ประชาไท

Syndicate content
Updated: 6 min 30 sec ago

'คนพิการ' โอดประกันสังคมให้สิทธิด้อยกว่าบัตรทอง

Sun, 21/08/2016 - 15:50
!--break--!--break-- p21 ส.ค. 2559 รายงานข่าวแจ้งว่า วันเสาร์ ไชยกุล ผู้จัดการศูนย์ญาณากร แหล่งเรียนรู้คนพิการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการย้ายสิwbrทธิประกันสุขภาพ เปิดเผยว่า ตนเองเป็นคนพิการและต้องเข้ารัwbrบการรักษาตัวในคลินิกศัwbrลยกรรมทางเดินกระเพาะปัสสาวะอย่wbrางต่อเนื่อง โดยคลินิกดังกล่าวไม่ได้มีอยู่wbrทุกโรงพยาบาล และยาก็มักมีwbrเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้wbrน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pวันเสาร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีสิทธิในระบบหลัwbrกประกันสุขภาพถ้วนหน้าnbsp;(บัตรทองwbr)nbsp;ที่นอกจากจะรักษาฟรีแล้วยัwbrงเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเลืwbrอกโรงพยาบาลได้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็รักษาตัวกัwbrบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาตลอด อย่างไรก็ตามปัญหาเกิดขึ้นหลัwbrงจากที่ตนตัดสินใจเข้าทำงาน เพราะต้องถูกโอนย้ายสิทธิประกัwbrนสุขภาพจากบัตรทองเข้าสู่wbrระบบประกันสังคม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“ต้องเข้าใจก่อนว่าคลินิกศัwbrลยกรรมทางเดินปัสสาวะไม่ได้มีทุwbrกแห่ง และบางโรงพยาบาลก็ไม่มียา เมื่อเข้าสู่ระบบประกันสังคมจึwbrงมีปัญหามาก เพราะต้องเริ่มต้นรักษาใหม่ และโรงพยาบาลต้นสังกัดที่ประกัwbrนตนไว้นั้นก็ไม่มีความพร้อม” วันเสาร์ กล่าว/wbr/wbr/wbr/wbr/p pวันเสาร์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นแก้ปัญหาด้วยการกลัwbrบไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุwbrฬาลงกรณ์และยินยอมจ่ายค่ารัwbrกษาเอง โดยต้องเสียเงินซื้อยาเดือนละ 1 กล่อง ราคากล่องละ 850 บาท ฉะนั้นเวลาไปพบแพทย์แต่ละครั้wbrงจึงต้องสต็อกยาไว้ 3-6 เดือน มีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าครั้งละ 5,000nbsp;บาท ยังไม่นับต้นทุนทางสังคมอื่นๆ/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็แนะนำว่าให้เรากลับไปยัwbrงโรงพยาบาลต้นสังกัดประกันสังคม แล้วให้โรงพยาบาลนั้นส่งตัวมารัwbrกษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ จะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในความจริงเป็นเรื่องที่wbrยากลำบากและเสียเวลามาก”nbsp;วันเสาร์ กล่าว/wbr/wbr/wbr/p pวันเสาร์ กล่าวอีกว่า เครือข่ายคนพิการได้หารือถึงปัwbrญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องว่wbrาจะทำอย่างไรให้สิทธิของบัwbrตรทองและประกันสังคมมีความเท่wbrาเทียมกัน หรือหากเป็นไปได้ก็ควรเป็นกองทุwbrนเดียวกัน ที่สำคัญคือต้องออกแบบให้ไม่เกิwbrดการปฏิเสธสิทธิใดสิทธิหนึ่ง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“ไม่ใช่ว่าเมื่อมีงานก็ถูกปฏิwbrเสธสิทธิบัตรทอง มันไม่ควรเกิดการปฏิเสธสิทธิwbrใดสิทธิหนึ่ง และจริงๆ แล้วสิทธิประโยชน์ที่บัตรทองให้wbrนั้นควรเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้wbrนฐานหรือขั้นต่ำ ที่สิทธิอื่นๆ หรือกองทุนอื่นๆ ไม่ควรให้ต่ำกว่านี้”nbsp;วันเสาร์ กล่าว/wbr/wbr/wbr/wbr/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GUr7tmmfgWU" height="1" width="1" alt=""/

องอาจ คล้ามไพบูลย์

Sun, 21/08/2016 - 14:49
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2016/08/67551" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/cats_401.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p“สนช. ควรทำเรื่องนี้ตรงไปตรงมาอย่าหัวหมอไม่ควรคิดว่าประชาชนส่วนมากลงประชามติเห็นชอบคำถามพ่วงแล้วจะมาปู้ยี่ปู้ยำทำตามอำเภอใจอย่างไงก็ได้"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช. ตีความคำถามพ่วงประชามติว่าให้ ส.ว. มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ, 21 ส.ค. 2559 /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hrW0RIkC7TM" height="1" width="1" alt=""/

'องอาจ' ซัด สนช. อย่าหัวหมอ ปมตีความคำถามพ่วง ให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯ

Sun, 21/08/2016 - 14:39
!--break--!--break-- p21 ส.ค. 2559nbsp;องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตีความคำถามพ่วงหรือประเด็นเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบจากการออกเสียงประชามติมาแล้วให้ ส.ว. มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องตีความ ไม่ว่าจะตีความแบบกว้างหรือแบบแคบเนื้อหาสาระในคำถามพ่วงชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่าให้วุฒิสภาร่วมเห็นชอบ หรือ เลือกนายกรัฐมนตรีไม่มีข้อความไหนในคำถามพ่วงที่ระบุว่าให้วุฒิสภาเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีnbsp; ถ้า สนช. ต้องการให้วุฒิสภาเสนอชื่อด้วยก็ควรใส่คำว่าnbsp; “เสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ไว้ในคำถามพ่วงตั้งแต่ตอนทำประชามติเลยnbsp; ไม่ควรมามีกรอบเสนอให้ตีความแบบกว้างหรือแบบแคบแต่อย่างใด/p pองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้การอธิบายคำถามพ่วงของ สนช. ระหว่างการทำประชามติก็ไม่ได้ บอกว่าจะให้วุฒิสภาเสนอชื่อนายกฯ รัฐมนตรี จึงหวังว่ากรธ.จะนำคำถามพ่วงไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยความสุขุม รอบคอบ ชอบธรรม และคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้องบนพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารถประกาศใช้ประเทศชาติเดินหน้าไปด้วยความราบรื่นตามโรดแม็ป ต่อไป/p p“สนช. ควรทำเรื่องนี้ตรงไปตรงมาอย่าหัวหมอไม่ควรคิดว่าประชาชนส่วนมากลงประชามติเห็นชอบคำถามพ่วงแล้วจะมาปู้ยี่ปู้ยำทำตามอำเภอใจอย่างไงก็ได้ ดังนั้นเพื่อให้การนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วนสมบูรณ์กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ควรพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงที่ประชาชนส่วนมากออกเสียงประชามติเห็นชอบ และดำเนินการตามเนื้อหาสาระที่ระบุไว้ในคำถามพ่วงอย่างเคร่งครัดเป็นหลัก และการนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรกระทบกับเนื้อหาสาระหลักของร่างรัฐธรรมนูญจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนส่วนมากให้ความเห็นชอบไปแล้วและไม่ควรให้คำถามพ่วงถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง” องอาจ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"รองปธ.สนช. ชี้ ส.ว.ชุดใหม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯซึ่งเป็นคนนอกได้/span/h3 pขณะที่วานนี้ (20 ส.ค.59) พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวกรณีที่เจตนารมณ์ของ สนช.ที่ให้ ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติว่า หลังจากคำถามพ่วงประชามติผ่านแล้วก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ต้องแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคำถามพ่วง ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยหลักการแล้วการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของส.ส.ที่พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อจำนวน 3 คนให้ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ แต่หากเกิดกรณีที่ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ nbsp;ส.ว.ก็น่าจะมีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติไปแล้ว เพราะถือเป็นกระบวนการที่แก้ปัญหาจากก็อกแรกที่ไม่สำเร็จ โดยส.ว.ชุดใหม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีใหม่ซึ่งเป็นคนนอกได้ สนช.จึงเสนอไปยังกรธ. โดยไม่ได้มีการทะเลาะหรือขัดแย้งใดๆ ทั้งนี้ กรธ.จะเขียนลงในรัฐธรรมนูญอย่างไร สนช.ก็เคารพ แต่ยืนยันว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ จากที่กระบวนการปกติเสนอไม่ได้/p pพีระศักดิ์ ยืนยันว่า เวทีชี้แจงคำถามพ่วงของ สนช. ไม่เคยบอกว่า ส.ว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ในครั้งแรก แต่ยอมรับว่า มีบางเวทีบอกว่าส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ หากครั้งแรกไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหา แต่ กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นดุลยพินิจของกรธ. ซึ่งการชี้แจงในเวทีต่างๆ ไม่ได้เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะไม่มีเวทีไหนที่บอกว่าเสนอชื่อไม่ได้ทั้งนี้ไม่กังวล หากฝ่ายการเมืองจะนำประเด็นดังกล่าวไปฟ้องร้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย และสนช.ได้ใช้สิทธิอย่างสุจริต/p p“มันเป็นการตีความกฏหมาย ซึ่งสนช.ก็มีความเห็นแย้งกัน แต่สุดท้ายก็ไปจบที่กรธ. ยืนยันว่า สนช.ไม่ได้เพิ่มอะไรนอกจากคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติและสนช.ไม่ได้ทำเกินหลักการที่วางไว้nbsp; การให้ส.ว.เสนอชื่อนายกฯไม่ได้ทำขึ้นหลังประชามติ แต่เกิดขึ้นก่อนในช่วงที่กรธ.ได้นำเสนอร่างแรกและให้ทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปแก้ไข ซึ่งสิ่งที่กรธ.ไม่ได้แก้เราก็เสนอไปในคำถามพ่วง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ได้กำหนดให้สนช.สามารถเสนอคำถามพ่วงได้” พีระศักดิ์ กล่าว/p pเมื่อถามย้ำว่า การให้ส.ว.ชุดใหม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นการกรุยทางให้เสนอคนในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายพีระศักดิ์ กล่าวว่าnbsp; เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก เป็นกระบวนการตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติ และขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำไปสู่สาระหลักสำคัญ ส่วนที่จะออกมาแบบไหนนั้น กรธ.ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธโดยจะรับไปหารือกัน และการผลักดันส.ว.ชุดใหม่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ได้ต้องการเป็นใบเบิกทางให้สนช.กลับเข้ามาเป็นส.ว.สมัยหน้า/p h3span style="color:#0000cd;"ชี้คำถามพ่วงมีเจตนารมณ์ให้ ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกฯตั้งแต่เสนอชื่อ/span/h3 pเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. กล่าวถึงการพิจารณาคำถามพ่วงประชามติ ที่มีปัญหาเรื่องการให้ส.ว.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีตามรายชื่อพรรคการเมืองได้ มีขอบข่ายถึงขั้นเสนอชื่อได้ด้วยหรือไม่ ว่า เมื่อยังมีความเห็นที่ต่างกัน กรรมาธิการฯ ซึ่งมีตัวแทนของกรรมาธิการทุกคณะในสนช.อยู่แล้วจึงจะนัดหารือกันอีกครั้งภายในวันอังคารนี้ เพื่อหาข้อยุติที่ชัดเจนว่าควรตีความอย่างไร ซึ่งก่อนหน้านี้เห็นว่าควรตีความอย่างกว้าง คือเมื่อให้ส.ว.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ควรมีส่วนตั้งแต่กระบวนการแรกคือการเสนอชื่อด้วย ซึ่งประเด็นนี้ได้มีการพูดคุยกันตั้งแต่ตอนตั้งคำถามพ่วงประชามติแล้ว ว่าเจตนารมณ์เป็นแบบนี้ แต่การจะเขียนเป็นคำถามหากระบุลงไปละเอียดเช่นนี้ จะกลายเป็นมากกว่า 1 ประเด็น และเกรงว่าประชาชนจะสับสน/p pเจตน์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการฯ จะหารือกันและหากจะต้องขอมติที่ประชุมสนช. จะต้องพูดคุยกันในคณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าสมควรบรรจุเป็นญัตติเพื่อขอมติหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นทางกรรมาธิการฯเห็นว่าไม่ควรเป็นมติ เพราะหากเป็นมติของสนช.จะเป็นการกดดันกรธ. ซึ่งยังมีความเห็นต่างอยู่ nbsp;ซึ่งทางสนช.อยากให้ความเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันก่อนที่จะเขียนในบทเฉพาะกาล/p h3span style="color:#0000cd;"นักวิชาการแนะต้องตีความคำถามพ่วงประชามติอย่างเคร่งครัด/span/h3 pยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทยถึงการที่ สนช. เสนอเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงประชามติเพื่อให้ กรธ. ปรับแก้ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ ส.ว. สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้หากไม่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีพรรคการเมืองได้ว่า ตามระบอบประชาธิไตยแบบรัฐสภา เรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนผ่าน ส.ส. แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส่วนคำถามพ่วงที่ให้ ส.ว.สามารถร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้จึงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงมาตั้งแต่ต้นว่า ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจะมีบทบาทหรือมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีมากกว่า ส.ส. หรือไม่ เพราะระบบการเลือกตั้งแบบใหม่โอกาสที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะได้เสียงข้างมากในสภาจะยากขึ้น ดังนั้นพรรคที่ใหญ่ที่สุดหลังการเลือกตั้งจะเป็น พรรคส.ว.หรือไม่ เพราะมีอำนาจในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มีกระบวนการตรวจสอบ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น ขณะที่ตอนนี้ สนช.พยายามตีความว่าการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีควรจะเริ่มตั้งแต่กระบวนการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามความเป็นจริงเรื่องนี้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด เพราะในคำถามพ่วงที่ประชาชนได้อ่านมีเพียงข้อความ 3 บรรทัดเท่านั้น หากไม่ตีความตามที่เขียนไว้อาจมองได้ว่านี่เป็นใบผ่านทาง หรือ การตีเช็คเปล่าหรือไม่ และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อตัวรัฐธรรมนูญ ต่อความน่าเชื่อถือของ สนช. และ กรธ.ชุดนี้ อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขผิดกับเจตนารมณ์หรือไม่/p p“ส่วนตัวเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างเคร่งครัด เพราะหากตีความอย่างกว้าง โอกาสที่จะเกิดปัญหาทางการเมืองตามมาก็มีมากและอาจส่งผลไปถึงการเลือกตั้ง อย่างที่เคยมองไว้ตั้งแต่ต้นว่าความขัดแย้งเรื่องการลงประชามติคงไม่มาก แต่ความขัดแย้งอาจมีขึ้นได้หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะจะเกิดการเดินหน้าหลายส่วน เช่นการมี ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากคำถามพ่วง ซึ่งอาจทำให้เกิดปมความขัดแย้งจากคนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน" ยุทธพร กล่าว/p pเมื่อถามว่าการตีความที่ไม่ตรงไปตามตัวอักษร ที่ใช้ในคำถามพ่วงประชามติจะขัดกับหลักการหรือไม่ ยุทธพร กล่าวว่า ที่จริงแล้ว สนช.ควรเขียนกรอบให้ชัดเจนว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.มีหน้าที่ในการร่วมลงมติเลือกเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ แต่ลักษณะของคำถามไม่ชัดเจน ทำให้ตีความเพราะ ส.ส.และส.ว.อาจต้องมาดูเรื่องอำนาจหน้าที่ว่ามีมากแค่ไหน เป็นโอกาสที่เปิดช่องให้ตีความที่หลากหลาย ซึ่งการทำประชามติคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นการสอบถามประชาชนจำเป็นต้องมีลักษณะที่ตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์ทางการเมืองเมื่อประชาชนที่เป็นเจ้าของประชาธิปไตย มีความเข้าใจและตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกตามกรอบที่เขียนมา ดังนั้นก็ไม่ควรตีความให้เกินกรอบที่เขียนมา ไม่เช่นนั้นจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความชอบธรรมทางการเมือง อำหน้าหน้าที่ของ ส.ว.อาจเกินบริบทที่จำเป็น ซึ่งคำถามที่คำคัญคือ เรามี ส.ว.เพื่ออะไร หากสามารถตอบโจทย์ได้ก็จะสามารถวางกรอบการทำงานของ ส.ว.ได้ชัดเจน สำหรับมุมมองของ สนช.ที่กังวลว่าจะเกิดสูญญากาศทางการเมืองหาก ส.ส.ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี นั้น การตีความว่าจะเกิดสูญญากาศอาจเป็นการตีความแค่มุมเดียว เพราะกระบวนการในรัฐธรรมนูญกำหนดกลไกไว้อย่างชัดเจน และมีลำดับชั้นอยู่แล้ว/p pสำหรับคำถามพ่วง ในการทำประชามติที่ผ่านมา ระบุว่า/p div class="note-box" div“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”/div /div divnbsp;/div divnbsp;/div divemเรียบเรียงจาก a href="http://www.tnamcot.com/content/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"สำนักข่าวไทย/a/em/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tXEP6gn4yTo" height="1" width="1" alt=""/

สุรพศ ทวีศักดิ์: มิติทางสังคมแบบพุทธะไม่มีในพุทธศาสนาไทย

Sun, 21/08/2016 - 11:30
!--break--!--break-- pnbsp;/p pnbsp;/p pระยะหลังมีเสียงวิจารณ์มากขึ้นว่า พุทธศาสนาไทยไร้อารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ที่ถูกกดขี่โดยอำนาจเผด็จการ และพุทธศาสนาไทยไม่มีมิติทางสังคม/p pคำวิจารณ์ดังกล่าวเป็นจริงมากทีเดียว เนื่องจากเราแทบจะไม่เห็นบทบาทของพระสงฆ์และการแสดงในนามองค์กรชาวพุทธต่างๆ หรือการตีความพุทธธรรมที่ยืนเคียงข้างประชาชนผู้ถูกละเมิดเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นคน แต่ได้เห็นจนชินชากับบทบาทของพระสงฆ์ องค์กรพุทธ และการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนอำนาจเผด็จการ กระทั่งสนับสนุนความรุนแรงทางการเมืองและความรุนแรงระหว่างศาสนา บทบาทโดยรวมของพุทธศาสนาไทยในปัจจุบันก็คือบทบาทสร้างวัฒนธรรมบริโภคศาสนาของปัจเจกบุคคล ที่บริโภคศาสนาเพื่อบรรเทาทุกข์หรือคาดหวังความสุขส่วนตัวเป็นด้านหลัก/p pstrongแค่คำถามคือ เป็นไปได้อย่างไรที่พุทธศาสนาที่อยู่มาได้ผ่านกาลเวลายาวนานจะเป็นศาสนาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ผู้ถูกกดขี่และไม่มีมิติทางสังคมเลย ทำให้ผมต้องกลับไป “อ่าน” พระไตรปิฎก และค่อยๆ คิดหาคำตอบว่าพุทธะพยายามเสนออะไร กำหนดสถานะและบทบาทของตัวท่านเองและสังฆะอย่างไรในบริบทสังคมการเมืองสมัยพุทธกาล/strong/p pคำถามแรกของผมคือ ทำไมพุทธะจึงออกจากป่ามาสู่เมือง ผมคิดว่าผมพบคำตอบได้ใน “อัคคัญญสูตร” ในสูตรนี้สะท้อนทัศนะพื้นฐานของพุทธะว่า “การมีชีวิตที่ดีเป็นไปได้ในสังคมการเมืองเท่านั้น” เพราะพุทธะมองว่าชีวิตมนุษย์ที่อยู่นอกสังคมการเมือง หรือชีวิตในสภาวะธรรมชาติ (natural state) เป็นชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางตกต่ำและเลวร้ายลงโดยลำดับ จนถึงขั้นที่ว่าทุกคนจะขโมย ปล้นฆ่ากันออย่างไรก็ได้ มันจึงเป็นสภาพชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนด้วยสัญชาตญาณดิบอย่างที่โทมัส ฮอบส์มองว่าเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยว ยากแค้น น่ารังเกียจ ป่าเถื่อน และแสนสั้น เมื่อมนุษย์ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพชีวิตเช่นนั้นได้ พวกเขาจึงตกลงสร้างสังคมการเมือง หรือสังคมที่มีระเบียบกฎเกณฑ์และมีผู้ปกครองที่มีอำนาจบังคับให้เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ขึ้นมา/p pสมมติฐานนี้จะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า พุทธะกำลังเสนอว่า “การมีชีวิตที่ดีเป็นไปได้ในสังคมการเมืองเท่านั้น” ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักปรัชญาการเมืองอื่นๆ อย่างน้อยตั้งแต่อริสโตเติลเป็นต้นมา คำบรรยายในอัคคัญญสูตรบอกว่าหลังจากมนุษย์สร้างสังคมการเมืองขึ้นมาได้ มนุษย์จึงสามารถจะมีวิวัฒนาการในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการปกครอง การแบ่งบทบาทหน้าที่ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้ในอาชีพการงาน การสร้างแบบแผนประเพณี การเกิดขึ้นและการแพร่หลายของความเชื่อทางศาสนาเป็นต้น/p pฉะนั้น เราจึงเข้าใจได้ว่า การที่พุทธะออกจากป่ากลับเข้าสู่เมืองก็เพื่อต้องการนำเสนอความหมายและแนวทางการมีชีวิตที่ดีในสังคมการเมือง เพราะวิถีชีวิตนักบวชอินเดียในสมัยนั้นมีหลายประเภท บางประเภทเช่นพวกฤษีชีไพรอาจจะเรียกว่าเป็นการใช้ชีวิตที่ตัดขาดจากสังคมการเมืองเลยก็ได้ พุทธะเคยทดลองใช้ชีวิตเช่นนั้นมาแล้วก็เลิก เมื่อก่อตั้งสังฆะขึ้นมา ชุมชนสังฆะถ้าไม่อยู่ในเมืองก็อยู่ชายป่าห่างจากเมืองหรือหมู่บ้านไปไม่ไกล เพื่อสะดวกในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม/p pอะไรคือความหมายของการมีชีวิตที่ดีที่พุทธะเสนอขึ้นมาในสังคมการเมืองยุคนั้น ดูเหมือนพุทธะจะไม่เห็นด้วยกับการมีชีวิตที่ดีภายใต้ระเบียบสังคมตามระบบวรรณะ 4 ที่กำหนดความหมายของการมีชีวิตที่ดี หรือการมีชีวิตที่สูงส่งประเสริฐจากมาตรฐานของ “ชาติกำเนิด” ที่ถือว่าชาติกำหนดเป็นมาตรฐานวัดความสูงต่ำของคน และเป็นตัวกำหนดว่าคนที่เกิดมาในชาติกำเนิดที่ต่างกันต้องฝึกฝนเรียนรู้ในอาชีพการงานที่ต่างกัน เพื่อที่จะมีสถานะและบทบาทหน้าที่ทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันตลอดไป/p pเมื่อไม่เห็นด้วยกับความหมายของการมีชีวิตที่ดีตามระบบวรรณะ พุทธะจึงเสนอว่าสิ่งที่ควรเป็นมาตรฐานวัดการมีชีวิตที่ดีหรือชีวิตประเสริฐของมนุษย์คือ “ธรรม” แน่นอนคำว่า “ธรรม” ที่ใช้กันในบริบทสังคมชมพูทวีปและใช้กันผ่านยุคสมัยต่างๆเรื่อยมาจนปัจจุบัน มีความหมายที่ซับซ้อน แต่ดูเหมือนพุทธะจะใช้ในความหมายที่เรียบง่ายว่า เมื่อเราแต่ละคนไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดอย่างไรกระทำในสิ่งที่ถูกหรือผิดในกรณีเดียวกันก็ย่อมมีความหมายเป็นถูกและผิดเสมอกันและต้องรับผิดชอบต่อผลที่มาเหมือนกัน ในปรัชญาศีลธรรมสมัยใหม่เรียกทัศนะเช่นนี้ว่า “ความเสมอภาคทางศีลธรรม” (moral equality)/p pการมีชีวิตที่ดีทางศีลธรรมพุทธะเรียกว่า “การประพฤติธรรม” หมายถึง การกระทำที่สุจริตทางกาย วาจา ใจ การมีสัมมาทิฐิ คือมีปัญญารู้ความจริงของทุกข์และแนวทางดับทุกข์ คุณค่าของการมีชีวิตที่ดีทางศีลธรรมในเชิงลบคือการไม่ละเมิดร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน หรือกดเหยียดความเป็นคนของกันและกันในลักษณะต่างๆ ในเชิงบวกคือความสุขทางสังคมและอิสรภาพทางจิตใจของปัจเจกบุคคล/p pพุทธะเปรียบเทียบว่า “ในหมู่มนุษย์ที่ถือโคตร กษัตริย์ประเสริฐทีสุด” หมายถึงภายในระเบียบสังคมที่ยึดถือระบบวรรณะ กษัตริย์เป็นวรรณะสูงสุด แต่ข้อเสนอของพุทธะคือ “ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และทวยเทพ” หมายถึงการมีปัญญารู้แจ้งและมีความประพฤติสุจริตกาย วาจา ใจเป็นสิ่งบ่งบอกความประเสริฐของมนุษย์ไม่ใช่ชาติกำเนิด ฉะนั้น ความหมายของการมีชีวิตที่ดีจึงเกิดจากการเลือก การลงมือทำ และความเพียรพยายามของแต่ละคนเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าโดยพระพรหมให้เราอยู่ในกรอบของระบบวรรณะอย่างตายตัว/p pประเด็นคือ พุทธะไม่ได้เสนอว่าธรรมเป็นมาตรฐานการมีชีวิตที่ดีของปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากยังถือว่าธรรมเป็นมาตรฐานการมีสังคมการเมืองที่ดีด้วย ในสังคมการเมืองระบบราชาธิปไตยพุทธะเสนอ “ราชธรรม” เช่นจักกวัตติวัตร ทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุเป็นหลักในการปกครอง ในระบบสภาขัตติยะพุทธะเสนอวัชชีธรรมเป็นแนวปฏิบัติในการปกครอง/p pstrongถ้ามองแบบเอดเวิร์ด คอนซ์ ในสังคมโบราณที่ไม่มีมหาวิทยาลัยและการศึกษาสมัยใหม่ การใช้ความเชื่อเรื่อง “เทพ” และ “ธรรม” ในทางการเมืองน่าจะสร้างพลังโน้มน้าวจิตใจคนยุคนั้นไม่แพ้การใช้คำว่าสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคในสังคมการเมืองปัจจุบัน/strong/p pพุทธะใช้ “ธรรม” สร้างพลังโน้มน้าวจิตใจของคนสมัยพุทธกาลอย่างไร คำตอบอยู่ที่จักกวัตติสูตร(เป็นต้น) ในสูตรนี้พุทธแยกการปกครอง 2 ประเภท คือการปกครองที่ผู้ปกครองถือธรรมเป็นใหญ่ (ธรรมาธิปไตย) คือการปกครองที่มุ่งดูแลปัญหาปากท้องประชาชนและให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกกลุ่ม การปกครองเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขของผู้ใต้ปกครอง และการปกครองแบบเผด็จการตามอำเภอใจ ที่ผู้ปกครองใช้อำนาจตามมติของตน (อัตตาธิปไตย) ไม่ดูแลปัญหาปากท้องของประชาชนและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกกลุ่ม ผลที่ตามมาคือสังคมเกิดความอดอยาก เกิดปัญหาการปล้นชิง ผู้ปกครองเผด็จการก็จะใช้ความรุนแรงปราบปราม แต่ยิ่งใช้ความรุนแรงปราบปรามก็ยิ่งถูกโต้กลับด้วยความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่แก้ไขด้วยการกลับมาใช้ธรรมในการปกครอง สังคมก็จะเสื่อมทรามลงเรื่อยๆจนถึงกาลียุคซึ่งเป็นสภาพสังคมไร้ขื่อแปไม่ต่างจากสังคมตามสภาวะธรรมชาติที่ชีวิตมนุษย์โดดเดี่ยว น่ารังเกียจ ยากแค้น ป่าเถื่อนและแสนสั้น/p pเราอาจตั้งคำถามได้มากว่า การปกครองที่ถือธรรมาธิปไตยเป็นเพียงอุดมคติ ไม่เคยมีอยู่จริง ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง หรือนำมาใช้ก็ไม่เกิดประสิทธิภาพจริง ไม่เหมาะกับปัจจุบัน ฯลฯ นี่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดในบทความนี้ สิ่งที่ต้องการเสนอคือ มันมีหลักฐานชัดเจนว่า พุทธะพยายามเสนอมิติทางสังคมของพุทธศาสนา และเป็นการเสนอบนการวิพากษ์การปกครองที่ใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจว่า เป็นการปกครองที่ส่งผลเลวร้าย น่ารังเกียจอย่างไร ส่วนการปกครองที่ถือธรรมเป็นใหญ่นั้นคือการปกครองที่ “ไม่ใช้อาชญา ไม่ใช้ศัตราวุธ ไม่กดขี่ ข่มเหงเบียดเบียนผู้ใต้ปกครอง”/p pถ้ามองจากบริบทสังคมการเมืองยุคนั้นที่มีคำบรรยายในพระไตรปิฎกว่า ผู้ปกครองเผด็จการใช้วิธีลงโทษรุนแรงในแบบต่างๆ ตั้งแต่เฆี่ยน ตัดมือ ฝังดินครึ่งตัวแล้วเผาทั้งเป็นและไถดินกลบ ตัดหัวเสียประจานสี่มุมเมือง ฯลฯ ในยุคที่ผู้ปกครองใช้อำนาจดิบได้เช่นนั้น การที่พุทธะเสนอธรรมเป็นหลักการปกครองที่เน้นให้ผู้ปกครองใส่ใจปากท้องประชาชน ให้ความเป็นธรรมแก่คนทุกกลุ่ม และไม่ใช้ความรุนแรงข่มเหงราษฎร พร้อมกับวิพากษ์การปกครองแบบใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจผ่านพระสูตรและชาดกต่างๆ จึงแสดงถึงพลังของอารมณ์ความรู้สึกหรือจิตสำนึกทางสังคมของพุทธศาสนายุคต้นได้ชัดเจน/p pstrongจะว่าไป เมื่อ “อ่าน” พระไตรปิฎกโดยรวมๆ จะเห็นว่าการพยายามเสนอความหมายของการมีชีวิตที่ดีในสังคมการเมืองและการปกครองที่ดีของพุทธะ เป็นการเสนอควบคู่ไปกับการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อและบทบาทชนชั้นสูงคือวรรณะกษัตริย์และพราหมณ์/strong/p pทำไมพุทธะแสดงบทบาทเช่นนั้นได้ ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากการที่พุทธะกำหนดสถานะของท่านเองและสร้าง “สังฆะ” ที่เป็นอิสระจากระบบวรรณะและเป็นอิสระจากการเข้าไปมีสถานะ ตำแหน่ง อำนาจในโครงสร้างการปกครองของรัฐ (ต่างจากพวกพราหมณ์ที่เข้าไปเป็น “ปุโรหิต” ของกษัตริย์) จึงทำให้พุทธะและสังฆะมีบุคลิกภาพยืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับคนทุกวรรณะและคนนอกวรรณะ และมีอิสระในการปกครองกันเองตามระบบการปรึกษาหารือและยึดมติเสียงข้างมาก กระจายอำนาจตัดสินใจลงไปถึงสังฆะกลุ่มย่อยต่างๆมากที่สุด/p pstrongแต่พุทธศาสนาไทยปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจรัฐ เพราะรัฐได้สร้างระบบปกครองสงฆ์แบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมพระสงฆ์ทั่วประเทศ กำกับการศึกษาตีความธรรมวินัย และใช้กลไกระบบปกครองสงฆ์สนับสนุนอุดมการณ์รัฐและตอบสนองนโยบายรัฐ/strong/p pพระไทยใหญ่ในปัจจุบันแม้จะออกบวชจากครอบครัวชนชั้นผู้ถูกกดขี่ แต่ก็ถูกระบบกล่อมเกลาให้จงรักภักดีต่อรัฐ การตีความพุทธศาสนาจึงเป็นไปเพื่อรับใช้รัฐ ทำให้พุทธศาสนามีลักษณะแข็งทื่อ ขาดชีวิตชีวา ไร้อารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวต่อความทุกข์ของประชาชนผู้ถูกกดขี่จากอำนาจเผด็จการ พุทธศาสนาเช่นนี้จึงขาดมิติทางสังคม ไม่เปิดกว้างต่อความก้าวหน้าด้านสิทธิ เสรีภาพ และคุณค่าที่แตกต่างหลากหลายในบริบทโลกสมัยใหม่/p pstrongต่างจากพุทธศาสนาแบบพุทธะที่ยืดหยุ่น เปิดกว้าง มีสำนึกทางสังคม และพยายามเปิดพื้นที่ของการมีชีวิตที่ดีทางศีลธรรมในสังคมการเมืองแก่คนวรรณะต่ำและคนนอกวรรณะ คนชายขอบอื่นๆในบริบทยุคสมัยนั้น/strong/p h4 style="text-align: center;"strong0000/strongbr /br /nbsp;/h4 div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KX3glCCYuog" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ช่างซ่อมหนังสือกลับหัว

Sun, 21/08/2016 - 10:19
!--break--!--break-- pnbsp;/p p style="margin-left: 120px;"กระดาษบางคมกริบbr /ในหนังสือประว้ติศาตร์ที่ไม่มีเครื่องหมายคำถามbr /บาดมือนักโบราณคดี/p p style="margin-left: 120px;"ชายโบราณวาดภาพมนุษย์ถ้ำbr /ซ่อนเด็กชายคนหนึ่งไว้ในใจbr /กัดนิ้วมือจุ่มเลือดเขียนชื่อตัวเองบนโต๊ะนักเรียน/p p style="margin-left: 120px;"ช่างซ่อมหนังสือผอมโซbr /อ่านตัวอักษรกลับหัวbr /ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อซ่อมหนังสือเล่มหนึ่ง/p p style="margin-left: 120px;"อัญประกาศถูกจองจำbr /ไม่มีในประโยคบอกเล่าbr /คำสนทนาถูกให้อ่านในใจเงียบๆ/p p style="margin-left: 120px;"ตู้ลิ้นชักบัตรคำในห้องสมุดbr /ชื่อเรื่องของคนตายถูกเจาะรูbr /ไม่ให้พูดความจริง/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/96bTqpz-mVM" height="1" width="1" alt=""/

มาตรการ ธงแดง

Sun, 21/08/2016 - 08:47
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8276/29086653226_b239e356c0_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 368px;" //p pมีเรื่องที่ชอบมากเรื่องหนึ่งในตอนนี้ คือวิธีการจัดการในชุมชน/p pเนื่องมาจากว่า ประเด็นฮอตฮิตติดอันดับ อันหนึ่งที่ยังไม่จากหาย คือการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก/p pเมื่อไม่กี่วันนี้ ในหมู่บ้านก็มีคนป่วยอีก 1 ราย ได้แต่ข่าวว่า อาจจะติดมาจากที่อื่น ก่อนจะกลับมาอยู่หมู่บ้าน/p pที่ชอบก็คือ ในชุมชนมีกติการ่วมกันอย่างชัดเจนมาก ดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"1. คณะ อสม. จะออกสำรวจพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งเขตกันรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ เช่น ทีม A รับผิดชอบเขต 5 มีบ้านในความรับผิดชอบ 33 หลัง เป็นต้น/p p style="margin-left: 40px;"2. หากพบว่าบ้านไหนมีแหล่งเพาะลูกน้ำยุงลาย จะเป็นในหม้อไหโอ่งอ่าง กระถางแตกบิ่น แอ่งดิน หลุมขยะ ฯลฯ ทีม อสม. จะแจ้งให้เจ้าของบ้านรับทราบ แล้วช่วยกันทำลาย แจกทรายอะเบทให้ เอาไว้ใส่ในภาชนะที่มีน้ำขัง ‎ในการนี้จะนับว่าเป็นการnbsp;strongเตือนครั้งที่ 1‬/strong/p p style="margin-left: 40px;"3. หลังจากการสำรวจครั้งแรก จะมีการสำรวจในครั้งที่ 2 เพื่อดูว่า บ้านหลังนั้นๆ (และทุกหลังนั่นแหละ) มีการระมัดระวังป้องกันการก่อตัวของลูกน้ำยุงลายอีกหรือไม่ ถ้าพบว่ายังมีอีก จะช่วยกันทำเหมือนครั้งแรก และถือว่าstrongเตือนเป็นครั้งที่ 2/strong‬/p p style="margin-left: 40px;"4. ในการสำรวจครั้งที่ 3 หากพบว่าในบ้านหลังเดิมยังมีลูกน้ำยุงลายอี๊ก ‪ ‎จะนับว่าเป็นstrongการเตือนครั้งที่ 3/strong‬ และครบลิมิตของการเตือน/p pในชุมชนหลายหมู่บ้าน มีข้อตกลงร่วมกันว่า เมื่อบ้านหลังใดต้องเตือนกันถึง 3 ครั้ง จะเข้าสู่มาตรการ ‎strongปรับเป็นเงิน/strong‬ หลังคาละ 100 บาท/p pแยกย่อยไปอีกว่า ถ้าบ้านหลังนั้น เป็นบ้านของ อสม.เอง เป็นกลุ่มผู้นำชุมชนต่างๆ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน ฯลฯ จะต้องเสียค่าปรับ หลังละ 200 บาท/p pbr /เงินที่ได้นี้ จะนำเข้ากองกลางหมู่บ้าน เพื่อเอามาทำประโยชน์ในหมู่บ้านกันต่อ/p pและจากนั้น ก็จะส่งทีมพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายเข้าไป และขึ้นบัญชีว่า บ้านหลังนั้นๆ เป็นบ้านที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ/p pสำหรับในหมู่บ้านที่อยู่ตอนนี้ มีการประชุมกันล่าสุด ได้มีการปรับกติกาที่แตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ นิดหน่อย/p pคือชาวบ้านไม่ยอมรับการปรับเป็นเงิน เพราะมองว่า การที่จะมีลูกน้ำยุงลายเกิดขึ้นนั้น บางทีก็เป็นเหตุสุดวิสัย เช่น บ้านมีที่กว้าง มีแอ่งน้ำขังเกิดขึ้น ฝนตกบ่อย คนในบ้านมีแต่คนแก่และเด็ก หรือบางทีก็ยุ่งกับการงาน เช้าออกบ้าน ค่ำมืดถึงจะกลับมา ไม่มีเวลาสำรวจถ้วนถี่/p pแต่กรรมการหมู่บ้านก็บอกว่า มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยกัน เพราะหนึ่ง มันเป็นบ้านที่อยู่อาศัยเอง ป่วยมาก็ตัวเองนั่นแหละเดือดร้อนก่อนเพื่อน สอง มันเป็นการอยู่ร่วมกันในชุมชน เกิดแพร่ระบาดขึ้นมา ก็ไม่ใช่จะป่วยอยู่คนเดียว มันซวยกันได้ทั้งหมู่บ้าน/p pยังไงก็ต้องช่วยกัน อีกอย่างหนึ่ง อสม.นั้น ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปในบริเวณบ้านใดโดยไม่ได้รับอนุญาต จะเข้าไปได้เฉพาะในวันที่ออกสำรวจ และเจ้าของบ้านต้องรับทราบ (เวลาสำรวจแหล่งลูกน้ำยุงลาย ก็ให้ดูไปด้วยกัน)/p pจนในที่สุด ในหมู่บ้านก็ลงเอยกันว่า ไม่มีการปรับเงินก็ได้ แต่จะมี ‪#‎มาตรการธงแดง‬ แทนที่/p h4br /strongกติกา/strong/h4 p style="margin-left: 40px;"1. เมื่อเตือนครบ 3 ครั้งแล้ว บ้านหลังนั้น จะถูกปักธงแดงหน้าบ้าน เพื่อป็นสัญลักษณ์ให้ทุกคนรู้ว่า เป็นจุดเฝ้าระวัง/p p style="margin-left: 40px;"2. ห้ามมิให้ผู้ใดดึงธงแดงออกเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน หรือคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ผู้ที่จะดึงธงแดงออกได้นั้น มีเพียงคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่จะดึงออกได้ เมื่อพิสูจน์แล้วว่าบ้านหลังนั้นได้ปฏิบัติตามกติกาต่างๆ ดีแล้ว (ระวังไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย)/p p style="margin-left: 40px;"3. ผู้ที่ดึงธงแดงออกโดยไม่ได้รับอนุญาต จะเจอการปรับ ตามข้อตกลงย่อยออกไปอีก/p pที่ชอบเรื่องนี้ เพราะคิดว่า มันเข้าท่าดีนะ กับการวางมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลกันเองในชุมชน แต่ที่ชอบมากกว่านั้นคือ การที่คนในชุมชนเองสามารถลุกมาถกเถียงกันได้ว่า จะเอาหรือไม่เอามาตรการแบบใด‬ อย่างที่ไม่ยอมให้ปรับเป็นเงิน แต่เปลี่ยนเป็นการปักธงแดงแทนที่ เพราะดูกันที่เป้าหมาย และก็ยืดหยุ่นกันไปตามความเหมาะสมด้วย/p pstrongว่าแต่ว่า คนที่ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเขามีข้อตกลงอะไรยังไง สมมุติว่าผ่านมาเห็นธงแดงปักหน้าบ้านกันสลอน ก็อาจจะมโนกันไปได้ว่า แน่ะ พวกซ่องสุมบ่อนทำลายความมั่นคง (มันเกิดได้นะ) /strong/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2wSVKTSMK5s" height="1" width="1" alt=""/