ประชาไท

Syndicate content
Updated: 4 min 21 sec ago

ปมขอนานาชาติสังเกตการณ์ประชามติกันโกง ประยุทธ์บอกไม่ดึง จตุพรชี้เป็นเรื่องปกติ

9 hours 9 min ago
!--break--!--break-- p28 เม.ย.59 nbsp;จากที่กรณีเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมาnbsp;จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่าnbsp;บรรยากาศการทำประชามติต้องไม่อยู่ในบรรยากาศของความกลัว ที่กลัวแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ คสช.ควรยกเลิกการทำประชามติเสีย รวมถึงการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจที่จะให้การทำประชามติเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมตามความฝันของ กกต.นั้น ในทางปฏิบัติแล้วสามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย กกต. และผู้มีอำนาจควรเปิดกว้างให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) หรือองค์กรใดๆ ก็ตามในระดับนานาชาติมาสังเกตการณ์ในการลงประชามติอย่างเปิดเผย ซึ่งนี่เป็นเรื่องของความสุจริต โปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจ นั้น (a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65418"อ่านรายละเอียด/a)/p h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์ ไม่ดึง ตปท.ร่วมสังเกตประชามติ เทียบเปิดประตูกรุงศรีฯให้ข้าศึก/span/h3 pวานนี้ (27 เม.ย.59) a href="http://www.thairath.co.th/content/612160"ไทยรัฐออนไลน์/a รายงานว่า ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้อยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่าnbsp;วันนี้เราต้องเอากฎหมายมาสร้างความร่วมมือ และประชาธิปไตยต้องไม่มีความขัดแย้ง หากย้อนไปดูความสูญเสีย เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกก็เป็นเพราะคนไทยเปิดประตูให้ข้าศึกเข้ามา เหมือนกับปัจจุบันที่คนไทยเปิดความขัดแย้ง เรียกให้ต่างชาติเข้ามาดู แล้วไม่รักแผ่นดินกันหรืออย่างไร ซึ่งตนอยู่มาทุกรัฐบาลไม่เคยมีความขัดแย้ง แต่เมื่อใดที่ชาติไม่ปลอดภัย ตนจึงต้องเข้ามา และที่เข้ามาก็ไม่ได้อยู่สบาย เพราะต้องทำเพื่อให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าคนไทยเป็นคนซื่อสัตย์ มีความกตัญญู ใครให้อะไรมาก็รับ แต่ต้องคิดใหม่ว่าเขาให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ นอกจากนี้ขอให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านเปิดใจให้กว้างอย่าฟังใครคนใดคนหนึ่ง/p h3span style="color:#0000cd;"จตุพรยันให้องค์กรนานาชาติสังเกตการณ์ประชามติเป็นเรื่องปกติ/span/h3 p28 เม.ย.59 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ถึงการเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติเข้ามาสังเกตการณ์ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ว่า การให้องค์กรต่างประเทศมาสังเกตการณ์ประชามตินั้น เกิดขึ้นมากมาย เป็นเรื่องปกติ และกรณี สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังเคยไปสังเกตการณ์ทำประชามติที่ประเทศสก็อตแลนด์มาแล้ว ทำไมไม่ห้ามและไม่มีใครบอกว่า ไปชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านเลย รวมทั้งอียู สหรัฐ ยังไปสังเกตการณ์เลือกตั้งพม่า แล้วประเทศพม่าได้ตกเป็นเมืองขึ้นแล้วหรือเปล่า/p p"การทำประชามติไม่ได้ทำกันลับๆ ล่อๆ เพราะจะยิ่งออกอาการให้สงสัย ส่วนการระบุว่า รับจ้างพูดเรื่องนี้จะติดคุกนั้น พล.อ.ประวิตร นายวิษณุ รับจ้างใครหรือ และผมพูดแค่นี้ไม่มีปัญญาหรือ จึงต้องรับจ้างคนมาพูด การพูดของผมนั้น ต้องการให้มาเห็นบรรยากาศประชาธิปไตยในไทย ถ้ามีจริงแล้ว จะมีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาเทียร์สาม การประมง หรือการค้ามนุษย์ที่ถูกลงโทษอยู่ในขณะนี้ได้บ้าง" จตุพร กล่าว/p pจตุพร กล่าวว่า ถ้าการทำประชามติของไทยมีความโปร่งใสแล้ว การแจ้งความของนายสมชัยเพื่อเล่นงานคนผิดกฏหมายประชามติ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังแปลกใจที่ไปแจ้งความ ซึ่งทำไม่ได้ โดยไม่มีมติของกกต.ก่อน รวมทั้งการชี้แจงของ กรธ.และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เน้นแต่สิ่งดีของร่างรัฐธรรมนูญ การอ้างแบบนี้จะจบเห่ เพราะถ้าดีจริงต้องให้ฝ่ายเห็นต่างได้แสดงออกด้วย แต่กลับห้ามแล้วจะดีได้อย่างไร/p pจตุพร กล่าวต่อว่า ตนขอบอกนายกรัฐมนตรีว่า ท่านเป็นคนแบกโลกไว้คนหนึ่ง การห้ามข้าราชการไปภักดีกับเจ้านายเก่า เมื่อถูกกดันแล้ว สิ่งนี้จะไปสำแดงกับการทำประชามติ ต้องรู้อย่างหนึ่งว่า จะไม่มีใครบอกท่านว่าแพ้ พวกเค้าจะย้ำแต่ชนะเท่านั้น เพราะบอกแพ้จะถูกเล่นงาน จากนั้นจะเกิดกดดันไปยังประชาชน ซึ่งจะมีการต้านเงียบอย่างสงบ รอการไปใช้สิทธิ์วันที่ 7 ส.ค. สิ่งสำคัญ คนไทยไม่มีใครชอบให้ใครมาจิกหัวด่า/p pจตุพร กล่าวว่า ถ้าต้องการให้ประชามติโปร่งใส เที่ยงธรรม นายกรัฐมนตรีต้องขอบคุณพวกตนที่กำลังจะร่วมกันปราบโกง ตนจึงของชวนคนไทยร่วมกับทำหน้าที่ชาติบ้านเมือง เมื่อพบการทุจริตประชามติ ร่วมกันดำเนินคดีโดยไม่ละเว้นและอย่ามองว่า การจับการทุจริตประชามติเป็นปัญหาnbsp;/p p"คนไทยต้องไม่ยอมให้เกิดการทุจริตในปี 2559 เหมือนที่เกิดในปี 2550 เราต้องร่วมกันต้านโกง และขอชวนประชาชนไปใช้สิทธิ์ตามดุลพินิจของประชาชน แต่อย่าปล่อยให้มีการโกงประชามติเกิดกับประเทศเด็ดขาด พบที่ไหนแจ้ง ใครคิดว่า การทุจริตมีภูมิต้านทาน มีเกราะป้องกัน ก็ไม่มีปัญหาถือเป็นการเดิมพันชีวิตกัน ดังนั้น อย่าวิตก พบโกงที่ไหน ร่วมเป็นหูเป็นตา การจับโกงเป็นการทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง การร้อง กกต.เป็นหน้าที่ของพวกผม หากกกต.ไม่ดำเนินการก็แจ้งเล่นงาน นายกรัฐมนตรีเกลียดการซื้อเสียงแล้ว ครั้งนี้มาร่วมมือกันจับโกงประชามติ เมื่อทุกฝ่ายเกลียดโกงกันหมดต้องมาร่วมมือกัน" nbsp;จตุพร กล่าว/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65446" target="_blank"ส่องปฏิกิริยาหลัง นปช.เสนอให้ #039;ยูเอ็น-อียู#039; เข้ามาสังเกตการณ์ประชามติกันประชาชนถูกโกง/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65456" target="_blank"จตุพรดักถ้าไม่คิดโกง ก็ควรหนุน #039;อียู-ยูเอ็น#039; สังเกตการณ์ประชามติ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ID6QW8PGobo" height="1" width="1" alt=""/

พ่อเล่าเรื่อง ‘ปอน’ บก.ลายจุดเล่าเรื่อง ‘วา’ – 2 ใน 8 ผู้ต้องหาเพจรักประยุทธ์

9 hours 22 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1607/26425056970_4420a88080.jpg" style="width: 330px; height: 395px;" /br /span style="color:#ff8c00;"พ่อปอน หฤษฏ์/span/p pที่ศาลอาญา ระหว่างนั่งอยู่ที่ศาลอาญาร่วมกับญาติคนอื่นๆ รวม 4 รายที่เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวเนื่องจากการจับกุมและควบคุมตัวมิชอบ ตามมาตรา 90 ของป.วิอาญา (a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65503"อ่านข่าวที่นี่/a)/p p"คดีแบบปอน ถ้าโดนขึ้นมาจริงๆ โทษหนักไหม"/p pนั่นคือคำถามสุดท้ายของ กฤช มหาทน อายุ 64 ปี พ่อของ ปอน หฤษฏ์ มหาทน หนึ่งในผู้ที่ถูกทหารควบคุมตัวไปเมื่อเช้ามืดวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา/p pมันเป็นเพียงไม่มีกี่คำถามจากบทสนทนาขนาดยาว แต่เราไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้/p pเขาเหมือนอีกหลายคนในตอนนี้ ที่กำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายตัวเอง เหตุใดจึงถูกโดนควบคุมตัวไปโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่มีหมายจับ และไม่บอกสถานที่ควบคุมตัว/p pหลายคนที่ไม่รู้จักปอน คงสงสัยหนักเข้าไปอีกว่าหนุ่มอายุ 27 เจ้าของร้านราเมง และร้านข้าวมันไก่ ที่ สปป.ลาว อดีตนักข่าวมติชน และนักเขียนนวนิยาย ไลท์ โนเวล มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงถูกควบคุมตัว/p pและนี่คือ ปอน ในแบบที่พ่อเขารู้จัก/p pเขาเล่าให้ฟังว่า ปอน เป็นนักดีเบต มาตั้งแต่เด็ก เวลาเล่นอะไรกับเพื่อนเขามักใช้เหตุผลโน้มน้าวให้เพื่อนคล้อยตามได้ตลอด จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานทุกคนผู้ร่วมทุนหลายคนที่อายุมากกว่าเขาทุกคนยอมรับ และรับฟังทุกเหตุผลที่ปอนด์พูด/p pในสายตาของคนเป็นพ่อ เขามองเห็นว่าปอนด์คือหัวหน้าครอบครัว เพราะทุกวันนี้ปอนด์เป็นคนส่งเสียน้องสาวเรียนปริญญาตรี ที่คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และส่งเงินให้พ่อบ้างเป็นบางครั้ง ด้วยเงินจากกิจการที่เขากับเพื่อนร่วมสร้างมันมา/p pความฝันอย่างหนึ่งของปอนด์คือการเรียนต่อ หลังจากส่งเสียน้องสาวเรียนจนจบ/p pถึงที่สุดเขาไม่รู้ว่า ปอน ทำอะไรผิดกฎหมาย แต่ถ้าเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เขาเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกชายตัวเอง มันหนักเกินไป/p p"เขาเป็นคนเก่ง สร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง" พ่อปอน กล่าวตอนหนึ่งในบทสนทนา ก่อนเขาจะแยกตัวออกไปที่กองปราบหลังทราบข่าวว่าจะมีการแถลงข่าวกรณีดังกล่าวในเวลาบ่ายสองวันนี้ ขณะที่การแถลงเกิดขึ้นจริงในเวลาเกือบ 1 ทุ่ม (a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65509"อ่านแถลงข่าวที่นี่/a)/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"00000br /br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1572/26605299572_5834f14a5e.jpg" style="width: 333px; height: 500px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ภาพธนวรรธน์ บูรณศิริ จากเฟซบุ๊กสมบัติ บุญงามอนงค์/span/p pเมื่อราวเที่ยงคืนของวันที่ 28 เม.ย.2559 สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึง ‘ธนวรรธน์ บูรณศิริ’ หรือวา เด็กหนุ่มอายุ 22 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาคดี ‘เพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์’ ที่ถูกทหารควบคุมตัวและในวันนีถูกแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ร่วมกับคนอื่นๆ รวม 8 คน ทั้งนี้ ชื่อของสมบัติก็ปรากฏอยู่ในผังเชื่อมโยงเครือข่ายที่ตำรวจแจกแก่สื่อมวลชนด้วย โดยระบุว่าธนวรรธน์ทำงานร่วมกับสมบัติ และผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งรับทำเว็บเพจให้สมบัติbr /br /ข้อความมีดังนี้br /br /“วาเป็นเด็กวัด การบวชเณรทำให้เขามีโอกาสจบการศึกษาภาคบังคับnbsp;br /เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์นัก ใครจะเชื่อว่าในช่วงที่เขาเรียนมัธยมต้น เขาติดสอยห้อยตามกู้ภัยไปเก็บศพที่สึนามิอยู่หลายวัน เขามีชีวิตอยู่กับเพื่อนที่เป็นรุ่นพี่/p pผมพบวาครั้งแรกตอนที่เขามาเป็นอาสาสมัครที่ ศปภ ภาคประชาชนตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 เขาทำหน้าที่อยู่ที่หน่วยวิทยุสื่อสาร เชื่อมประสานกับกู้ภัยในแต่ละเขตในพื้นที่อยุธยา/p pผมไม่ปฏิเสธว่าน้องคนนี้ผมรู้จักและคุ้นเคยกันพอสมควร หลัง รปห 57 เขาไปทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการอยู่ Peace TV และเขาดูแลรายการประชาชน 3.0 ไอ้ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่สีเหลือง ๆ ที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากรายการของผม ก็เป็นตุ๊กตาที่มีสาวซื้อให้วา แต่ผมชิงมาเป็นฉากประกอบรายการทีวี/p pผมไม่ทราบว่าเขาทำเพจล้อเลียนพลเอกประยุทธมาก่อน เมื่อเป็นข่าวผมแวะเข้าไปในเพจ บอกตามตรง เป็นเพจล้อเลียนแบบขำ ๆ เกรียน ๆ ไม่ใช่เพจที่ทำลายความมั่นคงแต่ประการใด การที่เขาถูกตั้งข้อกล่าวหาใน ม.116 เป็นเรืองเกินเลยสำหรับเด็กเกรียน ๆ คนนี้/p pเขาไม่ใช่เสื้อแดง เขาเป็นจิตอาสาคนหนึ่ง ที่มักเอาตัวเองแวะเวียนไปร่วมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ล่าสุดเขามาเป็นอาสามัครช่วยถ่ายภาพกิจกรรมให้กับ NGOs แห่งหนึ่ง หลังจากเพิ่งลาออกจาก Peace TV เมื่อเดือนที่แล้ว”/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/H4GwZ6L6G6k" height="1" width="1" alt=""/

เพื่อไทย ร้องคสช.แก้ พ.ร.บ.ประชามติ ให้สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย

10 hours 17 min ago
!--break--!--break-- divnbsp;/div div28 เม.ย. 2559 พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ nbsp;โดยระบุว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันที่ 7 ส.ค.นี้ เป็นวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย และต่อมาเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา nbsp;พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มีผลใช้บังคับ โดยมีข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติอย่างเข้มงวด และยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ตีความได้ทุกกรณีตามอำเภอใจ เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 และ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมตัว ค้นและจับกุมตัวบุคคลได้โดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล ส่งผลให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญถูกจำกัดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่ากรณีของ วัฒนา เมืองสุข ที่ถูกทหารควบคุมตัวด้วยสาเหตุเพียงแค่แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ กรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่แสดงความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกข่มขู่ที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวดำเนินการ รวมถึงการแถลงของ จตุพร พรหมพันธุ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการควบคุมพลเรือนจำนวนประมาณ 10 คน ซึ่งอยู่ในกลุ่มกิจกรรมเฟสบุ๊กไปไว้ในค่ายทหาร โดยอ้างว่าผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ยังไม่รวมถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะข่มขู่ห้ามการแสดงความเห็น หรืออภิปรายข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญอยู่อย่างต่อเนื่องด้วย นั้นnbsp;/div divnbsp;/div divพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น คือ การนำร่างรัฐธรรมนูญไปขอความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งการตัดสินใจเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นการตัดสินใจว่าจะให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดเพื่อใช้ในการปกครองประเทศหรือไม่ การออกเสียงประชามติดังกล่าวจึงมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divดังนั้น การออกเสียงประชามติจึงต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม โปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรมทุกขั้นตอน ประชาชนต้องมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับทราบข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ทั้งต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนมีโอกาสที่จะรับฟังการอภิปรายถึงข้อดีและข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติที่ต้องให้ประชาชนได้ทราบเนื้อหา ผลดีและผลเสียของร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจลงคะแนนออกเสียงยอมรับหรือไม่ยอมรับกติกาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหลักการสากลในการทำประชามติnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divเมื่อพิจารณาnbsp;พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 แล้ว พรรคเพื่อไทยเห็นว่า แม้มาตรา 7 จะให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไว้ แต่มาตรา 61 ของกฎหมายฉบับนี้กลับกำหนดข้อห้ามที่เข้มงวด ขัดต่อหลักการในมาตรา 7 เสียเอง และยังกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้สูงมาก โดยให้จำคุกถึง 10 ปี นอกจากนี้เนื้อความของกฎหมายยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจตีความการกระทำของบุคคลได้อย่างกว้างขวาง จนยากจะเข้าใจได้ว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ การจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนในการให้ความเห็นและเผยแพร่ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากจะเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลของประชาชนแล้ว ยังเป็นการใช้มาตรการทางกฎหมายแบบเผด็จการ เพื่อจำกัดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน อันขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันกลับให้อำนาจแก่รัฐในการที่จะใช้กลไกในระบบราชการทุกรูปแบบเพื่อเข้าถึงประชาชนในการให้ข้อมูลด้านเดียวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ ซึ่งแม้จะอ้างว่าเพื่อชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ แต่โดยพฤตินัยแล้วก็คือการชี้นำให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญนั่นเอง อนึ่ง คำข่มขู่ของพลเอกประยุทธ์ฯ และพลเอกประวิตรฯ ต่อประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง ได้สร้างความหวาดกลัว และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน จนไม่มีประโยชน์อันใดที่จะทำประชามติในลักษณะเช่นนี้nbsp;/div divnbsp;/div divข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าว องค์กรทั้งในและต่างประเทศ ต่างได้แสดงความเป็นห่วงถึงการออกเสียงประชามติที่ถูกปิดกั้นครั้งนี้อย่างกว้างขวาง รวมถึงเรียกร้องให้มีการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (APHR), สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF), มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw), ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR), สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย เป็นต้นnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divพรรคเพื่อไทยจึงเรียกร้องมายัง คสช. ดังต่อไปนี้ nbsp;1. รัฐบาล และ คสช. ต้องแก้ไขnbsp;พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2559 ในมาตรา 7 และมาตรา 61 ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์ อภิปรายแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นของตน ไม่ว่าจะในทางเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ หากเป็นไปโดยสุจริตและในทางวิชาการ นอกจากนั้น คสช. ต้องแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่ง และ/หรือประกาศของหัวหน้า คสช. หรือ คสช. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนที่เป็นไปโดยสุจริตและในทางวิชาการnbsp;/div divnbsp;/div div2. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรีบเผยแพร่ระเบียบปฏิบัติตามnbsp;พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 โดยระเบียบดังกล่าวต้องยึดเจตนารมณ์ตามมาตรา 7 เป็นสำคัญ และให้ถือว่าการแสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นของบุคคลโดยสุจริตและในทางวิชาการ เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายnbsp;/div divnbsp;/div divพรรคเพื่อไทย ระบุตอนท้ายแถลงการณ์ด้วยว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมา สะท้อนความต้องการอันแท้จริงของประชาชน ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และจะไม่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกอีกต่อไปnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nPGcGs6_NmQ" height="1" width="1" alt=""/

เพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ทำพิษ เจอข้อหา 116-พ.ร.บ.คอม 8 คน-2 คนพ่วงคดี 112

10 hours 40 min ago
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1537/26697380045_cf684755c3.jpg" style="height: 350px; width: 350px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ภาพซึ่งเป็นสเตตัสล่าสุดของเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ โพสต์เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 เม.ย.2559/span/p pกรณีที่วานนี้ (27 เม.ย.2559) ทหารบุกควบคุมตัวประชาชนหลายรายตั้งแต่เช้ามืด แบ่งเป็นในจังหวัดขอนแก่น 2 รายคือ หฤษฏ์ มหาทน หรือ ปอน และนายนิธิ กุลธนศิลป์ และในกรุงเทพฯ อีก 7 ราย ทราบชื่อภายหลัง ได้แก่ 1.นางสาวณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ หรือนัท 2.นายนพเก้า คงสุวรรณ 3.นายวรวิทย์ ศักดิ์สมุทรนันท์ หรืออ้วน 4.นายโยธิน มั่งคั่งสง่า หรือโย 5.นายธนวรรธน์ บูรณศิริ อายุ 22 ปี 6.นายศุภชัย สายบุตร หรือ ตั๋ม อายุ 30 ปี และ 7.นายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา หรือ ที อายุ 34 ปี/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า การควบคุมตัวในครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุว่าพวกเขาถูกจับกุมจากกรณีใด นำตัวไปไว้ที่ใด จนกระทั่งพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย ที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จำนวน 10 คน อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวนายนิธิออกมาเพียงคนเดียว ส่วนที่เหลืออีก 8 รายยังคงถูกควบคุมตัวในมทบ.11 โดยไม่สามารถติดต่อกับญาติและทนายความได้ ต่อมาในช่วงเย็นมีการนัดชุมนุมของกลุ่มพลเมืองโต้กลับเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประชาชนทั้งหมดที่ถูกจับเนื่องจากการจับกุมมิชอบ รวมถึงมีแถลงการณ์จากองค์กรต่างๆ/p pความคืบหน้าล่าสุดในวันนี้ (28 เม.ย.2559) ช่วงบ่ายศาลทหารได้อนุมัติหมายจับผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดรวม 9 คน โดยในจำนวนนี้ได้เพิ่มเติมชื่อนายชัยธัช รัตนจันทร์ ด้วย แต่ตำรวจชี้แจงว่าอยู่ต่างประเทศไม่สามารถติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้/p pเวลาประมาณ 18.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม ตำรวจตั้งแถลงข่าวนำโดยพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติร่วมกับทหารพระธรรมนูญและแพทย์ที่ตรวจร่างกาย โดยมีการนำผู้ต้องหาทั้ง 8 คนมาร่วมแถลงข่าวด้วยและให้ตัวแทนจากสภาทนายความเข้าร่วมรับฟัง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านนี้ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและญาติของผู้ต้องหาจำนวนหนึ่งขอเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วยพร้อมทั้งแจ้งว่าญาติผู้ต้องหาได้แต่งตั้งทนายความแล้วจึงขอเข้าพบลูกความแต่ตำรวจไม่ได้อนุญาตให้ทนายและญาติเข้าฟังการแถลงข่าวและพบผู้ต้องหา คงมีเพียงผู้สื่อข่าวเท่านั้นที่ได้เข้าฟังการแถลงข่าว ทั้งนี้ การแถลงข่าวเกิดขึ้นในช่วงใกล้ค่ำ จึงฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดยังศาลทหารไม่ทัน เจ้าหน้าที่จึงจะจนำตัวผู้ต้องหาไปฝากยังศาลทหารในวันรุ่งขึ้น (29 เม.ย.) 9.00 น./p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1485/26670220326_a5446bc075.jpg" style="width: 500px; height: 341px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ญาติผู้ต้องหามาดักรอที่กองปราบ เมื่อผู้ต้องหาลงจากรถก็โบกมือให้br /แต่ไม่สามารถเข้าไปพูดคุยหรือเข้าร่วมฟังแถลงข่าวได้/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1650/26603923352_a41f76d83d.jpg" style="width: 500px; height: 332px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1614/26670220716_c020ff0554.jpg" style="width: 500px; height: 352px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ทนายความจากศูนย์ทนายพยายามจะฝ่าแนวทหารกั้นเข้าไปเจรจากับตำรวจเพื่อขอพบผู้ต้องหาbr /พล.ต.อ.ศรีวราห์ไม่อนุญาต สุดท้ายถูกกันออกจากห้องแถลงข่าว/span/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1720/26091009144_c6f957fed4.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //span/p pผู้สื่อข่าวรายงานเบื้องต้นว่า เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 8 คน ในความผิดนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และสร้างความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน มาตรา nbsp;116 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยการทำเพจในเฟซบุ๊กชื่อ เรารักพล.อ.ประยุทธ์ nbsp;ทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหา ยกเว้นนายนายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา ที่รับสารภาพ/p pนอกจากนี้ในจำนวนนี้ยังมีผู้ต้องหา 2 คนที่โดนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ นายหฤษฏ์ มหาทน หรือ ปอน และนางสาวณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ หรือนัท จากกรณีที่ส่งข้อความส่วนตัวคุยกันโดยเนื้อหาเข้าข่ายความผิดดังกล่าว/p pนอกจากนี้ตำรวจยังแจกแผนผังแสดงความเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ต้องหาโดยบนสุดของแผนผังเป็นบุคคลที่ตำรวจไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร แต่ระบุว่าเป็นผู้ว่าจ้างกลุ่มคนทั้งหมดในการทำเพจดังกล่าว รองลงมาคือ นายชัยธัช รัตนจันทร์ ซึ่งเป็นผู้นำเงินไปจ่ายให้แต่ละคน แต่ไม่สามารถติดตามตัวได้เนื่องจากอยู่ต่างประเทศ ถัดมาคือ นางสาวณัฏฐิกา และคนอื่นๆ โดยแผนผังระบุแต่ละคนจะได้เงินรายเดือน 16,000-23,000 ในการทำเพจดังกล่าว นอกจากนี้แผนผังดังกล่าวยังมีการเชื่อมโยงเพิ่มเติมด้วยว่า บางคนก็รับทำเพจให้สมบัติ บุญงานอนงค์ หรือจตุพร พรหมพันธ์/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ นั้นตั้งขึ้นเมื่อ 21 พ.ค.2557 โดยเพิ่งมาแอคทีฟในช่วงหลัง มียอดไลค์ ณ ปัจจุบัน 71,798 เนื้อหาในเพจเป็นลักษณะล้อเลียน เสียดสี และโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นต่างๆ ร่วมสถานการณ์ โดยมีการตัดต่อภาพและข้อความ เช่น ทำภาพพลเอกประยุทธ์เลียนแบบ ‘เจ๊จู วัสดุก่อสร้าง’พร้อมข้อความเสียดสี “รำไม่ดี....โทษรัฐบาลที่แล้ว” , ภาพพล.อ.ประยุทธ์ ตีแบตกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แทนที่จะเป็นน้องเมย์, นำภาพหน้า พล.อ.ประยุทธ์ตัดต่อเป็นนางนพมาศบนเสลี่ยงและตัดต่อภาพนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์เป็นผู้หามเสลี่ยง เป็นต้น/p pเมื่อถามว่าทำไมเพจดังกล่าวเปิดมานาน และมีเพจล้อเลียนเสียดสีจำนวนมาก ทำไมเพิ่งมีการจับกุมกันตอนนี้ พล.ต.อ.ศรีวราตอบว่า เจ้าหน้าที่ทหารเพิ่งแจ้งความเข้ามาจึงเพิ่งมีการดำเนินการ ส่วนว่าจะดำเนินการจัดการกับเพจลักษณะนี้อย่างไรต่อไป เขากล่าวว่า มี ปอท.คอยตามสอดส่องอยู่ตลอด หรือใครพบเห็นให้แจ้งความเข้ามา/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td h3รายละเอียดการแถลงข่าวของตำรวจ/h3 pbr /a href="https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%9E%E0%B8%A5.%E0%B8%95.%E0%B8%95.%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%A5+%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4amp;biw=1366amp;bih=657amp;tbm=ischamp;tbo=uamp;source=univamp;sa=Xamp;ved=0ahUKEwjF1OzDz7HMAhWGE5QKHc3EDlsQsAQIGQ"พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช/a ผู้บังคับการ ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานแห่งชาติ ผบก.ผอ.สยศ.ตร. แถลงว่า จากกรณีที่เป็นข่าวตั้งแต่เมื่อวาน (27 เม.ย.) ว่า มีบุคคลถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวไปนั้น จากการตรวจพบว่าบุคคลที่ถูกควบคุมตัวไปมีการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จและทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด เป็นข้อความที่มีการต่อต้านการทำงานของ คสช. รัฐบาลและผู้นำรัฐบาล ก่อให้เกิดความปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องในหมูประชาชน ถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น มีการยุยงปลุกปั่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ดำเนินการสืบสวน ติดตามข้อมูลดังกล่าวตลอดมาจนกระทั่งพบว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จึงได้มีการดำเนินการเชิญตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ได้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการสอบปากคำจำนวน 8 คน และวันนี้เจ้าหน้าที่ทหารได้ส่งตัวบุคคลดังกล่าว มามอบให้พนักงานสอบสวนรับตัวไปดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ทหารคือ พลตรีวิจารณ์ จดแตง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม/p pสำหรับรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พล.ต.ต.ชยพล กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง แบ่งการทำงานออกเป็นขั้นตอนมีผู้บงการ มีผู้รับคำสั่ง มีหัวหน้าทีม มีผู้ปฏิบัติการในการทำเว็บเพจ โดยเริ่มจากผู้สั่งการได้มีคำสั่งให้กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่ ชัยธัช รัตนจันทร์ ซึ่งเคยทำงานที่ Voice TV เป็นผู้รับคำสั่ง รับเงินมาส่วนหนึ่ง เซ็นค่าตอบแทนกับทีมงานที่ปฏิบัติงาน ซึ่งสำหรับชัยธัชนั้นตำรวจยังไม่ได้นำตัวมา ถัดจากนั้นคือหฤษฏ์ มหาทน เป็นที่ปรึกษามีหน้าที่ดูแลเนื้อหาที่จะนำไปเผยแพร่ในเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ และเพจ UDD Thailand โดยได้รับคำสั่งจากชัยธัช ได้รับค่าจ้างเดือนละประมาณ 28,000 บาท โดยหฤษฏ์เป็นผู้คัดเลือกข้อมูลกำหนดแนวทางให้ ณัฏฐิกาเป็นผู้ดำเนินการ โดยเธอจะมีทีมงานอยู่ 6 คน ประกอบด้วย นพเกล้า ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเว็บเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ โดยตัดต่อข้อความแล้วส่งไปให้ณัฏฐิกา ดำเนินการ มีการต่อติดสื่อสารกันตามช่องทางพิเศษ นพเกล้าได้รับงานเดือนจากณัฏฐิกา เดือนละ 16,000 บาท คนที่สอง วรวิทย์ ทำหน้าที่อัพโหลดข้อความลงไปในเพจ ได้รับเงินเดือนจากณัฏฐิกาเดือนละ 16,000 บาท โยธินเป็นแอดมินเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบการโพสต์ต่างๆ ของเพจเฟซบุ๊ก UDD Thailand ได้รับเงินเดือนจากณัฏฐิกาเดือนละ 18,000 บาทธนวรรธน์ บูรณศิริ ทำหน้าที่ดูแลเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์และยังดูแลเพจ PEACEnbsp;TV ไม่ได้รับเงินเดือนจากณัฏฐิกา แต่ยืนยันว่าเป็นหนี้สินกันจึงยินดีทำให้เพื่อชดใช้หนี้สิน ศุภชัย สายบุตร มีหน้าที่ดูแลเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ มีหน้าที่ตัดต่อภาพ และเนื้อหาที่โจมตีรัฐบาลและ คสช. โดยจะส่งภาพให้กับณัฏฐิกา เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อไป ได้ละเงินเดือนจากณัฏฐิกา 17,000 บาท คนสุดท้ายกัณสิทธิ์ ตั้งบุญธินา ทำหน้าที่เป็นแอดมินผู้ดูแลเพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเงินเดือนจำนวน 18,000 บาท/p p“ณัฏฐิกาได้ให้การเพิ่มเติ่มอีกว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มแอดมินเพจ ทั้งหมด 6 เว็บเพจ คือจตุพร พรหมพันธุ์โดยจตุพรเป็นผู้ว่าจ้าง ต่อมาคือเพจ PEACEnbsp;TV , เพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งรับสารภาพว่าเป็นคนสร้างทั้งสามเพจ นอกจากนี้ยังมีเว็บเพจที่เกี่ยวข้องเช่น UDD Thailand , Red Intelligence , Rednbsp;Democracynbsp; สามเพจนี้เป็นเพจที่มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบัน เนื้อหาของเพจบางเพจนั้นมีข้อความที่ทำให้ประชาชนนั้นเกิดความเข้าใจผิด และก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง ณัฏฐิกายังรับว่า นอกจากนี้แล้วยังได้รับจ้างทำเพจให้กับสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยได้รับค่าจ้างจากหฤษฏ์เดือนละ 110,000 บาท แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับสมาชิกตามที่ได้นำเสนอไปแล้วและณัฏฐิกาเหลือเงินไว้ใช้เดือนละ 25,000 บาท” พล.ต.ต.ชยพล กล่าว/p pพล.ต.ต.ชยพล กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานสอบสวนคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าที่ทหารที่มาร้องทุกข์ บันทึกซักถามจากที่เจ้าหน้าที่ทหารส่งให้และสอบสวนจนเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดจริง จึงได้เสนอขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับบุคคลทั้ง 8 นี่/p p“นอกจากนี้จากการตรวจสอบในกล่องข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการติดต่อระหว่างกันของคนในกลุ่ม พบว่ามีการก้าวล่วงไปยังสถาบันอันเป็นที่รักของประชาชน โดยพลตรีวิจารณ์ ได้แจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมกับ หฤษฏ์ และณัฏฐิกา ในความผิดตามประมวลกลหมายอาญามาตรา 112 อีกหนึ่งข้อหา” พล.ต.ต.ชยพลกล่าว nbsp;/p pหลังจากนั้นมีการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกจับกุมได้พูด หฤษฏ์กล่าวว่า อยากจะทราบว่าปกติแล้วการทำเพจของกรมตำรวจมีการให้ค่าจ้างหรือไม่ พล.ต.อ ศรีวราห์ ตอบว่า ไม่ทราบ จากนั้นหฤษฏ์ถามต่อว่า ตอนสอบสวนได้ให้การปฏิเสธในการทำเพจบางเพจไป แต่ทำไมตอนแถลงจึงได้ถูกนำมาเหมารวม พล.ต.อ ศรีวราห์ ตอบว่า ไม่เป็นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ/p pด้านณัฏฐิกา ยอมรับว่า ได้เงินจากการเป็นผู้บริหารเพจ PEACEnbsp;TV จริง แต่เป็นเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัท PEACEnbsp;TV ในฐานะพนักงานบริษัทที่ทำหน้าที่ดูแลเพจ/p pเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หฤษฏ์และณัฏฐิกา รู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรือไม่ ณัฏฐิกาตอบว่ารู้จักกันเฉพาะในเฟซบุ๊ก ไม่ได้มีความสนิทกันมาก/p pเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการมีส่วนร่วมของจตุพรในการกระทำทั้งหมด พล.ต.อ ศรีวราห์ตอบว่า จะมีการสืบสวนกันต่อไป หากมีหลักฐานชัดเจนก็จะมีการขอออกหมายจับตามกระบวนการ/p pเมื่อผู้สือข่าวถามว่า กรณีเพจเลียนการทำงานของ คสช. มีมาตั้งแต่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ แต่ทำไมจึงเพิ่งมีการดำเนินการจับกุมในช่วงนี้ และต่อไปจะมีมาตรการอย่างไรต่อไป พล.ต.อ ศรีวราห์ตอบว่า เรื่องนี้กองทัพเพิ่งเข้ามาแจ้งความจึงเพิ่งมีการดำเนินการ ส่วนวิธีการในการจัดการในส่วนของตำรวจมี ปอท. ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว และหากมีใครเข้าแจ้งความก็ยินดีที่จะสืบสวนให้/p pเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดการจับกุมตัวจึงต้องใช้กำลังเข้าไปบุกรุกจำนวนมาก พล.ต.อ ศรีวราห์ ตอบว่า ในส่วนของตำรวจไม่มีการจับกุมตัวมีแต่การรับมอบตัวผู้ต้องหารจากทหาร การจับกุมตัวเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทหาร/p pด้านพลตรีวิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมาย คสช. เสริมว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำไปตามคำสั่งของคสช. ที่ให้อำนาจเป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย และมีอำนาจในการจัดการอยู่แล้ว เมื่อมีตรวจพบว่ามีกระทำความผิดก็สามารถเข้าไปดำเนินการตรวจค้นได้ และสามารถเชิญตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ เมื่อมีข้อมูลที่ปรากฎชัดว่า ได้กระทำความผิดก็ต้องไปกล่าวโทษดำเนินคดี/p /td /tr /tbody /table pbr /span style="color:#ff8c00;"หมายเหตุ - ขอขอบคุณช่างภาพนิรนามที่อนุเคราะห์ภาพถ่าย/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/h2ZPE_7H2xY" height="1" width="1" alt=""/

12 ปี เหตุการณ์ ‘กรือเซะ’ ย้อนรอยบาดแผลและบทเรียน

Thu, 28/04/2016 - 23:36
pถอดบทเรียนเหตุการณ์ปะทะหลายจุดในสามจังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 28 เมษายน เมื่อ 12 ปีก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ก่อเหตุรวมกันกว่า 108 ราย อย่างไรก็ตาม ในชั้นไต่สวนการตาย มีหลักฐานพยานที่ชี้ว่าการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่เป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ศาลเลือกให้น้ำหนักจากปากคำเจ้าหน้าที่มากกว่า และภายหลังกระบวนการไต่สวนการตายนอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว เรื่องอื่นกลับไม่เดินหน้า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1616/26092382953_825e2fcd27_o.jpg" style="width: 545px; height: 391px;" //p p28 เมษายน 2559 ครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงภายในพื้นที่มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 32 คน ไม่รวมสถานณ์การอื่นๆ โดยรอบอีกกว่า 11จุด ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และสงขลา ผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายรวมกว่า 108 ราย ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุ/p pเค้าลางความผิดปกติเริ่มปรากฏเมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน 2547 ชาวบ้านรายงานว่าพบกลุ่มคนระดับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบเข้ารวมตัวกันในพื้นที่ควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประมาณการณ์ได้กว่า 30 คน/p p28 เมษายน 2547 สื่อมวลชนบันทึกเหตุการณ์ในช่วงนั้นไว้ว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 5.30 น. มีกลุ่มคนร้ายจำนวนกว่า 40 คน บุกเข้าไปปฏิบัติการยึดป้อมตำรวจกรือเซะบริเวณ ถ.สายปัตตานี-นราธิวาส ม.3 ต.ตันหยงลุโละ อ.เมืองปัตตานี จนทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 ราย ตำรวจประจำป้อมหลบหนีออกมานอกป้อมพร้อมกับวิทยุขอความช่วยเหลือหน่วยข้างเคียง ขณะนั้นกลุ่มคนร้ายเริ่มทำการเผารถจักรยานยนต์ของตำรวจ 5 คัน จุดไฟเผาหลังคาป้อมตำรวจ ไม่นานเมื่อชุดลาดตระเวนมาถึงจึงเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องจนเจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์ว่าไม่สามารถรับมือได้ จึงวิทยุขอกำลังเสริมเข้ามาอีกชุดหนึ่ง การปะทะกันทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุล่าถอย ในขณะเดียวกันกำลังทหารจากหน่วนรบพิเศษเข้ามาเสริม โดยนำอาวุธหนักและรถหุ้มเกราะเข้ามาในพื้นที่ จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวนกว่า 30 คนล่าถอยเข้าไปยังมัสยิดกรือเซะ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดปะทะเพียงแค่ 200 เมตร ผู้ก่อเหตุบางส่วนหลบหนีเข้าไปในบ้านของชาวบ้านบริเวณนั้น/p pหลังจากกลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าหลบซ่อนในมัสยิดกรือเซะก็มีการตอบโต้กันเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษเริ่มยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปภายในมัสยิดแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากยังมีการยิงสวนออกมา จนกระทั่ง 11.00 น. หน่วยรบพิเศษได้รับคำสั่งให้ใช้อาวุธหนัก เจ้าหน้าที่ใช้รถหุ้มเกราะ วี 150 และอาวุธเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อที่จะลอบเข้ามัสยิดทางด้านทิศเหนือ แต่ก็ยังมีการตอบโต้จากกลุ่มผู้ก่อเหตุภายในมัสยิดเช่นเคย สถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปจนกระทั่งมีการประกาศทางลำโพงของมัสยิดเป็นภาษามลายูได้ความว่า ขอให้ทุกคนแบ่งอาวุธเท่าๆ กัน และพร้อมใจกันสู้ตาย คำประกาศดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เจ้าหน้าที่จึงกันชาวบ้านและสื่อมวลชนให้ออกนอกพื้นที่ ก่อนใช้ปืนอาร์พีจีระดมยิงเข้าไปภายในมัสยิด/p pการปิดล้อมเป็นไปถึง 9 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ในเวลา 14.00 น. เมื่อเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่พบว่ามีผู้เสียชีวิตบริเวณนอกกำแพงมัสยิด 4 ราย ขณะเดียวกันประชาชนกว่า 1,000 คนโดยรอบเริ่มส่งเสียงโห่ร้องเนื่องจากอยากเข้าไปตรวจสอบภายในมัสยิดว่ามีญาติตนเองหรือไม่ ไม่มีรายงานว่าการโห่ร้องเป็นการแสดงออกถึงการให้ความสนับสนุนผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด/p pภายหลังเหตุการณ์ รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมัสยิดกรือเซะ” ขึ้นโดยคณะกรรมการเสียงข้างมากมีความเห็นว่า/p pspan style="color: rgb(0, 0, 128);"“แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่จะอ้างว่า จำเป็นต้องใช้อาวุธเพื่อปกป้องชีวิตตนเองและประชาชนผู้บริสุทธิ์ เมื่อคำนึงถึงที่ตั้งของมัสยิดกรือเซะซึ่งตั้งอยู่เป็นเอกเทศ ไม่ได้ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนและจำนวนประชาชนก็ไม่ได้มีจำนวนมากตามที่มีการกล่าวอ้าง การใช้วิธีปิดล้อมและตรึงกำลังไว้รอบมัสยิดควบคู่ไปกับการเจรจาและเกลี้ยกล่อมโดยสันติวิธี อาจทำให้ผู้ก่อความไม่สงบยอมจำนนได้ในที่สุด อันจะช่วยให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเรื่องวัตถุประสงค์ของการดำเนินการครั้งนี้ รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การประเมินสถานการณ์และป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การยุติเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะด้วยสันติวิธีจึงมีความเหมาะสมกว่าที่จะใช้วิธีรุนแรงและอาวุธหนักเพื่อยุติเหตุการณ์...”/span/p pต่อมา 28 พฤศจิกายน 2549 ผ่านไปสองปีหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือด ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำสั่งศาลในคดีชันสูตรพลิกศพ 32 รายในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ โดยมีพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีและญาติผู้เสียชีวิตนำโดย สการียา ยูโส๊ะ และพวกรวม 32 คน เป็นผู้ร่วมซักค้าน คำสั่งศาลสรุปว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่กระทำให้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการเสียชีวิตภายใต้คำสั่งการของ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยภายใน (กอ.รมน.) และ พ.อ.มนัส คงแป้น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พ.ต.นายทหารยุทธการกรมรบพิเศษที่ 3 (ยศในขณะนั้น)/p pการไต่สวนชันสูตรพลิกศพเป็นไปตามมาตรา 150 ในประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งระบุว่า หากมีผู้เสียชีวิตภายใต้การกระทำการของเจ้าหน้าที่รัฐหรือในลักษณะวิสามัญฆาตกรรม อัยการจะต้องยื่นคำร้องขอไต่สวนการตายต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งว่าผู้เสียชีวิตคือใคร เสียชีวิตที่ไหน อย่างไร รวมทั้งพฤติกรรมการตายเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม การไต่สวนชันสูตรพลิกศพ เป็นเพียงกระบวนการเบื้องต้น ไม่ใช่การพิพากษาคดีว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่/p p10 กุมภาพันธ์ 2552 สำนักงานอัยการสูงสุดโดยนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานเพื่อความยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ชี้แจ้งกรณีที่คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพได้มีหนังสือขอให้ดำเนินการกรณีการเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะตามกฏหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามคำสั่งศาลจังหวัดปัตตานี สำนักงานอัยการสูงสุดชี้แจ้งว่า span style="color:#000080;"พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องnbsp;/spanจ่าสิบตำรวจอดินันท์ หรืออดินันต์ เกษตรกาลาห์ หรือเกษตรกาลาม์หรือเกษตรกาลา ผู้ต้องหาที่ 1 จ่าสิบเอกเดชา ผลาหาญ ผู้ต้องหาที่ 2 จ่าสิบเอกชูศักดิ์ ตรุณพิมพ์ ผู้ต้องหาที่ 3 สิบเอกชิดชัย อ่อนโต๊ะ ผู้ต้องหาที่ 4 พลทหารสุรชัย ศิลานันท์ ผู้ต้องหาที่ 5 และพันเอกมนัส คงแป้น ผู้ต้องหาที่ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 68 ตามที่นายสการียา ยูโซ๊ะ และพวก 32 คน ญาติของผู้เสียชีวิตกรณีมัสยิดกรือเซะส่งฟ้องข้อหาฆ่าคนตาย/p pนอกจากกรณีมัสยิดกรือเซะแล้ว วันที่ 28 เมษายน 2547 ยังมีอีกเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ เหตุการณ์ในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เวลาประมาณ 5 น. มีกลุ่มวัยรุ่นชายจำนวนประมาณ 20 คน แต่งกายคล้ายชุดดาวะห์ขี่รถจักรยานยนต์มายังหน่วยบริการประชาชนพร้อมอาวุธ ปืน มีด และระเบิด จากนั้นชาย 2 คน ในกลุ่มดังกล่าวถือมีดวิ่งตรงมายังบังเกอร์ด้านหน้าหน่วยบริการประชาชนขณะนั้นมี ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะบ้าย้อยนั่งอยู่ เมื่อเห็นว่าผู้ก่อเหตุหมายจะทำร้าย จ.ส.อ.ชาญณรงค์ จึงใช้ปืนยิงไปที่ทั้งสองคนจนเสียชีวิต จากนั้นมีการยิงสกัดพวกพรรคที่เตรียมจะเข้ามาจู่โจม จนกลุ่มผู้ก่อเหตุต้องวิ่งหนีเข้าไปหลบร้านอาหารสวยน๊ะและบริเวณบ้านพักครูซึ่งอยู่ใกล้กัน/p pสื่อมวลชนรายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปยังบริเวณบ้านพักครู เจ้าหน้าที่ได้วิทยุเรียกขอกำลังสนับสนุนทั้งฝ่ายปกครองและอาสาสมัครมาปิดล้อมบริเวณดังกล่าว และพยายามเกลี้ยกล่อมให้กลุ่มวัยรุ่นออกมามอบตัวทั้งภาษามลายูและภาษาไทย กลุ่มวัยรุ่นไม่ออกมามอบตัว ทั้งยังตะโกนเป็นภาษามลายูว่าสู้ตายและยิงตอบโต้ออกมาเป็นระยะ จึงเกิดการยิงปะทะกันประมาณ 4-5 นาที หลังจากนั้นพบว่าวัยรุ่นทั้งหมดเสียชีวิตภายในร้านอาหาร รวม 19 คน/p pวันที่ 15 กันยายน 2551 หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป 4 ปี ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งการไต่สวนการตายกรณีการสังหารกลุ่มวัยรุ่นนักฟุตบอล 19 ศพที่อำเภอสะบ้าย้อยว่าเป็นการร่วมยิงต่อสู้และตายด้วยคมกระสุนของเจ้าหน้าที่ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ตันติฉันทการุณ นายแพทย์วิษณุ ฝอยทอง แพทย์ผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตายทั้งสิบเก้าเบิกความประกอบรายงานการชันสูตรพลิกศพว่า ผู้ตายทั้งสิบเก้าตายด้วยสาเหตุถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิง โดยอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่/p pพยานหลักฐานผู้ร้องเบิกความเชื่อมโยงสอดคล้องตรงกันเป็นลำดับขั้นตอน ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ปรากฏว่าพยานผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายทั้งสิบเก้า เชื่อว่า เบิกความไปตามความจริง ส่วนพยานหลักฐานผู้ซักถามที่ 1 ถึงที่ 19 ไม่สามารถนำสืบหักล้างให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"strong000/strong/span/p pการไต่สวนการตายอันเป็นเหตุมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2547 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากเกี่ยวกับปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่งผลถึงความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับ/p pstrongพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ /strongจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยกตัวอย่างถึงกรณีมัสยิดกรือเซะว่า มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และเหตุการณ์ที่ป้อมตำรวจ สภ.สะบ้าย้อย ซึ่งมีเยาวชนนักฟุตบอลเสียชีวิต 19 ราย มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ชุดที่ปฏิบัติงานอยู่ในขณะนั้น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต แต่กระบวนการต่อเนื่องจากการไต่สวนการตายกลับไม่เดินหน้า/p pspan style="color:#0000cd;""ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ ในเหตุการณ์ที่สะบ้าย้อยมีหลักฐานว่าบาดแผลเกิดจากการยิงระยะเผาขนในลักษณะที่เยาวชนบางส่วนยอมแล้วและอยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัว แต่หลังคดีไต่สวนการตาย พนักงานอัยการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาว่าเห็นควรสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตหรือไม่ กลับมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทั้งๆ ที่เป็นการวิสามัญฆาตกรรม เมื่อเป็นแบบนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตก็ไม่มีกำลังจะไปดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องคดีอาญาเองได้ จึงเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน" /spanพรเพ็ญ กล่าว/p pในวาระครบรอบ 12 ปี พรเพ็ญกล่าวว่า การรำลึกถึงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะค่อนข้างเป็นไปอย่างเงียบเหงา ถึงแม้ว่ากลุ่มภาคประชาสังคมจะพยายามจัดงานในด้านการรำลึก แต่ระยะหลังเมื่อครบรอบเหตุการณ์กรือเซะหลายคนจะพุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี จนทำให้การกิจกรรมแบบสันติวิธีเกือบจะหายไป ทางราชการมักบอกให้ระวังการโต้ตอบกลับในวันที่ 28 ซึ่งบางปีก็มี บางปีก็ไม่มี ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้เสียหายมีพื้นที่น้อยลงในการจะจัดกิจกรรมในวันนั้นเพราะกลัวว่าจะถูกเหมารวมเข้ากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ/p pเมื่อถามความเห็นในประเด็นของคดีความ พรเพ็ญกล่าวว่า เหตุการณ์วันที่ 28 เมษายนนั้น มีทั้งการเอาผิดกับผู้กระทำผิดที่รอดชีวิต และการไต่สวนการตายว่าเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธโดยชอบหรือไม่ มีการกระทำการอันเกินกว่าเหตุหรือไม่ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวสิ้นสุดแล้วหมดทุกคดี ไม่มีใครได้รับการลงโทษ/p p"แม้ว่าข้อเท็จจริงที่เราได้ อย่างกรณีนักฟุตบอล 19 คนที่สะบ้าย้อยก็มีความชัดเจนว่าเป็นการใช้ความรุนแรงภายหลังที่มีการจับกุมกลุ่มบุคคลนั้นแล้ว อยู่ในการควบคุมแล้วก็มีการยิงจนเสียชีวิตในร้านอาหารสวยน๊ะ หรือในกรณีในมัสยิดกรือเซะที่มีประชาชนทั่วไปที่อยู่ที่นั่นโดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับกลุ่มบุคคลที่บุกเข้าไป แต่ก็มีการกราดยิงด้วยอาวุธสงครามโดยไม่สามารถหลบหนีได้เลยหากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงโดยไม่เลือกหน้า เหตุการณ์นั้นไม่มีการประกาศว่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกมาก่อน”/p p“ที่จริงแล้วเกือบทุกคดีมีการไต่สวนดำเนินการ เพียงแต่ว่ากลุ่มของญาติเองในห้วงเวลานั้นไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อสู้ ไม่เหมือนที่ทุกวันนี้ที่มีศูนย์ทนายความมุสลิม มีคนให้ความช่วยเหลือทางคดี และชาวบ้านมีความรู้มากขึ้นว่ามีขั้นตอนใดบ้างหลังจากมีการตายเกิดขึ้น เมื่อความเข้าใจและความช่วยเหลือในห้วงเวลานั้นมีจำกัด ทำให้การไต่สวนการตายนั้นเป็นไปโดยฝ่ายเดียว นั่นคือเจ้าหน้าที่รับทำสำนวนให้อัยการส่งศาล แต่ไม่มีใครมาค้านมาตั้งคำถาม มันก็จบไป”/p p“อายุความคดีกรือเซะคือ 20 ปี หากผู้เสียหายมีหลักฐานเพียงพอว่าใครทำให้ตาย และเป็นการกระทำที่มีหลักฐานและพยานมากพอก็สามารถที่จะดำเนินคดีได้ เพียงแต่มันยากมากๆ สำหรับญาติที่จะไปหาทีมให้ความช่วยเหลือที่จะสืบได้ขนาดนั้น”/p pนอกจากนี้ พรเพ็ญยังกล่าวเสริมอีกว่า มีหลายคดีที่จบในลักษณะนี้ ผู้ที่กระทำความรุนแรงไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อชี้ขาดว่าเขาใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือเปล่า เพราะหากเขาใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุก็ต้องมีบทลงโทษว่าฆ่าคนตายโดยเจตนาหรืออย่างไร แต่เหตุปะทะลักษณะเช่นนี้ไม่เคยมีกระบวนการยุติธรรมที่ไปไกลกว่านั้น ทุกวันนี้เหตุการณ์ปะทะกันในพื้นที่ภาคใต้ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์เท่ากับเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและตากใบเท่านั้นเอง/p pสิ่งที่พอเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 28 เมษายน 2547 คือ ญาติผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาเป็นจำนวน 302 ล้านบาทเศษ โดยผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในมัสยิดกรือเซะ 34 ราย ได้รับเงินเยียวยา รายละ 4 ล้านบาท ผู้เสียชีวิตนอกมัสยิด 54 ราย รายละ 5 แสนบาท เจ้าหน้าที่ 2 ราย รายละ 4 ล้านบาท เหตุการณ์ที่อำเภอสะบ้าย้อย 19 ราย รายละ 7.5 ล้านบาท/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p pstrongแหล่งที่มาของข้อมูล:/strong/p pua href="http://www.isranews.org/isranews-all-data/item/1983-28-qq.html"http://www.isranews.org/isranews-all-data/item/1983-28-qq.html/a/u/p pua href="http://prachatai.com/journal/2006/11/10698"http://prachatai.com/journal/2006/11/10698/a/u/p pua href="http://prachatai.com/journal/2009/03/20188"http://prachatai.com/journal/2009/03/20188/a/u/p pua href="http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6595"http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6595/a/u/p pa href="http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6921"http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=6921/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/p34qqA5o7Ms" height="1" width="1" alt=""/

สนช.รับหลักการ พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิทัล

Thu, 28/04/2016 - 23:16
pรับหลักการ พ.ร.บ.เศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งกมธ.วิสามัญ พิจารณาใน 60 วันก่อนเข้า สนช. อีกครั้ง เผยเนื้อหาดึงกลาโหมร่วมนั่งบอร์ดกำหนดแผนแม่บทดิจิทัลประเทศ ดึงเงิน กสทช. 25% ตั้งกองทุน/p p!--break--!--break--/p p28 เม.ย. 2559 a href="http://www.posttoday.com/politic/429097"เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ /aรายงานว่าnbsp; ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 159 ต่อ 4 คะแนน รับหลักการในวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียดจำนวน 23 คน ให้มีเวลาการทำงาน 60 วันก่อนส่งกลับไปมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบอีกครั้งbr /br /span style="color:#a52a2a;"ดาวน์โหลดร่าง พ.ร.บ.ที่nbsp;/spana href="http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext52/52707_0001.PDF"span style="color:#a52a2a;"http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext52/52707_0001.PDF/span/a/p pสำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การกำหนดให้มีนโยบายระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีเป้าหมายแนวทางอย่างน้อยดังต่อไปนี้/p p1.การดำเนินการและพัฒนาให้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทำให้สามารถใช้ร่วมกันหรือเชื่อมโยงกันได้หรือวิธีอื่นใดที่เป็นการประหยัดทรัพยากรของชาติและเกิดความสะดวกต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง/p p2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งต้องครอบคลุมโครงข่ายการติดต่อสื่อสารในทุกรูปแบบไม่ว่าจะอยู่ในภาคพื้นดิน พื้นน้ำ ในอากาศหรืออวกาศ/p p3.การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีระบบการให้บริการหรือแอปพลิเคชันสำหรับประยุกต์ใช้งานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล/p p4.การส่งเสริมให้เกิดมาตรฐานหรือกฎเกณฑ์ในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้สอดคล้องกันเพื่อให้การทำงานระหว่างระหว่างระบบสามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีความมั่นคงปลอดภัย/p p5.การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดอุตสาหกรรมและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลการพัฒนาให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาผ่านทางสื่อที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศ/p p6.การส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนากำลังคน ให้เกิดความพร้อมและความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล/p p7.การพัฒนาคลังข้อมูลและฐานข้อมูลดิจิทัล การบริหารจัดการความรู้ รวมทั้งการส่งเสริมเพื่อให้มีระบบที่เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้และให้บริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย/p pอีกทั้งกำหนดให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ 2.รองนายกฯที่นายกฯมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ 3.กรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมว.คลัง รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คมนาคม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.พาณิชย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 4.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 8 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง/p pโดยคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีnbsp; เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางด้านการเงิน การคลัง การลงทุน รวมทั้งมาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับหหรือเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม/p pขณะเดียวกัน ให้มีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล โดยสำนักงานดังกล่าวเป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่นbr /นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่่อใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการให้อุดหนุนหรือให้กู้ยืมเงินแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนหรือบุคคลทั่วไปในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล/p pกองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ได้แก่ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินที่ได้รับจากการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยสำนักงาน กสทช.จัดสรรให้อัตรา 25% ของรายได้จากการจัดสรรคลื่นความถี่ (4) เงินที่ได้รับการจัดสรรจากรายได้ของสำนักงาน กสทช. คือ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจกา และรายได้หรือผลระโยชน์อันได้มาจากการดําเนินงานตามอํานาจหน้าที่ของ กสทช./p p(5)เงินที่ กสทช.โอนให้กองทุน ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (6) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้ (7) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมาย (8) ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินกิจการของสำนักงานหรือกองทุน รวมทั้งผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นของสำนักงานหรือกองทุน และ (9) ดอกผล ผลประโยชน์ หรือรายได้อื่นที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน/p pวรพล โสคติยานุรักษ์ สมาชิก สนช. กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างของงบประมาณมีการขยายตัวในเรื่องรายจ่ายมากขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ดังนั้น ส่วนตัวคาดหวังว่าหากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้แล้วจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น พร้อมกับมีการลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆรวมทั้งจำนวนของบุคคล เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเน้นการสร้างระบบเป็นหลัก โดยใช้จำนวนคนไม่มากนัก จึงหวังว่าในอนาคตจะช่วยลดภาระงบประมาณให้กับประเทศได้ประมาณ 5% ต่อปี เพื่อไปเพิ่มงบลงทุนของประเทศจาก 20% เป็นระดับ 25%-30%/p pตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนการให้มีกฎหมายฉบับนี้แต่มีความสงสัยว่าหากผ่านสภาไปแล้วจะมีผลบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีการส่งร่าง พ.ร.บ.เพื่อจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ/p pอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชี้แจงว่า รัฐบาลมีแผนรองรับภายหลังกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากร โดยการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีการดำเนินการแบบบูรณาการเพื่อขับเคลื่อน โดยเอกชนจะเข้ามามีบทบาท ส่วนรัฐจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนเช่นเดียวกับการเตรียมเสนอกฎหมายปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมเพื่อตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6Q2v4hFeHf8" height="1" width="1" alt=""/

'หยุดดัดจริตประเทศไทย' ประกาศยุติบทบาทเพจอย่างไม่มีกำหนด ยันทีมงานไม่มีใครถูกจับ

Thu, 28/04/2016 - 22:49
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1526/26629474401_1cebff1386_b.jpg" style="width: 500px; height: 311px;" //p p28 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.10 น.ที่ผ่านามา เฟซบุ๊กการเมืองชื่อ 'a href="https://www.facebook.com/stopfakethailand/photos/a.414343421995746.1073741828.413982712031817/996853500411399/?type=3"หยุดดัดจริตประเทศไทย/a' ซึ่งมีจำนวนยอดไลค์อยู่ที่ 5.7 แสนไลค์ ประกาศnbsp;"ยุติบทบาทเพจ หยุดดัดจริตประเทศไทย"nbsp;/p pโดยคำประกาศระบุว่า เนื่องจากทางเพจได้นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนและผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงขอรับผิดชอบด้วยการ "ปิดเพจ" อย่างไม่มีกำหนด/p div"ทุกอย่างที่ผิดเราขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว คงจะสมใจหลายๆ คนที่อยากให้เพจนี้หายไป มันถึงเวลาแล้วละที่ทางทีมงานจะยุติการทำหน้าที่ อย่างที่เขาว่านั่นแหละ เราก็ได้แค่ด่าเผด็จการ คสช. ในโลกโซเชียลมีเดีย เราไม่สามารถล้มเขาได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมทำไปคงไร้ประโยชน์ ไม่ได้กลัวแต่ไม่รู้จะสู้ต่อไปทำไม ในเมื่อเราพร้อมใจกันสยบยอมต่อเผด็จการ ผมขอบคุณคนที่ติดตามกันมาตลอด 3 ปี หรือเพิ่งติดตาม และถ้าสิ่งใดที่ผมทำผิดพลาดไป ผมจะไม่ขอแก้ตัวใดๆ" คำประกาศ ระบุ/div divnbsp;/div divคำประกาศยังระบุด้วยว่า บทบาทต่อจากนี้ ขอมอบให้พวกท่านตัดสินชะตาชีวิตกันเองแล้วกัน เรือลำนี้แล่นมานานแล้ว ไม่ถึงฝั่ง ก็อย่าโทษกันถ้าวันหนึ่งจะขอหยุดจากไป หากวันหนึ่งต้องปล่อยมือจากกัน ขอให้รู้ว่าไม่ใช่ไม่รัก แต่มันหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ ขอยืนยันว่าทีมงานทุกคน ปลอดภัยดี ไม่มีใครทุก คสช. จับ แต่เราเลือกที่จะยุติเองnbsp;/div divnbsp;/div div"เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" เพจ'หยุดดัดจริตประเทศไทย' ระบุทิ้งท้าย พร้อมชี้แจงด้วยว่าถ้ามีเพจไหนๆ ใช้ชื่อเกี่ยวกับ "หยุดดัดจริตประเทศไทย" ไปโพสต์อะไรโดยที่เพจนี้ไม่ได้กล่าวเป็นอื่น ถือว่าแอบอ้างทั้งสิ้น ทางเราไม่รับผิดชอบ/div divnbsp;/div divต่อมาเวลา 22.35 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาของเพจดังกล่าวได้nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1568/26091700583_afa4d4066b_b.jpg" style="width: 500px; height: 272px;" //div divผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับเพจnbsp;'หยุดดัดจริตประเทศไทย' ก่อนหน้านี้เพิ่งนำเอกสารการบรรจุหลานชายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับรายการทหารมาเผยแพร่ ยังเคยถูก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขู่ว่าจะถูกดำเนินคดีเหตุบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญnbsp;/div divnbsp;/div divก่อนประกาศปิดเพจ a href="https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/996054820447797"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล/a ได้โพสต์โต้แย้งข้อมูลการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เพจหยุดดัดจริตฯ ระบุว่า "ใครวิจารณ์รัฐบาล ใครแสดงความคิดเห็นไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ โพสต์ข้อความด่า คสช. ลง Social Media เตรียมเจอโทษหนักจำคุก 20 ปี ปรับ 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งสมศักดิ์ แย้งว่า ผิดข้อเท็จจริง โดยสมศักดิ์ ระบุว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่คสช. แก้ไขใหม่ มีการเพิ่มโทษเรื่อง 20 ปี ปรับ 4 แสน นั้น ไม่ใช่สำหรับ "ใครวิจารณ์รัฐบาล ใครแสดงความคิดเห็นไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ โพสต์ข้อความด่า คสช ลง Social Media" อย่างทีเพจฯดังกล่าวเขียนเขียน และทำสไลด์nbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/02/63951" target="_blank"เพจ “หยุดดัดจริตประเทศไทย” ลั่นไม่กลัว หลังมีชัยขู่เอาผิด อ้างบิดเบือนร่างรธน./a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/03/64573" target="_blank"เพจ #039;หยุดดัดจริตประเทศไทย#039; ปูด ทหารจับแอดมินผิดคน/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65261" target="_blank" พล.อ.ปรีชารับตั้งลูกเป็นนายทหาร เงินเดือน 1.5 หมื่น เผย quot;มีหลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้quot;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0AXVgvz5XSA" height="1" width="1" alt=""/

ที่ประชุม สนช.รับหลักการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มโทษ-ฐานความผิด

Thu, 28/04/2016 - 22:46
!--break--!--break-- p28 เม.ย.2559 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 160 เสียง ต่อ 0 งดออกเสียง 3 เสียง รับหลักการในวาระที่ 1 ของร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 15 คน มีกรอบระยะเวลาในการทำงาน 60 วันก่อนส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระ 2 และ 3 ต่อไปbr /br /span style="color:#4b0082;"ดาวน์โหลดร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่nbsp;/spana href="http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext52/52708_0001.PDF"span style="color:#4b0082;"http://library.senate.go.th/document/mSubject/Ext52/52708_0001.PDF/span/a/p pอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวถึงเนื้อหาที่แก้ไขเพิ่มเติมในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า มีทั้งสิ้น 19 มาตรา โดยเพิ่มโทษและกำหนดโทษบทลงโทษใหม่ อาทิ/p p- การเพิ่มเติมฐานความผิดและกำหนดโทษผู้ที่ส่งข้อมูลหรืออีเมลแก่บุคคลอื่น จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือรำคาญ/p p-การกำหนดโทษกระทำความผิดให้หนักขึ้นและเพิ่มเติมฐานความผิดแก่ผู้ที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง/p p-การเพิ่มโทษผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ ที่อาจเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ สาธารณะ และเศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนbr /-แก้ไขเพิ่มเติมโทษผู้ให้บริการที่ให้ความร่วมมือ หรือรู้เห็นให้มีการกระทำผิดในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตนnbsp;/p p-เพิ่มบทลงโทษแก่ผู้นำภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ หรือดัดแปลงด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการเข้าสู่ระบบ ที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรืออับอาย/p p“ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการที่มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จำนวน 3 คน โดย 1 ในนั้นจะต้องเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการนี้จะมีอำนาจสั่งปรับได้ โดยไม่ต้องนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล และถือเป็นที่สิ้นสุด สำหรับโทษผู้ฝ่าฝืนตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 20 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 – 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่น หากกระทำความผิด ต่อข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ จะรับโทษจำคุก 3-5 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000 ถึง 300,000 แต่หากกระทำความผิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท ตามลักษณะฐานความผิดในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้” อุตตม กล่าว/p pโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ สมาชิก สนช. อภิปรายตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 15 ที่ให้รัฐมนตรีออกประกาศขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ หากผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่า ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรี ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษนั้น เห็นว่าควรเป็นกระบวนการพิจารณาทางศาลเท่านั้น เพื่อความรอบคอบ และเป็นสากล เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ต้องมีความน่าเชื่อถือ/p pสุรางคณา วายุภาพ สมาชิก สนช. มีความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิ เพราะการแก้ไขเนื้อหาที่ให้มีคณะกรรมการ อาจสุ่มเสี่ยงเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รวมถึงการตีความจะก้าวล่วงอำนาจศาลหรือไม่/p pวรพล โสคติยานุรักษ์ สมาชิก สนช. อภิปรายในส่วนของ มาตรา 4 ระบุว่า ที่มีการเพิ่มโทษกรณีผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น อันเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาทนั้น ต้องมีลักษณะหรือพฤติกรรมอย่างไร การเสนอโทษปรับไว้สูงมีหลักการแนวคิดอย่างไร เพราะมีข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการกระทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้น ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายมาก และกังวลว่าจะกระทบสิทธิเสรีภาพมากไปหรือไม่ บางครั้งจะตีความอย่างไรในการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ เพราะระดับความรำคาญของคนไม่เท่ากัน/p pอุตตม กล่าวว่า สำหรับประเด็นในมาตรา 4 ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าการกระทำลักษณะใดที่เข้าข่ายกระทำการก่อความรำคาญต่อไป/p pbr /strongที่มา:/strong a href="http://www.tnamcot.com/content/456788"สำนักข่าวไทย/a และa href="http://www.posttoday.com/politic/429144"โพสต์ทูเดย์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3eVsek8v0wM" height="1" width="1" alt=""/

ฟรีดอมเฮาส์จัดอันดับเสรีภาพสื่อทั่วโลกปี 2016 ไทยยังตกชั้นอยู่ในโซน 'ไม่เสรี'

Thu, 28/04/2016 - 22:29
pจากเดิมที่อยู่ถูกจัดชั้นกลุ่มประเทศ "ไม่เสรี" หลังการรัฐประหารปี 2557 ล่าสุดในรายงานการจัดเสรีภาพสื่อปี 2016 ซึ่งฟรีดอมเฮาส์ซึ่งประเมินจากตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา จัดให้ไทยคะแนนแย่ลงอีก 2 คะแนน อีกทั้งยังระบุถึงกรณีการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ที่ดูไร้เหตุผล ขณะที่ทั่วโลกอันดับโดยรวมแย่ลงจากการข่มขู่คุกคามของกลุ่มติดอาวุธ และจากรัฐบาลที่อ้างความมั่นคงเพื่อใช้สอดแนม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1639/26422573410_fe4b022c22_z.jpg" style="width: 560px; height: 350px;" //p pองค์กรฟรีดอมเฮาส์ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนทำวิจัยด้านประชาธิปไตยและเสรีภาพทางการเมือง มีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานเรื่องเสรีภาพสื่อโดยระบุว่าเสรีภาพสื่อของโลกในปีที่ผ่านมา (2558) ถือว่าตกต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี จากการที่ทั้งกลุ่มการเมือง, แก็งค์อาชญากร และกองกำลังก่อการร้ายพยายามควบคุมหรือปิดปากสื่อเพื่อการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของพวกเขา โดยทั้งโลกมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 48.9 (คะแนนยิ่งน้อยยิ่งดี) เมื่อเทียบกับปี 2547 ที่มีคะแนนเฉลี่ย 45.48 และจากเส้นกราฟเผยให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยแยลงเรื่อยๆ/p pฟรีดอมเฮาส์รายงานอีกว่ามีประชากรเพียงร้อยละ 13 ของโลกเท่านั้นที่มีเสรีภาพสื่อได้ทำให้มีการทำข่าวการเมืองได้อย่างแข็งขัน มีการรับรองความปลอดภัยของนักข่าว มีการแทรกแซงสื่อจากรัฐต่ำ และสื่อไม่ถูกกดดันจากการบังคับใช้กฎหมายหรือจากภาวะทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกร้อยละ 41 อาศัยอยู่ในที่ที่มีสื่อเสรีบางส่วนและร้อยละ 46 อยู่ในบรรยากาศที่สื่อไม่มีเสรี ซึ่งประเทศที่มีคะนนแย่ลงมากได้แก่ บังกลาเทศ, ตุรกี, ฝรั่งเศส, เยเมน, อียิปต์ เป็นต้น/p pในรายงานของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าการที่เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำลงมีปัจจัยสองประการ ประการแรกคือบรรยากาศการแบ่งขั้วและการถือข้างของสื่อ ประการที่สองคือการข่มขู่คุกคามนอกกฎหมายและการใช้ความรุนแรงทางกายภาพที่นักข่าวต้องเผชิญ โดยปัญหานี้ร้ายแรงขึ้นมากในแถบตะวันออกกลางที่มีทั้งรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธที่กดดันผู้สื่อข่าวและสื่อต่างๆ ให้ต้องเลือกข้างมากขึ้น ทำให้เกิดบรรยากาศในแบบ "ถ้าคุณไม่ร่วมกับเราคุณก็เป็นฝ่ายตรงข้ามเรา" และทำการให้ร้ายคนที่ปฏิเสธจะร่วมมือด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มก่อการร้ายอย่างไอซิสหรือกลุ่มอื่นๆ ที่ใช้ความรุนแรงโจมตีสื่อและใช้ช่องทางเครือข่ายของตัวเองในการเผยแพร่ความเชื่อของพวกเขาต่อสาธารณชนจำนวนมากโดยไม่ต้องผ่านนักข่าวหรือช่องทางสื่อแบบเดิม/p pแม้กระทั่งในยุโรปที่มีบรรยากาศของสื่อที่เปิดกว้างมากกว่าก็ยังมีการกดดันจากผู้ก่อการร้าย เช่นกรณีคนติดอาวุธบุกสังหารคนทำงานในนิตยสารล้อเลียนเสียดสี 'ชาร์ลี เอ็บโด' นอกจากภัยคุกคามจากความรุนแรงแล้ว สื่อในยุโรปยังมีความเสี่ยงจากกฎหมายการสอดแนมและการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงถูกกล่าวโจมตีหรือถูกแทรกแซงจากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบาล/p pในรายงานสถานการณ์เสรีภาพสื่อปี 2559 ฟรีดอมส์เฮาส์ทำการสำรวจและให้คะแนนสถานการณ์สื่อต่างๆ ใน 199 ประเทศ จากคะแนน 0 (ดีที่สุด) ไปจนถึง 100 (แย่ที่สุด) โดยพิจารณาจากสถานการณ์ในช่วงตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา (1 ม.ค. 2558 - 31 ธ.ค. 2558) โดยพิจารณาจากหลายแง่มุมในประเทศนั้นๆ อยางสถานการณ์ด้านกฎหมาย ด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อสื่อ เช่น มีกฎมายจำกัดเสรีภาพสื่อหรือไม่ อาชญากรรมที่คุกคามเสรีภาพสื่อถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ มีความลำเอียงต่อสื่อที่ได้รับทุนจากรัฐมากกว่าหรือไม่ สื่อที่ไม่แสวงหาผลกำไรมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร มีการทำร้าย คุกคาม ลักพาตัว สื่อหรือบล็อกเกอร์เนื่องจากการทำงานของพวกเขาหรือไม่ เป็นต้น/p pฟรีดอมเฮาส์ระบุในรายงานหัวข้อ "ประเด็นอันตราย" (Dangerous Topics) ถึงประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อ เช่นการขัดขวางนักข่าวรายงานเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อม เรื่องศาสนา ข้อพิพาทด้านการปกครองตนเอง รวมถึงประเด็นกฎหมายหมิ่นผู้นำรัฐฯ ซึ่งในกรณีนี้ฟรีดอมส์เฮาส์ยกตัวอย่างผู้นำอียิปต์และผู้นำตุรกีที่มีการฟ้องร้องคดีหมิ่นเยอะมาก ขณะเดียวกันก็ระบุถึงกรณีการดำเนินคดีที่ "เหลวไหล" ใประเทศไทยอย่างการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับผู้ที่เสียดสีสุนัขทรงเลี้ยง/p pประเทศไทยถูกจัดประเภทให้เป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพสื่อ (Not Free) ในรายงานปี 2559 และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 167 nbsp;จากทั่วโลก 199 อันดับ มีอันดับแย่กว่าประเทศ บรูไน, พม่า, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยมีคะแนน 77 คะแนน ทำให้แย่ลงกว่าปีที่แล้ว 2 คะแนน แต่เมื่อเทียบระหว่างปี 2554-2558 แล้วไทยถูกจัดเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อลดลงมากถึง 17 คะแนน/p pฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าประเทศที่น่าจับตามองเรื่องสถานการณ์เสรีภาพสื่อคือจีน ซึ่งประธานาธิบดี สีจิ้นผิง พยายามจัดระเบียบให้สื่อเป็นไปตามแนวทางพรรค แต่ก็มีสัญญาณการต่อต้านจากนักข่าวและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ขณะที่ประเทศอียิปต์ซึ่งมีการใช้อำนาจข่มเหงสื่ออย่างหนักก็มีสื่อฝ่ายหนุนผู้นำอับเดล ฟัตตาห์ อัลซีซี บางส่วนเริ่มส่งเสียงวิจารณ์ผู้นำบ้างแล้วซึ่งอาจจะทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นหรือเกิดการปราบปรามหนักข้อขึ้นได้ ในอินเดียก้มีสถานการณ์ที่นักข่าวถูกทำร้ายโดยเฉพาะจากกลุ่มขวาจัดทำให้น่าจับตามองมองสถานการณ์เสรีภาพสื่อท่ามกลางรัฐบาลชาตินิยมศาสนาฮินดู/p pจากกรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ ฟรีดอมส์เฮาส์ระบุถึงกรณีที่ในบังกลาเทศซึ่งมีคะแนน 61 คะแนน อยู่อันดับที่ 134 มีการสังหารผู้วิพากษ์วิจารณ์ศาสนา ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลก็สร้างแรงกดดันต่อสื่อทำให้นำเสนอเรื่องต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ในมาเลเซียที่มี 67 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 149 ก็มีกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริต ทำให้มีการใช้กฎหมายยุยงปลุกปั่นหลายครั้งมากเพื่อปราบปรามผู้ต่อต้าน/p pทางด้านประเทศที่มีสถานการณ์ในแง่เสรีภาพสื่อดีขึ้นมากในปี 2558 จากรายงานของฟรีดอมส์เฮาส์ได้แก่ บูรืกินา ฟาร์โซ ที่มีการยกเลิกการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตกับนักข่าวและยุติการลอยนวลไม่ต้องรับผิดของผู้ที่ก่ออาชญากรรมต่อนักข่าวในอดีต นอกจากนี้รัฐบาลยังลดการแทรกแซงเนื้อหาของสื่อลงด้วย อีกประเทศหนึ่งที่ได้รับการชื่นชมคือศรีลังกาที่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทำให้มีภัยคุกคามต่อนักข่าวน้อยลง สื่อเอกชนเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองน้อยลง และมีการปลดล็อกเว็บไซต์ที่เคยถูกเซนเซอร์ด้วย/p pฟรีดอมเฮาส์ยังได้แสดงความกังวลต่อเรื่องการหายตัวไปของชาวฮ่องกงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์ที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำจีน ทำให้น่ากังวลว่าจีนแผ่นดินใหญ่กำลังแผ่ขยายอำนาจการครอบงำไปสู่ฮ่องกงที่เคยมีเสรีภาพสื่อนับตั้งแต่ส่งคืนสู่จีนหลังการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 2540 หรือไม่ อีกทั้งการที่หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชั้นนำในฮ่องกงอย่างเซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์ตกไอยู่ในมือของบริษัทอาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลกลางของจีนก็ทำให้น่าเป็นห่วงในเรื่องอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ต่อฮ่องกงเช่นกัน/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"Freedom of the Press 2016, Freedom House /spana href="https://freedomhouse.org/report/freedom-press/freedom-press-2016"span style="color:#0000cd;"https://freedomhouse.org/report/freedom-press/freedom-press-2016/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"รายงานฉบับเต็ม /spanspan style="color:#0000cd;"a href="https://freedomhouse.org/sites/default/files/FH_FTOP_2016Report_Final_04232016.pdf"https://freedomhouse.org/sites/default/files/FH_FTOP_2016Report_Final_04232016.pdf/a/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/k6C5IOpxXts" height="1" width="1" alt=""/

ญาติผู้ถูกทหารคุมตัว-ทนายยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ตามม. 90 ศาลนัดฟังคำสั่งพรุ่งนี้

Thu, 28/04/2016 - 21:53
!--break--!--break-- p28 เม.ย. 2559 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ ศาลอาญา รัชดา ภาวิณี ชุมศรี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุยษชน พร้อมญาติของบุคคลที่จับกุมโดยเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อเช้าของวันที่ 27 เม.ย. จำนวน 4 ราย ได้แก่ ญาติของนพเก้า คงสุวรรณ, ญาติของศุภชัย สายบุต ญาติของหฤษฏ์ มหาทน ส่วนอีกรายหนึ่งไม่สะดวกเปิดเผยข้อมูล/p pทนายและญาติยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 โดยเห็นว่าเป็นดำเนินการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย/p pภาวิณี ชุมศรี ทนายความกล่าวว่าการดำเนินการควบคุุมตัวเมื่อวานนี้ เป็นการดำเนินการโดยไม่มีการแจ้งหมายจับ หรือข้อกล่าวหา และผู้ถูกควบคุมตัวไม่สามารถติดต่อกับทนายความได้ โดยกระบวนการควบคุมตัวที่ถูกต้องควรมีการแสดงหมายจับ และดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ถูกจับได้พบญาติ และทนายความ/p pทั้งนี้การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวเมื่อมีการจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบ ตามปกติเมื่อมีผู้เข้ายื่นคำร้องศาลจะต้องมีคำสั่งให้มีการไต่สวนการควบคุมตัว ในช่วงบ่ายศาลเรียกไต่สวนแต่ญาติของจำเลยต่างเดินทางออกจากศาลไปกองปราบฯ กันแล้วเนื่องจากทราบข่าวว่าจะมีการนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวที่นั่น ศาลจึงให้ทนายความเป็นผู้แถลงแทนและนัดฟังคำสั่งในวันพรุ่งนี้ (29 เม.ย.2559) เวลา 10.00 น./p pa href="https://tlhr2014.wordpress.com/2016/04/28/arbitary-detention-4-people/"เว็บศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/aสรุปคำร้องที่ญาติของทั้ง 4 ยื่นต่อศาลไว้ว่า/p pพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวบุคคลทั้ง 4 โดยไม่มีการแจ้งเหตุการควบคุมตัว ไม่แจ้งข้อกล่าวหา ไม่แสดงหมายจับ และไม่มีการแสดงหมายค้น(รายละเอียดของพฤติการณ์การควบคุมตัวดูa href="https://tlhr2014.wordpress.com/2016/04/27/situation-rep-and-tlhr-opinion/"ที่นี่/anbsp;) และญาติของนพเก้า ศุภชัย ได้เดินทางไปขอเข้าเยี่ยมที่ มทบ.11 กลับได้รับการปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม/p pจากพฤติการณ์การควบคุมตัวบุคคลทั้ง 4 ดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวและคุมขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการควบคุมตัวโดยไม่มีหมายจับและหมายขังของศาล อีกทั้งไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการควบคุมตัวว่าควบคุมตัวไปด้วยเหตุใด อันเป็นการควบคุมตัวตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ พฤติการณ์ของการควบคุมตัวที่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายพร้อมอาวุธ และใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ อีกทั้ง เมื่อผู้ร้องไปติดต่อขอเยี่ยมผู้ที่ถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องพบ ทั้งที่ผู้ถูกควบคุมตัวมีสิทธิที่จะได้พบและติดต่อญาตินับตั้งแต่โอกาสแรกของการควบคุมตัว มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล มีสิทธิพบ ปรึกษา และมีทนายความร่วมอยู่ด้วยในระหว่างการสอบถามของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่ได้รับรองตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างเทศ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557nbsp;มาตรา 4nbsp;ที่รับรองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้/p pผู้ร้องจึงร้องขอให้ปล่อยตัวบุคคลทั้ง 4 จากการคุมขังอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90nbsp;เป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สอดคล้องกับหลักการ หลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ชอบโดยศาล หลักการดังกล่าวถูกกำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9nbsp;มีสาระสำคัญคือ บุคคลใดหากการควบคุมไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวไป/p pตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90nbsp;เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าเมื่อได้รับคำร้องขอให้ปล่อยตัวจากกรณีการคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ศาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วนว่าคำร้องมีมูลหรือไม่ หากมีมูลให้ศาลเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวนำผู้ควบคุมตัวมาปรากฏต่อศาลโดยพลัน และหากเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวแสดงให้ศาลเห็นไม่ได้ว่าการคุมขังนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้ปล่อยตัวทันที/p pด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องขอให้ศาลได้มีคำสั่งไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้ง 4 และมีคำสั่งเรียกผู้บัญชาการของมณฑลทหารบกที่ 11nbsp;หรือเจ้าหน้าที่สังกัดเดียวกันnbsp;ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวทั้ง 4 คนnbsp;มาไต่สวนโดยพลัน โดยให้เจ้าหน้าที่นำตัวบุคคลทั้ง 4 มาปรากฏตัวต่อศาล และขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัวทั้ง 4 คน จากการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pxvzadlUiPM" height="1" width="1" alt=""/

จ่านิวยืนเฉยๆ ที่ช่องนนทรี - ส่วนตำรวจจับแล้วก็นำไปปล่อย

Thu, 28/04/2016 - 21:03
pจ่านิวยืนเฉยๆ ที่ทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี เรียกร้องปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม-ตั้งข้อหา ตำรวจควบคุมตัวทันที ก่อนนำไปปล่อยที่ สน.ยานนาวา โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1471/26421387840_707c170ef9_z.jpg" style="width: 560px; height: 372px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มา: เพจพลเมืองโต้กลับ/strong/span/p p28 เม.ย. 2559 เมื่อเวลา 18.15 น. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทางมายืนเฉยๆ อยู่ที่ทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี กับสถานีรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) สายสาทร-ราชพฤกษ์ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูก คสช. จับกุมและตั้งข้อหาในความผิดฐาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้มีการถ่ายทอดโดยเพจ "พลเมืองโต้กลับด้วย"/p pอย่างไรก็ตามเมื่อนายสิรวิชญ์มาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไป สน.ยานนาวา โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ทรัพย์ละออ ผกก.สน.ยานนาวา ระบุว่าหากมีการชุมนุมที่ช่องนนทรี ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องที่ให้ทราบและตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะกำหนดให้แจ้งก่อน 24 ชั่วโมง หากไม่มีการแจ้งจะถือว่าผิดกฎหมาย/p pต่อมาในเวลา 20.25 น. a href="https://www.facebook.com/Resistantcitizen/posts/1069474436429032"เพจพลเมืองโต้กลับ/aรายงานว่า ที่ สน.ยานนาวา มีการปล่อยตัวนายสิรวิชญ์แล้วโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/fUCKKbTn7ls" height="1" width="1" alt=""/

บทวิเคราะห์ 19 ประเด็น สถานการณ์ชายแดนใต้ในวันที่สภาวะคงที่กำลังเปลี่ยนไป

Thu, 28/04/2016 - 20:44
!--break--!--break-- pสถิติล่าสุดเกี่ยวกับความรุนแรงในชายแดนใต้ในช่วง 12 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2559 แสดงให้เห็นว่ามีเหตุการณ์ความรุนแรง 15,530 ครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันประมาณ 18,654 คน ในบรรดาผู้เสียชีวิต 6,613 คน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม 3,891 คน หรือคิดเป็น 58.81% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยเป็นผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวพุทธ 2,543 คนหรือประมาณ 38.45% ในทางตรงข้าม ในบรรดาผู้บาดเจ็บประมาณ 12,041 คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนพุทธจำนวนประมาณ 7,154 คนหรือ 59.41% และเป็นคนมุสลิม 3,907 คน หรือ ประมาณ 32.45%a href="#1"[1]/a สะท้อนว่าโดยภาพรวมทั้งคนพุทธและมุสลิมต่างก็เป็นเป้าหมายการใช้ความรุนแรง/p pจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในปี 2557-2559 มีลักษณะคงที่และบางครั้งดูคล้ายกับว่าจะลดลง แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ‘ความผันผวนแปรปรวน (Variations)’ ความผันผวนไม่แน่นอนนี้ยังคงเป็นลักษณะพิเศษของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน/p pนอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นแนวโน้มใหม่ของปี 2558-2559 ซึ่งระดับความถี่ของความรุนแรงยังคงที่เหมือนกับปี 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี 2558 มีเหตุการณ์สูงในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม 2558 แต่เดือนอื่นๆ มีแนวโน้มลดลงหรือมีค่าคงที่ ทำให้ปี 2558 เป็นปีที่มีเหตุการณ์ลดลงมากที่สุดในรอบ 12 ปี แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปในตอนต้นปี 2559 โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมพาพันธ์และมีนาคม ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ความไม่สงบมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอีก ชี้ให้เห็นว่าพลังแห่งความรุนแรง และพลังถ่วงดุลความรุนแรงกำลังทำงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งริเริ่มขึ้นอีกครั้งในรอบที่สองตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านความไม่แน่นอนมาโดยตลอด/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 1br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1523/26088846793_4d6f615319.jpg" style="width: 500px; height: 372px;" //strong/span/p p style="text-align: center;"br /span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 2br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1594/26666160866_5e716e1ae7.jpg" //strong/spanbr /nbsp;/p pแนวโน้มความรุนแรงที่กระตุกสูงขึ้นเป็นบางช่วงในปีที่ผ่านมา (2558) ได้เปลี่ยนเป็นลักษณะที่คล้ายกับจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งมีการระเบิดด้วยรถยนต์ที่เมืองปัตตานีในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ตามมาด้วยเหตุการณ์ในวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งมีการโจมตี 3 จุดในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งการยึดโรงพยาบาลอำเภอเจาะไอร้องเพื่อโจมตีค่ายทหารพรานที่อยู่ติดกับโรงพยาบาลดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการก่อเหตุระเบิดในเขตเทศบาลยะหริ่งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ส่วนในเดือนเมษายนก็เกิดเหตุลอบวางระเบิดที่หน้าสถานีรถไฟอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ในช่วงเย็นวันที่ 11 เมษายน 2559 รวมทั้งเหตุระเบิดและยิงเจ้าหน้าที่หลายจุดในช่วงเวลาดังกล่าว/p pในที่นี้อาจจะสรุปการวิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 12 ปี มาจนถึงปัจจุบันได้ดังต่อไปนี้/p p1. จากภาพรวมทั่วไป เหตุการณ์ความไม่สงบมีความถี่สูงในระยะแรกระหว่างปี 2547-2550 ประมาณ 160-200 ครั้งต่อเดือน นับตั้งแต่ปี 2551-2555 ความรุนแรงลดลงในระดับคงที่ประมาณ 80-100 ครั้งต่อเดือน/p p2. แนวโน้มในช่วงปี 2551-2555 ระดับความรุนแรงต่อเดือนลดลง แต่จำนวนการบาดเจ็บและเสียชีวิตรายเดือนสูงขึ้นกว่าจำนวนเหตุการณ์ความไม่สงบ แสดงว่าเกิดความรุนแรงเชิงคุณภาพขึ้นในช่วงนั้น/p p3. นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา เกิดแนวโน้มใหม่ที่ความรุนแรงมีระดับคงที่และลดต่ำลงในบางช่วง ทำให้ทิศทางของความรุนแรงดูเหมือนจะลดลง โดยเฉพาะในปี 2558 ระดับความรุนแรงลดลงต่ำที่สุดในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา/p p4. อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่านับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาเช่นกันที่เกิดสภาวะความแปรปรวน (Variances) ของความรุนแรงรายเดือนมากขึ้นอย่างชัดเจน ความแปรปรวนของเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปรากฏการณ์ที่ซ้อนอยู่ในระดับของความนิ่งและลดลงของเหตุการณ์รายเดือน เหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนหนึ่งที่ลดลงอาจจะตามมาด้วยเหตุการณ์ที่สูงโด่งขึ้นในเดือนถัดไป หรือเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะสูงขึ้นในเดือนหนึ่งๆ อาจจะตามมาด้วยการลดลงอย่างมากในอีกเดือนหรือสองเดือนถัดไป เรายังไม่สามารถหาความแน่นอนของแบบแผนดังกล่าวได้เลย/p p5. แต่ผลของความแปรปรวนก็คือความสามารถในการรักษาระดับความต่อเนื่อง และความยืดเยื้อเรื้อรังของการใช้ความรุนแรง และอาจจะเร่งให้สถานการณ์สูงขึ้นอีกในอนาคต ถ้าสถานการณ์อื่นๆ หรือตัวแปรอื่นที่ทำให้เกิดการนิ่งหรือตัวคงที่ (Constance) เกิดการเปลี่ยนแปลง/p p6. ในทางยุทธวิธี ฝ่ายทหารใช้วิธีการเสริมกำลังให้มากขึ้น เพิ่มกองกำลังมากถึงประมาณ 70,000 กว่านาย มีมาตรการนโยบายและแผนในการเพิ่มเอกภาพ บูรณาการ และประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command and Control) เช่น การจัดระบบการขับเคลื่อนนโยบายโดยใช้แผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศ คสช. ที่ 98/2557 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตราที่ 44 โดยออกคำสั่งที่ 14/2559 กำหนดให้ ศอ.บต. ขึ้นกับ กอ.รมน. และเข้มงวดในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยหลังปฏิบัติการด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่น การจับภาพด้วยกล้องซีซีทีวี การใช้หลักฐานจากนิติวิทยาศาสตร์ และการใช้การข่าวเชิงลึกไล่ติดตามจากบัญชีผู้ต้องสงสัย เป็นต้น/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 3br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1650/26626873821_090e7d7355.jpg" //strong/span/p p7. บีอาร์เอ็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับมาราปาตานีใช้ปฏิบัติการสองอย่าง คือ เร่งการโจมตีต่อกองกำลังฝ่ายรัฐสลับกับการก่อเหตุในวงกว้างในลักษณะประสานการโจมตีnbsp; (Coordination of Attacks) เว้นวรรคเป็นช่วงๆ มีระยะห่างเป็นจังหวะหรือเป็นคลื่นการโจมตีที่คาดเดาจุดปฏิบัติการได้ยาก เพื่อต้านและรบกวนตัวชี้วัดของแผนบูรณาการของรัฐที่ต้องการให้ ‘จำนวนเหตุการณ์ลดลง’/p p8. เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าการก่อเหตุโจมตีในลักษณะประสานพร้อมกันในระยะหลังตั้งแต่ปี 2557 การใช้ระเบิดจะมีอัตราที่สูงขึ้นถึงประมาณ 45-60 จุดพร้อมกันในบางเดือนที่มีเหตุการณ์สูงมากเป็นพิเศษ ผลที่ตามมาก็คือการเร่งความแปรปรวนของเหตุการณ์และผลกระทบต่อเป้าหมายที่เป็นพลเรือน/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 4br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1564/26666160226_a841929ec9.jpg" //strong/spanbr /nbsp;/p p9. ผลกระทบจากความแปรปรวนดังกล่าวก็คือความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นกลัวและเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย (Shock and Surprise Incident) ในขณะเดียวกันก็เสี่ยงที่จะเกิดการปฏิบัติการซึ่งมีความรุนแรงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั้งสองฝ่ายและยังเกิดความเสี่ยงที่จะมีการทำลายพื้นที่กลาง และส่งผลให้กระบวนการสันติภาพหยุดชะงัก ซึ่งผลที่ตามมาก็จะเกิดแรงเหวี่ยง (Momentum) ของความรุนแรงในพื้นที่ขึ้นมาอีก/p p10. อย่างไรก็ตาม แม้การก่อเหตุความไม่สงบจะมีปัจจัยของความแปรปรวน แต่ในระยะเฉพาะหน้านี้ (เหตุการณ์จนถึงก่อนเดือนเมษายน 2559) ระดับของความรุนแรงโดยทั่วไปยังอยู่ในระดับและขอบเขตที่จำกัดอยู่เช่นกัน ทั้งนี้ การเร่งก่อเหตุตามสถานการณ์เฉพาะหน้า แม้ฝ่ายขบวนการฯ จะมีศักยภาพที่สามารถทำได้ แต่ฝ่ายที่ก่อเหตุก็ยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งในทางการเมืองและในทางการทหาร/p p11. ในทางการเมือง กระบวนการพูดคุยสันติภาพยังคงเดินหน้าไป แม้ความก้าวหน้าของการพูดคุยจะช้า แต่ก็ยังคงความต่อเนื่อง มีรูปธรรม และคืบหน้า จะเห็นได้จากการมีการพูดคุยของคณะประสานงานทางเทคนิคที่ผ่านมา 3 ครั้งระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลและมาร่าปาตานี จนกระทั่งบรรลุร่างกติกาในการพูดคุย หรือ TOR (Term of Reference) แต่ล่าสุด การหาข้อตกลงไม่ได้เรื่อง TOR อาจจะเป็น 'การสับไก' (Trigger Event) ความแปรปรวนที่เป็นพิษได้ หากไม่ยึดแนวทางสันติและการหาทางออกทางการเมืองที่เหมาะสม ในแง่นี้ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่พลังถ่วงดุลภายในบังเกิดการพลิกผันและนำไปสู่การเสียดุลในที่สุด/p pในทำนองเดียวกัน การก่อเหตุความไม่สงบที่กระทบต่อเป้าหมายพลเรือนและผู้บริสุทธิ์ เช่น การก่อเหตุระเบิดที่ทำให้เด็กเสียชีวิต การยิงผู้บริสุทธิ์ และการยึดโรงพยาบาล ก็เป็นการทำลายความชอบธรรมของการปฏิบัติการในสายตาประชาชนในท้องถิ่นเช่นเดียวกัน การรักษาแนวทางเจรจาสันติภาพและ ‘พื้นที่ทางการเมือง/พื้นที่ปลอดภัย’ ของเครือข่ายประชาสังคม จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยรักษาความสมดุลของพลังฝ่ายต่างๆ ในสนามความขัดแย้งเอาไว้ และเป็นแรงกดดันทางการเมืองให้การใช้ความรุนแรงลดลงในอนาคตบนฐานคติที่ว่าการพูดคุยสันติสุข/สันติภาพมีรูปธรรมที่เป็นจริงและมีผลลัพธ์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นกว่านี้/p p12. ในทางการทหาร ยุทธวิธีการป้องกันตาม ’โครงการรักษาความปลอดภัยในเขตเมือง 7 เมืองหลัก’ ยังคงสามารถป้องกันและสร้างความกดดันทางการทหารให้กับฝ่ายขบวนการฯ ได้พอสมควร นอกจากนี้การระดมสรรพกำลังมากกว่า 70,738 นายมาป้องกันและควบคุมพื้นที่ประกอบกับการสร้างแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการพร้อมทั้งเม็ดเงินงบประมาณอีกประมาณ 30,176 ล้านบาท และสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) ออกสำรวจความต้องการของประชาชนในขนาดใหญ่โตมโหฬารโดยเอานักวิชาการบางคนไปช่วย ก็เป็นความพยายามอุดช่องโหว่และสร้างแรงต้านต่ออีกฝ่ายหนึ่งได้มากขึ้นเช่นกัน/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 5br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1529/26626873041_b7a8e21ff6.jpg" //strong/spanbr /nbsp;/p p13. ถ้าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้างต้นของรัฐเป็นไปตามสมมติฐานที่ว่าฝ่ายตรงข้ามคือกองกำลังของบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) และฝ่ายรัฐต้องเอาชนะทั้งทางการเมืองและในทางการทหาร จึงต้องประคองสถานการณ์ไว้ด้วยยุทธศาสตร์การเจรจา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่ศิวิไลซ์ แต่มีการปรับเปลี่ยนชุดวาทกรรมให้เป็น ‘การพูดคุยสันติสุข’ ซึ่งเน้นว่าเป็น ‘ปัญหาภายในประเทศ’ จึงยอมรับให้มีการพูดคุยกันได้อย่างสันติ พร้อมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ในทางปฏิบัติ กระบวนการเหล่านี้เป็นการสร้างสันติสุขก็จริง แต่ก็เป็นการยืดเวลาสันติภาพออกไปด้วยการสร้างกระบวนการและกำหนดเงื่อนไขใหม่ๆ ทำให้การสร้างข้อตกลงยากขึ้นในทางปฏิบัติ เช่น การกำหนดให้การพูดคุยสันติสุขมี 3 ระยะ 9 ขั้นตอน คือระยะของการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ ระยะของการลงสัตยาบันและระยะการสร้าง Roadmap ในขั้นตอนนี้รัฐบาลยังมีเงื่อนไขให้ทุกกลุ่มของขบวนการต่อสู้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว โดยนัยคือการไม่ยอมรับ 5 ข้อเรียกร้องเดิมของฝ่ายบีอาร์เอ็น และไม่ยอมรับเรื่องกระจายอำนาจแบบพิเศษ สาระของยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยความหมายก็คือการดึงเวลาเพื่อให้รัฐบาลจัดการควบคุมทางการทหารให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็นอ่อนแอลง ทำให้พวกเขาไม่สามารถขยายกำลังคนระลอกใหม่หรือสร้างสมาชิกใหม่ด้วยการบ่มเพาะอุดมการณ์ และเป้าหมายทางยุทธศาสตร์คือ ‘เพื่อสลายโครงสร้างการจัดตั้งฐานมวลชนในลักษณะหมู่บ้านจัดตั้ง (AJAK: AhliJawatan Kampong) เพื่อสลายแนวความคิดสนับสนุน 'กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง' (ผกร.) หรือขบวนการบีอาร์เอ็น/p p14. จุดเน้นทางยุทธศาสตร์นี้ได้ถูกนำมาแปลงเป็นโครงการสำคัญในกรอบแผนปฏิบัติการฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ซึ่งเรือธง (Flagship Projects) ของแผนดังกล่าวคือโครงการรักษาความปลอดภัยในเขตเมือง 7 เมือง หลักการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชาชนมีส่วนร่วม การดำเนินงานในหมู่บ้านเสริมสร้างความมั่นคง การพาคนกลับบ้าน การเสริมสร้างความเข้าใจในสถานศึกษาและโครงการบูโดรักษ์สันติสุข โดยใช้งบประมาณรวมกัน ถึงกว่า 7,501 ล้าน จากงบประมาณบูรณาการการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ซึ่งจำนวนเม็ดเงินสูงถึง 30,176 ล้านบาท/p p15. แต่แนวโน้มความรุนแรงรอบใหม่ที่กำลังทะยานขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2559 ก็อาจจะชี้ให้เห็นว่าฝ่ายขบวนการต่อสู้ โดยเฉพาะขบวนการบีอาร์เอ็นเองก็มีการปรับยุทธวิธีทางการทหารและพยายามเร่งกระแสความรุนแรงกลับขึ้นมาอีกเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ใช้การทหารนำและเน้นที่ความมีเอกภาพและประสิทธิภาพนั้นยังมีจุดอ่อน แม้จะมีประสิทธิภาพแต่หลายจุดยังมีความไม่แน่นอนและไม่มีประสิทธิผล นี่อาจจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกในวิชาการนโยบายสาธารณะ หลักที่สำคัญก็คือการกำหนดและการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะโดยทั่วไปนั้น ผู้วางแผนให้รัฐบาลทหารจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนทั้งตามที่คาดหมายและที่ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย (Expected and Unexpected Consequences) นอกจากนี้ ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยนำเข้า (Inputs) ของประเด็นทางนโยบายก็ต้องคำนึงถึงทั้งตัวแปรที่อธิบายได้ และตัวแปรที่อธิบายไม่ได้ (Explained and Unexplained Variables) ในตัวแบบการวิเคราะห์ทางนโยบาย (Policy Model) เพราะพลวัตของสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งรบกวน (Noise) ซึ่งจะนำมาสู่พลวัตและความแปรปรวน (Variances) ของผลลัพธ์ที่ตามมา (Outcomes) จากระบบทางนโยบายดังกล่าว/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 6br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1473/26666159586_850defc9f2.jpg" //strong/span/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพที่ 7br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1689/26626872181_887052ee64.jpg" //strong/span/p p16. นอกจากนี้ ตัวแปรภายนอกที่ควรต้องให้ความสนใจคืออิทธิพลจากประชาคมนานาชาติที่มีต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐมองว่าเป็นเรื่องของ ‘การสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ’ เป็นการป้องกันไม่ให้ประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกเป็นวาระระหว่างประเทศ พยายามทำให้ประชาชนในโลกมุสลิมและต่างประเทศรวมทั้งองค์การระหว่างประเทศมีความเข้าใจและให้การสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ/p pน่าสนใจว่าจุดที่อ่อนไหวที่สุดในเรื่องนี้คือมติของที่ประชุมโอไอซีหรือ Organization of Islamic Cooperation อย่างไรก็ดี โอไอซีได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2559 ในที่ประชุมอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยมีการขานรับรูปแบบการจัดตั้ง ‘กลุ่มตัวแทนชุมชนมุสลิมในภาคใต้’ ของประเทศไทยและการตัดสินใจเดินหน้ากระบวนการสันติภาพของรัฐบาลไทยภายใต้การอำนวยความสะดวกของมาเลเซีย โอไอซียังได้เรียกร้องทั้งฝ่ายไทยและขบวนการมลายูมุสลิม ซึ่งเป็นตัวแทนของมุสลิมในภาคใต้เปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และร่วมมือทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ‘รับประกันความปลอดภัยในการเดินทางของสมาชิกกลุ่มดังกล่าวและคุ้มครองไม่ให้พวกเขาถูกคุมตัวและดำเนินคดีระหว่างเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพ’ ข้อมติของโอไอซีเป็นผลดีต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังเดินไปอยู่โดยมีนัยที่สนับสนุนสถานะของมาราปาตานีและอาจจะมีผลในทางบวกต่อการร่วมมือกันระหว่างมาราปาตานีกับกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ในอนาคตอันใกล้ แต่ก็อาจจะเพิ่มแรงกดดันในทางการเมืองให้รัฐบาลไทยด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าภารกิจการป้องกันไม่ให้ประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกเป็นวาระระหว่างประเทศนั้นจะไม่เข้าเป้าตามตัวชี้วัด/p p17. กล่าวโดยสรุป สภาวะเสถียรของความรุนแรงระหว่างปี 2555-2558 ทำให้แนวโน้มของเหตุความไม่สงบดูเหมือนจะคงที่และลดต่ำลงเล็กน้อย ตัวคงที่ยังมีอิทธิพลค่อนข้างมากด้วยการคง ‘นโยบายสันติภาพ/สันติสุข’ และการเปิดพื้นที่ทางการเมืองภาคประชาชน ประกอบกับปัจจัยทางการทหาร การสร้างเอกภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินรัฐประศาสโนบายนับแต่ช่วงหลังปี 2557 ทำให้ปี 2557-2558 เป็นช่วงที่ระดับความรุนแรงมีขอบเขตและแนวโน้มลดลงในบางช่วง แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวคงที่ก็เป็นประเภทหนึ่ง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแปรปรวนก็เป็นตัวแปรอีกประเภทหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นที่น่าสังเกตว่าความแปรปรวนของเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ อยู่ตลอดเวลา ความแปรปรวนอาจจะทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพ ถ้าไม่มีการวิเคราะห์และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนั้น ในตอนต้นปี 2559 อัตราเร่งแห่งความแปรปรวนนี้เริ่มแผลงฤทธิ์ แม้ว่าเหตุการณ์ในรอบเดือนที่ผ่านมาจะค่อนข้างสูงขึ้น แต่ระดับความถี่ของเหตุการณ์ก็ยังไม่ถึงระดับที่เลยเพดานเกินกว่าหนึ่งร้อยเหตุการณ์ต่อเดือนเหมือนเช่นช่วงที่เคยเกิดเหตุรุนแรงสูงในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ความแปรปรวนอาจจะมีระดับความถี่ขึ้นได้เช่นกัน ต้องสังเกตว่าในช่วงเดือนที่เกิดความรุนแรงสูง ในรอบสามปีที่ผ่านมา มักจะมีการก่อเหตุโดยใช้ระเบิดสูงมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2557 และเดือนพฤษภาคม 2558br /br /สิ่งที่ควรระวังคือความแปรปรวนจะเป็นพิษร้ายทำให้ภาวะคงที่และความสมดุลของสถานการณ์เสียไปหากมีความถี่และมีระดับสูงมากขึ้นตลอดทั้งปี 2559 นี้ ซึ่งจะทำให้เส้นแนวโน้มระดับความรุนแรงโดยรวมแลดูเสมือนรูปเส้นเชือกตกท้องช้างที่มีระดับสูง-ต่ำลง-สูงขึ้นอีก/p p18. ความท้าทายก็คือความรุนแรงปกติเป็นการสะท้อนสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่มีความหมายทางการเมืองหรือเป็นภาพตัวแทน (Representation) ของการต่อสู้ทางการเมืองในกระบวนการสันติภาพ ถ้ามันหยุดอยู่ในกรอบความหมายเพียงแค่นี้ แต่หากถูกจัดการไม่ถูกต้อง ความรุนแรงจะเป็นตัวแทนของความรุนแรงในตัวของมันเองหรือมีชีวิตของมันเอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งยากที่จะคาดคะเน จึงต้องระวังพิษของความแปรปรวนเช่นนี้ด้วย/p p19. จุดศูนย์ถ่วงของการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์คือการมีพื้นที่กลางทางการเมือง มีภาคประชาสังคมที่มีอิสระและการใช้เหตุผลอย่างสันติในสนามของความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลงไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสารทางการเมืองที่ต้องผ่านพื้นที่สาธารณะที่เป็นกลางและไม่ใช้ความรุนแรง มีแต่พลังส่วนนี้เท่านั้นที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งแสดงความเป็นตัวแทนอันชอบธรรม ที่สามารถถ่วงดุลกับการใช้ความรุนแรงทุกแบบและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนnbsp;nbsp;nbsp;/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongชุดภาพประกอบ: การกระจายความรุนแรงในพื้นที่ภูมิศาสตร์ในช่วงเดือนที่มีความรุนแรง 2556-2558/strong/span/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพที่ 8br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1538/26088844663_8ed1295b03.jpg" //span/strong/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพที่ 9br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1451/26419944760_45fa31d94b.jpg" //span/strong/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพที่ 10br /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1459/26088844193_242558a437.jpg" style="width: 500px; height: 373px;" //span/strong/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพที่ 11/span/strongbr /img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1445/26419944400_a3ffd9802a.jpg" //p pnbsp;/p pa name="1"[1]/a ข้อมูลจาก “ฐานข้อมูลเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้” (Deep South Incident Database) ศูนยเฝ้าระวัง สถานการณ์ภาคใต้ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี, เมษายน 2559/p pnbsp;/p pbr /strongหมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่nbsp;a href="http://www.deepsouthwatch.org/node/8580"http://www.deepsouthwatch.org/node/8580/abr /ชื่อบทความเดิม: 19 ประเด็นกับความแปรปรวนที่เป็นพิษ: บทวิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนใต้ในวันที่สภาวะคงที่กำลังเปลี่ยนไป/strong/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PPfrqihNg2I" height="1" width="1" alt=""/

คสช.ให้จนท.ใช้ดุลพินิจส่อง #ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ ต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง

Thu, 28/04/2016 - 19:33
pพ.อ.วินธัย ระบุการโพสต์ประชดประชัน ใช้ประโยคสัญลักษณ์แทนการสื่อสารทางตรง หรือการติดแฮชแท๊ก 'ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ' อยู่ที่เจ้าพนักงานจะใช้ดุลพินิจ ยันทุกคนยังสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสุจริต ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริงnbsp;/p p!--break--!--break--/p p28 เม.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมาแฮชแท๊กชื่อ "a href="https://twitter.com/search?q=%20%E2%80%AA%23%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E2%80%ACamp;src=typd"#ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ/a” nbsp;ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ ตั้งแต่วานนี้ ซึ่งมีการทวิตข้อความเชิงเสียดสีพร้อมติดแฮชแท๊กดังกล่าว/p pซึ่งวานนี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/Tingsocial/posts/1757479601151955"ติ่งสังคม/a' ได้นำมารวมรวม เช่น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1459/26420036720_252218cafb_b.jpg" style="width: 500px; height: 349px;" /nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1497/26420036190_f91ebc258b_b.jpg" style="width: 500px; height: 256px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1454/26600013282_7bd4291034_b.jpg" style="width: 500px; height: 383px;" //p pโดยล่าสุดa href="http://www.matichon.co.th/news/120602" มติชนออนไลน์/a รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยถึงการโพสต์ข้อความแนวประชดประชัน การใช้ประโยคสัญลักษณ์แทนการสื่อสารทางตรง หรือการติดแฮชแท๊ก 'ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ' ดังกล่าวว่า อยู่ที่เจ้าพนักงานจะใช้ดุลพินิจ ยืนยันทุกคนยังสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสุจริต ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ไม่พาดพิงบุคคลหรือองค์กรในลักษณะหมิ่นประมาท ทำให้เสียชื่อ ทำให้บุคคลหรือสังคมเข้าใจผิด ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในสังคมในการดำเนินชีวิตในสังคม ซึ่งการดำเนินชีวิตประจำวันทั่วไปจะเห็นว่าเรื่องแบบนี้ยังมีให้เห็นในสังคม อย่างเช่นเรื่องของความขัดแย้งกันของบุคคลหรือเอกชนกันเป็นธรรมดา ไม่ใช่แต่ภาคราชการเท่านั้น/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/y8lqwfJnxQY" height="1" width="1" alt=""/

12 ปีเหตุมัสยิดกรือเซะ จนท.คุมเข้มชายแดนใต้ ห้ามรถติดแก๊สจอดห้าง

Thu, 28/04/2016 - 19:02
!--break--!--break-- p28 เม.ย.2559 ครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี a href="http://www.tnamcot.com/content/456520"สำนักข่าวไทย /aรายงานว่า หลายภาคส่วนสนธิกำลังเฝ้าระวังสถานการณ์คุมเข้มเหตุป่วนตลอด 24 ชั่วโมง/p pโดย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้สั่งการและกำชับให้ผู้กำกับการและตำรวจทั้ง 19 สถานีในพื้นที่ 13 อำเภอ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และอาสาสมัครรักษาดินแดน ตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนสายหลักและสายรองที่เชื่อมต่อแต่ละอำเภอตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เกิดเหตุการณ์บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันกลุ่มคนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์/p pเช่นเดียวกับที่จังหวัดสงขลา มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในพื้นที่เสี่ยง 7 อำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งพบความเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มของนายเสรี แวมานุ เข้ามาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและห้างร้านร่วมกันตรวจเข้มรถต้องสงสัยที่เข้ามาจอดในย่านการค้าและในห้างร้านต่างๆ/p pa href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1461815725"ข่าวสดออนไลน์/a รายงานเพิ่มเติม สำหรับพื้นที่รอบนอกมีการสกรีนรถต้องสงสัย บริเวณด่านตรวจความมั่นคงขาเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ทั้ง 3 ด่าน ที่ถนนกาญจนวนิช ถนนเพชรเกษม และถนนนิพัทธิ์สงเคราะห์ ส่วนพื้นที่ชั้นในย่านเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยวมีทั้งกำลังอส.และตำรวจคอยเฝ้าสังเกตุการณ์และตรวจสอบรถที่จอดผิดในลักษณะผิดสังเกตnbsp; ขณะที่ห้างร้านได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเช่นเดียว โดยจะตรวจสอบรถที่จะเข้าไปจอดภายในห้างอย่างละเอียดทุกคันและไม่อนุญาตให้รถติดแก๊สเข้าไปจอดอย่างเด็ดขาด/p pรายงานข่าวแจ้งว่า เนื่องจากในพื้นที่อ.หาดใหญ่ มีการแจ้งเตือนว่าเสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าหมายการก่อเหตุ หลังพบความเคลื่อนไหวของแนวร่วมเข้ามาในพื้นที่ นอกจากนี้ในพื้นที่อ.เมือง อ.สะเดา 4 อำเภอชายแดนสงขลา อ.จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดเช่นกัน/p pสำหรับจ.นราธิวาสขณะนี้เองมีการจัดงานใน 2 อำเภอ ทั้งงานกาชาดและงานประจำปีจังหวัดนราธิวาส ระหว่างวันที่ 23 เม.ย.– 2 พ.ค. ในพื้นที่ของอ.เมือง ส่วนในอ.สุไหงโก-ลก มีการจัดงานสมโภชองค์เจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.– 1 พ.ค. ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการเข้มในการดูแล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในพื้นที่ด้วย nbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"คนร้ายลอบบึ้มทหารพรานยะลา ดับ 1 เจ็บ 5/span/h3 pa href="http://www.tnamcot.com/content/456398"สำนักข่าวไทย/a ยังรายงานด้วยว่า ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดและกำลังฝ่ายความมั่นคง เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดทหารพราน บริเวณตำบลบาโร๊ะ nbsp;อ.ยะหา จ.ยะลา แรงระเบิดทำให้ สิบเอกต่วนอากูซิ บนบาน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้บาดเจ็บอีก 5 นาย ถูกนำส่งโรงพยาบาลยะลา โดยทหารพรานทั้งหมดเป็นชุดช่างที่กำลังเดินทางไปสร้างบ้านให้นางบีเดาะ ดอเลาะ ตามโครงการช่วยเหลือผู้ขัดสน คาดคนร้ายเป็นแนวร่วมในพื้นที่ ลอบนำระเบิดแสวงเครื่องอัดกล่องเหล็ก น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม มาซุกซ่อนไว้ จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร/p h3span style="color:#0000cd;"ปัตตานีคนร้ายประกบยิงสามีเข้ากันกระสุนให้ภรรยาจนเสียชีวิต/span/h3 divส่วนที่ปัตตานี เกิดเหตุคนร้ายประกบยิง จิรศักดิ์ อินศรี และ วรรณภา อาศรับผล สามีภรรยาเสียชีวิตขณะขี่รถจักรยานยนต์ออกจาก ศอ.บต.เพื่อกลับบ้านพัก ที่เขื่อนขลประทานปัตตานี เมื่อถึงสี่แยกบ้านต้นมะขาม คนร้ายใช้อาวุธปืน กระหน่ำยิงรถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม และตามลงมายิง วรรณภา แต่ จิรศักดิ์ สามีได้ใช้ตัวบังภรรยาไว้ ทำให้ถูกยิงที่ราวนมขวา เบ้าตาซ้าย คางขวา บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ขณะที่ วรรณภาภรรยาบาดเจ็บจากการถูกยิงที่แขนขวา 2 นัด เบื้องต้นสันนิษฐานเป็นการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มแนวร่วมอาร์เคเค โดยเลือกเป้าหมายที่อ่อนแอ/div div divnbsp;/div divขณะที่ เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ทหารและตำรวจได้สนธิกำลังเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุปล้นรถยนต์ของสามีภรรยา เพื่อนำไปก่อเหตุคาร์บอมบ์กลางเมืองยะลา โดยปิดล้อมตรวจค้นบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 7 ต.ตะลุโบะ อ.เมืองปัตตานี และควบคุมตัว มูฮัมหมัด บีมา และ ฮารอมาน เจ๊ะโซะ พร้อมพวกอีก 3 คนซึ่งอยู่ด้วยกันไปสอบสวนขยายผลเปรียบเทียบกับวัตถุพยาน เบื้องต้นผู้ต้องสงสัยยังให้การปฏิเสธ/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/r5Y7Ld8j9rc" height="1" width="1" alt=""/

โต๊ะพูดคุยไม่รับรองTOR 'มาราปาตานี' ผิดหวัง ทหารยันกระบวนการยังไปต่อ

Thu, 28/04/2016 - 18:41
pโต๊ะพูดคุยสันติภาพยังไม่รับรองกรอบ TOR ฝ่ายมาราปาตานีรู้สึกผิดหวัง ด้านทหารยันกระบวนการพูดคุยสันติสุขยังเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอน และการเปลี่ยนคนในคณะไม่กระทบเรื่องความไว้วางใจ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1571/26664629266_637ca70f13.jpg" style="width: 500px; height: 323px;" //p p28 เม.ย. 2559 การนัดพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ กับกลุ่มมาราปาตานี ที่มีนายมะสุกรี ฮารี เป็นหัวหน้าคณะ วานนี้ (27 เม.ย.) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับร่างกรอบการพูดคุยร่วม หรือร่างทีโออาร์ (TOR) แต่อย่างใด การพูดคุยครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 15 นาที/p pอาบูฮาฟีส อัลฮากีม หนึ่งในสมาชิกมาราปาตานี เปิดเผยว่าปาร์ตี้ A (คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข) ได้แถลงในระหว่างการประชุมร่วมกันว่า ยังไม่พร้อมจะรับรองร่าง TOR สำหรับการพูดคุยสันติภาพที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันร่างขึ้น และไม่ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ปลอดภัยแต่อย่างใด พวกเขาได้รับแจ้งอีกว่านายกรัฐมนตรีของไทยยังไม่ได้อนุมัติร่าง TOR นี้ และทำให้ฝ่ายมาราปาตานีรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของฝ่ายไทย/p pอาบูฮาฟีส อัลฮากีม ระบุอีกว่า ในขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการปลด พล.อ.นักรบ บุญบัวทอง ออกจากคณะพูดคุยจะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อทิศทางในการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาลไทยมากน้อยเพียงไร/p pอาบูฮาฟีส อัลฮากีม ได้กล่าวในบันทึกของเขาว่า เขา (พล.ท.นักรบ) เป็น 'เครื่องจักร' ของฝ่ายไทยซึ่งมีความรู้ที่กว้างขวางเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการสันติภาพ เขาเป็นหัวหน้าทีมเทคนิคของฝ่ายปาร์ตี้ A ก่อนหน้าที่เขาจะถูกปลด เขามีความคิดในเชิงบวกว่าปาร์ตี้ A จะรับรอง TOR และว่าการขาดเขาไปจะส่งผลอย่างสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ/p pพล.ต.ชินวัฒน์ แม้นเดช รองแม่ทัพภาคที่ 4 รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ภาคใต้ ระบุว่า การพูดคุยครั้งนี้มีการพิจารณาร่างกรอบการพูดคุย หรือ TOR ตามที่คณะทำงานเทคนิคจัดทำขึ้นเท่านั้น ยังไม่ได้ลงนามเห็นชอบเนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องนำไปเสนอให้หัวหน้าของฝ่ายตัวเองพิจารณาก่อน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็คือคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (The Steering Committee for Peace Dialogue) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน/p pพล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวว่า การลงนามต้องเป็นการเห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย หากที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ เห็นชอบร่าง TOR นี้ การพูดคุยครั้งต่อไปถ้าทั้งสองฝ่ายเห็นชอบก็ลงนามได้ แต่ถ้าคณะกรรมการอำนวยการไม่เห็นชอบก็จะต้องแก้ไขหรือได้แค่ไหนเอาแค่นั้น กระบวนการมีชัดเจนอยู่แล้ว/p pส่วนกรณีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในคณะพูดคุยฝ่ายไทยส่งผลต่อการพูดคุยหรือไม่นั้น พล.ต.ชินวัฒน์ ระบุว่า อย่าไปยึดติดกับตัวบุคคล เพราะคณะพูดคุยชุดนี้มีการปรับเปลี่ยนหลายคน แต่หัวหน้าคณะยังเป็น พล.อ.อักษรา เกิดผล เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นต้องยึดหัวหน้าเป็นหลัก และการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลก็ไม่ได้ส่งผลต่อการสร้างความไว้วางใจ/p pพล.ต.ชินวัฒน์ กล่าวด้วยว่า สื่ออย่าด่วนสรุปว่ามีปัญหา เพราะกระบวนการพูดคุยมีขั้นตอนอย่างชัดเจนอยู่แล้วที่จะต้องเดินไปตามนั้นbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/CTA6Pf-K8UE" height="1" width="1" alt=""/

วิพากษ์การศึกษาฉบับซอสพริก โดย พริษฐ์ ชิวารักษ์

Thu, 28/04/2016 - 17:33
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1639/26087751833_231e5c51eb.jpg" style="width: 389px; height: 500px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"อ่านข่าวที่nbsp;/spana href="http://www.matichon.co.th/news/117418"span style="color:#ff8c00;"มติชน/span/a/strong/p pวานนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านหนึ่งที่มีชื่อพ้องกับยี่ห้อซอสพริกยี่ห้อดังได้เผยว่าจะเสนอให้คุณลุงนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา 15 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษา (จะได้เหรอวะ) ทั้งนี้ในเนื้อข่าวจากa href="http://www.matichon.co.th/news/117418"มติชน/aมีประเด็นที่น่าสนใจหลายข้อด้วยกัน ผมจึงจับประเด็นและอยากชวนทุกคน "คิดเล่นเห็นต่าง" กับ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ซอสพริกทีละประเด็น ดังนี้/p p1.ข้อเสนอให้เด็กเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ แทนที่จะให้นั่งเล่นอยู่บ้านเฉยๆ เพราะเด็กเล็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดbr /เพนกวิน:nbsp; การเรียนรู้ของเด็กเล็กรวดเร็วจริงครับ แต่การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไม่ใช่การเรียน "ความรู้" เหมือนนักเรียนชั้นประถมและมัธยม แต่คือการส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอารมณ์ ซึ่งพัฒนาการทางอารมณ์นั้น ครอบครัวควรมีบทบาทในการฟูมฟักทะนุถนอม ให้ความรักและให้ทดลองเรียนรู้ไปตามวัย ดังนั้น เด็ก 3 ขวบควรนั่งเล่นอยู่ที่บ้านถูกแล้วครับ แม้การศึกษาชั้นอนุบาลเองถ้าครอบครัวสามารถดูแลเองได้ ครอบครัวก็ควรมีบทบาทในการจัดการศึกษา โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กควรเป็นเพียงทางเลือกสำหรับพ่อแม่เท่านั้น ถ้ารัฐจะสนับสนุนก็ควรสนับสนุนให้พ่อแม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดมากกว่า/p p2.ลดการศึกษาภาคบังคับจาก ม.ต้น เหลือเพียงประถมศึกษาbr /เพนกวิน:nbsp; ระดับของการศึกษาภาคบังคับเป็นการบ่งบอกว่ารัฐต้องการประชากรที่มีความรู้ในระดับไหนในสังคม หากร่นลงเพียงระดับประถม เท่ากับรัฐจะป่าวประกาศว่า ต่อแต่นี้คนไทยมีความรู้เพียง ป.6 ก็พอแล้ว ความรู้ระดับนี้เพียงพอจริงหรือ จริงอยู่ที่ท่านบอกว่าจำนวนปีไม่เท่ากับคุณภาพ แต่เท่าที่ทราบมา ยังไม่มีที่ใดที่สามารถบรรจุความรู้และทักษะพื้นฐานให้จบภายในประถมศึกษาได้ และยิ่งคุณภาพของการศึกษาไทยย่ำแย่อยู่แล้ว การลดปริมาณก็จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก/p p3. ไม่กังวลว่าเด็กจะตกหล่นจากระบบการศึกษากลางคัน เพราะพ่อแม่คงจะส่งลูกเรียนต่ออยู่แล้วbr /เพนกวิน:nbsp; ท่านเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่รับเรื่องราวความทุกข์ร้อนของประชาชน ท่านไม่เคยทราบเลยหรือครับว่าประเทศของเรามีเด็กชายขอบที่ต้องออกจากการศึกษากลางคันเป็นจำนวนมาก นักเรียนไทยเกือบ 60% ในแต่ละรุ่น (สามล้านกว่าคน) เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.ต้น) ก็จะตกหล่นออกไปจากระบบการศึกษาทั้งที่ยังมีโครงการเรียนฟรี 12 ปี (และ 15 ปี) ที่ครอบคลุม ม.ปลายอยู่ ก็เพราะผู้ปกครองจำต้องให้นักเรียนลาออกมาช่วยหาเลี้ยงครอบครัว เด็กเหล่านี้ เชื่อว่าหากการศึกษาภาคบังคับร่นลงมาแค่ ป.6 ก็คงจะได้เรียนเพียงเท่านั้น/p pกรณีเช่นนี้ไม่อาจจะโทษความยากจนข้นแค้นของผู้ปกครองได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรจะตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดรัฐจึงไม่สามารถสร้างกลไกช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้เรียนต่อไปได้/p p4. ข้อเสนอให้นักเรียนเลือกสายการเรียนตั้งแต่ ม.1br /เพนกวิน:nbsp; การให้นักเรียนได้เลือกเรียนตามความสนใจเป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องตั้งอยู่ในเงื่อนไขว่านักเรียนได้รู้จักศาสตร์แขนงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงนักเรียนจะต้องรู้จักตัวเองมากพอจนเข้าใจว่าตนต้องการอะไร ท่านผู้ตรวจการคิดว่าระบบการศึกษาไทยในระดับประถมศึกษามีความพร้อมที่จะทำให้นักเรียนรู้จักสาขาวิชาต่างๆ อย่างครบถ้วนหรือยัง และระบบแนะแนวทำให้เด็กมีความใฝ่ฝันมากพอแล้วหรือยัง หากยัง การผลีผลามตามข้อเสนอของท่านจะไม่ใช่การเปิดโอกาสให้เด็กเลือกอย่างเสรี แต่จะเป็นการเอาผ้าผูกตาแล้วให้เด็กคว้าเอาสายการเรียนสายใดสายหนึ่งมากำหนดชีวิตที่เหลือของตัวเองมากกว่า/p p5. แนวคิดให้เด็กที่มีผลการเรียนระดับชั้นประถมศึกษาต่ำกว่า 2.5 ต้องเสียค่าใช้จ่ายการศึกษาเองทั้งหมดbr /เพนกวิน:nbsp; ขออนุญาตแสดงความประหลาดใจแรงๆ ว่าแนวความคิดนี้ออกมาจากคนเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินจริงหรือ แนวคิดของท่านซอสพริกแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้มองการศึกษาเป็นสิทธิ แต่เป็น “การปรนเปรอ” น่าเกลียดยิ่งกว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับคุณปู่มีชัยที่มองการศึกษาเป็น “การสงเคราะห์” เสียอีก ยิ่งสะท้อนว่าการศึกษาเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนมีเงินเท่านั้น การศึกษาจะต้องเป็นสิทธิของทุกคนถ้วนหน้า (Universal Access) ไม่ใช่การสงเคราะห์หรือทุนการศึกษาแจกเฉพาะเด็กเก่งเท่านั้น ระบบของท่านเป็นระบบกำจัดโอกาส ที่จะตัดผู้แพ้ออกจากทางเดินโดยไม่ให้โอกาสแก้ตัว ปลายทางของการศึกษาจะยิ่งตีบตันขึ้นไปอีก/p pการที่เด็กเกรดตกต่ำนั้น ไม่อาจจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเด็กได้ และแม้เด็กจะเรียนอ่อนจริงๆ หน้าที่ของการศึกษาคือการช่วยเหลือให้ปรับปุรงขึ้น ไม่ใช่ไสหัวออกไปในฐานะกากเดนของการศึกษา ท่านหลงลืมมิติว่าการที่เด็กจะพัฒนาได้มากน้อยนั้น ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ (เช่น นักเรียนที่ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินทุกวันย่อมมีเวลาทวนหนังสือน้อยกว่าคนอื่น) ดังนั้น การตัดสวัสดิการของเด็กเหล่านี้ นอกจากจะไม่ช่วยกระตุ้นเด็กให้พัฒนาได้แล้ว ยังจะทำให้การพัฒนาตัวเองยากลำบากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเด็กจะต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มากขึ้น หรืออาจต้องออกจากระบบไปกลางคันเลยก็ได้/p pสุดท้าย ฯพณฯ ผู้ตรวจการยังกล่าวว่า/p p“ข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมด ไม่ถือว่าใจร้ายเกินไป เพราะหลายประเทศทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ก็ทำแบบนี้”/p pอยากจะขอชี้แจงว่า ทั้ง 3 ประเทศที่กล่าวมาล้วนแต่จัดสวัสดิการเรียนฟรีครอบคลุมถึง ม.ปลาย ทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันพิจารณา ว่าข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน โหดร้ายหรือไม่ อย่างไร/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SZA6dI6DaHs" height="1" width="1" alt=""/

สธ.-ยูนิเซฟ พัฒนาสุขภาพวัยรุ่น ตั้งเป้าลดพฤติกรรม ลดการติดเชื้อเอชไอวี-ตั้งครรภ์

Thu, 28/04/2016 - 15:28
pกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับยูนิเซฟ ขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาพวัยรุ่wbrนไทย ตั้งเป้าหยุดยั้งการแพร่เชื้wbrอเอชไอวีจากแม่สู่ลูกต่ำกว่าร้wbrอยละ 2 อัตราการติดเชื้อเอชไอวีwbrและการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นลดลง วัยรุ่นมีส่วนร่วมในการป้องกัwbrนพฤติกรรมเสี่ยงและเปลี่wbrยนแปลงพฤติกรรมของตนเพิ่มมากขึ้wbrนภายในสิ้น 59/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/2/1564/26086417953_fda909ab53.jpg" //p p28 เม.ย. 2559 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี สุวรรณชัยnbsp; วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามความร่wbrวมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกัwbrบ โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การทุนเพื่อเด็กแห่wbrงสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ (UNICEF) ประจำประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการบูwbrรณาการงานวัยรุ่นของประเทศไทย โดยยูนิเซฟยินดีสนับสนุนทั้งด้wbrานวิชาการและงบประมาณแก่wbrกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพัฒนาสุwbrขภาพกลุ่มวัยรุ่นของไทย ตั้งเป้าให้ไทยหยุดยั้งการแพร่wbrเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูwbrกตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลกและยูwbrนิเซฟคือต่ำกว่าร้อยละ 2 อย่างยั่งยืน และอัตราการการติดเชื้อเอชไอวีwbrและการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นลดลง รวมทั้งวัยรุ่นมีส่วนร่wbrวมในการป้องกันพฤติกรรมเสี่wbrยงและเปลี่ยนแปลงพฤติwbrกรรมของตนเพิ่มมากขึ้นภายในสิ้wbrนปี 2559 และในอีก 5 ปีข้างหน้า/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pโดยสาระสำคัญของความร่วมมือครั้wbrงนี้ จะเน้นการเข้าถึงการป้องกัwbrนและบริการสนับสนุนสำหรับวัยรุ่wbrนและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มชายขอบและกลุ่wbrมเปราะบาง ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้wbrอเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความเครียดและโรคซึมเศร้า โดยสนับสนุนข้อมูล ผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดความครอบคลุwbrมของการบริการสำหรับวัยรุ่น พัฒนานโยบาย กฎหมายและยุทธศาสตร์ แบบบูรณาการในการจัดบริการสำหรัwbrบวัยรุ่นเพื่อส่งเสริมพฤติwbrกรรมสุขภาพที่ดี และป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ การจัดการความรู้ ถอดบทเรียน ค้นหารูปแบบการดำเนินงานที่ดีwbrในประเทศ และการสร้างศักยภาพและสนับสนุwbrนด้านการเผยแพร่ข้อมูล ติดตามและประเมินผลถึงสิ้นปี 2559 และมีแผนความร่วมมือที่จะดำเนิwbrนต่อไปในอนาคต/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pสุวรรณชัย กล่าวต่อว่า ตามแผนงานในปี 2559 นี้ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต ได้จัดทำโครงการรองรับ อาทิ โครงการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุwbrขภาพในกลุ่มนักเรียน โครงการพัฒนาศักยภาพการสื่wbrอสารเรื่องเพศระหว่างวัยรุ่wbrนและครอบครัว โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัยรุwbr่นและอนามัยการเจริญพันธุ์wbrประเทศไทย โครงการส่งเสริมการจัดบริการสุwbrขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่wbrนและเยาวชน โครงการพัฒนาความเข้มแข็wbrงระบบบริการความคุ้มครองเด็wbrกและเยาวชน โครงการพัฒนาศักยภาพทีมนักจัwbrดการสุขภาพวัยรุ่น ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้ เพื่อให้วัยรุ่นไทย “สดใส ห่างไกลสิ่งเสพติด ไม่ท้องก่อนวัย ทักษะชีวิตดี มีจิตสาธารณะ” ด้วยกิจกรรมและระบบบริการที่เชืwbr่อมโยงระหว่างสถานบริwbrการสาธารณสุข โรงเรียน และชุมชน/ท้องถิ่นnbsp; ตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wH9cdmZxG4I" height="1" width="1" alt=""/

กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา-กลุ่มนิสิตเกษตรฯ-เครือข่ายสลัม 4 ภาค จี้หยุดละเมิดสิทธิ-ปล่อยปชช.ทันที

Thu, 28/04/2016 - 15:09
!--break--!--break-- div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1680/26084350244_f816100f81_b.jpg" style="width: 500px; height: 318px;" //div div28 เม.ย.2559 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/1772486996225365/photos/a.1772490572891674.1073741828.1772486996225365/2211258109014916/?type=3"กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา บางแสน/a' ได้เผยแพร่ แถลงการณ์กลุ่มลูกชาวบ้าน กรณีการควบคุมตัวนักกิจกรรมwbrและประชาชน/wbr/div /div divbr /โดยแถลงการณ์ระบุว่า อันเนื่องจากเหตุการณ์การควwbrบคุมตัวนักกิจกรรมและประชาชwbrนจำนวน 26 คน ในวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยเข้าควบคุมในช่วงเช้าจำนwbrวน 10 คนและช่วงค่ำอีกรวม 16 คน โดยไม่แจ้งข้อหาและสิทธิอันwbrพึงมีให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราwbrบ รวมทั้งไม่มีหมายจับหรือหมาwbrยค้นในการบุกเข้าควบคุมตัวปwbrระชาชนทั้ง 10 คนในช่วงเช้าbr /br /กลุ่มลูกชาวบ้าน ขอแถลงการณ์wbrประณามการกระทำดังกล่าวซึ่งwbrขัดและละเมิดหลักสิทธิมนุษยwbrชนอย่างร้ายแรง แม้ว่าในขณะนี้จะมีการปล่อยwbrตัวผู้ถูกควบคุมตัวบางแล้วบwbrางส่วนก็ตาม เนื่องด้วยการกระทำในลักษณะwbrเช่นนี้นับเป็นสิ่งที่ละเมิwbrดต่อสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรwbrง อีกทั้งขัดต่อหลักการพื้นฐาwbrนของกฎหมายอาญาในการคุ้มครอwbrงบุคคลผู้บริสุทธิ์อย่างสำคwbrัญbr /br /กลุ่มลูกชาวบ้านขอเรียกร้องwbrให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวwbrทั้งหมดทันที และขอเรียกร้องให้หัวหน้าคณwbrะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.wbr) หยุดพฤติกรรมการคุกคามประชาwbrชน ยกเลิกการใช้อำนาจละเมิดสิทwbrธิเช่นนี้โดยทันที และโดยถาวร เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุwbrษยชนเป็นวงกว้างในปัจจุบันไwbrม่มีเหตุผลชอบธรรมใดๆ รองรับ เผด็จการทหารควรหยุดการกระทwbrำโดยทันทีมิเช่นนั้นจะต้องถwbrูกประณามและมีปฏิกิริยาโต้ตwbrอบจากประชาชนผู้สนับสนุนแนวwbrคิดแบบประชาธิปไตย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/2/1475/26663698376_86f23ed7d1_o.jpg" //div divbr /ขณะที่เพจ 'a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=600990860064290amp;id=486452398184804"เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง/a' รายงานด้วยว่า เมื่อเวลา13.00 น. นิสิตและอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดกิจกรรมยืนเรียกร้อง คสช. ให้ปล่อยตัวประชาชนที่ถูก คสช. ละเมิดสิทธิและถูกจับกุมตัวไปในทันทีnbsp;br /nbsp;/div divnbsp;/div div divด้าน กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกa href="https://www.facebook.com/SeriNnthri/photos/a.400783836634560.86761.400746456638298/1083884984991105/?type=3amp;fref=nf"แถลงการณ์กรณีการควบคุมตัวประชาชนnbsp;/aโดยระบุว่าnbsp;จากการที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจบุกเข้าควบคุมตัวประชาชน 8 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร และอีก 2 คน ในเขตจังหวัดขอนแก่น ในช่วงเช้าของวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยไม่มีหมายจับ หมายค้น ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือแจ้งสิทธิใด ๆ อันเป็นหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานในการเข้าควบคุมตัวบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดหลักมนุษยธรรมและเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนขั้นร้ายแรง ลุแก่อำนาจและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์/div div p"กลุ่มเสรีนนทรีเราขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม เนื่องจากbr /1. เป็นการกระทำที่อุกอาจและขัดต่อหลักมนุษยธรรม และnbsp;2. เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่พึงมี"br /br /ในนามกลุ่มเสรีนนทรีขอแสดงเจตจำนงดังนี้br /1. ขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขbr /2. ยกเลิกมาตรา 44 และคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวและเรียกร้องการมีส่วนร่วมของประชาชนbr /3. ให้ประชาชนแสดงออกถึงสิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาล คสช.และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเป็นไปอย่างเสรี/p /div /div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1466/26418418110_ecd4bfe0c1.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //div divbr /ด้านเครือข่ายสลัม 4 ภาค ออกa href="https://www.facebook.com/thaifrsn/photos/a.217774794910025.57399.217743291579842/1096497440371085/?type=3amp;theater"แถลงการณ์ "หยุดจับกุมประชาชนที่เห็นต่าง: ปล่อยตัวคนเห็นต่างทันที" /aโดยระบุว่า กรณีการควบคุมตัวนักกิจกรรมและประชาชน อันเนื่องจากเหตุการณ์การควบคุมตัวนักกิจกรรมและประชาชนจำนวน 10 คน ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา โดยเข้าควบคุมในช่วงเช้าโดยไม่แจ้งข้อหา และสิทธิอันพึงมีให้ผู้ถูกควบคุมตัวทราบ รวมทั้งไม่มีหมายจับหรือหมายค้นในการบุกเข้าควบคุมตัวประชาชนทั้ง 10 คน p"เครือข่ายสลัม 4 ภาค ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวซึ่งขัดและละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาในการคุ้มครองบุคคลผู้บริสุทธิ์อย่างสำคัญ/p p"เครือข่ายสลัม 4 ภาค ขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดทันที และขอเรียกร้องให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยุดพฤติกรรมคุกคาม การใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน โดยทันที เนื่องจากเป็นการกระทำที่ปราศจากเหตุผลและข้ออ้างใดๆ สิ่งที่ คสช. ควรทำ คือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ มิใช่การปิดกั้นและคุกคามประชาชนnbsp;เครือข่ายสลัม 4 ภาค จะร่วมปกป้องเสรีภาพของประชาชน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด"/p pnbsp;/p pnbsp;/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65492" target="_blank"แอมเนสตี้ร้องปล่อยตัวผู้แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊กถูกรัฐาลทหารไทยคุมตัว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65484" target="_blank" ตร.จับทันที #039;ปธ.กองทุนฯสิทธิออทิสติกฯ#039; หลัง กกต.เพิงแจ้งความ เอาผิดกม.ประชามติ/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65480" target="_blank"คสช.เผยคุม10 ผู้ผิดพ.ร.บ.คอมฯ ระบุมีแอดมินเพจ #039;เรารัก พล.อ.ประยุทธ์#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1jCe2N-T98c" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-27 เม.ย. 2559

Thu, 28/04/2016 - 14:52
divเครือข่าย รปภ. ร้อง สนช.แก้ กม.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย หลังได้รับผลกระทบ เหตุพนง.ส่วนใหญ่ไร้วุฒิ ม.3/กยศ.ลดเบี้ยปรับ 100% แก่ผู้กู้ที่จะปิดบัญชี/ทอ. เร่งสอบวิชาการ - สมรรถภาพนักบินหญิง คาดประกาศผลภายใน 18 พ.ค. นี้ ก่อนฝึกเข้ม 6 เดือน ก่อนประจำการภายในสิ้นปี/รัฐบาลขยายเวลาสมัคร กอช.ได้ในวันเสาร์-อาทิตย์/สปส.เผยผู้ประกันตนมาตรา 39 พ้นจากระบบประกันสังคมกว่า 3 แสนคน คาดมีหลายหมื่นคนพ้นระบบประกันสังคมไปเลย เสนอชงรัฐบาลออกกฎหมายดึงกลับเข้ามาตรา 39/ฯลฯ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div divstrongเครือข่าย รปภ. ร้อง สนช.แก้ กม.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย หลังได้รับผลกระทบ เหตุพนง.ส่วนใหญ่ไร้วุฒิ ม.3nbsp;/strong/div divnbsp;/div divเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 เมษายน ที่รัฐสภา เครือข่ายผู้ประกอบการและสมาคมผู้บริหารงานรวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพรักษาความปลอดภัยแห่งประเทศไทย นำโดยนายวัชรพล บุษมงคล ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านทางนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. และคณะ เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัยพ.ศ.2558 ที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ และส่งผลกระทบต่อผู้ทำงานและผู้ประกอบการ โดยนายวัชรพล กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องจบการศึกษาภาคบังคับ หรือ ม.3 ซึ่งปัจจุบันผู้ที่จบม.3 มีจำนวนน้อยมาก อีกทั้งการศึกษาภาคบังคับได้เริ่มต้นบังคับใช้เมื่อปี 2545-ปัจจุบัน มีผู้จบการศึกษาภาคบังคับมีอายุปัจจุบันประมาณ 28 ปี แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ อายุประมาณ 30-50 ปี จึงไม่เพียงพอกับการเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย และการขอใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่กำหนดระยะเวลา 60 วัน มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ส่งผลกระทบต่อการผลิตพนักงานรักษาความปลอดภัย รวมทั้งผู้ที่จะมาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องได้รับการอบรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแต่คนที่มาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยนั้นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาเพราะมีต้นทุนสูง ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย และกระทบต่อบุคคลที่จะเข้ามาทำงาน รวมถึงสถานประกอบการต่างๆ ทางเครือข่ายจึงเห็นว่าต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในหลายมาตรา จึงขอให้สนช.ช่วยเหลือ/div divnbsp;/div divด้าน นพ.เจตน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น สนช.จึงไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ แต่จะเสนอเรื่องให้กับประธานสนช.ให้นำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาขอประชาชนผู้ประกอบอาชีพและปรับปรุงพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่อาจจะต้องมีมาตรการเยียวยาความเดือดร้อน/div divnbsp;/div diva href="http://www.matichon.co.th/news/112645"ที่มา: มติชน, 21/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกยศ.ลดเบี้ยปรับ 100% แก่ผู้กู้ที่จะปิดบัญชี/strong/div divnbsp;/div divน.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้ตามที่ กยศ. เสนอ โดยจะลดเบี้ยปรับ 100% ให้แก่ลูกหนี้ที่มีความประสงค์จะปิดบัญชี โดยผู้มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว สามารถยื่นความจำนงได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงเดือนกันยายน 2559/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ กยศ. จัดโครงการรณรงค์ชำระหนี้ และมีผู้สอบถามเข้ามามากว่า หากไม่ได้ทำงานอยู่กับองค์กรนายจ้าง หรือ องค์กรนายจ้างไม่ได้เข้าร่วมโครงการหักบัญชีเงินเดือนกับ กยศ. จะทำอย่างไรถึงได้รับการลดเบี้ยปรับเช่นเดียวกัน จึงเสนอมาตรการนี้ให้คณะกรรมการ กยศ. พิจารณา เพื่อจูงใจคนกลุ่มดังกล่าวให้มาชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีส่วนลดเบี้ยปรับให้เฉพาะผู้ที่ประสงค์จะปิดบัญชีเท่านั้น ไม่มีส่วนลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้ที่ชำระหนี้ตามปกติ/div divnbsp;/div divส่วนกรณีที่ กยศ. จะออกมาตรการไม่ต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่กู้ยืม กยศ. ที่ไม่ชำระเงินคืนเงินให้แก่กองทุนฯ นั้น ยืนยันว่า กยศ. ไม่มีนโยบายเรื่องดังกล่าว เพียงแต่อยากให้มีการบันทึกข้อมูลของผู้กู้ กยศ. ลงในบัตรประชาชน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม และไม่มีปัญหาเหมือนเช่นที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divสำหรับข้อมูลล่าสุดนั้น กยศ. มีผู้กู้ยืมเงิน ทั้งสิ้น 4,612,978 ราย จำแนกเป็น ผู้ที่กำลังศึกษา หรือ อยู่ระหว่างปลอดหนี้ 2 ปี จำนวน 1,079,170 ราย ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้น จำนวน 420,240 ราย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ จำนวน 3,073,535 ราย ผู้กู้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ 40,033 ราย โดยในกลุ่มผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ มีคนค้างชำระอยู่ จำนวน 1,931,565 ราย/div divnbsp;/div diva href="http://www.lokwannee.com/web2013/?p=215222"ที่มา: โลกวันนี้, 21/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongเผยคนไทยลอบทำงานเกาหลีใต้ถูกส่งกลับ 30,000 ราย ล่าสุดแฝงตัวเป็นแฟนบอลถูกจับได้ ยันทำงานเกาหลีต้องแบบจีทูจีเท่านั้น/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีมีคนไทยแฝงตัวเป็นแฟนบอลทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ดลักลอบเข้าไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ประมาณ 50 คน ว่า จากการสอบถามข้อมูลจากอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน(ทูตแรงงาน)ในเกาหลีใต้ได้รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ ได้สัมภาษณ์คนไทยก่อนเข้าเมือง 10 คน และสงสัยว่าไม่ได้มาเพื่อการท่องเที่ยว แต่อาจจะลักลอบเข้ามาทำงาน จึงส่งตัวกลับไทย อีก 40 คนสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะเป็นการสุ่มตรวจสอบ ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในเกาหลีใต้อยู่ระหว่างติดตามตัว/div divnbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ในปี 2558 ด่านตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ได้คัดกรองคนไทยที่เดินทางเข้าเกาหลีใต้เนื่องจากปัจจุบันไม่ต้องใช้วีซ่า โดยมีคนไทยถูกส่งกลับจากการคัดกรองของด่านตรวจ 29,740 คน และมีผู้อยู่เกินเวลาที่กำหนดกว่า 50,000 คน ส่วนผู้ที่ต้องการไปทำงานเกาหลีใต้นั้นจะต้องไปด้วยวิธีการจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐตามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น โดยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองจากนายจ้างเกาหลีใต้ ผ่านทดสอบภาษาเกาหลีและจัดอบรมก่อนเดินทาง ซึ่งตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่เกาหลีใต้โดยวิธีจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐกว่า 26,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในฝ่ายผลิต ก่อสร้างและเกษตร ล่าสุดช่วงต้นปี 2559 จนถึงขณะนี้ กกจ.จัดส่งแรงงานไทยไปกว่า 600 คน ปีนี้ กกจ.ตั้งเป้าหมายจะจัดส่งให้ได้ 7,300 คนตามโควตาที่เกาหลีใต้จัดสรรให้มา/div divnbsp;/div div“การที่คนไทยอยากไปทำงานเกาหลีใต้เพราะได้รับเงินเดือนสูง แต่ละปีมีผู้สนใจเข้าทดสอบภาษาปีละ 20,000 คน แต่สอบผ่านเพียงแค่ 2,000 –3,000 คน ปัจจุบันมีคนไทยส่วนหนึ่งลักลอบเข้าไปทำงาน จึงขอฝากเตือนอย่าลักลอบเดินทางไปทำงานเพราะผิดกฎหมายเกาหลีใต้จะถูกจับและลงโทษ รวมทั้งติดแบล็กลิสต์ ไม่สามารถไปท่องเที่ยวได้ หากอยากไปจริงๆ ขอให้ไปโดยวิธีจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐผ่านกระบวนอย่างถูกต้อง” นายอารักษ์ กล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.dailynews.co.th/politics/393436"ที่มา: เดลินิวส์, 23/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongทันตแพทยสภาจี้ สปส.เบิกทำฟันเท่าบัตรทอง/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 21 เมษายน ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา เปิดเผย ภายหลังการประชุมคณะกรรม การทันตแพทยสภา วาระที่ 8 ครั้งที่ 2 ว่า ที่ประชุมได้มีวาระการพิจารณาเรื่องสิทธิทันตกรรม ในระบบสุขภาพของทั้ง 3 กองทุน โดยเมื่อเปรียบเทียบกันพบว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำของการครอบคลุมบริการทันตกรรมที่แตก ต่างกันมาก ส่งผลกระทบต่อการ เข้าถึงบริการทันตกรรมของประ ชาชน โดยเฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่ยังคงเข้าไม่ถึงบริการทันตกรรมที่ครอบคลุม ทั้งนี้เนื่องมาจากการกำหนดสิทธิประโยชน์ทันตกรรมที่ค่อนข้างจำกัด มีเพียงการอุดฟัน, ถอนฟัน, ขูดหินน้ำลาย ซึ่งปัจจุบันกำหนดเพดานเบิกจ่ายค่าทันตกรรมเหล่านี้ไว้เพียง 600 บาทต่อปีซึ่งถือว่าน้อยมาก ขณะที่ในส่วนของการเบิกจ่ายค่าใส่ฟันเทียมยังจำกัดไม่เกิน 4,000 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการเบิกจ่ายที่ค่อนข้างยุ่งยาก ซึ่งผู้ประกันตนจะต้องสำรองจ่ายค่าหัตถกรรมไปก่อน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้ารับบริการของผู้ประกันตนขณะนี้/div divnbsp;/div divทพ.ไพศาลกล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามในการผลักดันโดยเครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข, กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายต่างๆ อาทิ สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศ เป็นต้น เพื่อให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมให้ผู้ประกันตนได้รับบริการทันตกรรมเท่าเทียมกับผู้มีสิทธิ์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยทันตแพทยสภามองว่า เรื่องการเข้าถึงบริการทันตกรรมเป็นเรื่องสำคัญมากต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อการป้องกันโรคต่างๆ ที่มาจากปัญหาสุขภาพในช่องปาก ดังนั้นประชาชนจึงควรได้รับบริการอย่างครอบคลุมและทั่วถึง และเพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในบริการทันตกรรม ทันตแพทยสภาจึงสนับสนุนให้มีการปรับสิทธิประโยชน์ทันตกรรมในระบบประกันสังคม รวมถึงการปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาเพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการที่ครอบคลุมและทั่วถึง/div divnbsp;/div div"เมื่อเปรียบเทียบสิทธิประ โยชน์ด้านทันตกรรมของทั้ง 3 ระบบ พบว่าผู้ประกันตนยังมีปัญ หาการเข้าถึงบริการทันตกรรมมากที่สุด เป็นระบบเดียวที่ผู้ประกันตนต้องร่วมจ่าย แต่มีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ทันตกรรมน้อยที่สุดในช่วง 19 ปี หลังการดำเนินสิทธิประโยชน์ทันตกรรมในระบบ ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งมีการจัดตั้งในปี 2545 กลับมีการพัฒนาสิทธิประโยชน์ทันตกรรมได้อย่างครอบคลุมเช่นเดียวกับระบบสวัสดิการข้า ราชการ จึงเป็นความไม่เท่าเทียม ที่ต้องปรับแก้ไข" นายกทันตแพทย สภากล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.ryt9.com/s/tpd/2408351"ที่มา: ไทยโพสต์, 23/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongยืดเวลาต่างด้าว กลับเข้าทำงานในไทย ถึง 25 เม.ย. แก้ปัญหาตกค้างชายแดน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 22 เม.ย.59 นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาแรงงานชาวกัมพูชาเกือบหมื่นคนที่ตกค้างบริเวณชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานในไทยได้หลังเดินทางกลับประเทศต้นทางช่วงสงกรานต์ ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา เดินทางกลับบ้านได้แต่ต้องกลับเข้ามาก่อนวันที่ 20 เม.ย. ว่า ตอนนี้ทาง จ.จันทบุรี แม่ทัพภาคที่ 1 และฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหานี้แล้ว โดยทางแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ทำเรื่องขออนุญาต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้ผ่อนปรนขยายเวลาเปิดให้แรงงานต่างด้าวกัมพูชาในพื้นที่นี้ซึ่งตกค้างเหลืออยู่ที่เดียว ให้เดินทางกลับเข้ามาทำงานในไทยได้แล้ว จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ให้ขยายไปจนถึงวันที่ 25 เม.ย.นี้ แต่จากที่ได้รับรายงานเมื่อช่วงเช้า การดำเนินการในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี และคาดว่าเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนด 25 เม.ย. จะไม่มีแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับภูมิลำเนาตกค้าง ขณะที่ด่านชายแดนฝั่งเมียนมา ลาว แรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศต้นทางขณะนี้เดินทางกลับเข้ามาทำงานในไทยแล้วโดยไม่มีปัญหาใดๆ/div divnbsp;/div divนายอารักษ์ กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมายอดแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาตินี้เดินทางกลับบ้านมีทั้งหมดกว่า 2 หมื่นคน โดยแรงงานกลุ่มนี้กลับไปร่วมประเพณีที่มีความสำคัญของประเทศตนเอง และถือว่าก็มีวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับประเทศไทยด้วย ส่วนการแก้ปัญหาลักษณะนี้ช่วงเทศกาลต่อไปก็จะต้องมีการวางมาตรการล่วงหน้าให้มากกว่านี้/div divnbsp;/div divขณะที่การดำเนินการช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาทุกพื้นที่ไม่มีปัญหา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงไปอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีและเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน หรือ (อกนร.) ได้เห็นชอบจัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน รวมทั้งตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวตามที่กรมการจัดหางานเสนอ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน จะทำหน้าที่อบรม ให้ความรู้ข้อมูลการทำงานและการใช้ชีวิตในประเทศไทยให้แก่แรงงานต่างด้าว อีกทั้งคอยตรวจคัดกรองแรงงานต่างด้าวว่าถูกชักจูงหรือหลอกลวง หรือมีความพร้อมที่จะทำงาน ส่วนศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษา รับทราบปัญหา และประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือ ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว ที่ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี สงขลา ตาก เชียงใหม่ และจังหวัดอื่นๆ/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/609596"ที่มา: ไทยรัฐ, 22/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongรัฐบาลขยายเวลาสมัคร กอช.ได้ในวันเสาร์-อาทิตย์/strong/div divnbsp;/div divพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จะขยายเวลาการให้บริการพี่น้องประชาชนที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิกกองทุน จากเดิมที่ให้บริการในวันจันทร์ ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 เป็นการให้บริการตามเวลาเปิด-ปิดของธนาคารแต่ละสาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถสมัครในวันเสาร์-อาทิตย์ได้ด้วยสำหรับสาขาธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่เปิดตามห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงานต่างๆที่ให้บริการในวันเสาร์-อาทิตย์/div divnbsp;/div div“นโยบายนี้มีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนสามารถสมัครเป็นสมาชิกกอช. ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มให้บริการระบบใหม่นี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ นับแต่เปิดรับสมัครสมาชิกกองทุน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2559 พบมียอดสมาชิกรวม 417,460 คน โดยมียอดเงินสะสม 641,289,996 บาท ยอดสมทบโดยรัฐบาล 316,812,524 บาท คิดเป็นจำนวนเงินกองทุนรวม 958,102,520 บาท” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divพล.สรรเสริญ กล่าวว่า สมาชิกกองทุนส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 51.2 ของจำนวนสมาชิกกองทุนทั้งหมด รองลงมาคือภาคกลาง ร้อยละ 19.7 และภาคเหนือ ร้อยละ 10.2 โดยหากจำแนกตามอาชีพของสมาชิกแล้ว พบว่า กลุ่มพี่น้องเกษตรกรเป็นกลุ่มที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.8 ของสมาชิกทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนพี่น้องเกษตรกรกว่า 287,000 คน รองลงมาคือ อาชีพค้าขาย ร้อยละ 12.1/div divnbsp;/div div“นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีอย่างมากที่เห็นพี่น้องเกษตรกรใช้ประโยชน์จากกองทุนจำนวนมาก เพราะเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล และกองทุนฯ คือการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมสร้างหลักประกันในชีวิตให้ตนเอง เพื่อให้มีเงินเลี้ยงดูตัวเองเป็นประจำทุกเดือนเมื่อเกษียณอายุโดยรัฐบาลร่วมสมทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังพบว่า มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ร่วมเป็นสมาชิกประมาณ 9,000 คน ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่เห็นคนรุ่นใหม่ใส่ใจการออม ตั้งใจสร้างความหลักประกันในอนาคตให้ตัวเอง และที่สำคัญยิ่งออมเร็ว ยิ่งได้รับเงินเกษียณมากขึ้นตามระยะเวลาและจำนวนการออม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divสำหรับยอดสมาชิกจำแนกเป็นการสมัครผ่านธ.ก.ส. จำนวน 224,828 ราย ธนาคารออมสิน 156,112 ราย ธนาคารกรุงไทย 27,616 ราย และโอนจากสำนักงานประกันสังคมอีก 10,224 ราย/div divnbsp;/div diva href="http://www.tnamcot.com/content/453185"ที่มา: สำนักข่าวไทย, 23/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongทอ. เร่งสอบวิชาการ - สมรรถภาพนักบินหญิง คาดประกาศผลภายใน 18 พ.ค. นี้ ก่อนฝึกเข้ม 6 เดือน ก่อนประจำการภายในสิ้นปี/strong/div divnbsp;/div divพลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการเปิดรับสมัครนักบินหญิงในสังกัดกองทัพอากาศ ซึ่งสิ้นสุดการรับสมัครเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ว่า หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก ทั้งการสอบทางวิชาการและการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย คาดว่าจะทราบผลในวันที่ 18 พฤษภาคม และผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ 5 คน จะเข้ารับการฝึกทักษะเป็นทหารอากาศ 3 เดือน เพื่อติดยศเป็น ว่าที่เรืออากาศตรี จากนั้นจะเข้าสู่การฝึกทักษะการบิน ทั้งยุทธวิธีการบิน และการยังชีพ เหมือนกับนักบินชาย โดยใช้เครื่องบินลำเรียง C130 อีก 3 เดือน จึงจะได้ยศ เรืออากาศตรี ดังนั้นคาดว่า ภายในสิ้นปีนี้กองทัพอากาศจะมีนักบินหญิงเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดกองบิน 6, 7, 46/div divnbsp;/div diva href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=694396"ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 25/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongไทยพาณิชย์ห่วงชั่วโมงทำงานลดคนผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม/strong/div divnbsp;/div divน.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสูงสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ที่มีการประเมินเศรษฐกิจไทยล่าสุด ว่า น่าจะคงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้อยู่ที่ 2.5% แต่ก็ยอมรับว่ามีความเสี่ยงที่โตลดลง จากแนวโน้มการส่งออกที่อาจจะต่ำลงและการลงทุนภาคเอกชนที่อาจจะขยายตัวตามการลงทุนรัฐได้น้อยกว่าคาด เพราะที่ผ่านมารัฐมีการเร่งลงทุนก็จริง แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและอยู่ในรายการลงทุนขนาดเล็ก ทำให้ส่งผ่านสู่เศรษฐกิจได้น้อย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป โดยการประเมินรอบนี้เราคาดการส่งออกจะลดลงจาก 0% เป็นติดลบ 2.1% และคาดการลงทุนภาคเอกชน จาก 1.4% ลดลงเหลือ 1.2%/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าห่วงคือ แม้แรงงานไทยจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่า 1% มานาน ล่าสุดเดือนก.พ.ปีนี้อยู่ที่ 0.9% แต่โดยภาพรวมแรงงานมีชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร โดยเฉพาะในภาคบริการชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (โอที) ลดลงถึง 3% เช่น โรงแรมและภัตราคาร เป็นต้น กลายเป็นภาวะความเสี่ยงรายได้ครัวเรือนชะงัก (Income Shock) ซึ่ง.ภาวะเช่นนี้เมื่อบวกกับปัญหาภัยแล้งและหนี้ครัวเรือน อาจทำให้เกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ และทำให้การบริโภคโดยรวมลดลงได้ โดยรอบนี้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะลดลง จากเดิมที่คาดจะโต 1.4% เหลือ 1.9%/div div"กลุ่มแรงงานที่รายได้ลดลงมากที่สุดเป็นคนในภาคเหนือ ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เป็นกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท/เดือน เพราะมีหนี้ครัวเรือนในสัดส่วนที่สูงกว่า 60% ของรายได้ แต่กลุ่มนี้ไม่ใช่ลูกค้าของแบงก์พาณิชย์มากนัก และกลุ่มรายได้น้อยระดับถัดมาที่รายได้ต่อกว่า 15,000 / เดือน ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารัฐและสหกรณ์ก็เริ่มน่าห่วง" น.ส.สุทธาภากล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/economy/finance/428374"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 25/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongเห็นชอบตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน ตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวแก้ปัญหาถูกหลอกลวง-ค้ามนุษย์/strong/div divnbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางาน นายอารักษ์ พรหมณี ระบุว่าที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานได้เห็นชอบจัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน รวมทั้งตั้งศูนย์ร่วมบริการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวตามที่กกจ.เสนอก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีโดยศูนย์แรกรับเข้าทำงานและส่งกลับแรงงานต่างด้าวตามแนวชายแดน จะทำหน้าที่อบรมให้ความรู้ข้อมูลการทำงาน การใช้ชีวิตในไทย รวมทั้งคอยตรวจคัดกรองแรงงานต่างด้าวว่าถูกหลอกลวงหรือพร้อมทำงาน จะจัดตั้งศูนย์แรกรับนี้ เช่น จ.สระแก้ว ส่วนศูนย์ร่วมบริการฯจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษา รับทราบปัญหา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งศูนย์นี้ที่จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี สงขลา ตาก เชียงใหม่/div divnbsp;/div diva href="http://www.nationtv.tv/main/content/social/378499213/"ที่มา: เนชั่นทีวี, 25/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongก.อุตฯ คาดแก้ พ.ร.บ.โรงงานเสร็จกลาง พ.ค./strong/div divnbsp;/div divนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขร่างพ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ.... ฉบับใหม่ เรื่องการกำหนดจำนวนแรงม้าของโรงงานอุตสาหกรรม ที่เข้าข่ายต้องขออนุญาตประกอบกิจการ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) คาดว่า จะสรุปได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ คือกลางเดือน พฤษภาคม 2559 และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยกิจการที่มีจำนวนแรงม้าไม่สูงมาก ก็ไม่จำเป็นต้อง ขออนุญาตจาก กรอ. แต่ให้เป็นการควบคุม ของกระทรวงสาธารณสุข หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)/div divnbsp;/div div"ปัจจุบันโรงอบขนมปัง โรงเย็บผ้า ที่มีการใช้เครื่องจักรขนาด 5 แรงม้า ก็จัดเป็น โรงงานที่ต้องขอนุญาตจาก กรอ. การแก้ พ.ร.บ. ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการที่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรใหญ่ ก็ให้แจ้งท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กำลังหาข้อสรุปที่เหมาะสม ว่าควรจะเริ่มที่ 25 แรงม้าขึ้นไป ให้มา ขออนุญาต หรือ 50 แรงม้าขึ้นไป จึงจะเหมาะสม" นางอรรชกา กล่าว/div divnbsp;/div divนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน กิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบการด้วย สอท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ได้ยื่นข้อเสนอแนะการแก้ พ.ร.บ.ไปยัง กรอ. ในส่วนของนิยามคำว่า "โรงงาน" ให้มีกำลังเครื่องจักร 50 แรงงานขึ้นไป หรือมีคนงาน 50 คนขึ้นไป จากเดิมที่ กรอ.จะแก้ไขกำลังเครื่องจักร 25 แรงงานขึ้นไป หรือมีคนงาน 25 คนขึ้นไป โดยเปิดโอกาสให้กระทรวงมีอำนาจดูแลอุตสาหกรรมที่มีแรงงานต่ำกว่า 50 คนขึ้นไป ที่มีความสุ่มเสี่ยงประกอบกิจการ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยให้ กรอ.เข้าไปตรวจสอบได้ เช่น โรงงาน เครื่องพ่นสี/div divnbsp;/div diva href="http://www.ryt9.com/s/nnd/2409807"ที่มา: แนวหน้า, 26/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongสปส.เผยผู้ประกันตนมาตรา 39 พ้นจากระบบประกันสังคมกว่า 3 แสนคน คาดมีหลายหมื่นคนพ้นระบบประกันสังคมไปเลย เสนอบอร์ด สปส.-รมว.แรงงาน ชงรัฐบาลออกกฎหมายดึงกลับเข้ามาตรา 39/strong/div divnbsp;/div divเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน นายโกวิท สัจจวิเศษ บอกว่า กรณีข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2559 ของสภาองค์การลูกจ้าง 17 องค์กรจะยื่นนายกรัฐมนตรีวันที่ 1 พ.ค.นี้ ที่ขอให้ปฏิรูป สปส.โดยบัตรรับรองสิทธิสถานพยาบาลให้ใช้ได้ทุกโรงพยาบาล รวมทั้งให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่พ้นการเป็นผู้ประ กันตนสามารถเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ใหม่ ซึ่งตอนนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 39 กว่า 1 ล้านคน ที่ผ่านมามีผู้ที่พ้นจากมาตรา 39 กว่า 3 แสนคน และคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งกลับเข้าทำงานใหม่และอยู่มาตรา 33 บางส่วนเข้ามาตรา 40นายโกวิท บอกว่าส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่พ้นไปเลยคาดว่ามีหลายหมื่นคน แต่ สปส.จะต้องตรวจสอบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และสาเหตุที่พ้นจากการเป็นผู้ประกันตนเพราะขาดส่งเงินสมทบเนื่องจากเหตุจำเป็นหรือมีความประสงค์ที่จะไม่อยู่ในมาตรา 39 อีกต่อไป หากมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้ว จะเสนอและหารือต่อคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) ถ้าจะดึงกลับเข้าสู่มาตรา 39 ก็ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ให้ผู้ประกันตนที่พ้นไปสามารถกลับเข้าสู่มาตรา 39 โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว สปส.จะเสนอ รมว.แรงงาน เพื่อพิจารณานำร่าง พ.ร.บ.เสนอคณะรัฐมนตรีนายโกวิท บอกว่าส่วนข้อเรียกร้องให้บัตรรับรองสิทธิสถานพยาบาลใบเดียวสามารถใช้ได้ทุก รพ.นั้นเห็นว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ในส่วนของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กทม.และกระทรวงกลาโหม ซึ่ง สปส.จะศึกษาความเป็นไปได้คาดว่าภายใน 3 เดือนได้ข้อสรุป/div divnbsp;/div diva href="http://www.nationtv.tv/main/content/social/378499301/"ที่มา: เนชั่นทีวี, 26/4/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongรวบผู้ต้องหาตุ๋นแรงงานทำงานแคนาดา พบก่อเหตุมานับสิบปี/strong/div divnbsp;/div divที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 27 เมษายน พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.พลฑิต ไชยรส ผกก.3บก.ป. พ.ต.ท.อภิชาติ อภิชานนท์ พ.ต.ท.เมธา วงศ์อนันต์นนท์ พ.ต.ท.อรรถพล พานประทีป สว.กก.3บก.ป. แถลงผลการจับกุม นางรังศิมา ไชยนิคม หรือเจ๊ต้อย อายุ 47 ปี อยู่บ้านหมู่ 2 ต.ห้วยเตย อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี เลขที่ 949/2552 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ข้อหาร่วมกันจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนกลาง,หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถจัดหางานหรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 135/5 หมู่ 2 ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา/div divnbsp;/div divพ.ต.อ.พันธนะ กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ร่วมกับนายเด่นภูมิ ทาแก้ว อายุ 42 ปี ชาวจ.หนองบัวลำภู และนางอุมารินทร์ จอมทรักษ์ อายุ 43 ปี ชาว จ.กาฬสินธุ์ สองสามีภรรยา ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ เปิดบริษัท รวมไทยสากล จำกัด ตั้งอยู่ที่อ.บรบือ จ.มหาสารคาม หลอกลวงแรงงานที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ว่าสามารถจัดหางานเก็บผลไม้ที่ประเทศแคนาดา มีค่าตอบแทนและรายได้ดี แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรายละ 200,000 บาท เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาจ่ายให้แล้วกลับไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยบางรายถึงกับต้องนำที่ดินไปจำนอง เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานดังกล่าวจนเกิดความเสียหายเป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาร่วมกับพวก ก่อเหตุมานับตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบัน ในพื้นที่กว่า 5 จังหวัดของภาคอีสาน โดยมีคดีเกิดขึ้นนับ 10 คดี แต่บางคดีก็ขาดอายุความไปแล้ว/div divnbsp;/div divพ.ต.อ.พันธนะ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นพนักงานของบริษัทจัดหางานดังกล่าว ที่ผ่านมาจะออกชักชวนแรงงานที่มีความสนใจเดินทางไปทำงานยังประเทศแคนาดา โดยมีแรงงานเดินทางไปทำงานจริง 10 ราย ส่วนที่เหลือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อย่างไรก็ดี ตนจะได้ส่วนแบ่งจากจัดหางานดังกล่าวเป็นเงิน 20,000-50,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะนำส่งให้กับสองสามีภรรยารายดังกล่าว แต่หลังจากเริ่มมีการแจ้งความดำเนินคดีนับตั้งแต่ปี 2550 ตนได้ย้ายสถานที่ทำงานโดยไปทำงานเป็นพนักงานนวดแผนโบราณ พนักงานทำความสะอาด แต่ยังคงหลอกชาวบ้านที่ต้องการเดินทางไปทำงานเช่นนี้อยู่ กระทั่งมาถูกจับกุมตัวในที่สุด/div divnbsp;/div divทั้งนี้ทางชุดสืบสวน กก.3บก.ป.จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนขยายผลการจับกุมว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงแรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศรายอื่นๆ หรือไม่ ส่วนผู้ต้องหารายนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่อีกถึง 6 หมาย ประกอบด้วย หมายจับศาลจังหวัดมหาสารคาม 2 หมาย,หมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา 2 หมาย,หมายจับศาลจังหวัดหนองบัวลำภู และหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ในความผิดตาม พ.ร.บ.แรงงานฯ เบื้องต้นนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จ.ปทุมธานี รับไว้ดำเนินคดีต่อไป/div divnbsp;/div diva href="http://http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=784128"ที่มา: เนชั่นทันข่าว, 27/4/2559/a/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/xyDUyXoQRmk" height="1" width="1" alt=""/

แอมเนสตี้ร้องปล่อยตัวผู้แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊กถูกรัฐบาลทหารไทยคุมตัว

Thu, 28/04/2016 - 14:29
!--break--!--break-- p28 เม.ย. 2559 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า การที่ผู้แสดงความเห็นทางเฟซบุ๊กอย่างน้อย 10 คนถูกควบคุมตัวและตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยใช้อำนาจอย่างกว้างขวางตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การกระทำดังกล่าวแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะปิดกั้นการอภิปรายถกเถียงก่อนจะถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ/p pโดยทั้ง 10 คนถูกจับกุมหลังแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งรัฐบาลทหารของไทยพยายามประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ได้ nbsp;สำหรับผู้ใช้งานเฟซบุ๊กซึ่งถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายดังกล่าวอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท/p pโจเซฟ เบเนดิกต์nbsp;(Josef Benedict) ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า ถ้าประชาชนทั่วไปไม่สามารถแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กได้ เนื่องจากอาจถูกลงโทษจำคุกถึง 10 ปี และเสียค่าปรับที่สูงลิบลิ่วแล้ว. จะมีความหวังได้อย่างไรว่าจะมีการอภิปรายถกเถียงอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับร่างรัฐูธรรมนูญที่จัดทำโดยรัฐบาลทหาร/p p“รัฐบาลทหารของไทยต้องยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดที่มีต่อผู้แสดงความเห็นเหล่านั้นโดยทันที และปล่อยตัวพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข รัฐบาลไม่มีหน้าที่ตัดสินว่าสิ่งใดที่สามารถพูดได้หรือไม่สามารถพูดได้เกี่ยวกับการทำประชามติ ควรปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้ใช้วิจารณญาณทางการเมืองตัดสินใจด้วยตนเอง”nbsp;โจเซฟ เบเนดิกต์ กล่าว/p pรัฐบาลทหารของไทยเสนอให้มีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แต่ในช่วงก่อนหน้านั้น ทางการได้เพิ่มการปราบปรามสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก เกือบทุกวันมีผู้ถูกจับกุมและถูกลงโทษแม้เพียงแค่การตั้งข้อสังเกตแบบพื้นฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น/p pสมชัย ศรีสุทธิยากรnbsp;กรรมการการเลือกตั้งขู่ว่าเขาต้องการจะ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สำหรับคนที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เป็นที่เห็นชอบของทางการ โดยบอกว่ามีผู้แสดงความเห็นซึ่งใช้ “ภาษาที่หยาบคายและก้าวร้าว” แต่ให้เหตุผลว่าทางการจะยอมรับการอภิปรายถกเถียงในลักษณะ “ที่เป็นวิชาการประกอบด้วยตรรกะและเหตุผล” ได้/p p“คณะกรรมการการเลือกตั้งอ้างว่าต้องการการถกเถียงด้วยข้อมูล แต่แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการอยู่เพื่อปราบปรามเสียงที่เห็นต่างสะท้อนให้เห็นว่าทางการไม่มีความอดทนพอที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่างไปจากตนได้”nbsp;โจเซฟ เบเนดิกต์ กล่าว/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65484" target="_blank"ตร.จับทันที #039;ปธ.กองทุนฯสิทธิออทิสติกฯ#039; หลัง กกต.เพิงแจ้งความ เอาผิดกม.ประชามติ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65480" target="_blank"คสช.เผยคุม10 ผู้ผิดพ.ร.บ.คอมฯ ระบุมีแอดมินเพจ #039;เรารัก พล.อ.ประยุทธ์#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/oCmJkDinSis" height="1" width="1" alt=""/