ประชาไท

Syndicate content
Updated: 10 min 9 sec ago

งานวิจัยชี้ เยาวชนชายรักชายในไทยเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีสูง

Wed, 27/08/2014 - 17:03
pงานวิจัยชี้อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เยาวชนขายบริการทางเพศ และเยาวชนที่ใช้สารสพติดชนิดฉีด/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube-nocookie.com/embed/uzc4CWr7LNU" height="315" frameborder="0" width="560"/iframebr /span style="color:#ff8c00;"ที่มา: a href="http://thailandunicef.blogspot.com/2014/08/blog-post.html"บล็อกยูนิเซฟ ประเทศไทย/a/span/p pเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ยูนิเซฟออกงานวิจัยล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังประสบปัญหาระลอกใหม่จากกรณีที่มีเยาวชนติดเชื้อเอชไอวีและเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มสูงขึ้น โดยร้อยละ 70 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ในกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 15-24 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เยาวชนที่ขายบริการทางเพศ และเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นbr /br /การศึกษาเรื่อง “วิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย” เก็บข้อมูลจากเยาวชนประมาณ 2,000 คนในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย สาวประเภทสอง เยาวชนหญิงที่ขายบริการทางเพศ แรงงานข้ามชาติ และเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา และอุบลราชธานี การศึกษาชิ้นนี้ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ใช้วิธีการสัมภาษณ์และวิธีสุ่มข้อมูลแบบแกนนำเริ่มต้น เพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชน ตลอดจนทบทวนนโยบายและบริการต่างๆ ที่มีอยู่สำหรับเยาวชนกลุ่มนี้/p p“เยาวชนเป็นกลุ่มที่เสี่ยงมากกว่าในการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เนื่องจากมักขาดทักษะในการควบคุมสถานการณ์เสี่ยง ประกอบกับการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด” โรเบิร์ต แกส หัวหน้าแผนกเอชไอวี/เอดส์ ขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยกล่าว/p p“นอกจากนี้โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์หาคู่ และแอปพลิเคชันต่างๆ ในมือถือในปัจจุบันยังเอื้อให้เยาวชนพบปะกันเพื่อมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราวกันได้ง่ายขึ้น”br /br /การศึกษาครั้งนี้อ้างอิงข้อมูลระดับประเทศซึ่งระบุว่า ร้อยละ 41 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในประเทศไทย คือ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และชี้ให้เห็นว่าเยาวชนชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มชายหญิงbr /br /พงศ์ธร จันทร์เลื่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัส ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางเพศในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า แม้เยาวชนจะทราบดีถึงความสำคัญของการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศ แต่เยาวชนจำนวนมากมักอายที่จะไปซื้อถุงยาง หรือไม่ก็ไม่ใช้ถุงยางเมื่อถึงเวลามีเพศสัมพันธ์จริงๆbr /br /ในส่วนของหญิงขายบริการแบบประจำในสถานบริการในประเทศไทย ความชุกของเชื้อเอชไอวีลดลงจากร้อยละ 2.8 ในปี 2551 เหลือร้อยละ 1.8 ในปี 2554 อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าหญิงขายบริการทางเพศมักจะใช้ถุงยางอนามัยกับลูกค้าขาจรมากกว่าคู่รักหรือคู่นอนประจำbr /br /การศึกษายังระบุว่าเยาวชนหญิงที่ขายบริการทางเพศแบบเป็นครั้งคราวมักมีความสามารถในการต่อรองในการใช้ถุงยางอนามัยกับลูกค้าได้น้อยกว่าหญิงขายบริการแบบประจำเป็นอาชีพ นั่นหมายความว่า หากเยาวชนที่ขายบริการทางเพศได้รับเชื้อ ก็จะมีโอกาสสูงในการแพร่เชื้อให้แก่คู่รักหรือคู่นอนประจำของตนเอง ซึ่งปัจจุบันนี้พบว่า ประมาณหนึ่งในสามของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทย คือ คู่รักของบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงbr /br /การศึกษาครั้งนี้ยังระบุว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติคือกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และเป็นกลุ่มที่มีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการฟรีและข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านภาษาและด้านการเงินbr /br /นอกจากนี้ เยาวชนทุกกลุ่มจากการศึกษาครั้งนี้ยังสะท้อนถึงประสบการณ์ด้านลบจากการเข้ารับบริการในโรงพยาบาลของรัฐ หลายคนระบุว่าข้อมูลของพวกเขาไม่ถูกปกปิดเป็นความลับ และเจ้าหน้าที่ไม่เป็นมิตรหรือแสดงความรังเกียจต่อพฤติกรรมของเยาวชนnbsp; ซึ่งทำให้เยาวชนไม่อยากไปใช้บริการในโรงพยาบาลหรือศูนย์บริการของรัฐbr /br /“การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า แรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะช่วยปกป้องเยาวชน คือเยาวชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือมีแรงสนับสนุนจากครอบครัว มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงน้อยกว่าเยาวชนที่ไม่มี” โรเบิร์ตกล่าวbr /br /ยูนิเซฟเห็นว่าประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการรับมือกับปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในหมู่เยาวชน ซึ่งรวมถึงการมีมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการตรวจและการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งมาตรการเหล่านี้ควรกำหนดในระดับท้องถิ่น และให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาbr /br /“หนึ่งในข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ ก็คือ เราเรียกร้องให้มีการลดอายุสำหรับการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีและการให้คำปรึกษา จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 18 ปี” โรเบิร์ตกล่าว/p p“ถ้าเยาวชนคนใดก็ตามรู้สึกว่าตนเองไปทำอะไรที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี พวกเขาควรมีสิทธิไปตรวจเลือดได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง”/p pnbsp;/p pbr /span style="color:#0000cd;"ดาวน์โหลดรายงานได้ที่ /spana href="http://uni.cf/1vD63t1"span style="color:#0000cd;"http://uni.cf/1vD63t1 /span/aspan style="color:#0000cd;"หรือ /spana href="http://www.unicef.or.th"span style="color:#0000cd;"www.unicef.or.th/span/abr /span style="color:#0000cd;"และชมวิดีโอสัมภาษณ์เยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้ที่ /spana href="http://bit.ly/1l6WBgu"span style="color:#0000cd;"http://bit.ly/1l6WBgu/span/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lTwYYRn_pfk" height="1" width="1"/

ปล่อยตัว ‘วีระ’ และพวกแล้ว ไม่ตั้งข้อหา เจ้าตัวขึ้นเวทีการปฏิรูปพลังงานต่อ

Wed, 27/08/2014 - 16:24
pปล่อย วีระ สมความคิด บุญยืน ศิริธรรม อิฐบูรณ์ อ้นวงษา แกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย พร้อมพวกรวม 8 คน แล้ว โดยไม่ตั้งข้อหา ร่วมงานเสวนา "การปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ" ของกระทรวงพลังงานต่อ/p p!--break--!--break--/p p27 ส.ค. 2557 พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ พล. ม.2 รอ.nbsp; พร้อม เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร เดินทางเข้าพบ พันตำรวจโท นทธีฤทธิ์ หาญเสน่ห์ลักษณ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองปราบปราม เพื่อเบิกตัว นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชันnbsp; นางสาวบุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา แกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย พร้อมพวกรวม 8 คน/p pซึ่งถูกกักตัวไว้ที่ห้องขังกองปราบปราม ตามอำนาจ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก เพื่อซักถามและปรับทัศนคติ โดยทหารพิจารณาปล่อยตัวทั้ง 8 คน โดยไม่ตั้งข้อหา หลังปรับทัศนคติ แต่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน/p pทั้งนี้การพิจารณาไม่แจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากมีการพูดคุยปรับทัศนคติกันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว โดย นายวีระ กับพวก ทั้งหมดต่างรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหวด้วยวิธีการเดินเท้าไปตามท้องถนน เช่นนี้อีก แม้ว่าบางรายจะไม่ยอมตกปากรับคำด้วยความเต็มใจ แต่ก็ถูก นายวีระ และพวกที่เหลือห้ามปรามไว้/p pโดยหลังปล่อยตัวแล้ว นายวีระและพวกได้เดินทางไปร่วมงานเสวนา "การปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ" ของกระทรวงพลังงาน ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต ตามที่ คสช. สั่งการ เพื่อให้ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5564/14865048258_deb2e1be7f.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3920/14864976610_6495b949a3.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emภาพ วีระ บนเวทีnbsp;em style="color: rgb(255, 140, 0);"เสวนา "การปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ" nbsp;โดยมีพุทธอิสระร่วมด้วย/em/em/span/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3873/14865020738_98969e4536.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emภาพบุญยืน ศิริธรรมบนเวทีเสวนา "การปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ" nbsp;ที่มาภาพ เ/em/spanemspan style="color:#ff8c00;"ฟซบุ๊ก '/spana href="https://www.facebook.com/boonyuen.siritum/posts/10201767664588240"span style="color:#ff8c00;"Boonyuen Siritum'/span/a/em/p pnbsp;/p pทั้งนี้ นายวีระและพวก ถูกจับข้อหาทำผิดกฎอัยการศึก หลังร่วมเดินประชาสัมพันธ์ กับกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก/spana href="http://shows.voicetv.co.th/voice-news/115584.html"span style="color:#696969;" Voice TV/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://www.mcot.net/site/content?id=53fd3b27be047093d68b4572#.U_2U1vmSyi0"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;"nbsp; nbsp;/span/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dSSg4R-_WbA" height="1" width="1"/

เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ร้องสมาคมโรงแรมไทย สอบ 'ทาวน์อินทาวน์' เลือกปฏิบัติ

Wed, 27/08/2014 - 16:11
p!--break--!--break--/p p27 ส.ค.2557 จากกรณีที่โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ ไม่ให้บริการผู้ติดเชื้อเอชไอวี และองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์นั้น วันนี้ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เข้าพบนายสุจินต์ เจียรจิตเลิศ เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทย เพื่อให้ตรวจสอบการเลือกปฏิบัติ และหารือถึงมาตรฐานการให้บริการที่ไม่รังเกียจ กีดกันผู้ติดเชื้อฯ ของสมาชิกสมาคมฯ/p pนายสุจินต์ กล่าวว่า สมาคมฯ ยินดีเป็นตัวกลางในการให้ความร่วมมือและประสานงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในฐานะสมาคมฯ มีหน้าที่ที่จะให้ความรู้ และสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกกับสังคม/p p“ผมรู้สึกไม่สบายใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในฐานะองค์กรกลาง สมาคมฯ ก็ต้องทำบทบาทที่จะให้ความรู้ ประสานงานเพื่อทำความเข้าใจกัน โดยให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย รวมทั้งจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นอีก” เลขาธิการสมาคมฯ กล่าว/p pนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า เขาต้องการให้ไม่มีการกีดกันทุกรูปแบบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีเชื้อชาติ สีผิว หรือมีสภาวะการเจ็บป่วยเป็นแบบไหน เพื่อให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ และสงบสุข/p pทั้งนี้ หนังสือที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ยื่นให้ทางสมาคมฯ นั้นมีใจความว่า ให้ทางสมาคมโรงแรมไทยตรวจสอบเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ของโรงแรมทาวน์อินทาวน์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ที่กระทำการโดยไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พ.ศ.2557 – 2559 ที่กำหนดวิสัยทัศน์สู่เป้าหมายที่เป็นศูนย์ 3 ประการคือ 1.ไม่มีผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ 2.ไม่มีการเสียชีวิตจากเอชไอวี/เอดส์ และ 3.ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อฯ สามารถอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้อย่างปกติสุข รวมทั้งขอความร่วมมือในการสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ที่ถูกต้องแก่สมาชิกของสมาคมฯ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iopxI4t1ABI" height="1" width="1"/

ปลัดตบเท้าให้กำลังใจ ‘ม.ล.ปนัดดา’ หลัง อบจ.ทั่วประเทศแต่งดำประท้วง

Wed, 27/08/2014 - 16:03
!--break--!--break-- p27 ส.ค.2557 ภายหลังจากที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวพาดพิงถึงนายก อบจ. ใช้เงินหลวงนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ซดไวน์ราคาแพง ซื้อบ้านในยุโรปไว้ตากอากาศ จึ่งได้มีนายก อบจ.หลายแห่งออกมาชี้แจงทำนองว่า พฤติกรรมดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ควรกล่าวหาแบบเหมารวม เช่น นายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง ซึ่งเป็นพี่ชายนายชวน หลีกภัย ได้ขอให้ ม.ล.ปนัดดา ระบุชื่อผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับนายก อบจ.คนอื่นๆ/p pจากนั้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมาสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย จึงนัดผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่แต่งชุดดำเนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของ ม.ล.ปนัดดา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ อบจ.ทั้ง 76 แห่งทั่วประเทศ/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3890/14864803300_e74c3ec611.jpg" //p pวานนี้(26 ส.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มตัวแทนคณะกรรมการสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) กว่า 10 คน นำโดยว่าที่ ร.ต.เรวัติ เครือบุดดีมหาโชค ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำกระเช้าดอกไม้มาให้กำลังใจในการทำงาน พร้อมแถลงการณ์โดยโดยมีสาระสำคัญประกอบด้วย 1. ปกป้องเทิดทูลและเชิดชูสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข/p p2. ยึดมั่นและดำรงความถูกต้องตามหลักการธรรมาภิบาล เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคมและองค์กร เพื่อประโยชน์สุขอันสูงสุดของประชาชน รวมทั้งหยุดยั้งการทุจริต คอร์รัปชันในทุกภาคส่วน/p p3. ทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน รวมดถึงถวายความปลอดภัยแด่องค์กระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และ/p p4. จะขับเคลื่อนนำพาประชาชนและประเทศชาติให้หลุดพ้นจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองตามหลักปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง ด้วยการสนับสนุนให้มี พ.ร.บ.จัดระเบียบการบริหารการพัฒนาหมู่บ้าน และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง เป็นปัญหาต่อการพัฒนาประชาชนและประเทศชาติ/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5584/14864871738_a78431b3af_b.jpg" //p pa href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000097462"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานด้วยว่า ว่าที่ ร.ต.เรวัติ กล่าวว่า คณะกรรมการสหพันธ์ปลัดอำเภอฯ เชื่อมั่นและศรัทธาความเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยของ ม.ล.ปลัดดา ที่ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเทิดทูลสถาบันระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิตรวมถึงการการมุ่งมั่นที่จะตอบแทนแผ่นดินด้วยจิตใจกล้าหาญ ทำในสิ่งที่ถูกต้องมาตลอด คณะกรรมการสหพันธ์นายอำเภอแห่งประเทศไทยรวมถึงสมาชิกที่มีเครือข่ายในทุกภูมิภาคทั่วประเทศขอเป็นกำลังใจและสนับสนุนแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์สุขประชาชนและประเทศชาติ/p pstrongม.ล.ปนัดดา ชี้กำลังใจของประชานอยู่ที่ข้าราชการ/strong/p pขณะที่ ม.ล.ปนัดดาได้กล่าวขอบคุณตัวแทนคณะกรรมการสหพันธ์ปลัดอำเภอฯ พร้อมกล่าวว่า โชคดีที่มาทำงานร่วมกับเพื่อนข้าราชการในทำเนียบรัฐบาลและน้องๆ สื่อมวลชนที่ล้วนมีไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้แก่ตนซึ่งจากบ้านมา nbsp;วันนี้ได้รับกำลังใจจากพวกท่านเป็นอย่างมากที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ราชการอีกเพียง 2 ปีที่เหลือ จะไม่ทำให้คนกระทรวงมหาดไทยผิดหวัง จะตั้งใจทำงานสนองพระเดชประคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้เรามีเงินเดือนใช้ มีเกียรติยศมาถึงวันนี้ จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาความถูกต้องในบทบาทหน้าที่ปัจจุบันและจะไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่เราจะช่วยดูแลชาติบ้านเมืองให้ปลอดภันในทุกด้าน ขอกำลังใจจากน้องๆทุกท่าน ช่วยหยิบยื่นไปให้กับเพื่อข้าราชการทั่วประเทศ เพื่อให้ข้าราชการเป็นแบบอย่างความเป็นคนดีให้แก่ประชาชน ไม่ใช่เป็นแบบอย่างของคนไม่ดี เพราะกำลังใจของประชานอยู่ที่ข้าราชการ ดังนั้นเมื่อใดที่ข้าราชการขวัญกำลังใจตกไม่มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติราชการ เห็นแก่อามิทสินจ้าง การทุจริตคตโกงเป็นเรื่องธรรมดา กำลังใจของประชาชนจะตกต่ำอย่างมาก ขอบคุณในมิตรภาพที่ต้องดำรงค์ไว้ในหมู่ประชาชนชาวไทยและข้าราชการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯตลอดไป/p pstrongอบจ. แต่งดำ ทั่วประเทศ ประท้วง/strong/p pเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์(a href="http://www.thairath.co.th/content/445635"1/a,a href="http://www.thairath.co.th/content/445574"2/a) ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง อบจ. พร้อมใจกัน ‘แต่งดำ’ ประท้วง ม.ล.ปนัดดา ว่า อบจ.สกลนคร นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร และนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ประมาณ 200 คน ได้แต่งกายด้วยชุดสีดำเพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์โต้คำกล่าวหาของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี/p pพร้อมกันนี้ มีการแจกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 2557 มีข้อความของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย และพาดพิงถึง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้เงินหลวงนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส ซดไวน์แพงขวดละเป็นแสน ซื้อบ้านในยุโรปไว้ตากอากาศ เป็นต้น นั้น สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ในชั้นนี้ จึงขอความร่วมมือ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้ง 76 แห่ง โดยให้ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ แต่งกายชุดสีดำมาปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 25 สิงหาคม เป็นต้นไป ซึ่งในวันนี้ อบจ.ทั่วประเทศ จะแต่งกายด้วยชุดดำ เพื่อไว้ทุกข์ให้กับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี/p pเช่นเดียวกับ อบจ.สตูล ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างต่างพร้อมใจกันสวมชุดดำมาทำงาน ซึ่งปกติแล้วในทุกวันจันทร์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จะแต่งชุดข้าราชการสีกากีมาทำงาน แต่ในวันนี้ได้แต่งชุดดำเหมือนกันหมด เนื่องจากทางสมาคม อบจ. ได้ขอความร่วมมือในการแต่งดำทั่วประเทศเป็นเวลา 1 วัน สำหรับ อบจ.สุพรรณบุรี นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ.สุพรรณบุรี พร้อมทีมผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ.สุพรรณบุรี และข้าราชการทั้งหมด ได้พร้อมใจกันแต่งชุดดำไปทำงาน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง อบจ.นครพนม อบจ.พัทลุง อบจ.แพร่ และอบจ.อุดรธานี เป็นต้น แต่งชุดดำประท้วงร่วมเช่นกัน/p pนายพรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลราชธานี นำข้าราชการและพนักงาน อบจ.กว่า 100 คน สวมเสื้อผ้าด้วยชุดดำมาทำงานและถือป้ายข้อความ เขตปลอดปนัดดา เพื่อร่วมประท้วงตามมติของนายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย ที่มีแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ขอความร่วมมือผู้บริหาร ขรก. จนท. อบจ.ทั่ว ปท. ทั้ง 76 แห่ง แต่งกายชุดสีดำมาปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้/p pนายพรชัย กล่าวว่า การนัดกันแต่งชุดดำในวันนี้ ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หลังมีคำสัมภาษณ์ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวพาดพิงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันเป็นการไม่ให้เกียรติกัน โดยพิพากษาว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่โปร่งใส่ ทั้งที่มีกระบวนการทำงานตรวจสอบได้ โดยสภาและประชาชน มีหน่วยงานตรวจสอบการทำงานอย่างชัดเจน ม.ล.ปนัดดา ควรตรวจสอบในองค์กรของท่านก่อน อย่างข่าวอดีตปลัดกระทรวงเอาเงินไปในซุกไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนจะมากล่าวหาหน่วยงานอื่น การที่ ม.ล.ปนัดดา ออกมากล่าวหาในภาพลบ เหมารวมทั้งหมดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อองค์กรเป็นอย่างมาก แต่การออกมาต่อต้านในครั้งนี้ พวกตนคงกระทำกันภายใต้กรอบ โดยยึดถือนโยบาย คสช.เป็นหลัก ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือ ความต้องการให้คงไว้ซึ่งการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง ใกล้ชิดประชาชน ตรวจสอบได้ โปร่งใส แต่หากการกระจายอำนาจไม่คงไว้ ท้องถิ่นซึ่งเป็นรากแก้วของสังคมไทยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็จะสูญหายไปในยุคนี้ อย่างไรก็ตาม การนัดแต่งดำในวันนี้ เป็นไปตามมติสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ซึ่ง อบจ.อุบลราชธานี นัดกันแต่งดำในวันนี้เพียงวันเดียวเท่านั้น จนกว่าจะมีมติของสมาคมออกมาใหม่ โดยพร้อมจะปฏิบัติตามมติสมาคมต่อไป/p pอบจ.นครศรีธรรมราช นายมาโนช เสนพงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช พร้อมทีมบริหารรองนายก อบจ. ได้นัดกันแต่งชุดดำเดินทางเข้าทำงานที่ห้องทำงาน โดยนายมาโนช กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้รับแจ้งจากนายกสมาคม อบจ.นครศรีธรรมราช ให้แสดงพลังด้วยการแต่งชุดดำ เพื่อประท้วงคำพูดของ ม.ล.ปนัดดา ที่มีการระบุพฤติกรรมของนายก อบจ.บางคน มีพฤติกรรมใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ดื่มเบียร์ขวดละแสน และนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคาส ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นว่าอยากให้ทาง ม.ล.ปนัดดา ออกมาพูดให้ชัดเจนว่าเป็นนายก อบจ.คนไหน ไม่ใช่มาพูดเหมาเข่งแบบนี้ จะทำให้ภาพพจน์ของนายก อบจ.ส่วนใหญ่เสียหาย และไม่ได้เป็นตามที่ ม.ล.ปนัดดา พูดแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้วพวกเรากลับต้องทำงานหนัก เพื่อประชาชนแบบหามรุ่งหามค่ำ บางวันต้องอดมื้อกินมื้อ เพราะไม่มีเวลามานั่งกินไวน์ขวดละแสนตามที่เป็นข่าว อยากให้ ม.ล.ปนัดดา เข้าใจพฤติกรรมของนายก อบจ.ไม่เหมือนกันทุกคน ซึ่งเบื้องต้นจะแต่งชุดดำประท้วงเฉพาะฝ่ายบริหารเท่านั้น ส่วนข้าราชการประจำเราไม่บังคับแต่อย่างใด/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/CGsrqCeIMtw" height="1" width="1"/

ศาลไม่ให้ประกัน ขังต่อ 2 ผู้ต้องหา ละครเจ้าสาวหมาป่า

Wed, 27/08/2014 - 15:59
divnbsp;/div divตำรวจอ้างยังสอบไม่เสร็จ ศาลให้ฝากขังต่อ ปติวัติ และ ภรณ์ทิพย์ ผู้ต้องหากรณีละครเจ้าสาวหมาป่า แต่ศาลกำชับให้สอบสวนให้เสร็จโดยเร็วไม่เช่นนั้นอาจไม่ให้ฝากขังต่อnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div27 สิงหาคม 2557 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนการคัดค้านการขอฝากขังพลัดที่สอง ของนายปติวัติ (สงวนนามสกุล) และน.ส.ภรณ์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) ในข้อกล่าวมาตรา 112 จากกรณีละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่าซึ่งจัดแสดงในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ เมื่อวันที่ 6และ 13 ตุลาคมปีที่แล้วnbsp;/div divnbsp;/div divพนักงานสอบสวนอ้างว่า ยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ เกรงจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและหลบหนี ทั้งคดีก็มีอัตราโทษสูง ทนายของทั้งสองคนได้ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องฝากขังพร้อมยื่นพยานเอกสารเพิ่มเพื่อให้มีการไต่สวนคำร้อง แต่ท้ายที่สุด ศาลยกคำร้องคัดค้านการฝากขัง/div divnbsp;/div divคำร้องคัดค้านการฝากขังระบุว่า จำเลยได้ให้การโดยละเอียดแล้วตั้งแต่วันที่ถูกจับกุมในชั้นสอบสวน และจำเลยไม่มีพฤติกรรมที่จะหลบหนีหรือยุ่งกับพยานหลักฐาน nbsp;แม้พนักงานสอบสวนอ้างว่าคดีดังกล่าวมีอัตราโทษสูง แต่การกระทำของจำเลยก็เป็นเพียงการแสดงละครเพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น นอกจากนี้กฎหมายที่ใช้ดำเนินคดีก็มีลักษณะเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพอีกด้วย/div divnbsp;/div divผู้พิพากษาแจ้งว่า ได้นำเอาเพียงประเด็นว่า ยังสอบสวนจำเลยไม่เสร็จ มาเป็นประเด็นพิจารณาเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นnbsp;/div divnbsp;/div divนายปติวัติแถลงเพิ่มว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนเขาเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่จับกุม และระหว่างที่ถูกคุมขังในเรือนจำยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบสวนเพิ่มเติมอีก/div divnbsp;/div divฝ่ายพนักงานสอบสวนแถลงว่ายังมีความจำเป็นในการฝากขังอยู่เนื่องจากยังมีพยานต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก 3 ปาก และยังต้องสอบประวัติอาชญากรรมจากลายนิ้วมือ รวบรวมเอกสารส่งผู้บังคับบัญชาไม่ทัน และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงnbsp;/div divnbsp;/div divทนายแถลงว่าการสอบประวัติอาชญากรรม และการส่งเอกสารให้ผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องภายในขององค์กรไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องฝากขังต่อไปอีก/div divnbsp;/div divพนักงานสอบสวนแถลงเพิ่มว่าถ้าปล่อยไป จะส่งผลต่อการสอบสวนเพราะว่ายิ่งสอบสวนเพิ่มก็จะตามพยานหลักฐานต่อไปอีก ในวันที่จับกุมจำเลยก็ได้ให้การว่าประธานชมรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอื่นๆ ที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย และคดีนี้เป็นคดีนโยบายหากปล่อยไปแล้วไปยุ่งกับพยานหลักฐานจะไม่เป็นผลดีต่อคดีโดยรวม/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5572/15051104302_d836f1db08_z.jpg" style="width: 640px; height: 478px;" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"น.ส. ภรณ์ทิพย์ และ นายปติวัติ ที่ศาลระหว่างรอผลการพิจารณา/span/div divnbsp;/div divนายปติวัติแถลงว่าเขาไม่มีแรงจูงใจให้ต้องไปยุ่งกับพยานเพราะเขายังต้องกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอีก 3 เดือนnbsp;/div divnbsp;/div divกรณีของน.ส.ภรณ์ทิพย์ ผู้พิพากษาแจ้งว่ายังไม่ได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนว่า ยังต้องสืบพยานอีกกี่ปาก ทางพนักงานสอบสวนแจ้งว่าได้ส่งไปแล้วแต่อาจจะยังไม่ถูกใส่ในคำร้อง/div divnbsp;/div divณรงค์ แก้วเมือง น้าของ น.ส.ภรณ์ทิพย์แถลงว่าในกรณีสอบสวนพยาน กอ.รมน. จังหวัดได้ไปที่บ้านของ น.ส.ภรณ์ทิพย์เพื่อสืบข้อมูลมาแล้ว และ น.ส..ภรณ์ทิพย์ก็ถูกสอบสวนในเรือนจำไปแล้วด้วย/div divnbsp;/div divพนักงานสอบสวนแจ้งว่ากรรีนี้ยังมีพยานต้องสืบอีกสองถึงสามปาก และยังต้องส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาอีก/div divnbsp;/div divทนายจำเลยแถลงว่า น.ส.ภรณ์ทิพย์ ถูกจับกุมที่สนามบินขณะกำลังเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศซึ่งได้ VISA แล้ว ซึ่งแม่ของ น.ส.ภรณ์ทิพย์ก็ได้กู้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการนี้ ทำให้มีภาระทางการเงินถ้าหากได้รับการปล่อยตัวก็จะได้กลับไปทำงานแบ่งเบาภาระของครอบครัว และพนักงานสอบสวนก็ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วในชั้นสอบสวนและระหว่างถูกคุมขังและมีการเซ็นเอกสารรับทราบการสอบสวนไปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นอีก/div divnbsp;/div divหลังจบการแถลงของทั้งฝ่ายจำเลยและพนักงานสอบสวนแล้ว ผู้พิพากษาได้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งว่าศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าพนักงานสอบยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมอยู่จึงยกคำร้องขอคัดค้านการฝากขังของทนายจำเลย แต่พนักงานสอบสวนต้องทำการสอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว เพราะในการขอฝากขังครั้งหน้าศาลอาจจะไม่อนุญาตให้ฝากขังต่อ/div divnbsp;/div divstrongศาลยกคำร้องขอประกันตัว/strong/div divnbsp;/div div divผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทนายจำเลยทั้งสองคนได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยวางเงินสดเป็นหลักประกันคนละ 300,000 บาท ต่อมาในช่วงเย็น ศาลยกคำร้อง ไม่ให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า " พิเคราะห์แล้วศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยระบุเหตุผลไว้ชัดเจน ไม่มีเหตุเพิ่มเติม ศาลขอยกคำร้อง"/div divnbsp;/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/g-9a1wLcdfw" height="1" width="1"/

ยอดสมัคร สปช. 13 วัน 2,792 คน ‘ประเวศ’ ปฏิเสธร่วม วอน คสช.ยกเลิกการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่น

Wed, 27/08/2014 - 15:02
pยอดสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 13 วัน รวม 2,792 คน พรรคสังคมประชาธิปไตยไทยเสนอชื่อ ‘สมศักดิ์ โกศัยสุข’ ขณะที่ ‘ประเวศ’ ปฏิเสธเข้าร่วม nbsp;วอน คสช.ยกเลิกการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่น ปฏิรูปประเทศควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง/p p!--break--!--break--/p p27 ส.ค.2557 a href="http://www.mcot.net/site/content?id=53fd70b1be047008de8b458a#.U_2LevmSyi0"สำนักข่าวไทย/aรายงานถึง บรรยากาศที่สำนักงาน กกต. ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครในส่วนกลางของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมายังคงมีองค์กรนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไรทยอยเสนอชื่ออย่างต่อเนื่อง อาทิ สมาคมข้าราชการบำนาญ กระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อนายไพโรจน์ พรหมสาสน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น และนายเชนทร์ วิพัฒน์บวรวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เข้าสรรหาด้านบริหารราชการแผ่นดิน/p pมูลนิธิข้าราชการบำนาญ กระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อนายประยูร พรหมพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เข้าสรรหาด้านการปกครองท้องถิ่น, พรรคสังคมประชาธิปไตยไทยเสนอชื่อนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคอดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุคม ศรีนวล เข้าสรรหาด้านการเมือง, มูลนิธิพัฒนาศักยภาพคน เสนอชื่อนายสำราญ รอดเพชร อดีตโฆษก กปปส. เข้าสรรหาด้านอื่นๆ, มูลนิธิศึกษาธิการ เสนอชื่อนายอาทร จันทวิมล รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เข้าสรรหาด้านการศึกษา, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เสนอชื่อนายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ อัยการสูงสุด/p pสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอชื่อนายสมัคร เชาวภานันท์ นายกสมาคม เข้าสรรหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, สมาคมต่อต้านยาเสพติดในสถานประกอบการ เสนอชื่อ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการกองบัญชาศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าสรรหาในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม/p pstrong‘หมอประเวศ’ ปฏิเสธเข้าร่วม สปช. วอน คสช.ยกเลิกการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่น/strong/p pประเวศ วะสี ให้สัมภาษณ์กับa href="http://www.mcot.net/site/content?id=53fd77e6be0470d3df8b4572#.U_2LePmSyi0"สำนักข่าวไทย/aถึงแนวทางการปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะให้มีการสรรหาบุคคลเข้าเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ส่วนตัวคงไม่เข้ารับการสรรหาเป็น สปช. เนื่องจากอายุมากแล้ว แต่ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปผ่านเวทีเสวนาให้ความรู้ต่างๆ เพื่อให้นำไปใช้nbsp; ที่ผ่านมาได้มีการตั้งสมัชชาปฏิรูป และได้ทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปมานานหลายเรื่อง มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่ สปช.สามารถนำไปใช้ได้/p pประเวศ กล่าวว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการกระจายอำนาจให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทั่วประเทศ ไม่ใช่ให้อำนาจแต่ สปช.เท่านั้น และการทำงานด้านปฏิรูปจะต้องเข้าใจหลักการของการปฏิรูป ที่จะต้องกระจายอำนาจให้ชุมชน ท้องถิ่น และ จังหวัดพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง อยากเสนอให้ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสมัชชาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และกำหนดให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ต้องมาร่วมประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและสะท้อนแง่คิดต่างๆ ด้วย/p pประเวศnbsp; กล่าวถึงประกาศ คสช.ฉบับที่ 85 ที่ให้ระงับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และให้มาจากการสรรหาแทน ว่าคงเป็นการระงับเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจาก คสช.เกรงว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งจะเกิดการปลุกระดม และจะได้มาซึ่งการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้น อปท.จะต้องรวมกลุ่มกันเพื่อไปพูดคุยสะท้อนปัญหาให้ คสช.รับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าการสรรหาไม่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน แต่เชื่อว่าในอนาคต คสช.จะต้องยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวและให้กลับมามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นอีกครั้ง/p pstrongเสนอการปฏิรูปประเทศควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง/strong/p pประเวศ กล่าวในปาฐกถาพิเศษและเสวนาเรื่อง "การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล กับการปฏิรูปประเทศ" จัดโดยสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ด้วยว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเทศต้องการการปฏิรูป แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ซึ่งต้องพูดคุยให้ตกผลึก แต่การดำเนินการต้องเข้าใจหัวใจของปัญหาว่าเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ มีปัญหาคอร์รัปชั่น แย่งชิงอำนาจทางการเมือง ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง บริหารจัดการตัวเองได้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นฐานของประเทศมีความสำคัญในการปฏิรูป จึงต้องมีบทบาทให้มาก อปท. ต้องทำงานควบคู่ไปด้วย และคนที่จะมาทำงานใน อปท. จะต้องมาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้บุคคลที่ประชาชนในพื้นที่ยอมรับ/p pประเวศ กล่าวว่า อยากเสนอให้ อปท.ที่มีอยู่กว่า 7,000 แห่ง จัดทำเป็นสมัชชา อปท. จากนั้นมาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมจัดทำแนวทางของการปฏิรูปให้เกิดความชัดเจน เสนอต่อสปช. โดยมีวัตถุประสงค์ให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการตัวเอง รวมถึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่ดึงอำนาจให้ส่วนกลางมากเกินไป จำกัดอำนาจท้องถิ่น แต่ต้องให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง ต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงในการทำงานระหว่างท้องถิ่นกับส่วนราชการ/p p“ประเทศไทยเกิดจากการพัฒนาแบบไซโลหรือแท่งอำนาจ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง อปท.จะต้องเข้าไปช่วยเเก้ปัญหาด้วยการประสานเป็นภาคีแห่งการพัฒนา ส่วนการพัฒนาประชาธิปไตย จะต้องมาจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งยั่งยืนได้” ประเวศ กล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HYLozrMDTt0" height="1" width="1"/

ศาลทหารอนุญาตฝากขังผลัด 5 ชายเชียงรายทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ ผิดม.112

Wed, 27/08/2014 - 14:34
pศาลทหารอนุญาตฝากขังผลัดที่ 5 ชายชาวเชียงรายซึ่งถูกกล่าวหาตามความผิดม.112 จากเหตุทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ ด้านตุลาการศาลทหารขอพนง.สอบสวนตรวจดูสำนวนเรื่องอาการทางจิตของผู้ต้องหาให้ละเอียดbr //p !--break--!--break--pbr /26 ส.ค. 2557 ศาลจังหวัดทหารบกเชียงราย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเทิงได้นำตัว นายสมัคร (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากเรือนจำกลางเชียงราย มาขออำนาจศาลฝากขังเป็นผลัดที่ 5 โดยศาลอนุญาตให้ฝากขังต่อไป แต่ได้ขอให้พนักงานสอบสวนตรวจดูปัญหาอาการทางจิตของผู้ต้องหาโดยละเอียด เพื่อพิจารณาเรื่องการสั่งฟ้องคดีหรือไม่ต่อไป/p pร.ต.อ.สงกรานต์ กองอินทร์ พนักงานสอบสวนในคดีนี้ ยื่นคำร้องขอฝากขังโดยระบุว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยจะต้องสืบพยานเพิ่มเติมอีก 1 ปาก รอผลตรวจทางการแพทย์เกี่ยวกับอาการทางจิตของผู้ต้องหา และรอผลการตรวจสอบพิมพ์มือผู้ต้องหา ด้วยความจำเป็นดังกล่าว จึงขอฝากขังผู้ต้องหาต่อไปอีก โดยศาลได้อนุญาตให้ฝากขังต่อเป็นผลัดที่ 5 และนัดให้พนักงานสอบสวนมายื่นเรื่องขอฝากขังอีกครั้งในวันที่ 5 ก.ย. 2557/p pทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า ระหว่างการไต่สวนคำร้องขอฝากขังนั้นnbsp; ตุลาการศาลทหารได้กล่าวแนะนำกับพนักงานสอบสวนว่าสิทธิเสรีภาพของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ แต่กฎหมายก็ยังสามารถบัญญัติออกมาจำกัดสิทธินั้นได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีสิทธิเสรีภาพที่เป็นสิทธิเสรีภาพอันเป็นสาระสำคัญของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีกฎหมายใดหรืออำนาจใดๆ มาจำกัดมันได้ ขอให้พนักงานสอบสวนตรวจดูสำนวนให้ละเอียดว่าตัวผู้ต้องหามีอาการทางจิตถึงขนาดไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือเจตนาที่จะกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็รับว่าจะพิจารณา แล้วส่งความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อคณะกรรมการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป/p pสำหรับนายสมัคร มีอายุ 48 ปี ประกอบอาชีพเป็นชาวนา อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านป่าสัก อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เขาถูกจับกุมเมื่อกลางดึกวันที่ 8 ก.ค.57 โดยตำรวจสายตรวจพร้อมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมกันเข้าจับกุม หลังได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้จัดสร้างไว้บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนถูกนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจภูธรเทิง เนื่องจากกรณีนี้เกิดขึ้นภายหลังประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 นายสมัครจึงถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลทหาร โดยนายสมัครมีฐานะยากจน จึงไม่มีเงินสำหรับยื่นประกันตัว รวมทั้งยังเคยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตมาก่อนด้วยbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/53518" target="_blank"ประกาศ ฉ.37 ให้อำนาจศาลทหารพิจารณาคดีหมิ่นสถาบัน, ความมั่นคง และละเมิดประกาศ/คำสั่ง คสช./a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FThzcnA7-yA" height="1" width="1"/

ประวัติศาสตร์ลิขสิทธิ์ (19): การขึ้นครองยุโรปของลิขสิทธิ์

Wed, 27/08/2014 - 13:37
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Joseph_Ferdinand_Keppler_-_The_Pirate_Publisher_-_Puck_Magazine_-_Restoration_by_Adam_Cuerden.jpg" style="width: 500px;" /br /a href="http://en.wikipedia.org/wiki/File:Joseph_Ferdinand_Keppler_-_The_Pirate_Publisher_-_Puck_Magazine_-_Restoration_by_Adam_Cuerden.jpg"span style="color:#ff8c00;"Original artist: Joseph Ferdinand Keppler (1838-1894)br /Restoration: Adam Cuerden/span/a/p pbr /ตลอดศตวรรษที่ 18 ลิขสิทธิ์นั้นถือว่าเป็นแนวคิดแปลกๆ ของพวกอังกฤษมาโดยตลอด โดยทั่วไปไม่มีใครในยุโรปยอมรับว่าลิขสิทธิ์มีลักษณะ “สากล” ครั้งหนึ่งที่สภาไอร์แลนด์มีสมาชิกสภาเสนอให้พิจารณากฎหมายลิขสิทธิ์ ผลคือสมาชิกสภาคนอื่นก็ตอบโต้อย่างรุนแรงกระทั่งตราหน้าผู้เสนอกฎหมายว่า “ทรยศต่อชาติ” ที่เอาแนวทางกฎหมายของอังกฤษมาใช้ a href="#1"[1] /aซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่เลวนักของทัศนคติโดยทั่วไปของชาวยุโรปต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ของอังกฤษ ซึ่งที่ตลกคือว่าอันที่จริงตลอดศตวรรษที่ 18 แม้แต่พ่อค้าหนังสือในอังกฤษก็ไม่ได้ใส่ใจกฎหมายลิขสิทธิ์นักดังที่ได้กล่าวมาแล้วbr /br /นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างไปในศตวรรษที่ 19 ที่รัฐใหญ่ๆ ในยุโรปตะวันตกทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และปรัสเซีย ก็ล้วนมีกฎหมายลิขสิทธิ์บางรูปแบบกันหมดแล้ว และความคิดที่ว่าจะทำให้กฎหมายลิขสิทธิ์มีขอบเขตคุ้มครองทั้งโลกก็ดูจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น และก้าวแรกๆ ของความเป็นไปได้นั้นก็คือสนธิสัญญาลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศอันเป็นสิ่งที่รัฐอย่างปรัสเซียมีความเชี่ยวชาญ เพราะได้ผ่านประสบการณ์การไล่ทำสนธิสัญญากับรัฐเล็กรัฐน้อยที่ใช้ภาษาเยอรมันมานักต่อนักbr /br /คำถามคือทำไมรัฐทั้งสามถึงต้องการจะขยายการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์งานของประเทศตนไปในประเทศอื่นๆ? นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจเพราะดั้งเดิม เราจะแทบไม่พบแรงจูงใจใดๆ ที่ประเทศเหล่านี้จะต้องมาขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตนเลย เพราะตลาดหนังสือของทั้งสามรัฐ เป็นตลาดหนังสือที่แตกต่างกันอันมีภาษาที่ใช้ในรัฐซึ่งต่างกันเป็นพรมแดนสำคัญbr /br /กล่าวคือ ดั้งเดิมในศตวรรษที่ 18 มันไม่มีประโยชน์นักที่อังกฤษจะไปคุ้มครองลิขสิทธิ์ในปรัสเซีย เพราะแม้แต่คนปรัสเซียที่ “มีการศึกษา” โดยทั่วไปก็ไม่ได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษกันเป็นล่ำเป็นสันแบบที่พ่อค้าหนังสือปรัสเซียจะพิมพ์หนังสืออังกฤษมาขายได้ และก็เช่นเดียวกันก็ไม่มีประโยชน์ที่ฝรั่งเศสจะคุ้มครองลิขสิทธิ์หนังสือของตนในอังกฤษ เพราะคนอังกฤษในช่วงนั้นก็ไม่ได้อ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสกันมากมายขนาดที่จะพิมพ์หนังสือภาษาฝรั่งเศสขายในอังกฤษได้ง่ายๆbr /br /พูดง่ายๆ คือพลเมืองทั้งสามรัฐไม่ใช่ผู้ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ของกันและกันอยู่แล้วแม้จะไม่ได้มีกฎหมายรับรองสถานะของ “ลิขสิทธิ์” ให้เลยพ้นพรมแดนของรัฐ อย่างไรก็ดีอันที่จริงทั้งสามรัฐก็ล้วนมีรัฐใกล้เคียงอันมีบทบาทในการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” หนังสือของตนอยู่แล้ว อังกฤษมีสก็อตแลนด์และไอร์แลนด์เป็นแหล่งผลิตหนังสือเถื่อนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสมีสวิตเซอร์แลนด์เป็นแหล่งผลิตหนังสือเถื่อนภาษาฝรั่งเศส ส่วนปรัสเซียมีออสเตรียและบรรดารัฐทางใต้เป็นแหล่งผลิตหนังสือเถื่อนภาษาเยอรมัน ดังนั้นการจัดการกับ “การละเมิดลิขสิทธิ์” ของรัฐพวกนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่กว่าการไปไล่ยืนยันลิขสิทธิ์ในรัฐที่ไม่ได้มีการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” อย่างแพร่หลาย ซึ่งการจัดการไม่ให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ต่างกันไป/p pการจัดการกับบรรดาผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้น่าจะเป็นความพึงพอใจของบรรดาพ่อค้าหนังสือในสามรัฐแล้ว แต่ทำไมยังมีแรงจูงใจในการทำสนธิสัญญากับรัฐที่ไม่ใช่ตลาดใหญ่ของหนังสือด้วยซ้ำอีก? เหตุผลดูจะต้องแยกกันเป็นคู่สัญญาไป ซึ่งอันที่จริงนี่ก็ดูจะไม่ใช่ความต้องการของทั้งสองฝ่ายด้วยซ้ำ แต่ฝ่ายที่รับข้อเสนอก็ดูจะยินยอมไปในนามของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการยินยอมคุ้มครองลิขสิทธิ์ของพลเมืองอีกรัฐก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างปัญหาอะไร/p pความพยายามแรกที่จะทำให้อังกฤษทำสนธิสัญญากับรัฐอื่นเกิดจาก Tauchnitznbsp; สำนักพิมพ์จากโลกภาษาเยอรมัน สินค้าหลักของสำนักพิมพ์ Tauchnitz คือหนังสือรวมงานของนักเขียนจากอังกฤษและอเมริกา ซึ่งทาง Tauchnitz ก็จะใช้กระดาษราคาถูกและพิมพ์เป็นปริมาณมากๆ มาขายตลาดในภาคพื้นทวีปโดยเฉพาะbr /br /แน่นอนว่าตอนที่ทาง Tauchnitz เริ่มธุรกิจ ทาง Tauchnitz ก็สามารถจะเอางานของนักเขียนอังกฤษมาตีพิมพ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตและจ่ายค่าลิขสิทธิ์กับใครทั้งนั้นอย่างไม่ผิดกฎหมายของประเทศใดทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทาง Tauchnitz ทำก็คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหล่านักเขียนโดยจ่าย “สินน้ำใจ” ให้นักเขียนเมื่อทางสำนักพิมพ์ได้พิมพ์งานเขียน ซึ่งนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของจารีตการจ่ายสินน้ำใจให้นักเขียนที่แพร่หลายในโลกภาษาเยอรมันตั้งแต่ไม่มีกฎหมายลิขสิทธิ์ใดๆ ก็ได้/p pเมื่อตลาดขยายตัว ก็มีสำนักพิมพ์อื่นๆ พิมพ์หนังสือมาแย่งตลาดกับ Tauchnitz ทาง Tauchnitz ก็เลยต้องหาทางผูกขาดตลาดไว้และวิธีเดียวที่เป็นไปได้ที่จะทำให้ทางสำนักพิมพ์ผูกขาดสิทธิในการตีพิมพ์งานของนักเขียนอังกฤษในโลกภาษาเยอรมันก็คือการทำให้อังกฤษและปรัสเซียยอมรับลิขสิทธิ์ของกันและกันให้ได้ นี่ทำให้ Tauchnitz เอาประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ขึ้นไปสู่โต๊ะเจรจาในอังกฤษที่การประชุม Association for the Protection of British Literature ในอังกฤษ/p pอย่างไรก็ดีการประชุมครั้งนี้ล้มเหลวเพราะนักเขียนและสำนักพิมพ์อังกฤษมีความกังขาในแนวทางนี้ เพราะการยอมให้อังกฤษลงนามยอมรับลิขสิทธิ์ของปรัสเซีย ก็หมายถึงการที่สำนักพิมพ์อังกฤษจะหมดสิทธิส่งออกหนังสือไปตีตลาดหนังสือภาษาอังกฤษในโลกภาษาเยอรมันด้วย กล่าวง่ายๆ คือ สำนักพิมพ์อังกฤษยังมอง Tauchnitz เป็นคู่แข่ง และนักเขียนจำนวนมากก็เข้าข้างสำนักพิมพ์อังกฤษ/p pแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพิมพ์และนักเขียนที่เข้าร่วม แต่มันก็ได้ทำให้ประเด็นเรื่องสนธิสัญญาลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศได้กลายมาเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับการสานต่อในการเจรจาอีกหลายต่อหลายครั้งที่ขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนในปี 1845 รัฐที่เป็นคู่เจรจาสนธิสัญญาลิขสิทธิ์กับอังกฤษก็มี ฝรั่งเศส เบลเยียม และปรัสเซีย ซึ่งในปี 1846 ปรัสเซียก็เป็นรัฐแรกในโลกที่ลงนามยอมรับลิขสิทธิ์ของอังกฤษa href="#2" [2]/a/p pการยอมรับข้อเสนอของอังกฤษของปรัสเซียดูจะเป็นไปเพื่อช่วยให้พ่อค้าหนังสือในปรัสเซียและโลกภาษาเยอรมันเองสามารถผูกขาดหนังสือจากอังกฤษได้อย่างชอบธรรม นี่น่าจะเป็นเหตุผลให้ปรัสเซียไม่ต่อรองมาก แต่นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่ฝรั่งเศสจะยอมรับได้ กล่าวคือฝรั่งเศสไม่ยอมลงนามรับรองลิขสิทธิ์อังกฤษภายใต้เงื่อนไขเดียวกับปรัสเซียเพราะเห็นว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ของอังกฤษมีขอบเขตการคุ้มครองที่แคบเกินไป/p pฝรั่งเศสลือชื่อมาตั้งแต่เริ่มมีกฎหมายลิขสิทธิ์แล้วว่ามีขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่กว้างมาก (แม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ผ่านมาอย่างบังเอิญในความชุลมุนของการปฏิวัติ) และในฝรั่งเศสก็มีความเชื่อกันทั่วไปว่าลิขสิทธิ์มีลักษณะเป็นสิทธิธรรมชาติที่ผูกกับประพันธกร ซึ่งต่างจากอังกฤษที่มองว่าลิขสิทธิ์เป็นสิทธิทางเศรษฐกิจที่รัฐมอบให้พลเมืองได้ในเงื่อนใขที่ว่ามันเป็นประโยชน์ต่อรัฐbr /br /ในกรอบแบบนี้จึงไม่แปลกนักที่ฝรั่งเศสมองสิ่งที่ทุกวันนี้เรียกกันในภาษากฎหมายลิขสิทธิ์ว่า “งานดัดแปลง” ว่าเป็นสมบัติอันชอบธรรมของประพันธกรด้วย ซึ่งประเด็นที่ฝรั่งเศสกังวลเป็นพิเศษจนทำให้ไม่ยอมเซ็นยอมรับลิขสิทธิ์อังกฤษก็คือ “งานแปล” เพราะภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ของอังกฤษ (และเอาจริงๆ ปรัสเซียก็ด้วย) ในตอนนั้น ยังไม่มีการยอมรับว่า “สิทธิในการแปลงาน” เป็นส่วนหนึ่งของลิขสิทธิ์ กล่าวคือถึงอังกฤษจะเซ็นรองรับลิขสิทธิ์ของฝรั่งเศส การรองรับลิขสิทธิ์ก็เป็นการรองรับลิขสิทธิ์เพียงแค่งานภาษาฝรั่งเศสที่มาขึ้นทะเบียนที่ลอนดอนเท่านั้น (การคุ้มครองลิขสิทธิ์ภายใต้กฎหมายอังกฤษตอนนั้นต้อง “จดลิขสิทธิ์”) ถ้างานภาษาฝรั่งเศสนั้นถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ “เจ้าของลิขสิทธิ์” จากฝรั่งเศสก็ทำอะไรไม่ได้เพราะกฎหมายลิขสิทธิ์อังกฤษไม่ครอบคลุมถึงงานแปล และงานที่ถูกแปลนั้นหากถูกนำมาขึ้นทะเบียน งานมันก็จะกลายเป็นลิขสิทธิ์ของผู้แปลหรือสำนักพิมพ์ไป (ตามแต่จะตกลงกัน)/p pการไม่ยอมให้ลิขสิทธิ์คุ้มครองงานแปลเป็นสิ่งที่เข้าใจได้บนฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์อังกฤษที่มีพื้นฐานหลักการเป็นกฎหมายสนับสนุนการเรียนรู้มาแต่แรกแล้ว [3] เพราะอย่างน้อยๆ เงื่อนไขนี้ก็ทำให้งานของคนอังกฤษที่เขียนเป็นภาษาอื่นๆ สามารถถูกนำมาแปลเผยแพร่ได้อย่างอิสระ แต่สำหรับฝรั่งเศสกฎหมายลิขสิทธิ์มันไม่ใช่กฎหมายสนับสนุนการเรียนรู้เท่ากับที่เป็นกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ มาตรการการส่งเสริมการเรียนรู้ของอังกฤษซึ่งเปิดให้มีการแปลงานอย่างอิสระจึงเป็นการส่งเสริมละเมิดเสียมากกว่าในมุมของฝรั่งเศส และผู้ที่กังวลเป็นพิเศษก็คือบรรดานักเขียนบทละครฝรั่งเศสซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักทางศิลปวัฒนธรรมขณะนั้น เพราะถ้าอังกฤษไม่ทำการแก้กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครองงานแปล การทำสนธิสัญญาลิขสิทธิ์กับอังกฤษก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อพวกเขา/p pในท้ายที่สุดฝรั่งเศสก็ยินยอมเซ็นสนธิสัญญากับอังกฤษในปี 1851 ภายใต้คำมั่นสัญญาของอังกฤษที่จะแก้กฎหมายเพื่อคุ้มครองงานแปลด้วย และกฎหมายดังกล่าวก็ปรากฎมาในปี 1852 ซึ่งอังกฤษก็ระบุชัดเจนว่างานภาษาต่างประเทศจากประเทศคู่สัญญาต้องมีการพิมพ์ยืนยันสิทธิในการแปลในส่วนหน้าของปก (ภายหลังหลักการนี้พัฒนาไปเป็นการเขียน “all rights reserved” ในหน้าแรกๆ ของหนังสือที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบัน) แล้วนำมาขึ้นทะเบียนพร้อมมอบให้ห้องสมุดต่างๆ ตามเงื่อนไขของกฎหมายลิขสิทธิ์อังกฤษภายในเวลา 3 เดือนนับจากตีพิมพ์ครั้งแรก และการแปลบางส่วนจะต้องทำภายใน 1 ปีหรือการแปลทุกส่วนจะต้องทำภายใน 3 ปีนับจากขึ้นทะเบียน a href="#4"[4]/a ซึ่งแม้ความจุกจิกเหล่านี้ไม่มีในกฎหมายของฝรั่งเศสที่การคุ้มครองเป็นไปโดยอัตโนมัติและเริ่มตั้งแต่การสร้างงาน แต่นี่ก็นับเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองของทางฝั่งอังกฤษที่ทางฝรั่งเศสยอมรับได้/p pการยอมรับลิขสิทธิ์ของกันและกันของอังกฤษ ฝรั่งเศส และปรัสเซียในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ลิขสิทธิ์เริ่มมีลักษณะเป็น “มาตรฐานสากล” ที่ต่อมารัฐเหล่านี้ (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) ก็เป็นแกนหลักสำคัญในการจัดการประชุมนานาชาติด้านลิขสิทธิ์ที่ทำให้เกิด อนุสัญญาเบิร์น (Berne Convention) ในเวลาต่อมา อนุสัญญาเบิร์นเป็นข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำร่วมกันของกฎหมายลิขสิทธิ์ในประเทศภาคี และข้อตกลงนี้ให้ลิขสิทธิ์ของพลเมืองในประเทศที่ลงนามในอนุสัญญานี้สามารถบังคับใช้ในประเทศภาคีทั้งหมดของอนุสัญญาbr /br /อนุสัญญาเบิร์นเป็นผลผลิตของการประชุมเพื่อหาข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยลิขสิทธิ์สืบเนื่องจากการริเริ่มเจรจากันของอังกฤษ ฝรั่งเศส และปรัสเซียที่ได้เล่ามาแล้ว ซึ่งหลังจากทั้งสามยอมรับลิขสิทธิ์ของกันและกัน หลายต่อหลายประเทศเข้าร่วมในการประชุมย่อยๆ จนมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อร่างข้อตกลงมาตรฐานระหว่างชาติขึ้นที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1883 (อันเป็นปีที่ Karl Marx ตายพอดี) และการประชุมพร้อมการปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ ก็มีมาอย่างต่อเนื่องจนมีการลงนามกันรอบแรกในปี 1886 ซึ่งรายนามของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาก็ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี (ซึ่งตอนนั้นรวมประเทศแล้ว) อิตาลี สเปน เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ เฮติ ไลบีเรีย และตูนิส a href="#5"[5]/a/p pกล่าวง่ายๆ คือในปี 1886 ลิขสิทธิ์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งที่มีผลบังคับใช้ระดับนานาชาติไปแล้ว เพราะอย่างน้อยๆ ประเทศมหาอำนาจในยุโรปตะวันตกทั้งหมด (รวมไปจนถึงอาณานิคมของประเทศเหล่านี้) ก็ยอมรับลิขสิทธิ์ของกันและกันแล้ว (แม้ว่าขอบเขตการคุ้มครองจะต่างกันก็ตามที)/p pอย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องสังเกตก็คือประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งในโลกตะวันตกที่ได้รับคำเชิญมาประชุมแต่ไม่ส่งผู้แทนมา และท้ายที่สุดก็ไม่ได้ร่วมลงนามก็คือสหรัฐอเมริกา ข้อเท็จจริงที่อาจจะสร้างความแปลกใจก็คือกว่าอเมริกาจะลงนามอนุสัญญาเบิร์นเวลาก็ได้ผ่านมาร้อยกว่าปีในปี 1989 เข้าไปแล้ว (แม้ว่าระหว่างนั้นอเมริกาจะลงนามสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านลิขสิทธิ์มาอย่างต่อเนื่องกับประเทศต่างๆ เป็นรายประเทศก็ตามที)/p pทำไมประเทศที่ต่อต้านมาตรฐานลิขสิทธิ์ของยุโรปมาตลอดศตวรรษที่ 19 จึงกลับกลายเป็นประเทศที่พยายามจะทำให้โลกทั้งใบมีกฎหมายลิขสิทธิ์มาตรฐานเดียวในปลายศตวรรษที่ 20? (และต่อเนื่องมาศตวรรษที่ 21) คำตอบน่าจะอยู่ในพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรมของอเมริกาเองที่มันคู่ขนานไปกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกาที่ขยายตัวไปคู่กับอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพราะตัวตั้งตัวตีในการผลักดันกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกาให้เป็นมาตรฐานโลกก็คืออุตสาหกรรมบันทึกเสียงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 และเอาจริงๆ ทั้งสองอุตสาหกรรมยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำตอนช่วงกลางศตวรรษที่ 20 นี่เป็นเรื่องยืดยาวอันผูกพันกับประวัติศาสตร์เทคโนโลยีด้วยซึ่งอาจต้องใช้เนื้อที่ขนาดหนังสือเล่มเล็กๆ สักเล่มเพื่อที่จะสาธยายอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราน่าจะพิจารณาในที่นี้ก่อนก็คือพัฒนาการของกฎหมายลิขสิทธิ์ของอเมริกาและพัฒนาการของอุตสาหกรรมหนังสือในอเมริกา/p pnbsp;/p pstrongอ้างอิง/strongbr /[1]a name="1"/anbsp; Adrian Johns,em Piracy: The Intellectual Property Wars From Gutenberg to Gates/em, (Chicago: University of Chicago Press, 2009), p. 174br /[2]nbsp;a name="2"/a Catherine Seville, emThe Internationalisation of Copyright Law: Books, Buccaneers and the Black Flag in the Nineteenth Century/em, (Cambridge: Cambridge University Press, 2006) pp. 50-51br /[3]nbsp;a name="3"/a Ronan Deazley,em On the Origin of the Right to Copy: Charting the Movement of Copyright Law in Eighteenth-Century Britain (1695–1775)/em, (Hart Publishing: Oxford, 2004)nbsp;br /[4]nbsp;a name="4"/a Catherine Seville, emibid/em, p. 51br /[5]nbsp;a name="5"/a Catherine Seville, emibid/em, p. 25br /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/06/54294" target="_blank"ประวัติศาสตร์ลิขสิทธิ์ (18): ปรัสเซียปะทะออสเตรีย: หนทางสู่กฎหมายลิขสิทธิ์ของจักรวรรดิเยอรมัน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ahAeAEbbrfI" height="1" width="1"/