ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 27 sec ago

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 16-22 ก.ค. 2557

Tue, 22/07/2014 - 17:33
p!--break--!--break--/p divstrongสหพันธ์ไปรษณีย์ฯ ยื่นหนังสือ คสช. ให้ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก สหพันธ์ไปรษณีย์อนุญาตแห่งประเทศไทย นำโดยนางดารีย๊ะ หมานสัน รองประธานสหพันธ์ฯ พร้อมตัวแทนภาคใต้จำนวน 30 คน ระบุว่า ในวันนี้มายื่นหนังสือถึงหัวหน้า คสช.ให้ดำเนินการช่วยเหลือ เนื่องจาก พวกตนเป็นลูกจ้างนอกระบบของไปรษณีย์ไทย ซึ่งไม่ได้รับสวัสดิการ การบรรจุ หรือช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลแต่อย่างใด nbsp;ทั้งยังได้รับค่าจ้างไม่ถึง 300 บาท ด้วย ทั้งนี้ทางสหพันธ์มีสมาชิกทั้งหมด 3,500 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการร้องเรียนมาตั้งแต่รัฐบาลของพลตำรวจโททักษิณ ชินวัตรแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า/div divnbsp;/div div(มติชนออนไลน์, 16-7-2557)/div divnbsp;/div divstrongกต.-ก.แรงงานยังไม่อพยพแรงงานไทยในลิเบีย-อิสราเอล/strong/div divnbsp;/div divก.แรงงาน และ ก.ต่างประเทศ เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือคนไทยและแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศลิเบีย อิสราเอล อิรัก และเคนยา เบื้องต้นยังไม่อพยพ แต่เฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด/div divnbsp;/div divนายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ร่วมประชุมหารือเตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือคนไทยและแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศลิเบีย nbsp;อิสราเอล อิรัก และเคนยา ซึ่งเกิดเหตุการณ์สู้รบภายในประเทศ/div divnbsp;/div divภายหลังการประชุมได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการอพยพแรงงานไทยจากประเทศเหล่านี้ แต่ทั้ง 2 กระทรวงทำงานใกล้ชิดติดตามสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศรายงานข้อมูลเข้ามา และร่วมกันประเมินสถานการณ์ หากรุนแรงจนถึงขั้นต้องอพยพมีแผนกำหนดชัดเจน ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ในส่วนของญาติพี่น้องที่เป็นห่วงต้องการสอบถามข้อมูลสามารถติดต่อได้ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยฯ กรมการกงสุล หมายเลข 0-2575-1047 และสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694/div divnbsp;/div div(สำนักข่าวไทย, 18-7-2557)/div divnbsp;/div divstrongคสช.เพิ่มศูนย์จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวฯ 15 จว. - ตั้งศูนย์ดำรงธรรม/strong/div divnbsp;/div div(18 ก.ค.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เผยแพร่ประกาศฉบับที่ 94/2557 เรื่องการจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพิ่มเติม และประกาศ ฉบับที่ 96/2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม รายละเอียดดังนี้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 94/2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพิ่มเติม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divระบุว่า โดยข้อที่ 4 ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 70/2557 เรื่องมาตรการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 กำหนดให้จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จในทุกจังหวัด โดยการจัดตั้งในจังหวัดอื่นใดและเริ่มทำการเมื่อใดให้เป็นไปตามที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศกำหนด คณะรักษาความสงบแห่งชาติจีงมีประกาศดังต่อไปนี้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divให้จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ตามข้อ 4 ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 70/2557 เรื่อง มาตรการชั่วคราวในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 เพิ่มเติมใน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จันทบุรี ชุมพร ตรัง ตราด นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต ระนอง สตูล และ สมุทรสงคราม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ให้เริ่มทำการตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2557/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป/div divประกาศไว้วันที่ 17 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96 / 2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divระบุว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดและให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในจังหวัดสามารถให้บริการประชาชน ได้อย่างเสมอภาค มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานและประชาชนได้ความพีงพอใจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจีงมีประกาศดังต่อไปนี้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 1 ให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมขึ้นในจังหวัดเพื่อทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร ให้คำปรึกษา รับเรื่องปัญหาความต้องการและข้อเสนอแนะของประชาชน และทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการร่วมตามมาตรา 32 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยจัดตั้งขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร โดยประกาศให้ประชาชนทราบ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 2 ให้ทุกกระทรวง กรม ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ดำรงธรรมทั้งด้านวัสดุ อุปกรณ์ และบุคลากร ให้สามารถบริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 3 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการการบริหารจัดการร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และวางแนวทางการปฏิบัติภายในศูนย์ดำรงธรรม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 4 ให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 5 ในกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดำรงธรรมให้สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนาจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาล การป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์การคุ้มครองป้องกันหรือช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับความเป็นธรรม และการบังคับการให้เป็นไปตามกฏหมายเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมตามนโยบายของรัฐบาล ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการ บังคับบัญชา กำกับ ดูแล บรรดาข้าราชการและพนักงานของรัฐในเขตจังหวัด ยกเว้นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และข้าราชการในสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประจำจังหวัด/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divข้อ 6 ให้กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่กำกับดูแลและอำนวยการให้การบริหารงานของศูนย์ดำรงธรรมและการบริหารงานของจังหวัดดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divประกาศ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 18-7-2557)/div divnbsp;/div divstrongแรงงานต่างด้าวทยอยจดทะเบียนแล้ว 1.8 แสนคน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ในทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรอการจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (วัน สต็อปเซอร์วิส) โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ 15 จังหวัด มีความพร้อมในการดำเนินการเปิดให้บริการในวันที่ 22 ก.ค. ตามประกาศ คสช. ซึ่งได้ประสานนายจ้างในทุกจังหวัดไว้เรียบร้อยแล้ว/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ทางนายจ้างได้แจ้งว่าจะนำแรงงานต่างด้าวจำนวนกว่า 390,000 คน มาดำเนินการขึ้นทะเบียน คาดว่าเมื่อครบกำหนดดำเนินการจะมีนายจ้างนำแรงงานกรมการจัดหางานต่างด้าวมาดำเนินการประมาณ 500,000 คน และจะมีการประกาศลดอัตราค่าต่อใบอนุญาตการทำงานในอัตราเดียวกันสำหรับแรงงานทุกประเทศจำนวน 900 บาท จากเดิม เฉลี่ย 900-1,800 บาท เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้แรงงานต่างด้าว

/div divnbsp;/div divส่วนกรณีหลายฝ่ายกังวลว่าระยะเวลา 60 วัน ในการพิสูจน์สัญชาติอาจไม่เพียงพอนั้น หากไม่เพียงพอเชื่อว่าจะมีการขยายระยะเวลาตามความเหมาะสม แต่ต้องรอการพิจารณาภายหลังเปิดศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสครบ 77 จังหวัดก่อน โดยจะเร่งเจรจากับประเทศต้นทางทั้ง 3 ประเทศ ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมในรูปแบบของคณะทำงานการพิสูจน์สัญชาติแบบเคลื่อนที่ไปตามภาคและจังหวัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายให้แรงงานต่างด้าว เบื้องต้นเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเห็นด้วยในหลักการ และจะนำไปเสนอต่อรัฐบาล เพื่อจัดเจ้าหน้าที่มาช่วยไทยดำเนินการ โดยหลังจากนี้จะมีการหารือกับทั้ง 3 ประเทศเพื่อความชัดเจนอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้/div divnbsp;/div div

ปัจจุบันศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเสร็จ รับจดทะเบียนแรงงานสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา 19 แห่ง ในต่างจังหวัด 13 แห่งในกทม. 6 แห่ง และ 4 จุดลงทะเบียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สำหรับยอดการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ ณ วันที่ 20 ก.ค. มีจำนวน 182,949 คน./div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 21-7-2557)/div divnbsp;/div divstrongกกจ. ชะลอจัดส่งแรงงานไปทำงานใน 6 เขตพื้นที่เสี่ยงในอิสราเอล ตามคำแนะนำของเอกอัครราชทูตไทยnbsp;/strong/div divnbsp;/div divนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้ส่งหนังสือสือด่วนมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้ชะลอการจัดส่งแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานใน 6 เขต ได้แก่ เขต Eshkol, Bnei Shimon, Merhavim, Sdot Negev, Hof Eshkelon และ Sha’ar HaNegev ซึ่งมีแรงงานไทยอาศัยอยู่รวม 4,276 คน เพราะถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งทางกรมการจัดงานยืนยัน จะชะลอการจัดส่งแรงงานไปทำงานใน 6 เขตตามคำแนะนำ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการอพยพแรงงานออกนอกพื้นที่แต่หากแรงงานมีความประสงค์จะย้ายออกนอกพื้นที่ชั่วคราวก็สามารถแจ้งสถานทูตไทยได้ ซึ่งมีแรงงานแจ้งความประสงค์ขอย้ายออกนอกพื้นที่ชั่วคราวแล้ว 15 คน สำหรับพื้นที่ในการทำงานด้านการเกษตรของแรงงานไทยในประเทศอิสราเอล ปัจจุบันมีจำนวน 94 เขต มีแรงงานไทยประมาณ 27,000 คน ส่วนแรงงานไทยในประเทศลิเบียที่ยังไม่มีการอพยพแต่ให้แจ้งคงวามประสงค์ขอกลับประเทศไทยได้ตามความสมัครใจโดยสถานทูตจะอำนวยความสะดวกให้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ขณะนี้ขอยืนยันว่าสถานการณ์ของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ฉุกเฉินถึงขั้นที่จะต้องอพยพแรงงานไทยกลับประเทศ จะมีปัญหาเฉพาะบางพื้นที่ และแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังทำงานได้ตามปกติ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน กกจ. กับ กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมแผนอพยพไว้อยู่แล้ว” นายสุเมธ กล่าว/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-7-2557)/div divnbsp;/div divstrong"น่าน" วุ่น ขาดคนงานเก็บผลผลิต-อบลำไย 500 เตา ผู้ว่าฯออกโรงขอ คสช.เปิดศูนย์วันสต็อปเซอร์วิสเร็วขึ้น/strong/div divnbsp;/div divแหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2557 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจัดให้มีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผ่านการประชุมทางไกล (video conference) กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหารประธานการประชุม/div divnbsp;/div divวาระสำคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมในการเปิดศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Services) ในจังหวัดที่เหลือ การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2558 การสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 5 พื้นที่ชายแดน/div divnbsp;/div divทั้งนี้ เรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสะท้อนปัญหาเข้ามาคือ ปัญหาการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในจังหวัดที่ไม่อยู่ในเขต 22 จังหวัดชายทะเล โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วได้หารือถึงปัญหาแรงงานกัมพูชากลับคืนมา 120,000 คน แต่ศูนย์ประสานการับแรงงานกลับเข้าทำงานที่ตลาดโรงเกลือ รับกลับมา 19,000 คน ส่วนที่เหลืออีกราว 1 แสนคนจะทำอย่างไร เพราะศูนย์ฯ รับจดทะเบียนจะสิ้นสุดวันที่ 25 ก.ค. 2557 ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เสนาธิการทหาร รับเรื่องไปหารือกับกระทรวงแรงงานและทางการกัมพูชาต่อไป/div divnbsp;/div divขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ชี้แจงว่า ขณะนี้จังหวัดน่านกำลังขาดแคลนแรงงานเกษตรในสวนลำไย เพราะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวและจะมีการเปิดเตาอบลำใยอีก 500 เตา ซึ่งจะต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ดังนั้น จึงเสนอขอให้เลื่อนการเปิดศูนย์วันสต๊อปเซอร์วิสจากวันที่ 28 ก.ค.มาเป็นวันที่ 24 ก.ค.นี้ โดยเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวประมาณ 7-10 วันแล้วให้ดำเนินการปิดศูนย์ฯ ไปเลย เนื่องจากเป็นความต้องการของเกษตรกร พ่อค้า และนักลงทุนจากจีน/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตราดว่า การจัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จใน 15 จังหวัดชายทะเลที่เหลือจากทั้งหมด 22 จังหวัดนั้น จังหวัดตราดพร้อมจัดตั้ง 2 แห่ง คือ 1) เปิดที่ศาลากลางจังหวัดตราด เปิดวันที่ 22 ก.ค.57 2) เปิดที่อำเภอคลองใหญ่ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ เนื่องจากมีแรงงานประมงจำนวนมากประมาณ 1,400 คน ส่วนจังหวัดอื่นๆที่เหลือคาดว่า คสช.จะประกาศให้เปิดในวันที่ 28 กรกฏาคมนี้/div divnbsp;/div div(ประชาชาติธุรกิจ, 22-7-2557)/div divnbsp;/div divstrongคสช.อนุมัติอัตรา ขรก.ใหม่ให้ สธ.กว่า 9,000 อัตรา/strong/div divnbsp;/div divนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการบรรจุข้าราชการว่าวันนี้ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติอนุมัติอัตราตำแหน่งข้าราชการใหม่ให้กระทรวงสาธารณสุขรวม 9,074 อัตราเพื่อดำเนินการบรรจุในปี 2557แก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั่วประเทศ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มนักเรียนทุนสายแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร จำนวน 1,527 อัตรา และกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว 21 สายวิชาชีพ เช่น พยาบาล วิชาชีพ จำนวน 7,547 อัตรา/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นักเรียนทุน 3 วิชาชีพนี้กระทรวงได้รับโควตาทั้งหมด 2,947 อัตรา ประกอบด้วย แพทย์ 2,000 อัตรา ทันตแพทย์ 597 อัตรา และเภสัชกร 350 อัตรา โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการบรรจุแทนตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการทั้งหมดไปแล้ว 1,420 อัตรา จึงขอบรรจุที่เหลือ 1,527 อัตรา โดยจะดำเนินการบรรจุอัตราใหม่ที่ได้รับครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 31 กรกฎาคมนี้ และมีผลย้อนหลัง 1 เมษายน 2557 โดยจะต้องทำงานชดใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี สำหรับกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว 21 สายวิชาชีพ กระทรวงสาธารณสุขจะบรรจุในต่างจังหวัด โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการตามขั้นตอนการบรรจุข้าราชการพลเรือน เริ่มบรรจุพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2557 โดยจะบรรจุในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และมีผลตั้งแต่วันที่บรรจุเป็นต้นไป/div divnbsp;/div divสำหรับโควตาในการบรรจุตามความขาดแคลนและภาระงาน ตามความต้องการกำลังคนรายวิชาชีพของแต่ละโรงพยาบาล ดังนี้ โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป 2,289 อัตรา โรงพยาบาลชุมชน 3,126 อัตรา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2,036 อัตรา และหน่วยงานอื่นในสังกัด เช่น สถาบันพระบรมราชชนก 87 อัตรา/div divnbsp;/div divนพ.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า ตามแผนบรรจุข้าราชการใหม่จากลูกจ้างชั่วคราวที่มีอยู่ กระทรวงวางแผนไว้ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2556-2558 มีแผนบรรจุในปี 2555 จำนวน 22,641 อัตรา เฉลี่ยปีละ 7,547 อัตรา หรือร้อยละ 75 ของลูกจ้างชั่วคราวที่มีอยู่ 30,188 คนทั่วประเทศ ขณะนี้เหลือการบรรจุรุ่นสุดท้ายในปี 2558 จำนวน 7,547 อัตรา ที่ประชุมให้กระทรวงดำเนินการปฏิรูประบบสาธารณสุขประกอบด้วยการปฏิรูปเขตบริการสุขภาพปฏิรูปประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน (การกระจายระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ) รวมทั้งบรรจุพนักงานกระทรวงสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ พ.ศ.2556-2560 ซึ่งใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและจัดบริการร่วม ทั้งคน งบประมาณ และทรัพยากรทางการแพทย์เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีเท่าเทียม เสมอภาค รวมทั้งวิเคราะห์ความต้องการอัตรากำลังตามภาระงานเพื่อใช้กระจายกำลังคนให้สมบูรณ์การดูแลค่าตอบแทนกำลังคนทั้งระบบตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอขออัตรากำลังบรรจุข้าราชการในปีงบประมาณ 2558 ต่อไป/div divnbsp;/div divส่วนลูกจ้างชั่วคราวสายวิชาชีพ 21 สายงานที่เหลืออีกร้อยละ 25 กระทรวงได้บรรจุให้เป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขระหว่างรอตำแหน่งข้าราชการ/div divnbsp;/div div(สำนักข่าวไทย, 22-7-2557)/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vbWRkejWoiU" height="1" width="1"/

คุยกับแอมเนสตี้ฯ ผู้รณรงค์ยุติโทษประหารและการข่มขืน

Tue, 22/07/2014 - 12:19
!--break--!--break-- pจากกรณีที่เกิดกระแสสังคมหลังคดีข่มขืนและฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 13 ปีบนรถไฟ เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดการรณรงค์อย่างกว้างขวางและมีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดในกรณีข่มขืนและฆ่าในทุกกรณี/p pประชาไท สัมภาษณ์ 'ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล' ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่ทำงานรณรงค์ยุติโทษประหารชีวิตและการข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ถึงมุมมองและความคิดเห็นต่อการลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการประหารชีวิตว่าจะเป็นทางออกของปัญหาอย่างยั่งยืนได้หรือไม่/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube.com/embed/dBsgixo1rdI?rel=0" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p p align="center"0000/p pspan style="color:#ff8c00;"strongประชาไท : ทำไม แอมเนสตี้ ถึงได้รณรงค์เรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิต/strong/span/p pปริญญา : แอมเนสตี้ รณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิตมา 30 ปีแล้ว ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร โดยเหตุผลที่รณรงค์ยุติการใช้โทษที่รุนแรงนี้มี 5 ข้อ/p ol liเรื่องการใช้โทษเป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เรื่องสิทธิการมีชีวิตของคนทุกคน/li liเรื่องของการใช้โทษนี้เป็นการทรมาน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือจิตใจ ไม่เฉพาะผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่รวมไปถึงเหยื่อ และครอบครัวของเหยื่อด้วย/li liจากการศึกษาของเรา พบว่าโทษนี้ถูกใช้กว่า 80% กับคนยากจนและคนเปราะบางในสังคม และหลายครั้งเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการจัดการกับคนที่มีความคิดเห็นต่าง หรือมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ หรือความหลากหลายทางเพศ เช่น อูกันดามีการใช้โทษนี้กับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ/li liเรื่องของกระบวนการยุติธรรมมีความเสี่ยงในความผิดพลาดอยู่ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% ดังนั้นความเสี่ยงในความผิดพลาดนี้เป็นที่มาที่ผู้บริสุทธิ์จะกลายเป็นเหยื่อของการใช้โทษที่รุนแรงนี้ และเมื่อผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อของการใช้โทษที่รุนแรงนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะเรียกคืนกลับมาได้เนื่องจากถูกประหารชีวิตไปแล้ว/li liการใช้โทษที่รุนแรงนี้ไม่ได้มีผลโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรมใดๆ ทั้งสิ้น/li /ol pเหล่านี้เป็นเหตุผลหลักๆที่เรารณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิตมา แต่การที่เรารณรงค์เปลี่ยนแปลงโทษนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำความผิดไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับโทษอย่างเหมาะสม ได้สัดส่วน ตามความผิดของเขา และต้องไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดนั้นลอยนวลพ้นผิดได้/p pและเราย้ำและรณรงค์เสมอว่าภาครัฐมีหน้าที่ที่สำคัญที่จะต้องเยียวยาฟื้นฟูเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อให้เขาสามารถที่จะกลับมายืนในสังคม ฟื้นฟูชีวิตของเขาได้ยืนในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้งด้วย การเยียวยานี้ไม่ใช่เฉพาะตัวเงิน แต่หมายถึงทางด้านจิตใจและสังคมด้วย เพราะในหลายๆครั้งเหยื่อจะตกเป็นเหยื่อของสังคมไปด้วย/p pspan style="color:#ff8c00;"strongตลอด /strongstrong30 ปีที่ แอมเนสตี้ รณรงค์เรื่องนี้มามีผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง/strong/span/p pเราเห็นความก้าวหน้าของการรณรงค์นี้คือเมื่อ 30 ปีที่แล้วมีประมาณ 16 ประเทศทั่วโลกที่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่เมื่อปี 2556 จากรายงานประจำปีของ แอมเนสตี้ พบว่ามี 141 ประเทศทั่วโลกที่ได้ยุติการใช้โทษนี้ ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ มีเพียงแค่ 22 ประเทศ ที่ยังประหารชีวิตเมื่อปีที่แล้ว จะเห็นว่าแนวโน้มของการใช้โทษนี้ลดลงตลอดเวลา หลายประเทศกลับมาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปและทำในกระบวนการยุติธรรมของเขามีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เพราะเขาเห็นว่าการใช้โทษที่รุนแรงมันไม่ได้มีส่วนโดยตรงกับการที่จะทำให้อาชญากรรมของประเทศเขาลดลงหรือมีผลดีต่อสังคมเขา/p pspan style="color:#ff8c00;"strongการให้โอกาสอาชญากรกลับมาสู่สังคมโดยไม่มีโทษประหารชีวิตนั้น บางคนอาจก่ออาชญากรรมซ้ำ การรณรงค์ยุติการใช้โทษในลักษณะนี้ไม่เท่ากับเปิดโอกาสให้เกิดอาชญากรรมซ้ำด้วยหรือ/strong/span/p pต้องไปดูว่าทำไมคนที่ทำผิดแล้วถูกจับกุมคุมขังออกมาแล้วกระทำผิดซ้ำ ก็ต้องพิจารณาที่สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเมื่อคนที่ถูกคุมขังกระบวนการของราชทัณฑ์ในการที่จะต้องดูแลคนเหล่านี้ ต้องมีการเยียวยาฟื้นฟูคนเหล่านี้ด้วยไม่ใช่เพียงจับไปขังเฉยๆ ซึ่งปกติทุกประเทศจะมีการเยียวยาฟื้นฟูคนเหล่านี้/p pวิสัยทัศน์กรมราชทัณฑ์ของเราคือการคืนคนดีสู่สังคม ซึ่งต้องพิจารณาว่าการออกมากระทำผิดซ้ำนั้นเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการราชทัณฑ์เหล่านี้ ในต่างประเทศก่อนที่จะปล่อยตัวเขาจะมีการทดสอบก่อนว่าคนเหล่านี้ว่ามีการสำนึกผิดหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเปล่า หรือยังเป็นเหมือนเดิม หากเป็นเช่นนั้นอาจจะยังไม่ถูกปล่อยออกมา อาจมีการเยียวยาฟื้นฟูก่อน/p pสำหรับประเทศที่ยกเลิกโทษประการก็ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทน และผ่านไป 25 ปี เขาอาจนำคนเหล่านั้นมาทดสอบว่าสำนึกผิดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้ว ก็อาจจะให้ศาลพิจารณาว่าจะปล่อยตัวหรือลดโทษให้ได้หรือไม่/p pspan style="color:#ff8c00;"strongกระแสในสังคมไทยตอนนี้มีการตื่นตัวเรื่องโทษประหารชีวิตขึ้นหลังจากมีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ในฐานะที่รณรงค์เรื่องนี้มากว่า /strongstrong30 ปี กระแสที่เกิดขึ้นแบบนี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันไหมกับประเทศอื่นๆ /strong/span/p pในบางประเทศอาจจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คือ เมื่อมีอาชญากรรมที่รุนแรงสะเทือนขวัญ แม้จะเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วก็อาจจะมีประชาชนส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาเรียกร้องให้กลับมาใช้โทษแบบนี้อีก แต่ค่อนข้างจะน้อยเมื่อเทียบกับจำนวน 141 ประเทศที่ได้ยกเลิกโทษนี้ไปแล้ว/p pซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงออกมาเรียกร้องให้ใช้โทษที่รุนแรงเพราะคนในสังคมไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและความปลอดภัย หรือการมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงในสังคมที่อยู่ จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องให้ใช้โทษที่รุนแรง/p pประกอบกับการไม่มีข้อมูลและภาครัฐไม่มีการให้ข้อมูลอย่างรอบด้านกับประชาชนกับการใช้โทษนี้ ว่าการใช้โทษที่รุนแรงมีข้อดีข้อเสียอย่างไร การใช้โทษในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ใช้กับความผิดอย่างไร เป็นต้น ส่งผลให้คนเข้าใจว่าการใช้โทษที่รุนแรงจะลดอาชญากรรมได้ แต่ความจิรงแล้วการเกิดอาชญากรรมนั้นมีปัจจัยของการเกิดที่หลากหลาย เช่น เรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำของสังคม ระดับการพัฒนาของมนุษย์ หรือกรณีการล่วงละเมิดทางเพศก็มาจากทัศนคติของสังคมที่ชายเป็นใหญ่ มองผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุ รวมไปถึงระบบการศึกษาที่ไม่เพียงพอในเรื่องการเคารพซึ่งกันและกัน การเข้าใจเรื่องของเพศ เหล่านี้นำมาซึ้งการเกิดอาชญากรรม/p pเพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาอาชญากรรมนั้น การใช้โทษที่รุนแรงเพียงอย่างเดียวมันไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ได้/p pจริงๆแล้วเราก็มีโทษประหารชีวิตอยู่ แต่อาชญากรรมก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างข้อมูลเรื่องการละเมิดทางเพศ เมื่อปีที่แล้ว ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่าทุก 15 นาที มีการข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศ ถือว่ามีจำนวนมากในสังคมไทย การใช้โทษที่รุนแรงอาจจัดการกับคนกลุ่มหนึ่งได้ แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็จะกลับขึ้นมาอีกถ้าไม่ไปดูสาเหตุและแก้ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง/p pspan style="color:#ff8c00;"strongจากที่กล่าวมาแสดงว่า แอมเนสตี้ มองสมติฐานของการเกิดอาชญากรรมไม่ได้มองเพียงตัวปัจเจคบุคคลเหล่านั้น แต่มองถึงบริบทของสังคมที่หล่อหลอมปัจเจคเหล่านั้นให้ก่ออาชญากรรมด้วย แต่ในสังคมไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัญหาที่ปัจเจค เช่น คนจะดีอยู่ที่ไหนก็ดี หรือบางคนเป็นคนที่เกิดมาจากดาวโจรก็จะเป็นโจร หรือบางคนเคยทำกรรมเก่าในอดีตก็จะต้องก่อนอาชญากรรม ดังนั้นการจัดการคนเหล่านั้นโดยเอาออกไปจากสังคม เช่น การจำคุกตลอดชีวิต การเนรเทศหรือการประหารชีวิต เป็นต้น ก็ถือเป็นวิธีที่พวกเขาเชื่อว่าดี ทาง แอมเนสตี้ ในฐานะที่ต้องรณรงค์เรื่องนี้มีวิธีการทำความเข้าใจกับสังคมอย่างไร/strong/span/p pสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าคนจะเชื่อแบบนี้ ซึ่งตนเองก็เคยคิดแบบนี้เช่นกัน แต่เมื่อได้ทำการศึกษาและทำข้อมูลเพิ่มเติมก็จะพบความเข้าใจมากขึ้นเพราะคนแต่ละคน คนที่เกิดมาแล้วเลวโดยกำเนินอาจจะมี แต่ไม่ได้มีมากเท่ากับจำนวนอาชญากรรมที่เรามีอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลพวงของสังคม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของระบบต่างๆของสังคม บางอย่างอาจทำให้คนไม่มีทางเลือก จำกัดทางเลือก บีบคั้นชีวิตคนคนหนึ่งจนทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างด้วยการที่เขาไม่มีทางเลือกอื่น เราเชื่อว่าผลพวกของสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คนต้องกลายมาเป็นอาชญากรมากกว่า เราเองอาจจะมีส่วนในการผลักดันคนเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน/p pมีกรณีที่นักโทษที่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมได้สำนึกผิดและออกมาจากเรือนจำ อยากกลับมาใช้ชีวิตธรรมดาในสังคม แต่หลายครั้งเขาไปก่ออาชญากรรมซ้ำ เพราะว่าสังคมเองที่ไม่ให้โอกาสเขา และยังดูถูกดูแคลนเขา ปิดกั้นโอกาสเขา จนสุดท้ายมันก็อาจทำให้เขาไม่มีทางเลือกทำอาชญากรรมซ้ำ/p pเพราะฉะนั้นเราต้องมาทบทวนตัวเองทบทวนสังคมว่ามีส่วนในการผลักดันให้คนก่ออาชญากรรมหรือเปล่า/p pspan style="color:#ff8c00;"strongในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็ออกมาต่อว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร ให้โอกาสอาชญากร ว่าไม่คำนึงถึงเหยื่อบางหรือ? อาชญากรยังไม่ให้โอกาสเหยื่อ แล้วทำไมเราต้องให้โอกาสอาชญากรด้วย? องค์กรสิทธิเหล่านี้คำนึงถึงเหยื่อบ้างหรือไม่?/strong/span/p pเวลาเรารณรงค์ เรารณรงค์เสมอว่าภาครัฐมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อ รวมถึงครอบครัวของเหยื่อ ซึ่งต้องเยียวยารอบด้าน เป็นสิ่งที่เราผลักดันและเรียกร้องให้รัฐทำเสมอ เราไม่ได้ละเลยสิทธิของเหยื่อ และเรายังเรียกร้องว่าเวลาฟื้นฟูเยียวยาเหยื่อก็ต้องเคารพสิทธิของเหยื่อด้วย เช่น ความเป็นส่วนตัว การที่เขาต้องสามารถดำรงชีวิตต่อ เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึง และภาครัฐต้องทำงานแบบบูรณาการโดยหลายหน่วยงาน/p pในเมืองไทยเราอาจยังไม่มีการทำงานในรูปแบบเครือข่ายของเหยื่อ แต่ในต่างประเทศมี Murder Victims' Families Network เราก็ทำงานร่วมกับเขาและผลักดันให้รัฐดูแลกลุ่มเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน/p pspan style="color:#ff8c00;"strongกระแสสังคมขณะนี้นอกจากเรื่องประหารชีวิตแล้ว อีกเรื่องที่คู่กันมาคือเรื่องการข่มขื่น ดูเหมือนว่าในบางสังคมการข่มขืนเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ในภาพยนตร์พระเอกก็ยังสามารถข่มขืนนางเอกได้ ทาง แอมเนสตี้ มีการรณรงค์เรื่องสิทธิของผู้หญิงจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศเหล่านี้ด้วยหรือไม่/strong/span/p pแอมเนสตี้ ทำการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว แต่อาจจะไม่เป็นที่ประจักษ์ เพราะการข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้หญิงโดยเฉพาะอยู่แล้ว และเราก็มีการรณรงค์ให้ยุติ รวมทั้งรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายต่างๆเพื่ออำนวยให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมหากเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดเขา รวมทั้งออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ แอมเนสตี้ ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์มาอย่างยาวนานอยู่แล้ว/p pหลายครั้งสื่อเองก็มีส่วนที่ทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติรวมทั้งการนำเสนอการกดขี่การล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง แต่สื่อในหลายครั้งกลับเป็นเรื่องธรรมดา อย่างกรณีการข่มขืนของประเอกต่อนางเอกกลายเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายกลายเป็นนางเอกตกลงยินยอมอยู่กับพระเอกในท้ายที่สุด เรื่องเหล่านี้จึงสร้างทัศนคติที่ผิดๆกับคนในสังคมที่จะยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ และกรณีการข่มขืนการล่วงละเมิดทางเพศกว่า 80% เกิดขึ้นจากคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน แฟน คนที่รู้จัก ฯลฯ เมื่อเกิดจากคนใกล้ตัวทำให้ในหลายๆครั้งเหยื่อไม่กล้าฟ้องร้อง/p pรวมทั้งในหลายกรณีที่ผู้หญิงไปฟ้องร้องจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตำรวจไม่ค่อยใส่ใจกับประเด็นเหล่านี้ในการดำเนินคดี และหลายครั้งกลับประณามผู้หญิงอีกว่าไปทำให้ผู้ชายมาทำอย่างนี้ จนทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวลไม่ ซึ่งเราเรียกร้องเสมอว่าเรื่องเหล่านี้ต้องนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม/p p“เพราะเราเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลจะทำให้อาชญากรรมลดน้อยลงมากกว่าโทษที่รุนแรงและอาจจะมีผลเสียตามมาได้”/p pspan style="color:#ff8c00;"strongปัจจุบันประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ หลายคนก็กังวลว่าแม้มีโทษประหารชีวิตก็จริงแต่ผู้ก่ออาชญากรรมรุนแรงสุดท้ายก็จะได้รับการลดโทษอยู่ดี แอมเนสตี้ มองอย่างไร/strong/span/p pเราไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง เราไม่ควรใช้แบบเดียวกันทำแบบเดียวกันกับอาชญากรในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น มันมีทางอีกหลายทางในการจัดการปัญหาได้/p pอย่างกรณีอินเดียที่เราได้ยินข่าวการข่มขืนผู้หญิงที่อยู่บนรถโดยสารสาธารณะ จากเหตุการณ์นี้ประชาชนในประเทศได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมาย และทางการได้แก้โดยมีการแก้ไขกฎหมายข่มขืนในบางกรณีให้มีการใช้โทษที่รุนแรง และมีการจัดการกับคนที่กระทำผิดค่อนข้างเข้มข้น แต่เราก็ยังได้ยินข่าวการข่มขืนในอินเดียอีก เพราะฉะนั้นการที่คนลุกขึ้นมากระทำความผิดเขาคงไม่ได้นึกถึงโทษ แต่ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เขาก่ออาชญากรรม เขาอาจจะเชื่อว่าเขาทำแล้วอาจจะไม่โดนจับ หรือกรณีที่เราเห็นว่าในหลายกรณีตำรวจก็ไม่ได้ใส่ใจในการที่จะดำเนินคดี/p pเรื่องเชื่อมั่นว่าถ้ามีการจับกุมที่รวดเร็ว แม่นยำ ถูกต้อง และเข้าสู้กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ใช้โทษที่เหมาะสมกับเขาและมีการดูแลนักโทษเป็นระบบมีประสิทธิภาพในเรือนจำ ก็จะทำให้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น จำนวนอาชญากรรมก็จะลดลง การกระทำผิดซ้ำหลังออกจากเรือนจำก็จะลดลงถ้าเรามีกระบวนการเยียวยาฟื้นฟูคนที่กระทำความผิดอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้/p pspan style="color:#ff8c00;"strongจากกระแสสังคมขณะนี้ที่มีการพูดทั้งเรื่องโทษประหาร แม้จะเป็นกระแสที่สวนทางกลับสิ่งที่ แอมเนสตี้ รณรงค์มาให้ยุติโทษนี้ ทาง แอมเนสตี้ จะทำอย่างไรกับกระแสที่คนตื่นตัวนี้/strong/span/p pเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนลุกขึ้นมารณรงค์ในสิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่ถูกไม่ต้อง เป็นสิ่งที่เราสนับสนุนกับการที่ประชาชนลุกขึ้นมาทำอะไรบางสิ่งบางอย่างตามศักยภาพของเขาเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมในสังคม แต่อยากเชิญชวนให้มองการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเพิ่มเติม เพราะการเรียกร้องให้มีการใช้โทษประหารมันอาจเป็นการแก้ปัญหาในขณะหนึ่ง เป็นการจัดการกับคนคนหนึ่งที่กระทำความผิดนี้ แต่การแก้ปัญหามันอาจจะไม่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอสาเหตุของการทำให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ หรืออาชญากรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมเรา/p pเพราะฉะนั้นเราอยากเชิญชวนให้ใช้พลังของประชาชนนี้ ขยายเพิ่มเติมเรียกร้องให้ภาครัฐมีความจริงใจ มุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เป็นรูปธรรม รอบด้าน เพื่อจะทำให้อาชญากรรมในบ้านเราลดลงอย่างจริงจัง/p pเพราะภาครัฐไทยและรัฐอื่นๆบางครั้งใช้โทษที่รุนแรงแบบนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณะในการที่จะมาแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นอาจจะต้องใช้เวลาและกำลังทรัพยากรต่างๆ ค่อนข้างมาก บ้านเราอาจมีปัญหาที่ค่อนข้างเยอะที่เก็บไว้ ทำให้หลายๆครั้งประชาชนอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าสุดท้ายจะได้รับการแก้ปัญหาจริงหรือไม่ จึงเป็นที่มาของการใช้โทษที่รุนแรงเพราะอย่างน้อยเขามองว่าได้แก้ปัญหาช่วงหนึ่ง ซึ่งเราก็อยากขอเชิญชวนให้มองภาพที่กว้างและระยะยาวมากขึ้น/p pspan style="color:#ff8c00;"strongตลอดระยะเวลาที่รณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย อะไรคืออุปสรรคสำคัญของการรณรงค์/strong/span/p pอุปสรรคอย่างรุนแรงคือทุกคนเห็นด้วยกับโทษประหาร เหมือนกับว่าถ้าเราทำอย่างอื่นก็ไม่รู้จะใช้เวลาอีกกี่ปีในการที่รัฐจะมาแก้ปัญหาอย่างนี้ดีกว่า ก็เลยเอากันอย่างนี้เหมือนฆ่าตัดตอนในยาเสพติด คือตัดตอนไปก่อน จะได้อย่างน้อยให้ลดลง ชั่วคราวก็ยังดี ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกหรือเปล่า/p pเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโทษประหาร หัวใจของการรณรงค์คือการเคารพในคุณค่าของความเป็นคนทุกๆคน เรื่องของการเปลี่ยนแปลงโทษประหารอาจเป็นเพียง 1 ผลลัพธ์ของมัน แต่หัวใจของมันคือการที่คนเราเคารพซึ่งกันและกัน ถ้าคนเราเคารพกัน เคารพในสิทธิของผู้อื่นไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นก็จะทำให้สังคมของเราสามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติไม่ใช้ความรุนแรง และไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง ซึ่งอันนี้คงเป็นหัวใจหลักที่ทำให้คนในสังคมมีทัศนคติ วัฒนธรรมแบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เราฝ่ายเดียวที่จะทำ คงเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐที่จะสร้างวัฒนธรรมของการเคารพซึ่งกันและกัน เคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคนในสังคม ถ้าเกิดขึ้นก็เชื่อมั่นได้ว่าก็คงไม่มีใครเรียกร้องในการใช้ความรุนแรงจัดการปัญหาต่างๆ แล้วก็อาชญากรรมในสังคมก็ไม่มีมากเท่าที่เป็นอยู่นี้เพราะทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ละเมิดผู้อื่น เคารพในความหลากหลาย เคารพในความเห็นต่าง อยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/07/54406" target="_blank" แอมเนสตี้ชี้กระบวนการยุติธรรมอาจผิดพลาด โทษประหารไม่ใช่คำตอบ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2012/03/39834" target="_blank"แอมเนสตี้ ชี้ไทยเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังใช้โทษประหารชีวิต/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2012/03/39893" target="_blank"แอมเนสตี้ชี้ การประหารชีวิตของญี่ปุ่นเป็นการ “ก้าวถอยหลัง”/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/fzii-7MMFZ0" height="1" width="1"/

ทีมผู้เชี่ยวชาญเนเธอร์แลนด์เข้าสืบสวนในพื้นที่กรณี MH17 แล้ว

Tue, 22/07/2014 - 11:49
pหลังจากที่ก่อนหน้านี้กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในยูเครนพยายามกันไม่ให้คณะตรวจสอบจากองค์กรยุโรปเข้าไปในพื้นที่ กรณีเครื่องบิน MH17 ถูกยิงตกจนมีผู้โดยสารเสียชีวิตเกือบสามร้อยคน ล่าสุดกลุ่มนักนิติเวชจากเนเธอร์แลนด์สามารถเข้าไปตรวจสอบร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่ได้ ด้านสหรัฐฯ ชี้ เป็นไปได้ที่กลุ่มกบฏทำให้พยานหลักฐานในพื้นที่ยุ่งเหยิงก่อนจะมีคนเข้าตรวจสอบ/p p!--break--!--break--/ppbr /21 ก.ค. 2557 จากกรณืเครื่องบินโดยสาร MH17 ถูกยิงตกในพื้นที่ประเทศยูเครน ทีมสืบสวนด้านนิติเวชของทางการเนเธอร์แลนด์ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และสามารถนำร่างของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ออกจากพื้นที่ไปตรวจสอบได้เป็นผลสำเร็จ/p pสำนักข่าวบีบีซีระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบิน MH17 ถูกยิงตกอยู่ที่ 298 คนแล้ว ซึ่งทางการยูเครนพบศพ 272 ศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. เมื่อเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียถูกยิงตกในพื้นที่เมืองโดเนตสค์ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มกบฏ ในพื้นที่โดยรอบของที่เกิดเหตุยังคงมีการสู้รบรวมถึงมีการใช้อาวุธหนักยิงถล่มใส่กัน/p pก่อนหน้านี้กลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนในยูเครนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียปิดกั้นไม่ให้คณะตรวจสอบจากองค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ ทางด้านสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศชี้ว่ามีหลักฐานแสดงให้เห็นว่ารัสเซียมีส่วนร่วมในการโจมตีครั้งนี้/p pทีมสืบสวนของทางการเนเธอร์แลนด์เป็นกลุ่มนานาชาติกลุ่มแรกที่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้ และได้ทำการลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตขึ้นรถไฟเพื่อนำไปที่เมืองทอเรซ ห่างออกไป 15 กม. จากพื้นที่เกิดเหตุ โดยมีการตรวจสอบสภาพ 196 ศพ และพบว่าศพยังอยู่ในสภาพดี/p pทางด้านมาเลเซียได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ 133 คนประกอบด้วยทีมค้นหาและกอบกู้ ทีมนิติเวชวิทยา ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางเทคนิคเข้าไปในยูเครน ทางการอังกฤษเองก็ได้ส่งทีมสืบสวนของพวกตนเข้าไปเช่นกัน แต่รัฐบาลของยูเครนบอกว่าพวกเขาไม่สามารถจัดเส้นทางที่ปลอดภัยเข้าสู่สถานที่เกิดเหตุได้ โดยประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโก ของยูเครนทำได้เพียงสั่งให้กองกำลังฝ่ายรัฐบาลหยุดยิงภายในรัศมี 40 กม. รอบพื้นที่เครื่องบินตก ด้านประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวว่าการคุ้มกันความปลอดภัยของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติเพื่อให้มีการสืบสวนอย่างอิสระได้เป็นเรื่องสำคัญ/p pสื่อต่างๆ ระบุว่าการที่เครื่องบิน MH17 ถูกยิงตกทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติ จากเดิมที่การสู้รบระหว่างฝ่ายต้องการแบ่งแยกดินแดนไปเข้ากับรัสเซียและฝ่ายทางการยูเครนถือเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค/p pนานาชาติได้แสดงความไม่พอใจการควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มกบฏ ซึ่งประวิงเวลาไม่ยอมให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบแล้วนำอาสาสมัครที่ไม่ได้รับการฝึกฝนเข้าไปในพื้นที่ กลุ่มกบฏบอกว่าพวกเขาจะส่งบันทึกการบินให้กับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) แต่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็กล่าวหาว่ากลุ่มกบฏได้เปลี่ยนแปลงสร้างความยุ่งเหยิงต่อหลักฐานชิ้นอื่นๆ/p pก่อนหน้านี้มีข้อสันนิษฐานว่าขีปนาวุธที่ใช้โจมตีเครื่องบิน MH17 คือขีปนาวุธที่เรียกว่า 'บุ๊ก' (Buk) แต่เมื่อวันจันทร์ทางการรัสเซียก็ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาเป็นผู้จัดหาอาวุธดังกล่าวให้กับกลุ่มกบฏในยูเครน/p pโฆษกพนักงานอัยการเนเธอร์แลนด์กล่าวว่าผู้กระทำผิดในกรณีนี้มีโอกาสจะถูกตั้งข้อกล่าวหาได้แก่ การฆาตกรรม อาชญากรรมสงคราม และทำให้เครื่องบินตกโดยไตร่ตรองไว้ก่อน/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pMH17 plane crash: Dutch experts examine bodies, BBC, 21-07-2014br /a href="http://www.bbc.com/news/world-europe-28399406"http://www.bbc.com/news/world-europe-28399406/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Xo7IcGMPFfk" height="1" width="1"/

กวีประชาไท: ชิ้นส่วนของความไร้เดียงสา

Tue, 22/07/2014 - 10:43
!--break--!--break-- pnbsp;/p pฉันไม่เข้าใจว่าbr /พระเจ้าของคุณจะต้องการแยกชิ้นส่วนเด็กๆไปทำไมbr /ถ้าพระองค์ไม่ปรารถนาจะสร้างเด็กๆขึ้นมาแต่แรกbr /br /นี่น่าจะเป็นขาของเด็กชายสักคนbr /ที่กำลังวิ่งไล่เตะลูกฟุตบอลอยู่บนชายหาดbr /br /นี่คงเป็นมือของเด็กชายที่เล่นเป็นผู้รักษาประตูbr /ที่กำลังพยายามชูออกไปคว้าลูกฟุตบอลลูกเดียวกันbr /br /นี่น่าจะป็นดวงตาของเด็กหญิงbr /ที่กำลังมองพี่ชายเธอเล่นฟุตบอลด้วยความร่าเริงbr /br /นี่คงจะเป็นใบหูเพื่อนเธออีกคนbr /ที่อาจเพิ่งจะหยิบดอกไม้มาทัดด้วยความรักสวยรักงามตามประสาbr /br /นี่อาจจะเป็นหัวใจของน้องชายเด็กหญิงที่มีดอกไม้ทัดหูbr /มันยังเต้นตุบๆ แม้ไม่มีร่างให้อาศัยbr /เหมือนว่ายังตื่นเต้นจากการวิ่งเล่นอยู่รอบๆแปลงดอกไม้br /br /ถ้าพระองค์จะส่งลูกระเบิดมาเพื่อแยกความไร้เดียงสาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยbr /พระองค์จะสร้างความร่าเริงไร้เดียงสามาทำไมแต่แรกbr /br /ดวงตาเบิกโพลงbr /ใบหูโชกเลือดbr /แขนขาแหว่งวิ่นรุ่งริ่งbr /และหัวใจที่ยังสูบฉีดที่กระเด็นกระดอนออกมานอกร่างbr /br /พระองค์มีความรีบร้อนประการใดbr /ที่จะเรียกชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้กลับคืนbr /ฉันขอถามพระเจ้าของคุณแทนเด็กๆที่ไม่มีแม้แต่เวลาจะสงสัยbr /เพราะพวกเขาถูกแยกเป็นชิ้นๆไปแล้วโดยไม่ทันรู้ตัว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/24zSNDu5u9E" height="1" width="1"/