ประชาไท

Syndicate content
Updated: 10 min 10 sec ago

ประวิตร แจงที่ไม่แถลงซื้อเรือดำน้ำ 1.35 หมื่นล้าน เหตุเป็นเอกสารลับ ย้ำดำเนินการโปร่งใส

1 hour 4 min ago
pพล.อ.ประวิตร แจงที่ไม่แถลงซื้อเรือดำน้ำ เหตุเป็นเอกสารลับ ย้ำดำเนินการอย่างโปร่งใส จัดซื้อแบบ G TO Gเหตุที่เลือกเรือดำน้ำจากจีนเพราะว่าราคาถูกมาก ขณะที่สรรเสริญ แจงไม่แถลง เพราะเป็นชั้นความลับ ด้าน อดีต รองเลขาธิการ สมช. ชี้ยามปรกติเรือยามฝั่งก็พอ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3838/33703536352_db6c326181.jpg" //p p25 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เมื่อเวลา 9.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในการจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งเป็นเอกสารลับว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำมานานแล้ว nbsp;ซึ่งไม่ได้เป็นการอนุมัติเงียบอย่างที่กล่าวอ้างกันแต่อย่างใด โดยการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะทางกองทัพเรือมีความต้องการมานานแล้ว เพื่อจะได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์ 200 ไมล์ทะเลทางทะเลฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย เพื่อปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศติดกับทะเลต่าง ๆ ก็ต้องจัดหาเรือดำน้ำไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศ เช่นกัน/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8530/29692822575_f30f446733.jpg" //p pพล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า ในส่วนการจัดชื้อเรือดำน้ำนั้นดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยจัดซื้อแบบ G TO G สาเหตุที่เลือกเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพราะว่าราคาถูกมาก รวมถึงฟังค์ชั่นพิเศษที่ทางการจีนมอบให้ก็มากกว่าประเทศอื่น ๆ nbsp;ซึ่งมีราคาแพงกว่าและไม่มีฟั่งคชั่นเสริมให้เรือดำน้ำเลย ซึ่งเรือดำน้ำนั้นจำเป็นต้องมี ยุทโธปรณ์ เครื่องมือที่ใช้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือดำน้ำลำหนึ่งจะใช้เวลาส่งมอบโดยประมาณ 5-6 ปีต่อ 1 ลำและกว่าจะได้รับมอบรวม 3 ลำ ก็ใช่เวลาประมาณ 11 ปี โดยงบประมาณการจัดชื้อเป็นงบผูกพันต่อเนื่องของกองทัพเรืออยู่แล้วที่ใช้ในแผนการพัฒนาของกองทัพเรือไม่ใช่งบประมาณพิเศษแต่อย่างใด/p pต่อกรณีคำถามว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวเมื่อผ่านการเห็นชอบ ครม. แล้วไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เพราะว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารลับ เขาไม่เปิดเผยกัน ทุกเรื่องที่เป็นเอกสารลับ ไม่ว่าจะเป็น ครม.ไหนก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นเอกสารทางด้านยุทธศาสตร์ เรื่องยุทธวิธีเป็นเอกสารลับทั้งหมดอยู่แล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีเอกสารลับทั้งหมด”/p pเมื่อถามว่า สรุป ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 18 เม.ย. หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมจำไม่ได้ ผ่านไปนานแล้ว เอาเป็นว่าผมอยู่ในที่ประชุมแล้วกัน พวกสื่อจะรู้ไปทำไม หรือจะต้องถามด้วยว่าจะหายใจอย่างไร จะต้องถามกันอย่างไร จะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศบ้าง ในเมื่ออนุมัติแล้ว แล้วเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าอนุมัติแล้วก็จบ ไม่ต้องไปลงว่าอนุมัติวันที่เท่าไร ในเมื่อเป็นเอกสารลับก็ต้องลับอย่างนี้ ดีก็แล้วกันไม่เห็นเป็นอะไรเลย และยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการอนุมัติเงียบ ครม.ทั้งคณะรู้ทั้งหมด ที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ชี้แจงให้ประชาชนทราบนั้น เดี๋ยวมันก็ทราบกันเอง ถึงเวลามันก็ทราบ อย่างเรื่องรถถังก็อนุมัติมา 1-2 เดือนแล้ว ก็เพิ่งทราบแล้วก็มาเขียน โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำใช้เวลาศึกษามา 9 ปีกว่าจะสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน กว่าจะมีการอนุมัติ ไม่ใช่คิดเพียงวันสองวัน ถือเป็นยุทธศาสตร์เก่า ซึ่งกองทัพเรือต้องการมานานแล้ว จึงได้วางยุทธศาสตร์และแผนพัฒนากองทัพไว้ มีการตั้งกองเรือดำน้ำมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเรือ มีแต่คน”/p pเมื่อถามว่า พูดได้หรือไม่ว่า พล.อ.ประวิตรเป็นผู้ให้กำเนิดเรือดำน้ำ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่ พูดเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นของเก่าที่กองทัพเรือเป็นผู้ริเริ่ม ตนไม่ใช่ผู้เริ่ม ถ้าบอกว่าตนเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้สนับสนุนเหมือนกัน ครม.ทุกคนก็สนับสนุนทั้งหมด/p h3span style="color:#0000cd;"สรรเสริญ แจงไม่แถลง เพราะเป็นชั้นความลับ/span/h3 pขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการแถลงข่าว ว่า การที่ไม่ได้มีการแถลงข่าวในเรื่องนี้ เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละสัปดาห์ มีเรื่องในการพิจารณาจำนวนมาก และจะแถลงเฉพาะเรื่องสำคัญ และในสัปดาห์นั้นไม่มีข้อซักถามถึงเรื่องของเรือดำน้ำ ประกอบกับหน่วยงานที่เป็นต้นเรื่องในการเสนอเข้ามา คือกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดเป็นชั้นความลับ หรือที่เป็นเอกสารมุมแดง ซึ่งหมายความว่า เมื่อแจกให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ก็จากขอเก็บเอกสารคืน จึงไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาแถลงnbsp;/p p“แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดหรือซ่อนเร้นแต่อย่างใด เพราะเอกสารมุมแดงก็มีหลายเรื่อง และเมื่อเป็นความลับ ก็ไม่ได้ลับตลอดไป จะลับในช่วงเวลาหนึ่ง และเมื่อผ่านไปก็จะไม่ลับ เพราะเรื่องก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการและขั้นตอน nbsp;และในการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ดำเนินการอย่างโปร่งใส แบบรัฐต่อรัฐ เป็นการใช้งบประมาณแบบผูกพันของกองทัพเรือ” nbsp;พล.ท.สรรเสริญ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"อดีต รองเลขาธิการ สมช. ชี้ยามปรกติเรือยามฝั่งก็พอ/span/h3 pการวางแผนสั่งซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนโดยกองทัพเรือ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice ตั้งแต่ ปลายมี.ค.ที่ผ่านมา ว่า กองทัพเรือมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจในอนาคต เพราะธุรกิจของไทยไปไกลถึงแอฟริกาแล้ว/p p“จำเป็นต้องมีเรือที่แข็งแรง แต่เรือดำน้ำเนี่ยใช้กันตอนใกล้จะรบกัน ซึ่งไม่จำเป็น ปรกติเรือยามฝั่ง เรือลาดตระเวนระยะไกลใช้ประโยชน์ได้เยอะ น่าจะใช้ตรงนั้นก่อน เรือดำน้ำค่อยว่ากันทีหลังก็ได้ แล้วก็ต้องถามต่อไปว่า ทำไมไม่สร้างเอง เรามีกรมอู่ทหารเรือ มีการดูแลเรือของเราดีพอสมควร เราต้องทุ่มทุนในการดูแลตรงนี้ ให้งบประมาณในการสร้างเอง ไม่งั้นเราจะซื้อไม่จบ”nbsp;อดีตรองเลขาธิการ สมช. กล่าว/p pnbsp;/p pemที่มา : a href="http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/3277"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a, a href="http://www.matichon.co.th/news/539536"มติชนออนไลน์/a,nbsp;a href="http://www.tnamcot.com/view/58feff96e3f8e4ce4d20e035"สำนักข่าวไทย/anbsp;และnbsp;a href="https://www.youtube.com/watch?v=cat8ryBeGvIamp;t=256s"Thaivoicenbsp;/a/em/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gIAivExV-r8" height="1" width="1" alt=""/

พยาน 'จิตรา' หอบวิดีโอโชว์ศาลทหาร ยันรายงานตัวกับสถานทูตจริง ไร้เจตนาฝืนคำสั่ง คสช.

1 hour 54 min ago
pศาลทหารนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายคดี 'จิตรา คชเดช' ฝืน คำสั่ง คสช. กรณีไม่มารายงานตัว พยานงัดภาพถ่ายและวิดีโอ เบิกความ ยันเดินทางไปสถานทูตไทยในสวีเดนจริงจริง ไม่มีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งnbsp;นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 6 ก.ค.นี้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://farm8.staticflickr.com/7473/15988457402_11c0e13d7c.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"จิตรา คชเดช (แฟ้มภาพ ประชาไท)/span/p p25 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เมื่อเวลา 9.00 น. ศาลทหารนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย ในคดีที่ จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยโจทก์ฟ้อง ว่า จิตรา ฝ่าฝืนคำสั่งคสช. แม้รู้คำสั่งแล้วแต่ไม่กลับมารายงานตัวภายในวันที่ 3 มิ.ย. 57 ในคำสั่งบอกว่าต้องไปรายงานตัวที่สโมสรกองทัพบก เทเวศน์เท่านั้น/p pภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของจิตรา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จิตรา ให้การในศาลว่า ขณะนั้นอยู่ต่างประเทศ กลับมาไม่ทัน เปลี่ยนตั๋วเครื่องบินต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และเคยเลื่อนตั๋วมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงไปรายงานตัวที่สถานทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์มแทนในวันที่ 3 มิ.ย. 57 เพราะเห็นว่าสถานทูตน่าจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้ แต่สถานทูตไม่รับรายงานตัว เพราะเห็นว่าไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน และไม่มีกรอบอำนาจระบุหน้าที่ไว้/p pขณะที่พยานจำเลยปากสุดท้ายคือเพื่อนชาวสวีเดนที่เดินทางไปสถานทูตพร้อมกับจิตราในวันที่ 3 มิ.ย. ยืนยันว่าจิตราได้เดินทางไปสถานทูตจริง พร้อมมีหลักฐานคือภาพถ่ายและวิดีโอ/p pนอกจากนี้พยานฝ่ายจำเลยที่ผ่านมามี เกศริน เตียวสกุล เจ้าหน้าที่สำนักงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจิตราได้ร้องต่อกรรมการสิทธิฯ ให้ช่วยดูแลตรวจสอบเคสของเธอ และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)nbsp;ในฐานะผู้ยื่นหนังสือที่จิตราเขียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีใจความแสดงเจตนาว่าไม่ได้ต้องการฝ่าฝืนคำสั่งแต่มีกำหนดกลับไทยวันที่ 12 มิ.ย. 57/p pหลังสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย ศาลทหารนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 6 ก.ค. 60 เวลา 8.00 น./p pภาวิณี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ข้อเท็จจริงชัดเจน ไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนแต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ และเลือกที่จะไปรายงานตัวที่สถานทูต เห็นชัดเจนว่าไม่ต้องการขัดคำสั่ง มีหลักฐานชัดเจน มีการถ่ายภาพถ่ายวิดีโอ นอกจากนี้มีเคสที่คล้ายกันอยู่บ้างคือถูกเรียกรายงานตัวแต่อยู่ต่างประเทศและกลับมารายงานตัวทีหลัง แต่ไม่มีการดำเนินคดีอะไร เช่น เคสของสาวตรี สุขศรี ซึ่งไปดูงานที่อเมริกาในขณะนั้น และกลับมาจึงโดนควบคุมตัว 2 วัน แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกดำเนินคดี/p pจิตรา เล่าให้ฟังถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากถูกดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า สภาพจิตใจแย่ เพราะถูกควบคุมตัว มีความรู้สึกกังวลว่าจะถูกคุมขังอีก เวลาออกนอกประเทศต้องขออนุญาตออกนอกประเทศ ซึ่งเพิ่งยกเลิกคำสั่งนี้เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเพราะต้องใช้เวลาในการมาศาล ต้องหยุดงาน มีค่าใช้จ่าย/p pมีความกังวลเรื่องของทหารไปที่บ้านพ่อและพี่สาว เพราะถูกสังคมและคนในหมู่บ้านตั้งคำถาม ทำไมต้องมาบ้านนี้ ลูกสาวไปทำอะไรมา โดยทหารไปที่บ้านเพื่อถ่ายรูปพ่อ ถ่ายรูปบ้าน แต่ก็พูดจาดี/p p“และที่สำคัญที่สุดคือคำสั่งประกันตัว ห้ามกระทำการใดๆ ที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ห้ามแสดงออก มนุษย์เราต้องมีสิทธิเสรีภาพ ห้ามการแสดงออกเท่ากับขาดความเป็นคน คิดว่าเป็นผลกระทบที่ร้ายแรงมาก” จิตรา กล่าว/p pทั้งนี้ จิตรา นักสหภาพแรงงาน ถูก คสช. เรียกเข้ารายงานตัวตามคำสั่งที่ 44/2557 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.57 แต่ไม่สามารถเดินทางมารายงานตัวได้เนื่องจากติดภารกิจดูงานกิจกรรมสหภาพแรงงานที่สวีเดน อย่างไรก็ตามเธอได้แจ้งกับสถานทูตไทยในสวีเดนแล้ว แต่ก็ยังถูกออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว เมื่อจิตราเดินทางกลับจากสวีเดนถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 13 มิ.ย.57 ก็ถูกควบคุมตัวไว้ที่กองปราบ 1 คืนก่อนจะได้รับการประกันตัวและถูกดำเนินคดีดังกล่าว/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/12/56920" target="_blank"เปิดคำร้อง ‘จิตรา’ ยก รธน.ฉ.ชั่วคราว 57 + กติการะหว่างปท.ว่าด้วยสิทธิพลเมืองฯ สู้ไม่ควรขึ้นศาลทหาร/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/07/54817" target="_blank"คุยกับ ‘จิตรา คชเดช’ ทำไมกลับไทยกับเงื่อนที่คสช.ผูกและกระบวนการทำให้เป็นนักโทษ/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/02/64004" target="_blank"ตร.เบิกความคดีจิตราไม่รายงานตัวตามคำสั่งคสช. เห็นว่าติดต่อกับสถานทูตถือว่าปฏิบัติหน้าที่แล้ว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/04/58662" target="_blank"‘จิตรา’ ยื่นผู้ตรวจการฯ พิจารณา ปมพลเรือนขึ้นศาลทหาร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GjShQO0uVkg" height="1" width="1" alt=""/

ปล่อย "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" แล้ว ทหารสั่งหยุดวิจารณ์รัฐบาล คสช. ก่อนเพิ่มมาตรการ

2 hours 3 min ago
pทหารสั่งคนเสื้อแดง นักกิจกรรมการเมือง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถ้าไม่เชื่อฟังจะเรียกเข้าค่ายปรับทัศนะคติและแจ้งความดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมฯ เหตุวิจารณ์การบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจของ คสช. ล้มเหลว แถมเอาภาษีประชาชนไปซื้ออาวุธสงครามnbsp;br //p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm5.staticflickr.com/4171/34220919686_4fa31d1339_z_d.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" /br /emspan style="color:#000080;"ภาพจากเฟซบุ๊ก อนุรักษ์ เจนตวนิชย์/span/em/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง นักกิจกรรมทางการเมืองที่ทำกิจกรรมระดมทุนให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารแล้ว หลังถูกทหาร 5 นายควบคุมตัวไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้/p pอนุรักษ์กล่าวว่า วันนี้ เวลา 13.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบจำนวน 5 นายได้เดินทางมาที่บ้านของเขาโดยรถฮัมวี่ และได้คุมตัวเขาไปที่ที่ทำการชั่วคราวของ คสช.บริเวณเทศบาลเมือง สมุทรปราการ หลังจากนั้นได้มีการนำตัวเขาเข้าไปพูดคุยและแจ้งว่าาการควบคุมตัวมาในครั้งนี้ต้องการให้เขายุติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เนื่องจากในก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์วิจารณ์การบริหารประเทศของ คสช.ในประเด็นความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ และในประเด็นที่ คสช.ได้นำงบประมาณจากภาษีที่เก็บจากประชาชนไปซื้ออาวุธสงคราม/p pนายอนุรักษ์เล่าต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ขู่ว่า หากเขายังไม่ยุติพฤติกรรมดังกล่าว ต่อไปจะมีการเรียกตัวเข้าปรับทัศนคติ นาน 2-3 วัน และหากยังไม่ยุติอีกก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์/p pต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัวนายอนุรักษ์มาส่งที่บ้านพักย่านจังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือมีการเซ็น MoU จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wUEBKV6PmVU" height="1" width="1" alt=""/

คุมตัว เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต

2 hours 39 min ago
pตร.คุมตัวnbsp;วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เครือข่ายnbsp;'สมาน ศรีงาม'nbsp;อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิตnbsp;รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด/p p!--break--!--break--/p p25 เม.ย. 2560nbsp;จากกรณีหมุดคณะราษฎร หรือ 'หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ' ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ระบุถึงเหตุการณ์สำคัญและหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.2475 หายไป แต่ถูกแทนด้วยหมุดใหม่ที่มีข้อความและความหมายใหม่แทนในจุดเดิม ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติการดังกล่าวนั้น/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2854/34220403656_1b512ddb48.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"วิชาญ ภูวิหาร nbsp;พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ (ที่มา : เฟซบุ๊ก Chanikant Kengnok)/span/p pล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย.60) a href="http://www.js100.com/en/site/news/view/39829"เว็บไซต์ จส.100 /aและa href="http://www.matichon.co.th/news/540327"มติชนอออนไลน์ /aรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เดินทางมาเพื่ออ้างตัวว่าเป็นผู้ถอนหมุดคณะราษฎร พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบ ความหนา 27 หน้า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านำหมุดดังกล่าวไว้ที่ใดnbsp;/p pรายงานข่าวระบุด้วยว่า วิชาญ อ้างว่าเมื่อถอนหมุดแล้วก็วางไว้ที่บริเวณดังกล่าว ขณะนี้อยู่ที่ใดตนไม่ทราบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุย/p pนอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุอีกว่า วิชาญ พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหิ้วปีก พอเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยัง สน.ดุสิต วิชาญ จึงขอยื่นเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัววิชาญไปยัง สน.ดุสิต/p pพ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 ระบุว่า เมื่อมีผู้มาอ้างว่ากระทำความผิดก็ต้องนำตัวไปสอบปากคำว่ากระทำจริงหรือไม่ รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2844/34220408346_ea6f7b8891.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"กลุ่ม สมาน ศรีงาม วางดอกไม้หมุด (ที่มาภาพnbsp;เฟซบุ๊ก '/spana href="https://www.facebook.com/samarnsringarm/posts/1290397514343049"span style="color:#ff8c00;"สมาน ศรีงาม/span/aspan style="color:#ff8c00;"'nbsp;)/span/p pโดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก 'a href="https://www.facebook.com/samarnsringarm/posts/1290397514343049"สมาน ศรีงาม/a' ของ สมาน ศรีงาม แกนนำสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ยี่นหนังสือบิ๊กตู่ ขอแสดงประชามติรับรองการถอนหมุดเผด็จการที่ล้าหลังออกไป และวางหมุดประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าแทนที่ และทำให้มีการโอนอำนาจมาสู่สภาประชาชนฯ แก้ไขปัญหาชาติและประชาชนคนทั้งประเทศnbsp;/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="723" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsamarnsringarm%2Fposts%2F1290397514343049amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปี 2558nbsp;สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้โพสต์ภาพชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติnbsp;กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎร ที่ปักไว้กับถนนหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยเช่นกัน/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5528/30617093571_d2af64b834.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติnbsp;กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎรnbsp;nbsp;เมื่อต้นปี 2558/span/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/11/68621" target="_blank"เทพมนตรีประกาศหาเจ้าของ #039;หมุดคณะราษฎร#039; ขีดเส้นตายสิ้นปีนี้ ถ้าไม่มีจะขุดออก/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/04/71034" target="_blank"หมุดคณะราษฏรถูกรื้อถอน พบหมุดใหม่ “ประชาชนสุขสันต์หน้าใส” มาฝังแทนที่/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lzEBajI-FgA" height="1" width="1" alt=""/

เลือกตั้งฝรั่งเศส 2017 โวหารและนโยบายของ 2 คู่ชิงรอบสุดท้าย-มาครง VS เลอ แปน

6 hours 48 min ago
pผู้ชนะการเลือกตั้งรอบแรก 2 คน คือ เอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายเสรีนิยมใหม่ 'En Marche!' กับ มารีน เลอ แปน นักโวหารชาตินิยมที่มีมุมทางสังคมแบบก้าวหน้าเป็นบางมุม ทั้งคู่ต้องชิงชัยกันในการเลือกตั้งรอบสอง 7 พ.ค. ที่จะถึงนี้ คำถามคือ ใครจะมีโอกาสชนะมากกว่ากัน นโยบายกับโวหารการหาเสียงของสองคนนี้มาในแนวไหน แต่ที่แน่ๆ คือ 2 พรรคใหญ่แนวทางทางเดิมซื้อใจชาวฝรั่งเศสไม่ได้อีกแล้ว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4178/33874060400_8999532d85_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongคู่ชิงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 ระหว่าง มารีน เลอ แปน (ซ้าย) และ เอ็มมานูเอล มาครง (ขวา)/strong/span/p p25 เม.ย. 2560 จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกของฝรั่งเศสผู้ที่มีคะแนนนำสูงสุด 2 อันดับแรกคือ เอ็มมานูเอล มาครง จากพรรค/ขบวนการอองมาร์ช (En Marche!) ที่ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 23.8 หรือ 8.5 ล้านคะแนน และอันดับสอง มารีน เลอ แปน จากพรรคเแนวร่วมแห่งชาติ (FN) ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 21.4 หรือ 7.6 ล้านคะแนน ทำให้ทั้งสองคนต้องไปตัดสินกันอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 พ.ค. ที่จะถึงนี้/p pเดอะการ์เดียนทำกราฟประเมินว่าในการเลือกตั้งรอบที่ 2 มาครงมีโอกาสชนะสูงกว่าเลอ แปน โดยระบุว่าในการเลือกตั้งครั้งที่สองที่จะมีการตัดสินกันแค่ระหว่างสองผู้สมัคร โดยมาครงน่าจะได้รับคะแนนเสียงจากผู้ที่เคยลงคะแนนให้ฌอง-ลุค เมลองชอง จากพรรคฝ่ายซ้าย และเบอนัว อามง จากพรรคสังคมนิยม ขณะที่ผู้โหวตให้ฟรองซัวส์ ฟิยง จากพรรครีพับลิกัน มีแนวโน้มที่จะโหวตให้เลอ แปน และมาครงใกล้ๆ กัน แต่มีแนวโน้มโหวตให้มาครงมากกว่าเล็กน้อย/p pบทบรรณาธิการของเดอะการ์เดียนยังวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งรอบแรกของฝรั่งเศสเอาไว้ว่าเป็นการตัดสินใจในระดับที่ทำให้การเมืองของฝรั่งเศสเปลี่ยนทิศ กลุ่มพรรคเก่าดั้งเดิมทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างก็แพ้อย่างย่อยยับโดยที่ผู้แทนพรรคสังคมนิยมอย่างอามงที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนสืบทอดของอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้คะแนนเสียงเพียงร้อยละ 6.2 ขณะที่ฟิยงที่เป็นสายอนุรักษ์นิยมขวากลางถึงแม้จะทำได้ดีกว่าคือมีคะแนนร้อยละ 19.7 แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวแทนสายซ้ายกลางไม่สามารถเข้ารอบสุดท้ายได้นับตั้งในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา จากที่เขามีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณรัฐ ไปจ้างภรรยาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว/p pถึงแม้ว่าเมลองชองจะไม่ชนะแต่เขาก็ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคสังคมนิยมของอามงแสดงให้เห็นว่าผู้เลือกตั้งในฝรั่งเศสเริ่มแสดงความชื่นชอบในตัวซ้ายจัดที่มุ่งปฏิรูปสังคมในหลายๆ ด้านอย่างเมลองชองมากกว่า/p pอย่างไรก็ตามถึงแม้เลอ แปน จะมีโอกาสแพ้ในรอบที่สองมากกว่าแต่บทบรรณาธิการเดอะการ์เดียนก็ระบุว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่านิ่งนอนใจสำหรับผู้ที่ไม่ชอบฝ่ายขวา เพราะเลอ แปน ก็ถือว่าได้รับคะแนนเสียงสูงเหมือนกันแบบเดียวกับความพ่ายแพ้ของเคียร์ต วิลเดอร์ส ในการเลือกตั้งเนเธอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"มาครง VS เลอ แปน นโยบายและโวหารของสองผู้เข้ารอบชิง/span/h3 pในแง่ของคุณสมบัติตัวผู้ชนะผ่านรอบแรกทั้งสองคนนั้น ทางเอ็มมานูเอล มาครง เป็นคนที่มีแนวทางฝ่ายซ้ายในทางสังคมแต่เป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เขาเคยบอกว่าพรรค "อองมาร์ช" จะเป็น "ขบวนการก้าวหน้า" ที่รวบรวมทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก่อนหน้านี้มาครงเคยมีประวัติการเมืองเป็นข้าราชการ นายธนาคารการลงทุน และเคยเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของรัฐบาลออลลองด์ในปี 2555 เขาได้เป็นรัฐมนตรีการคลังในปี 2557 ก่อนที่จะลาออกในปี 2559 และก่อตั้งอองมาร์ชขึ้น/p pถึงแม้ว่า อองมาร์ช จะเคยแสดงตัวเปรียบเทียบตัวเองกับเสรีนิยมก้าวหน้าในประเทศอื่นอย่างสเปนและมาครงจะเคยทำงานกับพรรคสังคมนิยมมาก่อน แต่แนวคิดของมาครงเป็นไปในเชิงเอาใจผู้ชื่นชอบเสรีทางเศรษฐกิจอย่างการผ่อนผันกฎหมายแรงงาน การลดภาษีธุรกิจ การเปลี่ยนระบบผู้ตกงาน ปรับลดงบประมาณรัฐแต่ก็หันมาส่งเสริมการลงทุน ลดขนาดภาครัฐ ลดจำนวน ส.ส. จ้างงานตำรวจและทหารบังคับกฎหมายมากขึ้น ขณะเดียวกันมาครงก็มีท่าทีส่งเสริมการขับเคลื่อนทางสังคม ส่งเสริมการจัดตั้งรัฐบาลภาคพื้นทวีปยุโรป/p pมาครงยังได้ปราศรัยหาเสียงในทำนองที่ชวนให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขาจะได้เปลี่ยนแปลงจากระบบแบบเดิมที่มาครงบอกว่า "สร้างปัญหาให้ประเทศมาเป็นเวลา 30 ปี" และพวกเขาต้องการคนใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองและความมั่นคงของชาวฝรั่งเศส ในช่วงแรกๆ ที่มาครงลงสมัครในฐานะตัวแทนอิสระเขายังใช้โวหารในเชิงต่อต้านสิ่งที่เป็นฐานแบบเดิมๆ ของฝรั่งเศสจนมีคนหาว่าเขาเป็น "ประชานิยม" แต่มาครงก็ปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่นักประชานิยม/p pหลายคนมองว่ามาครงเป็น "พวกฝักใฝ่สหภาพยุโรป" หรือ "นิยมการปกครองแบบสมาพันธรัฐ" แต่เขาก็ปฏิเสธการแปะป้ายเหล่านี้แล้วบอกว่าเขาเป็นแค่คนที่สนัสนุนยุโรปในแง่พลังทางการเมืองในฝรั่งเศสเท่านั้น/p pทางด้านเลอ แปน นำเสนอตัวเองในแบบที่เน้นชาตินิยมฝรั่งเศสมากกว่า เธอเสนอให้เน้นสวัสดิการ การเคหะ และการสร้างงานให้กับชาวฝรั่งเศสก่อน ขณะเดียวกันก็เน้นให้ขึ้นภาษีแรงงานต่างชาติ ปรับลดจำนวนผู้อพยพเหลือ 10,000 คนต่อปี ลดสิทธิในสัญชาติ ในแง่ของสหภาพยุโรปเลอ แปน เสนอการทำประชามติเกี่ยวกับสมาชิกภาพสหภาพยุโรป และจะเจรจาหารือกับอียูให้มี "อธิปไตยอย่างเต็มที่" โดยเฉพาะกับค่าเงินฟรังค์ด้วย ในแง่ความมั่นคงเลอ แปน มีส่วนที่คล้ายกับมาครงคือการเพิ่มจำนวนตำรวจ นอกจากนี้เลอ แปน ยังเสนอให้สร้างเรือนจำเพิ่มอีก 40,000 แห่ง/p pวิธีการปราศรัยหาเสียงของเลอ แปนยังคล้ายกับมาครงในแง่ที่เน้นพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลง โดยมีการใช้คำว่า "การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง" และพูดคล้ายมาครงในแง่ที่ว่าผู้โหวตเป็นผู้ที่มีส่วนในการร่วมเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีการใช้โวหารชาตินิยมที่ฟังดูการปลดแอกจากอียูอย่างการใช้คำว่า "ปลดปล่อย" ฝรั่งเศสจาก "พวกชนชั้นนำเย่อหยิ่งจองหอง"/p pอย่างไรก็ตามแม้ว่าจะถูกกล่าวหาในเรื่องเหยียดเชื้อชาติ แต่เลอ แปน เองก็เคยปฏิรูปพรรคตัวเองโดยการไล่คนที่เหยียดเชื้อชาติออกจากพรรคและยังเคยไล่พ่อของตัวเองออกด้วยในปี 2558 เลอ แปน พูดถึงการปฏิรูปพรรคว่าเธอต้องการทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคที่ถูกเป็นปีศาจร้ายดูนุ่มนวลลง อีกทั้งยังมีบางนโยบายของเลอ แปน ที่ค่อนข้างก้าวหน้าต่างจากจุดยืนเดิมของพรรคเนชันแนลฟรอนต์อย่างการสนับสนุนกฎหมายคุ้มครองการอยู่ร่วมแบบคู่ชีวิต (civil unions) ของคนรักเพศเดียวกัน สนับสนุนให้สตรีมีทางเลือกทำแท้งอย่างไม่มีเงื่อนไข และยกเลิกโทษประหารชีวิต/p pการขับเคี่ยวรอบตัดสินของการเลือกตั้งฝรั่งเศสจึงคล้ายเป็นการต่อสู้กันระหว่างผู้แทน "เสรีนิยมใหม่" กับ "ฝ่ายชาตินิยมต้านอียู"/p pnbsp;/p pstrongspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/strong/p pspan style="color:#0000cd;"French presidential election: first round results in charts and maps, /spana href="https://www.theguardian.com/world/ng-interactive/2017/apr/23/french-presidential-election-results-2017-latest"span style="color:#0000cd;"The Guardian/span/aspan style="color:#0000cd;", 24-04-2017/span/p pspan style="color:#0000cd;"The Guardian view on France’s election: a win for Macron and hope, /spana href="https://www.theguardian.com/commentisfree/2017/apr/23/the-guardian-view-on-france-election-a-win-for-macron-and-hope"span style="color:#0000cd;"The Guardian/span/aspan style="color:#0000cd;", 23-04-2017/span/p pspan style="color:#0000cd;"Emmanuel Macron v Marine Le Pen: who are they, and who will win?, /spana href="https://www.theguardian.com/world/2017/apr/23/france-presidential-le-pen-macron-melenchon-fillon-first-round-vote"span style="color:#0000cd;"The Guardian/span/aspan style="color:#0000cd;", 23-04-2017/span/p pstrongspan style="color:#0000cd;"ข้อมูลเพิ่มเติมจาก/span/strong/p pa href="https://en.wikipedia.org/wiki/Emmanuel_Macron"span style="color:#0000cd;"https://en.wikipedia.org/wiki/Emmanuel_Macron/span/a/p pa href="https://en.wikipedia.org/wiki/En_Marche!"span style="color:#0000cd;"https://en.wikipedia.org/wiki/En_Marche!/span/a/p div diva href="https://en.wikipedia.org/wiki/French_presidential_election,_2017"span style="color:#0000cd;"https://en.wikipedia.org/wiki/French_presidential_election,_2017/span/a/div pspan style="color:#0000cd;"a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Marine_Le_Pen"https://en.wikipedia.org/wiki/Marine_Le_Pen/a/span/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/s0L1J02p_4U" height="1" width="1" alt=""/

แอมเนสตี้ร้องทางการฟิลิปปินส์ยุติการวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติด

6 hours 55 min ago
divแอมเนสตี้ฯ ไทยnbsp;ร้อง รมว.ยุติธรรมnbsp;ฟิลิปปินส์ ขอให้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์nbsp;เร่งสอบสวนทันทีโดยไม่ลำเอียงnbsp;เอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในnbsp;“สงครามปราบปรามยาเสพติด”/div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2842/34100395732_91840946c7.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2814/33873758690_eb1b62b0a0.jpg" //p p25 เม.ย. 2560 รายงานข่างแจ้งว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เวลา 10.00 นักกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยรวมตัวกันหน้าสถานทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยเพื่อยื่นจดหมายถึงทางการฟิลิปปินส์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ทำให้มีประชาชนจำนวนมากกว่า 7,000 คนต้องสูญเสียชีวิต โดยนักกิจกรรมสองคนแต่งตัวเป็นนางงามฟิลิปปินส์และนางงามไทย และบางส่วนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติฟิลิปปินส์ พร้อมถือป้ายข้อเรียกร้องให้ยุติการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเพราะไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติด​ ​/p divนอกจากนั้นยังมีการแจกจ่ายแจกมะม่วงซึ่งเป็นผลไม้ที่รู้จักกันดีของทั้งสองประเทศ และเป็นของขึ้นชื่อของฟิลิปปินส์ที่ติดสติ๊กเกอร์ข้อความ #StopTheKillings ให้กับสื่อมวลชนเพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งต่อข้อความพร้อมทั้งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย/div divnbsp;/div divปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยให้ข้อความมูลเพิ่มเติมว่าจากรายงาน “ถ้าคุณเป็นคนจน คุณต้องถูกสังหาร” การวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์” (“If you are poor, you are killed” Extrajudicial executions in the Philippines “War on Drugs”) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ระบุว่ามีประชาชนจำนวนมากกว่า 7,000 คนต้องสูญเสียชีวิต จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกล่าวคือเป็นการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจงใจโดยเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล หรือด้วยความรู้เห็นเป็นใจและความยินยอมจากรัฐบาล โดยเหยื่อที่ถูกสังหารส่วนใหญ่เป็นชายที่มาจากชุมชนยากจนในเขตเมือง การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อเด็ก ซึ่งบางคนถูกสังหาร ถูกลูกหลงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หรือได้รับประสบการณ์ที่ปวดร้าวทางจิตใจอันเป็นผลมาจากการสูญเสียพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตนไป หรือจากการเป็นพยานรู้เห็นการสังหารเหล่านั้น/div divnbsp;/div div“มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างมากและอย่างน่าตกใจ จากการทำ “สงครามปราบปรามยาเสพติด” แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ ให้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายในฟิลิปปินส์ว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์ nbsp;และเร่งดำเนินการสอบสวนโดยทันทีโดยไม่ลำเอียงและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารในคดียาเสพติด โดยเฉพาะการสังหารที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งตั้งข้อหาอาญาในกรณีที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและศาลรับฟังได้ เพื่อจะเอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ”nbsp;ปิยนุช กล่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้สาธารณรัฐฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 30 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (30th ASEAN Summit and Related Meetings) ที่เมือง Pasay สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26 – 29 เมษายน 2560 ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในแต่ละประเทศจะร่วมกันส่งจดหมายถึงสถานทูตฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยnbsp;/div p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2809/34100395552_7362a321c7.jpg" //p pรายละเอียดจดหมายเปิดผนึก :nbsp;/p div class="note-box" p style="text-align: center;"strongจดหมายเปิดผนึกถึงทางการฟิลิปปินส์เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด”/strong/p p25 เมษายน 2560/p pเรียน นายวิตาเลียโน อากีร์เร (Vitaliano Aguirre) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม/p pเราเขียนจดหมายนี้ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ท่านแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องหาในคดียาเสพติดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ท่านประกันเพื่อให้มีการสอบสวนทันทีโดยไม่ลำเอียง เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายนับแต่รัฐบาลได้เริ่มต้น “สงครามปราบปรามยาเสพติด”และควรเปิดเผยผลการสอบสวนเหล่านี้ต่อสาธารณะ รวมทั้งกรณีที่มีพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดขึ้น ควรมีการฟ้องร้องและดำเนินคดีทางอาญาต่อไป/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลอย่างยิ่งว่า การสังหารผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องครั้งนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและโดยเฉพาะประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในหลาย ๆ ครั้ง ได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยในการยุยงส่งเสริมให้เจ้าพนักงานตำรวจ รวมทั้งบุคคลทั่วไปสังหารผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาแทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องตามกฎหมายในประเทศ/p pข้อกังวลของเราอ้างอิงจากรายงาน “ถ้าคุณเป็นคนจน คุณต้องถูกสังหาร” การวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์” (“If you are poor, you are killed” Extrajudicial executions in the Philippines “War on Drugs”) ซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 จากปากคำของพยานและเอกสารที่รวบรวมได้ รวมทั้งสำนวนการสอบสวนของตำรวจและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อสรุปว่า กรณีการสังหารส่วนใหญ่ที่เราตรวจสอบปรากฏว่าเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกล่าวคือเป็นการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจงใจโดยเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล หรือด้วยความรู้เห็นเป็นใจและความยินยอมจากรัฐบาล/p pจากข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้ส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงระหว่างการสังหารกับเหตุการณ์ที่ผู้ตายมีชื่ออยู่ใน “บัญชีดำ” ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เป็นผู้จัดทำบัญชีดังกล่าว และให้ข้อมูลเหล่านั้นกับตำรวจ โดยแทบไม่มีการสอบสวนใดๆ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังพบหลักฐานที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐและกลุ่มติดอาวุธซึ่งทำการสังหารในกรณีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้กระทำการดังกล่าว รวมทั้งหลักฐานว่ามีการจ่ายเงินอย่างไม่เป็นทางการให้กับตำรวจเพื่อให้ทำการสังหารบุคคลเหล่านั้น/p pงานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า เหยื่อที่ถูกสังหารส่วนใหญ่เป็นชายที่มาจากชุมชนยากจนในเขตเมือง ซึ่งเป็นเหตุทำให้ “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ที่รัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการเปรียบเสมือนสงครามที่กระทำต่อคนยากจน นอกจากนั้น การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อเด็ก ซึ่งบางคนถูกสังหาร ถูกลูกหลงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หรือได้รับประสบการณ์ที่ปวดร้าวทางจิตใจอันเป็นผลมาจากการสูญเสียพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตนไป หรือจากการเป็นพยานรู้เห็นการสังหารเหล่านั้น/p pจนถึงปัจจุบันทางการฟิลิปปินส์ยังคงเลือกใช้แนวทางที่รุนแรงและถึงขั้นทำให้ประชาชนเสียชีวิต เพื่อจัดการกับผู้ใช้ยาเสพติดแทนที่จะใช้แนวทางด้านสาธารณสุข ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดนี้ได้ละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจลดทอนได้ และยังละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะมีความสุขทั้งทางกายและใจอย่างดีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีบให้ผู้ใช้ยาเสพติดและผู้ที่ยังไม่ตกเป็นเหยื่อการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต้องเข้าโครงการการบำบัดโดยไม่สมัครใจและไม่ได้เพียงพอ นอกจากนั้น นี่ยังหมายความว่าผู้ใช้ยาเสพติดส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าถึงบริการในการตรวจร่างกายและการบำบัดรักษาได้/p pขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคคลผู้ติดอาวุธที่ไม่ทราบฝ่ายจำนวนเท่าไรที่ถูกสอบสวน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีบุคคลใดถูกตั้งข้อหาเนื่องจากการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ รวมทั้งการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงอื่นๆ ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ที่มีพื้นฐานมาจากการใช้กำลังและแนวทางแบบทหารไม่ใช่ทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้านยาเสพติด ในทางตรงข้าม กลับมีหลักฐานว่าแนวทางเหล่านี้นำไปสู่ความรุนแรง การคุกคามและการทุจริตที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดยาเสพติด/p pจากข้อมูลข้างต้นและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างมากและอย่างน่าตกใจ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงขอเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; แสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายในฟิลิปปินส์ว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้เร่งดำเนินการสอบสวนโดยทันทีโดยไม่ลำเอียงและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารในคดียาเสพติด โดยเฉพาะการสังหารที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้ตั้งข้อหาอาญาในกรณีที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและศาลรับฟังได้ เพื่อจะเอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ/p p style="text-align: center;"เราหวังอย่างจริงจังว่าท่านจะพิจารณาและให้การสนับสนุนต่อข้อเสนอแนะเหล่านี้/p p style="text-align: center;"ขอแสดงความนับถือ/p p style="text-align: center;"นางปิยนุช โคตรสาร/p p style="text-align: center;"ผู้อำนวยการ/p p style="text-align: center;"แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iCZTdI8MGPM" height="1" width="1" alt=""/

ปล่อย "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" แล้ว ทหารสั่งหยุดวิจารณ์รัฐบาล คสช. ก่อนเพิ่มมาตรการ

6 hours 57 min ago
pทหารสั่งคนเสื้อแดง นักกิจกรรมการเมือง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถ้าไม่เชื่อฟังจะเรียกเข้าค่ายปรับทัศนะคติและแจ้งความดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมฯ เหตุวิจารณ์การบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจของ คสช. ล้มเหลว แถมเอาภาษีประชาชนไปซื้ออาวุธสงครามnbsp;br //p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2883/34257499655_9edcf259c6.jpg" style="width: 480px; height: 360px;" //p p25 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.45. น. อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือa href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1463255070401977amp;set=a.605622429498583.1073741831.100001524930164amp;type=3amp;theater"ฟอร์ด เส้นทางสีแดง/a ได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า มีทหาร 5 นาย ขับรถมาหาตนที่บ้าน พร้อมกับเชิญตัวไปพบหัวหน้าหน่วยทหาร ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้อนุรักษ์ระบุด้วยว่า ยังไม่ทราบว่าเป็นการเชิญไปปรับทัศนคติหรือเรื่องอะไร/p pอย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะถูกพาตัวไปในเวลาประมาณ 12.30 น. nbsp;อนุรักษ์ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อโฆษณาเชิญชวนซื้อเสื้อยืดซึ่งมีลายหมุดคณะราษฎรด้วยbr /br /ล่าสุด เมื่อเวลา 15.30 น. nbsp;อนุรักษ์ก็ได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารแล้ว หลังถูกทหาร 5 นายควบคุมตัวไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้/p pอนุรักษ์กล่าวว่าหลังจากที่ทหารได้คุมตัวเขาไปที่ที่ทำการชั่วคราวของ คสช.บริเวณเทศบาลเมือง สมุทรปราการ และได้มีการนำตัวเขาเข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติ โดยแจ้งว่าการควบคุมตัวมาในครั้งนี้ต้องการให้เขายุติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เนื่องจากในก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์วิจารณ์การบริหารประเทศของ คสช.ในประเด็นความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ และในประเด็นที่ คสช.ได้นำงบประมาณจากภาษีที่เก็บจากประชาชนไปซื้ออาวุธสงคราม/p pอนุรักษ์เล่าต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ขู่ว่า หากเขายังไม่ยุติพฤติกรรมดังกล่าว ต่อไปจะมีการเรียกตัวเข้าปรับทัศนคติ นาน 2-3 วัน และหากยังไม่ยุติอีกก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยการพูดคุยกินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง/p pต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัวนายอนุรักษ์มาส่งที่บ้านพักย่านจังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือมีการเซ็น MoU จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2846/34257499455_c70b867d36.jpg" style="width: 382px; height: 500px;" //p pทั้งนี้อนุรักษ์ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนืองในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 ซึ่่งจากการทำกิจกรรมดังกล่าวเคยถูกเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางมาพบอย่างน้อย 5 ครั้ง/p pและล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2560 เวลา 16.00 น. ที่ บก.ตชด.ภ.1 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ทหาร ควบคุมตัว อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง สวมเสื้อยืดสีขาว ด้านหน้าสกรีนตัวการ์ตูนรูปพระนั่งสมาธิยิ้มแป้นอยู่ ด้านล่างเขียนคำว่า “อย่ารังแกพระ” มาสอบสวน โดยคุมตัวมาจากหน้าตลาดกลางคลองหลวง ระหว่างเดินเข้าอาคาร รายงานข่าวระบุว่า อนุรักษ์ พูดกับสื่อมวลชนว่ามาถวายข้าวพระ และฟังธรรมที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง อยู่ดีๆ ก็ควบคุมตัวมา ไม่รู้เรื่องอะไร/p pหลังจากปล่อยตัว เมื่อเวลา 21.34 น. อนุรักษ์ ได้a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1407048599355958amp;set=a.191341230926707.51479.100001524930164amp;type=3"โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว/aในลักษณะสาธารณะ nbsp;ระบุว่า ทหารนำตัวตนไปส่งที่ค่ายตชด.ในพื้นที่วัดปทุมที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ DSI และถูกนำตัวไปพบพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการ DSI ที่รับมอบอำนาจตามมาตรา 44 ของคสช. เขาบอกตนว่าพฤติการณ์การถวายข้าวพระแจกเสื้อกิจกรรมสีขาวนี้เป็นการยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ุผู้ชุมนุมที่ตลาดคลองหลวง และออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามกลับเข้าไปในพื้นที่ควบคุมธรรมกายและขู่ว่าหากตนกลับเข้าไปอีกจะถูกดำเนินคดีในข้อหาขัดคำสั่ง มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และบังคับให้ลงนามรับทราบในคำสั่ง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sVia2BcnwqM" height="1" width="1" alt=""/

'พลังเนิร์ด!' นักวิทย์ฯ มากกว่า 600 แห่งทั่วโลกร่วมการประท้วงในวัน Earth Day

7 hours 57 min ago
pนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 600 แห่งทั่วโลกรวมมากกว่า 310,000 คนร่วมกันชุมนุม "การเดินขบวนเพื่อวิทยาศาสตร์" เรียกร้องให้สังคมกลับมาใส่ใจข้อเท็จจริง รวมถึงเรืองโลกร้อนที่แม้กระทั่งนักวิทย์ฯ ที่ประจำอยู่ขั้วโลกก็ยังเดินขวน แม้ว่าบางพื้นที่จะไม่สามารถจัดชุมนุมได้ก็มีการพยายามรณรงค์ด้วยวิธีการจัดงานแฟร์แทน/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2884/33415432294_b508671c1b.jpg" style="width: 500px; height: 190px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ที่มาภาพจากเฟซบุ๊ก /spana href="https://www.facebook.com/centralpascodemocrats/"span style="color:#ffa500;"March for Science/span/a/strong/p p25 เม.ย. 2560 นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกร่วมชุมนุมใน "การเดินขบวนเพื่อวิทยาศาสตร์" (March for Science) เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันคุ้มครองโลก (Earth day) คอมมอนดรีมส์สื่อนอกกระแสของสหรัฐฯ รายงานว่านอกจากจะเป็นการเดินขบวนเนื่องในวันคุ้มครองโลกแล้ว ยังเป็นการเดินขบวนประท้วงเพื่อปกป้องการทำงานวิทยาศาสตร์ของพวกเขาเองที่กำลังถูกโจมตีในยุคที่ผู้คนไม่สนใจหลักการหรือท้อเท็จจริงด้วย/p p"ทำให้อเมริกากลับมาใช้ความคิดอีกครั้ง!" "พวกเราต้องการข้อมูล" "พลังเนิร์ด!" "ให้งบวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เอาไปสร้างกำแพง" ล้วนเป็นข้อความบนป้ายของของกลุ่มผู้เข้าร่วมการชุมนุม คอมมอนดรีมส์ระบุว่านอกจากการเดินขบวนใหญ่ในวอชิงตันดีซีแล้วยังมีการชุมนุมอีกมากกว่า 600 แห่งทั่วโลกในวันเดียวกัน โดยที่สำหรับนักวิทยาศาสตร์กลายคนแล้วการเดินขวนในครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการทางการเมืองร่วมกันเป็นครั้งแรกสำหรับพวกเขา แต่ผู้จัดก็หวังว่าครั้งแรกนี้จะนำมาซึ่งครั้งต่อๆ ไปด้วย/p pนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งที่ร่วมเดินขบวนกับผู้คนมากกว่า 310,000 คน ในนิวยอร์กซิตี้บอกว่าการเดินขบวนในครั้งนี้เป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตเขาและเข้าใจว่าการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งกว่าตัวเราเอง เขาบอกว่าการอ้าง "ความเป็นกลาง" ในฐานะนักวิทยาศาสตร์แล้วนั่งเงียบต่อไปในขณะที่กลุ่มคนผู้ไม่พอใจและถูกกระทำต้องเจ็บปวด ตัวพวกเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติเช่นกัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4156/33415432654_f7a7bfed9f.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2859/34256701845_1a37894841.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2853/34126480641_48bf081a14.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ที่มาภาพจากเฟซบุ๊ก /spana href="https://www.facebook.com/centralpascodemocrats/"span style="color:#ffa500;"Central Pasco Democratic Club/span/a/strong/p pการรณรงค์ครั้งนี้ยังมีการนำเสนอภาพและบรรยากาศผ่านแฮชแท็ก #MarchforScience และ #ScienceMarch โดยที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชื่อปีเตอร์ คาลมุส ระบุว่าพวกเขาต้องการหยุดยั้งกลุ่มคนร่ำรวยและระบบที่บ้าอำนาจไม่ให้มาทำลายโลกที่พวกเขาอยู่/p pแนวคิดเรื่อง March for Science มาจากการพูดคุยกันในเว็บกระดานข่าว Reddit ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการประท้วงของกลุ่มสตรี "วูแมนมาร์ช" ที่เป็นการประท้วงระดับประวัติศาสตร์/p pโดยที่แรงจูงใจของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อน หรืองบประมาณวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นความต้องการสร้างความตระหนักต่อประชาชนและผู้กำหนดนโยบายให้คำนึงถึงหลักการและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ด้วย/p pวารสารไซเอนซ์แม็กกาซีนของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) ยังรายงานถึงการประท้วงในที่อื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ เช่นในเม็กซิโกออกมาประท้วงการตัดงบประมาณวิทยาศาสตร์ และตัดเงินทุนการศึกษา ในนอร์เวย์มีการชุมนุมราว 200 คน เรียกร้องให้ใส่ใจเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งประจำอยู่ที่ขั้วโลกเหนือเองก็ออกมาเดินขบวนด้วย ในแคนาดามีการชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยและความหลากหลายที่หน้าอนุสรณ์สถาน "ผู้หญิงก็เป็นคน!" (Women Are Persons!) ในเยอรมนีมีการเดินขบวนพร้อมป้ายที่ส่งเสริมความเชื่อความหลักวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและไม่ให้หลงไปกับแนวคิดหลอกลวง/p pในอเมริกาใต้ก็มีการร่วมเดินขบวน 250 คน ในเอกวาดอร์ที่บอกว่าแม้พวกเขาจะเป็นเพียงชุมชนกลุ่มเล็กแต่ก็มีความสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยให้เด็กนักเรียนฟัง ส่วนที่บราซิลมีอุปสรรคคือนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถได้รับใบอนุญาตชุมนุมได้จึงหันมาใช้วิธีตั้งเต็นท์จัดงานในเชิงงานแสดงทางวิทยาศาสตร์แทน โดยมีการจัดแสดงกระดองเต่า แมลงและกกะโหลกศรีษะของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ขณะที่ออสเตรเลีบมีผู้เข้าร่วมชุมนุมรวมแล้วราว 10,000 คน ทั่วประเทศ/p pประเทศที่ไม่ไกลจากบ้านเราอย่างเวียดนามก็มีกลุ่มยืนถือป้ายจำนวน 6 คน ที่บอกว่าแม้จะมีน้อยแต่ก็น่าตื่นเต้น ในเกาหลีใต้มีการจัดเป็นงานแสดงวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับบราซิลที่มีการเรียกเด็กๆ เข้าชมด้วยการสาธิตทางชีววิทยาและการสาธิตหุ่นยนต์ ก่อนที่จะเรียกฝูงชนด้วยการปราศรัยและมีผ้ร่วมเดินขบวนราว 1,000 คน ในนิวซีแลนด์มีนักการเมืองพรรคเขียวขึ้นปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย โดยบอกว่า "เมื่อนักการเมืองใช้ระบบความเชื่อมากลบทับข้อเท็จจริง กลบทับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนั้นพวกเราทุกคนในโลกนี้ก็เจ็บปวด"/p pnbsp;/p puเรียบเรียงจาก/u/p pMarch for Science Sweeps Cities Around the World, Common Dreams, 22-04-2017/p pa href="https://www.commondreams.org/news/2017/04/22/march-science-sweeps-cities-around-world" target="_blank"https://www.commondreams.org/news/2017/04/22/march-science-sweeps-cities-around-world/a/p pTens of Thousands Protest 'Alternative Facts' at March for Science, Live Science, 22-04-2017/p pa href="http://www.livescience.com/58792-tens-of-thousands-protest-at-march-for-science.html" target="_blank"http://www.livescience.com/58792-tens-of-thousands-protest-at-march-for-science.html/a/p pLive updates from the global March for Science, AAAS, 22-04-2017/p pa href="http://www.sciencemag.org/news/2017/04/march-science-live-coverage" target="_blank"http://www.sciencemag.org/news/2017/04/march-science-live-coverage/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="https://prachatai.com/journal/2017/04/71088" target="_blank"นักวิทย์ฯ นัดชุมนุมใหญ่ในวันคุ้มครองโลก เรียกร้องการเมืองโลกสนใจข้อเท็จจริง มากกว่าความรู้สึกส่วนตัว/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XAAPBTF3azI" height="1" width="1" alt=""/

มี.ค. 2560 ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้าง 25,901 คน 'ภาคผลิต-สื่อ' เลิกจ้างสุงสุด

8 hours 16 min ago
divเดือน มี.ค. 2560 พบผู้ประกันตน ม.33 ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 145,151 คน ถูกเลิกจ้าง 25,901 คน กิจการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก 1) การประเภทการผลิตและจำหน่าย 2) สื่อสาร โทรคมนาคม 3) โรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ 4) กิจการประเภทอื่น ๆ/รักษาความปลอดภัย และ 5) ก่อสร้าง/ขนส่ง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div25 เม.ย. 2560 สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน เปิดเผยตัวเลข a href="http://warning.mol.go.th/upload/template3-3-60.pdfThumbnails_2017-04-24_10-24-03.pdf"เศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน มีนาคม 2560/a ระบุว่าภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน การจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมีผู้ประกันตน (มาตรา 33) จำนวน 10,542,660 คน มีอัตราการขยายตัว 1.71% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งมีผู้ประกันตน จำนวน 10,365,424 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้แรงงานเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้นถึง 177,236 คน สำหรับการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม มีจำนวน 145,151 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 8.93% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 12.04% (MoM) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 มีจำนวน 129,558 คนอัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.38 ของผู้ประกันตนมาตรา 33 อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 25,901 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ร้อยละ 0.26/div divnbsp;/div divสถานการณ์การจ้างงานจากข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560 มีลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33) จำนวน 10,542,660 คน มีอัตราการขยายตัว 1.71% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนมีนาคม 2559) ซึ่งมีจำนวน 10,365,424 คน หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY) ของเดือนมีนาคม 2560 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่าในเดือนมีนาคม 2560 มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 1.71% ขยายตัวจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 1.56% สถานการณ์การจ้างงานขยายตัวมากกว่า 1% จึงถือว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm5.staticflickr.com/4173/33872910200_50dd69d94a_o_d.png" style="width: 600px; height: 345px;" //div divnbsp;/div divเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม : SSO) จากข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560 มีผู้ว่างงานจำนวน 145,151 คน มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 8.93% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือนมีนาคม 2559) มีจานวน 133,247 คน ซึ่งตัวเลขลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 5.26% แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2560) พบว่า มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 12.04% (MoM) และหากคิดเป็นอัตราการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนมีนาคม 2560 อยู่ที่ 1.38% โดยอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ที่ 1.3 (มีนาคม 2560)/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2861/33872910390_9a00b83341_o_d.png" style="width: 600px; height: 357px;" //div divnbsp;/div divด้านสถานการณ์การเลิกจ้าง พบว่าอัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 คิดจากจานวนผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง ต่อจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33เดือนมีนาคม 2560 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 25,901 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ร้อยละ 0.26 และชะลอตัวจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 0.28/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ระบุว่า กสร.ได้ติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาตร์กระทรวงแรงงานในการส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองสิทธิด้านแรงงาน และจากข้อมูลการเลิกจ้างที่ลูกจ้างได้มายื่นคำร้องกับพนักงานตรวจแรงงานในเดือนมีนาคม 2560 มีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 221 คน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,536 คน ทั้งนี้ กสร.ได้ให้ความช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นเงิน 1,695,437 บาท นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ลดลงอย่างต่อเนื่อง/div divnbsp;/div divสำหรับสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างในช่วงเดือนมีนาคม 2560 มีจำนวน 42 แห่ง โดยแบ่งเป็นกิจการที่มีการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก ดังนี้ 1) กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย 2) กิจการสื่อสาร โทรคมนาคม 3) กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ 4) กิจการประเภทอื่นๆ (เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ)/รักษาความปลอดภัยและ 5) กิจการก่อสร้าง/ขนส่ง ซึ่งกสร.ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้คำแนะนำนายจ้าง ลูกจ้างให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AHdnZ8_JXsM" height="1" width="1" alt=""/

ขสช.ภาคเหนือค้านแก้ พ.ร.บ. สสส. ชี้ขัด รธน. แนะจัดประพิจารณ์ทุกภูมิภาค

8 hours 32 min ago
pเครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ จัดวงประชุม แสดงความเห็นต่อเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่เพิ่งจัดขึ้น ชี้ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนตั้งแต่เริ่มกระบวนการ และกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/5/4168/34099389972_b90af8c3eb.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pเมื่อวันที่ 22 เมษายา 2559 nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ (ขสช.ภาคเหนือ)จัดเวทีเปิดพื้นที่ทางความคิดและเชื่อมโยงศักยภาพภาคีระดับภาค (ภาคเหนือ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมพลังเครือข่าย รับทราบสถานการณ์ต่างๆที่แต่ละเครือข่ายกำลังเผชิญ ตลอดจนวางแผนการทำงานร่วมกัน มีประเด็นที่ในเวทีให้ความสำคัญร่วมกันคือ ความเห็นต่อเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม และวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างความกังขาต่อภาคประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากการจัดประชาพิจารณ์ดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนตั้งแต่เริ่มกระบวนการ เป็นไปอย่างรวบรัดและไม่มีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ทำให้มีผู้เข้าร่วมรับฟังประชาพิจารณ์จำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกระบวนการร่างกฎหมายนี้ด้วยการออกจากการประชุมกลางคัน (walk out)/p pพันธ์ศักดิ์ คำแก้ว ตัวแทนจากศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง สะท้อนถึงประสบการณ์ทำงานกับคนในพื้นที่ว่า ทั้งชาวบ้านและองค์กรเครือข่ายในต่างจังหวัดต่างทำงานอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ส่วนกลางกำลังแก้กฎหมาย พ.ร.บ. สสส. ที่เป็นเหมือนแกนหลักในการทำงานกับพี่น้องในต่างจังหวัด โดยไม่ได้เสียงพวกเขาแต่อย่างใด/p pเช่นเดียวกับ ศรินยา สิงห์ทองวรรณ องค์กรกลุ่มฅนวัยใส จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นอีกองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยงบประมาณของ สสส. เป็นเวลานาน กล่าวว่า การแก้ พ.ร.บ. สสส. ที่ผ่านมา มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่สะท้อนความพยายามในการจำกัดการทำงานขององค์กรภาคประชาชน ทั้งในเชิงการทำงานและงบประมาณ ในขณะที่กระบวนการแก้ไขก็ไม่ได้มีการฟังเสียงสะท้อนของภาคประสังคมที่ทำงานในหลายภูมิภาคแต่อย่างใด/p pในขณะที่ผู้เข้าร่วมเวทีในครั้งนี้อีกหลายคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรที่รับงบประมาณจาก สสส. ในการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาในพื้นที่ที่ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ส่วนกลางควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. สสส. ในหลายภูมิภาค ไม่ใช่จัดเพียงการรับฟังเฉพาะในกรุงเทพฯเพียงแห่งอย่างเดียวโดยไม่สนใจความเห็นจากคนเล็กคนน้อยในต่างภูมิภาค/p pสำหรับในช่วงท้าย เวทีเครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ มีข้อเสนอร่วมกัน คือ ขอรักษาเจตนารมรณ์ในการมี สสส. และไม่เห็นด้วยกับการแก้ พ.ร.บ. สสส. ถ้ามีความจำเป็นในการแก้ พ.ร.บ. สสส. ต้องทบทวนกระบวนการ การแก้ พ.ร.บ. สสส. ที่ต้องมีภาคีเครือข่ายเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 77/p table style="width: 500px;" cellspacing="1" cellpadding="1" border="1" tbody tr td pแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544/p pสืบเนื่องจากความพยายามแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 nbsp;โดยการริเริ่มของ 3 กระทรวงหลักได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ และองค์กรภาคีเครือข่าย ตามรายชื่อด้านล่างนี้ มีจุดยืนและข้อเสนอ ดังต่อไปนี้/p pไม่เห็นด้วยกับการแก้ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เนื่องจากยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ และยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายในการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของใคร/p pหากมีความจำเป็นในการแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 77 และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้เครือข่ายขอเรียกร้องให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับภูมิภาค ทุกภาค/p pขอให้รัฐบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรคำนึงถึง การสร้างเสริมสุขภาพ คือ ปัจจัยพื้นฐานในการสร้างสุขภาพของประชาชน และสุขภาพของสังคม และยังมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงต้องช่วยกันรักษา และสนับสนุนเจตนารมณ์ ของการกำเนิด พระพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเครือข่ายฯ จะติดตามความพยายามในการแก้ไขพระราชบัญญัติ ฉบับนี้อย่างใกล้ชิด/p pขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน(ขสช.) ภาคเหนือ/p pศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบภาคเหนือ/p pศูนย์เรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง/p pศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน/p pเครือข่ายองค์กรเด็กและเยาวชนภาคเหนือ/p pเครือข่ายป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น/p pเครือข่ายผู้บริโภคภาคเหนือ/p pเครือข่ายรณรงค์หยุดพนันภาคเหนือ/p pสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดพะเยา/p pnbsp;/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NCscI3na5K4" height="1" width="1" alt=""/

เผยมีคำสั่งไล่ 'ธาริต' ออกจากราชการตั้งแต่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา

Mon, 24/04/2017 - 22:19
p!--break--!--break--/p div24 เม.ย. 2560 a href="http://www.lokwannee.com/web2013/?p=265564"เว็บไซต์โลกวันนี้/anbsp;รายงานว่าจากการเปิดเผยของ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งชี้แจงกรณีคำสั่งลงโทษไล่ออก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งถูกย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเอกสารทางการว่า เป็นการดำเนินการตามที่ประธานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แจ้งมา หลัง ป.ป.ช. มีมติ ชี้มูลความผิด นายธาริต ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ และหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 346,652,588 บาท/div divnbsp;/div divโดยเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับเรื่อง จาก ป.ป.ช.และได้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้อง และหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช.,สำนักงาน ก.พ. และ สำนักงานกฤษฏีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฏหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่า นายธาริต เมื่อถูกย้ายมา และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในการออกคำสั่ง/div divnbsp;/div divทั้งนี้หน่วยงานข้างต้น ได้ให้ความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า กรณีนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80(4)แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฏหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่าการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษ ไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6KgnLbwTvnI" height="1" width="1" alt=""/

ตร.ปรามถึงบ้าน 'เอกชัย' ยันจะยื่นหนังสือนายกฯ ถอนหมุดใหม่

Mon, 24/04/2017 - 20:48
divตำรวจบุกบ้าน 'เอกชัย หงส์กังวาน' นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ขอให้หยุดยื่นหนังสือนายกฯ เรื่องหมุดใหม่พรุ่งนี้ เจ้าตัวยืนยัน ไม่หวั่นโดนรวบ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://scontent.fbkk5-8.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/18156946_10154552921646699_5293318502794787505_n.jpg?oh=ba57a1e5c475ed54c67498eb868df0fdamp;oe=598D0496" style="width: 320px; height: 240px;" //div divnbsp;/div div24 เม.ย.2560 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ เวลาประมาณ 16.30 น.มีชาย 8 คนมายืนที่หน้าบ้านของเขา โดย 2 คนในจำนวนนั้นแต่งเครื่องแบบตำรวจ ตัวแทนของกลุ่มที่มาแจ้งกับเขาว่า มาจาก สน.ลาดพร้าวและต้องการพูดคุยด้วย แต่เขาปฏิเสธที่จะออกไปคุยนอกบ้านและสนทนาผ่านกระจกหน้าบ้านแทน เจ้าหน้าที่ถามถึงการเตรียมจะไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร เขาปฏิเสธว่าจะไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับหมุดใหม่ ไม่ใช่หมุดคณะราษฎรแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอไม่ให้เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ แต่เขายังคงยืนยันที่จะไป/div divnbsp;/div divเอกชัยกล่าวว่า เขามีความกังวลเล็กน้อยที่จะถูกรวบตัว แต่เชื่อมั่นว่าการยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ดูได้จากกรณีที่ผ่านมารัฐใช้มาตรการปรับทัศนคติเท่านั้น/div divnbsp;/div divก่อนหน้านี้เขาโพสต์เฟซบุ๊กว่า เขาไม่เห็นด้วยที่ประชาชนจะตกอยู่ในความหวาดกลัวมาตรการนอกกฎหมายอย่างการปรับทัศนคติ และยอมหยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างโดยง่าย/div divnbsp;/div div"เอาเป็นว่า ถ้า 10 โมง ผมยังไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล แสดงว่าผมน่าจะโดนรวบไปแล้ว เพราะผมยืนยันว่ายังไงก็จะไป" เอกชัยกล่าว/div divnbsp;/div divสำหรับข้อเรียกร้องของเขาคือ ขอให้รัฐบาลประกาศเจ้าของหมุดใหม่ทางสื่อสารมวลชนทุกช่องทางเป็นเวลา 7 วัน หากยังไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ ขอให้รัฐบาลขุดหมุดใหม่ออกไปเก็บไว้ยังที่เหมาะสมก่อนเพื่อรอเจ้าของมารับคืนภายหลัง/div divnbsp;/div div"การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน" หนังสือระบุ โดยเอกชัยโพสต์หนังสือดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น./div divnbsp;/div divทั้งนี้ เอกชัย วัย 41 ปี เดิมมีอาชีพขายหวยบนดิน หลังการรัฐประหารในปี 2549 เอกชัยเริ่มสนใจการเมือง และชื่นชอบแนวทางของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เมื่อไปชุมนุมในเดือนมีนาคม 2554 เขาได้นำซีดีสารคดีการเมืองไทยของสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์แปลไทยทำสำเนาไปขายชุดละ 20 บาทในที่ชุมนุม จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อและจับกุม จากนั้นราว 2 เดือนถัดมา คดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเอกชัยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาไม่กี่คนที่สามารถประกันตัวได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังอยู่เพียงสัปดาห์กว่าๆ/div divnbsp;/div divภายหลังการจับกุมเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมูลเหตุจูงใจในการขายซีดีและเอกสารดังกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมุมมองจากสื่อต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งน่าสนใจและอาจดีกว่าสื่อไทยซึ่งต่างเลือกข้างกันหมด/div divnbsp;/div divในระหว่างต่อสู้คดี ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานสำคัญ 2 ปากคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา แต่หลังจากผู้พิพากษาหารือกับทนายจำเลยก็ยอมที่จะไม่เรียกพยานทั้ง 2 ปากดังกล่าว (อ่านรายละเอียด) จากนั้นวันที่ 28 มี.ค.2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 5 ปีแต่ลดโทษให้เหลือ 3 ปี 4 เดือนเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี (อ่านรายละเอียด) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน เขาถูกคุมขังในเรือนจำจนครบโทษและได้ออกจากเรือนจำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PB11v1n2GPk" height="1" width="1" alt=""/

ศาลเลื่อนพิจารณาคดี 7 นศ.ละเมิดอำนาจศาล ไปวันที่ 31 พ.ค.

Mon, 24/04/2017 - 18:55
pศาลเลื่อนพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ไปวันที่ 31 พ.ค. 2560 เนื่องจาก 'จ่านิว' ไม่ได้มาตามศาลนัด ส่วน 6 คนที่มาในวันนี้ได้ให้การปฎิเสธและขอสู้คดีโดยไม่ขอใช้ทนาย/p p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="805" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fdaodincommoner%2Fposts%2F1273679436018586amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div div24 เม.ย. 2560 a href="https://www.facebook.com/daodincommone"เพจดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน/a เปิดเผยว่าที่ห้องพิจารณาคดี ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ให้กับทั้ง 6 คนที่เดินทางมายังศาลจังหวัดขอนแก่นวันนี้ ได้แก่ นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นายพายุ บุญโสภณ นายอาคม ศรีบุตตะ นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ และ นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ โดยในวันนี้นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไม่ได้เดินทางมาแต่อย่างใดnbsp;/div divnbsp;/div divการพิจารณาดำเนินไปจนกระทั่งเวลา ประมาณ 12:50 น. ศาลได้อ่านคำสั่งเลื่อนพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ไปวันที่ 31 พ.ค. 2560 เนื่องจากนายสิริวิชญ์ ไม่ได้มาตามศาลนัด ส่วน 6 คนที่มาในวันนี้ได้ให้การปฎิเสธและขอสู้คดีโดยไม่ขอใช้ทนาย และศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว วงเงิน 50,000 บาท/คน โดยใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวทั้ง 6 คน และศาลให้ยื่น คำให้การเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วันnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2Zt9Z35oXhA" height="1" width="1" alt=""/

ยอมรับ ครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีนแล้ว

Mon, 24/04/2017 - 18:24
divโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียอมรับ ครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีนแล้วจริง เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ระบุที่ไม่แถลงเพราะเป็นเอกสารลับ ด้าน 'ประวิตร' กำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการnbsp;/div p!--break--!--break--/p div24 เม.ย. 2560 a href="http://www.matichon.co.th/news/539259"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ตามที่กองทัพเรือเสนอ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ว่า ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวจริง โดยจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที (Yuan Class S26T) จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่มีอะไรเป็นลับลมคมใน ซึ่งการจัดซื้อเป็นงบผูกพัน ไม่ได้จ่ายเงินครั้งเดียว แต่จะทยอยจ่าย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในที่ประชุมว่า มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ไม่ใช่อยากได้ตามประเทศอื่น แต่กองทัพเรือประเมินจากภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย ประเมินจากความมั่นคงทางท้องทะเล จึงต้องมีการศึกษาแนวทางการป้องกันทางทะเล เพื่อการป้องกันภัยคุกคามที่มีศักยภาพเหนือกว่า/div divnbsp;/div div“ประเทศเราอยู่ติดทะเล วันหน้าไม่มีสิ่งที่แน่นอน เราจึงต้องมีศักยภาพเพื่อป้องกันภัย และการสั่งซื้อไม่ใช่ว่าอนุมัติไปแล้วจะได้ใน 3- 5 วัน แต่ต้องรอหลายปี ทั้งนี้ เป็นการซื้อลำเดียวก่อน ส่วนลำต่อไปอยู่ที่กองทัพเรือ อย่างไรก็ตามที่โฆษกฯไม่ได้แถลงข่าว เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุดหรือมุมแดง และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องแถลง แต่ยืนยันว่าไม่มีลับลมคมใน” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว/div divnbsp;/div divstrong'ประวิตร' กำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญ/strong/div divnbsp;/div div divด้าน a href="http://www.tnamcot.com/view/58fd9397e3f8e4ce4d20df1b"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ว่า พล.อ.ประวิตรสรุปสถานการณ์ความมั่นคงกับสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ nbsp;โดยภาพรวมความมั่นคงในปัจจุบันเชื่อมกับทุกมิติในสังคม รวมถึงสถานการณ์โลกที่ขณะนี้มีความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดnbsp;/div divnbsp;/div div“ส่วนในประเทศต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลพยายามวางรากฐานประเทศเพื่อให้ประชาชนเกิดสงบสุข ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลจึงต้องวางรากฐานประเทศ โดยการเร่งสร้างความสามัคคีปรองดอง ขณะนี้ได้รับการตอบรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ดีมากขึ้น ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นหลัก รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองโดยเดินตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ ซึ่งขณะนี้คืบหน้ามาก โดยเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นและยึดประโยชน์ส่วนรวม มีประชาชนเป็นที่ตั้งในการดำเนินการตามกรอบที่วางไว้” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว/div divnbsp;/div divสำหรับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า รัฐบาล ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นของประเทศใด แต่จะคำนึงความเหมาะสม ให้ครอบคลุมด้านความมั่นคงในอนาคต การใช้ในระยะยาว เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ นอกจากนี้ยังให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมน้อมนำพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 10 พระราชทานไว้ในวันข้าราชการพลเรือน 1 กุมภาพันธ์ 2560 ถ่ายทอดให้กำลังพลยึดเป็นหลักปฎิบัติงานในกระทรวงกลาโหมด้วย/div divnbsp;/div div“พล.อ.ประวิตรกำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการ nbsp;การปฎิบัติงานให้สอดคล้องเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ให้กองทัพสนับสนุนงานวิจัยอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดการใช้งานได้จริงของแต่ละกองทัพ ส่วนโรงซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ขณะนี้กำลังหารือกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าจะได้กรอบการก่อสร้างที่ชัดเจนประมาณเดือนกรกฎาคมนี้” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว/div divnbsp;/div divพล.ต.คงชีพ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำชับเหล่าทัพดูแลการฝึกทหารเกณฑ์ที่เข้ามาใหม่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้อย่างใกล้ชิด ให้เป็นไปตามธรรมเนียมวินัยทหาร ตามระเบียบที่กำหนดไว้ให้เกิดความเรียบร้อย ให้ระวังการฝึกขณะอากาศร้อนจัดและอุบัติเหตุ การลงโทษต้องเป็นไปตามวินัยที่กำหนดทางราชการ ไม่ทำร้ายหรือกดขี่เด็ดขาด/div divnbsp;/div divส่วนความคืบหน้าการสร้างความสามัคคีปรองดอง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เตรียมหารือกับพรรคการเมือง นักวิชาการและภาคประชาสังคมเป็นกลุ่มย่อยตามแนวทางที่เสนอมา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เสนอมาแล้วว่าเป็นไปตามที่เคยหารือกันหรือไม่ ส่วนในภูมิภาคจะเปิดเวทีพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ และรับฟังความเห็นอีกครั้ง โดยจะแบ่งเป็นกลุ่มแต่ละภาค ซึ่งจะสร็จสิ้นในต้นเดือนพฤษภาคม/div divnbsp;/div div“รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมได้ขอบคุณกำลังพล และให้กำลังใจเหล่าทัพที่ทุ่มเทดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา” โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dr35Jm0yaRo" height="1" width="1" alt=""/

สปท. ลงมติว่ากล่าวตักเตือน 'อนุสร' ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร

Mon, 24/04/2017 - 17:28
divสปท. ลงมติว่ากล่าวตักเตือน อนุสร จิรพงศ์ ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร หลังประชุมลับกว่า 3 ชั่วโมง nbsp;แต่ไม่เปิดคะแนน nbsp;และยังบอกรูปแบบการตักเตือนไม่ได้ อ้างเป็นครั้งแรก/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://hris.parliament.go.th/manage/fileupload/pic_new_public/41a44681c59dc1b3429f6a35b708fe07.jpg" style="width: 450px; height: 523px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongน/strong/spanstrongspan style="color:#ffa500;"ายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) /spana href="http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/nrc_profile.php?nrc=20399amp;filename=nrc_TH58"span style="color:#ffa500;"ที่มาภาพ: parliament.go.th/span/a/strong/div divnbsp;/div div24 เม.ย. 2560 a href="http://www.tnamcot.com/view/58fdcb51e3f8e4ce4d20df67"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่าที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประชุมลับของ สปท. กว่า 3 ชั่วโมง วันนี้ (24 เม.ย.) nbsp;พิจารณารายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิก สปท. อาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ. 2558 ประกอบข้อบังคับ สปท. พ.ศ.2558 กรณีมีการนำเสนอข่าวนายอนุสร ทำร้ายร่างกายนายชาตอลงกรณ์ นิลยาน บริกรร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอนุสร และนายอนุสรรับสารภาพในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รวมทั้ง ยินยอมให้ปรับ 10,000 บาทnbsp;/div divnbsp;/div divนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แถลงภายหลังการประชุมลับว่าที่ประชุม สปท. มีติว่าการกระทำของนายอนุสร ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ประกอบข้อบังคับ สปท. ข้อ 102 โดยเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง และมีมติให้ว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่ต้องส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเพราะไม่ใช่การฝ่ายฝืนความผิดจริยธรรมขั้นร้ายแรง/div divnbsp;/div div“กรณีนี้เป็นครั้งแรกของสภาไทย จึงไม่มีรูปแบบปฏิบัติการกล่าวตักเตือน มาก่อน ประธาน สปท.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม nbsp;ยืนยัน สปท. ดำเนินการพิจารณาทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยผลคะแนนได้ และไม่ใช่ว่า สปท.จะไปดำเนินการในลักษณะเช่นนี้กับใครก็ได้” นายคำนูณ กล่าวnbsp;/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ 33 ววรค 1 ระบุว่าในกรณีที่สภาเห็นว่ามีหลักฐานและข้อเท็จจริงอันควรเชื่อได้ว่า สมาชิกหรือกรรมาธิการ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ให้สภามีมติว่ากล่าวตักเตือน หรือ ตําหนิ หรือประณามให้เป็นที่ประจักษ์ nbsp;/div divnbsp;/div divส่วนในวรรค 2 ระบุว่า ในกรณีที่สภามีมติว่าเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับอันเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้สภาดําเนินการตามวรรคหนึ่ง และให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป และแจ้งให้ที่ประชุมสภาทราบ/div divnbsp;/div divขณะที่ วรรค 3 ระบุว่า มติของสภาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่มติของสภาตามวรรคสอง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 nbsp;ของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/30vtSbGzHJk" height="1" width="1" alt=""/

เครือข่ายติดตามคดีวิสามัญฆาตกรรม 'ชัยภูมิ ป่าแส' แถลงขอให้เปิดภาพจาก CCTV

Mon, 24/04/2017 - 17:09
divเครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส แถลง "38 วัน หลังวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส : ความ (ไม่) คืบหน้าในการแสวงหาความจริง" nbsp;เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว-ให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยา/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2932/33427724103_e9d3744559_o_d.jpg" style="width: 550px; height: 310px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"stronga href="https://goo.gl/sd76Sp"span style="color:#ffa500;"ที่มาภาพ: ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่nbsp;/span/a/strong/div divnbsp;/div div24 เม.ย. 2560 a href="https://goo.gl/sd76Sp"ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/a เปิดเผยเนื้อหาการแถลงข่าว "38 วัน หลังวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส : ความ (ไม่) คืบหน้าในการแสวงหาความจริง" โดย เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ระบุว่าสืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ชัยภูมิ ป่าแส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 จนถึงปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนนั้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส (ปรากฏรายนามด้านล่าง) พบว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้/div divnbsp;/div div1. นับจากวันเกิดเหตุ ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่เริ่มต้นหรือแม้เริ่มต้นในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร อาทิ รองโฆษกกองทัพบก โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ฯลฯ ซึ่งมิใช่ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างชี้แจงให้ข้อมูล รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยืนยันว่าชัยภูมิ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยง ขัดขืนการตรวจค้นรถ รวมถึงมีความพยายามจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร อันเป็นเหตุให้ต้องวิสามัญฯ พร้อมกับอ้างถึงภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมาปกป้องการวิสามัญฯ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้น อาจกดออโตได้”/div divnbsp;/div divโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่รัฐต่างยืนยันว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการกระทำความผิดของชัยภูมิ แต่ต่อมาภายหลังกลับมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเฉพาะการให้เหตุผลของผู้บัญชาการทหารบกที่กล่าวว่า “ได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว เห็นว่าตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด หากเปิดให้ดูเกรงว่าจะเกิดปัญหา เพราะต่างคนต่างมองประเด็นที่แตกต่างกันออกไป..” และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการส่งมอบภาพจากกล้องวงจรปิดให้แก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divเครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อกังวลว่า การปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในการการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ท่ามกลางข้อมูลและความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการทำงานของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง/div divnbsp;/div div2. จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเครือข่ายฯ พบว่า หลังเหตุการณ์วิสามัญชัยภูมิ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในชุมชนกองผักปิ้งซึ่งเป็นภูมิลำเนาของชัยภูมิเกือบทุกวัน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับชัยภูมิ หรือแม้แต่ผู้นำชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปพบ พบลูกกระสุนปืนถูกนำไปวางในบริเวณบ้านของคนใกล้ชิดกับชัยภูมิโดยไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคาม รวมถึงกรณีชายแปลกหน้าไปถ่ายรูปบ้านคนใกล้ชิดของชัยภูมิ ล่าสุด มีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปก่อสร้างห้องน้ำให้กับบ้านของชัยภูมิ โดยอ้างว่าเป็นการเยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสน ความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า เคยเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับคนในชุมชนบ้านกองผักปิ้งมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ทหารนายหนึ่งตบตีทำร้ายชาวบ้านในงานฉลองวันปีใหม่ จนนำไปสู่การฟ้องร้องชาวบ้านคนหนึ่งที่โพสต์เฟสบุ๊คเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาศาลยกฟ้องคดีดังกล่าว/div divnbsp;/div divเครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อสังเกตว่า การเข้าไปในชุมชนของเจ้าหน้าที่ทหารที่เดินผ่านแต่ละบ้านในแต่ละวัน ไม่แตกต่างไปจากปฏิบัติการทางจิตวิทยาลักษณะหนึ่งที่สร้างความตึงเครียดให้กับชุมชน โดยเฉพาะบุคคลที่ใกล้ชิดกับชัยภูมิ/div divnbsp;/div divข้อเรียกร้อง/div divnbsp;/div div1. เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เห็นด้วยและสนับสนุนเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมและประชาชนที่เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนคลายข้อกังวลต่อประเด็นการใช้ความรุนแรงในการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด และขอเรียกร้องให้บุคคลในหน่วยงานรัฐที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะชี้นำรูปคดี หรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา/div divnbsp;/div div2. ขอเรียกร้องให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการไต่สวนการตายตามกฎหมาย เพื่อให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏโดยเร็ว และแจ้งความคืบหน้าต่อครอบครัวของชัยภูมิและสาธารณชนเป็นระยะๆ/div divnbsp;/div div3. ขอเรียกร้องให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาโดยสิ้นเชิง เพราะการกระทำดังกล่าว แทนที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่กลับจะสร้างความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div divเครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ประกอบไปด้วย/div divnbsp;/div divนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/div divสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย/div divเครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง/div divเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย/div divเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง/div divเครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง/div divเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี/div divเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง/div divชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ/div divมูลนิธิรักษ์เด็ก/div divสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน/div divสมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HpVyfMkqP8U" height="1" width="1" alt=""/

สื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญ 2560

Mon, 24/04/2017 - 16:50
!--break--!--break-- pภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560nbsp;ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 nbsp;มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน นั้นทำให้เห็นว่า ในภาพรวมของรัฐธรรมนูญ 2560 เน้นความสำคัญในเรื่องของวิชาชีพสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานของรัฐสามารถอุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน แต่ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา 35) สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยของรัฐเปลี่ยนไปเป็นสภาพบังคับที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก (มาตรา 59)/p pแต่สื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นนอกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 98) รวมไปถึงสื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ และหลังจากการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน (มาตรา 184) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย (มาตราnbsp;nbsp;nbsp; 49) ในส่วนของประเด็นเรื่อง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ ยังคงอยู่เพื่อปกป้องสื่อมวลชนจากทุนของต่างชาติและการห้ามสั่งปิดกิจการสื่อมวลชน (มาตรา 35)/p pในส่วนของการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ในส่วนนี้กลับหายไป รวมไปถึงการที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ที่ว่ารัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และในส่วนของสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และมีการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น (มาตรา 60)/p pจุดที่น่าสนใจคือมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ในส่วนนี้น่าสนใจเพราะมีการให้ความสำคัญกับวิชาชีพสื่อมวลชน และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสอดรับกับร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งอยู่ในกระบวนการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)nbsp;จะเดินต่อไปอย่างไร/p table align="left" border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td style="width:308px;" pstrongรัฐธรรมนูญ /strongstrong2550/strong/p /td td style="width:308px;" pstrongรัฐธรรมนูญ /strongstrong2560/strong/p /td /tr tr td style="width:308px;" pstrongมาตรา /strongstrong45/strong บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น/p pการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพหรือสุขภาพของประชาชน/p pการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดนอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง/p pการให้นำข่าวสารหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง/p pเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย/p pการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้/p pnbsp;/p pnbsp;/p /td td style="width:308px;" pstrongมาตรา /strongstrong34/strong บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของ ประชาชน/p pเสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น/p pstrongมาตรา /strongstrong35/strong บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ/p pการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้/p pการให้นําข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทําขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศ อยู่ในภาวะสงคราม/p pเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย/p pการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กําหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย/p pเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คํานึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย/p /td /tr tr td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong46/strong พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด ตามรัฐธรรมนูน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบอาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ/p pข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง/p pการกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ/p /td td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong184/strong สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง/p p(4) ไม่กระทําการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซง การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ/p pnbsp;/p /td /tr tr td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong47/strong คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ/p pให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ/p pการดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ/p pการกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน/p pnbsp;/p /td td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong60/strong รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน/p pการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์จาก คลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ/p pรัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกํากับ การดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้ องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการ ป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจําเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทําที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้ง การกําหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ/p /td /tr tr td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong56/strong บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้ส่วนเสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ/p /td td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong59/strong รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก/p pnbsp;/p /td /tr tr td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong48/strong ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว/p /td td style="width:308px;" pnbsp;/p pstrongมาตรา /strongstrong98/strong บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/p p(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ/p pnbsp;/p /td /tr /tbody /table p style="margin-left:36.0pt;"nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vyIX2b1nBD0" height="1" width="1" alt=""/

ชาวกะเหรี่ยงแม่ปอคีจัดพิธีบวชป่า ยืนยันกับการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า

Mon, 24/04/2017 - 16:39
divชาวกะเหรี่ยงบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) จัดพิธีบวชป่า เป็นชุมชนตัวอย่างที่อยู่กับป่ามากว่า 200 ปี โดยชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมตามหลักการอยู่ร่วมกันของคนกับป่าได้อย่างเกื้อกูลกันและกัน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2888/34237649675_86047a6cb6_o_d.jpg" style="width: 550px; height: 309px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3941/34237650055_bb27d6491e_o_d.jpg" style="width: 550px; height: 309px;" //div divnbsp;/div divแม้ระยะทางจากตัวอำเภอท่าสองยาง ถึงบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) แค่ไม่เกิน 60 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทาง ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะระยะทาง เข้า หมู่บ้าน ช่วง 16 กิโลเมตร สุดท้าย ใช้เวลาเดินทางมากว่า 2 ขั่วโมง ผ่านหมู่บ้านถึง 4 หมู่บ้าน ลัดเลาะตามแนวเขากว่า 5 ลูก จึงจะถึงที่หมาย บ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) ซึ่งเป็นชุมชนกะเหรี่ยงอาศัยมาเนิ่นนานกว่า 200 ปี โดยชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมทำไร่หมุนเวียน ไม่มีการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า อาทิ ข้าวโพด กระหล่ำปลี ไม่มีการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ขณะที่ทุนนิยมและความเจริญภายนอกคืบคลานเข้าหาหมู่บ้าน nbsp;ชาวกะเหรี่ยงจะตั้งรับอย่างไร/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 ชาวบ้านจากหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสองยาง และเครือข่ายร่วมกันจัดพิธีบวชป่า ที่บริเวณโดยรอบน้ำตกขุนแม่เหว่ย ซึ่งเป็นต้นน้ำขุนแม่เหว่ย เพื่อเป็นการนำพิธีกรรมตามภูมิปัญญาวัฒนธรรมของคนปากเกอะญอมาประยุกต์ใช้ในการปกป้องและพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แก่เยาวชนในหมู่บ้านให้เห็นคุณค่าการดูแลรักษาป่า และเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า โดยใช้วิถีภูมิปัญญาของคนในชุมชน ที่สำคัญเป็นการจุดประกายประเด็นความสนใจของชุมชนที่ต้องการหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยชุมชนได้มีส่วนร่วม เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้ nbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2821/34237651655_4f8aeeede7_o_d.jpg" style="width: 350px; height: 466px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongพาเหาะ ลำเนาไพร อายุ 65 ปี nbsp;ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี)/strong/span/div divnbsp;/div divนายพาเหาะ ลำเนาไพร อายุ 65 ปี nbsp;ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความต้องการของชุมชนที่จะปลุกจิตสำนึกเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับเขตป่า ซึ่งชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยนั้นมีประวัติศาสตร์การตั้งชุมชนมากว่า 150 ปี nbsp;เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ nbsp;ทั้ง น้ำตก ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะในชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คือ มีป่าเดป่อทู่ หรือ ป่าสะดือ ที่ดูแลจัดการโดยวิถีชุมชน ที่มีความผูกพันธ์กับป่ามาตั้งแต่เกิด โดยจะมีการนำสายสะดือของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้กับต้นไม้เป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับต้นไม้ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน โดยห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้น รวมถึงมีระบบการเกษตรแบบผสมผสาน คือการทำไร่หมุนเวียน เพราะเป็นระบบการเกษตรที่สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศน์ และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางภูมิปัญญา nbsp;ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนนั้น จะมีพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา เพื่อขอทำไร่ข้าว เมื่อทำเสร็จก็จะมีพิธีส่งคืนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขา โดยมีความเชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้าป่า เจ้าเขา อีกทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ ยังมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าป่า เจ้าเขาในเขตป่า ซึ่งเป็นความเชื่อ ความศรัทธา ต่อจิตใจของชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2906/34237650555_49b9db893b_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย/strong/span/div divnbsp;/div divดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย กล่าวว่าการจัดพิธีบวชป่า ของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีความตั้งใจที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของชุมชนเอง โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำขุนแม่เหว่ย แห่งนี้มีความสำคัญต่อคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค nbsp;บริโภค แหล่งอาหาร และที่ทำกิน การบวชป่านั้นเป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกของชุมชนในการพิทักษ์ผืนป่าให้คงอยู่ และถือว่าเป็นการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน ซึ่งีความคิดร่วมกัน คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรภายในชุมชน อีกทั้งอนาคตต้องมีการร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้ออาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ คนในชุมชน และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง ชุมชนสีเขียว โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวปาเกอะญอและองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาปรับใช้ ซึ่งทางวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยเองก็ได้มีการจัดการร่วมกันกับชุมชน ในการจัดทำแหล่งเรียนรู้ สร้างงานวิจัย เพื่อให้ชุมชนเกิดประโยชน์ พร้อมทั้งเสริมสร้างพลังให้ชุมชนมั่นใจในการจัดการชุมชน nbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2922/34237651415_5dede6fa5d_o_d.jpg" style="width: 350px; height: 466px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"strongสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา/strong/span/div divnbsp;/div divด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า ได้เห็นความตั้งใจของชุมชน บ้านขุนแม่เหว่ย ในการที่จะอยู่ร่วมกับป่า โดยชุมชนเองพยายามที่จะหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที 3 สิงหาคม 2553 เรื่องนโยบายในการการฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง โดยมีประเด็นหลักๆ 5 ด้าน ด้วยกัน ได้แก่ nbsp;1 อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม 2 การจัดการทรัพยากร 3 สิทธิในสัญชาติ 4 การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และ5 การศึกษาnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากร นั้น มีมาตรการคือ ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และให้จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกในการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม nbsp;ใคร่เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้าใจวิถีวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง nbsp;เข้ามาเรียนรู้และส่งเสริมให้คนที่อยู่รักษาป่า ได้มีวิถีวัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้ต่อไป/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MU1mbKN641Y" height="1" width="1" alt=""/

แถลงการณ์ นศ. 10 กลุ่ม ยืนยันกรณี 7 นศ. ไม่ได้รบกวนการพิจารณาคดีของศาล

Mon, 24/04/2017 - 14:27
pแถลงการณ์ร่วม 10 กลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ กรณี 7 นักศึกษา-นักกิจกรรม ถูกฟ้องละเมิดอำนาจศาล ระบุจากข้อเท็จจริงการจัดกิจกรรมอยู่ภายนอกรั้วของศาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีของศาลได้เลย/p p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="774" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnewdemocracymovement%2Fposts%2F1443156975734675%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div div24 เม.ย. 2560 กลุ่มนักศึกษา 10 กลุ่ม ประกอบไปด้วย สมัชชาแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตย FMFD, กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน CCP, ธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย LLTD, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์, กลุ่มเสียงของคนหนุ่มสาว รามคำแหง, ดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน, The Federation of Patani Students and Youth - PerMAS, สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย, PPDD ธรรมศาสตร์ และผู้เคลื่อนไหวอิสระในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ออกแถลงการณ์ร่วม 10 กลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ กรณี 7 นักศึกษา นักกิจกรรม ถูกฟ้องละเมิดอำนาจศาล/div divnbsp;/div divโดยในแถลงการณ์ระบุว่าเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 นักศึกษา นักกิจกรรม ได้รับหมายจากศาลจังหวัดขอนแก่นในคดีละเมิดอำนาจศาล ได้แก่ นักศึกษาทั้งหมด 6 คน และ นักกิจกรรมจากกรุงเทพฯ 1 คน ต่อเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 โดยได้จัดกิจกรรมในนามของเครือข่ายนักศึกษาสี่ภาคเพื่อให้กำลังใจ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการประท้วงกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อให้การดำเนินพิจารณาคดีของศาลเป็นไปโดยเรียบร้อย แม้จะเป็นดุลพินิจของศาลก็ตาม แต่การบังคับใช้ควรอยู่ในบริเวณศาลที่อาจรบกวนการพิจารณาของศาลได้ จากข้อเท็จจริงนั้นการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ภายนอกรั้วของศาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีของศาลได้เลย/div divnbsp;/div divอ่านเนื้อหาของแถลงการณ์ทั้งหมดได้ที่ a href="https://www.facebook.com/newdemocracymovement/photos/a.958539464196431.1073741828.958469920870052/1443156975734675/?type=3amp;theater"แถลงการณ์ร่วม 10 กลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศกรณี 7 นักศึกษา นักกิจกรรม ถูกฟ้องละเมิดอำนาจศาล/a/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AxUG5L9vAgw" height="1" width="1" alt=""/

ศาลเชียงใหม่ยกฟ้องลุงติดป้าย 'เผด็จการจงพินาศ'

Mon, 24/04/2017 - 13:25
divศาลเชียงใหม่ยกฟ้อง 'สามารถ ขวัญชัย' จำเลยในข้อหาประชามติ ชี้ข้อความ 'เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No'nbsp;ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดพ.ร.บ.ประชามติฯ/div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://i1.wp.com/www.tlhr2014.com/th/wp-content/uploads/2017/04/Samart4.jpg?resize=768%2C576" style="width: 550px; height: 413px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"นายสามารถ ขวัญชัย ที่มาภาพ:nbsp;/spana href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=4077"span style="color:#ffa500;"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/span/a/strong/p pimg alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"24 เม.ย. 2560nbsp;a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=4077"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่าเวลา 9.00น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพากษาในคดีของนายสามารถ ขวัญชัย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) และวรรค 2 จากกรณีการนำใบปลิวที่มีข้อความว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No” พร้อมรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้วไปเสียบบริเวณที่ปัดน้ำฝนหน้ารถราว 10 คัน ในลานจอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ในช่วงก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=1966"อ่านรายละเอียดคดี/anbsp;และnbsp;a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3954"ประมวลสรุปการสืบพยานในศาล/a)/p pศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61(1) และ วรรค 2 ต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 4 ประการ คือ 1. เป็นการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. มีการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด 3. มีลักษณะที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ และ 4. จะต้องมีเจตนาพิเศษ คือเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง การกระทำจะเป็นความผิดได้ ต้องเข้าองค์ประกอบความผิดทั้งสี่ประการ/p pศาลวินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาข้อความจากใบปลิวที่ว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ”แล้ว ตามพจนานุกรม คำว่า “เผด็จการ” หมายถึงการใช้อำนาจบริหารการปกครองประเทศอย่างเด็ดขาด และคำว่า “พินาศ” หมายถึง ทำให้หมดสิ้นไป สูญสลายไป เมื่อนำมารวมกันแล้ว มีลักษณะเป็นความหมายเชิงนามธรรมทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความหมายถึงร่างรัฐธรรมนูญ และแม้จะตีความหมายว่าถ้อยคำดังกล่าวหมายถึงรัฐบาลที่บริหารประเทศในขณะนั้นได้ แต่ก็ไม่อาจตีความให้เกี่ยวข้องไปถึงการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญnbsp; ประกอบกับผู้มีสิทธิที่จะไปลงประชามตินั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดความเห็นคล้อยตาม ข้อความในใบปลิวจึงไม่อาจจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ยังเป็นคำที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และใช้กันทั่วไปในหมู่ผู้รักประชาธิปไตย ก่อนที่จำเลยจะนำมาใช้ในใบปลิว/p pอีกทั้งnbsp;เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ประชามติ ยังมิใช่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ของทั้งฝ่ายที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ดังในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ประชามติ ที่ระบุไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย” โดยเฉพาะมาตรา 61 ในพ.ร.บ.ประชามติที่มีโทษทางอาญานั้น ต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่อาจตีความให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น/p pแม้โจทก์จะมีพยานเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เบิกความยืนยันว่าข้อความดังกล่าว มีลักษณะรุนแรงเป็นการปลุกระดมทางการเมืองก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยที่ไม่มีการนำพยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา, กรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาเบิกความยืนยันในประเด็นนี้ จึงฟังไม่ได้น้ำหนัก nbsp;การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย และใบปลิวในคดีนี้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด เห็นสมควรให้คืนแก่จำเลย/p pหลังฟังคำพิพากษา นายสามารถ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตน หากไม่ได้ทุกคนมาช่วยเหลือ ตนก็มืดแปดด้านจริงๆ เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว รู้สึกว่าความเป็นธรรมยังพอหาได้ในประเทศนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะหยิบขึ้นมาใช้อีก หากผู้ใช้ดีก็ดี หากผู้ใช้ไม่ดี ผลก็คงไม่ดี อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เกิดบรรทัดฐานหรือประกายไฟเล็กๆ ให้สังคม ให้ผู้คนได้เห็นความเป็นประชาธิปไตย ชัยชนะครั้งนี้เป็นอีกขึ้นหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กันต่อไป/p pสำหรับนายสามารถ ขวัญชัย ปัจจุบันอายุ 63 ปีnbsp; ประกอบอาชีพช่วยครอบครัวขายภาพโมเสคที่ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ นายสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในฐานะมวลชนอิสระ เคยร่วมเป็นพยาบาลอาสาในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553nbsp; อีกทั้ง นายสามารถยังมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดัน โดยหลังถูกจับกุมในคดีนี้ นายสามารถถูกฝากขังและถูกคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 9 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว โดยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท/p pทั้งนี้ จากการติดตามคดีในช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหาพ.ร.บ.ประชามติคดีแรก ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา (อ่านรายงานa href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3924"สรุปคดีประชามติทั้งหมด/a)/p pnbsp;/p pspan style="color:#b22222;"หมายเหตุ: แก้ไขเนื้อหาข่าวเมื่อเวลา 13.49 น./span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C1C0EYAKfHY" height="1" width="1" alt=""/