ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 47 sec ago

มติเอกฉันท์ ศาล รธน. ชี้ ม.61 วรรค2 กม.ประชามติ ไม่ขัด รธน.

Wed, 29/06/2016 - 15:54
!--break--!--break-- p29 มิ.ย.2559 รายงานข่าวจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่าnbsp;ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ม.61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ม.4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญดังกล่าว/p pimg alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7130/27975876495_b03bdffe6a_b.jpg" style="width: 600px; height: 849px;" //p pa href="http://www.tnamcot.com/content/502543"สำนักข่าวไทย /aรายงานด้วยว่าnbsp;พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 nbsp;ว่า ตัว พ.ร.บ.ประชามติ ออกมาเพื่อการดำเนินการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นประชาชนให้เป็นไปโดยอิสระ และรัฐธรรมนูญในอดีตก็มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี/p pส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าในกฎหมายอาญาทั่วไปไม่มีการกำหนดถ้อยคำ “ปลุกระดม ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” ว่าอย่างไรที่ถือเป็นความผิด พิมล กล่าวว่า เรื่องนี้ตุลาการได้มีการอภิปรายกัน เชื่อว่าจะมีการเขียนเหตุผลให้ชัดเจนไว้ในคำวินิจฉัย ซึ่งในส่วนของคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าจะมีการเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีคำวินิจฉัยส่วนตนตามมา/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Z18AeLh9lNI" height="1" width="1" alt=""/

ยูนิเซฟเผย ภายในปี 73 จะมีเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ 69 ล้านตายจากโรคที่ป้องกันได้

Wed, 29/06/2016 - 15:45
!--break--!--break-- p29 มิ.ย.2559 รายงานข่าวแจ้งว่าnbsp;รายงานสภาวะเด็กโลกของยูนิwbrเซฟเปิดเผย 28 มิ.ย.59 ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 จะมีเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ 69 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกัwbrนได้ และเด็ก 167 ล้านคนจะมีชีวิตอยู่กัwbrบความยากจน ในขณะที่สตรีกว่า 750 ล้านคนจะต้องแต่งงานในวัยเด็ก หากทั่วโลกไม่เน้นให้ความช่wbrวยเหลือเด็กกลุ่มที่wbrเปราะบางและขาดโอกาสที่สุดnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“การไม่ให้โอกาสที่เท่าเทีwbrยมในชีวิตแก่เด็กจำนวนหลายร้wbrอยล้านคน ไม่เพียงแต่จะทำให้wbrอนาคตของพวกเขามืดมนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้วงจรเลวร้wbrายดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นภัยต่อของสัwbrงคมโดยรวมในอนาคต” แอนโทนี่ เลค ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การยูนิwbrเซฟ กล่าว พร้อมระบุว่า “เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะแก้ปัwbrญหาและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ตั้wbrงแต่ตอนนี้ หรือจะปล่อยให้โลกยิ่งเต็มไปด้wbrวยความเหลื่อมล้wbrำและความแตกแยกต่อไป”/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรายงานสภาวะเด็กโลกซึ่งเป็wbrนรายงานประจำปีฉบับสำคัญของยูนิwbrเซฟ ระบุว่า แม้จะมีความก้าวหน้าอย่wbrางมากในการช่วยชีวิตเด็ก หรือการส่งเสริมให้เด็กได้เรีwbrยนหนังสือ การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเห็นได้จากอัตราการเสียชีวิwbrตของเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบทั่wbrวโลกลดลงกว่าครึ่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา เด็กทั้งชายและหญิงได้เข้าเรีwbrยนระดับประถมศึกษาในอัตราส่wbrวนเท่ากันใน 129 ประเทศ และจำนวนประชากรยากจนที่สุดทั่wbrวโลกลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่wbrอเทียบกับทศวรรษที่ 1990 แต่ความก้าวหน้าเหล่านั้นไม่ได้wbrเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมและยุติwbrธรรม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรายงานชี้ให้เห็นถึงความเหลื่wbrอมล้ำที่เกิดขึ้น โดยพบว่า เด็กยากจนที่สุดยังคงมีโอกาสเสีwbrยชีวิตก่อนอายุครบห้าขวบและมีwbrโอกาสเป็นโรคขาดสารอาหารเรื้อรัwbrงมากกว่าเด็กกลุ่มฐานะดีที่สุwbrดถึง 2 เท่า ในขณะที่เด็ก ๆ ในทวีปเอเชียใต้และในแถบแอฟริwbrกาใต้ซาฮาร่า (sub-Saharan Africa) ที่แม่ไม่ได้รับการศึกษา มีโอกาสเสียชีวิตก่อนอายุครบห้wbrาขวบมากกว่าแม่ที่ได้รับการศึwbrกษาระดับมัธยมศึกษาถึง 3 เท่า และเด็กหญิงจากครอบครัวยากจนที่wbrสุดมีโอกาสแต่งงานตั้งแต่เด็wbrกมากกว่าเด็กหญิงจากครอบครัwbrวฐานะดีถึง 2 เท่า/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรายงานชี้ว่า แถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่าเป็นภูมิwbrภาคที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยมีเด็กอย่างน้อย 247 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 อาศัยอยู่กับความยากจนในหลายมิwbrติ และไม่ได้รับสิ่งจำเป็นสำหรัwbrบการมีชีวิตรอดและพัฒนา นอกจากนี้ ประชากรอายุ 20-24 ปีเกือบร้อยละ 60nbsp; มาจากครอบครัวที่ยากจนที่สุwbrดและได้ไปโรงเรียนไม่ถึง 4 ปี จากแนวโน้มในปัจจุบัน รายงานคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2573:/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="note-box" p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; จากจำนวนเด็ก 69 ล้านคนที่เสียชีวิตก่อนอายุwbrครบห้าขวบจากโรคที่ป้องกัน เกือบครึ่งจะอยู่ในแถบแอฟริwbrกาใต้ซาฮาร่า/wbr/wbr/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; จากเด็กวัยประถมศึกษา 60 ล้านคนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน กว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่ในแถบแอฟริwbrกาใต้ซาฮาร่า/wbr/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ร้อยละ 90 ของเด็กที่ยากจนที่สุด จะอยู่ในแถบแอฟริกาใต้ซาฮาร่า/p /div pnbsp;/p pนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา มีจำนวนเด็กที่ไม่ได้เรียนหนัwbrงสือมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เด็กจำนวนมากที่ได้wbrไปโรงเรียนกลับไม่ได้เรียนรู้wbrอะไรเลย ปัจจุบันมีเด็กประมาณ 124 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือทั้wbrงในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึwbrกษาตอนต้น และเด็กเกือบ 2 ใน 5 คน ที่เรียนจบชั้นประถมศึกษายัwbrงคงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ และคิดเลขง่าย ๆ ไม่เป็นnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรายงานชี้ให้เห็นการแก้ปัญหา โดยระบุว่าการลงทุนกับเด็กกลุ่wbrมที่ขาดโอกาสและเปราะบางที่สุwbrดจะให้ผลตอบแทนทั้งในระยะสั้wbrนและระยะยาว ตัวอย่างเช่น การให้เงินสนับสนุwbrนโดยตรงสามารถช่วยให้เด็กได้wbrไปโรงเรียนนานขึ้นและได้รัwbrบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยแล้ว ทุกๆnbsp; 1 ปีที่เด็กได้เรียนหนังสือนานขึ้wbrน จะช่วยเพิ่มรายได้ตอนโตประมาณร้wbrอยละ 10nbsp; และลดอัตราความยากจนของประเทศร้wbrอยละ 9 nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pรายงานระบุต่อไปว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่หลีwbrกเลี่ยงได้และแก้ไขได้โดยใช้wbrมาตรการต่าง ๆ เช่น การจัดทำข้อมูลโดยละเอียดเกี่wbrยวกับเด็กกลุ่มที่wbrขาดโอกาสและเปราะบางที่สุด การร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่wbrางรอบด้าน การใช้เทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ ในการจัดการกับปัญหาเดิมๆ ตลอดจนการเน้นให้ความช่วยเหลืwbrอกับเด็กที่ขาดโอกาสที่สุด และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุwbrมชน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pemดาวน์โหลดรายงานในรูปแบบnbsp;PDF และ multimedia ได้ที่:nbsp;a href="http://weshare.unicef.org/Package/2AMZIFFS4KH" target="_blank"http://weshare.unicef.org/wbrPackage/2AMZIFFS4KH/wbr/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jmE4JINxQbQ" height="1" width="1" alt=""/

พูดไม่ได้ให้ตุ๊กตาพูดแทน น.ศ.มธ.จัดกิจกรรมเรียกร้องสิทธิแสดงความเห็นประชามติ รธน.

Wed, 29/06/2016 - 15:16
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7456/27695671730_411ae3f295.jpg" style="width: 500px; height: 280px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7359/27695672270_afbde61238.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7612/27943790256_6686183fdd.jpg" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7509/27695671590_46cea1dd81.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7324/27695671470_32acac51b5.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7607/27695671640_8308e15844.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p29 มิ.ย. 2559 เวลาประมาณ 13.00 น. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จัดกิจกรรม Free Dolls For FREEDOM ให้ตุ๊กตาพูดแทนเรา โดยระบุว่าต้องการสื่อให้สาธารณะเห็นว่าการทำประชามติ รับ/ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนญที่จะจัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นั้น รัฐบาล คสช. ไม่อนุญาตให้รณรงค์และอภิปรายได้อย่างเสรี มีการคุกคาม จับกุมคุมขังผู้รณรงค์ ซึ่งถือว่าไม่ใช่การทำประชามติที่แท้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการนำตุ๊กตา ของเล่น หุ่นจำลอง หรือสิ่งของอื่นๆ มาใช้เป็นสื่อในการแสดงความคิดเห็นที่มีต่อกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ติดป้ายข้อความ แล้วโพสต์ลงในเฟซบุ๊กพร้อมติดแฮชแท็ก ‪#‎FreeDollsForFREEDOM‬ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความไม่ยอมจำนนต่อกระบวนการประชามติที่ไม่เป็นธรรมในครั้งนี้/p pหนึ่งในสมาชิกกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นไปเพื่อต้องการแสดงออกต่อความไม่เป็นธรรมในการจับกุมคุมขังเพื่อนนักศึกษาทั้ง 7 คน ที่ถูกควบคุมตัวหลังจากออกไปแจกเอกสารความเห็นแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยการจัดงานครั้งนี้ต้องการยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติควรเป็นไปอย่างเสรี พร้อมทั้งเชิญชวนให้คนที่มองเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นร่วมแสดงออกโดยการถ่ายรูปตุ๊กตา และแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่ควรถูกปิดกั้น/p pต่อมา เวลา 14.30 น. ปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ร่วมแจมงาน โดยระบุว่า ตุ๊กตาที่นำมาวันนี้ชื่อ มู่มี่ เป็นตุ๊กตาที่แฟนซื้อให้ และเคยพาตุ๊กตาตัวนี้ไปรณรงค์แล้วหลายครั้งล่าสุดเป็นการเดินขบวนกับขบวนการอีสานใหม่ และตอนนี้ได้พามู้มี้มารณรงค์เรื่องการลงเสียงประชามติ/p p"ประเทศเรามาไกลมาก คนเรามีความคิดมีความคิดเห็นไม่สามารถออกมาแสดงความเห็นได้อย่างปลอดภัย ต้องเอาตุ๊กตามาวางไว้ให้มันพูดแทนเรา ตุ๊กตามันดูน่ารักนะ แต่มันมีความเศร้าอยู่ในนั้น" ปกรณ์ กล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BZU1EVZIJ-I" height="1" width="1" alt=""/

ค่าซื้อความรู้! วิษณุ เผยปี48-52 ไทยซื้อเครื่องแนว GT200 รวม 1,400 เครื่อง 1,200 ล้าน

Wed, 29/06/2016 - 15:06
!--break--!--break-- p29 มิ.ย.2559nbsp;จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลประเทศอังกฤษ ตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ (ราว 395 ล้านบาท) จาก เจมส์ แมคคอร์มิค ผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดปลอม เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแมคคอร์มิคและพรรคพวกซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66358"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a) จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พร้อมทั้งแสวงหาผู้รับผิดชอบกรณี GT200 ในประเทศไทยจำนวนมาก/p pโดยวานนี้nbsp;nbsp;a href="http://www.tnamcot.com/content/501256"สำนักข่าวไทย/anbsp;รายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด หรือ GT200 วานนี้ ว่า ในวันนี้จะยังไม่นำเข้าที่ประชุม ครม. เพราะยังไม่ได้ข้อสรุป และยังไม่เห็นคำพิพากษาของศาลอังกฤษ ส่วนที่มีกะแสข่าวว่าไทยอาจจะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้นั้น nbsp;วิษณุ ได้ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ต้องรอดูอีกครั้ง/p pล่าสุดวันนี้ a href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=709486"สำนักข่าว INN/a รายงานด้วยว่าnbsp;วิษณุnbsp;กล่าวถึงการฟ้องคดีและเรียกค่าเสียหายจากการจัดซื้อเครื่องnbsp;GT200nbsp;ว่า ข้อสรุปจากการประชุมหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องนั้น ไทยได้มีการจัดซื้อเครื่องมือรูปแบบดังกล่าวในปี 2548-2552 ใน 3 รุ่น คือเครื่องจีที 200 เอดีอี 651 และ อัลฟ่า 6 เป็น 3 ยี่ห้อ จาก 5 บริษัท ที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งส่วนราชการที่จัดซื้อมีทั้งหมด 17 แห่ง โดยกรมสรรพาวุธทหารบกจัดซื้อมากที่สุด รวมจำนวน 1,400 เครื่อง มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาทnbsp;/p pอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการรอขอคัดลอกคำฟ้องและคำตัดสินของศาลอังกฤษ ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและแพ่ง ซึ่งไทยได้พยายามขอเป็นผู้เสียหายด้วย และอังกฤษได้ติดต่อมาขอข้อมูลจากฝ่ายไทยแล้ว ซึ่งตามกฎหมายไทย คดีนี้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต ทำให้ทางอัยการอังกฤษไม่ได้นำไทยร่วมในคดีด้วย เพราะมีโทษสูง ขณะเดียวกัน เมื่อได้คำสั่งฟ้องและคำตัดสินของศาลอังกฤษแล้ว จะต้องพิจารณาว่า เป็นการฟ้องรวมที่ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายได้เลยหรือไม่ และรายละเอียดของเครื่องทั้ง 3 ชนิด เป็นแบบเดียวกันหรือไม่ เกี่ยวข้องกับคดีในไทยหรือไม่ หรือต้องตั้งต้นฟ้องใหม่ ก่อนจะดำเนินการต่อได้nbsp;/p pทั้งนี้ คดีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้รับคดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่ปี 2555 และสอบสวนแล้วเสร็จกว่า 10 คดี และส่งอัยการครบถ้วนแล้ว แต่อัยการยังไม่สั่งฟ้อง เนื่องจากอยากให้ดีเอสไอสอบต่อในบางประเด็นก่อน ซึ่งอัยการเห็นว่าควรแยกคดีแพ่งฟ้องก่อน และฟ้องไปแล้ว 1 คดี ที่ได้คำตัดสินแล้ว ให้รัฐเป็นฝ่ายชนะโดยสัญญาเป็นโมฆะ และต่องส่งคืนเงิน 9 ล้านบาท แต่มีแนวโน้มว่าผู้เสียหายไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้/p pโดยเมื่อกลางสัมปดาห์ที่แล้ว ต่อคำถามว่าเรื่องนี้จะเรียกเป็นค่าโง่ได้หรือไม่นั้นnbsp;วิษณุ เคยตอบไว้ว่าnbsp;คงต้องแล้วแต่สื่อ แต่มันไม่ดีเพราะทำให้เกิดความรู้สึกว่าอะไรที่ควักเงินซื้อดูจะเรียกเป็นค่าโง่ทั้งหมดได้อย่างไร ถ้าเรียกได้ก็เป็นค่าฉลาด ที่สำคัญถือเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66581" target="_blank" ศาลอังกฤษยึดทรัพย์ 395 ล้าน ผู้ผลิต GT200 หลังสั่งจำคุก เพื่อจ่ายเงินชดเชยผู้เสียหาย/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66436" target="_blank" เสียน้ำตากันมาเท่าไหร่ กับ ‘GT200’ TDRI ยกตัวอย่างของจัดซื้อพิเศษไม่‹โปร่‹งใส/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66463" target="_blank"ปมGT200 วิษณุ บอกรู้สึกไม่ดีเรียก #039;ค่าโง่#039; ระบุเป็นค่าซื้อความรู้ แต่แพงไปหน่อย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/e8CPBFTK_og" height="1" width="1" alt=""/

หยุด 'แก้ทอมซ่อมดี้' กฤตยาชี้เพศเป็นสิทธิส่วนบุคคล คนอื่นไม่มีสิทธิไปซ่อม

Wed, 29/06/2016 - 14:39
pกฤตยาชี้วาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้สะท้อนวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ด้านอาทิตยามองเป็นการควบคุมพฤติกรรมโดยใช้อวัยวะเพศชาย ส่วนทิพย์อัปสรเผยความรุนแรงทางเพศต่อทอมดี้พบในทุกจังหวัด สาเหตุหนึ่งเกิดจากครอบครัวไม่เข้าใจ คิดว่าจะทำให้กลับมาชอบผู้ชายได้ ด้านคาณัสนันท์ชี้สังคมต้องสร้างความเข้าใจว่าเพศไม่ใช่เรื่องตายตัว/p p!--break--!--break--/p p29 มิ.ย. 2559 วานนี้ (28 มิ.ย.) เวลา 13.00 น. สมาคมเพศวิถี ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย 53 องค์กร ได้จัดงานเสวนาสาธารณะ “แก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นความรุนแรง #เลิกเหอะ” ที่ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, สุพีชา เบาทิพย์ จากกลุ่มทำทาง เพื่อสิทธิการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัย, อาทิตยา อาษา นักศึกษาปริญญาโท สาขาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา มธ. ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วาทกรรมแก้ทอมซ่อมดี้ในสื่อออนไลน์, คาณัสนันท์ ดอกพุฒ นักกิจกรรมทรานส์แมนจากกลุ่ม FTM BANGKOK และทิพย์อัปสร ศศิตระกูล จากสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิง และความเป็นธรรมทางเพศ/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongimg alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7097/27873263142_33a8d87d5a.jpg" style="width: 500px; height: 285px;" /br /จากซ้ายไปขวา กฤตยา อาชวนิจกุล, สุพีชา เบาทิพย์, อาทิตยา อาษา, คาณัสนันท์ ดอกพุฒ, ทิพย์อัปสร ศศิตระกูล และ วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ดำเนินรายการ/strong/span/p pกฤตยา อาชวนิจกุล กล่าวว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงมี 3 ชุด ได้แก่ ความรุนแรงต่อผู้หญิงทางวัฒนธรรม ความรุนแรงต่อผู้หญิงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงต่อผู้หญิงทางตรง โดยวาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ ถือเป็นความรุนแรงผ่านวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ที่คอยกำกับว่าผู้หญิงควรทำหรือไม่ทำอะไร และหากผู้หญิงไม่เป็นไปตามแบบแผนนั้น ก็จะถูกหมั่นไส้และจะต้องโดนแก้ไขโดยอวัยวะเพศชาย อย่างที่คนมักจะพูดกันว่า “ต้องโดนของจริงถึงจะหาย” หรือ การเรียกอวัยวะเพศชายว่า “เจ้าโลก” ก็เป็นความเชื่อเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนออกมาทางภาษา/p pกฤตยา ยังกล่าวว่าสาเหตุของการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อทอม เกิดขึ้นจากอคติและความเกลียดชัง ซึ่งแตกต่างจากสาเหตุความรุนแรงทางเพศที่เกิดกับผู้หญิง โดยอ้างอิงสถิติจากสหรัฐอเมริกาว่ากลุ่ม LGBT มีโอกาสที่จะถูกทำร้ายมากกว่าคนกลุ่มอื่นถึงสองเท่า โดยในเกือบทุกรัฐของอเมริกาก็จะมีกฎหมายที่เกี่ยวกับ Hate Crime เพื่อป้องกันอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังอีกด้วย/p pด้านอาทิตยา อาษา กล่าวว่าจากงานวิทยานิพนธ์ของตนพบว่าวาทกรรมแก้ทอม ซ่อมดี้ เป็นวาทกรรมที่มองว่าทอมหรือดี้เป็นของเสียต้องได้รับการแก้ไข อีกทั้งยังไว้ใช้กำกับบุคคลที่มีเพศสรีระเป็นผู้หญิง ไม่ให้มีพฤติกรรมที่เกินกว่าผู้หญิง หรือไม่เหมาะสมกับความเป็นหญิง เช่น ทอมหรือดี้ ที่มีเพศสภาวะและเพศวิถีที่ออกนอกลู่นอกทางจากความเป็นหญิง โดยวิธีการควบคุมก็คือการสร้างความหวาดกลัวในเรื่องเพศด้วยการใช้อวัยวะเพศชายมาเป็นแกนหลักในการควบคุม/p p“แก้ทอมซ่อมดี้มันแปลว่า ทอมกับดี้เป็นของเสีย ที่สามารถซ่อมหรือว่าแก้ไขให้เป็นปกติได้ โดยการแก้ไขนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องชี้ให้เห็นถึงรสชาติของความเป็นชาย เพราะที่มีคนบอกว่าทอมเป็นคนซิง ซิงในที่นี้หมายถึงอาจจะยังไม่เคยมีเพศวิถีแบบชายหญิง คนเลยคิดว่าต้องลองก่อน ต้องรู้รสของความเป็นชายก่อน แล้วก็อยากจะกลับเป็นผู้หญิงเหมือนเดิม” อาทิตยากล่าวnbsp;nbsp;/p pอาทิตยายกตัวอย่างคอลัมน์จากนิตยสารฉบับหนึ่งที่นำเสนอเรื่องทอมกลับใจ โดยการกลับใจนั้นเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ชายตอนเมา จนสุดท้ายทอมก็แต่งงานกับผู้ชายคนนั้นnbsp; ซึ่งคอลัมน์นี้ชี้ให้เห็นว่าในสังคมเอง ก็ยังมีวิธีคิดที่ยอมรับในความรุนแรงทางเพศโดยการนำเสนอผ่านสื่อ/p pด้านทิพย์อัปสร ศศิตระกูล กล่าวว่าจากประสบการณ์ที่เคยลงไปทำกิจกรรมของสมาคมฟ้าสีรุ้งจะเจอปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดกับทอมและดี้ในทุกจังหวัด โดยยกตัวอย่างกรณีของดี้ชาวภูเก็ตที่ถูกอาล่วงละเมิดทางเพศตลอดหลายปี เพราะคิดว่าการล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้กลับมาชอบผู้ชายได้ หรือ กรณีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทอม 3 คน ถูกรุมโทรมและทอมหนึ่งในนั้นถูกฆ่าโดยทหาร ด้วยเหตุผลว่าไม่พอใจที่ไปยุ่งกับผู้หญิงของเขา หรือในกรณีที่คู่รักทอมดี้สองคู่ถูกเรียกไปโดยบุคคลที่อ้างว่ามาจากสาธารณสุขให้ไปเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา และเมื่อไปตามที่เรียกก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น/p pด้านวราภรณ์ แช่มสนิท กล่าวว่าสังคมอาจจะเห็นว่า “แก้ทอม ซ่อมดี้” เป็นเพียงคำพูดที่พูดกันโดยไม่คิดอะไร แต่ความจริงแล้วมันเป็นวาทกรรมที่มีผลในเชิงพฤติกรรมและมีผลกับชีวิตของคน ซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรงและความทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุ/p pส่วน คาณัสนันท์ ดอกพุฒ กล่าวว่า ประเด็นความรุนแรงทางเพศเกิดจากสังคมไม่มีความเข้าใจ และไม่เคยมีการสอนเรื่องเพศให้ชัดเจน คนในสังคมจึงเข้าใจไปว่าชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้น หรือหากเป็นทรานส์แมนแล้วจะชอบผู้ชายไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเพศเป็นเรื่องที่ลื่นไหล ไม่ตายตัว ดังนั้นสังคมต้องสอนเรื่องเพศให้ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้อง/p pสุพีชา เบาทิพย์ ยืนยันว่าความเป็นทอมไม่สามารถซ่อมได้ โดยยกประสบการณ์จากตนเองที่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายมาก่อน แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นทอม และยังกล่าวอีกว่าความเป็นผู้หญิงผู้ชายสมัยนี้ไม่สามารถกำหนดได้ คนสามารถเปลี่ยนเป็นเพศอะไรก็ได้ตามที่ตนเองต้องการ เพราะฉะนั้นเพศจึงเป็นเรื่องของการนิยามตนเอง ดังนั้นจึงอย่าตีกรอบกดทับว่าทอมคือผู้หญิง และต้องมีความเป็นแม่/p pก่อนจบงานเสวนา กฤตยา กล่าวว่าสังคมต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศให้มากขึ้น และต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มแข็ง เพื่อให้คนที่กระทำความรุนแรงทางเพศได้รับการลงโทษ ต้องมีสถิติที่ชัดเจนเพื่อการศึกษา และสุดท้ายคือต้องตระหนักว่าเพศเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่บุคคลอื่นไม่มีสิทธิเข้าไปซ่อม หรือแทรกแซง/p p“ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีสิทธิจะไปซ่อมใคร วัฒนธรรมที่ซ่อมมันคือวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่แน่นอน เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมที่คิดว่าจะซ่อม จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงคนอื่น มันเป็นวัฒนธรรมที่เราต้องไม่ยอมรับ คนทุกคนไม่ว่ามีเพศสภาวะแบบไหน ไม่ว่าจะตั้งแต่เกิดหรือมาเลือกเพศทีหลังเองเป็นสิทธิส่วนบุคคล เราต้องเคารพ ไม่มีสิทธิไปแทรกแซงเขา” กฤตยากล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UIgNR0s2S-w" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 22-28 มิ.ย. 2559

Wed, 29/06/2016 - 14:30
div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divstrongเผยผลวิจัยพบปริญญาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของแรงงานรุ่นใหม่/strong/div divnbsp;/div divน.ส.อกิโกะ ซากาโมโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะและการจ้างงานจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุว่า แรงงานที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานในอาเซียนกลับมีทักษะไม่ต่างจากแรงงานที่กำลังเกษียณ และพบว่าในยุคการทำงานที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง กลุ่มแรงงานผู้หญิงและกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก หากไม่มีการพัฒนาทักษะ นอกจากนี้จากการสำรวจแรงงานรุ่นใหม่ (อายุ 18-24 ปี) ของไทยมีความสนใจงานด้านข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสาร การจัดการการเงิน และด้านศิลปะบันเทิง โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะสร้างการเรียนรู้อย่างไรให้สอดรับกับทักษะที่ตลาดโลกต้องการ ซึ่งในปัจจุบันผู้ประกอบการมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง แต่ทักษะของบัณฑิตและผู้จบการศึกษาในประเทศกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยและประเทศกัมพูชากลับสวนทาง/div divnbsp;/div divมล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุถึงตัวเลขล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 15-59 ปี จำนวนทั้งสิ้น 39 ล้านคน แต่มีแรงงานเพียง 11 ล้านคนที่เป็นแรงงานในระบบ หากสามารถดึงแรงงานนอกระบบที่เหลือคืนสู่ระบบก็จะสร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศ ฉะนั้นการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน จำเป็นต้องมองภาพทั้งสองด้านคือภาพแรงงานในระบบและนอกระบบไปพร้อมกัน และเชื่อมต่อกับภาพรวมด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อหาแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไป/div divnbsp;/div divนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสสค. กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบแนวโน้มของแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่การทำงานกับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนสูงขึ้น จึงต้องหาวิธีการให้โรงเรียนผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และนำไปสู่การพัฒนาฝีมือแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพราะแรงงานคือ ทุน สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากประเทศไทยสามารถสังเคราะห์ยุทธศาสตร์ในการทำงานในตลาด SMEs/div divnbsp;/div divนายแอนเดรียส ชไลเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและทักษะขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ (โออีซีดี) กล่าวว่าจากผลการสำรวจทักษะผู้ใหญ่ (Survey on Adults Skills) อายุ 16-59 ปี ในกลุ่มประเทศสมาชิกจำนวน 24 ประเทศ พบว่าประเทศไทย นอกจากทักษะของบุคลากรที่จบมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภาคการผลิตของประเทศส่วนใหญ่ยังผลิตสินค้าราคาถูก ใช้แรงงานฝีมือไม่สูง และค่าจ้างถูก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารกทางการแข่งขันของไทย เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐภาคเอกชน และประชาชน ต้องคิดและหาทางออกร่วมกันเพื่อช่วยให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง/div divnbsp;/div divนายไมค์ วาย เค กู อธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติผิงตุง ไต้หวัน กล่าวว่า แรงงานไทยและประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมระดับความสามารถด้านการผลิตและการบริหารจัดการโดยการใช้เกษตรกรรมฐานความรู้ และมีทักษะด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกับไต้หวัน เมื่อ 60 ปีที่แล้วไต้หวันเคยเป็นประเทศที่มีภาคเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศไทย แต่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมไฮเทค ส่งผลให้ภาคเกษตรปรับตัวอย่างมากโดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร เป็นเรื่องอาหารปลอดภัย คุณภาพทางโภชนาการ การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาชนบท และการรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยถึงแม้ว่า จีดีพีภาคเกษตรจะลดลงจาก 30 % ในปี 2493 เป็น 2 % ในปี 2558 และจำนวนเกษตรกรลดลงจาก 50% ในปี 2493 เหลือ6-10% ในปี 2558 แต่ก็ทำให้เกษตรกรจำนวนดังกล่าวมีรายได้สูงขึ้นมาก เพราะใช้ ICT, GIS, GPS, เทคโนโลยีชีวภาพ เข้ามาช่วยในงานเกษตรกรรม/div divnbsp;/div divนายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่าผลงานวิจัยเพื่อศึกษาตลาดแรงงานและผู้ประกอบการภาคธุรกิจเอสเอ็มอีนำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัด (เชียงใหม่ ตราด และภูเก็ต) พบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับวุฒิของลูกจ้างเรียงตามลำดับคือ ทักษะทางอาชีพ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ความซื่อสัตย์ และวุฒิการศึกษา อย่างไรก็ตามพบว่าบ้านเรายังมีช่องว่างทางทักษะของแรงงานที่สูงมาก และเมื่อมองไปยังตลาดเอสเอ็มอี แม้ว่าจะมีสัดส่วน 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจภาพรวมของไทย ยังพบด้วยว่า 35% ของเอสเอ็มอีไทยจะไปไม่รอดภายในสามปี เพราะผู้ประกอบการไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ และในกลุ่มของเอสเอ็มอีที่อยู่รอด 65% จะมีเพียงแค่ 7-8% เท่านั้นที่โตขึ้น แต่ที่เหลืออาจต้องใช้ไม่น้อยกว่า 7-8 ปี ที่จะเติบโตและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน สัดส่วนที่โตขึ้นน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียถึงสามเท่า/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/social/edu/438812"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 22/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongก.แรงงาน-พม.-สสส.ร่วมมือผลักดันจ้างแรงงานคนพิการ ดึง ขรก. เอกชน ช่วยให้มีอาชีพ/strong/div divnbsp;/div divม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่ากระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานคนพิการเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงาน ตามมาตรา 33 สถานประกอบการสามารถจ้างงานคนพิการเข้าทำงานได้ หรือจ้างงานให้คนพิการทำงานในชุมชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถือเป็นการจ้างงานตามกฎหมายแรงงาน และมาตรา 35 สถานประกอบการ รวมถึงหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ สามารถส่งเสริมให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้รับสัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จ้างเหมาบริการหรือจำหน่ายสินค้า ฝึกงาน ปรับสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ จัดบริการล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใด ซึ่งมุ่งเน้นให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ และเพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เกิดความยุ่งยาก จึงได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานให้สำนักงานจัดหางานเขตและจัดหางานจังหวัดแล้ว และพร้อมเดินหน้าเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเป้าหมายจ้างงานคนพิการ 10,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2559-2560 นี้/div divnbsp;/div divด้านนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า ทางพม.จะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎหมาย และใช้ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพและศูนย์พัฒนาอาชีพสำหรับคนพิการทั่วประเทศก่อนไปทำงานในสถานประกอบการ, หน่วยงานของรัฐ หรือการทำงานในชุมชน โดยจะเร่งรัดการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐและเอกชน จากข้อมูลในปี 2559 พบว่า คนพิการวัยแรงงานมี 748,941 คน แบ่งเป็นสัดส่วนคนพิการที่ประกอบอาชีพแล้ว 213,896 คน คิดเป็นร้อยละ 28.56 คนพิการที่สามารถประกอบอาชีพได้ที่ยังไม่ได้ทำงานมี 397,800 คน คิดเป็นร้อยละ 53.11 ของคนพิการวัยแรงงานทั้งหมด/div divnbsp;/div divส่วนคนพิการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เนื่องจากพิการมาก/ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มี 137,245 คน คิดเป็นร้อยละ 18.33 ซึ่งตามกฎหมาย ได้กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างต่อคนพิการ คือ 100 : 1 ทำให้จำนวนคนพิการที่สถานประกอบการต้องจ้างมีจำนวน 55,283 ตำแหน่ง ในขณะที่สถานประกอบการสามารถจ้างงานคนพิการได้เพียง 34,383 ตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 48 เท่านั้น/div divnbsp;/div divขณะที่นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส.กล่าวว่า สสส.โดยแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะได้สนับสนุนแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแบบครบวงจร : สุขภาวะจากการทำงาน ภายใต้มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้รับการจ้างงาน และการประกอบอาชีพให้มีรายได้ สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้ โดย สสส.สนับสนุนโครงการนำร่องการจ้างงานคนพิการจากปี 2558 มีบริษัทที่นำร่อง20 บริษัท เกิดการจ้างงานคนพิการจำนวน 229 คน ในปี 2559 ถือว่าประสบผลสำเร็จ รวม 2 ปี มีสถานประกอบการเข้าร่วมทั้งสิ้น 89 บริษัท ได้ขยายโอกาสการจ้างงานและส่งเสริมอาชีพคนพิการเพิ่มเป็นจำนวน 1,277 คนซึ่งกระจายการปฏิบัติงานอยู่ทุกภาคของประเทศ และพร้อมร่วมสนับสนุนและบูรณาการงานด้านคนพิการในมิติอื่นๆ ที่ สสส.ดำเนินการอยู่เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุผลสอดรับกับเป้าของกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายจ้างงานคนพิการร่วมกัน 10,000 ตำแหน่ง ในปีนี้/div divnbsp;/div divนายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนา ตัวแทนเครือข่ายคนพิการกล่าวว่า มูลนิธิ มีองค์กรด้านการส่งเสริมอาชีพคนพิการหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกันทำงานตามประกาศความร่วมมือนี้ ซึ่งล้วนมีประสบการณ์และเครือข่ายในการทำงานกว้างขวางทั่วประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการรับสมัครคนพิการที่ต้องการมีงานทำผ่าน “โทรศัพท์สายด่วนคนพิการหมายเลข 1479” ให้บริการช่วงเวลา 08.00-20.00 น. ทุกวันยกเว้นวันหยุดราชการ มีการคัดกรองและส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำตามศักยภาพและความสนใจของคนพิการ พร้อมติดตามประเมินผลเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องเป็นธรรม พัฒนาและค้นหาแนวทางในการทำให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาว คือ ทำให้คนพิการกว่า 3 แสนคนตามสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีศักยภาพมีงานทำ/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000062339"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongเหมืองทองอัครา ส่งหนังสือถึงพนักงาน เตรียมเลิกจ้างจำนวนมาก หลังใบประกอบโลหกรรมสิ้นสุดสิ้นปีนี้/strong/div divnbsp;/div div23 มิ.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี รายใหญ่ของประเทศไทย ใน จ.พิจิตร,เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ได้ทำหนังสือ ลงนามโดย นายเกรก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2559 แจ้งถึงพนักงานบริษัทโดยระบุเนื้อหาเกี่ยวกับการปิดเหมืองแร่ชาตรีและการเลิกจ้างพนักงาน ตามรายละเอียดในหนังสือ ให้เหตุผลถึงการต้องหยุดประกอบโลหกรรมในสิ้นปีนี้ ทำให้ บริษัท มีความจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตและเลิกจ้างพนักงานฝ่ายเหมืองแร่ จำนวนมากในช่วงเดือน ต.ค.2559 ส่วนพนักงานฝ่ายผลิตจะทำงานกันต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้/div divnbsp;/div divสำหรับการบอกเลิกจ้างงาน บริษัท จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และผู้ที่ถูกเลิกจ้างจะชดเชยให้ ตามกฏหมายแรงงาน/div divไทยพีบีเอส สอบถาม หนึ่งในผู้บริหารบริษัท ยอมรับว่า เป็นเอกสารแจ้งพนักงานอัคราฯจริงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ได้ แต่ยืนยันว่า พร้อมรับผิดชอบพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างจำนวนมากอย่างเต็มที่และเป็นไปตามกฏหมาย/div divnbsp;/div diva href="http://news.thaipbs.or.th/content/253402"ที่มา: Thaipbs, 23/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongค่าจ้างวันละ 4,000 บาท! แรงงานบุรีรัมย์แห่สมัครไปเก็บผลไม้ต่างประเทศรายได้งาม/strong/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านและเกษตรกร จากหลายอำเภอจังหวัดบุรีรัมย์ อาทิ อ.หนองกี่ หนองหงส์ และ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ ร่วม 100 คน แห่มากรอบใบสมัครและทำเรื่องที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด เพื่อเดินทางไปทำงานรับจ้างเก็บผลไม้ยังต่างประเทศ คือ ประเทศสวีเดน และฟินแลนด์ อย่างคึกคัก เพราะมีรายได้ดีเฉลี่ยวันละ 3,000-4,000 บาทแล้ว แต่ใครจะเก็บผลไม้ได้มากน้อยโดยมีระยะเวลาทำงานเพียงประมาณ 2 เดือนเศษเท่านั้นก็เดินทางกลับเพราะสิ้นสุดฤดูกาลเก็บผลไม้/div divnbsp;/div divโดยเฉลี่ยแต่ละคนจะมีรายได้จากการไปรับจ้างเก็บผลไม้ยังต่างประเทศถึง 100,000 บาท เป็นรายได้ที่ค่อนข้างสูง และใน 1 ปีจะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรในหลายพื้นที่สนใจแห่มาสมัครอย่างคึกคัก บางคนเคยเดินทางไปแล้วถึง 6 ปีซ้อน แต่แรงงานบางรายเพิ่งสมัครเดินทางไปเป็นครั้งแรก/div divnbsp;/div divนายอนันต์ กลั่นขยัน จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีแรงงานสนใจมาสมัครเพื่อเดินทางไปรับจ้างเก็บผลไม้ที่ประเทศฟินแลนด์ และสวีเดนนั้นเพราะมีรายได้ที่จูงใจ โดยหากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วจะมีเงินเหลือกลับบ้านถึง 100,000 บาท ประกอบกับมีระยะเวลาทำงานสั้นเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ได้แจ้งเตือนกลุ่มแรงงานที่สนใจจะสมัครเดินทางไปรับจ้างเก็บผลไม้ยังต่างประเทศควรจะมาติดต่อประสานงานหรือทำเรื่องที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มแก๊งมิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้ามาหลอกลวงเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์จากแรงงานดังกล่าวด้วย หากพบผู้ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวทันทีทั้งป้องกันการตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สินด้วย/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000063092"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongไทย-เมียนมา MOU เน้นความร่วมมือแก้ปัญหาด้านแรงงานตามหลักสากล/strong/div divnbsp;/div divพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นาง ออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลงด้านแรงงาน 2 ฉบับ ระหว่าง พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นาย เต็ง ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมืองและประชากร เมียนมา โดยฉบับแรกเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะยอมรับในหลักการของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกัน เพิ่มพูนความสัมพันธ์ ประโยชน์ระหว่างกันในการสร้างความเข้มแข็งและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุน พัฒนาความร่วมมือในด้านแรงงาน พร้อมมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมนโยบายการปฏิบัติด้านแรงงานที่ดี เพื่อปรับปรุงศักยภาพและความสามารถของทั้งสองประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการจัดส่งและรับแรงงานระหว่างกัน ให้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์เพื่อการจ้างงาน พร้อมร่วมมือกันเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับทักษะฝีมือของกำลังคน และเพิ่มผลิตภาพแรงงานด้วย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ จะทำงานเพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ อาทิ การเจรจาต่อรองร่วม การร้องทุกข์และการบังคับใช้กฎหมาย การระงับข้อพิพาทแรงงาน การประกันสังคม และการคุ้มครองแรงงาน การฟื้นฟูสมรรถภาพ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การทำงานในเรือเดินทะเล การประกันการว่างงาน การบริหารจัดการแรงงานต่างชาติ และการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน รวมทั้งการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญ/div divnbsp;/div divสำหรับฉบับที่สองเป็นบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน วัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือระหว่างกันในการจัดทำกรอบการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกในการจ้างแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการตามกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับการจ้างงาน มีกระบวนการส่งกลับแรงงานที่ครบกำหนดระยะเวลาการจ้างงานตามเงื่อนไขให้กลับประเทศต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศภาคี โดยบันทึกฯ นี้ จะครอบคลุมทั้งกระบวนการส่งและรับ การคุ้มครอง สัญญาจ้าง การรับรองเอกสาร การอบรมและการให้ความรู้แรงงานก่อนการเดินทาง การตรวจลงตรา อนุญาตทำงาน บริการสุขภาพ การส่งกลับประเทศต้นทาง การระงับข้อพิพาท หน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการข้ามแดนผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์เพื่อการจ้างงาน และการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกระบวนการส่งและรับจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ มีระบบการลงทะเบียนคนงานเพื่อไปทำงานต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการสรรหาและการตรวจร่างกาย และจะได้รับการเสนอสัญญาจ้างก่อนการเดินทาง มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงทั้งเรื่อง ค่าใช้จ่าย ขั้นตอน และระยะเวลา ในการคุ้มครองแรงงานคนงานเมียนมาจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันกับแรงงานไทย บนหลักพื้นฐานของการไม่เลือกปฏิบัติ ได้รับสิทธิและประโยชน์ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง กฎหมายแรงงานและระเบียบอื่นๆ ที่บังคับใช้ในประเทศไทย ประการสำคัญ เมียนมาจะต้องจัดให้มีการอบรมก่อนการเดินทางให้กับคนงาน โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าคนงานมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของการจ้างงานและมีการประกันสุขภาพตามที่กำหนด และหากมีข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง อันเนื่องมาจากการจ้างงานจะได้รับการระงับตามกฎหมายและระเบียบของประเทศไทย สำหรับสัญญาจ้างและเอกสารอื่น ๆ จะต้องจัดทำเป็นภาษาไทย ภาษาเมียนมา และภาษาอังกฤษ และรับรองโดยสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้มีระยะเวลา 5 ปี ในส่วนของบันทึกข้อตกลงการจ้างงานฯ จะมีระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจากการลงนามในครั้งนี้ นอกจากแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกันแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานให้เป็นไปตามหลักสากล และมีความรับผิดชอบร่วมกัน พร้อมๆ กับการเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง เพื่อความผาสุกและความมั่งคั่งของประชาชนทั้งสองประเทศ/div divnbsp;/div diva href="http://www.thansettakij.com/2016/06/24/65297"ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, 24/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongคกก.ฯ ต่างด้าว วางกรอบผู้ประสานงานภาษา ปลดล็อคคนพื้นที่สูงทำงานได้ทุกประเภท/strong/div divnbsp;/div divคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว มีมติเห็นชอบในหลักการกำหนดเงื่อนไขให้ อัตราส่วนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นผู้ประสานงานด้านภาษา เมียนมา ลาว กัมพูชาตามความจำเป็นเหมาะสม ให้เอกชนที่มีลูกจ้าง 100 คน จ้างได้ไม่เกิน 1 คน พร้อมปลดล็อคบุคคลไร้สัญชาติไทย พื้นที่สูงได้ทำงานทุกประเภท เตรียมออกร่างประกาศสำนักนายกฯ เข้า ครม.พิจารณา/div divnbsp;/div divหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการทำงานของคนต่างด้าว ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมีกรมการจัดหางาน ในฐานะฝ่ายเลขาฯ ได้เสนอเรื่องการกำหนดงานตำแหน่งผู้ประสานงานด้านภาษาเมียนมา ลาว และกัมพูชา ให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 สามารถทำได้ ซึ่งลักษณะงานจะให้ฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานได้เข้าใจตรงกันในการร่วมมือปฏิบัติงานและเพื่อให้การดำเนินงานมีความสะดวกราบรื่น บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพไม่เกิดความขัดแย้ง ทั้งนี้ได้กำหนดให้มีเงื่อนไขอัตราส่วนการจ้างคนต่างด้าวสามารถทำงานกับนายจ้างสำหรับภาคเอกชน 100 คน ต่อการจ้างแรงงานต่างด้าวไม่เกิน 1 คน ส่วนภาคราชการและรัฐวิสาหกิจให้พิจารณาจ้างตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยกรมการจัดหางานจะจัดหลักสูตรอบรมเรื่องการทำหน้าที่ในการเป็นผู้ประสานงานด้านภาษา โดยจะรับสมัครผู้ประสานงานด้านภาษาที่เป็นคนไทยก่อนหากไม่มีคนไทยทำจะให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. (กลุ่มบัตรชมพู) และแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตามระบบ MOU ได้ทำงานตำแหน่งดังกล่าว ส่วนอัตราค่าจ้างนั้นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาการกำหนดงานให้บุคคลพื้นที่สูงที่ยังไม่มีสัญชาติไทยสามารถทำงานได้ทุกประเภทงาน ซึ่งแต่เดิมทำได้เพียง 27 อาชีพ ตามประกาศเรื่องการกำหนดงานที่ให้คนต่างด้าวตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 เนื่องจากปัจจุบันบุตรหลานของบุคคลพื้นที่สูงหรือบุคคลไร้สัญชาติในไทยได้สำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบุคคลเหล่านี้มีข้อจำกัดในด้านเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าว โดยในเบื้องต้นคนกลุ่มดังกล่าวได้รับเพียงสิทธิในด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลเท่านั้น และยังไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ได้ ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเพื่อให้บุคคลกลุ่มนี้ซึ่งมีในประเทศไทยกว่า 5.6 แสนคนได้ทำงานตามความรู้ความสามารถ นอกจากนี้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม 2,000 บาท แต่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง 100 บาท/div divnbsp;/div divทั้งนี้หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้วขั้นตอนต่อไปกรมการจัดหางาน จะนำร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบและเสนอกฤษฎีกาพิจารณาในขั้นตอนต่อไป/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000cd;"ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 24/6/2559/span/div divnbsp;/div divstrongกต.-รง.ปฏิเสธข่าวลือโลกโซเชียล5ข้อเรียกร้องเรื่องแรงงาน ย้ำหารือไทย-พม่าสร้างสรรค์ ยึดหลักสากลและรับผิดชอบร่วมกัน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน และนายเสข วรรณเมธี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่มีการเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียกล่าวเกี่ยวกับข้อเรียกร้องขององค์กรพัฒนาเอกชน(เอ็นจีนโอ)และข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงาน 5 ข้อโดยอ้างว่าเป็นข้อเรียกร้องของทางการพม่า โดยยืนยันว่าข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นไม่ใช่ข้อเรียกร้องของทางการพม่าแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divโฆษกของทั้งสองกระทรวงระบุว่า ระหว่างการเดินทางเยือนไทยของนาง ออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ตามคำเชิญของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 23 – 25 มิถุนายน ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างสร้างสรรค์ซึ่งทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและมีความสำคัญต่อประชาชนทั้งสองประเทศในแนวทาง”จะก้าวหน้าไปด้วยกัน” โดยเฉพาะด้านแรงงาน ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือ 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน จุดเน้นคือทั้งสองฝ่ายยอมรับหลักการของความเท่าเทียมและผลประโยชน์ร่วมกันให้มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล เพื่อป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ และร่วมกันสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ ขณะที่ความตกลงฉบับที่สองเป็นบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน เพื่อป้องกันและปราบปรามการข้ามแดนผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์เพื่อการจ้างงานโดยครอบคลุมทั้งกระบวนการส่งและรับ การคุ้มครอง สัญญาจ้าง การรับรองเอกสาร การอบรมและการให้ความรู้แรงงานก่อนการเดินทาง การตรวจลงตรา อนุญาตทำงาน บริการสุขภาพ การส่งกลับประเทศต้นทาง การระงับข้อพิพาท หน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง ที่สำคัญพม่าจะต้องจัดให้มีการอบรมก่อนการเดินทางให้กับคนงาน โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายด้วย/div divnbsp;/div div“การลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับนอกจากแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกันแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่่จะทำให้ความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานให้เป็นไปตามหลักสากล และมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยทั้งสองประเทศพร้อมจะเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง เพื่อความผาสุกและความมั่งคั่งของประชาชนทั้งสองประเทศ”ข้อชี้แจงของโฆษกสองกระทรวงระบุ/div divnbsp;/div divนายเสขกล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนาง ออง ซาน ซูจี มีประเด็นหลัก 3 ด้าน คือ การคุ้มครองแรงงานพม่าในประเทศไทย ซึ่งไทยได้ให้การดูแลสิทธิแรงงานตามกฎหมาย มีระบบการร้องทุกข์ออนไลน์ผ่านสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1694 มีล่ามภาษาพม่าคอยให้บริการ ทั้งจัดให้มีการเปิดศูนย์แรกรับและส่งกลับที่ อ.แม่สอด จ.ตาก รวมทั้งริเริ่มจัดตั้งศูนย์บริการช่วยเหลือในจังหวัดที่มีแรงงานพม่าจำนวนมาก ขณะที่พม่าจะดูแลนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในพม่าอย่างดีด้วย ด้านที่ 2 คือความร่วมมือด้านการพัฒนา เน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พัฒนาไปพร้อมกันและก้าวหน้าไปด้วยกัน ทั้งยังเห็นพ้องให้เพิ่มเที่ยวบินของสายการบินของไทยที่เดินทางไปยังพม่า ด้านที่ 3 เป็นประเด็นเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเพิ่มความร่วมมือในลักษณะไตรภาคีกับประเทศที่สาม เช่น ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ตลอดจนร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคภายใต้กรอบอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง/div divnbsp;/div divนายเสขกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการพูดคุยระหว่างการเยือนไทยของ นางออง ซาน ซูจี ในครั้งนี้ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์เพื่อความผาสุก และความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ ส่วนกระแสข้อเรียกร้องของเอ็นจีโอ และข้อเรียกร้องอื่นๆ เป็นเพียงข้อเรียกร้องที่เสนอผ่านทางสื่อและไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องของทางการพม่าแต่อย่างใด/div divnbsp;/div diva href="http://www.matichon.co.th/news/189150"ที่มา: มติชนออนไลน์, 26/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongลูกจ้าง สนง.ปราบปรามทุจริตกว่า100 เคว้ง หลังปลดแอกจากกระทรวงยุติธรรม/strong/div divnbsp;/div divความคืบหน้าของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ภายหลังจากริเริ่มผลักดันตนเองให้พ้นจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กลายเป็นส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยเสนอร่างกฎหมาย ป.ป.ท. และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบ และประกาศเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 และมีผลบังคับใช้แล้ว/div divnbsp;/div divรายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ท. ระบุว่า หลังการปฏิรูปองค์กรตามกฎหมายดังกล่าว ได้เกิดปัญหาการบริหารบุคคล ในส่วนของการจ้างลูกจ้างชั่วคราวทั่วประเทศกว่าร้อยคนกลายเป็นผู้ที่มีสภาพการจ้างงานที่ไม่แน่นอน จากเดิมที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว โดยอาศัยเงินเดือนจากเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณมาโดยตลอด เมื่อสำนักงาน ป.ป.ท.แยกตัวออกจากกระทรวงยุติธรรม ทำให้ต้นสังกัดเดิมยุติการจ่ายเงินเดือน รวมทั้งหยุดการเบิกจ่ายเงินโครงการบางโครงการที่ได้เคยอนุมัติให้แก่สำนักงาน ป.ป.ท. ที่จะเบิกจ่ายจากแหล่งเงินดังกล่าวในงวดต่อไป โดยมีผลตั้งแต่กฎหมายแยกตัวของ ป.ป.ท. มีผลบังคับใช้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท.ได้พยายามเจรจาต่อรองกับทางกระทรวงยุติธรรมหลายครั้ง ให้จ่ายเงินเดือนจากดอกเบี้ยเงินกลางแก่ลูกจ้างไปอีกระยะหนึ่งอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีงบประมาณ แต่ไม่เป็นผล เพราะกระทรวงยุติธรรมเห็นว่า ไม่มีระเบียบรองรับให้จ่ายเงินได้อีกต่อไป/div divnbsp;/div divผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ลูกจ้างชั่วคราวทั้งหมด สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างชั่วคราวโดยรับเงินเดือนจากดอกเบี้ยเงินกลางโดยอัตโนมัติ และแปรสภาพเป็นแรงงานจ้างเหมารายวัน มีรายงานว่า ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ท.จ่ายเงินเดือนลูกจ้างงวดเดือนพฤษภาคมล่าช้าไปนานนับสัปดาห์ เพราะอยู่ระหว่างการหาแหล่งเงินมาจ่ายให้ ส่งผลให้ลูกจ้างบางส่วนระบายความคับข้องใจต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. และผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ถึงปัญหาการปรับเปลี่ยนองค์กรโดยขาดการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า และคณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงได้เรียกผู้บริหารของสำนักงานไปตำหนิ ส่งผลให้นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.กล่าวในที่ประชุมผู้บริหารของสำนักงานแสดงความไม่พอใจการกระทำของลูกจ้างหลายรายว่า เป็นการขยายผลเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่/div divnbsp;/div divรายงานระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ท. กำลังเร่งหาแหล่งเงินเป็นคราวๆ เพื่อจ่ายค่าตอบแทนแก่ลูกจ้างเหล่านี้ แต่เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบประมาณแผ่นดินรองรับไว้แต่เนิ่นๆ รวมทั้งไม่ได้ทำคำของบประมาณ ปี 2560 สำหรับลูกจ้างเอาไว้ จึงต้องใช้วิธีการปรับแผนหรือแปลงงบของสำนักงานจากรายการอื่นมาใช้จ่ายไปก่อน แต่วิธีนี้จะมีระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณด้วย ยิ่งทำให้ลูกจ้างเกิดความสับสนในสภาพการจ้างของตนเอง เนื่องจากต้องเซ็นสัญญารับจ้างรายวันเป็นแต่ละเดือนไป และต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมด้วยตนเอง แทนการหักเงินนำส่งผ่านหน่วยงานซึ่งเคยทำมาแต่เดิม บางรายที่ไม่สามารถยอมรับสภาพได้ ก็เลือกการลาออก หรือไปหาสมัครงานใหม่ และบางรายเตรียมเดินทางไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานไว้ด้วย/div divnbsp;/div divจากข้อมูลล่าสุดรายงานประจำปี 2557 สำนักงาน ป.ป.ท. ระบุว่า อัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราว (ตำแหน่งที่มีคนครอง) มีจำนวน 154 อัตราทั้งในส่วนกลางและเขตพื้นที่ทั่วประเทศ/div divnbsp;/div diva href="http://www.thansettakij.com/2016/06/24/64059"ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 – 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongก.กิจการผู้สูงอายุ พม. ยันตายจ่ายจริง 2 พันแต่ต้องจน/strong/div divnbsp;/div divจากกรณีที่มีการแชร์ภาพข้อมูลคนไทยควรรู้ หลังจากเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพคนละ 2,000 บาท โดยข้อมูลภายในเอกสารดังกล่าวระบุ กำหนดให้ผู้สูงอายุที่ถึงแก่กรรมมีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย ได้รับการสงเคราะห์ในการจัดทำศพผู้สูงอายุตามประเพณี รายละ 2,000 บาท โดยสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินได้ที่อบต. ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เสียชีวิต โดยทางอบต.จะส่งคำร้องไปยังสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด(พมจ.) เมื่ออบต.ได้รับเงินจากทาง พมจ.แล้วจะติดต่อกลับไปยังผู้เขียนคำร้องนั้น/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. นายอนุสันต์ เทียนทอง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์กับ“เดลินิวส์ออนไลน์”ว่า การจัดการเงินค่าทำศพตามประเพณีผู้สูงอายุ ทางกรมกิจการผู้สูงอายุเป็นผู้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยจะโอนเงินให้ที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงจังหวัด(พมจ.) จากนั้น พมจ.จะประสานกับทางอำเภอ ที่ดูแลในส่วนของ อบต.เทศบาล เพื่อให้เงินกับผู้ที่เสียชีวิต/div divnbsp;/div divสำหรับหลักเกณฑ์การจ่าย กระทรวง พม.กำหนดไว้ว่า 1.มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2.มีสัญชาติไทย 3.ผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวที่ยากจนตามข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา 4.ไม่มีญาติ หรือ มีญาติแต่ฐานะยากจนไม่สามารถจัดการศพตามประเพณีได้/div divnbsp;/div divผู้สูงอายุยากจนและไม่ได้รับการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย หรือ กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา ให้นายกเทศมนตรี หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ประธานชุมชน หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขต หรือ นายอำเภอ หรือ นายกเมืองพัทยา เป็นผู้ออกหนังสือรับรอง/div divnbsp;/div divการยื่นคำขอเพื่อขอรับการสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี ให้ผู้รับผิดชอบในการจัดการศพตามประเพณีรายนั้นยื่นคำขอในท้องที่ที่ผู้สูงอายุมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือ ภูมิลำเนาที่ถึงแก่ความตาย ในขณะที่ถึงแก่ความตายดังนี้ 1.ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอที่สำนักงานเขต สังกัดกรุงเทพมหานคร 2.ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงจังหวัด หรือ ที่ว่าการอำเภอ หรือ เมืองพัทยา หรือ เทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล/div divnbsp;/div divผู้ที่ยื่นขอรับการสงเคราะห์ในการจัดการศพต้องยื่นคำขอภายในกำหนดสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ออกใบมรณบัตรพร้อมเอกสาร ดังนี้ 1.ใบมรณบัตรของผู้สูงอายุพร้อมสำเนาจำนวนหนึ่งฉบับ 2.บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำขอพร้อมสำเนาจำนวนหนึ่งฉบับ 3.หนังสือรับรองว่าผู้ยื่นคำขอเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศพตามประเพณี ซึ่งรับรองโดยนายอำเภอ หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขต หรือ พมจ. หรือนายกเมืองพัทยา หรือนายกเทศมนตรี หรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือกำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชน โดยผู้ยื่นคำขอและผู้รับรองต้องไม่เป็นบุคคลเดียวกัน/div divnbsp;/div div“การจ่ายเงินค่าทำศพ ไม่ได้ให้กับบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่จะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะยากจนจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ จปฐ.กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย มีรายได้ครัวเรือนต่ำว่าปีละ 3 หมื่นบาทต่อปี ที่ผ่านมา พม.ดำเนินการแก้ไขระเบียบเพื่อให้การช่วยเหลือเฉพาะผู้สูงอายุยากจนที่เสียชีวิตในปี 2557 มีผลบังคับใช้ 17 ต.ค.57 โดยมีการคาดประมาณประชากรสูงอายุยากจนที่จะเสียชีวิตในปี 2559 ทั้งหมด 55,018 คน การสนับสนุนค่าจัดการศพผู้สูงอายุยากจนที่คาดว่าจะเสียชีวิตรายละ 2,000 เป็นเงินทั้งหมด 110,036,000 บาท แต่พม.ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2559 จำนวน 46,000,000 บาท เพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ จำนวน 23,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอกับจำนวนผู้สูงอายุยากจนที่คาดว่าจะเสียชีวิต” นายอนุสันต์ กล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.dailynews.co.th/regional/505065"ที่มา: เดลินิวส์, 26/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrong'สหภาพทีโอที' จี้บอร์ดเร่งเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ/strong/div divnbsp;/div divในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที นัดพิเศษเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ได้พิจารณาเปลี่ยนแปลงมติเดิมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 ที่อนุมัติให้ทีโอทีลงนามในสัญญาทดสอบฯกับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค ในการ ให้บริการ 3จี 2100 โดยบอร์ดทีโอทีขอให้ฝ่าย บริหารระงับการลงนามในข้อตกลงไว้ก่อน และ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความก่อนว่าการดำเนินการเข้าข่ายการดึงเอกชนร่วมดำเนินธุรกิจตามนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) หรือไม่/div divnbsp;/div div"ไม่เข้าใจว่าทำไมบอร์ดทีโอทียังไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหาร ทีโอทีได้เคยสอบถามไปยังกระทรวงการคลังและสำนักงาน กสทช.แล้ว หากทีโอทีจะลงนามร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเช่นเดียวกับที่บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) ทำกับกลุ่มทรูมูฟจะทำได้หรือไม่ ซึ่ง กสทช.ก็มีหนังสือตอบกลับว่าทำได้" แหล่งข่าว กล่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้สหภาพรัฐวิสาหกิจทีโอทีเตรียมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารและบอร์ด ทีโอที เร่งดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งหาพันธมิตรธุรกิจโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปีแล้ว นับตั้งแต่ ทีโอทีได้ดำเนินการสรรหาพันธมิตรธุรกิจเมื่อ กลางปี 2556 ทำทีโอทีสูญเสียโอกาสในการแข่งขันและผลประโยชน์นับหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่องค์กรควรจะได้รับจากการให้เอไอเอสเช่าคลื่นความถี่ 2100 MHz ปีละ 3,900 ล้านบาท และโครงข่ายโทรคมนาคม 2จี อีกปีละกว่า 3,600 ล้านบาท ไม่รวมผลประโยชน์อื่นๆ/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของทีโอทีที่ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ล่าสุดมี กระแสว่าอาจจะต้องมีการลดจำนวนพนักงาน กว่า 1,000 คน ในสิ้นปี 2559 เนื่องจากไม่สามารถฟื้นฟูองค์กรตามมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้/div divnbsp;/div divแหล่งข่าว กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ประกาศจะใช้ม.44 เพื่อเร่งรัดให้ 7 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ให้ เร่งรัดแก้ไขปัญหาขาดทุนขององค์กรโดยเร็ว และได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ใช้ผลงานแก้ไขปัญหาองค์กรเป็นตัวชี้วัดการทำงาน (KPI) ของทั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจและฝ่ายบริหาร รวมถึง กระทรวงต้นสังกัด แต่ก็ดูเหมือนจะมีเพียงบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินการ ฟื้นฟูองค์กรได้ตามเป้าของซูเปอร์บอร์ด/div divnbsp;/div div"ล่าสุด รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพิ่งเรียกบอร์ดทีโอทีและ CAT ไปให้นโยบายให้เร่งรัดปรับโครงสร้างองค์กรและจัดทัพธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพลิกฟื้นองค์กรเพื่อให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้องรอดูว่าหลังจากนี้ฝ่ายบริหารของทีโอทีจะดำเนินการได้เป็น รูปธรรมขนาดไหน" แหล่งข่าว กล่าว/div divnbsp;/div diva href="http://www.ryt9.com/s/nnd/2451064"ที่มา: แนวหน้า, 27/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrong'ซูจี' MOU แรงงานหนุนภาพลักษณ์ไทยดี/strong/div divnbsp;/div divนายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ในฐานะแขกของรัฐบาล ลงนามบันทึกความตกลง 3 ฉบับ ประกอบด้วย บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา และบันทึกความตกลงว่าด้วยการข้ามแดนนั้น ทำให้ทั้ง 2 ประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและทำให้ภาพลักษณ์ของประะเทศไทยเรื่องการบริหารจัดการแรงงานดีขึ้น ปราศจากการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า สถานการณ์แรงงานในประเทศขณะนี้ ไม่พบสัญญาณการว่างงานขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งว่างงานอยู่ประมาณ 40,000 กว่าตำแหน่ง ในวุฒิการศึกษาระดับ ปวช. - ปวส. ส่วนผู้ที่จบปริญญาตรีบางส่วน ก็หันมาประกอบอาชีพอิสระ หรือ ค้าขายสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น/div divnbsp;/div diva href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=708943"ที่มา: ไอเอ็นเอ็น, 27/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกอศ.อนุมัติเพิ่มหลักสูตร ป.ตรีปี 2559 เน้นสอนเฉพาะด้านตอบโจทย์ตลาดแรงงาน/strong/div divnbsp;/div divนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 23 แห่ง แบ่งเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง มีสถานศึกษาในสังกัด 161 แห่ง และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 แห่ง มีสถานศึกษาในสังกัด อีก 41 แห่ง รวม 202 แห่ง เพื่อจัดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นั้น ในแต่ละปีทางสถาบัน ที่มีความพร้อมจะเสนอหลักสูตรให้สภาสถาบันแต่ละแห่งเห็นชอบเสนอคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) พิจารณาอนุมัติ ซึ่งในปีการศึกษา 2556 บอร์ด กอศ. ได้อนุมัติไป 43 หลักสูตรใน 16 สาขาวิชาของ 9 สถาบัน และผ่านการรับรองคุณวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แล้ว มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 608 คน/div divnbsp;/div divปีการศึกษา 2557 อนุมัติเพิ่มเติม 80 หลักสูตรใน 14 สาขาวิชาของ 18 สถาบัน และผ่านการรับรองคุณวุฒิ จาก ก.พ. โดยผู้สำเร็จการศึกษา 1,512 คน ปีการศึกษา 2558 อนุมัติอีก 76 หลักสูตรใน 19 สาขาวิชาของ 18 สถาบัน ปัจจุบันมีนักศึกษาอยู่ 2,567 คน และอยู่ในระหว่างการพิจารณารับรองหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก่อนส่งให้ก.ค.ศ. และก.พ. รับรองวุฒิต่อไป และปีการศึกษา 2559 บอร์ด กอศ. ได้อนุมัติเพิ่มเติม 68 หลักสูตรใน 17 สาขาวิชาของ 18 สถาบัน ไปตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้ จะส่งให้สกอ. รับรอง ส่งต่อให้ก.ค.ศ. และก.พ.ดำเนินการต่อไปตามลำดับ/div divnbsp;/div div"ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นมา มีสถานศึกษาทั้ง 202 แห่งจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคีหลักสูตรป.ตรีฯ แล้วทั้งสิ้น 25 สาขาวิชา สำหรับหลักสูตรดังกล่าวจะใช้หลักสูตรที่พัฒนาร่วมกับสถานประกอบการสอนเด็ก เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ดังนั้นบางสาขาวิชาที่มีชื่อเหมือนกัน แต่เปิดสอนต่างสถาบัน ผู้สำเร็จการศึกษาย่อมมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่แตกต่างกัน ตามลักษณะของความต้องการกำลังคนในพื้นที่นั้นๆ" นายชัยพฤกษ์กล่าว/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000cd;"ที่มา: ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มิ.ย. 2559 (กรอบบ่าย)/span/div divnbsp;/div divstrongปรับหลักสูตรอาชีพอันตรายสาธารณะ ชงปลดล็อก พรบ.แรงงาน/strong/div divnbsp;/div divนายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงแรงงานจะทยอยออกประกาศสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ เช่น ช่างไฟฟ้าภายนอกอาคาร ช่างเชื่อม และ ช่างยนต์นั้น ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้นำมาตรฐานฝีมือแรงงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มาปรับใช้กับหลักสูตรอาชีวศึกษาทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยคาดว่าหลังจากดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ แล้วเสร็จจะประกาศใช้หลักสูตรใหม่ได้ภายในปีการศึกษา 2560 ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ เนื่องจาก สอศ.กำหนดให้มีการทดสอบมาตรฐานวิชาชีพนักเรียน นักศึกษาที่เรียนปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา ดังนั้น สอศ.จะเสนอต่อกรมพัฒนาฝีมือแรงงานขอให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานไปในคราวเดียวกัน เพื่อช่วยให้นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาได้รับใบรับรอง 2 ใบ คือใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ และใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน อันเป็นการช่วยลดภาระแก่ผู้เรียนด้วย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้จะเสนอกรมพัฒนาฝีมือแรงงานขอผ่อนผันหรือปรับแก้พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ที่กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานพื้นฐาน ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ โดยขอให้ผู้เรียนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีสามารถเข้ารับการทดสอบได้ โดยเบื้องต้นมีนักเรียนระดับ ปวช.ปี 3 อายุต่ำกว่า 18 ปี ประมาณ 88,162 คน หรือคิดเป็น 61 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียน ปวช.3 ทั้งประเทศประมาณ 1.4 แสนคน เนื่องจากหากเด็กกลุ่มนี้เรียนจบแล้วแต่ไม่เข้ารับการทดสอบ ก็ไม่สามารถประกอบอาชีพที่กระทรวงแรงงานประกาศว่าอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะได้ พร้อมกันนี้จะเสนอขอให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยกเว้นค่าฝึกอบรมภาคปฏิบัติและ ค่าทดสอบให้แก่ผู้เรียน รวมถึงจัดตั้งงบประมาณสนับสนุนค่าวัสดุประกอบการทดสอบ และค่าสาธารณูปโภคให้แก่ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่อยู่ในสถานศึกษาสังกัด สอศ.ด้วย/div divnbsp;/div diva href="http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpIVXdNVEkzTURZMU9RPT0%3Damp;sectionid=TURNeE5RPT0%3Damp;day=TWpBeE5pMHdOaTB5Tnc9PQ%3D%3D"ที่มา: ข่าวสด, 27/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ILO จัดสัมมนาเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทย/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2559 ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด การสัมมนาเพื่อส่งเสริมกระบวนการจัดหางานและจ้างงานที่เป็นธรรม ในการนำเข้าแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย ซึ่งจัดโดย สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT ) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)/div divnbsp;/div divนายแม๊กซ์ ทูนอน (Max Tunon) ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การนำเข้าแรงงานข้ามชาตินายจ้างควรจะดูแลในเรื่องนำเข้าแรงงาน การย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทั้ง 4 สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ปัญหาที่พบตอนนี้ คือ ไม่ทราบความต้องการแรงงานว่ามีมากน้อยเท่าไร แต่ละสาขามีความต้องการเป็นอย่างไร ซึ่งจำนวนของแรงงานเป็นตัวหลักสำคัญในการนำไปพัฒนานโยบายการนำเข้าแรงงานที่ถูกต้องของแต่ละภาคส่วน/div divnbsp;/div divผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวอีกว่า การลงนามข้อตกลงเพื่อทำกรอบในการนำเข้าแรงงาน ทำให้เกิดการหารือระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ซึ่ง ILO เห็นว่าการที่ ECOT (สภาองค์การนายจ้าง) ซึ่งเป็นตัวแทนฝั่งนายจ้างเป็นตัวแปรที่สำคัญในการหารือ และวางกรอบที่กว้างขึ้น เพื่อเป็นตัวให้ข้อมูลและนำไปสู่ภาคปฏิบัติในที่สุด/div divnbsp;/div div"การหารือทำให้มีการคุยกันทุกฝ่าย ให้เรารู้ถึงความต้องการของแรงงานว่าต้องการเข้ามาแบบไหน จะมาภายใต้ MOU หรือแบบถือบัตรสีชมพู รวมถึงการลักลอบเข้ามา ซึ่งจะทำให้เราได้ทราบถึงปัจจัยว่า อะไรที่ทำให้แรงงานตัดสินใจเข้ามาทำงานในช่องทางเหล่านั้น" ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าว/div divnbsp;/div divนายแม๊กซ์ กล่าว การทำค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ (ZERO FEE) สำหรับแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งภายใต้อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ก็มีกว่า 32 ประเทศ ที่ได้ลงสัตยาบรรณในเรื่องนี้ เช่น ยูเออี ซาอุฯ และอีกหลายๆ ประเทศ ที่ได้รับหลักการไปแล้ว ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้น ภาคเอกชนก็ต้องเคลื่อนตัวด้วย โดยภาครัฐต้องมีส่วนเข้ามาสนับสนุนเพื่อไม่เป็นภาระของแรงงาน ซึ่งในภูมิภาคนี้ประทศไทยน่าจะเป็นตัวนำร่องในการทำให้เกิดค่าใช้จ่ายของแรงงานเป็นศูนย์ได้ โดยผลักภาระไปไว้ที่นายจ้าง เพราะนายจ้างเป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมอีเลกทรอนิกส์ โดยหากอุตสากรรมภาคเหล่านี้ทำได้ แรงงานก็จะไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมนี้โดยอัตโนมัติ/div divnbsp;/div divด้าน ดร.อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การนำเข้าแรงงานภายใต้บันทึกความเข้าใจทวิภาคี MOU ระหว่างไทยกับเวียดนาม ว่าหาก MOU นำไปสู่ภาคปฏิบัติแล้วจะทำให้เราทราบภึงความต้องการทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อทำให้ปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงานลดลง ซึ่งกรณีที่ทำกับเวียดนามนั้น จะเป็นตัวอย่างในการนำร่องการนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามหลักสากล โดยภาคการก่อสร้างในบ้านเราทุกวันนี้ เวียดนามไม่ได้อยู่ในระบบการก่อสร้าง เพราะบ้านเขาก็มีความต้องการเช่นกัน โดยภาคก่อสร้างเป็นแรงงานระดับล่าง แต่หากเป็นแรงงานฝีมือ อัตราค่าจ้างก็จะผันตามระดับฝีมือ ที่ผ่านมา แรงงานเวียดนามไม่ได้สนใจในการทำงานภาคก่อสร้างนี้ในบ้านเรา เพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้านเขาก็มีความต้องการไม่น้อย และค่าจ้างของเขาก็อยู่ในอัตราที่สูง รายละเอียดตรงนี้เขาต้องการความชัดเจนตรงค่าแรงงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือ โดยความต้องการของไทยในขณะนี้เรามีความต้องการในการก่อสร้างในระบบราง และโครงการก่อสร้างในต่างประเทศ ตรงนี้นายจ้างฝั่งเวียดนามก็จะนำข้อมูลกับไปหารือกับแรงงานฝั่งเขา การที่เราจะนำร่องการจัดส่งแรงงานตามเอ็มโอยูนี้เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องสัญญาจ้าง และค่าบริการต่างๆ/div divnbsp;/div div"ในภาคการก่อสร้างที่ผ่านมาเราเปิดให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว ไม่มีแรงงานชาวเวียดนามมาลงทะเบียนเลย ความมุ่งหวังของเราก็คือหากเวียดนามเข้ามาก็จะอยู่ในภาคของการประมง ซึ่งการว่าจ้างที่จะให้เกิดความเป็นธรรมก็จะต้องฝึกอบรมก่อนเข้ามาทำงาน และมีตัวแทนที่ชัดเจนทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบ ภายในกรกฎาคมนี้ จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง และในต้นเดือนกันยายน แรงงานชุดแรกก็น่าจะเดินทางเข้ามาทำงานได้" อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว/div divnbsp;/div divขณะที่ นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริม และสร้างความเข้าใจต่อกระบวนการจัดหางาน และจ้างงานแรงงานเวียดนามที่เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยตาม MOU ที่ประเทศไทยและเวียดนามได้ลงนามร่วมกันไปแล้ว โดยการสัมมนาจะระบุถึงกลไกการติดตามและส่งต่อ กรณีการจัดหางานที่ไม่เป็นธรรม และการละเมิดสิทธิแรงงาน ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการด้านแรงงานให้ถูกต้อง ได้มาตรฐาน ขจัดปัญหาหลอกลวง และการเอารัดเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว และนายจ้าง ผู้ประกอบการ รวมทั้งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ/div divnbsp;/div divนายสุเมธ กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวเป็นต้นทุนที่สำคัญในระบบการผลิต แรงงานที่มีคุณภาพย่อมส่งเสริมให้การผลิตได้คุณภาพ มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ การที่จะได้มาซึ่งแรงงานต่างด้าวที่มีคุณภาพนั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ทั้งกระบวนการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน สิทธิ และสวัสดิการที่มีความเหมาะสม และเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการเข้าถึงบริการของรัฐ เร่งสร้างโอกาส อาชีพ และรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งหมายรวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ อันนำมาสู่นโยบายของกระทรวงแรงงานในการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ/div divnbsp;/div divนายสุเมธ ยังกล่าวอีกว่า การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบนั้น ต้องมุ่งเน้นทั้งการบริหารจัดการ การกำหนดมาตรฐาน การจ้างการป้องกันการลักลอบการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย การปรับระบบฐานข้อมูลการประชาสัมพันธ์ และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้แรงงานต่างด้าวทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างและแรงงาน ให้เข้าถึงการบริการได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง เน้นการดำเนินการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อเป้าหมายที่จะนำแรงงานกลุ่มนี้ไปสู่แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ซึ่งการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการจัดหางาน และจ้างงานแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย และจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้กระบวนการจ้างแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานในประเทศไทยประสบความสำเร็จ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ/div divnbsp;/div divด้านนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ECOT ในฐานะสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศ และตัวแทนภาคีฝ่ายนายจ้างของประเทศไทย ที่ทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำ MOU ร่วมกับรัฐบาลประเทศเวียดนาม เพื่อนำเข้าแรงงานในสาขาก่อสร้างและประมง ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก ECOT เล็งเห็นว่า MOU ที่เพิ่งเริ่มนำสู่การปฏิบัตินี้อาจจะยังไม่สามารถตอบสนองปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคธุรกิจได้ ECOT จึงได้ขอรับการสนับสนุนจาก ILO และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของภาคีฝ่ายนายจ้างครั้งนี้/div divnbsp;/div div"เราได้เชิญตัวแทนภาคธุรกิจ ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญจาก ILO และ IOM มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ MOU นี้สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้ โดยข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะได้นำเสนอกระทรวงแรงงาน เพื่อหาแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริงในอนาคตอันใกล้นี้" ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว/div divnbsp;/div divประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า การสัมมนาในวันนี้จะไปสู่การพูดคุยถึงความต้องการที่แท้จริงของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดขึ้นมาหารือกัน โดยเฉพาะความต้องการของแรงงานชาวเวียดนาม ที่ต้องการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องในภาคอื่นๆ ที่ไม่ใช่กฎหมายของไทยเปิดช่องไว้ โดยเราเปิดช่องไว้เพียงอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และประมง แต่ในข้อเท็จจริง แรงงานชาวเวียดนามมาฝังตัวอยู่ในภาคบริการของประเทศเราจำนวนมาก ถ้าเราเอามาทำให้ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งแรงงานเองก็ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้ประกอบการเองก็มีความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเวียดนามนั้น เป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีทักษะ เพราะเวียดนามเองมีการพัฒนาส่งเสริมทั้งทักษะและการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่เปิดโรงงานอยู่ที่เวียดนามเองเขาพอใจในการทำงานของคนเวียดนาม และเมื่อเขาเปิดโรงงานที่เมืองไทยเขาก็อยากได้แรงงานจากเวียดนาม แต่กฎหมายยังไม่เปิดช่อง ซึ่งเราก็จะนำข้อหารือในวันนี้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนไปนำเสนอภาครัฐ/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/649159"ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 28/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrong“เครือเซ็นทารา” จัดตั้งโครงการ “จ้างแรงงานวัยเกษียณ”/strong/div divnbsp;/div divรายงานข่าวจากกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในเครือกว่า 70 แห่งทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมตอบสนองนโนบายรัฐ แสดงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนมติกระทรวงการคลังในการจัดตั้งโครงการใหม่ในการออกมาตรการลดหย่อนภาษีแก่บริษัทผู้ว่าจ้างแรงงานสูงวัย ซึ่งรัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงพิจารณา และพยายามวางแผนให้ประเทศไทยกลายเป็น "สังคมผู้สูงวัย" ในอนาคตอันใกล้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ เซ็นทาราเป็นองค์กรลำดับต้นๆ ของประเทศไทยที่ให้ความสนับสนุนความพยายามในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยได้กำหนดนโยบายต่างๆ ทางด้านทรัพยากรบุคคลที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลที่ร่วมงานกับบริษัทมาเป็นระยะเวลานานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงพนักงานที่มีแนวโน้มกลับเข้ามาร่วมงานกับบริษัทใหม่ ตลอดจนบุคลากรที่มีอายุเกิน 50 ปี และพนักงานหญิงที่กลับมาทำงานหลังจากการเลี้ยงดูบุตร และพนักงานที่ลาออกไปดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุแบบเต็มเวลาให้มากที่สุด/div divnbsp;/div divโดยในปัจจุบัน เซ็นทารากำลังเริ่มนำนโยบายเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น การใช้กลยุทธ์การแชร์งาน และการสับเปลี่ยนโยกย้ายกำลังคนมาใช้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ลูกจ้าง 2 คนกำลังจะเกษียณอายุจากการทำงานเต็มเวลา พวกเขาอาจสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทมาแชร์ความรับผิดชอบในงานนั้นๆ ร่วมกันได้ นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังจะออกมาตรการพิเศษต่างๆขึ้นมาเพื่อจูงใจให้บุคลากรเก่าๆ หรือพนักงานที่มีประสบการณ์ที่ได้เกษียณอายุจากทางเซ็นทารา หรือจากบริษัทอื่นๆ มาก่อนหน้านี้ เข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทฯ ด้วย/div divnbsp;/div divนายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวเสริมว่า พนักงานที่เคยทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน หรือทำงานในตำแหน่งคล้ายๆ กันมาเป็นเวลานาน มักจะมีความรู้ความชำนาญในงานของตนเป็นอย่างมาก ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด และเชื่อว่าบุคลากรที่มีอายุงานมากๆ เปรียบเสมือนกับทรัพยากรอันทรงคุณค่าที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ สำหรับตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสร่วมอยู่ในทีมจะแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นในการให้บริการ ซึ่งจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div divปัจจุบันทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของพนักงานสูงวัยที่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องของประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน และเมื่ออายุโดยเฉลี่ยของประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้น การรักษาพนักงานที่มีทักษะความสามารถให้ยังอยู่กับองค์กรนานกว่าอายุเกษียณจึงกลายเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะจะช่วยในการรักษามาตรฐานการให้บริการให้คงอยู่ในระดับสูง และมีพนักงานมาทำงานเต็มจำนวน/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1467092244"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 28/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongครม.เห็นชอบ-อนุมัติ MOU ด้าน “แรงงานไทย-ลาว”/strong/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (28 มิ.ย.) มีมติเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ ดังนี้ 1.เห็นชอบต่อ (ร่าง) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2.อนุมัติให้พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนามในเอกสารดังกล่าว/div divnbsp;/div div3.มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม ให้พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว 4.หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ให้รง.ดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เรื่องการจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ/div divnbsp;/div divสำหรับสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกัน โดยมีกรอบความร่วมมือ ได้แก่ (1) ความร่วมมือทางวิชาการ (2) ความร่วมมือด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน (3) ความมือด้านการจ้างแรงงาน (4) ความร่วมมือด้านการคุ้มครองแรงงาน และ (5) ความร่วมมือด้านการประกันสังคม และเพื่อเป็นการดำเนินงานและติดตามการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ จะมีการจัดประชุมร่วมสองฝ่าย ทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว จะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ซึ่งมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาและขยายความร่วมมือด้านแรงงานให้ครอบคลุมในหลายมิติดังกล่าวข้างต้น และเป็นการส่งเสริมบทบาทของไทยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวปฏิบัติร่วมกัน ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเป็นการสร้างพันธมิตรในเวทีระหว่างประเทศของภูมิภาค จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายด้านแรงงานระหว่างประเทศร่วมกันในระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาคต่อไปในอนาคต/div divnbsp;/div diva href="http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=788431"ที่มา: เนชั่นทันข่าว, 28/6/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Xw_6ExK1D6E" height="1" width="1" alt=""/

อดีตทหารชิลีถูกตัดสินผิดฐานสังหาร 'วิกเตอร์ ฮารา' นักร้อง-นักเคลื่อนไหวสมัยปิโนเชต์

Wed, 29/06/2016 - 14:10
!--break--!--break--pหลังเวลาผ่านไป 40 ปี ในที่สุดครอบครัวนักร้องเพลงโฟล์คชาวชิลีก็ได้รับความเป็นธรรม จากการที่คณะลุกขุนในศาลตัดสินให้อดีตทหารระดับสูงผู้ร่วมมือกับเผด็จการทหารยุคปิโนเชต์มีความผิดและต้องชดใช้ให้กับครอบครัวของนักร้อง-นักเคลื่อนไหว ชื่อ วิกเตอร์ ฮารา ผู้ถูกจังขัง ทารุณกรรม และสังหารอย่างเหี้ยมโหด เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File%3AVictor_Jarra_Nicha.jpg" title="By Lion Hirth (User:Prissantenbär) (Own work) [Public domain], via Wikimedia Commons"img alt="Victor Jarra Nicha" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/65/Victor_Jarra_Nicha.jpg/512px-Victor_Jarra_Nicha.jpg" width="512" //abr /span style="color:#ff8c00;"strongสุสานของ วิกเตอร์ ฮารา ในซันติอาโก ชิลี/strong/spanbr /strongspan style="color:#ff8c00;"By Lion Hirth (User:Prissantenbär) (Own work) [Public domain], /spana href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File%3AVictor_Jarra_Nicha.jpg"span style="color:#ff8c00;"via Wikimedia Commons/span/a/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p29 มิ.ย. 2559 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย.) คณะลูกขุนรัฐฟลอริดาตัดสินให้เปโดร ปาโบล บาร์เรียนโตส นูเนียส อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพชิลีมีความผิดฐานมีส่วนในการทารุณกรรมและสังหารวิกเตอร์ ฮารา ผู้เป็นทั้งนักร้องเพลงโฟล์คและนักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อปี 2516 โดยให้มีการจ่ายค่าชดเชยแก่ภรรยาหม้ายและลูกสาวของเขาเป็นเงิน 28 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเดอะการ์เดียนระบุว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญที่สุดของสิทธิมนุษยชนที่มีต่ออาชญากรสงครามในศาลของสหรัฐฯ/p pมีการตัดสินคดีดังกล่าวหลังจากที่มีการดำเนินคดีต่อบาร์เรียนโตสในศาลพลเรือนที่เมืองออร์แลนโดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เปิดทางให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากสหรัฐฯ กลับไปยังชิลี ผู้ฟ้องร้องกล่าวหาว่าบาร์เรียนโตสสังหารฮาราเมื่อเดือน ก.ย. 2516 หลังจากที่มีการทุบตีเขาเป็นเวลาสามวัน ในขณะที่เขาถูกขังอยู่ที่สนามฟุตบอลของซันติอาโกร่วมกับคนอีกหลายพันคนที่ถูกต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือผู้ต่อต้านรัฐบาล โดยที่วิกเตอร์ ฮารา เสียชีวิตในตู้ล็อกเกอร์ของสนามกีฬา/p pปฏิบัติการเหี้ยมโหดนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังจากการรัฐประหารโดยเผด็จการทหารออร์กุสโต ปิโนเชต์ ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่มีหน่วยงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอหนุนหลัง ในช่วงที่ชิลีอยู่ภายใต้เผด็จการทหารของปิโนเชต์มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,100 ราย/p pบาร์เรียนโตสหนีออกจากชิลีในปี 2532 และกลายเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ผ่านทางการแต่งงาน เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมด 9 นายที่ถูกฟ้องร้องกรณีสังหารประชาชนในชิลี โดยในการฟ้องร้องเมื่อ 4 ปีที่แล้วกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลชิลีที่ให้ส่งบาร์เรียนโตสกลับประเทศ/p pแคธี โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการด้านกฎหมายของศูนย์เพื่อความยุติธรรมและการตรวจสอบได้ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในแคลิฟอร์เนียเป็นตัวแทนปฏิบัติการระดับประชาชนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับโจน เทอร์เนอร์ ฮารา ภรรยาหม้ายของวิกเตอร์ และลูกสาวของเขาอีก 2 คน โรเบิร์ตส์เชื่อว่าคำตัดสินโดยคณะลูกขุนในครั้งนี้จะเพิ่มแรงกดดันให้กับกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ยอมส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้ชิลีได้/p pเทอร์เนอร์ ฮารา ผู้เป็นภรรยา ปัจจุบันอายุ 88 ปี เธอให้การในช่วงที่มีการดำเนินคดีว่า การเสียชีวิตของสามีเธอทำให้ชีวิตของเธอ "ถูกตัดขาดเป็นสองส่วน" ก่อนหน้านี้เธอเคยพูดถึงความรู้สึกสยดสยองที่ต้องพบเห็นร่างสามีตัวเองที่ถูกทารุณกรรมและทำให้เสียโฉมโดยมีรอยแผลจากกระสุนปืน 44 นัด ผู้เป็นภรรยากล่าวในศาลทั้งน้ำตาว่าเธอรู้สึกดีที่สามารถทำสิ่งที่พยายามทำให้กับวิกเตอร์มาตลอดกว่า 40 ปีได้สำเร็จ และบอกว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมให้กับประชาชนคนอื่นๆ ที่ญาติหรือคนที่พวกเขารักถูกพรากโดยเผด็จการทหารในอดีตและต้องการรับทราบชะตากรรมหรือต้องการความยุติธรรมให้กับคนรักของตัวเอง/p p"มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก สำหรับวิกเตอร์แล้ว ศิลปะและความยุติธรรมในสังคมเป็นสิ่งเดียวกัน บทเพลงของเขายังคงมีคนร้องมาอยู่จนถึงทุกวันนี้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งศิลปินและผู้ที่ต้องการความยุติธรรมในสังคม" เทอร์เนอร์ ฮารา กล่าว/p pคณะลูกขุนซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 5 คนและผู้ชาย 1 คนตัดสินให้บาร์เรียนโตส ผู้ภักดีต่อเผด็จการปิโนเชต์ ต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายต่อเหยื่อ 6 ล้านดอลลาร์ และจ่ายค่าเสียหายในเชิงลงโทษ 22 ล้านดอลลาร์ จากการที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งกรณีการทารุณกรรมและการสังหารนอกกฎหมาย/p pแต่ดูเหมือนว่าบาร์เรียนโตสอาจจะไม่มีเงินมากพอจ่ายจากการที่ทนายความของเขาแสดงให้เห็นว่าบาร์เรียนโตสอยู่ในสภาพที่ยากจนหลังวัยเกษียณ ขับรถเก่าๆ และทำงานในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด นอกจากนี้ดิกสัน ออสเบิร์น ผู้อำนวยการบริหารของซีไอเอยังบอกกับเดอะการ์เดียนว่าสิ่งที่ยากสำหรับพวกเขาคือการพิสูจน์ว่าบาร์เรียนโตสคนที่ถูกดำเนินคดีที่นี่กับบาร์เรียนโตสคนที่สังหารฮาราเป็นคนเดียวกันเพราะบาร์เรียนโตสคนนี้ให้การปฏิเสธโดยตลอดว่าเขาไม่รู้เรื่องกรณีวิกเตอร์ ฮาราเลย แต่นายทหารที่เป็นพยานหลายคนชี้ว่าบารเรียนโตสคนนี้อยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังพูดถึงการที่ตัวเขาเองสังหารฮาราเพราะไม่อยากให้มีคอมมิวนิสต์ในประเทศ/p pนอกจากบาร์เรียนโตสแล้วก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีประเทศอื่นขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอาชญากรสงคราม โดยเมื่อเดือน ส.ค. 2558 มีการส่งตัวอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของเอลซัลวาดอร์ คาร์ลอส ยูจีนิโอ วีเดส คาซาโนวา ในฐานะอาชญากรข้ามแดน เขาถูกกล่าวหาว่าปกปิดร่องรอยความโหดร้ายต่างๆ สมัยดำรงตำแหน่งเป็นนายพลในช่วงสงครามกลางเมืองเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว รวมถึงการข่มขืนและสังหารสมาชิกของโบสถ์ซึ่งเป็นหญิงอเมริกัน 4 ราย/p pวิกเตอร์ ฮารา เป็นทั้งศิลปินเพลง กวี ผู้กำกับละครเวที และนักกิจกรรมทางการเมือง เขาเป็นผู้ทำให้เกิดกระแสเพลงโฟล์คชิลีแบบใหม่ที่นำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงท่วงทำนองในดนตรีสมัยนิยมของชิลี หลังจากเกิดการรัฐประหาร 11 ก.ย. 2516 ไม่นาน ฮาราก็ถูกจับกุม ถูกทารุณกรรมและถูกยิงสังหารในที่สุด ความที่เขาเป็นคนเขียนเพลงเกี่ยวกับความรัก สันติภาพและความยุติธรรมมาตลอด ทำให้คนเห็นความย้อนแย้งในการที่เผด็จการทหารสังหารเขาอย่างโหดร้าย จนทำให้ฮารากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมให้กับคนที่ถูกสังหารในช่วงรัฐบาลเผด็จการปิโนเชต์/p pnbsp;/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pFormer Chilean military official found liable for killing of Victor Jara, The Guardian, 27-06-2016br /a href="https://www.theguardian.com/world/2016/jun/27/victor-jara-pedro-pablo-barrientos-nunez-killing-chile"https://www.theguardian.com/world/2016/jun/27/victor-jara-pedro-pablo-barrientos-nunez-killing-chile/a/p pbr /ข้อมูลเพิ่มเติมจากbr /a href="https://en.wikipedia.org/wiki/V%C3%ADctor_Jara"https://en.wikipedia.org/wiki/V%C3%ADctor_Jara/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/qWPZMqJOyLE" height="1" width="1" alt=""/

กต.ยันไทยชวดเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรUNไม่โยงปมการเมือง

Wed, 29/06/2016 - 14:05
pโฆษก กต. ยินดีกับ คาซัคสถาน ได้รับเลือกตั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยันไทยไม่ได้รับเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับการเมือง ระบุ กต.สหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันการปรับอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ไทย แจงไม่พบคนไทยได้รับผลกระทบเหตุระเบิดสนามบินตุรกี/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/2/1560/24035152883_1a0781af98.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (แฟ้มภาพ ที่มาเว็บไซต์ กต.)/span/p p29 มิ.ย.2559 จากผลการเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติnbsp;หรือ UNSCnbsp;ในส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาซักสถานได้ 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซักสถานได้เป็นสมาชิกnbsp;UNSCnbsp;สัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66582"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p pa href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=709449"สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น./a รายงานว่า เสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าnbsp;ไทยขอแสดงความยินดีกับคาซัคสถาน ที่ได้รับการเลือกตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ และขอขอบคุณมิตรประเทศ ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับการรณรงค์หาเสียงที่ผ่านมา ไม่ได้มุ่งเพื่อให้ชนะเลือกตั้งอย่างเดียวnbsp;แต่เป็นโอกาสที่ไทยได้สร้างมิตรประเทศ และสานต่อความร่วมมือกับมิตรประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคของโลก ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าเรื่องสถาการณ์การเมืองของประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นประเด็นที่ทำให้ไทยไม่ได้รับเลือกตั้งตำแหน่งดังกล่าว เพราะไม่เคยมีการหยิบยกมาพูดถึงแต่อย่างใด/p pเสข ยังกล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศ เปิดเผยว่าทางสหรัฐอเมริกาnbsp;จะมีการปรับอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศไทย จากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 วอทช์ลิสต์ ว่า เป็นการรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจะประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ ซึ่งคงแล้วแต่การประเมินตามมาตรฐานbr /br /นอกจากนี้ เสข กล่าวถึงเหตุระเบิดที่สนามบินอตาร์เติร์ก นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในช่วงค่ำที่ผ่านมาว่า จากการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้ให้คำแนะนำกับคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66582" target="_blank"ไทยชวดที่นั่ง UNSC โควตาเอเชีย-คาซัคสถานชนะได้ 138 เสียง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Iv7RyDOl-OU" height="1" width="1" alt=""/

ไม่ต้องถาม! ประวิตร ลั่นใครผิดกฏหมายจับหมด

Wed, 29/06/2016 - 13:19
!--break--!--break-- p29 มิ.ย.2559 จากกรณีวานนี้ (28 มิ.ย.59) นักวิชาการ 292 คนในนามเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ออกแถลงการณ์ เรื่องnbsp;ปล่อยตัวอย่าไม่มีเงื่อนไข 7 ผู้ที่ถูกฝากขังคดีฝ่าฝืนประกาศ คสช. จากการแจกเอกสารประชามติ ที่เคหะบางพลี และให้มีการรณรงค์การออกเสียงประชามติอย่างเสรี (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66566"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p pวันนี้ (29 มิ.ย.59) a href="http://www.tnamcot.com/content/502172"สำนักข่าวไทย /aรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องของเครือข่ายนักวิชาการดังกล่าวว่า สามารถเรียกร้องได้ ที่ผ่านมาก็ปล่อยให้ดำเนินการอย่างเสรี แต่ทุกอย่างมีช่องทางในการแสดงความเห็น/p p“มีช่องทางอยู่แล้ว กกต.ก็ทำแยู่แล้ว อ.วิษณุ ก็เดินสายทุกภาค ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าแบบนี้ไม่เรียกว่าเสรี ตอนนี้เป็นช่วงรัฐบาลนี้ เรายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังมีเวลาอีกเยอะในการที่จะทำอะไรต่าง ๆ ได้อย่างเสรี เดี๋ยวรัฐธรรมนูญออกก็ค่อยว่ากัน ตอนนี้เราต้องการความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก เพราะฉะนั้นถ้าใครทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องถาม ถ้าผิดกฎหมายผมจับหมด เอาอย่างนี้แล้วกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว/p pต่อกรณีคำถามที่ว่าภาพที่ออกไปจะไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ละเมิด แต่ที่ต้องดำเนินการ เพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย และทุกคนต้องทำตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะมีกฎหมายไว้ทำไม ทั้งนี้ไม่อยากให้มองว่าเป็นการจับกุมนักศึกษา แต่ขอให้มองว่าเป็นการจับกุมผู้ที่ละเมิดกฎหมาย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66566" target="_blank"292 นักวิชาการจี้ปล่อยตัว น.ศ.-เรียกร้องหยุดคุกคามรณรงค์ประชามติ รธน./a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iG-qqrMqiTs" height="1" width="1" alt=""/

อกหักซ้ำสองที่ยูเอ็น

Wed, 29/06/2016 - 13:07
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="http://static.un.org/News/dh/photos/large/2016/June/683623SCElection.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongภาพจากnbsp;span style="font-family: quot;Helvetica Neuequot;, Helvetica, Arial, sans-serif; line-height: 16px;"UN Photo/Manuel Elias/span/strong/span/p pก็ไม่ต้องเสียใจหรอกที่พลาดที่นั่งสมาชิกไม่ถาวรที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพราะได้วิเคราะห์กันไปแต่ต้นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า คาซัคสถานนั้นถูกเลือกเอาไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะไม่มีประเทศเอเชียกลางนั่งอยู่ใน UNSC เลย ในขณะที่เอเชียตะวันออกนั้นมีญี่ปุ่นอยู่และมาเลเซียซึ่งไปในนามอาเซียนก็จะหมดวาระในปีนี้เอง จะเลือกไทยเข้าไปเสียบแทนมันก็เสียสมดุล/p pประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียต้องการมีอิทธิพลในภูมิภาคนั้นก็เลยแข่งกันสนับสนุนคาซัคสถาน ซึ่งเขาก็ฉลาดที่เสนอประเด็นว่าจะช่วยยูเอ็นเรื่องนิวเคลียร์ ผลประโยชน์ทางการเมืองโลกมันลงตัวตรงนั้นพอดีbr /br /ประเทศไทยไม่ได้มีคุณสมบัติด้อยอะไรหรอก เรื่องการรัฐประหาร เรื่องสิทธิมนุษยชนที่พูดๆ นั้นเป็นปัญหาที่ทำให้ไทยมีภาพพจน์ไม่ดีแน่ แต่ก็ไม่เคยมีข้อกำหนดใดใน UNSC ว่าห้ามประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้าเป็นสมาชิกbr /br /คาซัคสถานก็ไม่ได้มีความโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใดเลย แต่นี่ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลว่า รัฐบาลไทยมีสิทธิละเมิดสิทธิของพลเมืองหรอกนะครับbr /br /สิ่งที่น่าสนใจคือปัญหาการเมืองภายในนี้เองที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีและลดสมรรถนะทางการเมืองระหว่างประเทศลงอย่างมาก จริงๆ แล้วทีมไทยขวัญเสียตั้งแต่พลาดตำแหน่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อปีก่อนโน้นแล้ว แต่งานนั้นต้องบอกว่าไม่เจียมกะลาหัวจริงๆ เพราะประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนกว้างขวางขนาดไทยนี่ไม่ควรสมัครแต่แรกแล้วแหละ แต่เสียงสนับสนุนที่บางเบานั่นเป็นสิ่งที่ต้องคิดมากด้วยbr /br /ความที่ประเทศไทยหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตัวเองมากเกินไป ทำให้มองข้ามคุณสมบัติที่ดีประการหนึ่งของตัวเองไป กล่าวคือ หากมองในมุมภูมิภาคแล้ว เรื่องทะเลจีนใต้นั้น เป็นประเด็นสำคัญและไทยมีคุณสมบัติทีดีพอจะเสนอตัวเข้าไปแก้ไข หลายประเทศคงจะสนับสนุนไทยได้แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องตีตัวออกห่างจีนสักหน่อยbr /br /แต่ทีมไทยกลับไปเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (เวลาหาเสียงกับประเทศอื่นเขาใข้คำว่า sustainable development ตามเป้าหมายสหประชาชาติ) ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาที่ยูเอ็นให้ความสำคัญ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องร้อนแรงพอจะเรียกความสนใจอะไรได้br /br /ประการสำคัญคือ หลายปีที่ผ่านมานี่นับแต่รัฐประหาร งานด้านต่างประเทศของไทยไม่โดดเด่นเลย เพราะเอาแต่เสียเวลาไปชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร ซึ่งต่อให้ใช้เงิน ใช้เวลาไปกับการชี้แจงมากเท่าใดก็ยากที่โลกนี้จะเข้าใจได้ หนักเข้ามันเป็นผลเสีย เพราะเราดันไปบอกกับโลกว่า เคารพสิทธิมนุษยชนในขณะที่ตำรวจทหารไล่จับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่บ้านกันโครมๆ หรือไปพูดว่ามีรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย มันทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเสแสร้งและมือถือสากปากถือศีลอย่างหาที่เปรียบมิได้ในสายตาชาวโลกbr /br /ผิดหวังคราวนี้ก็ควรมานั่งทบทวนบทเรียนกันบ้างก็ดี ความจริงก็น่าเห็นใจพี่ๆ น้องๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ถูกกดดันให้ขายตะกั่วต่างทองคำมันก็ยากลำบากอยู่ แต่ก็อยากจะสนับสนุนให้ "กล้าหาญ" กันมากกว่านี้ที่จะบอกกับผู้มีอำนาจว่า เราจะต้องตั้งหลักการต่างประเทศของเราใหม่ ปัญหาการเมืองภายในทำให้สมรรถภาพและความมั่นใจของประเทศเราลดลงมาก เราจะแสวงหาบทบาทในเวทีโลกในขณะที่ยังเจ็บป่วยอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรbr /br /ก่อนจะจบก็พอมีรางวัลปลอบใจอยู่บ้าง ข่าวดีปล่อยออกมาแล้วว่าสหรัฐฯ จะยกฐานะ TIP ให้ แต่ให้รู้ว่านั่นเป็นผลมาจากการทำงานหนัก กล้าจับกุม "พวกกันเอง" ยอมเสียหน้าเมื่อศาลยกฟ้องนักข่าวเท่านั้น ไม่ใช่การเที่ยวไปเอาอกเอาใจใครหรือทะเลาะกับใคร/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66582" target="_blank"ไทยชวดที่นั่ง UNSC โควตาเอเชีย-คาซัคสถานชนะได้ 138 เสียง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZUxfRcGkE2U" height="1" width="1" alt=""/

ครม.เห็นชอบลดหย่อน-ยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง-เฉลิมรัชมงคล แก่เด็ก-คนพิการ-คนชรา

Wed, 29/06/2016 - 12:36
pครม.มีมติเห็นชอบลดหย่อน-ยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงคลองบางไผ่ – เตาปูน, บางใหญ่ – บางซื่อ และรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลแก่เด็ก คนพิการ คนชรา ก่อนเปิดใช้งานจริงในช่วงปลายปีนี้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7311/27360734404_97b478474f.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strong(แฟ้มภาพ: ประชาไท)/strong/span/p p29 มิ.ย. 2559 วานนี้ (28 มิ.ย.) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทยตามความในมาตรา 18 (13) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 จำนวน 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้br /br /1. ร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสาร วิธีการจัดเก็บค่าโดยสาร และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่ – เตาปูน พ.ศ. ..../p pโดยกำหนดให้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่ – เตาปูน เริ่มต้นที่ 14 บาท สูงสุด 42 บาท พร้อมทั้งกำหนดวิธีการจัดเก็บค่าโดยสาร และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า ได้แก่เด็กซึ่งมีความสูงไม่เกิน 90 เซนติเมตร และคนพิการ โดยคนพิการต้องแสดงบัตรประจำตัวคนพิการที่ทางราชการออกให้ก่อนใช้บริการ/p pและให้บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับการลดหย่อนค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน ลงกึ่งหนึ่ง ได้แก่บุคคลซึ่งมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเด็ก (อายุไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์) ซึ่งมีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร/p p2. ร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยอัตราค่าบริการจอดรถยนต์และวิธีการจัดเก็บค่าบริการจอดรถยนต์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ พ.ศ. ..../p pมีสาระสำคัญในการกำหนดอัตราค่าบริการจอดรถยนต์โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ ซึ่งมีอาคารจอดจำนวน 4 แห่ง โดยกำหนดอัตราค่าบริการ สำหรับผู้มาใช้บริการรถไฟฟ้า ในอัตรา 10 บาทต่อ 2 ชั่วโมง และสำหรับผู้ไม่ใช้บริการรถไฟฟ้าชั่วโมงละ 20 บาท และอัตราบริการค่าจอดรถรายเดือนเริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อเดือน/p p3. ร่างข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม วิธีการจัดเก็บค่าโดยสารร่วม และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารร่วมระหว่าง รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ และรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล พ.ศ. ..../p pมีสาระสำคัญโดยกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ และรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล สูงสุดอยู่ที่ 70 บาท และการกำหนดประเภทบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าโดยสารร่วม ได้แก่เด็กซึ่งมีความสูงไม่เกิน 90 เซนติเมตร และคนพิการ โดยคนพิการต้องแสดงบัตรประจำตัวคนพิการที่ทางราชการออกให้ก่อนใช้บริการ/p pและให้บุคคลดังต่อไปนี้ได้รับการลดหย่อนค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน ลงกึ่งหนึ่ง ได้แก่บุคคลซึ่งมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเด็ก (อายุไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์) ซึ่งมีความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ePrylb2XYoI" height="1" width="1" alt=""/

นิสิตเกษตรเสรี แต่ ม.เกษตรไม่เสรี

Wed, 29/06/2016 - 11:04
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7348/27768236602_0f559f2c98_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2559 นิสิตเกษตรห้าคนในนาม “เสรีเกษตรศาสตร์” และร่วมกับนักศึกษารามคำแหงหนึ่งคนและนักกิจกรรมอีกหนึ่งคน นัดหมายไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ปัดฝุ่นประชาธิปไตย” ทำความสะอาดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ( อนุสาวรีย์ปราบกบฎ ที่แยกหลักสี่)nbsp; แต่ยังไม่ทันได้ทำกิจกรรมใดๆ ก็ถูกขัดขวางจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหิ้วฉุดกระชากลากถูไปตั้งข้อหาขัดคำสั่งคสช.3/2558 ว่าด้วย การมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน nbsp;5คน ในตอนค่ำวันเดียวกัน ศาลทหารให้ปล่อยตัวนิสิตกลุ่มดังกล่าว โดยไม่ถูกคุมขังระหว่างไต่สวนคดี เพราะศาลเห็นว่าเป็นนักศึกษาและอัตราโทษไม่รุนแรง/p pstrongแต่เรื่องที่สังคมในวงกว้างยังไม่ทราบก็คือ ท่าทีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แทนที่จะช่วยปกป้องนิสิตของมหาวิทยาลัยตัวเอง แต่กลับกดดันข่มขู่นิสิต ตั้งแต่อยู่ที่สถานีตำรวจ กระทั่งปัจจุบันที่แม้แต่ศาลให้ปล่อยตัว การกดดันนิสิตก็ยังมีอยู่/strong/p pจากการเก็บข้อมูลด้วยสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบว่าเริ่มตั้งแต่วันก่อนทำกิจกรรม มีการกดดันจากผู้บริหารผ่านอาจารย์ที่เป็นผู้สอนนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์เพื่อห้ามการจัดกิจกรรม และให้อาจารย์ประสานกับนิสิตว่าห้ามใส่ชุดนิสิตในการทำกิจกรรมดังกล่าว เมื่อนิสิตยืนยันจะทำกิจกรรมในเช้าวันที่ 24 และถูกตำรวจใช้กำลังเข้าขัดขวางหิ้วไปสถานีตำรวจ ทั้งๆ ที่นิสิตแค่เตรียมตัวไปทำความสะอาดบริเวณอนุสาวรีย์nbsp; วิญญูชนผู้มีเหตุผล ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า การตั้งข้อหาว่านิสิตกระทำการมั่วสุมทางการเมือง เป็นการตั้งข้อหาที่ไม่มีมูลเหตุอันควร/p pแต่ในขณะที่อยู่ที่สถานีตำรวจ แทนที่อาจารย์ที่เป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามท่านที่มาถึงสถานีตำรวจทันทีหลังเกิดเหตุด้วยรถตู้ของมหาวิทยาลัยจะช่วยปกป้องนิสิต กลับเห็นคล้อยไปกับทางตำรวจและทหาร มีการยื่นข้อเสนอให้นิสิตเข้าปรับทัศนคติกับทางฝ่ายทหาร แต่นิสิตไม่ยินยอมเพราะไม่ต้องการยอมรับอำนาจของ คสช. ทางตัวแทนมหาวิทยาลัยจึงกดดันต่อว่า หากนิสิตมีคดีอาญาติดตัวจะพ้นจากสถานภาพนิสิต จากนั้นตัวแทนมหาวิทยาลัยก็เดินทางกลับโดยปล่อยให้นิสิตเผชิญกับหน้ากับกระบวนการของตำรวจและทหารแต่เพียงลำพัง/p pมากกว่านั้น ครั้นเมื่อศาลทหารให้ปล่อยตัวนิสิตนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีกระแสจากกองกิจการนิสิตว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนนิสิต แม้ฝ่ายกิจการนิสิตบอกว่า ไม่มีบทลงโทษที่ร้ายแรงต่อนิสิต อาจมีเพียงการตักเตือน ท่าทีดังกล่าวก็สมควรที่จะถูกตั้งคำถามว่าstrongnbsp;สมควรแล้วหรือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับนิสิตที่ถูกตำรวจล้อมกรอบฉุดกระชากและอุ้มอย่างไม่มีเหตุสมควร/strong/p pผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเคยทำกิจกรรมเป็นรองนายกองค์การบริหารองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2536 มาก่อน เสนอว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรยุติกระบวนการลงโทษวินัยกับนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ รวมทั้งควรยุติการกดดันในลักษณะอื่นๆ เช่น การเรียกนิสิตเข้าพบเพื่ออบรมสั่งสอน หรือการบอกนิสิตว่าเหตุการณ์นี้อาจมีผลต่อการขอทุนการศึกษาของนิสิตในครั้งต่อไป ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้/p p1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดและทำกิจกรรมของนิสิต ตราบเท่าที่นิสิตไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่ได้ละเมิดกฎหมายอาญาของบ้านเมืองแบบปกติ แต่ในปัจจุบันนิสิตถูกตั้งข้อหาอย่างไม่เป็นธรรมจากระบอบในปัจจุบันที่เราต่างก็รู้ดีว่า มีการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงอยู่เนืองๆ nbsp;ในกรณีเช่นนี้ มหาวิทยาลัยจึงไม่เพียงแต่ต้องเคารพสิทธิของพวกเขาเท่านั้น หากแต่ควรจะช่วยปกป้องพวกเขาจากการถูกรังแกอีกด้วย/p p2. ตรงกันข้ามกับที่อาจารย์ ม.เกษตร บางท่านที่คิดว่า เป็นเรื่องไม่สมควรที่นิสิตสวมชุดนิสิตแสดงกิจกรรรมทางการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะภูมิใจว่า นิสิตเหล่านี้ได้แสดงออกถึงความตื่นตัวต่อบ้านเมืองและสังคม และมีจิตสำนึกที่จะตอบแทนภาษีของประชาชน สมดังคำขวัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ว่า “ประชาชนคือเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์คือภาษีของประชาชน” หากผู้บริหารยังปิดกั้นสิทธิของนิสิต ก็อาจจะถูกเข้าใจได้ว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องการมอมเมานิสิตให้ถอยห่างจากความตื่นตัวทางสังคมการเมือง และกลับไปทำกิจกรรมยุคสายลมแสงแดดในช่วงก่อน 14 ตุลาคม ที่นิสิตทำกิจกรรมประเภทร้องรำ ทำเพลง ดังที่มีลานเต้นรำ หลังหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเป็นอนุสรณ์อันไม่น่าภาคภูมิใจ/p p3. ในอดีตที่ผ่านมา นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคมการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ภาพของ “ไอ้ก้านยาว” นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นิสิตคณะวนศาสตร์ ยืนถือไม้หน้าสามเผชิญหน้ากับแถวทหารที่ถือปืนเล็งมาที่เขา ยังเป็นภาพที่ชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่างภาคภูมิใจ นิสิตเกษตรศาสตร์ยังเป็นกำลังสำคัญขี่จักรยานรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี 2531 รวมถึงเหตุการณ์ต่อต้าน รสช. ปี 2534 ถึง เหตุการณ์ พฤษภา 35 ที่นิสิตเกษตรศาสตร์ก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน มีตัวแทนนิสิตเกษตรศาสตร์ร่วมอดข้าวประท้วงร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจของ รสช. เมื่อเดือนพฤษจิกายน 2534 ด้วย การแสดงออกซึ่งความตื่นตัวทางสังคมการเมืองของนิสิตเกษตรศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยถูกปิดกั้นเหมือนดังยุคนี้/p p4. จากบทเรียนที่ผ่านมาจะพบว่า เป็นเรื่องดีที่นิสิตเยาวชนคนหนุ่มสาวได้แสดงความตื่นตัวมีจิตสำนึกทางการเมือง รักประชาธิปไตย การแสดงออกของพวกเขา อาจจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่ ผู้บริหาร หรือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ซึ่งย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนิสิตเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวย่อมมีท่าทีและการแสดงออกตามวัย และทัศนะของพวกเขาnbsp; ที่ยังไม่ต้องห่วงใยกับผลประโยชน์ ลาภยศตำแหน่ง เหมือนคนที่เป็น “ผู้ใหญ่”/p pemโดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะสยบยอมกับอำนาจล้นฟ้าของ คสช. ไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่นิสิตนักศึกษากลุ่มเล็กๆ รวมถึงนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ที่กล้ายืนยันหลักการสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม พวกเขาสมควรที่จะได้รับการยกย่องและปกป้อง/em/p pstrongหากคนที่คิดว่าตัวเอง เป็น “ผู้ใหญ่” แต่ไม่กล้าปกป้องเยาวชนเหล่านี้ ก็อย่าซ้ำเติมพวกเขา และทำให้ตัวเองต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เลย โปรดยุติการคุกคามกดดันนิสิตเสรีเกษตรศาสตร์./strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o_jA8gacdiw" height="1" width="1" alt=""/

'ชัยวัฒน์-เดชา' ชี้ทักษะวัฒนธรรมช่วยจัดการความขัดแย้ง แต่รัฐผลิตซ้ำความไม่เข้าใจชายแดใต้

Wed, 29/06/2016 - 10:31
!--break--!--break-- pระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการณ์เรื่อง “ทักษะวัฒนธรรมกับการจัดการความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้” โดยมีตัวแทนนักวิชาการและภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้และส่วนกลางเข้าร่วมอบรม 30 คน ณ โรงแรมหาดใหญ่ฮอลิเดย์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7383/27894493301_9e4814e24e.jpg" //p pการอบรมครั้งมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง ทักษะวัฒนธรรม ทางเลือกในการจัดการความขัดแย้ง โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ เดชา ตั้งสีฟ้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นเดียวกัน/p h3span style="color:#0000cd;"ชัยวัฒน์ : วัฒนธรรมเหมือนปุ่มกลางหลังที่มองไม่เห็นแต่สั่งเราได้/span/h3 pชัยวัฒน์ เริ่มด้วยการเล่าถึงอาหารเช้าที่ตนไปรับประทานมานั่นก็คือโรตีน้ำแกง ซึ่งคำถามที่เขาเจอและทำให้ประหลาดใจก็คือ จะรับโรตีกับน้ำแกงอย่างเดียวหรือมีเนื้อด้วย ทำให้เขารู้ว่ามีคนที่สั่งนำแกงเปล่าๆ โดยไม่ใส่เนื้อด้วย ซึ่งก็อาจจะรับประทานง่ายกว่า/p pชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นคือ ร้านโรตีอยู่ติดกับบริเวณมัสยิดปาทาน แต่เมื่อเขาถามคนแถวนั้นถึงชื่อมัสยิดก็ได้คำตอบว่าเป็นมัสยิดปากีสถาน ซึ่งทั้งสองคำนั้นต่างกัน เนื่องจากปาทานคือเชื้อชาติ ขณะที่ความหมายของคำว่าปากีสถานนั้นสื่อถึงประเทศซึ่งเพิ่งมีไม่นาน แต่เพราะเหตุใดทำไมถึงเรียกมัสยิดปากีสถาน สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าทักษะวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ/p pแล้ววัฒนธรรม คืออะไร? วัฒนธรรมมีรากมาจากราวศตวรรษที่ 18 จากยุครู้แจ้ง และพูดถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะพัฒนาต่อไปได้ สำหรับ ศ.ดร.ชัยวัฒน์แล้ว วัฒนธรรมคือรถบรรทุก ของที่ใส่ลงในรถบรรทุกนี้มีข้อถกเถียงหลากหลาย แต่ก็เป็นของที่เห็นร่วมกัน ของบางอย่างที่สามารถแบ่งปันได้ เรียนรู้ได้ ถ่ายทอดได้ บางคนอาจบอกว่าเป็นวิถีชีวิต แต่เมื่อมองถึงคำว่าวิถีชีวิตแล้วบางมุมก็คือศาสนา/p pขณะเดียวกันนั้น ศาสนากับวัฒนธรรมก็ถูกแยกจากกัน ฉะนั้นแล้วการเดินทางของคำในรถบรรทุกนี้ จึงบรรทุกด้วยอะไรหลายอย่าง หากสอนว่าวัฒนธรรมคือวิถีชีวิตแล้ว ความเข้าใจเรื่องวิถีชีวิตในมุมมองของอิสลามคือดีน (ศาสนา) ซึ่งก็คือความเป็นมุสลิม ตรงนี้จึงหมายความว่า การเลือกต่างๆ เช่น เลือกร้านอาหารฮาลาลเอง ก็มาจากวัฒนธรรมของมุสลิม/p pชัยวัฒน์ กล่าวว่า เพื่อนของท่านเปรียบวัฒนธรรมเหมือนปุ่มกลางหลังที่มองไม่เห็นของมนุษย์ เมื่อเราตัดสินใจอะไรไม่ได้ ปุ่มกลางหลังนี้จะถูกกด เช่น สมมติว่าตนหลงทาง ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ และตรงข้างหน้าทางหนึ่งจะเป็นศาลเจ้า อีกทางเป็นมัสยิด แน่นอนว่าตนจะเลือกไปถามทางมัสยิดก่อน เป็นต้น สิ่งที่ทำออกมาโดยอัตโนมัตินั่นเองคือปุ่มกลางหลัง/p pศชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในบางสถานการณ์ เมื่อมีผลไม้ตั้งหรืออาหารบนโต๊ะ วัฒนธรรมที่ให้ผู้ใหญ่หรือคนที่มียศสูงกว่าทานก่อน เช่น คนที่เป็นทหาร ก็จะทำให้คนในโต๊ะที่เหลือไม่ยอมกินผลไม้หรืออาหารเหล่านั้นหากคนที่มียศสูงกว่ายังไม่ได้กิน/p h3span style="color:#0000cd;"วัฒนธรรมเป็นสิ่งทรงพลัง/span/h3 pศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ความน่าสนใจของวัฒนธรรมคือเป็นของที่ทำงานโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงพลังมหาศาล ถ้าเราไม่รู้จักหรือทำไม่ถูกตามสิ่งนั้น แน่นอนว่าจะมีผล แต่ก็อาจไม่เป็นไรในสภาพทั่วไป หากแต่ว่า ในกรณีที่เป็นความขัดแย้งถึงตายนั้น มันวุ่นหรือยุ่งยากกว่านั้น หากมีคนทำงานโดยไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ แต่ในชีวิตของคนเรานั้น เรามีทักษะวัฒนธรรมบางอย่างตั้งแต่เกิดมาอยู่แล้ว/p pเมื่อกล่าวถึงการทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อครั้งทำงานวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่นี้ สิ่งที่สนใจคือ นโยบายของรัฐ การเลือกคนลงไปปฏิบัติหน้าที่ หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547/p p“คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วฝ่ายรัฐจะเลือกเจ้าหน้าที่แบบไหนลงไป รัฐก็คิดว่าต้องส่งคนไปปราบ ขอเสนอว่าการคิดแบบนี้ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว หากทำเช่นนี้ปัญหาก็จะยิ่งยากขึ้น ซึ่งตนขอเสนอเกณฑ์ในการเลือกเจ้าหน้าที่ว่าควรเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนดีเด่น เนื่องจากหากเลือกเช่นนี้ก็ค่อนข้างแน่ใจได้ว่าระดับการซ้อมทรมานจะลดลง เงื่อนไขของความรุนแรงก็จะลดลง” ชัยวัฒน์ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"เดชา : คู่มือข้าราชการ ผลิตซ้ำความไม่เข้าใจ/span/h3 pเดชา กล่าวถึงงานวิจัยที่ตนเคยทำและมีชัยวัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งศึกษาคู่มือข้าราชการในพื้นที่ 14 เล่ม ตั้งแต่ฉบับปี 2537-2549 สิ่งที่เห็นคือ เนื้อหาของทุกฉบับแทบไม่ต่างกัน มีเพียงสองฉบับที่ต่าง สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ มีการคัดลอกเนื้อหา ซึ่งแสดงถึงความไม่ใส่ใจที่จะพยายามเข้าใจ/p pเดชา กล่าวว่า จากคู่มือนี้ชี้ให้เห็นว่าในกระบวนการกล่อมเกลาผู้คนให้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนใต้นั้น คู่มือจะเป็นตัวช่วยให้ทำความเข้าใจว่าควรปฏิบัติอย่างไร แต่เวลาผ่านมาคู่มือกลับมีการผลิตซ้ำ คัดลอก ซึ่งแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของรัฐบาล/p pเดชา มองว่า กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการวางตำแหน่งแห่งที่ที่รัฐไทยเข้าใจต่อประเด็นนี้ว่าไม่ได้รู้สึกว่ามีความสำคัญ ซึ่งส่วนนี้มีโครงครอบทางวัฒนธรรมที่ครอบสังคมไทยและรัฐไทยเอาไว้ และปฏิบัติตามโครงครอบนั้นโดยไม่รู้ตัว การไม่ใส่ใจที่ออกมาผ่านคู่มือนั้นยังสะท้อนโครงครอบที่มองไม่เห็นความสำคัญเอาไว้/p p“อาจจะกล่าวได้ว่า ตลอดประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา สำหรับรัฐไทยแล้วสามจังหวัดชายแดนใต้หรือห้าจังหวัดชายแดนใต้นี้เป็นเพียงผู้คนที่รัฐต้องปกและครองเอาไว้ ไม่ใช่ในฐานะกลุ่มคนที่เท่าเทียม หมายความว่า อาจบอกได้หรือไม่ว่าสำหรับรัฐไทยแล้ว รัฐไม่ใส่ใจที่จะมีความเป็นอื่น และไม่เคารพความแตกต่าง” เดชา กล่าว/p pเดชา กล่าว่า มีสิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือ ความใส่ใจในกระบวนการตัดสินใจดำเนินนโยบายของรัฐ และความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิมเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน และนั่นคือที่มาที่จะต้องจัดอบรมทักษะวัฒนธรรม/p h3span style="color:#0000cd;"รัฐไทยเองเห็นตัวเองมากกว่าจะมองอีกด้านของกระจก /span/h3 pเดชา กล่าวอีกว่า จากหนังสือปรัชญาจีนเล่มหนึ่ง ที่ระบุว่า พวกเราเติบโตและในที่สุดได้เรียนรู้ทางวัฒนธรรม ในบรรยากาศทางวัฒนธรรมชุดหนึ่ง ซึ่งได้กล่อมเกลาเราให้มีโลกทัศน์ชุดหนึ่ง เราทุกคนหวังว่าโลกทัศน์นั้นจะช่วยให้เรากระจ่างในการเดินทางของชีวิตของเรา ด้วยมิติทางวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการก้าวไปข้างหน้า ด้วยแสงวัฒนธรรมที่สว่างจ้า เราทุกคนพยายามมองผ่านหน้าต่างไปสู่วัฒนธรรมที่ต่างจากเรา แสงดังกล่าวนี้ทำให้หน้าต่างกลายเป็นกระจก เพราะมีแสงเราถึงรู้ว่าหน้าต่างมีกระจก/p p“แทนที่เราจะเห็นคนอื่น กระจกทำให้เห็นตัวเรา” ในส่วนนี้ เดชา จึงบอกว่า หากมองในมุมนี้ต่อคู่มือแล้ว ก็จะเห็นว่ารัฐไทยเองก็เห็นตัวเองมากกว่าจะมองถึงอีกด้านของกระจก แทนที่จะเห็นความเป็นอื่น กระจกกลับทำให้รัฐไทยอยู่ภายใต้กรงขังของตัวเอง เวลาที่รัฐไทยพยายามสนใจคนมุสลิม รัฐไทยเอาเข้ามาในเงาของตัวเอง แต่ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนอื่นสอนให้รัฐไทยรู้ว่าควรเป็นอย่างไร/p p“มีหลากวิธีการที่จะสามารถปฏิบัติต่อกระจกในแบบที่ทำให้เรารู้ว่า เราควรทำอย่างไร” คือคำถามทิ้งท้ายของ เดชา/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wQUZUKTJ5EQ" height="1" width="1" alt=""/

ไทยชวดที่นั่ง UNSC โควตาเอเชีย-คาซัคสถานชนะได้ 138 เสียง

Wed, 29/06/2016 - 02:03
pไทยชวดที่นั่งโควตาเอเชีย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้ 55 เสียง โดยชาติที่ได้เสียงท่วมท้นในการลงคะแนนรอบ 2 คือ คาซัคสถาน ได้ 138 เสียง โดยเป็นชาติเกิดใหม่ในเอเชียกลาง ซึ่งแม้จะประกาศยุติการครอบครองและแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประวัติด้านสิทธิมนุษยชนยังคงย่ำแย่ไม่แพ้ไทย ขณะที่แอฟริกาได้ เอธิโอเปีย ละตินอเมริกาได้ โบลิเวีย ยุโรปได้ สวีเดน - ส่วนเนเธอร์แลนด์กับอิตาลีต้องชิงอีกรอบ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7444/27351684504_278d2e71cc_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongแฟ้มภาพประธานที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ Mogens Lykketoft ในระหว่างการประชุมครั้งหนึ่งของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ที่มา: a href="http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=54339#.V3LHmrh96M8"UN Photo/a/ Rick Bajornas)/strong/span/p pnbsp;/p p28 มิ.ย. 2559 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ลงคะแนนเสียงเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ประเภทสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC แทนตำแหน่งที่ครบวาระรวม 5 ตำแหน่ง ได้แก่ แอฟริกา ละตินอเมริกาและแคริบเบียน เอเชียแปซิฟิก อย่างละ 1 ที่นั่ง และยุโรปตะวันตก 2 ที่นั่ง โดยการดำรงตำแหน่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นระยะเวลา 2 ปี/p pผลการลงคะแนนภูมิภาคยุโรปตะวันตก ได้แก่ สวีเดน 134 เสียง ส่วนอีกที่นั่งที่เหลือ ยังไม่มีชาติใดได้เสียงเกิน 2 ใน 3 ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ได้ 125 เสียง และอิตาลี ได้ 113 เสียง ทำให้ต้องเลือกกันอีกครั้งหนึ่งในรอบ 2/p pภูมิภาคแอฟริกา เอธิโอเปีย ได้คะแนน 185 เสียง โดยเอธิโอเปีย เป็นชาติที่ส่งทหารช่วยภารกิจสหประชาชาติถึง 8,100 นาย และมีบทบาทในความพยายามยุติความขัดแย้งในเซาท์ซูดาน/p pภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน โบลิเวีย ได้คะแนน 183 เสียง/p pส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รอบแรก คาซัคสถานได้ nbsp;113 เสียง ไทยได้ 77 เสียง ซึ่งยังไม่มีชาติใดได้รับเกิน 2 ใน 3 ทำให้ต้องเลือกในรอบที่ 2 ปรากฏว่า คาซักสถานได้ 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซักสถานได้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีในสัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก/p pในขณะที่เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต้องเลือกกันต่อสำหรับที่นั่งสุดท้ายของยุโรปตะวันตก/p pสำหรับอิตาลี ที่ผ่านมาพยายามลอบบี้อย่างหนักเพื่อที่นั่งใน UNSC โดยอ้างถึงการที่ประเทศเป็นทางผ่านในเมดิเตอเรเนียน มีประสบการณ์รับมือวิกฤตการผู้ลี้ภัย รวมทั้งเข้าไปแก้ไขความขัดแย้งในลิเบีย ส่วน เนเธอร์แลนด์ พยายามนำเสนอว่าเป็นชาติที่เป็นที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกด้านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศอื่นๆ รวมถึงมีพันธะกรณีที่จะส่งเสริมความยุติธรรมในระดับนานาชาติ/p pสำหรับชาติสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ยังไม่หมดวาระ 5 ชาติ ได้แก่ อิยิปต์ ญี่ปุ่น เซเนกัล ยูเครน และ อุรุกวัย/p pสำหรับชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 5 ชาติ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา/p pnbsp;/p pstrongรมว.ต่างประเทศคาซัคสถานยกเหตุเสนอตัวชิง UNSC หลังสร้างสังคมสันติสุข-ปลอดนิวเคลียร์/strong/p pอนึ่งในบทความของ Erlan Idrissov รมว.กระทรวงการต่างประเทศคาซัคสถาน เผยแพร่ใน The Diplomat เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เขากล่าวถึงเหตุผลที่คาซัคสถานลงสมัครชิงตำแหน่งที่นั่งสมาชิกประเภทไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตอนหนึ่งนอกจากเรื่องที่คาซัคสถานเปลี่ยนผ่านหลังได้รับเอกราชเมื่อ ค.ศ. 1991 จากอดีตสหภาพโซเวียต คาซัคสถานเป็นประเทศที่พัฒนาไปสู่ความทันสมัยและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ติด 1 ใน 50 ของโลก เป็นชาติส่งออกพลังงาน และอุตสาหกรรมไฮเทคมีความเติบโตอย่างรวดเร็ว/p pรมว.ต่างประเทศ คาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ประเทศของเขาพยายามที่จะสร้างสังคมที่มีความอดทนและสันติสุข ที่ผู้คนที่มีความแตกต่างในเรื่องพื้นเพสามารถแบ่งปันความเป็นอยู่ที่ดีในประเทศแห่งนี้ซึ่งนับเป็นโจทย์ท้าทายเพราะในภูมิภาคเอเชียกลางมักมีเรื่องขัดแย้งทางเชื้อชาติจนเป็นเรื่องปกติ/p pนอกจากนี้คาซัคสถานยังเป็นชาติที่ยอมสละการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเคยครอบครองมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รวมทั้งปิดสถานที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ Semipalatinsk ทำให้คาซัคสถานกลายเป็นประเทศที่รณรงค์การกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ และยุติการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ เป็นประเทศที่อำนวยให้เกิดการสร้างเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และได้รับการสนับสนุนจากหลายชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียกลาง คาซัคสถานยังเคยใช้เป็นที่ประชุมเพื่อหาทางออกให้กับการยุติโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน/p pขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา ทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA) และรัฐบาลคาซัคสถาน ได้ลงนามในสัญญาก่อตั้งธนาคารยูเรเนียมความเข้มข้นต่ำ (low-enriched uranium) แห่งแรกของโลก เพื่อสะสมปริมาณเชื้อเพลิงยูเรเนียมเพื่อให้ป้อนโรงไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง และเป็นกลไกหนึ่งในการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์/p pรมว.ต่างประเทศคาซัคสถาน อ้างด้วยว่า ผลของการรณรงค์ดังกล่าวทำให้ประเทศของเขาเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านทุกชาติ และมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับรัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ คาซัคสถานเปิดสถานทูตในแอฟริกา ละตินอเมริกา และพัฒนาความสัมพันธ์กับการรวมกลุ่มระหว่างประเทศอย่าง สหภาพแอฟริกัน และ ประชาคมและตลาดร่วมแคริบเบียน (CARICOM)/p pnbsp;/p pstrongฮิวแมนไรท์ วอทช์ โต้ รมว.ต่างประเทศคาซัคสถาน ย้ำสถานการณ์สิทธิเลวร้าย/strong/p pขณะเดียวกัน ฮิวแมนไรท์ วอทช์ (HRW) ยังเผยแพร่บทความโดย Hugh Williamson ผู้อำนวยการแผนกยุโรปและเอเชียกลาง และ Mihra Rittmann นักวิจัยแผนกเอเชียกลาง ซึ่งตอบโต้บทความของ รมว.ต่างประเทศคาซัคสถาน โดยชี้ว่า คาซัคสถานเป็นประเทศที่ปิดกั้นเสรีภาพในการรวมตัว การพูด และการชุมนุม และเสรีภาพในการนับถือศาสนา เจ้าหน้าที่ตำรวจกักขังประชาชนนับร้อยที่ชุมนุมในเรื่องสิทธิที่ดินอย่างสงบเมื่อเดือนก่อน นอกจากนี้ยังกักขังสื่อมวลชน ผู้สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชน และมีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลัง มีนักกิจกรรมหลายสิบคนถูกกล่าวหาว่าเตรียมจัดการชุมนุม ก็ถูกจับขังคุกเพื่อไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น โดยพวกเขาเหล่านั้นถูกดำเนินคดีหลายข้อหาด้วยกัน/p divnbsp;/div divนอกจากนี้ยังพยายามทำให้การวิจารณ์รัฐบาลเงียบเสียงลง โดยใช้ข้อกล่าวหาต่อผู้วิจารณ์ว่า "บ่อนทำลายสังคม ชาติ กลุ่มชน ชนเผ่า หรือทำให้เกิดความไม่ลงรอยทางศาสนา" นอกจากนี้รัฐบาลคาซักสถานยังปิดกั้นเสรีภาพสื่อ สื่อมวลชนอิสระและของฝ่ายค้านรัฐบาลเอกก็เผชิญการคุกคามและแทรกแซงการทำงาน มีการใช้ศาลตัดสินเพื่อปิดกั้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ nbsp;Stan.TV ไม่ให้ออกอากาศ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้คาซัคสถานซึ่งอ้างเรื่องการปรองดองกันทางศาสนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็มีการสร้างข้อจำกัดทำให้ผู้นับถือบางศาสนาไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในพื้นที่กลางแจ้งจำนวนมากถูกปรับเงินเนื่องจากมีการออกกฎหมายที่เข้มงวดเรื่องศาสนาในปี 2554/div pnbsp;/p pstrongฟอรัมเอเชียเรียกร้องชาติสมาชิกยูเอ็น หยุดหนุนหลังไทยนั่ง UNSC/strong/p pก่อนหน้านี้ สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ฟอรัมเอเชีย (FORUM-ASIA) ได้เรียกร้องให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ พิจารณาอย่างระมัดระวังกรณีที่ไทยลงสมัครชิงตำแหน่งที่นั่งสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC โดยยกเรื่องของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลทหาร คสช./p pแม้บันทึกช่วยจำของทางการไทยจะอ้างว่าสิทธิมนุษยชนเป็นองค์ประกอบหลักของสันติภาพและความมั่นคงในโลก และยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้คุณค่าต่อในยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นพันธะกรณี อย่างไรก็ตามภายหลังรัฐประหาร สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยก็ถูกจำกัดภายใต้อำนาจของกองทัพ เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบก็ถูกปิดกั้นภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งห้ามการชุมนุมเกิน 5 คน นอกจากนี้ยังให้อำนาจจับกุม แก่เจ้าหน้าที่ของกองทัพตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 และเพียงสัปดาห์ก่อนเท่านั้น ก็มีนักศึกษาและนักกิจกรรมแรงงาน 13 ราย ถูกจับกุม โดยอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 61 ซึ่งทำให้การพูดคุยสาธารณะหรือการแจกจ่ายข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ และถ้าผู้ถูกจับกุมเหล่านี้ถูกตัดสินว่าทำผิดอาจต้องได้รับโทษจำคุกถึง 10 ปี/p pฟอรัมเอเชีย ซึ่งมีสำนักงานที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ยังเรียกร้องต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า หากไทยประสบความสำเร็จในการเข้าเป็นชาติสมาชิกไม่ถาวรของ UNSC ก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้ท้ายรัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มีประวัติสิทธิมนุษยชนเลวร้าย/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongแปลและเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Dailysabah, 2016 June 28 /spana href="http://www.dailysabah.com/world/2016/06/28/kazakhstan-sweden-ethiopia-and-bolivia-elected-to-un-security-council-for-2017-18"span style="color:#0000cd;"http://www.dailysabah.com/world/2016/06/28/kazakhstan-sweden-ethiopia-and-bolivia-elected-to-un-security-council-for-2017-18/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Why Kazakhstan Is Running for a Non-Permanent Seat on the UN Security Council By Erlan Idrissov, The Diplomat, September 25, 2015 /spana href="http://thediplomat.com/2015/09/why-kazakhstan-is-running-for-a-non-permanent-seat-on-the-un-security-council/"span style="color:#0000cd;"http://thediplomat.com/2015/09/why-kazakhstan-is-running-for-a-non-permanent-seat-on-the-un-security-council//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Thailand: There Should Be No seat at the UN Security Council for a Non-Democratic Country with a Troubling Rights Record, 27 June 2016 7:34 pm /spana href="http://www.forum-asia.org/?p=21099"span style="color:#0000cd;"http://www.forum-asia.org/?p=21099/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Kazakhstan’s Security Council Bid and Its Troubling Rights Record, Human Rights Watch, JUNE 27, 2016 /spana href="https://www.hrw.org/news/2016/06/27/kazakhstans-security-council-bid-and-its-troubling-rights-record"span style="color:#0000cd;"https://www.hrw.org/news/2016/06/27/kazakhstans-security-council-bid-and-its-troubling-rights-record/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JQfBHGJulm4" height="1" width="1" alt=""/

ศูนย์ทนายฯ รายงานการดำเนินคดีม. 112 กับ 6 ผู้ป่วยจิตเภทหลังรัฐประหาร

Tue, 28/06/2016 - 23:47
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7400/27961774175_bc4160a616.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" //p p28 มิ.ย.2559 a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=712"เว็บศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a เผยแพร่รายงานขนาดยาวเกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์กับผู้ป่วยจิตเภท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังการรัฐประหาร 2557 โดยหยิบยกตัวเลขที่น่าสนใจ ได้แก่br /br /-หลังการรัฐประหารnbsp;2549nbsp;ถึงปัจจุบันนี้มีบุคคลที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดnbsp;103nbsp;คนเป็นอย่างน้อยในช่วงสิบปี/p p-เฉพาะหลังการรัฐประหารnbsp;22พฤษภาคมnbsp;2557 (ภายในnbsp;2nbsp;ปี) nbsp;มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีถึงnbsp;67nbsp;คนnbsp;/p p-จากการติดตามของศูนย์ทนายความฯ และnbsp;iLawnbsp;พบว่า ภายหลังการรัฐประหารมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อย่างน้อย 6nbsp;ราย ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา112nbsp;/p pรายงานยกหยิบยกรายละเอียดของทั้ง 6 กรณีที่ล้วนมีประวัติการรักษาอาการทางจิตเภทว่ามีลักษณะความผิดอย่างไร และได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อไม่ได้รับการประกันตัวหรือได้รับการประกันตัวช้ารวมถึงปัญหาในการต่อสู้คดี ไม่ว่าจะเป็นคดีของ ทะเนช-เสียงแว่วให้ส่งอีเมล์, สมัคร-ทำลายพระบรมฉายาลักษณ์, ประจักษ์ชัย-เขียนหนังสือร้องทุกข์ถึงนายกฯ, เสาร์-ร้องศาลให้ทวงเงิน 7พันล้านจากอดีตนายกฯ, nbsp;ฤาชา-ร่างทรงพระแม่ธรณีโพสต์เฟซบุ๊ก/p p“นอกจากประเด็นโรคจิตเภทของพวกเขาแล้วยังมีปัญหาในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวของกับคดี กล่าวคือ การที่พนักงานสอบสวนพิจารณาว่าจะดำเนินคดีด้วยมาตราnbsp;112กับบุคคลใดในเวลานี้ จากคำบอกเล่าของพนักงานสอบสวนที่ทำคดีของหนึ่งในผู้ต้องหากลุ่มนี้ทำให้ทราบว่าเรื่องที่เกี่ยวกับคดีหมิ่นสถาบันฯ เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานแล้วจะต้องส่งสำนวนการสอบสวนถึงคณะกรรมการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันฯ จากนั้นเมื่อสำนวนคดีกลับมาที่พนักงานสอบสวนแล้วจึงจะมีความเห็นสั่งฟ้องถึงอัยการศาลทหาร คณะกรรมการดังกล่าวเป็นคณะทำงานที่มีหน้าที่พิจารณาคดีที่เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112nbsp;คณะกรรมการพิจารณาไม่ได้เพิ่งมีการตั้งภายหลังการรัฐประหาร แต่เริ่มมีชื่อปรากฏในข่าวตั้งแต่กรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข ถูกแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ปีnbsp;2551nbsp;จนปัจจุบันการดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันฯ การพิจารณาคดีก็ยังคงอยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยมีการแนวทางการปฏิบัติการสอบสวนเป็นตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติnbsp;122/2553nbsp;และภายหลังการรัฐประหารครั้งนี้ก็มีการสั่งการในลักษณะเป็นนโยบายเพื่อจัดการเร่งรัดคดี”/p p“การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ดำเนินคดีกับบุคคลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบถึงกลุ่มคนเหล่านี้ที่เห็นพฤติการณ์คดีและเมื่อลักษณะของข้อความก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าการเชื่อมโยงเรื่องราวหรือที่มาของการกระทำไม่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเช่นในกรณีของเสาร์หรือฤๅชา แม้ว่ารัฐบาลทหารจะอ้างว่าการดำเนินคดีด้วย ม.112ที่ผ่านมาเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่การใช้กฎหมายในลักษณะนี้อาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามถึงปัญหาตัวบทกฎหมายและการใช้กฎหมายกันอีกครั้ง”br /br /span style="color:#0000ff;"รายละเอียดอ่านที่/spana href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=712"span style="color:#0000ff;" http://www.tlhr2014.com/th/?p=712/span/abr /br /span style="color:#ff8c00;"หมายเหตุ : ภาพประกอบแบบทดสอบทางจิตวิทยาด้วยหมึกของ เฮอร์มานน์ รอร์สชาช (Hermann Rorschach) ที่มาnbsp;https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Rorschach_blot_04.jpg/span/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/U4l-RN0SFYQ" height="1" width="1" alt=""/

NDM ยื่นหนังสือกกต.ขอคำยืนยันรณรงค์ไม่ผิด

Tue, 28/06/2016 - 22:10
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7359/27925954906_e28f7fbb01.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7619/27960352735_643fcb69db.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7284/27960349085_e3361c005a.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p28 มิ.ย. 2559 เวลา15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือ NDM เข้ายื่นหนังสือให้ กกต. เพื่อขอให้ยืนยันว่าการแจกเอกสารอธิบายความเห็นที่แตกต่างจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามหลักประชามติในสากลโลก และขอเรียกร้องให้กกต.ปฏิบัติหน้าที่ในการจัดออกเสียงประชามติอย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ทำตัวกระบอกเสียงของรัฐบาลหรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายอำนวย น้อยโสภา รอง ผอ.สำนักเลขาธิการ กกต. ได้มาเป็นผู้รับยื่นหนังสือพร้อมกล่าวว่าจะนำเรื่องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป โดยกระบวนการจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้อง และจะรีบตอบกลับให้เร็วที่สุด/p pทั้งนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้ยื่นหนังสือ พร้อมทั้งเอกสารเนียบประกอบด้วย 1.เอกสารความเห็นแย้ง 2.เอกสาร 7 เหตุผลไม่รีบร่างรัฐธรรมนูญ 3.สติ๊กโหวตโน และ4.ลูกโป่งรณรงค์ไม่ผิด/p pแมน ปกรณ์ อารีกุล หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ชี้แจงว่าให้ กกต. ทราบด้วยว่า เพื่อนตนเองทั้ง 7 คนต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพียงเพราะไปแจกเอกสารรณรงค์เรื่องประชามติ และถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ซึ่งมาตราดังกล่าวกำลังอยู่ในการพิจารณาขอศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะมีการลงมติในวันที่ 29 มิ.ย. นี้ว่ามาตราดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยถ้าศาลลงมติว่ามาตราดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า เพื่อนของตนทั้ง 7 คน ต้องติดคุกฟรีโดยไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้จากใคร/p table align="center" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 550px" tbody tr td pเรียน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง/p pด้วยสถานการณ์ในประเทศไทยใน ที่ใกล้จะถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 เข้ามาทุกขณะ ได้ปรากฏเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กระทำการคุกคามประชาชนผู้รณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ โดยการเข้าจับกุมและแจ้งข้อหาแก่ผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ณ ตลาดเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 13 คน และการจับกุมและพยายามแจ้งข้อหาแก่ผู้จัดกิจกรรมทำความสะอาดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ณ วงเวียนหลักสี เขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาโดยมีรายละเอียดดังนี้/p p1. เจ้าหน้าที่ใช้กำลังไม่เหมาะสมในการเข้าจับกุม โดยใช้ความรุนแรง เช่นการบีบคอและอุ้มตัวผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะที่เกินกว่าเหตุ/p p2.เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แก่ผู้จัดและผู้เข้าร่วมในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ทั้ง 13 คน ทั้งที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 แล้ว ในทางปฏิบัติผู้รณรงค์จึงยังคงไม่มีหลักประกันเสรีภาพในการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะแม้ว่าการรณรงค์จะไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 แต่ผู้รณรงค์ก็อาจถูกแจ้งข้อหาตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ได้อยู่ดี/p p3. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับสูงสุดถึง 2 แสนบาทแก่ผู้จัดกิจกรรมในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ทั้ง 13 คนโดยปราศจากอำนาจ เนื่องจากในมาตรา 5 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้/p p4. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามแจ้งข้อหาก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง และวรรคสามแก่นางสาวชนกนันท์ รวมทรัพย์ หนึ่งในผู้จัดกิจกรรมในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 จากการที่ตรวจค้นรถยนต์ของนางสาวชนกนันท์แล้วพบว่ามีเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ทั้งที่ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ชี้ว่านางสาวชนกนันท์จะนำเอกสารเหล่านั้นออกมาแจกในกิจกรรมที่จัดขึ้น/p p5. จากข้อเท็จจริงแล้ว นายรักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ หนึ่งใน 13 ผู้ที่ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 มีฐานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์กิจกรรมเท่านั้น มิได้ร่วมแจกเอกสาร ปราศรัย หรือแสดงสัญลักษณ์รณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญใดๆ เลย แต่กลับถูกจับกุมตัวและแจ้งข้อหาเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ/p p6. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือตามประกาศคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ 25/2549 แก่ผู้จัดกิจกรรมในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ที่ไม่ยอมยื่นขอประกันตัว จำนวน 7 คนอีกด้วย/p p7. ในท้ายสุด ศาลทหารมีคำสั่งให้ฝากขังผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีผู้ยื่นขอประกันตัว 6 คน และผู้ไม่ยื่นขอประกันตัว 7 คน และมีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังผู้จัดกิจกรรมในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ทั้ง 7 คน/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีความเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งโดยการใช้กำลังและการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งยังมีการนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 มาใช้กับการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และการแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 โดยปราศจากอำนาจ ซึ่งการจับกุมและแจ้งข้อหาแก่ผู้รณรงค์อย่างไม่เป็นธรรมนี้อาจส่งผลให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนได้/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่จึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญดังนี้/p p1. การรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การแจกเอกสารอธิบายความเห็นที่แตกต่างจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนที่พึงทำได้ตามหลักการลงประชามติในสากลโลก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่จึงขอยืนยันกับ กกต. ว่าจะยังคงรณรงค์ต่อไป และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์เสรีภาพในการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญของขบวนการประชาธิปไตยใหม่และประชาชนกลุ่มอื่นๆ ด้วย/p p2. ขอเรียกร้องให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นกลาง ไม่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่เชื่อมั่นว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเปิดกว้างในเสรีภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะสามารถทำให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงได้/p pขอแสดงความนับถือ/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่/p p28 มิถุนายน 2559/p divnbsp;/div /td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LBZpdeL-Wek" height="1" width="1" alt=""/

'สหพันธ์แรงงานสิ่งทอ' ร้อง คสช. ยุติดำเนินดคี 13 รณรงค์ประชามติ

Tue, 28/06/2016 - 20:33
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7301/27754366932_2e59b8acd8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพขณะจับกุม 13nbsp;นักกิจกรรมจากกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และกลุ่มสหภาพแรงงานฯ ที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ nbsp;เย็นวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา/span/p div style="text-align: center;"nbsp;/div p28 มิ.ย. 2559 สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (TWFT) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยกเลิกการดำเนินคดีกับนักสหภาพแรงงานหญิง 3 คน และนักศึกษา และปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกคุมขังในเรือนจำ/p pโดยแถลงการณ์ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559 ได้มีการจับกุมแรงงานหญิง 3 คน คือ กรชนก ธนะคุณ กรรมการฝ่ายวิชาการ สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ เตือนใจ แวงคา และปีใหม่ รัฐวงษา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย และนักศึกษาอีก 10 คน ในการทำกิจกรรมรณรงค์แจกเอกสารและแผ่นพับให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 nbsp;ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาว่า ฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 72/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งห้ามไม่ให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประชามติ พ.ศ.2559 นั้น/p pการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ คือการถามความคิดเห็นของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ จะรับหรือไม่รับประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจ ไม่ควรใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพระราชบัญญัติประชามติดำเนินคดีกับคนที่มีความคิดเห็นต่าง อันขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพของปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากล คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์คือความเป็นอิสระและการมีศักดิ์ศรี คุณค่าของประชาธิปไตยคือ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ/p pสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ในฐานะสมาชิกของสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ยังเป็นสมาชิกของสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT) ที่มีสมาชิกหลายแสนคนทั่วประเทศ และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานสากล (IndustriAll Global Union) มีสมาชิกกว่า 50 ล้านคนทั่วโลกจาก 143 ประเทศ/p pสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการดำเนินคดีกับนักสหภาพแรงงานหญิง 3 คน และนักศึกษา พร้อมกับปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกคุมขังในเรือนจำให้เป็นอิสระ เพื่อความปรองดองของคนในชาติ และสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ nbsp;เชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ บนพื้นฐานหลักการสิทธิมนุษยชนสากล/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66526" target="_blank"คนงานเล่านาทีถูกจับหลังแจกใบปลิวรณรงค์ประชามติที่บางพลี จ่อฟ้อง กสม. กกต. ยูเอ็น/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66488" target="_blank" แจกเอกสาร NDM โดนข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน- 7 นศ.ลั่นไม่ประกันตัว เตรียมถูกฝากขัง/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66511" target="_blank" ศาลให้ฝากขัง 13 คนแจกใบปลิวVote NO -นอนคุก7คน ยันไม่ผิดไม่ขอประกันตัว/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/A0zwRQaUyqg" height="1" width="1" alt=""/

ศาลแรงงานจำหน่ายคดีอดีต พนง.มศว.ฟ้องมหาลัยละเมิดสัญญาจ้าง

Tue, 28/06/2016 - 20:17
pศาลแรงงานจำหน่ายคดีอดีต พนง.มศว.ฟ้อง มศว.ละเมิดสัญญาจ้าง-ให้ยื่นคำร้องศาลปกครองใน 60 วัน ด้านอดีต พนง.มศว. ชี้สัญญาจ้างไม่เป็นธรรม หวังให้ศาลพิจารณาสาเหตุที่ไม่ได้ต่อสัญญา/p p!--break--!--break--/p p27 มิ.ย. 2559 เวลาประมาณ 9.45 น. ที่ศาลแรงงานกลาง กรุงเทพ มีการนัดฟังคำวินิจฉัย คดีแดงที่ 3454/2558 ที่นิษา ชาวน้ำ อดีตพนักงานมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นโจทก์ฟ้อง มศว. กรณีไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้างงาน/p pคำวินิจฉัยศาลแรงงานระบุให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทั้งนี้ ให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองภายใน 60 วัน/p pก่อนหน้านี้ นิษาเป็นพนักงาน มศว. ราว 18 ปี โดยตำแหน่งล่าสุด คือ หัวหน้างานบริหารและธุรการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เธอบอกว่าถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้างงานเมื่อเมษายน 2556 และได้ยื่นฟ้องกรณีดังกล่าวต่อศาลแรงงานในปี 2557 เพราะหากเป็นไปตามข้อบังคับ มศว. ว่าด้วยพนักงานเดิม เธอจะต้องได้รับการต่อสัญญาว่าจ้างงานเมื่อครบ 5 ปีและได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ แต่หลังจากเปลี่ยนคณะผู้บริหาร มีการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว ทำให้เธอไม่ได้รับการต่อสัญญาว่าจ้างงาน โดย มศว. ให้เหตุผลเพียงว่าหมดสัญญาว่าจ้างงานอีกทั้งไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า/p pก่อนหน้านี้ผลการไกล่เกลี่ยจากศาลแรงงาน ระบุให้ มศว.จ่ายชดเชยแก่นิษาเป็นเงินเดือน จำนวน 10 เดือน แต่เธอและ มศว.ปฏิเสธ เพราะเธอต้องการให้ศาลแรงงานพิจารณาถึงเรื่องสัญญาจ้างงานและกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ มศว.ยื่นคำร้องให้ศาลแรงงานพิจารณาว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองหรือไม่/p pสำหรับคำตัดสินของศาลแรงงานที่ออกมานั้นนิษาบอกว่า ไม่เป็นที่พอใจ เพราะการดำเนินคดีในศาลปกครองค่อนข้างล่าช้า อย่างไรก็ตามจะปรึกษากับทนายความส่วนตัวว่าจะต่อสู้คดีต่อไปอย่างไร/p pนิษาบอกถึงเหตุผลที่อยากต่อสู้คดีต่อในศาลปกครอง เพราะต้องการให้ศาลปกครองพิจารณาถึงสาเหตุที่ตนถูกยกเลิกสัญญาจ้างงานว่าเป็นธรรมแล้วหรือไม่/p pทั้งนี้ นิษา บอกด้วยว่า ต่อกรณีการถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้างงาน มศว. ให้เหตุผลเพียงว่าหมดสัญญาและไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้านั้น สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในระบบการจ้างงาน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VBuKYO7UU8A" height="1" width="1" alt=""/

วินิจฉัย 'ม.61 วรรค 2' ขัด รธน.หรือไม่ ประยุทธ์เผยไม่ห่วงยังมีกฏหมายอื่นใช้ได้อีก

Tue, 28/06/2016 - 20:13
pศาลรธน. วินิจฉัย ม.61 วรรค2 กม.เลือกตั้ง ขัด รธน.หรือไม่พรุ่งนี้ ประยุทธ์ระบุไม่ห่วงยังมีกฏหมายอื่นใช้ได้อีก อัดพวกจ่อล้มประชามติ ถามปชช.หรือยังว่าต้องการประชาธิปไตยหรือไม่ รองปธ.สนช. ระบุยังมีกม.ดูความเรียบร้อยอยู่ ยังไม่จำเป็นใช้ ม.44/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/media-centre/image?format=rawamp;type=origamp;id=75926" style="width: 500px; height: 334px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/span/p p28 มิ.ย. 2559 พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (29 มิ.ย.59) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนญพิจารณาวินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 4 หรือไม่ โดยขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จะมี 2-3 ขั้นตอน อันดับแรกจะเป็นการแถลงด้วยวาจาของตุลาการแต่ละคนว่ามีความเห็นเป็นอย่างไร เมื่อแถลงด้วยวาจาครบทุกคนแล้ว จะมีการลงมติเพื่อหาเสียงข้างมาก จากนั้นเมื่อมีมติต่อคำร้องดังกล่าวออกมาแล้ว จะเผยแพร่เป็นเอกสารข่าวให้สาธารณชนได้รับทราบ ดังนั้น ในการพิจารณาวันพรุ่งนี้ คณะตุลาการฯ จะไม่มีการออกนั่งบันลังก์ ถือเป็นการประชุมปกติ เนื่องจากสำนวนของคำร้องดังกล่าวถือว่ามีความสมบูรณ์ และเป็นคำร้องที่ไม่มีคู่กรณี จะแตกต่างจากการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองหรือคดีอื่น ๆ/p pพิมล กล่าวอีกว่า ในวันพรุ่งนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นทื่ เพราะเป็นเพียงการพิจารณาวินิจฉัยตามข้อกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามปกติ/p h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์ไม่ห่วงยังมีกฏหมายอื่นใช้ได้อีก/span/h3 pขณะที่nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ในวันพรุ่งนี้ nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยมาตราดังกล่าว ว่า เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวมองว่ายังมีมาตราอื่นและกฎหมายอื่นบังคับใช้ได้อีก โดยไม่ต้องออกเป็นคำสั่งมาตรา 44 เพราะที่ผ่านมายังใช้กฎหมายไม่ครบทั้งหมด ถ้าหากใช้ทุกคำสั่งจะมีความผิดอีกจำนวนมาก/p pพล.อ.ประยุทธ์nbsp;nbsp;กล่าวว่า การดำเนินการทุกอย่างเดินตามโรดแมปที่วางไว้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ยังไม่ได้เตรียมรัฐธรรมนูญไว้ แต่มีคณะทำงานและฝ่ายกฎหมายดูแลอยู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก และไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม จะต้องยึดประเทศและทำเพื่อประชาชนในประเทศเป็นหลัก ยอมรับว่า สิ่งที่เป็นห่วงในวันลงประชามติ คือความขัดแย้ง จะไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้มากที่สุด ขอทุกฝ่ายอย่าออกมาใช้อาวุธและความรุนแรง การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้น ท่ามกลางบ้านเมืองที่สงบ ไม่มีความขัดแย้ง/p p“ไม่ใช่ว่าผมบังคับให้ทุกคนต้องผ่านนะ ผมพูดตรงนี้ อย่าไปตีความผิดอีก เอาหลักการมาพูด การเลือกตั้งต้องมีรัฐธรรมนูญ ไม่มีรัฐธรรมนูญไม่ได้ การเลือกตั้งจะจัดได้ ต้องไม่มีความรุนแรง ไม่มีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น หรือทำให้บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ ประชาชนทุกคนออกมาลงคะแนนเสียงด้วยความเป็นอิสระ ผมไม่ได้บังคับใครจะเลือกหรือไม่เลือก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"อัดพวกจ่อล้มประชามติ ถามปชช.หรือยังว่าต้องการประชาธิปไตยหรือไม่/span/h3 pส่วนกรณีอังกฤษอาจทำประชามติรอบ 2 ในส่วนของไทยเตรียมการทำประชามติอย่างไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์nbsp; กล่าวว่า การทำประชามติของอังกฤษกับ ไทยแตกต่างกัน เนื่องจากไทยทำประชามติเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งไม่ต้องคิดว่าหากไม่ผ่านแล้วจะทำประชามติรอบ 2 เพราะกฎหมายของไทยไม่ได้กำหนดไว้/p p“การรณรงค์ Vote No ต้องไปถามคนที่ต้องการจะล้มประชามติ คนที่บิดเบือนอยู่ทุกวันนี้ และควรถามประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าต้องการประชาธิปไตยหรือไม่ แต่หากคนไทยต้องการให้ประเทศล้มเหลว ก็แล้วแต่ประชาชน เป็นคนตัดสินใจ” พล.อ.ประยุทธ์nbsp; กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"รองปธ.สนช. ระบุยังมีกม.ดูความเรียบร้อยอยู่ ยังไม่จำเป็นใช้ ม.44/span/h3 divด้าน สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยมาตราดังกล่าวด้วยว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กระบวนการประชามติก็เดินหน้าต่อไป แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรค 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะชี้เฉพาะข้อความที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นให้ศาลพิจารณาเท่านั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการทำประชามติและไม่กระทบต่อสาระสำคัญของกฎหมาย ซึ่งส่วนอื่น ๆ ของกฎหมายที่ศาลไม่ได้วินิจฉัยก็ยังคงอยู่ แต่หากมาตรา 61 วรรค 2 ทั้งวรรคถูกชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งร่างแก้ไขเข้ามายัง สนช.หรือไม่ หาก กกต.เห็นว่ายังดูแลความเรียบร้อยได้ ก็ไม่มีความจำเป็น และไม่น่าส่งผลกระทบถึงการทำประชามติ/div divnbsp;/div divส่วนที่มีการเสนอใช้มาตรา 44 ขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ระหว่างการออกเสียงประชามตินั้น สุรชัย กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่จำเป็น เพราะยังมีกฎหมายเฉพาะที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ อีกทั้งการแสดงความคิดเห็น ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง และไม่มีเจตนาชักจูงความเห็นของประชาชน/div divnbsp;/div divnbsp;/div divemเรียบเรียงจาก a href="http://www.tnamcot.com/content/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/page/2"สำนักข่าวไทย/a/em/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/77J9I47HxHY" height="1" width="1" alt=""/

สธ.เสนอดูแลสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน นร.ไร้สัญชาติ-คนดั้งเดิม

Tue, 28/06/2016 - 19:57
pเผย รมว.สาธารณสุขทำหนังสือเสนอ ครม.ขอเพิ่มกลุ่มเป้าหมายในการดูแล ด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานในกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไร้สัญชาติและไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และกลุ่มคนดั้งเดิมที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร/p p!--break--!--break--/pp28 มิ.ย. 2559 สุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อการจัดบริการขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้แก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากเดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ในการจัดตั้ง “กองทุนให้สิทธิnbsp; (คืนสิทธิ) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข สำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ” โดยให้กับกลุ่มที่คณะรัฐมนตรีรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ถาวรและกลุ่มที่คณะรัฐมนตรีรับรองสถานะให้อาศัยอยู่ถาวร และกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวเพื่อรอกระบวนการการแก้ปัญหา ซึ่งโดยมากเป็นชนกลุ่มน้อยที่เกิดในประเทศไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเนิ่นนานแล้ว กลุ่มเป้าหมายทั้งหมด มีทั้ง 552,493 คน ใช้งบประมาณ พ.ศ. 2559/p pปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่า นอกจากกลุ่มดังกล่าว ยังมีตกหล่นอยู่อีกบางส่วนnbsp; จำได้เสนอเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 20 เมษายน 2558 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแต่ขอให้กลับไปจัดทำจำนวนตัวเลขและตรวจสอบบุคคลให้ชัดเจน กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจสอบร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ จนได้จำนวนกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร จำนวน 67,433 คน และกลุ่มคนดั้งเดิมที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร จำนวน 40,229 คน รวมทั้งสิ้น 107,662 คน โดยเรื่องอยู่ระหว่างนำเข้าพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะขออนุมัติงบประมาณ ประจำปี 2560 จำนวน 250 ล้านบาท/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Vo_QJ0pmp8A" height="1" width="1" alt=""/