ประชาไท

Syndicate content
Updated: 5 min 33 sec ago

ผู้เชี่ยวชาญชี้ นโยบายทรัมป์ ทำสหรัฐฯ เสื่อม เปิดโอกาสจีน-รัสเซียผงาดเวทีโลก

Mon, 20/02/2017 - 14:16
!--break--!--break--pบทความของไมเคิล ที แคลร์ ศาตราจารย์ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลกจากวิทยาลัยแฮมป์เชียร์ ในเว็บไซต์วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ Foreign Policy in Focus (FPIF) ชี้การดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ผิดพลาดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะกลายเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียและจีนnbsp;/p p20 ก.พ. 2560 ถึงแม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา จะอ้างว่ายึดหลักดำเนินนโยบายโดยเอา "อเมริกามาก่อน" แต่ไมเคิล ที แคลร์ ศาตราจารย์ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลกจากวิทยาลัยแฮมป์เชียร์ ก็มองว่าการดำเนินนโยบายของทรัมป์จนถึงตอนนี้กลับจะส่งผลดีต่อจีนและรัสเซียที่เป็นคู่ปรับรายใหญ่ไม่ว่าเขาจะจงใจหรือไม่ก็ตาม ทำให้แคลร์ระบุว่ามันน่าจะเรียกว่านโยบายที่เอา "อเมริกามาเป็นอันดับที่สาม" มากกว่า/p pหลังจากการรณรงค์หาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากเป็นเวลา 19 เดือน ด้วยวาทศิลป์แบบเสแสร้งทำเป็นกล้าหาญ ทำให้หลายคนอาจจะมองว่าทรัมป์ไม่น่าจะทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับคู่แข่งของสหรัฐฯ ทรัมป์แสดงท่าทีว่าจีนเป็นพวกคนค้าขายแบบ "ล่าเหยื่อ" อยู่เสมอและอ้างว่าจะพยายามฉวยโอกาสได้เปรียบถ้าหากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายอย่างอ่อนแอ ขณะที่กับรัสเซียแล้วทรัมป์แสดงออกในทำนองว่าเขาชื่นชมการเป็นผู้นำ "เข้มแข็ง" ในแบบของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แต่ก็ประกาศไม่พอใจที่รัสเซียพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ระดับขั้นสูงขึ้น/p pเรื่องเหล่านี้อาจจะมีคนคิดว่าพอทรัมป์เข้าไปในทำเนียบขาวแล้วก็จะดำเนินนโยบายต่อต้านคู่แข่งสองประเทศนี้อย่างแข็งขันและอาจจะสืบต่อนโยบายเดิมของบารัก โอบามา ที่แคลร์มองว่ามีความสุดโต่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทัพของนาโตในยุโรปตะวันออกและการจัดกำลังทัพใหม่ในแถบเอเชียแปซิฟิกพร้อมไปกับการใช้ข้อตกลงทางการค้าอย่าง ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ควบคู่ไปด้วย แต่ทรัมป์ก็แสดงออกว่าไม่ชอบนาโตและ TPP/p pมีคนมองว่าทรัมป์อาจจะเสนอแผนใหม่มาแทนแผนยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐฯ เหล่านี้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นสิ่งแรกที่ทรัมป์ทำเพื่อ "อเมริกามาก่อน" กลับเป็นนโยบายกำจัดคนที่เขาเรียกว่าเป็น "การก่อการร้ายของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง" และพยายามปรับสมดุลการค้าข้ามประเทศ ซึ่งมีการถกเถียงกันพอสมควรว่าวัตุประสงค์ของนโยบายพวกนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่ก็มีบางส่วนมองว่าทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าสหรัฐฯ กำลังร่วมต่อสู้แย่งชิงอำนาจและความมั่งคั่งกับคู่แข่งสุดเขี้ยวที่ต่างก็พยายามใช้แผนของตัวเองเข้าสู่ "ความยิ่งใหญ่"/p pแคลร์ มองว่าไม่เพียงแค่ทรัมป์ไม่ใส่ใจในเรื่องที่ทางของสหรัฐฯ ในสภาพแวดล้อมทางการเมืองโลกเท่านั้น สิ่งที่เขาทำยังจะกลายเป็นประโยชน์กับรัสเซียและจีนอีกด้วย/p h3br /strongนโยบายของทรัมป์จะส่งผลดต่อจีนอย่างไร/strong/h3 pขณะที่ทรัมป์แสดงออกว่าจะจัดการกับจีนที่ดำเนินการค้าอย่างไม่เป็นธรรม เขาเสนอชื่อแต่งตั้ง โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ คนที่วิจารณ์การค้าของจีนเป็นตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แคลร์ระบุว่าถึงแม้เรื่องการค้าจะเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน แต่การที่ทรัมป์เน้นยึดติดอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้ละเลยประเด็นอื่นๆ ไป อย่างเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การทูต และการทหาร ในแง่ของการเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในเวทีโลก/p pการละเลยประเด็นอื่นๆ ส่งผลให้เห็นในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาจากการที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนขึ้นประกาศประณามคนที่เบนเข็มออกจากโลกาภิวัตน์โดยไม่เอ่ยชื่อออกมาโดยตรงและแสดงออกราวกับว่าจีนจะเป็นตัวอย่างใหม่สำหรับแนวคิดการค้าเสรีและสากลนิยม สำหรับพวกซีอีโอ เซเล็บ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายแห่งในโลกแล้วท่าทีแบบนี้ของจีนดูจะเป็นการปรับสมดุลของอิทธิพลทางการเมืองระดับโลก เมื่อสหรัฐฯ ปล่อยให้ตำแหน่งสำคัญของพวกเขาถูกจีนแย่งชิงไปได้/p pอีกประเด็นหนึ่งคือการถอนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ของทรัมป์โดยอ้างว่าจะเป็นการทำลายงานและการผลิตของสหรัฐฯ ที่มีฝ่ายซ้ายบางส่วนเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็มอง TPP ว่าจะเป็นการสร้างอิทธิพลของสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นจีนแต่เมื่อไม่มี TPP แล้ว แคลร์มองว่าจะกลายเป็นโอกาสให้จีนเข้าไปมีอิทธิพลและปรับสภาพการค้าขายในแถบเอเชียได้ ไมเคิล โฟรแมน ผู้แทนการค้าที่เจรจาการทำข้อตกลง TPP ในสมัยโอบามากล่าวว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ชนะอย่างใหญ่หลวง/p pจีนเองก็มีแผนการจะให้กลุ่มประเทศในเอเชียเข้าร่วมสัญญาทางการค้าของพวกเขาเองคือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นแผนความตกลงการค้าเสรีที่รวมเอา 10 ประเทศประชาคมอาเซียน (รวมถึงไทย) กับประเทศอื่นๆ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย บทความของแคลร์ระบุว่า RCEP เป็นการทลายกำแพงการค้าโดยที่ไม่มีการระบุถึงสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานรวมอยู่ด้วย/p pในแง่ของการทูต ทรัมป์ยังคงทำลายสถานภาพทางการเมืองของสหรัฐฯ ในเอเชียด้วยการทะเลาะกับนายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล แห่งออสเตรเลียในเรื่องผู้ลี้ภัยจากกรณีที่เทิร์นบูลเคยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ในสมัยบารัก โอบามา รับผู้ลี้ภัยราว 1,250 คนที่ส่วนมากมาจากอิรักเข้าประเทศโดยในปัจจุบันพวกเขาถูกกักตัวอยู่ที่สถานกักกันในสภาพชีวิตย่ำแย่นอกชายฝั่งโดยรัฐบาลออสเตรเลีย แต่ทรัมป์ก็ปฏิเสธอย่างไม่เป็นมิตร ทั้งที่ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และในออสเตรเลียก็มีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่หลายแห่ง รอรี เมดคาล์ฟ หัวหน้าวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียมองว่าการที่สหรัฐฯ ทำเช่นนี้จะยิ่งส่งผลดีต่อจีนเพราะจีนมุ่งหวังให้การเป็นพันธมิตรที่แน่นหนาในแถบแปซิฟิกอ่อนแอลงเพื่อจะฉวยโอกาสอยู่แล้ว/p h3br /strongในแง่มุมเรื่องโลกร้อน/strong/h3 pแคลร์ระบุว่าอีกหนึ่งเรื่องที่กลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับจีนคือการที่ทรัมป์มีจุดยืนไม่สานต่อพันธกิจเรื่องแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่รัฐบาลโอบามาเคยให้ความร่วมมือไว้กับข้อตกลงที่ปารีส ทรัมป์เอากลุ่มคนที่ปฏิเสธปัญหาโลกร้อนเข้าสู่ทำเนียบกลายเป็นการเปิดทางให้จีนพยายามผุดตัวเองเป็นทั้งผู้นำโลกในด้านพลังงานสะอาดและเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อน การพยายามสร้างความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดสมัยรัฐบาลโอบามาไม่เพียงแค่เพื่ออนาคตโลกเท่านั้นแต่ยังเป็นเรื่องการสร้างอิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกไปสู่เทคโนโลยีสำหรับอนาคต แต่กลายเป็นว่าจีนอาจจะหาโอกาสฉวยขึ้นเป็นผู้นำในด้านนี้แทน/p pบทความของแคลร์ยังระบุอีกว่าการที่รัฐบาลโอบามาเคยเน้นเรื่องเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและเข้าพบกับผู้นำจีนและอินเดียในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ทำให้โลกจะมองว่าสหรัฐฯ มีออร่าของการเป็นผู้นำด้านพลังงานโลก แต่ทรัมป์กลับต้องการย้อนถอยหลังกลับไปเพื่อเอาใจพวกอุตสาหกรรมพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นเพื่อนกับเขา ยังไม่แน่ชัดว่าทรัมป์จะสามารถยุบแผนการก้าวหน้าด้านพลังงานสมัยรัฐบาลโอบามาได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่เขาก็พ่ายให้กับจีนไปแล้วในเรื่องบทบาทบนเวทีโลก จากที่เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เซียเจิ้นหัว หัวหน้าผู้แทนเจรจาด้านโลกร้อนของจีนประกาศว่าจีนมีศักยภาพจะเป็นผู้นำโลกในการต่อสู้กับโลกร้อนได้/p pนอกจากนี้จีนยังมีท่าทีว่าจะพัฒนาพลังงานสะอาดที่จะมาตีตลาดโลกในอนาคต ฝ่ายพลังงานของจีนประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าจะทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านดอลลาร์ในด้านพลังงานสะอาดจนถึงปี 2563 ซึ่งการลงทุนนี้จะช่วยสร้างงานใหม่ราว 13 ล้านตำแหน่ง แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศแผนงานชัดเจนก็ตาม แต่ก็มีคนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นการติดตั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่จีนมีข้อได้เปรียบในด้านนี้อยู่แล้ว/p pแคลร์ระบุว่าการริเริ่มด้านพลังงานนี้เป็นการมองแนวโน้มในอนาคตเผื่อไว้ด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่าความต้องการด้านน้ำมันและเชื้อเพลิงพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์จะลดลงเรื่อยๆ และความต้องการพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำนักงานพลังงานนานาชาติในกรุงปารีส ระบุว่าระหว่างปี 2557-2583 ความต้องการใช้พลังงานลมจะเพิ่มสูงขึ้น 440% ขณะที่ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นกว่า 1,100% จึงมีโอกาสที่จะทำเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับธุรกิจใหม่ การที่ทรัมป์หันเหตัวเองออกมาจากพลังงานสะอาดจึงเป็นการส่งความมั่งคั่งไปให้กับจีน/p h3br /strongนโยบายทรัมป์ส่งผลดีต่อรัสเซียได้อย่างไร/strong/h3 pบทความของแคลร์ระบุต่อไปว่าถึงแม้จีนจะดูมาเป็นอันดับหนึ่งได้จากนโยบายของทรัมป์ รัสเซียก็ดูจะมาเป็นอันดับที่ 2 ในการที่ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้ทางการรัสเซียช่วยต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียแผ่อิทธิพลในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตและพื้นที่อื่นๆ ที่เคยอยู่ภายใต้รัสเซียด้วย/p pปูตินแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2543 ว่าเขาต้องการทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และพยายามต่อต้านสิ่งที่เขามองว่าเป็นการที่นาโตพยายามบีบรัสเซียไม่ให้แผ่อิทธิพลไปสู่ยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งทำให้เกิดเหตุการณ์ที่รัสเซียยุบรวมไครเมีย อดีตเขตปกครองตนเองของยูเครนให้กลายเป็นของรัสเซีย ทำให้กลุ่มประเทศคาบสมุทรบอลติกอย่างเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย และประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ที่เคยอยู่ใต้อุ้งมือของรัสเซียมาก่อนกลัวว่าพวกเขาจะถูกแย่งอิสรภาพไปอีก นอกจากนี้รัสเซียยังพยายามมีความสัมพันธ์กับตะวันออกกลางในแบบยุคสหภาพโซเวียต เช่นกรณีการใช้กำลังทหารเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในซีเรีย/p pแคลร์ชี้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาพยายามสกัดกั้นแผนการของปูตินโดยการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียและเพิ่มการคุ้มกันรัฐแนวหน้าของนาโต จากเมื่อเดือน ก.ค. 2559 โอบามาและผู้นำตะวันตกอื่นๆ อย่างแคนาดา อังกฤษ และเยอรมนี ต่างก็ตกลงร่วมกันเสริมกำลังใหม่ในโปแลนด์และรัฐบอลติกสามรัฐอีกครั้งเพื่อต้านทานไม่ให้รัสเซียโจมตีประเทศเหล่านี้ และแคลร์ก็ประเมินว่าถ้าคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีเธอก็อาจจะกดดันรัสเซียหนักขึ้น/p pแต่สำหรับทรัมป์แล้วแคลร์มองว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องการที่รัสเซียพยายามรุกคืบยุโรปตะวันออกน้อยกว่าเรื่องความร่วมมือในการสู้รบกับไอซิส ทรัมป์เคยแสดงความเห็นใจเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ยุโรปและนาโตกังวลว่ารัสเซียจะรุกล้ำพวกเขาอีกแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าจะช่วยเสริมกำลังป้องกันให้กับพวกเขา ทรัมป์ยังเคยกล่าวถึงนาโตในเชิงลบด้วยเมื่อปีที่แล้วโดยอ้างว่านาโตไม่ได้ช่วยต่อสู้กับการก่อการร้ายมากพอ/p pแคลร์ตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์ปฏิบัติกับนาโตราวกับคนรักเก่าแต่ท่าทีกับรัสเซียกลับต่างออกไป เขาไม่แสดงออกใดๆ ในตอนที่เขาไปเยือนเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษตอนที่เธอพูดถึงเรื่องว่าควรจะมีการกดดันรัสเซียผ่านการคว่ำบาตรมากขึ้น ต่อมาเขาโทรศัพท์คุยกับปูตินยาวนานและจากการเปิดเผยบทสนทนาของพวกเขาแล้ว ทรัมป์ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่อ่อนไหวอย่างเรื่องไครเมียหรือเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีชาวรัสเซียแฮกการเลือกตั้งของสหรัฐฯ แต่เน้นพูดเรื่องความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งรัสเซียก็แสดงออกไปในทำนองพอใจกับการสนทนาระหว่างพวกเขา สื่อรัสเซียเองก็นำเสนอในทำนองว่าสหรัฐฯ กับรัสเซียเข้าใจกันมากขึ้นและสหรัฐฯ เอื้อให้รัสเซียมีขอบเขตอิทธิพลในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตมากขึ้นด้วย/p pแคลร์ระบุว่าไม่ว่าทรัมป์จะเห็นด้วยกับแผนการของรัสเซียหรือไม่แต่ดูเหมือนว่ารัสเซียจะเล่นบทรุกมากขึ้นในทางตะวันออกของยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แคลร์ยังมองอีกแง่หนึ่งว่าการที่สหรัฐฯ เปิดท่าทีร่วมมือกับรัสเซียในการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายนั้นเป็นเสมือนการยอมรับว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นที่ยืนอยู่ระดับเดียวกับสหรัฐฯ ในเวทีโลก/p pแคลร์ชี้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพราะทรัมป์มีมุมมองการจัดลำดับความสำคัญนโยบายการต่างประเทศที่คับแคบคือไปเน้นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายกับกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง การกีดกันชาวมุสลิมและชาวเม็กซิกันจากสหรัฐฯ และพยายามปรับดุลการค้า โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมุมกว้างๆ เลย เรื่องเหล่านี้อาจจะส่งผลให้จีนและรัสเซียเหลิงจนหาความได้เปรียบจากประเด็นขัดแย้งต่างๆ อย่างข้อพิพาทในแถบทะเลจีนใต้หรือแถบทะเลบอลติก เป็นประเด็นที่ล้วนสำคัญต่อความน่าเชื่อถือกับเกียรติภูมิของสหรัฐฯ และถ้าหากว่าผู้นำสหรัฐฯ เริ่มรู้สึกว่าความเหนือกว่าของตัวเองถูกท้าทายแล้วก็อาจจะทำให้เกิดวิกฤตใหญ่กว่าอย่างวิกฤตอาวุธนิวเคลียร์/p pและถึงแม้ว่าอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดวิกฤตได้แต่สหรัฐฯ ก็ยังจะสูญเสียอิทธิพลในแแถบยุโรปตะวันออกและเอเชียใต้ไป ทำให้มีคู่ค้าลดลง อาจจะถึงขั้นทำให้สิทธิและเสรีภาพถดถอยกลับแม้กระทั่งในสหรัฐฯ เองด้วย/p p"เรื่องนี้ควรถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อชาวอเมริกันทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่โหวตเขาเข้ามาด้วยเชื่อว่าเขาจะเน้นการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสหรัฐฯ มาเป็นอันดับแรก" แคลร์ระบุในบทความ/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTrump’s ‘America Third’ Foreign Policy, Michael Klare, 15-02-2017br /a href="http://fpif.org/trumps-america-third-foreign-policy/"http://fpif.org/trumps-america-third-foreign-policy//a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dGVAQValrHY" height="1" width="1" alt=""/

ชาวท่าแซะ-ชุมพร อดเข้ากรุงค้านเขื่อน คนขับรถถูกกักตัวในค่ายทหาร

Mon, 20/02/2017 - 13:52
div data-block="true" data-editor="d04g5" data-offset-key="7jo48-0-0" div data-offset-key="7jo48-0-0"เพจสมัชชาคนจนเผย ประชาชนท่าแซะ-ชุมพร อดเข้ากรุง เหตุทหารกักตัวคนขับรถไว้ในค่าย ก่อนเดินทางเข้ากทม.เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านเขื่อนต่อ กรรมการสิทธิฯ และรัฐบาล พรุ่งนี้ โดยช่วงสายวัน 15 คนถูกเรียกเข้าค่ายทหารด่วนไปแล้ว/div /div p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2698/32856426252_65ecbacb3b_o.jpg" //p p20 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/ASSBMLYOFTHEPOOR/posts/1193383510779138"สมัชชาคนจน/a' รายงานว่า เมื่อเวลา 19.10 น. ชาวบ้านท่าแซะ จ.ชุมพร ไม่สามารถเดินทางมายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุายชน (กสม.) ได้ เพราะทหาร บังคับให้คนขับรถขับไปจอดอยู่ในค่ายเขตอุดมศักดิ์ มทบ.44 โดยในขณะนี้ได้กักตัวคนขับรถไว้ในค่ายดังกล่าวด้วย/p pเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ว่า วันนี้ เมื่อเวลา 9.00 น. ประชาชนในพื้นที่บ้านร้านตัดผม ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จำนวน 15 คน ได้รับคำสั่งให้เดินทางเข้าไปยัwbrงค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร สืบเนื่องจากช่วงค่ำของวันที่ 19 ก.พ. 2560 เจ้าหน้าที่ทหารได้เดินทางเข้wbrาไปในหมู่บ้านโดยอ้างคำสั่wbrงมาตรา 44 ขอนำตัวประชาชนเข้าไปค่ายทหาร แต่มีการเจรจาต่อรองกันขึ้น ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ได้กำชัwbrบให้ประชาชนเดินทางไปที่ค่wbrายในเช้าวันนี้แทน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="740" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FASSBMLYOFTHEPOOR%2Fposts%2F1192978924152930amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p pมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ระบุด้วยว่าโดยมีการสันนิษฐานว่า การเรียกตัวประชาชนเข้าค่wbrายทหารนี้ น่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางเข้าไปกรุwbrงเทพมหานครเพื่อยื่นหนังสือคัwbrดค้านเรื่องเขื่อนท่าแซะกัwbrบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่wbrงชาติ (กสม.) และเข้าร้องเรียนต่อรัฐบาลที่wbrทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 21 ก.พ. นี้ nbsp;โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่wbrาวอาจเป็นการสกัดกั้นการร้องเรีwbrยน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pนอกจากนี้ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ยังเปิดเผยด้วยว่า ประชาชนในพื้นที่รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารได้ประชุมร่วมกัwbrบผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่wbrอเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ป่าไม้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยมีข้อสรุปให้ทำการประชาชนที่wbrอยู่อาศัยในเขตที่ ส.ป.ก. เขตป่าไม้ เพื่อหาทางโยกย้ายประชาชนซึ่งมีwbrแนวคิดว่าจะย้ายประชาชนไปอยู่wbrในแปลงปลูกปาล์มของบริษัทวิจิwbrตรภัณฑ์ แต่การประชุมดังกล่าวขาดการมีส่wbrวนร่วมของประชาชนนผู้ได้รัwbrบผลกระทบ ประชาชนจึงทำหนังสือคัดค้wbrานการประชุมดังกล่าวไปยังส่wbrวนอำเภอ ส่วนจังหวัด และส.ป.ก./wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pโดยการคัดค้านเขื่อนท่าแซะ เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่wbrางการตรวจสอบของ กสม. โดย กสม. มีการประชุมเรียกหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเมื่อวัwbrนที่ 8 ส.ค. 2559 และได้ข้อสรุปว่า ข้อ 1. ให้จังหวัดตั้งคณะกรรมการเพื่wbrอบริหารลุ่มน้ำท่าตะเภา ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2551 ซึ่งท่าแซะเป็นสาขาหนึ่ง โดยให้ประชาชนเข้าร่วมเป็wbrนกรรมการด้วย หากคณะกรรมการมีผลสรุปการจัwbrดการลุ่มน้ำท่าตะเภาเป็นเช่wbrนไรให้ดำเนินการตามขั้นต่อไป ข้อ 2. ให้ส่วนจังหวัด ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ระงับการสร้างเขื่อนไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปตามข้อ 1. และ ข้อ 3. กรมชลประทานควรยุติการดำเนิwbrนการใด ๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปตาม ข้อ 1./wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pทั้งนี้ เขื่อนท่าแซะ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านร้านตัดผม ต.พี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มีขนาดความจุน้ำประมาณ 157 ล้านลูกบาศก์เมตร nbsp;โดยจะทำให้เกิดพื้นที่ท่วมน้ำwbrประมาณ 6,800 ไร และจะท่วมเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่wbrาประมาณ 1,600 ไร่ นอกจากนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อพื้wbrนที่อยู่อาศัยและที่ทำกิwbrนของประชาชน ต.สองพี่น้wbrองประมาณ 400 - 500 ครัวเรือน โดยที่ผ่านมาประชาชนได้พยายามคัwbrดค้านการสร้างเขื่อนท่wbrาแซะมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็wbrนเพราะในพื้นที่จังหวัดชุมพรมีwbrโครงการตามแนวพระราชดำริwbrหนองใหญ่ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่wbrองน้ำได้เป็นอย่างดีแล้ว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pบารมี ชัยรัตน์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน ให้สัมภาษณ์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า กรมชลประทานมีแผนโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะตั้งแต่ปี 2536 แต่ประชาชนไม่ยินยอม และเมื่อปี 2538 ประชาชนเรียกร้องหลังจากถูกน้ำท่วมหลังจากมีการขุดคลองที่บ้านร้านตัดผม ส่งผลให้ 400 ครัวเรือนในต. สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ได้รับผลกระทบ กรมชลฯแจ้งจะหาที่อยู่ให้ประชาชนใหม่ แต่ยังไม่มีการจัดหาให้/p pบารมีกล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนท่าแซะมีวัตถุประสงค์เพื่อเอาน้ำไปใช้ในนิคมอุตสาหกรรมที่ จ.ประจวบ ไม่ใช่ใช้ประโยชน์ที่ท่าแซะ/p divnbsp;/div divemหมายเหตุ : มีการอัพเดทข้อมูลพร้อมเปลี่ยนพาดหัวข่าวเมื่อเวลา 19.40 น. 20 ก.พ.2560/em/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0UYiMAgoh3E" height="1" width="1" alt=""/

'วันที่ไม่มีผู้อพยพ' คนทำงาน-ร้านอาหาร ปิดประท้วงนโยบายกีดกันของรัฐบาลทรัมป์

Mon, 20/02/2017 - 12:57
pจากความกังวลเรื่องทรัมป์มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ทำให้มีการประท้วงด้วยการนัดหยุดงานและปิดร้านค้าโดยเฉพาะร้านอาหารที่มีคนงานเป็นผู้อพยพทำงานอยู่ในสหรัฐฯ จำนวนมาก ในนาม "วันที่ไม่มีผู้อพยพ" เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอเมริกัน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2700/32880996911_408529bb07.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /br /nbsp;/p pเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาของสหรัฐฯ (16 ก.พ.) มีการนัดหยุดงานและปิดร้านรวงต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ เพื่อประท้วงนโยบายกีดกันคนต่างชาติของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่มีชื่อว่า #daywithoutimmigrant หรือ "วันที่ไม่มีผู้อพยพ"/p pปฏิบัติการดังกล่าวนี้เป็นการประท้วงเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้อพยพในสหรัฐฯ มีความเกี่ยวข้องส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง โดยมีการกระจายข่าวทั้งทางปากต่อปากและทางโซเชียลมีเดียให้มีการหยุดงานและปิดร้านเพื่อไปเข้าร่วมการชุมนุม มีร้านอาหารบางแห่งถึงขั้นปิดครัวหรือปิดร้านในวันนั้นเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้ประท้วง/p pมาเรีย เฟอร์นันดา คาเบลโล นักกิจกรรมผู้อพยพและผู้ใช้สิทธิในโครงการยืดเวลาเด็กที่เข้าเมืองในสหรัฐฯ ให้อยู่ต่อไปได้ (DACA) กล่าวว่าผู้อพยพพร้อมที่จะแสดงออกถึงพลังของพวกเขาบนท้องถนน พวกเขาพร้อมจะจัดการประท้วงที่ใหญ่กว่านี้ในเดือนต่อไป การแสดงออกของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐฯ จะคงอยู่ต่อไปได้เพราะผู้อพยพเหล่านี้/p pไม่เพียงแค่กลุ่มด้านสิทธิผู้อพยพเท่านั้นที่ประท้วงนโยบายของทรัมป์ ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีร้านขายของชำของชาวเยเมนพากันปิดทั่วนิวยอร์กซิตี้เพื่อประท้วงต่อต้านคำสั่งพิเศษห้ามเดินทางของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันคำสั่งดังกล่าวถูกศาลสั่งระงับชั่วคราว/p pนอกจากกลุ่ม #daywithoutimmigrant แล้วยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม #Strike4democracy หรือ "นัดหยุดงานเพื่อประชาธิปไตย" ที่มีการนัดหยุดงานและงดการออกไปใช้จ่ายในวันที่ 17 ก.พ. เพื่อแสดงออกต่อต้านรัฐบาลในแบบเดียวกัน ผู้จัดการประท้วงเหล่านี้มองว่าปฏิบัติการของพวกเขาเป็นการแสดงออกก่อนหน้าการประท้วงใหญ่ในเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้ที่จะจัดในชื่อ "วันที่ไม่มีผู้หญิง"/p pเดอะการ์เดียนระบุว่าการนัดหยุดงานทั่วประเทศในสหรัฐฯ เป็นวิธีการแสดงออกถึงความไม่พอใจทางสังคมและการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ที่ซีแอตเทิลในปี 2462 ที่ผู้ประท้วงหยุดงานต้องการประท้วงเรื่องค่าแรงและสภาพในที่ทำงานที่ไม่เป็นธรรม/p pนิตยสาร Saveur ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับอาหารจากสหรัฐฯ ระบุว่าอุตสาหกรรมร้านอาหารแสดงการสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนี้ มีร้านอาหารหลายร้านในเมืองที่ติดตั้งป้ายตั้งแต่ตอนเช้าว่าพวกเขาจะไม่เปิดทำการและแสดงการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ โดยมีบางร้านที่เสิร์ฟแต่เครื่องดื่มโดยไม่เสิร์ฟอาหาร เพราะพวกเขาเปิดครัวไม่ได้ถ้าไม่มีคนทำงานที่เป็นผู้อพยพ โดยที่ Saveur ยังระบุอีกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธว่าผู้อพยพทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายต่างก็มีส่วนส่งผลต่อโครงสร้างของประเทศสหรัฐฯ/p pจากการสำรวจของศูนย์วิจัยพิวระบุว่าในปี 2557 มีจำนวนกลุ่มผู้อพยพที่อพยพเข้าเมืองโดยไม่มีเอกสารอนุญาต (undocumented immigrants) ทำงานเป็นลูกจ้างในอุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหารร้อยละ 9 ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ลูกจ้างทั้งที่มีเอกสารอนุญาตอย่างถูกกฎหมายและที่ไม่มีต่างก็มีบทบาทสำคัญในตำแหน่งงานต่างๆ ของร้านอาหารไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าคนทำอาหาร ลูกมือทำอาหาร บริกร และคนล้างจาน/p pโฮเซ การ์เซส เชฟและเจ้าของร้านอาหารหลายร้านในฟิลาเดเฟียเปิดเผยว่าถึงแม้ตัวเขาจะไม่ได้ร่วมปิดร้านประท้วงด้วย แต่เขาก็เห็นความสำคัญของการประท้วงในครั้งนี้ และกลุ่มผู้อพยพมีส่วนสำคัญกับอุตสาหกรรมการบริการในประเทศสหรัฐฯ เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิการ์เซสในปี 2555 เพื่อเป็นทรัพยากรด้านสุขภาพและการศึกษาให้กับครอบครัวผู้อพยพที่อดอยาก/p pเดอะการ์เดียนระบุว่ามีผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารอนุญาตมากกว่า 8 ล้านคนเป็นแรงงานในสหรัฐฯ ทั้งในภาคส่วนบริการอาหารและภาคส่วนอื่นๆ เช่น การก่อสร้าง/p pnbsp;/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p p'Day without immigrants' protests close restaurants across the US, The Guardian, 17-02-2017br /a href="https://www.theguardian.com/us-news/2017/feb/17/day-without-immigrants-protest-restaurants-economy-trump" target="_blank"https://www.theguardian.com/us-news/2017/feb/17/day-without-immigrants-protest-restaurants-economy-trump/a/p pnbsp;/p pRESTAURANTS ARE CLOSING ACROSS THE COUNTRY TODAY FOR A DAY WITHOUT IMMIGRANTS, Saveur, 16-02-2017br /a href="http://www.saveur.com/day-without-immigrants-hits-restaurants-across-us" target="_blank"http://www.saveur.com/day-without-immigrants-hits-restaurants-across-us/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/CcmJFRBOxyo" height="1" width="1" alt=""/

สปสช.ยันงบเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองปี 61 ได้มากกว่าปี 60

Mon, 20/02/2017 - 12:32
pสปสช. ยันงบประมาณเหมาจ่ายรายหัwbrวในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติปีnbsp;2561 เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับnbsp;3,197.32nbsp;บาทต่อหัวประชากร มากกว่าปี 2560 ที่ได้รับnbsp;3,109.87nbsp;บาทต่อหัวประชากร/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2899/32851030542_bb8e5d5390.jpg" //p p20 ก.พ.2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา รักษาการเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ขณะนี้มีความเข้าใจผิดอย่wbrางมากว่างบประมาณเหมาจ่ายรายหัwbrวในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติปี 2561 ถูกตัดน้อยกว่างบประมาณที่ได้รัwbrบในปี 2560 สปสช.ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมางบประมาณเหมาจ่ายรายหัwbrวในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่wbrงชาติได้เพิ่มขึ้นทุกปี เฉพาะในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการเพิ่มขึ้wbrนของงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ดังนี้ ปี 2559 ได้รับ 3,028.94 บาทต่อหัวประชากร ปี 2560 ได้รับ 3,109.87 บาทต่อหัวประชากร และปี 2561 ที่จะถึงนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับ 3,197.32 บาทต่อหัวประชากร/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่wbrางบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในกองทุwbrนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถูกตัwbrดกว่างบที่เคยได้รับจึงไม่เป็wbrนความจริง ทั้งนี้ในการทำคำของบประมาณนั้น หลังจากคณะกรรมการหลักประกันสุwbrขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เคาะตัวเลขงบเหมาจ่ายรายหัวแล้ว ก็จะส่งให้สำนักงบประมาณพิwbrจารณาก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม งบประมาณในแต่ละปีจะไม่ได้ตามที่wbrขออยู่แล้ว เนื่องจากต้องคำนึงถึงรายจ่ายด้wbrานอื่นของประเทศด้วย แต่ก็จะได้เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัwbrน” nbsp;ศักดิ์ชัย กล่าว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมาnbsp;nbsp;a href="https://www.hfocus.org/content/2017/02/13407"สำนักข่าว Hfocus/anbsp;รายงานว่าnbsp;ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ในการจัดทำงบเหมาจ่ายรายหัวในปี 2561 สปสช.ได้นำเสนองบประมาณจำนวน 141,155.925 ล้านบาท ไม่รวมเงินเดือน โดยสำนักงบประมาณได้รายงานตัวเลขงบประมาณปี 2561 ต่อ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของงบเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่จำนวน 128,020.726 ล้านบาท ไม่รวมเงินเดือน แม้จะมากกว่างบประมาณปี 2560 จำนวน 4,554.98 ล้านบาท แต่น้อยกว่าตัวเลขที่ สปสช.นำเสนอของบประมาณ 13,135.1624 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีประเด็นสำคัญคือ การหักเงินเดือนในปี 2561 ยังมีสัดส่วนที่สูงกว่าปี 2560/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/02/69971" target="_blank"เผยงบบัตรทอง 61 จ่อถูกหั่นกว่า 1.3 หมื่นล้าน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uEewe14CVes" height="1" width="1" alt=""/

จากหน้าทำเนียบถึงไผ่ดาวดิน เราสู้กับความอยุติธรรมเดียวกัน?

Sun, 19/02/2017 - 22:41
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/741/32610695100_917fc40d0d_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 322px;" /br /4kr0kddb0/p pอาจเรียกว่ารัฐบาลทหารยอมถอยหนึ่งก้าวกับปฏิบัติการหยุดถ่านหินที่หน้าทำเนียบ หลังได้เห็นอาการที่เรียกว่าสู้ยิบตา พร้อมกับกระแสคลื่นแนวร่วมที่หลังไหลมาจากทุกทิศทั่วทางเมื่อเข้าจับกุมแกนนำและปล่อยให้สถานการณ์อึงอลผ่านไปหนึ่งคืน/p pแต่ลงลึกต่อจากนี้ ในขณะที่เสียงโห่ร้องสรรเสริญขอบคุณรัฐบาลยังไม่ทันสร่างซา คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า บ้านทุกหลังของแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินทุกคนจะถูกจับตา และเสี่ยงที่จะถูกคุกคามกดดันในหลายๆ รูปแบบ รวมถึงอาจมีหมายศาล คดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตามมาถึงบ้านอีกในภายหลังnbsp;/p pดังเช่น 7 แกนนำคัดค้านเหมืองทอง แม่บ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ถูกตำรวจแจ้งความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการเข้าร่วมติดตามการประชุมสภา อบต. ในวาระการพิจารณาเรื่องการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ โดยเรียกร้องให้ยกเลิกการประชุมในวาระดังกล่าวbr /br /ส่วนการบีบคั้นข่มขู่คุกคามถึงหน้าบ้านและการข่มขู่กรรโชกด้วยการฟ้องคดีแพ่งและอาญา ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่าสามปี/p pstrongม.112 ม.44 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำลังถูกนำมาใช้กำจัดหัวหอก สกัดกั้นการเคลื่อนไหว ข่มขู่คนคิดต่าง และจำกัดการแสดงออกของประชาชนหลายพื้นที่/strong/p pอภิมหาโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการของกลุ่มทุน ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง โรงไฟฟ้า ถ่านหิน เขื่อน เหมือง บ่อก๊าซ ท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ และกระบวนการยุติธรรมที่อยุติธรรม เช่น "เชือดไผ่ให้ลิงดู" เริ่มกลายเป็นคำถามใหญ่ว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ที่คัดค้านโครงการ/p pstrongจากอันดามันถึงเมืองกรุง หากมีการประสานเครือข่ายแนวร่วมข้ามจากใต้ ขึ้นไปถึงเหนือ อีสาน คงเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลเผด็จการ ยิ่งเป็นปรากฎการณ์จากพลังที่สามารถก้าวข้ามอคติด้วยปัญหาของประชาชน อย่างที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งน่ากลัว/strong/p pแต่สถานการณ์ท้าทายอำนาจในครั้งนี้ แค่พลิกมุม ก็ยังใช้ได้ดีสำหรับยุทธวิธี "แบ่งแยกมวลชน"/p pถอยหนึ่งก้าว ซื้อเวลาออกไป ทุนใหญ่รอได้ สายป่านยาว/p pเหลือง-แดง นกหวีด-สามนิ้ว คงไม่ทันได้หลอมรวม/p pไผ่ คงไม่ทันแตกกอ/p pstrongวันที่ 22 กุมภาพันธ์ทีจะถึงนี้ ทนายของไผ่ดาวดิน ขอยื่นประกันตัวอีกครั้ง พร้อมนายประกันและหลักทรัพย์ (หลังจากที่ศาลไม่ให้ประกันตัวจากการยื่นคำขอ 6 ครั้ง ติดคุกมาแล้วสองเดือนเต็ม) ผลที่เกิดขึ้นจะออกมาเป็นเช่นไร ?/strong/p pกรณีของไผ่ดาวดิน นักศึกษาลูกอีสานที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนในหลายพื้นที่ และไม่นิ่งเฉยกับความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบ/p pรัฐบาลทหารภายใต้หน้ากากปฏิรูปและปรองดอง เหมือนกับประเมินว่า ยังสามารถแบ่งแยกและปกครองมวลชนได้จริงหรือ/p pอคติของ เหลือง-แดง นกหวีด-สามนิ้ว เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไร/p pจากหน้าทำเนียบถึงไผ่ดาวดิน เราสู้กับอยุติธรรมเดียวกันหรือไม่/p pstrongวันที่ 22 กุมภาพันธ์ทีจะถึงนี้ คงต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SFz4PiidCSQ" height="1" width="1" alt=""/

นโยบาย 'ทวงคืนผืนป่า' ส่งผลให้สิทธิมนุษยชนของประชาชนลดลง

Sun, 19/02/2017 - 22:07
divผู้ผลิตรายการ backpack jounalist nbsp;ลงพื้นที่ชุมชนของสมาชิก คปอ.ในจังหวัดชัยภูมิ และหล่มสัก เพื่อเยี่ยมเยือน ศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่ได้รับปัญหาผลกระทบเรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะผลกระทบล่าสุดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/41024.jpg" //div divnbsp;/div divช่วงระหว่างวันที่ 15 - 17 ก.พ.2560 นักเดินทางอิสระจากรายการ backpack jounalist nbsp;เดินทางลงพื้นที่ชุมชนของสมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)เพื่อเยี่ยมเยือน ศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่ได้รับปัญหาผลกระทบเรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะผลกระทบล่าสุดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า/div divnbsp;/div divช่วงวันดังกล่าว นักเดินทางอิสระจากรายการ backpack jounalist nbsp;ลงพื้นที่ 3 ชุมชน ในจังหวัดชัยภูมิ และอีก 1 ชุมชน ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ดังนี้/div divnbsp;/div divstrongวันที่ 15 ก.พ.2560 nbsp;ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว และชุมชนบ่อแก้ว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ/strong/div divnbsp;/div divชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จัดตั้งเป็นชุมชนขึ้นมาในวันที่ 17 ก.ค.2552 โดยชาวบ้านผู้เดือดร้อนได้บุกเข้ามายึดที่ดินทำกินเดิมกลับคืนมา หลังจากที่ถูกองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้สัมปทานปลูกป่าเมื่อปี 2521 โดยการนำต้นยูคาลิปตัสเข้ามาปลูกทับที่ดินทำกินชาวบ้าน ส่งผลให้ผู้ได้รับความเดือดร้อน เข้ายื่นหนังสือ และเรียกร้อง ผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายมาหลายครั้ง เพื่อให้ยกเลิกสวนป่ายูคาฯ และนำที่ดินทำกินคืนให้กับผู้เดือดร้อน nbsp;เมื่อมีมติที่ประชุมให้ยกเลิกดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้รับการตอบสนอง จนกระทั่งชาวบ้านผู้เดือดร้อนพร้อมใจกันกลับเข้ามายึดที่ดินทำกินคืนมาในวันที่ 17 ก.ค.2552 แต่ผลของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง กลับถูกแจ้งความดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 31 ราย/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170215_110405.jpg" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170215_110918.jpg" //div divnbsp;/div divขณะเดียวกันหลังจากที่ยึดที่ทำกินเดิมกลับมาได้ ชาวบ้านได้ต่อสู้เรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินแนวทางแก้ไขปัญหาให้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม มาโดยตลอด ต่อมาในวันที่ 26 ส.ค.2557 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาในชุมชนบ่อแก้ว nbsp;โดยนำแผ่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่ปิดประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 64/2557 nbsp;ให้ชุมชนอพยพ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกจากพื้นที่/div divnbsp;/div divเช่นเดียวกันกับที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาในวันที่ 25 ส.ค.2557 โดยนำแผ่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่ปิดประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 64/2557 nbsp;ให้ชุมชนอพยพ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ทั้งสองชุมชน ต่างร่วมกันเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ทบทวนพิจารณายกเลิกประกาศจังหวัดชัยภูมิ ในคำสั่งที่จะขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ nbsp;กระทั่งได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายนโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 โดยมีมติที่ประชุมให้ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้งจนกว่ากระบวนการพิจารณาแก้ไขปัญหาจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170215_114030.jpg" //div divnbsp;/div divแต่ในชุมชนโคกยาว ยังได้รับปัญหาความเดือดร้อนตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น วันที่ 1 ต.ค.2557 เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชย.4 (คอนสาร) นำแผ่นป้าย "ยุทธการทวงคืนผืนป่า ตามประกาศจังหวัดชัยภูมิ เรื่องการป้องกันและลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าชัยภูมิ พื้นที่โคกยาว เนื้อที่ 80 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม” เข้ามาปิดประกาศในชุมชน และวันที่ 8 ต.ค. 2557 นายอำเภอคอนสาร ได้ประชุมวางแผนขอทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติภูมิซำผักหนาม ในที่ประชุมมีมติให้ชุมชนโคกยาว รื้อถอนเองภายใน 19 วัน nbsp;หากไม่ดำเนินตาม จะเข้ามาดำเนินการรื้อถอนเอง/div divnbsp;/div divต่อมาวันที่ 6 ก.พ. 2558 เจ้าหน้าที่สนธิกองกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ เข้ามาปิดป้ายหนังสือประกาศ โดยคำสั่งที่ ทส.1621.4/2404 ให้รื้อถอนสิ่งปลุกสร้าง พืชผลอาสินทั้งหมดออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ซึ่งชาวบ้านได้ต่อสู้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาทางนโยบายกับภาครัฐมาโดยตลอด กระทั่งวันที่ 16 เม.ย.2559 แกนนำชาวบ้าน คือนายเด่น คำแหล้ (ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว) หายตัวไปในบริเวณสวนป่าโคกยาว/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170215_120007.jpg" //div divnbsp;/div divชุมชนโคกยาวได้รับผลกระทบมานับแต่ช่วงรัฐได้เข้ามาดำเนินโครงการหมู่บ้านรักษ์ป่า ประชารักษ์สัตว์ นับแต่ช่วงปี 2528 และได้ดำเนินการจะปลูกป่า โดยการนำต้นยูคาลิปตัสเข้ามาปลูกทับที่ทำกินชาวบ้าน ให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน ชาวบ้านจึงได้ต่อสู้เรียกร้อง กระทั่งวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ได้มีการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ณ ห้องประชุมอำเภอคอนสาร ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการแก้ไขปัญหา โดยมีมติให้ชาวบ้านเข้าทำกินได้ในระหว่างการแก้ไขปัญหาจนกว่าจะได้ข้อยุติ ขณะที่ชาวบ้านเข้ามาทำกินอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 1 ก.ค.2554 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาล้อมจับชาวบ้านโคกยาว และดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่า จำนวน 10 ราย/div divnbsp;/div divstrongวันที่ 16 ก.พ.2560 ลงพื้นที่ชุมชนหินรู ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ/strong/div divnbsp;/div divชุมชนหินรู เป็นอีกหนึ่งในจำนวน 5 ชุมชน ที่ถูกประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองทับที่ดินทำกิน ในพื้นที่ nbsp; ต.ห้วยแย้ nbsp;ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ มานับแต่ปี 2535 ต่อมา ได้รับความเดือดร้อนหนักขึ้นภายหลังจากรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา nbsp;นั้น ได้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยทำกินในพื้นที่ โดยมีลักษณะปัญหาที่ได้รับผลกระทบ เช่น เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้ามาหาชาวบ้านเป็นรายคน เพื่อให้เซ็นเอกสารยินยอมออกจากพื้นที่ โดยใช้วิธีการอ้างว่าชาวบ้านรายอื่นๆยอมเซ็นกันไปหลายรายแล้ว ทั้งนี้เมื่อไม่ยินยอมเซ็นจะใช้วิธีการข่มขู่ จะมีหมายจับ และถูกดำเนินคดี เป็นต้น/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170216_141659.jpg" //div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170216_142144.jpg" //div divnbsp;/div divนับแต่วันที่ 3 ต.ค.2559 nbsp;ถึงปัจจุบันนี้ มีชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง แจ้งความดำเนินคดี ในฐานข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุกป่า โดยเจ้าพนักงานสอบสวน สภ.วังตะเฆ่ มีหมายเรียกเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา รวมแล้ว 15 ราย/div divnbsp;/div divและ ในวันที่ 23 ก.พ.2560 ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ หลังจากเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ได้เข้าพบเจ้าพนักงานอัยการ ณ สำนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ และยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการเพื่อให้ชะลอการส่งฟ้อง โดยทางสำนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ ได้อนุญาตให้เลื่อนระยะเวลาในการยื่นส่งฟ้องออกไปเป็นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ที่จะถึงนี้/div divnbsp;/div divstrong17 ก.พ.2560 ลงพื้นที่บ้านห้วยกลฑา ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์/strong/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170217_102102.jpg" //div divnbsp;/div divผลกระทบจากที่ดินของชาวบ้านห้วยกลฑา นำมาสู่การถูกดำเนินคดีโลกร้อน โดยเมื่อวันที่ nbsp;28 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา“ คดีโลกร้อน” ในคดีความเเพ่ง ระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม 16 คน ตกเป็นจำเลย ทั้งนี้ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายไร่ละ 20,000 บาท ในจำนวนกว่า 9 ไร่/div divnbsp;/div divคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2548 ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 กับ ชาวบ้านห้วยกลทา หมู่ที่ 6 ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 11 ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ 831/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 349/2550 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่ 1 กับพวกรวม 11 คน จำเลย/div divnbsp;/div divต่อมาได้แยกฟ้องจำเลย 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ 340/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 89/2550 คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม 2 คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 nbsp;พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 nbsp;โดยทั้ง nbsp;2 คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ จำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ 46 ตารางวา และคดีถึงที่สุดแล้ว/div divnbsp;/div divต่อมา ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก 3 ราย รวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด 16 คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าเพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา 97 เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม 470,978.79 บาท โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ nbsp;28 ธันวาคม 2559 ที่กล่าวมาแล้วนั้น และผู้ถูกดำเนินคดีได้ทำการยื่นอุทรณ์/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170217_105302.jpg" //div divnbsp;/div divทั้งนี้ ชาวบ้านห้วยกลฑา ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนในที่ดินทำกิน หลังจากถูกประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 โดยได้มีการประกาศให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และใช้กำลังเข้ามาข่มขู่ จับกุมชาวบ้าน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการถือครองทำประโยชน์ในสิทธิที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ป่าไม้ กระทั่งช่วงปี 2548 ชาวบ้านถูกดำเนินคดีหลังจากเข้าไปหักข้าวโพดในที่ดินของตัวเอง/div divnbsp;/div divปัจจุบันชาวบ้านบอกว่ายังได้รับผลกระทบจากการทำมาหากินในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า มาโดยตลอด โดยมีลักษณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาข่มขู่ เช่น ห้ามไม่ให้เข้าไปหาเก็บเห็ด หน่อไม้ ผักหวาน ในเขตป่า รวมทั้งห้ามนำไปวางขายตามริมทาง หากพบเห็น จะเข้ามาจับกุมดำเนินคดี เป็นต้น/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170217_111307.jpg" //div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" border="0px" src="http://www.esaanlandreformnews.com/Editor/sernpic/IMG_20170217_102644.jpg" //div divnbsp;/div divจะเห็นได้ว่าจากการลงพื้นที่จาก 4 ชุมชน ในจำนวนทั้งหมด 25 ชุมชน ของสมาชิกเครือข่าย คปอ. แต่ละพื้นที่ต่างได้รับปัญหาผลกระทบที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ใช้วิธีต่างๆในความพยายามที่จะผลักดันในชาวบ้านออกจากพื้นที่ แต่สิ่งหนึ่งนอกจากปัญหา ผลกระทบ ความเดือดร้อน ที่ชาวบ้านต่างประสบซะตากรรมที่ไม่ต่างกันเลย คือ nbsp;การทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้สิทธิของชาวบ้านลดลง/div divnbsp;/div divนโยบายทวงคืนผืนป่าอย่างเด็ดขาดและเข้มข้น ที่เกิดขึ้นในหลายๆพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ชาวบ้านหลายๆชุมชนเกิดความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน สิทธิที่ชาวบ้านเรียกร้องกลับไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งยังมีการดำเนินการออกคำสั่งปิดประกาศขับไล่ให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้ที่ต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรม แม้แต่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่นำเสนอข่าวต่างถูกดำเนินคดีตามไปด้วย/div divnbsp;/div divเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมีนโยบายทวงผืนป่า แต่กลับส่งผลให้สิทธิมนุษยชนของประชาชนลดลง/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ekZD8vYkepE" height="1" width="1" alt=""/