมาชิกทันทีไร้เงื่อนไข ชี้การคุมตัวเป็นการคุกคามเสรีภาพ แม้ดูแลดี ก็ทดแทนกันไม่ได้กับสิทธิและเสรีภาพที่ถูกกักขัง ขอโอกาสเดินต่อถึง กทม./p p!--break--!--break--/p p2 ก.ย.2557 กลุ่มเรียกร้องการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศ โดยใช้ชื่อ “คณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปล่อยตัวสมาชิกเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน 8 คนที่ถูกควบคุมตัวในวันนี้ขณะเดินเท้ารณรงค์ใน จ.สุราษฎร์ธานี/p pแถลงการณ์ระบุว่า การควบคุมตัว 8 สมาชิกเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ในระหว่างที่กำลังจะมีรัฐบาลใหม่เพื่อมาปฏิรูปประเทศนั้น เป็นการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม ในแถลงการณ์กล่าวด้วยว่า แม้ระหว่างการควบคุมตัวจะมีการดูแลเรื่องที่พัก อาหาร และให้เกียรติเป็นอย่างดี แต่ก็ทดแทนกันไม่ได้กับสิทธิและเสรีภาพที่ถูกกักขัง และการจับกุม 8 สมาชิกเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานในวันนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีรัฐบาลใหม่แล้วและต้องการบรรยากาศการปฏิรูปจากทุกภาคส่วน การจับกุมจึงเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและบรรยากาศการปฏิรูปที่ต้องการการเปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย/p pคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานเรียกร้องให้ ปล่อยตัว 8 สมาชิกเครือข่ายขาหุ้นฯ ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และเรียกร้องให้สมาชิกของเครือข่ายสมารถเดินรณรงค์ต่อไปโดยไม่ขัดต่อกฎอัยการศึก ด้วยการเดินไม่เกิน 5 คน เพื่อแสดงเจตนารมณ์การปฏิรูปพลังงานจนถึงกรุงเทพมหานคร/p pรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"br /strongแถลงการณ์คณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานbr /ต่อกรณีทีขาหุ้นสุราษฎร์ธานีถูกควบคุมตัวไปค่ายวิภาวดีรังสิต/strong/p pbr / /ppสืบเนื่องจากการที่ฝ่ายทหารได้เข้าควบคุมตัวเครือข่ายขาหุ้นจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 8 คน ซึ่งนำโดย อาจารย์ ดร.โอภาส ตันติฐากูร อดีตนักวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในวันนี้ (2 กันยายน 2557) นับเป็นการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม ท่ามกลางบรรยากาศการมีรัฐบาลใหม่ที่จะมาทำหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศไทย/p pแม้ว่าประสบการณ์ของคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ถูกควบคุมตัวในวันที่ 20-23 สิงหาคม 2557 ที่ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาจะได้รับการดูแลทั้งที่พัก อาหาร และมีการให้เกียรติเป็นอย่างดี แต่สิทธิและเสรีภาพที่ถูกนำไปกักขังนั้นเป็นสิ่งที่ทดแทนกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามในครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ มีแต่เพียง คสช.เท่านั้น การใช้อำนาจรัฐประหารฉบับเต็มภายใต้ข้อสรุปจากการเจรจาที่ว่า “ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่” จึงเป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้ แต่การจับกุม 8 ขาหุ้นสุราษฎร์ธานีในวันนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีรัฐบาลใหม่แล้วและต้องการบรรยากาศการปฏิรูปจากทุกภาคส่วนแล้วnbsp; การจับกุมจึงเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและบรรยากาศการปฏิรูปที่ต้องการการเปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย/p pเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เป็นการรวมตัวอย่างหลวมๆ ของผู้คนที่มีความสนใจด้านการปฏิรูปพลังงาน และมีความเห็นร่วมที่จะขอมีส่วนร่วมในการปฏิรูปพลังงาน เพราะนิยามการปฏิรูปพลังงานนั้นมีการสร้างวาทกรรมมากมายจนอาจบิดเบือนไปจากเจตจำนงของประชาชนได้ ประชาชนต้องการพลังงานสะอาดยั่งยืนและปราศจากมลพิษไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประชาชนต้องการให้ราคาน้ำมันและก๊าซมีความเป็นธรรมด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมไม่ใช่ให้เอกชนร่ำรวยบนความทุกข์ยากของประชาชน ประชาชนต้องการให้มีการยกเลิกการให้สัมปทานมาใช้ระบบการแบ่งปันผลผลิตเฉกเช่นเดียวกับนานาประเทศในโลก ประชาชนต้องการให้มีการโซนนิ่งแยกพื้นที่ผลิตพลังงานและพื้นที่ผลิตอาหารให้แยกออกจากันไม่ให้มีมลพิษมาปนเปื้อนแหล่งผลิตอาหารของชาติ ขอเสนอเหล่านี้เป็นเจตจำนงอันบริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติ และกิจกรรมการเดินวันโยชน์สู่กรุงเทพมหานครก็เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อนำเสนอข้อเสนอดังกล่าวให้สังคมไทยตื่นตัวเพื่อการยื่นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติในที่สุด/p pคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ขอเรียกร้องให้ผู้บังคับการค่ายวิภาวดีรังสิต ปล่อยตัว 8 ขาหุ้นสุราษฎร์ธานีที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเงื่อนไขในทันที และเปิดโอกาสให้ขาหุ้นปฏิรูปพลังงานที่ยังมีจิตใจมุ่งมั่นได้ทำหน้าที่ในการเดินวันโยชน์ต่อไปโดยไม่ขัดต่อกฎอัยการศึก ด้วยการเดินไม่เกิน 5 คน เพื่อแสดงเจตนารมณ์การปฏิรูปพลังงานจนถึงกรุงเทพมหานคร/p p style="text-align: right;"br /แถลงโดยbr /นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจbr /นายประสิทธิชัย หนูนวลbr /ตัวแทนคณะ 11 ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน/p p style="text-align: right;"2 กันยายน 2557/p p style="text-align: right;"nbsp;/p p style="text-align: right;"br /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2014/09/55334" target="_blank" จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานีจับขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน 8 ราย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zZTCz7SYCLE" height="1" width="1"/

ฟัง สนช.ประชุมสภา ฟังชาวนาเล่าเรื่องหนี้

Tue, 02/09/2014 - 20:35
!--break--!--break-- pไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจหรือน่าเศร้าใจอะไรหากผมจะบอกว่า ตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยของประชากรในประเทศไทย เมื่อสิ้นปี 2556 จะอยู่ที่ 163,087 บาทต่อครัวเรือน เป็นตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมเอาไว้ครับ อย่างที่ผมพูดไป คงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำในระดับกลางๆ หรือสำหรับเราๆ ท่านๆ ผู้มีอันจะกิน สักวันหนึ่งคงพอมีทางที่จะยกหนี้ก้อนนี้ (สำหรับผู้มีหนี้ติดตัว) ออกไปให้หมดได้/p pแต่ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเอามากๆ สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สมดุลกับจ่าย หรือพูดให้ง่ายๆ ก็คือผู้ที่ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” นั่นเอง ในจำนวนของผู้ที่มักจะชักหน้าไม่ถึงหลังก็คือ ผู้มีอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ/p pช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวเรื่องการเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ หรือชื่อเต็มว่า “ร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม พ.ศ. ...” ในที่ประชุมวิปสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ออกไปอีกนั้น สาเหตุเนื่องจากว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังมีปัญหาทางข้อกฎหมายหลายประการ จนท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติให้เลื่อนการพิจารณา(เพื่อให้รับหลักการ) ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไปก่อน/p pผมมานั่งนึกๆ ดูว่า ถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภา และถูกนำมาปฏิบัติใช้จริง มันจะใช้ได้จริงๆ หรือไม่ ที่สำคัญก็คือ มันจะเกิดประโยชน์กับใครบ้างสำหรับ 3 ตัวละครหลัก คือ เจ้าหนี้ คนทวงหนี้ และลูกหนี้ ??? โดยเฉพาะเกษตรกร หรือโดยเฉพาะชาวนา หรือโดยเฉพาะชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่ที่ต้องกู้ยืมเงินมาลงทุนทำการผลิตทุกๆ ฤดูกาลทำนา/p pจากที่ผมพิจารณาข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจากปี 2539 ถึงปี 2556 พบว่า ตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยของประชากร จ.ชัยนาท มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวเลขปีล่าสุดประชากรมีหนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 264,144 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกันกับตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างงานศึกษาที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ จ.ชัยนาท เช่นกันครับ/p pก่อนจะไปว่ากันเรื่องหนี้สิน ผมขอเริ่มจากเรื่องรายได้ต่อครัวเรือนก่อนนะครับ ผลการศึกษาพบว่ารายได้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ครอบครัวละ 281,125 บาทต่อปี ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ครอบครัวละ 314,257 บาทต่อปี นี่คือตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย และเมื่อนำตัวเลขรายได้มาลบด้วยตัวเลขรายจ่าย คุณพอนึกภาพออกไหมครับว่าอะไรคือคำตอบ ผมคงไม่ต้องอธิบายต่อว่า หนี้สินที่เพิ่มขึ้นทุกปีนั้น เกิดจากอะไร/p pทีนี้ก็มาถึงเรื่องหนี้สินครับ ตามที่ผมได้บอกไปว่า ตัวเลขหนี้สินของประชากร จ.ชัยนาท กับตัวเลขหนี้สินของกลุ่มตัวอย่างงานศึกษาใกล้เคียงกัน แตกต่างกันไม่มากครับ จากงานศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ณ ปัจจุบัน หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 237,986 บาทต่อปี ตัวเลขนี้น้อยกว่าตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (264,144 บาทต่อปี) อยู่ 26,158 บาท/p pแต่สิ่งที่ผมพบยังมีมากกว่านั้นครับ ตัวเลขหนี้สินต่อปีของกลุ่มตัวอย่างที่ผมเพิ่งบอกไปนั้น เป็นเพียงตัวเลขเงินต้น ซึ่งหมายถึงเฉพาะตัวเลขของเงินที่กู้ยืมมาตั้งแต่ตอนแรก แต่ยังไม่ได้รวมดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมครับ/p pทีนี้ก็มาถึงเรื่องน่าตกใจแถมยังน่าเศร้าใจไม่น้อยที่ว่า เมื่อเอาตัวเลขเงินต้นบวกกับตัวเลขดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมพบว่า ตัวเลขหนี้สินต่อครัวเรือนจาก 237,986 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นมาเป็น 314,863 บาทต่อครัวเรือนต่อปีเลยทีเดียว/p pสถาบันเงินกู้ที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆ เลยก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสถาบันการเงินที่ถือเป็นแหล่งพึ่งพิงสำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเลยทีเดียวครับ กลุ่มตัวอย่างนี้ก็เช่นกัน ยอดเงินที่กู้จาก ธกส. เป็นยอดเงินที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งเงินกู้แหล่งอื่นๆ ประมาณเกือบๆ 1 ใน 3 ครับ/p pมาถึงตรงนี้ คุณลองคิดช่วยผมหน่อยครับว่าหาก พ.ร.บ.ทวงหนี้ ถูกประกาศใช้จริงๆ ตัวละคร 3 ตัว คือ เจ้าหนี้ คนทวงหนี้ และลูกหนี้nbsp; ใครจะได้รับประโยชน์ หรือใครจะเสียประโยชน์ เช่น ในบางมาตราที่ระบุว่า ให้ทวงหนี้ได้ในวันทำการปกติระหว่างเวลา 08.00-20.00 น. และในวันหยุดราชการระหว่างเวลา 08.00-18.00 น หรือใน มาตรา 14 ที่ระบุว่า ผู้ติดตามหนี้ต้องไม่ปฏิบัติหรือมีส่วนร่วมในการปฏิบัติที่เป็นการล่วงละเมิด ข่มขู่ การใช้วาจาที่ทำให้เกิดความเสียหาย การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นการล่วงละเมิด และการคุกคาม หรือใน มาตรา 15 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้ ใช้วาจา ข้อมูลหรือข้อความที่เป็นเท็จ หรืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับการติดตามทวงถามหนี้ เป็นต้น/p pคุณคิดว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้เจ้าหนี้ยึดถือหรือปฏิบัติตามได้มากน้อยแค่ไหน เจ้าหนี้ที่เคยใช้มาตรการทวงหนี้อันไม่เหมาะสมจะเลิกไปไหม ธ.ก.ส. หรือเจ้าหนี้รายอื่นๆ จะมีวิธีการทวงหนี้กับลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นกว่าเดิมภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไหม ผมอยากถามเลยไปถึงว่า แล้วหากเงินต้นกับดอกเบี้ยพอกพูนจนเกษตรกรยากเกินจะใช้คืนแล้ว จะมีทางออกอย่างไร แต่คงจะออกนอกเรื่องไปไกลเกินครับ ...ไว้ให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เดินหน้าไปอย่างไร มีโอกาสคงได้มาเล่าสู่กันฟัง/p pดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่ : a href="http://www.landactionthai.org"landactionthai.org/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mBVO-NEcKdg" height="1" width="1"/

ฟัง สนช.ประชุมสภา ฟังชาวนาเล่าเรื่องหนี้

Tue, 02/09/2014 - 20:35
!--break--!--break-- pไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจหรือน่าเศร้าใจอะไรหากผมจะบอกว่า ตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยของประชากรในประเทศไทย เมื่อสิ้นปี 2556 จะอยู่ที่ 163,087 บาทต่อครัวเรือน เป็นตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมเอาไว้ครับ อย่างที่ผมพูดไป คงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไรสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำในระดับกลางๆ หรือสำหรับเราๆ ท่านๆ ผู้มีอันจะกิน สักวันหนึ่งคงพอมีทางที่จะยกหนี้ก้อนนี้ (สำหรับผู้มีหนี้ติดตัว) ออกไปให้หมดได้/p pแต่ที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเอามากๆ สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สมดุลกับจ่าย หรือพูดให้ง่ายๆ ก็คือผู้ที่ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” นั่นเอง ในจำนวนของผู้ที่มักจะชักหน้าไม่ถึงหลังก็คือ ผู้มีอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ/p pช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวเรื่องการเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทวงหนี้ หรือชื่อเต็มว่า “ร่างพระราชบัญญัติการติดตามทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม พ.ศ. ...” ในที่ประชุมวิปสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) ออกไปอีกนั้น สาเหตุเนื่องจากว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังมีปัญหาทางข้อกฎหมายหลายประการ จนท้ายที่สุดที่ประชุมมีมติให้เลื่อนการพิจารณา(เพื่อให้รับหลักการ) ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไปก่อน/p pผมมานั่งนึกๆ ดูว่า ถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภา และถูกนำมาปฏิบัติใช้จริง มันจะใช้ได้จริงๆ หรือไม่ ที่สำคัญก็คือ มันจะเกิดประโยชน์กับใครบ้างสำหรับ 3 ตัวละครหลัก คือ เจ้าหนี้ คนทวงหนี้ และลูกหนี้ ??? โดยเฉพาะเกษตรกร หรือโดยเฉพาะชาวนา หรือโดยเฉพาะชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่ที่ต้องกู้ยืมเงินมาลงทุนทำการผลิตทุกๆ ฤดูกาลทำนา/p pจากที่ผมพิจารณาข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจากปี 2539 ถึงปี 2556 พบว่า ตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยของประชากร จ.ชัยนาท มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวเลขปีล่าสุดประชากรมีหนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 264,144 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกันกับตัวเลขหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างงานศึกษาที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่ จ.ชัยนาท เช่นกันครับ/p pก่อนจะไปว่ากันเรื่องหนี้สิน ผมขอเริ่มจากเรื่องรายได้ต่อครัวเรือนก่อนนะครับ ผลการศึกษาพบว่ารายได้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ครอบครัวละ 281,125 บาทต่อปี ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ครอบครัวละ 314,257 บาทต่อปี นี่คือตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย และเมื่อนำตัวเลขรายได้มาลบด้วยตัวเลขรายจ่าย คุณพอนึกภาพออกไหมครับว่าอะไรคือคำตอบ ผมคงไม่ต้องอธิบายต่อว่า หนี้สินที่เพิ่มขึ้นทุกปีนั้น เกิดจากอะไร/p pทีนี้ก็มาถึงเรื่องหนี้สินครับ ตามที่ผมได้บอกไปว่า ตัวเลขหนี้สินของประชากร จ.ชัยนาท กับตัวเลขหนี้สินของกลุ่มตัวอย่างงานศึกษาใกล้เคียงกัน แตกต่างกันไม่มากครับ จากงานศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ณ ปัจจุบัน หนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 237,986 บาทต่อปี ตัวเลขนี้น้อยกว่าตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (264,144 บาทต่อปี) อยู่ 26,158 บาท/p pแต่สิ่งที่ผมพบยังมีมากกว่านั้นครับ ตัวเลขหนี้สินต่อปีของกลุ่มตัวอย่างที่ผมเพิ่งบอกไปนั้น เป็นเพียงตัวเลขเงินต้น ซึ่งหมายถึงเฉพาะตัวเลขของเงินที่กู้ยืมมาตั้งแต่ตอนแรก แต่ยังไม่ได้รวมดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมครับ/p pทีนี้ก็มาถึงเรื่องน่าตกใจแถมยังน่าเศร้าใจไม่น้อยที่ว่า เมื่อเอาตัวเลขเงินต้นบวกกับตัวเลขดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมพบว่า ตัวเลขหนี้สินต่อครัวเรือนจาก 237,986 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นมาเป็น 314,863 บาทต่อครัวเรือนต่อปีเลยทีเดียว/p pสถาบันเงินกู้ที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆ เลยก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสถาบันการเงินที่ถือเป็นแหล่งพึ่งพิงสำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเลยทีเดียวครับ กลุ่มตัวอย่างนี้ก็เช่นกัน ยอดเงินที่กู้จาก ธกส. เป็นยอดเงินที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งเงินกู้แหล่งอื่นๆ ประมาณเกือบๆ 1 ใน 3 ครับ/p pมาถึงตรงนี้ คุณลองคิดช่วยผมหน่อยครับว่าหาก พ.ร.บ.ทวงหนี้ ถูกประกาศใช้จริงๆ ตัวละคร 3 ตัว คือ เจ้าหนี้ คนทวงหนี้ และลูกหนี้nbsp; ใครจะได้รับประโยชน์ หรือใครจะเสียประโยชน์ เช่น ในบางมาตราที่ระบุว่า ให้ทวงหนี้ได้ในวันทำการปกติระหว่างเวลา 08.00-20.00 น. และในวันหยุดราชการระหว่างเวลา 08.00-18.00 น หรือใน มาตรา 14 ที่ระบุว่า ผู้ติดตามหนี้ต้องไม่ปฏิบัติหรือมีส่วนร่วมในการปฏิบัติที่เป็นการล่วงละเมิด ข่มขู่ การใช้วาจาที่ทำให้เกิดความเสียหาย การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นการล่วงละเมิด และการคุกคาม หรือใน มาตรา 15 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ติดตามหนี้ ใช้วาจา ข้อมูลหรือข้อความที่เป็นเท็จ หรืออาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่เกี่ยวข้องกับการติดตามทวงถามหนี้ เป็นต้น/p pคุณคิดว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้เจ้าหนี้ยึดถือหรือปฏิบัติตามได้มากน้อยแค่ไหน เจ้าหนี้ที่เคยใช้มาตรการทวงหนี้อันไม่เหมาะสมจะเลิกไปไหม ธ.ก.ส. หรือเจ้าหนี้รายอื่นๆ จะมีวิธีการทวงหนี้กับลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นกว่าเดิมภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไหม ผมอยากถามเลยไปถึงว่า แล้วหากเงินต้นกับดอกเบี้ยพอกพูนจนเกษตรกรยากเกินจะใช้คืนแล้ว จะมีทางออกอย่างไร แต่คงจะออกนอกเรื่องไปไกลเกินครับ ...ไว้ให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เดินหน้าไปอย่างไร มีโอกาสคงได้มาเล่าสู่กันฟัง/p pดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่ : a href="http://www.landactionthai.org"landactionthai.org/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mBVO-NEcKdg" height="1" width="1"/

ชาวบ้าน จ.ชัยภูมิขอความเป็นธรรม หวั่นถูกไล่ออกจากป่า

Tue, 02/09/2014 - 20:24
pตัวแทนชาวบ้านสวนป่าโคกยาวและสวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ ขอความเป็นธรรม หลังมีการปิดประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 64 ในพื้นที่ ย้ำชาวบ้านทำกินก่อนการประกาศพื้นที่ป่า นัดประชุมร่วมหน่วยงานรัฐครั้งที่สอง 5 ก.ย.นี้/p p!--break--!--break--/p p2 ส.ค.2557 เมื่อวานนี้เวลาประมาณ 13.00 น. ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย และกรณีสวนป่าคอนสาร (ชุมชนบ่อแก้ว) ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เดินทางเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ โดยมีตัวแทนภาครัฐเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เลขานุการผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) หัวหน้าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) เจ้าหน้าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรชัยภูมิ/p pสืบเนื่องจากจังหวัดชัยภูมิ ได้มีประกาศจังหวัด เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการปิดประกาศดังกล่าวในพื้นที่พิพาทสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย และสวนป่าคอนสาร (ชุมชนบ่อแก้ว) ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 24 และ 25 สิงหาคม 2557nbsp; ตามลำดับnbsp; โดยสาระสำคัญของประกาศข้างต้น อาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดชัยภูมิ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 ให้ผู้บุกรุกถือครองพื้นที่สวนป่าทั้ง 2 แห่ง ออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพืชผลอาสิน ภายใน 15 วัน และ 30 วัน ตามลำดับ หากพ้นกำหนดเวลา ทางราชการจะเข้าตรวจสอบพื้นที่และดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด/p pต่อมาเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2557 ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ที่มีการติดประกาศ ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อขอเข้าพบและยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดชัยภูมิ (ผบ.กกล.รส.จว.ชย) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาระบุว่า ขอให้ทบทวนพิจารณายกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิที่จะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยมีข้อเรียกร้อง ดังนี้/p p1. ให้ยกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าจังหวัดชัยภูมิ และ 2. ให้พิจารณามาตรการและแนวทางการคุ้มครองสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินของชาวบ้านที่เดือดร้อน เพื่อให้เกิดความปกติสุขในการดำเนินชีวิต จนกว่าจะมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายต่อไป โดยทาง เลขาฯ ผบ.กกล.รส.จว.ชย เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือร้องเรียน พร้อมกับกล่าวว่าจะนัดหมายให้ตัวแทนชาวบ้านผู้เดือดร้อน พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเข้าร่วมประชุมถึงข้อเท็จจริง ในวันนี้ 1 ส.ค.2557/p pนายเด่น คำแหล้ ตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนโคกยาว กล่าวว่า ได้ชี้แจงต่อหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมประชุมว่า โดยส่วนตัวยอมรับว่ามีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เมื่อปี พ.ศ.2516 แต่ทั้งนี้ได้ทำประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนมีการประกาศ โดยได้รับมรดกมาจากพ่อตาแม่ยาย ส่วนในเรื่องคดีความนั้น ได้ผ่านกระบวนการในชั้นศาลมาแล้ว กระทั่งเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2556nbsp; ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3nbsp; ยืนตามศาลชั้นต้น มีคำสั่งจำคุกเขาและภรรยา 4 เดือน ซึ่งคดีความขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา/p pนายเด่น กล่าวต่อว่า แม้ชาวบ้านทั้งสองพื้นที่จะพยายามอธิบายว่า พื้นที่ทั้งสองนั้นได้มีกลไกในการตรวจสอบของคณะกรรมการร่วมจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ รวมทั้งได้มีนโยบายร่วมกับรัฐบาลมาหลายยุค โดยล่าสุดมีข้อตกลงร่วมว่า ในระหว่างการแก้ไขปัญหาสามารถให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำกินได้ แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อ้างแต่ในข้อกฎหมาย โดยในข้อสรุปที่ประชุมนั้น หน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้นัดหมายมาประชุมต่ออีกในวันที่ 5 ก.ย.ที่จะถึงนี้/p pนายเด่น กล่าวถึงการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 ก.ย.นี้ว่า เพื่อให้ผู้เดือดร้อนในกรณีดังกล่าวไปทำตามข้อตกลงเป็นสัญญาทางใจ ให้รีบเก็บผลผลิต รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อ้างแต่กฎหมาย ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะต่อรองหรือร้องหาความชอบธรรมใดใด คนจนกลายเป็นผู้ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความทุกข์ทนทุกวันนี้ ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น เพราะจะไม่มีที่ทำกินที่อยู่อาศัยในไม่กี่วันนี้/p pนายเด่น กล่าวด้วยว่าอยากให้ผู้มีอำนาจลงมาดู เพื่อให้ความช่วยเหลือ และขอความเป็นธรรมว่าชีวิตของคนจนที่เป็นชาวบ้านธรรมดา รับจ้างทำไร่ ไถนา เป็นเกษตรกรที่หาเลี้ยงชีพไปวันๆ ที่ถูกกล่าวบุกรุกถือครองทำประโยชน์ในเขตป่านั้น เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจริงหรือไม่/p pnbsp;/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2014/09/55324" target="_blank"รายงาน: ‘ชุมชนบ่อแก้ว’ คนจนต้องไร้ที่ทำกิน ชะตาฟ้าลิขิต หรือ ชีวิตต้องกำหนดเอง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UJ40uEQEeZo" height="1" width="1"/

จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานีจับขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน 8 ราย

Tue, 02/09/2014 - 16:44
p!--break--!--break--/p p2 ก.ย. 2557 - มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่นายทหารพระธรรมนูญ และสารวัตรทหาร จากจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ค่ายวิภาวดีรังสิต ควบคุมตัวสมาชิกกลุ่ม "ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน" จำนวน 8 ราย ที่เดินเท้าจาก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้า อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดยถูกจับห่างจาก อ.กาญจนดิษฐ์ 14 กม./p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ldTeM1iasjU" height="1" width="1"/

ศูนย์ทนายฯ ออกแถลงการณ์โต้ กรณีทหารละเมิดสิทธิ สั่งห้ามจัดเสวนา

Tue, 02/09/2014 - 16:03
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/otLPH9YVEKw" width="560"/iframe/p pstrong style="color: rgb(255, 140, 0);"พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ถือจดหมายของ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับการ ม.พัน 1 รอ. ให้ตำรวจถือจดหมายขอให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนงดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ที่ FCCT เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3859/15112805451_b2cce4b425_n.jpg" style="width: 320px; height: 186px;" //p pจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารมีจดหมายด่วนถึงศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ที่จะจัดขึ้นเวลา 14.00 น. ทางศูนย์ทนายฯ ได้แจ้งผู้สื่อข่าวว่าจะไปรอรับหนังสืออย่างเป็นทางการที่สถานที่จัดงาน ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่ามีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลอยู่ตั้งแต่งานเริ่ม พร้อมทั้งมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศรอทำข่าวจำนวนมาก/p pกระทั่งเวลา ประมาณ 14.30 น. พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก. สน.ลุมพินี เดินทางมายังห้องประชุมเพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ทนายควาwbrมเพื่อขอความร่วมมืองดจัดงาน โดยหนังสือ ลงชื่อ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่1wbr รักษาพระองค์ จากนั้นภาวิณี ชุมศรี ตัวแทนจากศูนย์ทนายฯ ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการงดจัดงานต่อผู้สื่อข่าว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะหาทางนำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนหลังการรัฐประหารในโอกาสต่อไป/wbr/wbr/p pนอกจากนี้ทางศูนย์ทนายฯ ยังได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยระบุว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งยืนยันข้อเสนอในรายงานดังกล่าวต่อสถานการณ์ปัจจุบันคือ 1.nbsp; ขอให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกโดยยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ 2. ยกเลิกการกักตัว จับกุม ควบคุมบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก 3. ยกเลิกการจำกัด ควบคุม เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบทุกรูปแบบ 4. ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร/p pรายละเอียดแถลงการณ์มีดังนี้/p h3 style="text-align: center;"แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/h3 p style="text-align: center;"เรื่องการข่มขู่คุกคามการทำงานของนักกฎหมายและองค์กรสิทธิมนุษยชน/p p style="text-align: center;"เผยแพร่วันที่ 2 กันยายน 2557/p pตามที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยได้ร่วมจัดเวทีรายงานสิทธิมนุษยชนและเวทีเสวนาความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุงในวันนี้ แต่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557nbsp; ซึ่งเป็นวันก่อนจัดงาน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรร่วมจัดได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ทหารให้ยกเลิกการจัดงานในวันนี้โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติnbsp; และในระหว่างการประสานงานมีการแจ้งว่าหากองค์กรร่วมจัดยังคงยืนยันในการดำเนินกิจกรรมต่อไปอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 ซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตามศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นต่อพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้/p p1.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การจัดงานดังกล่าวเป็นการรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และงานเสวนาความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุงซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในช่วงหลังรัฐประหาร ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง อีกทั้งรายงานที่ศูนย์ทนายความฯได้จัดทำขึ้นมานี้ก็มาจากข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนและคดีความในความรับผิดชอบของศูนย์ทนายความฯและองค์กรภาคี ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามวิชาชีพในฐานะนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอย่างกว้างขวาง การติดตามตรวจสอบสถานการณ์และเผยแพร่ข้อมูลสู่ความรับรู้ของสังคมจึงถือเป็นสิ่งจำเป็น/p p2.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ได้รับการรับรองในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีซึ่งต้องปฏิบัติตาม อีกทั้ง คสช.ได้ให้สัมภาษณ์มาตลอดว่าจะเคารพหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงตามมาตรา 4nbsp; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่ง คสช.ได้จัดทำขึ้นมาก็ได้รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคบรรดาที่ชนชาวไทยได้รับการคุ้มครองประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้ การขอให้ยุติกิจกรรมจึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพดังกล่าว/p p3.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; การที่เจ้าหน้าที่ทหาร “ขอความร่วมมือ” ให้ยุติหรือเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน โดยแจ้งว่าหากยืนยันจะจัดงานทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช.ซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมืองนั้น นอกจากจะเป็นการข่มขู่คุกคามนักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังเป็นการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวในสังคม และลิดรอนสิทธิของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวที่จะได้รับความเป็นธรรมและได้รับการชดเชยเยียวยา ซึ่งขัดต่อภาพลักษณ์ซึ่งคสช.ได้ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิมนุษยชน และยิ่งเป็นการตอกย้ำสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น/p pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงขอประณามพฤติการณ์การคุกคามที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีในฐานะองค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ยังขอยืนยังถึงหน้าที่ของนักกฎหมายในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนำเสนอสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วันหลังรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่องทางอื่นต่อไปเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ต่างๆ จางหายไปโดยผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวไม่ได้รับการค้นหาความจริงและความยุติธรรม เพื่อให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เกิดขึ้นจริง และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงยืนยันข้อเสนอในรายงานดังกล่าวต่อสถานการณ์ปัจจุบันคือ/p p1.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ขอให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกโดยยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ/p p2.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยกเลิกการกักตัว จับกุม ควบคุมบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก/p p3.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยกเลิกการจำกัด ควบคุม เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบทุกรูปแบบ/p p4.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร/p p style="text-align: right;"ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน/p p style="text-align: right;"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/bgXxd7G1cr4" height="1" width="1"/

ฮิวแมนไรท์ วอทช์เรียกร้อง รบ.ไทยยุติการกักขังผู้อพยพเด็กในศูนย์ ตม.

Tue, 02/09/2014 - 15:30
pเปิดตัวรายงาน "สองปีที่ไร้จันทร์" ฮิวแมนไรท์ วอทช์ เผยผู้อพยพเด็กที่ถูกกังขังใน ตม. ได้รับการปฏิบัติเลวร้าย เสี่ยงด้านสุขภาพ-พัฒนาการ-เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เรียกร้อง รบ.ไทยเคารพสิทธิเด็ก เลิกใช้วิธีกักขังเด็กใน ตม. ทันที/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3857/14928998298_b519786b06_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p2 ก.ย. 2557 - ช่วงเช้าวันนี้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT กรุงเทพมหานคร มีการแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน "Two years with no moon: Immigration Detention of Children in Thailand" หรือ "สองปีที่ไร้จันทร์ การกักตัวเด็กในสถานกักกันตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทย"/p pทั้งนี้การแถลงข่าวเปิดตัวรายงานในช่วงเช้าของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามการแถลงข่าว อย่างที่เกิดขึ้นกับการแถลงข่าวและเผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชนหัวข้อ "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ของศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย a href="http://prachatai.org/journal/2014/09/55331"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pโดยรายงาน 67 หน้าฉบับนี้ เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่เด็กนับพันคนถูกกักขังในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยรายงานซึ่งมีการสัมภาษณ์เด็กย้ายถิ่น 41 ราย ผู้ใหญ่ 64 ราย ที่ถูกกักขังหรือได้รับผลกระทบจากการได้รับการปฏิบัติจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ ตม. รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำชุมชนอพยพและนักกฎหมาย ระบุว่า การกักตัวเด็กในสถานกักกันตัวคนต่างด้าวในประเทศไทยเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เกิดความเสี่ยงต่อทั้งสุขภาพและสุขภาวะและเป็นอันตรายต่อการพัฒนาการของเด็กอย่างไร รัฐบาลไทยควรยุติการกักขังเด็กโดยใช้เหตุผลด้านการเข้าเมือง ฮิวแมนไรท์ วอทช์กล่าว/p pทั้งนี้ อลิซ ฟาร์เมอร์ นักวิจัยด้านสิทธิเด็กของฮิวแมนไรท์ วอทช์ และเป็นผู้เขียนรายงานดังกล่าว ได้แถลงว่า เรียกร้องให้รัฐบาลไทย "เลิกมาตรการกักตัวเด็กในสถานกักตัวของ ตม. ควรมีทางเลือกในการดูแลเด็ก และเด็กควรมีทางเลือกมากกว่านี้ เช่น ได้รับการประกันตัว"/p p"เด็กย้ายถิ่นที่ถูกกักขังในประเทศไทยต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างไม่ควรเกิดขึ้น อยู่ในที่กักขังที่แออัดและสกปรก ขาดอาหารตามหลักโภชนาการ การศึกษา และสถานที่เพื่อการออกกำลังกายที่เพียงพอ"/p pฟาร์เมอร์อธิบายด้วยว่า การกักขังเด็กที่อพยพมากับผู้ใหญ่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเด็กไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาไม่ได้เป็นผู้เลือกว่าจะต้องลี้ภัยหรือไม่ เด็กจำนวนมากได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างร้ายแรงระหว่างที่อยู่ในที่กักขัง/p pทั้งนี้ในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ระบุว่าผู้ย้ายถิ่นมักถูกกักขังอย่างไม่มีกำหนด และขาดกลไกที่พึ่งพาได้เพื่ออุทธรณ์เมื่อถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ การกักขังอย่างไม่มีกำหนดและปราศจากช่องทางในการร้องขอให้มีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมคือการกักขังตามอำเภอใจซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ/p pจากข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า มีเด็กย้ายถิ่นราว 3.75 แสนคนในประเทศ จำนวนมากเป็นบุตรแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เด็กที่เป็นผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงในกลุ่มผู้ลี้ภัยเด็กในประเทศไทยนั้นมีเด็กจากพม่ามากที่สุด โดยจำนวนมากลี้ภัยมาพร้อมกับครอบครัว เพื่อหลบหนีการโจมตีของกองทัพพม่าในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังอพยพเนื่องจากการกระทำรุนแรงต่อชาวมุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่ นอกจากนี้ยังมีผู้ลี้ภัยเด็กจากพื้นที่อื่นเช่น ปากีสถาน ศรีลังกา โซมาเลีย ซีเรีย และอื่นๆ/p pในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยว่า ผู้ย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา และลาวมีแนวโน้มที่จะถูกควบคุมตัวไว้ในสถานกักกันตัวเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์หลังถูกจับกุมและจะส่งไปที่ชายแดนเพื่อส่งกลับหรือปล่อยตัว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ลี้ภัยจากประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทย ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการถูกกักขังกับลูกอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอคอยเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีเพื่อโอกาสอันน้อยนิดในการไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม หรือจ่ายค่าเดินทางกลับประเทศตนพร้อมด้วยความหวาดกลัวต่อการถูกดำเนินคดี คนเหล่านั้นถูกกักขังอย่างไม่มีกำหนดในสถานที่กักขังของ ตม./p pรายงานระบุด้วยว่า พ่อแม่ของผู้อพยพเด็กซึ่งอยู่รวมกันในสถานที่กักขังของ ตม. ต้องจ่ายค่าอาหารเสริมที่ลักลอบนำเข้ามาในราคาสูงเพื่อให้ลูกได้รับอาหารตามความจำเป็นด้านโภชนาการ ยิ่งกว่านั้นสภาพกักกันตัวคนต่างด้าวยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กโดยเป็นการตอกย้ำความบอบช้ำทางจิตใจที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้และทำให้เกิดความหดหู่และความวิตกกังวลตลอดไป การที่เจ้าหน้าที่ ตม. ไม่สามารถจัดหาอาหารตามหลักโภชนาการและโอกาสในการออกกำลังกายและสถานที่เล่นของเด็กได้อย่างเพียงพอ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเคยให้สัตยาบัน/p pฟาร์เมอร์กล่าวด้วยว่า ผู้ลี้ภัยในเมืองอาศัยอยู่ในกรุงเทพขณะนี้ได้เพิ่มจำนวนจากเดิม 4 พันคนเป็น 8 ถึง 9 พันคน โดยปัจจุบันมีผู้อพยพเพิ่มขึ้นได้แก่ ชาวซีเรีย ชาวปาเลสไตน์จากซีเรีย และชาวคริสต์จากปากีสถาน ฯลฯ/p pผู้รายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ศูนย์ควบคุมตัวของ ตม. ในหลายจังหวัดเช่น ระนอง เชียงใหม่ แม่สอด และกรุงเทพ พบว่าการควบคุมตัวยังห่างไกลจากมาตรฐานสากล ผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในที่แออัด ไม่มีแม้แต่พื้นที่จะนอนในศูนย์ควบคุมตัวของ ตม. ผู้ถูกควบคุมตัวถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย การขาดโอกาสในการศึกษา รวมทั้งขาดแคลนการได้รับการบริการทางสุขภาพ/p p"การที่เจ้าหน้าที่ ตม. ไม่จัดการให้เด็กย้ายถิ่นหรือเด็กผู้แสวงที่พักพิงได้รับการศึกษาอย่างพอเพียง ถือว่าเป็นการทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาการทางสังคมและสติปัญญา อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ระบุว่าเด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของสัญชาติหรือสถานภาพการเข้าเมือง"/p p"ความเห็นของดิฉันก็คือ เด็กไม่ควรอยู่ในที่ควบคุมตัว เหมือนกับกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยควรมีทางเลือกอื่นแทนการกักขังในสถานที่ควบคุมตัว" ฟาร์เมอร์กล่าว/p pทั้งนี้ในรายงานของฮิวแมนไรท์ วอทช์ เสนอให้ประเทศไทยใช้ทางเลือกอื่นแทนการกักขังโดยทันทีซึ่งมีการใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลในประเทศอื่นๆ เช่น ศูนย์แรกรับแบบเปิดและโครงการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขซึ่งโครงการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการกังขัง เคารพต่อสิทธิเด็ก และคุ้มครองอนาคตของเด็ก/p p"ทั้งนี้ประเทศไทยต้องมีมาตรการที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ครอบครัวของผู้อพยพจะได้อยู่ด้วยกัน และผู้อพยพเด็กได้อยู่ในสถานที่ซึ่งเหมาะสม ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ" ฟาร์เมอร์กล่าวเพิ่มเติมระหว่างแถลงข่าว/p pส่วนปฏิกิริยาจากทางการไทยนั้น ในรายงานฉบับดังกล่าวของฮิวแมนไรท์ วอทช์ ตีพิมพ์จดหมายจากกระทรวงการต่างประเทศความยาว 7 หน้า โดยปฏิเสธว่าการกักตัวผู้ย้ายถิ่นมิได้เป็นการกระทำตามอำเภอใจ พร้อมแถลงว่าการกักขังเด็กย้ายถิ่นจำนวนน้อยในประเทศไทย ไม่ได้เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาล หากแต่เป็นความต้องการของผู้เป็นบิดามารดาและเด็ก หรือการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว และความยากลำบากในการดำเนินงาน/p p"นโยบายการกักตัวคนเข้าเมืองของประเทศไทย ทำให้คำกล่าวอ้างเรื่องการให้ความคุ้มครองเด็กของรัฐบาลหมดความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงโดยไม่สมควร" ฟาร์เมอร์กล่าว "เรื่องที่น่าเศร้าคือเป็นที่รู้กันมานานนับปีว่าสถานที่กักขังเหล่านี้มีสภาพย่ำแย่และต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างมาก แต่รัฐบาลไทยมีการดำเนินงานเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้"/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AJXIi0zxVWE" height="1" width="1"/

ทหารสั่งงดจัดแถลงข่าวสถานการณ์สิทธิ ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’

Tue, 02/09/2014 - 13:33
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="//www.youtube.com/embed/otLPH9YVEKw" width="560"/iframe/p pspan style="color:#ff8c00;"strongพ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี ถือจดหมายของ พ.ท.ภาสกร กุลรวิวรรณ ผู้บังคับการ ม.พัน 1 รอ. ให้ตำรวจถือจดหมายขอให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนงดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา "ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง" ที่ FCCT เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2557/strong/span/p p2 ก.ย. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ท.ภาสกร กุลรวีวรรณ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ได้ทำจดหมายแจ้งขอความร่วมมือให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน งดจัดกิจกรรมแถลงข่าวและเสวนา “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นในวันนี้ เวลา 14.00 น.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหากมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในห้วงที่ผ่านมา หรือข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนในห้วงต่อไปให้ดำเนินการผ่านศูนย์ดำรงธรรม (สายด่วน 1567)/p pผู้สื่อรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้จัดงานได้อีเมล์แจ้งสื่อมวลชนว่าได้รับจดหมายดังกล่าวในวันนี้เวลา 11.39 น. ผ่านทางโทรสาร อย่างไรก็ตาม ทางคณะผู้จัดงานจะคงไปยัง FCCT เพื่อรอรับเอกสาร (ตัวจริง) กับทางตัวแทน คสช. ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไปnbsp;/p pเวลา 12.30 น. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 10 นายเข้าดูแลพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารจัดงาน/p pทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดโดยศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5561/15111979251_f01b28f8a9_z.jpg" style="width: 481px; height: 600px;" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LXnki30nbc0" height="1" width="1"/

ตำรวจฮ่องกงใช้สเปรย์พริกไทยสลายชุมนุมกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย

Tue, 02/09/2014 - 02:20
pฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงชุมนุมต่อต้านและเข้าไปตะโกนไล่ขณะที่ผู้มีตำแหน่งจากทางการจีนกำลังปราศรัย เนื่องจากไม่พอใจที่ทางการจีนยังไม่ให้ 'ประชาธิปไตยเต็มใบ' จนตำรวจพยายามสลายการชุมนุมด้วยสเปรย์พริกไทย/p p!--break--!--break--/ppbr /1 ก.ย. 2557 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในฮ่องกงใช้สเปรย์พริกไทยสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมบุกฝ่าจุดตรวจเข้าไปในสถานที่ปราศรัยของเจ้าหน้าที่ทางการจีนหลังมีการประกาศว่าทางการจีนจะไม่ให้เขตบริหารพิเศษฮ่องกงซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมอังกฤษได้รับประชาธิปไตยอย่างเต็มที่br /br /ขณะเกิดเหตุ หลี่เฟย รองเลขาธิการสภาประชาชนจีนกำลังปราศรัยอยู่นอกตัวอาคาร แต่กลุ่มผู้ประท้วงและ ส.ส. ฮ่องกง ตะโกนรบกวนการพูดปราศรัยจนต้องมีการระงับการปราศรัยชั่วคราว หนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงคือเหลียงกวอกฮุง ส.ส. ผู้ต่อต้านทางการจีน ผู้ตะโกนเรียกร้องให้ผู้ปราศรัยลงจากแท่นพร้อมทั้งชูมือขึ้นกลางอากาศbr /br /จากนั้นจึงมีผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบกับเหลียงเหลียงกวอกฮุง มีผู้ชุมนุมคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกางป้ายผ้าที่หน้าแท่นปราศรัยของหลี่เฟยพร้อมกับตะโกนว่าต่อว่ารัฐบาลกลางของจีนว่า "รัฐบาลกลางผิดคำสัญญา ช่างน่าละอาย"br /br /ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) ทางการจีนปฏิเสธข้อเรียกร้องของผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงซึ่งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ได้อย่างเสรี ทำให้ผู้คนในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงจำนวนมากไม่พอใจbr /br /แม้ว่าสภาประชาชนแห่งชาติจีนจะอนุญาตให้ฮ่องกงเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ได้ในปี 2560 ที่จะถึงนี้ แต่ก็ยืนยันว่าทางการจีนจะเป็นผู้สรรหาผู้สมัครชิงตำแหน่งเอง หลังจากการประกาศนี้ กลุ่มนักกิจกรรมก็แสดงความไม่พอใจและพากันประกาศว่าจะเกิดยุคสมัยของ "อารยะขัดขืน" เกิดขึ้นโดยวางแผนจะไปปักหลักประท้วงตามย่านการค้านานาชาติbr /br /อย่างไรก็ตาม ร็อบ แม็กไบร์ด นักข่าวอัลจาซีรารายงานจากในฮ่องกงว่า มีฝ่ายผู้ชุมนุมสนับสนุนทางการจีนพากันชุมนุมภายในเมืองซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่ง กลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนทางการจีนต้องการให้ฮ่องกงยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีนและไม่อยากให้สร้างความโกรธเคืองต่อรัฐบาลกลางbr /br /ในการปราศรัย หลี่เฟยซึ่งพูดด้วยภาษาจีนกลางในเมืองที่คนส่วนใหญ่พูดภาษาจีนกวางตุ้งกล่าวว่าทางการจีนจะไม่ทนต่อผู้นำที่ไม่จงรักภักดีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ และบอกว่าจะไม่เลือกคนเหล่านี้เป็นผู้สมัครเลือกตั้งbr /br /"ผู้ที่ต้องการให้ฮ่องกงมีผู้แทนทางการเมืองอย่างอิสระ หรือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบสังคมนิยมในประเทศนี้จะไม่มีอนาคตทางการเมือง" หลี่เฟยกล่าวbr /br /ก่อนหน้าการปราศรัยมีนักศึกษาจำนวนมากไปประท้วงที่หน้าโรงแรมที่หลี่เฟยอาศัยอยู่ ทำให้เขาซึ่งเพิ่งเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังฮ่องกงต้องฝ่าฝูงชนเข้าไปbr /br /หลังจากที่ทางการจีนได้รับคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษในปี 2540 ฮ่องกงยังคงมีเสรีภาพอยู่บางส่วน เช่น สิทธิในการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในจีนแผ่นดินใหญ่br /br /br /strongเรียบเรียงจาก/strongbr /br /Hong Kong police disperse pro-democracy group, Aljazeera, 01-09-2014br /a href="http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2014/09/hong-kong-police-disperse-pro-democracy-group-20149142031693583.html"http://www.aljazeera.com/news/asia-pacific/2014/09/hong-kong-police-disperse-pro-democracy-group-20149142031693583.html/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/K9BfQYGxVeQ" height="1" width="1"/

อานันท์ขายไทยออยล์โปร่งใส ?

Mon, 01/09/2014 - 23:22
!--break--!--break-- pnbsp;/p pกรณีหนึ่งที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความโปร่งใสของตน ก็คือการขายโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์nbsp; เรามาลองตรวจสอบย้อนหลังกันดูว่ารัฐบาลของนายอานันท์ โปร่งใสจริงหรือไม่ nbsp;ตั้งแต่ในประเด็นการรีบร้อนขาย การเลือกบริษัทประเมินราคา ราคาที่ขายเหมาะสมหรือไม่ และอื่นๆnbsp; ทั้งนี้ผู้เขียนได้นำข่าวคราวเกี่ยวกับไทยออยล์ในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา มาวิเคราะห์ประกอบ/p h3span style="color:#0000ff;"ทำไมจึงรีบร้อนขาย /spannbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/h3 pประเด็นแรกที่มีผู้ตั้งคำถามมากที่สุดก็คือ ทำไมจึงรีบร้อนขาย ทำไมไม่รอรัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยถือเป็นการขายที่ "ฉุกละหุก" คือมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขายในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2535 (ปกติจะประชุมทุกวันอังคาร) แล้วในวันรุ่งขึ้น (ศุกร์ที่ 11 กันยายน 2535) ก็ทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อย [1] nbsp;ทั้งนี้ก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ 13 กันยายน เพียง 2 วันเท่านั้น "โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดอันถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากทนายแผ่นดิน" [2]nbsp; นี่จึงเป็นที่มาของคำครหา/p pสำหรับคำชี้แจงของนายอานันท์ก็คือ "ถ้าเผื่อว่าจะสงสัย มันก็สงสัยกันได้ทุกอย่างล่ะครับ...คือผมอยากเรียนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจระบบวิธีการบริหารราชการแผ่นดินกันหรือไม่ อาจจะเป็นเพราะความเคยชินในอดีตหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมรับประกันได้ว่า ในขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี . . . ผมนี่เป็นคนที่ไม่ใช้อำนาจเด็ดขาด ในเรื่องของการบริหารงาน ผมจะฟังเสียงทุกคน. . ." [3]nbsp; คำชี้แจงที่มีผู้ถามว่าทำไมต้องขายนี้ ดูจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควร/p h3span style="color:#0000ff;"วิธีการคัดเลือกบริษัทประเมิน/span/h3 pในการคัดเลือกบริษัทประเมินนั้น "ให้กระทรวงอุตสาหกรรมคัด 1 ราย ไทยออยล์คัด 1 ราย และให้บริษัททั้งสองร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศอย่างละ 1 ราย" [4] nbsp;ประเด็นที่พึงพิจารณาก็คือ/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 1. บริษัทที่ทำประเมิน ไม่ใช่บริษัทวิชาชีพประเมิน เป็นสถาบันการเงินหรือหน่วยงานอื่น ซึ่งคงไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เป็นของตนเอง อาจไปว่าจ้างบริษัทประเมินจริง ๆ มาทำการประเมินให้ในนามหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 2. บริษัทประเมินค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโรงกลั่นในอังกฤษและสหรัฐอเมริกามีมากมาย แต่กลับไม่จ้าง อาจเป็นเพราะทางราชการไม่รู้จักวิชาชีพนี้ จึงจ้างสถาบันการเงินที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพนี้โดยตรงมาดำเนินการแทน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 3. ยิ่งกว่านั้นการว่าจ้างบริษัทภัทรธนกิจซึ่งเป็นบริษัทในเครือกสิกรไทย และเกี่ยวพันกับนายเกษม จาติกวณิช [5] จึงไม่เป็นการสมควร แม้ราคาที่ประเมินได้จากบริษัทนี้จะสูง แต่ราคาจริงโดยบริษัทวิชาชีพประเมิน ก็ยังอาจสูงกว่านี้ก็เป็นได้nbsp; และยังไม่ใช่บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน/p h3span style="color:#0000ff;"ราคาที่ประเมินเหมาะสมหรือไม่ /span/h3 pราคาที่ประเมินได้เฉพาะตัวโรงกลั่นคือ 200, 196, 140 และ 106 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ คณะกรรมการได้แล้วเอาสูงสุดและต่ำสุดออก เฉลี่ยได้ 168 ล้านเหรียญสหรัฐ วิธีการนี้ไม่เหมาะสมกับความเป็นจริง/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 1. ในการพิจารณารายงานประเมินค่าทรัพย์สิน ไม่ใช่พิจารณาแต่เฉพาะตัวเลขที่ประเมินได้nbsp; ความจริงควรดูที่มาที่ไปว่าเขาคำนวณอย่างไร มีอะไรน่าเชื่อถือหรือไม่ ให้มีการตอบคำถามและประชุมร่วมกันทุกฝ่าย [6]/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 2. ในแง่หนึ่งถ้าพิจารณาจากตัวเลขที่ปรากฏnbsp; จะเห็นได้เบื้องต้นว่าราคาที่ประเมินได้ใกล้เคียงกัน 2 บริษัทคือ 196 และ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีความเป็นไปได้ที่เป็นราคาที่แท้จริงที่น่าจะเกาะอยู่ในกลุ่มนี้มากกว่าตัวเลขที่แตกต่างออกไปที่ 140 และ 106 ล้านบาทnbsp; ดังนั้นมูลค่าที่ประเมินได้น่าจะเป็น 198 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 168 ล้านเหรียญสหรัฐหรือต่างกันถึง 30 ล้านเหรียญหรือ 758 ล้านบาท/p pอย่างไรก็ตามนายอานันท์กลับสรุปเรื่องราคาประเมินว่า "ผลการประเมินราคาก็ต่ำ เราก็บอกว่าเราไม่ใช้ราคานั้นแล้ว เรามาได้ราคาหนึ่ง ซึ่งมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์คือ 8 พันกว่าล้านบาท" [3] nbsp;กรณีนี้เป็นการบิดเบือนหรือไม่ ราคาที่ประเมินได้คือราคาตัวโรงกลั่น ส่วนราคาที่สูงกว่านั้นรวมค่าเช่าที่ดินและหลังจากหักค่าเสื่อม และราคาที่ซื้อจริงไม่ได้มากกว่าเกิน 100% ตามที่นายอานันท์อ้างแต่อย่างใด/p h3span style="color:#0000ff;"ราคาที่ซื้อขายกันเหมาะสมหรือไม่/span/h3 pราคาที่มีการซื้อขายกันสุดท้ายตีไว้ 348.64 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 8,803.16 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าเช่าที่ดินโรงกลั่นตามสัญญาและค่าตัวโรงกลั่นที่ 1 และ 2 รวมทั้งส่วนควบอื่นๆnbsp; ราคานี้มีข้อน่าสงสัยคือ/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 1. ถ้านายวัฒนา อัศวเหมซึ่งในขณะนั้นเสนอซื้อ 15,000 ล้านบาท จะได้แต่เครื่องและให้ย้ายออกในเวลา 6 เดือน [5] ทั้งที่ๆ ไทยออยล์ซื้อ รวมค่าเช่าที่ดินและส่วนควบอื่น nbsp;การตอบโต้ของนายเกษมเช่นนี้แสดงถึงการมีเลศนัย ไม่โปร่งใสหรือไม่/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 2. ถ้านิติบุคคลอื่นเสนอซื้อที่ 15,000 ล้านบาท จะได้เฉพาะตัวโรงงานแล้วให้รื้อไป ใช้ท่าเรือก็ไม่ได้ แสดงว่าการที่อยู่ติดตรึงกับไทยออยล์ มีมูลค่ามากกว่านี้ใช่หรือไม่ [7] [8]/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; 3. ในการหักค่าเสื่อมอาคารจนเป็นมูลค่าซากนั้น เป็นการหักโดยไม่คำนึงถึงอายุขัยทางเศรษฐกิจซึ่งน่าจะสูงล้ำกว่าอายุขัยทางกายภาพหรือไม่ อาคารโรงกลั่น ซึ่งได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีเพื่อให้ใช้งานได้ น่าจะมีอายุขัยในการใช้งานนานกว่าและมีมูลค่ามากกว่าที่คาดไว้หรือไม่/p pจะเห็นได้ว่าไทยออยล์ได้ประโยชน์เพิ่มเติมหลังจากการซื้อโรงกลั่น ถือเป็น Goodwill ตามรายงานของไทยออยล์เองก็กล่าวว่า "ภายหลังจากการขยายกิจการโรงกลั่นน้ำมันครั้งที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยในปี 2536 โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ กลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันเดี่ยว (Single-Site) ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ด้วยกำลังการกลั่นน้ำมันดิบถึง 190,000 บาร์เรลต่อวัน" [9] เป็นการเพิ่มมูลค่าขึ้นซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีส่วนได้ด้วย/p h3span style="color:#0000ff;"ที่ดินที่เช่าจากกรมธนารักษ์ ซุกหรือไม่/span/h3 pตามข่าวที่รวบรวมไว้ มีผู้ถามว่าในเมื่อสัญญาเช่าที่ดินโรงกลั่นจะหมดลงในอีก 8 ปีข้างหน้า ทำไมรัฐบาลไม่จัดประมูลใหม่nbsp; ทำไม่ไม่ขายให้คนอื่นมาดำเนินการnbsp; ทำไมรัฐบาลโดย ปตท และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ทำไมให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมาบริหารไทยออยล์ [10] ข้อนี้อาจยังข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสต่อสังคมอยู่พอสมควร/p pแต่ประเด็นหลักที่น่าสนใจก็คือ การที่กรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดินแก่ไทยออยล์อีก 30 ปีนับแต่นั้นและจะหมดอายุในปี 2565 มีค่าเช่าเท่าไหร่ไม่เป็นที่เปิดเผยnbsp; มีใครไปประเมินค่าทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมเป็นที่ยอมรับและเปิดเผยต่อสังคมหรือไม่nbsp; ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเช่าระยะยาว และเป็นที่ตั้งโรงกลั่นสำคัญซึ่งมีมูลค่าสูง ไม่ใช่การเช่าที่ราชพัสดุสำหรับการทำนา ทำสวนnbsp; มูลค่าที่เช่านี้น่าจะสูงมาก แต่ไม่ได้อยู่ในจำนวนเงิน 8,803.16 ล้านบาทที่ขายโรงกลั่นไปnbsp; นี่อาจถือเป็นประเด็นสำคัญของความไม่โปร่งใสของนายอานันท์หรือไม่/p pนอกจากนั้นยังมีข้อพึงพิจารณาว่า จริงหรือไม่ที่รัฐบาลอานันท์เอื้อประโยชน์ให้กับไทยออยล์ โดยนายอานันท์สั่งให้กระทรวงคมนาคมลดอาณาเขตน่านน้ำท่าเรือแหลมฉะบังลงจาก 80 ตารางกิโลเมตรเหลือ 40 ตารางกิโลเมตรทำให้ท่าเรือไทยออย์ไม่ต้องจ่ายค่าผ่านให้กรมเจ้าท่า [7] เป็นการลดรายจ่ายให้กับไทยออยล์nbsp; หรือกรณีที่ทำไมไทยออยล์จึงตระเตรียมเงินซื้อเกือบหมื่นล้านบาทได้ทันที ทั้งนี้ไทยออยล์อ้างว่าเป็นเงินสำรองไว้เพื่อซื้อน้ำมันและเพื่อลงทุนในหน่วยกลั่นที่ 4 ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้คงพิสูจน์ได้ยาก [11]/p h3span style="color:#0000ff;"บทสรุปของความโปร่งใสหรือขมุกขมัว?/span/h3 pข้อน่าสังเกตหนึ่งก็คือรัฐมนตรีของนายอานันท์ปกป้องไทยออยล์หรือไม่nbsp; เช่น นายวีระ สุสังกรกาญจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรมที่ได้ชื่อว่ามีประวัติซื่อสัตย์คนหนึ่งกล่าวว่า โรงกลั่นนี้ไม่ใช่ของรัฐ แต่ไทยออยล์สร้างแต่ให้รัฐเมื่อครบสัญญาโดยรัฐไม่ต้องเสียอะไรเลย [4]nbsp; การกล่าวเช่นนี้อาจดูคล้ายถูกต้องแต่ผิดถนัด เพราะตามกฎหมาย บรรดาอาคารทั้งหลายที่ก่อสร้างบนที่ดินเช่าระยะยาว ย่อมต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า (เว้นแต่จะมีการทำสัญญาเป็นอื่น)nbsp; ท่านรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์กลับมองว่าเป็นทรัพย์สินของไทยออยล์nbsp;/p pส่วนนายเกษมชี้แจงเรื่องความโปร่งใสว่า "คนที่คิดว่าไม่โปร่งใสก็คงจะเป็นการดูถูกการทำงานของ 2 ปลัดกระทรวงกับ 5 รัฐมนตรีเป็นแน่" [11] ถือเป็นการชี้แจงที่ดู "กำปั้นทุบดิน" ไม่เป็นเหตุเป็นผลเท่าที่ควรnbsp; เป็นการอ้างตัวบุคคลมาเฉย ๆ เข้าทำนอง "อมพระมาพูด" หรือไม่ nbsp;ยิ่งกว่านั้นนายเกษมยังกล่าวว่า "วันเซ็นสัญญาก็ออกข่าวไปทั่วประเทศ ไม่มีอะไรปกปิด แล้วจะว่าดำเนินการไม่โปร่งใสอย่างไร" [12]nbsp; ซึ่งการออกข่าวไม่ได้แสดงถึงความโปร่งใสแต่อย่างใด/p pเรื่องนี้ผ่านไป 22 ปีแล้ว แต่ยังมีผู้กังขาอยู่nbsp; ผู้เขียนจึงได้รวบรวมหลักฐานจากข่าวคราวเหล่านี้มานำเสนอnbsp; ส่วนจะมีข้อสรุปเป็นอย่างไรคงต้องมีหลักฐานที่แน่ชัดมากกว่าข่าวที่ปรากฏ และคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนnbsp; เพียงแต่ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้ถึงความไม่สมเหตุสมผลบางประการเท่านั้น/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongอ้างอิง/strong/span/p p[1]nbsp;nbsp; สภายันกัดไม่ปล่อย ขายไทยออยล์ฉาว วัฒนาท้ารับซื้อเอง/ย้ำการซื้อขายมีพิรุธเหมือนฮั้ว สยามรัฐ 9 ก.พ.36 น.3./p p[2]nbsp;nbsp; แฉขายไทยออยล์กลิ่นฉึ่ง มวลชน-ชาติไทยตามเช็ดรัฐบาลอานันท์/เป้าถล่ม'สิปปนนท์' สยามรัฐ 3 ธ.ค.35 น.3./p p[3]nbsp;nbsp; อานันท์ ปันยารชุน เคลียร์ข้อกล่าวหา'ไม่โปร่งใส'กรณีขายโรงกลั่นอื้อฉาว 8,500 ล้าน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 39,47 (25 เม.ย.-1 พ.ค.36) 10-11./p p[4]nbsp;nbsp; พลิกแฟ้ม'โรงกลั่นไทยออยล์' นักการเมืองไร้กึ๋น ฤาอานันท์ไม่โปร่งใส ประชาชาติธุรกิจ 18-20 ก.พ.36 น.12./p p[5]nbsp;nbsp; เกทัพวัฒนาซื้อไทยออยล์ 1.5 หมื่นล้าน ได้แต่เครื่อง ฐานเศรษฐกิจ 11-13 ก.พ.36 น.1./p p[6]nbsp;nbsp; กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล. รายงานประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ อย่าดูเพียงบันทัดสุดท้าย. www.thaiappraisal.org/thai/standard/standard04.htm/p p[7]nbsp;nbsp; 'ซูเปอร์เค'รับคำท้าทายฝ่ายค้าน พร้อมขายโรงกลั่นไทยออยล์ 1.5 หมื่นล./แถมกลั่นน้ำมันให้อีก 6 เดือน สยามรัฐ 10 ก.พ.36 น.3./p p[8]nbsp;nbsp; วัฒนาเร่งเครื่องไม่แตะเบรก กลับคำไทยออยล์เน่าไม่ซื้อ สยามรัฐ 11 ก.พ.36 น.16./p p[9]nbsp;nbsp; ส่วนที่ 4 การรับรองความถูกต้องของข้อมูล capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/datafile/56/20080799T05.DOC/p p[10] วัฒนายันเอาจริงซื้อไทยออยล์ 1.5 หมื่นล้าน สยามรัฐ 10 มี.ค.36 น.2./p p[11] ไทยออยล์ขายโรงกลั่น ใครเงินหนายินดีขาย สยามรัฐ 6 ก.พ.36 น.7./p p[12] 'ซูเปอร์เค'-ไขปริศนาเรื่องวุ่น ๆ ทำไมต้องซื้อ-ขายโรงกลั่น? ประชาชาติธุรกิจ 7-10 ก.พ.36 น.35./p p[13] ปตท.ติงหนี้'ไทยออยล์'อุปสรรคหลักแผนจ้างกลั่น ผู้จัดการรายวัน 26 ก.พ.42 น.5./p p[14] เกษม จาติกวณิช นำไทยออยล์สู้ศึกโรงกลั่นเสรี ธุรกิจก้าวหน้า 6,69 (เม.ย.37) 86-92./p p[15] เบื้องลึกวิวาทะ'เกษม-วัฒนา' ประชาชาติธุรกิจ 18-20 ก.พ.36 น.12./p p[16] เลหลังโรงกลั่นไทยออยล์ ใคร? ได้ประโยชน์ ฐานเศรษฐกิจ 11-13 ก.พ.36 น.22./p p[17] อวสาน ซูเปอร์เค? ผู้จัดการรายสัปดาห์ 15-21 ก.พ.36 น.1./p p[18] ไทยออยล์: ตำนานน้ำมันไทยที่ควรจดจำ http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1457/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0-nLOBVmhEo" height="1" width="1"/

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

Mon, 01/09/2014 - 23:04
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2014/09/55326" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/pra_4.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"ผมไม่ลาออกครับ เพราะผมเป็นข้าราชการประจำ"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" 1 ก.ย.57 ปลัดสำนักนายกฯ ตอบคำถามว่าจะลาออกหรือไม่ หลังควบตำแหน่ง รมต.สำนักนายกฯ อีก /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZdZo5D32zXU" height="1" width="1"/