ประชาไท

Syndicate content
Updated: 14 min 23 sec ago

กวีประชาไท: กเวี่ย..!!!

Tue, 29/07/2014 - 00:25
!--break--!--break-- pnbsp;/p pหากฉันเป็นกวีbr /จะบันทึก สิ่งนี้ และสิ่งโน้นbr /ร่วมบันทึกทุกเรื่องราว ที่มันโดนbr /ด้วยภาษาหยาบโลน แห่งหัวใจbr /br /หากฉันเป็นกวีbr /ฉันจะดื่มถี่ๆ ของฟรีทั้งนั้นbr /ทั้งไวน์เหล้าเบียร์ สาระพันbr /ฉันจะรับของกำนัล เป็นเศษเงินbr /br /หากฉันเป็นกวีbr /ความชิบหายประเทศนี้ เป็นเพียงเหยื่อbr /ให้สำรอกภาษา อันคลุมเครือbr /สร้างความเบื้อบื้อใบ้ ด้วยบทกวีbr /br /หากฉันเป็นกวีbr /ฉันจะเขียนแผ่นดินนี้ เพื่อหลุดพ้นbr /ใช้อัตตากดข่ม ทุกผู้คนbr /ฉันจะปล้นประชาชน ด้วยบทกวีbr /br /แต่บังเอิญฉันเป็น เพียง'กเวี่ย'br /เป็นกวีเหี้ยๆ ที่สำส่อนbr /เป็นสถุลเสริมส่ง ฐานันดรbr /บทกวีอันเผ็ดร้อน (จึง)สาปประชาฯ/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/f5yVb0dLuqY" height="1" width="1"/

ความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง ในมิติป้องกัน ปราบปรามและคุ้มครอง

Mon, 28/07/2014 - 20:41
!--break--!--break-- p style="margin-left:3.5in;"nbsp;/p blockquotep“ทางการไทยประเมินว่าในระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2556 มีหนังสือเดินทางไทยและต่างประเทศที่ได้รับรายงานว่าถูกขโมยหรือสูญหายในประเทศไทยจำนวนกว่า 60,000 เล่ม"a href="#_ftn1" name="_ftnref1" title=""[1]/a/p /blockquote pประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นทั้งดินแดนสวรรค์ของนักเดินทางและ “นักปลอมหนังสือเดินทาง” ซึ่งดำเนินธุรกิจปลอมหนังสือเดินทางให้แก่คนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง โดยในหลายกรณีเป็นการลักลอบนำคนต่างด้าวเข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่ในบางกรณีมิได้เป็นการลักลอบให้คนต่างด้าวเข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายแต่อย่างใด หากแต่เป็นการหลอกลวงคนต่างด้าวให้เข้ามา “ติดกับ” เพื่อเรียกเอาทรัพย์จากบุคคลเหล่านั้น เช่น การลวงให้ผู้ลี้ภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทยด้วยหนังสือเดินทางปลอมa href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""[2]/a แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาในประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่ก็ตาม การปลอมหนังสือเดินทางคือภัยอันตรายที่คุกคามความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและสิทธิของบุคคลผู้ถือหนังสือเดินทางที่แท้จริง ประเทศจึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางเพื่อปราบปรามการกระทำความผิดอาญานี้ และเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาญาอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่แฝงเข้ามา/p pอย่างไรก็ดี นับแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดลักษณะความผิดเกี่ยวกับการปลอมและแปลงหนังสือเดินทางไว้เป็นการเฉพาะ (มาตรา 269/8 – 269/15) จวบจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลาถึง 7 ปี ความท้าทายของประเทศในการปราบปรามการกระทำความผิดอาญานี้มิได้มีความเบาบางเลย ทั้งนี้กลับมีความเข้มข้นมากขึ้น อีกทั้งประเทศไทยยังคงถูกนานาอารยะประเทศโจมตีว่าเป็นแหล่งของขบวนการปลอมหนังสือเดินทางเช่นเดิม โดยในวันที่ 9 มีนาคม 2557 ภายหลังหนึ่งวันที่เครื่องบินสายการบินมาเลเซีย เที่ยวบิน MH 370 หายไปอย่างลึกลับ ตำรวจสากล (INTERPOL) รายงานว่าพบว่ามีผู้โดยสารในเที่ยวบินสวมใช้หนังสือเดินทางสัญชาติออสเตรียและอิตาลีซึ่งถูกลักไปในประเทศไทยa href="#_ftn3" name="_ftnref3" title=""[3]/a หรือในปี พ.ศ. 2555 ซึ่งประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานก่อการร้ายข้ามชาติโดยชาวอิหร่านที่ระเบิดซอยสุขุมวิท 71 สามจุด พบว่ามีการใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อกระทำความผิดa href="#_ftn4" name="_ftnref4" title=""[4]/a หรือย้อนหลังไปจนถึง ปี พ.ศ. 2548 ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... (ความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง) ให้มีอัตราโทษสูงกว่าการปลอมแปลงเอกสารทั่วไปครั้งแรกนั้น ก็สืบเนื่องจากความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบต่อชื่อเสียงและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งหากปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาทับซ้อนอื่นๆ ที่ตามมาโดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ปัญหาขบวนการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ เป็นต้น/p pด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารากฐานความคิดในการเพิ่มเติมบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยในฐานปลอมหนังสือเดินทาง หลักการป้องกันและปราบปรามความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางที่เป็นสากล และข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาตินี้/p pnbsp;/p pstrongก.nbsp; หลักการและรากฐานความคิดของประเทศไทย/strong/p pไม่มีหลักฐานใดแสดงหลักการและรากฐานความคิดเกี่ยวกับความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางได้อย่างชัดเจนเท่ากับ “บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ....” a href="#_ftn5" name="_ftnref5" title=""[5]/a ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มีนาคม 2548 โดยกระทรวงยุติธรรมแสดงหลักการของกฎหมายไว้สามประการคือ/p p style="margin-left: 40px;"1. กำหนดความหมายของหนังสือเดินทาง ให้ชัดเจนว่าหมายถึงเอกสารประจำตัวที่รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศออกให้แก่พลเมืองชาติของตนและ ให้ครอบคลุมรวมถึงหนังสือเดินทางราชการ การลงตราหรือวีซ่า/p p style="margin-left: 40px;"2. กำหนดให้ความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง เป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรที่ต้องให้ได้รับผิดในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดประเภทหนึ่งในมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และ/p p style="margin-left: 40px;"3. กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางให้ต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าฐานความผิดปลอมเอกสารทั่วไป/p pนอกจากนี้ ในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ยังได้แสดงสาระสำคัญของเหตุผลของกฎหมายหลายประการ โดยประการที่สำคัญซึ่งผู้เขียนสามารถจำแนกออกเป็นสองประการ/p pประการแรก คือ เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติเนื่องจาก อาชญากรรมข้ามชาติมักจะใช้หนังสือเดินทางปลอมเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งส่งผลกระทบทั้งความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและความปลอดภัยของสังคมระหว่างประเทศ โดยประเทศในกลุ่ม G8 ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาการปลอมหนังสือเดินทางในประเทศ และในขณะเดียวกันการแก้ปัญหาดังกล่าวจะสอดคล้องกับหลักการของปฏิญญากรุงเทพ (หรือ ปฏิญญาอาเซียน) ในเรื่องที่เกี่ยวกับความร่วมมือเพื่อป้องกันการก่อการร้ายอีกด้วยa href="#_ftn6" name="_ftnref6" title=""[6]/a/p pประการที่สอง คือ เพื่อให้สอดคล้องกับการ(เตรียม)เข้าเป็นภาคีสมาชิกในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (Protocol against the Smuggling of Migrants by Land, Sea, and Air, Supplementing the United Nations Convention against Transnational Organized Crime)/p pอย่างไรก็ดี เมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการพิจารณาโดยหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่าเหตุผลของกฎหมายของร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ถูกตัดทอนให้สั้นไปจากเดิม และไม่ปรากฏร่องรอยของหลักฐานที่สำคัญเกี่ยวกับพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทะเล และอากาศฯ ไว้อยู่เลย คงไว้เพียงแต่เหตุผลทางด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภัยของการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติเพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2550 จึงไม่ปรากฏร่องรอยของรากฐานความคิดเกี่ยวกับพิธีสารฉบับดังกล่าวa href="#_ftn7" name="_ftnref7" title=""[7]/a กฎหมายอาญาในฐานความผิดปลอมหนังสือเดินทางของประเทศไทยจึงมีเพียงมุมมองเดียวคือ การปราบปรามการกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางเพื่อเป็นการป้องกันการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ปราศจากมิติของ “การป้องกัน” การกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง และขาดมิติของ “การคุ้มครองเหยื่อ” ของการกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง ซึ่งสอดแทรกอยู่ในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทะเล และอากาศฯ ไว้อย่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง/p pnbsp;/p pstrongข. หลักการและแนวคิดของสากล/strong/p pหากจะกล่าวถึงกฎหมายเพื่อการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นสากล คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (United Nations Convention against Transnational Organized Crime) และพิธีสารเสริมอนุสัญญาอีกสามฉบับ กล่าวคือ/p ul liพิธีสารเพื่อป้องกันและปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าหญิงและเด็ก (Protocol to Prevent, Suppress, and Punish Trafficking in Persons, Especially Women and Children)/li /ul ul liพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ (Protocol against the Smuggling of Migrants by Land, Sea, and Air) และbr /nbsp;/li liพิธีสารเพื่อต่อต้านการผลิตและลักลอบค้าอาวุธ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ และเครื่องกระสุนโดยผิดกฎหมาย (Protocol against the Illicit Manufacturing of and Trafficking in Firearms, Their Parts and Component and Ammunition)/li /ul pทั้งนี้ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อป้องกันและปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการค้าหญิงและเด็ก ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ส่วนพิธีสารที่เหลืออีกสองฉบับ ประเทศไทยยังมิได้เข้าเป็นภาคี คงไว้เพียงการลงนาม และรอการเข้าเป็นภาคีในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพียงเท่านั้นa href="#_ftn8" name="_ftnref8" title=""[8]/a/p pซึ่งโดยหลักการของพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ที่สำคัญนอกเหนือไปจากการปราบปรามการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งรวมถึงการปลอมหนังสือเดินทางให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐานแล้ว ยังมีหลักการของกฎหมายในมิติด้านการป้องกันการกระทำความผิดและการคุ้มครองผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวอีกด้วย โดยพิธีสารฉบับดังกล่าว กำหนดให้รัฐภาคี ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิด ในฐานความผิด “ลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน” a href="#_ftn9" name="_ftnref9" title=""[9]/a ดังต่อไปนี้/p p style="margin-left: 40px;"1.การกระทำที่ก่อให้เกิดการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (การจัดให้มีการลักลอบเข้าเมืองของบุคคลอื่นเข้าไปในประเทศภาคีสมาชิกของพิธีสารฉบับนี้ ซึ่งบุคคลดังกล่าวมิได้มีสัญชาติหรือมิได้มีสิทธิอาศัยถาวร เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือวัตถุตอบแทน) [ข้อ 3 (ก) และข้อ 6 อนุ 1 (ก) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"2.การปลอม การจัดหา การจัดให้ หรือการใช้หนังสือเดินทางปลอมหรือเอกสารประจำตัวปลอมในขณะที่กระทำความผิดเพื่อให้มีการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน [ข้อ 6 อนุ 1 (ข) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"3.การช่วยให้บุคคลอยู่ในประเทศซึ่งบุคคลนั้นมิได้มีสัญชาติหรือสิทธิอาศัยถาวรโดยฝ่าฝืนกฎหมายภายในของประเทศด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย [ข้อ 6 อนุ 1 (ค) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"4.การจัดให้มีหรือการกำกับการกระทำส่วนหนึ่งส่วนใดของฐานความผิดดังกล่าว [ข้อ 6 อนุ 2 (ค) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"5.การพยายามกระทำความผิดในฐานความผิดดังกล่าว [ข้อ 6 อนุ 2 (ก) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"6.การมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าว [ข้อ 6 อนุ 2 (ข) ของพิธีสารฯ]/p p style="margin-left: 40px;"7.การกระทำความผิดในฐานความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐานได้รับการทรมานหรือทารุณกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องได้รับโทษที่หนักขึ้น [ข้อ 6 อนุ 3 ของพิธีสารฯ]/p pนอกจากนี้ พิธีสารฯ ยังได้จำแนก “ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน” ที่ถือได้ว่าเป็น “ผู้เสียหาย” ออกจากการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดย ข้อ 5 แห่งพิธีสารฯ กำหนดว่า “ห้ามมิให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐานต้องได้รับโทษทางอาญาภายในพิธีสารฉบับนี้สำหรับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้โยกย้ายถิ่นฐานเป็นผู้ถูกกระทำa href="#_ftn10" name="_ftnref10" title=""[10]/anbsp; ในฐานความผิดที่กำหนดไว้ในข้อ 6 แห่งพิธีสารฯ นี้”/p pด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้เห็นว่า นอกจากใน “มิติด้านการปราบปราม” การกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประเภทการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานแล้ว ยังมี “มิติด้านการคุ้มครอง” ผู้เสียหายที่นอกเหนือไปจากรัฐและประชาชนทั่วไป กล่าวคือ ผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัยนั่นเอง ซึ่งการคุ้มครองที่นอกเหนือไปจากการคุ้มครองทางกฎหมายมิให้ต้องได้โทษฐานปลอมหนังสือเดินทางแล้ว ยังมีการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่เป็นผู้เสียหายในด้านต่างๆ อีก อาทิ การให้การคุ้มครองต่อชีวิตa href="#_ftn11" name="_ftnref11" title=""[11]/a การคุ้มครองพยานซึ่งเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานa href="#_ftn12" name="_ftnref12" title=""[12]/a และการช่วยเหลือด้านการส่งกลับประเทศต้นทางa href="#_ftn13" name="_ftnref13" title=""[13]/a (ในกรณีที่มิใช่ผู้ลี้ภัย) เป็นต้น/p pส่วนใน “มิติทางด้านการป้องกัน” ข้อ 10 แห่งพิธีสารฯ กำหนดให้มีการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะ วิธีการและข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในฐานการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ข้อ 11 แห่งพิธีสารฯ กำหนดให้รัฐภาคีกำหนดวิธีการโดยกฎหมายเพื่อป้องกันการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยผู้ประกอบกิจการขนส่งพาณิชย์ ข้อ 12 แห่งพิธีสารฯ กำหนดให้รัฐภาคีมีมาตรการความปลอดภัยมิให้ทำปลอมหนังสือเดินทางแห่งรัฐตนได้โดยง่าย ข้อ 13 แห่งพิธีสารฯ กำหนดให้รัฐภาคียืนยันความถูกต้องแท้จริงของหนังสือเดินทางแห่งรัฐตนโดยไม่ชักช้า เมื่อรัฐภาคีอีกฝ่ายหนึ่งร้องขอ ข้อ 14 แห่งพิธีสารฯ กำหนดให้มีการฝึกอบรมและการร่วมมือทางด้านเทคนิคแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐภาคี/p pหลักการและแนวคิดที่เป็นสากลในการต่อต้านการปลอมหนังสือเดินทางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติประเภทอื่น ที่ปรากฏใน พิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเดิมปรากฏอยู่ในเหตุผลของ“บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ....” ซึ่งเสนอโดยกระทรวงยุติธรรมเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 มีนาคม 2548 แต่ในตอนหลังถูกตัดตอนออกไป จึงมิได้มีเพียงแต่มิติของการ “ปราบปราม” การกระทำความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีมิติของการ “คุ้มครอง” ผู้เสียหายของการกระทำความผิดของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ดำเนินธุรกิจปลอมหนังสือเดินทางเพื่อลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และดำเนินกิจกรรมข้ามชาติอื่นที่ผิดกฎหมายในลักษณะอาชญากรกลุ่ม อีกทั้งขาดมิติของการ “ป้องกัน” การกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมา ทั้งตัวบทบัญญัติของกฎหมายอาญาที่มีอยู่ก็ดี การใช้การตีความกฎหมาย หรือการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่เองก็ดี ล้วนแล้วแต่มุ่งปราบปรามผู้กระทำความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายอย่างแข็งทื่อ มิได้ปรับใช้กฎหมายให้ตรงตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายอย่างเป็นระบบa href="#_ftn14" name="_ftnref14" title=""[14]/a จึงทำให้หลายคดีแทนที่จำเลยจะเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กลับกลายเป็น “เหยื่อขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติตกเป็นจำเลย” a href="#_ftn15" name="_ftnref15" title=""[15]/a เสียเอง/p pและที่สำคัญที่สุด ใน ปี พ.ศ. 2557 นี้ ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับโดยประเทศสหรัฐอเมริกาในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี ให้อยู่ในลำดับที่ 3 (Tier 3) ซึ่งเป็นลำดับสำหรับประเทศที่มีมาตรการการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานระดับแย่ที่สุด โดยก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 3 ประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวไว้ในรายงานว่าประเทศไทยควรต้องปรับปรุงการคัดแยกและการคุ้มครองผู้เสียหายหรือผู้อาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เนื่องจากยังมีผู้เสียหายหรือผู้อาจเป็นผู้เสียหายจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีฐานลักลอบเข้าเมือง ทั้งที่ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกฎหมายภายในที่ใช้เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไว้เป็นการเฉพาะแล้วเป็นเวลากว่า 6 ปี และนอกจากนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าแท้จริงแล้วข้อแตกต่างระหว่างการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานและการค้ามนุษย์อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจนในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว “การลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน” อาจกลายสภาพไปเป็นการ “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” a href="#_ftn16" name="_ftnref16" title=""[16]/a ต่อตัวผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ได้ทุกเมื่อหากมีพฤติการณ์ที่ “บังคับ” อันเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การค้ามนุษย์มีความแตกต่างจากลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน การใช้และการตีความกฎหมายอาญาที่มุ่งประสงค์แต่การปราบปรามการปลอมและการใช้หนังสือเดินทางปลอมต่อตัวผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยมิได้พิจารณาถึงมิติของการ “คุ้มครองผู้เสียหายจากขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ” และ “การป้องกันขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ” อย่างเป็นระบบซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องหรือเป็นกลุ่มเดียวกันกับขบวนการค้ามนุษย์ก็ยิ่งอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถรักษาความมั่นคงภายในรัฐและอาจถูกโจมตีโดยสังคมระหว่างประเทศ กลับกลายเป็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมายของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2550 ฐานปลอมหนังสือเดินทางเสียอีก/p pnbsp;/p pstrongค.สรุปผลและเสนอแนะ/strong/p pซึ่งหากพิจารณาให้รอบด้านแล้ว นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่นอกจากกฎหมายอาญาของประเทศไทยในฐานความผิดปลอมหนังสือเดินทางจะไม่ปรากฏหลักการของพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศแล้ว ประเทศไทยยังมิได้เข้าเป็นภาคีหรือนำหลักการในพิธีสารฉบับดังกล่าวมาบัญญัติเป็นกฎหมายภายใน จึงทำให้ความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางขาดมิติด้านการป้องกันการกระทำความผิดดังกล่าว และมิติด้านการคุ้มครองบุคคลที่ถือเป็นเหยื่อของขบวนการปลอมหนังสือเดินทาง ซึ่งนอกเหนือจากรัฐผู้เป็นเจ้าของสัญชาติหนังสือเดินทางปลอม รัฐที่เป็นเจ้าของดินแดนที่อธิปไตยที่ถูกละเมิด และเจ้าของหนังสือเดินทางที่แท้จริง (กรณีที่ใช้สวมหนังสือเดินทาง) แล้ว ยังมีคนเข้าเมืองที่บางส่วนมิได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแต่เป็นเพียงผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัยที่ถูกหลอกโดยขบวนการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ให้ใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อไปลี้ภัยในประเทศที่สาม เมื่อกฎหมายมิได้แยก “อาชญากรที่แท้จริง” กล่าวคือ อาชญากรข้ามชาติที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ออกจาก “เหยื่อ” กล่าวคือ “ผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัย” จึงเป็นผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัย จำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีและถูกศาลตัดสินให้ต้องรับโทษฐานปลอมและใช้หนังสือเดินทางปลอม ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง ทั้งที่บุคคลดังกล่าวมีเหตุจำเป็นที่จะต้องกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองเพื่อปกป้องชีวิตของตน และทั้งที่แท้จริงแล้วบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเสียด้วยซ้ำ/p pนอกจากนี้ พิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ยังกำหนดหลักการของกฎหมาย ในมิติของการ “ป้องกัน” การกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานซึ่งรวมถึงความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทางด้วย และเมื่อการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ การตัดตอนพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศออกไปจากหลักคิดของการดำเนินคดีอาญาฐานปลอมหนังสือเดินทางจะทำให้เกิด “ความอยุติธรรม” ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งในด้าน “การปราบปรามการกระทำความผิด” (เนื่องจากผู้กระทำความผิดจริง – ผู้ปลอมหนังสือเดินทางตัวจริง ยังคงลอยนวล) “การคุ้มครองผู้เสียหายจากการกระทำความผิด” (ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ถูกหลอกให้ใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อลี้ภัย) และ “การป้องกันการกระทำความผิด” (ซึ่งรวมถึงการศึกษาทำความเข้าใจขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในภาพรวมอย่างเป็นระบบ) ที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติอื่น/p pผู้เขียนจึงขอเสนอว่า แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใช้บังคับกฎหมายอาญา ควรใช้และตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเป็นระบบ และคุ้มครองผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวคือ ประเทศไทยควรเข้าเป็นภาคีในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (Protocol against the Smuggling of Migrants by Land, Sea, and Air, Supplementing the United Nations Convention against Transnational Organized Crime) ตามเจตนารมณ์ที่มีแต่เดิมและปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับหลักการอันเป็นสากลในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินคดีในความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง มีความบริบูรณ์พร้อมทั้งในมิติด้านป้องกัน ปราบปราม และการคุ้มครอง/p divbr clear="all" /br / hr align="left" size="1" width="33%" / div id="ftn1" pเกี่ยวกับผู้เขียน: กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม เป็นทนายความในคณะทำงานคดีผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนักศึกษาทุนระดับนิติศาสตร์มหาบัณฑิต แห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในอดีตเคยทำงานให้กับองค์การระหว่างประเทศและองค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนกว่า 5 ปี/p p[1] Stastna, Kazi (12 March 2014). “Malaysia Airlines Affair Raises Security Concerns Over Passport Trafficking.” CBC News (Online). Retrieved from a href="http://www.cbc.ca/m/touch/news/story/1.2568491"http://www.cbc.ca/m/touch/news/story/1.2568491/a. [Accessed 12 March 2014]./p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""[2]/a โปรดดู Achara Ashayagachat (27 March 2014). “Refugees Thwarted En Route to Sweden.” Bangkok Post (Online). Retrieved from a href="http://m.bangkokpost.com/topstories/402116"http://m.bangkokpost.com/topstories/402116/a. [Accessed 25 July 2014]., Paritta Wangkiat (11 July 2014). “LCT Calls for Action on Trafficking Gangs.” Bangkok Post (Online). Retrieved from a href="http://www.bangkokpost.com/news/local/419960/lct-calls-for-action-on-trafficking-gangs"http://www.bangkokpost.com/news/local/419960/lct-calls-for-action-on-trafficking-gangs/a. [Accessed 27 July 2014]., Kohnwilai Teppunkoonngam (24 April 2014). “‘Don’t Lose Hope’ – Law, Policy and Syrian Refugees in Thailand.” Prachathai (Online). Retrieved from a href="http://www.prachatai.com/english/node/3935"http://www.prachatai.com/english/node/3935/a. [Accessed 25 July 2014]. และ กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม (2557). "ผู้ลี้ภัยทางอากาศจากซีเรีย : เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่," ThaiNGO.Org (ออนไลน์). แหล่งที่มา a href="http://www.thaingo.org/thaingo/node/2812" target="_blank"http://www.thaingo.org/thaingo/node/2812/a. [สืบค้น 25 ก.ค. 2557]./p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""[3]/a INTERPOL. (9 March 2014). “INTERPOL Confirms At Least Two Stolen Passports Used By Passengers on Missing Malaysian Airlines flight 370 were Registered in Its Databases.” Retrieved a href="http://www.interpol.int/News-and-media/News/2014/N2014-038"http://www.interpol.int/News-and-media/News/2014/N2014-038/a. [Accessed 25 July 2014]./p /div div id="ftn4" pa href="#_ftnref4" name="_ftn4" title=""[4]/a จำนง ศรีนคร (10 มีนาคม 2557). “เที่ยวบิน มาเลย์ ล่องหน ไทย แดนสวรรค์พาสปอร์ตปลอมจริงหรือ.” สำนักข่าวอิศรา (ออนไลน์). แหล่งที่มา a href="http://www.isranews.org/isranews-article/item/27788-plan.html"http://www.isranews.org/isranews-article/item/27788-plan.html/a. [สืบค้น 25 ก.ค. 2557]./p /div div id="ftn5" pa href="#_ftnref5" name="_ftn5" title=""[5]/a โปรดดูเอกสารประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 มีนาคม 2548 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... (ความผิดฐานปลอมหนังสือเดินทาง)/p /div div id="ftn6" pa href="#_ftnref6" name="_ftn6" title=""[6]/a “ด้วยการควบคุมพรมแดนและการออกเอกสารแสดงตัวและเอกสารเพื่อใช้ในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการปลอมหรือการใช้เอกสารแสดงตัวและเอกสารเพื่อใช้ในการเดินทางปลอม” โปรดดู ข้อ 6.1.ง แห่งปฏิญญาอาเซียน (Declaration on the Establishment of the Association of South-East Asian Nations)/p /div div id="ftn7" pa href="#_ftnref7" name="_ftn7" title=""[7]/a โดยหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ กำหนดว่า em“โดยที่ในปัจจุบันการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความรุนแรงและมีรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และได้มีการใช้หนังสือเดินทางเป็นเครื่องมือในการกระทำดังกล่าวซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในประเทศและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สมควรขยายขอบเขตของการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางให้กว้างขวางขึ้น สมควรขยายขอบเขตของการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางให้กว้างขึ้นและสมควรกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสมกับความผิด จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”/em/p /div div id="ftn8" pa href="#_ftnref8" name="_ftn8" title=""[8]/a ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเข้าเป็นภาคีในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐานโดยทางบก ทางทะเล และอากาศ เมื่อดำเนินกระบวนการภายในเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย/p /div div id="ftn9" pa href="#_ftnref9" name="_ftn9" title=""[9]/a United Nations Office on Drugs and Crime (2010). “Toolkit to Combat Smuggling of Migrants. Tool 5 Legislative Framework” p. 5./p /div div id="ftn10" pa href="#_ftnref10" name="_ftn10" title=""[10]/a “ถูกนำพาโดยลักลอบ” หรือมิได้มีส่วนในการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานคนอื่น/p /div div id="ftn11" pa href="#_ftnref11" name="_ftn11" title=""[11]/a ข้อ 16 ของพิธีสารฯ/p /div div id="ftn12" pa href="#_ftnref12" name="_ftn12" title=""[12]/a ข้อ 24 ของพิธีสารฯ/p /div div id="ftn13" pa href="#_ftnref13" name="_ftn13" title=""[13]/a ข้อ 18 ของพิธีสารฯ/p /div div id="ftn14" pa href="#_ftnref14" name="_ftn14" title=""[14]/a เช่น มิได้นำบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กในคดีอาญามาใช้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเด็ก มิได้นำบทบัญญัติใน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาใช้คุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาอาจเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ มิได้ใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย การกระทำความผิดด้วยความจำเป็น มาใช้แก่กรณีของผู้ลี้ภัยที่จำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อลี้ภัยและรักษาชีวิตของตนให้รอดพ้นจากภัยสงคราม เป็นต้น/p /div div id="ftn15" pa href="#_ftnref15" name="_ftn15" title=""[15]/a โปรดดู Achara Ashayagachat (27 March 2014), Paritta Wangkiat (11 July 2014), Kohnwilai Teppunkoonngam (24 April 2014) และ กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม (2557) อ้างแล้ว/p /div div id="ftn16" pa href="#_ftnref16" name="_ftn16" title=""[16]/a เช่นการหลอกให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัย มอบตัวบุตรให้แก่นายหน้าในประเทศไทยในระหว่างที่ถูกจับกุมตัว และดำเนินคดีเพื่อขูดรีดเงินจากผู้โยกย้ายถิ่นฐานและญาติเป็นค่าเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น โปรดดู Achara Ashayagachat (27 March 2014), Paritta Wangkiat (11 July 2014), และ กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม (2557) อ้างแล้ว/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5pjX8BJ6QsM" height="1" width="1"/

ศาลเลื่อนชี้ ‘โอน’ คดี ‘อภิสิทธิ์-สุทเพ’ สลายชุมนุม53 ให้ ป.ป.ช. 28 ส.ค.นี้

Mon, 28/07/2014 - 19:32
pศาลอนุญาตรวมสำนวน ‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’ คดีร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่าฯ กรณีสลายแดงปี 53 ขณะนี้เลื่อนชี้โอนคดีไปให้ ป.ป.ช.ไป 28 ส.ค.นี้ ศาลแพ่งอนุญาต ‘สุเทพ’ ขยายเวลายื่นคำให้การคดีม็อบปิด ก.คลัง/p p!--break--!--break--/p p28 ก.ค. 2557 ที่ห้องพิจารณา 707 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลนัดพร้อมสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ อ.4552/2556 และคดีหมายเลขดำที่ อ.1375/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 84 และ 90 จากกรณีออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 โดยจำเลยทั้งคู่เดินทางมาศาลตามนัด ซึ่งนายสุเทพได้บวชเป็นพระภิกษุ/p pและเวลา 09.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์สอบคำให้การตามคำฟ้องกับพระสุเทพ แต่พระสุเทพให้การปฏิเสธ ส่วนที่อัยการยื่นคำร้องขอให้อนุญาตรวมพิจารณาคดีของนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพเป็นคดีเดียวกันนั้น ศาลเห็นว่าคดีของนายอภิสิทธิ์และพระสุเทพมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว จึงอนุญาตให้รวมสำนวนของนายอภิสิทธิ์และพระสุเทพเป็นสำนวนเดียวกัน โดยให้สำนวนของนายอภิสิทธิ์เป็นสำนวนคดีหลัก โดยนายอภิสิทธิ์เป็นจำเลยที่ 1 และนายสุเทพเป็นจำเลยที่ 2/p pพร้อมกันนี้พระสุเทพได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนเช่นเดียวกับคำร้องของนายอภิสิทธิ์ที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ แต่ฝ่ายโจทก์ขอคัดค้าน ศาลเห็นว่าต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนหรือไม่ จึงนัดฟังคำพิพากษาและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 28 ส.ค. เวลา 09.00 น./p pnbsp;/p pstrongศาลแพ่งอนุญาต /strongstrong‘พระสุเทพ’ ขยายเวลายื่นคำให้การ คดีม็อบปิด ก.คลัง /strong/p pวันเดียวกัน พระสุเทพ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. มอบอำนาจให้ทนายความ เป็นผู้แทนเดินทางมายังศาลแพ่ง ถนนรัชดาฯ เพื่อฟังคำสั่ง คำร้องขอขยายเวลาในการต่อสู้คดีที่กระทรวงการคลัง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรื่องขับไล่ที่ พร้อมเรียกค่าเสียหายกว่า 530,000 บาท กรณีกระทำการละเมิดนำกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. บุกเข้าไปในพื้นที่กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และกรมบัญชีกลาง เมื่อปลายปี 56 ที่ผ่านมา/p pศาลพิเคราะห์ตามคำไต่สวนของโจทก์ ประกอบเอกสารและคำซักค้าน ได้ความว่า วันที่เจ้าหน้าที่ศาล จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำหมายเรียกสำเนาคำฟ้องไปปิดที่พักพระสุเทพ แต่ปรากฏว่า พระสุเทพ ไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แต่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์ชักชวนให้ประชาชน ร่วมชุมนุมปิดกรุงเทพมหานคร และไม่มีผู้ใดแจ้งให้พระสุเทพทราบว่าถูกฟ้อง พฤติการณ์น่าเชื่อว่า พระสุเทพ ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จึงให้เพิกถอนคำสั่งที่ศาลแพ่งสั่งว่าพระสุเทพขาดนัด ยื่นคำให้การ และอนุญาตให้พระสุเทพ ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรได้ภายใน 15 วัน นับจากวันนี้/p pขณะที่ นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความกล่าวว่า คดีนี้ทนายความได้เตรียมคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรไว้แล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงว่า พระสุเทพ ไม่ได้นำมวลชนไปบุกยึดกระทรวงการคลังตามที่โจทก์ฟ้อง แต่รายละเอียดในคำให้การต้องตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งศาลนัดชี้สองสถานวันที่ 29 ก.ย. นี้ เวลา 13.30 น/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก : /spana href="http://www.mcot.net/site/content?id=53d5d64abe047068278b4581#.U9ZAsfmSyi0"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;"และnbsp;/spana href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd05qVXhOemc0TWc9PQ==amp;sectionid="span style="color:#696969;"ข่าวสดออนไลน์/span/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Fno-45KZp-I" height="1" width="1"/

จากโศกนาฏกรรม MH17 นักวิชาการวิเคราะห์ปมขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

Mon, 28/07/2014 - 19:31
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3856/14580313537_acaee27da0.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคมที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ถนนสู่โศกนาฏกรรม MH17: ไขปมวิกฤตยูเครน-รัสเซีย” โดยมีผู้บรรยายคืออาจารย์จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และดร.ไบรอัน เคนเนดี้ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/p pจิตติภัทรกล่าวว่า จะขอพูดถึงปมปัญหาที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคนี้ที่นำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรม MH17 ซึ่งมีต้นตอมาจากปัญหาในยูเครนที่เกิดขึ้นในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา เครื่องบิน MH17 ตกที่เมืองโดเนช บริเวณพรมแดนด้านตะวันออกของยูเครนติดกับรัสเซีย ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีการต่อสู้ปะทะกันอยู่ระหว่างกลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดนและรัฐบาลยูเครน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ MH17 ถูกยิงโดยขีปนาวุธของกลุ่มกบฎนี้ แต่คงไม่ได้เป็นการยิงอย่างตั้งใจ เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มกบฎก็ยิงเครื่องบินรบ และเฮลิคอปเตอร์ที่ผ่านเข้ามาในน่านฟ้าบริเวณดังกล่าวตกไปหลายลำ ซึ่งสาเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดจากปัญหาของประเทศยูเครนที่มีอยู่สองระดับคือระดับโครงสร้าง และระดับเฉพาะหน้า ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของกระแสต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2013/p pความขัดแย้งภายในประเทศยูเครนเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกมานานตั้งแต่แยกประเทศออกจากรัสเซีย คนในภาคตะวันตกของประเทศพูดภาษายูเครนส่วนใหญ่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรม เป็นฝ่ายนิยมตะวันตกหรือสหภาพยุโรป ส่วนคนในภาคตะวันออกและใต้พูดรัสเซีย มีรายได้หลักมาจากภาคอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายนิยมตะวันออกหรือรัสเซีย nbsp;ซึ่งความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ดังกล่าวได้นำไปสู่ปัญหาทางการเมือง การแข่งขันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่มักจะเป็นการแข่งกันระหว่างพรรคที่นิยมสหภาพยุโรปกับพรรคที่นิยมรัสเซีย เมื่อประธานาธิปดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ซึ่งมาจากพรรคฝ่ายนิยมรัสเซียต้องตัดสินใจว่าจะต้องลงนามความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับฝ่ายรัสเซียหรือสหภาพยุโรป ผลปรากฏว่าข้อเสนอของทางฝ่ายรัสเซียดีกว่าทั้งจำนวนเงินที่มากกว่า และข้อผูกมัดที่น้อยกว่า ยานูโควิชจึงตัดสินใจลงนามกับรัสเซียและชะลอการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปออกไปก่อน การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2013 โดยใช้ชื่อว่า “ยูโรไมเดน (Euro-maiden)” ที่กินระยะเวลานาน 3 เดือน มีการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ 3 ครั้ง ซึ่งในการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2014 มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 100 คน หลังจากการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้าย มีการตกลงกันระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ว่าจะมีการปฏิรูปทางการเมือง แต่หลังจากนั้นพรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ในขณะนั้นกลับยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว และแถลงนโยบายที่สร้างความไม่พึงพอใจให้กับคนในภาคตะวันออกของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เช่น ประกาศยกเลิกภาษารัสเซียเป็นภาษาราชการ และประกาศไม่ให้รัสเซียเช่าฐานทัพในเมืองนาวาสโทโพลในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารของรัสเซียในตอนใต้ รัสเซียจึงอยู่เฉยไม่ได้จึงออกมาสนับสนุนขบวนการ แอนไท-ไมเดน (Anti-Maiden) ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลรักษาการณ์ โดยพื้นที่ที่มีกระแสต่อต้านรุนแรงคือในคาบสมุทรไครเมียซึ่งปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียไปแล้ว กับในพรมแดนภาคตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่ MH17 ถูกยิงตก หลายฝ่ายเกิดคำถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้ มีรัสเซียให้การสนับสนุน หรือออกมาด้วยความสมัครใจ ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะทางฝ่ายรัสเซียก็เห็นดีเห็นงามกับขบวนการดังกล่าวอย่างออกนอกหน้า แต่สิทธิ์ของคนเหล่านี้ก็ถูกละเมิดจริงๆ เหตุผลที่รัสเซียต้องเข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งภายในประเทศยูเครนมีอยู่ 4 เหตุผล 1. รัสเซียประกาศนโยบายต่างประเทศว่าจะจะปกป้องคนรัสเซีย ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลรักษาการณ์ก็เป็นการละเลิดสิทธิ์ของคนรัสเซียในยูเครนจริงๆ 2. คือเรื่องฐานทัพเรือในไครเมีย 3. คือผลประโยชน์ด้านพลังงานเพราะยูเครนเป็นทางผ่านส่งท่อก๊าซจากรัสเซียไปยุโรปตะวันออก 4. รัสเซียไม่อยากให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นสมาชิก NATO/p pอย่างไรก็ตาม รัสเซียก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไครเมียกับในพรมแดนภาคตะวันออก ในกรณีของไครเมีย รัสเซียเข้าไปแทรกแซงอย่างเต็มตัวเลยเพราะมีผลประโยชน์และคนรัสเซียอาศัยอยู่เยอะ ทำให้กระบวนแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทั้งกระบวนการประชามติที่มีมติเห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดนถล่มทลายถึง 96.7% มีผู้มาใช้สิทธิ์มากถึง 83% การทำประชามติเกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม และการลงนามในข้อตกลงรวมประเทศเกิดขึ้นในอีก 2 วันต่อมา แต่ในกรณีพรมแดนยูเครนภาคตะวันออกในเมืองลูฮานซ์ กับโดเนซ แม้จะเกิดเหตุการณ์คลายๆ กับในไครเมีย คือมีกระแสต่อต้านรัฐบาลรักษาการณ์มีการยึดสถานที่ราชการ และมีการลงประชามติขอแบ่งแยกประเทศไปรวมกับรัสเซีย แต่รัสเซียกลับไม่ยอมรับการลงประชามติดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากผลประโยชน์ และจำนวนคนรัสเซียภายในพื้นที่มีไม่มากเท่าในคาบสมุทรไครเมีย อีกทั้งผลของการลงประชามติก็ไม่ถล่มทลายเท่าในไครเมียด้วย โศกนาฏกรรม MH 17 จึงเกิดขึ้นบนพื้นฐานความขัดแย้งทางภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีการสู้รับกันอยู่/p pไบรอันกล่าวว่า ประเทศตะวันตก และสหรัฐฯ อ่อนต่อโลกมากที่คิดว่า ว่ารัสเซียจะกลายมาเป็นพันธมิตรของพวกเขา ไม่พยายามตั้งตัวเป็นประเทศมหาอำนาจหลังจากจบสงครามเย็น เพราะปัญหาที่ทำให้รัสเซียมีพฤติกรรมแสวงหาอำนาจไม่ใช่เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์แต่เป็นเพราะปัญหาภายในประเทศรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียยังคงมีความเปราะบางอยู่ หลังจากประธานาธิบดี บอริส เยลต์ซินพยายามจะเปิดประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการเมือง หลายประเทศจึงมองว่ารัสเซียกำลังจะกลายเป็นประชาธิปไตยและคิดว่าโลกจะสงบสุข บางคนถึงกับคิดว่ารัสเซียจะกลายมาเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เลยด้วยซ้ำnbsp; แต่รัสเซียก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานานตั้งแต่ตอนยังเป็นสหภาพโซเวียต ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรจนต้องเข้าไปต้องแสวงหาทรัพยากรในประเทศจีน อีกทั้งโศกนาฏกรรม 9/11 ก็ได้กระตุ้นกระแสผู้ก่อการร้ายในรัสเซีย ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย-สหรัฐก็มักจะขึ้นๆ ลงๆ แต่ส่วนมากจะค่อนไปทางที่ไม่สู้ดีนัก แม้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีผลประโยชน์ทางการทหารที่ขัดแย้งกัน/p pในแง่ของข้อมูลด้านสถิติ เปรียบเทียบการเติบโตด้านประชากร (population growth) ของรัสเซียหลังสิ้นสุดสงครามเย็นมีสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเครือสหภาพโซเวียต สูงกว่ายูเครนในขณะนั้นถึง 3 เท่า แต่กลับมีอัตตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากคนส่วนใหญ่อพยพจากประเทศในสหภาพโซเวียตกลับมาอยู่รัสเซีย ทำให้รัสเซียในปัจจุบันประสบปัญหาด้านประชากร ค่าจีดีพีต่อหัว (GDP per capita) ของรัสเซียแม้จะเพิ่มขึ้นหลังสงครามเย็น แต่ก็ยังถือว่าต่ำ ต่ำกว่าประเทศไทยและจีน รายได้หลักของรัสเซียมาจากอุตสหกรรมทรัพยากรธรรมชาติ (Extractive industries) เช่นเพชร น้ำมัน เหมืองยูเรเนี่ยม ซึ่งประเทศที่มีทรัพยากรแบบนี้เยอะจะอัตราการคอรัปชั่นจะสูง เช่นในกลุ่มประเทศอาหรับ รัสเซียก็เช่นกัน การเมืองภายในประเทศรัสเซียมีเป้าหมายคือช่วงชิงสิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ และมุ่งห้ำหั่นนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ลดราวาศอก ระบบการเมืองเช่นนี้จึงสร้างนักการเมืองอย่างวาลาดิเมียร์ ปูติน ขึ้นมา จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าเหตุใดรูปแบบการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศของรัสเซียจึงมีลักษณะแข็งกร้าวและยอมหักไม่ยอมงอเช่นนี้ ซึ่งในกรณีของ MH17 นี้เราก็จะได้เห็นว่ารัสเซียไม่แสดงท่าที หรือความรับผิดชอบใดๆ แม้จะมีคำครหาว่ารัสเซียมีส่วนในการสนับสนุนอาวุธให้กับกลุ่มกบฏซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ก็ตาม/p pไบรอันกล่าวทิ้งท้ายว่า “อุบัติเหตุในครั้งนี้ มันก็เหมือนเอากุญแจรถ กับวิสกี้ไปให้กับเด็กวัยรุน เรื่องวุ่นวายย่อมเกิดขึ้นตามมาเสมอ”/p pหลังจากการบรรยาย วิทยากรทั้ง 2 ท่านได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเสวนาซักถาม โดยมีคำถามนี่น่าสนใจดังนี้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3883/14743766976_beafb7a7e3.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pspan style="color:#0000ff;"คำถาม: การที่รัสเซียมีท่าที่ไม่ชัดเจนในการสนับสนุนในกลุ่มกบฏในยูเครนตะวันออกจะส่งผลอย่างไรต่อไป/span/p pตอบ: แน่นอนว่ามันทำให้ปัญหาดังกล่าวเรื้อรัง และไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ แต่ก็ดูเหมือนว่ารัสเซียก็คงยืนยันที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ทั้งนี้เนื่องจากผลประโยชน์ของรัสเซียในพื้นที่ดังกล่าวยังมีไม่มากพอ ที่ผ่านมาในกรณีความขัดแย้งทางพรมแดนระหว่างอาเซอร์ไบจานกับอาเมเนียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของรัสเซีย รัสเซียก็มิได้ทำอะไร มีอยู่เงื่อนไขเดียวก็คือมีคนรัสเซียเสียชีวิตในพื้นที่ เช่นในกรณีของจอเจียร์ที่แม้รัสเซียจะไม่ได้มีผลประโยชน์ในพื้นที่ แต่เมื่อมีคนรัสเซียเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง รัสเซียก็เข้าแทรกแซง/p pspan style="color:#0000ff;"คำถาม: แนวทางของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนจะเป็นอย่างไรต่อไป/span/p pคำตอบ: มีความเป็นไปได้อยู่ 3 ทาง 1. คือรวมดินแดนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ยากเพราะรัสเซียก็ไม่อยากจะยุ่งเท่าไร 2. คือการกระจายอำนาจ และตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ ผ่านกระบวนการเจรจาซึ่งอันนี้มีความเป็นไปได้มาก 3. คือส่งกองกำลังพิเศษจากนานาชาติเข้าไปเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ซึ่งก็ไม่น่าเป็นไปได้อีกเช่นกัน เพราะไม่มีแรงจูงใจที่รัสเซียจะทำ อีกทั้งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีก 1 ประเทศที่มีศักยภาพในการส่งกองกำลัง ก็ไม่น่าจะเข้ามายุ่งด้วยเช่นกัน เพราะแค่ปัญหาอิสราเอลในตอนนี้ก็ถือว่าน่าปวดหัวพอแล้ว/p pspan style="color:#0000ff;"คำถาม: เหตุใดกรณี MH17 จึงไม่ได้รับความสนใจมากเท่า MH370 และหากผลการสอบสวนออกมาพบว่ากลุ่มกบฏเป็นผู้ยิงขีปนาวุธจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มกบฏ/span/p pตอบ: ในประเด็นความสนใจ ผมคิดว่าเป็นปัญหาของสื่อมากกว่า สื่อในไทยอาจจะไม่ให้ความสนใจมากนัก แต่สื่อต่างชาติให้ความสนใจประเด็นนี้มาก และมีการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสื่อระหว่างประเทศเขาค่อนข้างเป็นกลาง และละเอียดอ่อนในประเด็นนี้มากจึงยังไม่รีบลงความเห็นว่าใครยิง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นกลุ่มกบฏ แต่ก็น่าจะเป็นการยิงแบบไม่ตั้งใจ เนื่องจากเทคโนโลยีของกลุ่มกบฏยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะแยกแยะเครื่องบินรบกับเครื่องบินพาณิชย์ได้ ซึ่งหากผลการสอบสวนออกมาในลักษณะนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการยอมรับของกลุ่มกบฎในประชาคมระหว่างประเทศอย่างแน่นอน อีกทั้งยังทำให้รัสเซียดูแย่ด้วย เนื่องจากรัสเซียไม่แสดงท่าทีใดๆ เลย แต่รัสเซียก็คงจะไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะปูตินไม่ได้ให้ความสำคัญกับความนิยมของประชาคมระหว่างประเทศ เขาต้องการแค่ความยำเกรง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/oVlOk1lHf6E" height="1" width="1"/

ยุบแล้วคุกการเมือง! ย้ายเงียบผู้ต้องขังไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

Mon, 28/07/2014 - 17:32
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u7/1908026_774673882595937_8636988339985463165_n.jpg" style="width: 400px; height: 300px;" /br /span style="color:#ff8c00;"รูปจากเฟซบุ๊ก ธิดา ถาวรเศรษฐ/span/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p28 ก.ค.2557nbsp; รายงานข่าวแจ้งว่า ที่เรือนจำหลักสี่ซึ่งคุมขังนักโทษการเมืองทั้งสิ้น 22 ราย เป็นชาย 20 ราย หญิง 2 ราย ได้ทำการย้ายผู้ต้องขังเกือบทั้งหมดไปยังเรือนจำทั่วไป โดยนำผู้ต้องขังชายเกือบทั้งหมดไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และนำตัวผู้ต้องขังหญิง 1 รายคือ นางสาวนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ ไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง คงเหลือผู้ต้องขังชาย 5 รายและหญิง 1 ราย รวม 6 รายที่ยังถูกคุมขังที่เรือนจำหลักสี่ โดยทั้ง 6 เป็นผู้ต้องขังจากจังหวัดอุบลราชธานี (4 ราย) และมหาสารคาม (2 ราย)/p pผู้สื่อข่ายรายงานด้วยว่า ญาติผู้ต้องขังส่วนใหญ่ทราบข่าวเwbrรื่องนี้มาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่ที่เรือนจำหลักสี่ปฏิเสธว่าไม่มีคำสั่งย้ายแต่อย่างใด และญาติทั้งหมดไม่ทราบข่าวว่าจะมีการย้ายผู้ต้องขัง ทำให้ญาติบางรายไปรอเยี่ยมเก้อและมีรายหนึ่งถึงกับร่ำไห้เมื่อตามมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายแต่ไม่ได้เข้าเยี่ยม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังส่งตัวไม่เรียบร้อยnbsp;/wbr/p pญาติผู้ต้องขังจากจังหวัดมหาสารคามรายหนึ่งแจ้งว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้โทรแจ้งเธอแล้วว่าจะส่งตัวผู้ต้องขังจากจังหวัดมหาสารคาม 2 รายกลับไปคุมขังยังภูมิลำเนาในวันที่ 30 ก.ค.นี้/p pทั้งนี้ ผู้ต้องขังทั้ง 22 รายเป็นผู้ต้องขังคดีทางการเมืองสืบเนื่องจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และถูกนำตัวจากเรือนจำทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาขังรวมกันที่เรือนจำหลักสี่เป็นการเฉพาะเมื่อ 17 ม.ค.2555 ตามคำแนะนำของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เสนอให้แยกขังผู้ต้องขังที่กระทำผิดโดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่รวมกับอาชญากรโดยทั่วไป/p pด้านเฟซบุ๊กของธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ระบุว่า/p p“(ทีมงาน)br /รายงานข่าวจากเรือนจำพิเศษหลักสี่ว่าวันนี้ (28/7/57) เวลา 10.00 น. มีการย้ายผู้ถูกคุมขังชายไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร 13 คน ทัณฑสถานหญิงกลาง 1 คน (นฤมล วรุณรุ่งโรจน์) เรือนจำธัญบุรี 1 คน และเรือนจำพิเศษธนบุรี 1 คน ยังคงเหลืออีก6 คน ที่อยู่ระหว่างรอย้ายไปคุมขังยังภูมิลำเนาเดิมคือจังหวัดอุบลราชธานี 4 คน และมหาสารคาม 2 คน วันนี้เรือนจำพิเศษหลักสี่คงเหลือไว้เพียงความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นที่คุมขังนักโทษทางการเมือง”/p pด้านa href="http://crime.tnews.co.th/content/99027/#.U9ZB3mqoHZQ.facebook"สำนักข่าวทีนิว/aส์รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ได้อนุมัติให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำชั่วคราวหลักสี่จำนวน 22 คน เป็นผู้ต้องขังชาย 20 คน ผู้ต้องขังหญิง 2 คนกลับไปคุมยังเรือนจำตามภูมิลำเนาตามที่นายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเสนอแล้วโดยเห็นว่าผู้ต้องขังในเรือนดังกล่าว เป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลและมีกำหนดโทษชัดเจนแล้ว ส่วนใหญ่ต้องโทษจำคุกเป็นเวลานานกว่า 20 ปี เพราะก่อคดีที่มีโทษสูง เช่น วางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัด คดียิงเฮลิคอร์ปเตอร์ทหาร คดีครอบครองอาวุธ ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมได้พิสูจน์แล้วว่าผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ต้องขังคดีการเมือง แต่เป็นผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไปจึงสมควรย้ายกลับคุมขังยังเรือนจำที่มีอำนาจควบคุมนอกจากนี้เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ใช้คุมขังผู้ต้องขังจำนวนน้อยมาก แต่มีภาระค่าใช้จ่ายสูงต้องแบ่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจโดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบาท ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงอนุมัติให้ย้ายได้ ส่วนสถานที่ดังกล่าวจะปิดการใช้งาน/p pnbsp;/p pspan style="color:#ffa07a;"หมายเหตุ มีการเพิ่มเติมเนื้อหาเวลา 19.45 น. (28 ก.ค.)/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ydKfGh_lPNw" height="1" width="1"/

"ประยุทธ์"คาดโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สนช. ภายในสิ้นเดือนนี้

Mon, 28/07/2014 - 15:22
pหัวหน้า คสช. คาด ไม่เกินสิ้นเดือนนี้จะมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และจัดกิจกรรมวันเฉลิมฯ ให้ประชาชนเที่ยวชมงานวันที่ 8-13 สิงหาคม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าnbsp;/p p!--break--!--break--/p p28 กรกฎาคม 2557 a href="http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AF%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%8A-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89"ไทยพีบีเอส/a รายงานว่าnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา nbsp;หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า คสช. คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้จะมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ก่อนที่ สนช.จะเริ่มต้นปฏิบัติงานมีการเปิดประชุมได้ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม จากนั้นก็จะมีการดำเนินการสรรหานายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แล้วจะมีการรับสมัครสมาชิกสภาปฏิรูป โดยก่อนจะมีสภาปฏิรูปได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการจัดงานคิกออฟเปิดตัวสภาปฏิรูปแล้ว ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี คาดว่าจะดำเนินการได้ไม่เกินวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย เพื่อทำการปฏิรูปประเทศให้เสร็จในเวลา 10 เดือน รวมถึงยังได้มอบหมายงานให้เร่งดำเนินการจัดทำคำแถลงนโยบายรัฐบาลและคำแถลงงบประมาณ ให้เสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้/p pนอกจากนี้ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาระหว่างวันที่ 8-13 สิงหาคมนั้นจะมีการจัดงานขึ้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จะมีรูปแบบการจัดงานคล้ายกับที่ท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนได้เที่ยวชมงานและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ nbsp;ซึ่งขอให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมอย่างดีที่สุด/p divหัวหน้า คสช.ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า ขอให้เจ้าหน้าเร่งดำเนินการจับกุมตัวผู้กระทำผิดใช้อาวุธสงครามสร้างความรุนแรงต่อประชาชนมาลงโทษ และทำการทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัย อาทิ เรื่องของที่จอดรถ การตรวจสอบจุดเสี่ยงต่าง ๆ nbsp;พร้อมยืนยันว่าการที่ผู้ก่อความไม่สงบจะดำเนินการแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้/div divnbsp;/div divขณะที่ในเรื่องของสื่อบางส่วนที่ยังมีการละเมิดประกาศของ คสช.อยู่ ได้ขอให้สมาคมสื่อได้ไปกำกับดูแลกันเอง เพื่อให้การทำงานของทั้งสื่อและ คสช.สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eQxkhdd-jlM" height="1" width="1"/

'ฉลาด วรฉัตร' มอบตัวฐานต้าน คสช. ตร.แจงยังไม่คุมตัว ต้องสอบสวนก่อน

Mon, 28/07/2014 - 12:22
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3836/14395315773_628837fa8a.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /span style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/spanbr /nbsp;/p p28 ก.ค.2557 ร.ต.ฉลาด วรฉัตร นักเคลื่อนไหววัย 71 ปีให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้อยู่ที่ สน.ดุสิต เพื่อเข้ามอบตัวต่อพนง.สส.ในข้อหาต่อต้าน คสช. หลังจากก่อนหน้านี้มีการรื้อเต๊นท์หน้าสวนสัตว์ดุสิต ตรงข้ามรัฐสภา/p p"ยังไงก็ต้องมารื้อกันอีก จับก็ไม่จับ ไม่ผิดแล้วมารื้อทำไม" ฉลาดกล่าวพร้อมบอกว่า มาให้จับเพื่อพิสูจน์ชะตากรรมประเทศ หากถูกจำคุก 20 ปีในข้อหากบฏแผ่นดินที่ต่อต้านรัฐบาลจากรัฐประหาร/p pด้าน พ.ต.ท.จารุภัทร ทองโกมล รอง ผกก.สส.บก.น.1 กล่าวว่า นายฉลาดประสงค์เข้ามอบตัวเนื่องจากมองว่าตนเองขัดขืนคำสั่งห้ามต่อต้าน คสช. แต่เนื่องจากไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ตำรวจก็ต้องทำการสอบสวนก่อน จะให้คุมตัวหรือส่งไปที่ไหนเลยคงไม่ใช่ ทั้งนี้มีขั้นตอนอยู่ เช่น หากการกระทำไม่รุนแรงก็พูดคุยปรับทัศนคติ แล้วก็ให้กลับ หากมีการขัดคำสั่งเรียกรายงานตัว ก็เข้าค่าย หรือกระทำผิดกฎหมายก็ส่งศาลดำเนินคดี/p pพ.ต.ท.จารุภัทร กล่าวว่า ที่ผ่านมา นายฉลาดต่อต้านอย่างสงบมาตลอด มีหลักฐานเป็นเอกสาร เป็นภาพที่เผยแพร่ตามสื่อ ก็ต้องให้ พนง.สส.สอบสวนก่อน เบื้องต้น ก็คงลงบันทึกประจำวัน เหมือนรายอื่นๆ ที่ออกมาต่อต้าน คสช.ก่อนหน้านี้ nbsp;/p pอนึ่ง ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ฉลาด วรฉัตร อดอาหารประท้วงการรัฐประหารบริเวณเต๊นท์หน้าสวนสัตว์ดุสิต ตรงข้ามรัฐสภาเป็นเวลากว่า 45 วันก่อนจะประกาศยุติอดอาหารเมื่อวันที่ 6 ก.ค. หลังต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.วชิระ 2 ครั้ง เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่ยังคงนั่งประท้วงอยู่ที่เต๊นท์ต่อจนกระทั่งเริ่มมีการรื้อเต๊นท์ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nqd56f5kVPc" height="1" width="1"/

คุยกับฮิวแมนไรท์ วอทช์: สถานการณ์สิทธิมนุษยชน 2 เดือนหลังรัฐประหาร

Mon, 28/07/2014 - 11:20
!--break--!--break-- pnbsp;/p pอาจมีข้อกังขาต่อเรื่องความสม่ำเสมอในการติดตามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและแนวการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของ’รัฐ’ในแต่ละช่วงสมัยจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนไทยnbsp; แต่สำหรับองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์Human Right Watch ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในระดับสากลแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์จนอาจถูกทำให้มองเหมือนกับเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลและ’รัฐไทย’มาโดยตลอด นับจากa href="http://www.prachatai.com/journal/2008/12/19280"กรณีสงครามยาเสพติด ฆ่าตัดตอน ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้/a การใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมในยุครัฐบาลสมัครและรัฐบาลอภิสิทธิ a href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/24564-sunai.html"การผลักดัน พรบ.นิรโทษกรรมในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์/a a href="http://www.youtube.com/watch?v=nmUi7SaEEQE"การขัดขวางการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557โดยกลุ่มนิยมกษัตริย์/anbsp; เรื่อยขึ้นมาถึง การประกาศกฏอัยการศึก และการทำรัฐประหารโดยคณะทหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557/p pสุณัย ผาสุข นักวิจัยอาวุโส และที่ปรึกษาประจำประเทศไทยขององค์การเพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์ วอทช์ เป็นผู้ที่เกาะติดสถานการณ์สิทธิในไทยมาโดยตลอด ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับประชาไท ถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย กับ 2 เดือน หลังการรัฐประหาร คสชbr /nbsp;/p pimg alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5570/14570996670_0b88f1eea0_o_d.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pnbsp;/p pstrongประชาไท: /strongHuman Right Watch มองสถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยหลังรัฐประหารเป็นอย่างไรบ้าง/p pstrongสุณัย: /strongผมมองว่ามันเป็นปรากฏการณ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงประกาศกฎอัยการศึกก่อนรัฐประหารแล้ว เพราะมันคือการดึงอำนาจจากประชาชนให้กลับไปอยู่กับกองทัพ เปรียบเหมือนกับการรัฐประหารโดยไม่มีรถถัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนทั้งประเทศ เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนถูกลิดรอน ซึ่งทาง Human Right Watch ก็ได้ออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าวตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดการรัฐประหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมีการเรียกบุคคลไปรายงานตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นคือ กลุ่มแกนนำของฝ่ายการเมืองต่างๆ ที่เข้าไปนั่งประชุมในเย็นวันที่เกิดรัฐประหาร และกลุ่มที่ถูกเรียกตัวมาภายหลัง ซึ่งเป้าหมายของการเรียกรายงานตัวดังกล่าวก็เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายเสื้อแดงทั่วประเทศอีกทั้งรูปแบบการเรียกรายงานตัวก็มีปัญหาเช่นกัน ประการแรกคือ เป็นการใช้อำนาจบังคับให้บุคคลมารายงานตัวในลักษณะไม่มาไม่ได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อกฎอัยการศึกbr /br /ประการที่สองคือ หลังจากเรียกไปรายงานตัวแล้ว กองทัพทำอะไรกับคนเหล่านี้ เนื่องจากกองทัพไม่เปิดเผยอะไรเลย ทั้งเป้าหมายของการเรียกรายงานตัว สถานที่ควบคุมตัว ไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการบังคับควบคุมตัวโดยพลการในสถานที่ไม่เปิดเผย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย โดยสรุปแล้วเราจะสามารถเห็นได้ว่า ขอบเขตการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพเริ่มจากภาพกว้างคือการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนทั้งประเทศ และภาพย่อยคือการเรียกบุคคลไปรายงานตัวโดยไม่แจงเหตุผล ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 300 คนแล้ว ยอดดังกล่าวยังไม่รวมคนที่ถูกจับกุม หรือคนที่ถูกเรียกรายงานตัวอย่างไม่เป็นทางการ/p pstrongประชาไท: /strongบุคคลที่ถูกเรียกไปรายงานตัวส่วนมากมีทัศนะทางการเมืองไปในในทิศทางใด/p pstrongสุณัย:nbsp;/strong ในช่วงแรกจะเป็นทีมงาน และนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย ต่อมาเริ่มขยายออกไปสู่แกนนำเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ จนไปถึงคนที่ไม่ใช่เสื้อแดง แต่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เช่น คุณประวิตร โรจนพฤกษ์ คุณธนาพล อิ่วสกุล แม้จะมีการเรียกแกนนำ นักวิชาการ กปปส. คปท. และพรรคประชาธิปัตย์ไปรายงานตัวด้วยเช่นกัน แต่ก็ในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับฝ่ายเสื้อแดง ทั้งจำนวนผู้ที่ถูกเรียกรายงานตัว และระยะเวลาที่ควบคุมตัว ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความลำเอียงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ เราจะเห็นกองทัพออกมาแถลงข่าวเรื่องการตรวจพบอาวุธจากฝ่ายเสื้อแดงเยอะมาก ในขณะที่แทบไม่เห็นอาวุธจากทางฝ่าย กปปส. เลย ทั้งๆ ที่อาวุธใน คปท. กับ กปปส. ก็มีจำนวนมากไม่แพ้กัน/p pstrongประชาไท: /strongมีกรณีใดบ้างที่ Human Right Watch คิดว่ารุนแรงที่สุด/p pstrongสุณัย:/strong กรณีของ กฤชสุดา ถือว่าหนักที่สุด เพราะมีการควบคุมตัวนานเกิน 7 วัน อีกทั้งยังมีสื่อสามารถจับภาพขณะที่เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมได้ กรณีของกฤชสุดาน่าสนใจ เนื่องจากจริงอยู่ที่เธอเป็นนักเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักที่กองทัพต้องการตัว เหตุใดจึงต้องควบคุมนานเกินกว่า 7 วันด้วย ซึ่งทางญาติของเธอก็ได้เข้ามาติดต่อกับทาง Human Right Watch ทีมงานของเราก็ออกไปตามหาตามเรือนจำต่างๆ ที่กองทัพมักจะนำคนไปฝากขังก็ไม่เจอ แสดงว่าไม่มีการส่งฟ้อง เมื่อถามไปกับกองทัพก็ได้คำตอบแค่ว่าปลอดภัยดี แต่ไม่ยอมให้ข้อมูลกับหน่วยงานใดๆ ถึงแม้ทุกวันนี้กฤชสุดาได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการทำงาน (Due Process) ของกองทัพ และนำไปสู่คำถามที่ว่า ยังมีคนอย่างกฤชสุดาอีกกี่คนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว เพราะหากไม่มีนักข่าวสามารถถ่ายภาพเธอได้ในวันนั้น เธออาจจะยังหายสาบสูญอยู่ก็ได้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การที่กฤชสุดาออกมาบอกว่า เธอเป็นคนที่ขออยู่ต่อเองหลังจากครบกำหนด 7 วัน โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย ทาง Human Right Watch จึงอยากจะคุยกับกฤชสุดามากว่าอะไรเป็นเหตุให้เธอหวาดกลัวขนาดนั้น จนถึงขั้นยอมละทิ้งอิสรภาพbr /br /นอกจากกรณีของกฤชสุดาแล้ว การจับกุมผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงทั้งสิ้น หลังจากที่กองทัพออกแถลงการณ์มาว่า การกระทำใดๆ อันเป็นการต่อต้านกองทัพไม่สามารถทำได้ ก็เริ่มมีการจับกุมผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากการจับกุมซึ่งหน้า ณ จุดที่ชุมนุม จนกลายเป็นการตามไปจับนอกสถานที่ชุมนุม ซึ่งทางกองทัพใช้คำว่า “ปรับทัศนคติ” อีกทั้ง ยังมีการนำประชาชนขึ้นศาลทหารอีกด้วย ถึงแม้จะให้รอลงอาญา แต่ก็ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้มีการนำตัวพลเมืองขึ้นศาลทหาร และมีการตัดสินโทษด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่สามารถทำได้/p pstrongประชาไท:nbsp; /strongบทบาทการทำงานของ Human Right Watch ต่อการรัฐประหารในครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง/p pstrongสุณัย:/strongnbsp;จริงๆ แล้วก็มิได้มีอะไรเป็นพิเศษ เราแค่ทำเหมือนมาตรฐานที่ผ่านมา คือเรายืนหยัดอยู่บนหลักการประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนที่เชื่อว่า คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจน คนเมืองหรือชนบท ซึ่งเราออกมาตั้งคำถามในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ กปปส. รวมถึงต่อต้านการขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เราออกมาทุกครั้งที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเราก็ยืนอยู่บนหลักการนี้มาโดยตลอดอย่างไม่มีการลำเอียงใดๆ ซึ่งเราก็ต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เราพยายามชี้ให้เห็นว่าการกระทำใดคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กองทัพก็มักจะตอบกลับมาว่า มันเป็นข้อจำกัดของเขา แต่เราถือว่ามันคือการละเมิด/p pกองทัพในครั้งนี้ค่อนข้างจะอ่อนไหวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมันกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีนานาชาติ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เขาใช้เกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชนในการปรับระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กองทัพจึงยังไม่ได้สั่งปิดหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่ใช้วิธีการแถลงข่าวตอบโต้แทน เราจึงยังพอที่จะทำงานได้ท่ามกลางแรงกดดันที่มีเข้ามาตลอดเวลา และในบรรยากาศแบบนี้เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจึงควรจะออกมาแสดงท่าทีได้แล้ว/p pnbsp;/p pstrongประชาไท: /strongปฏิกิริยาของต่างชาติในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนส่งผลต่อการทำงานของกองทัพอย่างไร/p pstrongสุณัย:/strong จะเห็นได้ว่าในตอนนี้ต่างชาติยังทำแค่ลดระดับความสัมพันธ์ และระงับความช่วยเหลือในบางด้าน เพื่อแสดงออกว่าไม่พอใจกับกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เรายังไม่เห็นภาพการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบในพม่า เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวจะกินเวลายาวนานหลายทศวรรษ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะทางกองทัพก็ออกมากำหนดเงื่อนเวลาชัดเจนว่าจะใช้เวลา 15 เดือน ซึ่งประกาศตรงนี้ก็ช่วยลดความตึงเครียดกับนานาชาติลงได้พอสมควร แต่ก็ต้องดูต่อไปอีกว่าธรรมนูญชั่วคราวที่จะออกมา จะเป็นการวางรากฐานอำนาจให้กองทัพสามารถอยู่ในอำนาจต่อหลังจาก 15 เดือนนี้หรือเปล่า/p pstrongประชาไท:nbsp;/strong รู้สึกแปลกใจไหมที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ออกมาเคลื่อนไหวมากเท่าที่ควร/p pstrongสุณัย:nbsp; /strongไม่แปลกใจ แต่ผิดหวัง เพราะองค์กรเหล่านี้ก็โดนสั่งห้ามไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทัพอยู่แล้ว หรือแม้แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า พวกเขายอมรับอำนาจของกองทัพ และละทิ้งหลักการของตัวเองหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง เช่น องค์กรสิ่งแวดล้อมที่ไม่ออกมาสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเหมืองแร่เมืองเลย ซึ่งถูกกดดันจนเงียบลงไปมากหลังการรัฐประหาร หรือกลุ่มที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ปกติจะเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งมากเมื่อมีการปรับโครงสร้างสาธารณสุขของประเทศ แต่ครั้งนี้กลับแผ่วๆ กับการที่ คสช. ประกาศจะยกเลิกโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคbr /br /เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านเก้าบาตร ก็ไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มใดเลย ทั้งๆ ที่เป็นการละเมิดสิทธิของคนในชุมชนอย่างชัดเจน แนวคิดเรื่องการจัดการตนเองก็ต้องหยุดชะงัก แต่เหล่าองค์กรที่เรียกร้องเรื่องการกระจายอำนาจก็นิ่งเฉย ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะสิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนท้องถิ่นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มันเหมือนกับว่าตอนนี้ประเทศกำลังถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความกลัว จริงอยู่ว่ากลุ่มเหล่านี้ในบางครั้งก็ขัดแย้งกันเอง จนกองทัพอ้างว่าจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยหาทางออกร่วมกัน แต่นี่คือการไปหยุดกระบวนการทุกอย่าง แล้วก็ตัดสินใจเองแทนเขา โดยที่ไม่มีใครกล้าแย้ง ซึ่งผมแปลกใจมาก เพราะกองทัพก็ยังไม่ได้มีท่าทีในการใช้ความรุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมีการใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ในครั้งนี้กลับเงียบกันหมดซึ่งมันทำให้การเก็บข้อมูลทำได้ยากมาก จึงน่าสนใจว่าพวกเขากลัวอะไรกันอยู่/p pประชาไท:nbsp; หลังจากการรัฐประหาร มีคนที่โดนจับในข้อหาคดี 112 เยอะมาก จนถึงตอนนี้ 16 คนแล้ว ทาง Human Right Watch มีความเห็นอย่างไรบ้าง/p pstrongสุณัย:nbsp; /strongมันทำให้เราเห็นถึงแนวโน้มใหม่ของกองทัพ เพราะคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะโดนคดี 112 มาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารแล้ว แต่ก็มาเร่งรัดกันในช่วงรัฐประหาร ซึ่งทางเราก็เห็นถึงปัญหาในประเด็นนี้มานานแล้ว ในเรื่องของความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาคดี สิทธิในการประกันตัวที่ขัดต่อหลักการสากล/p pstrongประชาไท:nbsp; /strongคุณสุณัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า ทักษิณใช้ล็อบบี้ยิสต์ในการทำให้สหรัฐฯ เชิญตัวไปอธิบายสถานการณ์รัฐประหารในประเทศไทย อยากให้ช่วยขยายความประเด็นนี้หน่อย/p pstrongสุณัย: /strongเป็นการลงข่าวที่ไม่มีบริบทใดๆ เลย ผมไม่ได้บอกว่าทักษิณคนเดียวที่ใช้ล็อบบี้ยิสต์ ใครๆ ก็ใช้กันทั้งนั้น ทั้งกองทัพ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย เพียงแค่ล็อบบี้ยิสต์ของทักษิณเขาเก่งกว่า ใจถึงกว่า เพราะค่าตัวสูงกว่า ทักษิณก็เลยถูกเชิญไป ล็อบบี้ยิสต์ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันเป็นสิ่งจำเป็นด้วยซ้ำในการเมืองระหว่างประเทศ และทุกอย่างก็ทำภายใต้กรอบกฎหมายสามารถตรวจสอบได้/p pstrongประชาไท:nbsp;/strong คิดว่าปัญหาของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ณ ขณะนี้คืออะไร/p pstrongสุณัย:nbsp; /strongผมว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือ เรื่องทัศนคติของคนทั่วไป NGO ถูกคาดหวังจากสังคมให้ต้องสังกัดฝ่ายการเมืองใดการเมืองหนึ่ง และไม่สามารถแย้งได้ เคยมีเหมือนกันที่ NGO ออกมาแย้งฝ่ายที่ตัวเองเคยเชียร์ ผลสุดท้ายคือ โดนด่าจากทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้การทำงานของ NGO จะลำบากมาก เพราะพวกเราทำงานโดยยืนอยู่บนหลักการที่เป็นกลาง เราวิพากษ์วิจารณ์ทุกฝ่ายที่ทำผิดไปจากหลักการของเรา เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพเช่นนี้ การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็จะยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ เพราะอำนาจทุกอย่างถูกรวบไว้กับกองทัพ และไม่มีใครสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ยิ่งการรวมอำนาจมีมากขึ้นเท่าไหร่ แนวโน้มที่รัฐบาลจะคืนอำนาจสู่ประชาชนก็จะน้อยลงเท่านั้น การปกครองประเทศด้วยความกลัวเช่นนี้ มันไม่ใช่การสลายสีเสื้อเหมือนที่กองทัพพยายามพูด แต่มันคือการปิดปากประชาชน/p pstrongประชาไท:nbsp;/strong คิดอย่างไรกับกลุ่ม NGO ที่ออกมาสนับสนุนกองทัพ/p pstrongสุณัย:/strongnbsp; ผมคิดว่า มันเป็นภาพสะท้อนของอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ กลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องการกระจายอำนาจ กลุ่มเหล่านี้เริ่มไม่เห็นด้วยกับกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่ช่วงที่ กปปส. ชุมนุมแล้ว รวมไปถึงเชื่อในแนวคิดคนไม่เท่ากันด้วย มันน่าสนใจว่า อะไรที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิด อาจเป็นเพราะแนวคิดเรื่องคนเท่ากันยังไม่เคยเป็นที่พูดถึงมากนักในประวัติศาสตร์การถกเถียงทางการเมืองไทย/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong ภายหลังการสัมภาษณ์ ฮิวแมนไรท์ วอทช์ ได้มีแถลงการณ์เรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษย์ชนไทยออกมาด้วยเนื้อหาดังนี้nbsp;br /nbsp;/p p style="text-align: center;"*******************/p p style="text-align: center;"strongประเทศไทย: รัฐธรรมนูญชั่วคราวให้อำนาจอย่างกว้างขวางbr /ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้รับความคุ้มครองจากการรับผิด/strong/p p(นิวยอร์ก 24 กรกฎาคม 2557) – ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า คณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองของไทยควรแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ประกาศใช้ และให้อำนาจกับพวกตนอย่างกว้างขวาง โดยปราศจากการต้องรับผิด หรือมาตรการสำหรับป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนnbsp;/p pbr /เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ซึ่งมี 48 มาตรา และได้รับการลงพระปรมาภิไธยโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อนึ่ง คณะที่ปรึกษาของคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครองได้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ขึ้นโดยปราศจากการหารือใดๆ กับสาธารณะnbsp;/p pแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า "รัฐธรรมนูญชั่วคราวพยายามให้ความชอบธรรมทางกฎหมายกับอำนาจที่กว้างขวาง และปราศจากการต้องรับผิดของคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครอง" "แทนที่จะปูทางไปสู้การฟื้นฟูประชาธิปไตย คณะทหารกลับให้อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบแก่พวกตนในการที่แทบจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามต้องการ ซึ่งรวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยไม่ต้องรับผิด"nbsp;/p pฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวมีเนื้อหาที่อ่อนมากเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และยังอนุญาตให้ คสช. สามารถดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ โดยปราศจากการตรวจสอบควบคุมที่มีประสิทธิภาพเพือป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นก็ไม่ต้องมีการรับผิดใดๆ ทั้งนี้ ถึงแม้มาตรา 4 จะให้การยอมรับอย่างกว้างๆ ต่อสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพตามประเพณีประชาธิปไตย และพันธะกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทย แต่ คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 และ 47 ในการจำกัด ระงับ หรือยับยั้งการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานnbsp;/p pมาตรา 44 ให้อำนาจอย่างกว้างขวางต่อ คสช.ในการออกคำสั่ง และดำเนินการต่างๆ ตามที่เห็นสมควรได้ ไม่ว่าจะมีผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างไรก็ตาม กล่าวคือ "ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคี และความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายใน หรือภายนอกราชอาณาจักร" ให้หัวหน้า คสช. มีอํานาจ "สั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่ง หรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว ... ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด" อย่างไรก็ตาม อำนาจที่กว้างขวางเช่นนี้ไม่มีการตรวจสอบควบคุมจากฝ่ายตุลาการ หรือสถาบันอื่นใด หัวหน้า คสช. เพียงแค่ต้องรายงานการดําเนินการดังกล่าวให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรีทราบหลังจากนั้นเท่านั้นnbsp;br /br /มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้การกระทำทั้งหลายของสมาชิก คสช. และผู้ที่กระทำการในนาม คสช. ซึ่งรวมถึงการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม "พ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง" ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าววว่า ถึงแม้จะมีบทบัญญัติตามมาตรานี้ แต่กฏหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศรับรองสิทธิในการได้รับการเยียวยาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกำหนดให้รัฐบาลต้องสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง/p pมาตรา 6, 30 และ 32 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้สร้างระบบการเมืองแบบปิด และไม่เป็นประชาธิปไตย โดย คสช.เป็นผู้คัดเลือกบุคคลเป็นเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีข้อกำหนดให้ต้องทำการหารือใดๆ กับสาธารณะ หรือต้องผ่านการทำประชามติ ส่วนสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีหน้าที่ศึกษา และเสนอแนะเพื่อให้เกิดการสร้างความเป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรม และการปฏิรูปในด้านต่างๆnbsp;/p pมาตรา 8 และ 33 กำหนดข้อห้ามอย่างกว้างๆ ไม่ให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่ง หรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาสามารถเป็นมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีข้อห้ามไม่ให้สมาชิก คสช. ทหาร ตำรวจ และข้าราชการอื่นๆ ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า ข้อกำหนดเช่นนี้เปิดโอกาสความเป็นไปได้ที่พลเอกประยุทธ์จะรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่ยังคงมีฐานะเป็นหัวหน้า คสช. ถ้าหากเขาประสงค์ที่จะทำเช่นนั้นbr /br /ตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้เก็บบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมากที่เกิดขึ้นโดยคณะทหารผู้ยึดอำนาจการปกครอง คสช. ซึ่งประกอบด้วยเหล่าทัพต่างๆ และตำรวจได้ปิดกั้นการแสดงออกอย่างกว้างขวาง ควบคุมตัวบุคคลต่างๆ มากกว่า 300 คน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการตั้งข้อหาความผิด ห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะ และออกคำสั่งที่มีลักษณะกดขี่ข่มเหงต่อนักกิจกรรม และกลุ่มรากหญ้า มาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยระบุว่า ประกาศ หรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติทั้งหมดของ คสช. ตั้งแต่ที่มีการยึด และควบคุมอํานาจการปกครองแผ่นดิน "ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด"br /br /แบรด อดัมส์ กล่าวว่า "คำกล่าวอ้างของ คสช.ว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นสิ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง และการปกครองโดยพลเรือนนั้นเป็นฉากบังหน้าให้คณะทหารควบคุมอำนาจต่อไป" "โดยการกระชับอำนาจการควบคุมมากขึ้น บรรดานายพลกำลังทำผิดคำสัญญาที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อเผด็จการ"/p pbr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.hrw.org/thailand" target="_blank"รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เกี่ยวกับประเทศไทย/a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.com/journal/2013/02/45537" target="_blank"สุณัย ผาสุข: นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างเปิดเผยว่าต้องเจรจา/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.youtube.com/watch?v=nmUi7SaEEQE" target="_blank"Exclusive #039;สุณัย ผาสุข#039; ม็อบละเมิดสิทธิคนอยากเลือกตั้ง/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2008/12/19280" target="_blank"quot;นักสิทธิมนุษยชนquot; เรียกร้องส่องกระจกดูตัวเอง ชี้ปัญหาเกิดจากการให้ท้ายทั้งฝ่ายเหลือง-แดง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/R71774Hckhs" height="1" width="1"/

ประกาศจุฬาราชมนตรี-28 ก.ค. เป็นวันอีฏิ้ลฟิตริ

Mon, 28/07/2014 - 03:23
pจุฬาราชมนตรีประกาศว่าวันอีฏิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435 ตรงกับวันจันทร์ที่ 28 ก.ค./p p!--break--!--break--/p p28 ก.ค. 2557 - เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNSOC5707270020009"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย /aเผยแพร่ ประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่อง กำหนดวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435 มีรายละเอียดดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="margin-left: 40px;"ประกาศจุฬาราชมนตรี เรื่อง กำหนดวันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435/p p style="margin-left: 40px;"ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1 ของเดือนเซาวาล ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435 ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า ในวันและเวลาดังกล่าว มีผู้เห็นดวงจันทร์/p p style="margin-left: 40px;"จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า วันอีฎิ้ลฟิตริ ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1435 ตรงกับวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2557/p p style="margin-left: 40px;"ประกาศ ณ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557/p p style="margin-left: 40px;"(นายอาศิส พิทักษ์คุมพล)br /จุฬาราชมนตรี/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/IRTmxDdhEdE" height="1" width="1"/

นิพิฏฐ์เชื่อเลือกตั้งใหม่เพื่อไทยมาอีก-แต่หวังให้ฟังเสียงฝ่ายค้านบ้าง

Mon, 28/07/2014 - 02:49
pนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป. โพสต์บทความ "อุดมคติ กับ ความจริง" เชื่อเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยก็คงกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ปรารถนาให้ "พระ ชี โจร เด็ก สตรี คนจน คนรวย" อยู่ร่วมกันได้ หากได้เป็นฝ่ายค้านก็หวังว่ารัฐบาลจะฟังเสียงบ้าง และให้ความเป็นธรรมกับคนที่เลือกมาด้วย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2909/14757825714_58fb2d4f54_z.jpg" style="width: 560px; height: 372px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ที่มา: แฟ้มภาพ//spana href="https://www.facebook.com/pages/134404053297395/134404053297395"span style="color:#ff8c00;"เพจนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์บทความลงเฟซบุ๊คเพจ "ส.ส.นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" หัวข้อ a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=718732351531226amp;id=134404053297395""อุดมคติ กับ ความจริง" /aมีรายละเอียดดังนี้/p p style="text-align: center;"strong000/strong/p p style="margin-left: 40px;"strong*อุดมคติ กับ ความจริง/strong/p p style="margin-left: 40px;"-วันนี้เช้า ไปร่วมงานทอดผ้าป่าหาเงินสร้างศาลาหมู่บ้าน ที่ ต.ปันแต อ.ควนขนุน จากนั้นไปงานศพที่สี่แยกเบญจมะ จ.นครศรีธรรมราช เย็นกลับมาให้ทันงานศพที่ จ.พัทลุง (วันนี้ได้เท่านี้เพราะต้องไปต่างจังหวัดด้วย)/p p style="margin-left: 40px;"-ผมเกริ่นอย่างนี้ ก็คิดว่า ที่ จ.สุรินทร์ จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ก็คงทำอยู่เช่นเดียวกับผม หรือที่จ.อุดรธานี คุณขวัญชัย หรือภรรยาคุณขวัญชัย อดีต ส.ว.ก็คงทำอยู่อย่างนี้/p p style="margin-left: 40px;"-ผมคิดต่อไปว่า เลือกตั้งปีหน้าจ่าประสิทธิ์,คุณขวัญชัย ก็ "น่าจะ" เข้ามาเป็น ส.ส. ส่วนผมหากลงเลือกตั้งอีกก็ "น่าจะ" ได้เข้ามาเป็น ส.ส.อีกเช่นกัน (หรืออาจไม่ได้ ก็ได้) และพรรคเพื่อไทยก็คงกลับมาเป็นรัฐบาลอีก นี่คือความเป็นจริง!/p p style="margin-left: 40px;"-ผมไม่ใช่คนโลกสวยหรือโลกไม่สวยหรอก แต่ผมเป็นคนสบายๆ ยอมรับความเป็นจริงของสังคมขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า สังคมต้องมีอุดมคติกำกับไปด้วย/p p style="margin-left: 40px;"*ผมปรารถนาเพียง ให้พระ ชี โจร เด็ก สตรี คนจน คนรวย อยู่ร่วมกันได้ ให้เห็นแก่ตัวกันในระดับที่พอรับกันได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ให้ผมสามารถเดินทางไปไหนมาไหนบนแผ่นดินนี้ได้โดยไม่ถูกทำร้าย หากผมเป็นฝ่ายค้านผมก็หวังว่ารัฐบาลจะฟังผมบ้าง และให้ความเป็นธรรมกับคนที่เลือกผมมาด้วย แค่นี้ก็พอแล้ว นี่คืออุดมคติ!*/p pnbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/en_GB/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=718732351531226amp;id=134404053297395" data-width="560" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=718732351531226amp;id=134404053297395"Post/a by a href="https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B9%8C-%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/134404053297395"ส.ส.นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ/a./div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OEKMv4dw2Xk" height="1" width="1"/

คสช.แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 2 เดือน

Mon, 28/07/2014 - 02:08
pรายการ "เดินหน้าประเทศไทย" เผยแพร่ผลงาน คสช. ในรอบ 2 เดือน ตั้งเป้าคืนความสุขประชาชน-ลดความหวาดระแวง-ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ลดทุจริต สร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม สร้างกระบวนความคิด ความรู้ให้ประชาชนเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก/p div !--break--!--break--/div p28 ก.ค. 2557 - เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 57 เวลา 18.00 น. รายการเดินหน้าประเทศไทย ซึ่งออกอากาศโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของ คสช. ในรอบ 2 เดือน แบ่งเป็น 3 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดิน กลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย และกลุ่มงานสร้างความปรองดอง และการปฏิรูป โดยมีรายละเอียดเผยแพร่อยู่ใน nbsp;a href="http://www.thaigov.go.th/th/news1/item/84986-id84986.html"เว็บไซต์รัฐบาลไทย/anbsp;ดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p pstrongสรุปผลการปฏิบัติงานของ คสช. เดือนที่ 2 (ห้วงวันที่ 21 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม 2557)/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5572/14573343837_d84c0ef449_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ในห้วงระยะเวลา2 เดือน เป็นการปฏิบัติตามแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยหรือ โรดแมป ระยะที่ 1 โดยการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นก่อนที่ คสช. ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ต่อไป และเพื่อเตรียมการเข้าสู่โรดแมป ระยะที่ 2 ในกรอบเวลา 2 - 3 เดือน ซึ่ง คสช. ได้พบปัญหาที่ต้องแก้ไขหลายปัญหาด้วยกัน อาทิ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การพนัน ยาเสพติด การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การปราบปรามอาวุธสงคราม การปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ การดูแลผู้ประกอบการรถรับจ้างที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขบวนการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าว รวมไปถึงมาตรการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องค่าครองชีพ การช่วยเหลือเกษตรกร การปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบ เพื่อปลดล็อคปัญหาอุปสรรคในด้านการค้า การลงทุน โดยทุกๆ มาตรการได้รับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะจากทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ผลการดำเนินการเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนและเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ภารกิจทั้งหมดได้ดำเนินการผ่านการปฏิบัติงานที่แบ่งเป็น 3 กลุ่มงานคือ กลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดิน กลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย และกลุ่มงานสร้างความปรองดอง และการปฏิรูป/p pกลุ่มงานบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ฝ่าย และ 1 ส่วนงานต่างเดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้ทุกฝ่ายรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้/p p1. nbsp;ฝ่ายความมั่นคง โดย พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า และพลเอกอักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก เป็นรองหัวหน้า ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศด้วยการบูรณาการการทำงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ในทุกด้านทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ฝ่ายสังคมจิตวิทยา หรือฝ่ายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความเห็นต่างทางการเมือง จนนำไปสู่ความแตกแยก การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมที่เน้นเรื่องผลกำไร รวมทั้งเรื่องแรงงานราคาถูก โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ประชาชน ภาคประชาสังคม นิสิตนักศึกษาที่ต้องมีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบในการที่จะช่วยกันทำให้ประเทศชาติปลอดภัย ควบคู่ไปกับการชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติถึงสถานการณ์ และแนวทางของ คสช. รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งจากการที่หัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ได้พบปะพูดคุยกับเอกอัครราชทูต สภาหอการค้า และกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ ของต่างประเทศ อาทิ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ระหว่างหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง กับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยซึ่งได้ผลตอบรับในทางที่ดี โดยมีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันถึงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ คสช. แก้ไขปัญหาเหล่านั้น nbsp;ส่งผลให้สื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของไทยในเชิงบวกมากขึ้น เห็นได้จากในการจัดกิจกรรมระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงจากภาคส่วนต่าง ๆ มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสกับสถานการณ์ในประเทศไทยด้วยตนเอง เช่น การเป็นเจ้าภาพประชุม ระดับ รมว. แห่งอาเซียนว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 มีผู้แทนทั้งระดับรัฐมนตรี nbsp;และอธิบดีมาร่วมประชุมถึง 63 ประเทศ/p pส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับมิตรประเทศนั้น ผู้นำกองทัพมิตรประเทศ โดยเฉพาะประเทศใน ASEAN ล้วนมีท่าทีสนับสนุนกองทัพไทย nbsp;อาทิ กองทัพอินเดียได้เชิญ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร nbsp;ผู้บัญชาการทหารสูงสุด nbsp;ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ไปเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการ และการเตรียมจัดการฝึกประจำปีของกองทัพไทยภายใต้รหัสการฝึก Pirap Jabiru และการฝึก Pitch Black ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาได้แสดงความประสงค์ที่จะมีการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2015 ในไทยต่อไป และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคม ASEAN nbsp;ฝ่ายความมั่นคงได้จัดประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อวางแผนดำเนินงานในระยะเฉพาะหน้า ระยะเร่งด่วน และระยะยาว โดยมีลักษณะเป็น Single Command และมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อน 3 เสาหลักได้แก่ คณะอนุกรรมการฯด้านการเมืองและความมั่นคง คณะอนุกรรมการฯ ด้านสังคมและวัฒนธรรม nbsp;คณะอนุกรรมการฯ ด้านเศรษฐกิจ และคณะอนุกรรมการฯ ด้านประชาสัมพันธ์ nbsp; nbsp;ซึ่งทำงานเกื้อกูลกัน เพื่อขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินการที่หยุดชะงัก รวมทั้งเตรียมการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของหัวหน้า คสช./p pสำหรับการดูแล และให้บริการประชาชน ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของ คสช. เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม โดยยังคงสานงานต่อจาก 1 เดือนแรกที่ให้ความสำคัญกับการให้บริการ nbsp;และดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน รวมถึงการดำเนินการกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งต่อสถาบันสำคัญของชาติ การป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การเล่นการพนัน การติดตามทวงหนี้ที่ผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาการทุจริต การแพร่ระบาดของยาเสพติด และอาวุธสงคราม โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นผลงานได้อย่างชัดเจนคือการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ ที่ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service เพื่อนำแรงงานผิดกฎหมายมาจดทะเบียนให้สามารถตรวจสอบและดูแลได้ตามหลักมนุษยธรรมแล้ว 8 จังหวัด โดยในสัปดาห์นี้ได้จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนฯ จำนวน 6 ศูนย์ใน กทม. นอกจากนี้ ยังให้ผู้ที่ประกอบกิจการเรือประมงที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ จัดทำบัญชีรายชื่อ สัญชาติ และจำนวน แจ้งกับแรงงานจังหวัด และจะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้า และจะมีการจัดชุดออกตรวจแรงงาน นายจ้าง และผู้ประกอบการอย่างจริงจัง/p p2. nbsp;ฝ่ายเศรษฐกิจ โดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นหัวหน้า nbsp;และพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองหัวหน้า ยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งในระยะสั้น ได้เร่งรัดดูแลเรื่องค่าครองชีพ และราคาสินค้าด้วยการให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัด มีการจัดอาหารสำเร็จรูป และสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพมาจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนรวม 21 ครั้ง สามารถลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน คิดเป็นมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และห้างค้าปลีกค้าส่งกว่า 1,000 ราย ตรึงราคาจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นจำนวน 205 รายการเป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งขอความร่วมมือให้ลดราคาจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จที่ประชาชนนิยมบริโภค 10 รายการอยู่ที่จานหรือ ชามละ 35 – 40 บาท/p pส่วนปัญหาผลผลิตทางการเกษตร คสช. ได้อนุมัติงบประมาณ 163 ล้านบาท เพื่อกระจายผลไม้ที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดนอกแหล่งผลิต แยกเป็นลำไยจาก 8จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 74.5 ล้านบาท เงาะและลองกองจากภาคตะวันออกจำนวน 51 ล้านบาท มังคุดและลองกองจากภาคใต้จำนวน 37.5 ล้านบาท ส่วนปัญหาราคายางพารานั้นได้กำหนดแผนดำเนินการเป็น 2 ระยะคือ ระยะสั้น ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 6,160 ล้านบาทให้กับเกษตรกร 112,253 ราย เพื่อช่วยเหลือปัจจัยการผลิตครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ในอัตราไร่ละ 2,520 บาท เฉพาะที่เปิดกรีดแล้ว ขณะที่ระยะยาวจะสนับสนุนให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งยังได้เตรียมมาตรการสร้างเสถียรภาพราคาอย่างยั่งยืน โดยการสนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนให้แก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปยางพารา การเปิดตลาดใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการกำหนดพื้นที่เหมาะสมในการปลูกยางหรือโซนนิ่ง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน คสช. ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจาณาจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผลผลิตทางการเกษตร ให้กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อเชื่อมต่อการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้มีการบูรณาการ ในการติดตามกำกับดูแลทุกมาตรการให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกันยังช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก และสามารถเสนอแนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น/p pสำหรับปัญหาข้าวนั้น ภายหลังการปลดล็อคปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 สำเร็จ คสช. ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบาย และบริหารจัดการข้าว” ที่มีหัวหน้า คสช. เป็นประธานกรรมการ ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและมีการบูรณาการ โดยเน้นการเพิ่มผลผลิต และมูลค่าข้าวให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้มากขึ้น โดยแบ่งกรอบเวลาดำเนินการเป็น 3 ระยะคือ/p pการแก้ปัญหาระยะสั้น ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือชาวนาในช่วงการผลิตข้าวนาปี ปี 2557 /2558 ให้มีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการช่วยลดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่/p pการแก้ปัญหาระยะกลาง ซึ่งต้องใช้เวลา 1–3 ปี จะมุ่งหาแนวทางให้การปลูกข้าวมีต้นทุนที่ต่ำ และมีผลผลิตต่อไร่ที่สูง รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของข้าว เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรจากการขายข้าวเปลือก และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับการระบายข้าวจะไม่เร่งระบายข้าวเร็ว จนทำให้เสียราคา และการกำหนดราคาต้องให้เป็นไปตามกลไกตลาด/p pสุดท้ายคือ การแก้ปัญหาระยะยาวซึ่งต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 3 ปีนั้น การแก้ปัญหาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยกำหนดเขตพื้นที่ปลูกข้าว Zoning ให้เหมาะสมกับการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด การส่งเสริมการตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและที่สำคัญคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปลูกพืชทดแทน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลอุดหนุน/p pและเพื่อเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คสช. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก หรือ Eastern Sea Board และคณะกรรมการขับเคลื่อนความพร้อมเข้าสู่อาเซียน รวมทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการ BOI ที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติโครงการไปแล้วเกือบ 100 โครงการ มูลค่าการลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต nbsp;โดยสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมประชุมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเพื่อรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งเอกอัครราชทูตต่างประเทศที่ประจำการในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกด้วย ล่าสุด คสช. ได้เห็นชอบตามที่กรมสรรพากรเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 3 ฉบับ คือให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 7 ขั้น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 และการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ที่จะสิ้นสุดในปี 2557 เลื่อนเป็นสิ้นสุดในปี 2558 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ/p pส่วนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำอุปโภค/บริโภค น้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงการดูแลคุณภาพน้ำ ล่าสุด ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 5 กลุ่ม เพื่อให้การวางแผนและดำเนินการเป็นไปตามระบบลุ่มน้ำ เป็นกลุ่มลุ่มน้ำที่มีความเชื่อมโยงกัน และสามารถนำน้ำต้นทุนมาบริหารจัดการแบ่งปันกันได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยได้กำหนด Road Map ในการดำเนินการไว้ 3 ระยะ คือ/p pระยะแรก เป็นการจัดทำโครงร่าง แผนงาน โครงการ ตามความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการทั้ง 5 กลุ่มกำหนดเวลาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2557/p pระยะที่ 2 เป็นการจัดทำร่างแผนบริหารจัดการน้ำ แนวทางดำเนินการและมาตรการแก้ปัญหา กำหนดเวลาให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2557/p pระยะที่ 3 การจัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วย แผนงาน โครงการ และงบประมาณ กำหนดเวลาให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2557 ก่อนจะเสนอให้หัวหน้า คสช. พิจารณา และอนุมัติเป็นแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน และจะสามารถแถลงแผนดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2557/p p3. nbsp;ฝ่ายกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้า และพลโท ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เป็นรองหัวหน้า รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้อง และผลกระทบที่เกิดจากข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้ประชาชน nbsp;ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการลดความเห็นต่าง โดยตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา nbsp;ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้เดินหน้าแก้ไขโครงสร้างอำนาจของฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง คสช. ได้มุ่งเน้นที่จะแก้ไขกฎหมายด้านต่าง ๆ ให้สามารถปราบปรามการทุจริตภาครัฐ การปราบปรามยาเสพติด และการปราบปรามกระบวนการค้ามนุษย์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยดำเนินการไปพร้อม ๆ กับผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมาได้ผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้แล้วจำนวน 11 ฉบับ เช่น การเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญที่ได้รับเงินต่ำกว่าเดือนละ 9,000 บาท และการขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้เตรียมเสนอร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้างให้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระแรกรวม 5 ฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ.การทวงหนี้ และร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ และผู้ค้ำประกัน เป็นต้น/p pส่วนผลงานในภาคปฏิบัติ นโยบายสำคัญที่เร่งเดินหน้าคือ การปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด nbsp;โดยหลังจากหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมได้ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 15 กระทรวงได้มีความเห็นร่วมกันให้เร่งรัด 6 มาตรการ เพื่อปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด อาทิ การเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้น และปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด nbsp;การจัดระเบียบสถานบริการและสถานประกอบการ การสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การยึด และอายัดทรัพย์สินผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ เป็นต้น ทั้งนี้ ได้มีการประเมินผลครั้งแรกใน 30 วัน ซึ่งผลจากการการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. สายงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. และภาคอื่น ๆ ทำให้สามารถติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดทั้งรายย่อย และรายใหญ่ได้ 49,386 คดี ผู้กระทำผิด 52,200 คน ของกลางยาบ้า 10,677,441 เม็ด ยาไอซ์ 246.40 กิโลกรัม กัญชา 1,606 กิโลกรัม ยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่า 305.82 ล้านบาท จับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ 32 คน/p pขณะที่ในส่วนของเรือนจำ หลังดำเนินการย้ายนักโทษคดียาเสพติดที่เสี่ยงต่อการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด 415 คนไปคุมขังที่เรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดแล้ว nbsp;ยังกำหนดให้แต่ละเรือนจำและทัณฑสถาน เอ็กซ์เรย์เจ้าหน้าที่ทุกนายตามโครงการ nbsp;" เจ้าหน้าที่สีขาว " ซึ่งต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภทด้วย โดยทุกแห่งต้องดำเนินการให้เห็นผลภายใน 30 วัน นอกจากนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ยังได้ส่งบัญชีที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการกระทำผิดมาให้ คสช. ตามที่ได้ขอความร่วมมือไว้รวม 470 บัญชี nbsp;แบ่งเป็นบัญชีความผิดเกี่ยวกับแก๊งค์คอลเซนเตอร์ 324 บัญชี บัญชีเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงภาษี 112 บัญชี บัญชีเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด 20 บัญชี และบัญชีเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต 14 บัญชี/p pและนอกจากการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเดินหน้าปราบปรามอาวุธสงครามตามนโยบายของ คสช. อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง อาทิ การจับกุมผู้ต้องหาพร้อมอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก อาทิ อาวุธปืนอาก้า อาวุธปืนเอ็ม 16 ระเบิด กล้องเล็งยิง และเครื่องกระสุนนับพันนัด และการจับกุมผู้ต้องหายิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่บริเวณพื้นที่ชุมนุมหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ มีผู้เสียชีวิต 3 ราย พร้อมของกลางเป็นเครื่องยิง ทั้งลูกระเบิด แบบเอ็ม 79 อาวุธปืนเอ็ม 16 และลูกระเบิดอีกนับสิบลูก ซึ่งของกลางทั้งหมดอยู่ในสภาพใช้งาน สามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินได้/p p4. nbsp;ฝ่ายสังคมจิตวิทยา โดยพลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นหัวหน้า และพลโทสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรองหัวหน้า รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอ ซึ่งนอกจากการจัดกิจกรรมคืนความสุขให้กับคนในชาติรูปแบบต่าง ๆ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีแล้ว ฝ่ายสังคมจิตวิทยาได้เร่งขับเคลื่อนงานในทุกด้าน โดยด้านสิ่งแวดล้อมได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาขยะและมลพิษ หลังเกิดเหตุไฟไหม้สถานที่กำจัดขยะหลายครั้ง และหลายพื้นที่ที่มีกองขยะตกค้างสะสมได้ทำความเดือดร้อนแก่สุขภาพอนามัยของประชาชน จึงได้จัดทำ Road Map และแผนปฏิบัติการทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะยาวจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนก่อนเสนอให้ คสช. พิจารณา โดยแผนปฏิบัติการที่จัดทำขึ้นได้มีการ บูรณาการ การบริหารจัดการขยะในภาพรวม การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การกำจัดแบบรวมศูนย์ การเลือกวิธีการกำจัดขยะที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และการนำขยะมาใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า/p pส่วนการปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ นอกจากมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำ Road Map การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าไม้แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับกุมผู้กระทำความผิดพร้อมของกลางได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีทำลายทรัพยากรป่าไม้ได้ทั้งหมด 123 คดี ผู้ต้องหา 125 คน ยึดของกลางไม้พะยูง ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ คิดเป็นปริมาตร 261,574 ลูกบาศก์เมตร มูลค่าส่งออกกว่า 260 ล้านบาท รถยนต์ใช้ในการกระทำผิด 25 คัน รถจักรยานยนต์ 9 คัน เลื่อยโซ่ยนต์ 14 เครื่อง รถไถนา 1 คัน พร้อมอายัดทรัพย์เครือข่ายลักลอบตัดไม้พะยูงข้ามชาติมูลค่ากว่า 88 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเดินหน้าทวงผืนป่าคืนแผ่นดิน ตามนโยบายของ คสช. อย่างจริงจัง จนพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่จังหวัดสระบุรีคือ ป่าท่าฤทธิ์,ป่าลำทองหลางและป่าพญากลางนับพันไร่ nbsp;เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างเป็นรีสอร์ท พร้อมจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินคดี และล่าสุดยังได้ร่วมกันเปิดยุทธการลุยผู้บุกรุกอุทยานแห่งชาติสิรินาถ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อทวงคืนผืนป่า 2,743 ไร่ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนกรณีนี้แล้ว โดยแบ่งกลุ่มที่เชิญมาไต่สวนเป็น 4 กลุ่มคือ ข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้าราชการสังกัดกรมที่ดิน และกลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน/p pส่วนด้านการศึกษา ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ศึกษารวบรวมข้อมูล และระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนในการจัดทำ Road Map การปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาคนระยะยาว nbsp;โดยประเด็นสำคัญที่จะมีการปฏิรูป นอกจากการผลิตบุคลากรครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่จะมาเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน nbsp;ตลอดจนการขยายผลการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ และโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลแล้ว ยังได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้เพิ่มวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม โดยแยกออกจากสังคมศึกษา เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ มีจิตสำนึกความรับผิดชอบเห็นประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยเริ่มใช้ในภาคการศึกษาหน้า นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม นำนโยบายการสร้างค่านิยมของคนไทย 12 ประการ ตามนโยบายหัวหน้า คสช. ไปสู่การปฏิบัติ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุค่านิยมของคนไทย 12 ประการให้อยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมจะรับผิดชอบการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างเสริมค่านิยมไทยส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย nbsp;ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย/p pและในฐานะเสาประชาสังคมและวัฒนธรรม ฝ่ายสังคมจิตวิทยาได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน ปี 2557 - 2559 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีทิศทาง และรูปแบบการดำเนินการเป็นไปตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน นอกจากนี้ได้เสริมสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงความสำคัญของการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการส่งเสริมให้มีตัวแทนอาเซียนภาคประชาชนเสนอแนะความต้องการควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ nbsp;ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างประชาคมอาเซียน ให้กับอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ nbsp;สภาเด็ก และเยาวชนทุกระดับเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป/p p5. nbsp;ฝ่ายกิจการพิเศษ โดย พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นหัวหน้า มี พลโทสุชาติ หนองบัว เป็นรองหัวหน้า ได้เตรียมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ nbsp;เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 12 สิงหาคม 2557 ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีหัวหน้า คสช. เป็นประธานกรรมการ เห็นชอบจัดกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ประกอบด้วย/p p1) กิจกรรมเผยแพร่พระเกียรติคุณ จัดสร้างภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นภาพยนตร์สารคดี 2 เรื่อง คือเรื่องทศวรรษแรกของการทรงงาน กับเรื่องชัยชนะบนแผ่นดินอีสาน และเป็นภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติฯ 2 เรื่อง คือ เรื่องด้วยรัก กับเรื่องเสียงจากแดนใต้/p p2) กิจกรรมโครงการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในโอกาสพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559/p p3) กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯระหว่างวันที่ 9 - 12 สิงหาคม 2557 โดยภาครัฐ และเอกชน ณ บริเวณสวนอัมพร ลานพระราชวังดุสิตและท้องสนามหลวง รวมถึงกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด/p p4) พิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณท้องสนามหลวง วันที่ 12 สิงหาคม 2557 นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯอื่น ๆ อาทิ การลงนามถวายพระพร/p pส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน ผ่านช่องทางร้องเรียน 1111 นั้น ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมามีประชาชนร้องทุกข์และแสดงความคิดเห็น 26,024 เรื่อง แก้ไขปัญหาได้ 22,497 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 86.45 และอยู่ระหว่างการดำเนินการ 3,527 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสังคมและสวัสดิการมากที่สุด ส่วนเรื่องที่ประชาชนเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปมากที่สุดคือการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูประบบราชการ การปรองดอง/สมานฉันท์ และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงพื้นที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มายื่นข้อร้องเรียน และเร่งรัดกระบวนการติดตามและแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแจ้งผลการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนทราบโดยเร็ว/p pนอกจากการรับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้บริโภคก็เป็นเรื่องที่ประชาชนมีความคาดหวังสูง ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น คสช. ได้ยกระดับ และขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้ครอบคลุมปัญหาทุกประเด็น โดยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่มีการรับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 1,590 เรื่อง แก้ไขสำเร็จ nbsp;158 เรื่อง อยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ย 1,317 เรื่อง ที่เหลือจำนวน 145 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรอง nbsp;สำหรับเรื่องที่มีการร้องเรียนมากที่สุดคือ ปัญหาเรื่องรถยนต์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว อาคารชำรุด สินค้าและบริการ ตามลำดับ ส่วนการแก้ปัญหากลุ่มผู้ค้าแผงลอยตลาดโบ๊เบ๊นั้น nbsp;ภายหลังจากการประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล กระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวแทนกลุ่มผู้ค้าแผงลอยตลาดโบ๊เบ๊ เพื่อร่วมกันจัดระเบียบ ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยขึ้นมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งการดำเนินงานในขั้นต้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทำให้การจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนการจัดระเบียบในระยะยาว กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามแผนการจัดระเบียบ ประกาศให้มีการลงทะเบียนผู้ประกอบการ และเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว/p pสำหรับส่วนงานที่เป็นหน่วยขึ้นตรงกับหัวหน้า คสช. โดย พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. และ พลโทชาตอุดม ติตถะสิริ เป็นรองเลขาธิการ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ ของ คสช. รวมถึงการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนต่าง ๆ ของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาปากท้องของประชาชน nbsp;จากการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ ของ คสช. พบว่าส่วนใหญ่มีความคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการในเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมสำคัญตามนโยบาย จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีสถานการณ์การชุมนุมและคดีที่มีการใช้อาวุธสงครามก่อเหตุ ส่วนการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนให้แก่ประชาชน และการปรับปรุงโครงสร้างการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพและรวดเร็วตามแนวทาง “ พื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัย ” พบว่าสถิติการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เช่น เดือนมิถุนายน 2556 เกิดจำนวน 141 ครั้ง เดือนมิถุนายน ปีนี้เกิด 102 ครั้ง เป็นต้น เมื่อ คสช. ได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ขึ้นทั่วประเทศในทุกระดับมาตั้งแต่ 28 พ.ค. 57 เพื่อยุติความเห็นต่างและสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองสมานฉันท์ ด้วยการจัดกิจกรรมคืนความสุขให้กับประชาชน และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เสนอความต้องการในการปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จใน 30 กรกฎาคมนี้ ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ สังเกตได้จากสถานการณ์ความขัดแย้งได้ลดลงจำนวนมาก แนวโน้มทางเศรษฐกิจดีขึ้น ครอบครัวที่เห็นต่างกันก็กลับมาคุยกัน ทำให้ปัญหาที่เคยหมักหมมมาค่อยคลี่คลายไป และสำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ที่ คสช. มีมติให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 จำนวน 2,575,000 ล้านบาท โดยเป็นนโยบายขาดดุล จำนวน 250,000 ล้านบาท รายได้สุทธิจำนวน 2,325,000 ล้านบาท งบประมาณ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 50,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.0 นั้น คาดว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะดำเนินการพิจารณาภายในห้วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ และจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในวันที่ 15 กันยายน 2557 และสามารถประกาศใช้ได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ส่วนการเปรียบเทียบการเบิกจ่ายงบประมาณ ภายหลังจาก คสช. เข้ามาบริหารประเทศหน่วยงานต่าง ๆ มีความชัดเจนในการดำเนินงาน ทำให้การเบิกจ่ายเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 240,363 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.5/p pในส่วนของกลุ่มงานรักษาความสงบเรียบร้อย ยังคงมีความจำเป็นต้อง เชิญบุคคลที่อยู่ในความขัดแย้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเข้ารายงานตัวเพื่อสร้างความเข้าใจ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความมั่นคงของประเทศ และประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี และในช่วงเดือนที่ 2 นี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศลดความกังวลลง กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุข ขณะที่ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการกลับมามีความคล่องตัวดังเดิม อย่างไรก็ตาม คสช. ยังจําเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา/p pส่วนการจัดระเบียบรถบริการขนส่งสาธารณะ คสช. ได้ดำเนินการจัดระเบียบรถรับจ้างหรือรถบริการขนส่งสาธารณะ โดยส่วนของรถตู้มีการจัดระเบียบไม่ให้จอดรถที่บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิซึ่งกีดขวางการจราจร และเคลื่อนย้ายจุดจอดไปยังสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ สำหรับการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซด์มีการขจัดผู้มีอิทธิพลที่แสวงหาประโยชน์จากวินเถื่อน และจัดให้มีการจดทะเบียนวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้เกิดความถูกต้อง สำหรับการจัดระเบียบรถแท็กซี่ ต้องไม่ให้เอาเปรียบผู้โดยสารโดยคิดเกินกว่าอัตราค่าเดินทางจริงอย่างเข้มงวด สำหรับการดำเนินการได้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือการบังคับใช้กฎหมายและจัดระเบียบอย่างเข้มงวด ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 คือการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันสภาพปัญหาต่อไป/p pสำหรับกลุ่มงานสุดท้ายคือกลุ่มงานสร้างความปรองดอง และการปฏิรูป โดย พลเอก nbsp;สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รับผิดชอบ มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป มีพลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ เป็นหัวหน้า และคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ มีหน้าที่กำหนดแนวทางในการเสริมสร้างบรรยากาศความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งได้เดินหน้ารวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีและคืนความสุขแก่คนในชาติอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดครบทุกจังหวัดในเดือนแรก เดือนที่ 2 ได้รวบรวมและจัดทำหัวข้อการรับฟังความคิดเห็นจากส่วนต่าง ๆ อาทิ ผลงานที่มีอยู่เดิม งานวิจัย วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ส่วนราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะของประชาชนจากทั่วประเทศนำมาสังเคราะห์ เพื่อให้ได้หัวข้อการรับฟังความคิดเห็น โดยคณะทำงานได้รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทางช่องทางโทรศัพท์,จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-mail ไปรษณียบัตร จำนวน 2,787 เรื่อง รวมทั้งได้สังเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัย จำนวน 418 เรื่อง จากข้อมูลดังกล่าวคณะทำงานฯ ได้สรุปประเด็นในการปฏิรูปขั้นต้น โดยพิจารณาจาก ความสำคัญและความเร่งด่วนได้ 11 ประเด็น อาทิ การขจัดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม nbsp;พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคม เป็นต้น/p pนอกจากนี้ยังได้จัดสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ, ผู้มีประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญ ทั้งส่วนราชการ นักวิชาการ ผู้แทนพรรคการเมือง ภาคธุรกิจ องค์กรอิสระ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลุ่มเห็นต่าง รวมถึงภาคประชาชนอื่น ๆ รวม 53 ครั้ง จัดการประชุมกลุ่มย่อย 5 ครั้ง ครั้งละ 50 – 80 คน และจัดเสวนา 3 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวประมาณ 2,000 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดของแนวความคิดเห็นเพิ่มเติมใน 11 ประเด็น/p pและจากการรวบรวมผลการรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปจัดทำ “กรอบความเห็นร่วม” ในประเด็นการปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน สรุปได้ว่าการปฏิรูปการเมืองมีอยู่ 4 เรื่องคือ โครงสร้างทางการเมือง การคัดสรรบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ปราศจากการครอบงำจากนายทุนพรรคการเมือง กระบวนการถ่วงดุลอำนาจการบริหาร และกระบวนการถอดถอนบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนของการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมีแนวทางสำคัญรวม 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการป้องกัน ด้านการปราบปราม ด้านโปร่งใส และด้านเป็นธรรม ซึ่งผลสรุปดังกล่าวจะสามารถรายงานให้ คสช. ทราบ เพื่อนำไปพิจารณาใช้ได้ในสิ้นเดือนนี้/p pส่วนผลงานที่สำคัญสามารถทำให้กลุ่มคู่ขัดแย้งกลับมาสามัคคีและร่วมมือร่วมใจกันเดินหน้าประเทศไทยอีกครั้ง nbsp;ผ่านการจัดกิจกรรมลักษณะเสริมสร้างบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์โดยศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปของ กอ.รมน. ภาค 1 – 4 จนถึงขณะนี้รวมกิจกรรมทั้งหมด 84,252 ครั้ง และได้จัดทำ MOU ระหว่างผู้นำทางความคิดที่เคยเห็นต่างกันในแต่ละพื้นที่ มาแล้วกว่า 177 ฉบับ ครอบคลุมกว่า 403 แกนนำ กว่า 3,003 จังหวัดถึงระดับตำบล และเวทีเสวนาจัดแล้ว 176 เวที ครอบคลุมกว่า 30,842 หมู่บ้าน/p pหากพิจารณาจากปรากฏการณ์ที่เห็นได้จากสังคม ถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศของ คสช. แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าสถานการณ์และปัญหาในด้านต่าง ๆ ได้เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ หลังได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน โดยเฉพาะการจัดระเบียบสังคมและสิ่งผิดกฎหมายที่มีการดำเนินการอย่างเฉียบขาด อย่างไรก็ตามปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการจัดการแก้ไขนั้น เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน ซึ่งหลายปัญหาต้องใช้ระยะเวลาในการสะสาง และหลายปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย คสช. เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน และสิ่งที่สำคัญที่สุดอันเป็นเจตนารมณ์ของ คสช. คือการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยการลดความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ลดการทุจริตคอรัปชั่น สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้ได้โดยเร็ว พร้อมกับนำทุกปัญหาที่มีผลกระทบโดยเร่งด่วนกับความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน การสร้างอาชีพรายได้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย สร้างกระบวนความคิด ความรู้ ให้กับประชาชนเพื่อให้เป็นประชาชนที่เข้มแข็ง มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และเพื่อให้พร้อมก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกในโอกาสต่อไปโดยเร็วที่สุด/p pและในวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันครบรอบ 2 เดือนของการบริหารราชการแผ่นดิน โดย คสช. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว โดยมีทั้งหมด 17 หน้า ประกอบด้วย 48 มาตรา ซึ่งมีสาระสำคัญ อาทิ ให้รัฐบาล ฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี รับผิดชอบงานเฉพาะด้านการบริหาร โดย คสช. รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง nbsp;สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีสมาชิก 220 คน ทำหน้าที่ออกกฎหมาย สภาปฏิรูป (สปร.) มีสมาชิก 200 คน ทำหน้าที่คล้ายสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คือ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมาและยังมีหน้าที่กำหนดวาระการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น/p pทั้งนี้ คสช. มุ่งหวังให้การบริหารราชการแผ่นดิน นับจากนี้ต่อไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนชาวไทย ทุกพวก ทุกฝ่าย มีความรัก ความสามัคคี และมีความปรองดองสมานฉันท์ อันเป็นแนวทางสำคัญและมั่นคง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างสมบูรณ์ และยั่งยืนในทุกมิติ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XkS7epuA-Qk" height="1" width="1"/

เกร็ดเลือกตั้งอินโดนีเซีย มองรายละเอียดสองคู่แข่งผู้มาจากพื้นเพที่แตกต่าง

Sun, 27/07/2014 - 23:31
pแม้ว่าโจโค วิโดโด นักการเมืองสายบริหารผู้มีพื้นเพติดดินจะถูกประกาศให้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการแล้ว แต่คู่แข่งคือปราโบโว สุเบียนโต อดีตทหารระดับสูงคนสนิทของ 'ซูฮาร์โต' ยังคงเดินหน้ากล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง จึงขอนำเสนอเกร็ดประวัติของทั้งสองคนรวมถึงข้อมูลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้/p p!--break--!--break--/ppbr /หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในอินโดนีเซียที่เพิ่งมีการประกาศผลคะแนนในช่วงวันที่ 22-23 ก.ค. ที่ผ่านมา อินโดนีเซียก็เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เนื่องจากในการขับเคี่ยวกันระหว่าง โจโค วิโดโด นักการเมืองผู้มีพื้นเพติดดินซึ่งสามารถสร้างผลงานได้อย่างมากก่อนหน้านี้ สังกัดพรรคพีดีไอพีกับปราโบโว สุเบียนโต นักการเมืองผู้เคยมีตำแหน่งทางการทหารและมีพื้นเพเกี่ยวโยงกับชนชั้นนำ สังกัดพรรคเกรินดรา/p pก่อนหน้าการนับคะแนนมีการสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งนี้คือโจโค วิโดโด ทำให้ปราโบโวซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจและเริ่มแสดงท่าทีไปในเชิงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งbr /ปราโบโวแสดงออกอย่างชัดเจนในวันที่ 22 ก.ค. ซึ่งเป็นวันประกาศผลคะแนนวันแรก เขากล่าวหาว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดมี "การโกงกันในเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ"/p pปราโบโวกล่าวหาอีกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งของอินโดนีเซียบกพร่องในหน้าที่ อย่างไรก็ตามเขาได้ประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้งซึ่งทำให้เขาไม่สามารถฟ้องร้องเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียได้ นอกจากนี้การถอนตัวจากการเลือกตั้งประธานาธิบดียังถือว่าผิดกฎหมายในอินโดนีเซียซึ่งมีบทลงโทษจำคุก 6 ปี และปรับเป็นจำนวนเงิน 100,000 ล้านรูเปียห์ (ราว 270 ล้านบาท)/p pอย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งอินโดนีเซียหลายแหล่งระบุตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหา โดยบอกว่าการเลือกตั้งในอินโดนีเซียโดยทั่วไปมีความอิสระและเป็นไปอย่างยุติธรรม เช่นมาสวาดี รอฟ จากมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียกล่าวว่าไม่มีสิ่งที่ส่อเค้าของการโกงการเลือกตั้งครั้งนี้เลย/p pหลังจากการถอนตัวของปราโบโว ทำให้ผู้สังเกตการณ์ของพรรคเกรินดราถอนตัวออกจากการเข้าร่วมพิธีการประกาศผลอย่างเป็นทางการด้วย/p pการประกาศผลการเลือกตั้งถูกเลื่อนเวลาออกไป 4 ชั่วโมงจากเวลาเดิม ผลเป็นไปตามคาดคือวิโดโดได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 70.99 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 53.15 ทางด้านปราโบโวได้รับคะแนนเสียง 62.57 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 46.85 ซึ่งเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งอิสระภายในอินโดนีเซียก่อนหน้านี้แล้ว ในครั้งนี้ถือว่ามีคะแนนเสียงใกล้เคียงกันที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอินโดนีเซีย โดยในครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 69.58/p pหลังประกาศผลแล้วฝ่ายปราโบโวยังคงปฏิเสธไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าพวกเขาไม่เชื่อถือผลการนับคะแนนของ กกต. อินโดนีเซีย แต่เชื่อการนับคะแนนของพรรคพีเคเอส ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายเดียวกับปราโบโวและเป็นพรรคการเมืองที่เคยมีเรื่องอื้อฉาวอย่างหนัก อย่างไรก็ตามทางด้านโจโค วิโดโด ยังคงกล่าวชื่นชมปราโบโวต่อสื่อหลังการประกาศผลแล้ว/p p"ผมเชื่อว่าคุณปราโบโวเป็นรัฐบุรุษผู้ที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่เหนือเรื่องอื่น" วิโดโดกล่าว/p pอย่างไรก็ตามวิโดโดคิดว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2548 เนื่องจากมีอาสาสมัครและผู้สังเกตการณ์สามารถตรวจสอบผลได้ แม้ว่าอาจจะมีข้อผิดพลาดในเรื่องกระบวนการนับคะแนนอยู่บ้าง/p pวิโดโดถือเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนแรกที่ไม่ได้มีประวัติมาจากกองทัพหรือจากชนชั้นนำทางการเมือง นักวิจารณ์การเมืองที่ชื่อซาลิม ซาอิด บอกว่า วิโดโดเป็นนักการเมืองที่เป็นเสมือน "คนที่เป็นเพื่อนบ้าน" สำหรับชาวอินโดนีเซีย/p pลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แสดงความยินดีต่อผู้นำอินโดนีเซียคนใหม่ผ่านทวิตเตอร์ ขณะที่โทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวถึงการที่วิโดโดได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งว่าถือเป็นพัฒนาการสำคัญของประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย/p pทางฝ่ายปราโบโวยังคงไม่ลดละ ในคืนวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา พวกเขาถึงขั้นจ้างหมอผีมาทำพิธีก่อนที่ปราโบโวจะแจ้งความเรื่องผลการเลือกตั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยหมอผีที่ทำพิธีชื่อซูเรียว บูโวโน เปิดเผยว่าพวกเขาทำพิธีเพื่อขอร้องให้วิญญาณของอดีตผู้นำและคนในประวัติศาสตร์ชาติอินโดนีเซียช่วยเหลือให้ปราโบโวได้รับชัยชนะ/p pเรื่องนี้ทำให้ดูชัดเจนยิ่งขึ้นว่าปราโบโวพยายามแสดงออกถึงความเป็นตัวแทนของสิ่งที่เก่าและดั้งเดิม ขณะที่โจโค วิโดโด แสดงออกถึงความเป็นสมัยใหม่และได้รับความชื่นชมจากต่างชาติที่คิดเห็นไปในทางนี้/p pbr /strongโจโค วิโดโด นักสร้างเมืองผู้มีพื้นเพติดดิน/strong/p pโจโค วิโดโด มีชื่อเล่นที่มักจะเรียกย่อๆ ว่า โจโควี เป็นผู้มีประวัติได้รับการยกย่องทางการเมืองอย่างมากในอินโดนีเซีย เขาเคยเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองสุระการ์ตา (ชาวอินโดนีเซีย มักจะเรียกว่า "โซโล") และต่อมาก็ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาในปี 2555/p pโจโควี ถูกมองว่าเขาเป็นภาพแทนที่แสดงให้เห็นว่าชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่นิยมผู้นำที่มี "ความใหม่" และ "ความสะอาด" มากกว่าผู้นำการเมือง "แบบเก่า" แม้ว่าในตอนนี้เขาจะอายุมากกว่า 50 ปีแล้ว/p pโจโควี มีเชื้อสายเป็นชาวชวาซึ่งเป็นเชื้อสายที่มีประชากรมากที่สุดในอินโดนีเซีย เขามีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากทางการเงิน ต้องทำงานพร้อมกับเรียนไปด้วยตั้งแต่ชั้นประถมเพื่อนำเงินมาซื้ออุปกรณ์การเรียนและเป็นเงินค่าขนมของตนเอง เขาเริ่มช่วยงานร้านเฟอร์นิเจอร์ของพ่อตั้งแต่อายุ 12 ปี/p pสื่ออินโดนีเซียระบุถึงวัยเด็กของโจโควีว่า เขามีประสบการณ์ที่ครอบครัวถูกไล่ที่ถึง 3 ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อแนวความคิดของเขาเมื่อได้ตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีซูราการ์ตาในแง่ของการจัดการที่อยู่อาศัยในเมือง/p pโจโควี ยังได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการใช้งานของไม้ในขณะที่เขาศึกษาในคณะวนศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกัดจามาดา โดยมีผลงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว/p pเขามีผลงานมากมายขณะที่ได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองซูราการ์ตา ทั้งเรื่องการสร้างศูนย์ประชุมและจัดนิทรรศการ เรื่องสวัสดิการสุขภาพ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเมืองและขนส่งมวลชน การส่งเสริมสื่อท้องถิ่น การส่งเสริมเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยการสร้างแบรนด์ให้เมืองว่า "โซโล จิตวิญญาณแห่งชวา" โดยผู้สนับสนุนโจโควีบอกว่าพวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงทางบวกอย่างมากเกิดขึ้นกับเมืองซูราการ์ตาในช่วงที่โจโควีเป็นนายกเทศมนตรี/p pแม้ว่าโจโควีจะไม่อ่อนข้อต่อนักลงทุนที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการของเขา แต่บุคลิกลักษณะแบบ "ทำได้" ของโจโควีทำให้เขามีลักษณะของนักประชานิยมที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก และส่งผลต่อตัวเขาในอีกไม่กี่ปีถัดมา/p pโจโควียังเคยได้รับรางวัลและการจัดอันดับจากสื่อต่างๆ เช่น นิตยสาร 'เทมโพ' ในอินโดนีเซียจัดให้เขาติด 1 ใน 10 นายกเทศมนตรีดีเด่นประจำปี 2551 ถูกจัดเป็นหนึ่งในผู้นำนักคิดของโลกประจำปี 2556 โดยนิตยสาร Foreign Policynbsp; อีกทั้งยังเคยได้รับรางวัลจากประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนเมื่อปี 2554/p pนอกจากนี้ยังมีเกร็ดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวเขาเล็กน้อยในแง่ที่เป็นคอเพลงร็อก โดยสื่อ The Economist ระบุว่าโจโควีเป็นคนชื่นชอบ "เพลงร็อกเสียงดังๆ" มาก เขาเป็นแฟนเพลงวงดนตรีอย่าง เมทัลลิกา, แลมป์ ออฟ ก็อด และเล็ด เซปเปลิน อีกทั้งยังมีเครื่องดนตรีเบสที่มีลายเซ็นของสมาชิกวงเมทัลลิกาด้วย/p pโจโควีลงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2557 ในสังกัดพรรคพีดีไอพี ซึ่งมีชื่อเต็มว่า "พรรคประชาธิปไตยการต่อสู้" ซึ่งมีผู้นำพรรคคือเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี ผู้เคยเป็นประธานาธิบดีในช่วงปี 2544-2547 แต่ในคราวนี้พยายามวางตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากนัก พรรคพีดีไอพียังมีอุดมการณ์ของพรรคตามแนวหลักปัญจศีลา แต่ก็วางตัวเป็นพรรคสายเสรีนิยมกลางๆ/p pbr / /ppstrongปราโบโว สุเบียนโต ผู้เคยพ่ายแพ้ศึกชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ/strong/p pปราโบโว สุเบียนโต เป็นทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และอดีตทหารยศพลโทของกองทัพอินโดนีเซีย เขาเป็นลูกของซุมิโตร โยโจฮาดิกุสุโม นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย/p pปราโบโวมีปู่ชื่อมาร์กาโนเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารเนการาอินโดนีเซีย เป็นผู้นำคนแรกของสภาที่ปรึกษาเฉพาะกาล และคณะกรรมการเพื่อการเตรียมการสู่เอกราชของอินโดนีเซีย ปราโบโวยังเคยแต่งงานกับลูกสาวคนหนึ่งของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตด้วย/p pหลังจากที่เขาเรียนจบจากวิทยาลัยในกรุงลอนดอนช่วงปี 2509-2511 สุมิโตร บิดาของปราโบโวก็ส่งเสริมให้เขาเข้าเรียนโรงเรียนทหาร โดยที่ปราโบโวมีต้นแบบในดวงใจคือ 'อตาเติร์ก' เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี กลุ่มเพื่อนและคนรู้จักกล่าวถึงปราโบโวว่าเขาเป็นคนที่เก่งในเรื่องกลอุบายและมีความ "กระหายอำนาจทางการเมือง"/p pปราโบโวจบจากโรงเรียนทหารในปี 2517 พร้อมกับคนอื่นๆ ที่ต่อมากลายได้รับตำแหน่งผู้นำอินโดนีเซียเช่น ซุซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน/p pปราโบโวเคยมีบทบาทในหน่วยพิเศษ 'คอมปาสซัส' ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยคอมมานโดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ติมอร์ตะวันออก เขาเคยนำทัพเข้าจับกุมรองประธานกลุ่มแบ่งแยกดินแดนติมอร์ตะวันออกแต่ก็ยิงเป้าหมายจนเสียชีวิต/p pด้วยความที่เขามีความใกล้ชิดกับซูอาร์โต ปราโบโวยังเคยมีอิทธิพลในการปิดปากสื่อและนักวิจารณ์ทางการเมือง ในช่วงราวปี 2533 โดยอาศัยของชายผู้เป็นเศรษฐีชื่อฮาชิม เป็นผู้ร่วมมือด้วย/p pนอกจากนี้ปราโบโวยังมีบทบาทในปฏิบัติการทหารอื่นๆ อีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้กำลังกับกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่นจนกระทั่งในปี 2541 เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการหน่วยยุทธศาสตร์กองหนุนที่ชื่อ 'คอนสตราด' ซึ่งเป็นหน่วยทหารสำคัญที่อดีตผู้นำซูฮาร์โตเคยเป็นผู้บัญชาการมาก่อน หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ "กบฏเดือนพฤษภาฯ 2541"/p pในช่วงนั้นปราโบโวยังได้ท่าทีแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนาอย่างโจ่งแจ้งในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและมีความไม่พอใจผู้นำซูฮาร์โตเพิ่มขึ้นในหมู่ประชาชนช่วงปี 2541 ปราโบโวก็เป็นผู้นำออกมาเรียกร้องให้ชาวมุสลิมในอินโดนีเซียร่วมต่อสู้กับ "ผู้ทรยศต่อชาติ" โดยกล่าวหาว่าคนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียและผู้นับถือศาสนาคริสต์เป็นผู้ที่พยายามล้มล้างผู้นำซูฮาร์โต ซึ่งเป็นกลอุบายในการสร้างสถานการณ์โกลาหลและให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม/p pอย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนมากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการต่อสู้กันเองภายในของกลุ่มชนชั้นนำในวงการทหารเพื่อสืบทอดอำนาจจากซูฮาร์โตระหว่างผู้นำทหารระดับสูงสองคนคือปราโบโวและนายพลวิรานโต โดยหลังจากซูฮาร์โตลงจากตำแหน่งก็มีการแต่งตั้งให้บีเจ ฮาบีบี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ปราโบโวพยายามเรียกร้องให้ฮาบีบีมอบตำแหน่งผู้นำกองทัพแก่เขาแทนวิรานโต แต่ฮาบีบีไม่ยอมรับและสั่งลดตำแหน่งปราโบโวแทน/p pในช่วงก่อนหน้าเหตุการณ์ "กบฏเดือนพฤษภาฯ 2541" ไม่กี่เดือน กองกำลังในหน่วยของปราโบโวยังได้ลักพาตัวและทรมานนักกิจกรรมสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างน้อย 9 ราย ในเวลาต่อมาเขายอมรับต่อหน่วยสืบสวนของกองทัพว่าได้มีการลักพาตัวนักกิจกรรมจริง จนถูกปลดออกจากหน่วยทหาร/p pเมื่อปราโบโวคิดลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2557 หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าปราโบโวมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่เนื่องจากเขาเคยถูกปลดจากการเป็นทหารในข้อหา "ตีความคำสั่งผิดพลาด" ในปี 2541/p pปราโบโวยังมีอิทธิพลในด้านเศรษฐกิจ เขาและครอบครัวมีหุ้นในบริษัทด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เขาเคยมีปัญหาขัดแย้งเรื่องใบอนุญาตกับบรรษัทเหมืองแร่เชอร์ชิลของชาวอังกฤษ มีการพยายามฟ้องร้องแต่ก็ไม่เป็นผล และบรรษัทเชอร์ชิลยังฟ้องกลับเรียกค่าชดเชยซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดี/p pในช่วงระหว่างปี 2547 เป็นต้นมาปราโบโวยังเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มองค์กรเอ็นจีโอ เช่นกลุ่มสมาคมชาวนาอินโดนีเซียซึ่งเขาถูกเลือกให้เป็นประธาน 2 ครั้ง เขายังเคยถูกเลือกให้เป็นประธานสมาคมผู้ค้าตลาดสดเมื่อปี 2551 อีกทั้งยังเคยเป็นประธานสมาคมกีฬาปันจักสีลัต ซึ่งเป็นศิลปะป้องกันตัวประจำชาติอินโดนีเซียถึง 3 สมัย/p pปราโบโวเคยลงสมัครเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดีคู่กับเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี ในการเลือกตั้งปี 2553 แต่ก็พ่ายแพ้ต่อพรรคเดโมแครตซึ่งนำโดยซุซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน/p pในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ปราโบโวสังกัดพรรคเกรินดรา หรือ "พรรคขบวนการอินโดนีเซียอันเกรียงไกร" ซึ่งมีนโยบายเน้นสร้างความเข้มแข็งทั้งทางเศรษฐกิจและอธิปไตยของอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยีงมีเป้าหมาย "ปฏิรูป" ประเทศโดยนำแนวทางรัฐธรรมนูญปี 2498 มาใช้เพราะกลัวว่าอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยมากเกินไป และเชื่อว่าอินโดนีเซียกำลังต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง/p pอย่างไรก็ตาม นโยบายของพรรคเกรินดราในด้านอื่นๆ ดูจะเน้นไปที่การพัฒนาและค่อนข้างให้สิทธิในด้านต่างๆ เช่นเสรีภาพในการนับถือศาสนาและสิทธิสตรี แต่นโยบายในด้านสิทธิมนุษยชนยังระบุไว้ค่อนข้างวกวนและพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นโดยอ้างว่าพลเมืองของประเทศต้องมีความเคารพต่อ "สิทธิของรัฐ" เสียก่อน ฝ่ายรัฐจะเคารพต่อสิทธิของประชาชนตามกฎหมาย/p pnbsp;/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pPrabowo Subianto 'withdraws' from Indonesian presidential election on day vote was to be declared , Sydney Morning Herald, 22-07-2014br /a href="http://www.smh.com.au/world/prabowo-subianto-withdraws-from-indonesian-presidential-election-on-day-vote-was-to-be-declared-20140722-zvte5.html#ixzz38bdWUoQb"http://www.smh.com.au/world/prabowo-subianto-withdraws-from-indonesian-presidential-election-on-day-vote-was-to-be-declared-20140722-zvte5.html#ixzz38bdWUoQb/a/p pJokowi praises Prabowo, Jakarta Post, 22-07-2014br /a href="http://http://www.thejakartapost.com/news/2014/07/22/jokowi-praises-prabowo.html"http://www.thejakartapost.com/news/2014/07/22/jokowi-praises-prabowo.html/a/p pShamans perform rituals while Prabowo files report at MK, Jakarta Post, 27-07-2014br /a href="http://www.thejakartapost.com/news/2014/07/27/shamans-perform-rituals-while-prabowo-files-report-mk.html"http://www.thejakartapost.com/news/2014/07/27/shamans-perform-rituals-while-prabowo-files-report-mk.html/a/p pa href="http://en.wikipedia.org/wiki/Joko_Widodo"http://en.wikipedia.org/wiki/Joko_Widodo/abr /a href="http://http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesian_presidential_election,_2014"http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesian_presidential_election,_2014/abr /a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Prosperous_Justice_Party"http://en.wikipedia.org/wiki/Prosperous_Justice_Party/abr /a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Prabowo_Subianto"http://en.wikipedia.org/wiki/Prabowo_Subianto/abr /a href="http://http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesian_Democratic_Party_%E2%80%93_Struggle"http://en.wikipedia.org/wiki/Indonesian_Democratic_Party_%E2%80%93_Struggle/abr /a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Great_Indonesia_Movement_Party"http://en.wikipedia.org/wiki/Great_Indonesia_Movement_Party/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/oGDldy2scMo" height="1" width="1"/

กสท. เตรียมออกใบอนุญาตวัดเรตติ้ง - กำกับการควบรวมกิจการสื่อ

Sun, 27/07/2014 - 23:01
pจับตาวาระ กสท. จันทร์ 28 ก.ค. นี้ พิจารณาร่างประกาศ 2 ฉบับหลังรับฟังความเห็น ได้แก่ ใบอนุญาตวัดเรตติ้ง และประกาศรวมกลุ่มส่งเสริมวิชาชีพสื่อกำกับกันเอง/p p!--break--!--break--/p pสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ 28 ก.ค. 57 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 31/57 มีวาระการประชุมพิจารณาเกี่ยวข้องกับร่างประกาศและนโยบายของ กสทช.nbsp; ได้แก่ การสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและแนวทางดำเนินการต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการแบบประยุกต์ประเภทการสำรวจความนิยมในกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. ...nbsp;/p pสุภิญญา กล่าวว่า หลังจากที่ กสท.ออกใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีสักระยะหนึ่งแล้ว จากนี้เป็นจุดเริ่มต้นจริงจังของการกำกับดูแลการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการรายใหม่กังวลกันมาก คือ เรื่องการวัดเรตติ้งnbsp; ที่ผ่านมามีความเห็นแตกต่างเกี่ยวข้องกับร่างฯฉบับนี้ อาทิ ร่างฯนี้จะเป็นเครื่องมือช่วยกำกับบริษัทให้มีความน่าเชื่อถือnbsp; หรือจะเป็นการกีดกันกีดกันให้เกิดการผูกขาดในระบบของผู้ทำกลุ่มเดิม รวมถึงประเด็นข้อระวังทางกฎหมาย ว่า กสทช.มีอำนาจหน้าที่มากำกับเอกชนในเรื่องของการวัดเรตติ้งได้หรือไม่nbsp; จึงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงอย่างเข้มข้นต่อไป ก่อนนำเข้าพิจารณาอีกครั้งในบอร์ดใหญ่ อย่างไรก็ดี กสทช. ควรมีมาตรการอื่นเพื่อส่งเสริมให้มีการวัดเรตติ้งจากเอกชนรายอื่นๆด้วยnbsp; แน่นอนว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรายใหม่ฝากให้ช่วยจับตา/p p“ส่วนร่างประกาศฯ ที่ภาคสื่อรอคอย ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ... หลังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงที่ผ่านมาnbsp; ซึ่งคาดว่าหลังประกาศใช้จริง จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นของการส่งเสริมให้สื่อกำกับดูแลกันเองตามกรอบจริยธรรม และยังเป็นการช่วยงาน กสทช. ในการกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น” สุภิญญา กล่าว/p pทั้งนี้ กสท.เตรียมพิจารณาร่างประกาศnbsp; เรื่อง การกำหนดลักษณะและมาตรการกำกับดูแลการควบรวมกิจการ การถือหุ้นไขว้ และการครอบงำกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. .... ซึ่งร่างฯนี้จะเป็นการวางแนวทางป้องกันปัญหาในอนาคต หากการดำเนินกิจการเอกชนในระยะหนึ่งประสบปัญหาปัจจัยทางเศรษฐกิจอาจทำให้เกิดการควบรวมกิจการ ซึ่งตอนนี้เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมากในต่างประเทศ ถ้าปล่อยให้มีการควบรวมกิจการง่ายเกินไปอาจทำให้เกิดการเอาเปรียบกับผู้ชม ผู้บริโภคที่จะไม่มีทางเลือกที่รับชมอย่างหลากหลายเพราะไม่มีการแข่งขัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ กสท. จะเริ่มออกประกาศฯเพื่อใช้กำกับดูไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต/p pนอกจากนี้มีวาระการตรวจสอบแบบสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาฯnbsp; ของ บริษัท ซีทีเอช เคเบิล ทีวี จำกัด รอบที่ 2 จึงฝากถึงรายอื่นๆที่ยังไม่ส่งให้เร่งส่ง และฝากถึงผู้บริโภคควรศึกษาสัญญามาตรฐานก่อนเซ็น จากนั้นรักษาสิทธิ์ตนเองที่ระบุไว้ในสัญญา หากพบปัญหา สามารถร้องเรียนได้ที่ กสทช. 1200 ซึ่งเร็วๆนี้ ทาง อนุคุ้มครองผู้บริโภค ฯ จะไปเยี่ยมเพื่อหารือกับทาง ผู้บริหาร CTH หลังจากระยะหลังมีเรื่องร้องเรียนเรื่องสัญญาณ และการบริการเข้ามามาก เหมือนที่เคยไปหารือกับ ผู้บริหาร True Visions ก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ดีขึ้น/p pนอกจากนี้ จะมีการพิจารณาวาระผลการวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น/เพิ่มทุนของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ และการรายงานผลการทดลองแพร่ภาพออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล DVB-T2 ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ตามที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทดลองแพร่ภาพ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kOYpo2ltN88" height="1" width="1"/

หมายเหตุประเพทไทย : ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ยามราตรี

Sun, 27/07/2014 - 19:27
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube.com/embed/zp91TmSxJvY" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p pเรื่องราวชีวิตผู้คนในกรุงเทพฯ หลังอาทิตย์อัสดง ในทางประวัติศาสตร์แล้วไม่ค่อยมีการศึกษารวบรวมข้อมูลและพูดถึงอย่างจริงจังมากนัก ว่าในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ผู้คนใช้ชีวิตกับความบันเทิงนอกบ้านในยามค่ำคืนกันอย่างไร/p pหมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ สนทนากันถึงเรื่องราวชีวิตหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้าของผู้คนในอดีตในกรุงเทพมหานคร พบกับ ‘อรรถ บุนนาค’ และแขกรับเชิญพิเศษ ‘วีระยุทธ ปิสาลี’ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน และผู้เขียนหนังสือ ‘กรุงเทพฯ ราตรี’ สนทนาถึงรูปแบบและความเปลี่ยนแปลงของการใช้ชีวิตบันเทิงยามค่ำคืนนอกบ้าน ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า จนถึงยุคที่แสงสว่างจากไฟฟ้าทำให้สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ยาวนานขึ้น และการเข้ามารถยนต์ทำให้มีอิสระในการเดินทางในยามค่ำคืนได้มากขึ้น รวมถึงย้อนมองความบันเทิงตั้งแต่ครั้งอดีตทั้งบ่อนพนันกาสิโนถูกกฎหมาย สถานบริการทางเพศโคมเขียว การแสดงระบำเปลือยตามงานวัด และสถานเริงรมย์กินดื่มต่างๆ/p pท่านผู้ชมสามารถร่วมสนุกกับรายการหมายเหตุประเพทไทย ตอน ‘ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ยามราตรี’ ได้ โดยเข้าไปกดไลค์-แสดงความคิดเห็น-และแชร์รายการจากแฟนเพจเฟซบุค a href="http://www.facebook.com/maihetpraphetthai"หมายเหตุประเพทไทย/a ความเห็นใดถูกใจพิธีกรทั้งสองท่าน จะได้รับหนังสือ ‘กรุงเทพฯ ราตรี’ ฟรีท่านละ 1 เล่ม/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/category/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" target="_blank"ชมรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลัง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Idu0_RVBdEk" height="1" width="1"/

จับตาโลกออนไลน์: สังคมเสพติดความรุนแรงและความบิดเบี้ยวของชุดศีลธรรมแบบพุทธ

Sun, 27/07/2014 - 18:08
!--break--!--break-- pnbsp;/p pหากท่านผู้อ่านได้ติดตามความเคลื่อนไหวบน Social Network ในช่วง ๑-๒ เดือนที่ผ่านมาก็คงจะเคยได้ยิน หรือได้พบเห็นความเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง อาทิเช่น กรณีนักเรียนชายพยายามรุมข่มขืนเพื่อนร่วมชั้นเรียน กรณีคนร้ายฆ่าข่มขืนเด็กสาวบนรถไฟ กรณีพิพาทระหว่างโค้ชและนักกีฬาเทควันโด หรือกรณีล่าสุดในอย่างการที่ดาราสาวถูกสามีทำร้ายร่างกาย ไปจนกระทั่งประเด็นในต่างประเทศอย่างการปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เหตุการณ์ที่ยกมาทั้งหมดนี้มีจุดร่วมกันอยู่ประการหนึ่งคือ”การใช้ความรุนแรง”ในบริบทที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งบริบทหรือองค์ประกอบของเหตุการณ์ที่ว่านี้ก่อให้เกิดการบิดเบี้ยวในทางปฏิบัติของชุดศีลธรรมที่แสดงออกต่อกรณีต่างๆbr /br /หากยังจำกันได้กรณีข่าวการฆ่าข่มขืนนี้สร้างกระแสสังคมที่เรียกได้ว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่ในเรื่องการเข้าชื่อเรียกร้องให้แก้ไขบทลงโทษเพื่อให้บังคับใช้strong”โทษประหาร”/strongกับนักโทษในคดีข่มขืน [แม้ว่าจะมีบทลงโทษนี้ตามประมวลกฏหมายอาญาอยู่แล้วก็ตามที] ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการตอบรับอย่างมหาศาล ความเคลื่อนไหวนี้บ่งบอกให้เรารับรู้ว่าสำนึกเรื่องศีลธรรมแบบพุทธในสังคมไทยนั้นในทางปฏิบัติแล้วมันเกิดการบิดเบี้ยวและดูเหมือนจะย้อนกลับไปหาการใช้มาตรการแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในการลงโทษโดยละเลยในเรื่องศีลธรรมที่ว่าด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นบาป [แน่นอนว่าศีลธรรมข้อนี้ถูกนำมาใช้เช่นกัน แต่ถูกนำมาใช้ในมิติความผิดบาปตกอยู่ที่ตัวคนร้ายที่ฆ่าคนอื่น การฆ่าคนร้ายจึงไม่ใช่สิ่งผิด]br /br /ปรากฏการณ์ที่ยืนยันความคิดนี้อย่างชัดเจนคือในทุกครั้งที่มีคดีฆ่าข่มขืน หรือกระทำชำเราแล้วต้องนำตัวผู้ต้องหาไปทำการประกอบแผนคำรับสารภาพมักจะปรากฏ”ไทยมุง”มารอรุมทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาแทบทุกครั้งไป ปรากฏการณ์นี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่าไทยมุงเหล่านั้นมีความชอบธรรมอะไรในการเข้าไปทำร้ายร่างกายหรือรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหา? และสิ่งที่เขากำลังทำนั้นเป็นการตอบสนองอุดมการณ์ตามกรอบศาสนา [อาจจะเข้าขั้นแสวงบุญ] หรือเป็นการสร้างที่ยืนทางสังคมด้วยการทำร้ายร่างกายผู้อื่นกันแน่br /br /การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหานั้นยังปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีกในกรณีพิพาทระหว่างโค้ชเทควันโดชาวเกาหลี กับนักกีฬาสาว ที่มีการนำเสนอว่าโค้ชชาวเกาหลีลงโทษนักกีฬาเกินกว่าเหตุด้วยการทำร้ายร่างกาย กรณีพิพาทนี้นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง [ซึ่งในช่วงท้ายนักกีฬาทีมชาติหลายคนก็ออกมายอมรับว่าเคยถูกทำร้ายร่างกายเช่นกัน กระทั่งตัวโค้ชเองก็ออกมายอมรับว่าทำร้ายร่างกายนักกีฬาสาวจริง แต่ตีที่ใบหน้า และต่อยที่ท้องเบาๆเท่านั้น] กรณีนี้ก็ตอกย้ำสำนึกคิดที่เสพติดความรุนแรง ในระหว่างการถกเถียงอย่างกว้างขวางมีการยกเอาภาษิตไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ขึ้นมาใช้เป็นเหตุผลรองรับในการถกเถียง ความบิดเบี้ยวนี้แสดงให้เห็นว่าคนในสังคมสนใจใน”ผลลัพธิ์”มากกว่า”วิธีการ” กล่าวคือจะใช้วิธีการใดก็ได้หากสามารถทำให้ผลลัพธิ์ออกมาดี หรือตรงตามที่สังคมคาดหวังไม่ว่าวิธีการนั้นจะเลวร้ายแค่ไหนก็ถือว่าสามารถ”ยอมรับได้” [สำนึกนี้ไม่จำกัดเฉพาะในเรื่องกีฬาเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในทุกๆมิติของสังคมนี้ ที่เด่นชัดอีกตัวอย่างนึงก็เช่นในทางการเมือง]br /br /ถัดมาในอีกกรณีหนึ่งคือกรณีการปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ที่สร้างความเคลื่อนไหวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ไม่น้อยในการออกมาต่อต้านความรุนแรงในปาเลสไตน์และฉนวนกาซ่า ตาม Campaign Free Gaza ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดนับว่าเป็นเรื่องน่าชื่นชมด้วยซ้ำที่เราออกมาต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อมนุษย์ กระนั้นในขณะเดียวกันเองคนกลุ่มนี้กลับเรียกร้องให้มีการจัดการกับผู้ก่อความสงบในสามจังหวัดชายแดนใต้อย่างเด็ดขาด (?) ในกรณีนี้หากพิจารณาตามประวัติศาสตร์แล้วรัฐไทยออกจะคล้ายกับอิสราเอลที่รุกเข้าไปยึดครองดินแดนของปาเลสไตน์เสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีในกรณีนี้มีอุดมการณ์ในรูปแบบอื่นเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมด้วยคือ อุดมการณ์แบบชาตินิยม ที่สร้างสำนึกในเรื่องรัฐเดี่ยวที่จะแบ่งแยกไม่ได้ กระนั้นจากเหตุการณ์นี้ก็จะเห็นว่าคนในสังคมสามารถละเลยศีลธรรมบางข้อลงเพื่อตอบสนองต่ออุดมการณ์อีกชุดที่อยู่เหนือกว่าได้ [ในที่นี้คืออุดมการณ์แบบชาติ ศาสน์ กษัตริย์]br /nbsp;nbsp;br /กล่าวโดยสรุปความเคลื่อนไหวของเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ทำให้เราสามารถอ่านความคิดและพิจารณาการตอบสนองของคนในสังคมนี้ต่อประเด็นทางสังคมต่างๆได้อย่างง่ายดายนั้นบ่งบอกให้รู้ว่าชุดศีลธรรมในไทยไม่ได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อนำจิตใจผู้คนให้สูงขึ้น แต่ชุดศีลธรรมนี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรง อาจกล่าวได้ว่าชุดศีลธรรมถูกควบคุมโดยรัฐและกลายเป็นกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐอย่างหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากในทางปฏิบัติเราไม่ได้นำเอาชุดศีลธรรมทั้งหมดมาใช้อย่างจริงจังตลอดเวลา หากแต่เราพร้อมจะวางศีลธรรมบางข้อหรืออาจจะวางชุดศีลธรรมเหล่านี้ลงทั้งชุดเพื่อการกระทำที่ตอบสนองต่ออุดมการณ์สูงสุดอีกอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าขณะที่เราวางชุดศีลธรรมทั้งหมดลงและกระทำสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมนั้น เราก็ยังสามารถอ้างว่าทำตามศีลธรรมได้เสียอีกbr /br /strongถึงที่สุดเราควรตั้งคำถามต่อมาตรฐานของการใช้ศีลธรรมของคนในสังคมนี้ ว่าแท้จริงแล้วเราใช้ศีลธรรมนั้นเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าหรือใช้มันเป็นเครื่องมือหนึ่งในการยกตนให้สูงขึ้นผ่านการเหยียบย่ำคนอื่นๆกันแน่?/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pปล. กรุณาดูเนื้อหาข่าวเพิ่มเติมbr /a href="http://www.bangkokvoice.com/2014/07/04/news-945/"กรณีนร.ชายพยายามรุมกระทำชำเรานร.หญิงร่วมชั้นเรียน/abr /a href="http://www.bangkokvoice.com/2014/07/08/news-955/"กรณีฆ่าข่มขืนเด็กสาวบนรถไฟnbsp;/abr /a href="https://www.facebook.com/pages/ร่วมลงชื่อเอาผิดกับคดีข่มขืนกระทำชำเรา-และคุกคามทางเพศกันเถอะ /206699269456496?fref=ts"แคมเปญ ข่มขืน=ประหาร/abr /a href="http://news.voicetv.co.th/entertainment/112136.html"กรณีดาราสาวถูกสามีทำร้ายร่างกาย/abr /a href="http://shows.voicetv.co.th/global-village/112187.html"กรณีพิพามอิสราเอลและปาเลสไตน์/abr /a href="http://news.voicetv.co.th/thailand/111774.html"กรณีพิพาทระหว่างโค้ชและนักกีฬาเทควันโด้/a/p pnbsp;/p pstrongเกี่ยวกับผู้เขียน/strongnbsp; จักรพล ผลละออ เป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ศึกษาอยู่ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/S9whYKCv7-U" height="1" width="1"/

อนุสรณ์ ธรรมใจ: การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และการจัดการทรัพย์สินของประเทศ (3)

Sun, 27/07/2014 - 17:20
!--break--!--break-- pnbsp;/p pเมื่อรัฐหรือรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงความล้มเหลวของระบบตลาด เพื่อจัดการปัญหามลพิษจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การเอารัดเอาเปรียบในตลาดแรงงาน การดูแลให้เกิดรายได้ที่เป็นธรรม กลไกของรัฐเองก็มีข้อจำกัด และอาจเกิดความล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน ความล้มเหลวหรือปัญหาประสิทธิภาพของภาครัฐอาจเกิดจากข้อจำกัดด้านข้อมูล ข้อจำกัดของระบบราชการ ข้อจำกัดของกระบวนการทางการเมือง ปัญหาการไม่มีแรงกดดันด้านการแข่งขัน (ทำให้เกิดปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ปรับปรุงคุณภาพ เป็นต้น)/p pนอกจากนี้ยังเกิดกรณีที่นโยบายหรือมาตรการที่ดีไม่สามารถผลักดันให้เกิดเป็นจริงได้ เพราะนักการเมืองต้องคำนึงถึงคะแนนนิยมเฉพาะหน้า รวมทั้งความขัดแย้งกับกลุ่มผลประโยชน์ที่สนับสนุนพรรคการเมือง นโยบายหรือมาตรการบางอย่างที่เข้าไปจัดการกับโครงสร้างตลาดผูกขาดแล้วกระทบต่อฐานทางการเมืองจึงไม่เกิดขึ้น แม้นจะเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของระบบตลาด และเกิดผลดีระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมได้ก็ตามnbsp;/p pแต่ความเป็นจริงก็คือ ทุกฝ่ายล้วนมีผลประโยชน์ในทางใดทางหนึ่ง ผลประโยชน์อาจไม่ได้เป็นตัวเงินnbsp; ซึ่งผลประโยชน์บางส่วนก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ควรจะได้รับ เมื่อมีผลประโยชน์ วิธีที่ดีที่สุด คือ เอาผลประโยชน์ทุกอย่างมาวางบนโต๊ะ และให้มีการจัดสรรอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีส่วมร่วมจากทุกฝ่าย และมีการจัดทำประชาพิจารณ์อย่างละเอียดรอบคอบ ฉะนั้น การปฏิรูปหรือการแปรรูปจึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการพอๆ กับเป้าหมาย ต้องรอบคอบและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นขั้นตอน แต่ละรัฐวิสาหกิจก็ควรมีรูปแบบในการแปรรูปที่แตกต่างกันnbsp;nbsp;/p pความหมายของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็คือ การเพิ่มบทบาทของเอกชนในกิจการต่างๆ ซึ่งรัฐวิสาหกิจดำเนินการอยู่ จึงไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมี 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของการเป็นเจ้าของกิจการ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของการเป็นเจ้าของกิจการ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเองก็มีหลายระดับ ตั้งแต่สัญญาจ้างให้บริหารงาน สัญญาเช่า การให้สัมปทาน การร่วมลงทุน การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือการขายองค์กรหรือสินทรัพย์บางส่วนให้เอกชน การขายรัฐวิสาหกิจหรือการขายทรัพย์สินไม่ใช่การปฏิรูป แต่อาจเป็นวิธีการหนึ่งในการจัดการทรัพย์สินของชาติได้ แต่ต้องทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ/p pการแปรรูปโดยการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ การใช้วิธีการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ยังจะทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสขึ้น เนื่องจากต้องได้รับการตรวจสอบมากขึ้นจากกลไกตลาดหลักทรัพย์ กลต. และผู้ถือหุ้น นักลงทุน หรือถ้ากังวลว่า คนส่วนใหญ่จะไม่ได้ประโยชน์ก็อาจขายหุ้นให้ประชาชนผู้ใช้น้ำใช้ไฟฟ้าตามสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นธรรม/p pในกรณีที่เป็นบริการพื้นฐานอย่างกิจการไฟฟ้าหรือน้ำประปานั้น รัฐยังคงถือหุ้นใหญ่อยู่ กิจการยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดิมและสามารถให้บริการทางสังคม และดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้ต่อไป หากดำเนินการแปรรูปได้อย่างดีและเหมาะสมแล้ว ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ/p pการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะนำมาสู่ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ลดภาระทางการคลัง บริการที่มีคุณภาพดีขึ้น และสามารถระดมทุนเพื่อลงทุนขยายบริการพื้นฐานให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคตnbsp;/p pมีความเข้าใจสับสนเกี่ยวกับการแปรรูป การแปรรูปนั้นไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจออกไปให้เอกชน หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง แต่เป็นการกระจายหุ้นและความเป็นเจ้าของมายังประชาชนส่วนใหญ่ เป็นการเปลี่ยนลักษณะองค์กรจากสถานะรัฐวิสาหกิจ ที่ใช้กฎหมายเฉพาะรับรอง ให้เป็นองค์กรที่มีรูปแบบเป็นบริษัทมหาชน ที่สามารถระดมทุนจากเอกชนมาสร้างความแข็งแกร่งให้กิจการ และขยายการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต โดยไม่ต้องกู้เงินซึ่งค้ำประกันโดยรัฐ อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ/p pเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในยุคสมัยรัฐบาล คมช. นโยบายรัฐวิสาหกิจเกือบถึงจุดพลิกผันที่สำคัญ แต่ก็ไม่มีการเดินหน้าต่อแต่อย่างใดคาดเดาว่า น่าจะมีการทักท้วงโดยฝ่ายข้าราชการประจำ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ยังเชื่อเรื่องการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนอยู่ แต่รัฐมนตรีบางท่านในยุคนั้นจะส่งสัญญาณ การเปลี่ยนจากการแปรรูป (Privatization) มาเป็นการดึงกลับมาเป็นของรัฐ (Nationalization) แต่ในที่สุดแนวทางแบบนี้ก็ไม่ได้รับการขานรับเท่าที่ควร คงต้องมาดูยุค คสช. ว่าจะเดินแนวไหนนะครับnbsp;/p pสภาพการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในละตินอเมริกาก่อนหน้านี้ มีความเคลื่อนไหวของโบลีเวียยึดกิจการของเอกชนต่างชาติมาเป็นของรัฐ หลังจากที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดีอีโว โมราเลส ชนะการเลือกตั้ง สร้างความปั่นป่วนสับสนพอสมควร แต่เป็นทางเลือกที่โบลีเวียอาจถูกบังคับให้เลือกเดิน เหมือนเวเนซูเอลาและประเทศอื่นๆ เพื่อลดปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ และแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนหรือไม่???/p pการถกเถียงแนวทางที่พวกเขาทำอยู่เหมาะสมหรือไม่ เป็นการดำเนินนโยบายที่ฉลาดหรือไม่ อาจต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ชะตากรรมของประชาชนและประเทศเหล่านี้คงต้องผูกกับนโยบายของผู้นำหัวสังคมนิยมผสมชาตินิยม ซึ่งเราก็หวังแต่เพียงว่า จะไม่เกิดสภาพเหลือบฝูงเก่าในคราบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์จากไป เหลือบฝูงใหม่ในคราบของความรักชาติและสังคมนิยมจะมาเกาะกินผลประโยชน์ของชาติ และทิ้งวิกฤตการณ์ไว้ดูต่างหน้าเหมือนเช่นเคยครับnbsp;/p pหากพิจารณาจะเห็นได้ว่า ฝ่ายซ้ายละตินอเมริกาไม่ได้ยึดแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลัง แต่มุ่งเอาชนะในระบบรัฐสภา นำเอาชาตินิยมมาสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนยากจน สร้างแนวร่วมอันแข็งแกร่งกับทุนชาติ และต่อต้านทุนข้ามชาติ/p pความสำเร็จของแนวทางนี้ต้องรอการพิสูจน์???/p pหากแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยรัฐยังคงถือหุ้นใหญ่ ฉะนั้น จึงไม่ต้องวิตกกังวลในการทำหน้าที่ในการให้บริการทางสังคม การแปรรูปที่ทำไปพร้อมๆ กับการออกหุ้นเพื่อระดมทุน กระจายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไปนั้น นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการแข่งขันด้านราคา และพัฒนาคุณภาพการให้บริการ อย่างกรณีของ บมจ. บางจากปิโตรเลียม ซึ่งมีการแปรรูปแล้วก็ทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น และไม่เป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษี สามารถระดมทุนเพื่อขยายการให้บริการหรือธุรกิจโดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินงบประมาณ นอกจากนี้ ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ/p pการแปรรูปที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนใหญ่ ต้องนำมาสู่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการดำเนินการต้องมีความรอบคอบและมีการเตรียมการอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การปรับโครงสร้างสาขาหรือกิจการ การปรับปรุงองค์กรให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี การแยกบัญชีหรือภารกิจเชิงสังคมออกจากเชิงธุรกิจ เปิดโอกาสให้กลไกราคาทำงานอย่างเต็มที่สำหรับภารกิจเชิงธุรกิจ ขณะที่ให้เงินอุดหนุนสำหรับภารกิจบริการสังคม แล้วแปรสภาพกิจการให้อยู่ในรูปบริษัทจำกัด วางกรอบการกระจายหุ้นที่เป็นธรรมและโปร่งใส สร้างระบบและองค์กรกำกับดูแลที่มีความเป็นอิสระ มีบุคลากรที่มีคุณธรรม มีขีดความสามารถสูงทั้งด้านเทคนิค การเงิน เศรษฐศาสตร์ และการบริหารเป็นคณะกรรมการในองค์กรกำกับดูแล เปิดโอกาสให้ประชาชนและสหภาพแรงงานมีส่วนร่วมในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญองค์กรกำกับดูแลควรถูกจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติมากกว่ามติ ครม. หรือกฤษฎีกา เพื่อให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายนโยบาย หรือมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เมื่อได้ดำเนินการตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน/p pnbsp;/p pstrongรัฐวิสาหกิจกลุ่มสถาบันการเงิน (SFls) 10 แห่ง/strong/p table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strongงบดุล (ลบ.)/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strong2554/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strong2555/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strongYTD 2556*/strong/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pสินทรัพย์/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,843,695/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"6,472,548/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"7,013,510/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pเงินให้สินเชื่อ/เงินค้ำประกัน/p pเงินลงทุนให้ลูกหนี้/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4,798,984/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4,909,816/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,219,323/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pหนี้สิน/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,430,916/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,981,492/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"6,483,672/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pเงินฝาก/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4,493,095/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,144,001/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,605,740/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pทุน/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"412,778/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"491,055/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"529,839/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strongงบกำไรขาดทุน (ลบ.)/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strong2554/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strong2555/strong/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"strongYTD 2556*/strong/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"272,064/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"318,590/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"323,724/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"33,535/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"42,694/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"44,912/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pรายได้รวม/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"305,599/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"361,286/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"368,638/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"112,629/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"144,515/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"144,656/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"97,423/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"99,417/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"103,603/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pค่าใช้จ่ายรวม/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"250,780/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"299,697/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"287,452/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"40,725/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"55,765/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"39,032/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pภาษีเงินได้/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,777/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"7,863/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"7,778/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pกำไร (ขาดทุน) สุทธิ/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"49,042/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"53,725/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"73,182/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td nowrap="nowrap" pstrongข้อมูลอื่นๆ (ลบ.)/strong/p /td td nowrap="nowrap" pstrong2554/strong/p /td td nowrap="nowrap" pstrong2555/strong/p /td td nowrap="nowrap" pstrongYTD 2556*/strong/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pสินเชื่อคงค้าง/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4,798,984/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4,909,816/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5,219,323/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"218,203/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"228,189/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"303,344/p /td /tr tr td nowrap="nowrap" pNPL/สินเชื่อ (%)/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4.55%/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"4.65%/p /td td nowrap="nowrap" p style="text-align: center;"5.81%/p /td /tr /tbody /table pstrongแหล่งที่มา/strong: สคร. กระทรวงการคลังnbsp;/p pnbsp;/p pstrongเกี่ยวกับผู้เขียน:/strongnbsp;nbsp;ปัจจุบัน ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ nbsp;เป็นnbsp;รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54273" target="_blank"อนุสรณ์ ธรรมใจ: การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และ การจัดการทรัพย์สินของประเทศ (1)/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54305" target="_blank"อนุสรณ์ ธรรมใจ: การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และการจัดการทรัพย์สินของประเทศ (2)/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wyBLVwmq9q4" height="1" width="1"/

บทบาทภาคประชาชนกับการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายในช่วงปฏิรูปประเทศไทย

Sun, 27/07/2014 - 13:22
!--break--!--break-- pnbsp;/p pบทความวิชาการนี้ผู้เขียนa href="#_ftn1" name="_ftnref1" title=""[1]/a มีจุดประสงค์หลักนำเสนอเฉพาะกระบวนการนิติบัญญัติกรณีกระบวนการริเริ่มเสนอกฎหมายภาคประชาชน โดยไม่พิจารณาถึงกระบวนการตราพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนด และกฎหมายลำดับรองแต่อย่างใด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนในสภาวการณ์ที่บ้านเมืองอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านที่ต้องอาศัยหลักการปฏิรูปในด้านต่าง ๆnbsp; ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสภาพปัญหาที่สะสมมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ที่จะสามารถสะท้อนภาพของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาจากฐานล่างหรือเชิงพื้นที่ในรูปแบบของการร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ความเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีรายละเอียดดังนี้/p pนับแต่มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินปี 2475 โดยคณะราษฎร์ ประเทศไทยbr /ได้ยึดถือรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามาเป็นระยะเวลา 82 ปี มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว 18 ฉบับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557a href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""[2]/a ถือเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 19 ของประเทศไทย ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละยุคสมัย/p pรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดโครงสร้างทางการเมืองและกำหนดหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนกลไกควบคุมและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐa href="#_ftn3" name="_ftnref3" title=""[3]/a การกำหนดหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น มองเตสกิเออกล่าวไว้ในหนังสือเจตนารมณ์แห่งกฎหมายในประเด็นที่ว่าอะไรคือเสรีภาพไว้ว่า “ควรจะใส่ไว้ในสมองเลยว่าอะไรคืออิสรภาพ และอะไรคือเสรีภาพ เสรีภาพคือสิทธิที่จะทำทุกสิ่งที่กฎหมายอนุญาต และหากพลเมืองสามารถทำสิ่งที่กฎหมายห้ามได้ประชาชนก็ไม่มีเสรีภาพอีกแล้ว เพราะคนอื่นก็จะมีอำนาจที่จะทำอย่างเดียวกัน”a href="#_ftn4" name="_ftnref4" title=""[4]/a มองเตสกิเออได้นำเสนอหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย (Seperation of Powers) โดยมีหลักสำคัญว่า เมื่อใดอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ อยู่มือคน ๆ เดียวกัน เสรีภาพย่อมจะไม่มีอีกต่อไปa href="#_ftn5" name="_ftnref5" title=""[5]/a ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดว่าbr /มีเจตจำนงในการจะรักษาปกป้องไว้ซึ่งเสรีภาพของบุคคล/p blockquotepสิทธิ (Rights) หมายถึง ประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้แก่บุคคลในอันที่จะกระทำการเกี่ยวข้องกับทรัพย์หรือบุคคลอื่นa href="#_ftn6" name="_ftnref6" title=""[6]/a เช่น สิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิในทรัพย์สิน ฯลฯ/p pเสรีภาพ (Liberty) หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของผู้อื่น มีอิสระที่จะกระทำการหรืองดเว้นกระทำการa href="#_ftn7" name="_ftnref7" title=""[7]/a เช่น เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร เสรีภาพในการเดินทาง ฯลฯ/p /blockquote pการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาจะพบว่ารัฐธรรมนูญบางฉบับก็มิได้รับรองเรื่องสิทธิและเสรีภาพไว้ ได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 ฉบับ อาจด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นมาโดยมีวัตถุบางประการเป็นการชั่วคราวเท่านั้นและมักเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการยึดอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ดี สิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็มีได้หลากหลายรูปแบบวิธีการ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น/p pพลันที่พระราชกฤษฎีกาa href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysooamp;cof=FORID%3A9amp;ie=windows-874amp;q=%C2%D8%BA%CA%C0%D2" target="_blank"ยุบสภา/aผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาnbsp; เรื่อยมาถึงการยึดอำนาจหรือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จวบจนถึงการถือกำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่มีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองประกอบไปด้วย 5 สถาบัน ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญที่สุดเปรียบเสมือนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภาa href="#_ftn8" name="_ftnref8" title=""[8]/a ในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวการณ์ปกติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีสมาชิกไม่เกิน 220 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นa href="#_ftn9" name="_ftnref9" title=""[9]/a ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายโดยตรงเป็นหลัก/p pการเสนอร่างพระราชบัญญัติให้สภานิติบัญญัติพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประกาศใช้เป็นกฎหมาย หมายความรวมถึง กระบวนการตั้งแต่ริเริ่มเสนอกฎหมายจนประกาศใช้บังคับกฎหมายด้วย ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนขอนำเสนอเปรียบเทียบให้เห็นช่องทางริเริ่มเสนอร่างกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เท่านั้น ดังนี้/p h3strong1.nbsp; ผู้มีอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ/strong/h3 p1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550/p p style="margin-left: 40px;"พระราชบัญญัติเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติมี 4 ฝ่ายa href="#_ftn10" name="_ftnref10" title=""[10]/a nbsp;ได้แก่/p p style="margin-left: 40px;"1) คณะรัฐมนตรี/p p style="margin-left: 40px;"2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/p p style="margin-left: 40px;"3) ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ และ/p p style="margin-left: 40px;"4) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 10,000 คน ตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐa href="#_ftn11" name="_ftnref11" title=""[11]/a/p p1.2 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557/p p style="margin-left: 40px;"พระราชบัญญัติเป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดยร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย 3 ฝ่ายa href="#_ftn12" name="_ftnref12" title=""[12]/a ได้แก่/p p style="margin-left: 40px;"1) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน/p p style="margin-left: 40px;"2) คณะรัฐมนตรี/p p style="margin-left: 40px;"3) สภาปฏิรูปแห่งชาติ/p h3strong2.nbsp; การริเริ่มเสนอกฎหมายโดยประชาชน/strong/h3 pตามหลักทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจนั้น ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำเอากฎหมายที่ได้รับจากความเห็นชอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติไปปฏิบัติดำเนินการบริหารประเทศ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารงานของรัฐ ย่อมอยู่ในฐานะที่รู้ซึ้งถึงปัญหาขัดข้องและความต้องการโดยรวมอย่างแท้จริงของประชาชนโดยผ่านหน่วยงานของรัฐต่าง ๆa href="#_ftn13" name="_ftnref13" title=""[13]/a รัฐบาลจึงมีส่วนร่วมในการริเริ่มตรากฎหมายเพื่อใช้บริหารประเทศร่วมกันกับฝ่ายนิติบัญญัติที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยด้วย เพราะหากบุคคลซึ่งจะต้องลงมือปฏิบัติการกับบุคคลซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมายไม่ใช่บุคคลคนเดียวกันแล้วa href="#_ftn14" name="_ftnref14" title=""[14]/a การพิพาทโต้เถียงระหว่างบุคคลทั้งสองคณะก็จะเกิดขึ้น การบัญญัติให้องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารร่วมกันออกกฎหมายโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจและถ่วงดุลซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องปกติbr /ในสมัยปัจจุบันa href="#_ftn15" name="_ftnref15" title=""[15]/a อีกทั้งบุคคลในองค์กรดังกล่าวเป็นผู้แทนประชาชนชาวไทย นี่คือเหตุผลเบื้องหลังแนวคิดการที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจริเริ่มเสนอกฎหมาย/p pสำหรับการการร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ปรากฏให้เห็นครั้งแรกbr /ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ตลอดเรื่อยมาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550a href="#_ftn16" name="_ftnref16" title=""[16]/a/p pการเข้าชื่อเสนอกฎหมายa href="#_ftn17" name="_ftnref17" title=""[17]/anbsp; คือ สิทธิในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของประชาชนโดยการร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เป็นกลไกเสริมสำหรับการพิจารณาออกกฎหมายบังคับใช้ในสังคม ตามแนวคิดกระบวนการนิติบัญญัติทางตรง (Direct Legislation) กล่าวคือ เป็นการให้สิทธิประชาชนbr /ใช้อำนาจนิติบัญญัติได้โดยตรง โดยการริเริ่มเสนอกฎหมายได้เอง ไม่ต้องผ่านทางผู้แทนประชาชน แต่ต้องนำมาให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้การรับรองก่อน นอกจากนี้การมีส่วนร่วมในกระบวนการนิติบัญญัติทางตรงมีได้ในหลายกรณี ดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"1) การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายโดยตรง ได้แก่ การเสนอแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย ให้ประชาชนลงคะแนนโดยตรงว่าจะรับหรือปฏิเสธ โดยไม่ต้องผ่านผู้แทน/p p style="margin-left: 40px;"2) การริเริ่มเสนอกฎหมายทางอ้อม ได้แก่ การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย โดยยื่นร่างกฎหมายนั้นก่อนวันประชุมสมัยสามัญ เพื่อให้สภานิติบัญญัติพิจารณาร่างกฎหมาย หากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบหรือมีการแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมายไม่เห็นด้วย ผู้ริเริ่มอาจเสนอร่างกฎหมายนั้นให้ประชาชนออกเสียงประชามติโดยตรงว่าจะรับหรือปฏิเสธร่างกฎหมายนั้น/p p style="margin-left: 40px;"3) การออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมาย ประชาชนมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนว่าจะรับหรือปฏิเสธร่างกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติ หากประชาชนเหล่านี้เป็นผู้เข้าชื่อกันเสนอให้สภาพิจารณาภายหลังจากสมัยประชุมถูกเลื่อนไป ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อกันตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้นำร่างกฎหมายนั้นมาออกเสียงประชามติ ซึ่งร่างกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อมีการออกเสียงรับรองในการออกเสียงประชามติแล้ว/p p style="margin-left: 40px;"4) ร่างกฎหมายที่เสนอโดยผู้แทนประชาชน สมาชิกสภานิติบัญญัติอาจเสนอร่างกฎหมายแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนออกเสียงประชามติได้ ทั้งโดยความสมัครใจและbr /โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องมีการเข้าชื่อของประชาชน/p pการริเริ่มเสนอกฎหมายโดยประชาชนจึงเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามหลัก “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม” (Participatory Democracy) ตามแนวคิดกระบวนการนิติบัญญัติทางตรง (Direct Legislation) nbsp;ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเมืองภาคพลเมือง อันจะช่วยหนุนเสริมและอุดช่องว่างในระบบการเมืองภาคตัวแทนหรือประชาธิปไตยทางผู้แทน (Representative Democracy) ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั่นเอง/p h3strong3.nbsp; วิเคราะห์สภาพปัญหา/strong/h3 pstrong3.1 โครงสร้างของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ/strong/p p style="margin-left: 40px;"3.1.1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นรูปแบบสภาเดี่ยว เปรียบเสมือนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน มีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมายใช้บังคับ รวมถึงการเสนอร่างพระราชบัญญัติ โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติร่วมกันไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำbr /br /3.1.2 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นากยกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดำเนินการปฏิรูปด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมาฉันท์ของประชาชนในชาติbr /br /3.1.3 สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบไปด้วยสมาชิกไม่เกิน 250 คน พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ โดยบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาโดยแบ่งจากจังหวัดต่าง ๆ 77 จังหวัดที่สรรหากันมา ซึ่งจะมีคณะกรรมการสรรหาคณะละหนึ่งชุดต่อหนึ่งจังหวัดๆ ละ 5 คน และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเลือก1 คนใน 5 คนเท่านั้น ส่วนอีกจำนวนที่เหลือ 173 คนเพื่อจะรวมกันให้เป็น 250 คน จะกระจายมาจากทั่วประเทศ ไม่ยึดติดกับพื้นที่จังหวัดใด แต่ขึ้นอยู่กับแนวทางการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ 11 ด้านa href="#_ftn18" name="_ftnref18" style="background-color: rgb(255, 255, 255);" title=""[18]/a ซึ่งมีคณะกรรมการสรรหาประจำด้านละ 1 ชุด บุคคลที่เป็นคณะกรรมการสรรหาจะเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปมิได้ โดยให้เสนอชื่อเข้ามาโดยมีองค์กรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลรองรับองค์กรละ 2 คน และคณะกรรมการสรรหาจะสรรหาบุคคลไม่เกิน 50 คน หากได้ประมาณ 50 คน 11 ด้าน จะเท่ากับ 550 คน และส่งรายชื่อไปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 173 คน ไปรวมกับ 77 คนจาก 77 จังหวัด เป็น 250 คน/p pจะเห็นได้ว่า ด้วยลักษณะการได้มาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจในการตรากฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน และการปฏิรูปประเทศ มิได้มาจากการเลือกตั้งหรือมีหลักยึดโยงความสัมพันธ์กับประชาชนแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อพิจารณาดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็มีความเกี่ยวพันกับอำนาจในการกำกับดูแลการทำงานขององค์กรทั้งสามค่อนข้างเคร่งครัด การที่ประชาชนมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยหรือมีหน้าที่รับผิดชอบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เท่ากับว่าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนถูกละเลยและให้ความสำคัญในระบบกฎหมาย/p pstrong3.2 องค์กรและกลไกการเสนอร่างกฎหมาย/strong/p pผู้มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ได้แก่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกันจำนวนไม่น้อยกว่า 25 คน คณะรัฐมนตรี และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (โปรดดูแผนผังกระบวนการตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557)/p pnbsp;/p pnbsp;/p pimg src="https://farm3.staticflickr.com/2922/14753851652_d3f1fb9c12_o_d.jpg" style="margin-left: 12px; margin-right: 12px; float: left; width: 601px; height: 482px;" //p p style="text-align: center;"strongแผนผังกระบวนการตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญbr /ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557/strong/p pnbsp;/p pจากแผนผังข้างต้นแสดงให้เห็นว่า องค์กรที่สามารถริเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้นั้นมีเพียง 3 ฝ่าย ประชาชนไม่มีสิทธิหรือมีส่วนร่วมในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายได้เลย หากมองอย่างผิวเผินแล้วการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเขียนรัฐธรรมนูญโดยให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นกลไกหนึ่งทำหน้าที่ในห้วงแห่งการปฏิรูปประเทศก็ถือเป็นเรื่องที่ดี การที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าไปนั่งในองค์กรทั้งสามย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ประกอบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติnbsp;มีความต้องการสร้างบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง ปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เป็นชนวนความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมกับชนในชาติ และไม่ต้องการให้การปฏิรูปครั้งนี้ต้องสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ ทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเพราะเป็นรากเหง้าสำคัญที่ประสบปัญหาและมีความพยายามรวมกลุ่มต่อสู้ขับเคลื่อนกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนั่นคือ ภาคประชาชน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของประชาชนที่มีข้อเสนอต่าง ๆ จะได้รับการแก้ไขและคุ้มครองอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพราะประชาชนฉลาดกว่า มีการศึกษาที่สูงกว่าผู้ที่มีอำนาจรัฐ หากแต่พวกเขาต้องสามารถตัดสินใจและรับผิดชอบในการตัดสินใจหรือการกำหนดเจตจำนงของตนเองได้ ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเป็นสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้เลือกหรือชี้นำสังคม มิใช่จากบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคณะใดคณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นประชาชนสมควรได้รับการตอบสนองจากการปฏิรูปประเทศชาติด้วยการมีสิทธิมีส่วนร่วมใน “การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย” การเข้าชื่อกฎหมายของประชาชนในสภาวการณ์บ้านเมืองปกติ ประชาชนผู้ทรงสิทธิภายในรัฐสามารถมีสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ ดังนั้นในสภาวการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติยิ่งต้องสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ มิใช่นิ่งเฉย เพราะประชาชนเองจะทราบดีกว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวหลาย ๆ อย่างในประเทศมีความแนบชิดอย่างสนิทกับความรับผิดชอบของตนเอง/p h3strong4.nbsp; ข้อเสนอแนะ/strong/h3 pแม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 จะไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้br /ผู้เขียนเห็นว่า/p p style="margin-left: 40px;"(1) ประชาชนสามารถร่วมกันจัดทำความเห็น ข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายภาคประชาชนbr /ในประเด็นปัญหาเพื่อการปฏิรูป ไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และbr /คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการ หรือองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปได้โดยตรงbr /br /(2) องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ประชาชนเสนอ ตามข้อ 1) จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าร่วมรับฟัง ชี้แจง หรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณานั้นได้เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปbr /br /(3) ร่างกฎหมายใดที่ภาคประชาชนเสนอ และผ่านการพิจารณาเห็นชอบในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติทุกครั้ง หรือโดยการทำสัตยาบันร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง/p pstrongข้อเสนอแนะข้างต้นถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองโดยสันติวิธีอย่างชอบธรรมnbsp;ต่อองค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่ในระหว่างที่ประเทศชาติต้องการการปฏิรูป เพื่อให้หยุด เปลี่ยนแปลง หรือริเริ่มกระทำการบางอย่าง อันเป็นพัฒนาการทางการเมืองของสังคมที่สมควรได้รับการดำเนินการให้บรรลุผลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ/strong/p pstrongnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/strong/p divbr clear="all" /br / hr align="left" size="1" width="33%" / div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""[1]/a นายเลิศศักดิ์ ต้นโต (อีเมล : Publiclert@gmail.com)/p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""[2]/a ข้อความที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ผู้เขียนขอเรียกแทนว่า “รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557” เพื่อให้เนื้อหามีความกระชับขึ้น/p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""[3]/a อมร จันทรสมบูรณ์.nbsp; (2528).nbsp; คอนสติติวชั่นแนลลิสม์ (constitutionalism).nbsp; หน้า. 7.nbsp; กรุงเทพฯ : สถาบันนโยบายศึกษา, มปท./p /div div id="ftn4" pa href="#_ftnref4" name="_ftn4" title=""[4]/a มองเตสกิเออ.nbsp; วิภาวรรณ ตายานนท์ (แปล).nbsp; เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย.nbsp; หน้า. 183.nbsp; สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/p /div div id="ftn5" pa href="#_ftnref5" name="_ftn5" title=""[5]/a เรื่องเดียวกัน.nbsp; หน้า. 180/p /div div id="ftn6" pa href="#_ftnref6" name="_ftn6" title=""[6]/a วรพจน์ วิศรุตพิชญ์.nbsp; (2538).nbsp; สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ. หน้า 22.nbsp; กรุงเทพฯ : วิญญูชน/p /div div id="ftn7" pa href="#_ftnref7" name="_ftn7" title=""[7]/a เรื่องเดียวกัน.nbsp; หน้า 7./p /div div id="ftn8" pa href="#_ftnref8" name="_ftn8" title=""[8]/a รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557, มาตรา 6./p /div div id="ftn9" pa href="#_ftnref9" name="_ftn9" title=""[9]/a รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557, มาตรา 7./p /div div id="ftn10" pa href="#_ftnref10" name="_ftn10" title=""[10]/a รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, มาตรา 90./p /div div id="ftn11" pa href="#_ftnref11" name="_ftn11" title=""[11]/a รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550, มาตรา 142 และมาตรา 163./p /div div id="ftn12" pa href="#_ftnref12" name="_ftn12" title=""[12]/a รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557, มาตรา 14./p /div div id="ftn13" pa href="#_ftnref13" name="_ftn13" title=""[13]/a อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป.nbsp; การเสนอและพิจารณาร่างกฎหมายการเงิน ในหนังสือรวบรวมบทความวิชาการเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม.nbsp; หน้า. 162.nbsp; กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์วิญญูชน/p /div div id="ftn14" pa href="#_ftnref14" name="_ftn14" title=""[14]/a สังเคราะห์จาก วรพจน์ วิศรุตพิชญ์. ลักษณะเฉพาะของความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและรัฐสภาในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ.nbsp; นิติศาสตร์ 14 (กันยายน 2527 ).nbsp; หน้า. 14/p /div div id="ftn15" pa href="#_ftnref15" name="_ftn15" title=""[15]/a โกสินทร์ วงศ์สุรวัฒน์.nbsp; รัฐสภา, เอกสารประกอบชุดวิชาสถาบันและกระบวนการทางการเมืองไทย หน่วยที่ 1-7 (พิมพ์ครั้งที่ 2).nbsp; หน้า 239.nbsp; กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช/p /div div id="ftn16" pa href="#_ftnref16" name="_ftn16" title=""[16]/a ยกเว้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549./p /div div id="ftn17" pa href="#_ftnref17" name="_ftn17" title=""[17]/a สถาบันพระปกเกล้า.nbsp; (2553).nbsp; รายงานศึกษา เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย.nbsp; หน้า 11 และหน้า 15./p /div div id="ftn18" pa href="#_ftnref18" name="_ftn18" title=""[18]/a มาตรา 27 ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้/p p style="margin-left: 40px;"(1) การเมือง/p p style="margin-left: 40px;"(2) การบริหารราชการแผ่นดิน/p p style="margin-left: 40px;"(3) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม/p p style="margin-left: 40px;"(4) การปกครองท้องถิ่น/p p style="margin-left: 40px;"(5) การศึกษา/p p style="margin-left: 40px;"(6) เศรษฐกิจ/p p style="margin-left: 40px;"(7) พลังงาน/p p style="margin-left: 40px;"(8) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม/p p style="margin-left: 40px;"(9) สื่อสารมวลชน/p p style="margin-left: 40px;"(10)nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;สังคม/p p style="margin-left: 40px;"(11)nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;อื่น ๆ/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uN8_xENZju8" height="1" width="1"/

ท่ามกลางความสงบสุข

Sun, 27/07/2014 - 06:40
p!--break--!--break--/ppbr /br /br /br /วิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วง 6-7 เดือนของการออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรีของมวลมหาประชาชนสืบเนื่องจากสาเหตุการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอย หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ลักหลับในคืนวันที่ 1 พฤศจิกายน เวลาตี 4 พร้อมกับการลุกฮือออกมาของมวลมหาประชาชนจำนวนมากตามท้องถนน และจบลงด้วยการก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจโดย คสช. ของ 6 โมงเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติbr /br /สถานการณ์ที่วุ่นวายในช่วง 6-7 เดือนตลอดมาได้สงบลงในวันต่อมาหลังจากมีการยึดอำนาจของ คสช. nbsp;สื่อวิทยุ โทรทัศน์กระแสหลักเปิดเพลงปลุกใจรักชาติกันอย่างพร้อมเพียง สลับกับมีการนำเสนอประกาศคำสั่งของ คสช. เป็นระยะ พร้อมกับมีการเรียกผู้ประชาชนไปรายงานตัวโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการปรับทัศนคติ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาbr /br /ผ่านมาสองเดือนที่ คสช. ได้ทำการยึดอำนาจ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ กระแสหลัก นำเสนอรายการและข่าวตามปกติแต่ก็ยังมีการขอความร่วมมือจาก คสช. ไม่ให้สัมภาษณ์นักวิชาการหรือนักการเมืองต่อความเห็นทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในสังคมbr /br /หากมองภาพรวมโดยทั่วไปจากการดูข่าวประจำวันจะพบได้ว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติพร้อมกับการแถลงผลงานของ คสช. ทุก 6 โมงเย็น และกิจกรรมคืนความสุขต่างๆที่ทางคณะ คสช. ที่ได้จัดเพื่อสลายสีเสื้อ สลายความขัดแย้งระหว่างขั้วทางการเมืองที่เผยแพร่ออกมาตามสื่อกระแสหลักมากมาย มองไปแล้วทำให้คิดได้ว่าบ้านเมืองกำลังกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และมีความสุข อย่างที่ คสช. ได้ให้คำมั่นไว้br /br /แต่ท่ามกลางความสงบสุขที่เราเห็นผ่านหน้าจอทีวีและฟังจากวิทยุ ข่าวความเดือดร้อนและปัญหาความไม่เป็นธรรมของคนตัวเล็กๆได้หายออกไปจากหน้าสื่อกระแสหลัก โดยมีข่าวกิจกรรมคืนความสุขเข้ามาแทนที่พื้นที่ข่าวปัญหาของคนชายขอบเช่น ราคายางพาราตกต่ำ การไล่รื้อคุกคามชาวบ้านโนนดินแดง การเข้าจับกุมนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน เป็นต้นbr /br /ในสถานการณ์คืนความสุขให้กับคนในชาติ คนตัวเล็กๆและปัญหาความไม่เป็นธรรมได้หายไปจากพื้นที่ข่าว เพื่อกลบเกลื่อนความไม่มีความสุขในท้องถิ่นที่ห่างไกลจากกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคbr /br /หากเป็นในช่วงสถานการณ์ปกติที่เป็นประชาธิปไตยการนำเสนอข่าวเหล่านี้ย่อมนำเสนอได้อย่างเปิดเผยและมีการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าทั้งจากนักข่าวและสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้ข่าวเหล่านี้จะสะท้อนความเป็นจริงของสภาพปัญหาทางสังคม ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมของคนที่เข้าไม่ถึงโอกาสและความเป็นธรรม สื่อสารมวลชนย่อมทำหน้าที่ตัวกลางในการเปิดเผยปัญหาที่คนห่างไกลความเจริญจะต้องพบเจอในชุมชนในท้องถิ่นของเขา เพื่อให้สาธารณะชนได้รับรู้ แม้ว่าสิ่งทีนำเสนอจะค่อนข้างขัดแย้งกับความเชื่อและจินตนาการที่สวยงามที่มีต่อคนท้องถิ่นและชุมชนที่ห่างไกลbr /br /ในช่วงระยะเวลาของการปกครองประชาธิปไตย การเดินขบวนเรียกร้องหรือการออกสื่อเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนั้นสามารถทำได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญของเหล่าผู้คนที่จนอำนาจในการต่อรอง ระบบประชาธิปไตยอนุญาตให้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวตามสื่อและตามท้องถนนได้อย่างเสรีและไม่มีความผิดอะไรเพื่อจะบอกต่อสังคมถึงความไม่เป็นธรรมที่ตนต้องประสบและเรียกร้องให้สังคมช่วยร่วมกดดันในการแก้ปัญหาความทุกข์ยากเหล่านี่ ซึ่งในระบบประชาธิปไตยมองการเคลื่อนไหวเหล่านี้ว่า ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัว ไม่ใช่ความวุ่นวายและไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ แต่เป็นสิทธิและเสรีภาพในการเข้ามามีพื้นที่ต่อรองผลประโยชน์และเรียกร้องความเป็นธรรมของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน หรือไร้อำนาจอย่างไรbr /br /การควบคุมสื่อในการเสนอข่าวในสภาวการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นการปฎิเสธความมีอยู่ของปัญหาและนำปัญหาลงไปซุกไว้ใต้พรม เพื่อสั่งสมและรอวันปะทุออกมาในวันที่บ้านเมืองกลับมาสู่สภาวะที่เป็นประชาธิปไตย nbsp;เหมือนกับช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516nbsp; ซึ่งเกิดการเดินขบวนเรียกร้องจากปัญหาสังคมที่สั่งสมมานานของประชาชน ในสภาวะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500-2516 ประมาณครั้งของการเดินขบวนตลอด 3 ปีตั้งแต่ช่วง 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 ประมาณ 900 กว่าครั้ง/p pstrongถึงอย่างนั้นแล้วในความสงบสุขของประเทศชาติที่เราดูผ่านโทรทัศน์ ฟังจากวิทยุ ผิวเผินนั้นอาจจะดูเรียบร้อยเป็นระเบียบ ทุกคนมีรอยยิ้มให้แก่กันหลังจากผ่านช่วงวิกฤตการทางการเมืองมาแล้ว แต่ภายใต้ความสุขและความเงียบสงบที่เราเห็นนั้น ยังมีปัญหาที่สั่งสม รอวันระเบิดขึ้น ในวันที่ คสช. จากไป และบ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตย เราอาจจะได้ตาสว่างจากความสุขชั่วขณะจากปัญหาที่ถูกเก็บงำไว้ไม่นำเสนอในพื้นที่สื่อกระแสหลัก ก็เป็นได้/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383242242" target="_blank"ฉลุย! สภาฯ ผ่านวาระ 3 นิรโทษกรรม “สุดซอย-เหมาเข่ง” ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง/a /div div class="field-item even" a href="http://www.thaingo.org/thaingo/node/2823" target="_blank"ประเทศไทย: การจับกุมนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.thaingo.org/thaingo/node/2809" target="_blank"ชาวบ้านลุ่มน้ำชีเตรียมยื่นหนังสือ คสช. เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JJKejs1-Fqo" height="1" width="1"/