ประชาไท

Syndicate content
Updated: 5 min 16 sec ago

'เรืองไกร' เตรียมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ 'อรรชกา' แจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่

Sun, 21/05/2017 - 12:35
div'เรืองไกร' เตรียมยื่นตรวจสอบ 'อรรชกา สีบุญเรือง' แจ้งทรัพย์สินมีการให้กู้ยืมแก่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ตนตรวจสอบไม่พบการแสดงบัญชีของบริษัทดังกล่าวว่าเป็นการแจ้งเท็จหรือไม่ ชี้ต้องเทียบเคียงมาตรฐานจากกรณีที่ ป.ป.ช.เคยตรวจสอบ 'เสธ.สนั่น'/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://2.bp.blogspot.com/-MokEPjs70uQ/WQa8oUuc1RI/AAAAAAACqII/IegFLqIODRoOTzXO8u9JFCq-MBA6hWtbgCLcB/s1600/S__13418502.jpg" style="width: 550px; height: 366px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยnbsp;/spana href="https://2.bp.blogspot.com/-MokEPjs70uQ/WQa8oUuc1RI/AAAAAAACqII/IegFLqIODRoOTzXO8u9JFCq-MBA6hWtbgCLcB/s1600/S__13418502.jpg"span style="color:#ffa500;"(แฟ้มภาพ nbsp;TV24)/span/a/strong/div divnbsp;/div div21 พ.ค. 2560 เว็บไซต์แนวหน้ารายงานว่านายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าจากการติดตามตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พบว่า กรณีของ นางอรรชกา สีบุญเรือง ที่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินในตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวม 3 ครั้ง คือ เมื่อรับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม เมื่อพ้นจากตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม และเมื่อรับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พบว่ามีการแสดงรายการเงินให้กู้ยืมแก่บริษัท รุ่งเรืองมหาเศรษฐี จำกัด จำนวนเงิน 39,333,333.33 บาท ไว้ด้วย ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าบริษัทดังกล่าวต้องมีนางอรรชกา แสดงไว้เป็นเจ้าหนี้ในงบการเงินด้วยยอดเงินที่เท่ากันไว้ด้วย/div divnbsp;/div divนายเรื่องไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบเพื่อยืนยันยอดจากข้อมูลของบริษัท รุ่งเรืองมหาเศรษฐี จำกัด ที่ขอมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าปรากฏว่าไม่พบการแสดงบัญชีของบริษัทดังกล่าวว่ามีเงินกู้ยืมจากนางอรรชกา แต่อย่างใด โดยงบการเงินตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2559 ปรากฏว่า มีนางฉฎา สีบุญเรือง เป็นกรรมการเพียงคนเดียว และเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด จากจำนวน 500,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท ยกเว้นเพียง 2 หุ้น ที่เป็นบุคคลอื่นคนละ 1 หุ้น/div divnbsp;/div div"จากข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน จึงมีเหตุที่ต้องร้องขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไปว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินของนางอรรชกา ต่อ ป.ป.ช.ว่ามีเงินให้กู้ยืมแก่บริษัท รุ่งเรืองมหาเศรษฐี จำกัด จำนวนเงิน 39,333,333.33 บาท แต่ในงบการเงินของบริษัทดังกล่าวไม่มีเงินดังกล่าวที่กู้ยืมนั้น จะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ ทั้งนี้ เทียบเคียงมาตรฐานจากกรณีที่ ป.ป.ช.เคยตรวจสอบ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกฯ มาก่อนแล้ว" นายเรื่องไกร กล่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้ จึงจะไปยื่นหนังสือด้วยตนเองเพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีเงินให้กู้ยืมของนางอรรชกาว่าเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ พร้อมทั้งทวงถามเรื่องที่ร้องนายกฯ กับ 2 รมต.ด้วยว่าดำเนินการแล้วหรือไม่ โดยจะไปยื่นหนังสือในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.) เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JXGOaAOoohk" height="1" width="1" alt=""/

ชง ครม.พิจารณา 'คนจีนโพ้นทะเล-นักเรียนไร้สถานะ' เข้ากองทุนคืนสิทธิรักษา

Sun, 21/05/2017 - 11:52
divเครือข่ายชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ยื่นหนังสือ “นพ.ปิยะสกล” ขอให้เร่งรัดเสนอ ครม.ขยายสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานแก่กลุ่มคนจีนโพ้นทะเล 3.8 หมื่นคนและเด็กนักเรียนรหัส G อีก 8.9 หมื่นคน ชี้ ครม.เคยมีมติให้ตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2558 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm5.staticflickr.com/4187/34749411006_fd915da043_o_d.jpg" style="width: 550px; height: 367px;" //div divnbsp;/div div21 พ.ค. 2560 นายสุมิตร วอพะพอ ผู้จัดการโครงการสถานะบุคคลและสิทธิพลเมือง เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอให้เร่งรัดการนำเรื่องการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กรณีคนจีนโพ้นทะเล และเด็กนักเรียนรหัส G เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)/div divnbsp;/div divนายสุมิตร กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 20 เม.ย. 2558 เคยมีมติเห็นชอบการให้สิทธิ (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิเพิ่มเติมจำนวน 2.08 แสนคน/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มที่ตกหล่นคือคนจีนโพ้นทะเล 3.8 หมื่นคน และเด็กนักเรียนรหัส G อีก 8.9 หมื่นคนที่ยังไม่เข้าถึงสิทธิ ซึ่งในครั้งนั้น ครม.มีมติให้ สธ. กระทรวงมหาดไทย nbsp;และสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตรวจสอบข้อมูลเพื่อยืนยันความถูกต้องและรับรองการขึ้นทะเบียนของกลุ่มบุคคลดังกล่าวก่อน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสต่อไป/div divnbsp;/div divนายสุมิตร กล่าวอีกว่า หลังจากวันที่มีมติ ครม.ดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากหน่วยงานภายใน สธ.ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรี สธ. แม้วันที่ 19 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา สธ.เคยแถลงข่าวว่าจะเร่งพิจารณาบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลและสิทธิ ซึ่งหมายถึงกลุ่มบุคคล 2 กลุ่มนี้ และให้นำเสนอ ครม.ในโอกาสต่อไป แต่ปรากฏว่าผ่านไปอีก 5 เดือนมานี้ก็ยังไม่ได้เร่งดำเนินการแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divด้วยเหตุนี้ ภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์จึงได้มายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี สธ. เพื่อเรียกร้องให้ 1.เร่งรัดหน่วยงานภายในของ สธ.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ให้นำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุม ครม.โดยเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนโพ้นทะเลที่มีเลขประจำตัว 13 หลักในระบบทะเบียนราษฎร์ชัดเจนอยู่แล้ว และ 2.เร่งดำเนินการให้สิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กนักเรียนรหัส G/div divnbsp;/div div“เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ ความเจ็บป่วยมันเกิดขึ้นทุกวันและเลือกไม่ได้ ถ้าดูแลสุขภาพให้กับกลุ่มนี้ก็จะเป็นการป้องกันโรคติดต่อโดยเฉพาะแนวชายแดน หากจัดการด้านสาธารณสุขไม่ดีก็อาจกระจายไปสู่คนพื้นราบได้ ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเป้าหมายของงบเหมาจ่ายรายหัวของระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อคนกลุ่มนี้มารับการรักษา โรงพยาบาลก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ มันก็จะเป็นหนี้สูญ เป็นภาระของโรงพยาบาล ดังนั้นจึงอยากให้รัฐมนตรีเร่งสั่งการอย่างไรก็ได้เพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงหลักประกันสุขภาพโดยเร็ว” นายสุมิตร กล่าวnbsp;/div divnbsp;/div divนายสุมิตร กล่าวอีกว่าหลังจากยื่นหนังสือแล้ว ทางรัฐมนตรี สธ.ได้ให้คำตอบว่าจะเร่งพิจารณากลุ่มที่มีความพร้อม ซึ่งก็คือกลุ่มคนจีนโพ้นทะเล แต่ในส่วนของเด็กนักเรียนรหัส G นั้น ขอให้ไปยื่นหนังสือที่กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย หาก 2 หน่วยงานนี้ทำงานชัดทาง สธ.ก็ไม่มีปัญหา ดังนั้นทางภาคีเครือข่ายฯ จึงเตรียมจะไปยื่นหนังสือให้กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ri5ZNDsDbrA" height="1" width="1" alt=""/

ไต่สวนมูลฟ้อง บ.ไทยรุ่งเรือง ฟ้องชาวบ้าน 22 พ.ค. นี้

Sun, 21/05/2017 - 11:18
divศาลจังหวัดสกลนครนัดไต่สวนมูลฟ้อง กรณีที่บริษัท ไทยรุ่งเรือง อุตสาหกรรม จำกัด เจ้าของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดสกลนคร ยื่นฟ้องกลุ่มรักษ์น้ำอูน 20 คน 22 พ.ค. นี้/div p!--break--!--break--/p divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divมูลนิธิผสานวัฒนธรรมแจ้งว่าในวันที่ 22 พ.ค. 2560 นี้ เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสกลนครนัดไต่สวนมูลฟ้อง กรณีที่บริษัทไทยรุ่งเรือง อุตสาหกรรม จำกัด เจ้าของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดสกลนคร ได้ยื่นฟ้องร้องนางสาวเดือนเพ็ญ สุดไชยา และพวกรวม 20 คน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน ชาวบ้านโคกสะอาด ต.อุ่มจาน อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร กรณีลงชื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายก อบต.อุ่มจาน เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2559 เพื่อขอให้ระงับการดำเนินการบุกเบิกพื้นที่และก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการโรงงานน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทางสาธารณะและลำรางสาธารณะ และยื่นหนังสือต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มจาน เพื่อคัดค้านโครงการฯ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divบริษัทไทยรุ่งเรือง อุตสาหกรรม จำกัด ได้มีโครงการจะสร้างโรงงานน้ำตาลขนาด 12,500 ตันในระยะแรก และขยายเป็นเป็น 40,000 ตันอ้อยต่อวันในระยะที่สอง นอกจากนี้ในบริเวณเดียวกันยังต้องการจะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวกำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ในระยะแรก และขยายเป็น 114 เมกะวัตต์ระยะสอง โดยที่ตั้งโครงการอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอูน ต.อุ่มจาน อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับ อ.เมือง จ.สกลนคร และอยู่คนละฝั่งน้ำอูนกับ ต.นางัว อ.นาหว้า จ.นครพนม ปัจจุบันรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ของโครงการทั้งสองไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ในการพิจารณารอบแรก/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divอนึ่งเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2560 ที่ผ่านผู้ถูกยื่นฟ้องทั้ง 20 คนได้เข้ายื่นคำร้องขอความช่วยเหลือทางคดีและค่าใช้จ่ายจากกองทุนยุติธรรม ณ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดสกลนคร และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divทั้งนี้ในวันที่ 21 พ.ค. 2560 นี้ นางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีกำหนดจะเดินทางมาเยี่ยมเยือนพบปะกับผู้ถูกฟ้องทั้ง 20 คนและชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือตามหลักการคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนต่อไป เพราะกรณีนี้กลุ่มรักษ์น้ำอูนได้ยื่นร้องให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโครงการดังกล่าวและทาง กสม. ซึ่งอนุกรรมการสิทธิด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ได้จัดเวทีตรวจสอบไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการตรวจสอบ/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gTsUSRZwO6s" height="1" width="1" alt=""/