ประชาไท

Syndicate content
Updated: 10 min 23 sec ago

กวีประชาไท: แพะ-แกะ แกะ-แพะ

Mon, 23/01/2017 - 04:57
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/382/31656355473_f75721ec51_z_d.jpg" style="width: 600px; height: 174px;" //p p style="margin-left: 200px;"br /มีนิทานกาลเก่าเล่าเรื่อง “แกะ”/p p style="margin-left: 200px;"กับเรื่อง “แพะ” แบ๊ะแบ๊ะแบะแบะใบ้/p p style="margin-left: 200px;"ปมซับซ้อนซ่อนเงื่อนบิดเบือนไป/p p style="margin-left: 200px;"ฤๅกระไร “แพะ-แกะ” ตัวเดียวกัน?/p p style="margin-left: 200px;"br /“แพะ” ขอความเป็นธรรมใต้อำนาจ/p p style="margin-left: 200px;"เพื่อประกาศศักดิ์ศรีที่ถูกหยัน/p p style="margin-left: 200px;"หลังหลุดจากขื่อคาบูชายัญ/p p style="margin-left: 200px;"กลับถูกข่มขู่ขวัญกระเจิดกระเจิง/p p style="margin-left: 200px;"br /เขายัดเยียดเป็นเพียง “เด็กเลี้ยงแกะ”/p p style="margin-left: 200px;"คอยยั่วแยะแหย่ยุให้ยุ่งเหยิง/p p style="margin-left: 200px;"กุเรื่องหลอกชาวบ้านแค่บันเทิง/p p style="margin-left: 200px;"ชะเอยเอิงโกหกไปวันวันbr /nbsp;/p p style="margin-left: 200px;"เขาล้อมรั้ว “จับแพะให้ชนแกะ”/p p style="margin-left: 200px;"ไม่แยกแยะพิรุธพิลึกพิลั่น/p p style="margin-left: 200px;"จงยอมรับกับโทษที่ลงทัณฑ์/p p style="margin-left: 200px;"เพราะเจ้านั้นคือ “แกะ” ใช่ “แพะ” จริง/p p style="margin-left: 200px;"br /“แพะ” จำนนชะตากรรมคำกล่าวหา/p p style="margin-left: 200px;"ที่ท่านว่าข้าคือ “แกะ” ก็ถูกยิ่ง/p p style="margin-left: 200px;"แต่หาใช่ “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่อ้างอิง/p p style="margin-left: 200px;"หากเป็น “แกะ” เกลือกกลิ้งกลางสายธาร/p p style="margin-left: 200px;"br /ฝูงหมาป่าหมายขย้ำกลางน้ำขุ่น/p p style="margin-left: 200px;"สาดกระสุนใส่ “ลูกแกะ” มิสงสาร/p p style="margin-left: 200px;"จะเป็น “แพะ” หรือ “แกะ” ก็ซมซาน/p p style="margin-left: 200px;"จบนิทานเรื่องเศร้าของชาวไทย/p p style="margin-left: 200px;"nbsp;/p pbr /strongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกใน a href="https://www.facebook.com/notes/pensupa-sukkata/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%B0-%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%B0/1579919545355644?__mref=message_bubble"Facebooknbsp;span style="color: rgb(144, 148, 156); font-family: quot;Helvetica Neuequot;, Helvetica, Arial, sans-serif; text-transform: uppercase; white-space: nowrap;"PENSUPA SUKKATA/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cUCkSlHLEdk" height="1" width="1" alt=""/

กสท.ถกต่อบทลงโทษทรูวิชั่นส์ผิดสัญญาผู้บริโภค

Sun, 22/01/2017 - 23:12
divกสท.ถกต่อบทลงโทษทรูวิชั่นส์ผิดสัญญาผู้บริโภค – สมาชิกแพลตินัมยื่นจดหมายร้องให้ทบทวนมติยกเลิก 6 ช่อง /จ่อปรับหลักล้านจีเอ็มเอ็มบีเอาเปรียบผู้บริโภคหลังซีทีเฮชเลิกกิจการnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div22 ม.ค. 2560 การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ครั้งที่ 3/2560 วันจันทร์ที่ 23 nbsp;มกราคม นี้ มีวาระการประชุมน่าจับตาได้แก่ กสท. เตรียมถกต่อ วาระพิจารณาแผนการชดเชยเยียวยาผู้ใช้บริการทรูวิชั่นส์ ตามที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้เสนอ กสท.ให้มีคำสั่งทางปกครองแก่บริษัท ทรูวิชั่นส์ฯ ทั้งในฐานะผู้รับใบอนุญาตช่องรายการ และในฐานะผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ (โครงข่ายฯ) nbsp;ระงับการดำเนินการที่มิได้แจ้งผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนมีการเปลี่ยนแปลง หรือจากการยกเลิกใบอนุญาต 6 ช่อง ได้แก่ ช่องรายการ HBO, Cinemax, HBO Signature, HBO Family, HBO Hit และ RED BY HBO โดยไม่แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าก่อน nbsp;30 วัน nbsp;ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก พ.ศ. 2556 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้บริการที่บริษัทฯ ตกลงไว้กับผู้ใช้บริการโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ตามข้อ 5 (7) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ประกอบกับมาตรา 31 nbsp;แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ nbsp;พ.ศ. 2553 nbsp;หากบริษัทฯ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กสท. จะใช้มาตรการปรับทางปกครองในอัตรา nbsp;5 ล้านบาท และปรับรายวันอีกวันละ 1 แสนบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตนได้รับจดหมายร้องเรียนจากผู้ใช้บริการสมาชิกทรูวิชั่นส์ แพคเกจPlatinum HD ว่าขอให้ทบทวนมติที่ประชุม กสท.ครั้งที่ 43/2559 วันที่ 26 nbsp;ธ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากการยุติทั้ง 6 ช่อง ของบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศที่เกี่ยวข้องในการแจ้งต่อ กสท. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งไม่ได้มีการเสนอมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการให้กรรมการ กสท.พิจารณาไปพร้อมกันด้วย รวมทั้งผู้บริโภคเองไม่ได้รับการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการยุติการให้บริการมาก่อน และยังขอให้ทบทวนมติที่ประชุม กสท.นัดพิเศษครั้งที่ 6/2559 nbsp;วันที่ 29 ธ.ค. 59 เรื่องมาตรการเยียวยาผู้บริโภคที่ กสท.เห็นชอบนั้น ยังไม่คุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างเพียงพอ ซึ่งช่องรายการที่นำมาทดแทนนั้นกลับมีแพร่ภาพอยู่ในโทรทัศน์บอกรับสมาชิกรายอื่นๆที่มีค่าบริการถูกกว่ากันมาก รวมทั้งการเยียวยาโดยปรับแพ็กเกจเพิ่ม 1 ระดับ เป็นเวลา 1 เดือน รวมทั้งได้รับ True Point 1,000 คะแนนนั้น มีมูลค่าเพียง 100 บาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าบริการที่จ่ายเดือนละกว่า 2,000 บาท และมูลค่า 6 ช่องกลุ่ม HBO ที่เป็นสาระสำคัญของทรูวิชั่นส์ จะเห็นว่าไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย รวมทั้งการยกเลิกสัญญาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายนั้น โดยเนื้อหาก็ไม่ใช่การเยียวยาใดๆ เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการผิดสัญญา ผู้ใช้บริการจึงมีสิทธิยกเลิกสัญญาโดยไม่ได้ต้องชดใช้ค่าสินไหมใดๆ จึงขอให้ กสท.มีการทบทวนมติที่ประชุมอีกครั้ง/div divnbsp;/div div“ที่ผ่านมา กสท.ยังไม่ลงมติความผิดทางปกครองกรณีทรูวิชั่นส์ผิดสัญญากับสมาชิก และกำลังจะพิจารณาอีกครั้งในวันจันทร์นี้ สำหรับเรื่องแผนเยียวยาเพิ่มเติมที่เชิญผู้ร้องและผู้บริโภคมาให้ความเห็นเมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา อนุกรรมการเสนอให้ กสท ครั้งที่ 2/60 พิจารณาให้มีคำสั่งเตือนให้ทรูส่งแผนเยียวยาเพิ่มเติมแต่ กสท ยังยืนว่าให้เป็นไปตามมติ กสท. ล่าสุดก่อนปีใหม่ nbsp;เรื่องจึงย้อนกลับมาที่อนุกรรมการอีกครั้ง ซึ่ง ทรูแจ้งมาว่าจะมาประชุมกับอนุกรรมการในวันที่ 27 ม.ค. เพื่อพิจารณาแผนเยียวยาเพิ่มเติม และขณะนี้ จำนวนผู้ร้องเรียนมาที่ สำนักงาน มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ” สุภิญญากล่าว/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ที่ประชุมเตรียม ถกเรื่องร้องเรียนรายการ The Bachelor Thailand ศึกรักสละโสด ออกอากาศทางช่อง ONE HD 31 ทุกวันเสาร์ เวลา 20.00 – 21.00 น. ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความเหมาะสม จากรายการ “ท” (รายการที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย) ให้เป็นระดับที่เหมาะสม/div divnbsp;/div divวาระอื่น ๆ น่าจับตาได้แก่ วาระค้างพิจารณาเปรียบเทียบปรับทางปกครอง บริษัท จีเอ็มเอ็ม บี จำกัด จำนวนเงิน 1,000,000 บาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาท กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของ กสท. ที่ให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค กรณีการคืนเงินค่าแพคเกจในส่วนที่ยังไม่ได้ใช้บริการให้แก่ผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะขอคืนค่าแพคเกจ ภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับซีทีเอชยกเลิกกิจการ วาระการขอยกเลิกการประกอบกิจการโครงข่ายระดับชาติของ บ.ซิมโฟนี คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) วาระการขออนุมัติผังรายการหลักช่องดิจิตอลทีวี ประจำปี 2560 และวาระอื่น ๆ ซึ่งสามารถติดตามผลการประชุมทั้งหมดในวันจันทร์นี้/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JZvHS7K2PRA" height="1" width="1" alt=""/

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินมูลค่าความเสียหายสินบนโรลส์รอยส์

Sun, 22/01/2017 - 22:59
divประเมินมูลค่าปัจจุบันของสินบนโรลส์รอยส์และความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคม ขอสนับสนุนบทบาทของ ปยป. ในการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง พร้อม ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาผ่าน คณะกรรมการ ปยปnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div22 ม.ค. 2560 ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเปิดเผยว่าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ได้ทำการประเมินมูลค่าปัจจุบันของสินบนโรลส์รอยส์ในเบื้องตัน พบว่า มีมูลค่าปัจจุบัน โดยรวมจากการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชันสามครั้งโดยรวมประมาณเท่ากับ 3,417 ล้านบาท (กรณีแรกใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 5% คำนวณ) เท่ากับ 2,780 ล้านบาท (กรณีที่สอง ใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4%) หรือเท่ากับ 2,263 ล้านบาท (กรณีที่สาม ใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 3%) โดยทั้งสามกรณีใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ 32-35 บาทต่อดอลลาร์ มูลค่าปัจจุบันของสินบนที่ระดับ 2,263-3,417 ล้านบาทนี้ จะเห็นได้ชัดว่า ความเสียหายและมูลค่าสินบนสูงสุดในยุครัฐบาลรัฐประหารเผด็จการ รสช ในปี พ.ศ. 2534-2535 อยู่ที่ประมาณ 1,386-2,248 ล้านบาท/div divnbsp;/div divจะเห็นได้ว่า กรณีสินบนโรลส์รอยศ์นี้เป็นกรณีตัวอย่างสะท้อนว่า การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ยังเกี่ยวข้องกันนักการเมืองแต่งตั้งโดยอำนาจรัฐประหารด้วย เกี่ยวข้องกับผู้นำกองทัพ เกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและบอร์ดรัฐวิสาหกิจอีกด้วย กรณีนี้เป็นเพียงรัฐวิสาหกิจเดียวเท่านั้นที่ถูกตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลโดย สำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (Serious Freud Office (SFO) ผมและประชาชนผู้เสียภาษีทั้งหมดและผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้ต้องขอขอบพระคุณ สำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ (Serious Freud Office (SFO) เป็นอย่างสูงและ ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแห่งที่ได้ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ต้องถูกตรวจสอบ สอบสวนและนำเข้ามาสู่การกระบวนการยุติธรรมและยึดทรัพย์ต่อผู้กระทำความผิดnbsp;/div divnbsp;/div divตนในฐานะ อนุกรรมการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ที่ทำหน้าที่มาหลายรัฐบาลขอเรียนว่า กรณีการบินไทยไม่ใช่กรณีเดียวอย่างแน่นอนที่มีการติดสินบนการจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างไม่ต่ำ 60%-70% ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีปัญหาเช่นนี้ การติดสินบนหรือคอร์รัปชันในลักษณะนี้ได้ทำกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปรกติ เป็นที่เอือมระอาของบรรดานักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับระบบอันฉ้อฉลนี้nbsp;/div divnbsp;/div divดร. อนุสรณ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า การติดสินบนเช่นนี้และการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นเสมอ และ หลายกรณีก็ไม่ปรากฏว่าเอาผิดใครได้ ทั้งกรณี CTX กรณีการจัดซื้ออาวุธ การรั่วไหลจากการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เป็นต้น ระบบราชการและรัฐวิสาหกิจจึงซื้อของไม่มีคุณภาพและราคาแพง ให้ประเทศและประชาชนได้มาใช้ บางทีความเสียหายจากการดำเนินการในลักษณะนี้มากมายกว่าความเสียหายทางการเงินเพราะมันหมายถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศ การบิดเบี้ยวของการพัฒนา ปัญหาต่างๆในการจัดซื้อที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจเสียชีวิตหรือไม่ปลอดภัย กิจการหรือบริษัทดีๆที่ไม่ยอมจ่ายสิ้างสินบนบางแห่งถึงขั้นล้มละลาย ต้องเลิกจ้างพนักงานทำให้เกิดปัญหาการว่างงานอีก ภาคเอกชนไทยก็จะลงทุนทางด้านวิจัยและสร้างนวัตกรรมน้อยแต่จะใช้เงินไปสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ข้าราชการระดับสูงในหลายกรมก็ไปเป็นที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เอื้อประโยชน์ให้กันโดยไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การแต่งตั้งอธิบดีบางกรมต้องผ่านความเห็นชอบกับกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่รับสัมปทานจากรัฐก่อน ระบบแบบนี้ สั่นคลอนระบบคุณธรรมในระบบราชการ คนดีมีความรู้ความสามารถขาดโอกาสในการเข้ามาอยู่ในตำแหน่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้nbsp;/div divnbsp;/div divส่วนต่างค่าคอมมิสชั่นหรือสินบนไปอยู่ในกระเป๋าของผู้มีอำนาจทั้งในระบบรัฐวิสาหกิจ ระบบราชการและระบบการเมืองทั้งแบบแต่งตั้งโดยรัฐประหารหรือเลือกตั้งก็ตาม ขณะที่ภาคเอกชนที่ได้งานไปก็จะนำการจ่ายสินบนคิดเป็นเป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ บางแห่งจ่ายผ่านบริษัทที่ปรึกษาก็คำนวณเป็นต้นทุนเช่นเดียวกัน ไม่มีเอกชนรายใดยอมขาดทุน ก็จะไปลดคุณภาพของที่ส่งมอบให้ราชการ ทำให้ราชการได้ของใช้คุณภาพต่ำหรือบางทีใช้ไม่ได้ก็มี เช่น กรณีโกงกล้ายาง ความเสียหายของธนาคารรัฐหลายแห่ง กรณีจัดสร้างโรงพัก กรณีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง กรณีรับจำนำข้าว กรณีการสร้างถนนที่ชำรุดเร็วมากๆ กรณี GT200 กรณีเรือเหาะ กรณีอุทยานทราชภักดิ์ กรณีอุปกรณ์ทางการแพทย์คุณภาพต่ำ โกงนมโรงเรียนโกงอุปกรณ์การศึกษา เป็นต้น การจัดซื้อของคุณภาพต่ำราคาแพงไม่ได้ส่งผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการศึกษาทำให้เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอมาก ไม่สามารถเป็นความหวังสำหรับอนาคตของสังคมไทยได้ จึงเป็นเรื่องเศร้ามากๆสำหรับประเทศที่มีการทุจริตคอร์รัปชันประมาณปีละ 120,000-400,000 ล้านบาท (ตัวเลขจาก หอการค้าไทย) ที่ต้องกู้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจทั้งที่บางโครงการไม่ต้องกู้หาก/div divnbsp;/div divสามารถลดหรือหยุดการทุจริตคอร์รัปชันได้สัก 50% ของมูลค่าคอร์รัปชันและมูลค่าสินบนที่มีอยู่ในสังคมไทย ขณะเดียวกัน เราจะมีงบประมาณมากขึ้นในการดูแลระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เอกชนไทยอยู่ในสภาวะที่สามารถปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานและค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานแรกเข้าให้เพียงพอต่อการดำรงชีพได้สบายรัฐไม่ต้องมีแรงกดดันทางการเงินการคลังแล้วต้องไปหาวิธีในการตัดสวัสดิการด้านต่างๆโดยเฉพาะสวัสดิการในการรักษาพยาบาลของประชาชนเป็นต้นnbsp;/div divnbsp; nbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ได้ตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะต่อ คณะกรรมการ ปยป ว่า ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ประธานโครงการปฏิรูปประเทศไทยสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี (ปี พ.ศ. 2548-2549) คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ปี 2553 แต่งตั้งโดยรัฐสภาจากการเลือกตั้ง)ว่า ขอสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ ปยป ที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการสร้างความปรองดองอย่างแท้จริงนั้นต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้วยเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งบางเรื่องมีรากเหง้ามาจากปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างซึ่งต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและเห็นด้วยกับประเทศที่ต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อกำหนดเป้าหมายทิศทางให้ชัดเจนแต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่เกิดจากการปรึกษาหารือและคิดร่วมกัน และขอเรียกร้องให้มีการสร้างความปรองดอง กำหนดยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปบนหลักการประชาธิปไตยซึ่งต้องเปิดกว้าง ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ยึดหลักเหตุผลและสันติธรรม เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม นิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดและทางการเมืองที่ไม่ได้กระทำผิดอาญา นอกจากนี้ อยากให้เอากรณีสินบนโรลส์รอยส์มาเป็นตัวอย่างของการปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างในรัฐวิสาหกิจและระบบราชการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมโดยขอเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการภายนอกที่เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่มีส่วนได้เสีย ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมสอบสวนในกรณีดังกล่าวและทำความจริงให้ปรากฎแก่สาธารณชนnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GNSmhBIaB-0" height="1" width="1" alt=""/

หมายเหตุประเพทไทย #141 ประวัติศาสตร์พระราชพิธีพระบรมศพ

Sun, 22/01/2017 - 22:12
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/szoPb2vuYYk" width="560"/iframe/p pหมายเหตุประเพทไทย สัปดาห์นี้ เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี และ ชานันท์ ยอดหงษ์ เล่าถึงประวัติศาสตร์และพัฒนาการของพระราชพิธีพระบรมศพในสมัยรัตนโกสินทร์ ผ่านหนังสือ “ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย” ผลงานของ นนทพร อยู่มั่งมี/p pโดยชี้ให้เห็นธรรมเนียมที่เปลี่ยนแปลงของงานพระราชพิธีพระบรมศพในยุครัตนโกสินทร์สมัยใหม่ โดยในงานพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการลดปริมาณการใช้ไม้ในการก่อสร้างพระเมรุมาศ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของหัวเมืองในการเกณฑ์ไพร่พลและทรัพยากรในการก่อสร้าง นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงให้เลิกธรรมเนียมโกนหัวไว้ทุกข์หลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต เลิกธรรมเนียมนางร้องไห้ และให้งดงานมหรสพในการออกพระเมรุ เริ่มเปลี่ยนแปลงการแต่งกายไว้ทุกข์จากชุดขาวเป็นชุดดำแบบตะวันตก นอกจากนี้ในสมัยหลัง งานพระบรมศพมีการใช้หีบพระบรมศพ ส่วนพระบรมโกศมีการตั้งไว้เพื่อเป็นพระราชเกียรติยศ/p pทั้งหมดล้วนสะท้อนความเชื่อและค่านิยมต่อการจัดงานศพในสังคมไทยของชนชั้นสูงจนถึงสามัญชนที่มีพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงเสมอ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/310/32309171342_8b847999a8_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vbe9_8PzjwE" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน'..

Sun, 22/01/2017 - 16:15
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/762/32415256356_049a338f16_o_d.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="margin-left: 200px;"br /โลกเหมือนใช่ ใหญ่สุด ใบพุทราbr /กระบวนการ ยุติทำมา ดั่งรูหนูbr /เสรีภาพ ปิดหู ปิดตาดูbr /โลกรับรู้ กู่ร้อง ก้องภายใน/p p style="margin-left: 200px;"โลกของใคร บ้านของใคร ใจของโลกbr /ยินเสียงเพียง โศรกสลด ประโยชน์ไหนbr /ที่อ้างความ มั่นคง นั้นเพื่อใครbr /สิทธิเสรี นี้ยิ่งใหญ่ ควรได้มา/p p style="margin-left: 200px;"ปลดปล่อย 'ไผ่ ดาวดิน' ถวิลหวังbr /โลกคงยัง สรรเสริญ เกินค่ากว่าbr /กระบวนการ ยุติธรรม ควรนำพาbr /มอบคืนสู่ ปวงข้าฯ ประชาชน.../p p style="margin-left: 200px;"nbsp;/p p style="margin-left: 200px;"nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2017/01/69718" target="_blank"เรื่องราวจากห้องพิจารณาคดี quot;ไผ่ ดาวดินquot;/a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.org/journal/2017/01/69699" target="_blank"ความยุติธรรมไร้ความหมาย บทกวีจากกรงขังโดย ไผ่ ดาวดิน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QwI_wGzHQ9s" height="1" width="1" alt=""/

กมธ.วิทยาศาสตร์ สนช. เรียกไทยคมแจงกรณีดาวเทียมไทยคม 7

Sun, 22/01/2017 - 12:42
div !--break--!--break--/div diva href="http://www.tnamcot.com/content/639872"สำนักข่าวไทย/a รายงานเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าแหล่งข่าวคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม สภานิติบัญัติแหงชาติ (สนช.) กล่าวว่า กรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เข้าชี้แจงกรณีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 ที่ตำแหน่งวงโครงจรที่ 120 องศาตะวันออก เนื่องจากมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวหนังสือพิมพ์จีน satellitetoday ระบุว่า ไทยคมเช่าใช้ดาวเทียมไทยคม 7 โดยได้ร่วมลงทุนแชร์ดาวเทียมกับจีน ภายใต้ชื่อ เอเชียแซท 6 โดยไทยคม ไม่ได้เป็นผู้ยิงดาวเทียม 7 จริง แต่เป็นการเช่าใช้ดาวเทียมร่วมกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีการประชุมวาระการทำกฏหมายกิจการอวกาศ จึงได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยต้องการให้ไทยคมฯ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเดือนมกราคมนี้ ว่ามีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 จริงหรือไม่/div divnbsp;/div div“ข้อเท็จจริงที่ได้ทราบมาคือไทยคมไม่ได้เป็นเจ้าของดาวเทียมดวง 7 แต่เป็นการใช้ดาวเทียมร่วมกันกับจีน ซึ่งไทยและจีนยื่นเอกสารข่ายงานดาวเทียม (Filing) เพื่อจองตำแหน่งวงโครจรของดาวเทียมสื่อสาร (ไฟลลิ่ง) ที่ระดับเดียวกัน 120 องศาตะวันออก โดยดาวเทียมไทยคม 7เป็นการทำสัญญาภายใต้คอนเซ็ปต์ “คอนโดแซท” โดยไทยคมเช่าช่องสัญญาณ 14 ทรานสปอนเดอร์ ของจำนวนช่องสัญญาณที่ให้บริการทั้งหมด 28 ทรานสปอนเดอร์ และให้บริการบนย่านความถี่ซี-แบน เพื่อให้บริการในชื่อทางธุรกิจ เอเชียแซท 6 ” แหล่งข่าวกล่าว/div divnbsp;/div divด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจารโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมของกระทรวงดีดีและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีกระทรวงดีอี และกสทช. ร่วมหารือเพื่อหาแนวทางการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมว่าจะมีมาตรการใดในการกำกับดูแลกิจการดาวไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่ กสทช.ได้ออกใบอนุญาตไปแล้ว โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาว่าจะหาแนวทางใดที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์ ทั้งนี้ไทยคมฯ มีข้อเสนอให้กับภาครัฐ โดยการให้หน่วยงานรัฐใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 7,8ได้ดวงละ 1 ทรานสปอนเดอร์ ส่วนดาวไทยไทยคม 5 และ 6 ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2564 เสนอภาครัฐให้ไทยคมฯ ได้ดำเนินการให้บริการต่อ ด้วยการเช่าดาวเทียมดังกล่าว และไทยคมฯ ยินดีชำระค่าเช่าให้เท่ากับการชำระค่าสัมปทานร้อยละ 20.5 ต่อปี/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kn3KM7dlOhs" height="1" width="1" alt=""/

'นปช.' จัดเวทีปรองดอง ระบุพร้อมเซ็น 'เอ็มโอยู-สัจจะวาจา'

Sun, 22/01/2017 - 11:57
div'นปช.' จัดเวทีปรองดอง 'จตุพร' พร้อมเซ็นเอ็มโอยู-สัจจะวาจา หวังผลศึกษา ป.ย.ป. ไม่ถูกเก็บในลิ้นชักอีก ด้าน 'โคทม' เสนอ 3 ข้อปรองดอง ชงนำคู่ขัดแย้งร่วมสานเสวนาระดับชาติ 1-2 สัปดาห์ ก่อนทำข้อตกลงร่วมกัน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href="http://www.dailynews.co.th/politics/550523"เว็บไซต์เดลินิวส์/a รายงานเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี nbsp;ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว nbsp;พีซทีวีร่วมมือกับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดรายการทางวิชาการ เวทีทัศน์ เรื่อง "ปรองดอง" เป็นครั้งแรก โดยมีนายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากรคนแรก ที่มาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ การสร้างความปรองดองสมาฉันท์ให้เกิดขึ้นแก่ประเทศไทยnbsp;/div divnbsp;/div divโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวว่า พวกตนไม่ต้องการให้ประเทศอยู่ในวังวนความขัดแย้ง แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการทำและศึกษาเรื่องการปรองดองกันมานาน แต่สุดท้ายก็เก็บไว้ในลิ้นชัก ดังนั้นการปรองดองในครั้งนี้ไม่ว่าจะเอาบุคคลที่มีภาพลักษณ์ มีภาพพจน์อย่างไรมาทำ ท้ายที่สุดผลการศึกษาก็อยู่ในลิ้นชักเหมือนเดิม จะเอาทหารมาทั้ง 100 เปอร์เซนต์ตนก็ไม่ขัดข้อง จะเอานายพล หรือพลทหารก็ตาม เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจเป็นคนตัดสินใจ เพราะผลการศึกษาเรื่องการปรองดองมีมาก แต่เราจะนำผลลัพท์ที่ได้ไปสู่การปฎิบัติอย่างจริงจังได้อย่างไร เพราะตนไม่อยากให้เรื่องปรองดองจบอยู่ในลิ้นชักเหมือนเดิม/div divnbsp;/div div"วันนี้ คสช.ต้องการเรื่องการปรองดองเราก็พร้อมสนับสนุน ให้ความร่วมมือจะเซ็นเอ็มโอยู หรือให้สัจจะวาจาอะไรเราเอาทั้งนั้น โดยยึดหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคเพราะถ้าไม่มีตรงนี้จะให้มีการเลือกตั้ง ต่อไปก็จะมีปัญหา ส่วนที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พูดว่าไม่มีอภัยโทษ ไม่มีนิรโทษกรรมนั้น วันนี้เรายังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการตั้งคำถาม 10 ข้อแล้วประชาชนต้องการอย่างไร เพราะวันนี้ผมมองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็ต้องอยู่บนเวทีเดียวกัน และผมอยากให้คุยเรื่องการปรองดรองในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย นำมาสู่การปฎิบัติอย่างจริงจัง ถ้านำเงินเหล่านี้ไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้หลายเส้นแล้ว" นายจตุพร กล่าว/div divnbsp;/div divนายโคทม กล่าวว่า เราจะต้องพูดคุยเรื่องการเมือง เพราะเราทะเลาะกันมา 10 ปี เป็นเรื่องการเมือง ดังนั้นจะต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั้งระดับรากหญ้า ระดับชนชั้นกลางที่รวมตัวกันเป็นภาคประชาสังคม ได้แสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการขับเคลื่อนการปฎิรูปจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ในระบบปกติ เพราะเมื่อมีปัญหาเรื่องการเมืองเราก็ต้องแก้ด้วยการเมืองไม่ใช่ใช้การยึดอำนาจ ทั้งนี้ในเรื่องของการปรองดองเป็นเรื่องของการยินยอมพร้อมใจและต้องเข้าใจตัวเอง จึงต้องใช้การ "สานเสวนา" เป็นแนวคิดหลักในเรื่องนี้ ด้วยการพูดคุย รับฟัง โดยไม่มีการผูกขาดใด ๆ/div divnbsp;/div divนายโคทม กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการปรองดองต้องเริ่มต้นด้วยความอ่อนน้อม ถ่อมตน มีขันติในการรับฟังคนอื่น เพราะต้นเหตุของความขัดแย้ง มี 3 อย่างคือ 1.ทัศนคติ ความเชื่อ ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมการณ์และมุมมองของแต่ละคน 2.การกระทำ ก่อนหน้านี้ นปช.ได้สร้างโรงเรียนเสื้อแดง วันนี้ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนปรองดองบนลานเสวนา เป็นต้น 3.ตัวประเด็นเนื้อหาต่างๆ ซึ่งทางการเมืองอย่าไปสร้างกระบวนการ "วาทกรรม" ที่ให้สังคมคล้อยตาม โดยช่วงหนึ่งประเทศไทยใช้วาทกรรมคำว่า "ประชาธิปไตย" มาสร้างความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามตนอยากให้มีการนำเรื่องภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มาศึกษาด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะไม่เช่นนั้นทำไม กปปส.ถึงมีคนภาคใต้มาก ขณะที่นปช. เป็นคนอีสาน และเพราะสาเหตุใดความขัดแย้งการเมืองในครั้งนี้ถึงลงไปในระดับครอบครัว มีการแบ่งเหลือง แบ่งแดงที่ชัดเจนมาก/div divnbsp;/div divนายโคทม กล่าวต่อว่า สำหรับทางออกเรื่องการปรองดองคือ "เหลียวหลัง รั้งสติมาอยู่กับปัจจุบันเพื่อมองไปอนาคตข้างหน้า" ซึ่งการเหลียวหลังคือ การต่อรองด้วยการเล่าเรื่องในอดีตใหม่อย่างไร และการเยียวยา ซึ่งควรจะมีการนิรโทษบ้างในบางเงื่อนไข nbsp;ส่วนปัจจุบันที่ควรทำคืออย่าเพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้ง ควรเปิดเสรีแสดงความคิดเห็นให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในช่วงนี้ใครออกมาแสดงความเห็นก็อย่าไปปิดปาก รวมไปถึงควรมีการวางแผน สร้างกลไกปรองดอง เช่น เปิดเวทีเสวนา เป็นต้น ส่วนมองอนาคต เราควรเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งที่เสรี เที่ยงธรรม แล้วนำไปสู่การตั้งรัฐบาลที่สุจริต เที่ยงธรรม/div divnbsp;/div divนายโคทม กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเสนอแนะในการปรองดอง มี 3 ข้อดังนี้ 1. เอาผู้ที่ขัดแย้งมาทำการ"สานเสวนาระดับชาติ" คุยโต๊ะกลม แลกเปลี่ยนความเห็น 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหา 2.สร้างประชาธิปไตยระดับรากหญ้าให้แข็งแรง nbsp;3.สร้างสัมพันธ์ข้ามความคิดที่แตกต่างกันทางการเมือง หรือที่เรียกว่า "ฟื้นความเป็นเพื่อน" เพื่อสร้างความปรองดองในชนชั้นกลาง/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายเป็นการถาม- ตอบ จากผู้ชมทางบ้าน มีคำถามที่น่าสนใจ โดยถามว่าเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดตรงตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้หรือไม่ นายโคทม กล่าวว่าตรงนี้เหตุปัจจัยมีเยอะพอสมควร ตรงนึ้ คสช. จะเร่งหรือจะชะลอก็ได้ ซึ่งตนเดาว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ไม่น่าเสี่ยงกับการเสียคำพูด หากจะช้าจากที่เคยพูดไว้ก็คง 2-3 เดือน/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YCftNW25tAc" height="1" width="1" alt=""/

กรุงเทพโพลล์ระบุคนนิยม 'พรรคประชาธิปัตย์' มากกว่า 'พรรคเพื่อไทย'

Sun, 22/01/2017 - 11:25
divกรุงเทพโพลล์สำรวจความนิยมพรรคการเมืองระบุพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมมากที่สุด รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรครักประเทศไทยnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/585/31640104003_b7829fa900_o_d.jpg" style="width: 580px; height: 955px;" //div divnbsp;/div div22 ม.ค. 2560 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง 'คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย ปี 2560' โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,216 คน พบว่า คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ร้อยละ 17.5 nbsp;(เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายน 2559 ร้อยละ 0.6) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 15.7 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4) nbsp;พรรคชาติไทยพัฒนามีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.9 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7) พรรครักประเทศไทยมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.4 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5) และพรรคพลังชลมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 0.4 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1)nbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่า “หากวันนี้ มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน nbsp;พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 ระบุว่าจะ 'สนับสนุน' (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์2559 ร้อยละ 3.2) ขณะที่ร้อยละ 17.9 ระบุว่าจะ 'ไม่สนับสนุน' ส่วนที่เหลือร้อยละ 20.3 งดออกเสียง/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/fz7UOb2FRp0" height="1" width="1" alt=""/

TCIJ: เปิดสถิติ 'กองทุนยุติธรรม' จ่าย 'ประกันตัว-ทนายความ' มากสุด

Sun, 22/01/2017 - 11:09
pสถิติ ‘กองทุนยุติธรรม’ ปี 2549-2559 มีผู้มายื่นคำขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ รวม 17,436 ราย จ่ายเงินช่วยเหลือไปทั้งสิ้น 438,925,005.77 บาท พบอนุมัติ ‘ค่าประกันตัว’ เป็นอันดับแรก ตามมาด้วย ‘ค่าทนายความ’ ช่วยเหลือประกันตัวคดี ‘ลักทรัพย์-บุกรุก-พยายามฆ่า-ทำร้ายร่างกาย-คดีฉ้อโกง’ มากที่สุด/p p!--break--!--break--/p pbr /‘กองทุนยุติธรรม’ เป็นอีกหนึ่งในความพยายามแก้ปัญหา ‘ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ’ ของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นปัจจัยให้คนยากไร้และคนจน ไม่สามารถต่อสู้คดี หรือดำเนินการต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ กระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งกองทุนฯ นี้ขึ้นมาเมื่อปี 2549 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย การฟ้องร้อง การดำเนินคดี หรือการบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีการออกnbsp;a href="http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/stories/2554/04/ll1.pdf"ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2553/anbsp;ขึ้น ต่อมาพบว่าข้อจำกัดของระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2553 มีหลายประการ เช่น การไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่จะทำนิติกรรมสัญญาที่สมบูรณ์ รายได้มาจากงบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียว วัตถุประสงค์ค่อนข้างจำกัด ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงได้พัฒนายกระดับระเบียบกระทรวงยุติธรรม เป็นnbsp;a href="http://www.jfo.moj.go.th/docs/JusticeFundAct2015.PDF"พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558/anbsp;ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ครอบคลุมการช่วยเหลือมากขึ้น และเกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น/p table tbody tr td pพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558/p pมาตรา 5 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เรียกว่า 'กองทุนยุติธรรม' มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดี การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน/p pมาตรา 9 เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการ ดังต่อไปนี้nbsp;br /(1) การช่วยเหลือประชาชนในการดำเนินคดีnbsp;br /(2) การขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยnbsp;br /(3) การช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนnbsp;br /(4) การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนbr /(5) การดำเนินงานกองทุนหรือการบริหารกองทุน และกิจการอื่นที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับการจัดกิจการของกองทุน/p pมาตรา 11 ให้จัดตั้งสำนักงานกองทุนยุติธรรมขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการให้กับกองทุน คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้nbsp;br /(1) รับคำขอรับความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัตินี้br /(2) เสนอความเห็นประกอบคำขอตาม (1) เพื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาbr /(3) ประสานงานและร่วมมือกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชน ในการดำเนินงานของกองทุนnbsp;br /(4) รับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินของกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังbr /(5) พัฒนาระบบ รูปแบบ วิธีการ และการให้บริการของกองทุน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนnbsp;br /(6) เก็บ รวบรวม วิเคราะห์ และวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนnbsp;br /(7) ปฏิบัติการอื่นหรือกระทำกิจการตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ/p /td /tr /tbody /table pปัจจุบันการช่วยเหลือโดยกองทุนยุติธรรมมี 8 กรณี คือ 1.การประกันการปล่อยตัวชั่วคราว 2.จ้างทนายความในคดีอาญา แพ่ง ปกครองหรือบังคับคดี 3.ค่าธรรมเนียมขึ้นศาลและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ 4.ค่าใช้จ่ายการพิสูจน์ หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ 5.ค่าพาหนะ ที่พัก ค่าตอบแทนอื่นตามความจำเป็น 6.การคุ้มครองช่วยเหลือให้ได้รับความปลอดภัย 7.ความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญา ปกครอง หรือละเมิดที่กระทบต่อประชาชนหรือกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 10 รายขึ้นไป หรือกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และ 8.สนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นตามวัตถุประสงค์/p pa href="http://www.jfo.moj.go.th/Docs/Legal-Announcement1.pdf"(อ่านเพิ่มเติม: หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการให้ความช่วยเหลือในการดำเนินคดีจากกองทุนยุติธรรม)/a/p table tbody tr td pstrongชี้nbsp;‘จุดอ่อน’ กองทุนยุติธรรม/strong/p pในรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการศึกษาประเมินผลสำเร็จกองทุนยุติธรรม เสนอ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 2558 ได้ระบุปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานกองทุนยุติธรรมที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งสำนักงานยุติธรรมจังหวัดและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2548 การบริหารจัดการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดได้ประสบผลสำเร็จมาตามลำดับ แม้ว่าประสบปัญหาอุปสรรคหรือข้อจำกัดหลายประการที่จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้/p pstrongปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานกองทุนยุติธรรมส่วนกลาง/strongnbsp;โดยทั่วไปเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ มีจำนวนไม่เพียงพอ โดยเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่มีภารกิจที่เป็นงานประจำมาก ในขณะที่การร้องขอรับการช่วยเหลือมีจำนวนมากและในหลายเรื่องมีความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงในต่างพื้นที่ รวมไปถึงการประมวลข้อมูลให้กับคณะ กรรมการที่พิจารณา ส่งผลให้เกิดปัญหาในการดำเนินการ การร้องขอรับความช่วยเหลือแทบทุกเรื่องจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน มีการตรวจสอบและประมวลผลเพื่อการพิจารณาแนวโน้มการแพ้ชนะด้วย/p pstrongปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานกองทุนยุติธรรมส่วนภูมิภาคnbsp;/strong(1) ปัญหาด้านระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งการแจ้งผลการขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ในกรณีมอบหมายให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดพิจารณา อาจมีการตั้งคณะกรรมการในจังหวัดมาร่วมพิจารณาอีก ทำให้กินระยะเวลาดำเนินการนาน (2) ปัญหาด้านข้อเท็จจริงที่ผู้ขอรับการช่วยเหลือ ซึ่งให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้อง ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ขอรับความช่วยเหลือยังให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง (3) ปัญหาการจัดจ้างทนายความ เนื่องจากการดำเนินการจัดจ้างทนายความ ดำเนินการภายใต้ระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ซึ่งยังไม่ยืดหยุ่นในการดำเนินการ นอกจากนี้ กรณีที่ผู้ขอรับการช่วยเหลือมีทนายความอยู่แล้ว ไม่สามารถขอรับการช่วยเหลือได้ หรือ การที่ผู้ขอรับการช่วยเหลือกับทนายความที่จัดหาให้ไม่สามารถร่วมงานกันได้ดี และ (4) ปัญหาด้านปริมาณบุคลากรที่ปฏิบัติงานมีจำนวนไม่เพียงพอ และเจ้าหน้าที่มีภารกิจงานด้านอื่นๆ อีก ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการและเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาเรื่องศักยภาพเจ้าหน้าที่ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนยุติธรรม มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม ตามผลการสัมมนา เรื่อง ‘ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม’ โดยในเบื้องต้น ฝ่ายเลขานุการฯ ได้จัดให้มีโครงการศึกษาดูงานการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม เนื่องจากในการดำเนินงานกองทุนยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ในสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ยังมีบางเรื่องที่เจ้าหน้าที่ ยังต้องทำความรู้ความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติงาน เช่น การสรุปประเด็นข้อเท็จจริง การสรุปสำนวนแห่งคดี การจัดทำความเห็นเบื้องต้น ฯลฯ nbsp;บางครั้งเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน จึงทำให้การดำเนินงานกองทุนยุติธรรมเกิดความล่าช้า ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงทีnbsp;/p pstrongมุมมองปัญหาจากภาคประชาชน/strongnbsp;นอกจากนี้โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้เคยเผยแพร่รายงานnbsp;a href="https://ilaw.or.th/node/4058"'กฎหมายกองทุนยุติธรรมกับหกปัญหาที่หลงเหลือก่อนบังคับใช้จริง'/anbsp;ระบุถึง 6 ปัญหาของ พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม ดังนี้ (1) คนไร้ญาติ คนไม่มีงานทำ ฟรีแลนซ์ อาจขอเงินกองทุนมาประกันตัวไม่ได้ (2) การไม่กำหนดระยะเวลาการพิจารณาขอรับความช่วยเหลือเอาไว้ในชั้นพระราชบัญญัติ (3) หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาให้การช่วยเหลืออาจทำให้คณะกรรมการตัดสินความผิดล่วงหน้าแทนศาล (4) คณะกรรมการกองทุนยุติธรรมยังขาดสมดุลระหว่างภาครัฐกับประชาชน (5) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประจำจังหวัดไม่มีที่นั่งให้ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ และ (6) ขาดช่องทางร้องเรียนหรืออุทธรณ์กรณีที่การพิจารณาให้การช่วยเหลือนั้นไม่เป็นธรรม ให้ชัดเจน/p /td /tr /tbody /table pจากข้อมูลของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่าตั้งแต่จัดตั้งกองทุนยุติธรรมเมื่อปี 2549-2558 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558) มีผู้มายื่นคำขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ รวม 17,436 ราย พิจารณาไปแล้ว 16,484 ราย จ่ายเงินช่วยเหลือไปทั้งสิ้น 438,925,005.77 บาท โดยเริ่มแรกเมื่อก่อนตั้งกองทุนในปี 2549 นั้น มีผู้ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนแค่ 8 ราย มาในปี 2559 มีผู้ขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนถึง 4,529 รายเลยทีเดียวปีnbsp;2549-2558 จ่ายช่วยเหลือแล้ว 438,925,005.77 บาท/p pทั้งนี้ เมื่อปี 2557 เคยมีการเสนอ ‘โครงการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 88 พรรษา’ โดยเสนอแนวคิดในการใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมช่วยประกันตัวผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจากศาล ที่ต้องโทษคดีลหุโทษ เช่น คดีการพนัน คดีบุกรุกที่ดินรัฐ หรือบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งผู้ต้องขังเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน เมื่อถูกจับกุมจะไม่มีเงินวางศาลเพื่อประกันตัวออกไปสู้คดี ทำให้เสียโอกาสในการทำมาหากินหรือดูแลครอบครัว ในตอนนั้น มีการประเมินกันว่าหากใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมเพียง 120 ล้านบาท ก็จะสามารถช่วยประกันตัวผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีจากศาลได้ถึง 59,000 ราย เลยทีเดียว/p table tbody tr td div data-block="true" data-editor="f0guo" data-offset-key="dbng4-0-0"nbsp;/div pstrongตัวอย่างคดีดังที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม/strong/p pคดีคนเก็บขยะตั้งแผงขายซีดีnbsp;นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา พนักงานประจำรถขยะของกรุงเทพมหานคร จำเลยในคดีมีแผ่นซีดีเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 โดยกองทุนยุติธรรมอนุมัติหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเงิน 240,000 บาท ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์/p pคดีสมาชิกสวัสดิการกองทุนหมู่บ้านบางปลาnbsp;กรณีชาวบ้านชุมชนบางปลา หมู่ 4 ต.บ้านเกาะ อ.เมืองสมุทรสาคร ได้นำเงินสมทบกับกองทุนสวัสดิการสมาคมเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งประเทศไทย ต่อมาได้รับแจ้งว่า กองทุนหมู่บ้านฯ สาขานครปฐม ขาดสภาพคล่องทางการเงินมานานหลายปี แต่ไม่ได้แจ้งให้สมาชิกรับทราบและยังคงเก็บเงินกับสมาชิกทุกเดือนเหมือนมีเจตนาปกปิดสถานภาพทางการเงิน คดีนี้กองทุนยุติธรรมได้ช่วยเหลือในเรื่องของการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายที่มีรายได้น้อย/p pกรณีกลุ่มชาวนา จ.ลพบุรีnbsp;จำนวน 35 ราย ขายข้าวเปลือกให้โรงสีข้าวแล้วไม่ได้เงิน โดยกองทุนยุติธรรมได้อนุมัติค่าทนายความและค่าธรรมเนียมศาลในการต่อสู้คดี เป็นเงิน 210,000 บาท/p pกรณีชาวเลหาดราไวย์nbsp;กองทุนยุติธรรมได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล ค่าตรวจพิสูจน์พันธุกรรมและค่าประกันตัวช่วยต่อสู้คดีที่ถูกฟ้องขับไล่ที่ช่วยเหลือทั้งศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกา จำนวน 36 ราย เป็นเงิน 323,440 บาท และช่วยเหลือเงินประกันตัว จำนวน 9 ราย เป็นเงิน 45,000 บาท/p pคดี 2 ผู้เฒ่าตัดไม้พะยูงในที่ดินตัวเองnbsp;กองทุนยุติธรรมได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือนายทองสุข พันชมภู อายุ 80 ปี และนายเดิน จันทกล อายุ 70 ปี ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาตัดไม้พะยูงในที่นาของตัวเอง จ.มหาสารคาม โดยกองทุนยุติธรรมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินคดีตั้งแต่ค่าปล่อยตัวชั่วคราว และค่าจ้างทนายความในการดำเนินคดี/p /td /tr /tbody /table h4strongรูปแบบ-แบบแผน การอนุมัติจ่ายเงินกองทุน/strong/h4 p style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170121-1502FGVR82A81KBJ.png" style="height: 401px; width: 590px;" //p pbr /เมื่อพิจารณาข้อมูลตั้งแต่จัดตั้งกองทุนยุติธรรม ปี 2549-2558 nbsp;จากการจ่ายเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 438,925,005.77 บาท หากคำนวณสัดส่วนเม็ดเงินในการช่วยเหลือ พบว่าอันดับ 1 เป็นการจ่ายช่วยเหลือเงินประกันตัวถึง 353,325,303.02 บาท คิดเป็น 87.70% อันดับ 2 ค่าทนายความ 25,932,949.00 บาท คิดเป็น 6.44% อันดับ 3 ค่าธรรมเนียมศาล 14,293,906.00 บาท คิดเป็น 3.55% อันดับ 4 ค่าตรวจพิสูจน์ 2,603,927.00 บาท คิดเป็น 0.65% อันดับ 5 คุ้มครองพยาน 434,400.00 บาท คิดเป็น 0.11% อันดับ 6 ค่าพาหนะ 302,359.00 บาท คิดเป็น 0.08% อันดับ 7 อาญากลุ่ม 230,000.00 บาท คิดเป็น 0.06% และอื่น ๆ 5,693,620.00 บาท คิดเป็น 1.41% nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170121-15027B4NWZ9GNU52.png" style="height: 582px; width: 590px;" //p pพิจารณาในด้านสถิติประเภทคดีที่มีการยื่นคำขอนั้น พบว่าการให้ความช่วยเหลือหรืออนุมัติจ่ายเงินกองทุนยุติธรรม 5 ลำดับคดีแรก ในแต่ละกรณีปรากฏดังนี้ การประกัน ลำดับแรกที่อนุมัติ คือ 1. คดีลักทรัพย์ 2. คดีบุกรุก ที่มีอัตราโทษไม่สูง/กระทำความผิดครั้งแรก 3. พยายามฆ่า 4. ทำร้ายร่างกาย และ 5. คดีฉ้อโกง (โดยคดีลักทรัพย์, พยายามฆ่า, ทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง จะมีพฤติการณ์ให้การปฏิเสธ) ค่าทนาย ลำดับแรกที่อนุมัติ คือ 1. คดีเอกเทศสัญญา 2. คดีที่ดิน 3. คดีครอบครัว 4. คดีละเมิด และ 5. คดีอาญา (ทุกคดีจะมีพฤติการณ์คุ้มครองสิทธิและเป็นคนยากไร้) ค่าธรรมเนียมศาล ลำดับแรกที่อนุมัติ คือ 1. คดีครอบครัว 2. คดีที่ดิน 3. คดีละเมิด 4. คดีเอกเทศสัญญา และ 5. คดีมรดก (ทุกคดีจะมีพฤติการณ์คุ้มครองสิทธิและเป็นคนยากไร้) ค่าตรวจพิสูจน์ ลำดับแรกที่อนุมัติ คือ 1. คดี DNA 2. คดีครอบครัว 3. คดีอาญา 4. คดีเอกเทศสัญญา 5. คดีที่ดิน (ทุกคดีจะมีพฤติการณ์คุ้มครองสิทธิและเป็นคนยากไร้) และ ค่าพาหนะ ลำดับแรกที่อนุมัติ คือ 1. คดี DNA 2. คดีที่ดิน 3. คดีครอบครัว 4. คดีอาญา 5. คดีละเมิด/p pนอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสนใจคือประเด็น ‘พื้นที่’ โดยข้อมูลในปี 2558 พบว่าจากภาพรวมของผู้ยื่นคำขอทั้งหมด 4,542ราย เมื่อแยกออกเป็นแต่ละภูมิภาค อันดับแรกที่มีผู้มาร้องเรียนมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ (สำนักงานส่วนกลาง) จำนวน 1,315 ราย คิดเป็น 28.95% รองลงมาคือ ภาคกลาง จำนวน 1,028 ราย คิดเป็น 22.63% ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 883 ราย คิดเป็น 19.44% ตามมาด้วยภาคเหนือ จำนวน 865 ราย คิดเป็น 19.04% และภาคใต้ จำนวน 451 ราย คิดเป็น 9.94%/p pอนึ่ง ข้อมูลของกองทุนยุติธรรมในnbsp;a href="http://www.jfo.moj.go.th/stat/Stat2016.jpg"ปี 2559/anbsp;ยังเป็นข้อมูลไม่สมบูรณ์ จึงขอนำข้อมูลในnbsp;a href="http://www.rlpd.go.th/rlpdnew/images/rlpd_3/KT2559/Jan/22-1-59-2.pdf"ปี 2558/anbsp;ที่มีความสมบูรณ์กว่ามาใช้ในการวิเคราะห์ (เข้าถึงข้อมูล ณ กลางเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งรายงานประจำปี 2559 ของกองทุนยุติธรรมยังไม่เผยแพร่)/p pnbsp;/p pstrongอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:/strongbr /a href="http://www.tcijthai.com/news/2017/22/watch/6688"จับตา: ตัวอย่าง การให้ความช่วยเหลือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายของต่างประเทศ/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tXlXSqMd6Ik" height="1" width="1" alt=""/

เรื่องราวจากห้องพิจารณาคดี "ไผ่ ดาวดิน"

Sat, 21/01/2017 - 21:18
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/486/31627786783_938272c6a7_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pเมื่อวานนี้ (20 มค. 60) ผมกับเพื่อนทนายความไปที่ศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อว่าความให้กับ "ไผ่ ดาวดิน"/p pไผ่ถูกกล่าวหาจากทหารว่า เขากระทำผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีนำบทความของบีบีซีไทยไปแสดงในเฟสบุ๊คของตัวเอง/p pเมื่อวานเป็นวันที่ศาลนัดไต่สวนคำร้องของตำรวจที่ขอขังไผ่ไว้ในคุกอีก 12 วัน หลังจากที่ขังมาแล้วตั้งแต่ 22 ธค. ปีที่แล้ว/p pเมื่อวานนี้มีประชาชนผู้สนใจเข้าฟังการพิจารณาคดีจนเต็มห้องพิจารณาคดีที่ 2 มีทั้งอาจารย์ นักศึกษา เพื่อนฝูง และญาติมิตรของไผ่จำนวนมาก/p pเมื่อถึงเวลาผู้พิพากษาสาวท่านหนึ่งได้ขึ้นบัลลังก์พร้อมกับประกาศว่าจะพิจารณาคดีนี้แบบลับ ๆ ไม่เปิดเผย และจะห้ามมิให้คนอื่น ๆ เข้าฟังนอกจากไผ่ พ่อแม่ไผ่ และทนายความ/p pทุกคนในห้องพิจารณา (นอกจากผู้พิพากษาสาวท่านนั้น) ต่างตกตะลึง งุนงง และไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ให้ประชาชนฟังการพิจารณาคดีนี้ (ว่ะ) หลังจากหายตกตะลึงแล้วผมและเพื่อนทนายความช่วยกันแถลงกับผู้พิพากษาท่านนั้นว่า วันนี้เป็นแค่การไต่สวนตำรวจว่าทำไมต้องขังไผ่ไว้อีก 12 วัน มีเหตุผลอย่างไร เพราะถ้าศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องขังไผ่ไว้ ไผ่ก็จะได้ออกมาเรียนหนังสือตามปรกติ/p pนอกจากผมแล้ว ไผ่กับพ่อของไผ่ต่างลุกขึ้นชี้แจงแถลงว่า เขายอมรับการพิจารณาคดีในอำนาจของศาลแต่ต้องพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนเท่านั้น/p pไผ่ถามถึงเหตุผลว่า ทำไมศาลจึงต้องสั่งให้พิจารณาคดีลับ ไม่ยอมให้ประชาชนเพื่อนฝูงและญาติมิตรของเขาเข้าฟังด้วย มันขัดต่อหลักกฎหมายมิใช่หรือ/p pเท่าที่ผมได้ยินการตอบโต้ระหว่างไผ่กับผู้พิพากษาสาวท่านนั้น ผมเองรับว่าไม่ได้ยินเหตุผลอะไรจากผู้พิพากษานอกจากระบุว่า คดีนี้เป็นคดีความมั่นคง/p pสุดท้ายหลังจากไปปรึกษาหารือ (กับใครก็ไม่รู้) ท่านผู้พิพากษาได้กลับมาและแจ้งยืนยันว่า ท่านตกลงยืนยันให้การพิจารณาคดีนี้เป็นการพิจารณาคดีลับ ขอให้ประชาชนญาติมิตรเพื่อนฝูงของไผ่ออกไปจากห้องพิจารณา ให้เหลือแต่ไผ่ พ่อ และทนายความ/p pผมจำได้ว่า ทันทีที่ผู้พิพากษาสั่งเสร็จ ผมสบตากับไผ่สาบานได้ว่าผมเห็นแววตาที่ยิ้มเย้ยหยัน ผมยอมรับว่าในเวลานั้นผมละอายใจต่อไผ่และอับอายความเป็นจริงที่ผมมีส่วนยืนอยู่ในห้องพิจารณาคดีนี้/p pผมจำได้ว่า ไผ่ยืนขึ้นและกล่าวกับผู้พิพากษาอย่างที่ผมเห็นว่า ทรนงองอาจอย่างยิ่งที่สุด ไผ่พูดด้วยเสียงราบเรียบอย่างอารมณ์ดีชนิดที่เป็นนิสัยของเขาว่า เมื่อท่านไม่ให้คนอื่นฟังการพิจารณาคดีนี้เขาก็ไม่ประสงค์ให้ทนายของเขาอยู่ในห้องพิจารณาคดีด้วย เขาเชิญให้ทนายออกไปเขาจะว่าความต่อสู้เองเพราะเขาไม่เคยได้รับสิทธิอะไรอยู่แล้ว จึงขอสละสิทธิที่จะมีทนายความในวันนี้ด้วย/p pผมมองไผ่และผู้พิพากษาที่สบตากันอยู่ ในวินาทีนั้นผมเห็นชัดว่า ใครเป็นผู้ต้องหาใครเป็นผู้พิพากษากันแน่/p pคนอื่น ๆ และทนายความของไผ่เดินออกจากห้องพิจารณาคดี ก่อนออกจากห้อง ผมกอดไผ่และบอกขอโทษเขา และเราทิ้งไผ่กับพ่อให้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องด้วยตัวเองในห้องพิจารณาคดีที่ 2 ของศาลจังหวัดขอนแก่นตามลำพัง ผมไม่ทราบว่าหลังจากนั้นในห้องพิจารณาคดีเกิดอะไรขึ้น/p pน้องทนายที่ไปด้วย ถามผมว่าผมขอโทษไผ่ทำไม ตอบตรง ๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมขอโทษไผ่ทำไม แต่ผมบอกน้องทนายที่ถามผมว่าพี่ขอโทษไผ่แทนกระบวนการยุติธรรมว่ะ/p pหลังการต่อสู้อย่างเดียวดายในห้องพิจารณาคดี/p pไผ่ถูกสั่งขังต่อไปอีก 12 วันbr /br /br /br /strongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกใน a href="https://www.facebook.com/krisadangpawadee.nutcharus/posts/1379264512104258?pnref=story"Facebooknbsp;Krisadang-Pawadee Nutcharus/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ju4Ek0-u_io" height="1" width="1" alt=""/

ความสุข การศึกษา และมหาชน

Sat, 21/01/2017 - 20:20
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/760/32317545971_2f18718009_b_d.jpg" style="width: 364px; height: 450px;" /br /span style="color:#000080;"จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-73)nbsp;/span/p pการปฏิรูปการศึกษากับความสุขของมหาชนไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่อย่างใด จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill, 1806-73) นักปรัชญา นักทฤษฎีรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และเรียกร้องสิทธิสตรีเป็นคนแรกๆ วิเคราะห์ประเด็นนี้ มิลล์เป็นนักปรัชญาที่ได้รับการยกย่องสูงมาก มีความใกล้ชิดกับเจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham, 1748-1832) ผู้เป็นบิดาแห่งแนวคิดประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เขาได้รับการศึกษาอย่างดีตั้งแต่เด็ก ช่วงชีวิตหนึ่งต้องเผชิญภาวะจิตหดหู่ ผลงานชิ้นสำคัญคือ ว่าด้วยเสรีภาพ (On Liberty) และ ประโยชน์นิยม (Utilitarianism)/p pในทางญาณวิทยา มิลล์เป็นนักประสบการณ์นิยม ซึ่งถือว่าสิ่งที่จริงต้องพิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ เขาไปไกลถึงขั้นว่าแม้แต่ตรรกวิทยาและคณิตศาสตร์ก็เกิดจากการอนุมานจากประสบการณ์ ผลงานที่ชื่อระบบตรรกวิทยา (System of Logic) ของเขาก็ส่งอิทธิพลอย่างสูงในการศึกษาตรรกวิทยา แม้ว่าในช่วงหลังนักตรรกวิทยาหลายคนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิ เฟรเกอ ฮุสเซิร์ล และนักคิดสายนีโอคานเทียน (Neo-Kantian)/p pมิลล์เสนอหลักประโยชน์นิยมที่ถือว่าสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาคือสิ่งที่คนทั่วไปปรารถนากันจริงๆ ไม่ใช่ชีวิตที่ดีที่เป็นสากลและเป็นนามธรรม และความสุขบางอย่างสูงส่งกว่าความสุขบางอย่าง มิลล์ยกตัวอย่างความสุขของหมูย่อมไม่เท่ากับความสุขของคน หลักประโยชน์นิยมถือว่าความสุขจำนวนมากที่สุดสำหรับคนจำนวนมากที่สุด นอกจากนี้ มิลล์ยังเสนอหลักการแห่งเสรีภาพที่ถือว่าปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพ ไม่ควรตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอื่นหรือสังคมอย่างเซื่องๆ หลักการสองอย่างนี้ปรากฏในแนวคิดทางการศึกษาของเขาด้วย/p pDavid E. Cooper เห็นว่า แนวคิดทางการศึกษาของมิลล์อาจจะแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านแรกเรียกว่าปรัชญาการศึกษา มิลล์เห็นว่าเด็กมีความเห็นแก่ตัว หมายถึงมีความปรารถนาต่อสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้า ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวแบบผู้ใหญ่ที่คำนึงคำนวณประโยชน์ระยะยาว การศึกษาต้องมีหน้าที่ขัดเกลาให้เด็กคำนึงถึงความสุขของส่วนรวมด้วย มิลล์เห็นว่าจะต้องใช้การศึกษาและทัศนคติซึ่งมีอิทธิพลต่อบุคลิกลักษณะของมนุษย์ เพื่อสร้างจิตใจของปัจเจกบุคคลเพื่อผสานระหว่างความสุขส่วนตัวกับสิ่งที่ดีสำหรับส่วนรวม อีกด้านหนึ่ง มิลล์ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดการศึกษา หรือการปฏิรูปการศึกษา มิลล์เห็นว่ารัฐต้องจัดหาการศึกษาที่ดีให้แก่เยาวชน มิเช่นนั้นจะถือเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม (moral crime) มิลล์ไปไกลถึงขั้นเสนอว่าควรให้สิทธิทางการศึกษาแก่สตรีจนถึงระดับมหาวิทยาลัยด้วย หากพิจารณาถึงเงื่อนไขในยุคสมัยของเขา นับว่าข้อเสนอนี้ล้ำหน้าอย่างมาก/p pยิ่งกว่านั้น ประเด็นที่ยังเป็นข้อพิพาทกัน และไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้อย่างเช่นเรื่องศาสนาก็ไม่ควรมีการสอน เพราะจะเป็นการจำกัดความคิดเห็น เขากล่าวถึงขั้นว่า “ความพยายามทั้งหลายทั้งปวงของรัฐที่มีอคติเอนเอียงเกี่ยวกับข้อสรุปของพลเมืองที่มีต่อเรื่องที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่นั้น ถือว่าเป็นความชั่วร้าย” (On Liberty, p. 241.) อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของมิลล์ที่ดูจะค่อนไปทางอนุรักษนิยมก็มีอยู่ นั่นคือ เขาเสนอให้เด็กต้องเรียนภาษากรีกและละตินเพื่อพัฒนาสติปัญญา โดยสรุป มิลล์ถือว่ารัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาให้ประชาชน แต่ไม่ควรเข้ามากำกับการศึกษา เพื่อป้องกันการลำเอียงเข้าข้างทัศนะแบบใดแบบหนึ่ง/p pมิลล์เห็นว่าถึงที่สุดแล้วอุปสรรคสำคัญที่จะกีดกั้นไม่ให้เข้าถึงความสุขของคนทุกคนได้ก็คือระบบการศึกษาที่แย่และการจัดการสังคมที่เลว สิ่งที่น่าสังเกตคือมิลล์ไม่ได้พูดถึงหลักการมีชีวิตที่ดีสากลที่นามธรรม แต่หันมาพิจารณาความต้องการของคนจริงๆในการหาความสุข เลี่ยงความทุกข์/p pstrongการจัดการศึกษาที่ดีคือการสอนให้เด็กเข้าใจความต้องการของตน และคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวม ขณะเดียวกันก็ประกันเสรีภาพของปัจเจกบุคคลด้วย แม้แต่ในเรื่องความเห็น/strong/p pstrongย่อมไม่ใช่การชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือแนวคิดแบบใดแบบหนึ่งที่ยังเป็นข้อพิพาทกันอีก มาเป็นกรอบปฏิรูปการศึกษาเป็นแน่แท้/strong/p pnbsp;/p pbr /strongหมายเหตุ:/strong อ่านเพิ่มเติมที่br /br /Utilitarianism, On Liberty ed. By M. Warnock, London: Collins, 1962.br /br /Fifty Major Thinkers on Education: From Confucius to Dewey, ed. By Joy A Palmer et al. London and New York: Routledge, 2001./p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UbrbRyRYiKo" height="1" width="1" alt=""/

'ทรัมป์' ทำอะไรไปแล้วบ้าง หลังเข้าสาบานตนเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่

Sat, 21/01/2017 - 19:28
divบีบีซีไทย ประมวลการเริ่มงานของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อคืน 20 ม.ค. ที่ผ่านมาnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div21 ม.ค. 2560 a href="http://www.bbc.com/thai/international-38703015"บีบีซีไทย/a รายงานว่าหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 สาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อคืนนี้ (20 ม.ค.) มีการเริ่มงานในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ในทันที โดยเขาลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เสนอส่งไปยังวุฒิสภา และลงนามในคำประกาศให้มี "วันแห่งความรักชาติ" ซึ่งกำหนดให้เป็นวันหยุดของทั้งประเทศโดยจะมีขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าวันดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อใด/div divnbsp;/div divนายทรัมป์ยังลงนามในคำสั่งแรกในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร สั่งการให้องค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาลกลาง ลดและผ่อนปรนภาระในการกำกับควบคุมการดำเนินการตามกฎหมายประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดีโอบามา หรือที่เรียกกันว่าโอบามาแคร์ ในระหว่างที่รัฐสภากำลังพิจารณาหาทางยุบเลิกกฎหมายดังกล่าว และเปลี่ยนมาใช้กฎหมายฉบับใหม่/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ นายทรัมป์ยังลงนามใช้ข้อยกเว้นทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้พลเอก เจมส์ แมตทิส ฉายา "หมาบ้า" อดีตผู้บัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯซึ่งเกษียณอายุแล้ว เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ได้ โดยก่อนหน้านี้วุฒิสภาได้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างท่วมท้นให้พลเอกจอห์น เคลลี่ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในรัฐบาลของทรัมป์แล้วเช่นกัน/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุว่าจะเริ่มงานในตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดยขณะนี้เว็บไซต์ของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยลบนโยบายในการทำงานของนายโอบามาออก และบรรจุประเด็นสำคัญในการทำงานของนายทรัมป์ลงไปแทน 6 เรื่อง คือนโยบายด้านพลังงาน การต่างประเทศ การจ้างงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การทหาร การบังคับใช้กฎหมาย และข้อตกลงทางการค้า ซึ่งมีผู้วิจารณ์ว่ายังขาดนโยบายในเรื่องสิทธิพลเมือง การประกันสุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก/div divnbsp;/div divก่อนหน้านี้ในระหว่างการทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายทรัมป์ ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านนายทรัมป์ก่อเหตุวุ่นวายขึ้นหลายแห่งทั้งในกรุงวอชิงตันและที่เมืองอื่น ๆ ทั่วสหรัฐ โดยมีการทุบทำลายร้านค้าและจุดไฟเผารถยนต์ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ได้กล่าวในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งว่า จะทำให้ประเทศเป็นหนึ่งเดียว และการเข่นฆ่านองเลือดของอเมริกาจะต้องยุติลงที่นี่ เดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นการกล่าวเช่นนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/TWZxgp9V3Dw" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 ม.ค. 2560

Sat, 21/01/2017 - 18:39
div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divstrongธุรกิจเรือประมงไทยส่ออาการหนัก ขาดแรงงานจอดตายเพียบ-ราคาปลาพุ่ง 6 เท่าตัว/strong/div divnbsp;/div divเรือประมงไทยอาการหนัก แรงงานขาดแคลนต้องจอดเรือกันเพียบ ทั้งฝั่งอันดามัน อ่าวไทย และภาคตะวันออก เหตุโทษรุนแรงปรับถึงหัวละ 4 แสนบาท ออกเรือมีจำนวนแรงงานน้อยกว่าที่แจ้งล่วงหน้ายังถูกดำเนินคดีฟ้องศาล ขณะที่ ครม.เลื่อนการออกหนังสือ Seabook ให้แรงงานต่างด้าวจาก ม.ค.ไปกลาง มี.ค.นี้มีสิทธิ์ไม่ทันอีก/div divnbsp;/div divรายงานข่าวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่าจากการที่กรมประมงได้มีหนังสือถึงสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการให้เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป และขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้เครื่องมืออวนลาก อวนล้อมจับ อวนครอบปลากะตัก และมีแรงงานบนเรือเป็นคนต่างด้าว ต้องไปยื่นขอมีหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ภายหลังประกาศมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะสิ้นสุดภายในเดือนมกราคมนี้ ทางสมาคมได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกชาวประมงในหลายจังหวัด เกี่ยวกับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่มีความล่าช้าและมีขีดจำกัด ซึ่งชาวประมงเกรงว่าแรงงานต่างด้าวจะได้รับหนังสือคนประจำเรือ(Seabook) ไม่ทันตามระยะเวลาตามที่กรมประมงกำหนด เนื่องจากจะเริ่มดำเนินการบังคับใช้ตามกฎหมายแล้วนั้นทางสมาคมจึงได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอขยายระยะเวลาการมีหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) สำหรับแรงงานต่างด้าวออกไปอีก/div divnbsp;/div divรายงานข่าวกล่าวว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติในหลักการร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้/div divnbsp;/div divโดยสาระสำคัญของร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ขยายเวลาในการกำหนดให้คนประจำเรือที่ทำงานอยู่ในเรือประมง ซึ่งเป็นคนต่างด้าว และยังไม่มีหนังสือคนประจำเรือ ต้องมีหนังสือคนประจำเรือ จากเดิมที่ต้องดำเนินการภายใน 120 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 12 มกราคม 2560 ออกไปเป็นวันที่ 15 มีนาคม 2560/div divnbsp;/div divนางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากกรณีที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ให้ขยายระยะเวลาในการกำหนดให้คนประจำเรือที่ทำงานอยู่ในเรือประมงซึ่งเป็นคนต่างด้าว และยังไม่มีหนังสือ/div divnbsp;/div divคนประจำเรือให้มีหนังสือคนประจำเรือ (Seaman Book) จากเดิมที่ต้องมีการดำเนินการภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่มีผลใช้บังคับ (ภายใน 12 มกราคม 2560) เลื่อนออกไปเป็น 15 มีนาคม 2560 นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการได้เข้ายื่นหนังสือมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯถึงปัญหาในการจดทะเบียน โดยอุปสรรคหลักคือเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ขาดแคลนล่าม จึงทำให้ล่าช้า ทั้งนี้เร็ว ๆ นี้ตามกำหนดการเดิมในเดือนมกราคมนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กรมประมง ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เพื่อหารือและรายงานความก้าวหน้าผลการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งจะมีประเด็นความคืบหน้าผลการบังคับคดีเรือประมงผิดกฎหมาย ศูนย์ PIPO การควบคุมจำนวนเรือขนถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากเรื่องนี้เป็นระบบใหม่ กรมประมงมีการสั่งเครื่องมืออุปกรณ์มาทำงานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ทำให้ระบบและเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อม สามารถออกหนังสือ Seabook ให้แรงงานต่างด้าวได้เฉลี่ยวันละ 40-50 คน วันที่ 12 มกราคมนี้ไม่ทันอย่างแน่นอน และคาดว่าวันที่ 15 มีนาคมศกนี้ก็คงไม่เรียบร้อยเช่นกัน/div divnbsp;/div divสถานการณ์ของเรือประมงไทยขณะนี้อาการหนักมาก ต้องมีเอกสารไว้ยื่นกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมประมง กรมเจ้าท่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ศูนย์ตรวจสอบเรือเข้า-ออก (PIPO) และทหารเรือ กอปรกับไม่มีแรงงานใหม่ลงเรือ ทำให้เรือประมงต้องจอดตายนับร้อยลำที่ อ.กันตัง จ.ตรัง และอีกจำนวนมากที่สงขลา ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และภาคตะวันออก เพราะหากถูกจับเรื่องแรงงานผิดกฎหมายจะถูกปรับถึงรายละ 4 แสนบาท ล่าสุด เรืออวนล้อมปลากะตัก นำแรงงานผิดกฎหมาย 14 คนจับปลาถูกจับที่ภาคตะวันออกรวมแล้วถูกปรับคิดเป็นเงินกว่า 5.6 ล้านบาทหรือหากแจ้งล่วงหน้าต่อ PIPO ว่าจะมีแรงงานบนเรือประมงออกจับปลา 15 คน เมื่อออกไปจับจริงแรงงานบนเรือเหลือ 12 คน เพราะแรงงานมีการโยกย้ายบ่อยมาก ก็จะจับดำเนินคดีส่งฟ้องศาล ทำให้เรือประมงสุดจะอดกลั้นในปัญหาที่ถาโถมเข้ามาจำนวนมาก ในขณะที่การจ่ายค่าชดเชยการซื้อเรือคืนของภาครัฐก็ค่อนข้างช้า/div divnbsp;/div divส่วนราคาสินค้าประมงก็ขยับขึ้นสูงมาก ปลาทูจากที่เคยซื้อตัวละ 5 บาท ก่อนแก้ IUU ขณะนี้ตัวละ 20-30 บาทแล้วแต่ขนาดปลาสด จากเดิม กก.ละ 60-70 บาท ก็ขยับเป็น กก.ละ 150 บาท เพราะเรือประมงไม่ออกทะเลจำนวนมาก ทำให้ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปส่งออกในไทยต้องนำเข้าสัตว์น้ำจากมาเลเซียและอินเดียแทน/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484468704"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 15/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกสร.แนะนายจ้างตั้ง "สหกรณ์ออมทรัพย์" ช่วยลูกจ้างออม ป้องกันกู้หนี้นอกระบบ/strong/div divnbsp;/div divนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานจำนวนมากมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายและกู้เงินนอกระบบ มีหนี้สินจนส่งผลกระทบต่อการงาน ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากปัญหาดังกล่าว พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ กสร.เร่งดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่เพียงพอต่อรายจ่าย กสร.จึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยนำมาเป็นหลักในการส่งเสริมให้สถานประกอบการจัดสวัสดิการด้านเศรษฐกิจให้กับผู้ใช้แรงงาน ผ่านโครงการส่งเสริมให้จัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงาน ในการสร้างเสริมวินัยในการใช้จ่าย รู้จักพอประมาณ ความมีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันด้วยการออม ในกรณีที่มีความขัดสนเรื่องค่าใช้จ่ายลูกจ้างก็สามารถจะกู้ยืมเงินผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกันและเสียดอกเบี้ยในอัตราถูก ซึ่งจะเป็นหนทางในการป้องกันปัญหาการกู้ยืมเงินนอกระบบของลูกจ้าง/div divnbsp;/div divนายสุมเธ กล่าวว่า กสร.มีกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานวงเงิน 260 ล้านบาท ไว้ให้บริการแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการกู้ยืมเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ นายจ้างเจ้าของสถานประกอบการที่สนใจสอบถามได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน กสร. หรือโทร.สายด่วน 1546 อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างให้ความสำคัญกับการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการแล้ว ลูกจ้างเองก็ต้องให้ความสำคัญและตั้งใจที่จะแก้ปัญหาหนี้สินของตนเอง พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ไปปฎิบัติใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดเป็นนิสัยจนสามารถปลดหนี้และมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตามศาสตร์พระราชา/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9600000004753"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongประกันสังคมเตือนนายจ้างแจ้งเข้า-ออกลูกจ้างตรงเวลาที่กำหนด/strong/div divnbsp;/div divสำนักงานประกันสังคมจังหวัดแพร่ แจ้งเตือนให้นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกครั้ง ที่ลูกจ้างมีการเข้าทำงานภายใน 30 วัน และแจ้งออกจากงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยส่งข้อมูลผ่าน www.sso.go.th เพื่อความสะดวก รวดเร็วแก่นายจ้าง/div divnbsp;/div divนางนาฏน้อย เอิบสุขสิริ ประกันสังคมจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมพบว่ามีสถานประกอบการหลายแห่งรับลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนเข้าทำงาน หรือมีผู้ประกันตนออกจากงานไปแล้ว แต่ไม่ได้เนินการแจ้งขึ้นทะเบียนหรือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ฐานข้อมูลผู้ประกันตนซึ่งเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ส่งผลกระทบให้ผู้ประกันตนไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนหรือได้รับประโยชน์ทดแทนล่าช้า หรือเป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนเกินสิทธิของผู้ประกันตน/div divnbsp;/div divดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้ประกันตนและไม่ให้เกิดความผิดพลาดการจ่ายเงินกองทุนประกันสังคม กรณีการรับลูกจ้างเข้าทำงาน ขอให้นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ส่วนกรณีลูกจ้างออกจากงาน ให้นายจ้างแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากพบว่านายจ้างรายใดมีเจตนาแจ้งเข้าออกล่าช้า จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว นายจ้างสามารถส่งข้อมูลงานทะเบียนโดยทำรายการผ่านทาง www.sso.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประสังคมจังหวัดแพร่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 5452 2231-2 ต่อ 117-119 หรือ โทรสายด่วนประกันสังคม 1506/div divnbsp;/div diva href="http://lampang.prdnorth.in.th/ct/news/viewnews.php?ID=170115165335"ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่, 15/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongก.แรงงาน ไฟเขียว 90 ล้าน จ้างงานเร่งด่วนออก กม.จ่ายเงินทดแทนเยียวยาลูกจ้างภายหลังน้ำลด/strong/div divnbsp;/div divนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน แถลงว่าที่ประชุมกระทรวงเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงานในการฟื้นฟูภายหลังน้ำลด ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ทุกหน่วยงานระดมสรรพกำลังในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 12 จังหวัดภาคใต้ โดย พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ติดตามสถานการณ์และให้สำรวจข้อมูลสถานประกอบกิจการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งพบว่า มีสถานประกอบกิจการในพื้นที่ 12 จังหวัด 42,330 แห่ง ลูกจ้าง 1,094,360 คน สถานประกอบการได้รับผลกระทบ 8,753 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 127,018 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ม.ค.60)/div divnbsp;/div divนายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า มาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภายหลังน้ำลด ประกอบด้วย 1) บริการการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ รถจักรยานยนต์ เครื่องมือทางการเกษตร โดยทีมช่าง จะให้บริการซ่อมฟรีที่สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานแต่ละจังหวัด 2) การฝึกอบรมให้กับลูกจ้าง ประชาชนเพื่อให้สามารถนำความรู้ไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า และปรับปรุงสภาพแวดล้อมบ้านเรือนของตนเองได้ อาทิ การก่ออิฐ ฉาบปูน การปูกระเบื้อง โดยเป็นหลักสูตรระยะสั้น 3-5 วัน ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 100 บาท 3) การจ้างงานเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูบ้านเรือนหรือชุมชนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชนภายหลังน้ำลด ซึ่งดำเนินการตามความต้องการของชุมชน โดยมีค่าตอบแทนให้คนละ 150 บาท สำหรับการทำงาน 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ได้จัดสรรงบประมาณไว้แล้วรวม 90 ล้านบาท/div divnbsp;/div divมาตรการที่ 4) คณะกรรมการประกันสังคมมีมติเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 60 ให้นายจ้างจ่ายสมทบ 3% และลูกจ้างจ่ายสมทบ 3 % จากเดิม 5 % เป็นเวลา 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.60) ส่วนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งออกจากงานไปแล้ว แต่ยังอยู่ในระบบประกันสังคมจะจัดเก็บเงินสมทบในอัตราเดือนละ 288 บาท นอกจากนี้ ยังขยายเวลาการจ่ายเงินสมทบโดยไม่เสียค่าปรับ ในกรณีที่ไม่สามารถนำส่งได้ทันกำหนด รวมทั้งการจ่ายเงินทดแทนการว่างงานให้กับผู้ประกันตน เตรียมออกกฎหระทรวง ให้สามารถจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย จนต้องหยุดกิจการชั่วคราว จะจ่ายเงินให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 50 บาทไม่เกิน 180 วัน โดยจ่ายให้ตามจริงกับวันที่สถานประกอบการหยุดงาน ขณะนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล/div divnbsp;/div divรมว.แรงงานได้ลงนามในกฎกระทรวงแล้ว อยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ 5) การให้กู้เงินฟื้นฟู สถานประกอบการกู้เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี 6) ตรวจสอบความปลอดภัยในสถานประกอบการ เพื่อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไขถูกต้องและปลอดภัยก่อนเริ่มใช้งาน 7) มาตรการสำรวจผลกระทบ ความต้องการประกอบอาชีพ โดยมีรถโมบายยูนิตไปสำรวจในพื้นที่ประสบภัย เพื่อจัดอบรมฝึกอาชีพอิสระระยะสั้นให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ประชาชนทั่วไป สามารถขอรับบริการความช่วยเหลือ โดยสามารถติดต่อหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด และสำนักงานประกันสังคมทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 สายด่วนประกันสังคม 1506 และสายด่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 1546/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484564472"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 16/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกลุ่มแรงงานพม่าร้องเรียนจัดหางานเชียงใหม่ โวยถูกนายหน้าหลอกเงิน-วอนช่วย/strong/div divnbsp;/div div(16 ม.ค. 60) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มแรงงานสัญชาติพม่า 18 คน นำโดยนางมิ้น (ไม่มีนามสกุล) รวมตัวเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนและขอความช่วยเหลือต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ถูกนายศรีวรรณ (ไม่มีนามสกุล) สัญชาติพม่า ที่เป็นอ้างตัวว่าเป็นนายหน้าจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง หลอกให้จ่ายเงินคนละ 16,000 บาท เพื่อให้ได้สถานะการนำเข้าแรงงานด่างด้าวตามเอ็มโอยู แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามนั้น อยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบและดำเนินการลงโทษ พร้อมกับเรียกเงินคืนให้กับแรงงานที่ถูกหลอก โดยมีนายจักรี หุ่นโพธิ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือดังกล่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นายสายทิพย์ อาวัน เจ้าหน้าที่มูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มนางมิ้นพร้อมด้วยแรงงานสัญชาติพม่าอีก 17 คน เป็นชาวพม่าที่ได้ถือบัตรสีชมพูที่ทางรัฐบาลผ่อนผันให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรไทย บางคนถือบัตรพาสปอร์ตสีม่วง มีวีซ่า หากออกนอกประเทศไทยโดยไม่มีการแสตมป์อย่างถูกต้องจะไม่สามารถกลับเข้าประเทศไทยได้อีก/div divnbsp;/div divดังนั้น จึงอยากที่จะทำงานอยู่ในไทยอย่างถูกต้องในระยะยาว ซึ่งนายศรีวรรณได้อ้างตัวว่าเป็นนายหน้าจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งว่าสามารถดำเนินการในการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย และจะต่ออายุทุก 4 ปีได้ ดังนั้นจึงได้ติดต่อว่าจ้างนายศรีวรรณให้ดำเนินการประสานงานเพื่อให้กลุ่มของนางมิ้นได้สถานะการนำเข้าแรงงานด่างด้าวตามเอ็มโอยู โดยทางบริษัทได้คิดค่าดำเนินการคนละ 16,000 บาท ทางกลุ่มของนางมิ้นจึงได้ตัดสินใจจ่ายให้นายศรีวรรณเพื่อต้องการที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ หลังจากที่ชำระเงินเสร็จสิ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 60 นายศรีวรรณได้นำแรงงานทั้งหมดเดินทางไปทำหนังสือเดินทางที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศพม่า ส่วนนางมิ้นได้เดินทางกลับมาทำงานยังจังหวัดเชียงใหม่/div divnbsp;/div divจากนั้นภายหลังนางมิ้นได้รับแจ้งจากกลุ่มเพื่อนแรงงานว่าได้มีแรงงานสัญชาติพม่าอีก 12 คนซึ่งได้ประสานงานกับนายศรีวรรณ เพื่อดำเนินการให้ได้สถานะแรงงานนำเข้าตามเอ็มโอยู โดยได้จ่ายเงินจำนวนเดียวกัน และนายศรีวรรณได้พาไปทำหนังสือเดินทางที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า แต่ถูกนายศรีวรรณปล่อยทิ้งไว้ในย่างกุ้งโดยไม่มีเงินเหลือติดตัว จึงได้พยายามติดต่อบริษัทดังกล่าวเพื่อจะสอบถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และจะสอบถามความคืบหน้าของการขอวีซ่าและใบอนุญาต แต่ไม่สามารถติดต่อได้และได้พยายามติดต่อนายศรีวรรณก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน จึงเชื่อว่าน่าจะถูกหลอก และได้ติดต่อประสานให้ทางมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาช่วยเหลือดังกล่าว/div divnbsp;/div divด้านนายจักรี หุ่นโพธิ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับหนังสือดังกล่าวและจะได้มีการสอบถามข้อมูลจากผู้เสียหายเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดเพื่อที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป/div divnbsp;/div divสำหรับสถานะการนำเข้าแรงงานด่างด้าวตามเอ็มโอยู เกิดจากการที่รัฐบาลไทยและพม่าได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เรื่องความร่วมมือในการจ้างงานแรงงานข้ามชาติชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ทำการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเพื่อที่จะทำให้พวกเขาได้มีสถานะเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นกรอบการดำเนินการที่ จะทำให้แรงงานด่างด้าว สามารถเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย/div divnbsp;/div diva href="http://www2.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9600000004969"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 16/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกนร.เห็นชอบให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำที่จะหมดอายุ/strong/div divnbsp;/div divนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า วันนี้ (๑๖ มกราคม ๒๕๖๐) ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ศ. นิคม จันทรวิทุร ชั้น ๕ อาคารกระทรวงแรงงาน นั้น ที่ประชุมได้พิจารณาปัญหาการตรวจสัญชาติของแรงงานในกิจการประมงทะเลที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ และแรงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่ใบอนุญาตทำงาน จะหมดอายุในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่เป็นแรงงานคนเดิมออกไปอีกถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เพื่อให้สอดคล้องกับการตรวจสัญชาติของประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่อายุ ไม่เกิน ๑๘ ปี กรณีเกิน ๑๘ ปี อนุญาตให้ทำงานได้ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ไม่อนุญาตให้แรงงานที่อายุเกิน 55 ปีทำงาน โดยให้ดำเนินการ ณ สถานที่ตั้งของแต่ละหน่วยงาน หรือดำเนินการในลักษณะศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดย ๒๒ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการตามความเหมาะสม สำหรับกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบริหารจัดการ ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และสิ้นสุดการดำเนินการในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐ และให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เท่ากัน เพื่อให้ดำเนินการตรวจสัญชาติให้แล้วเสร็จ สำหรับแรงงานที่ผ่านการตรวจสัญชาติให้ขอรับการตรวจลงตรา (Visa) และขออนุญาตทำงานโดยเร็ว/div divnbsp;/div divกรณีแรงงานประมงทะเลที่ไม่สามารถเข้าฝั่งได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวดังกล่าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด ๒๒ จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลภายในกำหนดก่อน และเมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้าฝั่งเมื่อใดให้ไปตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ รายงานตัว และขออนุญาตทำงานภายใน ๓๐ วัน สำหรับแรงงานในกลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุก่อนวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยน/เพิ่มการทำงานในตำแหน่ง ช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเล และตำแหน่งผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว เมียนมา อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตให้ทำงานได้ต่อไปจนถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ โดยให้ดำเนินการยื่นบัญชีรายชื่อ ตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ จัดทำทะเบียนประวัติ และขออนุญาตทำงานเช่นเดียวกับแรงงานในกลุ่มประมงทะเล และแรงงานในกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ/div divnbsp;/div divรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้สั่งการเพิ่มเติม ดังนี้/div divnbsp;/div div1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามแนวทางที่คณะกรรมการเห็นชอบ โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ/div divnbsp;/div div2.การขยายระยะเวลาการอยู่ในราชอาณาจักรและการทำงานของแรงงานในกิจการประมงทะเล และแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นการดำเนินการกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา ที่เคยทำงานในประเทศไทยให้ทำงานต่อไปได้ ไม่ใช่การเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรายใหม่ ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมดำเนินคดีกับนายจ้าง ผู้นำพาแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างเคร่งครัด/div divnbsp;/div div3.ขอให้ประชาสัมพันธ์ สร้างความรับรู้ให้นายจ้างที่มีความต้องการแรงงานให้นำเข้าแรงงานย่างถูกกฎหมายตาม MOU ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดการควบคุมตรวจสอบ ห้องกันการหลอกลวงจากสาย นายหน้า และกำหนดอัตราค่าบริการจากบริษัทนำเข้าแรงงานอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม/div divnbsp;/div divนอกจากนั้น ให้มีการจัดให้แรงงานต่างด้าวมีที่พักที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันและแก้ไขการถูกกล่าวหาว่ามีการละเลยต่อแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและอาจสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาการค้ามนุษย์/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1484551167"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 16/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongจ๊อบส์ ดีบี ชี้ธุรกิจผลิตอาหารสุขภาพ บริการการแพทย์ สื่อดิจิทัล ท่องเที่ยว ต้องการแรงงานสูง/strong/div divnbsp;/div divบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปีนี้ธุรกิจผลิตอาหารสุขภาพ บริการการแพทย์ สื่อดิจิทัล และท่องเที่ยว ยังต้องการแรงงานสูง ยกเว้นสิ่งพิมพ์ น.ส.นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดมี 4 กลุ่มธุรกิจซึ่งมีแนวโน้มต้องการแรงงานเข้าสู่ตลาดมากที่สุด ได้แก่ ธุรกิจผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ การให้บริการทางการแพทย์ ธุรกิจเกี่ยวกับสื่อดิจิทัล และท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่แนวโน้มความต้องการแรงงานไม่สดใส คือ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ และตัวแทนรับจองตั๋วโดยสารหรือทัวร์/div divnbsp;/div divสำหรับธุรกิจผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องการแรงงานมากเพราะกระแสรักษาสุขภาพมาแรง คนคำนึงถึงการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจนี้โตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม ส่วนธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ ต้องการแรงงานสูงเนื่องจากโรคภัยต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อน และยังมีโรคภัยที่เกิดจากพฤติกรรม การใช้ชีวิตของคนบางกลุ่มสมัยนี้ เช่น ออฟฟิศซินโดรม โรคเครียด กรดไหลย้อน อีกทั้งการใช้บริการการแพทย์เพื่อการป้องกันโรค ฟื้นฟูสุขภาพ และเพื่อความสวยงามก็ได้รับความนิยมต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการศัลยกรรมความงาม/div divnbsp;/div divด้านธุรกิจเกี่ยวกับสื่อดิจิทัล ต้องการแรงงานมากเพราะการรับข้อมูลและข่าวสารผ่านสื่อดิจิทัลนิยมแพร่หลาย ตามการเติบโตของเทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผู้ผลิตสื่อแบบดั้งเดิม ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หรือสิ่งพิมพ์ต้องปรับตัวก้าวมาผลิตสื่อดิจิทัลมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจยังดำเนินต่อได้ ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว ต้องการแรงงานมากเพราะเป็นธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตดี จากการสนับสนุนของรัฐบาล ทั้งด้านคนไทยเที่ยวไทย และต่างชาติเที่ยวไทย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการคมนาคมสะดวกขึ้น มีสายการบินต้นทุนต่ำเกิดมาก ทำให้คนไทยนิยมเที่ยวในวันหยุดมากขึ้น ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และบริการทัวร์เติบโตตาม ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่แนวโน้มความต้องการแรงงานลดลง เช่น สิ่งพิมพ์ เพราะอินเทอร์เน็ตเติบโต และการใช้สมาร์ทโฟนรับสื่อ บริโภคข่าวสารในชีวิตประจำวันมากขึ้น ส่วนตัวแทนรับจองตั๋วโดยสารหรือทัวร์ ต้องการแรงงานลดลง เนื่องจากธุรกิจนี้ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบริการออนไลน์/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/biz/news/476037"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 17/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongก.แรงงานจัดทำแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพเตรียมแรงงานพร้อมสู่ตลาด/strong/div divnbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เผยถึงการที่กรมการจัดหางานได้จัดทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ IQ และ EQ เพื่อประมวลผลและศักยภาพของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ว่างงาน ผ่านระบบออนไลน์ รองรับการเตรียมความพร้อมของตลาดแรงงาน พบมีผู้ใช้บริการวัดบุคลิกภาพเพื่อเลือกการศึกษาต่อและอาชีพมากกว่า 4 แสนคน จากผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านคน/div divnbsp;/div divนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ให้เตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยกรมการจัดหางานได้เปิดให้บริการระบบบริการด้านการส่งเสริมการมีงานทำ (VGNEW e-Services) ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยบันทึกการวางแผนอาชีพ และบริการทดสอบต่างๆ ได้แก่ การวัดบุคลิกภาพเพื่อการศึกษาต่อและการเลือกอาชีพ การทดสอบ IQ และ EQ เพื่อตอบรับนโยบายของรัฐบาล/div divnbsp;/div divทั้งนี้ จากเดิมที่รัฐบาลได้กำหนดให้มีการแนะแนวการศึกษาและอาชีพก่อนสำเร็จการศึกษาตามกระบวนการแนะแนวกับทุกคนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.6) ครั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับการเตรียมความพร้อมรองรับตลาดแรงงาน/div divnbsp;/div divทางกระทรวงแรงงานจึงได้จัดทำแบบทดสอบศักยภาพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่ทดสอบไปจนถึงประมวล โดยให้บริการผ่านทางเว็บไซต์เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างนักเรียน นักศึกษา และผู้ว่างงาน และยังเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่อาจารย์ที่นำไปใช้ได้ง่ายขึ้น/div divnbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวต่อว่า ระบบบริการด้านการส่งเสริมการมีงานทำจะช่วยให้ผู้ผ่านการทดสอบได้ทราบถึงบุคลิกภาพ และความถนัดของตนเอง โดยสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพในอนาคต ช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำอย่างมีความสุขและยั่งยืน รวมทั้งลดอัตราการว่างงานในอนาคต/div divnbsp;/div divโดยบริการดังกล่าวได้มีการเปิดใช้ระบบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558-31 ธันวาคม 2559 และมีผู้ใช้บริการ 1,429,584 คน เป็นผู้ใช้บริการแบบวัดบุคลิกภาพเพื่อการศึกษาและเลือกอาชีพ 467,618 คน โดยแบ่งเป็นชาย 163,756 คน หญิง 303,834 คน จังหวัดและหน่วยงานที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอนแก่น กองส่งเสริมการมีงานทำ นครราชสีมา และบุรีรัมย์/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ปัจจุบันกรมการจัดหางานยังได้เพิ่มแบบสำรวจเพื่อนำข้อมูลของผู้ผ่านการทดสอบในระดับ ม.3 และ ม.6 มาวิเคราะห์แนวโน้มการศึกษาต่อและการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนด้านกำลังแรงงานต่อไป/div divnbsp;/div divสำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการระบบทดสอบสามารถทดสอบได้ทางเว็บไซต์ www.doe.go.th/VGNEWe-Services ระบบบริการด้านการส่งเสริมการมีงานทำ ของกรมการจัดหางาน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694/div divnbsp;/div diva href="http://manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005767"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 18/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกรมจัดหางานพักชำระหนี้ 6 เดือนลูกหนี้เงินกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน/strong/div divnbsp;/div divนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ประสบอุทกภัยใน 12 จังหวัดภาคใต้ คือ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พบว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวน 8,753 แห่ง และลูกจ้างได้รับผลกระทบจำนวน 127,018 คน โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ นครศรีธรรมราช ซึ่งมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นจำนวน 4,419 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบเป็นจำนวน 52,319 คน รองลงมาคือจังหวัดชุมพร มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นจำนวน 2,678 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบเป็นจำนวน 31,597 คน/div divnbsp;/div divดังนั้นจากผลกระทบดังกล่าว พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานหามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบอุกทกภัยเป็นการเร่งด่วน ซึ่งในส่วนของกรมการจัดหางานได้มีมาตรการพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้เงินกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้านเป็นระยะเวลา 6 เดือน และไม่คิดดอกเบี้ยในระหว่างการพักชำระหนี้ ซึ่งจากเดิมคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี โดยเบื้องต้นพบว่าผู้ประสบภัยในภาคใต้ส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านโดยมีกลุ่มผู้รับงานไปที่บ้านประสบปัญหา จำนวน 23 กลุ่ม/div divnbsp;/div divอนึ่ง กองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 มีผลการดำเนินการปล่อยกู้ไปแล้ว จำนวน 303 กลุ่ม เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 27,261,000 บาท และในปี 2560 กองทุนฯได้ประมาณการปล่อยกู้ไว้จำนวน 50 กลุ่ม เป็นวงเงินที่สามารถปล่อยกู้ได้รวม 5,000,000 บาท ทั้งนี้ อาจมีการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป/div divnbsp;/div divอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า ผู้ประสบภัยที่ว่างงานและต้องการรับงานไปทำที่บ้านสามารถติดต่อและลงทะเบียนหรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือโทรสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 สำหรับลูกจ้างที่ประสบภัยสอบถามข้อมูลการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายได้ที่ สายด่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/social/general/476270"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 18/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongเด็กรุ่นใหม่ชอบฟรีแลนซ์! ซิสโก้ห่วงคนไอทีขาดตลาด หนุนสถานศึกษาปั้นแรงงาน/strong/div divnbsp;/div divนางสาวแซนดี้ วอลช์ ผู้อำนวยการด้านการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม ซิสโก้ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า นอกจากการขยายธุรกิจและรายได้ ซิสโก้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.การเร่งสร้างแรงงานคน 2.การพัฒนาสู่ภาคอุตสาหกรรม 3.การช่วยเหลือสังคม ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคลากรด้านไอทีของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพแก่บุคลากรได้/div divnbsp;/div divในระยะเวลากว่า 18 ปีที่ผ่านมา ซิสโก้มีความร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษาในไทยกว่า 56 แห่ง ในโครงการซิสโก้ เน็ตเวิร์กกิ้ง อะคาเดมี่ เพื่ออบรมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสำหรับเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรในอุตสาหกรรมไอทีamp;nbsp; ซึ่งสามารถผลิตบุคลากรไปแล้วกว่า 41,000 คน ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐอีกด้วย"/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ซิสโก้ยังได้เพิ่มเติมหลักสูตรในโครงการต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรในสายไอทีให้รองรับเทรนด์การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก รวมถึงหลักสูตรอื่นๆ ให้มีความหลากหลาย อาทิ หลักสูตรลีนุกซ์ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ IoT (Internet of Things) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนบุคลากรในสายงานไอทีอีก 30,000 คน ภายใน 5 ปีจากนี้/div divnbsp;/div divนายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนที่มีการปรับใช้หลักสูตรใหม่เกี่ยวกับ IoT โดยปัจจุบันมีนักศึกษาราว 120 คน ที่จบหลักสูตรความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ IoT ขณะเดียวกันซิสโก้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดหลักสูตรด้าน IoT ในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ซิสโก้วางแผนขยายหลักสูตรในการอบรมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่สายอาชีพด้านไอทีมากกว่าการขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เนื่องจากต้องการให้หลักสูตรต่างๆ มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ก็มีการสนับสนุนให้เพิ่มจำนวนบุคลากรผู้หญิงในอุตสาหกรรมไอทีให้มากขึ้นด้วย/div divnbsp;/div div"ความร่วมมือระหว่างซิสโก้และสถานศึกษานั้นยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาบุคลากรด้านไอที บริษัทอยากให้ภาครัฐ สถานศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ให้ความสนใจและร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง อาทิ สนับสนุนการลงทุน เพิ่มความเข้มข้นในหลักสูตรด้านไอที เป็นต้น เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีต่อทุกสายอาชีพ"/div divnbsp;/div divนายพิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในปี 2559 งานด้านไอทีถือเป็นอาชีพที่มีการจ้างงานสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากงานขายและบัญชี โดยสายงานด้านวิศวกรซอฟต์แวร์และด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลถือเป็นสายงานที่มีความต้องการจ้างงานมากที่สุด แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีและทักษะด้านดิจิตอล/div divnbsp;/div div"คนรุ่นใหม่มีค่านิยมประกอบอาชีพอิสระ ทำให้มีการเลือกเรียนในสายไอทีน้อยลง ประกอบกับหลักสูตรด้านไอทีในสถาบันการศึกษาหลายๆ แห่งยังไม่ได้มาตรฐาน โดยผลการสำรวจจาก TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ระบุว่าไทยสามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพไม่ได้เกิน 2,000 คนต่อปี ซึ่งอาจทำให้ทั่วโลกเกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีราว 2 ล้านตำแหน่ง ภายในปี 2566 ตามที่ IDC คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันฯ กับซิสโก้ จะสามารถเพิ่มโอกาสเข้าสู่สายอาชีพในอุตสาหกรรมไอทีแก่นักศึกษาที่ผ่านโครงการและหลักสูตรดังกล่าวได้เป็นอย่างดี"/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/837192"ที่มา: ไทยรัฐ, 18/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongส.อ.ท.-นิด้าโพล เผยผล CEO Survey มองแนวโน้มศก.-ทิศทางภาคอุตฯ ปี 60 ยังทรงตัว ชี้เอกชนยังขาดความเชื่อมั่น/strong/div divnbsp;/div divนายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2560 จากผู้บริหารระดับสูง (CEO Survey) ส่วนใหญ่ 48.98% ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ยังอยู่ในภาวะทรงตัว รองลงมา 34.69% เชื่อว่ามีแนวโน้มขยายตัว ส่วนที่เหลืออีก 16.33% เชื่อว่าหดตัว/div divnbsp;/div divในจำนวนผู้บริหารระดับสูงที่เชื่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะขยายตัวนั้น ส่วนใหญ่ 70.59% ระบุว่าจะขยายตัว 1-5% ตามด้วย 5.88% ระบุว่าจะขยายตัว 6-10%, 5.88% ระบุว่าจะขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และอีก 17.65% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงที่เชื่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะหดตัวนั้น ส่วนใหญ่ 37.50% ระบุว่าจะหดตัว 1-10% ตามด้วย 25.00% ระบุว่าจะหดตัว 11-20%, 12.50% ระบุว่าจะหดตัวมากกว่า 20% ขึ้นไป และอีก 25.00% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divขณะที่การคาดการณ์ของผู้บริหารระดับสูงต่อแนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมในปี 2560 นั้น ส่วนใหญ่ 46.94% คาดว่าจะทรงตัว รองลงมา 30.61% คาดว่าจะขยายตัว ส่วนที่เหลืออีก 22.45% คาดว่าหดตัว/div divnbsp;/div divในจำนวนผู้บริหารระดับสูงที่คาดการณ์แนวโน้มของภาคอุตสาหกรรมในปี 2560 จะขยายตัวนั้น ส่วนใหญ่ 66.67% ระบุว่าจะขยายตัว 1-5% ตามด้วย 13.33% ระบุว่าจะขยายตัว 6-10%, 13.33% ระบุว่าจะขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และอีก 6.67% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงที่เชื่อของภาคอุตสาหกรรมในปี 2560 จะหดตัวนั้น ส่วนใหญ่ 45.45% ระบุว่าจะหดตัว 1-10% ตามด้วย 27.28% ระบุว่าจะหดตัว 11-20%, 9.09% ระบุว่าจะหดตัวมากกว่า 20% ขึ้นไป และอีก 18.18% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divสำหรับปัจจัยบวกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นั้น ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 57.14% ระบุว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม รองลงมา 51.02% ระบุว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ตามด้วย 38.78% ระบุว่าเป็นภาคการท่องเที่ยว, 30.61% ระบุว่าเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ, 26.53% ระบุว่าเป็นสถานการณ์ทางการเมือง, 20.41% ระบุว่าเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อในประเทศดีขึ้น และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และ 12.24% ระบุอื่นๆ ได้แก่ ภาคการส่งออกขยายตัว การลงทุนด้านภาคการเกษตร ราคาพืชผลทางการเกษตร และค่าแรงสูงขึ้น/div divnbsp;/div divส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความกังวลในการดำเนินกิจการในปี 2560 ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 42.86% ระบุว่าเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รองลงมา 40.82% ระบุว่าเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความผัวผวนของตลาดเงินจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ และกระบวนการในการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร รวมถึงกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามด้วย 34.69% ระบุว่าเป็นความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร, 32.65% ระบุว่าเป็นการขาดแคลนแรงงานฝีมือ, 30.61% ระบุว่าเป็นปัญหาสภาพคล่องของกิจการ, 24.49% ระบุว่าเป็นการขาดเทคโนโลยีการผลิตและการพัฒนานวัตกรรม, 22.45% ระบุว่าเป็นสถานการณ์ทางการเมือง และ 18.37% ระบุอื่นๆ ได้แก่ นโยบายของภาครัฐ ปัจจัยการนำเข้าและส่งออก ต้นทุนการผลิต ค่าแรงขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และการก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0/div divnbsp;/div divโดยผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 91.84% ระบุว่ามีการวางแผนและมีแนวทางรับมือ ส่วนที่เหลือ 8.16% ระบุว่ายังไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนมากนักจากช่วงครึ่งหลังของปี 2559 และในจำนวนผู้บริหารระดับสูงที่ระบุว่ามีการวางแผนและมีแนวทางรับมือนั้นส่วนใหญ่ 44.44% ระบุว่ามีการวางแผนปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต รองลงมา 37.78% ระบุว่ามีการพัฒนาศักยภาพแรงงาน ตามด้วย 28.89% ระบุว่ามีการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ, 26.67% ระบุว่าชะลอการลงทุน, 24.44% ระบุว่ามีการเจาะตลาด Niche Market, 20.00% ระบุว่ามีการเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา, 15.56% ระบุว่าเป็นการขยายการลงทุน, 11.11% ระบุว่ามีการขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศ, 6.67% ระบุว่ามีการลดการจ้างงาน, 2.22% ระบุว่าเพิ่มการจ้างงาน และ 15.56% ระบุอื่นๆ ได้แก่ การปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจโลก การลดต้นทุนการผลิต การหาหุ้นส่วนเพิ่มเติม/div divnbsp;/div divสาเหตุการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยายตัวได้มากเท่าที่ควรนั้น ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 64.58% ระบุว่าขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ รองลงมา 45.83% ระบุว่าขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ตามด้วย 39.58% ระบุว่าภาคการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง, 29.17% ระบุว่าสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน นโยบายกระตุ้นและเร่งรัดการลงทุนยังไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ, 22.92% ระบุว่าภาคเอกชนยังมีกำลังการผลิตเพลือค่อนข้างมาก และ 18.75% ระบุอื่นๆ ได้แก่ กำลังซื้อในประเทศ สถาบันการเงินไม่ตอบสนองเรื่องการลงทุนของเอกชน, สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ/div divnbsp;/div divสำหรับข้อเสนอแนะของผู้บริหารระดับสูงเพื่อให้การลงทุนภาคเอกชนสามารถขยายตัวได้ดี ได้แก่ 1.รัฐบาลควรพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และก้าวเข้าสู่ Industries 4.0 2.หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นนโยบายจากภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ความยืดหยุ่นของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาสำหรับผู้ประกอบการ 3.รัฐบาลควรเร่งพัฒนาวางระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม/div divnbsp;/div divสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2560 ผู้บริหารส่วนใหญ่ 71.43% ระบุว่า ภาครัฐควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รองลงมา 48.98% ระบุว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตามด้วย 40.82% ระบุว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองรองในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อขยายฐานลูกค้าและกระจายสินค้าให้มากขึ้น, 32.65% ระบุว่า ภาครัฐควรเร่งเจรจาการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายตลาด ลดอุปสรรคทางการค้าและมาตรการกีดกันสินค้าที่มิใช่ภาษี และเพิ่มช่องทางการส่งออก, 30.61% ระบุว่า ภาครัฐควรพัฒนาการค้าและการขนส่งชายแดนและผ่านแดนเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าตามแนวชายแดน และ 24.49% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ, การคงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ, การปรับปรุงกฎหมายที่ซ้ำซ้อน, การสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ, การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคเอกชน, และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs/div divnbsp;/div divด้านความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงต่อทิศทางภาวะเศรษฐกิจโลก ภายหลังจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐฯ พบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ 40.82% ระบุว่าจะทรงตัว รองลงมา 22.45% ระบุว่าจะขยายตัว 26.53% ระบุว่าจะหดตัว ส่วนที่เหลืออีก 10.20% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่าทิศทางภาวะเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวนั้น 45.45% ระบุว่าจะขยายตัว 1-5%, 9.09% ระบุว่า ขยายตัว 6-10%, 18.18% ระบุว่าจะขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และ 27.28% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจว่าจะขยายตัวเท่าใด ส่วนผู้ที่ระบุว่าทิศทางภาวะเศรษฐกิจโลกจะหดตัวนั้น 30.77% ระบุว่า หดตัว 1-10%, 23.08% ระบุว่าจะหดตัว 11-20% และ 46.15% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจว่าจะหดตัวเท่าใด/div divnbsp;/div divสำหรับความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงต่อนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย พบว่า ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 63.04% ระบุว่า เป็นนโยบายการกีดกันทางการค้าสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน และเม็กซิโก ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและปริมาณการค้าโลก รองลงมา 50.00% ระบุว่า เป็นการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนเป็นร้อยละ 45 และดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กลับไปผลิตในสหรัฐฯ เพื่อสร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ ให้เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย, 34.78% ระบุว่า เป็นการสนับสนุนกฎหมายเพื่อลดการจ้างงานแรงงานผิดกฎหมาย และผลักดันแรงงานผิดกฎหมายกว่า 11 ล้านคน ออกนอกประเทศ หากนโยบายดังกล่าวมีการนำมาใช้จริงอาจจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้ ขณะที่ 2.17% ระบุว่า ไม่มีความกังวลต่อนโยบายใดๆ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์/div divnbsp;/div divด้านผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยจากนโยบายเรื่องการค้าที่ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะกีดกันการค้าจากจีน พบว่า 48.98% ระบุว่า ส่งผลปานกลาง, 22.45% ระบุว่า ส่งผลมาก, 18.37% ระบุว่า ส่งผลน้อย, 4.08% ระบุว่า น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากที่สุด, 4.08% ระบุว่า ส่งผลน้อยที่สุด และ 2.04% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2560 ได้แก่ 1.ผู้ประกอบการต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของโลก โดยเฉพาะ Thailand 4.0 ที่จะทำให้ผู้ประกอบการตื่นตัวมากขึ้น 2.ส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน 3.สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการที่เกี่ยวกับการลดภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนให้กับภาคเอกชน 4.เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2560 รวมทั้ง การเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระดับจังหวัดวงเงิน 1 แสนล้านบาท ตามนโยบายประชารัฐสร้างไทยของภาครัฐ และ 5.ต้องการให้วิเคราะห์และหาทางแก้ไขอุปสรรคที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การออกสิทธิบัตร อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล การควบคุมคุณภาพสินค้านำเข้า การส่งเสริมอุตสาหกรรม Automation/div divnbsp;/div div"ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนมุมมองของผู้บริหารระดับสูงที่มีต่อเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง 2 ครั้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดหวังว่าผลสำรวจนี้จะถูกนำไปใช้เทียบเคียงกับตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ถ้าทุกอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันก็จะเป็นการคอนเฟิร์มว่าทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น"/div divnbsp;/div divนายกำพล กล่าวว่า นิด้าโพลจะพยายามทำผลสำรวจความคิดเห็นให้หลากหลายมากขึ้นจากเดิมที่เน้นสำรวจความคิดเห็นด้านการเมือง ซึ่งความร่วมมือกับ ส.อ.ท.ในครั้งนี้จะมีระยะเวลา 3 ปี โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือที่จะสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ภาครัฐสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้/div divnbsp;/div div"เรายังพร้อมจะร่วมมือกับส.อ.ท.ทำการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นผลกระทบต่างๆ เช่น ผลกระทบจากภัยน้ำท่วมที่มีต่อเศรษฐกิจ รวมถึงในอนาคตอาจจะมีการสำรวจความคิดเห็นเป็นภาคอุตสาหกรรมด้วย"/div divnbsp;/div diva href="http://www.ryt9.com/s/iq03/2586126"ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 18/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongประกันสังคม แจงผู้ป่วยมะเร็งฯรับการรักษาแล้ว รพ.เดิมช่วยเหลือทั้งหมด/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60 นางลักขณา บุญสนอง รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้/div divnbsp;/div div1. ผู้ประกันตนชื่อ นายนพพร บุญสุข อายุ 55 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ด้วย Case CA Head of pancreas C liver metastasis แต่โรงพยาบาลศิครินทร์ ไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งผู้ประกันตนไปรักษาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติทั้งหมด 12 ครั้ง โดยให้คีโม 12 เข็ม (วันที่ 30 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2559)/div divnbsp;/div div2. เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2559 โรงพยาบาลศิครินทร์ได้ให้การรักษาผู้ประกันตน เนื่องจากมีความพร้อมในการรักษา โดยให้คีโมเข็มที่ 13 แต่ผู้ประกันตนมีอาการทรุด มีโรคแทรกซ้อน เป็นลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้ปวดท้อง/div divnbsp;/div div3. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เวลา 16.00 น. ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย พบแพทย์อายุรกรรม แจ้งว่าอาการปกติ กลับบ้านได้ และให้กลับมาพบแพทย์เฉพาะทางอีกครั้งในวันที่ 11 มกราคม 2560 บุตรสาวจึงขอประวัติการรักษาของผู้ประกันตน เพื่อจะไปรักษาที่สถาบันมะเร็ง แต่โรงพยาบาลศิครินทร์ไม่ดำเนินการให้ ซึ่งแพทย์ได้ตรวจเลือด อุจจาระ และเอกซเรย์ปอด ผลปรากฏว่าเกล็ดเลือดปกติ อุจจาระไม่พบการติดเชื้อ ไม่มีไข้สูงหรืออาการอ่อนเพลีย ไม่มีอาการเกี่ยวกับฐานของโรคมะเร็ง จึงไม่ได้ให้แอดมิท/div divnbsp;/div div4. บุตรสาวผู้ประกันตนแจ้งว่า ได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลศิครินทร์ ว่าผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลฯ ได้ โดยจะดูแลเป็นอย่างดี และได้ออกหนังสือส่งตัวให้ผู้ประกันตนไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2560 และหากผู้ประกันตนไปรักษาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลศิครินทร์ จะไม่รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติไม่เข้าร่วมโครงการ ในปี 2560/div divnbsp;/div div5. เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมประสานโรงพยาบาลศิครินทร์ ได้รับแจ้งว่า ผู้ประกันตนจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยโรงพยาบาลศิครินทร์ รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/838785"ที่มา: ไทยรัฐ, 18/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongรมว.แรงงาน ไม่ปลื้มพิสูจน์ 3 สัญชาติ 1.3 ล้านคนล่าช้า จี้กกจ.เร่งแก้ไข หวั่นต้องนำเข้าแรงงานทดแทน/strong/div divnbsp;/div divนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าในการประชุมกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ติดตามผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง เรื่องบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ที่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาของกระบวนการต่างๆ กับประเทศต้นทาง ไว้ร่วมกัน เพื่อให้การเดินทางเข้ามาทำงานของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย/div divnbsp;/div div"ซึ่งพบว่า กระบวนการตรวจสัญชาติ ซึ่งเป็นการดำเนินการของประเทศต้นทางที่ตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานของตน มีความล่าช้ามาตั้งแต่ ปี 2557 จึงรู้สึกไม่พอใจต่อการดำเนินการในส่วนนี้และให้กรมการจัดหางานเร่งรัดประสานการตรวจพิสูจน์สัญชาติกับประเทศเพื่อนบ้านโดยด่วน หากพ้นระยะเวลาผ่อนผันให้ทำงานแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จจะต้องนำแรงงานจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน"โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว/div divnbsp;/div divโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ แรงงานที่จะต้องเข้ารับการตรวจสัญชาติ มีอยู่ประมาณ 1.3 ล้านคน ได้แก่ แรงงานที่จดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 29 กรกฎาคม 2559 จำนวน 1.2 ล้านคน ซึ่งระยะเวลาการผ่อนผันจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2561 และแรงงานในกิจการประมงทะเลแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำอีกประมาณ 1 แสนคน ซึ่งระยะเวลาการผ่อนผันจะสิ้นสุดในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยมีการดำเนินการ ดังนี้nbsp;/div divnbsp;/div div1. เมียนมา ทางการเมียนมาแจ้งว่าจะเข้ามาตรวจสัญชาติโดยออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity)ให้กับแรงงานที่ไปตรวจสัญชาติทุกคน ซึ่งจะตั้งศูนย์ตรวจสัญชาติในอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร 2 แห่ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 1 แห่ง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมือง จังหวัดระนอง จังหวัดละ1 แห่ง โดยมีค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity)จำนวน 400 บาท ซึ่งจะได้รับเอกสารรับรองบุคคลภายใน 1 วัน และสามารถชำระค่าใช้จ่ายได้ที่Counter Serviceคิดค่าบริการ 10 บาท ทั้งนี้ กำหนดวันเริ่มดำเนินการเมื่อมีความชัดเจนจากทางการเมียนมาเมื่อใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป/div divnbsp;/div div2.กัมพูชา ทางการกัมพูชาเข้ามามอบหนังสือเดินทาง (Passport)หรือเอกสารเดินทางคนงานกัมพูชา (Travel Document)ให้กับแรงงานที่ตรวจสัญชาติไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับหนังสือเดินทางหรือเอกสารใดๆ โดยแรงงานจะต้องเข้าตรวจสอบรายชื่อในเว็บไซด์ และส่งข้อมูลให้ทางการกัมพูชาทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E – mail)หรือทางไปรษณีย์ไปยังสถานทูตกัมพูชา หลังจากนั้นทางการกัมพูชาจะแจ้งวัน เวลา ให้มารับหนังสือเดินทางภายใน 14 วันทำการ ค่าธรรมเนียม 950 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 สำหรับการตรวจสัญชาติจะเริ่มดำเนินการเมื่อมอบหนังสือเดินทางฯ ให้กับแรงงานจำนวนหนึ่งแล้ว/div divnbsp;/div div3. ลาว อยู่ระหว่างประสานการดำเนินการ อนึ่ง หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1694/div divnbsp;/div diva href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/736763"ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 19/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกรมบัญชีกลาง พร้อมจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของ สพฐ. ในเดือนมกราคม 2560 จำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 15,619 ล้านบาท/strong/div divnbsp;/div divนางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง พร้อมจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างประจำจากกรมบัญชีกลางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เริ่มเดือนมกราคม 2560 เป็นเดือนแรก จำนวน 420,125 ราย รวมเป็นเงินกว่า 15,619 ล้านบาท/div divnbsp;/div divทั้งนี้โครงการจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 โดยเริ่มจากส่วนราชการที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการก่อน จนถึงปัจจุบันมีส่วนราชการเข้าร่วมแล้ว 224 ส่วนราชการ ซึ่ง สพฐ. เป็นหน่วยงานสุดท้ายที่เข้าร่วมโครงการฯ นี้ นอกจากนี้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 50 ให้ส่วนราชการผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน (เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ) ดังนั้น ในกรณีนี้จึงดำเนินการหักภาษีไว้ เช่นเดียวกับส่วนราชการอื่นที่เข้าร่วมโครงการมาก่อนหน้านี้/div divnbsp;/div divโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า โครงการจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ที่ดำเนินการในส่วนของ สพฐ.จะทำให้บุคลากรของ สพฐ. ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินวิทยฐานะผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารตรงตามระยะเวลาที่กรมบัญชีกลางกำหนดทุกเดือน ช่วยลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารขอเบิก และการโอนเงินและทำให้มีฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐเต็มรูปแบบเพื่อใช้ในการบริหารบุคลากรและงบประมาณได้/div divnbsp;/div divสำหรับหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในปี พ.ศ. 2559 ส่วนราชการแต่ละแห่งจะจัดส่งหนังสือดังกล่าวให้ข้าราชการ ลูกจ้าง ผู้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญโดยตรง นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้เพิ่มช่องทางการให้บริการของผู้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ โดยสามารถเข้าไปที่ www.cgd.go.th ในหัวข้อบำเหน็จบำนาญ/บำเหน็จค้ำประกัน ซึ่งผู้รับบำนาญที่ยังไม่เคยลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายเงินด้วยตนเองผ่านระบบ E-Filing สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป และพิมพ์หนังสือรับรองดังกล่าว ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป/div divnbsp;/div div"กรมบัญชีกลาง ในฐานะหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินและของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปอย่างถูกต้อง มีวินัย คุ้มค่า โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยความสำเร็จของโครงการนี้ เกิดจากรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะผลักดันการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสดตามโครงการ National e-Payment เพื่อลดการใช้ธนบัตรและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ด้วยการใช้ระบบ e-Payment เพื่อเป็นกลไกสำคัญของการทำธุรกรรมทางการเงินในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากเลขาธิการ สพฐ." นางสาวอรนุช กล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.newswit.com/gen/2017-01-19/dbb22fc9934d3d6112031f408f8d960a/"ที่มา: กลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง, 19/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongปลัดสธ. ลงนามประกาศกระทรวงฯจ่ายค่าตอบแทนสหวิชาชีพ 10 สาขา กลุ่ม ‘รพช.-รพ.สต.’/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 19 มกราคม นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในหนังสือถึงอธิบดีกรมทุกกรม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ตรวจราชการ สธ. สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้ช่วยผู้ตรวจฯ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสุขภาพทั้ง 12 เขต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผอ.รพ.ทุกระดับ และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดสธ. รวมทั้งนิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)ทุกแห่ง ให้รับทราบถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องรายชื่อสาขาวิชาชีพและรายชื่อสายงานที่สามารถรับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ และวิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานซึ่งออกมาก่อนหน้านี้ โดยเพิ่มสายงานสหสาขาวิชาชีพ อย่างกลุ่มนักวิชาการสาธารณสุข เพิ่มเติมล่าสุดรวมเป็น10 สาขา เพื่อให้มีความชัดเจนในการปฏิบัติงานมากขึ้น/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประกาศดังกล่าวได้กำหนดรายชื่อสาขาวิชาชีพที่สามารถเบิกค่าตอบแทนในอัตราสหวิชาชีพ ประกอบด้วย 10 สาขา คือ 1.นักกายภาพบำบัด 2.นักเทคนิคการแพทย์ 3.แพทย์แผนไทย 4.นักวิชาการสาธารณสุข 5.นักกิจกรรมบำบัด 6.นักรังสีการแพทย์ 7.นักจิตวิทยาคลินิก 8.นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย 9.นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก และ10. นักกายอุปกรณ์ โดยประกาศดังกล่าวได้เพิ่มสหวิชาชีพขึ้นมาใหม่อีก 3 สาขา คือ นักวิชาการสาธารณสุข แพทย์แผนไทย และนักกายอุปกรณ์/div divnbsp;/div divอนึ่ง สำหรับหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนที่ปฏิบัติงานให้กับหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับ11 และ 12) ในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีหลักเกณฑ์สำคัญ 4 ประเด็น คือ 1.ใช้หลักเกณฑ์พื้นที่ 6 ระดับ เหมือนกันทุกวิชาชีพ 2.ใช้หลักเกณฑ์อายุราชการ 3 ช่วงอายุ ได้แก่ ปีที่ 1-3 ปีที่ 4-10 ปีที่ 11 ขึ้นไป เหมือนกันทุกวิชาชีพ 3.เพิ่มกลุ่มสายงานส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพและคุ้มครองผู้บริโภค 4.ช่องว่างค่าตอบแทนระหว่างวิชาชีพลดลง/div divnbsp;/div divโดยสหสาขาวิชาชีพ กำหนดอัตราค่าตอบแทนรายเดือน ดังนี้ ในพื้นที่ชุมชนเมือง หากทำงานปีที่1-ปีที่ 3 ได้ 2,000 บาทต่อเดือน หากทำงานปีที่ 4-ปีที่ 10 ได้ 2,600 บาท ทำงานปีที่ 11 ขึ้นไป ได้2,800 บาท แต่หากทำงานพื้นที่ปกติซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ 2.3 ภาระงานปานกลาง ปีที่ 1-ปีที่ 3 ได้2,000 บาท ปีที่ 4-ปีที่ 10 ได้ 2,600 บาท และปีที่ 11 ขึ้นไป ได้ 2,800 บาท พื้นที่ 2.2 ภาระงานมาก ปีที่ 1-ปีที่ 3 ได้ 2,200 บาท ปีที่ 4-ปีที่ 10 ได้ 2,800 บาท ปีที่ 11 ขึ้นไป ได้ 3,000 บาท พื้นที่ระดับ 2.1 ภาระงานหนักมาก ปีที่ 1-ปีที่ 3 ได้ 2,200 บาท ปีที่ 4-ปีที่ 10 ได้ 2,800 บาท ปีที่ 11 ขึ้นไปได้ 3,000 บาท ส่วนพื้นที่เฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร กรณีทุรกันดารมาก อยู่ตามเกาะ หรืออยู่ตามชายแดน หากทำงานปีที่ 11 ขึ้นไป ได้ 4,500 บาท เป็นต้น/div divnbsp;/div diva href="http://www.matichon.co.th/news/432635"ที่มา: มติชนออนไลน์, 19/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongสมาคมธนาคารไทยจับมือ “กาชาด – มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม” ครั้งแรก! จ้างงาน-สร้างอาชีพคนพิการครั้งใหญ่ 900 อัตรา 76 จังหวัดทั่วประเทศ/strong/div divnbsp;/div divสมาคมธนาคารไทย ร่วมมือ สภากาชาดไทยและมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมตั้ง "โครงการสมาคมธนาคารไทยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" ประเดิมจ้างงานและสนับสนุนอาชีพคนพิการครั้งแรก และครั้งใหญ่ 900 อัตรา กระจาย 76 จังหวัดทั่วประเทศ มุ่งส่งเสริม-พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้ทำงานเหมาะสม ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม/div divnbsp;/div divนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า "โครงการสมาคมธนาคารไทยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมธนาคารไทย สภากาชาดไทย และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมครั้งแรกซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากภาครัฐทั้งกระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้มีงานทำ และได้ทำงานในชุมชนที่อาศัยอยู่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม/div divnbsp;/div div"สมาชิกของสมาคมธนาคารไทยซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ 14 สถาบัน ส่วนใหญ่ปฏิบัติตาม มาตรา 34 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ด้วยการส่งเงินสมทบกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นจำนวน 109;500 บาท/คน/ปี เนื่องจากติดข้อจำกัดที่ไม่สามารถจ้างงานคนพิการในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนพนักงานขององค์กร ตามข้อกำหนดในมาตรา 33 ได้ ด้วยสาเหตุบางประการ เช่น จัดหาคนพิการในพื้นที่มาทำงานตรงตามพื้นที่นั้นๆ ไม่ได้ และบางครั้งตำแหน่งงานไม่เหมาะกับคุณสมบัติของคนพิการ ส่งผลให้ยอดสะสมในกองทุนฯ เพิ่มขึ้นทุกปี ทางสมาคมฯ จึงมองหาความเป็นไปได้ที่จะนำเงินซึ่งใช้สมทบทุกๆ ปี มาสร้างประโยชน์ให้กับคนพิการโดยตรง ด้วยการสร้างโอกาส งานและอาชีพ ที่เหมาะสมกับความสามารถ ซึ่งมาตรา 35 เปิดโอกาสให้มีการจัดจ้างเหมางานให้คนพิการไปทำงานในสถานประกอบการอื่นได้โดยรวมถึงองค์กร สาธารณกุศลเพื่อสังคม ประกอบกับสมาคมฯ ได้พันธมิตรอย่างสภากาชาดไทยกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมเข้าร่วมแสดงความจำนงครั้งนี้อย่างลงตัว ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 14 สถาบันภายใต้สมาคมธนาคารไทยลงมติเป็นทิศทางเดียวกันที่จะสนับสนุนการจ้างงานและสร้างอาชีพแก่คนพิการประมาณ 900 คน เพื่อให้คนพิการได้ทำงานตรงตามความถนัด และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้และยังสามารถทำงานในหน่วยงานที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอีกทางหนึ่งด้วย" นายปรีดีกล่าว/div divnbsp;/div divด้าน คุณหญิงชฏา วัฒนศิริธรรม เหรัญญิก สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้ โดยมุ่งหวังว่าการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามาทำงานกับสภากาชาดไทยซึ่งเป็นองค์กรที่มีเกียรติ มีชื่อเสียง และเป็นองค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม จะเสริมสร้างความภูมิใจ และการมีส่วนร่วมในสังคมให้กับคนพิการ โดยจำนวนคนพิการที่สภากาชาดไทยจะรับเข้าทำงานตามโครงการนี้มีทั้งสิ้น 676 คน (จากจำนวนประมาณ 900 คน) โดยจะเข้าไปช่วยทำงานในสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด 76 แห่งในทุกจังหวัด และกิ่งกาชาดอำเภออีก 240 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ของสภากาชาดไทยซึ่งจัดสรรไปตามภูมิลำเนาของผู้พิการ/div divnbsp;/div divนายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย กล่าวว่า การทำประโยชน์เพื่อคนพิการถือเป็นพันธกิจของสภากาชาดไทยประการหนึ่ง โดยในส่วนของการทำงานกับโครงการฯ สภากาชาดไทยได้ร่วมศึกษาและออกแบบโครงการจ้างเหมางานคนพิการกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ตลอดจนกำหนดคุณสมบัติ เสาะหา และคัดเลือกคนพิการที่เหมาะสม จัดสรรตำแหน่งงาน รวมถึงจัดหาวิทยากรและการอบรมที่จำเป็นให้ด้วย อาทิ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ และเสริมสร้างทัศนคติเพื่อให้การทำงานในสำนักงานของคนพิการเป็นไปอย่างราบรื่น/div divnbsp;/div divนายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า ในส่วนของคนพิการที่ไม่ได้ทำงานกับสภากาชาดไทย มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ ในเครือข่าย อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดต่างๆ นอกเหนือจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพอิสระด้วย นับเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญที่ทำให้คนพิการรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำงาน สามารถพึ่งพาตัวเองได้ อีกทั้งยังคงได้รับการพัฒนาทักษะด้านอาชีพเพื่อตรงตามความต้องการในสายอาชีพนั้นๆ ต่อไปด้วย/div divnbsp;/div div"โครงการสมาคมธนาคารไทยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นับเป็นปรากฏการณ์การจ้างงานคนพิการจากกลุ่มธุรกิจเดียว ที่มีจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมานับแต่พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้และยังเป็นการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานสาธารณประโยชน์ในประเทศไทย และหน่วยงานกาชาดทั่วโลกที่มีจำนวนมากที่สุดในครั้งเดียวด้วย นอกจากนี้รูปแบบความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นการสร้างตัวอย่างความร่วมมือในการจ้างเหมางานคนพิการตามมาตรา 35 ที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานอื่นๆ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบได้ ซึ่งตอนนี้การส่งเสริมคนพิการให้มีอาชีพ มีงานทำได้ถูกยกระดับไปเป็นเป้าหมายของคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม ส่งผลให้มีการขยายเวลาดำเนินงานตามมาตรา 35 ไปจนถึง 31 มี.ค. 2560 นับเป็นข่าวดีที่หน่วยงานเอกชนต่างๆ ที่ยังส่งเงินเข้ากองทุน ได้มีทางเลือกในการจ้างงานและสนับสนุนอาชีพคนพิการ โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม" นายอภิชาติ กล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.thaipr.net/finance/751414"ที่มา: สมาคมธนาคารไทย, 20/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongสวทน. ดันโครงการโรงเรียนในโรงงาน บุกเหนือและอีสาน ปั้นเด็กเก่งป้อน หลังพบภาคอุตสาหกรรม – บริษัทยักษ์ใหญ่ขอรับส่งเสริมลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท/strong/div divnbsp;/div divดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า สวทน. เป็นหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการบูรณาการการเรียนกับการทำงาน “วิล” (Work-integrated Learning :WiL) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา ซึ่ง สวทน. ได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา รับสมัครนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาสายสามัญ จากโรงเรียนในชนบทมาเข้าโครงการ ซึ่งเด็กที่เข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากจะได้เรียนจนสำเร็จวุฒิการศึกษาเหมือนนักศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วไปแล้ว ระหว่างที่เรียนยังจะได้รับประสบการณ์จริง จากการทำงานในสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ มีการนำเอาความรู้จากงานที่ทำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังได้รับค่าแรงเป็นรายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย/div divnbsp;/div divเลขาธิการฯ สวทน. กล่าวต่อว่า โครงการวิลจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยในปีนี้มีบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง สนใจเข้าร่วมโครงการ ทั้ง บริษัทโซนี่ ที่ต้องการกำลังคนที่มีความรู้ด้านอิเล็คทรอนิกส์ บริษัทมิชลิน และบริษัทกู๊ดเยียร์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องการกำลังคนทางด้านเทคนิคและเทคโนโลยี รวมถึงบริษัทชินเอทสึ บริษัทผู้ผลิตซิลิโคนชั้นนำจากญี่ปุ่น ก็มาเข้าร่วมโครงการกับเราด้วย ทั้งนี้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการวิล จะสามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากนโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ ในการขอรับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นคลัสเตอร์สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยในปีนี้ บริษัทมิชลิน, กู๊ดเยียร์ และ บริษัทชินเอทสึ ได้เข้าร่วมขอรับสิทธิ์ดังกล่าวกับทาง สวทน. ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน มากถึง 20,986 ล้านบาท/div divnbsp;/div divสำหรับปีนี้โครงการวิล ได้เปิดรับสมัครเด็กที่ต้องการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยเริ่มจากภาคเหนือ แล้วขยายมายังภาคอีสาน ซึ่งทาง สวทน. และภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการได้ลงพื้นที่ ร่วมกันเฟ้นหาเด็กซึ่งมีความรู้ความสามารถ เหมาะที่จะเข้าร่วมโครงการ ผ่านการสอบข้อเขียน การสอบปฏิบัติและการสอบสัมภาษณ์ โดยมีเป้าหมายว่าในปี 2560 นี้ จะมีเด็กเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นประมาณ 300 คน/div divnbsp;/div divทั้งนี้พบว่าปัจจุบัน ความต้องการกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยมีสูงมาก แต่เด็กที่เรียนจบและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเรื่องดังกล่าว ยังมีไม่เพียงพอที่จะป้อนสู่สายการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ ในเรื่องการพัฒนากำลังคน ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังช่วยให้เด็กในชนบทซึ่งเรียนดีแต่ยากจน ได้มีโอกาสเรียนและทำงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็ได้กำลังคนที่เชี่ยวชาญและทำงานได้จริง อีกทั้งยังขอรับสิทธิประโยชน์ จากนโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ได้อีกด้วย ดร.กิติพงค์ กล่าวทิ้งท้าย/div divnbsp;/div diva href="http://eureka.bangkokbiznews.com/detail/634646"ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 20/1/2560nbsp;/a/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vChYi6cDltw" height="1" width="1" alt=""/

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

Sat, 21/01/2017 - 15:21
pโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ชี้หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง/p p!--break--!--break--/p pimg alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาnbsp;a href="https://ilaw.or.th/node/4397"เว็บไซต์โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)/anbsp;ได้เปิดเผยnbsp;a href="https://ilaw.or.th/sites/default/files/Media%20Registration%20Draft.pdf"ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ..../anbsp;รวมทั้งวิเคราะห์ร่างกฎหมายนี้ โดยระบุว่าสื่อมวลชนในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นจำเลยของปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย ข้อเสนอจาก สปท. รอบนี้ขอให้จัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ สื่อทุกแห่งต้องจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานกลางเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนใช้กับสื่อทุกแห่ง และให้มีกลไกร้องเรียนลงโทษ/p divยิ่งโลกข้อมูลข่าวสารวิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วเท่าใด รัฐก็ยิ่งวิ่งไล่กวดเพื่อหาวิธีกำกับควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและการทำงานของสื่อ ดังเช่นที่รัฐบาลไทยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพุ่งเป้าไปที่ปัญหามาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน โดยหวังจะหาวิธีกำกับดูแลสื่อทั้ง “ในระบบ” และ “นอกระบบ”nbsp;/div divnbsp;/div divด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการยกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.... ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 และสั่งให้คณะกรรมการสามฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศnbsp;/div divnbsp;/div divหัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ สาระสำคัญ มีดังนี้nbsp;/div divnbsp;/div divstrong1. ให้งานสื่อสารมวลชนเป็นกิจการที่ต้องจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ/strong/div divร่างกฎหมายนี้วางระบบให้สื่อหนึ่งๆ ต้องขึ้นทะเบียนกับ “องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน” ซึ่งคือกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกใบรับรองสำหรับประกอบกิจการให้ จากนั้น องค์กรสื่อก็จะสามารถออกบัตรประจำตัวให้แก่นักข่าวหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ตัวอย่างเช่นnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp;nbsp;br / table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr tdสื่อมวลชน/td tdnbsp;/td tdองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน/td /tr tr td divหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ แนวหน้าnbsp;/div divข่าวสด เดอะเนชั่น บางกอกโพสต์ ฯลฯ/div /td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือbr /สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย/td /tr tr tdช่องเจ็ด ช่องสาม เวิร์คพอยท์ทีวีbr /ช่อง ONEช่อง PPTVฯลฯnbsp;/td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสมาพันธุ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือbr /สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย/td /tr tr tdประชาไท ไทยพับลิกา TCIJbr /เดอะแมทเทอร์ โมเมนตัม ไอลอว์/td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์/td /tr /tbody /table /div divnbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อมีองค์การวิชาชีพสื่อรับรองและให้ใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว สำนักข่าวเหล่านั้นก็สามารถออกบัตรประจำตัวให้นักข่าวได้/div divnbsp;/div divตามnbsp;a href="http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/drive_communication_sub3/ewt_dl_link.php?nid=59amp;filename=index"ร่างฉบับที่เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2560nbsp;/aซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังไม่ชัดเจนว่าสื่อกลุ่มไหนบ้างที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้? แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายเขียนไว้เพื่อหวังกำกับดูแลสื่อออนไลน์ โดยกำหนดนิยามคำว่าสื่อมวลชนให้ครอบคลุมถึงสื่อทุกประเภท รวมไปถึง "สื่อมวลชนที่อยู่นอกระบบ" nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อสนช.ว่า ควรมีระบบการกำกับดูแลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยให้อำนาจลงโทษสื่อมวลชนเป็นอำนาจของรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้สื่อมวลชนเข้าระบบหรือสังกัดองค์กร เช่น ให้ทุนสนับสนุน ทุนวิจัย และศึกษาดูงาน nbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrong2. ให้ตั้ง "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ" มาคุมสื่อ/strong/div divกฎหมายนี้จะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า "สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ" มีอำนาจเหนือการกำกับดูแลกันเองตามที่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนพยายามดำเนินการอยู่ nbsp;/div divnbsp;/div divสภาวิชาชีพฯ ทำหน้าที่รับจดทะเบียนสมาชิก เพิกถอนใบรับรองสมาชิก ตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำอันไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน และจัดทำ "มาตรฐานทางจริยธรรม" ของคนทำงานสื่อ รับเรื่องร้องเรียนเมื่อองค์กรสื่อฝ่าฝืนจริยธรรม และเมื่อสื่อถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ คณะกรรมการฯ มาจากองค์ประกอบดังนี้/div divnbsp;/div div• คนทำงานสื่อ จำแนกประเภทตามช่องทางสื่อและตามหมวดของเนื้อหา ได้แก่ ด้านวิทยุกระจายเสียง ด้านวิทยุโทรทัศน์ ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านสื่อออนไลน์ ด้านโฆษณา ด้านข่าว ด้านบันเทิง ด้านอื่นๆ และตัวแทนภูมิภาค รวมแปดคนnbsp;/div div• ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ nbsp;สื่อสารมวลชน สองคน ด้านกฎหมายมหาชนหนึ่งคน ด้านสังคมสองคน และด้านอื่นๆ หนึ่งคน/div div• ผู้แทนผู้บริโภค หนึ่งคน/div divnbsp;/div divกรรมการจะมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาซึ่งมาจากองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ/div divnbsp;/div divstrong3. กำหนดมาตรฐานกลางว่าด้วยจริยธรรมสื่อมวลชน (มาตรา 37)/strong/div divองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกำกับให้องค์กรสื่อในสังกัดตัวเองปฏิบัติตาม "มาตรฐานกลาง" ของเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี 6 ข้อ คือ/div div1) ต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย/div div2) ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น คำนึงถึงสิทธิบุคคล ไม่ซ้ำเติมผู้ประสบเคราะห์กรรม หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง/div div3) ต้องเป็นไปโดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติของบุคคลหรือองค์กรใดในทางที่มิชอบ/div div4) ต้องไม่รับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ/div div5) ต้องมีผู้รับผิดชอบและประกาศแก้ไขข้อบกพร่องในกรณีที่การนำเสนอผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบnbsp;/div div6) ต้องเป็นไปตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ/div divnbsp;/div divstrong4. การรับเรื่องร้องเรียน/strong/div divสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะรับเรื่องราวร้องเรียนทั้งในกรณีที่สื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ และกรณีที่ประชาชนถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิ โดยมีลำดับขั้นของการร้องเรียนไว้ว่าnbsp;/div divbr /ขั้นที่หนึ่งnbsp;เมื่อคนทำสื่อถูกร้องเรียน องค์กรต้นสังกัดพิจารณาเรื่องเสียก่อนnbsp;/div divขั้นที่สองnbsp;เมื่อองค์กรสื่อเป็นผู้ถูกร้องเรียน ให้องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นผู้พิจารณา/div divขั้นที่สามnbsp;หากสื่อที่ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น (มาตรา 67)/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ หากองค์กรสื่อหรือองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพิกเฉย ก็ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้นnbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับเรื่องบทลงโทษนั้น ตามร่างของสปท. กำหนดโทษทางปกครอง เป็นโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ส่วนในกรณีที่สื่อถูกวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จะถูกลงโทษโดยการเพิกถอนบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือเพิกถอนใบรับรองสมาชิกขององค์กรนั้นๆ ขณะที่ในที่ประชุมของสนช.เห็นว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติควรทำหน้าที่เพียงวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน โดยปล่อยให้การลงโทษเป็นหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐnbsp;/div divnbsp;/div divstrong5. งบประมาณของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติnbsp;/strong/div divสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีรายได้สองทาง คือ มาจากเงินร้อยละ 5 ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และอีกส่วนหนึ่ง เจียดมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/056nbU2FNxw" height="1" width="1" alt=""/

ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งจับนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตัวประกัน ล่าสุดทยอยปล่อยตัวแล้ว

Sat, 21/01/2017 - 14:44
p!--break--!--break--/p div21 ม.ค. 2560 a href="http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=803131"เว็บไซต์ Nation TV/a รายงานว่าจากกรณีชาวกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ทางด้าน จ.กาญจนบุรี ได้จับนักท่องเที่ยวชาวไทยเกือบ 40 คน ในขณะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทย ปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวกะเหรี่ยง ที่ถูกจับในคดีค้ามนุษย์ในประเทศไทยnbsp;/div divnbsp;/div divเกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่คณะกรรมการชายแดนไทย-พม่า ได้เข้าไปเจรจากับชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวแล้ว ซึ่งล่าสุดสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว โดยทางกลุ่มกะเหรี่ยงได้ทยอยปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่ว่า กลุ่มคนไทยทั้งหมดที่ถูกจับตัวไป เข้าไปทำอะไรในพื้นที่ดังกล่าวnbsp;/div divnbsp;/div div“คนไทยทั้งหมดที่ถูกจับเป็นตัวประกันนั้น ถูกจับในพื้นที่พม่า ติดกับ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งหลังจากมีการเจรจาโดยคณะกรรมการชายแดน ทางกลุ่มกะเหรี่ยงได้ยอมปล่อยตัวคนไทยแล้ว ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่า คนไทยทั้งหมดเข้าไปทำอะไรในพื้นที่ดังกล่าว” ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ระบุnbsp;/div divnbsp;/div div divก่อนหน้านี้ a href="https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_190067"เว็บไซต์ข่าวสด/a รายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 37 คน ได้นั่งรถยนต์ตู้ จำนวน 3 คัน เข้าไปท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ตลาดอำเภอพญาตองซู ประเทศเมียนมา ที่มีแนวชายแดนติดกับ ด่านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ถูกกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งไม่ทราบจำนวน จับเอาไว้เป็นตัวประกัน โดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยทราบข่าวจึงได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อเข้าไปเจรจาเพื่อให้ปล่อยตัว พร้อมกับขอทราบสาเหตุที่จับนักท่องเที่ยวจำนวนดังกล่าวเอาไว้เป็นตัวประกันมาจากสาเหตุอะไร/div divnbsp;/div divเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่เข้าไปเจรจา ประกอบด้วย พ.ต.อ.ขวัญชัย ธีระกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.ท.สุชาติ เพ็ญภู่ สว.ตม.จังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.ท.วรากร วิทยาบำรุง ผบ.ร้อย ตชด.ที่ 134 พ.ท.ดิเรก พรหมภักดิ์ดี หัวหน้าชุดประสานงานไทย-เมียนมา ร.อ.พิสิษฐ์ บัวพึ่ง หน.ชุด ลว.ไกล กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ นายศิรัญ บุญสังข์ ปลัดอำเภอสังขละบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝั่งไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารของประเทศเมียนมา นายอำเภออำเภอพญาตองซู ร่วมกันเจรจา โดยใช้เวลานานประมาณ 30 นาที กำลังกะเหรี่ยงดังกล่าว จึงยอมปล่อยตัวนักท่องเที่ยวทั้ง 37 คน กลับเข้ามายังฝั่งประเทศไทย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ แหล่งข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่กะเหรี่ยง จับนักท่องเที่ยวชาวไทยเอาไว้เป็นตัวประกัน เพราะต้องการตอบโต้ เจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งจากกทม. ที่เข้ามาล่อซื้อหญิงสาวบริการจากอำเภอพญาตองซู ประเทศเมียนมา ฝั่งตรงข้ามบ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ของไทย รวม 6 คน ในราคา 8,000 บาท โดยมีรถจักรยานยนต์รับจากเป็นชาวเมียนมา 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์มาส่งให้กับเจ้าหน้าที่ชุดล่อซื้อที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับชายแดน จากนั้น เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอจับกุมหญิงสาวบริการทั้ง 6 ราย และได้ปล่อยตัวกลับอำเภอพญาตองซู จำนวน 2 ราย เนื่องจากอายุเกิน 20 ปี ส่วนอีก 4 ราย อายุระหว่าง 16-17 ปี เจ้าหน้าที่ ได้คุมตัวเอาไว้ พร้อมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่นำมาส่ง จำนวน 2 ราย เข้า กทม.ทันที โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สั่งห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวชาวไทย ข้ามไปเที่ยวยังฝั่งตลาดอำเภอพญาตองซูเป็นการชั่วคราว สาเหตุเพราะกะเหรี่ยง ยังไม่พอใจเจ้าหน้าที่ ปคม.ที่ไปทำการล่อซื้อหญิงสาวบริการ และหากยังไม่มีการปล่อยตัว อาจจะมีการจับนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตัวประกันอีก/div /div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7OHUeFqpjFM" height="1" width="1" alt=""/

ศาลปกครองรับฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ฟ้อง 'ประยุทธ์' กรณีให้ชดใช้คดีจำนำข้าว

Sat, 21/01/2017 - 14:35
divศาลปกครองรับฟ้องคดีที่ 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' นายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 4 คน กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1351/2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีโครงการรับจำนำข้าว นัดไต่สวน 26 ม.ค.นี้/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href="http://www.naewna.com/politic/253325"เว็บไซต์แนวหน้า/aรายงานเมือวันที่ 20 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าศาลปกครองกลางได้นัดไต่สวนคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 59 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่จนทำให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย ในวันที่ 26 ม.ค.นี้ เวลา 13.30 น./div divnbsp;/div divโดยคดีดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วพร้อมกับมีคำสั่งตั้งองค์คณะพิเศษที่มีอธิบดีศาลปกครองกลางทำหน้าที่หัวหน้าองค์คณะและมีตุลาการประกอบเป็นองค์คณะเพิ่มจากปกติที่มี 4 คน เป็น 7 คน เป็นองค์คณะพิจารณาดดี ซึ่งการเรียกไต่สวนในวันที่ 26 ม.ค.นี้เพื่อที่ศาลจะนำข้อมูลจากคู่กรณีไปพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาคือระงับคำสั่งที่1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมูลค่า 35,717 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นขอหรือไม่/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พานิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พานิชย์ ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงพานิชย์ที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณี ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจำนวน 1.7 พันล้านบาท และ 2.3 พันล้านตามลำดับ ไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วและได้ตั้งองค์คณะพิเศษในการพิจารณาคดีพร้อมเรียกไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาคือระงับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ก่อนตามที่นายบุญทรง และนายภูมิ ร้องขอหรือไม่ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 แต่จนขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมา/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5YI2KFVey0U" height="1" width="1" alt=""/

7 จังหวัดภาคใต้รับฝนตกหนักอีก 22-25 ม.ค.นี้

Sat, 21/01/2017 - 14:13
divปภ.เผยน้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่ ธ.ค. 2559 ประชาชนได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย วันที่ 22-25 ม.ค. ฝนตกหนักอีก 7 จังหวัด/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongimg alt="" src=" http://122.155.92.12/centerapp/Common/GetFile.aspx?FileUrl=~/Uploads/Image/2560/01/17/PNECO600117001001201_17012017_040607.jpg" style="width: 550px; height: 309px;" //strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์/strong/span/div divnbsp;/div div21 ม.ค. 2560 a href="http://www.tnamcot.com/content/639469"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่านายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 ถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 122 อำเภอ 755 ตำบล 5,812 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 563,616 ครัวเรือน 1,725,714 คน ผู้เสียชีวิต 80 ราย ผู้สูญหาย 4 ราย ถนน 4,314 จุด คอสะพาน 348 แห่ง ท่อระบายน้ำ 243 แห่ง ฝาย 126 แห่ง อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง สถานที่ราชการเสียหาย 25 แห่ง nbsp;โรงเรียน 2,336 แห่ง โดยล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 5 จังหวัด ได้แก่ ระนอง นราธิวาส ปัตตานี กระบี่ และตรัง และยังมี 7 จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมบางพื้นที่ nbsp;ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง ยะลา ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา รวม 27 อำเภอ 133 ตำบล 861 หมู่บ้าน/div divnbsp;/div div“จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทย วันนี้ (21ม.ค.) จะมีฝนหนักถึงหนักมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จากความกดอากาศสูงกำลังค่อนข่างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่ 22-25 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส” อธิบดีปภ. กล่าว/div divnbsp;/div divนายฉัตรชัย กล่าวว่า ปภ.ได้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที/div divnbsp;/div divstrongหลายจังหวัดภาคใต้น้ำยังท่วมหนัก/strong/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://122.155.92.12/centerapp/Common/GetFile.aspx?FileUrl=~/Uploads/Image/2560/01/21/PNOHT600121001009509.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://122.155.92.12/centerapp/Common/GetFile.aspx?FileUrl=~/Uploads/photo/2560/01/21/MNEWS170121104534011_bc62f019cca345bab6410ba07de90b9a.jpg" style="width: 550px; height: 309px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://122.155.92.12/centerapp/Common/GetFile.aspx?FileUrl=~/Uploads/Image/2560/01/21/PNOHT600121001005401_21012017_100204.jpg" style="width: 550px; height: 309px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มาภาพ: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์/strong/span/div divnbsp;/div divวันเดียวกันนี้ (21 ม.ค.) สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่าฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอด 4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง1.55 เมตร ส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก 9 ชุมชน จำนวน 800 ครัวเรือน รวม 2,553 คน ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น และจนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ยังคงออกประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยอพยพไปอยู่ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบอุทกภัยโรงเรียนเทศบาล 4 และโรงเรียนเทศบาล 1 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมอพยพออกมาจากบ้าน ทำให้มีเพียง 7 ครัวเรือนรวม 24 คนเท่านั้นที่อพยพออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย/div divnbsp;/div divด้านนายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนราธิวาส กล่าวว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำโก-ลกในห้วงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นชั่วโมงละ 2 เซนติเมตร และคาดว่าจะมีระดับสูงสุดที่ประมาณ 1.80 เมตรแล้วจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณฝนจะลดลงแม้จะมีฝนตกต่อเนื่องต่อไปจนถึงวันที่ 25 มกราคมนี้ สำหรับการระบายน้ำออกจากพื้นที่ยังใช้การระบายน้ำทางธรรมชาติที่น้ำในแม่น้ำโก-ลกจะไหลลงสู่ที่ต่ำในพื้นที่อำเภอตากใบแล้วไหลลงสู่ทะเล แต่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการในส่วนของประตูระบายน้ำในพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่หนุนสูงไหลเข้ามาสมทบ/div divnbsp;/div divที่จังหวัดสงขลา หลังจากที่เกิดฝนตกต่อเนื่องกันระยะนี้ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำเป็นรอบที่ 4 เช่นที่บ้านแลแบง หมู่ที่ 1 ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย น้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรีได้ไหลลงมาเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (21 ม.ค. 60) และได้มีการอพยพชาวบ้านออกจากหมู่บ้านแล้ว 36 ครัวเรือน จำนวน 202 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวภายในศาลาประชาคมอำเภอสะบ้าย้อย/div divนอกจากนี้ น้ำยังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ภายในเขตเทศบาลตำบลสะบ้าย้อยบางส่วน โดยเฉพาะเส้นทางสายสะบ้าย้อย-บ้านโหนด น้ำท่วมสูงประมาณ 50 เมตร และสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงเนื่องจากยังมีน้ำหนุนขึ้นอย่างต่อเนื่อง/div divnbsp;/div divเช่นเดียวกับในพื้นที่ 4 อำเภอริมทะเลสาบสงขลา ขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มถูกน้ำจากทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมซ้ำอีกครั้ง เช่นในพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ หลายชุมชนระดับน้ำสูงขึ้น และอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง/div divnbsp;/div divส่วนสภาพน้ำท่วมในพื้นที่เขตอำเภอเมืองยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ตำบลสะเตงนอก ซอยปะจูรง ซอย 6 ผังเมือง 4 ชุมชนหลังวัดตรีมิตร ยังคงมีน้ำท่วมขัง เนื่องจากปริมาณน้ำที่สะสมจากฝนตกหนัก และคูระบายน้ำออกไม่ทัน อยู่ประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยลดลงจากเมื่อวานนี้ ส่วนที่ชุมชนวิฑูรอุทิศ 10 เทศบาลนครยะลา ได้เร่งนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากถนนที่มีน้ำท่วมขัง จนลดลงเกือบเป็นปกติ ขณะที่ ถนนเส้นทางไปยังชุมชนบ้านเปาะยานิ ยังคงมีน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่ได้ปิดกั้นเส้นทางไม่ให้รถสัญจรไป-มา เนื่องจากพื้นที่บ้านเปาะยานิ เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบกับเป็นพื้นที่รับน้ำจากบึงแบเมาะ ซึ่งมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้ยังมีน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่รอบเขตเมืองยะลา ซึ่งติดริมแม่น้ำปัตตานี น้ำยังคงล้นเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน/div divnbsp;/div divขณะที่ นายกาส เส็นโต๊ะเย็บ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา ได้รายงานสถานการณ์หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดยะลา ว่าในส่วนของพื้นที่อำเภอเมืองยะลา มีพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 5 ตำบล 30 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 720 ครัวเรือน 2,882 คน อพยพ 32 ครัวเรือน 150 คน ถนน 3 สาย (สามารถสัญจรได้) สะพาน 1 แห่ง ฝาย 1 แห่ง พื้นที่การเกษตร 566 ไร่ บ่อปลา 2 บ่อ ประกอบด้วย ตำบลพร่อน หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 290 ครัวเรือน 1,450 คน ตำบลสะเตงนอก หมู่ที่ 1 , 3 , 4 , 6 , 7 , 9 , 10 , 12 , 13 จำนวน 44 ครัวเรือน 176 คน ตำบลลำใหม่ หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 จำนวน 106 ครัวเรือน 304 คน ตำบลยุโป หมู่ที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 จำนวน 280 ครัวเรือน 952 คน ตำบลท่าสาป หมู่ที่ 3 (น้ำกัดเซาะแนวริมเขื่อนแม่น้ำปัตตานี) โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว/div divnbsp;/div divส่วนแนวโน้มสถานการณ์มีฝนตกต่อเนื่อง มีน้ำท่วมขังในที่ลุ่มพื้นที่ตำบลพร่อน อำเภอเมืองยะลา ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี เริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ใกล้แม่น้ำ และคาดว่าจะขยายวงกว้างในพื้นที่ใกล้เคียง มีการแจ้งเตือนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง/div divnbsp;/div divขณะเดียวกันทางชลประทานยะลา ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเขื่อนเก็บน้ำชลประทานปัตตานี ให้แจ้งเตือนประชาชนท้ายเขื่อน อำเภอเมือง อำเภอหนองจิก อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมขนย้ายสิ่งของไว้ในที่สูง เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานี ที่ไหลมาจากอำเภอบันนังสตา อำเภอกรงปินัง และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีมวลน้ำปริมาณมากจากปริมาณฝนตกสะสม จึงอาจจะทำให้มวลน้ำดังกล่าวไหลไปสมทบกับปริมาณน้ำในเขื่อนปัตตานี และจะไหลลงสู่ปลายน้ำที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากสื่อและการแจ้งเตือนจากทางจังหวัดในทุกระยะ/div divnbsp;/div divขณะที่ เขื่อนบางลางจังหวัดยะลา ยังคงสามารถรับน้ำได้อีกถึง 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนบางลางแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ycrqnyC2rHQ" height="1" width="1" alt=""/

'ประยุทธ์' ระบุรัฐไม่ปิดกั้นคนอยากดังผ่านโซเชียลมีเดีย

Sat, 21/01/2017 - 13:52
div'ประยุทธ' แจงรัฐบาลไม่ปิดกั้นคนอยากดังผ่านโซเชียลมีเดียตราบที่ไม่ทำผิดกฎหมาย-ศีลธรรมอันดี พร้อมชี้ปัญหาใหญ่ของประเทศ ต้องเปิดกว้างรับฟัง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div21 ม.ค. 2560 a href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/737072"เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกัวหน้าคณะรักษาควสมสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แนะนำการใช้สื่ออโซเซียลของคนไทยในเวลานี้ ว่าในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทกับชีวิต และอารมณ์ของคนในสังคม ส่งผลให้คนไทยนิยมความหวือหวา ชอบความสะใจ ชอบตามกระแส อยากเด่นอยากดัง อยากได้เร็วๆ หรือมีความอดทนน้อย อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา และเข้าใจได้ หากสิ่งที่ทำหรือแสดงออกไป เป็นเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นnbsp;/div divnbsp;/div div“ รัฐบาลเองไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็พร้อมที่จะส่งเสริม ตราบเท่าที่การกระทำเหล่านั้น ไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี แต่หากเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทบต่อผู้คนในสังคมและส่วนรวมแล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ด้วยความเป็นธรรม และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ บางปัญหาที่ง่าย ก็อาจจะแก้ไขได้โดยเร็ว บางปัญหาที่สลับซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกฎหมาย ก็ต้องมีการบูรณาการ ” นายกฯ กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศในปัจจุบัน ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น อย่างเปิดกว้างและเป็นธรรม รัฐบาลและ คสช. เต็มใจที่จะเป็น สะพาน เชื่อมโยงความเห็นจากทุกฝ่าย ประสานความหวังให้เป็นหนึ่งเดียว และเป็น ตัวกลางในการผนึก พลังประชารัฐ เพื่อทำความต้องการของเรา ให้เป็นความจริง เพราะหากมีความต้องการ แต่อ้างว่าทำไม่ได้ แล้วไม่เริ่มลงมือทำ ก็ไม่เกิดประโยชน์ และตนก็เชื่อว่า ไม่มีอะไร ที่เป็นไปไม่ได้/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dnqZ869vGT8" height="1" width="1" alt=""/

สุนทรพจน์ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ในพิธีรับตำแหน่ง ปธน. สหรัฐฯ

Sat, 21/01/2017 - 13:29
divอ่านคำแปลสุนทรพจน์ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ในพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45nbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div21 ม.ค. 2560 พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีขึ้นที่อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อช่วงเที่ยงวานนี้ (20 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือราวเที่ยงคืนตามเวลาในไทย โดยมีบรรดาอดีตผู้นำ สมาชิกสภา และแขกเหรื่อจำนวนมากเข้าร่วมพิธี รวมทั้งนายบารัค โอบามา ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง และนางฮิลลารี คลินตัน ที่พ่ายการเลือกตั้งให้แก่นายทรัมป์ ขณะที่บริเวณเนชั่นแนล มอลล์ มีประชาชนหลายแสนคนไปยืนเฝ้าชมพิธี/div divnbsp;/div divโดยnbsp;a href="http://www.voathai.com/a/inauguration-day-trump/3685508.html"เว็บไซต์ VOA ภาคภาษาไทย/a เผยแพร่คำแปลสุนทรพจน์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไว้ดังนี้/div divnbsp;/div div p"เรา ประชาชนชาวอเมริกัน กำลังร่วมกันในความพยายามที่ยิ่งใหญ่ของชาติ ในอันที่จะสร้างประเทศอีกครั้งและนำอนาคตที่ดีมาสู่ประชาชนทั้งมวล/p pเราจะร่วมกันกำหนดเส้นทางของอเมริกาด้วยกันและของโลก ในอีกหลายๆ ปีต่อจากนี้ เราจะเจอกับสิ่งท้าทายและเผชิญกับความยากลำบาก แต่เราจะทำงานนี้สำเร็จให้ได้/p pในทุกสี่ปี เรารวมมาอยู่กันที่แห่งนี้ เพื่อดำเนินการส่งผ่านอำนาจอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยความสงบ พวกเราซาบซึ้งต่อความช่วยเหลือที่สง่างามของประธานาธิบดีโอบามา และสตรีหมายเลขหนึ่งมิเชล โอบามา ทั้งคู่ยอดเยี่ยมมาก และผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้"/p p"งานวันนี้มีความหมายพิเศษ เพราะวันนี้ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลหนึ่งไปสู่รัฐบาลหนึ่งเพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากกรุงวอชิงตันไปยังพวกท่านทุกคน ซึ่งก็คือประชาชนสหรัฐฯ"/p p"เป็นเวลายาวนานเกินไปที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เมืองหลวงของประเทศที่ได้ประโยชน์จากรัฐบาล ขณะที่ประชาชนโดยรวมแบกรับภาระไว้/p pกรุงวอชิงตันรุ่งเรืองแต่ประชาชนไม่ได้รับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น นักการเมืองรุ่งเรือง แต่โอกาสการจ้างงานหายไปและโรงงานปิดตัวลง/p pกลุ่มอำนาจเก่าปกป้องผลประโยชน์ตนเอง แต่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน ชัยชนะของกลุ่มอำนาจเก่าไม่ใช่ชัยชนะของพวกท่าน/p pกลุ่มอำนาจฉลองชัยชนะของพวกเขา แต่ไม่มีอะไรที่ครอบครัวที่กำลังลำบากทั่วประเทศได้เฉลิมฉลองด้วย/p pการเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เวลานี้ เพราะเวลานี้เป็นเวลาของพวกท่าน/p pเวลานี้เป็นเวลาของทุกคนที่มา ณ ที่แห่งนี้ ในวันนี้ และทุกคนกำลังเห็นประจักษ์อยู่ทั่วประเทศ วันนี้เป็นวันของพวกท่าน การเฉลิมฉลองนี้เป็นงานของท่าน และที่นี่คือสหรัฐอเมริกา ประเทศของท่าน"/p p"สิ่งสำคัญที่สุดที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าพรรคใดได้ครองรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ว่าประชาชนได้ควบคุมรัฐบาลนั้นหรือไม่"/p p"วันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2017 จะถูกจดจำให้เป็นวันที่ประชาชนเป็นผู้ปกครองประเทศแห่งนี้อีกครั้ง ชายและหญิงที่เคยถูกลืมจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป/p pทุกคนกำลังได้ยินเสียงของท่านในตอนนี้ ท่านทั้งหลายจำนวนหลายสิบล้านคนที่ร่วมกันในการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์นี้ การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก/p pศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวนี้คือความตั้งใจที่แน่วแน่อย่างยิ่งที่ว่าชาติมีอยู่ได้ก็เพื่อทำงานให้กับระชาชน/p pชาวอเมริกันต้องการมีโรงเรียนที่ดี อยู่ในชุมชนที่ปลอดภัยต่อครอบครัว มีงานดีๆ ทำ สิ่งเหล่าที่เป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล จากประชาชนที่มีความชอบธรรมและสาธารณะชนที่มีความชอบธรรม/p pอย่างไรก็ตามประชาชนจำนวนมากเกินไปกำลังอยู่ในความจริงที่แตกต่าง"/p p"แม่และเด็กยังติดอยู่กับความยากจนในเขตเมืองชั้นใน สนิมยังเกาะอยู่ที่เครื่องจักรโรงงาน โรงงานซึ่งหยุดการผลิตเกิดขึ้นทั่วไปราวกับหลักหินที่หลุมฝังศพที่เห็นเกลื่อนกลาด"/p p"ระบบการศึกษามีเงินมากมายแต่กลับทิ้งให้เด็กๆ ขาดความรู้ทุกด้าน และอาชญากรรมและแก๊งค์ และยาเสพติด ยังคงเกิดขึ้นและทำลายชีวิตมากมายเกินไป และขโมยศักยภาพของประเทศที่มี/p pความสูญเสียนี้จะต้องยุติลง ณ บัดนี้ ในตอนนี้/p pเราเป็นหนึ่งเดียวกันในประเทศนี้ ความเจ็บปวดของพวกเขาเป็นความเจ็บปวดของเรา ความฝันของเขาเป็นความฝันของเรา ความสำเร็จของเขาเป็นความสำเร็จของเรา/p pเรามีหัวใจดวงเดียวกัน มีบ้านหลังเดียวกัน และมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน คำปฏิญาณตนนี้ของข้าพเจ้าเป็นคำปฎิญาณตนร่วมกันของชาวอเมริกันทั้งมวล/p pเป็นเวลายาวนานหลายสิบปีแล้วที่ เราสร้างความมั่งคั่งให้กับอุตสาหกรรมต่างประเทศ แต่อุตสาหกรรมอเมริกันเสียเปรียบ/p pเราช่วยสนับสนุนกองกำลังทหารต่างประเทศ ขณะที่เราปล่อยให้กองกำลังทหารของเราถูกลดอำนาจลงอย่างน่าเศร้ายิ่ง"/p p"เราไปช่วยประเทศอื่นปกป้องเขตแดนแต่เราปฏิเสธที่จะปกป้องเขตแดนตนเอง"/p p"เราใช้เงินนับล้านล้านดอลลาร์ในต่างประเทศ ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเรากำลังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และถดถอย/p pเราช่วยให้ประเทศอื่นร่ำรวย ขณะที่ความร่ำรวย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นในประเทศเราเหือดหายไป/p pโรงงานทีละแห่งปิดตัวลง และงานตามโรงงานถูกส่งไปให้ต่างประเทศทำ โดยไม่มีการคำนึงถึงคนงานอเมริกันนับล้านๆ คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"/p p"ความมั่งคั่งของชนชั้นกลางถูกขโมยไปจากครอบครัวอเมริกัน และถูกกระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก"/p p"เรามารวมตัวอยู่ที่นี้ด้วยกัน และกำลังประกาศร่วมกันให้ได้ยินไปทั่วทุกเมือง ทุกเมืองหลวงของโลก และทุกศูนย์อำนาจ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มุมมองใหม่จะเป็นแนวทางการปกครองประเทศ/p pตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะมีเพียงแค่อเมริกาเท่านั้นที่เป็นที่หนึ่ง และผละประโยชน์ของอเมริกาจะมาก่อน/p pทุกการตัดสินใจด้านการค้า ด้านคนต่างด้าว ด้านการต่างประเทศ จะถูกตัดสินเพื่อผลประโยชน์ของแรงงานอเมริกันและครอบครัวชาวอเมริกัน/p pเราจะปกป้องเขตแดนของเรา จากการสร้างความเสียหายโดยต่างประเทศ ที่ผลิตสินค้าของเรา ขโมยผลประโยชน์ไปจากบริษัทอเมริกัน และทำลายการจ้างงานในสหรัฐฯ/p pการปกป้องคุ้มครองจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองและความแข็งแกร่ง/p pข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อท่านด้วยทุกลมหายใจและเลือดเนื้อที่มี และข้าพเจ้าจะไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวัง"/p p"อเมริกาจะเป็นผู้ชนะอีกครั้งและจะชนะอย่างที่ไม่เคยชนะมาก่อน"/p p"เราจะนำงานกลับมา เราจะนำความปลอดภัยด้านเขตแดนกลับมา เราจะนำความมั่งคั่งกลับมา เราจะนำความฝันกลับมา/p pเราจะสร้างถนนใหม่ ทางหลวงใหม่ รวมทั้งสะพาน สนามบิน อุโมงค์ และทางรถไฟทั่วประเทศ/p pเราจะทำให้ประชาชนของเราออกจากการรับสวัสดิการสังคมและกลับมาทำงานเพื่อสร้างชาติด้วยแรงงานอเมริกัน"/p p"เราจะทำตามกฎง่ายๆ สองข้อ คือ ซื้อของอเมริกัน และจ้างคนอเมริกัน"/p p"เราจะย้ำถึงความแข็งแกร่งในความสัมพันธ์กับพันธมิตรเก่าแก่ และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในโลกศิวิไลซ์ เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายโดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง ซึ่งเราจะกำจัดออกไปจากโลกนี้/p pพื้นฐานการเมืองที่หนักแน่นของสหรัฐฯ คือการจงรักภักดีอย่างที่สุดต่อประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยความจงรักภักดีนี้ต่อประเทศ เราจะพบความภักดีในตัวบุคคล/p pเมื่อเราเปิดใจให้กับความรักชาติ จะไม่มีโอกาสเกิดความมีอคติต่อกัน/p pคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกเราถึงความดีงามที่จะเกิดขึ้น ต่อเมื่อประชาชนของพระเจ้าอยู่ร่วมกันเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกัน/p pเราต้องพูดอย่างที่ใจคิดอย่างเปิดเผย ถกเถียงในความคิดที่แตกต่างอย่างซื่อสัตย์ แต่มุ่งหน้าเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"/p p"เมื่ออเมริกาเป็นหนึ่งเดียวกันจะไม่มีอะไรหยุดเราได้"/p p"มันไม่ควรมีความกลัวเกิดขึ้น เราได้รับการปกป้องอยู่แล้วและเราจะได้รับการปกป้องต่อไป เราจะได้รับการปกป้องจากชายและหญิงที่ดีเยี่ยมในกองทัพและผู้รักษากฎหมาย และที่สำคัญที่สุดเราจะได้รับการปกป้องจากพระเจ้า/p pในที่สุดแล้วเราจะคิดทำสิ่งใหญ่ๆ และจะฝันที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก/p pในอเมริกา เราเข้าใจว่าชาติจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อชาติเดินหน้าฝ่าฟันต่อไป เราจะไม่ยอมรับอีกต่อไปกับนักการเมืองที่ดีแต่พูดแต่ไม่ทำอะไร และบ่นตลอดเวลาแต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อแก้ไขสิ่งต่างๆ/p pเวลาแห่งการพูดที่ไม่มีผลจบลงแล้ว สิ่งที่มาถึงคือชั่วโมงแห่งการทำงานจริง/p pอย่าปล่อยให้ใครมาบอกคุณว่า สิ่งที่ต้องการทำไม่สามารถทำได้ ไม่มีสิ่งท้าทายใดจะเทียบได้กับหัวใจ การต่อสู้และจิตใจของความเป็นอเมริกา/p pเราจะไม่มีวันล้มเหลว ประเทศของเราจะเติบโตและรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง/p pเรากำลังยืนอยู่ที่การเกิดใหม่แห่งสหัสวรรษ พร้อมที่จะไขความลับแห่งจักรวาล ทำให้โลกเป็นอิสระจากโรคภัย และใช้พลังงาน อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำหรับวันพรุ่งนี้/p pความภาคภูมิใจในชาติจะทำให้เราฮึกเหิม ทำให้เราเห็นภาพที่สูงขึ้นและสมานความแตกแยกในชาติ"/p p"บัดนี้เป็นเวลาที่ควรจดจำถึงความรู้เก่าๆ จากทหารว่า ไม่ว่าสีผิวจะเป็นสีดำ น้ำตาล หรือขาว เลือดของเราจะเป็นสีแดงแห่งความรักชาติเหมือนกันหมด"/p p"เรามีความเสรีภาพที่สดใส และเราเคารพธงชาติสหรัฐฯ ที่ยิงใหญ่ธงเดียวกัน/p pและไม่ว่าเด็กจะเกิดที่เขตเมืองอย่างเช่นที่ดีทร้อยท์ หรือที่ราบแห่งเนบราสก้า เด็กเหล่านี้มองเห็นฟ้าเดียวกัน พวกเขามีใจจดจ่อต่อฝันเดียวกัน และเป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานชีวิตมาให้เช่นเดียวกันทุกคน/p pดังนั้นสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในทุกเมือง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะมาจากถิ่นที่สูง หรือเขตมหาสมุทรใด จะได้ยินคำประกาศนี้ ท่านจะไม่ถูกหมางเมินอีกต่อไป/p pเสียงของท่าน ความหวังของท่าน และความใฝ่ฝันของท่าน คือคำจำกัดความของจุดหมายปลายทางของอเมริกา/p pความกล้าหาญ ความดีงามและความรักจะเป็นเครื่องนำทางเรา"/p p"เราจะทำให้อเมริกาแข็งแกร่งอีกครั้ง เราจะทำให้คนอเมริกันภูมิใจในอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง เราจะทำให้อเมริกาปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง เราจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง"/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/omOu1RwseS8" height="1" width="1" alt=""/