ประชาไท

Syndicate content
Updated: 6 min 54 sec ago

หมายเหตุประเพทไทย : คนข้ามเพศในสังคมไทย

2 hours 11 min ago
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="https://www.youtube.com/embed/1ZRJRqgLaRQ" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p pscript src="https://apis.google.com/js/platform.js"/script/p div class="g-ytsubscribe" data-channel="prachatai" data-count="default" data-layout="full"nbsp;/div pnbsp;/p pรายการ ‘หมายเหตุประเพทไทย’ สัปดาห์นี้สนทนากันเรื่อง ‘คนข้ามเพศ’ ในสังคมไทย คุยกันถึงความเข้าใจของสังคมและพัฒนาการของการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศ พบกับ ‘อรรถ บุนนาค’ และแขกรับเชิญ ‘เคท ครั้งพิบูลย์’ หนึ่งในคณะทำงานเครือข่ายเพื่อนกระเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน/p pคลิกไลค์เพื่อติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรายการได้ที่ a href="https://www.facebook.com/maihetpraphetthai"facebook.com/maihetpraphetthai/abr /br /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/category/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"ชมรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลัง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Nf7hlC3oP00" height="1" width="1" alt=""/

วันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66: ประธาน KNU ขอให้ประชาชนสามัคคีและร่วมสร้างสันติภาพ

3 hours 29 min ago
pงานรำลึกการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยงปีที่ 66 นายพล "มูตู เซพอ" ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เรียกร้องให้ชาวกะเหรี่ยงสนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่ยังคงมีการเจรจาอยู่กับรัฐบาลพม่า และสามัคคีกันเพื่อให้บรรลุถึงสิทธิทางการเมือง ได้แก่ ความเสมอภาค การกำหนดอนาคตของตนเอง และมีการปกครองรูปแบบสหพันธรัฐ/p p!--break--!--break--/p p2 ก.พ. 2558 - เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จัดงานรำลึกวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 หลายพื้นที่ โดยที่บ้านเตเบทะ เมืองผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก กองบัญชาการของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) กองพลน้อยที่ 7 โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งนี้ สำนักข่าว a href="http://karennews.org/2015/01/knu-leader-calls-unity-karen-resistance-day-ceremony.html/"Karennews/a สัมภาษณ์ เล ทอว์ คณะกรรมการจัดงานฝ่าย KNU ในพื้นที่ซึ่งระบุว่ามีการเชิญกองกำลังกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมงานด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่ได้เตรียมกองทหารเพื่อจัดงานสวนสนามร่วมกัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7368/16394165626_0642f5e4f9_b.jpg" style="width: 420px; height: 560px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7294/15800083333_1402f79918_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongบรรยากาศงานรำลึกวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2558 (เอื้อเฟื้อภาพโดย จิราพร เหล่าเจริญวงศ์)/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7450/16233909529_d4098e0bca_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongพล.อ.จอห์นนี่ ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เดินตรวจแถวทหารสวนสนาม ในงานพิธีครบรอบวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 บ้านเตเบทะ รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เมื่อ 31 ม.ค. 2558 (เอื้อเฟื้อภาพโดย จิราพร เหล่าเจริญวงศ์)/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7301/16232732130_459728f69e_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8678/16232732300_af0ce58d7a_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8624/16232477838_6b7d8c9ca9_z.jpg" style="width: 374px; height: 560px;" //p pstrong style="color: rgb(255, 140, 0);"บรรยากาศงานรำลึกวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2558 (เอื้อเฟื้อภาพโดย จิราพร เหล่าเจริญวงศ์)/strong/p pnbsp;/p pโดยในการจัดงานที่กองบัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 7 นายพล มูตู เซพอ ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ได้อ่านแถลงการณ์เนื่องในวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ทั้งนี้ตอนหนึ่งเขากล่าวว่า วันปฏิวัติกะเหรี่ยงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 60 ปีก่อน บางคนอาจพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันมี "ข้อยกเว้นซึ่งเป็นแรงผลักดัน" ขณะที่หลายคน "มีความรู้สึกกังวล สงสัย และไม่พอใจ" ทั้งนี้เขากล่าวด้วยว่า แทนที่จะใช้แต่การทหาร บัดนี้เป็นเวลาที่จะเรียนรู้การป้องกันไม่ให้การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น และให้กำลังใจในทุกๆ ด้าน เพื่อความก้าวหน้าในการเจรจากันทางการเมือง "สำคัญอย่างยิ่งที่จะหาทางออกด้วยวิถีทางการเมือง และรักษาการต่อสู้นี้เอาไว้เพื่อสร้างความไว้วางใจ"/p pทั้งนี้ นายพลมูตู กล่าวด้วยว่า มีความจำเป็นที่ทุกคนต้องมีวุฒิภาวะทั้งทางการเมืองและทางการทหาร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงที่สุด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่เรียกร้องเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หรืออยู่บนจุดยืนของตนอย่างหัวรั้นบนพื้นฐานของการไม้ไว้วางใจผู้อื่น ซึ่งผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์ที่เลวร้าย นำมาซึ่งการแตกแยกของเอกภาพแห่งชาติ/p pประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ยังเรียกร้องให้ชาวกะเหรี่ยงทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพ "ผมขอย้ำเตือนชาวกะเหรี่ยง ทั้งผู้นำทางการเมืองและการทหาร และองค์กรชุมชนของชาวกะเหรี่ยง บทบาทที่น่านับถือของพวกท่านในการพยายามทำความเข้าใจต่อกระบวนการในปัจจุบันและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เพื่อที่จะทำงานเพื่อประสานงานกันระหว่างปัจเจกบุคคลและระหว่างแต่ละองค์กรเพื่อการปรองดองแห่งชาติ"/p p"ผมขอเรียกร้องต่อพวกท่าน ในการพยายามทุกวิถีทางเพื่อสันติภาพ อันสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลง ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่และความกล้าหาญ "บนโต๊ะเจรจา" อย่างที่เราต่อสู้อย่างกล้าหาญในสมรภูมิ แม้ว่ากำลังของพวกเราจะไม่เทียมเท่าเขาก็ตามที"/p pนายพลมูตูกล่าวด้วยว่า "จำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนกะเหรี่ยงทุกคน, กองกำลังติดอาวุธที่ลุกขึ้นสู้ของชาวกะเหรี่ยงทุกกลุ่ม และองค์กรของชาวกะเหรี่ยงทุกชนชั้น ต้องมีทัศนะที่เป็นบวก สามัคคี เราจำต้องทำงานเพื่อสร้างบทบาทการนำ ด้วยการรับผิดชอบต่อทั้งมุมมองที่เป็นลบและมุมมองที่เป็นบวก"/p pเขาสรุปในสุนทรพจน์เนื่องในวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 โดยเรียกร้องให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยงร่วมมือกันอย่างชาติที่เป็นหนึ่งเดียว "เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุถึงสิทธิทางการเมือง เพื่อความเสมอภาค, หลักกำหนดอนาคตของตนเอง และมีสหภาพที่มีรูปแบบสหพันธรัฐ นี่คือความปรารถนาของพวกเรา"/p pสำหรับแถลงการณ์ฉบับเต็ม เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) a href="http://www.knuhq.org/knu-president-mutu-sae-poe-address-on-the-66th-anniversary-of-karen-resistance/"(อ่านเพิ่มเติม)/a/p pnbsp;/p pstrongวันปฏิวัติกะเหรี่ยงที่ KNLA กองพลน้อยที่ 5 และ KNDO/strong/p pสำหรับการจัดงานรำลึกวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ในพื้นที่อื่นนั้น มีการจัดงานที่บ้านเดบูนอ เมืองหมื่อตรอ หรือผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นตั้งของกองพลน้อยที่ 5 KNLA โดยมี พล.ท.บอจ่อ แฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เป็นผู้จัดงาน โดยมีรายงานว่ามีชาวกะเหรี่ยงทั้งในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง และชาวกะเหรี่ยงจากฝั่งไทย เดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก/p pขณะที่เนอดา เมียะ ผู้บัญชาการกององค์กรปกป้องแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ซึ่งแยกออกมาเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ได้จัดงานรำลึกวันปฏิวัติกะเหรี่ยงปีที่ 66 ที่ฐานที่มั่น KNDO ตรงข้าม ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก/p pสำหรับวันปฏิวัติกะเหรี่ยง ถือเป็นวันที่รำลึกถึงการที่กองทัพกะเหรี่ยงจับอาวุธต่อต้านรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2492 หรือเมื่อ 66 ปีก่อน ส่วนสถานการณ์ล่าสุด สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง และรัฐบาลพม่านำโดยประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้ตกลงหยุดยิงกันได้เมื่อ 12 มกราคม 2555 อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเจรจาสันติภาพ และยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องเขตปกครองตนเอง ข้อเสนอหยุดยิงถาวร รวมทั้งหลักปฏิบัติของทหารทั้งสองฝ่ายหากมีการหยุดยิงถาวร/p pทั้งนี้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง เคยเกิดแตกแยกครั้งใหญ่เมื่อปี 2537 โดย กองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army - DKBA) ได้แยกออกจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง และหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ทำให้ฝ่ายกะเหรี่ยง KNU และกะเหรี่ยง DKBA ปะทะกันเองหลายครั้ง ขณะที่กลุ่ม DKBA เริ่มกลับมาปรองดองกับ KNU ในปี 2553 และปรับความสัมพันธ์เรื่อยมา/p pอนึ่ง แต่เดิมกองกำลัง DKBA ใช้ชื่อว่า "Democratic Karen Buddhist Army" ปัจจุบันในชื่อภาษาอังกฤษได้แก้ไขคำว่า "Buddhist" ออกและใช้ชื่อใหม่ว่า "Democratic Karen Benevolent Army" หรือกองกำลังกะเหรี่ยงผู้มีความเมตตา โดยคงชื่อย่อเดิมคือ DKBA/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/umFkyNJOSzY" height="1" width="1" alt=""/

ชาวสเปนหลายหมื่นชุมนุมสนับสนุนพรรคฝ่ายซ้ายใหม่ใจกลางกรุงมาดริด

3 hours 47 min ago
pชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคฝ่ายซ้ายในกรีซเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวสเปนจำนวนมากที่ไม่พอใจมาตรการลดงบประมาณสาธารณะพากันออกมาชุมนุมแสดงการสนับสนุนพรรคฝ่ายซ้ายใหม่ที่ชื่อ 'โปเดมอส' ภายใต้คำขวัญเรื่อง 'การเปลี่ยนแปลง'/p p!--break--!--break--/p p1 ก.พ. 2558 ชาวสเปนจัดชุมนุมใหญ่ในกรุงมาดริดเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน โดยผู้ชุมนุมในสเปนได้รับอิทธิพลจากชัยชนะของพรรคฝ่ายซ้าย 'ซีริซา' ในการเลือกตั้งที่ประเทศกรีซเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้พากันออกมาแสดงการสนับสนุนพรรค 'โปเดมอส' ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายในสเปน/p pเว็บไซต์คอมมอนดรีมส์ระบุว่าผู้คนในสเปนทนไม่ไหวกับนโยบายทางเศรษฐกิจแบบอนุรักษ์นิยมเมื่อเห็นว่าพรรคฝ่ายซ้ายในประเทศกรีซได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งจึงพากันออกมาชุมนุมหลายหมื่นคนกลางท้องถนนกรุงมาดริดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยพากันป่าวประกาศต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเป็นมาตรการลดรายจ่ายของรัฐและลดสวัสดิการทำให้กระทบกับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยผู้ชุมนุมพากันตะโกนคำขวัญว่า "ไม่เอามาตรการรัดเข็มขัด พวกเราต้องการการเปลี่ยนแปลง"/p pการชุมนุมในครั้งนี้ถูกเรียกว่า "การเดินขบวนเพื่อการเปลี่ยนแปลง" ถือเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกที่แสดงการสนับสนุนพรรคฝ่ายซ้ายในสเปนชื่อพรรค 'โปเดมอส' ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ชื่อพรรคเป็นภาษาสเปนแปลว่า "เราทำได้"/p pผู้ชุมนุมยังพากันตะโกนคำขวัญร่วมกันว่า "ใช่ เราทำได้" และ "ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก" ซึ่งเป็นการเลียนเสียงเคลื่อนเข็มนาฬิกาเหมือนต้องการจะสื่อว่าเวลาของพรรคการเมืองหลักทั้ง 2 พรรคของสเปนมีเวลาเหลือน้อยลงทุกที ผู้ชุมนุมหลายคนยังได้โบกธงกรีซและธงสาธารณรัฐที่สองแห่งสเปน รวมถึงชูป้ายระบุว่า "การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตอนนี้"/p pปาโบล อิกเลเซียส ผู้นำพรรคโปเดมอสกล่าวในช่วงที่มีการประกาศจะจัดชุมนุมว่า "การชุมนุมนี้ไม่ใช่การประท้วงหรือเรียกร้องอะไรจากรัฐบาล แต่เป็นการแสดงออกว่าในปี 2558 จะมีรัฐบาลที่เป็นของประชาชน"/p p"พวกเราต้องการการเคลื่อนไหวระดับประวัติศาสตร์ พวกเราต้องการให้ผู้คนบอกกับลูกกับหลานพวกเขาได้ว่า 'ฉันเคยไปร่วมเดินขบวนในวันที่ 31 ม.ค. ที่เป็นการบุกเบิกยุคสมัยใหม่ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสเปน' " อิกเลเซียสกล่าว/p pแอนโตเนีย เฟอร์นานเดส ผู้รับเงินบำนาญอายุ 69 ปีจากกรุงมาดริดกล่าวว่าประชาชนเริ่มทนพวกชนชั้นนำทางการเมืองไม่ไหวแล้ว เธอบอกว่าก่อนหน้านี้เคยสนับสนุนพรรคสังคมนิยมแต่ก็เสื่อมศรัทธาต่อพรรค หลังจากที่เห็นการจัดการวิกฤติเศรษฐกิจและนโยบายรัดเข็มขัดของพรรค เฟอร์นานเดสกล่าวอีกว่าพวกเขาต้องการให้มีการจ้างงานมากขึ้น/p pพรรคโปเดมอสก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจากผลพวงของกระแสประชานิยมที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วยุโรป ผู้คนจำนวนมากรู้สึกแปลกใจเมื่อพรรคหน้าใหม่อย่างโปเดมอสได้รับเลือกตั้งจนมีเก้าอี้ในสภายุโรป 5 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ค. 2557 และผลสำรวจยังระบุอีกว่าประชากรชาวสเปนเกือบครึ่งหนึ่งพร้อมสนับสนุนอิกเลเซียสถ้าหากเขาลงสมัครเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี/p pอิกเลเซียส หัวหน้าพรรคโปเดมอสเป็นอาจารย์วิชารัฐศาสตร์อายุ 36 ปี เขามักจะถูกเปรียบเทียบกับ อเล็กซิส ซีปราส หัวหน้าพรรคซีริซาในกรีซ พรรคโปเดมอสเองก็มีลักษณะคล้ายซีริซาที่สามารถเรียกร้องความสนใจคนในประเทศได้ด้วยการใช้คำขวัญว่านักการเมืองควรจะ "รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว" และให้คำมั่นว่าจะลดภาวะหนี้สินของสเปนที่ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานให้ได้/p pส่วนหนึ่งที่ให้กำเนิดพรรคโปเดมอสมาจากขบวนการประท้วงชื่อ 'อินดิกนาดอส' ที่ปักหลักชุมนุมในสเปนช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ พรรคโปเดมอสสามารถครองใจชาวสเปนที่ไม่พอใจเรื่องอื้อฉาวด้านการทุจริตและนโยบายลดงบประมาณสาธารณะจากพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคสังคมนิยมก่อนหน้านี้/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_GB/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=429281307228614amp;id=269212336568846" data-width="550" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=429281307228614amp;id=269212336568846"Post/a by a href="https://www.facebook.com/pages/Podemos/269212336568846"Podemos/a./div /div pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pLaunching 'New Era of Political Change,' Tens of Thousands March in Madrid, Common Dreams, 31-01-2015br /a href="http://http://www.commondreams.org/news/2015/01/31/launching-new-era-political-change-tens-thousands-march-madrid"http://www.commondreams.org/news/2015/01/31/launching-new-era-political-change-tens-thousands-march-madrid/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/53624" target="_blank"พรรคหน้าใหม่ #039;โปเดมอส#039; ของสเปน ตั้งพรรคเพียง 100 วัน มีคนโหวต 1.2 ล้าน /a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/g719OEujE9c" height="1" width="1" alt=""/

เผยความเห็นที่ปรึกษา กม.กสทช. กรณี SLC ถือหุ้นเนชั่นเข้าบอร์ดพรุ่งนี้

Sun, 01/02/2015 - 23:58
!--break--!--break-- pวาระสำคัญใน กสท.จันทร์นี้ มีความเห็นข้อกฎหมายของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ต่อข้อกฎหมายว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลประเภทบริการธุรกิจระดับชาติยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าร่วมการประมูลหรือไม่nbsp; สืบเนื่องจากบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1988) จำกัด (มหาชน) หรือ “SLC” (ผู้ถือหุ้นในบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด) เข้าซื้อหุ้นในสื่อเครือเนชั่นและแกรมมี่br /br /1 ก.พ. 2558 นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่าnbsp; การประชุม กสท. ในวันพรุ่งนี้ สำนักงาน กสทช. นำมติที่ประชุมของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ให้ความเห็นต่อกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าประมูลnbsp; ซึ่งยืนยันแนวคิด กสท.ที่เห็นว่าประกาศทุกฉบับที่มีผลบังคับใช้ก่อนการประมูลมีผลผูกพันที่ต้องใช้ตลอดไปเพราะว่าอ้างอิงตามมาตรา 31 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบงํากิจการในลักษณะที่เป็นการจํากัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายหรือกระทําการอันเป็นการผูกขาดการประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกันห้ามผู้รับใบอนุญาตถือครองธุรกิจในกิจการประเภทเดียวกัน หรือครองสิทธิข้ามสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการประกาศกําหนดnbsp; ทำให้ กสท.ออกแบบว่าทีวีดิจิตอล 24 ช่อง กำหนดสัดส่วนให้ 1 รายถือได้ไม่เกิน 3 ใบอนุญาต และผู้รับใบอนุญาตช่องวาไรตี้ความชัดสูงจะมีใบอนุญาตช่องข่าวสารและสาระไม่ได้ และแต่ละช่อง แต่ละประเภทก็ถือข้ามกันไม่ได้nbsp; มีการกำหนดเกณฑ์ไว้ในประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ. 2556 ในข้อ 7.2 ที่กำหนดว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตที่มีสิทธิเข้าร่วมการประมูลจะต้องไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันโดยการพิจารณาให้เป็นไปตามภาคผนวก ก และ ข แล้วแต่กรณี โดยในภาคผนวก ข ได้บัญญัตินิยาม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือผู้ถือหุ้นในผู้เข้าร่วมการประมูลเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของผู้เข้าร่วมการประมูลนั้น การถือหุ้นดังกล่าวให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยnbsp;/p p“ส่วนตัวต้องขอขอบคุณที่ปรึกษากฎหมายที่ช่วยยืนยันหลักการนี้nbsp; ซึ่งจะทำให้การกำกับดูแลทีวีดิจิตอลทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นไปอย่างราบรื่นบนหลักการของการป้องกันการครอบงำnbsp;nbsp; หลังจากนี้สำนักงาน กสทช. ก็ต้องไปสืบสวนข้อเท็จจจริง แล้วเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาชี้แจ้งข้อเท็จจริงตามกระบวนการปกครอง และนำเสนอผลต่อ กสท.อีกครั้ง และจะมีมติเรื่องนี้ต่อไป” นางสาวสุภิญญากล่าว/p pในวันพรุ่งนี้เวลา 9.00 น. คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน จะมายื่นหนังสือให้ กสท. ก่อนการประชุมบอร์ดnbsp; กรณีการเข้าซื้อหุ้นของ SLC ของบริษัทเครือเนชั่นและแกรมมี่nbsp;/p pนอกจากนี้ยังมีการพิจารณาแนวปฏิบัติทางเทคนิคและการดำเนินการเกี่ยวกับระดับความดังของเสียงnbsp; (Audio Loudness)nbsp; เพื่อควบคุมให้ระดับความดังของรายการและโฆษณาให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกประกาศไปแล้วเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคnbsp; และแนวทางปฏิบัติทางเทคนิคและดำเนินการเกี่ยวกับผังรายการอิเล็คทรอนิกส์ (Elecctronic Program Guide:EPG) ซึ่งเป็นการจัดส่งข้อมูลผังรายการของแต่ละช่องรายการผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลnbsp; จะมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่สามารถรับรู้ข้อมูลรายการในปัจจุบันและข้อมูลรายการล่วงหน้าได้ทางหน้าจอโทรทัศน์nbsp; และมีการพิจารณากรณีไทยพีบีเอสยื่นฟ้อง กสท.และสำนักงาน กสทช. กรณีรายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” ตอนสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” ตอนที่ 1-5 ซึ่งศาลปกครองกลางนัดไต่สวนภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VQF-Re11Be4" height="1" width="1" alt=""/

เกิดเหตุระเบิดหน้าสยามพารากอน

Sun, 01/02/2015 - 22:37
p!--break--!--break--/p diva href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1qYzVOekl4T1E9PQ%3D%3D"เว็บไซต์ข่าวสด/aรายงานว่าเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 1 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จส.100 แจ้งว่าเกิดเหตุเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้นตรงหน้าสยามพารากอน พบมีควัน ทำให้ประชาชนแตกตื่นตกใจ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ ไม่พบผู้บาดเจ็บ/div divnbsp;/div divโดยมีรายงานว่า เวลา 20.10 น. รถไฟฟ้า BTS แจ้งไม่จอดรับส่งสถานีสยาม เนื่องจากมีเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมสถานีกับพารากอนnbsp;/div divnbsp;/div divขณะที่ สน.ปทุมวันแจ้งเหตุเสียงดังบน BTS สยาม จนท.กำลังดำเนินการแก้ไข เวลา 20.38 น. สถานี BTS สยามเปิดรับส่งผู้โดยสารตามปกติแล้ว/div divnbsp;/div divต่อมาผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.น. 6 ตำรวจสน.ปทุมวัน หน่วยพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยเก็บกู้ระเบิด ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พบหลักฐานที่น่าเชื่อว่าเหตุดังกล่าวเป็นระเบิดแสวงเครื่อง โดยเกิดระเบิดขึ้น 2 จุด บริเวณทางเชื่อมบีทีเอสกับห้างพารากอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ปิดกั้นพื้นที่ ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปเด็ดขาด/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/t0DXzUpPiRo" height="1" width="1" alt=""/

สรุปการยกร่างรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ 26 - 30 ม.ค. 2558

Sun, 01/02/2015 - 21:15
pควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน-กสม., ให้อำนาจถอดถอนอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้, ตั้งคณะกรรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม และกันรัฐบาลกู้เงินนอก พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pnbsp;/p pประชาไท รวบรวมประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังเดินการพิจราณารายมาตรา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการร่างในประเด็นสำคัญๆ nbsp;โดยมีรายระเอียดดังนี้/p pspan style="color:#ffa500;"strong26 ม.ค.2558/strong/span/p pspan style="color:#0000ff;"strongกำหนดให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน/strong/span/p pพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เผยเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรม ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในส่วน ภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ/p pโดยได้มีการกำหนดเพิ่มให้กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของตน พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องของคู่สมรส และบุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือองค์กรตรวจสอบอื่น พร้อมทั้งให้เปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเร็ว จากเดิมกฎหมายบัญญัติให้แค่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (nbsp;ส.ว.) ข้าราชการการเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น/p pstrongspan style="color:#ffa500;"27 ม.ค. 2558/span/strong/p pstrongspan style="color:#0000ff;"รธน.ใหม่ สามารถถอดถอนย้อนหลัง อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ /span/strong/p pพลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) เปิดเผย เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2558 nbsp;ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราต่อในภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 3 การถอดถอนจากตำแหน่งและการตัดสิทธิทางการเมือง ได้กำหนดหากผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือถูกพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อร้องขอตามที่ รธน.กำหนด โดยต้องใช้มติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาในการถอดถอน โดยผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติ และยังสามารถถอดถอนย้อนหลังได้ถึงแม้จะพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้วก็ตาม/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ให้คณะกรรมสรรหา กกต. มี 12 คน พรรครัฐบาลได้และคณะรัฐมนตรี ได้โควต้าคนละที่นั่ง /span/strong/p pส่วนการพิจารณาองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ประชุมเห็นควรกำหนดให้คณะกรรมการสรรหา กกต.มีจำนวน 12 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน โดยเลือกจากที่ประชุมศาลฎีกา จำนวน 2 คนและตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล 1คน และพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกโดยอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษา 2 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เลือกโดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ จำนวน 2 คน/p pstrongspan style="color:#0000ff;"กกต. 6 ปี วาระเดียว และให้การเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นอำนาจศาลอุทธรณ์/span/strong/p pขณะที่ กกต.จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีได้เพียงวาระเดียว ส่วนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น กำหนดให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้งตามที่กำหนดใน รธน./p pstrongspan style="color:#ffa500;"28 ม.ค. 2558/span/strong/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ให้ ป.ป.ช. เหลือ 9 คน ดำรงตำแหน่ง 9 ปี วาระเดียว และห้ามดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน /span/strong/p pการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558 nbsp;เป็นการพิจารณาหมวดว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐ เรื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยปรับจำนวนของคณะกรรมการ จากที่กำหนดไว้ 10 คน เป็น 9 คน รวมตำแหน่งประธานกรรมการ มีวาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี ได้เพียงวาระเดียวและต้องไม่เคยเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาก่อน ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีประสบการณ์ในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้ ยังกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจลงมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด/p pspan style="color:#0000ff;"strongเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบคณะกรรมการองค์กรอิสระด้วย /strong/span/p pกำหนดเพิ่มอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. ในการไต่สวน จากเดิมไต่สวนเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สามารถไต่สวนและวินิจฉัยกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในกรณีร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ด้วยbr /nbsp;/p pstrong29 ม.ค. 2558 /strong/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ปรับนิยาม ‘เงินแผ่นดิน’ ใหม่ รวมเงินกู้เข้าไปด้วย กันรัฐบาลกู้เงินนอก พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี/span/strong/p pคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) กล่าวเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2558 ถึง ความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาต่อในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 5 ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณ โดยได้มีการวางหลักการใหม่ของการเงินการคลังใหม่หลายประการ อาทิ ได้มีการปรับนิยามเงินแผ่นดินใหม่ ให้หมายความรวมถึง เงินรายได้แผ่นดิน เงินกู้ เงินคงคลัง และเงินรายได้จากทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ ถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครอง เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม พร้อมกันนี้ยังเพิ่มบทบัญญัติห้ามรัฐบาลกู้เงินโดยไม่ผ่านการตราพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ซึ่งหมายถึงว่าไม่สามารถออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินได้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากรัฐบาลในอดีตได้ออกกฎหมายพิเศษกู้เงินทำโครงการต่างๆ โดยไม่ผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จนทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการนำงบประมาณกู้เงินดังกล่าวมาใช้นอก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีสามารถทำได้หรือไม่/p pstrongspan style="color:#0000ff;"บัญญัติหลักการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณแผนดิน ใหม่ – งบประมาณประจำปี ต้องรวมทั้งรายจ่าย และรายได้/span/strong/p pนอกจากนี้ยังบัญญัติหลักการของการจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณแผ่นดินขึ้นมาใหม่ โดยกำหนดตราเป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม ไม่ใช่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้หลังจากนี้ไปร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องจัดทำเป็นรูปแบบที่มีรายละเอียดทั้งงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายได้ ประจำปี เพื่อเอื้อต่อการออกเป็นกฎหมายลูกในอนาคตต่อไป ขณะที่การจัดสรรงบฯ นอกจากจัดสรรตามหน่วยงาน และภารกิจแล้ว ยังเพิ่มการจัดสรรงบฯ ให้เป็นไปตามพื้นที่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการตามพื้นที่ของประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้การใช้จ่าย การก่อหนี้และภาระผูกพันที่มีผลต่อรายได้แผ่นดินต้องอยู่ภายใต้หลักความคุ้ม ค่า โปร่งใส และการรักษาวินัยทางการคลัง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคลังและการงบประมาณของรัฐ/p pnbsp;/p pstrongspan style="color:#ffa500;"30 ม.ค. 58/span/strong/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ควบรวม ผู้ตรวการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็น "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน" /span/strong/p pบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติควบรวม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยใช้ชื่อว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน" เนื่องจากทั้งสององค์กรมีลักษณะงานที่คล้ายคลึงกัน และเพื่อเป็นการยกระดับสององค์กรให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเพิ่มสิทธิประโยชน์และคุ้มครองประชาชน ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิหรือกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการหรือการเมือง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปร้องทุกข์ได้ในที่เดียวแบบวันสต็อป เซอร์วิส โดยจะมีการยกระดับกฎหมายขององค์กร ให้เป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน จะมีจำนวน 11คนnbsp; แบ่งงานเป็น 11ด้าน ตามความเหมาะสมเรื่องสิทธิเสรีภาพและความต้องการของประชาชนเป็นหลัก/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ให้อำนาจ ป.ป.ช. สรุปสำนวนยื่นฟ้องศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลัง และงบประมาณ เองได้เลย/span/strong/p pคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ nbsp;กล่าวถึง ความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาต่อในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง ต่อในหมวด 5 ว่าด้วยการคลังและการงบประมาณเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีการปรับหลักการในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณประจำปีงบประมาณ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีการแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายการ หรือจำนวนรายการใด แล้ว จะนำไปจัดสรรสำหรับรายการหรือโครงการที่ตั้งขึ้นใหม่ไม่ได้ และหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอันวิญญูชนพึง ได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจไต่สวนและสรุปสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบ ประมาณพิจารณาได้เลย/p pstrongspan style="color:#0000ff;"แต่งตั้งคณะกรรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม – ระบบคัดสรรคนดี/span/strong/p pในการพิจารณาในหมวด 6 ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชนได้มีการวางหลักการเรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนระบบคุณธรรม ใหม่ทั้งระบบ โดยจัดให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรมจำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี เพื่อแต่งตั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้น โดยคัดสรรจากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมือง/p pstrongspan style="color:#0000ff;"คณะกรรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม มีอำนาจเสนอรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่ง ต่อนายกรัฐมนตีได้ เทียบเท่าปลัดกระทรวง/span/strong/p pทั้งนี้คณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีหน้าที่พิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรดำรงตำแหน่ง โยกย้าย หรือพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง ต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เชื่อว่าการวางหลักการดังกล่าวจะช่วยป้องกันการก้าวก่าย หรือแทรกแซงทางการเมือง เพื่อคัดสรรคนดีเข้าสู่ระบบข้าราชการ ทั้งนี้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม/p pstrongspan style="color:#ffa500;"จับตาความเคลื่อนไหวสัปดาห์หน้า/span/strong/p pspan style="color:#0000ff;"strongองค์กรปกครองส่งนท้องถิ่นจะยุบรวมหรือไม่ ? /strong/span/p pเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2558 ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ ได้ยื่นหนังสื่อต่อ กมธ.ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วย กมธ.ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สปช. เรียกร้องให้ยุบรวมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น/p pโดยได้มีข้อเสนอให้ยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายไม่ให้เกิดการ ทับซ้อนกัน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับราชการ หลังทางเครือข่ายฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบในหลายพื้นที่ในองค์กร อปท.โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แล้วพบว่า การบริหารของ อบจ.หลายแห่งมีการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า มีการกระทำการผิดระเบียบทางราชการและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่อถึงการทุจริตและทำให้ราชการเสียประโยชน์จำนวนมาก และบางแห่งเป็นที่หาผลประโยชน์โดยมิชอบของกลุ่มการเมืองและเป็นแหล่งอิทธิพล อาทิ เกิดการทุจริตในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง จัดทำบัญชีและการเงินการคลัง ดังนั้นจึงขอให้ สปช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณายุบรวม อปท. ที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน แก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น รวมถึงการใช้อำนาจและงบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปอย่างโปร่งใส/p pด้านบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญว่า การประชุมในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.) จะเข้าสู่การพิจารณาสาระสำคัญในหมวดการปกครองท้องถิ่น (อปท.) โดยภาพรวมจะพิจารณาหลักการและสาระสำคัญ ซึ่งกรรมาธิการฯ ได้ปรับปรุงเพิ่มเติมบางส่วนในรายละเอียด แต่เนื่องจากยังไม่เข้าสู่การพิจารณาจึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายได้/p p“หลักการของหมวดนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 แต่จะปรับปรุงรายละเอียดให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของสังคมมาก ขึ้น อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯจะไม่พูดถึงประเด็นที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องการยุบรวม องค์การปกครองท้องถิ่น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นหลักการที่เขียนเป็นแนวทางเท่านั้น คาดว่าจะพิจารณาหมวดการปกครองท้องถิ่นให้เสร็จสิ้นภายในสัปดาห์หน้าก่อนจะ เข้าสู่การพิจารณาในส่วนของการปฎิรูปต่อไป”/p pstrongspan style="color:#0000ff;"ย้ายเรื่องท้องถื่นไปร่างวันที่ 5-6 ก.พ. ยกเรื่องรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีไปร่างปลาย มี.ค. /span/strong/p pคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2-4 ก.พ.จะงดประชุมคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากการยกร่างรายมาตราในรายละเอียดเกี่ยวการกระจายอำนาจและการปกครอง ท้องถิ่นยังไม่เรียบร้อย และจะประชุมต่อในวันที่ 5-6 ก.พ./p p“ส่วนในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมืองว่าด้วยรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่อง ที่มีเนื้อหารายละเอียดมาก จะพิจารณาในช่วงท้าย โดยคาดว่าประมาณปลายเดือนมีนาคม ดังนั้นจึงยังไม่สรุปว่า ผู้ที่เคยถูกถอดถอนจะสามารถกลับเข้ามาสู่การเมืองได้หรือไม่ เพราะจะต้องหารือกันก่อน แต่ที่พูดกันมากในประเด็นนี้ เพราะเคยมีข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่บัญญัติเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่สมัครส.ส.ไว้ว่าจะต้องไม่เคยถูกถอดถอน ซึ่งขณะนี้ถือว่าไม่มีผลแล้ว จึงต้องแล้วแต่คณะกรรมาธิการว่าจะมีความเห็นอย่างไร” โฆษกกรรมาธิการยกร่างฯ กล่าว/p pnbsp;/p pเรียบเรียบจาก : a href="http://www.radioparliament.net/parliament/listNews.php?catId=1"เว็บข่าวรัฐสภา /a, a href="http://www.tnamcot.com/"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PuqW-xb1te0" height="1" width="1" alt=""/

รอบโลกแรงงานมกราคม 2015

Sun, 01/02/2015 - 20:18
pnbsp;/p div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divstrongเทสโก้เตรียมประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่/strong/div divnbsp;/div div6 ม.ค. 2015 หนังสือพิมพ์ซันเดย์ nbsp;ไทมส์ของอังกฤษ nbsp;รายงานว่า บริษัท nbsp;เทสโก้ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของอังกฤษ nbsp;เตรียมประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่ในวันที่ 8 มกราคมนี้ nbsp;/div divnbsp;/div divนายเดฟ ลูว์อิส ซีอีโอของเทสโก้ เตรียมประกาศปลดพนักงานจำนวนมากในสำนักงานใหญ่ของเทสโก้ และสำนักงานในภูมิภาค nbsp;พร้อมกับปรับเปลี่ยนระบบการทำสัญญากับซัพพลายเออร์ nbsp; โดยเน้นไปที่ยอดขาย nbsp;และหวังว่ายอดขายที่สูงขึ้น nbsp;จะทำให้บรรดาซัพพลายเออร์ปรับลดราคาลง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divเมื่อปีที่ผ่านมา nbsp;เทสโก้รายงานตัวเลขกำไรที่สูงเกินจริงถึง 263 ล้านปอนด์ nbsp;จนทำให้หุ้นตกและเกิดการสอบสวนจากสำนักงานด้านการสอบสวนของอังกฤษ ขณะที่นาย วอร์เร็น บัฟเฟตต์ nbsp;ได้ขายทิ้งหุ้นเทสโก้ ที่ถือครองไว้ 245 ล้านหุ้น หลังจากสะสมหุ้นเทสโก้ไว้นานกว่า 8 ปี nbsp;หลังขายกุ้นทิ้งแล้ว nbsp;ทำให้บัฟเฟตต์ เหลือสัดส่วนการถือหุ้นเทสโก้เพียง 3% เท่านั้นnbsp;/div divnbsp;/div divstrongเจ้าของบริษัทขายสินค้าออนไลน์จีน แจกรถ BMWs 4 คัน เป็นรางวัลและโบนัสให้ลูกน้อง/strong/div divnbsp;/div div6 ม.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว Niu Mudong หญิงสาวเจ้าของบริษัทขายสินค้าออนไลน์ชาวจีนวัยเพียง 21 ปี ในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง จัดหนัก มอบรถยนต์ BMWs จำนวน 4 คันเป็นโบนัสให้กับพนักงานดีเด่น พร้อมของรางวัลอีกมากให้กับลูกน้อง/div divnbsp;/div divทั้งนี้สาวเจ้าของธุรกิจรายนี้ เริ่มขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ลดน้ำหนักและสินค้าเกี่ยวกับสุภาพ ในขณะที่เธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซึ่งสาเหตุที่เธอตัดสินใจมอบรถยนต์ BWWs กว่า 4 คันเป็นรางวัลให้กับพนักงาน ที่ทำยอดขายให้บริษัทของเธอมากถึง 20 ล้านหยวน ราว 107 ล้านบาท ในเวลาเพียง 2 ปี โดยบริษัทของเธอได้รับความสนใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า “หญิงสาวทั้ง 4 คนที่ได้รับรถยนต์ BMWs ไปนั้น คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหมด โดยอายุมากสุดอยู่ที่ 22 ปีและเด็กสุดวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถทำเงินให้กับบริษัทได้มากกว่า 10 ล้านหยวน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อมาก พนักงานในบริษัทแห่งนี้สามารถทำเงินได้สูงถึง 200 ล้านหยวนในปีนี้”/div divnbsp;/div divstrongเยอรมนีเผยตัวเลขว่างงานเดือนธ.ค.แตะนิวโลว์ รับเศรษฐกิจฟื้นตัว/strong/div divnbsp;/div div6 ม.ค. 2015 สำนักงานแรงงานของเยอรมนีเปิดเผยว่า จำนวนคนว่างงานของเยอรมนีในเดือนธ.ค.ลดลง 27,000 ราย แตะ 2.841 ล้านราย ขณะที่อัตราว่างงานหดตัวแตะ 6.5% ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจเยอรมนีน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้/div divnbsp;/div divจำนวนคนว่างงานเดือนธ.ค.ลดลงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้มาก โดยส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า จะลดลงเพียง 5,000 รายเท่านั้น เมื่อแยกตามภูมิภาคแล้ว เยอรมนีตะวันตกมีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 17,000 ราย ส่วนเยอรมนีตะวันออกมีจำนวนลดลง 10,000 ราย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีเริ่มจะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยเมื่อช่วงกลางปีก่อน จนส่งผลให้เหล่านักธุรกิจและนักลงทุนมีทัศนคติที่ดีต่อเศรษฐกิจเยอรมนีในปีนี้/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ร่วงลงทั่วโลกประกอบกับเงินยูโรที่อ่อนค่าลงนั้นยังเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อกลุ่มผู้บริโภคและผู้ส่งออก ขณะที่ทางธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีแนวโน้มว่า จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต/div divnbsp;/div divstrongญี่ปุ่นเผยครัวเรือนที่ขอรับสวัสดิการในเดือนต.ค.มีจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์/strong/div divnbsp;/div div7 ม.ค. 2015 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จำนวนครัวเรือนที่ขอรับสวัสดิการในญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,615,240 ครัวเรือนในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้น 3,287 ครัวเรือนจากเดือนก่อนหน้า/div divnbsp;/div divรายงานของกระทรวงระบุว่า ครัวเรือนที่ได้รับสวัสดิการมีจำนวน 2,168,393 ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้น 3,484 ครัวเรือนจากเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อันดับ 2/div divnbsp;/div divจำนวนครัวเรือนที่ประกอบด้วยผู้สูงอายุอยู่ที่ 761,593 ครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 47% ของครัวเรือนที่รับสวัสดิการทั้งหมด/div divnbsp;/div divสำหรับครัวเรือนประเภทอื่นๆนั้น ครัวเรือนที่มีสมาชิกที่สามารถทำงานได้ แต่ขอรับสวัสดิการ มีจำนวน 280,525 ครัวเรือน ขณะที่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวมีจำนวน 108,881 ครอบครัว/div divnbsp;/div divเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกล่าวว่า แม้ว่าครัวเรือนประเภทอื่นๆมีจำนวนลดลงทุกเดือนนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค./div divnbsp;/div divรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนปรับลดงบประมาณด้านสวัสดิการลงในปีงบประมาณใหม่ที่จะเริ่มต้นในเดือนเม.ย. ซึ่งจะพิจารณาทบทวนรายจ่ายด้านที่อยู่อาศัยและเครื่องทำความร้อน โดยมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ สำนักข่าวเกียวโดรายงาน/div divnbsp;/div divstrongบริษัทผู้ประกอบการรถไฟฝรั่งเศส มีแผนจะตัดลดตำแหน่งงานลง 1,000 ตำแหน่ง/strong/div divnbsp;/div div8 ม.ค. 2015 สื่อต่างประเทศรายงานว่าผู้แทนจากสหภาพแรงงาน บริษัทผู้ประกอบการรถไฟฝรั่งเศส “SNCF” มีแผนในการตัดลดตำแหน่งงานลงกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณของปีนี้ แม้จะมีการปรับขึ้นราคาค่าบริการเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการให้บริการ ด้านผู้นำแรงงานกล่าวว่า บรรดาผู้แทนของลูกจ้าง ได้คัดค้านงบประมาณดังกล่าว ขณะที่คณะกรรมการบริษัทจะพิจารณางบประมาณในวันนี้/div divnbsp;/div divstrongจีนเตรียมเปิดตัวนโยบายขับเคลื่อนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ/strong/div divnbsp;/div div12 ม.ค. 2558 นายฉู ซูผิง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของคณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาลจีน (SASAC) กล่าวถึง "ความคืบหน้าที่สำคัญๆ" ในแผนโดยรวมสำหรับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้ง โดยระบุว่า "นโยบายส่วนใหญ่จะมีการเปิดเผยก่อนเทศกาลตรุษจีน" ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์/div divnbsp;/div divนโยบายทั้ง 10 นโยบาย จะรวมถึง แนวทางสำหรับการปฏิรูป, แผนการทั่วไปสำหรับการบริหารจัดการสินทรัพย์ของรัฐบาล, แผนสำหรับการให้เอกชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของมากขึ้น และการปรับปรุงระบบการประเมิน/div divnbsp;/div divนางหวาง เต๋า หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของยูบีเอสคาดการณ์ว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของจีนจะดำเนินการผ่านทางมาตรการจูงใจขององค์กรที่ดีขึ้นและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน โดยระบุว่า "เราคาดว่าการปรับโครงสร้างจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่รัฐบาลพยายามปรับสมดุลระหว่างการขยายตัวและการปรับโครงสร้าง, จัดการกับกระแสต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งแก้ปัญหาในประเด็นการเลิกจ้างและหนี้สิน"/div divnbsp;/div divเธอยังกล่าวอีกว่า ความยืดหยุ่นโดยทั่วไปในตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการสังคมที่ปรับตัวดีขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้รัฐบาลดำเนินการได้เร็วยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ผลกำไรรวมของรัฐวิสาหกิจจีนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2557 ปรับตัวขึ้น 4.5% แตะที่ระดับ 2.24 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 3.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งชะลดลงจากอัตราการเติบโตที่ 8.2% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556/div divnbsp;/div divแถลงการณ์หลังจากการประชุมดำเนินงานด้านเศรษฐกิจจีนในเดือนธันวาคม ซึ่งมีการกำหนดทิศทางสำหรับปี 2558 ระบุว่าการคลี่คลายปัญหาสำคัญต่างๆจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจจีน/div divnbsp;/div divเป้าหมายของรัฐบาลกลางคือการให้ตลาดมีบทบาทที่ชัดเจนในการจัดสรรทรัพยากรและยกระดับประสิทธิภาพโดยรวม ขณะที่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจมีความจำเป็นอย่างมากเนื่องจากถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความมีเสถียรภาพและขยายตัวอย่างยั่งยืน/div divnbsp;/div divนายลี จิน รองผู้อำนวยการสมาคมปฏิรูปและพัฒนาวิสาหกิจจีน เชื่อมั่นว่าการให้เอกชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของมากขึ้นจะขจัดระบบผูกขาดและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่นางหวางเห็นพ้องกันว่าการเป็นเจ้าของที่หลากหลายจะเปลี่ยนแปลงแรงจูงใจด้านการบริหาร, ปรับปรุงศักยภาพในการทำกำไรและกระแสเงินสด อีกทั้งยังเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลด้วย/div divnbsp;/div divเมื่อปีที่แล้ว ซิโนเปค, ปิโตรไชน่า และสเตท กริด ได้เปิดเผยแผนการที่จะเปิดกว้างธุรกิจบางส่วนให้เอกชนเข้ามาลงทุน ขณะที่รัฐบาลก็ได้ตัดสินใจที่จะอนุมัติสิทธิเพิ่มเติมให้แก่องค์กรธุรกิจในปี 2558 ด้วย/div divnbsp;/div divนายจาง ยี ประธาน SASAC ได้กล่าวเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ควรเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บทบาทของรัฐวิสาหกิจในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระ โดยการให้สิทธิที่เหมาะสมและกำจัดภาระที่ไม่จำเป็น/div divnbsp;/div divstrongแรงงานหลายพันคน จากอุตสาหรรมรถยนต์ในบราซิล จัดประท้วงใหญ่ต้านแผนปลดคนงานของอุตสาหกรรมนี้/strong/div divnbsp;/div div13 ม.ค. 2015 สมาชิกจากสหภาพแรงงานในบราซิลราว 20,000 คน จากอุตสาหกรรมรถยนต์เข้าร่วมการประท้วงใหญ่ในเซาเปาโล หลังเมื่อ 6 วันก่อนหน้านี้ แรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์ของโฟล์คสวาเกน ที่เมืองเซาเบอร์นาโด โด คัมโป ได้เริ่มต้นการประท้วงแบบไม่มีกำหนด แสดงความไม่พอใจต่อการประกาศปลดพนักงาน 800 คน ของค่ายรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี/div divnbsp;/div divการประท้วงครั้งล่าสุด มีเป้าหมายเพื่อแสดงพลังสนับสนุนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างทั้งที่โรงงานของโฟล์คสวาเกน และอีก 244 คน ที่โรงงานของเมอร์เซเดส ผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนีเช่นกัน/div divnbsp;/div divขณะที่โฟล์คสวาเกน ออกแถลงการณ์อธิบายถึงการตัดสินใจข้างต้นว่า เป็นเพราะตลาดงรถยนต์บราซิล ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ตกอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว กลายเป็นภาระหนักให้กับบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินงานที่โรงงานแอนเชียตา ในเมืองเซาเบอร์นาโด โด คัมโป ที่มีการจ้างงานอยู่ 13,000 คนนั้น มีการผลิตลดลงถึง 15% ผลจากยอดขาย และการส่งออกที่ร่วงลงในปี 2556/div divnbsp;/div divstrongจีนออกกฎ "โชว์รถ-งดนม" ยกเลิกใช้พริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์/strong/div divnbsp;/div div12 ม.ค. 2015 ทุกวันนี้แทบจะเรียกได้ว่าบรรดาสาวพริตตี้นั้นเป็นไฮไลท์ เป็นหน้าเป็นตาประจำงานแสดงรถยนต์ หรือ มอเตอร์โชว์เลยก็ว่าได้ แต่ในการจัดงาน "เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ 2015" ที่มีกำหนดจะจัดในวันที่ 22 - 29 เมษายนนี้ อาจจะต้องลุ้นกันสักหน่อยว่าผลจะเป็นอย่างไร เมื่อจีนเข้าสู่โหมดคุมเข้มเรื่องการแต่งกายวาบหวิวมากขึ้น และมีใบสั่งเบื้องบนส่งตรงมาว่าให้แต่ละค่ายรถงดใช้พริตตี้ในการโปรโมท ซึ่งทางผู้จัดงานเองก็กำลังพิจารณายกเลิกการใช้พริตตี้ด้วยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าต้องการชูจุดประสงค์หลักในการจัดงานคือการโชว์เทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ อีกทั้งต้องการสร้างบรรยากาศการเข้าชมงานอย่างผู้มีวัฒนธรรมอีกด้วย เพราะที่ผ่านมาแต่ละค่ายมักจะใช้เหล่าพริตตี้นุ่งน้อยห่มน้อยออกมาประชันกันเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมงาน แทนที่จะเน้นการแข่งขันไปที่คุณภาพสินค้า ซึ่งค่ายรถยนต์หลายค่ายก็ได้ขานรับนโยบายนี้แล้ว/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม กฎเหล็กข้อนี้ส่งผลกระทบต่อบรรดาสาวพริตตี้อย่างจัง เมื่อพวกเธอต้องถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหันแถมยังไม่ได้ค่าชดเชยใดๆ อีกด้วย เพราะทางค่ายรถอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งเอเจนซี่พริตตี้รายหนึ่ง กล่าวว่า น่าจะออกกฎในเรื่องของชุดแต่งกายว่ามีลิมิตสั้น ยาว ลึกแค่ไหน ดีกว่าการสั่งยกเลิกใช้พริตตี้แบบนี้ มันไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย เพราะพริตตี้ส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถในด้านอื่น และหลายๆ คนก็หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจากอาชีพนี้/div divnbsp;/div divstrong"ยูนิโคล่” แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นถูกโจมตี กรณีซื้อวัตถุดิบจากรง.อันตราย - จ่ายค่าแรงต่ำ/strong/div divnbsp;/div div13 ม.ค. 2015 องค์กรสิทธิมนุษยชนที่มีฐานในฮ่องกงออกโรงประณามยูนิโคล่ ในช่วงที่ธุรกิจเจ้านี้กำลังเดินหน้าแผนขยายกำลังการผลิตอย่างมุทะลุดุดัน เพื่อแข่งขันกับแบรนด์ดังระดับนานาชาติอย่าง ซารา เอชแอนด์เอ็ม และแกป/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divยูนิโคล่ ซึ่งเป็นกิจการในเครือบริษัท “ฟาสต์รีเทลลิง” กล่าวว่า ถึงแม้บริษัทจะมี “ความเห็นไม่ตรงกับบางประเด็นปัญหาที่ปรากฏในรายงาน” ขององค์กรสิทธิมนุษยชน “กลุ่มนักศึกษาและนักวิชาการต่อต้านบรรษัทที่ประพฤติไม่เหมาะสม” (SACOM) แต่ (ยูนิโคล่) ก็เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งยอมรับว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ตรวจพบ “พบปัญหาหลายประการ”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divSACOM กล่าวหาว่า กิจการผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีชื่อด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ทันสมัย และมีราคาถูกเจ้านี้ ได้ซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ 2 เจ้าในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ที่ปล่อยให้ลูกจ้างทำงานติดต่อกันนานหลายชั่วโมง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ทั้งจ่ายค่าตอบแทนต่ำ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divภายหลังที่ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้เริ่มสืบสวนกรณีของยูนิโคล่ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึงพฤศจิกายน 2014 SACOM กล่าวว่า ซัพพลายเออร์ของยูนิโคลมีรูปแบบการบริหารจัดการที่ทำให้แรงงานเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ทั้งยังไม่เปิดช่องให้แรงงานร้องเรียนnbsp;/div divnbsp;/div divSACOM ระบุว่า “โรงงานเหล่านี้ละเลยความปลอดภัยในการทำงาน ปล่อยให้แรงงานต้องเผชิญความเสี่ยง”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divองค์กรนี้สำทับว่า “พื้นโรงงานมีอุณหภูมิร้อนระอุมาก และเจิ่งนองไปด้วยน้ำเสีย โรงงานมีสภาพไม่ปลอดภัย อากาศไม่ถ่ายเท เศษผ้าฝ้ายฟุ้งกระจายไปทั่ว อีกทั้งมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกระแสไฟฟ้ารั่ว”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนอกจากนี้ SACOM ยังสังเกตเห็นว่า ลูกจ้างที่ “ไม่สวมเสื้อต้องแบกสีย้อมผ้าหนักอึ้งเข้าไปในเต็นท์ย้อมผ้าอันร้อนระอุ ทั้งที่ไม่ได้สวมชุดป้องกัน” นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบขององค์กร “ยังพบเห็นแรงงานจำนวนมากตกเก้าอี้ ขณะที่กำลังใช้เครื่องถักนิตติ้ง”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ยูนิโคล่ ซึ่งถือเป็นผู้ซื้อรายสำคัญของโรงงานสองเจ้านี้ได้ละเมิดข้อผูกพันที่ว่า จะร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม” SACOM ระบุในถ้อยแถลง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divองค์กรแห่งนี้เปิดเผยว่า ลูกจ้างคนหนึ่งต้องทำงานถึงวันละ 14 ชั่วโมง เพื่อรีดเสื้อตั้งแต่ 600 ถึง 700 ตัว โดยได้รับค่าตอบแทนชิ้นละ 0.29 หยวน (ราว 1.50 บาท)nbsp;/div divnbsp;/div divstrongเวียดนามสั่งทบทวนเงินเดือนนักบิน-ช่างเวียดนามแอร์ไลน์สหลังแห่ลาออก/strong/div divnbsp;/div div14 ม.ค. 2015 กระทรวงคมนาคมเวียดนาม มีคำสั่งให้สายการบินเวียดนาม (Vietnam Airlines) ทบทวนนโยบายเงินเดือนของสายการบิน หลังนักบินจำนวนมากประสงค์จะลาออกจากบริษัทเนื่องจากค่าแรงต่ำ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divพนักงานของสายการบิน ทั้งนักบิน ผู้ควบคุมการจราจรทางอากาศ และช่างฝ่ายซ่อมบำรุง ได้ยื่นใบลาออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การดำเนินงานของสายการบินไม่มีเสถียรภาพ ดิ่ง ลา ท้าง รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ระบุ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divและสายการบินแห่งชาติของเวียดนามได้รับคำสั่งให้ปรับเพิ่มเงินเดือน และสวัสดิการให้แก่พนักงานเหล่านี้ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี ขณะที่ นายลาย ซวน แถ่ง ผู้อำนวยการกรมการบินพลเรือนเวียดนาม (CAAV) ได้ปฏิเสธการยื่นคำร้องลาออกจากพนักงานของสายการบินเวียดนามตามคำสั่งของกระทรวง แต่ไม่ได้ยืนยันถึงเหตุผลการลาออกของพนักงานจำนวนมากของสายการบินเวียดนามในครั้งนี้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านสื่อท้องถิ่นรายงานอ้างว่า เหตุผลเบื้องหลังของการยื่นใบลาออกนี้คือ ช่องว่างเงินเดือนระหว่างสายการบินเวียดนาม และสายการบินคู่แข่ง และระหว่างนักบินท้องถิ่นกับนักบินต่างชาติ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divหนังสือพิมพ์เซินจวี๊ รายงานว่า เมื่อเดือน ต.ค.2557 ที่ผ่านมา มีนักบินมากกว่า 10 คน พยายามยื่นใบลาออก แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ลาออก/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนักบินชาวเวียดนามแต่ละคนของสายการบินเวียดนาม ได้รับเงินเดือนประมาณ 80 ล้านด่งต่อเดือน (3,742 ดอลลาร์) ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และเครื่องบิน ขณะที่นักบินต่างชาติจะได้รับเงินเดือนที่ 8,000-13,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งรายได้ต่อหัวของเวียดนามอยู่ที่ 1,890 ดอลลาร์ ในปี 2556 ตามการระบุของธนาคารโลก/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divความแตกต่างของรายได้ดังกล่าวถูกตั้งคำถามมาหลายปี และสายการบินเวียดนามอธิบายว่า สายการบินไม่ต้องจ่ายค่าฝึกอบรบให้แก่นักบินต่างชาติที่มีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 2,500 ล้านด่ง (117,000 ดอลลาร์)/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divเว็บไซต์ข่าววีเอ็นเอ็กซ์เพรส รายงานอ้างคำกล่าวของนักบินไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่งว่า สายการบินเวียดเจ็ทแอร์ ที่เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ จ่ายเงินเดือนให้นักบินสูงกว่า 2.5 เท่า และทำการบินน้อยครั้งกว่า/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ จ้างนักบิน 300 คน โดยมีอย่างน้อย 10 คน เคยทำงานให้แก่สายการบินเวียดนาม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divสายการบินเวียดนาม ต้องการให้นักบินแต่ละคนของบริษัทมุ่งมั่นทำงานกับบริษัทอย่างน้อย 15 ปี เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมนักบิน และสายการบินมีนักบินท้องถิ่นอยู่ประมาณ 600 คน ซึ่งมีสัดส่วนเป็น 70% ของบริษัท.nbsp;/div divnbsp;/div divstrongฮัลลิเบอร์ตันยักษ์ใหญ่พลังงานสหรัฐ ประกาศลอยแพพนักงานอีกรับมือตลาดซบเซา/strong/div divnbsp;/div div14 ม.ค. 2015 ฮัลลิเบอร์ตัน บริษัทผู้ให้บริการด้านน้ำมัน และก๊าซของสหรัฐ ประกาศปลดพนักงานในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัสเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเผชิญหน้ากับสภาพตลาดที่ซบเซาในขณะนี้ หลังจากที่เมื่อเดือนก่อน บริษัทได้อกมาประกาศปลดพนักงาน 1,000 ตำแหน่งทั่วทั้งองค์กร/div divnbsp;/div divทว่าขณะนี้บริษัทยังไม่ออกมาเปิดเผยถึงตัวเลขจำนวนพนักงานที่ถูกปลดออกครั้งล่าสุดแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divเอมิลี่ เมอร์ โฆษกของฮัลลิเบอร์ตัน ให้สัมภาษณ์แก่สื่อท้องถิ่นว่า บริษัทได้ดำเนินการลดจำนวนพนักงานในฮุสตันไปแล้ว ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจเพราะบริษัทเชื่อว่าพนักงานทุกคนมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจการในตลาดที่ท้าทายความสามารถเช่นนี้/div divnbsp;/div divเอมิลี่ เมอร์ กล่าวว่า "เราจะติดตามสถานการณ์ทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด และจะปรับโครงสร้างต้นทุนตามความจำเป็น"/div divnbsp;/div divเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ฮัลลิเบอร์ตันประกาศว่าจะเข้าซื้อกิจการคู่แข่งอย่างเบเกอร์ ฮิวจ์ส ด้วยเงินสด และหุ้นรวมมูลค่า 3.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็น 1 ในการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภาคอุตสาหกรรมบริการด้านบ่อน้ำมัน/div divnbsp;/div divฮัลลิเบอร์ตัน และเบเกอร์ ฮิวจ์ส บริษัทผู้ให้บริการแหล่งน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 2 และ 3 ของโลกรองจากสลัมเบอร์เกอร์ มีพนักงานรวมกัน 136,000 คนทั่วโลก พวกเขาระบุว่า การควบรวมกิจการจะช่วยประหยัดต้นทุน และเพิ่มผลประกอบกิจการได้เป็นมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว/div divnbsp;/div divstrongนักบินสายการบินเวียดนามป่วยกว่าร้อยคน/strong/div divnbsp;/div div15 ม.ค. 2015 BBC รายงานว่าสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์เริ่มต้นปี 2558 แบบไม่สวยนักเพราะนักบินลาป่วยพร้อมกันถึง 117 คน ทำให้การจัดตารางการบินป่วนไปหมด/div divnbsp;/div divมีรายงานว่าสาเหตุที่นักบินลาหยุดพร้อมกันเช่นนี้เพราะต้องการลาออกไปทำงานกับสายการบินอื่นซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงกว่า และไม่ต้องการมาหงุดหงิดกับการสร้างความพอใจให้ผู้บริหารสายการบินที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล ตอนนี้เวียดนามแอร์ไลน์กำลังหาทางให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงไม่ให้นักบินเหล่านี้ลาออก/div divnbsp;/div divดร หงวน เถ อัน นักเศรษฐศาสตร์บอกกับบีบีซีภาษาเวียดนามว่า ความเคลื่อนของนักบินครั้งนี้มีสาเหตุมาจากสายการที่บินเวียดนามเองมีแต่เรื่องอื้อฉาวและยังกังวลเรื่องความปลอดภัยด้วย/div divnbsp;/div divเขาบอกด้วยว่าสายการบินน่าจะปรับปรุงวิธีปฏิบัติต่อพนักงานเลิกให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง/div divnbsp;/div divด้านนาย ฟาม งอก มิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ของสายการบินเวียดนาม กล่าวกับสื่อว่า กว่า 90% ของนักบินที่ลาป่วยเป็นนักบินที่ขับเครื่องบินแอร์บัส โดยมีนักบินเพียง 10 คนเท่านั้นที่ยื่นใบลาอย่างถูกต้อง/div divnbsp;/div divทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามเคยโอบอุ้มสายการบินเวียดนามทั้งด้านการเงินและการเมืองเพราะเคยเป็นสายการบินเดียวของประเทศ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เริ่มมีคู่แข่งจากการเปิดโอกาสให้เอกชน บริษัทร่วมทุนและต่างชาติมาแข่งขันดำเนินธุรกิจขนส่งทางอากาศ/div divnbsp;/div divstrongคนรวยกลุ่มน้อยเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ จะมีทรัพย์สินมากกว่าคนทั้งโลกในปีหน้า/strong/div divnbsp;/div div19 ม.ค. 2015 ผลการศึกษาขององค์กรการกุศลอ็อกซ์แฟมระบุว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดซึ่งมีเพียงร้อยละ 1 ของประชากรโลก จะถือครองทรัพย์สินเกินกว่าร้อยละ 50 ของทั้งโลกในปีหน้า หากอัตราการสะสมความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้ยังคงขยายตัวอยู่ต่อไป/div divnbsp;/div divทั้งนี้ กลุ่มคนร่ำรวยที่สุดของโลก ถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนร้อยละ 44 ในปี 2552 มาเป็นร้อยละ 48 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งรายงานที่จัดทำโดยองค์กรอ็อกซ์แฟมระบุว่า ความไม่เท่าเทียมที่ขยายตัวขึ้นอย่างรุนแรงนี้ จะถ่วงรั้งความพยายามต่อสู้กับความยากจนทั่วโลก/div divnbsp;/div divในแถลงการณ์ของอ็อกซ์แฟมที่มีขึ้นก่อนหน้าการประชุมเวทีผู้นำเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอสของสวิสเซอร์แลนด์ระบุว่า ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดกับคนทั้งโลกยิ่งถ่างกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยความมั่งคั่งส่วนที่เหลือร้อยละ 52 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังตกเป็นของกลุ่มคนรวยที่สุดที่มีจำนวนหนึ่งในห้าของประชากรโลกถึงเกือบร้อยละ 46 ทำให้ผู้คนที่เหลือถือครองทรัพย์สินได้เพียงร้อยละ 5.5 และมีความมั่งคั่งเฉลี่ยในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่เพียงคนละ 3,851 ดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น/div divnbsp;/div divอ็อกซ์แฟมยังระบุว่า จะเร่งผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหานี้ โดยเริ่มจากจัดการกับปัญหาการเลี่ยงภาษีของกิจการต่างๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐประกาศจะเก็บภาษีคนร่ำรวยให้มากขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนชั้นกลาง/div divnbsp;/div divstrongบริษัทพลังงานยังเดินหน้าปลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง รับมือราคาน้ำมันขาลง/strong/div divnbsp;/div div20 ม.ค. 2015 นายพาล คิบส์การ์ด หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอของบริษัทชลัมเบอร์เกอร์ ผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่สุดของโลก ที่เพิ่งประกาศแผนปลดพนักงานมากถึง 9,000 ตำแหน่ง กล่าวว่า บรรดาผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐ ที่มุ่งเน้นการผลิตน้ำมันจากหินดินดาน ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่าคู่แข่งในประเทศอื่นๆ เพราะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า/div divnbsp;/div divนายคิบส์การ์ด ระบุว่า เห็นได้ชัดเจนว่าราคาน้ำมันในระดับใหม่นี้ กำลังเป็นเครื่องมือทดสอบความยืดหยุ่นของผู้ผลิตน้ำมันจำนวนมากในอเมริกาเหนือ รวมถึง ความสามารถในการหาเงินทุน ความสามารถในการเดินหน้าธุรกิจต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และความสามารถที่จะรักษาระดับการผลิตในปัจจุบันเอาไว้ให้ได้/div divnbsp;/div divในปีนี้ มีบริษัทผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติรายใหญ่สุดของสหรัฐจำนวนหนึ่ง ได้ลดงบการใช้จ่ายลงมาไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งโคเวน แอนด์ โค วาณิชธนกิจท้องถิ่น ระบุว่า บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดค่าใช้จ่ายลงมา 20% ในปีนี้ และลดเพิ่มอีก 10% ในปีหน้า/div divnbsp;/div divนายคิบส์การ์ด กล่าวด้วยว่า ชลัมเบอร์เกอร์, ฮัลลิเบอร์ตัน โค และเบเกอร์ ฮิวจ์ อิงค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทที่ช่วยผู้ผลิตพลังงานดำเนินการขุดเจาะ และแฟรคกิ้งบ่อน้ำมัน จำเป็นต้องมีการลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าของบริษัทต้องการที่จะหั่นราคาลงมา และลดการใช้จ่ายในด้านการขุดเจาะ/div divnbsp;/div divสำหรับบริษัทของนายคิบส์การ์ดนั้น มีรายได้รายไตรมาสร่วงลงมาแล้วถึง 82% จากค่าใช้จ่ายมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ที่รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดขนาดกิจการ/div divnbsp;/div divจนถึงขณะนี้ มีแรงงานในภาคพลังงานที่ต้องถูกเลิกจ้างไปแล้วหลายพันคน โดยบริษัทน้ำมันรายใหญ่ๆ รวมถึง บีพี และรอยัล ดัทช์ เชลล์ ตัดสินใจที่จะปรับลดเงินเดือนพนักงานลงมา ขณะที่ในแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทรายน้ำมันนั้น ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ซันคอร์ เอนเนอร์ยี ได้ประกาศปลดพนักงานไปแล้ว 1,000 คน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนอาปาเชา ผู้ผลิตในสหรัฐ กล่าวว่า จะปลดพนักงานราว 5%/div divnbsp;/div divเช่นเดียวกับเปโตรเลออส เม็กซิกานอส หรือ เปอเม็กซ์ บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก ที่ตั้งเป้าจะประหยัดเงินให้ได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในฝ่ายบริหาร รวมถึง การเลิกจ้างพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งจนถึงขณะนี้ เปอเม็กซ์ ปลดพนักงานสัญญาจ้างไปแล้ว 1,500 คน และคาดว่าจะมีการปลดพนักงานเพิ่มอีก/div divnbsp;/div divเมื่อเดือนที่แล้ว ฮัลลิเบอร์ตัน ผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จากสหรัฐ ก็ประกาศปลดพนักงาน 1,000 คน นอกสหรัฐ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังออกมาบอกอีกว่า มีแผนที่จะลดขนาดกิจการใกล้กับบ้านเกิดมากขึ้น/div divnbsp;/div divstrongILO เผยคนว่างงานเพิ่มอีก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาและเข้าขั้นถดถอยในหลายประเทศ/strong/div divnbsp;/div div20 ม.ค. 2015 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แถลงว่าสถิติประชากรโลกซึ่งกำลังว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ 201 ล้านคน แต่ภายในปี 2019 อาจเพิ่มเป็นกว่า 212 ล้านคน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาและเข้าขั้นถดถอยในหลายประเทศ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ILO เผยรายงานคาดการณ์สถานการณ์แรงงานโลกประจำปีนี้ด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญคือการผลิตงานใหม่ออกมาให้ได้อีก 280 ล้านตำแหน่งภายในปี 2019 เพื่อปิดช่องว่างของตลาดแรงงานโลกในปัจจุบัน ซึ่งในเวลานี้มีตำแหน่งงานว่างอยู่เพียง 61 ล้านตำแหน่งเท่านั้น/div divnbsp;/div divแม้บรรยากาศของตลาดแรงงานในสหรัฐ ญี่ปุ่นและอังกฤษมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือกำลังเติบโตในยุโรปยังมีอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง และประชากรที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด คือผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี เนื่องจากสถิติการว่างงานเฉพาะช่วงวัยนี้เมื่อปีที่แล้วสูงถึงร้อยละ 13 มากกว่าวัยผู้ใหญ่เกือบ 3 เท่า/div divnbsp;/div divรายงานของไอแอลโอระบุด้วยว่า อัตราการเกิดสงครามและเหตุพิพาทรุนแรงทางทหารบนโลกลดลงมากในยุคทศวรรษที่ 1990 และ 2000 เช่นเดียวกับอัตราการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่แนวโน้มเชิงบวกนั้นกลับดิ่งลงตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบ ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์โดยใช่เหตุที่รัฐบาลทุกประเทศต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจังกว่านี้/div divnbsp;/div divstrongแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็มจ่อเลิกจ้างรอบใหม่/strong/div divnbsp;/div div22 ม.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการแสดงความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ว่า การที่ผู้บริหารของแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม สายการบินรายใหญ่ของยุโรป ให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องที่ว่า บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในวินัยทางการเงินมากขึ้น พร้อมย้ำถึงการเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยลงให้ได้ ราว 1-1.5% ต่อปี ผ่านการพัฒนาผลผลิตที่ดีขึ้นนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทจะมีการปลดพนักงานเพิ่มขึ้นอีก/div divnbsp;/div divผู้เชี่ยวชาญภายในอุตสาหกรรมการบินรายหนึ่ง ชี้ว่า คำว่า พัฒนาผลผลิตนั้น เป็นคำพูดที่บรรดาผู้บริหารมักนำมาใช้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อจะมีการเลิกจ้างเกิดขึ้น/div divnbsp;/div div"เมื่อคุณพูดถึงเรื่องการพัฒนาผลผลิต มักจะหมายความว่าคุณกำลังพูดเกี่ยวกับบุคลากรที่มากเกินไป ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมียื่นข้อเสนอให้มีการสมัครใจลาออก รวมอยู่ในมาตรการต่างๆ ที่ทางสายการบินจะนำมาใช้" นักวิเคราะห์รายนี้ระบุ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างบริษัท 2558 นั้น แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม ดำเนินการปลดพนักงานไปแล้ว 8,000 คน ในช่วง 3 ปี นับถึงสิ้นปีที่แล้ว ส่วนใหญ่ผ่านทางการยื่นข้อเสนอให้สมัครใจลาออก ซึ่งพนักงานที่ออกไปนั้น คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของยอดรวมพนักงานทั้งหมด ที่คาดว่าจะมีอยู่ราว 95,000 คน/div divnbsp;/div divทางด้านสหภาพแรงงาน ก็คาดการณ์เช่นเดียวกันว่า จะได้รับข่าวร้ายจากการประชุมผู้บริหารของสายการบิน ในวันนี้ (22 ม.ค.) ทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ หนังสือพิมพ์เลอ ฟิกาโร ของฝรั่งเศส ก็เพิ่งรายงานว่า สายการบินรายนี้มีแผนที่จะปลดพนักงานอีก 5,000 คน ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า/div divnbsp;/div divstrongอดีตลูกจ้าง 'แมคโดนัลด์' ฟ้องบริษัทเหยียดผิว/strong/div divnbsp;/div div23 ม.ค. 2015 อดีตพนักงานของแมคโดนัลด์ 10 คน ยื่นฟ้องยักษ์ใหญ่เชนร้านฟาสต์ฟู้ดส์สหรัฐต่อศาลรัฐเวอร์จิเนีย โดยกล่าวหาว่า กีดกันทางเพศและเชื้อชาติ หลังจากมีพนักงานบางคนถูกร้านแมคโดนัลด์สาขาหนึ่งไล่ออก โดยอ้างว่ามีคนผิวดำมากเกินไป/div divnbsp;/div divขณะที่แมคโดนัลด์ ยังไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ แต่ออกแถลงการณ์ว่า แมคโดนัลด์ มีประวัติอย่างยาวนานเกี่ยวกับการยอมรับความหลากหลายของลูกจ้าง แฟรนไชส์อิสระ ลูกค้า และซัพพลายเออร์ และการกีดกันความหลากหลายเหล่านี้ขัดแย้งกับหลักการของบริษัทอย่างสิ้นเชิง/div divnbsp;/div divstrongสื่ออังกฤษระบุว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหลายของญี่ปุ่นขายบริการทางเพศให้กัปตันหลังมีรายได้ลดลง/strong/div divnbsp;/div div24 ม.ค. 2015 เดลิเมล์และเดลีสตาร์ อ้างรายงานของ Shukan Post สื่อมวลชนของญี่ปุ่นระบุว่า แอร์โฮสเตสบนเครื่องบินหลายรายไม่ประสงค์เผยชื่ออ้างว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทำการขายบริการทางเพศและยอมเป็นเพื่อนเที่ยวกับกัปตันเป็นประจำ อันเป็นผลจากรายได้หรือเงินเดือนที่ลดลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นระบุว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในญี่ปุ่นถูกปรับลดค่าจ้างจากที่เคยได้ถึง 42,000 ดอลลาร์ (ราว 1.36 ล้านบาท) ต่อปีในปี 2004 เหลือเพียง 33,000 ดอลลาร์ (ราว 1 ล้านบาท) ในปี 2013/div divnbsp;/div divสำหรับการขายบริการแต่ละครั้งนั้นอยู่ที่ 450 ดอลลาร์ (ราว 14,600 บาท) ถึง 670 ดอลลาร์ (ราว 22,000 บาท) สำหรับการร่วมหลับนอน 90 นาที ขณะที่แอร์โฮสเตสที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี จะสามารถเพิ่มค่าตัวได้ตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายหนึ่งให้ข้อมูลต่อว่าหากแอร์โฮสเตสรายใดที่ต้องการจะขายตัว จะมีแอร์รุ่นพี่ทำหน้าเป็น "แม่เล้า" คอยหาลูกค้าซึ่งเป็นนักบินให้/div divnbsp;/div divสำหรับการติดต่อจะมีการส่งซิกและสัญลักษณ์โดยระหว่างการตรวจสอบก่อนขึ้นบิน ตามระเบียบการแอร์โฮสเตสต้องตั้งแถวต่อหน้านักบินและนักบินผู้ช่วย ระหว่างนั้นนักบินที่สนใจซื้อบริการจะส่งสัญญาณมือ โดยชู 4 นิ้ว หมายถึงเสนอราคา 40,000 เยน หรือ 339 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อการหลับนอนที่โรงแรม 1 คืน แอร์โฮสเตสวัย 29 ปีรายหนึ่งบอกว่า จ๊อบขายตัวของเธอมีระยะเวลาหมดอายุ โดยแอร์โอสเตสที่เป็นแม่เล้าจะต้องออกจากวงการเมื่ออายุการเป็นแอร์โฮสเตสของพวกเธอสิ้นสุดลง แต่วงจรนี้ก็จะดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เพราะจะมีแอร์โฮสเตสที่อาวุโสขึ้นก้าวขึ้นมาเป็นแม่เล้าแทน ซึ่งวงจรโสเภณีมีมานานหลายปีแล้วตั้งแต่ปี 2007/div divnbsp;/div divstrong“โซนี่” จ่อปลดพนักงานสาย “สมาร์ทโฟน” อีก 1,000 ตำแหน่ง/strong/div divnbsp;/div div28 ม.ค. 2015 สื่อต่างประเทศรายงานว่าโซนี่ คอร์ปอเรชัน เตรียมลดพนักงานในสายสมาร์ทโฟนลงอีก 1,000 ตำแหน่ง ตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ให้กลับมาทำกำไรได้อีกครั้งnbsp;/div divnbsp;/div divโซนี่คาดว่าจะมียอดขาดทุนสุทธิตลอดปีงบประมาณปัจจุบันสูงถึง 230,000 ล้านเยน และจะงดจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความซบเซาของธุรกิจสมาร์ทโฟน/div divnbsp;/div divแหล่งข่าวระบุว่า คำสั่งนี้ถือเป็นการปลดพนักงานระลอกใหม่ หลังจากที่โซนี่เคยลดพนักงานในสายสมาร์ทโฟน 1,000 ตำแหน่งมาแล้วครั้งหนึ่ง/div divnbsp;/div divหนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิรายงานก่อนหน้านี้ว่า การปรับโครงสร้างจะส่งผลกระทบต่อพนักงานโซนี่ในภูมิภาคยุโรปและจีน ซึ่งจะทำให้จำนวนพนักงานในสายสมาร์ทโฟนลดลงราว 30% เหลือเพียง 5,000 คนภายในสิ้นปีงบประมาณหน้า/div divnbsp;/div divโซนี่จะประกาศอย่างเป็นทางการในการแถลงผลประกอบการประจำปี วันที่ 4 กุมภาพันธ์/div divnbsp;/div divผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่นต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนราคาแพงจากคู่แข่งรายใหญ่ๆ อย่าง แอปเปิล และซัมซุง/div divnbsp;/div divโฆษกหญิงของโซนี่ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่าบริษัทเตรียมประกาศแผนปรับโครงสร้างธุรกิจระยะกลางหลังสิ้นปีงบประมาณนี้/div divnbsp;/div divstrongสหภาพแรงงานโตโยต้าเล็งเรียกร้องขึ้นค่าแรงให้พนักงานชั่วคราวในการประชุมเดือนหน้า/strong/div divnbsp;/div div28 ม.ค. 2015 สหภาพแรงงานของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป เตรียมผลักดันการปรับขึ้นค่าแรงสำหรับพนักงานโรงงานที่ไม่ได้ทำงานประจำ ขณะที่พยายามหาแนวทางเพื่อขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานทั่วไป/div divnbsp;/div divสหภาพจะเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรง 300 เยนต่อวัน สำหรับพนักงานแบบไม่ประจำ ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 6,000 เยนต่อเดือน/div divnbsp;/div divในการเจรจาเรื่องค่าแรงประจำปีที่จะเริ่มขึ้นในเดือนก.พ.นั้น พนักงานของบริษัทโตโยต้ายังเตรียมที่จะเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรง 6,000 เยนสำหรับคนงานประจำ ด้านบริษัทได้วางแผนปรับระบบการคิดเงินค่าแรง โดยจะเน้นที่ความสามารถในการทำงานมากกว่าความอาวุโส/div divnbsp;/div divทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งกำลังมีการเตรียมการมากขึ้นในการปรับเพิ่มค่าแรง เพื่อตอบรับคำเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะที่ให้ภาคธุรกิจช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูวงจรทางธุรกิจ ซึ่งเผชิญกับภาวะถดถอยในปีที่แล้ว หลังการปรับขึ้นภาษีการบริโภคเมื่อเดือนเม.ย./div divnbsp;/div divภาวะการจ้างงานในญี่ปุ่นกำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอัตราว่างงานแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เนื่องจากมีการจ้างพนักงานไม่ประจำมากขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจสกัดการปรับตัวขึ้นของค่าแรงโดยเฉลี่ย สำนักข่าวเกียวโดรายงาน/div divnbsp;/div divstrongILO ชูแผนลงทุนของ EC สามารถสร้างงานใหม่กว่า 2 ล้านตำแหน่งในอีก 3 ปี/strong/div divnbsp;/div div29 ม.ค. 2015 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รายงานวันนี้ว่า แผนการลงทุนของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อไม่นานมานี้ จะสามารถสร้างงานใหม่ได้มากกว่า 2.1 ล้านตำแหน่งงานภายในกลางปี 2018 หากแผนการดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลา 3 ปีมีการออกแบบและดำเนินการที่ดี/div divnbsp;/div divILO ระบุว่า แผนของ EC ที่จะใช้เงินทุนอย่างน้อย 3.15 แสนล้านยูโร (3.57 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อลงทุนในโครงการภาครัฐและเอกชนทั่วสหภาพยุโรป (EU) นั้น จะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของยุโรป และช่วยแก้วิกฤติการจ้างงาน/div divnbsp;/div divILO เชื่อว่าแผนการลงทุนของ EC จะช่วยเสริมเข้ากับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ม.ค./div divnbsp;/div divstrongญี่ปุ่นเผยพนักงานต่างชาติเข้าทำงานสูงเป็นประวัติการณ์ นำโดยจีน/strong/div divnbsp;/div div30 ม.ค. 2015 กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า คนงานหรือพนักงานชาวต่างชาติที่ทำงานในญี่ปุ่นมีจำนวน 787,627 ราย ณ สิ้นสุดเดือนต.ค.ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ และถือเป็นระดับสุงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นที่รัฐบาลกำหนดให้บริษัทต่างๆต้องรายงานจำนวนพนักงานต่างชาติ/div divnbsp;/div divกระทรวงระบุว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนพนักงานดังกล่าวมาจากการปรับปรุงภาวะการจ้างงาน และความพยายามของรัฐบาลในการส่งเสริมการจ้างคนงานที่มีทักษะ และนักศึกษาจากต่างประเทศ ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรต่างชาติมีจำนวน 147,296 ราย เพิ่มขึ้น 11.1% ขณะที่นักศึกษาต่างชาติที่ทำงานพาร์ทไทม์มีจำนวน 125,216 ราย เพิ่มขึ้น 22.2%/div divnbsp;/div divเมื่อแยกตามเชื้อชาติ พบว่า พนักงานชาวจีนมีจำนวนมากที่สุด โดยมีสัดส่วน 40% ของทั้งหมด ตามมาด้วยบราซิล, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และเนปาล/div divnbsp;/div divstrongเผยพานาโซนิค ยุติการผลิตทีวีในจีน เล็งขายโรงงานในเม็กซิโก/strong/div divnbsp;/div div31 ม.ค. 2015 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าพานาโซนิคตัดสินใจยุติการผลิตโทรทัศน์ในจีน ซึ่งเป็นมาตรการส่วนหนึ่งเพื่อกอบกู้ธุรกิจของบริษัทที่กำลังประสบปัญหาในการทำรายได้/div divnbsp;/div divขณะเดียวกัน พานาโซนิคยังเล็งขายโรงงานในเม็กซิโก ซึ่งเป็นฐานผลิตโทรทัศน์ส่งไปตลาดอเมริกาเหนือ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ พานาโซนิคได้พักการผลิตที่โรงงานในมณฑลซานตงของจีนเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตโทรทัศน์ LCD ให้บริษัทปีละประมาณ 200,000 เครื่อง/div divnbsp;/div divแหล่งข่าวระบุว่า บริษัทร่วมทุนที่ร่วมบริหารโรงงานดังกล่าวจะได้รับเงินชดเชยจากพานาโซนิค และจะมีการปลดพนักงานประจำโรงงานแห่งนี้ที่มีอยู่ 300 คน/div divnbsp;/div divโรงงานในมณฑลซานตงแห่งนี้ ถือเป็นโรงงานผลิตโทรทัศน์แห่งสุดท้ายของพานาโซนิคในจีน หลังจากที่บริษัทตัดสินใจปิดโรงงานโทรทัศน์พลาสมาในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2556/div divnbsp;/div divขณะเดียวการจำหน่ายโทรทัศน์ของพานาโซนิคในจีนจะยังคงมีอยู่ต่อไป แต่จะเป็นการส่งสินค้าจากโรงงานแห่งอื่นมาจำหน่ายแทน/div divnbsp;/div divทั้งนี้ บริษัทผลิตโทรทัศน์หลายแห่งของญี่ปุ่นประปัญหาเดียวกันนี้ และได้ออกมาตรการเพื่อช่วยฟื้นฟูธุรกิจโทรทัศน์ โดยชาร์ปได้ถอนการผลิตและการจำหน่ายโทรทัศน์ในยุโรป ขณะที่โตชิบาได้ยุติการพัฒนาและการจำหน่ายในอเมริกาเหนือ สำนักข่าวเกียวโดรายงาน/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divspan style="color:#ff8c00;"strongที่มาข่าวเรียบเรียงจาก:/strong ประชาไท, ครอบครัวข่าว, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวไทย, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐออนไลน์, เดลินิวส์, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, VOA/span/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5FA-NumJNB4" height="1" width="1" alt=""/

กลุ่มเพื่อนสังคม มมส. ออกค่ายมอบไออุ่น ปันน้ำใจสู่ชุมชนบ่อแก้ว

Sun, 01/02/2015 - 16:29
pกลุ่มเพื่อนสังคม ม.มหาสารคาม จัดค่ายเรียนรู้ชีวิตและปัญหาในชุมชนบ่อแก้ว หวังสานสัมพันธ์ น.ศ. กับชุมชน และเปิดประสบการณ์ใหม่ จากสภาพสังคมจริง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8652/16390829306_3844a40a5b.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pเมื่อวันที่ 30-31 ม.ค.2558 นักศึกษากลุ่มเพื่อนสังคมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดค่ายลงพื้นที่มอบไออุ่นสู่ชุมชน โดยมีกิจกรรมมอบเครื่องนุ่งห่ม และร่วมแลกเปลี่ยนตามรอยประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาเรียนรู้ชีวิตชุมชนและปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7417/15796738193_982b684c4a.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8676/16229142548_d60773d6f6.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p pธีรวัฒน์ ไกรรัตน์nbsp; บอกว่า ทั้งเขาและเพื่อนๆ เป็นนักศึกษาที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ในนามกลุ่มเพื่อนสังคมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 21 คน nbsp;แบ่งกันเป็นทีมละ 6-7 คน โบกรถมาจากจังหวัดมหาสารคามนับแต่ช่วงเช้า เพื่อมาร่วมออกค่ายมอบไออุ่นสู่ชุมชนที่บ้านบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ในการลงพื้นที่นอกจากได้รับรู้ถึงสภาพปัญหาของชาวบ้าน ยังทราบว่าบ่อแก้ว มีจำนวน 56 หลังคาเรือน หลายครอบครัวยังขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของชาวบ้าน ประกอบกับช่วงนี้เป็นหน้าหนาว จึงร่วมปรึกษากันในกลุ่มว่า นอกจากไปลงพื้นที่เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนตามรอยประวัติศาสตร์ศึกษาเรียนรู้ชีวิตชุมชนแล้วนั้น ควรนำสิ่งของใช้ คือเครื่องนุ่มห่ม ไปมอบไออุ่น ปันน้ำใจสู้ภัยหนาว สู่ชาวบ้านด้วย/p pตัวแทนนักศึกษา บอกอีกว่า ตามกำหนดลงพื้นที่ประมาณช่วงกลางเดือนมกราคม แต่ความตั้งใจที่จะหาเงินเพื่อไปซื้อเครื่องนุ่มห่ม และผ้าห่มนวมนำมาจัดมอบให้ชาวบ้านให้ได้ครบทุก 56 หลังคาเรือนนั้น จำนวนเงินที่ได้รับเงินบริจาค และจากการไปร่วมกันเปิดหมวกทั้งตามตลาดสด ตลาดนัดเปิดท้าย และในบริเวณรอบรั้วมหาลัยมหาสารคาม ยังไม่สามารถหาซื้อปัจจัยดังกล่าวได้ครบตามที่ระบุไว้ จึงได้ร่วมกันไปจัดกิจกรรมเปิดหมวกเป็นเวลาหลายวันถึงได้นำเงินมารวบรวมไปหาซื้อของใช้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ แม้อาจล่าช้าตามกำหนด แต่สิ่งหนึ่งและเป็นหัวใจที่สำคัญยิ่งในไออุ่นครั้งนี้ คือสามารถทำให้นักศึกษาเกิดจิตสำนึกร่วมกับชาวบ้าน ถือเป็นทางเชื่อมความสัมพันธ์ที่จะส่งผลดีต่อไปในอนาคต/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8573/16229142618_49974bbcd2.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p“พวกเราจะนำประสบการณ์จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียน และเผยแพร่ปัญหาของชุมชนต่อไป เพราะชุมชนบ่อแก้ว เป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบความ และรู้สึกยินดีถึงอุดมการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความชอบธรรม แม้วันนี้ผลกระทบที่ชาวบ้านบอกว่า จะลดความกังวลใจลงไปได้บ้าง หลังจากมีคำสั่งให้ชะลอไล่รื้อ และยุติการดำเนินการใดๆที่จะทำให้ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนออกไปก่อน แต่ปัญหาที่สั่งสมมานาน จะถูกแก้ไขเพื่อความปกติสุขของชาวบ้านจะคืนกลับมาดังเดิม ยังไม่สามารถหาคำยืนยันจากคำตอบของรัฐบาลได้ เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักถูกปิดกั้นสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินมาโดยตลอด หากถูกไล่ออกไปอีก จะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีผลผลิตให้สามารถนำมาหล่อเลี้ยงความสุขและความอบอุ่นให้กับชีวิตและครอบครัวได้ “ธีรวัฒน์ กล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8614/16229142508_1e26894521.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tmlo_R0ep8s" height="1" width="1" alt=""/

ใน 'สาธารณรัฐซัมซุง' คุณจะมี 'ชีวิตที่ดี' ได้ถ้าสอบผ่าน

Sun, 01/02/2015 - 16:00
pสังคม "บ้าการสอบ" ในเกาหลีใต้ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่างซัมซุงมีการเปิดสอบรับคนเข้าทำงานทีละเป็นจำนวนมากซึ่งในแง่ดีคือมันเปิดโอกาสให้กับคนหนุ่มสาวโดยไม่จำกัดเรื่องชื่อเสียงของสถานศึกษา แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็ทำให้ผู้คนถูกจำกัดและกดดันว่าคุณต้องเข้าทำงานในบริษัทนี้เท่านั้นถึงจะถือว่ามี "ชีวิตที่ดี"/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7335/15747565784_39926937a4.jpg" /br /a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/2.0/" title="Attribution-NonCommercial-ShareAlike License"span style="color:#ff8c00;"Some rights reserved/span/aspan style="color:#ff8c00;"nbsp;bynbsp;/spana href="https://www.flickr.com/photos/samsungtomorrow/"span style="color:#ff8c00;"samsungtomorrow/span/a/p p31 ม.ค. 2558 เว็บไซต์โกลบอลโพสต์ตีแผ่เรื่องราวชีวิตของเหล่าเยาวชนชาวเกาหลีใต้กับโอกาสที่จะได้เข้าทำงานในบริษัทผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้และจากระบบการคัดเลือกเข้าทำงานและการให้สัญญาเรื่อง "ชีวิตที่ดี" กับผู้ที่ร่วมงานของพวกเขาทำให้มีคนตั้งฉายาว่า "สาธารณรัฐซัมซุง"/p pบริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้อย่างซัมซุงมีระบบการจ้างงานที่รับพนักงานชาวเกาหลีใต้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีระบบการแข่งขันที่เข้มข้นและมีคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้มุ่งหวังจะเข้าทำงานในซัมซุงนับแสนคน ทำให้ดูเหมือนการเข้าทำงานในซัมซุงแทบจะเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตของคนหนุ่มสาวในเกาหลี/p pโดยทุก 6 เดือน จะมีชาวเกาหลีใต้ราว 100,000 คน เข้าสอบเพื่อให้ได้ทำงานในซัมซุง ข้อสอบมีทั้งวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผล และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีการสอบตัวอักษรภาษาจีนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเข้าไปด้วย มีราว 7,000 คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบ และมีราว 4,000 คนเท่านั้นที่ได้งาน หมายความว่าในทุกๆ 20 ผู้สมัครจะมี 1 คนเท่านั้นที่ได้งาน/p pมีการเปรียบเทียบกับบรรษัทไอทีต่างประเทศอย่าง 'แอปเปิล' และ 'กูเกิล' ที่ใช้วิธีการคัดกรองจากเอกสารสมัครงานและการสัมภาษณ์ แต่ในสังคมแบบเกาหลีใต้ ข้อสอบเป็นตัวชี้วัดหลักๆ ที่สำคัญ มันสำคัญถึงขนาดถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ชี้วัดทุกอย่างในชีวิต/p pในสังคมเกาหลีใต้ เยาวชนมีความตึงเครียดสูงมากจากการถูกกดดันให้เรียนพิเศษช่วงค่ำเพื่อให้ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นสูงเพื่อให้มีโอกาสได้งานสบายๆ และมีเส้นสายทางการเมือง แต่ในกระบวนการเข้าถึงระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้แต่ชนชั้นนำเหล่าคนหนุ่มสาวยุค "Gen Y" ในเกาหลีใต้ ก็ต้องผ่านด่านหลายด่านทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสมัครเข้าทำงานในบริษัทเอกชนหรือของรัฐ ซึ่งถ้าผิดพลาดก็จะถูกครอบครัวมองว่าเป็นผู้ล้มเหลวในชีวิต ทัศนคติจากคนรอบข้างและสภาพชีวิตของคนหนุ่มสาวเช่นนี้เองที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายของเยาวชนเกาหลีใต้พุ่งสูงขึ้น/p pการแข่งขันอย่างรุนแรงของชาวเกาหลียุคใหม่ทำให้มีคนไม่พอใจจำนวนมากเมื่อซัมซุงประกาศจะยกเลิกการสอบเข้าทำงานและใช้วิธีการให้มหาวิทยาลัยแนะนำตัวนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเข้าทำงานแทน พวกเขาประกาศเรื่องนี้เมื่อเดือน ม.ค. 2557 แต่ก็ล้มเลิกไปเมื่อโดนทักท้วง นักศึกษาหลายคนกลัวว่าการเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกเข้าทำงานของซัมซุงจะทำให้พวกเขาเสียโอกาสเพราะไม่ได้เรียนในสถานศึกษาที่พวกเขาเล็งไว้ พวกเขากลับมองว่าการเปิดให้สอบโดยไม่สนใจเรื่องคุณสมบัติในใบสมัครถือเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีความพยายามอย่างหนัก/p pแต่ความใฝ่ฝันของหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่อยากเข้าไปทำงานกับซัมซุงนั้นส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกอยากเป็น 'คนพิเศษ' ในแบบที่ชาวเกาหลีเรียกว่า "มนุษย์ซัมซุง" (Samsung Man) ที่เอาไปโอ้อวดกับคนอื่นได้และมีความรู้สึกได้รับการยอมรับเชิดชูจากสังคม/p pอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้หนุ่มสาวเกาหลีใต้ตะเกียกตะกายดิ้นรนเข้าไปทำงานในบริษัทไอทีแห่งนี้คือความรู้สึกมั่นคงในชีวิต ซึ่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียปี 2540 มีคนทำงานจำนวนมากได้รับความสูญเสีย แต่ดูเหมือนบริษัทซัมซุงจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับเกาหลีใต้/p pสำนักข่าวโกลบอลโพสต์ระบุว่าความมั่นคงอย่างหนึ่งมาจากวัฒนธรรมการปฏิบัติต่อลูกจ้างในองค์กรที่แตกต่างกันระหว่างชาติตะวันตกกับเกาหลีใต้ ขณะที่ในบรรษัทของชาติตะวันตกปฏิบัติกับคนงานเหมือนเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้งได้โดยประเมินจากผลงานของคนงานเมื่อไม่นานมานี้ แต่ในเกาหลีใต้พวกเขาตัดสายใยกับลูกจ้างในบริษัทไม่ค่อยขาดเพราะมองพวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวแม้แต่ในยามยากที่กำไรของบริษัทถดถอยลง ซึ่งมีบางคนเรียกทัศนคติต่อคนงานในแบบของเกาหลีใต้ว่า "การจัดการแบบขงจื้อ" (Confucian arrangement) บางครั้งก็มีการช่วยเหลือคนในครอบครัวของลูกจ้างถ้าหากลูกจ้างประสบปัญหาทางการเงินหรือเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรด้วย/p pทั้งหมดนี้จึงเป็นบทสะท้อนถึงความฝันและความมุ่งหวังของชาวเกาหลีใต้ยุคใหม่ที่ยอมทนทุกข์ฝ่าฟันการแข่งขันทำข้อสอบอย่างบ้าคลั่งเพียงเพื่อจะได้เป็นชนชั้นนำใหม่ที่มีชีวิตมั่นคงกว่าคนอื่น/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pIn the Republic of Samsung, here’s the ticket to the good life, Globalpost, 26-01-2015br /a href="http://http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/south-korea/150122/the-republic-samsung-SAT"http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/south-korea/150122/the-republic-samsung-SAT/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LY9c4i3WEto" height="1" width="1" alt=""/

ทหารเรียกแกนนำ สกต. ปรับทัศนคติ 3 วัน อ้างนำไปสู่ความปรองดอง

Sun, 01/02/2015 - 14:50
pจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี เรียก เพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ แกนนำ สกต. ผู้นำการเรียกร้องสิทธิในที่ดินสวนปาล์มหมดสัญญาเช่าให้กับชาวบ้าน เข้าประทัศนคติ 3 วัน อ้างเพื่อความสงบสุข และความปรองดองในพื้นที่/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p p1 ก.พ. 2558 ผู้สื่อได้รับแจ้งจาก เพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ แกนนำกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ว่ามีจดหมายเรียกรายงานตัวจาก ค่ายวิภาวดีรังสิต จังหวัดสุราษฏร์ธานี ส่งมาที่สำนักงาน สกต. โดยมีรายละเอียดดังนี้/p p“ตามที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ดี ในการคืนความสุขให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ พร้อมกันนี้ได้มีนโยบายให้หน่วยทหารรับเรื่องราวร้องทุกข์เพื่อสร้างความเข้าใจ ขจัดปัญหาข้อขัดแย้งกับราษฏรในพื้นที่รับผิดชอบ อันนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อนำความสุขกลับคืนสู่สังคมไทยโดยเร็ว โดยในการนี้จังหวัดทหารบกสุราษฏร์ธานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานีและจังหวัดพังงา/p pจังหวัดทหารบกสุราษฏร์ธานี จึงขอเชิญตัวนายเพียรรรัตน์ บุญฤทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 1ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฏร์ธานี มารายตัวเพื่อปรับทัศนคติเป็นเวลา 3 วัน ณ กองบังคับการ จังหวัดทหารบกสุราษฏร์ธานี โดยให้รายงานตัววันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ระหว่างวันที่ 10.00-11.00 นาฬิกา จักขอบคุณเป็นอย่างสูง”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7312/16230477977_0410d33ed8_z.jpg" style="width: 480px; height: 640px;" //p pทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพียรรัตน์nbsp; แกนนำกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เป็นผู้นำชาวบ้านในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่อยู่อาศัย และประกอบอาชีพ ในพื้นที่พิพาทระหว่างบริษัทไทยบุญทอง จำกัด ซึ่งหมดสัญญาเช่าพื้นที่มาแล้ว 14 ปี แต่ยังไม่ได้ย้ายออกนอกพื้นที่ จนกระทั้งชาวบ้านได้เข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือน และที่ทำกิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ของสำนักปฏิรูปที่ดิน โดยได้ยึดตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2546 ทั้งนี้ได้มีมติจากคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหา ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 ว่า ส.ป.ก. ได้มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการมายัง ส.ป.ก.ให้ผ่อนผันให้ชุมชนต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้จนกว่า กระบวนการฟ้องขับไล่บริษัทและนายทุนจะแล้วเสร็จ/p pหมายเหตุ: ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเพิ่มเติมจากเพียรรัตน์ ว่าพร้อมที่จะเข้าไปรายงานตัวในวันที่ 3 ก.พ. นี้/p pหมายเหตุ2 : ขออภัย เนื่องจากได้มีการแก้ไข้ เปลี่ยนจาก มทบ.22 เป็นจังหวัดทหารบกสุราษฏร์ธานี เพื่อความถูกต้อง/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/12/56896" target="_blank"ทหารลงพื้นที่ตรวจสอบชุมชนเพิ่มทรัพย์ ถามสิทธิ์ในการเข้าอยู่ในพื้นที่/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56283" target="_blank"กสม.เชิญทหารประชุมร่วมชาวบ้านคลองไทรฯ แนะใช้ กม. ให้เป็นธรรม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XyAqNETGoHc" height="1" width="1" alt=""/

ทหารนั่งประกบ วงเสวนา 'สิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์'

Sun, 01/02/2015 - 14:01
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7390/15793657304_f8f5bc5870_z.jpg" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7305/15793657834_38c5bee938.jpg" //p p1 ก.พ. 2558 ที่ห้องสมุดสันติประชาธรรม มีการจัดa href="https://www.facebook.com/events/511832262289183/?fref=ts"เสวนา "สิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์" /aร่วมเสวนาโดย อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต และตัวแทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และมีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบเข้าฟังการเสวนาข้างๆ วิทยากรด้วย/p pทั้งนี้ก่อนหน้างานจะเริ่ม ผู้จัดงานได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า ให้สามารถจัดงานต่อไปได้ แต่จะขอเข้ามาฟังการเสวนา บันทึกภาพ พร้อมร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/01/57668" target="_blank"ไม่มโน! #039;พลเมืองเน็ต#039; ชี้ชุด กม.เศรษฐกิจดิจิทัล ร่างแปลง กม.ความมั่นคง/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/01/57666" target="_blank"อ่านข้อสังเกตต่อซีรีส์กม.เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคง-ความเป็นส่วนตัว-การปฏิรูปสื่อ?/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2015/01/57387" target="_blank"6 ประชาสังคมค้าน กม.ชุด ศก.ดิจิทัล ชี้แฝงประเด็น #039;ความมั่นคง#039; ดึงคลื่นกลับสู่ รัฐ-กองทัพ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tnrd8Bt7ZMY" height="1" width="1" alt=""/

สุรชาติ บำรุงสุข

Sun, 01/02/2015 - 11:33
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2015/02/57695" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/cats-crop_10.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"ผมคิดว่าถ้ายังมีสติเหลืออยู่จะรู้ว่านโยบายต่างประเทศไม่สามารถเลือกข้างได้ ในสภาพที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหญ่ในภูมิภาค คิดว่าโจทย์ชุดนี้ตอบอย่างตรงไปตรงมาได้ง่ายที่สุด คือไทยไม่มีสิทธิ์เลือกข้างระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง ผมคิดว่าผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของไทย คือไทยต้องอยู่ได้ทั้งกับวอชิงตันและกับปักกิ่ง หรือในภาพรวม ไทยต้องอยู่ได้ ทั้งกับวอชิงตัน ปักกิ่ง และสหภาพยุโรป"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vSOpk9CTlnI" height="1" width="1" alt=""/

เมื่ออเมริกันคองเกรสส่อเค้าพิจารณาสถานภาพประเทศไทย

Sun, 01/02/2015 - 10:12
!--break--!--break-- pnbsp;/p pในโลกประชาธิปไตยตะวันตกที่ผ่านยุคประวัติศาสตร์ของเผด็จการและการรัฐประหารมาสู่รัฐประชาธิปไตยนั้น ประชาชนได้บทเรียนทางการเมืองยึดอำนาจ อย่างน้อยนักลงทุนทั้งในตลาดรองและตลาดจริงเกิดความอ่อนไหวในการลงทุน อาจมีการยับยั้งหรือถอนการลงทุนในประเทศที่เกิดการรัฐประหารนั้น ส่วนหนึ่งเพราะความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือปัญหาการเมืองที่เชื่อมโยงถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวnbsp; ซึ่งท่าทีของอเมริกันคองเกรสในยุคปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่ายืนอยู่ฟากประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน/p pในรายงานที่เสนอต่อคองเกรสของหน่วยงานวิเคราะห์สถานการณ์ในเอเชียแปซิฟิกเมื่อปลายปีที่แล้วnbsp; (2557) ส่วนหนึ่งระบุเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยว่าnbsp; การรัฐประหารได้ส่งผลต่อภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจของไทยในแง่ผลของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยที่สัมพันธ์กับประเทศคู่ค้า ส่งผลให้มีการประเมินปริมาณการลงทุนในเมืองไทยของนักลงทุน (ผู้มาจาก) ต่างประเทศใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายทางการอเมริกันเอง ต้องการให้ไทยแสดงออกอย่างชัดเจนในเรื่องการเลือกตั้งว่าจัดการเลือกได้เมื่อไหร่และอย่างไรnbsp;/p pเรื่องดังกล่าวนี้สามารถเชื่อมโยงถึงการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่อเมริกันและเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายการเมืองของไทยในเวลาต่อมาไม่นาน และล่าสุดนำมาซึ่งการมาเยือนของนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ/p pทั้งนี้หากมองย้อนไปถึงผลกระทบของรัฐประหารnbsp; 19nbsp; กันยายน 2549 จะเห็นว่า strongผลพวงของการรัฐประหารได้ทำให้เศรษฐกิจไทยชะงักและถอยหลังไปหลายปี ที่สำคัญคือการสูญเสียโอกาสในการวางรากฐานการปรับปรุงประสิทธิภาพเศรษฐกิจไทย ให้เข้มแข็งในช่วงที่เศรษฐกิจของโลกขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงดังกล่าวกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ I.M.F. ประเมินว่าในปีnbsp; 2548nbsp; 2549 และ 2550 เศรษฐกิจโลกขยายตัวที่ 4.9nbsp; 5.1 และnbsp; 4.9 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมากกว่าเดิม การทำรัฐประหารในปี 2549 ได้เพิ่มต้นทุนความเสี่ยงของไทยในสายตาต่างประเทศให้สูงขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เมืองไทยว่างเว้นจากการรัฐประหารมานานกว่า 15 ปี/strongbr /br /ในแง่ภาพรวมของประเทศอาเซียน ทีมงานของคองเกรสมองว่า บริบทด้านเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนกำลังเปลี่ยนไปnbsp; จากแต่เดิมที่เศรษฐกิจของหลายประเทศอาเซียนถูกควบคุมโดยชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่วิถีใหม่ของประชาชาติอาเซียนได้เปลี่ยนไปเป็นการเพิ่มพลังอำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนชั้นล่าง (รากหญ้า) มากขึ้นกว่าเดิม แต่บางประเทศ เช่น เวียดนามจะใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ตามnbsp; แต่ระบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจนั้นถูกประยุกต์ให้เข้ากับวิถีเศรษฐกิจสมัยที่อิงระบบทุนและการตลาดแบบอาศัยกลไกทุนbr /br /รายงานดังกล่าวเสนอด้วยว่า สงครามเย็นระหว่างค่ายทุนนิยมกับสังคมนิยมได้ยุติไปแล้ว หรือแม้แต่สงครามระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์กันแบบเดิมมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ทำให้หลายประเทศได้จัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมของแต่ละประเทศมากขึ้น ภัยคุกคามประชาชาติอาเซียนในเวลานี้ คือ การศึกษา การไร้ที่ทำกิน การทำลายสภาพแวดล้อม และการที่คนสมัยใหม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่เลวลง ซึ่งในสถานการณ์ที่สังคมต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้ หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องได้ระดมทั้งสมอง กำลังคน และทรัพยากรไปแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วน ดังนั้น การสร้างกองทัพให้ใหญ่ขึ้นในสังคมสมัยใหม่จึงก่อให้เกิดปัญหามากขึ้นnbsp; เนื่องจากไปเบียดเบียนงบประมาณด้านอื่นที่สมควรจะใช้พัฒนาเศรษฐกิจnbsp; ในยามที่บรรดาประเทศอาเซียนเองก็มีการแข่งขันและผ่องถ่ายการลงทุนซึ่งกันและกันตลอดเวลาทั้งในส่วนของนักลงทุนในภูมิภาคและนักลงทุนนอกภูมิภาคnbsp; อาเซียนจำเป็นจะต้องพัฒนาการจัดองค์กรทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมให้มีประสิทธิภาพเป็นประชาธิปไตย และกระจายความเป็นธรรมมากขึ้น แนวทางการใช้กำลังอำนาจมาต่อรองแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะตนแบบเดิมๆ กำลังเปลี่ยนไปbr /br /strongบทวิเคราะห์ในรายงานยังพาดพิงถึงสถานการณ์ในเมืองไทยว่า ประชาชนชั้นกลางและคนในชนบท กำลังทำให้ดุลอำนาจระหว่างรัฐกับสังคมของไทยเปลี่ยนไปจากระบบราชการหรือระบบของรัฐที่ครอบงำสังคม จะไปสู่กระแสประชาธิปไตยที่ราชการกับประชาสังคมมีความสมดุลกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการนำกระบวนการสันติวิธีมาใช้โดยไม่อิงกับมาตรฐานสากล ฝ่ายไทยมีการบัญญัติความหมายของสันติวิธีซึ่งเชื่อมโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนเสียใหม่ โดยไม่เชื่อมโยงกับหลักการสากล/strongbr /br /หลักการสิทธิมนุษยชน สากล ที่หมายถึงสิทธิ เสรีภาพและอิสรภาพในชีวิตและร่างกาย ตลอดจนความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายทีเกี่ยวข้องและปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กฎบัตรสหประชาชาติหรือตามแนวปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ไทยร่วมเป็นภาคี และมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม/p pstrongหากให้ขยายความมุมนี้ ผู้เขียนคิดว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่เกิดขึ้นภายหลังจากการรัฐประหาร มักมีการเสนอทางออกเชิงสันติวิธีอยู่เสมอnbsp; เนื่องจากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าสันติวิธี คือทางออกของปัญหา เช่น การหันหน้ามาเจรจากันnbsp; เป็นต้น แต่ปัญหาคือ ความเข้าใจต่อกระบวนการด้านสันติวิธีเพื่อสันติว่า ได้มองในแง่ของ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมและความยุติธรรมหรือไม่ เพราะหากปราศจากความเท่าเทียมและยุติธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมเพื่อให้เกิดสันติได้ ทั้งการมองสันติภาพด้วยทัศนะคับแคบดังกล่าว สันติวิธีก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในฐานะเป็นข้ออ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นคู่ขัดแย้งอยู่เสมอ ไม่ทำก่อให้เกิดสันติตามที่ต้องการอย่างแท้จริง สังคมก็ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ต่อไป/strongbr /nbsp;br /นอกเหนือไปจากอุปสรรคขัดขวางการสร้างสังคมสันติ คือ ลักษณะของอำนาจนิยมทางการเมืองที่เกิดจากบุคลิกอำนาจนิยม (authoritarian personality) ของคนไทย ที่หมายถึงการมีบุคลิกที่มักสยบยอม อ่อนน้อม เชื่อฟัง ต่อบุคคลที่มีอำนาจมากกว่าnbsp; หรือเมื่อไม่พอใจผู้มีอำนาจก็ข่มความรู้สึกไว้nbsp; ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้ผู้มีอำนาจน้อยกว่า มีความรู้หรืออาวุโสน้อยกว่ามาแสดงความขัดแย้ง หากมีเหตุการณ์ทำนองตรงกันข้ามเกิดขึ้นก็จะนำไปสู่การใช้อำนาจบังคับหรือข่มขู่nbsp; จนเมื่อสังคมเกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงขั้นรุนแรง สมุฏฐานของปัญหาจึงไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขnbsp; เมื่อไม่มีการพูดถึงสมุฏฐานของความขัดแย้งอันเป็นแนวทางสันติวิธี ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทยก็คงยังไม่ได้รับการแก้ไข/p pอย่างไรก็ตาม ผลพวงของการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบไทยๆ ดังกล่าวเปลี่ยนไป เมื่อมีการแสดงออกด้านความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางnbsp; แม้การเมืองไทยจะตกอยู่ใน “ระบบปิด” ก็ตาม/p pการรับรู้ข่าวสารของประชาชนที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง เกิดจากผลพวงของพัฒนาการของเครื่องมือสื่อสารมวลชนที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและเปิดเผยมากขึ้น การปิดกั้นข่าวสารโดยรัฐหรือองค์กรของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้นnbsp; กระบวนสันติวิธีเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองของฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยที่ทำให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลาย คือ การอาศัยกลไกประชาธิปไตยหรือกลไกการเลือกตั้งซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่ใช้กันในสากลประเทศ/p pstrongเป็นหน้าที่สมาชิกคองเกรสที่จะต้องตัดสินใจในการกำหนดท่าทีต่อผลการศึกษาและวิเคราะห์ในรายงานชิ้นนี้ว่าในที่สุดแล้วควรสหรัฐอเมริกาควรมีท่าทีต่อชาติอาเซียน โดยเฉพาะ “ประเทศไทย” ต่อจากนี้อย่างไร./strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/TsCNoHlsXeE" height="1" width="1" alt=""/

สหรัฐอเมริกากับไทยและชาตินิยมแบบสลิ่ม

Sun, 01/02/2015 - 10:00
!--break--!--break-- pnbsp;/p pกรณีที่สั่นสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยในยุคหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคมปี 2014 อีกระลอกหนึ่งได้แก่การที่รัฐบาลอเมริกันได้ส่งตัวแทนคือผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศหรือนายแดเนียล รัสเซลมาเยือนไทยและได้พบกับตัวละครทางการเมืองสำคัญๆ ไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย รวมไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคือยิ่งลักษณ์และอภิสิทธิ์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติทางการเมืองไทย อย่างไรก็ตามการบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีเนื้อหาที่ทำให้รัฐบาลทหารของไทยแสดงความผิดหวังเพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ประกาศสนับสนุน “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” nbsp;ถึงแม้นายดาเนียลไม่ได้แสดงท่าทีในการตำหนิไทยอย่างรุนแรงนัก แต่จากการกระพืออารมณ์โดยใช้คำทำนองเดียวกับข่าวบันเทิงของสื่อไทยและทฤษฏีสมคบคิดของรัฐบาลคือเห็นว่าสหรัฐฯ เสแสร้งมาสังเกตการณ์เพื่อสร้างความกดดันให้กับรัฐบาลไทย ย่อมทำให้รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในอย่างให้อภัยไม่ได้ (มองกลับกัน ถ้าสหรัฐฯ เอ่ยปากชมไทยก็คงถือว่าไม่แทรกแซง ทั้งที่พฤติกรรมก็เป็นแบบเดียวกัน) โดยเฉพาะประเด็นที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแบบย้อนหลังเกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่ากระบวนการยุติธรรมa href="#_edn1" name="_ednref1" title=""[i]/a/p pการตอบโต้ทางการทูตของไทยต่อสหรัฐฯ อย่างเข้มข้นหลายอย่างน่าจะช่วยปลุกกระแสชาตินิยมอันจะเป็นผลดีต่อรัฐบาลที่ผลงานดูไม่สวยงามนักเพราะสามารถตอบรับกับรู้สึกของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีหัวชาตินิยมแบบสุดขั้ว (ภาษาอังกฤษคือ Ultranationalist ซึ่งผู้เขียนจะขอใช้คำแสลงเรียกว่าพวกชาตินิยมแบบสลิ่ม ดังต่อไปนี้) จำนวนมากซึ่งรุกโชนอีกครั้งภายหลังจากที่เคยสำแดงเดชจากกรณีที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้อนุญาตให้พวกล้มเจ้าลี้ภัยอย่างเช่นนายตั้ง อาชีวะnbsp; ความคิดของพวกเขาน่าจะถูกแสดงออกมาสอดคล้องกับประโยคที่คุณดอน ปรมัตถ์วินัยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แถลงบางส่วนที่น่าสนใจต่อไปนี้/p pnbsp;/p blockquotepnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; "....But Thailand is not a newly born nation. We have our own ways of solving problems and are taking serious steps to bring back democracy."/p pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; "..... แต่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเพิ่งเกิดใหม่ เรามีวิธีการของเราเองในการแก้ไขปัญหาและกำลังมุ่งหน้าอย่างจริงจังในการนำประชาธิปไตยกลับมา"/p /blockquote pคำแถลงเช่นนี้ทำให้ผู้เขียนคิดว่าไม่ได้ช่วยให้มุมมองของสหรัฐฯหรือตะวันตกที่มีต่อเราเปลี่ยนแปลงไปในด้านดีหรือเกิดความรู้สึกเชื่อถือเท่าไรนักเพราะหากดูประวัติศาสตร์ให้ดีจะพบว่าประเทศเผด็จการ มักจะอ้างเช่นนี้กับสหรัฐฯและตะวันตกเช่นบอกว่าพวกตนมีการปกครองที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมหรือปูมหลังทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของตัวเอง (บางประเทศอาจจะคงการปกครองเช่นนี้ไว้ตลอดไปหรือบางประเทศอาจจะมีโรดแมพเหมือนไทยเช่นอียิปต์ซึ่งปัจจุบันได้ประธานาธิบดีที่มาจากกองทัพผ่านการเลือกตั้งที่ไม่เสรี) nbsp;จึงก็เป็นเรื่องน่าสนใจอีกว่าประเทศโลกที่ 3 ซึ่งเป็นเผด็จการนั้นก็มักจะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนานเสียด้วยเช่นอิรักก็คงถูกซัดดัม ฮุสเซนเคยนำมาอ้างอยู่เสมอว่าเป็นแหล่งอารยธรรมโลกคือไทกริส ยูเฟรติสที่ความเป็นมาหลายพันปี เช่นเดียวกับลุ่มแม่น้ำฮวงโหอันแสนน่าภาคภูมิใจของจีนซึ่งปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ที่มีแหล่งกำเนิดจากยุโรป หรือพอๆ กับลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ซึ่งปัจจุบันมีการปกครองแบบประชาธิปไตยเทียมหรือแบบเดียวกับประเทศในแอฟริกาเช่นซูดาน หรือ เอธิโอเปียซึ่งเป็นรัฐล้มเหลวและเป็นเผด็จการ ทั้งนี้ไม่นับประเทศในอุษาคเนย์อย่างเช่นพม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาวซึ่งดัชนีของความเป็นประชาธิปไตยอยู่ต่ำเรี่ยตารางก็คงจะใช้ประโยคของคุณดอนเช่นเดียวกับไทยเพื่อตอกหน้าสหรัฐฯ/p pตามความเป็นจริงแล้ว คำว่า "ประเทศ" หรือการเป็นรัฐชาติ (Nation-state) ของประเทศเหล่านี้จะเพิ่งเกิดเพียงไม่ถึงศตวรรษ ถ้าหากเทียบกับสหรัฐฯ ก็ถือได้ว่าประเทศโลกที่ 3 เหล่านี้ล้วนแต่ยังอ่อนเยาว์กว่ามากมายนักและซ้ำร้ายกระแสโลกาภิวัฒน์ซึ่งทำให้ระบอบการเมืองของโลกนั้นมีพัฒนาการและความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมทำให้แนวคิดที่ว่า “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” ของประเทศเผด็จการเหล่านั้นดูอ่อนพลังลง ในกรณีของไทยนั้น แม้จะไม่เก่าแก่เท่าประเทศทั้งหลายที่กล่าวมา แต่คนไทยมักถูกสอนว่ารัฐชาติของไทยนั้นมีอยู่อย่างยาวนานนับตั้งแต่การอพยพของคนไทมาจากเทือกเขาอัลไตจนถึงอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์โดยไม่เสียตกเป็นเมืองขึ้นหรืออาณานิคมของต่างชาติnbsp; ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้พวกเสรีนิยมหรือพวกความคิดเชิงวิพากษ์สงสัยว่าแล้วการโจมตีกรุงศรีอยุธยาของพม่าถึง 2 ครั้งโดยเฉพาะครั้งที่ 2 ที่ทำให้อาณาจักรถึงกับราบเป็นหน้ากลองกันเล่า ด้วยตามทฤษฎีของนักประวัติศาสตร์หัววิพากษ์นั้น รัฐชาติของไทยเริ่มมีจุดวิวัฒนาการมาเพียงแค่สมัยรัชกาลที่ 5nbsp; คือเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนจะมาเป็นชาติอย่างเต็มที่หรือการเกิดความรู้สึกพลเมืองที่มีสิทธิและเสรีภาพเท่ากันหรือในระนาบเดียวกันก็ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24nbsp; มิถุนายน ปี 2475nbsp; โดยคณะราษฎร ดังนั้นคำพูดของคุณดอนจึงเป็นเพียงการนำกรอบของการเมืองในยุคปัจจุบันมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ไทย ๆnbsp; แบบจอมปลอม/p pstrongแม้ว่าทฤษฎีเชิงวิพากษ์เช่นนี้ดูมีพลังและเป็นที่ยึดถือจากคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย แต่ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลหรือข้อโต้แย้งเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำให้กระบวนทัศน์หลักเกี่ยวกับความเป็นไทยที่พวกชาตินิยมแบบสลิ่มยึดถือสะเทือนเท่าไรนัก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้/strong/p p1.การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ว่าด้วยความยิ่งใหญ่ของคนไทยมาเกือบพันปีไม่ได้ล้มเหลวอย่างที่พวกหัวเสรีนิยมโจมตี เพราะเป็นเจตนาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจรัฐตั้งใจจะให้เป็นการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของรัฐมากกว่าจะปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความคิดอิสระเป็นของตัวเองโดยเฉพาะผ่านแบบเรียนในโรงเรียน ซึ่งคนไทยทุกคนต้องได้ผ่านเข้ามาในสมองถึงแม้ว่าในระดับมหาวิทยาลัย พวกเขาจะเรียนในคณะอื่นที่ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เมื่อพวกเขาเหินห่างจากห้องเรียนก็ต้องซึมซับแหล่งอื่นที่เป็นตัวป้อนความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่อาจทรงอิทธิพลกว่าแบบเรียนเสียด้วยซ้ำเช่นภาพยนตร์nbsp; ละครโทรทัศน์ หนังสืออ่านประโลมโลก การสนทนาทางเว็บต่างๆnbsp; ฯลฯ ก็ย่อมเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนซึ่งส่วนใหญ่มักถูกรัฐครอบงำหรือถูกผลิตจากคนที่ใช้มักใช้ความรู้ที่ถูกครอบงำจากรัฐมาอธิบาย จึงทำให้คนไทยจำนวนมากมีความเชื่อโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมผสมชาตินิยมทั้งสิ้น ตอกย้ำด้วยจิตวิทยาของคนทั่วไปที่ว่าต้องการมีคุณค่าและศักดิ์ศรีหรือความศักดิ์สิทธิ์ของตนและกลุ่มตนแล้ว (ตัวอย่างอื่นได้แก่ท้องถิ่นซึ่งพยายามรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของตนออกมาอย่างไม่คิดชีวิต)/p p2.แนวคิดที่บอกว่าประเทศไทยไม่มีตัวตนก่อนรัชกาลที่ 5 เป็นแนวคิดที่พวกชาตินิยมแบบสลิ่มมองว่าเป็นฝรั่งเช่นเดียวกับคำว่าประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน แนวคิดเช่นนี้แม้ดูสมเหตุสมผลแต่อาจทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าผู้พูดดูหัวรุนแรง อันเป็นผลให้พวกชาตินิยมแบบสลิ่มปฏิเสธและพยายามหาทฤษฎีเข้ามาตอบโต้ พวกเขาอาจเห็นว่า "ความเป็นไทย" นั้นได้ก้าวอยู่บนการสืบต่อกันอย่างไม่เป็นระเบียบของอาณาจักรเหล่านี้และพวกเขาก็ได้สร้างมันขึ้นมาใหม่โดยผ่านลัทธิราชาชาตินิยมเช่นคนไทยในยุคปัจจุบันรู้สึกว่าคนเหนือ คนใต้ คนอีสานเป็นพวกเดียวกับกรุงศรีอยุธยาเพราะพระนเรศวรเป็นกษัตริย์ไทยที่เก่งกล้าสามารถรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่ซึ่งก็เป็น "คนไทย" เหมือนกันแต่แตกพลัดกระจัดกระจายระหว่างทางที่อพยพจากเทือกเขาอัลไตให้สวามิภักดิ์กับอยุธยาได้ (ถึงแม้จะบอกไม่ได้ว่าเมืองใดบ้างแต่ก็คงเยอะพอดู หากใช้จินตนาการเข้าช่วย) ถึงแม้กรุงศรีอยุธยาอาจจะไม่มีเชียงใหม่ดังเช่นในภาพยนตร์พระนเรศวรตอนหนึ่งที่เจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งดูไร้ความเก่งกาจแต่อาจหาญมาต่อสู้กับกรุงศรีอยุธยา (ตัวผู้แสดงคือ ชลิต เฟื่องอารมณ์ซึ่งดูคล้ายกับอาจารย์ยิ่งศักดิ์มากกว่ากษัตริย์)nbsp; อันทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ก็เหมือนกับลูกน้องกระจอกที่หลงผิดไปอยู่กับฝ่ายพม่า สักวันเชียงใหม่ต้องซบอกอยุธยาอยู่วันยังค่ำจนมาสำเร็จอย่างจริงจังในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์/p p3.ด้วยกระแสการศึกษาแบบราชาชาตินิยมทำให้พวกชาตินิยมแบบสลิ่มรู้สึกต่อต้านคณะราษฎรผู้สถาปนาความเป็นชาติและหันมาให้ความสำคัญต่อบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่อยู่ก่อน ปี 2475 ไม่ว่าจะอยู่ในอาณาจักรใดซึ่งมักถูกนำเสนอในด้านบวกผสมกับความยิ่งใหญ่ แม้ว่ามีการนำเสนอถึงความชั่วร้ายหรือความอ่อนแอของกษัตริย์และอาณาจักรในยุคนั้นโดยเฉพาะสมัยอยุธยา แต่ถ้ามีการหักลบกับกษัตริย์ที่ทรงเก่งกาจหลายพระองค์เช่น สมเด็จพระนเรศวร พระเอกาทศรถnbsp; พระนารายณ์nbsp; ฯลฯ คนไทยที่ยึดถือลัทธิชาตินิยมแบบสลิ่มย่อมรับไม่ได้ที่จะมาหักล้าง "ประเทศไทย" ให้เหลืออยู่เพียงยุคหลังคณะราษฎรคือเพียง 80 กว่าปี อันมีอายุน้อยยิ่งกว่าประเทศ "ฝรั่ง" โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่พวกชาตินิยมแบบสลิ่มมองว่ามีวัฒนธรรมแบบประชานิยม (pop culture) แม้ได้รับความนิยมทั่วโลกแต่ก็หยาบกระด้าง สหรัฐฯ ยังเป็นเจ้าแห่งลัทธิบริโภคนิยม และอาชญากรรม nbsp;เยาวชนมั่วเรื่องทางเพศnbsp; เป็นประเทศหน้าไหว้หลังหลอก มีสำนักข่าวกรองที่โยงใยไปทั่วโลกอย่างเช่น ซีไอเอเพื่อตอบสนองความเป็นจักรวรรดินิยมมือเปื้อนเลือด a href="#_edn2" name="_ednref2" title=""[ii]/a มีอีกจำนวนไม่น้อยที่นอกจากจะยกย่องชาติไทยแล้วยังยกย่องมหาอำนาจที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ ไม่ว่าจีนหรือรัสเซียซึ่งน่าเป็นมิตรที่ดีสำหรับไทยเพื่อคานอำนาจกับสหรัฐฯ nbsp;บางพวกขุดเอากระแสนิยม (หรือคลั่ง) จีนจากพวกฝ่ายซ้ายเก่าเมื่อหลายทศวรรษก่อนมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ นั้นเริ่มหมดความหมายไปจากเวทีโลกแล้วเช่นเดียวกับทักษิณและเครือข่ายซึ่งบางสื่อของกลุ่มพันธมิตรกล่าวหาว่าเป็นลิ่วล้อหรือหุ่นเชิดของสหรัฐฯnbsp;/p pประเด็นนี้เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งในการสร้างอัตลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของไทยซึ่งเริ่มต้นจากการพยายามสร้างภาพในอดีตอันแสนยิ่งใหญ่ เช่นการที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้ศิลาจารึกหมายเลข 1 ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงในการบอกกับชาติตะวันตกว่ากรุงสยามนั้นมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยคือเมื่อหลายร้อยปีก่อน (แน่นอนว่าเมื่อมีผู้เสนอว่ารัชกาลที่ 4 ทรงปลอมศิลาจารึกย่อมถูกโจมตีจากพวกอนุรักษ์นิยมหรือในปัจจุบันยังอาจโดนดำเนินคดีอาญามาตรา 112 อีกด้วย) nbsp;และในภายหลังชนชั้นนำพยายามปฏิเสธฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งเคยยิ่งใหญ่กว่าตนเช่นสังคมอเมริกันให้แย่หรือโสมมเพียงใดa href="#_edn3" name="_ednref3" title=""[iii]/a สังคมแบบเผด็จการจารีตนิยมของไทยก็ยิ่งสามารถสร้างภาพฝันๆ ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันของตนให้สวยงามได้เท่านั้นและยิ่งผูกเข้ากับสถาบันกษัตริย์ด้วยแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วสหรัฐฯ มีส่วนในการสร้างอัตลักษณ์แบบไทยๆ ไม่น้อยดังเช่นในช่วงสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ให้การช่วยเหลือในการเผยแพร่ค่านิยมแบบไทยๆ เช่น สถาบันกษัตริย์เพื่อต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ดังงานวิชาการของณัฐพล ใจจริงได้ระบุไว้หรือแม้แต่แนวคิด วิถีชีวิตหรืออะไรอีกสารพัดที่เราคิดว่าเป็นไทย ถ้าสืบร่องรอยไปแล้วอาจจะได้รับอิทธิพลจากสังคมอเมริกันมาอย่างน่าขนลุก/p pนอกจากนี้พวกหัวเสรีนิยมอาจยกประเด็นด้านรัฐศาสตร์เกี่ยวกับปัญหาของนิยามว่า "รัฐ" หรือ "อธิปไตย" ในเชิงรัฐศาสตร์เช่นเราจะสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากได้อย่างไรว่าไทยมีอธิปไตยหรือมีอิสระอย่างเต็มที่ในนโยบายภายในประเทศหรือต่างประเทศ เช่นการมาเยือนของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นจะถือว่าเป็นการร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นฉันท์มิตร (ตามโฆษณาชวนเชื่อของละครเรื่องคู่กรรม) ได้หรือไม่ เพราะนอกจากเราต้องเป็นศัตรูกับฝ่ายพันธมิตรแล้ว ญี่ปุ่นยังสามารถยึดสถานที่ราชการของไทยไปใช้เป็นกองบัญชาการของตนตามใจชอบและยังสามารถพิมพ์ธนบัตรมาใช้เองได้โดยไม่ต้องขอทางฝ่ายไทยnbsp; หรือในช่วงสงครามเวียดนามที่ไทยเองแม้จะซบอกสหรัฐฯ ด้วยความสมัครใจเพราะได้งบประมาณช่วยเหลือมากมายตั้งแต่สมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ก็ต้องยอมรับว่านโยบายการต่างประเทศของไทยนั้นไม่สามารถถูกกำหนดให้เป็นอย่างอื่นได้ หรืออย่างกรณีที่สหรัฐฯ ใช้เราเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศถึง 13 แห่งในส่งเครื่องบินไปโจมตีเวียดนามเหนือ มีการขึ้นลงของเครื่องบินและการขนส่งอาวุธที่ไม่ต้องขออนุญาตหรือแจ้งทางฝ่ายไทยเสียก่อน หรือกรณีของคนไทยที่มีเรื่องพลั้งมือไปฆ่าทหารอเมริกันและถูกจับขึ้นศาลทหารของสหรัฐฯ โดยไม่อิงกับกระบวนการยุติธรรมของไทยnbsp; หรือแม้แต่ปัจจุบันที่กองทัพไทยซึ่งภาคภูมิใจกับประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ยุคของพระนเรศวรหรือก่อนหน้านั้นต้องดิ้นพล่านเหมือนกับแมวอยู่บนหลังคาสังกะสีร้อนๆnbsp; (cat on a hot tin roof) เมื่อสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเลิกซ้อมรบคอบราโกลด์หรือจะตัดความช่วยเหลือทางการทหารnbsp; นอกจากนี้รัฐบาลไทยไม่ว่าชุดไหนต้องแสดงความวิตกเมื่อถูกตัดสิทธิทางการค้าจากสหรัฐฯ ไม่ว่าเพราะการละเมิดลิขสิทธิ์หรือการถูกลดอันดับขั้นในเรื่องการค้ามนุษย์ nbsp;br /br /strongเราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมดังกล่าวนั้นเป็น "การแทรกแซง" นโยบายในทุกด้านของไทยมานานอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ให้ไทยผูกความภักดีต่อสหรัฐฯนับตั้งแต่สงครามเย็นจนมาถึงยุคแห่งการโอบล้อมจีนของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพิ่งเกิดมาเมื่อวันสองวันนี้เอง/strong/p pแต่ด้วยจินตนาการผสมกับการเลือกเชื่อในประวัติศาสตร์บางส่วน รวมไปถึงความไม่รู้ในหลักรัฐศาสตร์ พวกชาตินิยมแบบสลิ่มก็ย่อมปฏิเสธข้อมูลข้างบน เพราะพวกเขาเลือกจะเชื่อว่าการตกเป็นเมืองขึ้นนั้นมีลักษณะแบบเดียวกับญี่ปุ่นบุกยึดนานกิงของจีนจนเลือดไหลนอง หรือนาซีบุกยึดกรุงปารีสเป็นเวลาหลายปีที่ถึงขั้นบังคับให้มีภาษาเยอรมันอยู่เหนือภาษาฝรั่งเศสในป้ายต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไทยไม่เคยพบอย่างชัดเจนนักนอกจากกรณีของญี่ปุ่นซึ่งผู้เขียนคิดว่าคนไทยหัวชาตินิยมแบบสลิ่มจำนวนมากคงจะรู้จักและซาบซึ้งผ่านละครคู่กรรมซึ่งสร้างภาพของทหารญี่ปุ่นให้ดูสวยงามยิ่ง ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะมีคนไทยเท่าไรที่เชิดชูวีรกรรมของทหาร ตำรวจ ยุวชนทหารในการต่อสู้กับญี่ปุ่นเท่ากับชาวหมู่บ้านบางระจันที่รบกับพม่าเมื่อ 2 ร้อยปีก่อน จะมีคนไทยจำนวนเท่าไรที่รู้ว่าทหารญี่ปุ่นเคยทำทารุณกรรมกับคนไทยเช่นเกิดกรณีเคยไปตบหน้าพระภิกษุไทยที่จังหวัดราชบุรี จนทำให้คนไทยปะทะกับญี่ปุ่นจนเกือบจะขยายวงไปไกล (ดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริได้เล่าไว้ แต่ผู้เขียนเคยอ่านเจอก่อนหน้านี้ในหนังสือ “ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า” ซึ่งเขียนโดยประยูร ภมรมนตรี สมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร)nbsp; เหตุการณ์เหล่านี้วงการประวัติศาสตร์ไทยก็ไม่ได้ปกปิดแต่ไม่ได้ถูกนำเสนอได้เท่ากับการที่ โกโบริหรือ "พ่อมะลิ" ของ อังศุมาลินปฏิบัติต่อคนไทยอย่างให้เกียรติเยี่ยงมิตรnbsp;/p pสำหรับกรณีสหรัฐฯ และไทยในช่วงสงครามเวียดนามนั้น ในการสร้างภาพยนตร์หรือละครเพื่อสะท้อนนั้นดูเหมือนจะไม่ชัดเจนนักอาจเพราะความเกรงใจต่อสหรัฐฯ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นฝรั่งเศสหรืออังกฤษ (ดังนั้นพม่าจึงเป็นตัวล่อเป้าที่ดีที่สุด) จึงไม่กล้ามีใครกล้าทำภาพยนตร์เพื่อสะท้อนไปในเชิงการเมืองหรือต่อต้านอเมริกันอย่างชัดเจนเพื่อให้ถูกทางการเซ็นเซอร์เท่าไรนัก นอกจากสารคดีในช่องโทรทัศน์บางช่อง ผู้เขียนจำได้คลับคล้ายว่าเคยเห็นแต่ฉากในผับแถวจังหวัดอุดรธานีที่ทหารอเมริกันขี้เมาไปอาละวาดเลยปะทะกับคนไทยเลือดรักชาติ nbsp;ตัวอย่างมุมมองของพวกชาตินิยมแบบสลิ่มต่อสหรัฐฯ ที่ชัดเจนท่านหนึ่งคือคุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี บุตรีของจอมพลถนอม กิติขจรซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีไทยในช่วงสงครามเวียดนาม เธอได้ออกมาแถลงในนามของสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาเป็นทำนองว่าไทยนั้นเป็นเอกราชมายาวนานและมีเกียรติ ทั้งที่ในยุคของบิดาเธอนั้น ไทยได้ถูกสหรัฐฯ เข้าครอบงำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างมหาศาลประการใด (ทั้งที่ไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นเธอน่าจะอายุได้ nbsp;20 กว่าปีซึ่งควรจะรู้ความเกี่ยวกับโลกภายนอกได้ดีระดับหนึ่งแล้ว) แน่นอนว่าคำพูดของเธอในฐานะเป็นพวกไฮโซชอบออกงานสังคมพร้อมสามีซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ย่อมถูกผลิตซ้ำอยู่เรื่อยๆ ในนิตยสารสำหรับผู้หญิงซึ่งกลุ่มลูกค้าสำคัญมักเป็นพวกชาตินิยมแบบสลิ่มเช่นกลุ่มกปปส.a href="#_edn4" name="_ednref4" title=""[iv]/a/p pนอกจากนี้หากเราพิจารณาถึงคำว่า "ประชาธิปไตย" ที่คุณดอนได้กล่าวถึงนั้น คำว่าประชาธิปไตยของไทยนับตั้งแต่หลังปี 2475 เป็นต้นมานั้นหากเปรียบได้กับคนก็เหมือนกับคนที่ย้ำคิดย้ำทำ เดินกลับไปกลับมาโดยปัจจัยสำคัญนั้นก็คือกองทัพที่เข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยอยู่ตลอดมา ดังเช่นรัฐบาลที่คุณดอนรับใช้อยู่นั้น ย่อมทำให้ไทยนั้นเป็นเพียง born yesterday หรือเด็กเมื่อวานซืนเท่านั้นเองหากเปรียบเทียบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกnbsp; ถึงแม้ว่าประชาธิปไตยของชาติดังกล่าวจะมีปัญหาอยู่มากดังข่าวที่เรารับรู้โดยทั่วไปในสื่อแต่ก็ต้องยอมรับว่าสถาบันต่างๆ ของชาติเหล่านั้นมีพัฒนาการที่มั่นคงและยึดโยงอยู่กับประชาชนไม่มากก็น้อย ส่วนการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญเป็นว่าเล่นและร่างขึ้นมาใหม่ตามใจฉันภายใต้การเสแสร้งว่าเปิดให้มีการระดมความคิด รวมไปถึงการปิดกั้นการเสนอความคิดเห็นอย่างเสรีของประชาชนโดยข้ออ้างถึงความผิดปกติหรืออะไรก็ตามแต่ ก็เป็นข้ออ้างที่ประเทศเผด็จการมักจะอ้างกันอยู่เนืองๆ จากประโยคที่ว่าstrong "เรามีวิธีการของเราเองในการแก้ไขปัญหา"/strong สุดท้ายคำพูดของคุณดอนจึงไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าพวกเทคโนแครตทั้งหลายในรัฐบาลประยุทธ์ซึ่งสมองถูกแช่แข็งไว้ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จะสามารถเข้าใจประชาธิปไตยที่แท้จริงอะไรได้/p pแต่ประโยคข้างบนสามารถถูกปฏิเสธได้จากพวกชาตินิยมแบบสลิ่มเพราะรัฐแบบอนุรักษ์นิยมของไทยได้ปลูกฝังมานานว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งประดิษฐ์ของตะวันตกที่ไม่มีวันเข้ากับสังคมไทยหรือค่านิยมแบบไทยๆ ได้เป็นอันขาด nbsp;โดยที่พวกชาตินิยมแบบสลิ่มเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร อย่างเช่นกลุ่มกปปส.คิดว่าประชาธิปไตยแบบฝรั่งคือเลือกตั้งซึ่งไม่ได้เรื่อง ดังนั้นจึงต้องแก้แบบไทยๆ คือการไปปิดคูหาเลือกตั้งเพื่อเรียกร้องให้ทหารมายึดอำนาจเพื่อไล่ทักษิณและเครือข่ายออกไป แต่เมื่อพวกเขาถูกซุ่มโจมตี บาดเจ็บบ้าง เสียชีวิตบ้างจึงเรียกร้องหาสิทธิในการชุมนุมทางการเมืองซึ่งเป็นวาทกรรมของประชาธิปไตยแบบตะวันตก nbsp;แต่การที่พวกเขามักอ้างว่าเสื้อแดงในปี 2553 ไม่ควรได้รับสิทธิเช่นนั้นเหมือนพวกตนเพราะคนเหล่านั้นเป็นพวกล้มเจ้า เผาบ้านเผาเมืองก็สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจประชาธิปไตยแม้แต่น้อย ส่วนพวกทหารก็คิดเพียงอย่างเดียวว่าประชาธิปไตยคือการออกมาประท้วงเพื่อก่อความไม่สงบและเป็นกลยุทธ์ของเครือข่ายทักษิณในการล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว/p pดังนั้นกลายเป็นเป็นเรื่องตลกร้ายว่าเมื่อสื่อของพวกสลิ่มถูกทหารคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกเช่นเดียวกับกลุ่มเสื้อแดง ดูเหมือนพวกเขาจะออกมาต่อต้านแบบพองามก่อนจะเงียบหายไปไม่เหมือนกับตอนที่ละครเรื่อง "เหนือเมฆ 2" ต้องพ้นจากผังรายการโทรทัศน์ไปในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ nbsp;เพราะนอกจากแรงกดดันจากองทัพแล้ว พวกเขานั้นคงน้ำท่วมปากเพราะคงรู้ตัวดีว่าเคยสนับสนุนกองทัพแต่ก็ออกมาร้องแรกแหกกระเชอเรื่องเสรีภาพ ดังนั้นการสนับสนุนการประท้วงของนักศึกษาที่เกาะฮ่องกงหรือการยกย่องเสรีภาพในการแสดงออกของนิตยสารชาร์ลี เอบโดของพวกที่เคยร่วมชุมนุมกับกปปส.จึงดูสับสนเหมือนคำพูดของ nbsp;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ว่าเขามีหัวใจประชาธิปไตยที่ต้องควบคุมอำนาจ (จำกัดประชาธิปไตย) เพื่อรักษาประชาธิปไตยไว้/p pstrongสังคมไทยในอุดมคติของพวกชาตินิยมแบบสลิ่มก็คือประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือ Democracy in Thai characteristics nbsp;ซึ่งไม่มีวันเหมือนต่างชาติเช่น Democracy in American characteristics เป็นอันขาดและอาจจะไม่ตัวตนอยู่จริงนอกจากฟาสซิสต์แบบจำแลง/strongbr /br /พวกชาตินิยมแบบสลิ่มจึงปฏิเสธการกดดันจากนานาชาติหรือการจัดอันดับขององค์กรอิสระเกี่ยวการเป็นประชาธิปไตยของประเทศต่างๆ ทั่วโลก (แน่นอนว่าในปี 2015 ไทยได้รับการเปลี่ยนประเภทจากประเทศอิสระบางส่วนเป็นประเทศไม่อิสระไปเสียแล้ว) ในเชิงทฤษฎีสมคบคิดว่าเป็นการหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการร่วมกับกลุ่มอำนาจเดิมคือทักษิณในการกดดันให้รัฐบาลที่เต็มไปด้วยคนดีของคสช.หมดอำนาจไปในที่สุดnbsp; พวกชาตินิยมแบบสลิ่มจึงมีแนวโน้มที่จะตอบรับวาทกรรมแบบเพ้อฝันสุดขั้วอย่างเช่นการปิดประเทศหรือการตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯและตะวันตกได้อย่างไม่ละอายใจแม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดในโลกยุคที่พวกตนยังคงเสพความเป็นตะวันตกเช่นภาพยนตร์ฮอลลีวูด สินค้ามี แบรนด์จากยุโรปnbsp; การสื่อสารกันผ่านฮอตเมลและเฟซบุ๊ค หรือยังนิยมส่งลูกส่งหลานไปเรียนยังสหรัฐฯ หรืออังกฤษมากกว่าส่งไปที่จีนหรืออินเดีย/p pnbsp;/p divbr clear="all" /br / hr size="1" / div id="edn1" pa href="#_ednref1" name="_edn1" title=""[i]/a ผู้เขียนจำได้ว่าในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น หนังสือพิมพ์บางกอกโพสโจมตีว่าการดำเนินคดีของอภิสิทธิ์และสุเทพในกรณีปราบปรามคนเสื้อแดงด้วยความรุนแรงในปี 2553 นั้นมีแรงจูง ใจทางการเมืองแอบแฝงnbsp; แต่เนื่องจากผู้เขียนไม่สามารถซื้อหนังสือพิมพ์สำนักนี้อ่านได้ทุกวัน (เพราะอ่านไม่ทัน) จึงไม่แน่ใจว่าบางกอกโพสจะกล่าวถึงกรณีเล่นงานยิ่งลักษณ์เรื่องจำนำข้าวว่าเกิดจากแรงจูงใจอะไรกันแน่ แต่เท่าที่ได้อ่านมาดูเหมือนหนังสือพิมพ์จะไม่ยอมวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลทหารเหมือนกับของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่าไรนัก/p pnbsp;/p /div div id="edn2" pa href="#_ednref2" name="_edn2" title=""[ii]/a เป็นเรื่องน่าสนใจว่าความเกลียดชังหรือความรู้สึกต่อต้านสหรัฐฯ นั้นแต่ก่อนเคยถูกผูกขาดโดยฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมและระบบตลาดเสรี แต่ในกว่าทศวรรษที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการสมทบจากพวกอนุรักษ์นิยมคลั่งเจ้าหรือชาตินิยมแบบสลิ่มที่ชื่นชอบระบบตลาดเสรีและส่งลูกหลานไปเรียนอเมริกาเข้าทำนองว่าเป็น unlikely alliance หรือพันธมิตรที่ดูเป็นไปไม่ได้ (ดังนั้นกลุ่มซ้ายเก่าจำนวนมากจึงไปอยู่กับกปปส.เป็นจำนวนมาก) นอกจากนี้ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ซึ่งไม่ได้เป็นฝ่ายซ้ายแต่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมหัวก้าวหน้า อิงกับศาสนาและ ต่อต้านระบบทุนนิยมได้อ้างแนวคิดจากพวกฝ่ายซ้ายเช่นพวกอนาธิปไตยเพื่อวิจารณ์ประชาธิปไตยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเลือกตั้งอันจะเป็นการโจมตีทักษิณและเครือข่ายไปด้วยnbsp; แม้ว่าสุลักษณ์จะถูกโจมตีจากทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แต่เมื่อสุลักษณ์โจมตีทักษิณเป็นพิเศษ เขาก็จะได้รับการตอบรับจากพวกเสื้อเหลืองเป็นอย่างดีแม้ว่าพวกเสื้อเหลืองจะไม่ถึงขึ้นปฏิเสธระบบตลาดเสรีหรือว่าเป็นพวกเคร่งศาสนาก็ตาม/p pnbsp;/p /div div id="edn3" pa href="#_ednref3" name="_edn3" title=""[iii]/a สังคมไทยมีการมองสหรัฐฯ ในด้านดีและมีการรับเอาวัฒนธรรมแบบอเมริกันมาอย่างแพร่หลายยิ่งกว่าประเทศเจ้าประจำอย่างเช่นอังกฤษหรือฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษที่ 50 จนไปถึงปลายทศวรรษที่ 60nbsp; อันเป็นช่วงที่สังคมอเมริกันดู “เรียบร้อย” คือประณีตในเรื่อง ชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องแต่งกาย มีการแบ่งบทบาทระหว่างผู้ชายผู้หญิงอย่างเคร่งครัดเช่นผู้ชายไปทำงานนอกบ้าน ในขณะที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้านแม่เรือนคอยเลี้ยงลูกหรือเรื่องทางเพศที่หนุ่มสาวต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจnbsp; อันเป็นสังคมที่อิงอยู่กับค่านิยมวิกตอเรียนของอังกฤษอย่างมากจนสหรัฐฯ ในบางมุมของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเหมือนกับเป็นยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 nbsp;nbsp;จนถึงในปลายทศวรรษที่ 60nbsp; ที่หนุ่มสาวยุคเบบี้บูมเริ่มขบถทางบ้านและหันไปสร้างวัฒนธรรมแบบกระแสรองอย่างเช่นฮิปปีซึ่งสอดคล้องกับการปฏิวัติทางเพศ ปรากฏการณ์นี้น่าจะทำให้สังคมไทยเริ่มหมดรักสังคมอเมริกันซึ่งมีการเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะความหวาดระแวงว่ากระแสขบถของพวกเบบีบูมได้ทำให้เยาวชนไทยกระด้างกระเดื่องซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยคนหนุ่มสาวดังเช่น 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519nbsp; คนไทยเริ่มมองคนอเมริกันว่า “ถ่อย ชอบพูดหยาบคาย บ้าเซ็กซ์ ไร้ศีลธรรม”nbsp; ซึ่งจะกลายเป็นภาพที่ติดตาคนไทยโดยเฉพาะพวกชาตินิยมแบบสลิ่มจนถึงปัจจุบันโดยได้รับการเสริมแรงจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้คนไทยรู้สึกต่อต้านตะวันตก ต่อต้านอเมริกันนอกจากความรังเกียจต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และในปัจจุบันยังคบค้าสมาคมกับทักษิณ “ผู้โกงชาติและล้มเจ้า” อีกด้วย/p pnbsp;/p /div div id="edn4" pa href="#_ednref4" name="_edn4" title=""[iv]/a เป็นเรื่องตลกอย่างไรก็ไม่ทราบว่าผู้เขียนเองได้เรียนประวัติศาสตร์ไทยหรือตะวันตกผ่านนิตยสารสตรีแบบไฮโซไม่ว่า “แพรว” หรือ “ดิฉัน” ตั้งแต่ยังเด็กเพราะคุณแม่รับนิตยสารเหล่านี้เป็นประจำและเท่าที่จำได้ว่าประวัติศาสตร์ในนิตยสารเหล่านั้นซึ่งขาดการอ้างอิงแบบวิชาการและยังเน้นจุดยืนและมุมมองจากพวกเจ้าและพวกนิยมเจ้าnbsp; ที่ไม่น่าให้อภัยคือยังผสมระหว่างความเป็นจริงเข้ากับนิยายแบบพาฝันจนคนอ่านแยกไม่ออกระหว่างข้อมูลทางประวัติศาสตร์กับสิ่งที่จินตนาการขึ้นnbsp; แต่ที่สารในนิตยสารเหล่านั้นทรงพลังเพราะคนเสพเป็นชนชั้นสูงและกลาง เช่นเดียวกับรูปลักษณะของนิตยสารที่พิมพ์ 4 สีอย่างดี มีดาราชื่อดังถ่ายแบบ และนักเขียนก็มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับจากสังคม ในกว่าทศวรรษที่ผ่านมาจากการสังเกตของผู้เขียน บทความเกี่ยวกับสถานการณ์โลกที่นิตยสารเหล่านี้มีไว้ 2-3 หน้าเพื่อทำให้ดูมีสาระนอกเหนือจากการนำเสนอเรื่องส่วนตัวของไฮโซ ดารา หรือประวัติศาสตร์ชนิด “บ้านยังดีเมืองยังงาม” จะวิจารณ์พร้อมเสียดสีรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้จอร์จ ดับเบิลยู บุชในช่วงทำสงครามที่อิรักและอัฟกานิสถานเพื่อเป็นการเสริมแรงในการโจมตีทักษิณไปในตัว/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XjyOl2C3UYQ" height="1" width="1" alt=""/

หกประเด็นปัญหา ร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ อวตารของกฎอัยการศึก

Sun, 01/02/2015 - 09:41
!--break--!--break-- pnbsp;/p pร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ หรือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ฉบับที่ร่างโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตำรวจซึ่งเป็นผู้รับหน้าที่หลักในการดูแลควบคุมการชุมนุมทั้งใหญ่และเล็กที่เกิดขึ้น กำลังจะนำประสบการณ์และช่องโหว่ของกฎหมายที่มีอยู่มาร่างกฎหมายเพื่อหวังเพิ่มเครื่องมือในการทำงานให้กับตัวเองbr /br /หากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน อาจมีหลักการหลายอย่างในการจัดการชุมนุมและการควบคุมการชุมนุมที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้br /nbsp;/p h4strong1. การชุมนุมจะต้องแจ้งก่อน และตำรวจอาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งห้ามชุมนุมก็ได้/strong/h4 pในร่างมาตรา11 เขียนไว้ว่า " ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะและการชุมนุมนั้นอาจจะกระทบต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ให้มีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง/p pให้ถือว่าผู้เชิญชวนหรือนัดหมายให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด รวมทั้งผู้ขออนุญาตใช้สถานที่หรือเครื่องขยายเสียงหรือขอให้ทางราชการอำนวยความสะดวกในการชุมนุมเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะตามวรรคหนึ่ง”/p pแม้ภาษาของร่างฉบับนี้จะเขียนว่าผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมต้อง “มีหนังสือแจ้ง” แต่ขณะเดียวกันในร่างมาตรา 13 ตำรวจมีอำนาจสั่งให้ผู้จัดการชุมนุม “แก้ไข” ได้ ซึ่งหมายความว่าอาจถูกสั่งให้เปลี่ยนสถานที่ หรือวันเวลาการชุมนุม และหากไม่ยอมแก้ไข ตำรวจก็มีอำนาจสั่ง “ห้ามชุมนุม” ได้ ดังนั้นจึงเท่ากับร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้คำว่าต้อง “มีหนังสือแจ้ง” แต่โดยกระบวนการที่กำหนดก็คือการต้อง “ขออนุญาต” นั่นเองnbsp;nbsp;/p pnbsp;/p h4strong2. การชุมนุมอาจถูกตีความให้เข้าข่าย “การชุมนุมที่ไม่สงบ” ได้ง่าย/strong/h4 pในร่างมาตรา 7 วรรค 2 เขียนไว้ว่า “การชุมนุมสาธารณะใดมีการขัดขวางหรือกีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือ ทางสาธารณะได้ตามปกติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาทางนั้น หรือทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร หรือมีการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือมีการกระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ”br /br /การชุมนุมในที่สาธารณะหรือการออกมาเรียกร้องบนท้องถนน โดยสภาพแล้วย่อมเกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้ทางสาธารณะเป็นปกติธรรมดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบัญญัติถึงขอบเขตเหตุแห่งการชุมนุมสาธารณะที่ไม่สงบกว้างจนเกินไป อย่างเช่นข้อความว่า “หรือมีการกระทำการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยเฉพาะ” “ หรือทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร” โดยไม่ชัดเจนว่าอะไรคือความหมายของ “เหตุอันควร” ? และต้องปล่อยให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ นั้นเป็นอันตรายต่อการตีความในทางที่เป็นผลร้ายต่อการใช้สิทธิของประชาชนbr /br /หากวันนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจนเกษตรกรไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงไว้ได้ ประชาชนเดือดร้อนจากนโยบายการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรมของรัฐ ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินเพราะแผนแม่บทป่าไม้ของรัฐบาล ชาวบ้านได้รับสารเคมีจากการทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐส่งเสริม การออกมาชุมนุมปิดถนนเรียกร้องเพราะได้รับผลกระทบเดือดร้อนเรื่องปากท้อง เรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากโครงการนโยบายหรือกฎหมายต่างๆ ของรัฐนั้น เช่นนี้จะตีความว่าเป็น “เหตุอันควร” ที่พึงคาดหมายได้แล้วหรือไม่/p h4br /strong3. บทลงโทษสำหรับการชุมนุมที่เป็นความผิดตามร่างกฎหมายฉบับนี้/strong/h4 pสำหรับผู้จัด ผู้เชิญชวน ให้เข้าร่วมการชุมนุม ผู้สนับสนุนช่วยเหลือการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายของร่างพ.ร.บ.นี้ มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทbr /br /ขณะที่ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายนี้ รวมไปถึงการทำแฟลชม๊อบ การสวมหน้ากากหรือปิดบังใบหน้า มีโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท/p pตามร่างกฎหมายนี้ การชุมนุมแทบทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องหรือแสดงออกในเรื่องใดๆ ก็ตาม หากออกมาในพื้นที่สาธารณะหรือบนท้องถนนก็อาจถูกตีตราไว้ก่อนแล้วว่าเป็นการชุมนุมอันอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบกฎหมายจึงไม่คุ้มครองการชุมนุมนั้น ทำให้ต้องผ่านกระบวนการ “ขออนุญาต” จากตำรวจก่อนbr /br /strongประเด็นปัญหาประการแรก /strongการชุมนุมที่ต้องได้รับการอนุญาตจะสามารถเรียกว่าเป็น “การชุมนุม” ได้หรือไม่? เพราะการชุมนุมไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงการแสดงออกที่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนเท่านั้น แต่การชุมนุมคือการสร้างพื้นที่ต่อรอง กดดัน ให้ภาครัฐรับฟังหรือทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน ในกรณีที่ภาครัฐเป็นคู่กรณีกับผู้ชุมนุม ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลที่การชุมนุมจะต้องส่งหนังสือเพื่อขอให้คู่กรณีอนุญาตก่อนnbsp;br /br /strongประเด็นปัญหาประการที่สอง/strong การแสดงความคิดเห็น การประท้วงคัดค้าน ต่อกฎหมายหรือนโยบายของรัฐnbsp; โดยการกีดขวางทางจราจร การนั่ง, นอนประท้วงปิดกั้นทางสาธารณะ แม้จะเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิของปัจเจกชนอื่นๆ ทำให้บุคคลอื่นไม่อาจใช้สิทธิได้ดังในภาวะปกติ แต่สิทธิที่ถูกกระทบกระเทือนนี้ไม่ได้เป็นสิทธิในชีวิต หรือเนื้อตัวร่างกาย เป็นเพียงสิทธิในการได้รับบริการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน ทางสาธารณะ อย่างสะดวกสบายเท่านั้น ซึ่งการกระทบกระเทือนต่อสิทธิก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น และยังสามารถเลี่ยงไปใช้ทางสาธารณะทางอื่นได้ เมื่อเทียบกันแล้วการเปิดพื้นที่ให้กับสิทธิในการชุมนุมย่อมสำคัญกว่าbr /br /strongประเด็นปัญหาประการที่สาม /strongคำว่า “การรักษาความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” เป็นคำที่ถูกใช้อ้างเพื่อลิดรอนสิทธิของประชาชนอย่างพร่ำเพรื่อมากจนเกินไป การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ซึ่งก็คือสาเหตุของการที่ประชาชนเดือดร้อนจนต้องมาแสดงออกโดยการชุมนุมสาธารณะ การชุมนุมเป็นภาพสะท้อนจากข้อผิดพลาดทางนโยบายหรือกฎหมายต่างๆของตัวรัฐเอง การสร้างขอบเขตบรรทัดฐานของการชุมนุมให้อยู่ภายใต้ “ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” เช่นนี้ จึงการโยนความรับผิดให้กับผู้ชุมนุมว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาเท่านั้น โดยละเลยที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงbr /br /strongประเด็นปัญหาประการที่สี่/strong การบัญญัติหลักการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เป็นหลักการทั่วไปไว้ในรัฐธรรมนูญก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเป็นกรอบในการใช้สิทธิในการแสดงออก หากต้องการแก้ไขปัญหาการชุมนุมที่มีความรุนแรงไม่ได้ยึดหลักสันติอหิงสา ดังเช่นการชุมนุมทางการเมืองระหว่างสองสีเสื้อที่ผ่านมา ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบด้วยว่าเกิดจากสาเหตุใด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดจากการไม่มีตัวบทกฎหมายที่ดีพอ หรือเป็นเกมส์ทางการเมืองที่เจ้าหน้าที่รัฐมีเจตนาปล่อยปะละเลย จงใจให้มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายตน/p pstrongประเด็นปัญหาประการที่ห้า/strong สิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุดก็คือ การผลักให้การชุมนุมขับเคลื่อนของประชาชนเป็นการชุมนุมที่อาจเข้าข่าย “ไม่สงบ” ได้อย่างง่ายดาย หากร่างพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฉบับนี้ประกาศใช้ อาจจะกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมสำหรับใช้บทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงในการปิดปากประชาชนฝ่ายตรงข้ามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันกับแนวทางของผู้มีอำนาจในขณะนั้น และอาจเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังจัดการสลายผู้ชุมนุมดังเช่นเหตุการณ์การ “ขอคืนพื้นที่” ชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนทำร้ายผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน/p pstrongประเด็นปัญหาประการที่หก /strongการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นหรือเรียกร้องต่อสาธารณะถือเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ไม่ควรที่จะถูกปิดกั้น และไม่จำเป็นจะต้องขออนุญาตจากผู้ใด โดยเฉพาะในสังคมที่มีรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างรุนแรง การพยายามออกกฎหมายเพื่อจำกัดขอบเขตของการชุมนุม ว่าต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและต้องเคารพต่อระบบกฎหมายโดยรวมของรัฐ ย่อมเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ต่อไปแม้กระทั่งหลังมีการยกเลิกกฎอัยการศึกและคืนอำนาจให้ประชาชนแล้วก็ตามbr /br /ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีแนวโน้มจะเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าปกป้องดูแลสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งไม่ต่างจากการใช้กฎอัยการศึกควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพียงแต่เปลี่ยนจากบทบาทของทหารเป็นตำรวจ และเปลี่ยนอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเป็นอำนาจที่มีขั้นตอนแต่ให้ผลไม่ต่างกันเท่านั้นเอง/p pstrongและเมื่อไม่มีพื้นที่ให้กับขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ก็จะยิ่งปราศจากซึ่งเครื่องมือในการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการ สวนทางกับแนวทางการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศเพราะการปฏิรูปนั้นไม่สามารถกระทำได้หากไม่มีพื้นที่ที่เปิดกว้างให้เสียงของประชาชน/strong/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tql52sRvDQY" height="1" width="1" alt=""/

10 ปีประชาไท : ‘นิธิ’ ถอดรหัสอุดมการณ์สื่อเก่ากับความหวังสื่อใหม่อิสระจาก ‘รัฐ-ทุน’

Sun, 01/02/2015 - 04:47
pนิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์วัฒนธรรมสื่อในฐานเครื่อมือของ ‘รัฐ-ทุน’ สู่อำนาจทางวัฒนธรรมของอุดมการณ์ผ่านการเซ็นเซอร์ตัวเอง ชี้โฆษณามาพร้อมกับการควบคุมสาร ความบันเทิงถูกใส่รหัสทางอุดมการณ์ และความหวังในสื่อใหม่ที่อิสระจาก ‘รัฐ-ทุน’/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมาในงานครบรอบ 10 ปี ประชาไท นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวปาฐกถาทศวรรษประชาไทในงานดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนสุขุมวิท โดยมีรายละเอียดคำปาฐกถา ดังนี้/p p align="center"0000/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7416/15784533933_408c56a391.jpg" //p pspan style="color:#0000cd;"strongวัฒนธรรมสื่อ/strong/span/p pเราทุกคนมีชีวิตอยู่ในสิ่งซึ่งฝรั่งเรียกว่า “วัฒนธรรมสื่อ” หมายความว่าครอบครัว โรงเรียน วัด หรือแม้แต่รัฐบาลเองมีความสำคัญน้อยมากเลย สิ่งมันทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ เข้าไปอยู่ในสังคมได้ มีสถานะตนเอง บอกได้ว่าเราคือใคร คือสร้างอัตลักษณ์ตัวเรา ทั้งมดเหล่านี้ผ่านสื่อทั้งนั้นเลย ถ้าเด็กอ่านหนังสือออก เด็กดูทีเป็น เล่นอินเตอร์เน็ตเป็น โรงเรียนเกือบจะไม่มีความหมายแล้ว คุณสามารถให้ทุกอย่างผ่านสื่อทั้งหมด แน่นอนรวมทั้งความบันเทิงด้วย สรุปก็คือเราเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมสื่อ/p pspan style="color:#0000cd;"strongเครื่องมือกล่อมเกลาให้ยอมรับอุดมการณ์ของรัฐและทุน/strong/span/p pแต่ในวัฒนธรรมสื่อนี้ เมื่อเราใช้ได้ รัฐและทุนก็ใช้ได้เหมือนกัน และก็ใช้ได้อย่างค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าประชาชนแต่ละคนที่อยู่ใต้รัฐและทุนด้วยซ้ำ/p pถามว่ารัฐใช้อย่างไร ขอสรุปสั้นๆ ได้ว่า รัฐใช้สื่อทุกรูปแบบเพื่อกล่อมเกลาให้ประชาชนยอมรับอุดมการณ์ของรัฐและทุน อุดมการณ์ในที่นี้ขอแปลตามมาร์กซ์ที่ว่ามันหมายถึงชุดความคิดชุดหนึ่งที่ทำให้คนยอมรับอำนาจและการตัดสินใจนโยบายทั้งหมดที่รัฐและทุนวางไว้ให้/p pในท่ามกลางวัฒธรรมสื่อ มันเกิดสื่อชนิดใหม่คือพวกสื่ออนไลน์ทั้งหลายที่พึ่งเกิมมาช่วง 20-25 ปี ที่ผ่านมา ที่มันทำให้สื่อออนไลน์เป็นสื่อชนิดใหม่ที่เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้นตลอดเวลา/p pspan style="color:#0000cd;"strongสื่อในฐานะกลุ่มทุนขนาดใหญ่/strong/span/p pความเสื่อมโทรมของสื่อ ในวัฒนธรรมสื่อ พวกสื่อเก่าทั้งหลาย สื่อกระดาษ สื่อภาพยนตร์ สื่อเพลง นี่ จริงๆแล้วมันมีความเสื่อมโทรมของสื่อเก่าค่อนข้างมากทีเดียว และคนที่พูดถึงสื่อเก่าหรือวิเคราะห์สื่อไปได้อย่างค่อนข้างจะครบถ้วนมากๆ คือ นอม ชอมสกี จึงอยากนำความคิดของ นอม ชอมสกี เพื่อจะมาพูดถึงความเสื่อมโทรมของสื่อในประเทศไทยอย่างเดียวกัน/p pสิ่งแรกคือ ชอมสกี พูดถึงสื่อมันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ประเทศไทยครั้งหนึ่งมันเป็นเรื่องชนชั้นกลางตัวเล็กๆ ไม่กี่คนที่มีความคิดแบบเดียวกัน คิดว่าตัวเองควรมีบทบาทอย่างไรในฐานะของผู้ที่จะเป็นสื่อให้กับสังคม และสร้างสื่อขึ้นมาแล้วทะเราะกับนายทุน แล้วออกย้ายโรงพิมพ์อะไรร้อยแปด แต่ปัจจุบันนี้ครั้งสุดท้ายที่พวกท่านได้ยินว่า บก.ยกทีมลาออก มันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็จำไม่ได้/p pสื่อมันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ยิ่งสื่อทีวีที่ต้องลงทุนสูงมาก ยิ่งต้องเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าสื่อขนาดใหญ่ขนาดนี้ มันสัมพันธ์กับทุนและรัฐอย่างแยกกันไม่ได้ เพราะเหตุผลที่ว่าสื่อขนาดใหญ่นั้นจำเป็นที่จะต้องได้กำไรจากการโฆษณา ไม่สามารถจะฟื้นคืนทุนได้ถ้าคุณไม่ได้รับเงินรายได้จากการโฆษณา/p pฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าระหว่างการเลือกการเป็นสื่อที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อสังคมกับการลือกเป็นสื่อที่รับใช้อุดมการณ์ของรัฐและทุน คิดว่าสื่อเก่าทั้งหลายมันไม่มีทางเลือกมากนัก คุณต้องรับใช้อุดมการณ์ของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8605/16216944458_0ac90fcd61.jpg" //p pมีเรื่องหนึ่งที่ ชอมสกี เล่าไว้อย่างน่าสนใจ กรณีวอเตอร์เกท แล้วบอกว่าสื่ออเมริกันมันเก่งมากต่างๆนานาที่สามารถล้วงเข้าไปในคอแล้วเอาข้อมูลลึกลับต่างๆออกมาแฉจนกระทั่งประธานาธิบดีต้องลาออก แต่ในความเป็นจริงแล้วการที่รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยสืบราชการลับหรือ FBI อะไรก็ตามแต่ เข้าไปสืบค้นตรวจสอบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ทำกับพรรคเดโมแครตพรรคเดียว แต่เป็นครั้งแรกที่คุณกล้าทำกับพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคที่ทั้งทุนขนาดใหญ่ทั้งหลายในอเมริกาลงทุนไปกับพรรคนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองนโยบายแข่งกันกับพรรครีพลับบิกัน จริงๆแล้วประธานาธิบดีอเมริกาทั้งจากเดโมแครตและรีพลับบิกันได้ส่งทั้ง FBI และหน่วยสืบราชการลับเข้าไปค้นพรรคการเมืองชื่อ The Socialist Worker Party ซึ่งเป็นพรรคที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมาก่อนหน้าที่จะเข้าไปในวอเตอร์เกท 10 ปีแล้ว จะกระทั่งกลายเป็นคดีในศาลด้วยซ้ำไป/p pฉะนั้นการที่สื่อสหรัฐเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องนี้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย หรือเพื่อปกป้องเครื่องมือสำคัญของทุนกลุ่มหนึ่งที่ใช้พรรคเดโมแครตเป็นเครื่องมือในการต่อรองนโยบาย ซึ่งก็ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งสื่อของสหรัฐไม่เคยลงเรื่องของชาวกัมพูชาจำนวนประมาณ 2 แสนคนที่ถูกระเบิดของสหรัฐเองในสงครามอินโดจีนแล้วหนีเข้าไปในพนมเปญ มีผู้สื่อสหรัฐที่อยู่ในพนมเปญไม่เคยสัมภาษณ์คนที่อพยพมา 2 แสนคนนี้ แต่ไปสัมภาษณ์คนในพนมเปญว่ารู้สึกเดือดร้อนไหมที่มีคน 2 แสนคนอพยพมา ซึ่งก็แน่นอนที่จะตอบจะเป็นเดือดร้อน เป็นต้น/p pทั้งหมดเหล่านี้ ชอมสกี้ิชี้ให้เห็นว่าเพื่อทำให้ตัวอุดมการณ์หลักของสหรัฐในฐานะผู้ปกป้องสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพ มันไม่ถูกตั้งคำถาม จากประชาชนชาวอเมริกัน เพราะฉะนั้นสื่อก็ทำหน้าที่อย่างนี้ตลอดมา/p pซึ่งทำให้เรามาย้อนคิดให้เห็นว่าแล้วสื่อไทยเสนออะไร ในกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ตอนล่างของประเทศเป็นระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างชัดที่สื่อไทยไม่เคยเข้าไปถึงเหยื่อที่แท้จริง สื่อกระแสหลักไม่ได้พูดถึงเหยื่อเหล่านี้ เหยื่อทั้งหลายไม่ว่าจะถูกอุ้มถูกจับไป ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขในสื่อกระแสหลัก แต่มันไปไม่ถึงตัวเหยื่อและครอบครัวของเขาจริงๆ เพราะฉะนั้นภาพของชาวมุสลิมมาลายูภาคใต้จึงกลายเป็นคนลี้ลับ อยู่ในที่มืด อยู่ในที่ซึ่งเป็นศตรูกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่ว่าเป็นอุดมการณ์ของเราเท่าที่รัฐได้สอนเรามาค่อนข้างมาก อย่างกรณีกรือเซะนั้นมีสื่อกระแสหลักบางฉบับถึงขนาดเขียนภาพมีดลงไปในมือเหยื่อที่ถูกฆ่าตายด้วยซ้ำ เพื่อทำให้ภาพขอคนที่ถูกยิงตายในกรือเซะนั้นสอดคล้องกับตัวเนื้อข่าวที่อยู่ข้างๆว่าคนเหล่านี้คือผู้ก่อการเริ่มต้น คือผู้ริเริ่มให้เกิดความรุนแรงขึ้น ความรุนแรงไม่ได้มาจากรัฐแต่มาจากคนกลุ่มนี้/p pเหตุดังนั้นจึงคิดว่าสื่อไทยกับสื่ออเมริกันก็ไม่ต่างกัน มีหน้าที่รับใช้อุดมการณ์ของรัฐและทุน/p pสื่อต้องทำอย่างนั้น ถ้าดูในรายละเอียดจะพบว่าสื่อต้องพึ่งกับโฆษณาเป็นอย่างมาก พบว่าสื่อเวลาตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ฝ่ายโฆษณาเป็นฝ่ายที่ให้การตัดสินใจของเขา เพราะฉะนั้นโฆษณาคือตัวที่บังคับกระแสของสื่อค่อนข้างมาก ซึ่งคนทำโฆษณาเป็นคนที่ใกล้ชิดกับทุนที่สุดในบรรดาสื่อทั้งหมด บางที่นั่งอยู่ในกอง บก. ด้วยซ้ำ เท่ากับสื่อกระแสหลักมันมีรัฐและทุนนั่งอยู่ในกองบก.อยู่ตลอดเวลา/p pspan style="color:#0000cd;"strongการเซ็นเซอร์ตัวเอง/strong/span/p pอีกอันที่ชอมสกี พูดไว้และคิดว่าตรงกับไทยก็คืออำนาจทางวัฒนธรรมของอุดมการณ์ คืออุดมการณ์ไม่ได้มากับอำนาจเรียกไปปรับทัศนคติ มันไม่ใช่แค่นั้น ที่ใหญ่กว่าอำนาจดิบแบบนี้ คืออำนาจในทางวัฒนธรรม อำนาจที่ทำให้เราเห็นว่าชีวิตมันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทางที่อุดมการณ์รัฐและทุนได้วางไว้ และคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่มำให้คนที่ทำสื่อจำเป็นต้องเซนเซอร์ตัวเอง ไม่ใช่เซนเซอร์ด้วยความกลัว แต่เซนเซอร์ตัวเองด้วยความรู้สึกว่าทำให้เราขาดเพื่อน ทำให้เราไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้เราไม่สามารถที่จะไปสมัครงานที่สำนักพิมพ์อื่นได้หากถูกไล่ออก เช่น ถ้ามีประวัติว่าเคยสนใจเจาะลึกกรณีผู้ต้องหาตามมาตรา 112 อย่างจริงจัง ซึ่งจะพบว่าสื่อกระแสหลักของไทยแทบจะไม่รายงานตรงนี้เลย หากคุณจะมารายงานเรื่องนี้ ทำให้เขาไม่เป็นแต่เพียงคนบ้า เป็นคนที่ไร้สติหรือคนที่แหกคอกจนเกินไป แต่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ขึ้นมาคนหนึ่งที่มีครอบครัว มีความคิดถูกบ้างผิดบ้างเหมือนอย่างเราท่านทั้งหลาย หากรายงานสิ่งนั้นอาจหางานที่สำนักพิมพ์อื่นทำยาก ไม่ใช่เพราะกลัวที่จะรับ แต่เพราะคนอื่นกลัวที่จะเอาคนต่างดาวมาทำงานด้วย คืออุดมการณ์มันครอบงำจนกระทั่งทำให้คนที่ไม่อยู่ในอุดมการณ์นั้นมันเป็นคนที่ไม่รู้จะดีลกับมันอย่างไร เป็นมนุษย์ต่างดาวไป/p pเพราะฉะนั้นมันจะมีการเซ็นเซอร์ตัวเองที่น่ากลัวกว่าเซนเซอร์ด้วยความกลัว เพราะเซนเซอร์ด้วยความกลัวมันยังมีการหลบๆหลีกๆได้ แต่เซนเซอร์ด้วยอุดมการณ์ที่เราไม่กล้าที่จะแตกต่างทางอุดมการณ์ ซึ่งอันนี้น่ากลัวกว่า/p pspan style="color:#0000cd;"strongสื่ออยู่รอดได้ด้วยเงินโฆษณาไม่ใช่ด้วยจำนวนยอดขาย/strong/span/p pในขณะที่สถานะผู้อ่านหรือผู้ชมทีวีเป็นรองอย่างยิ่ง คือจริงๆแล้วหนังสือพิมพ์หรือสื่อที่มีผู้อ่านผู้ชมจำนวนมาก ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่รอด สื่อทั้งหลายอยู่รอดได้ด้วยเงินโฆษณาหรือด้วยธุรกิจโฆษณาไม่ใช่ด้วยจำนวนยอดขาย/p pมันมีกรณีอันหนึ่งที่น่าสนใจมากที่ชอมสกียกขึ้นมา และคิดว่าน่าตื่นเต้นดี คือเขาพูดถึงหนังสือพิมพ์อังกฤษฉบับหนึ่งชื่อเดลี่เฮเรล เมื่อสมัยที่ขายดีมันขายดีกว่าหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ เดอะไฟแนสเชียลไทมส์และเดอะการ์เดียน รวมกัน 3 ฉบับ และในท้ายสุดมันก็ปิดตัวเองเพราะมันขายให้กับกรรมกร ทำให้โฆษณาไม่มาลงกับหนังสือพิมพ์นี้ แสดงให้เห็นว่ายอดขายไม่มีความหมาย/p pทำให้นึกถึงกรณี ไอทีวี เมื่อครั้งที่ยังมีอยู่นั้น ตลาดทั้งหลายแม่ค้าพ่อค้าจะเปิดไอทีวีคาไว้ ไม่ได้ดูเพลงลูกทุ่งหรือละครช่อง 3 แต่เขาดูไอทีวี ดูข่าว ที่ตรงกันกับการสำรวจทั้งในยุโรปและอเมริกาส่วนใหญ่อยากจะมีรายการข่าวและสาระกว่าที่ทีวีอเมริกันเป็นอยู่ แต่เอเจนซี่โฆษณาไม่เห็นด้วย เหตุดังนั้นไอทีวีก็ถูกเรตติ้งว่าเป็นช่องที่ไม่มีคนดู จึงสงสัยว่าวิธีเรตติ้งในประเทศไทยมันต้งเอียงข้างเข้าชนชั้นที่มีกำลังซื้อเท่านั้นที่ถูกเรต ชนชั้นที่ไม่มีกำลังซื้อถึงจะมีจำนวนมากก็ไม่ถูกเรต จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าวิธีการวัดปริมาณผู้ชมทีวีในประเทศไทยยังเที่ยงตรงหรือไม่/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8582/16217178030_3c330e8dd6.jpg" //p pspan style="color:#0000cd;"strongความบันเทิงเป็นวัฒนธรรมที่มีการใส่รหัสทางอุดมการณ์/strong/span/p pนักโฆษณาจะเชื่อว่าคนชอบความบันเทิงมากกว่า และฟังดูเหมือนความบันเทิงเป็นสิ่งที่มันไม่ได้แทรกอุดมการณ์อยู่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ความบันเทิงมันเป็นวัฒนธรรม อยู่ๆเกิดมาคุณไม่ได้หัวเราะเอง คุณถูกสอนให้หัวเราะต่างหาก คุณถูกสอนให้รู้ว่าสิ่งนี้คือความสนุก สิ่งนี้ไม่สนุก เพราะฉะนั้นความบันเทิงจึงไม่ใช่ธรรมชาติ และความที่เราถูกสอนให้สนุกกับอะไร ไม่สนุกกับอะไร มันเป็นวัฒนธรรม และในวัฒนธรรมนั้นมันสามารถแทรกสิ่งที่เป็นอุดมการณ์อยู่ เข้ามาว่าอะไรคือความบันเทิงได้ด้วย/p pและในทุกรัฐในโลกนี้ที่มีสื่อ ความบันเทิงถูกใช้ในการใส่รหัสบางอย่างที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ลงไปแยะมากๆเลย อย่างเช่นที่หลายๆคนวิจารณ์ละครทีวีในประเทศไทยมันใส่รหัสการกดขี่ผู้หญิงใส่รหัสชนชั้น การเหยียดชนชั้น การรังเกียจคนอิสาน แยะมากมายในละครทีวี ที่เรารู้สึกตลก สนุกหรืออินอยู่กับละครเหล่านั้น/p pspan style="color:#0000cd;"strongสื่อใหม่เป็นความหวัง/strong/span/p pเหตุดังนั้นจึงคิดว่าสื่อใหม่หรือสื่อที่อยู่ในโลกไซเบอร์เป็นความหวังค่อนข้างมากเลย แต่ถึงอย่างไรหากไม่หวัง สื่อเก่าก็ต้องตายอยู่แล้ว เวลานี้คนก็ดูทีวีน้อยลงเพราะไปดูทีวีที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตมากกว่า คนอ่านหนังสือพิมพ์ยอดขายก็ตกลงทุกฉบับเพราะเราไปอ่านสื่อที่อยู่ในโลกไซเบอรมากกว่าเป็นต้น ฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้จากสื่อเก่า จากความเสื่อมและความใกล้ล่มสลายของสื่อเก่าจึงคิดว่าเราเรียนรู้อะไรได้แยะ/p pspan style="color:#0000cd;"strongโฆษณากับการควบคุมสารแยกจากกันไม่ได้/strong/span/p pประการแรกคือ เรื่องการโฆษณา หลายคนคิดถึงเวลาทำสื่อออนไลน์วาจะทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ และคิดถึงการโฆษณา ยังมองไม่เห็นว่ามันจะมีหนทางอย่างไรถ้าเรารับโฆษณาและเรายังจะสามารถเป็นอิสระได้อยู่ โฆษณากับการควบคุมสารแยกจากกันไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องหาทางอยู่ให้ได้โดยไม่มีโฆษณา/p pspan style="color:#0000cd;"strongผู้อ่านคือหลักสำคัญที่จะต้องตอบสนอง ไม่ใช่ผู้วางโฆษณา/strong/span/p pสื่อออนไลน์ที่ไม่มีโฆษณา มีสื่ออันหนึ่งในฝรังเศสที่น่าสนใจ คือ ‘a href="http://www.mediapart.fr/"mediapart/a’ ที่ทำโดยคนที่ลาออกมาจากเลอม็อง ทำสื่อออนไลน์ วันหนึ่งออก 3 กรอบ ที่สามารถอ่านได้แต่เช้ายันกลางคืน สื่อนี้สามารถขุดคุ้ยการเมืองฝรั่งเศส วิธีจะบอกรับสื่อนี้ เขาให้รับได้ 15 วันในราคา 1 ยูโร แต่ครบ 15 วันหากติดใจ ต้องเป็นสมาชิก โดยค่าสมาชิกอยู่ที่ 9 ยูโร ต่อเดือน ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 1 แสนราย นอกจากนั้นมีรายได้ 2.5 ล้านยูโรต่อเดือน ประมาณ 90% ของรายได้ ได้มาจากค่าสมาชิก มาคนทำงาน 30 คน ได้รับเงินเดือนอย่างเดียวกับที่สื่อกระแสหลักได้รับ ดังนั้นมันเป็นไปได้ แม้จะบอกว่าฝรังเศสกับไทยต่างกัน ซึ่งก็เห็นด้วยที่ยังต่างกันอยู่มาก แต่ว่าไม่ใช่ว่ามันไม่มีอนาคตเลย และถ้าเป็นเช่นนั้นมันจะทำให้ผู้อ่านคือหลักสำคัญที่จะต้องตอบสนอง ไม่ใช่ผู้วางโฆษณา/p pspan style="color:#0000cd;"strongอย่าดูถูกการบริจาค /strong/span/p pเวลานี้สื่อออนไลน์ ถ้าไม่นับมติชน ไทยรัฐ ที่เข้ามาในสื่อออนไลน์ สื่อออนไลน์ทั้งหมดได้จากการบริจาค แทนที่จะเป็นเรื่องของการรับสมาชิก เป็นเริ่มจากการรับบริจาคให้มากขึ้น ให้มาให้ความสนใจกับการบริจาคมากขึ้นได้ไหม อย่าดูถูกการบริจาค การบริจาคเป็นการบังคับให้เราต้องทำคุณภาพให้ดีและมีคุณค่ากับผู้อ่านพอที่เขาจะควักเงินจ่ายให้เรา/p pการบริจาคมีทั้งบริจาคเงิน บริจาคสมองบ้างในการช่วยกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ หากให้ความสนใจด้านนี้จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญและไม่ขัดกับหลักการของเรื่องเสรีภาพของสื่อด้วย/p pspan style="color:#0000cd;"strongสื่อออนไลน์เปิดโอกาสให้ทดลองในสิ่งที่สื่อเก่าไม่กล้า/strong/span/p pในโลกของสื่อออนไลน์มันเปิดโอกาสให้คุณทดลองได้แยะมาก ในสิ่งที่สื่อเก่าไม่กล้าทดลอง เช่น ถ้ามีทีวีออนไลน์ที่ได้รับการบริจาคเพียงพอ มันมีคนอยากทำละครดี ที่ท้าทายต่ออุดมการณ์เก่า ตัวอย่างเช่น เสนอละครที่แสดงให้เห็นว่าความดีหรือความชัวมันมีเงื่อนไข ไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์ แต่มันมีเงื่อนไขของมัน/p pspan style="color:#0000cd;"strongพื้นที่การปฎิสัมพันธ์ที่ทำให้ทุกคนเป็นเจ้าของ/strongstrong-ร่วมจ่าย/strong/span/p pลักษณะที่ปฎิสัมพันธ์ของสื่อออนไลน์มันจะช่วยได้มาก การเป็นพื้นที่ให้คนเข้ามาถกเถียงต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ปรับตัว ที่สำคัญมันทำให้สื่อไม่ได้เป็นของคนทำสื่อ แต่มันเป็นของทุกคน เวลาจะคิดถึงการบริจาค คิดถึงค่าสมาชิกก็ต่อเมื่อเขาเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง/p p align="center"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FU4pqzVpaTc" height="1" width="1" alt=""/

พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล : ความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง เสรีภาพ กับ Hate speech

Sat, 31/01/2015 - 16:16
pถอดคำบรรยายฉบับเต็ม งานเสวนาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส พิจิตรา ชี้ nbsp;Hate speech มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของสังคม และสิ่งที่ท้าทายคือเราอยู่ในโลกที่เชื่อกันคนละแบบ/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pnbsp;/p pหมายเหตุ : เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558 ที่ห้อง ร.102nbsp; ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการ “ทำความเข้าใจปรากฎการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส” โดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวิทยากรทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย จิติภัทร พูนขำ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนา ราว 150 คน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8646/15773871434_3c4c290288.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pประชาไทถอดความคำบรรยายฉบับเต็มของวิทยากรแต่ละคน รวมทั้งช่วงตอบคำถาม แบ่งเป็น 4 ตอน โดยในตอนนี้เป็นคำบรรยายของ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7343/16222243639_fcf1a3ccf4.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล : ปัญหาว่าด้วยเรื่อง ความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง และการแยกแยะ Hate speech ของสังคม/span/strong/p pspan style="color:#ffa500;"strongความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง Freedom of expression กับ Hate speech และความไม่ธรรมดาของภาพการ์ตูน/strong/span/p pประเด็นในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก กับ hate speech ได้มีการถกเถียงกันมานาน งานวิจัยที่เราเคยทำก็ได้เข้าไปศึกษาในเรื่องนี้ด้วย แน่นอนว่าเรื่อง Hate speech ถือเป็นกฏเหล็กของคนทำงานสื่อพอสมควร เพราะเรามอง สื่อมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และสามารถสร้างบรรทัดฐาน เหมารวม และสร้างอคติไปถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ได้ด้วย แม้เราจะไม่เคยรู้จักกลุ่มบุคคลเหล่านนั้นมาก่อน nbsp;แต่อาจจะเป็นเพราะสื่อที่เข้ามามีส่วนที่สร้างบรรยากาศของความเกลียดชัง และตอกย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถพัฒนา Hate speech ให้ไปถึงขั้น Hate crime ได้ หรือเราอาจจะสามารถใช้ความรุนแรงกับบุคคลแปลกหน้าได้ แม้เราจะไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เพราะถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น เราก็อาจจะมีความเกลียดชังต่อเขาไปแล้ว/p pจากที่ทำการศึกษาเราพบว่า หลายครั้งสื่อพยายามจะอ้างว่าตัวเองมีเสรีภาพในการสื่อสาร เราสามารถที่จะแสดงออกอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมในระบอบประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าการแสดงออกนั้นกลายเป็น Hate speech ก็จะเท่ากับว่าสื่ออ้างประชาธิปไตย หรือเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อทำลายประชาธิปไตย จากที่เราทำการรวบรวมข้อมูลเฉพาะประเทศไทยพบว่า ในสื่อสิ่งพิมพ์จะมีภาพการ์ตูนที่โดดเด่นออกมาคือ ภาพการ์ตูนล้อการเมือง ซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็นอะไรที่เบา แต่ก็ไม่เบา แม้จะไม่ใช่ภาพตัดต่อทางคอมพิวเตอร์ แต่มันมีความลุมลึกทางวัฒนธรรมอยู่ เพียงภาพเดียวมันสามารถสะท้อนทัศนคติ และอคติอยู่ในนั้น ซึ่งเป็นทัศนคติที่เหมารวม/p pสิ่งที่เราค้นพบคือ ภาพการ์ตูนมีพลังค่อนข้างมาก เมื่อแทบกับภาพตัดต่อ หรือคำพูด ข้อถกเถียงที่ตามมาในเรื่องของ Hate speech คือ โดยตัวมันเองมันเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมด้วย เป็นไปตามบริบทของสังคม เปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม และกาลเวลา สมัยก่อนเราพูดถึง “เจ๊ก” คำนี้อาจจะเป็น Hate speech ในช่วงนั้น แต่ในสมัยนี้เด็กรุนใหม่อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะมันเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม ประวัติศาสตร์ และบริบท นอกจากเรายังพบว่า แต่ละสังคมจะการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ ในกลุ่มของตัวเอง หรือในสังคมตัวเองที่แตกต่างกับสังคมอื่น นอกจากสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันแต่ละสังคมก็จะมีสิ่งที่ห้าม สิ่งที่ล่วงละเมิดไม่ได้ เป็นข้อห้ามต่างๆ ซึ่งก็แตกต่างกันเช่นกัน/p pสิ่งที่ทำให้ Hate speech ทำงานได้ดีมาก หมายถึงมีประสิทธิภาพในการสร้างความเกลียดชังคือ การใช้ Hate speech โดยที่มีความรักอยู่ในนั้นด้วย และสิ่งที่เราเจอคือ ความเกลียดชังจะพัฒนาเป็นอารมณ์ที่รุนแรงมาก เมื่อมีใครก็ตามมาทำอะไรกับคนที่เราบูชา หรือคนที่เรารัก ซึ่งเป็นสัญญะของกลุ่ม หรือสัญญะความเป็นพวกพ้อง อย่างตอนที่เราทำวิจัยก็ได้มีการศึกษาสื่อของทั้งฝั่งเสื้อเหลือง และฝั่งเสื้อแดง จะเห็นว่าถ้ามีการด่าทอ เสียดสี พอๆ กัน แต่ถ้าเป็นการเสียดที่มีเป้าหมายเป็น ระบบ ระบอบก็จะไม่สร้างความโกรธเท่ากับ การเสียดสีที่ตัวบุคคลที่เขารู้สึกรัก/p pHate speech ที่เราพบเจอ ไม่ได้หมายความว่า มีการใช้เพียงครั้งเดียวแล้วสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอาชญากรรมได้ แต่ว่าต้องมีการสะสม มีการล้อเลียนเสียดสีไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงระดับที่มีการสร้างทัศนคติที่มีการแบ่งแยกพวกเขาพวกเรา เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำผึงหยดเดียว ซึ่งมักเกิดขึ้นง่ายท่ามการสถานการณ์ที่เราได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบ และมีความหวาดกลัวและความหวาดระแวงเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรง แม้จะเป็นเหตุการณ์เล็กๆ มันสามารถที่จะกระตุ้นคนในสังคมให้ออกมาปะทะกันได้/p pstrongspan style="color:#ffa500;"Market place of idea ที่มีมารยาทเข้ามากำกับ/span/strong/p pกลับมาในเรื่องของเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับ Hate speech เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคมว่าจะมีมุมมองต่อมันอย่างไร ถ้ามองว่าสังคมมีเสรีภาพฉะนั้นทุกคนสามารถแสดงออกได้ แล้วเมื่อแสดงออกมันจะเกิดพื้นที่ ซึ่งเรียกว่าเป็นตลาดของความคิดเห็น และกลไกตลาดทางความคิดมันจะคัดกรองเองว่า อุดมการณ์หรือความคิดใดควรจะดำรงอยู่ในสังคมตัวเอง นี่ก็เป็นแนวคิดแบบ Market place of idea ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก และถ้าใครมีการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แย่ๆ ความคิดเห็นเหล่านี้มันจะหายไปเองเพราะมันมีความคิดเห็นอื่นๆ เข้ามาแย้ง ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้เด่นชัดมากที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่จริงๆแล้วแม้ว่าอเมริกาจะเชิดชูเสรีภาพในการแสดงออก และ Market place of idea ขนาดไหน แต่ในองค์กรย่อยๆ เช่น สถาบันการศึกษาเองก็จะมีการควบคุม ไม่ให้ใครก็ได้สามารถพูดอะไรก็ได้ อาทิ ห้ามเหยียดสีผิว ห้ามเหยียดเพศ แม้ว่าจะมีเสรีภาพมากขนาดไหน แต่ก็มีสิ่งที่เรียกว่ามารยาทเข้ามากำกับ/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7377/16220826528_9905c7ac6d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pstrongspan style="color:#ffa500;"Charlie hebdo ในฐานะบทเรียนที่สำคัญ และความท้าทายในโลกที่โยงใยถึงกัน/span/strong/p pสำหรับกรณีของ Charlie hebdo เป็นซึ่งนิตยสารซึ่งมีที่มาจากนิตยสาร Hara-kiri ซึ่งเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างสุดขั้ว มีภาพล้อเลียนในลักษณะของการเหยียดเพศ และก็ถูกรัฐบาลสั่งห้ามพิมพ์จนในที่สุดก็เปลี่ยนมาเป็น Charlie hebdo สิ่งที่เรากำลังเผชิญหลังจากกรณีบุกยิงสำนักพิมพ์ Charlie hebdo คือข้อถกเถียงที่ตามมาจากนักวิชาการหลายๆ คน ซึ่งกล่าวว่า คุณค่า หรือวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเชื่อในเสรีภาพในการสื่อสาร และนิตยสารฉบับนี้ก็มีจุดยืนลักษณะนี้ และไม่ได้เสียดสีเฉพาะ ศาสนาอิสลาม แต่เสียดสีทุกศาสนา/p pถามว่า Charlie hebdo ถูกดำเนินคดีหรือไม่ ก็เคยแต่ท้ายที่สุด ศาลก็ตัดสินบนคุณค่าแบบฝรั่งเศสคือ ให้คุณค่ากับเสรีภาพในการสื่อสาร และการที่เขาสื่อสารก็เป็นคุณค่าส่วนหนึ่งของสังคมฝรั่งเศสด้วย ทั้งนี้ศาลก็ไม่ได้ตัดสินโดยเหมารวมทั้งหมด แต่ดูหน้าปกเป็นรูปๆ ไป และคำตัดสินของศาลคือ ศาลไม่ได้มองว่าภาพที่มีผู้ฟ้องร้องเป็นภาพที่ดูหมิ่นศาสนาอิสลาม แต่เป็นการต่อต้านผู้ก่อการร้าย กระนั้นก็ตามแม้การสื่อสารจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ศาสนา แต่การสื่อสารมีภาพที่ไปกระทบกับศาสนาคือ มีภาพของศาสดามูฮัมหมัด/p pถึงที่สุดกรณีนี้ของ Charlie hebdo เป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่กลายกระจายตัวไปทั่วโลก และตอนนี้ความรุนแรงก็ยังดำเนินอยู่ ทำให้ผู้คนมาฆ่าบนฐานความเชื่อที่ต่างกัน และความเชื่อที่ต่างกันก็มีมุมมองที่ต่างกัน คุณค่าของสังคมก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในสังคมที่มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง และในสังคมมุสลิมก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่มุสลิมบอกคือ สื่อย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่บอกรู้สึกว่ามีความเป็น 2 มาตรฐานในการแสดงออกของสื่อด้วย เขามองว่าสื่อสร้างทัศนคติที่แย่ๆ กับคนมุสลิมnbsp; ขณะเดียวกันในฝั่งรัฐเองก็เริ่มหันมาควบคุมสื่อมากขึ้นเช่นใน ออสเตเรียก็มีการห้ามเผยแพร่ภาพบางภาพ ซึ่งมีลักษณะต่อต่านคนยิว นี่คือภาพสะท้อนของโลกเสรีที่รัฐเริ่มมีการดูแล และระมัดระวังมากขึ้น/p pสิ่งที่เราเจออยู่ในตอนนี้คือ สมดุลระหว่างโลกหนึ่งที่เชื่อในเสรีภาพในการแสดงออก และอีกโลกหนึ่งที่เชื่อคุณค่าของเขา และยิ่งตอนนี้เราอยู่ในสังคมออนไลน์ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด นี่คือความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57663" target="_blank"ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : ผมไม่ใช่ชาร์ลี.../a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57674" target="_blank"จันจิรา สมบัติพูนศิริ : ทำความเข้าใจการเสียดสีผ่านพื้นที่ทางประวัติศาสตร์/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7-gk_puOElg" height="1" width="1" alt=""/

พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล : ความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง เสรีภาพ กับ Hate speech และอิทธิพลของภาพการ์ตูน

Sat, 31/01/2015 - 16:15
pถอดคำบรรยายฉบับเต็ม งานเสวนาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส พิจิตรา ชี้ nbsp;Hate speech มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของสังคม และสิ่งที่ท้าทายคือเราอยู่ในโลกที่เชื่อกันคนละแบบ/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pnbsp;/p pหมายเหตุ : เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558 ที่ห้อง ร.102nbsp; ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการ “ทำความเข้าใจปรากฎการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส” โดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวิทยากรทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย จิติภัทร พูนขำ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนา ราว 150 คน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8646/15773871434_3c4c290288.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pประชาไทถอดความคำบรรยายฉบับเต็มของวิทยากรแต่ละคน รวมทั้งช่วงตอบคำถาม แบ่งเป็น 4 ตอน โดยในตอนนี้เป็นคำบรรยายของ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7343/16222243639_fcf1a3ccf4.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล : ปัญหาว่าด้วยเรื่อง ความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง และการแยกแยะ Hate speech ของสังคม/span/strong/p pspan style="color:#ffa500;"strongความพร่าเลือนของเส้นแบ่ง Freedom of expression กับ Hate speech และความไม่ธรรมดาของภาพการ์ตูน/strong/span/p pประเด็นในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออก กับ hate speech ได้มีการถกเถียงกันมานาน งานวิจัยที่เราเคยทำก็ได้เข้าไปศึกษาในเรื่องนี้ด้วย แน่นอนว่าเรื่อง Hate speech ถือเป็นกฏเหล็กของคนทำงานสื่อพอสมควร เพราะเรามอง สื่อมีอิทธิพลค่อนข้างมาก และสามารถสร้างบรรทัดฐาน เหมารวม และสร้างอคติไปถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ได้ด้วย แม้เราจะไม่เคยรู้จักกลุ่มบุคคลเหล่านนั้นมาก่อน nbsp;แต่อาจจะเป็นเพราะสื่อที่เข้ามามีส่วนที่สร้างบรรยากาศของความเกลียดชัง และตอกย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถพัฒนา Hate speech ให้ไปถึงขั้น Hate crime ได้ หรือเราอาจจะสามารถใช้ความรุนแรงกับบุคคลแปลกหน้าได้ แม้เราจะไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เพราะถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น เราก็อาจจะมีความเกลียดชังต่อเขาไปแล้ว/p pจากที่ทำการศึกษาเราพบว่า หลายครั้งสื่อพยายามจะอ้างว่าตัวเองมีเสรีภาพในการสื่อสาร เราสามารถที่จะแสดงออกอะไรก็ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมในระบอบประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าการแสดงออกนั้นกลายเป็น Hate speech ก็จะเท่ากับว่าสื่ออ้างประชาธิปไตย หรือเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อทำลายประชาธิปไตย จากที่เราทำการรวบรวมข้อมูลเฉพาะประเทศไทยพบว่า ในสื่อสิ่งพิมพ์จะมีภาพการ์ตูนที่โดดเด่นออกมาคือ ภาพการ์ตูนล้อการเมือง ซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็นอะไรที่เบา แต่ก็ไม่เบา แม้จะไม่ใช่ภาพตัดต่อทางคอมพิวเตอร์ แต่มันมีความลุมลึกทางวัฒนธรรมอยู่ เพียงภาพเดียวมันสามารถสะท้อนทัศนคติ และอคติอยู่ในนั้น ซึ่งเป็นทัศนคติที่เหมารวม/p pสิ่งที่เราค้นพบคือ ภาพการ์ตูนมีพลังค่อนข้างมาก เมื่อแทบกับภาพตัดต่อ หรือคำพูด ข้อถกเถียงที่ตามมาในเรื่องของ Hate speech คือ โดยตัวมันเองมันเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมด้วย เป็นไปตามบริบทของสังคม เปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม และกาลเวลา สมัยก่อนเราพูดถึง “เจ๊ก” คำนี้อาจจะเป็น Hate speech ในช่วงนั้น แต่ในสมัยนี้เด็กรุนใหม่อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะมันเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม ประวัติศาสตร์ และบริบท นอกจากเรายังพบว่า แต่ละสังคมจะการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ ในกลุ่มของตัวเอง หรือในสังคมตัวเองที่แตกต่างกับสังคมอื่น นอกจากสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันแต่ละสังคมก็จะมีสิ่งที่ห้าม สิ่งที่ล่วงละเมิดไม่ได้ เป็นข้อห้ามต่างๆ ซึ่งก็แตกต่างกันเช่นกัน/p pสิ่งที่ทำให้ Hate speech ทำงานได้ดีมาก หมายถึงมีประสิทธิภาพในการสร้างความเกลียดชังคือ การใช้ Hate speech โดยที่มีความรักอยู่ในนั้นด้วย และสิ่งที่เราเจอคือ ความเกลียดชังจะพัฒนาเป็นอารมณ์ที่รุนแรงมาก เมื่อมีใครก็ตามมาทำอะไรกับคนที่เราบูชา หรือคนที่เรารัก ซึ่งเป็นสัญญะของกลุ่ม หรือสัญญะความเป็นพวกพ้อง อย่างตอนที่เราทำวิจัยก็ได้มีการศึกษาสื่อของทั้งฝั่งเสื้อเหลือง และฝั่งเสื้อแดง จะเห็นว่าถ้ามีการด่าทอ เสียดสี พอๆ กัน แต่ถ้าเป็นการเสียดที่มีเป้าหมายเป็น ระบบ ระบอบก็จะไม่สร้างความโกรธเท่ากับ การเสียดสีที่ตัวบุคคลที่เขารู้สึกรัก/p pHate speech ที่เราพบเจอ ไม่ได้หมายความว่า มีการใช้เพียงครั้งเดียวแล้วสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอาชญากรรมได้ แต่ว่าต้องมีการสะสม มีการล้อเลียนเสียดสีไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถึงระดับที่มีการสร้างทัศนคติที่มีการแบ่งแยกพวกเขาพวกเรา เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำผึงหยดเดียว ซึ่งมักเกิดขึ้นง่ายท่ามการสถานการณ์ที่เราได้รับข้อมูลข่าวสารไม่ครบ และมีความหวาดกลัวและความหวาดระแวงเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรง แม้จะเป็นเหตุการณ์เล็กๆ มันสามารถที่จะกระตุ้นคนในสังคมให้ออกมาปะทะกันได้/p pstrongspan style="color:#ffa500;"Market place of idea ที่มีมารยาทเข้ามากำกับ/span/strong/p pกลับมาในเรื่องของเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับ Hate speech เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสังคมว่าจะมีมุมมองต่อมันอย่างไร ถ้ามองว่าสังคมมีเสรีภาพฉะนั้นทุกคนสามารถแสดงออกได้ แล้วเมื่อแสดงออกมันจะเกิดพื้นที่ ซึ่งเรียกว่าเป็นตลาดของความคิดเห็น และกลไกตลาดทางความคิดมันจะคัดกรองเองว่า อุดมการณ์หรือความคิดใดควรจะดำรงอยู่ในสังคมตัวเอง นี่ก็เป็นแนวคิดแบบ Market place of idea ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก และถ้าใครมีการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แย่ๆ ความคิดเห็นเหล่านี้มันจะหายไปเองเพราะมันมีความคิดเห็นอื่นๆ เข้ามาแย้ง ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้เด่นชัดมากที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่จริงๆแล้วแม้ว่าอเมริกาจะเชิดชูเสรีภาพในการแสดงออก และ Market place of idea ขนาดไหน แต่ในองค์กรย่อยๆ เช่น สถาบันการศึกษาเองก็จะมีการควบคุม ไม่ให้ใครก็ได้สามารถพูดอะไรก็ได้ อาทิ ห้ามเหยียดสีผิว ห้ามเหยียดเพศ แม้ว่าจะมีเสรีภาพมากขนาดไหน แต่ก็มีสิ่งที่เรียกว่ามารยาทเข้ามากำกับ/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7377/16220826528_9905c7ac6d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pstrongspan style="color:#ffa500;"Charlie hebdo ในฐานะบทเรียนที่สำคัญ และความท้าทายในโลกที่โยงใยถึงกัน/span/strong/p pสำหรับกรณีของ Charlie hebdo เป็นซึ่งนิตยสารซึ่งมีที่มาจากนิตยสาร Hara-kiri ซึ่งเป็นนิตยสารที่ค่อนข้างสุดขั้ว มีภาพล้อเลียนในลักษณะของการเหยียดเพศ และก็ถูกรัฐบาลสั่งห้ามพิมพ์จนในที่สุดก็เปลี่ยนมาเป็น Charlie hebdo สิ่งที่เรากำลังเผชิญหลังจากกรณีบุกยิงสำนักพิมพ์ Charlie hebdo คือข้อถกเถียงที่ตามมาจากนักวิชาการหลายๆ คน ซึ่งกล่าวว่า คุณค่า หรือวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส ซึ่งเชื่อในเสรีภาพในการสื่อสาร และนิตยสารฉบับนี้ก็มีจุดยืนลักษณะนี้ และไม่ได้เสียดสีเฉพาะ ศาสนาอิสลาม แต่เสียดสีทุกศาสนา/p pถามว่า Charlie hebdo ถูกดำเนินคดีหรือไม่ ก็เคยแต่ท้ายที่สุด ศาลก็ตัดสินบนคุณค่าแบบฝรั่งเศสคือ ให้คุณค่ากับเสรีภาพในการสื่อสาร และการที่เขาสื่อสารก็เป็นคุณค่าส่วนหนึ่งของสังคมฝรั่งเศสด้วย ทั้งนี้ศาลก็ไม่ได้ตัดสินโดยเหมารวมทั้งหมด แต่ดูหน้าปกเป็นรูปๆ ไป และคำตัดสินของศาลคือ ศาลไม่ได้มองว่าภาพที่มีผู้ฟ้องร้องเป็นภาพที่ดูหมิ่นศาสนาอิสลาม แต่เป็นการต่อต้านผู้ก่อการร้าย กระนั้นก็ตามแม้การสื่อสารจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ศาสนา แต่การสื่อสารมีภาพที่ไปกระทบกับศาสนาคือ มีภาพของศาสดามูฮัมหมัด/p pถึงที่สุดกรณีนี้ของ Charlie hebdo เป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่กลายกระจายตัวไปทั่วโลก และตอนนี้ความรุนแรงก็ยังดำเนินอยู่ ทำให้ผู้คนมาฆ่าบนฐานความเชื่อที่ต่างกัน และความเชื่อที่ต่างกันก็มีมุมมองที่ต่างกัน คุณค่าของสังคมก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นในสังคมที่มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง และในสังคมมุสลิมก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่มุสลิมบอกคือ สื่อย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่บอกรู้สึกว่ามีความเป็น 2 มาตรฐานในการแสดงออกของสื่อด้วย เขามองว่าสื่อสร้างทัศนคติที่แย่ๆ กับคนมุสลิมnbsp; ขณะเดียวกันในฝั่งรัฐเองก็เริ่มหันมาควบคุมสื่อมากขึ้นเช่นใน ออสเตเรียก็มีการห้ามเผยแพร่ภาพบางภาพ ซึ่งมีลักษณะต่อต่านคนยิว นี่คือภาพสะท้อนของโลกเสรีที่รัฐเริ่มมีการดูแล และระมัดระวังมากขึ้น/p pสิ่งที่เราเจออยู่ในตอนนี้คือ สมดุลระหว่างโลกหนึ่งที่เชื่อในเสรีภาพในการแสดงออก และอีกโลกหนึ่งที่เชื่อคุณค่าของเขา และยิ่งตอนนี้เราอยู่ในสังคมออนไลน์ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด นี่คือความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57663" target="_blank"ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : ผมไม่ใช่ชาร์ลี.../a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57674" target="_blank"จันจิรา สมบัติพูนศิริ : ทำความเข้าใจการเสียดสีผ่านพื้นที่ทางประวัติศาสตร์/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DQYFawFdqt8" height="1" width="1" alt=""/

คืนความสุขให้คนในชาติ 'ประยุทธ์' รับยางดิบ 80 บาท ช่วยไม่ไหว

Sat, 31/01/2015 - 15:48
div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งถึงปัญหาภาคเกษตรกรรมว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในระยะเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด และไม่มีการสร้างความเข้มแข็ง การใช้จ่ายงบประมาณรัฐอุดหนุนในทางที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของราคาเหมือนกับคนเป็นไข้ที่ถูกเลี้ยงไข้มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เกษตรกรจะต้องปรับตัว และรวมกลุ่มกันให้ได้ เพราะหากต่างคนต่างเรียกร้องรัฐดูแลไม่ไหว/div divnbsp;/div div"ผมก็พูดกับทุกประเทศที่เคยทำมา เขาก็บอกว่าเขาไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นยังหาทางออกไม่ได้ในเรื่องนี้ เขาก็ไปแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น แต่เขาก็ไม่มีการประท้วง ไม่มีการอะไรต่าง ๆ ของเราอย่าไปทำ ไม่เกิดประโยชน์ ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็พยายามทำให้เต็มที่ วันนี้เราก็พยายามผลักดันราคา ยางแผ่นให้ได้ 60 บาทขึ้นไป ก็ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ช้าบ้างอะไรบ้าง อะไรก็แล้วแต่ แต่ในส่วนของวันนี้ก็มีเรียกร้องเรื่องน้ำยางดิบจะขอ 80 บาท เป็นไปไม่ได้เลย ยางแผ่นยังไม่ได้ แล้วน้ำยางดิบจะทำได้อย่างไร ก็มีบางจังหวัด บางพื้นที่เขาไปทำ ส่งเสริมในเรื่องของการทำน้ำยาง ให้เป็นยางแผ่น เพื่อราคาได้สูงขึ้นเป็น 60 บาท หรือ 60 กว่าบาท อันนี้ถึงจะน่ารัก น่าช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน ถ้าเรียกร้องไปเรื่อย ๆ ก็ช่วยไม่ไหว จะนำเงินที่ไหนมาช่วย"/div divnbsp;/div divโดยรายละเอียดทั้งหมดของรายการมีดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div divstrongพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2558 เวลา 20.15 น./strong/div divnbsp;/div divสวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน/div divnbsp;/div divช่วงนี้ปัญหาภัยหนาวยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกระยะเวลาหนึ่ง ก็เป็นห่วงอยากให้ทุกคนคอยดูแลสุขภาพด้วย และขอให้ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ฟืนไฟด้วย ทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว ก็ขอให้รับฟังคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดด้วย/div divnbsp;/div divการแก้ไขปัญหาเดินหน้าประเทศ ในวันนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ ประชาชนทุกพวก ทุกฝ่าย เกษตรกร nbsp; ผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง และอื่น ๆ ด้วย ต้องเข้าใจว่าปัญหาเราอยู่ที่ตรงไหน องค์กรของตนเองมีปัญหาอะไรบ้างอยู่บ้าง ทำอย่างไรจะคงอยู่ได้ โดยทุกคนต้องถือว่าหน่วยงานของตนนั้น หรือองค์กรของตน คือ "อู่ข้าว อู่น้ำ" สร้างอาชีพ สร้างรายได้ หากอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ก็ต้องมีการปรับตัว ยอมรับกันบ้าง ให้มีการปรับตัว ปรับวิธีการ ช่วยเหลือรัฐ รัฐก็ไม่สามารถไปอุ้มไปดูแลได้ทุกอย่าง เพราะถ้าหากว่าธุรกิจใดนั้นเกิดการขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐวิสาหกิจ หรือของบริษัททั่วไปก็ตาม เลี้ยงตัวเองไม่ได้แล้ว เจ้าของบริษัท หรือว่ารัฐต้องเอางบประมาณมาอุดหนุนอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เป็นไปไม่ได้/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น ทุกคนต้องร่วมกันคิดใหม่ ช่วยกันปรับตัวเองไปสู่อนาคต ยอมรับในการปรับปรุงแก้ไขบ้าง และใครมีส่วนตรงไหนก็ช่วยกันตรงนั้น รัฐก็จะพยายามทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ถ้ารัฐไม่แก้ไขอะไรเลย ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี อะไรที่ช่วยได้เราก็ช่วย อะไรที่ต้องช่วยกันทำ คนละฝ่าย คนละไม้ละมือก็ต้องช่วยกัน ถ้าทุกเรียกร้องเอาแต่สิทธิอย่างเดียว ก็ล้มจม ไม่ว่าจะเป็นบริษัท หรือรัฐวิสาหกิจ ก็เสียหายทั้งหมด เช่น รัฐวิสาหกิจบ้างที่ที่ขาดทุน ไม่มีกำไร แต่จำเป็นต้องคงอยู่ไว้ เราจำเป็นต้องเพื่อเป็นการบริการด้วย อะไรด้วย เพื่อชื่อเสียงประเทศชาติ เราก็ต้องดูแลกัน ต้องหาวิธีการที่จะทำอย่างไรที่จะแก้ไขให้ได้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก เป็นแก้ไขระยะสั้น เพราะฉะนั้น สหภาพรัฐวิสาหกิจทุกสหภาพนั้นต้องช่วยกัน ทำความเข้าใจกันให้ดี เราคงไม่ไปเร่งรัดปลดพนักงานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คงเป็นขั้นเป็นตอน หาวิธีการลดให้เหมาะสม และยอมรับกันทุกพวกทุกฝ่าย/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ก็อย่าเพิ่มมาเคลื่อนไหว ขัดแย้ง กันทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นก็แก้อะไรไม่ได้สักอัน ต้องวางแผนระยะยาว และร่วมมือกันทำ ต้องลดตัวตนกันไปบ้าง ก็ขอให้อดทน ในช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน ในการฟื้นฟู เราต้องการทำให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เมื่อดีขึ้นผลประโยชน์ก็มีมากขึ้น ผลประโยชน์ของทุกคนก็จะได้รับมากขึ้น ถ้าวันนี้ยังยืนอยู่เหมือนเดิม และไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ก็แย่ลง แย่ลง และอยู่ไม่ได้ ถ้าท่านร่วมมือกับเราองค์กรก็จะดีขึ้นในอนาคต ถ้าร่วมมือมากก็จะเร็วขึ้น ถ้าเราปล่อยให้ถอยหลังไปอีก ก็เสียหาย ล้มละลาย แล้วพวกเราจะไปทำงานกันที่ไหน เพราะฉะนั้นก็ไม่มีที่อยู่ที่กินกันอีกต่อไป คนหลายหมื่นคน ในหลายรัฐวิสาหกิจก็เป็นแสนคน ขอร้องในส่วนของสหภาพต่าง ๆ ด้วย ทุกสหภาพต้องช่วยกัน และเข้าใจ เรากำลังวางพื้นฐานประเทศใหม่ ถ้าให้มีรายได้มากขึ้น ท่านก็มีประโยชน์มากขึ้น ในส่วนของลูกจ้าง พนักงานต่าง ๆ/div divnbsp;/div divส่วนของภาคเกษตรกรรม ผมถือว่าเป็นโจทย์ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เรามีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาบางประการ การแก้ไขปัญหานั้นไม่ตรงจุด เราไม่ค่อยได้สร้างความเข้มแข็ง ไม่ได้ใช้วิธีการใช้จ่ายงบประมาณรัฐไปอุดหนุนในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดช่วยเหลือแบบไม่ยั่งยืน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของราคา เรื่อง demand supply ต่าง nbsp;ๆ ก็เหมือนกับคนเป็นไข้ เหมือนถูกเลี้ยงไข้มาโดยตลอด หรือไม่ก็ฉีดยา กินยาผิดซอง โรคก็เป็นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่หาย/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น วันนี้รัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เกษตรกรก็ต้องปรับตัว รวมกลุ่มกันให้ได้ ผมเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว สหกรณ์ยาง สหกรณ์ข้าว สหกรณ์ชาวนา สมาคมต่าง ๆ รวมกันให้เป็นภาค เป็นสหกรณ์ใหญ่ได้หรือไม่ จะได้ติดต่อดูแล ควบคุมกันได้บ้าง ต่างกันต่างสร้างกัน ต่างคนต่างเรียกร้องกัน รัฐดูแลไม่ไหว เพราะฉะนั้นทุกคนต้อง สร้างความเข้มแข็งของตนเอง รัฐบาลก็สร้างความเข้มแข็งในภาครัฐว่า จะทำอย่างไรจะสนับสนุนได้ ทำอย่างไรจะเป็นการยั่งยืน ไม่ใช่ว่าพอรัฐบาลปัจจุบันออกมาตรการอะไรออกไป ขัดแย้งกับของเดิม ซึ่งความมุ่งหวังของเราต้องการให้ดีกว่าเดิม เราก็ถูกต่อต้าน ก็จะเรียกร้องเหมือนเดิม ซึ่งก็ง่ายดี ถ้ารัฐบาลให้ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะสร้างปัญหาให้ลูก หลาน เราต่อไปในอนาคตอีกด้วย/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น ขอร้องให้ผู้นำทางการเรียกร้องที่ผิด ๆ ที่เข้าใจผิด ๆ อยู่ให้ระมัดระวังด้วย เดือดร้อนต้องรับผิดชอบด้วย วันนี้เราก็มีกฎหมายหลายตัวอยู่เหมือนกัน ท่านต้องมีความรู้ มีหลักเกณฑ์ มีข้อมูลที่เพียงพอ พิสูจน์ได้ จะราคา ปริมาณ ต่าง ๆ ถ้าฟังอย่างเดียว มาคิดเองอะไรเอง เป็นไปไม่ได้ ต้องฟังเหตุฟังผลด้วยกันและกัน และไว้ใจกันบ้าง/div divnbsp;/div divวันนี้รัฐบาลก็ขับเคลื่อนให้โปร่งใสขึ้นทุกประการ พยายามอย่างเต็มที่ ก็ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาลนี้ ว่าจะพยายามทุกอย่าง ที่จะดูแลท่านให้ดีที่สุด และต้องใช้เวลาในการปรับตัวเปลี่ยนผ่าน การทำเกษตรของเรานั้นไปสู่การเป็นเกษตรกรรมสมัยใหม่ หากเราเรียกร้องโดยไม่สนใจ เรื่องความเข้มแข็ง เรื่องตลาดในประเทศ นอกประเทศ ราคาอะไร อย่างไร เพราะว่าเป็นการค้าขายกับต่างประเทศทั้งสิ้น ต้องดูข้อเท็จจริงว่าวันนี้ กับวันที่ผ่านมาต่างกันอย่างไร ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ข้อผูกพันทางการค้าต่าง ๆ มากมาย ภาษีต่าง ๆ ก็มีปัญหาหมด และทุกประเทศเขาก็ปลูกได้บ้าง อะไรเองบ้าง ไปปลูกที่อื่นบ้าง ราคาก็ลดลงหมด ทุกประเทศก็ลดลง และเราจะไปยืนพื้นราคาเราให้มากขึ้นอย่างไร เราก็ต้องมาแก้กันว่าต้นทุนเราจะลดอย่างไร เมื่อต้นทุนเราลดได้ต่ำสุด หรือต่ำมาก ๆ กำไรก็จะมากขึ้น วันนี้เราต้องใช้เวลาตรงนี้อีกมาก และในระหว่างที่ราคาตก ท่านก็ต้องหาอาชีพเสริมต่าง ๆ เพื่อจะทำให้เลี้ยงครอบครัวได้ เช่น เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชอื่น ๆ เสริมไปในสวนยางบ้าง อะไรบ้าง ก็มีคำแนะนำมาหมด หลายพื้นที่ แม้กระทั่งพื้นที่ในการปลูกข้าว หลายอำเภอก็ได้มีการไปตรวจเยี่ยม และได้มีการนำเสนอว่าสามารถที่จะปรับพื้นที่การทำนาเป็นการปลูกพื้นชนิดอื่น ๆ และมีรายได้ และสหกรณ์เขาเข้มแข็ง แบบนี้รัฐจะได้ช่วยได้ง่ายขึ้น เราก็พยายามทุกมิติ ทุกมาตรการ ท่านก็ต้องร่วมมือกับเรา เข้าใจในโจทย์ เข้าใจในปัญหา เข้าใจในทุกวิธีการ/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น ในวันนี้ประเทศเรามีคนเดือดร้อนมาก จากเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ฉะนั้นไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรรมอย่างเดียว เราก็ต้องแก้ปัญหาของเราให้ได้ หลายประเทศเขาก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งประเทศจีน ผมหารือกับเขาเรื่องราคายางต่าง ๆ เขาบอกราคาก็ตกเหมือนกัน ในขณะนี้เขาก็ไม่สามารถจะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ อันนี้เป็นสิ่งที่หลาย ๆ ท่าน ก็ยังเข้าใจอยู่ว่าถ้าเราคุยกัน 2-3 ประเทศแล้ว จะทำได้ ผมก็พูดกับทุกประเทศที่เคยทำมา เขาก็บอกว่าเขาไม่ไหวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นยังหาทางออกไม่ได้ในเรื่องนี้ เขาก็ไปแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น แต่เขาก็ไม่มีการประท้วง ไม่มีการอะไรต่าง ๆ ของเราอย่าไปทำ ไม่เกิดประโยชน์ ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็พยายามทำให้เต็มที่ ก็เห็นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาบอกมากบอกว่า วันนี้เราก็พยายามผลักดันราคา ยางแผ่นให้ได้ 60 บาทขึ้นไป ก็ไต่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็ช้าบ้างอะไรบ้าง อะไรก็แล้วแต่ แต่ในส่วนของวันนี้ก็มีเรียกร้องเรื่องน้ำยางดิบจะขอ 80 บาท เป็นไปไม่ได้เลย ยางแผ่นยังไม่ได้ แล้วน้ำยางดิบจะทำได้อย่างไร ก็มีบางจังหวัด บางพื้นที่เขาไปทำ ส่งเสริมในเรื่องของการทำน้ำยาง ให้เป็นยางแผ่น เพื่อราคาได้สูงขึ้นเป็น 60 บาท หรือ 60 กว่าบาท อันนี้ถึงจะน่ารัก น่าช่วยเหลือกันซึ่งกันและกัน ถ้าเรียกร้องไปเรื่อย ๆ ก็ช่วยไม่ไหว จะนำเงินที่ไหนมาช่วย/div divnbsp;/div divวันนี้หลายชาติเขาก็ร่วมไม่ไหวเหมือนกัน เพราะเขาก็ต้องแก้ปัญหาประเทศเขาเหมือนกัน เราจะไปบังคับเขาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้เราถึงต้องเดินไปสู่การเป็นประชมอาเซียน เราสร้างความเข้มแข็งของเราเอง มีการใช้ผลผลิตในประเทศ ก็ต้องใช้เวลาสร้างโรงงาน สร้างระบบ ในการใช้วัตถุดิบในประเทศอีก เราต้องแก้ของเราให้ได้ก่อนด้วย เมื่อเราเข้มแข็งแล้วเราจะได้นำในการปรับปรุงแก้ไขในภาพรวมของอาเซียนต่อไป เราต้องสร้างความเข้มแข็งของเราให้มีความยั่งยืน ลดต้นทุนการผลิตให้ได้ ราคาต้นทุนปลูกยาง ต้นทุนปลูกข้าว เราสูงกว่าทุกประเทศรอบบ้านเรา เพราะฉะนั้นราคาของเราก็แข่งกับเขาลำบาก/div divnbsp;/div divการกำหนด demand supply ต้องเหมาะสม เพราะฉะนั้นการปลูกที่ผ่านมา ก็อาจจะสนับสนุนให้ประชาชนปลูกมากจนเกินไป คำว่ามากจนเกินไปก็ขายลำบาก แล้วบ้างอันก็ปลูกในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปลูกบนเขาบ้าง ปลูกในพื้นที่ป่าบ้าง และวันนี้ก็ออกมาเรียกร้องทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้ว ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด เราก็ผ่อนผันอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเห็นใจ เข้ามาจดทะเบียนอะไรกันให้เรียบร้อย แล้วหาทางออกทางกฎหมายให้ได้แล้วกัน อย่าเรียกร้องกันอย่างเดียว เห็นใจรัฐบาลบ้าง ผมก็ตั้งใจเต็มที่ อย่าลืมว่าประเทศไทยนั้น มีคนหลากหลายอาชีพที่เขาไม่มีรายได้สูงเหมือนกัน มีรายได้ลดลง เขาก็ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เหมือนกัน เช่น ผู้ประกอบการเกษตรอย่างอื่น นอกจากข้าวและยางแล้ว การรับจ้าง อาชีพอิสระ รายได้ลดลงหมด เพราะเศรษฐกิจแย่ลง/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกัน ทำอย่างไรให้ดีขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนผ่าน อดทน ร่วมมือ หามาตรการมา แต่ถ้าให้มา Subsidize กัน ก็ลำบาก ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเหมือนกัน ทำงานให้มากขึ้น ปรับตัวเองให้เข้มแข็ง และอย่าเรียกร้องอะไรจนมากมาย จนเกินข้อเท็จจริง เป็นไปไม่ได้ ให้ความเป็นธรรมกับอาชีพอื่น ๆ เขาด้วย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องดูแลเขาเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าดูแลเฉพาะเสียงส่วนใหญ่ ดูแลเฉพาะชาวนาอย่างเดียว คนอื่นก็เป็นคนไทย ถ้าเราไม่ดูแลเขา นำเงินทั้งหมดมาทุ่มเทตรงนี้หมดเลย จนช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วคนอื่นเขาจะทำอย่างไร/div divnbsp;/div divวันนี้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากมาย และดูแลในเรื่องหนี้สินอีก กำลังคิดกันอยู่ว่าจะดูแลหนี้สินประชาชนได้อย่างไร มีการประนอมหนี้ ชะลอหนี้กันอย่างไร ขึ้นทะเบียนกันอย่างไร ราคาสินค้า การลงทุนต่าง ๆ ก็มีปัญหาหมด เพราะฉะนั้นคนเดือดร้อนหมด ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรอย่างเดียว รัฐก็ต้องใช้งบประมาณเหล่านี้ไปดูแลด้วย/div divnbsp;/div divการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ในวันนี้นั้น ก็ยังมีปัญหาอยู่มาก งบประมาณประจำปีที่ตั้งไว้ ก็อย่างที่เรียนไปแล้ว ไม่ได้ใช้ได้เต็มจำนวน ต้องหักส่วนหนึ่งไปใช้หนี้สาธารณะ จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ เงินยืม เงินที่มาช่วยเหลือเกษตรกร และการใช้พัฒนาประเทศ บ้างส่วนก็ต้องกู้เขามา ก็ทำให้เงินก้อนใหญ่ประจำปี รายได้เหลือไม่มากนัก ที่จะนำลงไปใช้งาน ส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ ที่ราชการเขาวางแผนงานว่าต้องทำอะไรบ้าง ในส่วนที่งบลงทุนก็เช่นใหม่ ๆ การที่จะทำให้ประเทศเข้มแข็ง ประชาชนมีรายได้ ต้องมีการลงทุน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทำถนนหนทาง รถไฟรถไฟฟ้า ท่าเรือ ท่าอากาศยาน อื่น ๆ อีกมากหลายอย่างก็มีปัญหา รัฐบาลก็ต้องไปอุดหนุนไปดูแลอยู่ เพื่อให้ดูได้ เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็หยุดนิ่งไปทั้งหมด ก็อย่างที่เรียนไปแล้ว เป็นแหล่งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนจำนวนมาก ถ้าหยุดทั้งหมด ล้มละลายทั้งหมด แล้วใครจะไปทำอย่างไร ประชาชนก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนคำนึงถึงประเทศชาติโดยรวมด้วย และก็ทำอะไรก็ตามให้นึกถึงคนส่วนใหญ่ของทั้งประเทศด้วย/div divnbsp;/div divฝากพ่อแม่พี่น้องช่วยกันทำความเข้าใจ ใครที่ไม่ได้ทำอาชีพเกษตร หรือทำยาง อะไรต่าง ๆ ปลูกข้าว ช่วยกันคุย ทุกคน พ่อแม่พี่น้องคงไม่ได้ทำทั้งหมด เพราะฉะนั้นคนอื่นที่รู้จักก็กันช่วยเบา ๆ ลงบ้าง รัฐบาลเร่งทุกอย่าง แต่ก็ไม่ทันใจ เป็นไปไม่ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้หมักหมม ทับซ้อนมาหลายปี หลาย 10 ปี ด้วยซ้ำไป แล้วแทนที่วันนี้ควรจะมาพูดกันเรื่องว่าเราจะปรับปรุงข้าวให้มีคุณภาพอย่างไร อย่างเดียว อันนี้ต้องมาไล่แต่ผลิตเลย ตั้งแต่ผลิต ตั้งแต่ตลาด ตั้งแต่พันธุ์ข้าว ตั้งแต่ราคาต้นทุนการผลิต ไม่ใช่ แล้ววันนี้จะเอากันเร็ว ๆ วัน ๆ คงลำบาก อันนี้คือสิ่งที่เป็นปัญหา ข้อเท็จจริงที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divเรื่องการกระทำทุจริตผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาญา อาชญากรรมร้ายแรงต่าง ๆ ทุกเรื่อง รัฐบาลก็จะพยายามเร่งรัดคดีที่มีผลเสียหายร้ายแรง ต้องเข้าใจว่าอะไรที่จะมีผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ กระทบต่อชื่อเสียง ก็ต้องให้ชัดเจนขึ้น ให้เกิดความสงบสุขของประชาชน และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างโปร่งใส เป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม คดีความอื่น ๆ ระยะต่อไปคงจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีใด ๆ ที่มีความร้ายแรง รุนแรง ผลกระทบต่อสังคมเหล่านี้ แต่ผมก็ไม่ได้ไปใช้อำนาจเข้าไปก้าวก่ายในกระบวนการพิจารณาคดี เป็นเรื่องของศาล อัยการ ผู้พิพากษา ก็ว่าไป ทุกคนสามารถต่อสู้คดีได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว มีทนายต่าง ๆ อะไรก็ว่ามา/div divnbsp;/div divอันนี้ก็ขอให้เป็นไปตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ทุกคดี ถ้าพิสูจน์ได้ ไม่มีการบิดเบือนก็ดำเนินคดีได้หมด เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจกัน ต้องยอมรับในกติกา nbsp;ถ้าเราไม่เคารพกติกาของกฎหมาย กระบวนยุติธรรมเลยแล้วจะทำอย่างไร ประเทศชาติต้องอยู่ด้วยกฎหมาย ท่านจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าเชื่อมั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทำให้อยู่กันยากขึ้นกันไปเรื่อย ๆ กรุณาอย่ามาพูดอะไรต่าง ๆ ที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของเรา และก็ประเทศชาติของเรา ผมคงไม่คิดว่าจะมีใครที่อยากจะให้ใช้อำนาจของนอกประเทศ หรือคนอื่น ๆ มา ดำเนินการกับคนไทยของเรา ในประเทศของเรา ถ้าอย่างนั้นผมว่าไม่ใช่คนไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐในวันนี้ ทั้งทุกฝ่ายก็ต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรมไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง ผมยืนยันว่าไม่มีข้างก็ผู้ที่ตัดสินก็คือมีแค่ถูกกับผิดโดยศาล โดยกระบวนยุติธรรมเท่านั้น/div divnbsp;/div divในเรื่องของการประท้วงของเกษตรกร ผมเข้าใจดีทราบถึงความเดือดร้อนแล้วก็อีกอันก็คือการพูดของอดีตนักการเมือง ที่มีคดีบ้างหรือว่าอยู่ในพรรคการเมืองบ้างก็จะขู่ว่าจะใช้การชุมนุม ขู่กับรัฐบาล ข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐ ว่าจะใช้ความรุนแรง ว่าจะปรองดองไม่ได้หรือว่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนภาคใต้อันนี้อันตราย ผมถือว่าเป็นการพูดในเชิงเหมือนกับลักษณะการก่อการร้าย ถ้าพูดแบบนี้ เพราะฉะนั้น พวกนี้ถูกบันทึกไว้หมดแล้วจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที/div divnbsp;/div divอันนี้ไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพ เป็นการพูดที่ทำให้เกิดความผลกระทบที่ทำให้เกิดความมั่นคง ถูกหรือไม่ ถ้าพูดแบบนี้ กฎหมายเขามีไว้ เจ้าหน้าที่เขาก็ต้องทำงาน แล้วมาพูดข่มขู่เจ้าหน้าที่ ประเทศไหนเขาก็รับไม่ได้ แล้วก็อ้างเป็นเรื่องของการเมือง ไม่ใช่เลยเพราะท่านพูดผิด ท่านทำผิดกฎหมายแล้วท่านบอกการเมืองได้อย่างไร เพราะผมไม่ใช่การเมือง ผมแก้ปัญหาของประเทศชาติอยู่ในขณะนี้/div divnbsp;/div divอันนี้ผมได้สั่งการไปแล้วสำหรับบุคคลเหล่านั้น ทุกคนทราบดีว่าใครพูดอะไรอย่างไร ก็จะให้ คสช. ได้ประเมินแล้วก็ดำเนินการอย่างระมัดระวังโดยทันทีกับผู้ที่มีการกระทำดังกล่าว ก็ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนโดยเฉพาะครอบครัว ลูกเมียต้องเดือดร้อนทุกคน เสร็จแล้วก็โวยวายว่า เป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของการที่จะต้องการทำลายใคร ผมจะต้องการทำลายใคร ถ้าท่านไม่พูดอะไรผิดหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย แล้วใครจะทำอะไรท่านได้ แสดงว่าท่านผิด เมื่อท่านผิดก็ต้องดำเนินการ หรือจะปล่อยให้เป็นแบบที่ผ่านมาหรือไม่ต้องดำเนินการอะไร ใครจะยิงกัน ใครจะผิด ใครจะนำอาวุธสงครามออกมาก็ไม่ต้องไปดำเนินการจับกุมดำเนินคดี หรือแม้กระทั่งว่าไปทำเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้างอะไรเหล่านี้ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกคนได้รับฟังข้อเท็จ รักประเทศชาติกันบ้างเถอะครับ ทุกคนก็มีความยากลำบาก รายได้น้อยเหมือนกัน ทุกคนก็อยากมีความสุข ไม่ใช่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเดือดร้อนแต่กลุ่มเดียว ไม่ใช่เดือดร้อนทุกคน ผมเองก็เดือดร้อนผมไม่ได้มีความสุขมากนักอยู่แล้ว ในการทำงานในวันนี้/div divnbsp;/div divเรื่องของการเพิ่มวันหยุดราชการมีมาตรการ คือของเราก็ต้องขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาในเรื่องของธุรกิจให้บริการ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม nbsp;การท่องเที่ยวก็ลดลงไปหมด เราก็จำเป็นต้องมีการปรับบ้างและเป็นมาตรการเฉพาะปีนี้ แล้วมีวันหยุดพอดีกัน ต้องการให้ได้มีการใช้จ่ายงบประมาณในการท่องเที่ยวในประเทศ แล้วคนที่ได้เงินก็คือใครก็คนไทยนั่นแหละ แล้วทำไมจะต้องต่อต้าน อันนี้ก็เป็นเรื่องของส่วนราชการ เขาก็จะได้ไปขับเคลื่อนแล้วก็ช่วยกันดูแล ทำให้ทุกภาคได้มีความเคลื่อนไหว ในเรื่องของการใช้จ่าย ถ้าเราไม่เร่งรัดเรื่องพวกนี้ก็ไปไม่ได้ คนก็บ่นแต่ไม่มีรายได้ พอผมจะทำให้มีรายได้ก็ค้านอีก ทุกคนก็จะได้มีรายได้มากขึ้น ถ้าทุกคนทำอะไรก็ไม่พอใจ ๆ ผมก็ไม่ต้องทำอะไรดีกว่า ทุกอย่างหยุดชะงักไปอยากจะเรียกร้องก็เรียกไป ใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวแล้วจะเป็นอย่างไร ก็กลับไปที่เดิม ก็พูดหลายครั้งแล้ว แล้วรัฐถ้าไม่ทำ ไม่ดูแล ไม่แก้ไข ก็บอกเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลทุกเรื่อง อันนี้ก็เป็นไปคิดเอาแล้วกัน/div divnbsp;/div divสำหรับความคิดเห็นของผู้แทนมิตรประเทศต่าง ๆ ผมคิดว่าผมก็ฟังได้หมดทุกคน แต่ผมจะให้ความสำคัญแค่ไหนอย่างไรเป็นเรื่องที่ผมจะต้องใคร่ครวญของผมเอง ผมไม่เคยไปขัดแย้งกับใคร รัฐบาลนี้เข้ามาอย่างไร ผมไม่เคยไปปฏิเสธ ที่ไปที่มา เพียงแต่ว่าผมต้องเข้าใจว่าผมต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทำเพื่อจะต้องการดูแลประเทศของเรา ประเทศไทยเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคนนี้ ประชาชนคนไทยของเรานี้ไม่ให้เกิดปัญหา ไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย แล้วก็ไม่เป็นภาระกับมิตรประเทศถ้าหากว่าเราวันนี้ดูแลกันไม้ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ ให้ชาติอื่นเขามาดูแลเราหรือครับ เราเป็นอิสระไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครมาเป็นกี่ร้อยปีแล้ว วันนี้เราทำไมจะต้องให้คนอื่นเขามาเที่ยวไปฟ้องร้องใครคนโน่นคนนี้ให้เขาช่วยมาแก้ปัญหาให้เรา ผมว่าน่าอายๆ nbsp;เราทำไมถึงต้องดึงประเทศเราให้ไปเป็นเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศที่เขามีปัญหาอยู่เวลานี้ ผมก็ไม่แน่ใจ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาคิดอย่างไร nbsp; nbsp;เพราะฉะนั้นผมให้โอกาสทุกคนเสมอมา เราก็ร่วมมือกับทุกประเทศในการปฏิบัติเพื่อสันติภาพ Peace Keeping มาตลอดใช้เวลาหลาย 10 ปีมาแล้ว nbsp;หลายร้อยภารกิจ ใช้กำลังทหาร พลเรือนหลายหมื่นคนไปทั่วโลก ที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งกลับมา ทางเรือก็มี ทางบกก็มีเป็นผลดีทั้งสิ้น/div divnbsp;/div divวันนี้ ผมก็บอกทุกคนในสังคมโลกว่า ผมขอเวลารัฐบาลนี้ ตัวผมเองขอเวลาทำให้กับคนไทยบ้างได้หรือไม่ ทำให้ประเทศไทยของเราซึ่งมีปัญหาอยู่นี้ ในเมื่อเราไปทำที่อื่นมามากมายแล้ว แล้ววันนี้เราก็ไม่อยากให้ใครต้องมาช่วยเรา ให้เราเข็มแข็ง แล้วเราก็จะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด โดยใช้กฎกติการะเบียบต่าง ๆ เหมือนปกติ เหมือนสากลไม่ได้ใช้อำนาจอะไรมากมาย จำเป็นต้องมีอยู่บ้างเท่านั้นเอง ใครจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าผมไม่ไปทะเลาะเบาะแว้งด้วย ก็ขอให้ถามคนไทยทั่วประเทศด้วยแล้วกันว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่ถามกลุ่มนี้ กลุ่มนั้นมา แล้วก็สรุปเอาเอง ก็ให้ความเป็นธรรมกับคนไทย ประเทศไทย ให้ความเป็นธรรมกับผมบ้าง ในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาล แม้กระทั่งตัวผมเอง ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ แต่จำเป็น ปล่อยไม่ได้/div divnbsp;/div divวันนี้ท่านก็เห็นอยู่ วันนี้ก็ยังไม่หยุดยังจะต่อสู้กันไปอะไรนักหนา ผมไม่รู้ ไม่แน่ใจ ทุกเรื่องมีปัญหาไปหมดจะปฏิรูป จะออกกฎหมายอะไรก็ไม่ได้ทั้งที่มันก็ยังไม่เกิดขึ้น ผมไม่เข้าใจว่าจะเดือดร้อนอะไรกันนักหนา เดือดร้อนแต่เพียงว่า วันหน้าจะเข้ามาใช้อำนาจไม่ได้ ใช้ไม่สะดวกโกงกินไม่ได้หรือป่าว อันนี้ไม่อยากจะเปิดศึก แต่ต้องพูด ไม่อยากนั้นผมถูกพูดอยู่ข้างเดียว เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษผมไม่อยากไปกล่าวว่าใคร ไม่อยากไปพูดประเทศไทยเสียหายอย่างไรมาไปโทษคนนั้นคนนี้ nbsp;ท่านไม่อายเขาหรือไง ท่านเที่ยวไปร้องแรกแหกกระเชอกับต่างประเทศเขาทั่วไปหมด ผมว่าต้องเลิกแล้วนะ/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งทั้งหมดต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็ดูแลบริหารแผ่นดินให้ถูกต้องแล้วก็ดูแล้วต้องดูด้วยว่า รัฐบาลที่มานั้นมาด้วยระบบที่โปร่งใสหรือเปล่า มีธรรมาธิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ เสียงส่วนน้อยเขาว่าอย่างไร ถ้าเสียงส่วนน้อยเขาคัดค้าน เขาไม่เห็นด้วยก็ต้องยอมรับสภาพมิใช่ว่าตัวเองจะทำถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด ก็อธิบายและแก้ปัญหาให้ได้ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งก็เกิดขึ้นก็บานปลายไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้ง แล้วเมื่อมีการใช้อาวุธสงคราม ซึ่งทุกประเทศในโลกเขาไม่มีแบบนี้ ประชาชนมาสู้กันเอง มันไม่มี ไม่ใช่แบบนี้ก็แล้วกัน/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น เมื่อรัฐบาลเลือกตั้งบริหารประเทศก็ไม่ได้ การใช้แล้วการอาวุธสงครามก็หาตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลเลือกตั้งเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร ประเทศชาติความสงบสุขของประชาชนจะอยู่ที่ไหน แหละนี่คือเหตุผลอันหนึ่งที่ผมต้องเข้ามา ก็เท่านั้นเอง แล้วก็พยายามจะทำต่อไปให้ดีที่สุด แล้วก็ท่านต้องช่วยกัน ต้องมีความหวัง อยากให้ทุกคนมีความหวังกับอนาคตของประเทศไทยเหมือนกับที่ผมมีความหวังกับอนาคตกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นความหวังทั้งสองความหวังนี้ของรัฐบาลของประชาชนต้องไปในความฝันอันเดียวกันว่า หวังจะมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล หวังที่ประเทศชาติมีความสุขสงบ หวังระบบเศรษฐกิจเข้มแข็ง หวังที่จะมีการทำมาค้าขาย การลงทุนมากขึ้น แล้วทำให้อาเซียนเข้มแข็งขึ้น/div divnbsp;/div divวันหน้าเราก็มีเงินทุนในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ลูกหลานเราสำคัญที่สุด ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียว เราต้องต่อสู้ทางการเมืองเพื่อจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากจะฝากนักการเมืองในอดีตและในอนาคตไว้ด้วย ต้องตั้งใจและแถลงให้ได้ว่า เข้ามาแล้วจะทำอะไรให้ละเอียดชัดเจน ถ้าจะให้แต่เพียงอย่างเดียวก็ต้องตอบให้ได้ว่านำเงินมาจากไหน เพราะฉะนั้น ในเมื่อวันนี้รายได้ประเทศก็มีอยู่เท่านี้ ผมไม่เห็นจะมากขึ้นกว่าเดิมเท่าไรเลย เพราะไม่มีช่องทาง การส่งออกก็แย่ลง ๆ ทำอย่างไร วันนี้เรากำลังสร้างตรงนี้ให้ท่านอยู่แล้ว ท่านมาขัดแย้งเราวันนี้ วันหน้าท่านเข้ามา ท่านก็เป็นแบบนี้แย่กว่าเดิมอีก เพราะว่าการยอมรับก็ไม่ได้อีก เพราะหลายพวกหลายฝ่ายเหลือเกิน ต้องแก้ให้ได้ทุกคนขอความร่วมมือ ผมไม่ใช่ศัตรูกับใครทั้งสิ้น/div divnbsp;/div divสัปดาห์นี้มีความคืบหน้าหลายประการในการดำเนินงานของรัฐบาล อยากจะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ/div divnbsp;/div divเรื่องการป้องกันแก้ไขสถานการณ์ “ภัยแล้ง”ผมถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ปีนี้ 2558 จากกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินไว้แล้วว่า ปีนี้จะแล้งกว่าทุก ๆ ปี อาจจะเป็นด้วยโลกเปลี่ยนเปลี่ยน สภาพอากาศโลกเปลี่ยนเปลี่ยนอะไรก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ได้สั่งการไปให้วางแผนเตรียมมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันที่จะป้องกันแล้วก็แก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ได้ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเร็ววันนี้ ณ วันนี้ก็เห็นเรียกร้องน้ำ สำหรับปลูกข้าวในพื้นที่ที่ห้ามปลูก ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาน้ำที่ไหน ก็เรียกร้องให้กรมชลประทานเปิดน้ำเพื่อจะมาเลี้ยงข้าว แล้วบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะทำอาชีพอื่นไม่เป็น nbsp; nbsp;ก็ต้องไปหาเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ ศูนย์ดำรงธรรมก็ได้ ไปบอกว่าไม่มีรายได้จะให้ทำอะไร ผมคิดว่าเขาคงไม่ไปทรมาน ให้ไปใช้แรงงานจนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ เด็ก คนชรา อะไรก็แล้วแต่ เขาต้องหาทาง หาเงินให้จนได้ เราก็ได้อนุมัติงบประมาณไปเป็นจำนวนมากพอสมควรในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ถ้าโต้แย้งทุกวันมันไม่ได้ แล้วเอาน้ำไปให้ แล้วน้ำประปาก็ลดลง น้ำที่จะผลักดันน้ำทะเลก็ลดลง แล้วจะทำอย่างไร แล้วจะอยู่กันอย่างไร ก็เสียหายพังพินาศกันไปทั้งหมด ทั้งขาดน้ำ ทั้งน้ำเค็มเข้ามากมายไปหมด/div divnbsp;/div divวันนี้ต้องแก้ทุกอันทั้งระบบ ก็ได้สั่งการไปแล้วในเรื่องน้ำนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยดูแลสถานการณ์ วางแผน ป้องกัน แก้ไข เตรียมมาตรการแก้ไขให้ได้ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นทางการเกษตรก็ต้องไปหาอาชีพเสริมจะทำอย่างไร ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำบริโภค รถน้ำจะส่งกันอย่างไร โครงการราชรัฐร่วมใจสู้ภัยแล้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือน รถน้ำ จะช่วยกันอย่างไร ต่อไปเกิดมีวาตภัยเข้ามาอีก พายุเข้ามา หมอกควัน ไฟป่าเข้าไปอีก การระบาดของแมลงวันนี้ก็มีหลายที่ nbsp;ตัวเพลี้ยตัวอะไรต่าง ๆ เขาลงไปแล้ว สวนยางก็มี ศัตรูพืชมากมาย รวมไปถึงการระบาดของโรคติดต่อในปศุสัตว์ พออากาศแห้งแล้ง หรืออากาศชื้น ก็มีโรคทั้งนั้น แล้วจะทำอย่างไร วันนี้อย่ามาตั้งหลักตั้งท่าเรียกร้องกันมากมายก็ไปดูแลแก้ไข เตรียมการแก้ปัญหา ปรึกษาเจ้าหน้าที่/div divnbsp;/div divวันนี้เราก็จะต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลสภาพอากาศ น้ำ ดิน พื้นที่เลี่ยงภัย ให้ใช้ในการวิเคราะห์ของส่วนราชการในการประเมินสถานการณ์ จัดทำแผนป้องกัน ซักซ้อม กำหนดงานรับผิดชอบ เร่งให้การช่วยเหลือโดยทันที วันนี้เราก็ได้สั่งการให้มีการมีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 44 เครื่อง ใน 7 จังหวัด รถบรรทุกน้ำ 48 คัน ใน 11 จังหวัด รวมปริมาณน้ำ ประมาณ 2 แสนลูกบาศก์เมตร/div divnbsp;/div divการปฏิบัติการฝนหลวงก็ทำอยู่ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่นาปรัง พื้นที่เขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง การช่วยเหลือการจ้างแรงงานเกษตรกร ขุดลอกคูคลอง พัฒนาระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำ การขุดสระเก็บน้ำของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 52% รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา เล็ก ๆ น้อย ๆ ขอให้ขุดกันไปให้หมดทุกที่ ทำอย่างไรจะมีที่เก็บน้ำ วันนี้ไม่มีที่เก็บน้ำ วันหน้าถ้าฝนตก ฤดูกาลหน้าก็มี ถ้าเราไม่ช่วยกันเตรียมการ ประชาชนไม่เตรียมกันเอง รัฐไปช่วยก็ไม่ทั่วถึง ถ้าต่างคนต่างช่วยกันทำก็โอเค ก็จะเร็วขึ้น ปีหน้าก็ทันใช้/div divnbsp;/div divเราอาจจะรอรับการช่วยเหลือของรัฐจนมากเกินไป จนช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น วันนี้ต้องช่วยกัน แล้วก็อยากฝากข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ลงไปช่วยเขาด้วย เพราะน่าสงสารบางครั้งเขาก็นึกอะไรไม่ออก ชาวไร่ ชาวนา ผู้มีรายได้น้อย ต้องช่วยเขา คิดถึงแววตา คิดถึงหน้าตาที่ต้องตากแดดกล่ำฝน ผมเห็นใจ เหยี่ยวย่นไปทุกคนเลย เขาไม่มีความสุขต้องดูแลเขา กี่ปีกี่เดือนเป็นชาติมาแล้ว ซึ่งทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ต้องแก้ไข nbsp;กี่ปีมาแล้วที่ยังแก้ไม่ได้เลย ก็แก้ให้ชัดเจนตรงไหนมีได้ มีไม่ได้ เขตชลประทานทำได้แค่ไหน ปริมาณน้ำต้นทุนมีเท่าไร ตรงนี้จะให้ทำอะไร ควรจะเกิดมาตั้งหลายรัฐบาลแล้ว ทำไมไม่เกิด มาเกิดตอนที่จะมาให้ผมทำตอนนี้ พอทำตอนนี้ก็ไม่ทันใจอีกแล้วจะทำอย่างไร แล้วจะรอให้ใครมาทำอีก เพราะฉะนั้นก็ฝากไว้แล้วกัน ช่วยคิดด้วย/div divnbsp;/div divวันนี้ได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานของกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการไปแล้ว 1,514 บ่อ แล้วที่ผ่านมามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไปแล้ว จำนวน 27,134 ราย ประมาณ 61% ของกลุ่มเป้าหมายที่เราจัดงบประมาณลงไป แล้วก็มีการอบรมอาชีพเสริมด้านการเกษตรจำนวน13,340 ราย ก็ประมาณ 75% ของกลุ่มเป้าหมาย มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วและอื่น ๆ อันนี้คงได้เฉพาะพื้นที่ที่ภัยแล้ง พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องเพาะปลูกนาปรังอะไรไม่ได้ทำนองนี้ ปลูกข้าวไม่ได้ เราก็ต้องให้ปลูกพืชทดแทนเพื่อมีรายได้ แต่ตรงไหนที่ปลูกได้อยู่แล้ว เช่น สวนยาง ก็เลี้ยงสัตว์เพิ่มไป ปลูกพืชอย่างอื่นกินได้ปลูกผักปลูกหญ้าอะไรไป มีพืชที่อยู่กันได้หมด ถ้าเราไม่สนใจก็ไม่ได้ ก็ต้องรอรับการช่วยเหลืออยู่แบบนี้ หลาย ๆ จังหวัด หลาย ๆ อำเภอ ก็มีการพัฒนาที่ดีผมเห็นรวมกลุ่มกันปลูกพืช ออร์แกนิกบ้าง ปลูกพืชทดแทนบ้าง แล้วก็หาอาชีพเสริมบ้าง สหกรณ์เข้มแข็ง เงินกู้ เงินอะไรต่าง ๆ ที่มีเขาก็หันไปเป็นระบบแต่ถ้าตรงไหนที่ยากจน ผมให้ไปสำรวจปรากฏว่าไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณที่มีที่รัฐสนับสนุนอย่างเป็นระบบเลย นำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไปซื้อโทรศัพท์มือถือไป อย่างนี้ไม่ได้ แล้วเงินหมุนเวียนก็ไม่เกิด ให้กี่ล้าน ๆ ก็หมด แบบนี้ต้องไปดู เพราะฉะนั้นถ้าไม่ยอมรับในความผิดพลาด ยอมรับในการแก้ไขของท่านด้วย ถ้ารัฐจะต้องดูแลทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่อย่างนี้ ถ้าเราเข้มแข็งบ้าง อะไรบ้าง รัฐก็มีกำลังใจในการที่จะไปช่วย/div divnbsp;/div divการจัดตั้งกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพประมง ปศุสัตว์ ก็ต้องเพิ่มเติม วันหน้าถ้ามีบ่อน้ำ อ่างเก็บน้ำที่ขุดเพิ่มเติมในปีนี้ได้ก็อยากจะให้เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาไว้กินบ้าง อะไรบ้าง ขายบ้าง ก็ช่วยเหลือกันไป วันหน้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เดือดร้อนเราต้องช่วยกัน เผื่อแผ่แบ่งปันกัน/div divnbsp;/div divสัปดาห์นี้คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง เป็นอีกโครงการหนึ่ง ในพื้นที่แล้งซ้ำซากจำนวน 3,052 ตำบล ใน 58 จังหวัด คือพื้นที่ที่ทำอะไรไม่ได้ แล้งมาทุกปี ๆ มีการประกันราคามาตลอด ความเสียหายก็เสียหายทุกปี ต้องเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นแล้วจะทำอย่างไร แต่ช่วงนี้เดือดร้อนก็จะพิจารณาให้ตำบลละ 1 ล้านบาท ก็ 3 พันกว่าล้านแล้ว ที่ผ่านมาด้านการเกษตรหลายหมื่นล้านเป็นแสนล้านแล้ว ผมคิดว่าที่ให้ไป ผมก็ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีกระทรวงมหาดไทยด้วย และ คสช. ทหารทุกหน่วย ทุกกองทัพภาคต้องเข้าไปดู กำกับดูแลให้โครงการทุกโครงการเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ให้ถึงครอบครัวผู้ยากไร้ คนแก่ เด็ก ฯลฯ บางครอบครัวทำไร่ ทำนามาตั้งแต่พ่อ – แม่ อายุ 60 – 70 ปี แล้ว ถ้ามาทำแรงงานจะให้เขาทำอะไร ให้เขาทำอะไรที่เบา ๆ แต่เขาก็ได้เงินเหมือนกัน เขาจะได้เลี้ยงครอบครัวใช้จ่าย/div divnbsp;/div divสิ่งนี้ขอให้ คสช. ไปช่วยเต็มที่ ดูด้วยว่าใครทุจริต ใครไม่จริงจัง ก็เร่งรัดออกให้เร็วด้วย บางทีก็ช้า ขั้นตอนมีมาก เราต้องซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน รัฐก็ซื่อสัตย์ ข้าราชการก็ต้องซื่อสัตย์ ประชาชนก็ต้องซื่อสัตย์ ขึ้นชื่อ ขึ้นทะเบียน ให้ชัดเจนขึ้นไม่ใช่รีรอ ถึงเวลาพอจะจ่ายก็จ่ายไม่ได้ แล้วก็มาเร่งรัดรัฐบาลว่าทำไมจ่ายช้า เพราะบัญชีไม่เรียบร้อย ท่านต้องขึ้นให้เรียบร้อยทุกคน ขอให้ทุกกระทรวง Clear เรื่องข้อมูลต่าง ๆ ให้เรียบร้อยการก่อนเพาะปลูกฤดูการหน้า ต่อไปอาจจะไม่ให้มีการเพิ่มรายชื่ออีกแล้ว ถ้าไม่รวมกลุ่มเป็นกลุ่มแปลงนาขนาดใหญ่มา ไม่รวมเป็นสหกรณ์มา การช่วยเหลือก็จะอยู่ทีหลังหรือให้ไม่ได้ก็ไม่รู้ ต้องมีมาตรการ/div divnbsp;/div divถ้าท่านเรียกร้องจากเราอย่างเดียวคงไม่ใช่ คงต้องตั้งกติกากันใหม่บ้างว่า ต้องรวมกันให้ได้ จะได้ไปช่วยได้ถูก ช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไร จะหาเครื่องมืออุปกรณ์ไปช่วยเหลือได้ ถ้าให้ไปทุกคนแจกครัวเรือนทุกครัวเรือนทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าให้เป็นกลุ่มให้เป็นสหกรณ์หรือไปปรับราคา การที่มาไถอะไรต่าง ๆ ให้ลดราคาลง สามารถทำได้ ถ้าแปลงนาใหญ่ขึ้น แต่ถ้าดูเป็นครอบครัว 5 – 10 ไร่ เขาก็คิดราคาเต็ม แล้วจะให้ผมไปทำตอนไหนได้/div divnbsp;/div divเรื่องปุ๋ยเหมือนกันก็เร่งรัดปุ๋ยอินทรีย์ให้มากที่สุด วันนี้ก็ผลิตได้มากมาย ก็นำไปใช้ ไปตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช ธนาคารปุ๋ย เบิกปุ๋ยไปใช้เป็นข้าวก็ได้ เบิกข้าวไปใช้เป็นยางก็ได้ อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ต้องเป็นไปตามตัวอักษรทั้งหมด เบิกอะไรต้องใช้สิ่งนั้น ก็สลับกันไป บริหารจัดการให้ดีแล้วกัน/div divnbsp;/div divในส่วนของการเพาะปลูก เร็ว ๆ นี้จะเข้ามาอีกแล้ว ขอให้รีบดำเนินการ ในส่วนของการช่วยเหลือมาตรการต่าง ๆ ใช้เงินของรัฐลงไปก็ขอให้มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต คอร์รัปชั่น เลิกได้แล้ว อย่าพึ่งเลย เพราะเรากำลังเร่งรัดเรื่องนี้อยู่ด้วย ประชาชนเดือดร้อน การทุจริตก็มากมาย วันนี้ก็ลดลงมาจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจมากนัก ตัวเลขลดลงมาน้อยจากการประเมินหรือจากโพลล์อะไรต่าง ๆ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าดีขึ้น ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนด้วย ถ้าหากว่าพบเห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดมีการทุจริตขอให้แจ้งเบาะแสให้รัฐบาลด้วย ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น จะได้รู้จะได้ Clear ตัวเองสักที/div divnbsp;/div divเรื่องการปฏิรูปบริหารราชการเพื่อความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ในเรื่องนี้นั้นที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในสัปดาห์นี้ได้มีการอนุมัติหลักการเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ nbsp;ซึ่งแนวทางนี้ ทาง คนร. ได้มีการศึกษาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศกับผู้รู้ทั้งหมดเลยทาง Doctor นักวิชาการ ทั้งด้านการเงิน การธนาคาร การบริหารต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทั้งสิ้น เพื่อจะกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจของไทย ท่านทราบอยู่แล้ว 50 กว่าแห่ง เป็นอย่างไร และการบริหารราชการที่ผ่านมามีกำไรขาดทุนอย่างไร รัฐต้องไปดูแลอย่างไร/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้นต้องมาดูว่า ปัญหาอยู่ที่ไหน ปัญหาอันแรกคือการกำกับดูแลทำอย่างไรไม่ให้ใครเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ได้ ไม่ใช่คนของคนนั่นคนนี้มาอยู่รัฐวิสาหกิจนี้ ไม่ใช่ เป็นอย่างนั้นต่อไปไม่ได้แล้ว ก็จะเกิดการรั่วไหล เสียหาย ต้องนำมาอุดหนุนกัน อันนี้ตรงไปโปะอันโน้น แทนที่จะมีงบประมาณที่กลับเข้าสู่รัฐมากมายในการพัฒนาประเทศ ก็ไม่มี สิ่งนี้ต้องกำกับการดูแลกันอย่างไร จะยอมรับกันหรือไม่ การบริหารราชการในลักษณะรัฐวิสาหกิจโดยข้าราชการ พอเพียงหรือไม่ จำเป็นหรือไม่ nbsp;หรือจะต้องมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเข้ามาด้วย หรือจะมีมืออาชีพเข้ามาบริหาร ก็หารือกันทั้งหมด ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ซึ่งไม่ขัดแย้งอะไรกันเลย แต่วันนี้ต้องเดินหน้าไปด้วย หมายความว่าจะแก้ก็แก้โครงสร้างใหม่ก็ทำ กฎหมายต้องไปเข้า สนช. เตรียมการ/div divnbsp;/div divในส่วนของการบริหารราชการ วันนี้ต้องทำให้โปร่งใส ไม่เช่นนั้นวันหน้ารัฐบาลเลือกตั้งเข้ามา แล้วจะทำอย่างไร ไม่ใช่จะป้องกันเขา ป้องกันให้มาใช้ในทางที่ผิด เพียงแต่ให้เขาใช้ประโยชน์ดูแลประชาชน เพราะอาสาเข้ามาดูแลประชาชน ขอให้ทุกอย่างนั้น เป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง มีการบริหารทรัพย์สินของชาติให้เกิดมูลค่าและประโยชน์สูงที่สุด เดี๋ยวก็ขัดแย้งกันอีก ไม่ไว้ใจกัน ไม่เชื่อมั่นกันก็ขัดแย้งเหมือนเดิม/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจจึงจำเป็นต้องกำหนดบทบาทและทิศทางการกำกับดูแลให้ชัดเจน โดยมีการแบ่งโครงสร้างเป็น 3 ส่วน สิ่งแรกกระทรวงต้นสังกัด จะเป็นผู้กำหนดแนวนโยบายในการดำเนินงาน (Policy) สิ่งนี้กระทรวง รัฐมนตรีก็รับไป หน่วยงานกำกับดูแล ก็จะแยกออกมาอีกส่วนหนึ่งคือ Regulator เป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คราวนี้จะต้องจัดตั้ง องค์กรเจ้าของ (Owner) ขึ้นมา เพื่อจะทำหน้าที่ในการดูแลความยั่งยืนในภาพรวมว่า จัดอย่างไร นำใครมาตรงนี้ เดี๋ยวไปหาดู กำลังให้กลับไปทำขึ้นมาใหม่ใน 3 ส่วนนี้จะทำงานประสานสอดคล้องกันอย่าไร เกื้อกูลอย่าไร จะแก้กฎหมายกันอย่างไร ตรงไหนบ้าง นี่คือการเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลง ในระหว่างนี้จำเป็น/div divnbsp;/div divเพราะฉะนั้น วันนี้กำลังศึกษาขั้นตอนอยู่ จะจัดตั้งอย่างไร เร่งร้อนเกินไป คนอื่นไม่ไว้ใจอีก วันนี้อยากให้ไว้ใจเรา เพราะเราไม่ได้คิดเพื่อผลประโยชน์อะไรเลย คิดแต่เพียงว่าจะฟื้นฟูกันอย่างไร แล้ววันหน้าจะเดินหน้าไปอย่างไร จะจัดการบริการประชาชนได้อย่างไร เกิดความโปร่งใสอย่างไร ไม่อย่างนั้นก็จะโทษกันไปโทษกันมาอยู่แบบนี้ ฉะนั้นจะต้องใช้ความโปร่งใส ใช้ระบบบรรษัทภิบาลที่ดี แล้วก็ไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองต่อไปในอนาคตด้วย การบริหารงานต้องมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัว ไม่ใช่ว่าปิดกั้นหรือควบคุมจนกระทั่งทำงานไม่ได้ เดี๋ยวก็มีปัญหาอีก ต้องสมดุลกัน nbsp;สิ่งเหล่านี้เป็นการวางรากฐานในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความยั่งยืนตลอดไป เพราะเป็นหน่วยงานที่มีรายได้ให้กับรัฐจำนวนมาก ถ้าทำดี nbsp;ๆ/div divnbsp;/div divเรื่องการช่วยเหลือแรงงาน กระทรวงแรงงานก็ได้เปิดศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย ที่เรียกว่า Smart Job Center ภายใต้ Concept “One-stop-service” nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ไม่มีงานทำและอยู่ระหว่างการหางานทำ จะหาได้ที่ไหน วันนี้เราก็อำนวยความสะดวกตรงนี้หรือใครที่ต้องการเปลี่ยนงาน เราก็จะมีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยอำนวยความสะดวกผู้รับบริการเป็นจอ Touch Screen ลดขั้นตอน มีบริการรับขึ้นทะเบียน รายงานตัวผู้ประกันตน ทั้งนี้ประชาชนสามารถรับบริการจากเจ้าหน้าที่หรือจะบริการด้วยตนเองก็ได้ มีจุดบริการสำหรับผู้พิการอีกด้วย บริการสัมภาษณ์งานผ่านระบบ Skype มีห้องสัมภาษณ์สดและบริการถ่ายคลิปวิดีโอแนะนำตัวเองได้ด้วยเพื่อจะให้นายจ้างพิจารณาบุคลิกภาพ nbsp;มุมบริการศึกษาค้นคว้าข้อมูลอาชีพ nbsp;ห้องแนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ ถือว่าครบวงจร วันนี้ก็อยากให้ประชาชนที่สนใจไปใช้ประโยชน์จากบริการนี้ ต้องรับรู้ทั่ว ๆ กันบอกกันต่อ ๆ ไปด้วย ตั้งอยู่ในกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ ช่วยกันเข้าไปดูว่าไปถึงไหนอย่างไร ถ้าดูแล้วไม่ดีก็บอกมา/div divnbsp;/div divส่วนของการท่องเที่ยว เป็นที่ทราบกันดีว่า ปีนี้เป็น “การท่องเที่ยววิถีไทย” ซึ่งจะนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเป็นจุดขายเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวให้มากขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวในบ้านเราเองด้วย ที่ผมเคยใช้คำว่า “ไทยเที่ยว และ เที่ยวไทย” ก็ง่ายดี เพื่อให้สัมผัสกับวิถีไทยต่าง ๆ สิ่งนี้จะมีผลให้คนไทยนั้นมีความรักในวัฒนธรรมไทย ดูแลกัน เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติไทยของเรา/div divnbsp;/div divกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็รับนโยบายไปว่าจะมีแผนการจัดงานใหญ่ ที่ผมต้องการให้เน้นการแสดงออก “วิถีไทย” ครบทั้ง 12 เดือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะกระจายรายได้ไปทุกภูมิภาคของประเทศ ที่ผ่านมาในเดือนมกราคมนี้ก็ได้เปิดตัวไปแล้วในภาพรวม “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” ที่ nbsp; nbsp;สวนลุมพินี เป็นการย่อเมืองไทยไว้ที่นั้นในใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการตอบรับเป็นอย่างดีมาก นักท่องเที่ยวจำนวนมากมาร่วมงานกว่า 6 แสนคน เงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นการเปิดการสร้างความเข้าใจ/div divnbsp;/div divสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ก็จะเน้นที่งานฉลองตรุษจีนที่เยาวราช จะเป็นตรุษจีนพิเศษ มีการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสครบรอบ 60 พรรษา เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าพระองค์ท่านทรงเป็นพระมิ่งขวัญไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น ยังทรงเป็นที่รักและชื่นชมของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนด้วย/div divnbsp;/div divเดือนมีนาคม จะมีงาน “มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ” และ “มวยไทย ศิลปะไทย มรดกไทย มรดกโลก และไหว้ครูมวยไทยโลก” ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มวยไทยมีชื่อเสียงมานานแล้ว ทั่วโลก มาฝึก มาหัด มาแข่งขันกัน ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ชาวต่างชาติก็บินข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อมาเรียนมาศึกษาศิลปะมวยไทย เพราะฉะนั้นก็คาดว่าจะมีผู้ที่ชื่นชอบบินมาอีกมากมายในช่วงดังกล่าว จากต่างประเทศก็จะเข้ามาร่วมพิธีไว้ครูที่สวยงามนี้เป็นจำนวนมาก ก็เชิญชวนและสนับสนุนให้คนไทย เยาวชนไทยให้มาสนใจและช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างร่างกายให้เข้มแข็ง วันนี้คนไทยไม่ค่อยออกกำลัง ไม่ค่อยสนใจกีฬาอะไรต่าง ๆ ที่ใช้ออกแรงมาก ๆ ผู้ชายต้องฝึก ตอนนี้ผู้หญิงเขาฝึกกันมากมายมวยไทย ในประเพณีมวยไทยนี้มีหลายอย่าง มวยคาดเชือกก็มี สิ่งนี้ประเทศไหนก็ไม่เหมือนประเทศไทย เกิดมาก็ชกมวยไทยได้เลย ต่างประเทศก็ต้องหัดตั้งหลายปีกว่าจะเตะได้ กว่าจะใช้ศอกได้ อะไรได้ ก็สนใจมวยไทยบ้าง/div divnbsp;/div divเดือนเมษายน ปีนี้ก็จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์” หลายประเทศก็พยายามจะนำไปเป็นแบบอย่าง เราเป็นต้นตำรับอยู่แล้ว อย่าทอดทิ้งของเราเอง ให้เป็นประเพณีที่ดีงาม ไม่ใช่มีปัญหาผิดกฎหมายกันอีกมากมายไปหมด เราจะจัดที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ และทั่วประเทศด้วย แต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันออกไป ช่วงสงกรานต์ของทุกปีชาวต่างชาติก็มาเที่ยวอยู่แล้ว เที่ยวเมืองไทย คนไทยหลายคนก็อาจจะไปเที่ยวต่างประเทศ ผมก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้วเป็นเสรีของท่าน และเป็นวันหยุดยาวด้วย ปีนี้ผมก็อยากให้ทุกคนลองเที่ยวในเมืองไทยดีไหม เพราะต่างประเทศหลายประเทศก็มีความวุ่นวาย สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลง เที่ยวเมืองไทยกันสักที มีทั้งหลายที่หลายทาง หลายจังหวัด บางคนก็เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อรดน้ำดำหัวผู้มีพระคุณ ใช้เวลาไปมาหาสู่รับพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ สิ่งนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนกลับมาสู่ประเพณีไทย วันหยุดราชการของข้าราชการบ้าง อันนี้ด้วยเหตุด้วยผล ก็อยากให้มีความสนุกสนาน และมีการเล่นสงกรานต์แบบไทย ๆ ด้วย ในช่วงวันหยุดหลายวันในช่วงสงกรานต์ เงินทองก็ไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ คนไทยก็มีความสุข การค้าการบริการ ก็ได้เงินทั้งหมด ใช้จ่ายกันในประเทศ “เรือล้มในหนอง ทองจะไปไหน”/div divnbsp;/div divเดือนพฤษภาคม ก็จะมี “เทศกาลไทยแลนด์มิวสิก เฟสติวัล” มหกรรมดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ ที่ชายหาดชะอำ เพชรบุรี และในเดือนมิถุนายน มี “มหกรรมThailand Grand Sale” สำหรับครึ่งปีหลังก็จะมีทั้ง “มหกรรมสานศิลป์แห่งแผ่นดินอาเซียน” ที่จังหวัดเชียงใหม่ “มหกรรมผ้าไหมไทย ร่วมเทิดไท้ราชินี” ณ กรุงเทพมหานคร “มหกรรมอาหารนานาชาติ” ที่จังหวัดภูเก็ต “สีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทง” ในกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ และในเดือนธันวาคม เช่นเดียวกันกับทุก ๆ ปี “เทศกาลมหกรรมแห่งความสุข” วันที่ 5 วันเฉลิมพระชนมพรรษา – วันพ่อแห่งชาติ เห็นไหม มีที่ท่องเที่ยวทั้งปีเลย ผมพูดยังเหนื่อยเลย แสดงว่าประเทศไทยมีความหลากหลาย น่าจะภูมิใจ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ รัฐบาล และ คสช. ได้มีมาตรการส่งเสริมความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวอีก โดยจัดตั้ง “กองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 200 ล้านบาท” มีผลใช้บังคับแล้ว ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2557 โดยให้การคุ้มครองนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกคน ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งในภาวะปกติ ภาวะวิกฤตในการประกาศกฎอัยการศึก และทำให้เกิดความสูญเสียหรือเสียหายใด ๆ จากการจลาจล การก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ การหยุดชะงักของการเดินทาง อาชญากรรม หรือภัยด้านอื่น ๆ โดยที่ไม่ได้เกิดจากความประมาท เจตนา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของนักท่องเที่ยว ซึ่งหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือนี้ เป็นไปตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ การขอรับการช่วยเหลือก็สามารถติดต่อสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาในทุกจังหวัด หรือ “สายด่วน” ตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตลอด 24 ชม./div divnbsp;/div divรัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม รถโดยสาร เรือเจ็ทสกี เกสท์เฮาส์ สถานประกอบการทั่ว ๆ ไป แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ มัคคุเทศก์ เจ้าหน้าที่ แท็กซี่ พ่อค้า - แม่ค้า ช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีได้ไหม อย่าทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ไปช่อโกงเขา ไปโก่งราคาเขา หรือของปลอมอะไรเหล่านี้ เสียชื่อไปหมด แล้วจะบ่นว่าคนเขาไม่มา ก็ไม่มา เพราะไปโกงเขา ไม่ได้ ต้องปรับปรุงทั้งหมด ให้ช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับแขก ช่วยกันประชาสัมพันธ์สิ่งดี ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว ไม่ใช่ไปโฆษณาสิ่งไม่ดีให้เขามาเที่ยว เพราะฉะนั้นก็ขอให้ชาวต่างชาติมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย การดูแล น้ำใจไมตรี รอยยิ้มของคนไทย ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในเมืองไทยเขาก็จะจำได้ ปีต่อไปเขาก็มาอีก ไม่ใช่มาครั้งเดียวแล้วเลิก เพราะเข็ดไม่ใช่ ต้องแก้ไข/div divnbsp;/div divเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2557 ในการมอบรางวัลนี้เพื่อถวายเป็นพระราชอนุสรณ์และเผยแพร่เกียรติคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย” สำหรับปี 2557 นั้น ก็มีผู้ได้รับรางวัล 2 ท่าน คือศาสตราจารย์ อากิระ เอ็นโด จากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ค้นพบสารที่สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพของยาลดไขมัน สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทั่วโลก ท่านที่ 2 คือ ศาสตราจารย์นายแพทย์โดนัล เอ เฮนเดอร์สัน จากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้นำของโครงการที่ทำการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษ หรือฝีดาษได้สำเร็จ ผมในนามของรัฐบาลไทยก็ขอแสดงความยินดีกับท่านทั้ง 2 ด้วย/div divnbsp;/div divขอแสดงความยินดีและชื่นชม น.ส.ณัชชา เจริญทองมั่นคง น.ส.ปวีณา อาชาคีรี และ ด.ช.วทัญญู เจริญทองมั่นคง ซึ่งเป็นเยาวชนชาวไทยเชื้อสายม้ง จากโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 จังหวัดตากที่สามารถคว้าแชมป์โต้วาทีภาษาอังกฤษระดับประเทศ ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้ เป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของความพยายามที่จะพัฒนาตนเอง และขอขอบคุณ นายเหมันต์ ยะอุทัย และ น.ส.วินทร์อร เมืองงำ อาจารย์ภาษาอังกฤษที่เป็นผู้ฝึกสอนด้วย/div divnbsp;/div divวันอังคารหน้านั้น ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ nbsp;เป็น “วันทหารผ่านศึก” ผมขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีและวีรกรรมของทหารผู้เสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและเอกราชของชาติไทย ด้วยการประดับ “ดอกป๊อปปี้สีแดง” อันเป็นสัญลักษณ์แทน “ทหารผ่านศึก” ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมอุดหนุนดอกป๊อบปี้ หรือบริจาคทุนทรัพย์ ร่วมให้การสงเคราะห์แก่ทหารที่ผ่านการปฏิบัติการรบ และครอบครัว โดยรายได้นำไปเป็นสวัสดิการ ดูแลในเรื่องที่อยู่อาศัย การศึกษา อวัยวะเทียม การส่งเสริมวิชาชีพ และกองทุนสงเคราะห์กู้ยืมไปประกอบอาชีพ nbsp;นอกเหนือไปจากสวัสดิการที่รัฐบาลดูแลให้อยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต้องดูแลอีก ฉะนั้นก็ขอเชิญชวนพี่น้องได้ช่วยกันตอบแทนน้ำใจแด่ผู้เสียสละผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ด้วย/div divnbsp;/div divการที่จะสร้างประเทศไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มีความร่มเย็น น่าอยู่ น่าอาศัย เป็นที่รักของประชาชนของคนทั้งโลก คนไทยต้องรักกัน สามัคคีกัน และเข้าใจกัน เผื่อแผ่แบ่งปันกันให้ได้ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/g8lln1aB704" height="1" width="1" alt=""/

'อนุพงษ์' ห้าม ขรก.ใช้คอมพ์ราชการเล่น 'เฟซบุ๊ก-ไลน์' ยกเว้นจำเป็น

Sat, 31/01/2015 - 15:37
divพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แจงเหตุสั่งห้ามข้าราชการใช้คอมพิวเตอร์ราชการเล่นเฟซบุ๊ก-ไลน์ แต่อนุโลมได้ถ้าจำเป็นต้องใช้เพื่อการทำงาน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div31 ม.ค. 2558 a href="http://www.tnamcot.com/2015/01/31/%E0%B8%9E%E0%B8%A5-%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82/"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่าพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กรมการปกครองออกคำสั่งห้ามข้าราชการใช้คอมพิวเตอร์ของหลวงเล่นโซเชียลมีเดียส่วนตัว อาทิเฟซบุ๊ก ไลน์ ว่า สาเหตุที่ออกคำสั่ง เพราะมีข้าราชการประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยใช้คอมพิวเตอร์ของราชการไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม จึงต้องออกคำสั่งป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้นำอุปกรณ์ของทางราชการไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย หรือใช้ในเรื่องที่เป็นส่วนตัว/div divnbsp;/div div“แต่หากข้าราชการจำเป็นต้องใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์ในการทำงาน สามารถอนุโลมให้ใช้ได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเหมาะสม และอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคลในการใช้ในทางที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อการทำงานด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vyGk_BK6ic4" height="1" width="1" alt=""/