ประชาไท

Syndicate content
Updated: 11 min 34 sec ago

ผอ.ส.วัฒนธรรมศึกษา โยนโจทย์กลางวงถก 'E-Sport' เด็กไทยเป็นตัวอะไรถึงเล่นไม่ได้

1 hour 59 min ago
pวงถก 'E-Sports เกม กีฬา ธุรกิจ และเด็กไทย' นพ.ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต ชู มาตรการ '3 ต้อง 3 ไม่'nbsp;ลดการใช้สื่อทางลบ ผุดแนวการเติบโตและการป้องกันผลทางลบnbsp;ปธ. E-Sports จุฬาฯ ยัน สามารถสร้างสรรค์ได้ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษาถามเด็กไทยเป็นตัวอะไรถึงเล่นไม่ได้nbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/364/32895792672_ce1b9a9dcf.jpg" //p pเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมาnbsp;กรมกิจการเด็กและเยาวชน nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดเสวนา “E-Sports เกม กีฬา ธุรกิจ และเด็กไทย” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดที่หลากหลายจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และปัญหาเด็กติดเกม รวมถึง e-sport เหมาะสมกับเด็กไทยหรือไม่ พร้อมทั้งแนวทาง ลดการใช้สื่อทางลบ 3 ต้อง 3 ไม่ โดยผู้สื่อข่าวได้เรียบเรียงจากnbsp;a href="https://thematter.co/rave/esport/18770"THE MATTER/a a href="http://www.tnamcot.com/content/659583"สำนักข่าวไทย/a และวิดีโอคลิปจากเพจnbsp;a href="https://www.facebook.com/quoteV2/videos/1047808765321029/"วิวาทะ V2/a บางส่วนดังนี้/p pยงยุทธ์nbsp; วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สังคมไทยมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดูเด็กกับเกมส์ออนไลน์มาเยอะมาก ซึ่งพวกนี้ล้วนมีผลต่อการพัฒนาการของเด็กทั้งสิ้น เช่นเด็กช่วงประถมวัยส่งผลให้สมาธิสั้นลง การเรียนรู้เสีย การสังคมเสียต่อไปอีกด้วย ขึ้นมาขั้นเยาวชนก็อาจจะเสียสุขภาพ ติดความรุนแรง สำริดผลทางด้านการเรียน ส่งผลไปยังเรื่องเพศ ค่านิยมทางการบริโภค การล่อลวง ฉะนั้นปัญหาของการใช้ออนไลน์มีมากอยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ จะให้อย่างไรเพื่อยกระดับครอบครัวหรอสังคมไทยให้ใช้อินเตอร์เน็ตไปในทางที่เหมาะสม ควรจะใช้หลักการเรียนรู้เพื่อสร้างผลิตภาพ/p h3span style="color:#0000cd;"3 ต้อง 3 ไม่/span/h3 pยงยุทธ กล่าวต่อว่าเด็กและเยาวชนควรปฏิบัติตามหลักการ '3 ต้อง 3 ไม่' โดย 3 ต้องประกอบด้วย ต้องตกลงเวลา ต้องกำหนดโปรแกรม ต้องเล่นกับลูกnbsp;ส่วนnbsp;3 ไม่ ประกอบด้วย ไม่เล่นก่อนนอน ไม่เล่นในเวลาครอบครัว ไม่เป็นตัวอย่างที่ผิด/p p“ถ้าการกีฬาประเทศไทยควรจะยอมรับ E-Sport ต้องเป็นหลักที่ทางโอลิมปิกสากลยอมรับก่อน”nbsp;ยงยุทธ กล่าว/p pสำหรับเรื่อง E-Sport ยงยุทธมองว่า เป็นการใช้วาทกรรมของคำว่า Sport มาแทรก เป็นแค่คำพูดของทางอเมริกาที่มีธุรกิจสื่อบันเทิงเป็นหลักไม่ใช่สากลทั่วโลก และมีความเห็นส่วนตัวว่า E-Sport ยังไม่ใช่ Mental Sport และถ้าการกีฬาประเทศไทยควรจะยอมรับ E-Sport ต้องเป็นหลักที่ทางโอลิมปิกสากลยอมรับก่อน/p h3span style="color:#0000cd;"การเติบโตและการป้องกันผลทางลบ/span/h3 pต่อกรณีคำถาม ทำอย่างไรครอบครัวและ E-Sport สามารถเติบโตไปด้วยกันได้โดยให้เกิดทางลบให้น้อยที่สุด นั้น นพ.อดิศักดิ์ nbsp;ผลิตผลการพิมพ์ กล่าวว่า นี่เป็นคำถามที่สำคัญ และเรียกร้อง ‘ความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ’ ที่ตอนนี้มีแต่ ‘ความไม่เป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ’ โดยอธิบายว่าเรื่องเกมนั้นมีบริษัทที่อยู่เบื้องหลังมากไม่ต่างกับปัญหามวยเด็ก นายแพทย์อดิศักดิ์เห็นว่าถ้าครอบครัวเข้มแข็งแบบผู้ฟังชี้แจงทั้งสองคนก็สามารถนำเกมมาปรับใช้กับชีวิตได้ แต่กับครอบครัวที่ ‘เปราะบาง’ อาจจะโดนสื่อต่างๆ ที่ไม่มีความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจทำให้ไขว้เขวและมีปัญหาได้ มิหนำซ้ำบริษัทธุรกิจใหญ่เบื้องหลังไม่ได้ออกนอกหน้า/p divขณะที่ จิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้ ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์เด็ก พูดถึงข้อเสียของเกมที่เด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางเคยหนีไปเล่นเกมตามร้านเกมต่างๆ มาก่อน พร้อมทั้งบอกเล่าประสบการณ์ที่เคยมีเด็กที่อยู่ในการดูแลเข้าแข่งการแข่งขันเกม (แต่แพ้) แม้ว่าเด็กคนนั้นอาจจะยังไม่ได้ดีในการเรียนเท่าที่ควร แต่คุณจิราพรยังมองว่าเด็กได้ความมั่นใจมาจากตัวการแข่งเกม ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองและผู้ประกอบการที่ต้องช่วยกันดูแลเด็กในสังคมต่อไป/div divnbsp;/div divหมอแจน ตัวแทนสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ติดเกม โดยเฉพาะเกมประเภทแข่งขัน ต่างๆ โดยให้ความเห็นว่า “อาจจะสร้างนักกีฬา E-Sport ได้ 1 คน แต่อาจจะสร้างเด็กติดเกมอีกหลายหมื่นคน’ ด้วยความที่คุณหมอกล่าวว่าตัวคุณหมอเองเจอเด็กที่ติดเกมหลายระดับ ตั้งแต่ระดับอ่อนจนถึงระดับที่หลงผิดจนทำงานใดๆ ไมได้ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “เกมอาจจะสร้างรายได้ได้ในระยะสั้นๆ nbsp;แต่ในระยะยาวมันไม่แน่นอน สิ่งที่คุณเสียเวลาไปกับเกม ในขณะที่คนอื่นขวนขวายตั้งใจเรียน พยายาม มีวินัยและรับผิดชอบ ใครกันแน่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง”/div divnbsp;/div divนพ.อดิศักดิ์ ให้ความเห็นว่า E-Sport หรือเรื่องเทคโนโลยีมาถึงแน่นอน และการแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นเรื่องที่สมควร ทั้งนี้เพราะธุรกิจฟากโลกออนไลน์ยังขาดการดูแลกันต่อไป ยังเห็นว่ามีเยาวชน มีพ่อแม่ มีหน่วยงานที่ไม่เข้าใจ หรือช่วยและเชียร์เยาวชนผิดๆ/div divnbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"E-Sports สามารถสร้างสรรค์ได้/span/h3 divประธานของชมรม E-Sports ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็กล่าวว่า E-Sports สามารถสร้างสรรค์ได้ อย่างตัวผู้ที่จะเข้าชมรมต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.2 ตัวชมรมมีการพัฒนาเกมจาก Engine ต่างๆ อย่าง Unity หรือ Unreal Engine และมีการจัดตารางการแข่งขันแบบจริงจัง ทั้งยังมีการศึกษาการเล่นของผู้เล่นต่างชาติ ตัวรุ่นพี่หรืออาจารย์ของชมรมก็เป็นโค้ชผู้แนะนำทั้งในเรื่องการเรียนและจัดการเวลา/div div pอดีตหัวหน้าทีมเตรียมอุดมศึกษา E-Sport และเป็นสมาชิกของชมรม E-Sport ของทางจุฬาลงกรณ์ฯ ได้นำเอาประสบการณ์ที่เคยแข่งขันในประเทศอเมริกา ว่าการเป็นนักกีฬาสาย E-Sport ต้องมีการศึกษาเพิ่ม มีการซ้อมทั้งด้านร่างกายและความคิดไม่ต่างกับกีฬาทั่วไปที่สามารถฝึกฝนทักษะต่างๆ ได้ แต่มันอาจจะดูเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับเด็กหลายๆ คน ชื่นชอบกีฬาแนวนี้ และมองว่าถ้ากีฬาทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายเช่นเดียวกับ E-Sport ก็จะมีบุคลากรในกีฬาในประเภทอื่นๆ เช่นกัน/p /div h3span style="color:#0000cd;"เด็กไทยเป็นตัวอะไรเล่นไม่ได้nbsp;/span/h3 pขณะที่nbsp;ประดิษฐ์ โปซิวnbsp;ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมแลกเปลี่ยนด้วยว่าnbsp;ฟังแล้วสุดท้ายกลายเป็นสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายคัดค้าน จะอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ตนฟังยังแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจตรรกะนักก็คือว่า เด็กติดเกมแล้วเขาก็คือเด็กติดเกม ถ้ามี E-Sport เข้าไปแล้วเด็กติดเกมจะเพิ่มขึ้น ตรรกะสองอันนี้มันเข้ากันไม่ได้หรอก การที่จะเกิด E-Sport แล้วเด็กติดเกมจะติดเกมมากขึ้น แต่ว่าเป็นไปได้ว่าเด็กติดเกมจะนำ E-Sport มาเป็นข้ออ้าง แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เด็กติดเกมเพิ่มมากขึ้น หรือเด็กเล่นเกมบ้าคลั่งมากขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง E-Sport นี้โอเค ตรรกะแบบนี้เอามาว่าถ้า E-Sport มาแล้วเด็กติดเกมจะมากขึ้นตนมองว่ามันไม่ใช่/p p"เราก็รู้อยู่ว่าเกมอยู่ในระบบออนไลน์ นั่นหมายความว่ามันเล่นกันได้ทั่วโลก เพราะมันสื่อสารกันหมดทั่วโลก เขาเล่นกันได้ทั่วโลก เด็กไทยเป็นตัวอะไรเล่นไม่ได้ ต่ำช้ามากนักหรือ เด็กไทยเนี่ย มันก็คงไม่ใช่ เขาเล่น E-Sport กันได้ทั่วโลกเด็กไทยเล่น E-Sport ไม่ได้ใช่ไหม ตอบคำถามนี้ไหม nbsp;แล้วสุดท้ายถ้า E-Sport มันเข้าไปสู่กีฬาสากลจริง เราตามไปทีหลังจะตามเขาทันไหม" ประดิษฐ์ กล่าว/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="true" allowtransparency="true" frameborder="0" height="400" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FquoteV2%2Fvideos%2F1047808765321029%2Famp;show_text=0amp;width=400" style="border:none;overflow:hidden" width="400"/iframe/p pประดิษฐ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คืออะไร nbsp;คือการนำเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ เกมก็ออนไลน์ เราจะตัดสิ่งนี้ออกอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่อยู่ที่เด็กติดเกม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ E-Sport ปัญหาก็คือเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับออนไลน์นี้ยังไง อย่าไปสนเลยว่าเด็กติดเกมเข้าร้านเกม ทุกวันนี้เด็กไม่เข้าร้านเกม เด็กมีมือถือติดตัวแล้วจะเข้าร้านเกมทำไม ดังนั้นเราจะทำยังไงให้เด็กได้เรียนรู้ สังคมเรียนรู้ ครอบครัวเรียนรู้ ที่จะอยู่กับสังคมออนไลน์/p pสำหรับ E-Sport นั้น ผู้ใช้ยูสเซอร์ AxisXyclopz อธิบายไว้ในเว็บไซต์ a href="https://www.dek-d.com/board/view/2001607/"dek-d.com/a ว่าnbsp;คือ การแข่งขัน วิดีโอเกมส์คอมพิวเตอร์ เกมส์เหล่านี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก โดยส่วนประกอบหลักๆของ E-Sports ไม่ได้แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นๆ กล่าวคือ ประกอบไปด้วย นักกีฬา อุปกรณ์กีฬา(เมาส์, คีย์บอร์ด, หูฟัง ETC.) ซึ่งก็คือ คอมพ์พิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ชนิดต่างๆที่สนับสนุนการเล่นเกมส์ แผนการเล่น รวมถึงทักษะและการฝึกซ้อมอย่างทุ่มเท่ของนักกีฬา/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/H5qDULFkec8" height="1" width="1" alt=""/

แอมเนสตี้เผยสถานการณ์สิทธิ 59/60 ยังเลวร้าย-ข้าหลวงสิทธิ UN เรียกร้องคสช.คืนเสรีภาพ

2 hours 13 min ago
pแอมเนสตี้เผยรายงานสิทธิมนุษยชนรอบโลกปี 59/60 เตือนวิกฤตอาจลุกลาม เพราะโลกขาดผู้นำปกป้องสิทธิ ผอ.แอมเนสตี้ ประเทศไทย เผยสถานการณ์เอเชียย่ำแย่รัฐพุ่งเป้าโจมตีนักปกป้องสิทธิ-ในไทยคนเห็นต่างยังถูกปราบปราม ม.44-กม.ความมั่นคงอยู่ครบ คำสั่งเลิกขึ้นศาลทหารไม่มีผลย้อนหลัง ‘ประวิตร โรจนพฤกษ์’ ถามจัดงานได้เพราะ คสช. มั่นใจในอำนาจหรือไม่ แอมเนสตี้ชี้แจงจัดได้เพราะเตรียมตัวมาดี หวังให้ทุกฝ่ายรับทราบเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2743/32236114133_998ee1c5ac_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pstrong style="color: rgb(255, 140, 0);"งานแถลงข่าว รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2559/2560 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพมหานคร ภาพซ้ายมือคือหน้าปกรายงาน a href="https://www.amnesty.or.th/sites/default/files/attachments/air2017thai_web.pdf"อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่/a/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2886/32206669024_7f83a509e3_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongช่วงเสวนา “เราอยู่ตรงไหนในกระบวนการทำงานเพื่อปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” วิทยากร (จากซ้ายไปขวา) วิทย์ สิทธิเวคิณ ผู้ดำเนินรายการ, อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โลคอง เมย์ยอง รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, ลิน เต็ด หน่ายก์ อดีตนักโทษทางความคิดจากพม่า และปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม/strong/span/p pnbsp;/p p22 ก.พ. 2560 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2559/2560 รวบรวมสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนตลอดปี 2559 ให้ภาพรวม 5 ภูมิภาค รวม 159 ประเทศ โดยการเปิดเผยรายงานซึ่งกระทำพร้อมกันทั่วโลกในวันนี้เผยให้เห็นว่า ยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งในทุกมุมโลก/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ห่วงโลกในรอบปี 2559 แบ่งเขาแบ่งเราขนานใหญ่-เมินแก้ไขปัญหา/span/h3 pสำหรับการแถลงข่าวที่ประเทศไทย ที่โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพมหานคร strongพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ/strong ประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวเปิดงานและเผยรายงานประจำปีภาพรวมสิทธิมนุษยชนในโลกในรอบปี 2559 นับได้ว่าเป็นปีที่มีความท้าทายอย่างมาก เป็นปีที่การเมืองสร้างภาพลบต่อการแบ่งแยกเขากับเราขนานใหญ่ เป็นปีที่มหาอำนาจไม่ปฏิบัติตามและเพิกเฉยพันธะกรณีระหว่างประเทศ และบรรดาชาติต่างๆ ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง เรามีคำถามว่า รัฐคือผู้ที่จะต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียวหรือ หรือใครจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ แล้วคนที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเองควรได้รับการคุ้มครองจากใคร งานนี้คงไม่ใช่งานแถลงรายงานที่จัดทุกปี เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นทั่วโลก และจะไม่ใช่สิ่งไกลตัวเราอีกแล้ว วันหนึ่งเราอาจจะเป็นผู้ลี้ภัย วันหนึ่งเราอาจจะถูกจับ เพียงเพราะแชร์ข้อมูลหรือโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก และวันหนึ่งเราอาจจะถูกกีดกันทางสังคมเพราะมีเพศสภาพของเราแตกต่าง เราหวังว่าการตระหนักรู้ที่เกิดขึ้น เป็นแนวทางปกป้องสิทธิมนุษยชน และปกป้องคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน พร้อมเตือนปี 2560 วิกฤตอาจลุกลาม เพราะโลกขาดผู้นำระดับโลกปกป้องสิทธิมนุษยชน/p pรายงานประจำปีดังกล่าว มาจากงานวิจัยของนักวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลทั่วโลก ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ เพื่อหวังให้มีการรณรงค์ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ร่วมกับสมาชิกแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล 7 ล้านคนทั่วโลกต่อไปอย่างไม่ลดละ และไม่ย่อท้อ/p pทั้งนี้มีการยกคำพูดของ ‘ซาลิล เซ็ตตี้’ เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์โลกในปี 2559 ว่าเป็นปีที่ใช้วาทกรรม “พวกเรากับพวกเขา” เพื่อประณามสร้างความเกลียดชัง หวาดกลัว อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา การเมืองโลกในปี 2559 ทำให้เห็นว่าการแบ่งแยก การเลือกปฏิบัติ กำลังจะถูกนำมาใช้ ผู้นำโลกในหลายประเทศ รวมทั้งการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุดก็เริ่มใช้วาทกรรมนี้ เพื่อช่วงชิงอำนาจในประเทศ มีการเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เตือนว่าในปีหน้าวิกฤตอาจลุกลามบานปลาย เหตุเพราะว่า เราขาดผู้นำสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก การเมืองที่แบ่งเขาแบ่งเราเพราะเหินห่างกันมากขึ้น โลกเผชิญวิกฤตมากมาย แต่กลับขาดเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ไขปัญหา รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ข้อมูลของอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้น 23 ประเทศทั่วโลกในปี 2559 ที่ผ่านมา และแม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้น แต่กลับเกิดความเพิกเฉยในระดับสากลอย่างชัดเจน ในขณะที่บทบาทของชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็หยุดชะงักเพราะขัดแย้งกัน ปี 2560 จะเป็นปีที่รัฐมหาอำนาจมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ตัวเอง ในกรอบที่คับแคบลง ไม่คำนึงถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเกิดความเสี่ยงทำให้เราเข้าสู่ความวุ่นวายและอันตรายมากขึ้นในระดับโลก ประชาคมระหว่างประเทศทำตัวเงียบเฉย แม้จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงกว้างขวาง เราได้เห็นการถ่ายทอดสดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ที่โหดร้ายทารุณต่อผู้บริสุทธิ์ในอเล็ปโป ประเทศซีเรีย ในพม่า ฟิลิปปินส์ การใช้อาวุธเคมีหรือเผาหมู่บ้านที่ดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน/p pคำถามก็คือคนทั้งโลกจะปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงโหดร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปอีกนานเพียงใด ก่อนที่เราจะลงมือทำอะไรบางอย่าง/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"สถานการณ์เอเชีย-แปซิฟิกย่ำแย่รัฐพุ่งเป้าโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน/span/h3 pstrongปิยนุช โคตรสาร /strongผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยว่ารายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลกยังคงถูกคุกคามอย่างหนักจากการทำงานเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก นักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงถูกข่มขู่ทั้งในกัมพูชา พม่า มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ รวมทั้งมีการใช้กฎหมายใหม่และกฎหมายที่มีอยู่เพื่อเอาผิดทางอาญากับการแสดงออกอย่างสงบ/p p“รัฐบาลพุ่งเป้าโจมตีนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม เป็นการส่งสัญญาณเตือนไม่ให้คนแสดงความคิดเห็นต่าง ประชาชนทั้งในมาเลเซีย พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว ถูกคุกคาม ถูกจับกุมและดำเนินคดีเพียงเพราะการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ” โดยที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ขู่ทำร้ายนักสิทธิมนุษยชน และยังคงเดินหน้าทำสงครามฆ่าตัดตอนยาเสพติด/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ที่พม่าคนกระทำผิดยังลอยนวล สถานการณ์โรฮิงญาวิกฤต รัฐบาลพม่าเมินรับผิด/span/h3 pขณะที่ในประเทศพม่ามีการปล่อยนักโทษการเมืองขนานใหญ่ แต่ยังไม่มีแนวโน้มที่ดี คนที่กระทำผิดในสมัยรัฐบาลทหารยังไม่ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกฎหมายในสมัยรัฐบาลทหารยังคงใช้อยู่/p pที่สำคัญในรัฐยะไข่ยังคงเผชิญวิกฤต ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญายังคงถูกเลือกปฏิบัติ อันเป็นผลมาจากการขาดความอดทนอดกลั้นทางศาสนา ทั้งนี้สถานการณ์ในรัฐยะไข่เลวร้ายลง หลังจากเมื่อปลายปี 2559 มีผู้บุกโจมตีป้อมตำรวจชายแดนที่รัฐยะไข่ ตามมาด้วยการละเมิดครั้งใหญ่ และปราบปรามอย่างไม่เลือกหน้าของกองกำลังความมั่นคงของพม่า ทำให้มีผู้อพยพเข้าสู่บังกลาเทศระลอกใหญ่ และรัฐบาลพม่าก็ยังไม่ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่กระทำผิด/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ในไทยคนเห็นต่างยังถูกปราบปราม มีผู้ถูกดำเนินคดีเพราะรณรงค์ประชามติ/span/h3 pสำหรับประเทศไทย ในรายงานระบุถึงการปราบปรามอย่างต่อเนื่องต่อผู้ที่แสดงความเห็นต่างอย่างสงบยังดำเนินต่อไปภายหลังรัฐประหารปี 2557 ทำให้เกิดสภาพที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ทางการอย่างเปิดเผย/p pในช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนสิงหาคม 2559 มีการออกกฎหมายและใช้มาตรการที่มีผลต่อการแสดงความเห็นและเคลื่อนไหวทางการเมือง รัฐบาลยังคงสั่งห้ามการอภิปรายก่อนจะมีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มีรายงานว่านักกิจกรรมถูกดำเนินคดีเพราะเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งเพราะรณรงค์ในช่วงก่อนลงประชามติ มีประชาชน 10 กว่าคนที่แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทางเฟซบุ๊กเป็นเหตุให้พวกเขาถูกควบคุมตัวหรือถูกตั้งข้อหา และอาจได้รับโทษจำคุกถึง 10 ปีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้ก่อนการประชามติ/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"กม.มั่นคง ม.44 ยังอยู่ครบ แม้จะเลิกการขยายอำนาจศาลทหาร แต่ไม่มีผลย้อนหลัง/span/h3 pนอกจากนี้รัฐบาล คสช. ยังคงใช้กฎหมายความมั่นคงและใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่สำคัญยังคงมีพลเรือนขึ้นศาลทหาร จากความผิดด้านความมั่นคง และความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ว่าในเดือนกันยายนปี 2559 คสช. จะมีคำสั่งยกเลิกการขึ้นศาลทหารแล้ว แต่คำสั่งนี้ไม่มีผลย้อนหลัง ทำให้พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีและขึ้นศาลทหารแล้วต้องขึ้นศาลทหารต่อไป/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"เรียกร้องรัฐบาลไทยยุติการโจมตีการทำงานนักปกป้องสิทธิ/span/h3 pนอกจากนี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญาเนื่องจากการเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ หรือเนื่องจากการทำงานสนับสนุนบุคคลและชุมชนที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุติการโจมตีการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะถือเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และเรียกร้องเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายหยุดใช้กระบวนการทางอาญา เพื่อปราบปรามบุคคลที่ใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบโดยทันที ทั้งนี้มีการเปิดเผยถึงกรณีที่นักสิทธิมนุษยชนถูกกองทัพบกฟ้องด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคดีหมิ่นประมาททางอาญา ได้แก่ สมชาย หอมลออ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ เนื่องจากเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องการซ้อมทรมาน โดยคดีดังกล่าวอยู่ในชั้นสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี และอัยการจังหวัดปัตตานี/p h3nbsp;/h3 h3span style="color:#0000cd;"กม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังถูกตีความกว้างขวาง/span/h3 pผู้อำนวยการแอมเนสตี้ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกตีความอย่างกว้างขวางทำให้มีการดำเนินคดีหลายคดี ในปี 2559 ที่ผ่านมา ยังมีรายงานว่ามีการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ และมีการรายงานเหตุทหารเกณฑ์เสียชีวิตระหว่างฝึกในค่ายทหาร 2 ราย มีการร้องเรียนว่าแรงงานข้ามชาติถูกซ้อม ระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจ ยังคงมีผู้แสวงหาที่พักพิง ที่ถูกกักตัวอย่างไม่มีกำหนด อยู่ในศูนย์ของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เช่น กรณีของชาวโรฮิงญาถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ปี 2558 และยังหาข้อสรุปไม่ได้ถึงแนวทางปฏิบัติ/p pปิยนุชกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “รัฐไทยต้องให้สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และสนับสนุนให้เกิดบรรยากาศที่ปลอดภัยและหนุนเสริมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและบุคคลอื่นๆ ในภาคประชาสังคม”/p h3nbsp;/h3 h3span style="color:#0000cd;"อดีตนักโทษการเมืองพม่าเผยการสนับสนุนจากนานาชาติมีผลกดดันเปลี่ยนพม่า/span/h3 pในช่วงเสวนาหัวข้อ “เราอยู่ตรงไหนในกระบวนการทำงานเพื่อปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” strongลิน เต็ด หน่ายก์/strong อดีตนักโทษทางความคิดพม่า ที่ถูกดำเนินคดีและจับกุมเมื่อปี 2558 พร้อมเพื่อนนักศึกษา เนื่องจากเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาในพม่า โดยเขากล่าวว่าในสมัยก่อนสภาพในคุกพม่าไม่ดี รวมทั้งไม่สามารถติดต่อใครได้ ต่อมาหลังปี 2553 เจ้าหน้าที่กาชาดเข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำ หลังจากนั้นคุณภาพเรือนจำได้รับการปรับปรุง ญาติสามารถมาเยี่ยมได้ สามารถนำอาหารจากข้างนอกมาเยี่ยมได้ ส่วนในปี 2558 หลังจากที่เขาถูกจับในการประท้วงของนักศึกษาล่าสุด เพราะรัฐบาลห่วงภาพพจน์ในเวทีระหว่างประเทศ มีจดหมายจากทั่วโลกส่งมาถึงนักศึกษาที่ถูกจับโดยเฉพาะตัวเขา ทั้งนี้เขาเห็นว่าการได้รับการสนับสนุนจากระหว่างประเทศ มีผลสำคัญสำหรับขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยพม่า/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ข้าหลวงสิทธิมยูเอ็น เรียกร้อง คสช. คืนสิทธิเสรีภาพ-จัดเลือกตั้งตามโรดแมป/span/h3 pขณะที่ strongโลคอง เมย์ยอง/strong รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาล คสช. เพิ่มสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน เพื่อให้มีการแสดงออกทางการเมืองอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่เคยกล่าวไว้/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ประวิตร โรจนพฤกษ์ ถามจัดงานได้เพราะ คสช. มั่นใจมากขึ้นหรือไม่/span/h3 pอนึ่งในช่วงตอบคำถาม strongประวิตร โรจนพฤกษ์/strong ผู้สื่อข่าวข่าวสดอิงลิช ถามว่าเหตุใดแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงจัดงานแถลงข่าวในวันนี้ได้ ในขณะที่เคยถูกเจ้าหน้าที่ห้ามจัดเสวนาเรื่องการซ้อมทรมานในเดือนกันยายนปี 2559 ที่จัดได้เป็นเพราะไม่ได้พูดเรื่องการทรมานในเชิงรายละเอียดหรือเปล่า หรือเพราะอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิมาร่วมเวทีด้วย พร้อมกล่าวติดตลกว่าผู้แทนข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ครั้งนี้ร่วมเวทีได้เพราะมีใบอนุญาตทำงานใช่หรือไม่ หรือเป็นการสะท้อนว่า คสช. เชื่อมั่นในอำนาจมากขึ้น และเห็นว่าเป็นเสียงนกเสียงกาใช่หรือไม่/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"แอมเนสตี้ชี้แจงจัดได้เพราะเตรียมตัวมาดี หวังให้ทุกฝ่ายรับทราบเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน/span/h3 pโดยผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานปีนี้ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ มารับฟังการแถลงรายงาน ที่ผ่านมาหลังถูกห้ามจัดงานแถลงข่าวในปี 2559 ก็มีการสรุปบทเรียนที่เกิดขึ้น หลังจบงานก็มีการพูดคุยและหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และได้มีโอกาสนำเสนอรายงานต่อกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม และก่อนที่จะจัดงานในวันนี้ ทำให้เข้าใจวิธีการทำงานและหาทางทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ ก่อนการแถลงข่าววันนี้มีการแจ้งหน่วยงานภาครัฐให้ทราบทั้งกระทรวงแรงงานและตำรวจสันติบาล ที่สำคัญการแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2559/2560 ก็ไม่ได้เป็นการแถลงรายงานเพื่อประณามใคร แต่แถลงรายงานเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบสถานการณ์ นำไปสู่การปรึกษาหารือและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เชิญกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม มาเพื่อให้รับทราบและจะได้ทำงานร่วมกัน และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เข้าฟังการแถลง และเชิญตัวแทนภาครัฐคือกระทรวงการต่างประเทศมารับข้อเสนอ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ประธานแอมเนสตี้ ประเทศไทย ย้ำต้องการทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย/span/h3 pขณะที่ strongพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ/strong ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งตกเป็น 1 ใน 3 ของผู้ที่ถูกกองทัพบกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องการซ้อมทรมาน กล่าวยืนยันว่า สำหรับรายงานที่ทำให้ถูกดำเนินคดีนั้น ได้นำเสนอหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อให้มีการแก้ไขแล้ว รายงานฉบับนี้รวบรวมมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะปี 2558 เท่านั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีเขาและคณะรวม 3 คน อาจไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาส่วนภูมิภาค จึงขอเรียกร้องผู้บังคับบัญชาสูงขึ้นไป ขอให้เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นของภาคประชาสังคม ทั้งนี้หน้าที่ของรัฐและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคือคุ้มครองประชาชนร่วมกัน และเราต้องการทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้กลไกทางศาลควรใช้เพื่อปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่กลับนำมาใช้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ได้ทำงานเพื่อปกป้องประชาชนจริงๆ กลับต้องกลายเป็นคู่ขัดแย้ง และกระบวนการยุติธรรมที่ควรใช้เอาผิดกับผู้กระทำความผิด แต่กลับต้องกลายเป็นพื้นที่ใช้ต่อสู้กันระหว่างบุคลากรที่ต้องการทำงานเพื่อประชาชน/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ชี้แจงประกันตัว ‘ไผ่ ดาว’ เป็นดุลยพินิจฝ่ายตุลาการ/span/h3 pต่อคำถามเรื่องสิทธิประกันตัวในคดี ม.112 กรณีแชร์ข่าวบีบีซีของ ‘ไผ่ ดาวดิน’ นั้น จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร strongปิติกาญจน์ สิทธิเดช/strong อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ในเรื่องการประกันตัวที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิพยายามช่วยกับทุกสีทุกฝ่าย แต่การให้ประกันตัวเป็นอำนาจของตุลาการ ก้าวล่วงไม่ได้จริงๆ ที่ผ่านมาก็ประกันตัวได้บ้างไม่ได้บ้าง ในส่วนของ ‘ไผ่ ดาวดิน’ เอง รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมก็เคยถามว่าฝ่ายบริหารทำอะไรได้บ้าง เพราะเรื่องของประกันตัวเป็นอำนาจฝ่ายตุลาการอยู่แล้ว เราก้าวล่วงไม่ได้ ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิได้หารือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อให้ประสานงานจัดสอบให้กับ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ซึ่งทางเรือนจำไม่มีอะไรขัดข้อง ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวต้องการหรือไม/p pทั้งนี้ในช่วงท้ายการแถลงข่าว ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นตัวแทนมอบรายงานพร้อมทั้งข้อเรียกร้องถึงทางการไทย โดยมี ณัฐภาณุ นพคุณ ผู้อำนวยการกองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยรับมอบรายงานฉบับดังกล่าว โดยข้อเรียกร้องทั้งหมดมีดังนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p h3 style="margin-left: 40px;"span style="color:#0000cd;"ข้อเรียกร้องจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ถึงรัฐบาลไทย/span/h3 p style="margin-left: 40px;"strongการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย/strong/p p style="margin-left: 40px;"ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและรอบด้านต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม/p p style="margin-left: 40px;"ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคลให้สูญหาย พ.ศ. .... โดยที่เนื้อหาต้องสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ/p p style="margin-left: 40px;"รื้อคดีหายสาบสูญโดยถูกบังคับของทนายสมชาย นีละไพจิตร และดำเนินกระบวนการสอบสวนเป็นไปตามหลักสากล ตลอดจนบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพื่อรับรองว่าผู้ที่รับผิดชอบต่อการบังคับให้สูญหายจะถูกลงโทษ/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongการปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ/strong/p p style="margin-left: 40px;"แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่นำไปสู่การควบคุมตัวโดยพลการ กฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความเห็น การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ ตลอดจนเสรีภาพในการเดินทาง/p p style="margin-left: 40px;"ยุติการจับกุมหรือการควบคุมตัวโดยพลการ พร้อมทั้งรับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวทุกคนจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนจากคณะตุลาการที่เป็นอิสระโดยทันที ทั้งนี้ ต้องเป็นองค์คณะที่มีคุณสมบัติที่ชอบด้วยกฎหมายด้านการพิจารณาคดีและควบคุมตัวบุคคล/p p style="margin-left: 40px;"ยกเลิกเงื่อนไขการปล่อยตัวจากการควบคุมตัว ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขโดยพลการเพื่อจำกัดการใช้สิทธิมนุษยชนอย่างสงบ รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการเดินทาง การแสดงออก การสมาคม และการชุมนุม/p p style="margin-left: 40px;"ยกเลิกข้อกล่าวหาใดๆ ต่อบุคคลเพียงเพราะพวกเขาไม่มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการควบคุมตัวโดยพลการตามอำนาจของกฎอัยการศึก หรือคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และให้คืนสถานภาพของหนังสือเดินทางของบุคคลที่ถูกยกเลิกเพียงเพราะไม่มารายงานตัว/p p style="margin-left: 40px;"ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีของพลเรือนไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้นเพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดพันธกิจของไทยในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม/p p style="margin-left: 40px;"ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ซึ่งกำหนดบทลงโทษเกี่ยวกับการมั่วสุมหรือชุมนุม 'ทางการเมือง' ที่มีจำนวนห้าคนหรือมากกว่าขึ้นไป/p p style="margin-left: 40px;"รับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ สามารถเข้าถึงทนายความ เจอกับครอบครัวได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่มที่และต้องขึ้นศาลพลเรือนที่เป็นอิสระ ตลอดจนมีมาตรการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในสถานที่ควบคุมตัวต่างๆ และปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มที่/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongกฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็น/strong/p p style="margin-left: 40px;"ประกันให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ และไม่ลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิดังกล่าวอย่างชอบธรรม ซึ่งรวมถึงการกด 'ไลค์' และการแชร์ข้อมูลออนไลน์ด้วย/p p style="margin-left: 40px;"แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีผลกระทบกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ และ ประกันว่ากฎหมายที่จะออกใหม่ในอนาคต ต้องไม่จำกัดต่อสิทธิดังกล่าวของประชาชนโดยพลการ/p p style="margin-left: 40px;"แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมายและคำสั่งที่จำกัดหรือกำหนดโทษทางอาญากับการใช้สิทธิมนุษยชนอย่างสงบ หรืออนุญาตให้มีการควบคุมตัวโดยพลการ ทั้งนี้เพื่อประกันให้กฎหมายและคำสั่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย ซึ่งรวมทั้ง/p p style="margin-left: 40px;"-ข้อบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการยุยงปลุกปั่น การหมิ่นประมาท และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ/p p style="margin-left: 40px;"-พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์/p p style="margin-left: 40px;"-พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ/p p style="margin-left: 40px;"ประกันว่ากฎหมายที่จะออกใหม่ในอนาคต รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ใช้กำกับดูแลการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ต้องไม่จำกัดโดยพลการต่อสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongการปกป้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน/strong/p p style="margin-left: 40px;"ยุติการโจมตีการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะถือเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก/p p style="margin-left: 40px;"สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายหยุดใช้กระบวนการทางอาญา เพื่อปราบปรามบุคคลที่ใช้สิทธิมนุษยชนของตนอย่างสงบ รวมถึงสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบโดยทันที/p p style="margin-left: 40px;"ให้สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance)/p p style="margin-left: 40px;"สนับสนุนให้เกิดบรรยากาศที่ปลอดภัยและหนุนเสริมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและบุคคลอื่น ๆ ในภาคประชาสังคม เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมอย่างสงบ โดยไม่มีการข่มขู่ คุกคาม และการฟ้องร้องดำเนินคดี/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง/strong/p p style="margin-left: 40px;"เคารพต่อหลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement principle) และรับรองว่าจะไม่มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศหรือดินแดนต้นทาง ซึ่งผู้ลี้ภัยหรือผู้โยกย้ายถิ่นฐานเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงหากเดินทางกลับ/p p style="margin-left: 40px;"เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่อนุญาตให้ผู้แสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึงกระบวนการแสวงหาที่พักพิงและสามารถติดต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ และรับรองว่าผู้แสวงหาที่พักพิงจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ/p p style="margin-left: 40px;"ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 1951 (1951 Convention Relating to the Status of Refugees) และพิธีสารปี 1967 ของอนุสัญญาดังกล่าว/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongโทษประหารชีวิต/strong/p p style="margin-left: 40px;"พักใช้การประหารชีวิตในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นทางการโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 3 ซึ่งแสดงเจตจำนงในการออกกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตในอนาคต/p p style="margin-left: 40px;"เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต/p p style="margin-left: 40px;"ลงนามและให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights) ที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"strongความขัดแย้งกันด้วยอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย/strong/p p style="margin-left: 40px;"ดำเนินการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ลำเอียงต่อการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในทุกกรณี โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากล และไม่มีการใช้โทษประหารชีวิต/p p style="margin-left: 40px;"รับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนายความ ได้เจอกับครอบครัว และได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม ตลอดจนอนุญาตให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งได้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iELeBkk2uqQ" height="1" width="1" alt=""/

ทหารเรียกพบ เฮียสี่ เสื้อแดงอ่างทอง หลังโทรหาไม่ติดสองวัน ระบุไม่เกี่ยวประเด็นบริจาคของที่ธรรมกาย

3 hours 37 min ago
pเฮียสี่ เสื้อแดงอ่างทองเผย ถูกทหารโทรตามให้ไปพบ หลังติดต่อไม่ได้สองวัน ระบุปกติทหารโทรหาทุกเดือน ยันการถูกเรียกพบไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปบริจาคของที่วัดพระธรรมกาย เป็นเพียงการเรียกไปยืนยันว่า ตนไม่ได้จะหลบหนี/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8710/28843824452_7cf03a7cde.jpg" style="width: 500px; height: 261px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"เฮียสี่ หรือ ณรงค์ ผดุงศักดิ์ศรี/span/strong/p p22 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับการแจ้งจากแหล่งข่าว ณรงค์ ผดุงศักดิ์ศรี หรือ เฮียสี่ เสื้อแดงอ่างทองว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ขณะที่เฮียสี่ พร้อมด้วยเพื่อนๆ อีก 2-3 กำลังซื้อของอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาคลองหนึ่ง เพื่อที่จะนำของไปให้บริจาคกับประชาชนที่อยู่ในวัดพระธรรมกาย ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารโทรเข้ามา และขอให้เฮียสี่ ไปพบเพื่อพูดคุยที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี พระนครศรีอยุธยา/p pแหล่งข่าวคนดังกล่าว ระบุว่าหลังจากเฮียสี่เสร็จธุระแล้ว ได้เดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่ทหารตามที่นัดหมาย โดยขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เฮียสีอยู่ที่ไหน ทหารที่ขอให้ไปพบต้องการพูดคุยเรื่องอะไร/p pทั้งนี้เมื่อเวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อกับเฮียสี่ทางโทรศัทพ์มือถือ เฮียสี่ได้รับสาย พร้อมกับยืนยันว่าตอนนี้อยู่กับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นๆ บอกแต่เพียงว่า “ไม่มีอะไร เดี๋ยวผมโทรกลับไป”/p pต่อมาเวลา 16.15 น. ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังเฮียสี่อีกครั้ง ได้ทราบข้อมูลว่า วันนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้โทรเรียกให้ตนไปพบเนื่องจากสองวันที่ผ่านมาโทรศัพท์มือถือของตนเสีย เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถติดต่อตนได้ เมื่อติดต่อได้แล้วในวันนี้เจ้าหน้าที่จึงได้ขอให้ตนไปพบเพื่อยืนยันว่า โทรศัพท์มือถือเสียจริงๆ และเพื่อเป็นการยืนยันว่าตนไม่ได้หลบหนีไปไหน/p pเฮียสี่ ระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่มีท่าทีคุกคาม และไม่ได้เชื่อมโยงกับกรณีที่ตนเองไปบริจาคอาหารให้กับประชาชนที่อยู่ในวัดพระธรรมกายแต่อย่างใด และโดยปกติแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ทหารโทรมาหาตนทุกเดือน/p pสำหรับกรณีที่สำนักข่าว a href="http://www.tnews.co.th/contents/302407"Tnews/a ลงข่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (21 ก.พ.) มีรายงานว่า ณรงค์ ผดุงศักดิ์ศรี หรือเฮียสี่ ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมโดยปักหลักที่ตลาดคลองหลวงพร้อมทั้งได้เกณฑ์ กลุ่ม นปช. ประมาณ 500 คน มาร่วมชุมนุมกับศิษย์วัดพระธรรมกาย เฮียสี่ระบุว่า ได้ไปที่วัดพระธรรมกายจริง แต่ไม่ได้เกณฑ์คนไปตามที่เป็นข่าว เพียงแต่ของข้าวของไปบริจาคเท่านั้น/p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strong000000/strong/span/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เฮียสี่ เคยถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งการควบคุมตัวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2560 ในช่วงเช้าตรู โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 7-8 นาย และชายนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย พร้อมอาวุธครบมือ เข้ามาบุกค้นภายในบ้าน แต่ไม่ได้มีการแสดงหมายค้น และไม่ได้แจ้งสังกัดว่าจากหน่วยใด หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวเฮียสี่ ไปยัง มทบ.11 แต่ระหว่างควบคุมตัวไปนั้นไม่ได้มีการแจ้งให้ญาติได้ทราบว่าจะตัวไปที่ใด/p pต่อมาเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2559 พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ nbsp;ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องจากเหตุระเบิดหลายจุดใน 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ เพิ่มอีก 2 คน หลังจากเมื่อคืนนี้ ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 15 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 (ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้น มีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ...)/p pพันเอกบุรินทร์ ได้เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า ได้ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้และในจังหวัดภูเก็ตระหว่างวันที่ 10 – 12 ส.ค. 2559 โดยคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 41 และมณฑลทหารบกที่ 11 แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใดๆ/p p19 ส.ค. 2559 มีการนำตัวผู้ต้องหา 15 รายซึ่งถูกควบคุมตัวที่ มทบ.11 และศาลทหารออกหมายจับมาแถลงข่าว โดย พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรเดช ผู้บังคับการกองแผนงานอาชญากรรม สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ ระบุว่าเบื้องต้นทั้งหมดมีการติดต่อกันเป็นกลุ่มขบวนการในนาม พรรคปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งคล้ายกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ และมีพฤติการณ์ต่อต้านรัฐบาล แต่ทั้งหมดปฏิเสธความเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้น และตามหลักฐานก็ยังไม่พบความเชื่อมโยงเช่นกัน ทั้งหมดจะถูกแจ้งข้อหาตาม มาตรา 209 ประมวลกฎหมายอาญา ข้อหาการกระทำผิดอั้งยี่ซ่องโจร และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน หลังจากนี้จะนำตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวนก่อนที่จะส่งตัวไปฝากขังยังศาลทหารต่อไป ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการประกันตัว ศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ แต่มีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง/p pเฮียสี่เป็น 1 ใน 15 รายชื่อที่ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้รายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมดมีอายุน้อยสุดคือ 39 ปี มากสุดคือ 71 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีอายุระหว่าง 50-70 ปี เป็นชาย 13 ราย หญิง 2 ราย อีกทั้งผู้ต้องหาแต่ละรายยังมีภูมิลำเนาอยู่กันคนละจังหวัด เช่น พัทลุง, นนทบุรี,ตรัง, สตูล, กทม, หนองคาย, เชียงราย, อ่างทอง, มหาสารคาม, นครศรีธรรมราช, ร้อยเอ็ด,/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1Af0zwzupNY" height="1" width="1" alt=""/

'ไผ่ ดาวดิน' ไม่ได้ประกันอีกครั้ง หลัง ส.ศิวรักษ์เป็นนายประกันร่วม วางเงิน 7 แสน

3 hours 50 min ago
divศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันไผ่ภายใน 20 นาที แม้เอกสารหนาถึง 26 แผ่น ส.ศิวรักษ์เป็นนายประกันร่วม วางเงิน 7 แสน และ 'โคทม-หมอนิรันดร์-เอกพันธุ์' ร่วมรับรองพฤติกรรมว่าจะไม่หลบหนี พ่อกังขาเหมือนไม่ใส่รายละเอียดที่มีเพิ่ม แม่เทียบคดีสนธิ-หมอนิ่ม ยังได้ประกันnbsp;/div div !--break--!--break--/div pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://scontent.fbkk5-3.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/16865058_10154378892131699_1541228994344296732_n.jpg?oh=67a161f2bac282a68a06485622730722amp;oe=593AE8F3" style="width: 500px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของจตุภัทร์ และnbsp;สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์nbsp;/span/p p22 ก.พ.2560 เมื่อ 11.20 น. ศาลจังหวัดขอนแก่น มีคำสั่งตามคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ให้ยกคำร้อง คืนหลักประกัน/p pสำหรับการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้นอกจาก วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของจตุภัทร์ ที่มาเป็นนายประกันแล้ว ยังมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ มาเป็นนายประกันอีกคน และนอกจากนี้ยังมีใบรับรองพฤติกรรมของจตุภัทร์ว่าจะไม่หลบหนีจาก รองศาสตราจารย์ โคทม อารียา นักวิชาการด้านสันติวิธี อดีตผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วย/p h3span style="color:#0000cd;"ส.ศิวรักษ์ เป็นนายประกันร่วม วางหลักทรัพย์ร่วม 7 แสน/span/h3 pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่าเมื่อเวลา 10.25 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และวิบูลย์ บุญภัทรรักษา ได้เดินทางมายังศาลเพื่อยื่นคำร้องขอประกันตัว ไผ่ ดาวดิน โดยวันนี้ได้มีการวางหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว 7 แสนบาท/p pสุลักษณ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นวันครบรอบการตายของโกมล คีมทอง โกมลตายเพื่อประชาธิปไตย แต่ไผ่จะต้องไม่ตายแต่จะต้องต่อสู้ต่อไปด้วยอหิงสวิธี ด้วยความรัก อย่าไปเกลียด พระทิเบตรูปหนึ่ง ถูกจีนจับไปขังไว้ 18 ปี ทรมานทุกวัน ออกมาทุกๆครั้งที่ท่านถูกทรมาน นึกถึงคนที่ทรมานท่าน ภาวนาขอให้ผู้ทรมานอย่าตกอยู่ในมิจฉาทิษฐิ อย่าให้ต้องได้รับบาปกรรมจากสิ่งที่เขากระทำ/p pสำหรับเหตุผลที่ยื่นประกันตัว กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของจตุภัทร์ ระบุว่าเรื่องที่เป็นข้อกังวลของศาลเช่นเรื่องการที่ จำเลยจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานนั้น ในทางปฎิบัติเมื่อพนักงานสอบสวนได้สรุปคดีและส่งให้อัยการ และอัยการได้ยื่นฟ้องแล้วนั้น ถือว่ากระบวนการในการสอบสวนพยานหลักฐานได้สิ้นสุดไปแล้ว ฉะนั้นการที่จตุภัทร์จะได้รับการประกันตัว จึงไม่ส่งผลให้จำเลยสามารถที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานและหลักฐานได้ และการได้รับการประกันตัวจะสามารถทำให้จำเลยสามารถที่จะออกมารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสู้คดีต่อไปได้ ซึ่งการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา/p pส่วนข้อกังวลเรื่องพฤติการณ์หลบหนีนั้น กฤษฎางค์ ระบุว่า จำเลยไม่มีความคิดจะหลบหนีตั้งแต่ต้น และจำเลยมาตามที่ศาลนัดทุกครั้งก่อนหน้าที่จะถูกคุมขัง/p h3span style="color:#0000cd;"พ่อกังขาเหมือนไม่ใส่รายละเอียดที่มีเพิ่ม แม่เทียบคดีสนธิ-หมอนิ่ม ยังได้ประกัน/span/h3 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://scontent.fbkk5-3.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/16864327_10154379133671699_9143940013204280388_n.jpg?oh=e185b51476c91f024785ba2bb0b7afe7amp;oe=593689D5" style="width: 500px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"span style="color: rgb(255, 140, 0);"วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของจตุภัทร์/span/p pหลังจากศาลจังหวัดขอนแก่น ไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน จากคดีแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากสำนักข่าวบีบีซีไทย ในข้อหาตาม ม. 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แม้จะมี วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของจตุภัทร์ ที่มาเป็นนายประกันแล้ว ยังมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ มาเป็นนายประกันอีกคน และนอกจากนี้ยังมีใบรับรองพฤติกรรมของจตุภัทร์ว่าจะไม่หลบหนีจาก โคทม อารียา นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ และเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ด้วย/p pวิบูลย์ พ่อของจตุภัทร์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า กล่าวว่า ตนมีเอกสารเรื่องการรับรอง เรื่องความประพฤติ เยอะ แต่มีคำสั่งลงมาแค่ประมาณ 20 นาทีหลังยื่นคำร้อง ไม่ได้ต้องการตำหนิศาล แต่ดูเหมือนว่าศาลไม่ได้ใส่รายละเอียดที่มีเพิ่มไปเลย เพราะถ้าใส่ใจรายละเอียด ศาลน่าจะใช้เวลามากกว่านี้ และสุดท้ายศาลก็มาให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ทางพ่อจึงคิดว่าคิดว่าคงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องการประกันตัวต่อไป/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://scontent.fbkk5-3.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/16865234_10154379133676699_2706246296165356445_n.jpg?oh=07da1a650dfc12c052783f7b533f89faamp;oe=5935091B" style="width: 500px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"nbsp;พริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของจตุภัทร์/span/p pขณะที่ พริ้ม บุญภัทรรักษา แม่ของไผ่ กล่าวว่า เราเคารพกฏหมาย แต่คำสั่งศาลเหมือนเดิมไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง แต่คราวนี้นักวิชาการ มาประกันให้ มีการเพิ่มเงินสดในการประกันตัว. ตอนนี้มีนายประกันถึง ห้าคนที่จะไม่หลบหนี/p pเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดีต่อกระบวนการยุติธรรม ถ้าคดีเดียวกันอย่าง สนธิ ได้ประกันตัวออกมาสู้คดี เขาถูกดำเนินคดี 51 ศาลฎีกายกฟ้อง ระยะเวลา 9-10 ปี สนธิได้ประกันตลอด แต่กรณีของไฟผ่ ยังไม่รู้เลยว่าผิดหรือไม่ผิดแต่ถูกขังมา 62 วันแล้ว เราคิดว่ามันไม่ยุติธรรม/p p"อยากให้เปรียบเทียบจากกรณีหมอนิ่ม ศาลก็ยังให้ประกันตัว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ประหารชีวิตแล้วก็ยังได้ประกันตัว" พริ้ม กล่าว/p pพริ้ม ยังกล่าวด้วยวา เราคิดว่าการใช้ดุลพินิจของศาลน่าจะมีบรรทัดฐานที่จะให้ประชาชนแต่ละคนเท่าเทียมกัน ไม่อย่างนั้นประชาชนจะไปไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม ที่พยายามเรียกร้องให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ยังไง แล้วจะให้ตัวผู้เป็นแม่จะมีความรู้สึกต่อกระบวนการยุติธรรมแบบไหน ก็ในเมื่อลูกตัวเองก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า เอกสารรับรองและขอปล่อยตัวจตุภัทร์ มีประมาณ 26 แผ่น/p pสำหรับ ไผ่ ดาวดิน นั้นถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากสำนักข่าวบีบีซีไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดขอนแก่น โดยศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 301/2560 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 (3)/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/K-IjtybGjE8" height="1" width="1" alt=""/

ชี้ สปส.มาถูกทางทำฟันสูงสุด 900 บาทไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน

6 hours 1 min ago
p!--break--!--break--/p p22 ก.พ. 2560 ภาคีเครือข่ายประกันสังคมนำโดย มนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.)ได้เข้าพบปลัดกระทรวงแรงงาน การเข้าพบครั้งนี้ทางเครือข่ายฯได้แสดงความชื่นชมความก้าวหน้าในการเพิ่มสิทธิประโยชน์การทำฟัน อุด ถอน ขูด และผ่าฟันคุดจากเดิม 600 บาทเพิ่มเป็น 900 บาทตามค่าใช้จ่ายจริง และล่าสุดการเปิดให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าไปใช้บริการในรพ.และคลินิกกว่า 535 แห่งโดยไม่ต้องสำรองเงินจ่ายก่อนbr /br /มนัส โกศล กล่าวว่า “การพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมครั้งนี้ของประกันสังคมทำได้ดีรวดเร็ว ต้องชื่มชมสำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงานที่คำนึงถึงสิทธิของผู้ประกันตน จากการสอบถามผู้ประกันตนที่ไปใช้บริการพบว่า ส่วนใหญ่พอใจมากโดยเฉพาะการที่ไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน เพราะที่ผ่านมาหลายคนไม่เคยไปทำฟันเลย เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งราคาค่าทำฟันและเรื่องต้องหาเงินมาสำรองจ่าย ส่งผลให้ผู้ประกันตนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการทำฟัน”br /br /“จากนี้ไปต้องมีการติดตามผลทั้งด้านการเข้าถึงและคุณภาพในการรับบริการ ว่าเป็นไปตามแนวทางอย่างมีคุณภาพหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องราคาค่าบริการว่าจะมีการควบคุมหรือกำหนดราคาที่เป็นมาตรฐานได้อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่าหลังจากมีการเพิ่มสิทธิ์เป็น 900 บาท พบว่ามีสถานบริการบางแห่งได้ขึ้นราคาค่าบริการ ในขณะเดียวกันทุกวันนี้เรายังพบว่าค่าบริการทันตกรรมในแต่ละแห่งยังมีความแตกต่าง เป็นภาระที่ผู้ประกันตนต้องค้นหาหรือต้องสอบถามราคาเอาเองก่อนใช้บริการ บางแห่งก็ไม่ได้ติดป้ายราคาไว้” มนัสกล่าวbr /br /ด้าน ทพญ.มาลี วันทนาศิริ ผู้ประสานงานเครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข กล่าวว่า จากการสอบถามทันตแพทย์ที่ให้บริการทั้งในคลินิกเอกชนและ รพ.พบว่า ทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอย่างมากต่อการปรับระบบไม่ต้องสำรองจ่าย สังเกตได้ว่ามีผู้ประกันตนเดินเข้ามาขอรับบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนด้านการบริหารจัดการยังพบว่ามีความขัดข้องบ้างเนื่องจากระบบการเบิกจ่ายที่คีย์ผ่านทางออนไลน์ยังไม่สะดวก มีเวลาปิดระบบซึ่งคลินิกหลายแห่งยังเปิดให้บริการทำให้เข้าไปเช็คสิทธิในระบบไม่ได้ หากขยายเวลาหรือทำให้ออนไลน์ได้ตลอดจะทำให้ผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความสะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งเรื่องความซ้ำซ้อนที่ต้องจัดทำเอกสารส่งสำนักประกันสังคมเป็นการเพิ่มภาระผู้ให้บริการ หากสามารถจัดการเบ็ดเสร็จผ่านระบบออนไลน์ได้จะทำให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นbr /br /ในการเข้าพบครั้งนี้ทางเครือข่ายฯ ได้เสนอให้กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมพิจารณาสิทธิด้านทันตกรรมให้มีความเท่าเทียมกับระบบสิทธิการรักษาอื่น โดยเสนอให้ผู้ประกันตนมีสิทธิในการเข้ารับบริการตามจริงโดยไม่ต้องสำรองจ่ายตามราคากลางที่สำนักงานฯกำหนด เพิ่มบริการฟันเทียมแบบถอดได้ตามความจำเป็นโดยไม่ต้องสำรองจ่าย และเสนอเพิ่มการตรวจสุขภาพช่องปากประจำปีทั้งในสถานบริการของรัฐและเอกชนหรือจัดเป็นหน่วยบริการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับใหม่ที่ได้กำหนดให้มีการส่งเสริมป้องกันโรคแก่ผู้ประกันตนไว้nbsp;br /br /นอกจากนี้ยังเสนอให้กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคมเป็นเจ้าภาพในการปรึกษาหารือกับทันตแพทย์สภาต่อกรณีการกำหนดราคาค่ารักษาทันตกรรมที่เป็นธรรม และเสนอให้จัดตั้งกองทุนทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเพื่อเป็นกองทุนสำหรับการรักษาทางทันตกรรมของผู้ประกันตน เพื่อลดปัญหาการเข้าไม่ถึง สร้างความเท่าเทียมในสิทธิประโยชน์โดยไม่ต้องสำรองจ่ายด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UgCjGwOYV7k" height="1" width="1" alt=""/

ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผย 'พล.ต.ท.ศานิตย์' แจงกรณีรับเงินเดือนที่ปรึกษา 'ไทยเบฟ' แล้ว

6 hours 17 min ago
pเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผย พล.ต.ท.ศานิตย์ ผบช.น. และ สนช. ทำหนังสือชี้แจงกรณีรับเงินเดือนที่ปรึกษา 'ไทยเบฟ' แล้ว คาดชงเรื่องเข้าที่ประชุมผู้ตรวจฯ 28 ก.พ.นี้/p div !--break--!--break--/div p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/737/32515079435_361277401e.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ที่มา เว็บไซต์สน.บางรัก/span/p p22 ก.พ. 2560nbsp;จากเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2559 ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางไปที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคาร B ศูนย์ราชการฯ เพื่อร้องเรียนกล่าวโทษต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อไต่สวน ตรวจสอบกรณี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ สนช. รับเงินเดือนที่ปรึกษาจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เดือนละ 50,000 บาท มีความผิดต่อจริยธรรมและกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 (4) และมาตรา 103 ด้วยหรือไม่อย่างไร โดยระบุว่าnbsp;อาจเข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อประมวลจริยธรรมของข้าราชการตำรวจและประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2550 เพราะอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอีกด้วย (a href="http://prachatai.com/journal/2016/12/69311"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p pล่าสุดวันนี้ (22 ก.พ.60) a href="http://www.tnamcot.com/content/660969"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า รักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีเรื่องร้องเรียนดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มีการทำหนังสือขอขยายเวลาชี้แจงออกไป 30 วัน แต่ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา มีมติไม่ขยายเวลาให้ตามที่ขอ และส่งหนังสือทวงให้ชี้แจงข้อมูลภายใน 7 วันnbsp; ล่าสุดช่วงเช้าวันนี้ (22 ก.พ.)nbsp; ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาหนังสือ ซึ่งตนจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานต่อผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง/p pรักษเกชา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อมูลจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และข้อมูลจาก พล.ต.ท.ศานิตย์แล้ว แต่ยังขาดข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ยังไม่ส่งข้อมูลมา ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังเร่งให้ ป.ป.ช.ส่งข้อมูลมาให้ แต่ในเบื้องต้นสามารถเทียบเคียงข้อมูล จากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และข้อมูลจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ แต่ก็ต้องรอข้อมูลจาก ป.ป.ช. เพื่อมาเทียบเคียงกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้ารายงานต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 28 ก.พ. อีกครั้งหนึ่ง/p pเมื่อถามว่ากระบวนการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินจะแล้วเสร็จทันก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้หรือไม่ เพราะจะทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตรวจสอบในเรื่องจริยธรรม รักษเกชา กล่าวว่า น่าจะทัน เพราะจะมีการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินในวันที่ 28 ก.พ. นี้nbsp; และขณะนี้ก็รอเพียงข้อมูลจากสำนักงาน ป.ป.ช.nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/12/69311" target="_blank"จี้ ป.ป.ช.สอบ #039;ศานิตย์#039; รับเงินเดือนบ.ไทยเบฟฯ ชี้คล้ายคดี #039;สมัคร#039; ทำกับข้าวออกทีวี/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/j-oc0ZbZ-Co" height="1" width="1" alt=""/

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดขอทุกเหล่าทัพช่วยสร้างความปรองดอง

6 hours 31 min ago
pผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขอให้สนับสนุนรัฐบาลจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเต็มความสามารถ พร้อมหนุน ป.ย.ป. สร้างความปรองดอง ด้าน พล.อ.ประวิตร ระบุชัด ปรองดองไม่เกี่ยวกับ นิรโทษกรรม/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2366/32921905891_4edf4036da.jpg" style="width: 500px; height: 305px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ที่มาภาพจาก: /spana href="http://www.tnamcot.com/wp-content/uploads/image/2017/02/22/S__4317435.jpg"span style="color:#ffa500;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#ffa500;" /span/strong/p p22 ก.พ. 2560 พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณะ อารีนิจnbsp; ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายทหารระดับสูงของ 3 เหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารกองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน/p pผู้บัญชาการทหาสูงสุดกล่าวขอบคุณทุกเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยการสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่มและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมากราบบังคมพระบรมศพ รวมถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างเต็มขีดความสามารถ เป็นที่ชื่นชมของประชาชน และขอบคุณทุกเหล่าทัพที่ให้การสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าร่วมการฝึก Cobra Gold 17 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกองทัพไทยต่อมิตรประเทศ/p pพล.อ.สุรพงษ์ ได้ขอให้เหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การสนับสนุนรัฐบาลจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ผลงานสมบูรณ์และสมพระเกียรติยศ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) รวมถึงคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องด้วย/p pผู้บัญชาการทหารสูงสุด เน้นย้ำให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยและเหล่าทัพเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้ทันที สำหรับกรณีอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นฟื้นฟูnbsp; ให้ดำเนินการอย่างบูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อน โปร่งใส พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหมอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำให้กำลังพลและครอบครัวน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ที่สรุปใจความว่า “ขอให้ชาวไทยทุกคนร่วมกันคิดอ่าน และปฏิบัติหน้าที่ ด้วยปัญญา รวมทั้งพิจารณาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ” มาเป็นหลักชัยดำเนินชีวิต/p pทั้งนี้ การประชุมวันนี้(21 ก.พ.)ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีการแถลงผลการประชุม เนื่องจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ติดภารกิจร่วมพิธีต้อนรับ พล.อ.โง ซวน หลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม/p h3span style="color:#0000ff;"strongพลเอกประวิตร ให้สัมภาษณ์สื่อ ระบุชัดเวทีปรองดอง ไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรม /strong/span/h3 pขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่จะเสนอเรื่องนิรโทษกรรม ว่า ตนเคยพูดตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่นำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นให้ไปนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น/p h3span style="color:#0000ff;"strongโฆษกกลาโหมชี้แจง บรรยากาศพูดคุยปรองดองเป็นไปด้วยดี ระบุกรณีเพื่อไทยจะมาให้ความเห็นวันที่ 8 มี.ค. ให้รอคณะกรรมการปรองดอง เป็นผู้กำหนดวันเอง/strong/span/h3 pด้าน พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อความสามัคคีปรองดอง เปิดเผยถึงผลการเชิญพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุยเพื่อหาแนวทางปรองดองในสัปดาห์ที่สอง ว่า บรรยากาศการพูดคุยในส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก เป็นไปด้วยดีและเป็นกันเอง มีการเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งในส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ โดยเห็นว่าต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งnbsp; เกิดจากการไม่เคารพสิทธิ การทุจริตคอรัปชั่น ประชาชนยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาnbsp; การสาธารณสุข และการเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงมีความขัดแย้งที่เกิดจากการสูญเสียประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเก่าและการเข้ามาของกลุ่มผลประโยชน์ใหม่ การไม่ยอมรับกฏหมาย องค์กรอิสระถูกแทรกแซง และการมีกลุ่มทุนที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองที่หวังประโยชน์ทางธุรกิจ/p pโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็กเสนอให้มีการปฏิรูปที่ต้องทำไปพร้อมกันในทุกกลุ่ม ซึ่งควรปฏิรูปพรรคการเมืองก่อน โดยคัดสรรบุคคลที่ไม่หวังผลประโยชน์เข้ามาทำหน้าที่nbsp; รัฐบาลต้องคืนความเป็นธรรมให้สังคม เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากรธรรมชาติ เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังและทำให้ประชาชนเคารพกฏหมายควบคู่กัน และแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น/p pส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยตอบรับจะเข้ามาพูดคุยปรองดองในวันที่ 8 มีนาคม พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า จะเป็นวันเวลาใดนั้น ขอให้ทางคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นการสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นผู้กำหนด ส่วนกรณีจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จะเข้ามาพูดคุยกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ขอให้เป็นการเข้ามาพบตามช่องทางที่ได้เปิดไว้ ที่มีการเปิดเวทีทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค/p pพล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สำหรับพรรคการเมืองที่จะเข้าให้ความเห็นในวันพรุ่งนี้ (23 ก.พ.) ได้แก่พรรคกสิกรไทย พรรคเพื่อประชาชนไทยและพรรคเพื่อฟ้าดิน เวลา 13.30-16.30 น.และในวันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็น พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรครักท้องถิ่นไทย และพรรคไทยรักธรรม เวลา 9.00-12.00 น/p pที่มาจาก : a href="http://www.tnamcot.com/content/660697"สำนักข่าวไทย 1/a , a href="http://www.tnamcot.com/content/660754"2/a , a href="http://www.tnamcot.com/content/660759"3/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4HN0pwcHQM0" height="1" width="1" alt=""/

เงิบ : โฆษก สปสช. แจงไม่เกี่ยวภาพแชร์ในโซเชียลให้ข้อมูลเท็จปมงบบัตรทอง

6 hours 45 min ago
pโฆษก สปสช. แจง หลังปรากฎภาพอินโฟกราฟฟิคให้ข้wbrอมูลไม่ถูกต้องผ่านโซเชียล ย้ำไม่เคยจัดทำ แถมข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยันงบบัตรทอง ปี 61 ได้มากกว่าปี 60 ปรับเพิ่มงบเหมาจ่าย 2 พันล้านบาท หรือเกือบ 90 บาทต่อประชากร ไม่ใช่เพิ่มแค่ 500 ล้านบาท และไม่กระทบสิทธิประโยชน์เดิwbrมของประชาชน/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2604/32892321612_5906a71b0b.jpg" //p p22 ก.พ. 2560 รายงานข่าวจากสำนักงานหลักประกันสุwbrขภาพแห่งชาติ (สปสช.) nbsp;แจ้งว่า อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. กล่าวถึงกรณีที่มีการส่งข้wbrอความอินโฟกราฟฟิคผ่านทางโซเชีwbrยล โดยมีการระบุข้อความว่า ตัดงบบัตรทอง 1.3 หมื่นล้าน เหลือ 500 ล้าน ข้อความประกอบอื่นๆ โดยมีการใส่รูปตนเองด้วยว่า ภาพอินโฟกราฟฟิคนี้ไม่เคยเห็wbrนมาก่อนและไม่ทราบว่ามาได้อย่wbrางไร ทั้งข้อมูลที่นำเสนอยังไม่ตรงกัwbrบข้อเท็จจริง โดยโดยเฉพาะที่ระบุว่าตัดงบบัwbrตรทองจาก 1.3 หมื่นล้านบาท เหลือ 500 ล้านบาท เพราะงบเหมาจ่ายรายหัวในปี 2561 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขณะนี้ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มจากปี 2560 จำนวน 2,555 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปรับเพิ่มเกือบ 90 บาทต่อประชากร ดังนั้นที่ระบุว่าเหลือเพียงแค่ 500 ล้านบาทจึงไม่ถูกต้อง และยืนยันว่ารัฐบาลนอกจากไม่ปรัwbrบลดแล้ว ยังเพิ่มเติมงบประมาณมากกว่าปีwbrที่แล้ว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pทั้งนี้เรื่องงบบัตรทองที่เป็wbrนกระแสสังคมอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากบัตรทองหรือระบบหลัwbrกประกันสุขภาพแห่งชาติถือเป็wbrนสวัสดิการภาครัฐที่ให้กัwbrบประชาชนในด้านการรักษาพยาบาล โดยครอบคลุมผู้มีสิทธิถึง 48 ล้านคนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่wbrของประเทศ ดังนั้นเมื่อมีข่าวกระทบความรู้wbrสึกประชาชนจึงกลายเป็นประเด็นที่wbrอ่อนไหว แม้ว่าข้อเท็จจริงจะไม่ได้เป็wbrนไปตามข้อมูลที่นำเสนอnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“ขอย้ำว่างบประมาณระบบหลักประกัwbrนสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลได้ปรับเพิ่มทุกปีและไม่wbrได้ลดลงเลย เพียงแต่บางปีอาจปรับเพิ่มมากบ้wbrางน้อยบ้าง โดยเป็นไปตามภาระงบประมาณรัฐบาล สำหรับในปี 2561 นี้ การปรับเพิ่มงบประมาณอาจไม่ได้wbrเพิ่มตามจำนวนตัวเลขที่ สปสช.นำเสนอขาขึ้น จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่wbrอนจนเป็นประเด็นอย่างที่ปรากฎ แต่ยืนยันว่าไม่กระทบสิทธิwbrประโยชน์การรับบริการ โดยสิทธิการรักษาต่างๆ ยังคงเดิม ไม่ได้มีการปรับลดแต่อย่างไร” โฆษก สปสช. กล่าวnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/02/70175" target="_blank"สปสช.ยันงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองปี 61 ได้มากกว่าปี 60/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/02/69971" target="_blank"เผยงบบัตรทอง 61 จ่อถูกหั่นกว่า 1.3 หมื่นล้าน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LM3dhguBl2A" height="1" width="1" alt=""/

เปิด “ห้องเช่าหมายเลข 112” บทบาทนักจดบันทึกประวัติศาสตร์ราคาจ่ายของเสรีภาพ

7 hours 32 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/326/32496220592_0011851f23_o.jpg" style="width: 450px; height: 279px;" //p p“ห้องเช่าหมายเลข 112”/p pหนังสือเล่มล่าสุดของ iLaw (อ่านว่า ไอลอว์) หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ซึ่งริเริ่มทำงานติดตามคดีเสรีภาพอย่างใกล้ชิดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ราวปี 2554/p pใครที่คาดหวังแง่มุมทางประวัติศาสตร์ การเมือง การขับเน้นปัญหากระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ และการถกเถียงในปรัชญา หลักกฎหมาย ความเชื่อความคิดอย่างถึงราก อาจเป็นการคาดหวังที่ผิดฝาผิดตัว อันที่จริงนั่นก็เป็นสิ่งที่หลายกลุ่มหลายองค์กรพยายามทำตลอดหลายปีที่ผ่านมารวมถึงไอลอว์ด้วย แต่หนังสือเล่มนี้นำเสนอสิ่งที่ต่างออกไป นั่นคือ การเล่าเรื่อง “ชีวิต” และ “ชะตากรรม” ของคนธรรมดาที่ต้องเจอกับคดีนี้ แต่ขณะเดียวกันก็แอบซ่อนคำถาม-ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไว้ด้วยตามรายทาง/p pอาจกล่าวได้ว่า มันเป็นหนังสือเล่มแรกที่บันทึก “ประวัติศาสตร์ของผู้ต้องหาและครอบครัว ในคดีมาตรา 112” อย่างเป็นทางการ/p pนอกจากนี้ยอด pre-order นั้นก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจ จากที่คิดว่าจะมีเพียง 40-50 เล่มกลับมากกว่านั้นถึง 10 เท่า ปัจจุบันมันยังถูกส่งไปยังห้องสมุดมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงห้องสมุดประชาชนในจังหวัดต่างๆ ที่สำคัญ มันกำลังจะปรากฏบนแผงหนังสือในร้านหนังสือทั่วไป รวมถึงในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือนมีนาคม-เมษายนนี้/p pคำถามแรกสุดหลังหยิบเล่มนี้ขึ้นมา อาจเป็นว่า ทำไมต้องเป็น “ห้องเช่า”/p p“ความหมายของห้องเช่า คือ การที่จะได้ออกมาสักวันหนึ่ง เป็นความหวัง ไม่ใช่ห้องถาวร มันสื่อว่าสักวันต้องมีความเปลี่ยนแปลง” บก.หนังสือเล่มนี้ตอบไว้ในเบื้องต้น/p pส่วนคำถามอื่นหลังจากนั้นอาจสะท้อนผ่านอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของเหล่าคนรุ่นใหม่ที่ทำงานเบื้องหลัง/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2510/32202478304_4ba274ceaf.jpg" style="width: 400px; height: 255px;" //p pspan style="color:#0000ff;"strongยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า /strong/spanเป็นหัวเรือใหญ่ของไอลอว์ เขาทำงานที่นี่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เขาเรียนจบกฎหมาย เป็นทนายความ มาจากครอบครัวที่เป็นนักกฎหมายกันทั้งบ้าน/p pเขาเล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่ามา เป็นการวบรวมงานมาจาก 112 The Series ของไอลอว์มาขัดเกลาและเพิ่มเติมบางบทที่เครือข่ายที่ใกล้ชิดเคสเป็นคนเขียน/p p“เรามีความรู้สึก มีความคิดเห็น แต่ฐานข้อมูลมันจำกัด บันทึกกระบวนการพิจารณาคดีเฉยๆ มันแข็งและไม่มีความรู้สึก เลยลองเขียนเล่า” nbsp;/p p“คดีที่รู้สึกเยอะแล้วเขียนในบล็อก คือคดีอากง คนอ่านเยอะ เขียนต่ออีกบ้าง 3-4 ชิ้น แต่หลังรัฐประหารคดีเยอะมาก น้องที่เข้ามาก็บ่นว่าเขียนข้อมูลอย่างเดียวไม่มีใครอ่าน เลยลองคุยกันว่าเขียนแบบนี้ไหม ทุกคนก็เห็นด้วยเลยเริ่มเขียนกันมาเรื่อย”/p pเขาบอกว่าตัดสินใจรวบรวมเพื่อทำหนังสือเพราะอยากให้เข้าถึงคนอ่านที่กว้างขึ้น ในอารมณ์ของ “กระดาษ” และองค์กรทำหนังสือที่เข้าใจประเด็นนี้อย่างดีและพร้อมจะเสริมต่องานนี้ก็คือ WAY Magazine นักเขียนของเวย์คนหนึ่งตกลงมาเป็นบก.เล่มให้nbsp;/p p“ผมไม่เคยคิดว่า การถกเถียงกันด้วยหลักการ กฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรนัก ผมไม่เชื่อเลยว่าจะไปคุยกับคนเห็นต่างกันในเรื่องหลักการได้อย่างไร ไปบอกเขาว่าหลักที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ๆ แล้วเขาต้องยึดถือตามเราหรือ เรื่อง Human Rights ทุกเรื่องต้องพูดกันที่ความเป็นมนุษย์ ความรู้สึก ตัวผมเองทำงานเรื่องพวกนี้เริ่มแรกไม่ได้ทำเพราะหลักการ แต่ทำเพราะเห็นแล้วรู้สึก แล้วเชื่อ เลยเริ่มคิดกับมัน ผมจึงเชื่อว่าการจะสื่อสารกับคนต้องสื่อสารด้วยความรู้สึกและข้อเท็จจริง ถ้าคนรับรู้ข้อมูล แล้วรู้สึกไปด้วยแล้ว กระบวนการคิดถึงหลักการก็จะตามมา ผมพูดแบบนี้ก็คงโดนด่าเยอะ (หัวเราะ)”/p pคำถามหนึ่งที่ผู้ที่ทำงานกับเหยื่อและเห็นเรื่องเศร้าต่างๆ มักจะเจอคือ งานที่ทำซ้ำๆ เรื่องที่เจอซ้ำๆ ส่งผลต่อสภาพจิตใจหรือไม่ เป็นโรคซึมเศร้าบ้างไหม/p p“อันนี้ต้องให้หมอบอกสิ” เขาตอบสมกับเป็นนักกฎหมาย/p p“ถ้าดูตัวเอง ผมไม่มีปัญหา แต่คนอื่นๆ ก็อาจไม่แน่ ผมไม่เป็นคนเก็บกด ไม่แบกเรื่องพวกนี้ไว้นาน รับรู้แล้ว เจ็บบ้าง เศร้าบ้าง แต่มีอย่างอื่นต้องทำ ก็วางมันแล้วทำงานอย่างอื่นได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่เขียนงานแบบนี้ก็ไม่ใช่เพื่อจะสื่อสาร แต่เขียนเพื่อให้ตัวเองนิ่ง เจอหนักๆ พอเขียนจบก็จะนิ่ง นิ่งแล้วก็จะวางแล้วไปทำอย่างอื่นต่อได้”/p p“เคสที่เป็นแรงบันดาลใจคือ เคสพี่หนุ่ม (ธันย์ฐวุฒิ) แต่ไม่ได้รวมในเล่มนี้ สาเหตุก็เพราะพี่หนุ่มทำให้ผมเปลี่ยน เป็นคนแรกที่ผมคุยด้วย คุยจริงๆ เข้าไปเห็นคดี เห็นลูกชาย พอรู้สึกก็คิดต่อหลักการ รู้สึกเศร้าและเจ็บปวด ในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา เรารู้สึกว่าน่าจะชนะ แต่แพ้ ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ถูกรับฟังเลย เรารู้สึกเศร้าและเจ็บปวด เจ็บปวดที่ผลเป็นอย่างนี้ เศร้าที่คดีแบบนี้ทำอะไรไม่ได้ ก่อนหน้านั้นมีความเชื่อว่ามันไม่ได้แย่ แต่พอลงไปคลุกคลีมันแย่กว่านั้นอีก และมันยังเลยลิมิตไปได้เรื่อยๆ”/p p“ถามว่าทำเรื่องพวกนี้เยอะๆ แล้วด้านกลับจะยิ่งทำให้คนกลัวไหม มันก็เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งในการทำงานของเรา มีผลสร้างความกลัวให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งก็จริง แต่ก็คิดว่าคนที่กลัว ร้อยละ 70-80 จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มีความสุขกับการอยู่ภายใต้กฎหมายนี้หรือระบบนี้ไปพร้อมๆ กันด้วย เราอาจช่วยแผ่ขยายความหวาดกลัว แต่มันก็จะทำให้คนไม่พอใจกับระบบ และยิ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงมีวิธีเดียวคือ คนรู้สึกอยากเปลี่ยน”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2291/33047788945_47a9d7239b.jpg" style="width: 400px; height: 266px;" //p pspan style="color:#0000ff;"strongณัชปกร นามเมือง หรือถา/strong/span ทำงานกับไอลอว์มา 2-3 ปี เขาเป็นหนุ่มอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน แต่ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างอ่อนไหวและสะเทือนใจกับเคสที่ติดตามค่อนข้างมาก เรารู้สึกถึงเรื่องนี้ได้ไม่ยากจากการพูดคุยกันแม้ช่วงสั้นๆ/p pถาเล่าว่า เขารู้จักคดี 112 คร่าวๆ มาตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ “ไม่อิน” เพราะไม่รู้ข้อมูลมากนัก จนกระทั่งหลัง “อากง” หรืออำพล ผู้ต้องขังชราเสียชีวิตในเรือนจำและเกิดการรณรงค์ขนานใหญ่เรื่องมาตรา 112 เขาจึงเริ่มฟังมากขึ้น/p p“จุดเปลี่ยนของผมคือ การที่ได้ฟังอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พูดกรณีอากงเปรียบเทียบคดีชิตบุศย์เฉลียว บอกว่าศาลไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ทำให้ผมเริ่มเห็นว่าเป็นปัญหากระบวนการยุติธรรม ตอนนั้นเริ่มคิด แต่ไม่เศร้า พอมาทำงานไอลอว์ได้ตามเคสแรกคือ ป้าฐิตินันท์ อันนี้เศร้ามาก เพราะได้เห็นกับตาว่าป้าแกป่วยเป็นจิตเภท ดูเบลอมาก ดูภายนอกก็เห็นเลย ศาลเองก็เชื่อว่าป้าแกก็เบลอจริง ศาลชั้นต้นรอลงอาญา แต่พอหลังรัฐประหาร ศาลอุทธรณ์ลงโทษผมเลยช็อค ข้อเท็จจริงมันค่อนข้างสมบูรณ์มาก ใบรับรองแพทย์ชัดเจน ตอนอ่านคำพิพากษาชั้นต้น หน้าป้าแกไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย ลูกเดินไปจับมือแม่ว่า ไม่ติดคุกแล้วนะแม่ ป้าก็ยังนั่งเบลอของแกอยู่”/p p“อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ก็เป็นอีกคนที่ผลักดันให้พวกเราเขียนงานลักษณะนี้ มันอยู่บนฐานคิดว่าคนพวกนี้จะถูกลดทอนให้ต่ำกว่ามนุษย์ หน้าที่ของ 112 เดอะซีรี่ส์ คือ การคืนความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา คนแบบนี้คิดยังไง ชีวิตปกติเป็นยังไง เขาไม่ต่างจากเรา มีบางอย่างที่ห้อมล้อมเขา ทำให้เขาคิดและเป็นแบบนั้น ผมซื้อไอเดียนี้นะ ถ้ามีคนเห็นป้าฐิตินันท์แบบเดียวกับผมก็อาจเห็นปัญหาของการใช้ 112 แบบเดียวกับผมมากขึ้น”/p pเมื่อถามถึงคดีที่สำคัญสำหรับเขา เขากล่าวอย่างไม่ลังเลว่าคือ คดีของสิรภพ ผู้ซึ่งถูกคุมขังมาแล้วเกือบ 3 ปีจนปัจจุบัน คดีพิจารณาในศาลทหาร และเป็นหนึ่งในสองรายที่ “ขอต่อสู้คดี” nbsp;/p p“มันน้อยคนที่จะสู้คดี เขาบอกว่าเขายอมรับไม่ได้ในความผิดที่เขาไม่ได้ทำ เขาเล่าว่าข้อหาที่เขาโดนเกิดจากรูปภาพกับกลอน จะตีความอย่างไรก็ได้ แรงจูงใจเบื้องหลังคือเขาเป็นกวี เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง อยู่ในแบ็คลิสต์อยู่แล้ว เขามั่นใจมากว่า 112 ถูกนำมาใช้กำจัดเขา”/p p“เรื่องนี้เขียนยาก เคยเขียนไว้อีกแบบ แต่ตอนที่เขียนเผยแพร่ ผมก็ข้อเท็จจริง ไม่ได้ดราม่ามาก แต่ก็เป็นตัวเองมากที่สุด มันมาจากปากเขา เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ต่อสู้ภายใต้กฎหมาย แต่สู้กับทัศนคติของศาล โดยเฉพาะศาลทหาร ซึ่งวิธีคิดเป็นคู่ขัดแย้งกับเขามากกว่าศาลพลเรือนเสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องมันพื้นฐานมาก ไม่ได้เรียกร้องให้มาเห็นใจเขา แค่ให้เข้าใจว่าเขากำลังสู้กับอะไร สู้กับวิธีคิด”/p p“ส่วนตอนที่เคยเขียนไว้อีกแบบไม่ได้เผยแพร่เพราะเป็นตัวของตัวเองมากไป ผมเล่าเรื่องที่ผมไปศาลแล้วเป็นการรอการประกันตัวเขา เรานั่งรอกันนานมาก มีผม ลูกสาว และพี่สิรภพ จนศาลใกล้จะปิด คำสั่งลงมาว่าไม่ได้ประกัน ผมเห็นเขากอดลูกเขา บอกว่ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ประกัน ลูกสาวซื้อชอคโกแลตมาให้พ่อ พี่สิรภพยื่นให้ผมบอกว่า “กินซะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” เย็นวันนั้นผมเดินออกจากศาล ผมหยิบชอคโกแลตออกแล้วก็ร้องไห้เละเทะเลย เชี่ย! เขาสิต้องกิน ไม่ใช่กู”/p p“เขาเคยบอกผมว่า ถ้าเขาไม่สู้ ทุกคนจะเข้าใจว่าเขาทำผิดจริง ... “ผมเป็นหิน โยนลงน้ำ คุณก็เป็นคลื่นส่งต่อให้สังคมให้หน่อย” คำนี้มันติดหูมาตลอด และมันทำให้ผมฝังใจกับคดีนี้มากและอยากถ่ายทอด”/p p“แต่ก่อนผมไม่เคยคิดเรื่องพิจารณาคดีลับ เป็นปัญหายังไงวะ วันหนึ่งก็เห็นจริงๆ ว่าเป็นปัญหา สังคมมันตรวจสอบไม่ได้ ถ้าเอาคำฟ้องเขามากางสู่สาธารณะมาโหวตกันเลยว่าผิดไหม ผมว่ามีลุ้นมากๆ ไม่ต้องพูดหลักกฎหมายเลย มันเหมือนกรณี “จ้า” ของแม่จ่านิว มันเกิดอย่างนี้เยอะนะ แต่พอพิจารณาคดีลับทำให้กระบวนการไม่เคยถูกตรวจสอบได้เลยว่ากำลังทำอะไรกันอยู่”/p p“ปัญหาสุขภาพจิตเหรอ มี ไม่รู้ว่าเกิดจากเคสหรือคนรอบข้าง เช่น เวลาอ่านสเตตัสพี่คนหนึ่งที่ชื่อกุ้ย มันทำให้เราจม เคยคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าแล้วไม่ยอมรับหรือเปล่า เราไม่อยากเจอสังคม ก่อนหน้านี้ตอนรัฐประหารใหม่ๆ เข้าสังคมไม่ได้ ไม่อยากเจอใคร รู้สึกว่าถ้ากินเหล้ากับเพื่อนแล้วเห็นเพื่อนมีความสุข เราจะรู้สึกแย่ ทำไมมึงความสุข ทั้งที่โลกมัน fuck up มาก พี่กุ้ยเคยบอกว่า กินเหล้าไปเหอะ กินให้เมาๆ ง่วงแล้วก็นอนไปจะได้ไม่ต้องคิดอะไร แต่ช่วงหลังก็ดีขึ้น พอคนอื่นรอบๆ ตัวเริ่มเห็นปัญหาการใช้กฎหมายนี้ด้วย ทำให้เรามีเซฟตี้โซน”/p p“ผมไม่รู้สึกว่า เชี่ย กูทำไรไม่ได้ ไปเรียนต่างประเทศดีกว่า เราไม่ได้ถูกฝึกมาให้หนีความจริง เวลาผมได้ยินคนพูดว่า ประเทศนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ประเทศห่านี่หรอก ไปอยู่ต่างประเทศดีกว่าก็จะรู้สึกว่า มันเป็นสิทธิเขาแต่เผลอๆ การยิ่งคิดแบบนี้ ปัญหายิ่งไม่ถูกแก้ มันยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อเราคิดจะหนีมัน” nbsp;/p p“มันเหมือนหนังเดอะ เมทริกซ์ มียาสีฟ้ากับสีแดง แต่เราเสือกเลือกทะลึ่งกินยาเม็ดสีแดง ทำให้เห็นความจริงว่าเราไม่ได้สุขสบายอย่างที่ตาเห็น ถ้าเรากินสีฟ้าอยู่อำมาตย์ ใช้ชีวิตในสังคมทุนนิยมไปก็สบายแล้ว เสือกไม่กิน”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2929/32921130441_90595a8360.jpg" style="width: 400px; height: 266px;" //p pspan style="color:#0000ff;"strongวีรวรรธน์ สมนึก หรือ แน็ค/strong/span เป็นหนุ่มแว่น นักดนตรี พูดน้อย เริ่มทำงานที่นี่หลังเรียนจบและลงมือเขียนหลายเรื่องในเล่มนี้ เขาเล่าว่าเส้นทางการทำงานนั้นเป็นไปอย่างจับผลัดจับผลู เพราะคาดหวังงานที่ไม่ใช่เอกชน กับ ไม่ใช่ข้าราชการ ติดตามการเมืองแบบห่างๆ แต่ช่วงเรียนจบเป็นช่วงหลังรัฐประหาร 2557 พอดีทำให้การเมืองร้อนแรงอย่างช่วยไม่ได้และจึงเริ่มรู้จักไอลอว์จากทางเพจเฟซบุ๊ก จนกระทั่งมีการเปิดรับสมัครงาน/p p“ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตจะได้ไปคลุกคลีกับคนต้องโทษคดี 112 หรือไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องไปตามคนที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมในค่ายทหาร ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่มันก็เป็นการฝึกแบบหนึ่ง ฝึกให้เราเก็บข้อมูล สังเกตการณ์ บันทึก แล้วเอามาเผยแพร่เป็นประโยชน์กับประเทศ”/p p“นักโทษคดี 112 คนแรกที่เจอคือลุงโอภาส คดีเขียนฝากผนังห้องน้ำห้าง วันนั้นรู้สึกต้องชั่งใจ ปกติเราก็เป็นคนไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครเท่าไรนัก พอมันต้องทำ ก็ 5 4 3 2 1 เริ่มเลย ก็เข้าไปคุยกับลุงแล้วเก็บข้อมูลไปทำเคสฟอร์ม พอทำความรู้จักกับแก รู้สึกว่า สำหรับคนเรียนจบใหม่นี่เป็นโอกาสดีมากๆ ที่ได้มาคุยกับลุง มีหลายเรื่องที่ข่าวไม่นำเสนอ”/p p“ช่วงเริ่มทำงานเป็นช่วงที่มีคดีเยอะมาก หลังรัฐประหารใหม่ๆ ไง คนโดนจับวันแรกเราต้องไปเจอให้ได้ในชั้นฝากขัง เราไปช่วยเยียวยาคุยกับเขา กลับมาก็ต้องเยียวยาตัวเองด้วย คือ กินเหล้า (หัวเราะ) มันทำให้หลับง่าย ทำให้อยู่ในอีกสภาวะหนึ่งที่ลืมไปก่อน ค่อยกลับมาคิดใหม่ทีหลัง”/p p“เวลาไปเจอตัวจำเลยครั้งแรก เป็นสิ่งที่ยากที่สุดแล้วในกระบวนการ เราจะทำยังไงให้เขาไว้ใจเรา เราจะมีวิธีเข้าถึงเขายังไงบ้าง เราจะแนะนำตัวว่าเราเป็นอะไร แล้วเราจะเจอกันครั้งต่อไปได้ยังไง มันต้องใช้พลังงานเยอะเหมือนกัน นอกจากจะไปหาข้อมูลของเขาเพื่อมาทำข้อมูลแล้ว เรายังต้องไปช่วยรับฟังเขา ช่วยแนะนำขั้นตอนทางกฎหมายหรือการเตรียมตัวเข้าเรือนจำกับเขา แล้วต้องเสริมกำลังใจให้เขาด้วย ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้ยากแค่ตัวจำเลยที่จะเข้าไปคุย แต่มีอุปสรรคจากเจ้าหน้าที่ด้วย เราก็ต้องพยายามอธิบายว่า เขาควรได้รับสิทธิบางอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้เขามีเพื่อนคุยบ้างระหว่างขึ้นศาล”/p p“ยอมรับว่าคุยเรื่องการเมืองกับที่บ้านไม่ได้เลย จะเลี่ยงคุยเรื่องการเมือง แค่เรื่องเหลืองแดง ไม่ต้องพูดถึง 112 เลย พยายามบอกเล่าให้เขาฟังบ้าง ที่เหลือก็ให้เขาตัดสินเอาเอง จริงๆ การทำหนังสือห้องเช่าหมายเลข 112 ก็เป็นอีกวิธีการที่ดี ต้องเล่าผ่านเรื่องแบบนี้ ชีวิตของเขา มิติความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมี”/p p“ผมอยากให้เรื่องแบบนี้ไปอยู่บนเซลฟ์หนังสือร้านใหญ่ๆ ทั่วประเทศ อยู่หมวดอะไรก็ได้ช่างมัน อยากให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้ คนที่ไม่ได้ตามการเมืองเลย แค่หยิบหนังสือมาเปิดดู แล้วอยากรู้ว่าเรื่องนี้คืออะไร แล้วซื้อกลับไปอ่าน มันน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้”nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2618/33047789035_e8a37e454c.jpg" style="width: 400px; height: 225px;" //p pspan style="color:#0000ff;"strongอานนท์ ชวาลาวัณย์ หรือแว่น/strong/span เป็นคนที่มีสไตล์เฉพาะตัวสูง ดูภายนอกเทียบมาตรฐานทั่วไปอาจไม่มีใครรู้ว่าเป็นนักเรียนนอก มาสเตอร์ดีกรี เขาออกตัวว่ามาทำงานนี้โดยไม่มีอุดมการณ์อะไรเบื้องหลังมากมาย แต่เขาสนใจการเมืองอย่างเข้มข้น และเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร เราจึงเชื่อว่าเขาและการเจอกันกับไอลอว์ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ/p p“ทำงานมาตั้งแต่ปี 2013 คิดว่าองค์กรนี้น่าจะทำอะไรได้บ้างแค่นั้น พอหลังรัฐประหารก็เห็นปัญหาชัดขึ้น รู้สึกอยากจะทิ้งอะไรให้สังคม มีการตั้งเป้า ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จในชีวิต เรื่องเงินทอง แต่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวการละเมิดสิทธิที่เกิดในช่วงนี้ วันนี้มันอาจยังไม่มีค่าอะไร แต่วันหน้าสมมติมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รายละเอียดที่เราบันทึกอาจมีส่วนในการช่วยรื้อฟื้นความยุติธรรมก็ได้”/p p“มันสนุกนะ ได้อยู่กับเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องยากที่จะหางานที่เราได้ทำเรื่องที่เราสนใจแล้วยังได้เงินมาใช้ชีวิต นี่เคยไปทำบริษัททัวร์อยู่ได้ 7 วันลาออกเลย มันไม่ใช่ ”/p pถามว่าทำไมชอบการเมือง เขาเล่าเท้าความไปถึงสมัยเรียนที่พลัดหลงไปในวงเสวนาของกลุ่มศึกษามาร์กซิสม์ นั่นคือจุดเริ่มต้น/p p“ตอนนั้นคุยกันเรื่องศาสนา ฟังแล้วก็ช็อค แต่เราเถียงไม่ได้ ฟังเหตุผลเขาแล้วก็หนักแน่นดีก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนให้ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และชอบบรรยากาศการถกเถียงหนักๆ แล้วเขาก็คุยกันหลายประเด็นนะ ทำให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ไกลตัว ไม่ใช่แค่เรื่องในสภา มันอยู่ในชีวิตประจำวัน”/p p“พอทำงานเก็บข้อมูลตรงนี้มานานก็เห็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม พอมันมีประเด็นอุดมการณ์ทางการเมืองเข้าไปมันทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกตั้งคำถาม แต่คนไม่ค่อยพูดกันเรื่องนี้ แล้วก็ได้เห็นชีวิตคน คดี 112 เราได้เห็นมิติที่อาจต่างจากคนทั่วไป”/p p“อะไรนะ ซึมเศร้าเหรอ ผมไม่เคยเป็นนะเพราะกลับบ้านก็มีซีรีส์ดู สามารถตัดได้ ตอนที่คุยตอนรับรู้เรื่องก็รู้สึกมากอยู่ แต่พอถึงเวลาเลิกงานก็กินเบียร์เฮฮาได้ เรามีทางจะตัดมัน ผมหมกมุ่นกับการเมืองกับเรื่องพวกนี้เหมือนสื่อบันเทิง เป็นเรื่องที่เราติดตามใกล้ชิดเราพยายามดูว่ามันเคลื่อนไปไหน มันจึงไม่ทำลายไฟในการทำงาน ตรงกันข้ามกลับยิ่งเติมไฟ เพราะมันยังมีปัญหาอีกมาก เราต้องเรียนรู้ ยังต้องลุยอีกเยอะ”/p pเมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ เขาเล่าถึงประสบการณ์เสียวที่เกิดขึ้น/p p“ตอนไปค้นบ้านลุงบัณฑิตไง ไปกับนักข่าวประชาไทคนหนึ่ง ตอนนั้นเรากลัวมากเลย ทั้งที่ตัวเราไม่ได้ทำอะไร ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่เป้าหมายของตำรวจทหารที่ไปวันนั้น แต่กลัวมาก แต่เราเห็นคนที่เป็นเป้าหมายเถียงกับตำรวจว่า ผมปวดเยี่ยว แล้วก็เดินไปเยี่ยวเลย ไม่สนใจตำรวจที่บอกต้องรอทหารก่อน ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราอาจต้องกล้ามากกว่านี้”/p p“ลุงแกพูดในสิ่งที่เชื่อ กล้าออกมาเรียกร้องเสรีภาพในการคิดการพูดซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทุกคน แล้วก็ไม่ได้ตังจากสิ่งที่แกพูด เราต่างหากที่ได้ตังจากการทำงาน แต่เรากลับยังเต็มไปด้วยความกลัว ผมก็เลยคิดว่าต้องทำหน้าที่บันทึกให้ดีที่สุด บันทึกความรุนแรง ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องเป็นทางกายภาพ การกดทับความคิดความเชื่อคนก็เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง”/p p“รัฐมีหอจดหมายเหตุของเขา แต่เรื่องของประชาชนไม่เคยมีหอจดหมายเหตุบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตัวเอง ผมหวังว่างานที่ทำอาจะไปสู่จุดนั้น”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2673/33047788995_df7642c44a.jpg" style="height: 400px; width: 266px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ถ่ายโดย อนุช ยนตมุติ/span/p pspan style="color:#0000ff;"strongอภิรดา มีเดช/strong/span เป็นนักเขียนผู้ทำงานกับ WAYnbsp; มา 7 ปีกว่า เธอทำประเด็นหลากหลายตั้งแต่อาหาร สิ่งแวดล้อม จนถึงประเด็นต่างประเทศ/p p“แม่น้ำเจ็ดสาย” คือกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำให้คนทำงานในองค์กรด้านการสื่อสารเพื่อสังคมได้มาเจอกัน และไอลอว์ก็ไม่รอช้าที่จะปรึกษาพี่เบิ้มในวงการหนังสือให้มาช่วยทำเล่มนี้ ทั้งในแง่การเป็น บก.และศิลปกรรม/p p“ฟังโปรเจ็กต์แล้วก็อยากทำ มีความสนใจอยู่แล้ว มีกองอีกคนหนึ่งที่เขาสนใจประเด็นนี้ด้วยกัน ก็ช่วยกันดู”/p p“จริงๆ ตามประเด็นมาบ้าง นานมาแล้วก็เคยไปสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์เรื่อง 112 เห็นปัญหา เห็นมาโดยตลอด ถามว่ากลัวไหม ตัวเราเองไม่ได้กลัว แต่ถึงเราไม่กลัวถ้ามีคนจะเล่นงาน ก็โดนอยู่ดี มันกลั่นแกล้งกันได้ แล้วพอได้อ่านเล่มนี้ เรากลัวการติดคุกมากเลย ถ้าคุณโดนแล้วคุณเหมือนไม่มีทางเลือกอะไรเหลือแล้ว”/p p“สำหรับวิธีการทำงาน เขามีเนื้อหาอยู่แล้ว เราคุยกันตอนแรกคิดว่าน่าจะพัฒนาขึ้นอีก ให้มีการคุยกับผู้ต้องหาหรืออดีตผู้ต้องขังเพิ่ม แต่เอาเข้าจริงมันเป็นไปได้ยาก จึงทำอยู่บนฐานสิ่งที่ไอลอว์มี”/p p“บทบาทสำคัญคือ ช่วยคัดและเรียงเรื่อง ถือว่าปรับแก้น้อยมาก มีบางเรื่องเหมือนกันที่ต้องถูกตัดไป ก็เสียดายมากเหมือนกัน แต่มันมีธีม มีการเล่าเรื่องของเล่มอยู่ บางอันมันค่อนข้างหลุดไป เป็นคนสนิทกับเคสเขียนเล่าออกแนวเป็นกึ่งวรรณกรรมแล้ว”/p p“ชื่อเรื่องนี่ช่วยกันคิดทั้งไอลอว์และเวย์ ระดมความคิดกันมา ทีแรกเลยมีคนเสนอว่าไม่อยากให้ใช้เลข 112 บนปก กังวลไปหมด 112 โผล่หลาเลยแล้วคนจะคิดยังไง คิดกันไปต่างๆ นานา ก็เลยช่วยกันคิดชื่อ นักโทษทางความคิด ขังได้แต่ตัวขังความคิดไม่ได้ ฯลฯ คิดกันไปเรื่อย เยอะมาก แต่สุดท้ายเวย์เผด็จการว่าต้องใส่ 112 ด้วย พูดปุ๊บคนจะเข้าใจประมาณหนึ่งเลย ถ้าเป็นชื่ออื่นคนจะไม่เก็ต แล้วก็ใช้คำว่าห้องเช่า คือ มันสะท้อนว่าเป็นแค่ห้องเช่า ยังไงก็จะได้ออกมาซักวันหนึ่ง เป็นความหวัง ไม่ใช่ห้องถาวร มันต้องมีความเปลี่ยนแปลง”/p p“ตอนอ่านเรื่องทั้งหมด หดหู่ แต่จะพยายามคุมโทนไม่ให้ดราม่ามาก เพราะเป้าหมายของเราคือ อยากสื่อสารให้คนที่ปกติแล้วอาจจะสนใจบ้าง แต่ไม่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังหรือรายละเอียดของเคส แล้วอาจจะเหมารวม อยากให้ลองอ่านดูบ้าง แต่คนที่ตามประเด็นก็จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เรื่องจริงมันดราม่าเข้าใจ แต่ถ้าเขียนดราม่าไป ความดราม่าของเคสมันจะบังเรื่องโครงสร้างปัญหา/p p“กรณีที่สะเทือนใจมาก คือ ศศิวิมล อ่านแล้วซึมไปเลย อยากให้ลองอ่านกันดู”/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iwy7IBnIREU" height="1" width="1" alt=""/

สถาบันวิจัยสังคมฯ จัดเสวนา จากโรงไฟฟ้ากระบี่ สู่โจทย์ใหญ่จัดการพลังงานยั่งยืน

8 hours 45 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/MNNe4779hyo" width="560"/iframe/p pเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 เวลาประมาณ 16.30 น. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีนโยบายสังคม (Social Policy Forum) เรื่อง การจัดการพลังงานที่เป็นธรรมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: โจทย์ท้าทายในอนาคต มีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญทางทฤษฎีและปฏิบัติร่วมแลกเปลี่ยน มีโจทย์สำคัญจะจัดการพลังงานอย่างไรให้มีความยั่งยืนและเป็นธรรม ศึกษาจากความขัดแย้งด้านนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ผ่านมา/p pspan style="color:#0000ff;"strongผศ.ประสาท มีแต้ม/strong/span นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า พลังงานเป็นเรื่องประชาธิปไตย ประกอบด้วยความเป็นธรรมและความยั่งยืน จากสถานการณ์ความขัดแย้งการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ ทำให้ยกระดับความรู้เป็นที่น่าชื่นชม โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องว่า การใช้ถ่านหินมีต้นทุนสูงและทำให้โลกร้อนถึงแม้จะเอาพื้นที่มหาสมุทรมาปลูกต้นไม้ยังไม่สามารถทำให้ธรรมชาติกลับมาสมดุลได้ เราสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งนี้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็สามารถทำได้ ถ้ามีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงพลังงาน เราจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจเรื่องนี้ง่ายขึ้น ทั้งที่ทั่วโลกเขาก็ทำมานานและสามารถทำได้/p pขณะที่ span style="color:#0000ff;"strongเลิศชาย ศิริชัย/strong/span จากคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เรากลับใช้วิธีคิดแบบเดิม รัฐบาลคิดเอาเองพอใครไม่เห็นด้วยก็ใช้อำนาจผลักภาระให้ประชาชน การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาศึกษาร่วมซึ่งรัฐบาลรู้ดีว่าโครงการมันมีผลกระทบ แต่ไม่สื่อสารต่อประชาชนและเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งนี้ต้องมีการจัดการทรัพยากรโดยท้องถิ่น แต่กลุ่มทุนกลับมาใช้ประโยชน์และจัดแจงเสียเองโดยมองข้ามท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง พูดแต่เรื่องการใช้พลังงานแต่ไม่พูดเรื่องคน/p pเลิศชาย กล่าวต่อว่า กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และสงขลา หรือพื้นที่อื่นๆ ถูกต่อต้านอย่างเข้มแข็งnbsp; ภาคใต้ถูกกำหนดตำแหน่งแห่งที่ให้เป็นเขตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จากการศึกษากระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้ากลายเป็นธุรกิจข้ามพรมแดน ขึ้นอยู่ว่าที่ไหนได้กำไรมากกว่ากัน จึงมีคำถามว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝพ.) มีการแปรรูปให้เอกชนเข้ามาถือหุ้น ขณะนี้เรากำลังเอาชีวิตคนไปค้าขายใช่หรือเปล่า แล้วจะเกิดความเป็นธรรมในอนาคตได้อย่างไร/p p“กฝพ. กับ nbsp;รัฐบาล มีวาทกรรมในทางเดียวกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ไม่ผลกระทบ โฆษณาว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นสะอาด บอกว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าแล้วลูกหลานจะมีโอกาสทำงานใกล้บ้าน แต่ความจริงคือชาวบ้านแต่ละครัวเรือนที่ภาคใต้ใช้ไฟฟ้าแค่นิดเดียว ทั้งนี้ยังบอกให้ชาวบ้านมองให้กว้างกว่าเรื่องของตัวเองและไม่เห็นแก่ตัว รัฐนำวาทกรรมนี้สื่อสาธารณะเพื่อให้คนภาคใต้สนับสนุน ขณะที่ NGO ในพื้นที่กลายเป็นแพะรับบาป nbsp;ทำไม กฝผ. และรัฐบาล จ้างคนไปนำเสนอโครงการได้ ทำไมรัฐจัดงบประมาณพาชาวบ้านไปดูงานที่ถูกจัดแจงไว้ได้ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง มีการพาชาวบ้านไปดูงานที่โรงไฟฟ้า แต่ไม่ได้พาชาวบ้านไปดูคนที่เจ็บป่วยจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ดร.เลิศชายกล่าว/p pเลิศชาย กล่าวอีกว่า การอนุมัติโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ถือได้ว่าเป็นการแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่น เกิดการขูดรีดทรัพยากรผ่านคน ลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพคน ซึ่ง ดร.เลิศชายเสนอทางออกดังนี้ 1.ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เริ่มอย่างจริงจัง ทำการศึกษาและทำวิจัยออกมา 2. ให้รัฐบาลยกเลิกการดำเนินการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 3. สร้างหน่วยงานกลางขึ้นมาจัดการแก้ไขปัญหา/p pspan style="color:#0000ff;"strongไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ/strong/span จากคณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ จากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ผ่านมา nbsp;รัฐบาลพูดถึงแค่ทางเลือกด้านพลังงาน ทางผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและทางการท่องเที่ยว ซึ่งในทางท้องถิ่นชาวบ้านก็มีความรู้และมีคุณค่า ดังนั้นการพูดถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่และที่อื่นๆ จึงไม่ใช่แค่การพูดความสะอาดทางเทคโนโลยี เนื่องจากจะมีคำถามที่ท้าทายตามมาว่า เทคโนโลยีสำหรับกระบวนการสร้างนั้นสะอาดจริงหรือไม่ จากที่เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อปี 2504 เป็นโรงไฟฟ้ากระบี่โรงเก่าที่ใช้ถ่านหินก็เริ่มดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ เริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2507 โดยมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งแรกเริ่ม 20 เมกกะวัตต์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 60 เมกกะวัตต์ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2538 จึงยกเลิกการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหิน และหันมาใช้น้ำมันเตาแทน ในช่วงที่มีการเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้า งานวิจัยนี้พบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 60 เมกกะวัตต์ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรุนแรง โดยขี้เถ้าถ่านหินจากการเผาไหม้ฟุ้งกระจาย และชาวบ้านหมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 และหมู่ 4 ต.ปกาสัย ได้รับผลกระทบ โดยที่หมู่ 4 หรือบ้านทุ่งสาครได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากอยู่ใต้ลมของโรงไฟฟ้าเป็นเวลา 7-8 เดือนต่อปี (เดือน 6 - เดือน 12 หรือเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน) และขี้เถ้าถ่านหินทำให้ชาวบ้านจำนวนมากป่วย ส่วนใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด ข้อมูลนี้ได้จาก รพ. เหนือคลอง จ.กระบี่/p pไชยณรงค์ กล่าวต่อว่า ด้านการใช้ระบบหล่อเย็นสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรส่วนรวมและความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้มีการต่อสู้ของประมงพื้นบ้านกับประมงพานิชย์มาอย่างยาวนานเพื่อปกป้องทรัพยากรส่วนรวม/p p“ด้านรายงานของ EHIA ไม่มีการพูดถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพไม่มี ทำให้โครงการขนาดใหญ่นี้เป็นข้อถกเถียงและข้อมูลถูกบิดเบือน ชาวบ้านจึงไม่เชื่อมั่นในความรู้ของรัฐบาลจึงทำการคัดค้าน” ไชยณรงค์ กล่าวไว้ตอนท้าย/p pspan style="color:#0000ff;"strongสมพร เพ็งค่ำ/strong/span นักวิชาการอิสระด้านการประเมินผลกระทบสุขภาพโดยประชาชน กล่าวถึงผลกระทบสุขภาพจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ว่า ภาครัฐมองแค่มิติด้านพลังงานแต่ไม่ได้มองมิติด้านสุขภาพ กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านที่กระบี่และเทพา จ.สงขลานั้น หากกล่าวว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีราคาถูก แล้วถ้าถามถึงราคาด้านสุขภาพมีราคาถูกด้วยหรือไม่ แล้วเทคโนโลยีสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสะอาดและป้องกันการเกิดโรคได้จริงหรือไม่ ผลกระทบไม่ใช่แค่ทำให้โรคหอบหืดและโรคทางเดินหายใจ แต่ยังมีความรุนแรงส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจด้วย และเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ จะมีงานทางวิชาการระบุว่า มลพิษทางอากาศในพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ว่าที่ไหนจะมีการปนเปื้อนโลหะหนัก ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเข้าสู่กระแสเลือดคนได้ คำถามคือเทคโนโลยีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านที่กระบี่สะอาดจริงหรือไม่/p p“ถ่านหินราคาถูกกว่าพลังงานอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้รวมเรื่องราคาด้านสุขภาพ เราควรคุยกันในเรื่องต้นทุนระยะยาว ,ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ภาระค่าใช้จ่ายล้วนมาจากกองทุนประกันสุขภาพ มุมมองด้านสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่พูดถึงแค่จ่ายค่าไฟถูก” สมพรกล่าว/p pspan style="color:#0000ff;"strongศุภกิจ นันทะวรการ/strong/span จากมูลนิธินโยบายสุขภาวะ กล่าวว่า ขณะนี้สื่อมวลชนทั้งสนใจและสับสนกับประเด็นพลังงาน กระทรวงพลังงาน และ กฝผ. ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ไฟฟ้าไม่พอใช้ แต่หากมองไปแต่ละท้องถิ่นจะพบว่ามีการใช้ไฟฟ้าแค่นิดเดียว กฝผ. อ้างว่า หากกระบี่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % แล้วจะไม่มีความมั่นคง จึงเกิดนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างพลังงานหมุนเวียน สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ประชาชนเข้าไม่ถึงการมีส่วนร่วมด้านการจัดการพลังงาน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วม จะได้ไม่ต้องรอการตัดสินใจและเกิดความขัดแย้งดังที่ผ่านมา ข้อเสนอของศุภกิจคือ การปฏิรูป กพช. เพื่อแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยประชาชนในท้องถิ่นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และ กพช. ต้องเป็นกลไกหลักในการจัดการพลังงานครั้งนี้/p pศุภกิจ เสนออีกว่า กรณีการจัดการพลังงานที่กระบี่เสนอให้ 1. ให้มีการจัดการภายในจังหวัด ให้ชาวบ้านตัดสินใจด้วยตัวเองว่าต้องการอะไรและไม่ต้องการอะไร 2. กระทรวงพลังงานให้ความเข้าใจในความรู้ด้านพลังงานกับชุมชน ตั้งแต่ความรู้เบื้องต้นเพื่อให้คนรับรู้ว่า ปัญหาคืออะไร พลังงานอยู่ร่วมและทำงานกับสังคมยังไง และจะจัดการพลังงานอย่างมีส่วนร่วมอย่างไร/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C-CHkUIYivU" height="1" width="1" alt=""/

กรณีธรรมกาย ‘อังคณา’ บอกความเชื่อส่วนบุคคลเป็นเสรีภาพ จนท.รัฐจับใครไม่ได้เพราะความเชื่อที่แตกต่าง

12 hours 50 min ago
pอังคณาระบุ การใช้ม.44 และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรณีธรรมกาย กสม. เข้าสังเกตการณ์ ยังไม่มีความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน เตือนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องแยกแยะระหว่างการทำผิดกฎหมายที่ต้องดำเนินการ กับความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นเสรีภาพบริบูรณ์ เจ้าหน้าที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว จับกุมใครไม่ได้เพียงเพราะมีความเชื่อที่ต่างจากเรา/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5559/30390736744_de19831ea2_z.jpg" style="width: 540px; height: 360px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongอังคณา นีละไพจิตร/strong/span/p pหลังจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อเข้าควบคุมตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยมีการระดมกำลังทหารเข้าคุมพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืน ขณะที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอได้ประกาศเส้นตาย 10.00 ว่าการเจรจาจะต้องลุล่วงเพื่อเข้าค้นภายในวัด/p pทางประชาไทสัมภาษณ์อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับกรณีธรรมกาย โดยทางอังคณากล่าวว่า เท่าที่ตามดูตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นความรุนแรงหรือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้มีปฏิบัติการอะไรที่จะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ ณ ตอนนี้/p p“ตั้งแต่วันแรกที่ทางดีเอสไอจัดกำลังเข้าไป กสม. ก็ได้เข้าไปสังเกตการณ์ แต่เราก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน ไม่ได้ไปร่วม ไม่ได้ไปแสดงตนต่อดีเอสไอ เราไม่อยากเข้าไปร่วมอยู่ในความขัดแย้ง แต่มีหน้าที่ที่ต้องเฝ้าระวัง แล้วก็ติดตามสถานการณ์”/p pอังคณา กล่าวอีกว่า “เมื่อวานก็ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงวัดพระธรรมกายว่า การตัดน้ำตัดไฟทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ซึ่งตรงนี้ กสม. ก็ต้องตรวจสอบต่อไป แล้ววันที่มีการกระทบกระทั่งกันจนมีคนที่บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ที่ไปสังเกตการณ์ก็ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เนื่องจากผู้ที่บาดเจ็บเป็นผู้หญิง เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปดู แต่ว่าทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปเยี่ยม แต่เราก็สอบถามเป็นระยะต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่เราก็เข้าไปเฝ้าระวังอยู่ตลอด”/p pผู้สื่อข่าวประชาไทสอบถามว่า การประกาศใช้มาตรา 44 ในกรณีนี้ถือว่ามีรุนแรงไปหรือไม่ อังคณาตอบว่า/p p“เราก็ดูว่าตั้งแต่วันแรกที่ประกาศใช้มาตรา 44 ก็ยังไม่เห็นว่าทางรัฐบาลหรือดีเอสไอกระทำการอะไรที่รุนแรงเกินกว่าที่กฎหมายให้ไว้ ส่วนวันนี้ก็ต้องดูต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร จะเกินกว่าเหตุหรือไม่ ต้องขอดูก่อน เพราะที่ผ่านมาถึงแม้จะใช้มาตรา 44 แต่ยังไม่พบว่ามีการทำอะไรที่ทำให้เกิดความรุนแรง”/p pอย่างไรก็ตาม อังคณาอธิบายว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องแยกแยะระหว่างการกระทำผิดกฎหมายของผู้ต้องหากับเสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อ/p p“ต้องแยกแยะ เนื่องจากว่าเรื่องของศาสนาในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เขียนไว้ว่า เป็นเสรีภาพบริบูรณ์ ใช้คำว่าประชาชนมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อลัทธิต่างๆ ถือว่าเป็นเสรีภาพที่ทุกคนจะเชื่อในลัทธิอะไรก็ได้ และสามารถปฏิบัติตามความเชื่อนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องความเชื่อของประชาชน เราคงต้องแยกแยะและต้องเคารพในความเชื่อหรือศรัทธาของประชาชน คิดว่าทางเจ้าหน้าที่คงไม่เข้าไปยุ่งในเรื่องความเชื่อ ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้เลยว่าความศรัทธาหรือความเชื่อต่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นสิ่งผิด อันนี้พูดไม่ได้ เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว/p p“แต่ในเรื่องการกระทำผิด หากพบว่าใครก็ตามที่กระทำผิด เจ้าหน้าที่สามารถใช้กฎหมายในการดำเนินการได้อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถไปจับกุมใครเพียงเพราะเขามีความเชื่อที่ต่างจากเรา อันนี้ทำไม่ได้/p p“ถ้าเราเห็นว่าความเชื่อแบบนี้ไม่ถูก ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิให้ความเห็นว่าที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร เป็นต้น แต่ต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว เพราะในเรื่องความเชื่อคนเราสามารถเสียสละชีวิตได้เนื่องจากความเชื่อ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก ต้องระมัดระวังและแยกระหว่างสิ่งที่เป็นความผิดทางกฎหมายก็ต้องไม่ละเว้น ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ส่วนในเรื่องความอ่อนไหวเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเคารพกัน”/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GpmuzMoVF1Y" height="1" width="1" alt=""/

หนังสือสอนเพศศึกษาเด็ก กลายเป็นประเด็นถกเถียงในอินโดนีเซีย

16 hours 47 min ago
pหนังสือสอนเพศศึกษาเด็กในอินโดนีเซียกลายเป็นประเด็นโต้แย้งกันหลังจากที่มีคนโพสต์ภาพบางส่วนของเนื้อหาในหนังสือโดยปราศจากบริบทแวดล้อมหรือเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งฟิตา จักรา คนเขียนหนังสือสอนเพศศึกษาเรื่องนี้บอกว่าเขามีเจตนาต้องการให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและสอนให้เด็กป้องกันตัวเองจากการล่วงละเมิดทางเพศ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3792/32195921444_4eee5a99a4_z.jpg" style="width: 560px; height: 336px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มา:nbsp;http://jateng.tribunnews.com/strong/span/p p21 ก.พ. 2560 บีบีซีรายงานว่า หนังสือชื่อ "ฉันเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง" (I Learn to Control Myself) โดยฟิตา จักรา กลายเป็นข้อถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียและทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนไม่พอใจหลังจากที่มีคนเผยแพร่ภาพและเนื้อหาหนังสือสอนเพศศึกษาเล่มนี้ออกไปเพียงแค่บางส่วน/p pหนังสือเล่มดังกล่าวมีการสอนเด็กเกี่ยวกับการช่วยตัวเอง รูปส่วนหนึ่งของหนังสือที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตเป็นรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายนอนอยู่บนเตียงที่กำลังรู้สึกดีที่ได้ถูไถตัวเองกับหมอนข้างและอีกรูปหนึ่งเป็นรูปที่มีคำบรรยายของเด็กที่กำลังล้วงเล่นอวัยวะเพศตัวเอง/p pหนึ่งในคนที่วิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียระบุว่าให้คุณแม่ระวังลูกหลานของตัวเองและดูเนื้อหาให้ดีเวลาจะซื้อหนังสือเล่มนี้ อีกความคิดเห็นหนึ่งก็ระบุว่าถ้าหากหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเพศศึกษาจริงทำไมถึง "มีคำบรรยายอย่างละเอียด"/p pในประเทศอินโดนีเซียทีมีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่การสนทนากันเรื่องเพศระหว่างผู้ใหญ่ยังเป็นเรื่องต้องห้าม ทำให้ส่งผลต่อการหารือเรื่องเพศศึกษากันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก แต่อินโดนีเซียก็มีความตระหนักในเรื่องความสำคัญของเพศศึกษาสำหรับเด็กมากขึ้นส่วนหนึ่งก็เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้มีการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก/p pอย่างไรก็ตามในกรณีล่าสุดนี้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะกรรมการคุ้มครองเด็กอินโดนีเซีย (KPAI) ก็อ้างว่าหนังสือสอนเพศศึกษา "ฉันเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง" อาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กและอาจจะและอาจจะส่งผลนำไปสู่สิ่งที่พวกเขาเรียกเอาเองว่าเป็น "การเบี่ยงเบนทางเพศ"/p pทิกา เซรังไค ผู้จัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวบอกว่าหนังสือเพศศึกษาเล่มนี้ต้องการให้การศึกษาแก่เด็กพวกเขาควรจะปฏิบัติอย่างไรกับพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมและแพ่แม่ควรจะให้คำแนะนำแก่พวกเขาอย่างไร กระนั้นพวกเขาก็ทำการถอนหนังสือออกจากการจัดจำหน่ายโดยอ้างว่ามีชุมชนบางส่วน "ไม่พร้อมที่จะสอนเพศศึกษาแก่เด็กในวัยแรกเริ่ม" อย่างไรก็ตามทีร้านค้าออนไลน์บางส่วนที่ยังจัดจำหน่ายหนังสือเล่มนี้อยู่/p pฟิตา จักรา ผู้เขียนหนังสือให้ความรู้แก่เด็กเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการทางอารมณ์และทางร่างกายหลายเล่มบอกว่า เธอรู้สึกเสียใจที่มีคนโพสต์รูปจากหนังสือแค่ 1-2 หน้า โดยไม่มีบริบทใดๆ เธอบอกว่ากระบวนการเขียนของเธอกินเวลายาวนานมากและต้องคอยปรึกษาหารือกับบรรณาธิการอย่างจริงจังนานมากกว่าที่จะตีพิมพ์หนังสือออกมาได้/p pจักราบอกอีกว่าเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคือการให้ความรู้เด็กว่าจะปกป้องตัวเองจากการล่วงละเมิดทางเพศได้อย่างไร รวมถึงมีการให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครอง อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ถูกระบุให้ควรมีการอ่านภายใต้คำชี้แนะจากผู้ปกครองด้วย/p pอย่างไรก็ตาม เวรา อิทาบิเลียนา นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัววิจารณ์หนังสือเล่มนี้ว่าถึงแม้ว่าการสอนเพศศึกษาตั้งแต่วัยแรกเริ่มจะเป้นเรื่องสำคัญ แต่หนังสือเล่มนี้ก็วางเป้าหมายคนอ่านผิด หนังสือเล่มนี้ควรจะเป็นหนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ปกครองให้สำหรับผู้ปกครองใช้สอนเด็กมากกว่า และถึงแม้ว่าพฤติกรรมในหนังสืออาจจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 5-6 ขวบ บางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแบบนั้น/p pบีบีซีระบุว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หนังสือเพศศึกษากลายเป็นเรื่องถกเถียงในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2558 ก็เคยมีหนังสือที่ชื่อ "ถึงเวลาที่ฉันต้องเรียนรู้เรื่องการเดทแล้ว" โดย โทเก เอพริลลานโต ถูกกล่าวหาว่าส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ในหมู่วัยรุ่น/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"Children's sex book causes stir in Indonesia, /spana href="http://www.bbc.com/news/world-asia-39036643"span style="color:#0000cd;"BBC, /span/aspan style="color:#0000cd;"21-02-2017/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Jqbq8snnCIY" height="1" width="1" alt=""/

ชาวท่าแซะชุมพร ร้องกรรมการสิทธิฯ ถูกทหารคุกคาม หลังค้านสร้างเขื่อน

Tue, 21/02/2017 - 23:37
p'อนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ-ชุมพร' ร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิฯ ตรวจสอบการสนับสนุนโครงการเขื่อนท่าแซะ และกรณีทหารเรียกประชาชนเข้าค่ายคุกคามสิทธิเสรีภาพฯ พร้อมขอรบ.หยุดสร้างเขื่อน ด้าน ประยุทธ์ ให้ไปศึกษา EIA และ EHIA/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/599/32880383182_80f6110775.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เว็บไซต์ กสม./span/p p21 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลาประมาณ 09.30 น. ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะและชาวบ้านอ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ประมาณ 30 คน ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยมี เตือนใจ ดีเทศน์ และ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิฯ เป็นผู้รับเรื่องกรณีขอให้ตรวจสอบการสนับสนุนโครงการเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร และมีการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากทหารจากค่ายเขตอุดมศักดิ์ มณฑลทหารราบที่ 44 (มทบ.44)nbsp;/p pจากนั้นกลุ่มดังกล่าวได้เดินทางต่อมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ โดยในหนังสือ ระบุว่าการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ ไม่ใช่ทางออกแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งปัจจุบัน จ.ชุมพร มีโครงการแก้มลิงหนองใหญ่ที่ช่วยบริหารจัดการน้ำไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่อยู่แล้ว จึงเห็นว่าให้พัฒนาสิ่งที่อยู่เดิม ทั้งการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ รวมถึงบริหารจัดการเขื่อนคุริงที่มีอยู่เดิม ควบคู่กับการสร้างฝายมีชีวิตnbsp;น่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนมากกว่าการสร้างเขื่อน อีกทั้งยังไม่ทำลายระบบนิเวศ/p pวัชรี จันทร์ช่วง ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา ทหารจาก มทบ.44 และกรมชลประทานได้จัดประชุมรื้อฟื้นโครงการเขื่อนท่าแซะเพื่อผลักดันโครงการในพื้นที่และเข้ามาจัดการผู้ที่คัดค้านกับการสร้างเขื่อนท่าแซะ และในวันที่ 19 ก.พ. 2560 เวลาประมาณ 20.00 น.ทหารจาก มทบ.44 นำกำลังทหารพร้อมอาวุธจำนวน 20 นายเข้าในพื้นที่ ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพรเพื่อเชิญแกนนำชาวบ้านผู้คัดค้านจำนวน 15 คนไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ โดยอ้างคำสั่งอำนาจตามมาตรา 44 แต่ไม่มีเอกสารหนังสือคำสั่งใด nbsp;หลังจากนั้นได้มีการเจรจาต่อรองกัน และแกนนำทั้ง 15 คน ได้เดินทางไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ในวันที่ 20 ก.พ. 2560 เวลาประมาณ 09.30 น. ที่ทหารเรียกแกนนำให้ไปรายงานตัวเพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เนื่องจากชาวบ้านต้องเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนท่าแซะที่ทำเนียบรัฐบาลและที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในวันที่ 21 ก.พ.2560 ตามกำหนดการณ์เดิม/p pวัชรี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2560 เวลาประมาณ 17.00 น. ก่อนที่ชาวบ้านท่าแซะ จ.ชุมพร จำนวนเต็ม 3 คันรถบัสกำลังจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนท่าแซะนั้น ทีทหารจาก มทบ.44 จำนวน 10 นายพร้อมอาวุธอ้างคำสั่งมาตรา 44 นำตัวคนขับรถบัสจำนวน 3 คนไปที่ค่ายอุดมศักดิ์ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันแล้วว่าแค่นำหนังสือไปยื่นเท่านเท่านั้น ท้ายที่สุดทหารได้นำตัวคนขับรถไปที่ค่ายและปล่อยตัวแล้ววันนี้ 21 ก.พ. 2560 ส่วนชาวบ้านที่เหลือแยกย้ายกันกลับบ้าน มีเพียงตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คนที่เดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อยื่นหนังสือตามกำหนดการณ์ได้/p pวัชรี กล่าวอีกว่า วันนี้ 21 ก.พ.2560 ที่ศูนย์ราชการ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ชาวบ้านอ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จำนวนประมาณ 30 คน ทำการนัดหมายกันหลังจากต่างคนต่างเดินทางด้วยรถตู้บ้าง รถบัสบ้าง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการถูกคุกคามสิทธิจากทหารในค่ายเขตอุดมศักดิ์ เมื่อรวมตัวกันครบจึงเดินทางนำหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนท่าแซะไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาลและที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) วันเดียวกัน เวลาประมาณ 09.30 น.และคุณเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องไว้และกล่าวว่า การคัดค้านเขื่อนท่าแซะ ชาวบ้านเคยยื่นเรื่องมายัง กสม. แล้ว และ กสม. เคยประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่รวมทั้งกรมชลประทาน โดยมีมติร่วมกัน ประการหนึ่งคือnbsp; ให้กรมชลประทานชะลอโครงการเขื่อนท่าแซะก่อนnbsp; แต่ขณะนี้ยังมีความพยายามเดินหน้าการสร้างเขื่อนnbsp; ซึ่งขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2551nbsp; ที่ให้ชะลอโครงการดังกล่าวเอาไว้ก่อนnbsp;nbsp; กสม.จึงจะรับเรื่องไว้พิจารณาเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อเสนอความเห็นต่อรัฐบาลต่อไป/p pวัชรี กล่าวด้วยว่า เร็วๆนี้ชาวบ้านจะมีการนัดพูดคุยและหารือกัน เพื่อเตรียมตัวรับมือในพื้นที่ ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จากทหาร มทบ.44 ในวันที่ 15 ก.พ. นี้ เนื่องจากทหารจะเข้ามาดูพื้นที่สำหรับการสร้างเขื่อนท่าแซะและจัดการแก้ไขปัญหาชุมชนต่อไป/p h3span style="color:#0000cd;"ออกแถลงการณ์ วอนคุกคามสิทธิ เสรีภาพnbsp;/span/h3 div class="note-box" pstrongแถลงการณ์ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ ขอเรียกร้องให้หยุดคุกคามสิทธิ เสรีภาพ/strong/p pจากกรณีที่มีการประชุมหารือในระดับจังหวัดที่มณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการรื้อฟื้นโครงการเขื่อนท่าแซะเพื่อนำไปสู่การผลักดันโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการเข้ามาจัดการผู้ที่คิดต่างไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ ของทหารจากมณฑลทหารบกที่ 44 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ในเวลายามวิกาล ได้มีทหารจำนวนมากได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อจับกุมและเชิญตัวแกนนำไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ แต่เนื่องจากในเวลานั้นเป็นเวลายามวิกาล ชาวบ้านพยายามจึงต่อรองเพื่อขอเลื่อนที่จะไปพบในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นที่มณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ในเวลา 09.00 น.nbsp; การใช้อำนาจในการบุกรุกบ้านของแกนนำโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าและทหารได้นำอาวุธครบมือไปด้วยนั้น ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดระแวงnbsp; หวาดกลัวและสงสัยว่าเขาทำผิดอะไรทหารจึงได้นำกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้าไปยังพื้นที่และเชิญตัวแกนนำที่มีรายชื่อ 15 คน ไปอย่างนี้/p pต่อมาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 น. ชาวบ้านตำบลสองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ประมาณ 200 คน ได้เดินทางไปพบผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ตามที่ได้ตกลงกันไว้ และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ได้กล่าวชี้แจงเรื่องโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะเป็นโครงการที่ดี ซึ่งจะนำความเจริญมายังพื้นที่โดยยกตัวอย่างเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ การย้ายถิ่นฐานของชาวบ้านและทรัพยากรป่าไม้รวมถึงสิ่งมีชีวิตและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จะจมน้ำจากการสร้างเขื่อนเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันที่จะไม่ย้ายออก และร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำไว้ให้ชนรุ่นหลังต่อไป รวมทั้งได้ยื่นข้อเสนอให้มีการสร้างฝายเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ โดยชาวบ้านเป็นผู้ดูและบริหารจัดการน้ำด้วยพื้นที่เอง ท้ายที่สุดผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ยังคงขอความร่วมมือในการเข้าพื้นที่ของหน่วยงานและขอให้ชาวบ้านในพื้นที่หยุดคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะ/p pจากกรณีดังกล่าวชาวบ้านมีความกังวลเป็นอย่างมากที่มีการพยายามผลักดันโครงการเขื่อนท่าแซะอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ถูกทหารจี้พาตัวคนขับรถทัวร์ออกนอกพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ จึงขอยืนยันคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะnbsp; และจะไม่อพยพออกนอกพื้นที่ พร้อมทั้งไม่ยินยอมที่จะรับค่าชดเชย พวกเราเสียสละมามากพอแล้ว และขอให้ทางรัฐบาลสั่งการให้มณฑลทหารบกที่ 44 หยุดคุกคามสิทธิ เสรีภาพของชาวบ้านในพื้นที่ อีกทั้งสั่งการให้กรมชลประทานหยุดการสำรวจในพื้นที่โดยเด็ดขาด/p pด้วยจิตคารวะ/p pกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ/p /div h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์nbsp;ให้ไปศึกษา EIA และ EHIAnbsp;/span/h3 pa href="http://www.tnamcot.com/content/660341"สำนักข่าวไทย/a รายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่มีชาวบ้าน ยื่นคัดค้านการสร้างเขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร ว่า กำลังให้กระทรวงมหาดไทยไปติดตามเรื่องดังกล่าว ซึ่งต้องมีการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA/p div“หากสามารถดำเนินการได้ ก็ทำ แต่หากทำไม่ได้ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น และต้องไปหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/div divnbsp;/div divสำนักข่าวไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับโครงการเขื่อนท่าแซะ เป็นโครงการสร้างเขื่อนความจุประมาณ 157 ล้าน ลบ.ม. บนพื้นที่น้ำท่วม 6,800 ไร่ จะทำให้เกิดน้ำท่วมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ประมาณ 1,600 ไร่ nbsp;และส่งผลกระทบต่อที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ nbsp;จ.ชุมพร ประมาณ 500 ครัวเรือน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านเสนอให้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบของฝายชุมชน-ฝายมีชีวิตตามลุ่มน้ำสาขาขนาดเล็กแทน/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2qv7AweQN2w" height="1" width="1" alt=""/

'ฅนรักบ้านเกิด จ.เลย' ปักหลักเฝ้าทางเข้าเหมือง หวั่น 'ทุ่งคำ' ขนแร่ออก

Tue, 21/02/2017 - 23:17
pกลุ่มฅนรักบ้านเกิด จ.เลย ปักหลักเฝ้าทางเข้าเหมือง ยันรถพ่วงเปล่าต้องออก พร้อมขอร่วมตรวจสอบnbsp; หลังเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมแจง ‘จะไม่มีการขนแร่ในครั้งนี้’nbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2402/32654461480_2a8ef58959.jpg" //p p21 ก.พ. 2560 nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 15.00 น ที่บริเวณทางเข้าเหมืองทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ ในพื้นที่ ต.เขาหลวงnbsp; อ.วังสะพุง จ.เลย เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดและฝ่ายความมั่นคง เข้าชี้แจงกับประชาชนกว่า 70 คน จากกรณีที่บริษัททุ่งคำฯ นำรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ 12 คันเข้าไปในเหมืองเพื่อเตรียมขนสินแร่ที่ตกค้างอยู่ 190 ถุง บิ๊กแบ็ค ออกจากเหมือง/p pโดย พัดทอง กิตติวัฒน์ หัวหน้าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ยืนยันกับประชาชนว่า การขนแร่ที่บริษัททุ่งคำฯ ได้ยื่นหนังสือไปนั้น ต้องยุติไว้ก่อนเพราะต้องทำหนังสือหารือไปที่กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมรอหนังสือตอบกลับว่า ขัดคำสั่ง หัวหน้า คสช.ที่ 72/2559 หรือไม่ และยังขอให้กลุ่มฅนรักบ้านเกิดมั่นใจได้ว่า รถบรรทุกคอนเทนเนอร์ที่เข้าไปในเหมืองเมื่อวานนี้ (20 ก.พ. 60) จะไม่มีแร่ติดรถไปเป็นอันขาด จนกว่าจะมีใบขนแร่ที่ถูกต้อง โดยหากผลการหารือที่เป็นทางการออกมาจะนำมาแจ้งประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมขอให้การรวมกลุ่มของพี่น้องกลุ่มฅนรักบ้านเกิดยุติในวันนี้ และยืนยันว่าหลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงบนเหมืองทองแล้ว เหมืองไม่มีการประกอบกิจการจริง/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มฅนรักบ้านเกิดยังยืนยันให้รถบรรทุกคอนเทนเนอร์ ออกจากพื้นที่ภายในวันนี้ไม่เกิน เวลา 18.00 น. และต้องเป็นรถเปล่าที่ไม่มีสินแร่ติดรถไปเพราะยังไม่ได้รับหนังสืออนุญาต หากรถบรรทุกยังไม่ออกจากพื้นที่ก็จะเฝ้าระวังอยู่หน้าเหมืองไม่ไปไหน พร้อมระบุว่า ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ให้ประเทศ การที่บริษัทจะขนทอง ภาษี ค่าภาคหลวงแร่ประเทศได้ประโยชน์ แต่สารพิษที่ตกค้างอยู่ทุกวันนี้อีกสิบปีก็ยังคงอยู่ พร้อมให้เหตุผลที่ประชาชนในพื้นที่รวมตัวกันว่า การมาวันนี้ไม่ได้มาขัดขวาง ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไร ค่าภาคหลวงแร่ ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ได้ หน่วยงานที่ได้ก็ไม่เคยมาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รักษาเยียวยาประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/p pผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า กลุ่มฅนรักบ้านเกิด ได้ขอหนังสือยืนยันที่ทางอุตสาหกรรมจังหวัดส่งถึงอธิบดีกรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและการเหมืองแร่กระทรวงอุตสาหกรรมไว้เพื่อเป็นหลักฐาน และหากรถบรรทุกออกมาจากเหมืองให้ประชาชนในพื้นที่มีสิทธิ์ร่วมตรวจสอบด้วย พร้อมระบุว่า พอถึงเวลาตามกำหนดเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจ.เลย ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากตัวแทนบริษัททุ่งคำ จำกัด ว่า ในวันนี้ไม่สามารถเอารถบรรทุกออกจากพื้นที่ได้ แต่จะนำออกไปใน 24 ชั่วโมง (วันพรุ่งนี้) พร้อมเรียกค่าเสียหาย 4 แสนบาทในการเตรียมการขนแร่ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะเหมืองทุ่งคำไม่มีใบอนุญาต เป็นการขนแร่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย/p pทั้งนี้ กลุ่มฅนรักบ้านเกิดยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอยู่ทางเข้าเหมืองทองเป็นคืนที่ 2 เพื่อ ไม่ยอมให้รถบรรทุกขนแร่ออกนอกพื้นที่จนกว่าจะมีหนังสืออนุญาต/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/761/32995014756_5ef573be4d.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2247/32995014926_51ba5b7a27.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพnbsp;กลุ่มฅนรักบ้านเกิดที่เฝ้าทางเข้าเหมืองฯ ภาพจากเฟซบุ๊กnbsp;Aey Siriphornnbsp;/span/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/02/70185" target="_blank"รถพ่วงเข้าเหมืองทองจ.เลย ชาวบ้านขวางคาดจ่อลักลอบขนแร่ออก ชี้ลัดขั้นตอนไร้ใบอนุญาต/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PQQC58YHJkE" height="1" width="1" alt=""/

“จ่านิว” ให้การปฏิเสธ คดีฝ่าฝืน MOU ระบุจนถึงวันนี้ก็ไม่เห็นว่า คำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย

Tue, 21/02/2017 - 23:03
pศาลทหารนัดไต่สวนคำให้การคดี จ่านิวร่วมกิจกรรมเลือกตั้งที่รัก(ลัก) ฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวของผู้ถูกกักตัวโดยกฎอัยการศึกษา เจ้าตัวให้การปฏิเสธ พร้อมสู้คดี เผยจนถึงวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2422/32993610836_c0c189c00c.jpg" style="width: 500px; height: 374px;" //p p21 ก.พ.2560 ที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ ได้มีการนัดสอบคำให้การ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ในคดีฝ่าฝืนเงื่อนไขการปล่อยตัวของผู้ถูกกักตัวตามกฎอัยการศึก ตามa href="http://www.law.moi.go.th/pdf/notice40.pdf"ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 40/2557/a จากกรณีการเข้าร่วมกิจกรรมเลือกตั้งที่รัก(ลัก) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 โดยสิรวิชญ์ ได้ให้การปฎิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันสู้คดีต่อ จากนั้นศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 19 เม.ย. 2560 เวลา13.30 น. โดยในครั้งนี้ได้มีตัวแทน สถานเอกอัครราชทูตรวม 5 ประเทศเข้าสังเกตการพิจารณาไต่สวนคำให้การประกอบด้วย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศฟินแลนด์ ประเทศเยอรมันนี ประเทศเดนมาร์ค และประเทศนอร์เวย์/p pทั้งนี้สิรวิชญ์ได้ให้สัมภาษณ์กับประชาไท ภายหลังการไต่สวนคำให้การว่า ยืนยัน และพร้อมที่จะสู้คดีต่อไป เนื่องจากเห็นว่าสาเหตุที่ตนถูกดำเนินคดีนั้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ คสช. ทำคือการพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพื่อที่จะปิดปากผู้ที่เห็นต่างไปจากผู้มีอำนาจ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าคำสั่ง หรือประกาศต่างๆ ที่ออกมาโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีสถานะเป็นกฎหมาย เพราะเกิดมาจากการยึดอำนาจไปจากประชาชน/p pสำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นจาก การที่สิรวิชญ์ ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรม เลือกตั้งที่รัก(ลัก) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 โดยในวันนั้นมีผู้ถูกจับกุม และถูกดำเนินคดีทั้งหมด 4 รายประกอบด้วย พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ พ่อของนายสมาพันธ์หรือ เฌอ เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุมปี 53 nbsp;อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ หรือ 'กึ๋ย' อาชีพขับแท็กซี่ และสิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ซึ่งเวลานั้นยังเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกกลุ่มสภาหน้าโดม และสมาชิกศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) โดยทั้ง 4 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืน a href="http://www.law.moi.go.th/pdf/notice7.pdf"ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 7/2557/a nbsp;แต่มีเพียงสิรวิชญ์ คนเดียวที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนเงือนไขการปล่อยตัวของผู้ถูกกักตัวตัวตามกฎอัยการศึก เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557 เขาเคยถูกควบคุมตัวขณะเตรียมทำกิจกรรมแจกแซนวิชต้านรัฐประหาร กับเพื่อนอีกหลายคนa href="http://prachatai.com/journal/2014/06/54169"(อ่านข่าวที่นี่)/a/p pสำหรับคดีฝ่าฝืนเงือนไขการปล่อยตัว ก่อนหน้านี้ สิรวิชญ์ ได้ยื่นคำร้องขอให้มีการพิจารณาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิพากษาของศาลใดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2559 และต่อมาวันที่ 9 ธ.ค. 2559 ศาลทหารและศาลแขวงปทุมวันมีความเห็นตรงกันให้คดี ‘จ่านิว’ฝ่าฝืนเงือนไขการปล่อยตัว ข้อห้ามชุมนุมการเมือง เป็นคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลทหาร เพราะศาลเห็นว่า คสช. เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งสามารถออกประกาศ คำสั่ง และกฏหมายได้/p pโดยศาลทหารเห็นว่าหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 คสช. ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกในการออกประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และได้ออกประกาศฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในการพิจารณาของศาลทหารที่กำหนดให้ความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช.อยู่ในการพิจาณาของศาลทหารซึ่งได้รับรองความชอบธรรมตามมาตรา 47 วรรค 1 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ซึ่งคดีนี้อัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 40/2557 คดีนี้จึงอยู่ในการพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร/p pในส่วนความเห็นของศาลแขวงปทุมวันสรุปได้ว่าเมื่อ คสช. ยึดอำนาจปกครองประเทศและได้ออกใช้อำนาจรัฐออกประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 และประกาศ คสช.ฉบับที่ 40/2557จึงเป็นการออกประกาศและคำสั่งโดยใช้อำนาจความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นอกจากนั้นมาตรา 47 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่บัญญัติให้ประกาศและคำสั่ง หรือคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ประกาศตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 ทำให้ประกาศทั้ง 2 ฉบับชอบด้วยกฎหมาย/p pแม้ภายหลังจะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกก็ไม่ทำให้ประกาศทั้ง 2 ฉบับถูกยกเลิกไปด้วย การที่อัยการศาลทหารเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกระทำความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 40/2557 ซึ่งเป็นฐานความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 คดีนี้จึงอยู่ในการพิจารณาของศาลทหาร/p pปัจจุบันสิรวิชญ์ มีคดีความที่อยู่ในการพิจารณาของศาลทั้งหมด 4 คดี โดย 3 คดีอยู่ในศาลทหาร และอีก 1 คดีพิจารณาในศาลพลเรือน โดยศาลได้พิพากษาลงโทษปรับ 1,000 บาท ตามความผิดฐาน ทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยลงบนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นผิด พ.ร.บ.รักษาความสะอาด จากรณีการจัดกิจกรรมโพตส์สิทธิ์ ที่ BTS ช่องนนทรี ในวันที่ 1 พ.ค.2559 เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัววัฒนา เมืองสุข และแอดมินเพจ “เรารักพลเอกประยุทธ์” 8 คนที่ถูกทหารจับกุมตัว ซึ่งคดีนี่สิรวิชญ์เห็นว่าเขาไม่ได้ทำความผิด จึงได้มีการเตรียมการเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อไป/p pstrongสำหรับคดีที่อยู่ในศาลทหารประกอบด้วย/strong/p p-คดีฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 7/2257 กรณีการร่วมกิจกรรมเลือกตั้งที่รัก(ลัก) เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2558 nbsp;มีจำเลยทั้ง 4 คน/p p-คดีฝ่าฝืนเงือนไขการปล่อยตัวของผู้ถูกกักตัวตามกฎอัยการศึก ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 40/2557 ซึ่งเป็นผลสืบเนืองจากการร่วมกิจกรรมเลือกตั้งที่รัก(ลัก)/p p-คดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 กรณีการจัดกิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2558/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8LOgVzCAURM" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์จ่อสั่ง ตร.รื้อพัทยา หลังมิร์เรอร์เปิดเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก

Tue, 21/02/2017 - 20:41
pหลังnbsp;มิร์เรอร์ ระบุ พัทยาnbsp;เป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก เหตุมีหญิงโสเภณี 2.7 หมื่นคน 'ประยุทธ์' ระบุจะให้ตำรวจไปรื้อให้หมด ยันnbsp;กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8518/29468836835_a12d0b6ea3.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"วอล์คกิ้ง สตรีท พัทยา (ภาพจาก ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม)/span/p p21 ก.พ.2560 จากกรณี เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา a href="http://www.thairath.co.th/content/860730"ไทยรัฐออนไลน์/a ได้เสนอข่าวจากมิร์เรอร์ เมืองพัทยา เป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กซ์ของโลก ‘นครแห่งบาป’ โดยระบุว่าอ้าง เมืองเดียว มีหญิงโสเภณี 2.7 หมื่นคน หรือคิดเฉลี่ยจะมีหญิงขายบรwbrิการ 1 คน ต่อประชากร 5 คน นั้นnbsp;/wbr/p pล่าสุดวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีข่าวดังกล่าวว่า นั่นสื่ออังกฤษ แต่สื่อไทยเชื่อหรือไม่ เพราะมีการจับกุม แล้วจะให้ตนทำอย่างไร ตนจะให้ตำรวจไปรื้อทั้งหมด เพราะตนไม่ส่งเสริมการค้าประเวณีอยู่แล้ว กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น แทนที่จะช่วยทำให้ประเทศไทยดูดี กลายมาไล่บี้รัฐบาล/p p"แล้วคุณเป็นสื่อไทย คุณเชื่อเขาไหมล่ะ แล้วเขาจับกุมบ้างหรือเปล่า เขาจับกุม แล้วไงจะต้องไปรื้อทั้งหมด ก็เดี๋ยวผมจะให้ตำรวจไปรื้อให้หมดแล้วดูสิจะเดือดร้อนไหม ผมไม่ได้ส่งเสริมการค้าประเวณีอยู่แล้ว กฎหมายว่าไงว่าตามนั้น แทนที่คุณจะไปช่วยแก้ให้ประเทศไทยดูดีขึ้นมาบ้าง เออมันไม่น่าจะถึงขนาดนั้นนะ ไอ้นี่กลายเป็นว่ามาไล่เบี้ยรัฐบาล เออ ผมไม่เข้าใจความคิดมันเป็นอย่างงี้ไปได้ ผมไม่รู้นะ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/p pขณะที่เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา a href="http://www.thaich8.com/news_detail/26152"เว็บข่าวช่อง 8/a รายงานว่า นริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา และกำลังตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.ชลบุรี รวมทั้งกำลังทหาร เข้าตรวจสอบ และจับกุมบาร์ที่มีการแสดงโชว์เปลือยอาบน้ำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม/p pโดยร้านแรกพบพนักงาน 2 คน กำลังเปลือยกายอาบน้ำโชว์ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติดู เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวหญิงสาวทั้ง 2 ไปดำเนินคดี ในข้อกล่าวหา กระทำการอนาจารต่อหน้าธารกำนัล พร้อมติดต่อเชิญตัวเจ้าของร้านมาสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนร้านที่ 2 ไม่พบการแสดงโชว์ มีเพียงอุปกรณ์ในการใช้แสดงโชว์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงพูดคุยและห้ามไม่ให้มีการแสดงโชว์ดังกล่าว ก่อนตรวจสอบอายุของพนักงานทั้ง 2 แห่ง พบว่า อายุเกินทั้งหมด/p pนอกจากนี้ ยังได้เดินตรวจสอบตรวจสอบหญิง และสาวประเภท 2 ที่บริเวณชายหาดพัทยา เพื่อป้องกันการลักลอบค้าประเวณีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเบื้องต้น ไม่พบกรณีดังกล่าว แต่ได้เชิญหญิงสาว และสาวประเภท 2 มาทำประวัติไว้ที่ สภ.เมืองพัทยาจำนวนหนึ่ง/p pนริศ เปิดเผยกรณีที่มีสื่อต่างประเทศ ตีข่าวเมืองพัทยาในทางที่ไม่ดีว่า ตนเองสามารถยืนยันได้ว่า เมืองพัทยาไม่เป็นอย่างที่สื่อตีข่าว ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมเสียภาพพจน์เมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา/p pโดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังในการกวาดล้าง และป้องกันเหตุต่างๆให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ในการเดินทางมาท่องเที่ยว และพักผ่อนในเมืองพัทยาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง และขอย้ำว่า เมืองพัทยาไม่เป็นอย่างสื่อตีข่าวออกไป nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/R_8bwRNA-lY" height="1" width="1" alt=""/

ชีวิต-ความหวังของครอบครัวนักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลฯ สิ่งที่ไม่เคยถูกนับใน ‘การปรองดอง’

Tue, 21/02/2017 - 20:40
p7 ปีผ่านมาใครจะรู้ว่าญาตินักโทษคดีเผาศาลากลาง ชะตากรรมก็อาจไม่ต่างจากคนที่ถูกคุมขังเท่าไรนัก บ้างถึงขั้นต้องร่อนเร่พเนจร บ้างชีวิตไม่ปกติ หากินวันต่อวัน ความหวังเดียวคือรอเสาหลักออกจากคุก เราพาไปดูชีวิตพวกเขา ข้อสังเกต/คำถามต่อคดีนี้ พร้อมรู้จักกองทุนช่วยเหลือฯ ที่ประชาชนหันมาช่วยกันเอง/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2797/32183022764_231c78788b.jpg" style="width: 500px; height: 261px;" //p pปี 2553 การเมืองไทยถึงขึ้นแตกหัก นักการเมือง ประชาชนแบ่งฝักฝ่ายแยกสีเสื้อ ทุกฝ่ายพร้อมห้ำหั่นกันจนถึงขั้นใช้กำลังคร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดจากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง 10 เม.ย. ที่แยกคอกวัว ถึง 19 พ.ค. มีผู้เสียชีวิตนับร้อย บาดเจ็บนับพัน เหตุการณ์นี้ใช่เพียงจะจบลงในใจกลางกรุงเทพเท่านั้น แต่มันยังนำมาซึ่งความโกรธเกรี้ยวของมวลชนเสื้อแดงตามต่างจังหวัดภาคอีสานnbsp;/p pที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อมีการนำร่างนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ แท็กซี่ชาวอุบลฯ ผู้ชุมนุมที่ถูกยิงเสียชีวิตจากคำสั่งเข้ากระชับพื้นที่กลับมายังบ้านเกิดในคืนวันที่ 15 พ.ค. 2553 ก็นำมาสู่ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดในวันที่ 19 พ.ค. ขณะที่กรุงเทพฯ มีการใช้กำลังขั้นสุดท้ายกับผู้ชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงที่อุบลฯ หลายร้อยคนก็มารวมตัวกันชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด จัดรถยนต์ติดเครื่องเสียงปราศรัย เผายางรถยนต์แสดงออกถึงความโกรธแค้นในสิ่งที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกกระทำ แต่ใช่ว่าเหตุการณ์นั้นจะจบด้วยดี มีมวลชนกลุ่มหนึ่งพังรั้วศาลากลางกรูเข้าไปในสนามหญ้าขว้างปาก้อนหินเข้าสู่ตัวอาคารเพื่อระบายความคับแค้นจนมีเสียงปืนดังขึ้นจากตัวอาคาร ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์เริ่มลุกลามบานปลายจนไม่มีใครควบคุมได้ ไม่นานก็เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่ชั้นบนสุดศาลากลางจังหวัดโดยยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้วางเพลิง/p pจนวันรุ่งขึ้น 20 พ.ค. มีการออกหมายจับบุคคล 21 คนที่คาดว่าเป็นผู้บงการและกระทำการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ พร้อมพยานหลักฐานภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว พวกเขาทั้ง 21 คนนั้นโดนข้อกล่าวหาnbsp;ร่วมกันก่อความวุ่นวายและฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินnbsp;ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและมีอาวุธnbsp;ร่วมกันทำให้เสียหายต่อสมบัติสาธารณะ รวมถึงก่อการร้ายด้วย/p pนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ทั้ง 21 คน ถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดี ต่อมาบางคนได้รับการประกันตัว บางคนศาลสั่งยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ บางคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่โดนจับขังปีกว่าๆ ก่อนถูกปล่อยตัว มีจำเลยเพียง 4 รายที่ถูกคุมขังตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้และถูกศาลชั้นต้นสั่งจำคุกหนัก 33 ปี 12 เดือน เป็นชายวัยกลางคนอายุราว 50 กว่าปี 2 รายคือ นายสนอง เกตุสุวรรณ์และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ อีกรายหนึ่งคือ ธีรวัฒน์ สัจจสุวรรณ อายุ 20 ปี(ในวันถูกจับกุม) นอกจากนี้ยังมีหญิงอีก 1 รายคือ ปัทมา มูลมิล อายุ 23 ปี(ในวันถูกจับกุม)/p pการต่อสู้คดียังดำเนินต่อไปจนถึงชั้นฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับในส่วนของจำเลยหลายคนจากที่เคยยกฟ้องในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต 2 ราย จำคุก 33 ปี 4 เดือน 6 ราย และ 1-2 ปี 5 ราย a href="http://prachatai.com/journal/2014/11/56464"(อ่านข่าวต่อที่นี่)/a/p pศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช. ได้ตีพิมพ์รายงานกว่า 1,000 หน้าซึ่งมีa href="http://prachatai.com/journal/2015/12/62973"การตั้งข้อสังเกตในคดีเผาศาลากลางอุบลราชธานี/aไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่า/p p1.เหตุการณ์นี้ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ อาศัยการจับกุมตามหมายจับทั้งหมด แต่กระบวนการออกหมายไม่รัดกุมและไม่ยึดหลักการของกฎหมายที่ต้องมีหลักฐานตามสมควร มีการออกหมายจับทั้งคนที่อยู่ภายนอกและภายในศาลากลาง ภาพถ่ายส่วนใหญ่ถ่ายระยะไกล บางภาพมืด ไม่ชัดเจน บางภาพถ่ายขณะขว้างก้อนหินเข้าใส่ป้อมยาม บางภาพถ่ายคนที่ยืนอยู่ภายนอก ไม่มีพฤติกรรมอื่นใด นอกจากนี้คดีนี้ยังมีการออกหมายจับผู้ต้องหาบางคนโดยใช้ภาพที่ไม่ใช่เหตุการณ์ปี 2553 ด้วย และถูกออกหมายจับเพราะตำรวจเคยเห็นเขาร่วมชุมนุมในครั้งก่อนๆ โดยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการชุมนุมที่ศาลากลาง (จำเลยที่ 1) มีการใช้ภาพที่ไม่ชัดเจน ทำให้จับผิดตัว เช่น กรณีจำเลยที่ 14 ไม่ได้ไปชุมนุมบริเวณศาลากลางแต่อย่างใด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจับกุมโดยไม่แจ้งสิทธิและข่มขู่ให้ผู้ต้องหารับสารภาพ มีบางส่วนที่ถูกทำร้ายร่างกาย/p p2.การปล่อยชั่วคราว มีเพียงรายเดียวที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา เนื่องจากเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว ก่อนหน้านั้นพยายามขอประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ จึงได้รับการประกันตัว นอกนั้นส่วนใหญ่ได้รับประกันตัวเมื่อเวลาผ่านไปราว 1 ปี 3 เดือน/p p3.การสอบสวน ผู้ต้องหาไม่ได้รับการแจ้งสิทธิ แม้ทนายไม่ได้อยู่ร่วมขณะสอบสวนแต่ก็มีการลงลายมือชื่อของทนายในสำนวน บางคนถูกข่มขู่ บางคนถูกเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพแล้วค่อยไปต่อสู้ในชั้นศาล จากการเบิกความของพยานทำให้พบว่ามีการสอบสวนโดยไม่ชอบและบิดเบือนพยานหลักฐาน เช่น พยานให้การปรักปรำจำเลยเพราะเจ้าหน้าที่สั่งให้พูด , จำเลยให้การอย่างหนึ่งแต่เจ้าหน้าที่บันทึกตรงกันข้ามแล้วให้จำเลยลงชื่อโดยไม่อ่านให้ฟัง/p p4.คำพิพากษา ศาลพิจารณาคดีบนพื้นฐานความเชื่อว่า การเผาศาลากลางเกิดจากกลุ่มเสื้อแดงอย่างไม่ต้องสงสัย มักให้น้ำหนักกับปากคำเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเหตุผลว่า “ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย” และให้น้ำหนักต่อคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนโดยให้เหตุผลว่า “ในชั้นศาลจำเลยมีเวลาคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้จำเลยพ้นผิด” หรือกรณีที่พยานโจทก์เบิกความเป็นคุณต่อจำเลย ศาลก็ไม่นำมาวินิจฉัย เช่น กรณีจำเลยที่ 15 เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ระบุว่าได้เข้าร่วมช่วยดับไฟ แต่ศาลก็ยังพิพากษาลงโทษมีความผิดฐานร่วมกันเผาทรัพย์ ที่สำคัญ ศาลใช้พยานหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายประกอบคำรับสารภาพ หรือลายมือชื่อรับรองภาพถ่ายโดยเชื่อว่าเวลาดังกล่าว มีความชุลมุนต้องอาศัยภาพที่บันทึกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบการพิจารณา นอกจากนี้เหตุการณ์เผาศาลากลางยังมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่น่าเคลือบแคลงเช่น พยานผู้สื่อข่าวเบิกความว่าไฟเริ่มไหม้ที่ชั้นสองก่อน ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ถอนออกนอกพื้นที่แทนที่จะควบคุมเพลิง และก่อนเพลิงไหม้มีการยิงออกมาจากศาลากลาง ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 5 คน หลังเหตุการณ์มีทหารอากาศ 1 นาย ทหารบก 1 นายถูกออกหมายจับแต่ภายหลังต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทั้งสองมีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้เพิกถอนหมายจับ/p pส่วนรายละเอียดและa href="http://prachatai.com/journal/2014/11/56464"ความเห็นจากทนาย/aวัฒนา จันทศิลป์ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาปี 2558 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยสูงสุดในบรรดา 5 จังหวัด นั่นคือ 33 ปี 12 เดือนเหตุการณ์ชุลมุนที่บริเวณหน้าศาลากลาง เกิดขึ้นในช่วงบ่ายหลังสัญญาณวิทยุชุมชนถูกตัด และเหตุการณ์สลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ ร้อนถึงขีดสุดเช่นกัน ผู้ชุมนุมที่ศาลากลางมีการผลักดันกับเจ้าหน้าที่เป็นระลอก มีคำให้การที่น่าสนใจแต่ศาลไม่รับฟังเช่น/p p- ประยุทธ ชุ่มนาเสียว ประธานเครือข่ายวัฒนธรรมชุมชนภาคอีสานเคยให้ข้อมูลในเวที คอป.เมื่อต้นปี 2554 ว่า ในวันเกิดเหตุ ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ มีเสียงปืนดังขึ้นและคนเห็นแสงไฟของปืนจากชั้นสองของศาลากลาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 รายถูกนำส่งโรงพยาบาล จากนั้นมีข่าวลือว่าผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตด้วย ทำให้ผู้ชุมนุมโกรธแค้นเป็นอย่างมากและบุกเข้าไปในศาลากลาง/p p- คำพอง เทพาคำ ผอ.กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองวารินชำราบ ยืนยันว่าวิทยุชุมชนไม่ได้มีเนื้อหายั่วยุปลุกระดมให้เผาศาลากลาง เพียงแต่เชิญชวนให้ไปแสดงพลังที่ศาลากลางเพื่อกดดันส่วนกลางซึ่งกำลังมีการล้อมปราบกันอยู่ และคำถามสำคัญในวันนั้นคือ ทำไมเจ้าหน้าที่จึงรีบถอนกำลังออก/p pที่มากไปกว่านั้นคือ ปลายเดือนตุลาคม 2559 เพิ่งเสร็จสิ้นการสืบพยานในคดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งหลายหน่วยราชการฟ้องจำเลย 8 รายที่ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันวางเพลิงฯ เพื่อเรียกค่าเสียหาย 128 ล้าน/p pหน่วยงานรัฐที่ฟ้องได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมบัญชีกลาง ฯลฯ ส่วนจำเลยได้แก่ ธีรวัฒน์ สัจจสุวรรณ ปัทมา มูลมิล นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ นายสนอง เกตุสุวรรณ์/p pนายวัฒนา ซึ่งดูแลคดีแพ่งด้วย กล่าวว่า ในคดีแพ่งนี้มีแต่การสืบพยานฝ่ายโจทก์ โดยศาลไม่อนุญาตให้สืบพยานจำเลย คดีดังกล่าวเรียกว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีอาญา คดีแพ่งก็จะสิ้นสุดไปด้วย แต่หากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ คดีแพ่งก็จะมีการพิจารณาอีกทีว่าค่าเสียหายที่จำเลยต้องจ่ายควรเป็นเท่าไร/p blockquotepstrongem“/em/strongstrongemโดยรวมทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าเป็นคดีทั่วไป ศาลคงยก และแม้จะปล่อย /em/strongstrongem4 /em/strongstrongemคน (ที่โทษหนักสุด /em/strongstrongem33 /em/strongstrongemปี /em/strongstrongem12 /em/strongstrongemเดือน) ก็ไม่น่าเกลียด เพราะไม่มีใครยืนยันได้เลยว่าจำเลยเป็นผู้เผา อาศัยแต่ภาพถ่ายว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ บางคนยืนยันว่าเขาไปช่วยดับไฟด้วยซ้ำแต่ศาลไม่เชื่อ สำหรับข้อหาที่โทษหนักขนาดนี้ ถ้าไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งก็ไม่ควรไปลงโทษเขา/em/strongstrongem” /em/strongemวัฒนา กล่าว/em/p /blockquote p align="center"span style="color:#ffa500;"strong0000000/strong/span/p pแม้เนื้อหาของคดียังมีข้อสังเกตข้อคำถามอยู่หลายประการ แต่คดีนี้ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว และเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนมาก ไม่เฉพาะผู้ต้องโทษผู้ต้องขังในคดีนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงญาติ ครอบครัวของพวกเขาด้วย ส่วนคนที่พ้นโทษออกมาแล้วชีวิตต่างทรุดพัง บางคนเจ็บป่วย เสียชีวิตหลังจากได้รับอิสรภาพ บ้านแตกสาแหลกขาดเพราะขาดเสาหลักของครอบครัว ต้องย้ายที่อยู่อาศัย มีชีวิตที่ไม่ปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เบี้ยตัวเล็กๆต่างได้รับ/p pเรามีโอกาสพูดคุยกับญาตินักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลราชธานีและกองทุนช่วยเหลือญาตินักโทษคดีทางการเมืองจังหวัดอุบลฯ เพื่อบอกเล่าความเป็นอยู่ ชีวิตในปัจจุบันหลังจากคนในครอบครัวถูกศาลฎีกาตัดสินให้รับโทษปี 2558/p p align="center"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3920/33006397885_4ce920534e.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongem“วันที่น้องชายถูกตัดสิน เราตั้งตัวไม่ทัน ไม่ได้เห็นหน้าของน้อง มีเพียงเสียงจากโทรศัพท์บอกให้เราทำใจ มันทำให้เราตั้งหลักไม่ถูก” /em/strongนิก พี่สาวของป๊อบ(ชัชวาล ศรีจันดา โทษจำคุกตลอดชีวิต)/span/p pเสียงสั่นเครือของนิก พี่สาวของป๊อบ(นายชัชวาล์ ศรีจันดา)ในร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่งในอำเภอวารินชำราบเธอเล่าว่า ขึ้นศาลทุกครั้งศาลก็ยกฟ้องตลอดตลอดเพราะหลักฐานมีเพียงรูปถ่ายเพียงใบเดียวเป็นรูปถือธงของกลุ่มชักธงรบสีแดง แต่ขึ้นศาลครั้งล่าสุดเมื่อปี 58 น้องบอกเราว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องคิดมากเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด สักประมาณตอนเที่ยง น้องชายโทรมาบอกว่าให้ทำใจเพราะโทษหนักถึงประหารชีวิตก่อนลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ตอนนั้นเราตั้งตัวไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เอายังไงกับชีวิต มันเคว้งคว้างไปหมดงานไม่ได้ไปทำ ร้องไห้อย่างเดียวไม่สามารถไปเยี่ยมน้องได้เลยเรายังยอมรับไม่ได้/p pเธอเล่าต่อว่า หากย้อนกลับไปก่อนที่ป๊อบติดคุกใหม่ๆ เขาอยู่กับเราตลอดเพราะเหลือกันพี่น้องสองคน ไปไหนมาไหนเหมือนปลาท่องโก๋ เธอยอมลาออกจากงานเพื่อมาทำงานที่เดียวกันกับน้องชายเพราะจะได้อยู่ใกล้กัน แต่ฎีกาตัดสินปี 58 ออกมามันทำให้เธอต้องปรับตัวทั้งเรื่องการเงิน สภาพจิตใจ ต้องอยู่คนเดียวให้ได้/p blockquotepstrongem“ตั้งแต่วันที่น้องชายติดคุกจนถึงตอนนี้เราไม่เคยลืมเขาเลยสักวัน เราคิดถึงเขาอยู่ตลอดแต่ภาระของเราหลายมันอย่างน้องก็อยู่ไกลถึงเรือนจำคลองไผ่ เคยส่งจดหมายไปหาเขาหนึ่งฉบับ เมื่อปีสองปีก่อน แต่ไม่มีการตอบกลับทั้งเราเป็นคนเขียนจดหมายไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เลยไม่อยากส่งไป เป็นไปได้อยากพูดคุยต่อหน้าเลยดีกว่า/em/strong/p /blockquote blockquotepstrongemถ้าเป็นวันปกติ เราใช้ชีวิตของเราไปเรื่อยๆคือ ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ได้ค่าแรงวันละ 260 บาท ถ้ามีเบี้ยขยันจากการทำงานหกวันก็จะได้เพิ่มวันละ 50 บาท ส่วนวันหยุดมีวันเดียวคือวันอาทิตย์หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จนอกจากนั้นคือการปลูกต้นไม้ เลี้ยงแมวเป็นเพื่อนแก้เหงาที่บ้านเช่าหรือหากเบื่อที่จะอยู่บ้าน สถานที่บำบัดความเศร้าคือ การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดประชาชน และร้านขายต้นไม้ เพียงเพื่อให้เวลามันผ่านไปเร็วที่สุดจนถึงวันทำงานปกติเราจะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องน้องชาย” /em/strong/p /blockquote p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2752/32880569151_847681bbfe.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pเมื่อถามถึงความหวังของน้องชายของเธอเพื่อรอวันที่ได้รับอิสรภาพนั้น เธอเล่าด้วยแววตาหม่นเศร้าว่า สำหรับนักโทษคดีร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต ความหวังเราแทบไม่มีเหลือแล้วในตอนนี้ เราเหมือนคนตัวเล็กๆในสังคม หากถามเรื่องการปรองดองนั้นเขาจะปรองดองให้ใคร มันไม่ถึงเหยื่อตัวเล็กๆแบบเราหรอกจะมีก็แต่นักการเมือง คนใหญ่คนโต แต่เรายังมีความหวังอยู่เล็กๆว่าสักวันหนึ่งน้องชายเราคงได้รับอิสรภาพออกมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ส่วนตอนนี้เราคงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานสู้ชีวิตต่อไป อายุของเราก็ยังไม่เยอะ แรงของเราก็ยังมีคนอื่นๆเขาก็สู้เหมือนกันกับเรา คงได้แต่ให้กำลังใจตัวเองวันต่อวันแค่นั้นแหละ ก่อนเธอจะขอตัวกลับไปทำงานเพราะใช้เวลาพักระหว่างวันไปหมดแล้ว/p p align="center"span style="color:#ffa500;"strong0000000/strong/span/p pทว่าเหยื่อทางการเมืองนั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวและนักโทษคดีทางการเมืองอุบลฯเผยว่า มีนักโทษชายสูงวัยคดีเดียวกันนี้รายหนึ่ง ถูกคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่ส่งจดหมายสื่อสารกับทางกองทุนตลอด เพื่อถามไถ่ความเป็นอยู่ของภรรยาและลูกๆที่ไม่รู้ตอนนี้ชะตากรรมเป็นเช่นไรและไม่สามารถติดต่อได้ จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงทราบข่าวว่าตอนนี้ภรรยาและลูกของเขา ได้อาศัยอยู่ที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคใต้/p pเธอเป็นหญิงชาวมุสลิมซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้เพราะเกรงจะมีผลต่อตัวเธอและลูก พบกับสามีเพราะปัญหาในสามจังหวัดในชายแดนใต้ค่อนข้างรุนแรงในช่วงนั้นและหนักที่สุดเมื่อเธอไปแต่งงานกับนายทหารในพื้นที่ นำมาซึ่งความไม่พอใจของญาติและครอบครัวจำต้องหอบลูกหนีมายังภาคอีสานและได้แต่งงานใหม่กับลิขิต สุทธิพันธ์ สามีใหม่ของเธอ/p pเธอเล่าว่า มาอยู่อีสานใช่ว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นนัก หาเช้ากินค่ำเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อสามีโดนจับข้อหาร้ายแรงต้องโทษจำคุก33ปี 4เดือน มันทำให้ครอบครัวตั้งหลักไม่ทัน อีกทั้งลูกสาวคนโตต้องมาเสียชีวิตเพราะโดนสามีชาวต่างชาติฆ่าตาย ทำให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกชายและหลานถึงสามคนด้วยตัวคนเดียว จนในที่สุดต้องกลับมาอยู่ที่ภาคใต้เช่นเดิม แต่ไม่ใช่บ้านตัวเองเพราะตอนนี้กลับไปไม่ได้แล้ว/p blockquotepemstrong“/strongstrongเรามาอาศัยอยู่ที่โรงเรียนร้างแห่งหนึ่ง อาศัยรับจ้างทั่วไปใครมีงานอะไรให้ทำเราทำหมด บางวันก็เป็นแม่บ้าน บางวันรับจ้างเจาะมะพร้าวในสวนได้กิโลละ 3 บาท รวมวันหนึ่งได้ประมาณสองร้อยกว่าบาท หากถามว่าลำบากไหม ทุกคนก็ต้องบอกว่าลำบากเพราะขาดเสาหลักของครอบครัว จึงต้องทำงานคนเดียวหากไม่มีคนจ้างก็ไม่ได้ทำ/strongstrong” /strong/em/p /blockquote pเธอเล่าให้ฟังว่า หากมีเงินลูกๆจะได้ไปโรงเรียน หากไม่มีเงินลูกจำต้องขาดเรียน เพราะกลัวลูกหิวขนมแล้วไปขโมยของคนอื่นกินเค้าจะดูถูกเอาได้ ซึ่งต้องทำงานนี่แหละเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน ส่วนคนที่คอยช่วยเหลือเราเขาจะช่วยเหลือตลอดก็คงเป็นไปไม่ได้เราเข้าใจ เพราะคนที่ทุกข์ยากลำบากกว่าเรานั้นมีอีกเยอะnbsp;/p blockquotepemstrong“/strongstrongส่วนการติดต่อกับพี่ลิขิตนั้นไม่ค่อยได้ติดต่อกันเพราะพี่ลิขิตได้ส่งจดหมายมาหาหลายฉบับ เราจะตอบกลับก็ตอบไม่ได้เพราะเราไม่เคยเรียนภาษาไทย อยากไปเยี่ยมก็ไม่ได้เพราะไม่มีเงินเราขัดสนเรื่องนี้ต้องทำใจ อาศัยมีพอเลี้ยงสามสี่ชีวิตทีละวันๆ แค่นี้ก็ลำบากมากแล้ว งานเราไม่ได้มีทุกวันอีกทั้งที่อยู่เราต้องอาศัยอยู่ที่โรงเรียนล้างที่เขาไม่ใช้งานกันแล้ว/strongstrong”/strong/em/p /blockquote blockquotepemstrong“/strongstrongในช่วงที่น้ำท่วมภาคใต้หนักเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด วันนั้นเราออกไปเก็บผักมาทำกับข้าวทิ้งลูกกับหลานให้อยู่บ้านสามคน แต่ที่ที่เราอยู่มันอยู่ใกล้ตลิ่งเวลาน้ำมามันจะท่วมที่อยู่เราก่อนและเป็นแบบนี้ต่อมาทุกวัน ดีที่วันนั้นลูกกับหลานไม่เป็นอะไรก็ถือว่ายังโชคดีพระเจ้ายังคุ้มครองเราอยู่/strongstrong”/strong/em/p /blockquote pเธอเล่าต่อว่า มาอยู่ที่นี่ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใคร เราไม่บอกใครเลยว่าผ่านอะไรมา เจออะไรมาบ้าง กลัวเขาจะฆ่าเรา เพราะความขัดแย้งเรื่องการเมืองสีเสื้อมันรุนแรงมากๆ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน ถ้าไปบอกเขามีแต่เขาจะซ้ำเติมบั่นทอนกำลังใจเปล่าๆ หรืออาจจะอันตรายกว่านั้นก็ได้/p blockquotepemstrong“/strongstrongตอนนี้เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันแต่ต้องหากินวันต่อวันไปแบบนี้แหละ ครูก็ด่าบ้างว่าทำไมไม่ให้ลูกมาโรงเรียนเราก็ไม่กล้าตอบ ซึ่งตอนนี้เรากับพี่ลิขิตเองก็ห่วงลูกอยากให้ลูกเรียนหนังสือเหมือนคนทั่วไป เลยต้องดิ้นรน แต่ก่อนเราเร่ร่อนไปหลายที่ ถ้ายังไปอยู่แบบนี้ลูกกับหลานเราก็ไม่ได้ไปเรียน จึงต้องลงหลักที่นี่แต่เมื่อขาดเสาหลักไปแล้วเราต้องทำให้ถึงที่สุด/strongstrong” /strong/em/p /blockquote pเธอเล่าต่อว่า ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าพี่ลิขิตจะเป็นคนร้าย สุขภาพของพี่ลิขิตก็ย่ำแย่อยู่แล้ว จะไปเผาศาลากลางได้ยังไงและวันที่เกิดเหตุลิขิตพาเธอไปซื้อชุดนักเรียนกับของใช้ พร้อมไปรอรับลูกที่โรงเรียน พอกลับมาบ้านแล้วจึงรู้ว่าศาลากลางถูกเผา/p blockquotepemstrong“/strongstrongตอนนี้ได้แต่ภาวนาต่อพระเจ้าทุกวัน ให้พี่ลิขิตได้รับอิสรภาพเร็วๆ ความหวังเรื่องพี่ลิขิตเรามีเท่านี้จริงๆ /strongstrong”/strong/em/p /blockquote p align="center"span style="color:#ffa500;"strong0000000/strong/span/p pบ่ายของวันเดียวกันประชาไทได้คุยกับแม่ของต้า ธีรวัฒน์ สัจสุวรรณนักโทษคดีเผาศาลากลางอุบลฯ ต้องรับโทษสูงถึง 33 ปี 4 เดือน แต่สถานที่ที่เรานัดพบกันนั้นคือ คุก หากได้ยินชื่อหลายคนหดหู่สิ้นหวังแทบไม่อยากปรายตามอง แหล่งกักกันอิสรภาพ อาชญากรสังคมตั้งแต่คนยากดีมีจนไปจนถึงเศรษฐี ผู้คนมากหน้าหลายตาหอบหิ้วถุงอาหาร น้ำดื่มนั่งต่อคิวรอพบ ญาติ คนรัก ลูกหลาน ที่ถูกกันขังอยู่ด้านใน เพื่อได้เห็นหน้าถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันเพียงสิบนาทีก็ถือว่าคุ้มค่า/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2260/32190970883_22e2f5a9c4.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pเธอเล่าว่า ขับรถจักรยานยนต์จากบ้านมาไกลเกือบ 20 กิโลเมตร เพื่อมาเยี่ยมลูกชายของเธอและมาเป็นประจำทุกสัปดาห์ หากวันไหนดีหน่อยมักมีหลานสาวเป็นผู้อาสาพามา แต่บางครั้งก็ชินกับการมาคนเดียวแล้วเพราะตลอดสองปีตั้งแต่ศาลฎีกาตัดสินเธอก็มาเยี่ยมลูกชายอยู่ไม่ขาด/p blockquotepstrongem“ก็เพราะมันคิดถึงลูก อยากให้ลูกกลับบ้านมาอยู่กับเรา เราเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำแต่เมื่อมันเป็นไปแล้ว เราก็ต้องมาให้กำลังใจเขาอย่างน้อยได้พบหน้า คุยกันอาทิตย์ละครั้ง ก็ยังดี แต่กำลังใจเขาดีกว่าคนที่อยู่ข้างนอกนะ”/em/strong/p /blockquote pเธอเล่าต่อว่า ครอบครัวของเธอไม่เคยสุขสบาย มีความลำบากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะขาดเสาหลักของครอบครัว พ่อของต้าเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เราเลยต้องเป็นทั้งพ่อทั้งแม่เลี้ยงลูก พอโตมาหน่อยเขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวทั้งเรียนและทำงานร้านแจ่วฮ้อนส่งน้องชายเรียนไปด้วย ช่วยแบ่งเบาภาระของเราได้เยอะ แม้เมื่อปี 53 เขาดันมาถูกจับเสียก่อนทุกอย่างมันต้องหยุดชะงัก บ้านที่กำลังสร้างก็ต้องหยุดไปด้วย จากที่มีคนช่วยหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ตอนนี้เราก็ต้องดิ้นรนคนเดียว/p blockquotepstrongem“ตอนนี้ดันมาป่วยหูไม่ค่อยได้ยิน อีก แต่เราต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาฝากให้ลูก เขาจะได้ไม่ลำบากส่วนลูกคนเล็กตอนนี้ก็เพิ่งได้งานทำ ทำให้ลดภาระในครอบครัวลงไปอีกเปราะหนึ่ง แต่เราก็ต้องทนเอาเพราะยังไงเขาก็คือลูกของเรา ตอนนี้ก็หวังและรอให้ลูกชายได้พ้นโทษ กลับบ้านมาช่วยกันทำมาหากิน”/em/strong/p /blockquote pเธอเล่าต่อว่า ตอนนี้อาศัยรับจ้างเล็กๆน้อยบ้าง พอได้เงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนกองทุนช่วยเหลือที่ให้ญาติทุกเดือนนั้นช่วยเธอได้มาก ลูกชายไม่ขอรับเงินจากกองทุนช่วยเหลือสักบาท เขาบอกยกให้เราหมด แล้วอยู่ในคุกเขาจะอยู่ยังไง ต้องจัดส่วนแบ่งฝากให้ลูกชายบ้าง เก็บไว้ใช้ในครอบครัวบ้าง ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือพยายามสร้างบ้านให้เสร็จ แล้วรอวันที่ลูกชายจะได้รับอิสรภาพออกมาอยู่ด้วยกันสักทีnbsp;/p p align="center"span style="color:#ffa500;"strong0000000/strong/span/p pทั้งนี้ข้อมูลของครอบครัวนักโทษคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ อาจไม่ได้รับการเผยแพร่หากไม่มีการติดต่อช่วยเหลือและบักทึกข้อมูลไว้โดย กองทุนช่วยเหลือเหยื่อและญาติคดีการเมืองจังหวัดอุบลราชธานีnbsp;/p pเสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ กองทุนช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัวนักโทษคดีทางการเมืองจังหวัดอุบลฯ เล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนว่า ในช่วงที่สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 หลังวันที่ 19 พ.ค.53 คนก็เริ่มโดนหมายจับและเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว มันทำให้อยากรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่เขาเป็นยังไง ซึ่งตอนนั้นไม่รู้จักใครเลยทั้งที่ก่อนหน้านั้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่กรุงเทพ เราไปสังเกตการณ์คนเดียวถึงสามอาทิตย์ พอมีเหตุการณ์สลายการชุมนุม เผาศาลากลาง มีคนโดนฆ่า โดนจับ เราเครียดมาก เลยอยากหาทางออกให้ตัวเองว่าทำอะไรได้บ้าง/p blockquotepstrongem“พอดีมีอยู่วันหนึ่งน้าของเราเค้าไปแวะซื้อขนมกล้วยแขก และถามไถ่กันปกติกับคนขาย จึงรู้ว่าพี่ชายของคนขายโดนจับคดีเผาศาลากลางแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง เราที่สนใจอยู่แล้วจึงบอกให้น้าพาไปหาหน่อยอยากรู้จัก มีอะไรที่พอช่วยได้บ้าง เขาเลยเล่าให้เราฟัง จึงเริ่มเก็บข้อมูลหลังจากนั้นทั้งเรื่องความเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่”/em/strong/p pstrongem“เราเลยคิดว่าจะช่วยเหลือได้ยังไง จึงไปโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว ทั้งเพื่อนต่างชาติและอีกหลายๆคนว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เค้าเลยบอกให้เอาเลขที่บัญชีมา จะโอนเงินช่วยเหลือครอบครัวญาติไปให้ พอได้เงินมาเราเลยไปถามเค้าว่าจะให้ช่วยอะไร จากครอบครัวนี้ก็เริ่มไปถามครอบครัวอื่นๆ”/em/strong/p /blockquote pเสาวนีย์เล่าให้ฟังว่า เราตามไปเยี่ยมที่บ้านหลายคนไปพูดคุย พอได้ข้อมูลมาเราก็เอาไปโพสต์แล้วเพื่อนทั้งไทยและต่างชาติก็โอนเงินมาช่วยเหลือ ซึ่งระยะแรกเราเป็นคนทำบัญชีซื้อสิ่งของไปช่วยเหลือเช่น ซื้อรถเข็น ซื้ออุปกรณ์ในการทำมาหากิน แล้วเราก็รวบรวมหลักฐานเอกสารไว้ แต่เรื่องค้าขายสุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะไม่เคยทำมาก่อน คนที่โอนเงินมาเค้าไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรแต่เค้าไว้ใจเราnbsp;/p blockquotepstrongem“แต่ที่มาจริงๆ คือ เรารู้สึกว่าไม่เคยเป็นประชาชนโดนกระทำขนาดนี้ เราเลยคิดว่าอยากช่วยครอบครัวเค้า คือเป็นส่วนหนึ่งส่วนเล็กๆในเงื่อนไขที่เราสามารถทำได้ ก็เลยตั้งกองทุน”/em/strong/p /blockquote pเสาวนีย์เล่าต่อว่า ผ่านเหตุการณ์มาประมาณหนึ่งปี พอปี 54 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่อุบล เริ่มตั้งเวทีได้มีการพูดคุย เริ่มพูดเกี่ยวกับนักโทษทางการเมืองที่ถูกขังคุกอยู่ มีการระดมทุนช่วยเหลือ ตอนนั้นก็เริ่มชวนเพื่อนๆ เลยเริ่มทำแล้วตั้งเป็นกองทุน เริ่มระดมทุนจากเพื่อนในเฟสบุ๊คบ้าง มีผู้บริจาคมาบ้าง โดยจะให้ทุกครอบครัวที่ติดครอบครัวละหนึ่งพันบาท ซึ่งตอนนั้น ติดอยู่ประมาณ 21 คน พอเหลือน้อยคน เราก็ให้ครอบครัวละสองพันแล้วรายงานทุกครั้ง ทำมาตลอดเวลาจนรัฐประหาร ซึ่งพวกเราโดนคุกคาม มีการเรียกเราไปพบแล้วบอกว่าเค้าจับตามองพวกเราอยู่นะ เราจึงหยุดรายงานเรื่องนี้ในเฟสบุ๊ค เพราะไม่อยากให้คนเหล่านี้เป็นที่สนใจถูกจับตามอง แต่เราก็ยังช่วยเหลือตลอดnbsp;/p blockquotepstrongemnbsp;“/em/strongstrongemตอนนี้ก็รอรับโทรศัพท์ว่าใครจะเดือดร้อน หรือขอยืมเงินกองทุนเพิ่ม บางทีเราต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่าย ซึ่งเรื่องแบบนี้เราไม่ค่อยอยากรับฟังหรอก เพราะมันสะเทือนใจ บางคนก็บอกโอนให้ครอบครัว บางคนก็บอกให้ส่งให้ใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นฝากเข้าบัญชี ยื่นเงินสด หรือฝากธนาณัติ ซึ่งเราไม่อยากส่งเงินให้หรอกแต่อยากให้เขาได้รับอิสรภาพออกมา แม้กระทั่งผู้ที่ออกมาแล้วบางคนชีวิตเป๋ๆ ป่วยบ้าง บางคนเสียชีวิตก็มี /em/strongstrongem”/em/strong/p pstrongemnbsp;“เช่น พ่อตึ๋ง ตอนแกได้ประกันปี /em/strongstrongem54 ก็พาไปรับเงินเยียวยา เพราะหลายอย่างมันหายไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ พอปี56 ก็เป็นมะเร็งเสียชีวิต พ่อคำพลอยโดนฟ้องคดีใหญ่โตอยู่ที่น้ำยืน อยู่ในคุกเป็นเส้นเลือดในสมองแตกหมอไม่รักษา แล้วพอเราไปขอให้ช่วยเซ็นให้แกได้ออกมารักษาข้างนอกหน่อย ยังมาบอกอีกว่าแล้วเผาศาลากลางทำไมซึ่งคำพูดแบบนี้ไม่น่าออกมาจากคนที่เป็นหมอและตอนนั้นศาลยังไม่ได้ตัดสินเลยด้วยซ้ำ แต่ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ไม่รู้ว่าหมอคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่า พ่อคำพลอยโดนตัดสินว่าไม่ผิด แต่ชีวิตคนเรามันพังไปแล้ว เพราะว่าแกเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต คือเราเห็นแบบนี้มันจุก เราพูดไม่ออก” /em/strong/p /blockquote pนอกจากนี้มันยังมีสิ่งที่เราต้องแลกต้องจ่ายในราคาที่สูง เธอเล่าว่าเมื่อมาทำแบบนี้มันมีสิ่งที่ ต้องเสียบ้าง มีราคาที่ต้องจ่าย มันเป็นสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว โดนกีดกันโดนเกลียดบ้าง ในเมื่อเราเลือกแล้วมันโอเค เลยไม่แคร์ว่าเราจะโดนมองยังไง/p blockquotepstrongem“ชินแล้วอย่างว่ามันมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งเพื่อนร่วมงานในคณะ เพื่อนเก่าๆเริ่มแสดงออกชัดเจน แต่เราเฉยๆเพราะเอาเรื่องวิชาการเป็นตัวตั้ง ซึ่งเราก็แยกแยะได้คนที่คิดไม่เหมือนเราก็มีเยอะแยะ แต่เค้าแยกออกระหว่างเรื่องงานและการเมือง เพราะเราอยู่ที่นี่เราก็อยู่ในฐานะของเพื่อนร่วมงานกัน เราเป็นนักวิชาการเป็นอาจารย์ ซึ่งความสัมพันธ์เรามีอยู่แค่นี้ แต่ยังมีคนที่ไม่ชินกับเราเท่าไหร่ แต่เราจ่ายไปหมดแล้วไม่มีอะไรจะเสียอีก” /em/strong/p /blockquote pทว่าบุคคลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลพวง ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องรับชะตากรรมไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้ง ผู้เสียชีวิต นักโทษทางความคิด ครอบครัว ญาติ ล้วนแล้วแต่ไม่อยากสูญเสีย พบเจอเหตุการณ์เหล่านี้ พร้อมรออย่างมีความหวัง ว่าสักวันคนที่ตัวเองรักจะได้รับอิสรภาพออกมาใช้ชีวิตดังคนทั่วไปปกติ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FnFiXV6n4FI" height="1" width="1" alt=""/

คสช.ใช้ ม.44 ดันปฏิรูปท้องถิ่นแก้ทุจริต สูญงบฯโดยใช่เหตุ - จ่อคุมลงทุนที่มีมูลค่าสูง

Tue, 21/02/2017 - 19:45
pพล.อ.ประยุทธ์ เตรียมออกคำสั่งมาตรา 44 ควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูงป้องกันการทุจริต nbsp;ออกคำสั่ง ม.44 ขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น แก้ไขปัญหาทุจริตในการสอบและป้องกันการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุnbsp;/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://tg-f2.aitproject.com/uploads/images/73/2017/02/jpg/20170221044256.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เว็บไซต์ข่าวทำเนียบฯ/span/p p21 ก.พ. 2560 รายงานข่าวจากเว็บa href="http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/1979"ข่าวทำเนียบรัฐบาล/aระบุว่า วันนี้nbsp;เมื่อเวลา 15.35 น. ณ บริเวณห้องโถง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.องประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เตรียมออกคำสั่งมาตรา 44 nbsp;ในการเข้ามาควบคุมการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต และให้สินบนใต้โต๊ะ เช่นเดียวกับ ข้อกังวลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสรรพสามิต ฉบับใหม่ที่กำหนดพิกัดภาษีสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ต่างกัน โดยสุรากำหนดพิกัดภาษีอยู่ที่ 1 พันบาท ต่ำกว่าพิกัดภาษีเครื่องดื่มจำพวกไวน์หรือเบียร์ ซึ่งอยู่ที่ 3,000 บาท คิดเป็น 3 เท่า อาจจะกระทบต่อราคาสินค้า ซึ่งขัดกับข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่า ทั่วโลกเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามปริมาณดีกรี จนเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะไปเรียกรับผลประโยชน์จากส่วนต่างที่เกิดขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อว่าในเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมทั้งมอบหมายให้กระทรวงการคลังชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้งnbsp;/p pวันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.20 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) nbsp;ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานฯ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้มีการประชุมก่อนการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม คสช. ได้มีการพิจารณาหารือเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล) nbsp;ซึ่งพบปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการสอบที่ผ่านมา รวมถึงการออกข้อสอบที่ไม่ได้มาตรฐาน และการดำเนินการสอบดังกล่าวทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะเป็นการแยกสอบตามพื้นที่ที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นดังกล่าวที่มีตำแหน่งว่างก็สามารถดำเนินการเปิดสอบได้ ทำให้มีการสอบหลายพื้นที่และสอบไม่พร้อมกัน ดังนั้น คสช. จึงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้คณะกรรมการกลางที่แต่ละองค์การส่วนท้องถิ่นมีอยู่แล้ว ซึ่งมีผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งมีคณะกรรมการโดยตำแหน่งและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมในองค์ประกอบคณะกรรมการกลางดังกล่าวด้วย ทั้งหมด 17 คน เช่น คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการ ก.พ. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมการปกครอง เป็นต้น/p pทั้งนี้ การออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อให้คณะกรรมการกลางของแต่ละหน่วยงานดังกล่าว ทำหน้าที่ในการออกข้อสอบ โดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกันที่ได้มาตรฐาน และให้มีการสอบรวมพร้อมกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบการทุจริตได้ง่ายขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นครบวงจรทั้งเรื่องการทุจริต มาตรฐานข้อสอบ ป้องกันการสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ตลอดจนแก้ปัญหาเรื่องการปรับย้าย โดยการปรับย้ายขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล มีองค์ประกอบ 3 เรื่อง ได้แก่ 1) เจ้าตัวสมัครใจต้องการย้าย 2) หน่วยงานต้นสังกัดไม่ขัดข้อง และ 3) หน่วยงานใหม่พร้อมที่จะรับ แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่าติดขัดที่หน่วยงานต้นสังกัดไม่ยอมปล่อยตัวถึงแม้หน่วยงานใหม่พร้อมรับและเจ้าตัวประสงค์จะย้าย จึงทำให้เกิดปัญหากรณีมีการเรียกรับสินบนขึ้น เพราะฉะนั้น คำสั่งตามมาตรา 44 หากขาดองค์ประกอบหนึ่งองค์ประกอบใด ใน 3 องค์ประกอบข้างต้น ให้คณะกรรมการกลางของแต่ละหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้พิจารณาให้ปรับย้ายได้เป็นรายกรณี ๆ ไป/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4tGJRqWpN3E" height="1" width="1" alt=""/

สปท.สื่อ เสียงแข็ง! สื่อต้องมีใบประกอบฯ-ยอมลดปลัดฯ เพิ่มกสม.-ผู้บริโภคในสภาวิชาชีพ

Tue, 21/02/2017 - 19:07
pอนุกมธ.สื่อสารมวลชน สปท.ยันสื่อต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ส่วนสภาวิชาชีพสื่อ ปรับสัดส่วนตัวแทนรัฐ เหลือปลัดสำนักนายกฯ-ปลัดก.วัฒนธรรม เพิ่มตัวแทน กสม.และกก.คุ้มครองผู้บริโภค เผยเล็งแก้ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ บังคับเจ้าของ นสพ.ต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพ/p p!--break--!--break--/p p21 ก.พ. 2560 ความคืบหน้าการพิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.nbsp;การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หลังองค์กรวิชาชีพสื่อหลายแห่งต่างออกมาคัดค้าน nbsp;a href="http://www.tnamcot.com/content/660195"สำนักข่าวไทย/anbsp;รายงานว่าnbsp;พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อมวลชน สปท.กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ว่าnbsp;ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อยังมีความจำเป็น เพื่อกำหนดมาตรฐานของสื่อ โดยจะต้องได้รับการอบรมก่อนออกใบประกอบวิชาชีพ และจดทะเบียนประวัติข้อมูลเอาไว้ ซึ่งสื่อจะได้รับประโยชน์เรื่องของสวัสดิการและการพิจารณาความดีความชอบด้วย นอกจากนี้ ยังปรับปรุงแก้ไขมาตรา 85 เกี่ยวกับการใช้สิทธิมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายสามารถร้องต่อสภาวิชาชีพสื่อได้ และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ตัดสิทธิกระบวนการดำเนินคดีทางศาล ทั้งนี้ กรรมาธิการจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.ต่อไป/p pพล.ต.ต.พิสิษฐ์ nbsp;เปาอินทร์ รองประธาน กมธ. สื่อสารมวลชน สปท. ให้สัมภาษณ์ประชาไทเรื่องใบประกอบวิชาชีพว่า ยังคงต้องมี แต่จะมีบทเฉพาะกาลที่ให้คนที่เป็นสื่ออยู่แล้ว จะต้องเข้าระบบใบอนุญาตภายในสองปี ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาทำสื่อจะต้องมีใบอนุญาตทันที ส่วนบทลงโทษคืออะไรนั้น อยู่ระหว่างหารือ/p pส่วนสภาวิชาชีพสื่อนั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯได้ข้อสรุปให้ยังคงไว้ 13 คน โดยคงสัดส่วนตัวแทนสื่อ 5 คน และตัวแทนวิชาชีพอื่น 4 คนไว้ และลดสัดส่วนปลัดกระทรวงลง จาก 4 เหลือ 2 คน คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสื่อโดยตรง เช่น จะตรวจสอบได้ว่าสื่อแต่ละประเภทดำเนินการขอใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงให้คำปรึกษาในเรื่องกฎหมายกำกับดูแลสื่อ ขณะที่อีก 2nbsp; คน จะมาจากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) 1 คนที่ กสม.เป็นผู้เลือก และกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 1 คนที่ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นผู้เลือก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากร่างกฎหมายนี้คุ้มครองทั้งสื่อและผู้บริโภค จึงเลือกสององค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง/p pพล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ ตอนนี้คงยังไม่ตอบโจทย์สื่อทั้งหมด เมื่อดูตามกรอบเวลาแล้ว ส่วนตัวคิดว่า ร่างนี้คงออกหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ฉะนั้นจึงยังมีเวลาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระดมความเห็น/p pนอกจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ แล้ว พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ระบุว่า ยังมีการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ด้วย โดยแก้ไขเพิ่มเติม 2 ประเด็นคือ หนึ่ง เพื่อแก้ปัญหากรณีมีผู้จดแจ้งไว้แล้วไม่ได้ทำสื่อ เป็นการสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ จึงเพิ่มมาตรการว่าเมื่อจดแจ้งแล้วต้องพิมพ์ใน 60 วัน ไม่เช่นนั้น จะยกเลิกการจดแจ้ง และ สอง ผู้ที่จะทำหนังสือพิมพ์ เฉพาะเจ้าของ จะต้องเป็นสมาชิกสภาวิาชีพ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อด้วย ไม่เช่นนั้นขาดคุณสมบัติ/p pbr /วานนี้ มีการประชุมแกนนำองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนร่วมกับสื่อมวลชนอาวุโส โดยมีมติยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อ ที่จะให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาลงโทษสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นโทษทางอาญาหรือโทษทางปกครอง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน พร้อมทั้งยืนยันหลักการการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน/p pนอกจากนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีมติร่วมกันให้มีการจัดการประชุมสมัชชาสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อกำหนดท่าทีของผู้ประวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศในเรื่องการปฏิรูปสื่อและยืนยันหลักการกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/02/70184" target="_blank"สปท.เล็งลดโควต้าตัวแทนรัฐในสภาวิชาชีพสื่อลงแต่ย้ำต้องมีอยู่ หารืออีกครั้งพรุ่งนี้/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/02/70163" target="_blank"ยกยุคทักษิณเทียบประยุทธ์ เมื่อผู้มีอำนาจไม่อยากถูกสื่อตรวจสอบ/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2017/02/70127" target="_blank"วงเสวนาชี้ ร่างพ.ร.บ.คุมสื่อฯ มีปัญหา และองค์กรวิชาชีพสื่อเองก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/02/70130" target="_blank"นักวิชาการค้าน กม.คุมสื่อ เชื่อสื่อเตะหมูเข้าปากหมาเอง เปิดช่องรัฐเข้าคุม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8R6Bnnjq2DE" height="1" width="1" alt=""/

กกต.-อันเฟรล จัดระดมความเห็นการเลือกตั้งที่เหมาะกับคนพิการ-ผู้สูงอายุตามหลักสากล

Tue, 21/02/2017 - 18:56
pกกต.ร่วมมืออัลเฟรลจัดระดมความเห็นหาแนวทางการเลือกตั้งให้เหมาะสมกับคนพิการ-ผุ้สูงอายุตามหลักสากลเพื่ออำนวยความสะดวกการเข้าถึงการเลือกตั้งในวันที่ 9 มี.ค.ที่จะถึง ชี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไทยยังไม่เคยทำ/p !--break--!--break-- p21 ก.พ.2560 สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการเตรียมการสัมมนาเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการจัดสถานที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือผู้สูงอายุ ในวันที่ 9 มีนาคมที่จะถึง โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต.กับเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (อัลเฟรล)/p pการสัมมนานี้ จัดโดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งผู้แทนคนพิการหรือผู้สูงอายุร่วมหารือระดมความเห็น เกี่ยวกับการออกแบบการจัดเลือกตั้งสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ/p pสมชัย กล่าวว่า อัลเฟรลจะนำเสนอรูปแบบการจัดการเลือกตั้งในระดับนานาชาติว่า ดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล จากนั้น กกต.จะเสนอรูปแบบจัดการเลือกตั้งที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งที่เตรียมไว้ในอนาคต พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แก่ ตัวแทนคนพิการ หรือผู้สูงอายุ เพื่อนำข้อสรุปมาออกแบบการเลือกตั้งที่เหมาะสม พร้อมย้ำว่า กกต.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพราะคนพิการ และผู้สูงอายุเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/p pนอกจากนี้เขากล่าวว่า ในต่างประเทศมีการให้ข้อมูลผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเป็นอักษรเบรลล์ สำหรับคนพิการทางสายตา นอกจากนี้ยังมีการสำรวจจำนวนคนพิการในแต่ละพื้นที่เพื่อออกแบบการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับประเภทของความพิการ แต่ในไทยยังไม่เคยทำและบางกรณีก็เห็นว่าไม่จำเป็น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่/p pเขายกตัวอย่างหน่วยเลือกตั้งในต่างประเทศสำหรับผู้พิการ ที่กำหนดทั้งขนาดหน่วยเลือกตั้ง ขนาดทางเข้า-ออกที่ชัดเจน ซึ่งต้องกว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร และไม่เป็นพื้นทราย หญ้า ต่างระดับ เพื่อความสะดวกต่อคนที่ใช้วีลแชร์ในการเข้า-ออก/p pสมชัยเสริมว่า การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา กกต.ได้จัดสถานที่อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการและผู้สูงอายุเป็นครั้งแรก มีผลตอบรับน่าพอใจ แต่ยังคงมีข้อท้วงติงเรื่องจุดบริการที่น้อยเกินไป ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จึงจะเพิ่มจาก 2 จุดเป็น 10 จุด และจัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมความพิการทุกประเภท โดยจะนำผลการสัมมนาครั้งนี้ไปพิจารณาเพิ่มเติมอุปกรณ์ จึงอยากให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสะท้อนความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องยึดติดเงื่อนไขหรือรูปแบบเดิม ๆ ที่กลัวว่าจะทำไม่ได้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zgJkAI17ikw" height="1" width="1" alt=""/