ประชาไท

Syndicate content
Updated: 3 min 18 sec ago

กมธ.ยกร่าง เผยตั้งคณะกรรมการศึกษาการยุบรวม กสม.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน และจัดตั้ง กจต. ดำเนินการเลือกตั้งแทน กกต.

Thu, 29/01/2015 - 12:38
pคำนูณ เผย เตรียมยุบรวม คณะกรรมการสิทธิฯ และผู้ตรวจการฯ รวมกัน และเตรียมรวบอำนาจจัดการเลือกตั้งให้ข้าราชการเป็นผู้ดูแลแทน กกต./p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pnbsp;/p pเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558 a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3647#.VMm-6C5j7IU"เว็บข่าวรัฐสภา /aคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์แนวทางการร่างบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรใหม่ จึงต้องศึกษาข้อดีและข้อเสียของการควบรวมทั้ง 2 องค์กร เนื่องจากการทำงานของทั้ง 2 องค์กรมีความคล้ายคลึงกัน จึงต้องควบรวมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งสองส่วนให้เหมาะสมตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยหากรวบทั้ง 2 องค์กรจริง จะมีคณะกรรมการประมาณ 10-11 คน/p pส่วนการจัดการเลือกตั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งข้าราชการในหน่วยงานละ 1 คน เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้การเลือกตั้ง ทั้ง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยbr data-reactid=".63.$mid=11422435339579=282c96fa626d65adc97.2:0.0.0.0.0.0.$end:0:$9:0" /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/F2t4XVdaXVM" height="1" width="1" alt=""/

iLaw ตอน4: การฟ้องคดีหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อปิดกั้นการแสดงออก

Thu, 29/01/2015 - 07:46
!--break--!--break-- pstrongสรุปสถานการณ์เสรีภาพการแสดงออกปี 2557 : การฟ้องคดีหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อปิดกั้นการแสดงออกnbsp;/strongnbsp;ปี 2557 กฎหมายหมิ่นประมาทและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) ยังเป็นอาวุธที่ทั้งภาครัฐและเอกชนใช้เพื่อปิดกั้นหรือตอบโต้กับเรื่องราวที่ไม่อยากได้ยิน ในปีนี้มีกรณีที่การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หรือให้ความเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะเป็นเหตุให้ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทหลายกรณีnbsp;/p divการฟ้องคดีใหม่ๆ ในรอบปีที่ผ่านมาตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงของสื่อมวลชน นักเคลื่อนไหว หรือนักวิชาการ ที่มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม รวมไปถึงชาวบ้านที่ใช้เสรีภาพการแสดงออกเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และทำให้วัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนถูกคุกคาม/div divnbsp;/div div divstrongคดีหมิ่นประมาท และการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่เกิดขึ้นใหม่ในปี 2557/strong/div divnbsp;/div divstrongคดีบริษัททุ่งคำ ฟ้อง ชาวบ้านจังหวัดเลย 2 คดี/strong/div divกรณีความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานระหว่างบริษัททุ่งคำ ที่ได้รับประทานบัตรเหมืองทองคำ ในพื้นที่ อ.วังสะพุง จ.เลย กับกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง นำมาสู่การฟ้องคดีหมิ่นประมาท หลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างชาวบ้านกับกลุ่มชายชุดดำที่ต้องการขนแร่ผ่านหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 มีสื่อมวลชนและองค์กรต่างๆ ลงพื้นที่ไปทำข่าวจำนวนมาก/div divnbsp;/div divบริษัททุ่งคำ ยื่นฟ้องจำเลยที่เป็นชาวบ้าน 2 คน 2 คดี ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 คือnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/631"สุรพันธุ์nbsp;/aหรือ “พ่อไม้” จากการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวช่อง TNN24 ถึงกรณีที่มีเหตุไฟไหม้เต็นท์ของคนงานเหมือง และa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/632"พรทิพย์/anbsp;หรือ “แม่ป๊อป” จากการให้สัมภาษณ์กับนักข่าวช่อง Nation TV ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านต้องประสบnbsp;/div divnbsp;/div divประเด็นที่น่าสนใจคือ ทั้งสองคดีนี้บริษัททุ่งคำเลือกยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดที่โจทก์มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่ ทำให้จำเลยต้องรับภาระอย่างหนักในการเดินทาง การต่อสู้คดี และยังต้องแบกรับความเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายขณะเดินทางออกนอกพื้นที่ด้วย/div divnbsp;/div divในวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ตัวแทนชาวบ้านจาก อ.วังสะพุง จ.เลย เจรจาและลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรรมการผู้จัดการ บริษัททุ่งคำ โดยตกลงกันว่าบริษัทยินดีถอนฟ้องทุกคดี แลกกับการที่ชาวบ้านยินยอมให้ขนแร่ที่ขุดแล้วออกจากพื้นที่ทำเหมือง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย อัยการจังหวัดเลย และนายอำเภอวังสะพุง เป็นพยานการทำบันทึกข้อตกลง วันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์จึงส่งทนายความเข้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีที่มีการฟ้องร้องชาวบ้านทั้งหมดnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div diva href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/629#detail"strongคดีกระทรวงพลังงาน ฟ้อง ม.ล.กรกสิสัฒน์nbsp;/strong/a/div div15 สิงหาคม 2557 เอกศักดิ์ ญาโนทัย ผู้รับมอบอำนาจจากกระทรวงพลังงาน ยื่นฟ้อง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คเพจ “คุยกับหม่อมกร” ทำนองว่า ราคาขายน้ำมันดีเซลที่ส่งไปจำหน่ายที่ สปป.ลาว ต่ำกว่าราคาจำหน่ายในประเทศไทย ทำให้กระทรวงพลังงานได้รับความเสียหาย/div divnbsp;/div divศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงรับฟ้องไว้พิจารณา และนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 คู่ความทั้งสองฝ่ายได้มาที่ศาล เพื่อตกลงวันนัดสืบพยานกันโดยเป็นการสืบพยานโจทก์ 4 นัด สืบพยานจำเลย 9 นัด ศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ เพราะจำเลยอาจมาศาลไม่ได้ทุกนัดnbsp;/div divnbsp;/div /div divnbsp;/div /div diva href="http://www.isranews.org/isranews-article/item/34877-isranews_34877.html"strongคดีสำนักงานศาลปกครอง ฟ้อง สำนักข่าวอิศรา/strong/a/div div25 สิงหาคม 2557 ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองยื่นฟ้องมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย, ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ nbsp;ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา และเสนาะ สุขเจริญ บรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) กรณีนำเสนอข่าวว่า ดิเรกฤทธิ์มีบันทึกส่วนตัวหรือที่เรียกกันว่า “จดหมายน้อย” ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจรายหนึ่ง/div divnbsp;/div div28 สิงหาคม 2557 มีรายงานว่า ดิเรกฤทธิ์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีแพ่งจำนวน 50 ล้านบาทด้วย หลังยื่นฟ้องคดีอาญาแล้วจำเลยยังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว/div divnbsp;/div div10 พฤศจิกายน 2557 ศาลอาญามีคำวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของโจทก์เป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปย่อมตำหนิติเตียนได้ทั้งนั้น และยิ่งโจทก์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองยิ่งต้องถูกบุคคลอื่นๆ ในสังคมตำหนิติเตียนได้หนักขึ้น และการที่จำเลยทั้งสามลงโฆษณาข้อความเช่นนั้น จึงถือว่าจำเลยทั้งสามแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนที่ย่อมกระทำได้/div divnbsp;/div div diva href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/635"strongคดีช่องสาม ฟ้อง สุภิญญา กลางณรงค์/strong/a/div div8 กันยายน 2557 บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ช่อง 3) ยื่นฟ้องสุภิญญา กลางนรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการ กสทช. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) จากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ และรีทวีตข้อความ ในประเด็นความขัดแย้งระหว่างช่องสามและ กสทช. เรื่องการโอนย้ายสัญญาณมาสู่ระบบดิจิทัลnbsp;/div divnbsp;/div div1 ธันวาคม 2557 ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้อง ทนายฝ่ายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง คู่กรณีเจรจาตกลงกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกัน ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"a href="http://freedom.ilaw.or.th/sites/default/files/imagecache/wysiwyg_imageupload_colorbox_preset/wysiwyg_imageupload/1/compu_1.jpg" rel="colorboxgroup" title=""img alt="138" src="https://farm9.staticflickr.com/8596/16390151351_09c8ddc948_z_d.jpg" style="border: none; width: 500px; height: 333px;" title="" //a/div divnbsp;/div divnbsp;/div /div divstrongคดีหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญในปี 2557nbsp;/strong/div divnbsp;/div divstrongศาลอุทธรณ์พิพากษายืน/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/557"คดีผู้ชุมนุมหนองแซงดูหมิ่นนายก อบต/a. คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 โดยผู้ชุมนุมกล่าวปราศรัยพาดพิงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทำนองว่า เป็นสุนัขรับใช้โรงไฟฟ้า ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2556 ว่าจำเลยทั้งสามคนมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ให้จำคุกคนละ 15 วัน ปรับคนละ 1,000 บาท nbsp;ให้รอการลงโทษ 2 ปีnbsp;/div divnbsp;/div div23 มกราคม 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เนื่องจากพยานโจทก์ทั้งหมดไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongถอนฟ้องคดี/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/488"กสทช. ฟ้องหมิ่นประมาท ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และณัฏฐา โกมลวาทินnbsp;/aเป็นคดีความที่ต่อเนื่องมาจากปี 2556 โดยสำนักงาน กสทช. ยื่นฟ้องนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ “ที่นี่ไทยพีบีเอส” จากกรณีที่ ดร.เดือนเด่น วิพากษ์วิจารณ์การออกประกาศ “ห้ามซิมดับ” ออกรายการดังกล่าว/div divnbsp;/div div10 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้อง และสั่งรับฟ้องในวันที่ 17 มีนาคม 2557 โดยศาลแนะนำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ยกัน ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2557 หลังนายสุทธิพล ทวีชัยการ หนึ่งในกรรมการ กสทช. ที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ลาออกจากตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ศาลนัดไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดี คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้และแถลงร่วมกันว่า ในชั้นนี้ได้ให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ติดใจดำเนินคดีต่อไป โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยnbsp;/div divnbsp;/div divstrongศาลอุทธรณ์ลดโทษจำคุก/stronga href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/83"nbsp;คดีคธา : Wet dream คธา/anbsp;ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โพสต์ข่าวลือเป็นเหตุให้หุ้นตกในปี 2552 ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(2) คดีนี้ไม่ใช่เรื่องการหมิ่นประมาทบุคคลแต่เป็นข้อกล่าวหาเรื่องการสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปีแล้วลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 ปีนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าหนักเกินไป ควรแก้ไขใหม่เป็นให้จำคุกกรรมละ 2 ปี รวม 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือนnbsp;/div divnbsp;/div div10 มีนาคม 2557 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยเป็นการชั่วคราว โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์โทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี/div divnbsp;/div divstrongส่งฟ้องคดี/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/55"กองทัพเรือ ฟ้อง ภูเก็ตหวาน/anbsp;อลัน และชุติมา สองนักข่าวของภูเก็ตหวาน สำนักข่าวออนไลน์ในจังหวัดภูเก็ต ถูกกองทัพเรือแจ้งความฐานหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลังเผยแพร่รายงานของรอยเตอร์ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่กองทัพเรือเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา/div divnbsp;/div div17 เมษายน 2557 อัยการนัดส่งตัวฟ้องที่ศาลจังหวัดภูเก็ต ศาลนัดสืบพยานวันที่ 14 - 16 กรกฎาคม 2558/div divหลังจากส่งฟ้องแล้วทั้งสองฝ่ายมีความพยายามเจรจา โดยมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นคนกลาง แต่ยังตกลงกันไม่ได้ ช่วงเดือนตุลาคมกองทัพเรือภาคที่สามแจ้งกับสื่อมวลชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตว่า ของดการให้ข่าวกรณีการดำเนินคดีกับภูเก็ตหวาน และห้ามผู้สื่อข่าวภูเก็ตหวานเข้ามาทำข่าวในพื้นที่ของกองทัพเรือ เนื่องจากการเผยแพร่ข่าวของภูเก็ตหวานก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองทัพเรือไทยnbsp;/div divnbsp;/div div divstrongพิพากษายืนยกฟ้อง/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/569#summary"คดีทิชา ณ นคร ถูก พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์/anbsp;ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท โดยคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2546 nbsp;ซึ่งในวันที่22 เมษายน 2557nbsp;ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีการนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาnbsp;คำพิพากษาศาลฎีกาสรุปได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะให้สัมภาษณ์และเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ มีข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่เริ่มจากบทสัมภาษณ์และบทความของจำเลยเป็นคนแรก ทำให้คดีนี้ศาลทั้งสามชั้นพิพากษายกฟ้อง/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongเลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องคดี/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/573#detail"บริษัท เบ็ทเทอร์ ลีฟวิ่ง ฟ้อง ประชาชาติธุรกิจnbsp;/aคดีนี้สืบเนื่องจากเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจและกรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่เนื้อหากรณีมีบริษัททุนข้ามชาติขอจดโดเมนเป็น .thai ต่อมาทั้งหนังสือพิมพ์และแหล่งข้อมูลถูกบริษัทที่ถูกพาดพิงฟ้องฐานหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ/div /div divศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนที่จะเลื่อนนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้ง ไปเป็นวันที่ 19 มกราคม 2558/div divnbsp;/div divstrongยกฟ้องคดีหมิ่นประมาท/strongของa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/469"อานดี้ ฮอลล์nbsp;/anbsp;อานดี้ ฮอลล์ เป็นนักวิจัยด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ ถูกบริษัท เนเชอรัล ฟรุ๊ต ฟ้องหมิ่นประมาท จากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีราถึงสภาพการจ้างงานในโรงงานผลิตสับปะรดแปรรูปในประเทศไทย นอกจากคดีนี้ อานดี้ถูกฟ้องเป็นคดีทั้งแพ่งและอาญาอีก 3 คดี เป็นคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯด้วย 1 คดี/div divnbsp;/div divวันที่ 2 - 10 กันยายน 2557 ศาลจังหวัดพระโขนง นัดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวันที่ 29 ตุลาคม 2557 ศาลจังหวัดพระโขนงอ่านคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากมูลเหตุคดีนี้อานดี้ให้สัมภาษณ์ขณะอยู่ที่ประเทศพม่า โดยสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้มีพนักงานอัยการอยู่ร่วมในชั้นสอบสวนด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในชั้นสอบสวนมีเพียงพนักงานสอบสวน สน.บางนา เท่านั้น จึงถือเป็นการสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย/div divnbsp;/div divแม้ศาลจะยกฟ้องไป 1 คดี แต่ก็ยังเหลืออีก 3 คดี วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีนัดไต่สวนมูลฟ้องa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/469#detail"nbsp;คดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯnbsp;/aโดยมีผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติ จากสถานทูตฟินแลนด์ และทนายความด้านสิทธิมนุษยชนจากแคนาดามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย แต่ตัวอานดี้ ฮอลล์ไม่มาศาลnbsp;/div divก่อนเริ่มกระบวนพิจารณา ศาลขอให้คู่ความไกล่เกลี่ยยอมความกัน เพราะศาลยังไม่ได้สั่งฟ้องคดี แต่คู่ความตกลงกันไม่ได้ โจทก์ยืนยันว่าโรงงานของตนได้รับความเสียหายอย่างมากหลังจากงานวิจัยของฝ่ายจำเลยเผยแพร่สู่สาธารณะ nbsp;จึงมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งต่อไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558nbsp;/div divnbsp;/div divstrongถอนฟ้อง/strongnbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/489"คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ฟ้อง ไทยพับลิก้าnbsp;/aคดีนี้สืบเนื่องจาก สำนักข่าวไทยพับลิก้าซึ่งทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน เผยแพร่บทสัมภาษณ์ประธานกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ฯ ในประเด็นความไม่โปร่งใสในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ฯ และถูกศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์ฟ้องฐานหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2556/div divnbsp;/div div2 มิถุนายน 2557 ศาลจังหวัดมีนบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง เนื่องจากคณะกรรมการสหกรณ์ชุดปัจจุบันได้ประชุมกันในวันที่ 11 เมษายน 2557 แล้วมีมติให้ถอนฟ้อง ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง/div divnbsp;/div divstrongถอนฟ้องคดีnbsp;/stronga href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/611"จอน อึ๊งภากรณ์/anbsp;ถูกกลุ่มหมอฟ้องหมิ่นประมาท คดีนี้จอน อึ๊งภากรณ์และพวกอีก 9 คน ถูกฟ้องว่าแจกเอกสารในงานเปิดตัว “กลุ่มคนรักสุขภาพ” เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 มีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาท/div divสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) ว่ามีเจตนาล้มระบบหลักประกันสุขภาพnbsp;/div divnbsp;/div div19 สิงหาคม 2557 ศาลจังหวัดนนทบุรีนัดสืบพยานโจทก์ ผู้พิพากษากล่าวกับฝ่ายโจทก์และจำเลยว่า ศาลเห็นว่าควรไกล่เกลี่ยจึงเชิญทนายฝ่ายจำเลยและจำเลยทั้ง 6 คน ออกจากห้องพิจารณาเพื่อพูดคุยกับฝ่ายโจทก์ หลังจากนั้น จึงเชิญฝ่ายจำเลยพร้อมทนายมารับทราบการเจรจาระหว่างผู้พิพากษาและฝ่ายโจทก์ โดยข้อตกลงที่จะถอนฟ้องคือการทำหนังสือคำชี้แจง โจทก์และจำเลยยอมร่วมทำคำชี้แจง สุดท้ายตกลงกันได้ ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องnbsp;/div divnbsp;/div divstrongข้อสังเกต และแนวโน้มในปี 2557/strong/div divnbsp;/div divข้อสังเกตประการแรก เห็นได้ว่าคดีหมิ่นประมาทที่ฟ้องร้องดำเนินคดีกันมีแนวโน้มการไกล่เกลี่ยและถอนฟ้องค่อนข้างสูง กล่าวคือ ในปี 2557 จากคดีความ 12 คดี มีการถอนฟ้องกัน 6 คดี และยกฟ้อง 2 คดี มีคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา 4 คดี ศาลยกฟ้องไปแล้ว 2 คดี และลงโทษ 1 คดี ซึ่งศาลพิพากษาให้รอการลงโทษ/div divnbsp;/div divสถิติเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทนั้น มีลักษณะเป็นการฟ้องเพื่อตอบโต้การนำเสนอข้อมูลที่ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องการให้ปรากฏ เป็นการฟ้องเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือเพื่อสร้างภาระให้กับจำเลยและขบวนการเคลื่อนไหวของจำเลย และปรามไม่ให้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อมุ่งลงโทษบุคคล เพื่อชดเชยความเสียหายที่โจทก์ได้รับ หากมีข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงภายหลังและสามารถตกลงกันได้ โจทก์ก็ยินยอมที่จะถอนฟ้องไม่ติดใจเอาความ/div divnbsp;/div divข้อสังเกตประการที่สอง จะเห็นได้ว่าบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีหมิ่นประมาท ล้วนเป็นองค์กรที่มีฐานะอยู่เหนือกว่าผู้ถูกฟ้องคดีในแง่ต้นทุนในการต่อสู้คดี ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัททุ่งคำ ยื่นฟ้องชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ หรือกรณีบริษัท เนเชอรัล ฟรุ๊ต ยื่นฟ้องอานดี้ ฮอลล์ นักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ในปี 2557 ยังเป็นปีที่เห็นปรากฏการณ์ว่าหน่วยงานของรัฐเข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทเอกชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานหรือบุคลากรของหน่วยงาน เช่น กรณีกระทรวงพลังงาน ยื่นฟ้อง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระ กรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ฟ้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ และณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการ “ที่นี่ไทยพีบีเอส” กรณีกองทัพเรือฟ้องสำนักข่าวภูเก็ตหวาน และกรณีสำนักงานศาลปกครองฟ้องสำนักข่าวอิศรา เป็นต้น/div divnbsp;/div divจึงเป็นประเด็นคำถามเด่นในปีนี้ว่า หน่วยงานรัฐในฐานะที่รับผิดชอบจัดทำบริการสาธารณะที่กระทบต่อประชาชน มีความชอบธรรมหรือไม่ที่จะนำงบประมาณและทรัพยากรของหน่วยยงานมาใช้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือควรปล่อยให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์และติเตียนการปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทnbsp;/div divnbsp;/div divข้อสังเกตประการที่สาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ยังคงถูกนำมาใช้ฟ้องร้องคู่กับการหมิ่นประมาทเสมอ ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาเพื่อใช้ปราบปรามการกระทำความผิดต่อระบบมากกว่าการจำกัดเนื้อหาบนโลกออนไลน์ การใช้กฎหมายที่ผิดไปจากเจตนามีผลให้จำเลยต้องรับภาระหนักขึ้นในการต่อสู้คดี ในการหาหลักทรัพย์ที่สูงขึ้นมาประกันตัว และในการเผชิญหน้ากับอัตราโทษตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นวัตถุประสงค์ที่โจทก์ต้องการก็ได้/div divnbsp;/div divnbsp;/div h4strongสรุปสถานการณ์ประจำปี 2557 กรณีอื่นๆ/strong/h4 pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/Arrest2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 1/5 : การเรียกบุคคลไปรายงานตัว การจับกุมและการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก/a/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/LeseMajeste2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 2/5: คดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ เดินหน้าหนึ่งก้าวก่อนถอยหลังสามก้าว/a/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/PoliticalCharges2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 3/5: เสรีภาพการชุมนุม/การแสดงออกสาธารณะ และการตั้งข้อหาทางการเมือง/a/p diva href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/Other2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 5/5 : เก็บตกเหตุการณ์ก่อน-หลังรัฐประหาร การเซ็นเซอร์ตัวเอง การปิดกั้นสื่อออนไลน์ การปิดวิทยุชุมชน และอื่นๆnbsp;/a/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57374" target="_blank"iLaw ตอน1 : ภาพรวม-ภาพลึกหลังรัฐประหาร การเรียกรายงานตัว คุมตัว บางกรณีมีซ้อม/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57460" target="_blank"iLaw ตอน2: คดีหมิ่นเจ้า เดินหน้าหนึ่งก้าว ก่อนถอยหลังสามก้าว/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57468" target="_blank"iLaw ตอน3: เสรีภาพการชุมนุม การแสดงออกสาธารณะและการตั้งข้อหาทางการเมือง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QFcjUbiUVvk" height="1" width="1" alt=""/

ภาษาในโลกประชาธิปไตย: Patronizing

Thu, 29/01/2015 - 05:45
!--break--!--break-- p align="center"nbsp;/p p align="center"nbsp;/p pในบทความแปลที่น่าสนใจยิ่งของคุณภาคิน นิมมานนรวงศ์ เรื่อง "สลาวอย ชิเชค: อเทวนิยมคือมรดกที่ควรต่อสู้ให้ได้มา"a href="#_ftn1" name="_ftnref1" title=""supsup[1]/sup/sup/a นั้น มีอยู่จุดหนึ่งที่ดิฉันใคร่ขอหยิบยกมากล่าวถึงสักเล็กน้อยในที่นี้ นั่นคือ การแปลความหมายของคำว่า patronizing อันปรากฏอยู่ในย่อหน้าก่อนสุดท้ายของบทความต้นฉบับ ดังที่ยกมาด้านล่างนี้/p blockquotep"While a true atheist has no need to bolster his own stance by provoking believers with blasphemy, he also refuses to reduce the problem of the Muhammad caricatures to one of respect for other's beliefs. Respect for other's beliefs as the highest value can mean only one of two things: Either we treat the other in a strongupatronizing/u/strong way and avoid hurting him in order not to ruin his illusions, or we adopt the relativist stance of multiple "regimes of truth," disqualifying as violent imposition any clear insistence on truth."a href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""supsup[2]/sup/sup/a/p /blockquote pคำกริยา patronize เป็นคำที่พบบ่อยในสังคมตะวันตก ที่น่าสนใจคือเป็นคำที่มีความหมายทั้งบวกและลบ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ กูเกิลอธิบายศัพท์คำนี้เป็น 2 ความหมายว่า/p p1. treat with an apparent kindness that betrays a feeling of superiority./p p2. frequent (a store, theater, restaurant, or other establishment) as a customer. / give encouragement and financial support to (a person, especially an artist, or a cause)./p pส่วนปทานุกรมอังกฤษเป็นไทยของ สอ เสถบุตร แปลคำนี้ว่า ผู้อุปการะ, คนชุบเลี้ยง, ผู้อุปถัมภ์, พระบรมราชูปถัมภ์; สนับสนุน, อุดหนุน; ทำทีกรุณา, วางโต/p pหากใช้คำว่า patronize ในบริบทของการให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่ออุดหนุนร้านค้าหรือเป็นผู้อุปถัมภ์ คำนี้มักมีความหมายในเชิงบวกเสมอ แต่ถ้านอกเหนือไปจากนี้ ความหมายของคำก็มักจะกลายเป็นข้อที่ 1 คือหมายถึงการแสดงท่าทีกรุณา หากแฝงไว้ด้วยการยกตนเหนือผู้อื่น หรือดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นอยู่ในที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนี้อยู่ในรูปของคำคุณศัพท์ คือ patronizing ดังเช่นในบทความนี้ ความหมายก็มักจะเป็นในเชิงลบเสมอ/p pnbsp;/p pในบทความแปลของคุณภาคิน ซึ่งแปลย่อหน้าดังกล่าวไว้ว่า/p blockquotep"ในขณะที่ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าโดยแท้จริงไม่จำเป็นต้องสนับสนุนจุดยืนของตนเองด้วยการยั่วยุดูหมิ่นผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้า พวกเขายังปฏิเสธการลดทอนปัญหาของการ์ตูนล้อเลียนนบีมุฮัมหมัด ให้กลายเป็นหนึ่งในวิธีการเคารพความเชื่อของผู้อื่นอีกด้วย การเคารพความเชื่อของผู้อื่นในฐานะคุณค่าอันสูงสุดมีความหมายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ใช่การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยuความเกื้อกูล/uและหลีกเลี่ยงการทำร้ายคนเหล่านั้นเพื่อรักษาภาพลวงตาของพวกเขาไว้ให้ปลอดภัย ก็เป็นการปรับใช้จุดยืนอันสัมพัทธ์ว่าด้วย “ระบอบแห่งความจริง” ที่หลากหลาย ซึ่งไม่มีคุณสมบัติของการยัดเยียดว่าความยึดมั่นอันแจ่มชัดใด ๆ คือความจริงแท้ด้วยวิธีการที่รุนแรง"/p /blockquote pคุณภาคินเลือกใช้คำว่า "ความเกื้อกูล" ซึ่งมีนัยยะเชิงบวกไปในทิศทางเดียวกันกับคำว่าอุดหนุน อุปการะ หรืออุปถัมภ์ ซึ่งดิฉันเห็นว่า ไม่น่าจะใช่สาระที่บทความชิ้นนี้ต้องการสื่อ เพราะเมื่ออ่านบริบทโดยรวมแล้ว ผู้เขียนน่าจะต้องการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อทางศาสนา อันกระทำในนามของการเคารพความเชื่อของผู้อื่นในฐานะคุณค่าอันสูงสุด ดังที่ผู้เขียนได้สรุปไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความว่า/p blockquotep"What about submitting Islam - together with all other religions - to a respectful, but for that reason no less ruthless, critical analysis? This, and only this, is the way to show a true respect for Muslims: to treat them as adults responsible for their beliefs."/p /blockquote p(แล้วถ้าเราจะวิเคราะห์วิจารณ์ศาสนาอิสลามและศาสนาอื่นด้วยความเคารพ ทว่าตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมล่ะ นี่น่าจะเป็นวิธีเดียวกระมังที่เราจะแสดงออกถึงความเคารพต่อชาวมุสลิมได้อย่างแท้จริง นั่นคือ การปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อความเชื่อของตนเอง)a href="#_ftn3" name="_ftnref3" style="background-color: rgb(255, 255, 255);" title=""supsup[3]/sup/sup/a/p pคำว่า patronizing ในบทความชิ้นนี้ จึงน่าจะหมายถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยท่าทีกรุณาอันแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหนือกว่า/p pศัพท์คำว่า patronize ตามความหมายในบทความนี้ แม้จะพบบ่อยในชีวิตประจำวันของชาวตะวันตก (ได้ยินบ่อยก็เช่นวลี "Don't patronize me!") แต่กลับหาคำแปลตรงตัวเป็นภาษาไทยไม่ได้ รวมถึงไม่พบการใช้คำศัพท์ที่ให้ความหมายเดียวกันนี้ในสังคมไทยสักเท่าไร ซึ่งอาจเป็นเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในสังคมไทยที่ระบบอาวุโสมีความสำคัญและดำรงอยู่อย่างเข้มข้นและเข้มแข็งนั้น การที่คน ๆ หนึ่งจะใช้สถานะทางเพศ วัย หรือสังคมมา patronize คนอื่น จึงเป็นเรื่องที่กระทำได้โดยไม่ถือว่าเป็นความแปลกประหลาดอะไร หรือถ้าคิดกันอย่างจริงจังแล้ว มันอาจจะกลับตาลปัตรเลยก็ได้ นั่นคือการ patronize อาจเป็น norm ของสังคมไทย ขณะที่ในสังคมประชาธิปไตยตะวันตกพฤติกรรมแบบนี้อาจไม่เป็นที่ยอมรับกันอีกต่อไปแล้ว/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""supsup[1]/sup/sup/a a href="http://www.prachatai.com/journal/2015/01/57576"http://www.prachatai.com/journal/2015/01/57576/a/p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""supsup[2]/sup/sup/a Slavoj Zizek. “Atheism is a legacy worth fighting for” New York Times. a href="http://www.nytimes.com/2006/03/13/opinion/13iht-edzizek.html?_r=0"http://www.nytimes.com/2006/03/13/opinion/13iht-edzizek.html?_r=0/a/p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""supsup[3]/sup/sup/a แปลโดยผู้เขียน/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2015/01/57576" target="_blank"สลาวอย ชิเชค: อเทวนิยมคือมรดกที่ควรต่อสู้ให้ได้มา/a /div div class="field-item even" a href="http://www.nytimes.com/2006/03/13/opinion/13iht-edzizek.html?_r=0" target="_blank"Slavoj Zizek. “Atheism is a legacy worth fighting for” New York Times. /a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0aE94aCKuMs" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 22-28 ม.ค. 2558

Thu, 29/01/2015 - 03:47
!--break--!--break-- divstrongช่วง 3 เดือนแรงงานถูกหลอกเกือบ 200 คน สูญเงินกว่า 9 ล้าน/strong/div divnbsp;/div div(22 ม.ค.) นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.) เปิดเผยว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์จากคนหางานกรณีถูกสาย/นายหน้า หรือบริษัทจัดหางานหลอกลวงไปทำงาน ในช่วงเดือนตุลาคม -ธันวาคม 2557 กกจ.ได้รับเรื่องร้องทุกข์ทั้งสิ้น 190 คน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9,660,000 บาท โดยมีสาเหตุ 1.จ่ายค่าบริการแล้ว แต่ไม่ได้รับการจัดส่งไปทำงาน 2.จัดส่งไปต่างประเทศแล้ว แต่ไม่สามารถเข้าประเทศปลายทางได้ 3.ถูกส่งไปทำงานแบบลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย และ 4.ส่งไปแล้วแต่ไม่มีงานทำ รวมทั้งถูกลอยแพในต่างประเทศ ดังนั้น เพื่อ ลดภาวะเสี่ยงต่อการไปทำงานผิดกฎหมาย และทำงานในตำแหน่งที่ทางการมาเลเซียไม่อนุญาต ทั้งโดยตั้งใจหรือถูกล่อลวงชักชวนโดยสาย/นายหน้าเถื่อน หรือโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ติดต่อสอบถามที่กรมการจัดหางาน (กกจ.)nbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายสุเมธ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีแรงงานหญิงไทยที่เดินทางไปทำงานประเทศมาเลเซียในตำแหน่งพนักงานนวด ถูกจับกุมเนื่องจากมีพฤติการณ์ลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ขอเตือนแรงงานไทยที่อยากจะไปทำงานในประเทศมาเลเซีย คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ ศึกษาเงื่อนไขในสัญญาจ้างงานอย่างละเอียด โดยสัญญานั้นจะต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงานไทยหรือสถานทูต/สถานกงสุลไทยประจำประเทศนั้นๆ และควรเดินทางไปทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยติดต่อกับ กกจ.หรือหากติดต่อกับนายจ้างโดยตรงก็ขอให้แจ้งการเดินทางต่อ กกจ.เนื่องจากการลักลอบทำงาน หรือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศมาเลเซีย ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 ริงกิต หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งปัจจุบันทางการมาเลเซียยังคงจับกุมแรงงานต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กกจ.โทร.02-245-6708-9 หรือ สายด่วนกกจ. โทร.1694/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongคนงานไทยเคว้งสิงคโปร์-สมาคมถูกไล่ แฉสำนัก แรงงาน เลิกจ่าย ค่าเช่าที่ รอถกทูต/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมเพื่อนแรงงานไทยในประเทศสิงคโปร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สมาคมมีความจำเป็นต้องขอเลื่อนการเรียนการสอนคอร์สภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ สำหรับแรงงานไทยและแม่บ้านไทยออกไปก่อน เนื่องจากสมาคม ได้รับแจ้งจากสำนักงานแรงงานในประเทศสิงคโปร์ (สนร.) ว่าให้สมาคมย้ายของออกจากห้องที่เป็นสำนักงานในปัจจุบัน ภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้ เพราะค่าเช่าห้องสูงขึ้น ทำให้ สนร.ต้องยกเลิกการเช่าห้องและกำลังหาห้องใหม่ ดังนั้นขอให้นักเรียนทุกคนรอฟังข่าวจากสมาคม หรืออาจารย์ที่สอนว่าคอร์สต่างๆ จะเริ่มได้เมื่อไหร่nbsp;/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าต่อมามีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายคนเข้ามาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาให้กำลังใจสมาคม และไม่เห็นด้วยกับการย้ายที่ตั้งสมาคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ สนร.ที่ผ่านมา ว่าเป็นการรังแกแรงงานไทยในสิงคโปร์หรือไม่ เนื่องจากสมาคมเป็นที่รวมกันของแรงงานที่มีจิตอาสา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ ในเฟซบุ๊กยังเชิญชวนสมาชิกสมาคมให้มาพบปะกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ สนร.จะยกเลิกการเช่าและให้สมาคมย้ายออก ในวันที่ 25 ม.ค. เวลา 17.00 น. ภายในเลขที่ 5001 ห้อง 03-28 ชั้น 3 อาคารโกลเด้นมายล์ คอมเพล็กซ์ ถนนบีช สิงคโปร์ 199588/div divnbsp;/div divรายงานข่าวจากสมาคมเพื่อนแรงงานไทย ในประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า สมาคมอยู่ภายใต้สำนักงานแรงงานในประเทศสิงคโปร์ (สนร.) สังกัดกระทรวงแรงงาน ซึ่ง สนร.ได้นำจดหมายแจ้งให้สมาคมย้ายออกมาติดไว้ที่หน้าออฟฟิศเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุให้สมาคมขนย้ายทรัพย์สินออกจากออฟฟิศภายในวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่สมาคมขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 25 ม.ค.นี้ ซึ่ง สนร.ก็ยินดี ทั้งนี้เหตุผลในการย้ายทรัพย์สินออก เนื่องจาก สนร.แจ้งว่าค่าเช่าห้องของสมาคมที่ สนร.เป็นผู้จ่ายให้แพงขึ้น สนร.ไม่มีกำลังจ่ายให้ได้/div divnbsp;/div divรายงานข่าวแจ้งต่อว่า ที่ผ่านมาค่าเช่าออฟฟิศของสมาคม อยู่ที่เดือนละ 1,500 เหรียญสิงคโปร์ และเจ้าของอาคารโกลเด้น มายล์ คอมเพล็กซ์ ขอขึ้นค่าเช่าเป็น 1,800 เหรียญสิงคโปร์ ซึ่งสมาคมก็ยินดีจะจ่ายส่วนต่าง 300 เหรียญสิงคโปร์นี้ แต่ สนร.ไม่ยอมและแจ้งว่าจะหาสถานที่เช่าให้ใหม่ แต่ไม่ระบุว่าเมื่อไหร่ โดยสมาคมมีกิจกรรมสอนภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ให้แรงงานไทยทุกวันอาทิตย์ ทำให้หลังวันที่ 25 ม.ค.เป็นต้นไป สมาคมจะไม่มีสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์อีก/div divnbsp;/div divรายงานข่าวแจ้งต่อว่า ปัจจุบัน สนร.พยายามกดดันให้สมาคมจดทะเบียนให้ถูกกฎหมายของสิงคโปร์ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคนที่มาทำงานกับสมาคมนั้น เป็นแรงงานที่มีจิตอาสามาด้วยใจ ไม่ได้มีเงินเดือนประจำกับสมาคม อีกทั้งการก่อตั้งสมาคมให้ถูกกฎหมายต้องมีคนที่มีสัญชาติสิงคโปร์ ต้องมีเจ้าหน้าที่บัญชี และมีคนทำรายงานประจำปี ซึ่งรายละเอียดมากมายเต็มไปหมด แต่ที่ผ่านมากิจกรรมของสมาคมก็ดำเนินไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไร ทางการสิงคโปร์ก็ส่งคนมาตรวจสอบ มีการสัมภาษณ์คนของสมาคม โดยทางการยังยอมรับและชมเชยในสิ่งที่สมาคมทำอีกด้วยnbsp;/div divnbsp;/div div"สมาคมต้องรอเจรจากับเอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์คนใหม่ ที่จะมารับตำแหน่งช่วงสิ้นเดือนม.ค.นี้ ว่าจะหาทางช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง แต่สมาคมยืนยันว่าพี่น้องแรงงานไทยเกือบ 4 หมื่นคนในสิงคโปร์จะไม่ชุมนุมประท้วง เพราะเป็นไปไม่ได้เลย กฎหมายสิงคโปร์ไม่เอื้อให้พลเมืองชั้นสองชุมนุมอยู่แล้ว ส่วนกิจกรรมของสมาคมที่มีสมาชิกกว่า 300 คนมาลงทะเบียนเรียนภาษา ตัดผม ร้อยพวงมาลัย แกะสลักผลไม้ ก็ต้องงดจัดชั่วคราวไปก่อน" รายงานข่าวระบุ/div divnbsp;/div divสำหรับความเป็นมาของสมาคมเพื่อนแรงงานไทยในสิงคโปร์ ได้เริ่มต้นในปี พ.ศ.2545 สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช (มสธ.) เปิดการเรียนการสอนทางไกลในประเทศสิงคโปร์ โดยมีสำนักงานแรงงานในประเทศสิงคโปร์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการจัดการเรียนการสอนทางไกลให้กับมสธ. จึงเกิดรวมกลุ่มของนักศึกษา ต่อมาพัฒนาเป็นกลุ่มอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของสำนักงานแรงงาน เช่น กิจกรรมวันแรงงาน กิจกรรมวันสงกรานต์ และกิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา/div divnbsp;/div divจากนั้นประมาณปี 2547 ผศ.ดร.พัฒนา กิติอาษา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2556 เคยมาศึกษาวิจัยชีวิตและชุมชนคนงานไทยในสิงคโปร์ ได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้แรงงานไทยและแม่บ้านไทยที่สนใจ ที่สมาคม โดยเริ่มเปิดคอร์สภาษาอังกฤษเบื้องต้น จากนั้นแรงงานไทยบางส่วนก็อาสาเข้ามาช่วยงานสมาคม จนถึงปัจจุบันกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สมาคมทำหน้าที่เหมือนเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมสำหรับแรงงานไทย อย่างไรก็ตาม สมาคมพยายามหารายได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าอินเตอร์เน็ตด้วยวิธีจัดกิจกรรมสอยดาวใน วันแรงงาน ซึ่งได้รับบริจาคสิ่งของจากทางวัดไทย อีกทั้งมีการจัดประกวดลูกทุ่งเสียงทอง โดยมีร้านอาหารร้านค้าในอาคารโกล เด้นมายล์ให้การสนับสนุนอีกด้วย/div divnbsp;/div divรายงานข่าวระบุว่า วัตถุประสงค์ของสมาคม ประกอบด้วย 1.เพื่อจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยใน สิงคโปร์ 2.เพื่อส่งเสริมความสามัคคีในหมู่แรงงานไทยและชุมชน คนไทยในสิงคโปร์ 3.เพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมืออันดีกับหน่วยงานราชการไทยในสิงคโปร์และหน่วย งานราชการและเอกชนของสิงคโปร์nbsp;/div divnbsp;/div div(ข่าวสด, 22-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongสหภาพฯ หารือผู้ว่า กทม. แนวทางโอนย้าย ขสมก.-สิทธิประโยชน์/strong/div divnbsp;/div divนายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพยื่นหนังสือขอทราบแนวทาง การโอน ขสมก. เข้าสังกัดกทม. ตามนโยบายของรัฐบาล โดยขอทราบรายละเอียดแนวทางแผนงานการโอน ขสมก. ไปสังกัดกทม. เกี่ยวกับ 1. การโอน ขสมก. จะคงสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา พนักงานไม่เห็นด้วยหากยุบเลิก ขสมก. และไปตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา/div divnbsp;/div div2. หากโอนไปแล้ว สิทธิผลประโยชน์ของพนักงานจะทำอย่างไร สถานภาพของพนักงานเป็นข้าราชการประจำกทม. หรือเป็นลูกจ้างกทม. หรือเป็นลูกจ้างองค์กรกทม. 3. พนักงานได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานหรือไม่ กฏหมายใด หากไม่มีจะได้รับการคุ้มครองจากกฏหมายใด 4. กทม. มีมาตรการรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงาน และการฌาปนกิจสงเคราะห์พนักงาน ขสมก. อย่างไร/div divnbsp;/div divและ 5. มาตรฐานสิทธิประโยชน์ของพนักงานใช้อะไรเป็นตัวกำหนด อิงกฏหมายใด และหากจะโอน ขสมก. ไปสังกัดกทม. จะต้องไปเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นเดิมที่ขึ้นกับกรุงเทพมหานครหรือกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากสมาชิกสหภาพแรงงานฯ และพนักงาน ขสมก. พร้อมที่จะไปในสถานภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้/div divnbsp;/div divด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครยังไม่ทราบแนวทางชัดเจนและยังไม่มีอะไรเป็นทางการ เนื่องจากการถ่ายโอนดังกล่าวรัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ยืนยันว่าการบริหารบุคลากรของกรุงเทพมหานครทั้งในส่วนของข้าราชการ ลูกจ้าง และอาสาสมัครของกรุงเทพมหานคร ในยุคของตนได้ดูแลบุคลากรอย่างดี ทั้งในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และค่าตอบแทนพิเศษ ซึ่งหากมีการโอนขสมก. เข้าสังกัดกทม.จริง กทม. ก็พร้อมที่จะดูแลบุคลากรทุกคนอย่างเต็มที่/div divnbsp;/div div(ryt9.com, 23-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongบุกจับบริษัททัวร์ลำปาง เปิดนำเที่ยวบังหน้าตุ๋นคนงานไป ตปท./strong/div divnbsp;/div div(23 ม.ค. 58) นายปรีชา อินทรชาธร ผู้อำนวยการกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน พร้อมด้วยนางพรปวีณ์ วิชิต จัดหางานจังหวัดลำปาง และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าตรวจที่บริษัท พงษ์ศักดิ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ ตั้งอยู่เลขที่ 719 ม.15 ต.บ่อแฮ้ว อ.เมืองลำปาง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divหลังทางจัดหางานจังหวัดลำปางได้รับการร้องเรียนจากคนหางานว่าถูกบริษัทดังกล่าวหลอกให้ไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะเกาหลี, ญี่ปุ่น ซึ่งได้ชำระเงินไปบางส่วน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เดินทางไป จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทางโซเชียลมีเดียต่างๆ จนพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ประกาศรับสมัครงานจริง จึงได้ประสานไปยังกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน เข้าตรวจสอบ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divโดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวกรรมการของบริษัทได้จำนวนสองคน คือ นายพงษ์ศักดิ์ ต๊ะกูล และนายประสิทธิ์ ปัทมะ ส่วนอีกหนึ่งคนคือ นายพายุ สว่างใจธรรม ไม่อยู่ในบริษัท ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ออกหมายจับต่อไป/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายปรีชาระบุว่า บริษัทดังกล่าวใช้วิธีทำทัวร์บังหน้า แต่ลักลอบนำคนงานไปทำงานยังต่างประเทศในลักษณะนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และที่ผ่านมาได้มีคนหางานถูกหลอก และสูญเงินให้บริษัทดังกล่าวไปแล้วกว่า 20 คน ซึ่งแต่ละคนก็เสียเงินค่านายหน้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไปคนละ 70,000-80,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายแล้วกว่าล้านบาท เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาจัดส่งคนงานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายปรีชายอมรับว่า ในระยะนี้คนลำปางนิยมไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ตามลำดับ คาดว่าอาจจะเป็นเพราะเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงการเกษตรไม่ค่อยดี จึงทำให้คนหันไปนิยมทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเชื่อว่าการไปทำงานในต่างประเทศจะสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ดีที่สุด ปัญหาเรื่องการถูกหลอกจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divซึ่งบางส่วนชาวบ้านทราบว่าอาจจะถูกหลอกแต่ก็ยอมเสี่ยงโดยไม่ฟังคำเตือนของทางราชการ อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการถูกหลอกอีก ขอให้ตรวจสอบตำแหน่งหรือรายละเอียดอื่นๆ รวมถึงบริษัท หรือนายหน้าให้ดีว่าได้รับอนุญาตให้จัดหาคนงานไปทำงานในต่างประเทศหรือไม่ก่อนตัดสินใจ หรือแม้แต่การเรียกเก็บค่านายหน้าจำนวนมาก เนื่องจากอาจจะสูญเงินฟรีได้ โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดลำปาง 0-5426-5051-2 ทุกวัน เวลาราชการ/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongยอดโรงงานใหม่ปี 2557กระฉูดเงินทุนแตะ 602,236 ล้านบาท/strong/div divnbsp;/div divนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถิติการประกอบกิจการโรงงานที่ได้เก็บข้อมูลตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค.-31 ธ.ค. 2557 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ รง.4 ทั้งเปิดโรงงานใหม่และขยายกิจการ รวมทั้งสิ้น 3,815 ราย มูลค่าเงินทุน 456,963 ล้านบาท มีการจ้างคนงาน 149,883 คน แบ่งเป็น การประกอบกิจการใหม่ 3,245 ราย และขยายโรงงาน 570 ราย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจข้อมูลของ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ในปี 2557 ได้มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 5,619 ราย คิดเป็นเงินทุน 602,236 ล้านบาท จ้างคนงาน 204,394 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2556 ได้มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 5,472 ราย คิดเป็นเงินทุน 517,271 ล้านบาท จ้างคนงาน 178,105 คน ตัวเลขจึงดีขึ้นทุกตัวคิดเป็นเงินลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เบื้องต้นกระทรวงอุตสาหกรรมประเมินว่า ตัวเลขการตั้งและขยายโรงงานของภาคเอกชนในปี 2558 มีแนวโน้ม ที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาตามแผนการลงทุนของหน่วยงานรัฐ/div divnbsp;/div div“จะเห็นได้ว่าโรงงานเปิดทำการผลิตในปัจจุบัน เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนสูง และมีการจ้างคนงานเป็นจำนวนมาก สามารถช่วยขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี และมั่นใจว่าภายใน 1-2 เดือน จะมีโรงงานเปิดสายการผลิตใหม่และขยายกิจการโดยกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทุกจังหวัด อีกจำนวน 2,154 โรงงาน คิดเป็นเงินลงทุน 242,603 ล้านบาท และจะมีการจ้างงานใหม่อีก 59,793 คน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นในการสร้างและขยายกิจการในประเทศไทย”/div divnbsp;/div divดังนั้นจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2558 มีแนวโน้มสดใส มีแนวโน้มที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา” นายจักรมณฑ์ กล่าว/div divnbsp;/div divสำหรับจังหวัดที่มีโรงงานเปิดใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1) จ.ปทุมธานี 309 โรงงาน 2) จ.สมุทรปราการ 287 โรงงาน 3) กรุงเทพฯ 222 โรงงาน 4) จ.ชลบุรี 190 โรงงาน และ 5) จ.สมุทรสาคร 167 โรงงาน ส่วนประเภทกิจการที่เปิดโรงงาน/div divnbsp;/div divมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ 1) อุตสาหกรรมอาหาร 281 โรงงาน 2) กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 255 โรงงาน 3) กลุ่มผลิตยานพาหนะ 251 โรงงาน 4) กลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืช 248 โรงงาน และ 5) กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 242 โรงงาน/div divnbsp;/div divนายจักรมณฑ์กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประกอบกิจการและขยายกิจการ เพราะภาคการผลิต (Real Sector)/div divnbsp;/div divมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง มีเงินหมุนในระบบ ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพื่อสร้างมูลค่า โดยเฉพาะการออกใบอนุญาต รง.4 ของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงมีนโยบายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จัดทำข้อมูลการแจ้งเริ่มประกอบการ และขยายโรงงานจริงว่า หลังได้รับใบอนุญาตจากกระทรวง ไปแล้วมีคงเหลือที่ยังไม่ประกอบกิจการจำนวนกี่ราย เพื่อช่วยประสานอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชน และพบว่าโรงงานที่เปิดดำเนินกิจการในตอนนี้เป็นกิจการขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อมและการเตรียมตัวที่ดี/div divnbsp;/div divส่วนที่ยังไม่เปิดดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี เนื่องจากยังต้องใช้เวลาในการหาแรงงาน แหล่งเงินทุน หรือการก่อสร้างที่อาจล่าช้า และปัจจัยอื่นๆ หากผู้ประกอบการรายใดมีอุปสรรคที่ภาครัฐจะสามารถช่วยได้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นตัวกลางในการประสานความช่วยเหลือดังกล่าว/div divnbsp;/div div(แนวหน้า, 24-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongเล็งจ้างงานหน้าแล้ง-แจกเงินหมู่บ้าน รัฐทุ่มงบแสนล้านจัดขบวนการแก้จน/strong/div divnbsp;/div divนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือรากหญ้าว่า ขณะนี้คลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงต้นเดือน ก.พ.58 สำหรับนโยบายรัฐบาลที่กำลังผลักดันนั้น จะเป็นการมองไปในหมู่บ้านชนบท เป็นการช่วยให้เกิดการจ้างงานในช่วงหน้าแล้ง กระตุ้นให้คนมีงานทำ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่ใช่โครงการประชานิยม เช่นเดียวกับการจัดตั้งกองทุนพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีเป้าหมายจะให้เงินกับหมู่บ้านนำไปใช้ในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะใช้เงินจากส่วนไหน จำนวนเท่าไรnbsp;/div divnbsp;/div divแต่คงจะไม่ให้แบบกองทุนหมู่บ้านที่ให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เพราะมากเกินไป รัฐบาลคงไม่ไหว แต่เป็นการให้เงินแบบมีเงื่อนไข นำไปใช้ในโครงการที่มีประโยชน์ ซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ในเดือน ก.พ.เช่นกัน/div divnbsp;/div div“การทำนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมาๆ ทำให้เกิดภาระต่องบประมาณสูงมาก ทั้งในเรื่องจำนำข้าว รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี สร้างหนี้สูงถึง 700,000-800,000 ล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลนี้มีแนวคิดที่จะเสนอให้มีการตั้งงบประมาณกลางปีละ 100,000 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปีงบ 2559 เป็นต้นไป เพื่อให้รัฐบาลนำเงินในส่วนนี้มาใช้จ่ายในการดูแลประชาชนที่มีฐานะยากจน ยากไร้ เนื่องมาจากเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง และธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งกลุ่มผู้ยากจนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นจะเป็นเกษตรกรหรือไม่เป็นเกษตรกร”/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นายสมหมายกล่าวว่า การเสนอตั้งงบประมาณ 100,000 ล้านบาท จะเป็นคนละส่วนกับงบกลางฉุกเฉินที่จะนำมาใช้เกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นงบกลางเพื่อมาดูคนยากจน ยากไร้ เพื่อให้รู้ว่าใช้เงินจากไหน อะไรบ้าง และเพื่อไม่ให้เกิดการบานปลายจนเป็นหนี้สะสม และหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินจากการกู้ ก็จะกู้จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หรือจากหน่วยงานอื่นก็ต้องตั้งงบคืนเต็มจำนวนในปีงบประมาณถัดไป/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 24-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongจับตาขบวนการงาบหัวคิวแรงงาน นักการเมือง-จนท.มีเอี่ยวส่งเชือดพ่วงยึดทรัพย์/strong/div divnbsp;/div divนายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้หารือถึงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นำไปรายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยในที่ประชุม ผู้แทน ป.ป.ช.ได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางในการกลั่นกรองบริษัทจัดหางานที่ส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศที่มีอยู่เดิมกว่า 200 บริษัท และที่มาจดทะเบียนเปิดใหม่เพื่ออุดช่องโหว่การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกินความเป็นจริง แต่ชี้แจงในที่ประชุมว่าปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีคณะกรรมการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ดังนั้น ที่ประชุมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการกลางฯ ขึ้นมา แต่ขอให้กระทรวงแรงงานกำชับต่อคณะกรรมการตรวจสอบให้ดำเนินการดูแลเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายให้เข้มข้นมากขึ้น และกรณีรัฐมนตรีมีหุ้นหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดหางานก็ห้ามไม่ให้เข้าไปวินิจฉัยการอุทธรณ์ของบริษัทจัดหางานหรือไม่ให้พิจารณาจัดส่งแรงงาน รวมทั้งหากมีแรงงานร้องเรียนและตรวจสอบพบว่าบริษัทจัดหางาน เจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินจริงจะต้องตรวจสอบและลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยนอกจากใช้ระเบียบข้าราชการแล้วก็ให้เอาผิดตามกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มีโทษยึดทรัพย์ด้วย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ที่ประชุมได้ขอให้กระทรวงแรงงานไปพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งแรงงานให้รัดกุมมากขึ้นเพื่อไม่ให้มีช่องโหว่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจริง ได้ชี้แจงไปว่าปัจจุบันกฎหมายของกระทรวงแรงงานได้ระบุไว้อย่างรัดกุมพอสมควร และขณะนี้กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างศึกษาว่ากฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องข้อใดบ้างที่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม หากต้องแก้ไขก็จะดำเนินการ แต่คงแก้ไขในลักษณะยืดหยุ่นเนื่องจากการจัดส่งแรงงานมีกรอบระยะเวลาจัดส่ง หากเขียนกฎหมายตายตัวเกินไปจะเป็นอุปสรรคในการจัดส่งแรงงานไทย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้” ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าว/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้านพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากรายงานของ ป.ป.ช.พบว่า ต้นตอการทุจริตเริ่มที่ฝ่ายการเมืองเห็นช่องทางการทุจริตจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจึงไปตั้งบริษัทจัดหางาน และเมื่อตรวจสอบพบเข้าก็ไม่ให้เข้า การทุจริตมีกระบวนการ 3 ระดับ คือ ฝ่ายการเมืองให้ผู้แทนมาตั้งบริษัทจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติร่วมมือกัน จึงต้องหาทางปิดช่องทางการทุจริตทั้ง 3 ระดับนี้ เช่น การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มโทษโดยยึดทรัพย์บริษัทจัดหางานและผู้ที่กระทำผิด และจะต้องสร้างจิตสำนึกด้านจริยธรรมให้แก่ข้าราชการ นอกจากนี้จะต้องแบ่งเกรดบริษัทจัดหางานเพื่อดูว่ามีพฤติกรรมเป็นอย่างไรและเชื่อมโยงกับใครบ้าง ซึ่งขณะนี้ตนได้รับรายชื่อบริษัทจัดหางานทั้งหมดมาแล้วและจะดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนี้จะต้องทบทวนกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตก็ต้องแก้ไข/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongที่ประชุม คนร. เห็นชอบให้ขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 35 แห่งให้ได้รับเงินเดือน 9,040 บาท/strong/div divnbsp;/div divนายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจจำนวน35 แห่งที่ขึ้นทะเบียนบัญชีแรงงานไว้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างที่มีรายได้ขึ้นต่ำเพียงเดือนละ5,780 บาทให้ได้รับเงินเดือน 9,040บาท ให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่300 บาทต่อวันจะเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับลูกจ้างขณะที่พนักงานที่มีแรงงานค่าจ้างขั้นสูงหากจะขยายเพดานค่าจ้างขึ้นไปอีกจะต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และครม.เห็นชอบเป็นรายกรณีไป/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนฟื้นฟูของการรถไฟแห่งประเทศไทยการบินไทย และขสมก.โดยในส่วนของขสมก.ที่ประชุมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานของขสมก.เดิมที่เป็นผู้กำกับดูแลรถโดยสารสาธารณะให้ยกหน้าที่ดังกล่าวให้กรมการขนส่งทางบกทำหน้าที่แทนส่วนขสมก.ให้เป็นเพียงผู้ประกอบการเท่านั้นโดยเรื่องดังกล่าวจะเสนอครม.เห็นชอบต่อไป/div divnbsp;/div div(กรุงเทพธุรกิจ, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongรัฐบาลอัดฉีด งบ 4 หมื่นล้านบาท จ้างเกษตรกร-คนยากจน ซ่อมถนนทั่วประเทศ/strong/div divnbsp;/div divนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา สรุปมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มผู้ยากจน โดยจะให้กระทรวงคมนาคมจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาและบูรณะซ่อมแซมถนนทั่วประเทศในวงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมีนาคม 2558 เพราะในช่วงดังกล่าว เข้าสู่ฤดูแล้งของประเทศไทยพอดี จึงเป็นจังหวะที่ดีที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกระลอกหนึ่ง/div divnbsp;/div div"ในแต่ละปีกระทรวงคมนาคามีงบประมาณในการพัฒนาและซ่อมแซมถนนทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่กระทรวงการคลังขอให้กระทรวงคมนาคมบวกเพิ่มจากงบประมาณปีปัจจุบันเข้าไปอีก 40,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้กระทรวงการคลัง จะกู้เงินจากตลาดเงินแต่จะเป็นวิธีการไหนและรูปแบบใด ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)" นายสมหมายกล่าว/div divnbsp;/div divนายสมหมาย กล่าวว่า การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและเกษตรกรที่อยู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้เช่นการปลูกข้าว เป็นต้น ทำให้เกิดการว่างงานในชนบท ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมตามมาในอนาคต ดังนั้น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบแบบทันทีจะก่อให้เกิดการจ้างงานในชนบทมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่วางเว้นจากการเพาะปลูกพืชเกษตรเพราะเป็นช่วงหน้าร้อน/div divnbsp;/div div"ผมมีความหวังว่าเมื่อรัฐบาลทุ่มเงิน 40,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว บริษัทผู้รับเหมาในต่างจังหวัดที่ชนะงานประมูลก็จะไปว่าจ้างเกษตรกรที่ไม่ได้ประกอบอาชีพในหน้าแล้งมาทำงานเพราะโครงการต่างๆเหล่านี้ จะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาทที่อยู่ในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม แต่จะเป็นโครงการขนาดเล็ก ๆ กระจายไปในชนบททุกแห่งทั่วประเทศ" นายสมหมายกล่าว/div divnbsp;/div div(มติชนออนไลน์, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongช็อก! ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม ตัดสิทธิผู้ประกันตนลาออก คสรท.เตรียมยื่นค้าน/strong/div divnbsp;/div divน.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) เปิดเผยว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม คสรท.จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และจากนั้นเวลา 11.00 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกันสังคม(ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ ตามขั้นตอนตามวาระแรกไปแล้ว และรอการพิจารณาในวาระที่สองในเดือนกุมภาพันธ์/div divnbsp;/div divเนื่องจากพบว่าร่างดังกล่าวมีการตัดสิทธิผู้ประกันตนกรณีลาออกจากงานจากเดิมที่ผู้ประกันตนจะได้รับเงินช่วยเหลือขณะว่างงานจำนวนร้อยละ30ของค่าจ้างไม่เกิน3เดือนโดยที่ไม่มีการสอบถามผู้ประกันตนและส่งผลกระทบ สร้างความเดือดร้อนต่อผู้ประกันตนอย่างมาก เนื่องจากแรงงานบางรายลาออกด้วยเหตุผลที่ต้องมาดูแลอาการป่วยของคนในครอบครัว การตัดสิทธิออกไปก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมแรงงานมากยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div divประธานคสรท.กล่าวอีกว่า ตนทราบข้อมูลมาว่า การตัดสิทธิดังกล่าวออก เพราะสปส.เคยระบุว่ามีผู้ประกันตนบางคนลาออกเนื่องจากหวังเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน แต่จากความเป็นจริงที่คสรท.พบคือไม่มีใครอยากลาออกจากงาน ซึ่งการลาออกจะทำให้ขาดรายได้เลี้ยงครอบครัวและพบว่าบางส่วนถูกนายจ้างบีบให้ออกจากงาน/div divnbsp;/div div"สปส.อย่ามโนไปเองว่าแรงงานลาออกเพราะหวังเงินกรณีว่างงานเงินที่ถูกตัดออกไปนี้เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับคนยากคนจนเวลาคนงานลำบากเงินส่วนนี้ช่วยชีวิตไว้ได้หากสปส.จะประหยัดเงินก็อย่ามาตัดสิทธิกันแบบนี้ไปตัดโครงการอื่นๆ ที่ฟุ่มเฟือยและไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกันตนจะดีกว่า ทั้งการประชาสัมพนธ์ การไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินกองทุนไปได้มากกว่าการมาตัดสิทธิกรณีว่างงาน"/div divnbsp;/div divน.ส.วิไลวรรณ ยังกล่าวว่า อยากให้ทบทวนเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ โดยให้สิทธิผู้ประกันตนที่ลาออกจากงานและลาออกจากการเป็นผู้ประกันตนแต่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 15 ปีและมีอายุต่ำกว่า 55 ปี สามารถขอรับเงินสิทธิประโยชน์กรณีบำเหน็จชราภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเกณฑ์อายุ 55 ปี เพราะผู้ประกันตนหลายคนที่ลาออกจากงานมีความเดือดร้อน ที่ผ่านมามีกรณีแรงงานเสียชีวิตก่อนอายุครบ 55 ปีและไม่ได้แจ้งระบุทายาทผู้รับเงินต่อสปส.ไว้จึงทำให้เงินตกเป็นของกองทุน/div divnbsp;/div divนอกจากนี้แรงงานข้ามชาติก็ควรได้รับเงินบำเหน็จเมื่อครบกำหนดทำงานในไทยและเดินทางกลับประเทศต้นทางโดยไม่ต้องรออายุครบเกณฑ์นอกจากนี้อยากให้เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรจากเดิมตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ6ปีเป็นถึงอายุ 15 ปี แทนการให้เงินค่าคลอดบุตรเพิ่มเป็น 3 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 2 คน/div divnbsp;/div divน.ส.วิไลวรรณ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีการเปิดให้ผู้ประกันตนเข้าไปมีส่วนร่วม เห็นได้จากอำนาจการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ หรือการออกระเบียบ ยังคงเป็นอำนาจของฝ่ายรัฐและการเมือง ซึ่งหากการยื่นหนังสือขอให้ทบทวนไม่เป็นผลก็อาจจะต้องมีการเคลื่อนไหว เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนกว่า 10 ล้านคน nbsp;/div divnbsp;/div div(มติชนออนไลน์, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongพนักงานห้างโลตัส สาขานครนายก กว่า 50 คน ชุมนุมถือป้ายประท้วง หัวหน้างาน เหตุไม่ให้ลาจนแท้งลูก/strong/div divnbsp;/div divวันที่ 26 มกราคม 2558 nbsp; พนักงานห้างโลตัส สาขานครนายก กว่า 50 คน ชุมนุมถือป้ายประท้วง บริเวณลานจอดรถ โดยอ้างว่าเพื่อแสดงความไม่พอใจหัวหน้างาน ที่ปฎิเสธไม่ให้พนักงานคนหนึ่งไปพบแพทย์ หลังมีอาการตกเลือดเมื่อช่วงเช้าวานนี้ จนต้องอดทนรอจนเลิกงาน เพื่อนพนักงานจึงได้พาไปพบแพทย์ ก่อนที่แพทย์จะ ระบุว่า แท้งลูก ทั้งที่ตั้งครรภ์ได้เพียง 2 เดือน/div divnbsp;/div divหลังชุมนุมไม่นานฝ่ายบริหารของห้าง ได้เรียกพนักงานทั้งหมดไปพูดคุย โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าบันทึกภาพ ทราบชื่อหัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง คือนางสาวพิมพา มาสุก ผู้จัดการสาขา และ นางสาวกัญชพรพิมพิ์อักษร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล เบื้องต้นจะดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล และเตรียมดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง/div divnbsp;/div div(MONO 29, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongเทสโก้โลตัสชี้แจงกรณีห้ามพนักงานตกเลือดพบแพทย์/strong/div divnbsp;/div divพนักงานห้างเทสโก้โลตัส สาขานครนายก ยอมกลับเข้าทำงานตามปกติแล้ว หลังประท้วงกรณีหัวหน้างานปฎิเสธการขอไปพบแพทย์ของพนักงาน จนพนักงานแท้งลูก ล่าสุด บริษัท เอก-ชัย ดีลทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้ดำเนินธุรกิจการปลีกและค่าส่งภายใต้ชื่อ "เทสโก้โลตัส" ออกแถลงการณ์เรื่องนี้/div divnbsp;/div divโดยระบุว่าบริษัทฯเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยัน ที่ผ่านมา มีนโยบายใส่ใจดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานมาโดยตลอด ส่วนกรณีพนักงานหญิงที่ตั้งครรภ์จากการตรวจสอบเบื้องต้นกับผู้จัดการสาขาและพนักงาน พบว่า ได้ปรับตารางการทำงานของพนักงานคนดังกล่าว โดยไม่ให้ทำงานหนัก ที่อาจจะกระทบการตั้งครรภ์ ทั้งนี้บริษัทฯจะตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม/div divnbsp;/div divสำหรับเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากพนักงานห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขานครนายก กว่า 50 คน ประท้วงหัวหน้างาน ที่ไม่ให้พนักงานหญิงคนหนึ่งไปพบแพทย์ ทั้งที่มีอาการตกเลือด จนเพื่อนพนักงานต้องตัดสินใจนำตัวพาไปพบแพทย์ ก่อนที่แพทย์จะระบุว่า ได้แท้งลูก หลังตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน/div divnbsp;/div divส่วนการออกมาชุมนุมประท้วงของพนักงาน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริษัทอ้างว่า เกิดจากการสื่อสารผิดพลาด แต่หลังพูดคุยกันแล้ว พนักงานยอมกลับเข้าทำงานตามปกติแล้ว/div divnbsp;/div div(TPBS, 26-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongสปส.พร้อมแก้ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม คืนสิทธิผู้ประกันตนสมัครใจลาออก/strong/div divnbsp;/div divวันที่ 27 มกราคม นายโกวิท สัจจวิเศษ โฆษกสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกันสังคม(ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวาระแรกและผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ ร่างพ.ร.บ. มีการตัดสิทธิผู้ประกันตนกรณีลาออกจากงานจากเดิมที่ได้รับเงินช่วยเหลือร้อยละ 30 ของเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.)ออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน ว่า เหตุที่สปส.ตัดออกเนื่องจากเห็นว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่ให้เงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน หากแรงงานสมัครใจลาออกเอง มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ให้สิทธินี้ แต่มีกมธ.วิสามัญบางรายขอสงวนคำแปรญัตติไว้เพื่ออภิปรายในวาระที่สอง โดยขอให้คงสิทธิกรณีว่างงานไว้เช่นเดิมและร่างพ.ร.บ.จะเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 ของสนช.ในเดือนกุมภาพันธ์นี้/div divnbsp;/div divนายโกวิท กล่าวอีกว่า หากสนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมในวาระที่ 2 และเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกมธ.วิสามัญที่ให้คงสิทธิกรณีว่างงานไว้เช่นเดิม ทางสปส.ก็จะไม่คัดค้าน หากร่างพ.ร.บ.ผ่านในวาระที่ 2 และ 3 โดยยังคงเนื้อหาตัดสิทธิกรณีว่างงาน สปส.ก็จะเร่งเสนอต่อสนช.ขอแก้ไขกฎหมาย 2-3 มาตรา เพื่อคงสิทธิกรณีว่างงานไว้เช่นเดิม เนื่องจากมีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิว่างงานออก เพราะการลาออกจากงานของแรงงานมีหลายเหตุผล เช่น ถูกบีบให้ลาออก ลาออกเพื่อดูแลญาติพี่น้องที่ป่วย เป็นต้น/div divnbsp;/div divด้าน นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ในฐานะกมธ.วิสามัญยกร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิว่างงานดังกล่าวออกจากร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ เนื่องจากการตัดสิทธิดังกล่าวถือเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ประกันตน โดยได้อธิบายให้กมธ.วิสามัญทุกคนเข้าใจ ส่วนมากเห็นด้วยว่าไม่ควรจะตัดออกและควรใช้ข้อกำหนดเดิม แต่สนช. รับหลักการในวาระที่ 1 ไปแล้วจึงให้ตนสงวนคำแปรญัตติเสียงส่วนน้อยไว้เพื่ออภิปรายในสภาเมื่อร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ 14 ภาคีเครือข่ายผู้ประกันตน จะประชุมกันเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนต่อไป/div divnbsp;/div div(มติชนออนไลน์, 27-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongจ่อชง ครม.ขอเพิ่มกรอบอัตรา พนง.ราชการ เพิ่ม 1.9 หมื่นอัตรา/strong/div divnbsp;/div div(27 ม.ค.) นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทำหน้าที่แทน อ.ก.พ. กระทรวง เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานนั้น ได้เห็นชอบอนมุมัติกรอบพนักงานราชการ สังกัด สอศ. เพิ่มเติม จำนวน 19,686 อัตรา โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 1. ขอเพิ่มกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ปีงบประมาณ 2556 - 2559 จำนวน 7,455 อัตรา แบ่งเป็น ทำหน้าที่สอน 5,677 อัตราและสายสนับสนุน 1,778 อัตรา และ 2. ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ปีงบประมาณ 2560 - 2564 จำนวน 12,231 อัตรา แบ่งเป็น ทำหน้าที่สอน 9,250 อัตรา และสนับสนุน 2,981 อัตรา สำหรับวิทยาลัยในสังกัด สอศ. ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม กรอบอัตราดังกล่าวใช้วิธีการคำนวณโดยยึดตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนดว่า อัตราความต้องการที่แท้จริงของ สอศ. อยู่ที่ 19.686 อัตรา แบ่งเป็น ผู้ทำหน้าที่สอน 14,927 อัตรา และผู้ทำหน้าที่สนับสนุน 4,759 อัตรา/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ก่อนหน้าในปีงบประมาณ 2555 คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) เคยอนุมัติกรอบพนักงานราชการให้ สอศ. จำนวน 5,366 อัตรา แต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่สนับสนุนในตำแหน่งบริหารทั่วไปและตำแหน่งบริการ แต่ที่ผ่านมาอาชีวะประสบปัญหาขาดแคลนครูเรื้อรังมานานถึง 21 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในวิทยาลัยที่จัดตั้งใหม่ 132 แห่ง ซึ่งเป็นวิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยที่ผ่านมาวิทยาลัยส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการเจียดงบอุดหนุนรายหัวไปใช้ในการจ้างครูสอน จำนวน 18,165 อัตรา แบ่งเป็น ทำหน้าที่สอน 7,713 อัตรา และสนับสนุน 10,452 อัตรา ทั้งนี้ ระยะเร่งด่วนเมื่อได้รับจัดสรรอัตราเพิ่มเติม มาก่อน สอศ. จะนำอัตรากำลังดังกล่าวไปจัดสรรให้วิทยาลัยที่มีปัญหาขาดแคลนครูวิกฤต คือ ขาดครูมากกว่าร้อยละ 70 ก่อน” นายชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า จากนี้ สอศ. จะแจ้งไปยัง คพร. เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ซึ่งหากได้รับกรอบอัตรากำลังตามที่เสนอ จำต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นปีละ 1,413,468,000 ล้านบาท/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 27-1-2558)/div divnbsp;/div divstrong'ประจิน' ยันใน 2 ปียังไม่โละพนักงานบินไทย ปัดทิ้งหุ้นนกแอร์/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 58 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึง กรณีที่ในแผนฟื้นฟูการบินไทย จะต้องมีการปรับลด พนักงานลง 5,000 คน จากที่มีอยู่ 25,000 คน เหลือ 18,000 คน ว่า ในเรื่องนี้มีอยู่ในแผนแต่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการปลดบุคลากร แต่เป็นการปรับลด ซึ่งจำนวนอาจจะไม่ถึง 5,000 คน และไม่ได้ทำภายใน 2 ปี อย่างที่เป็นข่าว โดยระยะเวลาการปรับลด อาจจะมากกว่า 2 ปี ซึ่งอาจจะเป็นแผนปรับลดระยะยาว 8-10 ปี และเหลือบุคลากรอยู่ที่ 20,000 ต้นๆ มากกว่า/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม วิธีการและแนวทางการปรับลดบุคลากรนั้น จะเป็นการสมัครใจ เพราะการบินไทย มีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนที่อื่น ที่จะลด หรือ ปลดบุคลากรได้เลยทันที ส่วนแนวทางการขายทรัพย์สิน ที่ไม่เกิดประโยชน์และเป็นภารกิจหลักของการบินไทย (Non-Core) เช่น กิจการโรงแรม ,กิจการการขนส่งน้ำมันนั้น ในเรื่องนี้ได้ให้การบินไทย จัดทำรายละเอียดว่า มีส่วนงานไหนบ้าง ที่ต้องจำหน่ายออกไป เพราะการขายสินทรัพย์ของการบินไทย ก็มีหลายส่วน ทั้งเรื่องของเครื่องบินที่จะปลดระวาง และจะต้องขายออกไปกว่า 22 ลำ ซึ่งในส่วนของการขายเครื่องบินนั้น จะสามารถเริ่มดำเนินการได้เลยใน 1 ปี หลังจากที่มีการอนุมัติ/div divnbsp;/div divส่วนเรื่องการขายที่ดิน และอาคารสำนักงานนั้น ได้ให้การบินไทยไปจัดทำรายละเอียด เพื่อเตรียมเสนอ คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. ต่อไปทั้งนี้ การจัดทำรายละเอียดทั้งการปรับลดบุคลากร และการขายทรัพย์สินที่ไม่เป็นภารกิจหลัก การบินไทยจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือน/div divnbsp;/div div"ตอนนี้ยังหาข้อสรุปชัดเจน ไม่ได้ว่าธุรกิจไหนไม่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น โรงแรมถ้าบอกว่า ไม่เกี่ยวกับการบินก็ไม่ใช่ เพราะหากเกิดปัญหาต้องนำผู้โดยสารไปพัก ก็ต้องนำไปพักที่โรงแรม หรือธุรกิจท่อน้ำมัน เครื่องบินของการบินไทย ก็ต้องเติมน้ำมัน แต่หากเป็นท่อน้ำมัน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน ก็อาจจะพิจารณาว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการบินได้ โดยรายละเอียดต่างๆ ทางการบินไทยจะต้องไป สรุปมาให้ชัดเจน"/div divnbsp;/div divส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ในแผนฟื้นฟูการบินไทย ได้มีการระบุให้การบินไทยขายหุ้นจำนวน 39 % ที่ถือหุ้นในสายการบินนกแอร์ทิ้งทั้งหมดนั้น ในเรื่องนี้ยืนยันว่า ไม่มีแต่อย่างใด แต่การบินไทยจะเป็นพันธมิตรทางการบินกับสายการบินนกแอร์ และสายการบินไทยสมายล์ โดยเส้นทางไหน ที่บินทับซ้อน และถ้าการบินไทยบินแล้วขาดทุน ก็ต้องหยุดบินทันที/div divnbsp;/div divด้านนายดำรง ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.การบินไทย) ยืนยันว่า การบินไทยไม่สามารถปลดพนักงานได้ เพราะเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ส่วนข้อเสนอที่จะปรับลดพนักงานลง 5,000 คนนั้น จากการหารือกับฝ่ายบริหารการบินไทยพบว่า เป็นแผนดำเนินการ 5 ปี โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เกิดจากพนักงานที่เกษียณประมาณ 500 คนต่อปี และโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออรี่รีไทร์) ประมาณ 500 คนต่อปี รวมทั้ง 2 ส่วนภายใน 5 ปี จะมีพนักงานลดลงตามแผนที่กำหนดไว้ได้ ส่วนที่จะปรับลดได้ น่าจะเป็นพนักงานที่ว่าจ้างจากภายนอก (เอาท์ซอส) โดยเฉพะกลุ่มที่ประจำสำนักงานใหญ่ บริษัทการบินไทย คาดว่า มีไม่น้อยกว่า 1,000 คน/div divnbsp;/div divนายดำรง กล่าวต่อ ปัญหาส่วนหนึ่ง เกิดจากการปรับขยายโครงสร้างของฝ่ายบริหาร แต่ไม่มีฝ่ายปฏิบัติ จึงมีการว่าจ้างพนักงานเอาท์ซอสเข้ามาเสริมการทำงาน จึงมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของพนักงานประจำได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ หากมีการปรับลดในส่วนนี้ จะช่วยลดต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้ส่วนหนึ่ง/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 27-1-2558)/div divnbsp;/div divstrongโรครุมเร้าแรงงานไทยในต่างแดนเพียบ กังวลหนี้-ค่าใช้จ่าย จัดทีมแพทย์ดูแล/strong/div divnbsp;/div divนพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์ บรูไน และ มาเลเซีย มีคนไทยเดินทางไปทำงานสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก แต่มักประสบปัญหาด้านการสื่อสาร ทำให้เมื่อเวลาเจ็บป่วยจึงขาดโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ บางรายอาจต้องกลับประเทศก่อนกำหนด กรมฯจึงจัดโครงการดูแลสุขภาพแรงงานไทยในประเทศอาเซียนขึ้น เพื่อให้คนไทยในต่างแดนได้รับบริการด้านสุขภาพ สร้างความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพตนเอง และการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลการป่วยของแรงงานไทย ศึกษารูปแบบการดำเนินงานด้านการรักษาพยาบาล เพื่อเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพแรงงานไทยให้เหมาะสมกับประเทศนั้นๆ และเป็นต้นแบบการจัดบริการแก่แรงงานไทยในประเทศอาเซียนอื่นๆ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนพ.สุพรรณ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2557 กรมฯได้จัดทีมแพทย์ไปดูแลแรงงานไทยใน 3 ประเทศดังกล่าว รวม 9 ครั้ง ทีมแพทย์ประกอบด้วย จิตแพทย์ 1 คน พยาบาล 4 คน พยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ 1 คน ผู้ประสานงาน 2 คน รวมทั้งสิ้น 11 คน จากโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โดยให้การตรวจรักษา คัดกรองสุขภาพ จ่ายยา ตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ได้แก่ เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว การให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเองและการเจ็บป่วยเบื้องต้น การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การประเมินและให้คำแนะนำด้านอาชีวอนามัย การสำรวจสุขภาพด้านอาชีวอนามัย และความพึงพอใจต่อบริการ ซึ่งมีผู้เข้ารับบริการ จำนวน 1,258 ราย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“การเจ็บป่วยที่พบมาก 5 อันดับแรก คือ อาการกล้ามเนื้อและกระดูก จำนวน 361 ราย โรคความดันโลหิตสูง จำนวน 200 ราย โรคผิวหนัง จำนวน 120 ราย โรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 120 ราย และโรคระบบทางเดินอาหาร จำนวน 72 ราย นอกจากนี้ จากการตรวจประเมินสภาพจิตของผู้รับบริการ พบว่ามีปัญหาด้านคุณภาพชีวิต ความกังวลจากเรื่องหนี้สินและภาระค่าใช้จ่าย พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุรี่ และภาวะซึมเศร้า ซึ่งทีมแพทย์ได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวและว่า โครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ได้ต้นแบบการจัดหน่วยบริการดูแลสุขภาพแรงงานไทยในประเทศอาเซียนอื่นๆ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนพ.สุพรรณ กล่าวว่า ในปี 2558 กรมฯได้ประสานไปยังสถานทูตไทยในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมทั้งหารือแนวทางการดูแลสุขภาพแรงงานไทยและได้วางแนวทางการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การอบรมอาสาสมัครแรงงาน เรื่องการดูแลสุขภาพกายและจิตของตนเองในญี่ปุ่น การอบรมล่ามของบริษัท เรื่องการดูแลสุขภาพตนเองด้านอาชีวเวชศาสตร์ ในไต้หวันและการจัดกิจกรรมบริการตรวจแรงงานไทยด้านกายและจิต การอบรมอาสาสมัครแรงงานและพระภิกษุ เรื่อง การดูแลสุขภาพและการใช้ยาสามัญประจำบ้าน ในเกาหลีใต้ ต่อไป/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 28-1-2558)/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/V3vbpaRrvAE" height="1" width="1" alt=""/

ปิยบุตร แสงกนกกุล: ผ่ากฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา

Thu, 29/01/2015 - 03:43
p!--break--!--break--/p pปิยบุตร แสงกนกกุล นำเสนอเพื่อเตรียมวิจัยกฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา ประเทศซึ่งผ่านสงครามกลางเมืองที่กินเวลาหลายสิบปี กระทั่งมีการเจรจาสันติภาพและเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 1993 โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าศัตรูทางการเมืองในกัมพูชา สุดท้ายสามารถเจรจาทางการเมืองกันได้ ขณะที่ความท้าทายข้างหน้า ทั้งผลการเลือกตั้งล่าสุด การขึ้นมาของพรรคสงเคราะห์ชาติและมวลชนต่อต้านรัฐบาล จะเป็นปัจจัยกดดันให้รัฐบาลของฮุน เซน ต้องปฏิรูปหรือไม่/p pอย่างไรก็ตาม แม้หลังสงครามกลางเมืองเป็นต้นมา การเมืองกัมพูชาจะกลับสู่เสถียรภาพ มีการฟื้นฟูบูรณะประเทศ แต่ยังมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ขณะที่ความท้าทายในอนาคต “เสรีประชาธิปไตย” จะลงหลักปักฐานในกัมพูชาได้หรือไม่ ประชาธิปไตยในกัมพูชาจะบรรลุนิติภาวะได้หรือไม่ และการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้อย่างสันติภายใต้กติกาเลือกตั้งหรือไม่/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/1XB5RBUhl2Q" width="560"/iframe/p pspan style="color:#ff8c00;"strongคลิปการนำเสนอหัวข้อ "กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา: จากความขัดแย้งทางการเมืองสู่การสถาปนานิติรัฐ-ประชาธิปไตย" โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล/strong/span/p pspan style="color:#ff8c00;"strong/strong/span/p script src="https://apis.google.com/js/platform.js"/scriptp/p div class="g-ytsubscribe" data-channel="prachatai" data-count="default" data-layout="full"nbsp;/div pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7284/16204348319_0890ce31db_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7362/16203170670_1a68ea00d4_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p p29 ม.ค. 2558 – เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอเพื่อรับฟังความคิดเห็น สำหรับโครงการวิจัยหัวข้อ "กฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา: จากความขัดแย้งทางการเมืองสู่การสถาปนานิติรัฐ-ประชาธิปไตย"โดยการนำเสนอดังกล่าวจัดที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์/p pปิยบุตรเริ่มนำเสนอว่า โครงการวิจัยนี้เริ่มต้นจากการมีโอกาสได้สนทนากับ รองศาสตราจารย์ วิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ซึ่งปรารภว่าในอนาคตควรมีคนช่วยกันเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องสถาบันการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนบ้าง เพราะเราเน้นศึกษาตะวันตกค่อนข้างมาก ผมเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ประกอบกับคณะนิติศาสตร์มีโครงการวิจัย ให้อาจารย์คณะทำวิจัย และมีหัวข้อหนึ่งที่คณะเน้นเป็นพิเศษคือกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จึงเริ่มต้นศึกษาประเทศกัมพูชาก่อน/p p"สำหรับสาเหตุที่สนใจศึกษาประเทศกัมพูชาก่อน เหตุผลข้อแรกคือ หนึ่ง เพราะกัมพูชาเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยตลอด แม้จะเคยกลายเป็นสาธารณรัฐ แต่ก็กลับมาเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อีก จึงมีความน่าสนใจ ว่ามีวิธีการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และหาตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเขาทำอย่างไร/p pสอง ที่สนใจกัมพูชา เพราะมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองหลายทศวรรษ เรียกว่า 30-40 ปี แต่สุดท้ายก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่บ้าง แม้จะพยายามสถาปนานิติรัฐ ประชาธิปไตย หรือเสรีประชาธิปไตยยังไม่ 100% แต่อยู่ในช่วงพัฒนาการ จึงมีความน่าสนใจ/p pสาม ในฐานะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน สาธารณะชน สังคมไทย มักมองกัมพูชาแง่ลบ ไม่ได้มองในแง่ดูถูกว่าด้อยกว่า แต่มองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ เวลาปลุกกระแสชาตินิยม ก็ต้องมีข้อทะเลาะเบาะแว้งกัมพูชาเสมอ ดังนั้นการทำความรู้จักเขา ในแง่หนึ่งจะสร้างสัมพันธไมตรี มิตรภาพที่ดีต่อไปในอนาคต สามเหตุผลนี้ผมจึงเลือกศึกษากัมพูชาก่อน และในอนาคต ตั้งใจว่าไล่ดูทีละประเทศในอาเซียนในอนาคต/p pสำหรับขอบเขตการศึกษาของปิยบุตรได้แก่ 1.ศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองกัมพูชา 2. ศึกษารัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองในปัจจุบันของกัมพูชา 3. ศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและการปฏิบัติของบรรดาสถาบันการเมือง เพื่อพิจารณาว่าความเป็นจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์และระบบการเมืองที่ออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่"/p pโดยประเด็นที่มีการนำเสนอ ตามทีระบุในเอกสารประกอบการสัมมนามีดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="margin-left: 40px;"emstrong1. ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญกัมพูชาโดยสังเขป/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1947: ราชอาณาจักร ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ระบบรัฐสภา (1947-1970)/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1972 : สาธารณรัฐ ระบบประธานาธิบดี (1970-1975)/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1976: ระบอบเขมรแดง (1975-1979)/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1981 : สาธารณรัฐ สังคมนิยม (1979-1989)/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1989: สาธารณรัฐ (1989-1993)/em/p p style="margin-left: 40px;"emรัฐธรรมนูญ 1993 : ราชอาณาจักร เสรีประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา (1993-ปัจจุบัน)/em/p p style="margin-left: 40px;"emstrong2. หลักความเป็นราชอาณาจักร กษัตริย์ครองราชย์แต่ไม่ปกครองประเทศ/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"em- นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 1947 กษัตริย์ของกัมพูชาเป็น “กษัตริย์ผู้ถูกเลือกตั้ง” ไม่ใช่ “กษัตริย์ผู้สืบสายโลหิต”/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 มาตรา 10“สถาบันกษัตริย์กัมพูชาเป็นสถาบันกษัตริย์ที่ถูกเลือกตั้ง กษัตริย์ไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อครองราชย์”/em/p p style="margin-left: 40px;"em- องค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์ คือ คณะกรรมการราชบัลลังก์ อันประกอบด้วยกรรมการ 9 คน ได้แก่ ประธานวุฒิสภา ประธานสภาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าฝ่ายสงฆ์นิกายธรรมยุติและมหานิกาย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และ 2 รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 1 และ 2/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 มาตรา 14 บังคับให้คณะกรรมการราชบัลลังก์เลือกสมาชิกในราชวงศ์อายุอย่างน้อย 30 ปี และสืบสายโลหิตมาจากกษัตริย์องด้วง กษัตริย์นโรดม กษัตริย์สีสวัสดิ์/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 มาตรา 7 วรรคสองบัญญัติว่า “กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐตลอดชีวิต” ราชบัลลังก์จะว่างลงทันทีเมื่อกษัตริย์ตาย และรัฐธรรมนูญก็ไม่อนุญาตให้ตั้งรัชทายาทได้ นั่นหมายความว่า ตำแหน่งประมุขของรัฐจะไม่มีผู้ใดมาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องวางกระบวนการแต่งตั้งบุคคลมาเป็นประมุขของรัฐชั่วคราว เพื่อรอให้คณะกรรมการราชบัลลังก์มีมติเลือกตั้งกษัตริย์องค์ใหม่/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ มาตรา 12 กำหนดว่า เมื่อกษัตริย์ตาย ให้ประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวในฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการ ในกรณีที่ประธานวุฒิสภาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวได้ ให้ประธานสภาแห่งชาติปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ในกรณีที่กษัตริย์เจ็บป่วยอย่างร้ายแรงจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 11 กำหนดให้มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่วินิจฉัยว่ากษัตริย์อยู่ในสภาวะเจ็บป่วยอย่างร้ายแรงจนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หากเกิดกรณีดังกล่าว ให้ประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวในฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการ ในกรณีที่ประธานวุฒิสภาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวได้ ให้ประธานสภาแห่งชาติปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ในรัชสมัยของกษัตริย์สีหนุ ทั้งในช่วงก่อนรัฐประหาร 1970 และในยุคปัจจุบัน พระองค์มักเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลายาวนาน ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาลที่จีน การพำนักอาศัยที่เกาหลีเหนือ หรือการเดินทางเพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองในฝรั่งเศสและสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดปัญหาไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ หรือบางกรณี เมื่อกษัตริย์ไม่อยู่ ก็อาจเปิดโอกาสให้รัฐประหาร ดังที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อปี 1970 รัฐธรรมนูญ 1993 ต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในมาตรา 30 จึงกำหนดว่า ในกรณีที่กษัตริย์ไม่อยู่ ให้ประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวในฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการ ในกรณีที่ประธานวุฒิสภาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวได้ ให้ประธานสภาแห่งชาติปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน ถ้าไม่ได้อีก ให้รองประธานสภาแห่งชาติคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าแทน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้แล้ว กษัตริย์สีหนุเสด็จไปรักษาพยาบาลและพำนักอาศัยที่จีนบ่อยครั้ง โดยไม่มีการแต่งตั้งให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และปัญหาสุญญากาศทางการเมือง ในปี 1994 จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตรา 28 วรรคสองว่า “ในกรณีเจ็บป่วยและรักษาพยาบาลที่ต่างประเทศ ให้กษัตริย์มอบอำนาจการลงนามในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายแก่ประมุขของรัฐชั่วคราว การมอบอำนาจการลงนามดังกล่าวต้องกระทำโดยเร็ว” ว กษัตริย์สีหนุเสด็จไปพำนักอาศัยที่จีนบ่อยครั้ง และไม่มีการแต่งตั้งให้ประธานวุฒิสภาเป/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประเด็นปัญหาเรื่องการสละราชสมบัติ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 ไม่กำหนดให้กษัตริย์สละราชบัลลังก์ได้ เพื่อป้องกันกรณีกษัตริย์สละราชบัลลังก์แล้วลงมาเล่นการเมืองเหมือนที่กษัตริย์สีหนุเคยทำมาเมื่อปี 1955 แล้วยกตำแหน่งให้พระราชบิดาเป็นประมุขของรัฐแทน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นประสบการณ์เลวร้ายของกัมพูชาที่กษัตริย์ “กระโดดลงมาเล่นการเมือง” ผูกขาดทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประมุขของรัฐ (ผ่านผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิด)/em/p p style="margin-left: 40px;"em- กษัตริย์สีหนุตัดสินใจสละราชบัลลังก์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2004 และฮุน เซนยอมผลักดันให้รัฐสภาตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานของคณะกรรมการราชบัลลังก์ และประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2004/em/p p style="margin-left: 40px;"em- พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานคณะกรรมการราชบัลลังก์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองประธานฯคนที่ 1 และนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานฯคนที่ 2 องค์ประชุมของคณะกรรมการอยู่ที่ 5 คนขึ้นไป และการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งกษัตริย์ให้ใช้มติเสียงข้างมา/em/p p style="margin-left: 40px;"em- นอกจากนี้ พระราชบัญญัติดังกล่าวยังเปิดช่องรับรอง “ย้อนหลัง” การสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์สีหนุด้วย โดยกำหนดให้คณะกรรมการราชบัลลังก์มีอำนาจในการอนุญาตให้กษัตริย์สละราชบัลลังก์ได้ และกระบวนการเลือกตั้งบุคคลมาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ให้ดำเนินไปเหมือนกรณีกษัตริย์ตาย เมื่อพระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ คณะกรรมการราชบัลลังก์ก็มีมติอนุญาตให้กษัตริย์สีหนุสละราชบัลลังก์ และดำเนินการเลือกสีหมุนีเป็นกษัตริย์องค์ใหม่/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 ได้จัดวางตำแหน่งแห่งที่ของ “กษัตริย์” ในฐานะเป็นประมุขของรัฐที่เป็นราชอาณาจักรให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยในมาตรา 7 วรรคแรกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “กษัตริย์ทรงครองราชย์แต่ไม่ปกครอง” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความสำคัญและถือเป็นสาระสำคัญของระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญ 1993 เพราะเป็นบทบัญญัตินิรันดร (Eternity Clause) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่อาจกระทบกับบทบัญญัติตามมาตรา 7 วรรคแรกได้ ดังที่มาตรา 17 บัญญัติว่า “บทบัญญัติในมาตรา 7 วรรคแรกที่ว่ากษัตริย์ครองราชย์แต่ไม่ปกครอง ไม่อาจถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้”/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐธรรมนูญ 1993 มาตรา 7 วรรคสาม บัญญัติว่า “องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” แต่ได้ยกเลิกบทบัญญัติ “องค์กษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ” ซึ่งเคยปรากฏในรัฐธรรมนูญ 1947 ออกไป กรณีนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญกัมพูชามีพัฒนาการในแง่ประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ไม่มีบทบัญญัติที่ยกย่องกษัตริย์ให้ดุจดังพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์/em/p p style="margin-left: 40px;"em“องค์กษัตริย์ไม่อาจถูกละเมิดได้” หมายความว่า กษัตริย์ไม่อาจถูกฟ้องร้องหรือถูกดำเนินคดีได้ และกษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบใดในการกระทำที่ตนเองได้ลงนาม เพราะ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบเอง/em/p p style="margin-left: 40px;"em- เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของกษัตริย์ในการไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนและการไม่ถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดี จะเกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำการใดตามลำพังแต่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเสมอ ดังปรากฏให้เห็นจากมาตรา 7 วรรคแรกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “กษัตริย์ทรงครองราชย์แต่ไม่ปกครอง” ดังนั้น ในกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจในเรื่องใด ย่อมหมายความว่า กษัตริย์กระทำการเหล่านั้นตามคำแนะนำและยินยอมขององค์กรผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และความรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านั้นก็ตกอยู่กับองค์กรผู้รับสนองพระบรมราชโองการ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- อนาคตของสถาบันกษัตริย์กัมพูชา/em/p p style="margin-left: 40px;"emstrong-nbsp;/strongบทบาทของกษัตริย์สีหมุนี : สัญลักษณ์ศูนย์รวมจิตใจของชาติ, ศูนย์กลางของการไกล่เกลี่ย, การไม่แสดงบทบาททางการเมือง คือ การแสดงบทบาททางการเมืองเพื่อรักษาเสถียรภาพของสถาบันกษัตริย์/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ความจงรักภักดีของชาวกัมพูชาที่มีต่อกษัตริย์สีหนุ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- กรณีมีผู้ฉีกพระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตริย์สีหนุในช่วงเวลาอาลัยจากการสวรรคตของกษัตริย์สีหนุ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประเด็นปัญหาการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แต่งตั้งรัชทายาทประกอบกับสภาพการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน อาจส่งผลให้การชี้ขาดว่าใครจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปตกอยู่ในมือของขั้วการเมืองฝ่ายฮุน เซน/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"emstrong3. ระบบรัฐสภา/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"emการยุบสภาเป็นไปได้ยาก/em/p p style="margin-left: 40px;"emการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปได้ยาก/em/p p style="margin-left: 40px;"emกระบวนการนิติบัญญัติเสมือนกับสภา “ตรายาง”/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"emstrong4. การเลือกตั้งและพรรคการเมือง/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ผลการเลือกตั้ง 1993 1998 2003 2008 2013/em/p p style="margin-left: 40px;"em- จากหลายพรรคไปสู่ทวิพรรค (bi party)/em/p p style="margin-left: 40px;"em- เสียงข้างมากของรัฐบาลจากพรรคการเมืองพรรคเดียว “กินรวบ” ทุกตำแหน่ง/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การขึ้นมาของพรรคสงเคราะห์ชาติ : การชุมนุมประท้วงและเจรจาต่อรอง/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"emstrong5. เสรีประชาธิปไตย : การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และการตรวจสอบอำนาจรัฐ/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"emstrong-nbsp;/strongรับรองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรฐานของเสรีประชาธิปไตยในนานาอารยะประเทศ ทั้งนี้เป็นไปตามกรอบของความตกลงสันติภาพกรุงปารีส และรับอิทธิพลมาจากสหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- เอกลักษณ์ของความเป็นเขมร/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ในทางปฏิบัติ การรับรองสิทธิและเสรีภาพเป็นเพียง “ตัวอักษร” บนกระดาษ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาล/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการทำลายศัตรูทางการเมือง (ฝ่ายค้าน องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน) : คดีหมิ่นประมาท คดีคอร์รัปชัน คดีก่อกบฏ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประสิทธิภาพและความสามารถของศาล/em/p p style="margin-left: 40px;"em- บุคลากรและงบประมาณ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การพัฒนาความรู้และวิชาชีพกฎหมาย/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การจ่าย “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” : วัฒนธรรมของคนกัมพูชา/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ศาลและคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการตรวจสอบอำนาจรัฐ : ศาล “ใบ้”/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประชาธิปไตยไม่เสรี illiberal democracy/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"emstrong6. วิกฤตการณ์การเมืองและรัฐธรรมนูญ ภายใต้การใช้รัฐธรรมนูญ 1993/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"emstrong-nbsp;/strongรัฐประหารกรกฎาคม 1997 โดยฮุน เซน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การชิงโจมตีก่อนของฮุน เซน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การขึ้นเป็นผู้นำเดี่ยวและอำนาจเด็ดขาดของฮุน เซน/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐประหารทางรัฐธรรมนูญ 2004/em/p p style="margin-left: 40px;"em- แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยวิธีที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อเปิดประชุมสภาลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี/em/p p style="margin-left: 40px;"em- นโรดม รณฤทธิ์ ยอมเข้าร่วมกับฮุน เซน : การโดดเดี่ยว สม รังสี/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐบาลแห่งการแจกตำแหน่งรัฐมนตรี/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การชุมนุมประท้วงภายหลังการเลือกตั้ง 28 กรกฎาคม 2013/em/p p style="margin-left: 40px;"em- พลังทางการเมืองกลุ่มใหม่ที่ต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน : คนเมือง นักศึกษา นักวิชาการ พระสงฆ์ และคนชั้นกลางกลุ่มใหม่ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้ผ่านเหตุการณ์สงครามกลางเมือง/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การยุติความขัดแย้งและปลดล็อควิกฤติทางการเมืองได้โดยไม่ใช้กระบวนการนอกรัฐธรรมนูญ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การต่อรองของพรรคสงเคราะห์ชาติ (การได้ที่นั่งรองประธานสภาแห่งชาติ คนที่หนึ่ง, การได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการประจำสภา 5 จาก 10 คณะ ซึ่งรวมถึงคณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตด้วย, การตกลงปฏิรูปการเลือกตั้งให้โปร่งใสเที่ยงธรรม, การกำหนดวันเลือกตั้งครั้งต่อไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2018)/em/p p style="margin-left: 40px;"em- พลังต่อต้านฮุน เซน จะถูก “ดูด” เข้าไปเป็นฝ่ายฮุน เซน หรือไม่?/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"emstrong7. บทสรุป/strong/em/p p style="margin-left: 40px;"emstrong-nbsp;/strongการเมืองมีเสถียรภาพ รัฐบาลเข้มแข็ง - สูง/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การพัฒนาเศรษฐกิจ การฟื้นฟูบูรณะประเทศ - สูง/em/p p style="margin-left: 40px;"em- สิทธิและเสรีภาพของบุคคล - ตกต่ำ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ - ตกต่ำ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- รัฐบาลฮุน เซน มีแนวโน้มเป็นรัฐบาลอำนาจเข้มและใช้อำนาจเด็ดขาด ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่พรรคการเมืองเดิมได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากต่อเนื่องและระบบการตรวจสอบอำนาจไม่มีประสิทธิภาพ/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ความนิยมของฮุน เซน เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ การฟื้นฟูบูรณะประเทศ การยุติความขัดแย้งของคนในชาติ ชาวกัมพูชาที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายในช่วงสงครามกลางเมืองเกือบ 30 ปี จึงมองว่าฮุน เซน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างกัมพูชาใหม่/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ความนิยมที่เกิดจากฐานคิดเช่นนี้จะดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่?/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ผลของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และการขึ้นมาของพรรคสงเคราะห์ชาติและมวลชนต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน จะเป็นปัจจัยกดดันให้รัฐบาลของฮุน เซน ต้องปฏิรูปหรือไม่?/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประชาธิปไตยไม่เสรี/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ความท้าทายในอนาคต/em/p p style="margin-left: 40px;"em- เสรีประชาธิปไตยจะลงหลักปักฐานในกัมพูชาได้หรือไม่?/em/p p style="margin-left: 40px;"em- ประชาธิปไตยในกัมพูชาจะบรรลุนิติภาวะได้หรือไม่/em/p p style="margin-left: 40px;"em- การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้อย่างสันติภายใต้กติกาเลือกตั้งหรือไม่?/em/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="text-align: center; margin-left: 40px;"emspan style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/em/p pในช่วงท้ายการนำเสนอ ปิยบุตรกล่าวว่า "จากการดูวิธีใช้รัฐธรรมนูญกัมพูชาในทางการเมือง ของผู้เล่นทางการเมืองในกัมพูชา พบว่า คนที่เป็นศัตรูในทางการเมือง สามารถกลับมาร่วมมือกันได้ตลอดเวลา เช่น สมเด็จนโรดม รณฤทธิ์ ถูกฮุน เซนจับต้องหนีไปอยู่ปารีส สุดท้ายก็กลับมาเป็นรัฐบาลด้วยกันในปี 2003 สม รังสี กับฮุน เซน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันหลายปี สุดท้ายก็สามารถเจรจากันได้ แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลแต่เป็นฝ่ายค้านก็ตาม ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่า คนที่เคยต่อต้านฮุน เซน พอคุณไปเรื่อยๆ คุณจะถูกดูดเข้าเป็นฝ่ายฮุน เซน หรือไม่/p pแต่ผมคิดว่าในอนาคตอาจจะยาก เพราะเดี๋ยวนี้การเมืองของกัมพูชาขยับไปมากขึ้น ก็คือว่า ไม่ได้เป็นการเมืองในแง่ที่ เดิมชนชั้นนำทางการเมืองเจรจาบนโต๊ะค่อนข้างมาก จะเห็นได้เลยว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้เป็นกรอบไม่ได้เป็นกติกาเลย ขอให้ชนชั้นนำตั้งโต๊ะตกลงกันได้ การละเมิดรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้เสมอ ทุกคนยินยอมพร้อมใจกันหมด เช่น ตอนเปิดสภาไม่ได้ ก็แก้รัฐธรรมนูญโดยวิธีนอกรัฐธรรมนูญเสีย คราวล่าสุดก็ต่อรองก็ให้สม รังสี กลับมามีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แล้วให้ ส.ส.อีกคนหนึ่งลาออกไป แล้วให้คุณสม รังสีมาเป็น ส.ส. เข้ามาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน/p pกล่าวคือ ขอให้ตกลงกันได้เมื่อไหร่ กติกาต่างๆ พร้อมที่จะแก้ได้หมด พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้หมด ด้านหนึ่งข้อดีมีการเจรจากัน อาจจะเจ็บปวด เสียหาย นองเลือดน้อยหน่อย อาจจะเพราะกัมพูชาผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดมากมาก ดังนั้นเจรจากันได้ก็ดี แต่ข้อเสียคือ กติกาที่ออกแบบมาร่วมกัน มันถูกละเมิดได้เสมอๆ และในอนาคตมันเป็นไปได้เหมือนกันว่า การเมืองแบบพรรคที่คุณเจรจาต่อรองกันได้ แต่แน่นอนที่สุดเวลาชุมนุมประท้วงมีมวลชนเข้าร่วม การที่คุณเจรจาตกลงกันได้ แต่ถ้ามวลชนไม่เอาด้วยจะเกิดปัญหาอะไรมา/p pนี่ก็น่าคิดว่า พลังทางสังคมที่ไม่ได้สังกัดพรรคสงเคราะห์ชาติ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคนหนุ่มสาว เอ็นจีโอต่างๆ จะขึ้นมาตรวจสอบรัฐบาลชุดนี้ได้ต่อไปหรือไม่ เพราะว่าในขณะที่พรรคสงเคราะห์ชาติเจรจาแล้ว แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่ก็ยอมเข้าสู่วิถีรัฐสภาแล้ว/p pอนาคตของกัมพูชา หลังใช้รัฐธรรมนูญปี 1993 การเมืองมีเสถียรภาพ รัฐบาลเข้มแข็ง พัฒนาเศรษฐกิจดี ฟื้นฟูบูรณะประเทศดีหมด แต่สิทธิเสรีภาพบุคคลลดลง การกระจายรายได้ในทางเศรษฐกิจ เรื่องที่ดินมีปัญหา แต่ระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีประสิทธิภาพต่ำ และรัฐบาลพอมาจากการเลือกตั้งนานๆ ก็มีแนวโน้มใช้อำนาจเข้มขึ้นเรื่อยๆ เด็ดขาดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ตัวอย่างล่าสุดคือ ตุรกี ชนะเลือกตั้งหลายครั้งขึ้นก็เริ่มใช้อำนาจมากขึ้น/p pความนิยมของฮุน เซน เกิดจากพัฒนาทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ ยุติความขัดแย้งของคนในชาติ บางคนในพนมเปญมองว่า ทะเลาะกันมา 30-40 ปี ตายกันเยอะ อยู่ดีๆ ตานี่ขึ้นมาก็พัฒนาเศรษฐกิจ ฟื้นฟูประเทศ มีบทบาทสำคัญในการสร้างกัมพูชาให้เป็นแบบในปัจจุบัน ก็เลยยังพอนิยมยังได้อยู่ ประเด็นคือแต่ความนิยมที่เกิดจากฐานคิดลักษณะนี้จะอยู่ได้ต่อเนื่องไหม พูดง่ายๆ จะหาคะแนนจากเรื่องสมานฉันท์ ยุติความขัดแย้งได้ตลอดเวลาไหม/p pอย่างล่าสุด ฮุน เซน กล่าวสุนทรพจน์ทำนองว่า ท่านก็เป็นมนุษย์ทั่วไป เป็นนายกรัฐมนตรีหลายปี มีข้อผิดข้อพลาด แต่อย่าลืมสิ่งที่ท่านทำมา ท่านก็พูดเรื่องนี้เหมือนกัน และผลการเลือกตั้งล่าสุด และการขึ้นมาของมวลชนต่อต้านรัฐบาลกลุ่มใหม่ จะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลฮุน เซนปรับตัวเองไหม ถ้ายังไม่ปรับตัว อนาคตจะเป็นอย่างไรในการเลือกตั้งครั้งต่อไป/p pการเมืองกัมพูชาปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่ายังเป็น "illiberal democracy" คือ เรื่องการเมืองมีเสถียรภาพ มีการเลือกตั้งตามวาระได้ทุกครั้ง แต่อำนาจรัฐยังไม่ถูกตรวจสอบเท่าที่ควร ดังนั้นความท้าทายในอนาคตคือ เสรีประชาธิปไตยจะลงหลักปักฐานได้จริงหรือไม่ ประชาธิปไตยในกัมพูชาจะบรรลุนิติภาวะพอไหม หมายความว่า สามารถเปลี่ยนขั้วในทางการเมือง ขั้วรัฐบาล ได้อย่างสันติ ภายใต้กติการการเลือกตั้ง ถ้าทำได้สักครั้งสองครั้ง ก็แสดงว่ากติการการเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้อย่างสันติ."/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัตถุประสงค์การวิจัยดังกล่าว ประกอบด้วย 1. เพื่อทราบถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองและรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองหลายครั้ง ตั้งแต่ระบอบสมัยรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ระบอบราชาธิปไตย ระบอบสาธารณรัฐ ระบอบของเขมรแดง การค้นหาระบอบที่เหมาะสมภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองของหลายขั้ว จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย/p p2. เพื่อทราบถึงเนื้อหาสาระของกฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองของกัมพูชา อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ/p p3. เพื่อทราบถึงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และการปฏิบัติของสถาบันการเมืองต่างๆว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมานั้นมีการใช้และปฏิบัติสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่/p p4. เพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนานิติรัฐ-ประชาธิปไตยในกัมพูชา/p pและ 5. เพื่อทำความรู้จักกัมพูชาในมิติด้านระบบกฎหมายและระบบการเมืองการปกครองมากยิ่งขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นประโยชน์ต่อการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015/p pโดยการวิจัย จะใช้วิธีค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลของเอกสาร (Documentary Research) โดยจะค้นคว้าศึกษาจากตำรา หนังสือ วิทยานิพนธ์ งานวิจัย เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ และบทความที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การเมืองการปกครอง และประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของกัมพูชา นอกจากค้นคว้าและศึกษาเอกสารทางวิชาการแล้ว ยังจำเป็นต้องค้นคว้าและศึกษาเอกสารทางราชการ ได้แก่ เอกสารทางการทูต เอกสารทางกฎหมาย เอกสารประกอบการพิจารณากฎหมาย อีกด้วย จากนั้นจะนำมารวบรวมวิเคราะห์และนำเสนอโดยใช้ระเบียบวิธีของวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อได้ข้อสรุปว่าระบอบรัฐธรรมนูญของกัมพูชามีลักษณะอย่างไร การดำเนินการของสถาบันการเมืองมีปัญหาและอุปสรรคหรือไม่ และกัมพูชาจะก้าวเดินบนเส้นทางนิติรัฐ-ประชาธิปไตยได้สำเร็จหรือไม่/p pทั้งนี้หลังการวิจัยฉบับสมบูรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการนำเสนอและเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OAAhaZNdnuA" height="1" width="1" alt=""/

จัดรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และหนัง ‘The Power of Good’

Thu, 29/01/2015 - 02:33
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7381/16390075695_3468f5e0a5.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pวันที่ 27 มกราคมของทุกปี เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติและประเทศสมาชิกจะรำลึกถึงผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งรวมถึงชาวยิว 6 ล้านคน และชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เสียชีวิตในค่ายกักกันนาซี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง/p pในปีนี้ สหประชาชาติจัดงานรำลึกภายใต้หัวข้อ “นำชีวิตสู่ความทรงจำ” สำหรับประเทศไทยมีการจัดงานรำลึกใหญ่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่ 26-29 ม.ค. โดยความร่วมมือจากสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ภายในงานมีนิทรรศการ Courage to Remember และนิทรรศการ The Forced Transfer: The Second Evacuation of People during Khmer Rouge Regime จัดที่ห้อง 212 อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/p pในวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการจัดปาฐกถาโดยเอกอัคราชทูตจากสาธารณรัฐเช็ค, อังกฤษ, อิสลาเอล, ตัวแทนนายบัน คี มูน เลขาธิการยูเอ็น และตัวแทนจากสถาบบัน Simon Wiesenthal Center สหรัฐอมเริกา รวมถึง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อร่วมรำลึกและสร้างความตระหนักกับผู้คนถึงความจำเป็นที่จะหวนคิดถึงและกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นทุกปี เป้าหมายก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจและป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมต่อมวลมนุษยชาติเช่นนี้มีโอกาสหวนกลับมาอีกครั้ง หลายคนหยิบยกประเด็นความรับผิดชอบของผู้คนจำนวนมากที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ไม่ใช่ผู้กระทำ แต่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเหตุการณ์เลวร้ายบานปลาย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7439/16390075375_083a04789c.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pนอกจากนี้ยังมีวงเสวนาเรื่อง Holocaust Message to ASEAN โดยมีวิทยากรจากประเทศกัมพูชา Chy Terith, Executive Officer, The Sleuk Rith Institute, ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ, Rabbi Abraham Cooper รองคณบดีสถาบัน Simon Wiesenthal Center และสมเถา สุจริตกุล วาทยกรและนักเขียน/p pสมเถากล่าวว่า หลายปีก่อนเขาได้เขียนเพลงโอเปราเกี่ยวกับค่ายกักกันเอาท์วิช โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เมื่อกลับมาเมืองไทยก็พบว่าคนไทยไม่ตระหนักถึงโศกนาฏกรรมดังกล่าวเท่าใดนัก ยังปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนถึงการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ของนาซีอย่างไม่เข้าใจ และที่น่าตกใจคือคนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจไม่เพียงเฉพาะเรื่องนี้ แต่ทุกเรื่องในประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นเลยก็ว่าได้ มันจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาเล่าซ้ำอีกเพื่อให้เยาวชนได้รับรู้/p pวิทยากรจากกัมพูชา เล่าถึงสภาพของสังคมกัมพูชาซึ่งก็มีบาดแผลฉกรรจ์ทางประวัติศาสตร์เช่นกัน คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงเขมรแดง ซึ่งได้ฆ่าชาวเขมรด้วยกันไปนับล้านคน แต่แม้แต่ผู้คนในกัมพูชาเองก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ลึกซึ้งนัก เขายกตัวอย่างตัวเองว่า เขาเกิดในปี 1981 หลังจากเขมรแดงล่มสลายราว 2 ปีเท่านั้น เมื่อเข้าโรงเรียนเขาไม่ได้รับการสอนถึงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เลย เยาวชนในกัมพูชาไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์เรื่องนี้จนกระทั่งปี 2008 หลังศูนย์ข้อมูลด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทำงานในกัมพูชาผลักดันให้รัฐบาลกัมพูชาบรรจุเหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้ในแบบเรียนได้สำเร็จ จากนั้นในปี 2009 องค์กรของเขาจึงเริ่มอบรมครู ให้ข้อมูล ให้การศึกษาครูในเรื่องเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจและนำไปสอนนักเรียนต่อได้ รวมถึงความพยายายมในการทำ document center เพื่อให้การศึกษากับคนทั่วไป/p p“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เหยื่อผู้รอดชีวิตบางคน ถูกลูกถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่นั้นจริงรึเปล่า” Terith กล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8637/16390075825_05559c1d4a.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pสุริชัย ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับสถาบันการศึกษาเสริมว่า บาดแผลทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้โดย hate speech เป็นตัวผลักดันที่สำคัญ ปัจจุบันสถานการณ์ของ hate speech ยิ่งน่ากังวล ในงานวิจัยบางชิ้นพบว่า hate speech ในโลกอินเตอร์เน็ตของไทยนั้นเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ช่วงปี 2007 เราจึงต้องเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องหาวิธีสื่อสาร หานวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขาตระหนัก เพื่อที่จะไม่ต้องพูดถึงโศกนาฏกรรมนี้ซ้ำอีกในชื่อที่ต่างกันออกไป/p pรองคณบดีสถาบัน Simon Wiesenthal Center กล่าวว่า สิ่งที่ผู้รอดชีวิตต้องการคือความเห็นใจ การรรับฟัง ที่สำคัญคือการไม่ถูกลืม ดังนั้นเราจึงยังต้องพูดถึงอดีตเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ มีเด็กๆ เคยถามว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไหม แม้หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นไปได้ยาก แต่ลองนึกดูว่าหลายสิบปีก่อนเราไม่เคยคิดถึงอินเตอร์เน็ต แต่วันนี้มันก็เกิดขึ้น ดังนั้น โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีกแน่นอน หากมี ความเกลียด+เทคโนโลยี+วิกฤต/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7398/16364100376_f570a81aa4.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pจากนั้นไฮไลท์อีกส่วนหนึ่งของงานคือ การฉายภาพยนตร์สั้น ‘The Power of Good’ ภาพยนตร์สารคดีประวัติศาสตร์จากสาธารณรัฐเช็ค ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี่ กำกับการแสดงโดย Matej Minac เป็นเรื่องราวของนักธุรกิจหนุ่มชาวอังกฤษที่สามารถช่วยชีวิตเด็กชาวยิว 699 คนออกจากประเทศเช็คโกสโลวาเกียก่อนที่จะถูกยึดครองโดยเยอรมนีและชาวยิวก็ถูกส่งไปยังค่ายกักกันของนาซีแทบทั้งหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง/p pสารคดีเรื่องนี้ยาวประมาณ 1 ชั่วโมง เต็มไปด้วยภาพประวัติศาสตร์อันหาดูได้ยาก วิธีการเล่าเรื่องของนักธุรกิจหนุ่ม “วินตัน” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคุณปู่วัยเฉียด 90 ปีก็น่าสนใจยิ่ง เป็นการกล่าวถึงบางด้านของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สามารถสร้างรอยยิ้มแก่ผู้ชมได้ เนื้อเรื่องเองก็มีสีสันชวนติดตามเพราะการช่วยเหลือดังกล่าวถูกปิดลับมากว่า 50 ปี จนกระทั่งสมุดบันทึกของคุณปู่ถูกค้นพบโดยภรรยาคุณปู่นั่นเองเรื่องจึงแดงขึ้น เด็กๆ ที่เคยได้รับการช่วยเหลือต่างก็กระจัดกระจายและเติบโตจนมีลูกมีหลานมากมาย หลายคนมีผมสีขาวสีเดียวกับคุณปู่วินตันแล้ว ภาพความปลื้มปิติที่ปริศนาใหญ่ในชีวิตหลายคนถูกคลี่คลายเมื่อพวกเขาได้พบปู่วินตันน่าจะสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมได้อย่างยิ่ง เมื่อประกอบกับบุคลิกวิธีคิดกวนๆ ของคุณปู่ก็ทำให้ “ความดี” เป็นสิ่งปกติสามัญอันเกิดได้กับทุกคนในทุกเวลาแม้แต่ช่วงวิกฤตและเต็มไปด้วยอุปสรรคอันตราย/p pหนังเรื่องนี้จะฉายอีกครั้งในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ เวลา 17.30 น. ที่ชั้น 7 อาคารวิทยาทรัพยากร (หอสมุดกลาง) จุฬาฯ พร้อมการสนทนาโดย ดร.ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จากภาควิชาประวัติศาสตร์ และ ภานุ อารี ผู้สร้างภาพยนตรีสารคดีอิสระ/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cLjr85FyhdQ" height="1" width="1" alt=""/

ครม.เห็นชอบโยกย้ายผู้ว่าฯ 10 ตำแหน่ง นายกฯ ระบุเพื่อความเหมาะสม

Thu, 29/01/2015 - 02:06
!--break--!--break-- pหลังจากกรมการปกครอง กระทรวงหมาดไทย ได้มีคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) หรือนายอำเภอระดับ 9 โดยมีนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 39/2558 ลงวันที่ 16 ม.ค. 2558 ย้ายข้าราชการตำแหน่งนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2558 เป็นต้นไป จำนวนทั้งหมด 252 ราย (a href="http://www.prachatai.com/journal/2015/01/57448"อ่านรายละเอียด/a)/p pล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา a href="http://www.tnamcot.com/2015/01/27/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88/"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบโยกย้ายผู้ว่าราชการ 10 ตำแหน่ง แจงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความเหมาะสม/p pโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกโยกย้ายมี 10 ตำแหน่ง ที่น่าจับตาคือ นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ นครสวรรค์, นายธานี สามารถกิจ ผู้ว่าฯ ระยอง, นายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี, นายสุรพล วาณิชเสนี ผู้ว่าฯ กำแพงเพชร ที่ถูกโยกมาเป็นผู้ตรวจราชการ ที่ถูกร้องเรียนเรื่องความโปร่งใสในการทำงาน กรณีนายระพีอาจมาจากกรณีแถลงข่าวเรื่อง กกต./p pขณะเดียวกันการโยกย้ายครั้งนี้มีสิงห์ทองขึ้นมาดำรงตำแหน่ง อาทิ นายประทีป กีรติเรขา เป็นผู้ว่าฯ อุบลราชธานี, นายอำนวย ตั้งเจริญชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู, นายยุทธนา วิริยะกิตติ เป็นผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และนายธานี ธัญญาโภชน์ เป็นผู้ว่าฯ กำแพงเพชร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เหตุผลว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยอมรับอาจมีแรงกระเพื่อมบ้าง เพราะเป็นการย้ายนอกฤดูกาล/p pด้านนายกรัฐมนตรีเผยไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เพื่อความเหมาะสม ยันไม่ได้กลั่นแกล้งใคร พร้อมกันนี้เผยว่าจะเปลี่ยนเพลงคืนความสุขของ คสช. ที่ใช้เผยแพร่เป็นประจำ เพราะเพลงเก่าอาจทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/12/56791" target="_blank"สำรวจ 6 เดือน คสช. โยกบิ๊กข้าราชการทั้งแผ่นดินไปกี่ริกเตอร์/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gtx0PVdyrKc" height="1" width="1" alt=""/

เครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติระดมทุนช่วยค่าใช้จ่ายคดีจำเลยเกาะเต่า

Thu, 29/01/2015 - 02:01
!--break--!--break-- div28 ม.ค. 2558 เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers Rights Network หรื่อ MWRN) ตัวแทนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ร้องขอการสนับสนุนในการทำคดีของทีมทนายความที่ทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมแก่ชาวพม่าสองคนในฐานะเป็นทนายความจำเลย โดยบุคคลทั้งสองถูกฟ้องคดีอาญาด้วยข้อหาว่า ข่มขืนกระทำชำเราแล้วฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า เมื่อเดือนกันยายน ปี 2557 ท่ามกลางความเป็นห่วงว่า จะเป็นการจับเเพะซึ่งไม่ใช่ฆาตกรแท้จริง เพราะน่าเชื่อว่า อาจมีการเก็บพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังมีการร้องเรียนกับพนักงานอัยการว่า จำเลยทั้งสองถูกซ้อมให้รับสารภาพระหว่างการควบคุมตัวก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน กองทุน MWRN ที่ได้จัดตั้งขึ้นนี้ จึงเป็นช่องทางสำคัญอีกทางหนึ่งที่จะรับประกันว่า การดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่จำเลยทั้งสองและกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดี/div divnbsp;/div div“การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมสำหรับ ซอ ลิน และเว พิว ในคดีที่ถูกฟ้องนี้ ควรทำให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ว่า จะไม่มีการลงโทษผิดตัว โดยไม่ใช่เป็นการลงโทษผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งหากทีมทนายความจำเลยไม่สามารถทำหน้าที่ช่วยแก้ต่างให้จำเลยได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่แล้ว ก็จะทำให้จำเลยได้รับความไม่เป็นธรรมซ้ำซ้อน เพราะจะถูกดำเนินคดีอย่างเสียเปรียบและอาจถูกลงโทษประหารชีวิตได้ และถ้าหากจำเลยทั้งสองคนเป็นผู้บริสุทธิ์จริง คงจะไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ผิดพลาด เช่นนี้ และนี่เป็นเหตุผลสำคัญในการจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้น เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอันเกิดจากการทำคดีนี้” เซนเทย์ ประธาน MWRN กล่าว/div divnbsp;/div divหากต้องการบริจาคเพื่อสนับสนุนให้จำเลยในคดีเกาะเต่า ได้รับการช่วยเหลือจนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงแล้ว ท่านสามารถมีส่วนได้โดยเข้าไปที่ http://www.youcaring.com/nonprofits/justice-koh-tao-murder-case/246839 เงินทั้งหมดที่ได้จากการบริจาคทางเวปไซท์จะถูกโอนเข้าบัญชีเงินฝากของธนาคารในประเทศไทย ส่วนรายการใช้จ่ายเงินสามารถตรวจสอบได้ เพราะจะมีการบันทึกบัญชีการใช้จ่ายและจัดให้ทุกคนเข้าตรวจสอบบัญชีดังกล่าวได้เป็นระยะๆ โดยผ่านทาง YouCaring/div divnbsp;/div divstrongความเป็นมาของคดี/strong/div divnbsp;/div divฮันน่า วิทเทอริท อายุ 23 ปี และเดวิด มิลเลอ อายุ 24 ปี ถูกฆาตรกรรมอย่างทารุนโหดร้าย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 บนเกาะเต่า สถานที่ท่องเที่ยวในอ่าวไทยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากชาวต่างประเทศ การสืบสวนสอบสวนคดีนี้ภายหลังเหตุการณ์ดูเหมือนเป็นไปอย่างยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ หรือทักท้วงอย่างกว้างขวาง ทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ และการละเมิดสิทธิผู้ต้องหา รวมทั้ง ผู้ต้องสงสัยในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึงปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมคดีนี้ ทำให้เกิดความกังวลถึงความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 แรงงานข้ามชาติ ซอ ลิน และ เว พิว ชาวพม่าที่มาจากรัฐยะไข่ ได้ถูกจับกุมตัวในข้อหาเข้าเมืองและอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ต่อมา ถูกตั้งข้อหาว่า ข่มขืนกระทำชำเราและฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ในเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557 ผู้ต้องหาทั้งสองคนแจ้งแก่ทนายความของสภาทนายความ ว่า เป็นการรับสารภาพโดยไม่สมัครใจและไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดตามที่รับสารภาพ เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนอื่น ได้ร้องขอให้สภาทนายความพิจารณาช่วยเหลือและจัดหาทนายความมาต่อสู้คดีให้ โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ร้องขอความเป็นธรรมว่า ถูกซ้อมเพื่อบังคับให้รับสารภาพ และมีรายงานว่า ระหว่างสืบสวนสอบสวนคดีนี้ แรงงานข้ามชาติหลายรายได้ถูกละเมิดสิทธิในการสืบสวน และได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไว้เพื่อที่จะยื่นเป็นหลักฐานเข้าไปในคดีนี้ด้วย/div divnbsp;/div divหลังจากรอคอยการฟ้องคดี ช่วงระหว่างที่มีการผลัดฟ้องของพนักงานอัยการหลายครั้ง ซึ่งจากการผลักดันของสื่อทั้งในและนอกประเทศ ในทางการทูต รวมถึง การเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้เเก่ผู้ต้องหาโดยครอบครัวของผู้ต้องหาทั้งสอง และจากการที่ทนายความคัดค้านการฝากขังของพนักงานอัยการ จนในที่สุดพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้อง ซอ ลิน และ เว พิว ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ด้วยหลายข้อหา ต่อมา มีการสอบคำให้การจำเลย ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองยังคงยืนยันให้การปฏิเสธตามฟ้อง จนมาในวันตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 ศาลได้กำหนดวันสืบพยานของทั้งสองฝ่าย รวม 18 วัน โดยกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันแรก คือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ซึ่งทนายความจำเลยได้ระบุขอสืบพยานบางคน นอกศาลจังหวัดเกาะสมุย โดยจะขอสืบในศาลกรุงเทพมหานคร ซึ่งศาลไม่อนุญาต แต่อาจพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้สืบพยานผ่านทางจอภาพระหว่างประเทศหรือจากกรุงเทพมหานคร/div divnbsp;/div divสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย ญาติของผู้เสียชีวิต จำเลยและครอบครัวในคดีนี้ ก็คือ การที่ทุกฝ่ายจะได้รับความยุติธรรมอย่างมีหลักประกัน รวมทั้ง จำเลยสามารถต่อสู้และแก้ต่างทางคดีได้อย่างเต็มที่และเป็นธรรม อันถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความยากลำบากเป็นพิเศษในการแก้ต่างคดีนี้ ก็เนื่องจากเป็นคดีที่มีพยานบุคคลมากถึง 100 ปาก รวมทั้ง พยานเอกสารกว่า 1,000 หน้า พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ แทบทั้งสิ้น/div divnbsp;/div divส่วนความยากลำบากในการช่วยเหลือคดีในศาล ก็คือ การพิจารณาคดีที่กระทำกันบนเกาะสมุย โดยต้องใช้เวลาว่าความในศาลเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 18 วันเต็ม ซึ่งศาลจังหวัดเกาะสมุยกำหนดช่วงเวลาให้อยู่ภายในสามเดือน โดยที่ทนายความหลักของจำเลยล้วนอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น อีกทั้ง เกาะสมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ทำให้มีค่าครองชีพสูง ส่วนสถานที่พักก็ต้องจ่ายในราคานักท่องเที่ยว รวมทั้ง การพิจารณาคดีในศาลจะต้องมีการใช้ล่ามถึงสามภาษา ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนที่ต้องให้พยานเบิกความในศาล และอาจต้องให้พยานบางคนเบิกความผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การให้ความปลอดภัยแก่พยานที่มีความจำเป็นและต้องคุ้มครองพยานกันเอง ซึ่งหากปราศจากเงินทุนที่พอเพียงแล้ว ก็เป็นไปได้ยากที่จะมีพยานมาเบิกความเพื่อให้จำเลยทั้งสองได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม จนอาจเกิดความล้มเหลวในกระบวนการยุติธรรมได้/div divnbsp;/div divเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติเคยตั้งกองทุนฉุกเฉินขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้ง เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งสามารถระดมทุนได้เกือบ 20,000 เหรียญสหรัฐ แต่ได้ใช้จ่ายไปในช่วงการเตรียมคดีเบื้องต้นไปทั้งหมด จึงได้เริ่มต้นระดมทุนอีกเป็นครั้งที่สองเพื่อนำมาใช้ในการเตรียมคดีโดยละเอียดและการดำเนินคดีในศาล ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา ทั้งสิ้น 10 เดือน ซึ่งนอกจากทนายความที่แก้ต่างทางคดีให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนของทีมงานที่สนับสนุนการจัดเตรียมพยานด้วย รวมทั้ง เงินช่วยเหลือจำเลยทั้งสองในการปรับสภาพชีวิตในเรือนจำ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างที่ถูกคุมขังตลอดช่วงเวลาของการพิจารณาคดี จนกว่าศาลจะมีคำสั่งปล่อย/div divnbsp;/div divการจ้างผู้ประสานงานและจัดการเรื่องต่างๆ ทางคดี คือ สิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการทันที เพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมทนายความ และทีมสนับสนุนที่เป็นนักสิทธิมนุษยชน ที่ช่วยเหลือคดีในด้านอื่นๆ ซึ่งทุกคนต่างเข้ามาช่วยคดีโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการเดินทางไป-กลับเกาะสมุย ที่จำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน การเดินทางและพักอาศัยระหว่างที่ต้องทำงานอยู่บนเกาะสำหรับทีมสนับสนุน และการช่วยเหลือจำเลยในสิ่งที่จำเป็นในเรือนจำ ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางและที่พักของพยานผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยานและการย้ายถิ่นที่อยู่สำหรับพยานจำเลยบางคน รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และการดำเนินการให้พยานเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย เพื่อมาเป็นพยานในคดี เป็นต้น/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o6IlMOPcKiI" height="1" width="1" alt=""/

ตำรวจส่งสำนวนเพิ่มกรณีการจับ 'บิลลี่' ก่อนหายตัวไป

Thu, 29/01/2015 - 01:43
!--break--!--break-- divในวันที่ 29 มกราคม 2558 เวลา 10.00 น. คณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7 จะส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและควบคุมตัว นายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 nbsp;โดยพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ดังกล่าวฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157/div divnbsp;/div divในวันเดียวกัน นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ จะเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้เร่งรัดการสอบสวนกรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ ต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หลังจากที่นายบิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมและควบคุมตัวด้วย/div divnbsp;/div divนายบิลลี่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 โดยมีชาวบ้านพบเห็นนายบิลลี่ครั้งสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เนื่องจากค้นตัวนายบิลลี่แล้วพบรังผึ้งและน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ทำการตักเตือนและปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานที่อ้างเกี่ยวกับการจับกุมและหลักฐานการปล่อยตัวแต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้ว/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NelppK4z4Jo" height="1" width="1" alt=""/

กสม.ชี้กรณี'ผู้ชุมนุมค้านเลือกตั้ง' รบ.ยิ่งลักษณ์จัดการไม่ระวังจนมีคนเสียชีวิต-กระทบสิทธิตาม รธน.

Thu, 29/01/2015 - 01:28
!--break--!--break-- p28 ม.ค.2558 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422444171"มติชนออนไลน์/a รายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติรับทราบรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2556 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยของปี 2556 นั้น มีทั้งหมด7 ประเด็นใหญ่ ได้แก่/p p1.สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 2.สิทธิในกระบวนการยุติธรรม 3.สิทธิชุมนุมและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม nbsp;5.การคุ้มครองและช่วยเหลือกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน 6.สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 7.การประเมินการเตรียมการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง/p pผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบรายงานฉบับดังกล่าว(a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_nla2557/d012958-06.pdf"คลิกอ่านรายงานดังกล่าว/a)ในบทที่ 2 ของรายงานคือการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยปี 2556 โดยเฉพาะในส่วนของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ว่าด้วยการใช้เสรีภาพในการชุมนุม หน้า 25 ของรายงาน ระบุว่า/p p“จากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา(2556) ทั้งในเหตุการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล ระหว่างวันที่ 1-3 ธ.ค.56 และการชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้งบริเวณสนามกีฬา ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในวันที่ 26 ธ.ค.56 strongรัฐบาลได้ดำเนินการจัดการกับผู้ชุมนุมโดยขาดความระมัดระวังจนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป อันเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายอื่นได้กำหนดไว้/strong รัฐบาลจึงต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามสมควรแก่ผู้ที่ได้รับความสุญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวให่ครบถ้วนและมั่วถึงอย่างแท้งจริง”/p p style="text-align: center;"img src="https://farm8.staticflickr.com/7334/16388000781_33ab9c08e2_z.jpg" //p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบ เหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่รับสมัคร ส.ส. สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีผู้บาดเจ็บ 154 คน เจ้าหน้ที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย คือ nbsp;ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ อายุ 45 ปี ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 1 คน คือนายวสุ สุฉันทบุตร อายุ 30 ปี/p pนอกจากนี้ ด.ต.อนันต์ แลโสภา อายุ 46 ปี ซึ่งขณะที่มีเหตุปะทะที่บริเวณดังกล่าวได้ล้มลงหมดสติและอาเจียนเป็นเลือด โดยได้มีภาวะความดันต่ำและหัวใจหยุดเต้นไป 2 นาที ต่อมาแพทย์จึงได้ช่วยกันปั๊มหัวใจประมาณ 10 นาที โดยการวินิจฉัยของแพทย์ปรากฎว่า เลือดออกในกระเพาะอาหาร จึงได้พักรักษาตัวอยู่ที่ ไอ.ซี.ยู nbsp;และเสียชีวิตในภายหลัง วันที่ 5 ม.ค. 57 (a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/01/50966"อ่านรายละเอียด/a)/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2013/12/50697" target="_blank"‘วสุ’ ผู้ชุมนุม คปท.ถูกยิงเหตุปะทะสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ‘เสียชีวิตแล้ว’/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/01/50966" target="_blank"ตร.เจ็บขณะปะทะที่ ก.แรงงาน 26 ธ.ค. เสียชีวิตแล้ว/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ynky0IjEJM0" height="1" width="1" alt=""/

วิษณุ เครืองาม กับ ปาฐกถาพิเศษ ‘พระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย’

Thu, 29/01/2015 - 01:25
pเปิดปาฐกถา ‘พระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย’ ฉบับเต็ม วิษณุ ชี้ยูเนสโกยกย่อง รัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ผู้ให้การศึกษาประชาธิปไตย และนักสันติวิธี พร้อมเล่าถึงพระราชประวัติว่า ทรงเป็นกษัตริย์ที่ อาภัพอีกพระองค์หนึ่งของประเทศไทย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7284/16203678157_90bd3fc4e1.jpg" //p p28 ม.ค. 2558nbsp; ที่ สโมสรทหารบก ห้องมัฆวานรังสรรค์ สมาคมสถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จัดงานปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย” ขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ 120 ปี วันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมค่านิยม เทิดทูน และหวงแหนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมี บวรศักดิ์ อุวรรโณ ประธานคณะกรรมมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญฉบับบแรกกับอนาคตรัฐธรรมนูญไทย” และ วิษณุnbsp; เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกาในหัวข้อ “ประวัติของพระผู้ใหกำเนิดประชาธิปไตย”/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า บวรศักดิ์ อุวรรโณ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมปาฐกถาครั้งนี้ได้ เนื่องจากติดภารกิจในการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วิษณุ เครืองามจึงได้บรรยายแทนในหัวข้อของ บวรศักดิ์ ด้วย โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย ทั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังปฐากถาครั้งนี้ ประมาณ 400 คน ประกอบด้วย พระคุณเจ้าจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป/p pวิษณุ เริ่มต้นได้การกล่าวถึง การที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้การยกย่องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระครบรอบวันพระราชสมภพ 120 ปี โดยให้การยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานให้กับประชาธิปไตยในประเทศไทย และทรงเป็นนักสันติวิธี ซึ่งโดยปกติยูเนสโกไม่เคยยกย่องบุคคลใดในวาระครบรอบ 120 ปี มาก่อน โดยวิษณุได้กล่าวว่า “นี่เป็นบุญญาธิการของ รัชกาลที่ 7มากกว่าที่ได้สำแรงบุญญาภินิหาร จนยูเนสโกยอมรับ”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7284/16387857071_236bc9ed23.jpg" //p pวิษณุได้บรรยายให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในหัวข้อ “ประวัติของพระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย” โดยแยกออกเป็น 4 ประเด็นคือ/p p1.รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นกษัตรย์ที่อาภัพพระองค์หนึ่งของประเทศไทย การได้ขึ้นครองราชสมบัติของพระองค์นั้นถือว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นโอรสพระองค์สุดท้ายของรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติจากสมเด็จเสาวภาผ่องศรี (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) นั่นหมายความว่าพระองค์มีพี่ชายอีก 6 พระองค์ที่รอขึ้นครองราชย์สืบต่อจาก รัชกาลที่ 6 แต่ถึงที่สุดพระองค์ก็ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็น รัชกาลที่ 7 เนื่องจากพระเชษฐาของพระทรงสวรรคตเสียก่อน และด้วยการที่พระองค์ทรงเป็นน้องคนชายคนสุดท้าย จึงมีความลำบากในการบริหารข้าการแผ่นดิน เพราะขาดผู้ที่จะค่อยช่วยสนองพระราชประสงค์ ทั้งนี้หลังจากขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ 7 ทรงอยู่ในราชสมบัติต่อไป 9 ปี พระมหากษัตริย์พระองค์สิ้นสุดการครองราชย์ด้วยการสวรรคต แต่รัชกาลที่7 จบลงด้วยการสละราชสมบัติ แล้วขณะสละราชสมบัติทรงประทับที่ประเทศอังกฤษ และประทับต่อไปจนสวรรคต ทรงพระเจ้าแผ่นดินเพียงไม่กี่พระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ต้องสละราชสมบัติ ไม่ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย/p p2.รัชกาลที่ 7 ทรงทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมอย่างมาก ทรงเริ่มให้มีพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นพระองค์แรก ตั้งราชบัณฑิตยสภาขึ้น ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตมาค้นคว้าวิชาการต่างๆ ทรงนำกีฬากอล์ฟมาเผยแพร่ในไทย ทรงเริ่มเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรก และรัชสมัยของพระองค์นั้นเศรษฐกิจตกต่ำ ได้มีการยุบกรมศิลปะต่างๆ โดยพระองค์ให้เอามารวมกันเป็นกรมใหม่แล้วใช้เงินส่วนพระองค์เลี้ยงดูส่งเสริมศิลปินในสมัยนั้น อีกทั้งทรงออกกฏหมายสำคัญอีกสองฉบับคือ nbsp;กฏหมายที่ให้ชายไทยมีภรรยาได้คนเดียว และทรงริเริ่มเป็บแบบอย่าง โดยการมีพระชายาเพียงพระองค์เดียว และกฏหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้ยกเลิกเลิกระบบการเข้าเป็นข้าราชแบบเดิม แล้วให้มีการสอบคัดเลือกแทน/p p3.รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นผู้วางรากฐานประชาธิปไตย โดยได้มีการริเริ่มให้มีกฎหมายเทศบาล เพื่อเป็นพื้นฐานให้ราษฏรได้เข้าใจในระบอบการปกครง ที่ราษฏรสามารถดูแล และปกครองตนเองได้ แต่ข้าราชการในสมัยนั้นยังไม่มีใครเข้าใจในการปกครองแบบเทศบาลจึงได้มีการ ส่งคนไปดูงานในต่างประเทศ แต่เมื่อกลับมาก็ยังไม่ได้เริ่มออกกฏหมาย เนื่องจากอ้างว่ามีภาระงานที่ต้องทำอีกมาก ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงมีแนวคิกที่จะให้ประเทศมี รัฐธรรมนูญ แต่เวลานั้นมีความเห็นไปในทางที่ ยังไม่ถึงเวลา ยังไม่สมควร จึงระงับไว้ เพราะทรงเห็นว่า ควรมุ่งไปในเรื่องเทศบาล ให้การศึกษาราษฏรก่อน แต่มีปฏิบัติการของบุคคลคณะหนึ่งแทรกเข้ามาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน/p p4.รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นนักสันติวิธี ในขณะที่คณะราษฏรยึดอำนาจจากพระองค์ พระองค์ทรงประทับอยู่ที่วังไกลกังวล คณะราษฏรได้ส่งผู้แทนมาเชิญพระองค์ไปเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนั้นพระองค์ รู้แล้วว่าจะมาเชิญกลับ กรุงเทพฯ จึงได้เรียกประชุม เจ้านายที่อยู่ที่หัวหิน ได้ความคิดแตกเป็นสามพวก พวกหนึ่งบอกให้สู้ ทหารตามหัวเมืองรอฟังคำสั่งอยู่nbsp; พวกที่สอง บอกให้ถอยหนีไปทางใต้แล้วค่อยคิดกลับมาสู้ใหม่ และพวกสามบอกให้ยอมแพ้ ในที่สุดตัดสินพระทัยเสด็จกลับกรุงเทพ โดยได้กล่าวเสมอว่า ทรงยอมแพ้เพียงคนเดียวแล้วให้คนอื่นรอดและสงบ ดีกว่าชนะแล้วให้คนอื่นสูญเสียและตาย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8565/16202171210_08a1919705.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีรายพระนาม และรายนามบุคคลสำคัญของโลก ที่เป็นชาวไทย และได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ทั้งหมด 25 คน ประกอบด้วย/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr td1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2505/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันประสูติครบ 100 พรรษา/td /tr tr td2. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2506/td tdเนื่องในโอกาสฉลองประสูติครบ 100 พรรษา/td /tr tr td3. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2511/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา/td /tr tr td4. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2524/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา/td /tr tr td5.สุนทรภู่/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2529/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 200 ปี/td /tr tr td6. พระยาอนุมานราชธนnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2531/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td7. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2533/td tdเนื่องในโอกาสฉลองประสูติครบ 200 พรรษา/td /tr tr td8. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2534/td tdเนื่องในโอกาสฉลองประสูติครบ 100 พรรษา/td /tr tr td9. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2535/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา/td /tr tr td10. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2543/td tdเนื่องในโอกาสสิริราชสมบัติครบ 50 ปี/td /tr tr td11. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2543/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา/td /tr tr td12. ปรีดี พนมยงค์/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2543/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td13. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2546/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา/td /tr tr td14. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2546/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาติกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td15. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2547/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา/td /tr tr td16. กุหลาบ สายประดิษฐ์/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2548/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td17.พุทธทาสภิกขุnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2549/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td18. พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2550/td tdเนื่องในโอกาสฉลองประสูติครบ 200 พรรษา/td /tr tr td19. เอื้อ สุนทรสนาน/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2553/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td p20. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชnbsp;/p /td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2554/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td21. สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2555/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา/td /tr tr td p22. หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณnbsp;/p /td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2555/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr tr td23. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2556/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 120 พรรษา/td /tr tr td24. สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงnbsp;/td tdได้รับการยกย่องเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2557/td tdเนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา/td /tr tr td25. หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ณ อยุธยา/td tdจะได้รับการยกย่องในวันที่ 7 มิ.ย. 2558/td tdเนื่องในโอกาสฉลองชาตกาลครบ 100 ปี/td /tr /tbody /table pnbsp;/p pstrongspan style="color:#ffa500;"ประชาไทถอดความ ปาฐกถาพิเศษ โดย วิษณุ เครืองาม หัวข้อ 'ประวัติพระผู้ให้กำเนิดประชาธิปไตย' ฉบับเต็ม /span/strong/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr td pstrongspan style="color:#0000ff;"รัชกาลที่ 7 กับการยกย่องของยูเนสโก/span/strong/p pรัชกาลที่ 7 มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยก็มีข้อถกเถียงว่า มีหลายคนที่เป็นผู้ให้กำเนิด จนไม่รู้ว่าถึงที่สุดใครเป็นหมอตำแย ใครเป็นผู้ในกำเนิดกันแน่ ย้อนกลับไป 2556 ยูเนสโก้ได้มีมติยกย่องให้รัชกาลที่ 7 เป็นบุคคลสำคัญที่มีผลงานดีเด่นของโลก ไม่ใช่เพียงของไทย ยูเนสโกยกย่องรัชกาลที่ 7 ในหลายด้าน แต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเมืองการปกครอง ยูเนสโกพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องการเมืองการปกครอง และจะไม่ยกย่องใครในด้านการเมืองการปกครองอย่างเดียว จะเน้นที่การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เรื่องการเมืองการปกครองโดยอาจแทรกเข้ามาโดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสามส่วน นั้น แต่เป็นที่น่าแปลกว่าเวลาที่ยูเนสโกยกย่องรัชกาลที่ 7 ในด้านต่างๆ คำพรรณนาเกียรติคุณมีประโยคหนึ่งที่ระบุถึงการเป็นผู้วางรากฐานการให้การ ศึกษาระบอบประชาธิปไตย และระบุว่า ทรงเป็นนักสันติวิธี คำนี้มีความสำคัญมาก เราคนไทย เมื่อเอ่ยถึงรัชกาลที่ 7เชื่อว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่านน้อยมาก จริงๆ ในบรรดาพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 9 รัชกาล เชื่อว่า คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับ รัชกาลที่ 7น้อยที่สุด เช่นเดียวกันกับ รัชกาลที่ 3 ทั้งที่พระเจ้าอยู่หัวสองรัชกาลนี้เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ พระองค์อื่น/p pสุนทรภู่ รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ยูเนสโกก็เคยยกย่องแล้ว โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะไม่ยกย่องคนที่ยังมีชีวิต และจะยกย่องเมื่อครบรอบตัวเลขกลมๆ ที่เป็น 0 เช่น 100 150 200 250 300 ปี ดังนั้น เมื่อตอนที่รัฐบาลไทยเสนอพระนาม รัชกาลที่ 7 ไปยังยูเนสโก ในปีnbsp; 2556 เพื่อให้ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ยูเนสโกถามประโยคแรกว่าวาระครบกี่ปี เราบอก ครบ 120 ปี ประโยคแรกที่ยูเนสโกบอกว่าคือ โน ไม่เคยประกาศยกย่องใครครบ 120 ปี แต่ก็อาศัยความสามารถของทีมงานไทยที่เจรจาจนทำให้ยูเนสโกเคลิ้มตาม รู้ไหมว่าเอเชียถือว่าหนึ่งรอบมีสิบสองปี เพราะฉะนั้น 120 ปีก็ตรงกับ 10 รอบ ปรากฏว่าเมื่อเราเดินสายทำความเข้าใจยูเนสโกอาจจะไม่เข้าใจ แต่พม่าเข้าใจ จีนเข้าใจ เวียดนามเข้าใจ ลาวเข้าใจ เขมรเข้าใจ อินเดีย ลังกายังเข้าใจ เมื่อเข้าใจมากๆ ยูเนสโกจึงต้อยอมลดราวาศอกกฎเกณฑ์ซึ่งไม่เคยผ่อนปรนให้กับประเทศใดในโลกเลย แต่ผ่อนปรนให้กับประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นต่อไปที่ถือหลักปีนักษัตรแบบเดียวกัน นี่เป็นบุญญาธิการของ รัชกาลที่ 7มากกว่าที่ได้สำแดงบุญญาภินิหาร จนยูเนสโกยอมรับ ประกาศให้วาระที่มีพระบรมราชสมภพครบ 120 ปี เป็นวาระอันควรเฉลิมฉลองได้เป็นพิเศษ และประกาศพระนามพระองค์ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก/p pปีนั้น รัฐบาลไทยไม่ได้เสนอพระนาม รัชกาลที่ 7ไปพระองค์เดียว เราเสนอไปอีกสองชื่อเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะเป็นโอกาสที่ครบรอบเหมือนๆ กัน อีกสองท่านครบ 150 ปี และครบ 100 ปี เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของยูเนสโก ยูเนสโกดูแล้วเห็นควรให้ประกาศบุคคลทั้งสามเป็นบุคคลสำคัญของโลกในเวลาเดียว กัน อีกสองคือ สมเด็จพระราชชนนีของรัชกาลที่ 7สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และ หม่อมงามจิตร บูรฉัตร นักสังคมสงเคราะห์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงทั่วโลก/p pถ้าพูดถึงเฉพาะครอบ ครัวของ รัชกาลที่ 7นั้น ร 5 ยูเนสโกประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญไปแล้ว ต่อมายกย่องแม่และลูกอีก จึงเป็นบุคคลสำคัญของโลกทั้งสามพระองค์/p pรัชกาลที่ 7 ถ้าถามคนในรุ่นปัจจุบัน ก็คงตอบว่าสำคัญเพราะเป็นพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 บางคนอาจมีความรู้ขึ้นอีกนิดว่า พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่ถ้าถามให้ลึกลงไปอีกอาจตอบไม่ถูก ความจริงรัชกาลที่ 7 ทรงยิ่งใหญ่กว่าสองเรื่องที่เราเข้าใจnbsp; พระองค์มีจุดเด่น 4 ประการ คือ 1.ทรงเป็นกษัตริย์ที่อาภัพพระองค์หนึ่งของไทย nbsp;2.ทรงมีบทบาทสำคัญมากในการทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม 3.ทรงมีบทบาทสำคัญมากในการวางรากฐานในระบอบประชาธิปไตย อาจไม่ถึงขนาดให้กำเนิด แต่ทรงวางรากฐานแน่ 3.ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นนักสันติวิธี/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พระผู้เปลี่ยนความอาภัพให้เป็นโอกาส/span/strong/p pการที่ทรงอาภัพไม่ใช่ความยิ่ง ใหญ่ แต่เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และจะเข้าใจพระองค์ท่านมากขึ้น อาภัพนั้นเป็นวิกฤตแต่ทรงใช้วิกฤตนั้นเป็นโอกาสที่จะทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม วางรากฐานระบอบประชาธิปไตย และเป็นนักสันติวิธี จนผมยังนึกว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงอาภัพหลายอย่างคงไม่เกิดขึ้น ท่านจำไว้ วิกฤตหากปล่อยให้เป็นวิกฤตก็จะเป็นวิกฤตตลอดไป แต่ถ้าเราใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสก็จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้เป็นอันมาก ดังที่ รัชกาลที่ 7 ใช้วิกฤตนั้นเป็นประโยชน์มาแล้ว/p pรัชกาลที่ 7เป็นพระราชโอรถของ รัชกาลที่ 5 ซึ่งมีพระมเหสีเทวีหลายพระองค์ มีการจัดลำดับชั้นไว้ต่างๆ กัน ในบรรดาพระมเหสีเทวีของ รัชกาลที่ 5 มีพระมเหสีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามเดิมว่า พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินินาถ ซึ่งเป็นพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของไทย ทรงไว้วางพระราชหฤทัยว่าพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีทรงมีพระปรีชาสามารถ “คำว่า นาถ แปลว่าที่พึ่ง” ถ้าเติมท้ายพระบรมราชินีองค์ไหนเท่ากับใช้พระราชอำนาจแทนพระมหากษัตริย์ได้ รัชกาลปัจจุบันมีสมเด็จพระบรมราชีนี ครั้งปี 2499 พระเจ้าอยู่หัวออกผนวช 15 วัน จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นผู้แทนพระองค์ และได้เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทย ย้อนกลับไป พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี มีพระโอรสธิดากับรัชกาลที่ 5 รวม 9 พระองค์ หญิง 2 ชาย 7 ทั้งเจ็ดอยู่ในข่ายเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ทั้งนั้น ในเจ็ดพระองค์ พระองค์หนึ่งได้ขึ้นเป็น รัชกาลที่ 6ต่อจาก รัชกาลที่ 5 คือ พระมงกุฏเกล้า เหลือที่เป็นชายอยู่อีก 6 พระองค์ รัชกาลที่ 7 เป็นโอรสพระองค์สุดท้ายของ รัชกาลที่ 5 ที่ประสูติจากสมเด็จเสาวภาผ่องศรี แปลว่าท่านมีพี่อีกเยอะ และรัชกาลที่ 5 มีพระมเหสีเทวีเยอะมาก ลูกท่านรวมทุกท้อง รวม 77 พระองค์ ในจำนวนทั้งหมด รัชกาลที่ 7เป็นลูกองค์ที่ 76 แปลว่ามีน้องอีกหนึ่งซึ่งเป็นคนละแม่ แต่เป็นหญิงและสิ้นพระชนม์เสียก่อนตั้งแต่หลังคลอด ดังนั้น ท่านจึงเป็นลูกคนสุดท้ายของทุกท้องรวมกันของ รัชกาลที่ 5 อีกด้วย เริ่มต้นก็อาภัพแล้ว เพราะไม่มีน้อง/p pอาภัพข้อที่สองคือ พระสุขภาพท่านไม่ดีมาตั้งแต่ประสูติ ประชวรบ่อย เมื่อโกนจุกแล้วก็เสด็จไปเรียนต่อที่อังกฤษ จนเจริญพระชนมายุสูงขึ้นก็เลือกเรียนวิชาทหาร ด้วยเหตุผลว่าจะได้ออกกำลังกายมากดีต่อพระสุขภาพ จนเรียนจบพี่ชายเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว พระบิดาสวรรคตแล้ว ท่านไปหาพระเจ้าจอร์จขอร่วมรบกับกองทัพอังกฤษ พระเจ้าจอร์จตกใจ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสยามยังไม่อนุญาต พระองค์ท่านก็ยังไม่สามารถอนุญาตให้เข้าร่วมรบกับเยอรมันได้ ปรากฏว่า รัชกาลที่ 6 ไม่อนุญาตและเรียกตัวกลับสยาม แล้วก็มารับราชการในกองทัพไทย เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนายร้อย จนกระทั่งสงครามโลกผ่านไป ก็ต้องกลับไปรักษาพระองค์ที่ฝรั่งเศสแล้วศึกษาวิชาทหารต่อ ต่อมาก็เสด็จกลับประเทศไทย/p pสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช ประชาธิปก หมายถึงการเป็นผู้ปกครองประชาชน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ตั้งชื่อให้ลูกอย่างนี้ เพราะถ้าเรียกใครแบบนี้เหมือนส่งสัญญาณว่าจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีทางเลยเพราะเป็นน้องคนเล็ก เมื่อตอนกลับจากอังกฤษไปบวชที่วัดบวร เจ้าอาวาสก็แนะนำให้ท่านบวชนานๆ เป็นพระสังฆราชดีกว่า สึกไปคงไม่มีวันได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเพราะพี่ชายยังมีอีกเยอะ สมเด็จฯ ก็กราบทูลพระอุปัชฌาว่า ต้องสึกเพราะรักผู้หญิงคนหนึ่ง ต้องสึกไปแต่งงาน จากนั้นก็สึกไปแต่งงานกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ซึ่งก็เป็นญาติท่าน และเป็นพระมเหสีคู่ชีวิตจนพลัดพรากจากกันไป/p pผมได้กล่าวว่าพระนามเดิม พระองค์ท่าน คำว่า เดช หลายคนเขียน เดช ซึ่งหมายถึงอำนาจ แต่บังเอิญเมื่อตอนที่พ่อท่านตั้งชื่อให้ท่าน ไม่ได้ตั้งใจให้แปลเดชว่าอำนาจ แต่ต้องการให้แปลว่า ลูกศร จึงสะกดว่า เดชน์ ดังนั้น ตราประจำรัชกาลที่ 7จึงเป็นลูกศรสามดอกวางพาดกัน ต่อมาก็ทรงกรม คือเลื่อนชั้นเป็น กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทำเนียมเจ้านายทรงกรม มีตั้งแต่อยุธยา เวลาตั้งชื่อกรมก็ตั้งชื่อเทวดาเข้าไว้ แต่ รัชกาลที่ 5 ไม่ตั้งตามชื่อเทวดา แต่ตั้งตามชื่อจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสำคัญ จึงมี กรมหลวงสงขลานครินทร์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร หรือแม้แต่จังหวัดนครสวรรค์ ก็มี กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผมนับไว้มีประมาณ 20 กว่าจังหวัดnbsp; ถึงคิวสมเด็จฯ ก็เลือก กรมขุนสุโขทัย และตามด้วยสร้อย “ธรรมราชา” คือ ราชาที่มีธรรมะ ซึ่งสอดคล้องกับคติสุโขทัย เมื่อพูดถึงตรงนี้ เมื่อเรามีมหาวิทยาลัยเปิด ม.สุโขทัยธรรมาธิราช เป็นการตั้งชื่อมหาวิทยาลัยเพื่ออิงกับพระนามของรัชกาลที่ 7/p pความอาภัพของรัชกาลที่ 7อยู่ตรงที่ว่า สมัย รัชกาลที่ 6 ท่านมีฐานะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ มีพี่อยู่อีกเยอะ พี่ผู้ชายอีก 5 พระองค์ ท่านไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และไม่มีใครคาดคิดด้วย ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะรัชทายาท ทำไมราชสมบัติจึงมาตกถึงท่านได้ ตอบว่า เพราะพี่ชายท่าน ทยอยสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าตรีเพชรรุจธำรง สิ้นตั้งแต่อายุน้อย อีกพระองค์สิ้นพระชนม์อายุเยอะแล้วโดยประกาศให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็น รัชทายาท และพระองค์มีลูกคนเดียวคือ พระองค์เจ้าจุล จักรพงษ์ มีลูกคนเดียวคือ คุณหญิงนริศา มีลูกคนเดียวคือ ฮิวโก้ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ท่านบุญน้อย ท่านทิวงคตเสียก่อน รัชกาลที่ 6 ถัดมาเจ้าฟ้าชายสิริราชกพุฒพันธ์ ก็มีพระชนมายุเพียง 3 พรรษาก็สิ้น ยังมีพี่ชายอีกสององค์ ทั้งสองก็สิ้นพระชมน์ในเวลาต่อมา ฉะนั้น ปี 2467 และ 2468 ลูกของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีเหลือสองพระองค์เท่านั้น คือ รัชกาลที่ 6 และ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปก ราชสมบัติจึงตกอยู่แก่พระองค์ แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะ รัชกาลที่ 6 มีพระมเหสีเทวีแล้ว ทรงอภิเสกสมรสกับผู้หญิงธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ตั้งขึ้นเป็นพระนางเจ้าสุวัฒนาพระวรราชเทวี และทรงพระครรภ์ หากประสูติมาเป็นชายก็จะเป็น รัชกาลที่ 7 ทันที่ เว้นแต่ไม่มีลูกหรือเป็นหญิง ขณะนั้น รัชกาลที่ 6 ประชวรใกล้สวรรคต 24 พ.ย.2468 พระนางเจ้าสุวัฒนาประสูติพระราชธิดา คือ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ วันต่อมา 25 พ.ย. รัชกาลที่ 6 สวรรคต ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ เป็น รัชกาลที่ 7 ท่านอยู่ในราชสมบัติต่อไป 9 ปี พระองค์อื่นจบลงด้วยการสวรรคต แต่รัชกาลที่ 7 จบลงด้วยการสละราชสมบัติ แล้วขณะสละราชสมบัติก็ประทับที่ประเทศอังกฤษและประทับต่อไปจนสวรรคต ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพียงไม่กี่พระองค์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ต้องสละราช สมบัติ ไม่ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย/p pความอาภัพต่อมาคือ เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวที่เสด็จสวรรคตในต่างแดน ถ้าจะมีก็มีก็สมัยอยุธยาคือพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร สละราชสมบัติให้พระเจ้าเอกทัศน์ โดนพม่านำไปเป็นเชลยที่พม่าและเสด็จสวรรคตที่นั่น ความอาภัพของ รัชกาลที่ 7นั้นตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน 9nbsp; ปี ไม่มีน้องไว้ช่วยราชการ และไม่มีลูก คนไม่มีน้องไม่มีลูก มีแต่พี่ มีแต่อา มีแต่ผู้ใหญ่กว่านั้น จึงมีความลำบากในการเป็นผู้ปกครอง คนเรามีอะไรต้องมีตัวช่วย ผมถือว่าความยิ่งใหญ่ของ รัชกาลที่ 5 และเป็นความโชคดีของพระองค์ท่านและคนไทยด้วย คือ มีน้องเยอะและมีลูกเยอะ แต่รัชกาลที่ 7 ต้องอยู่ในฐานะที่เกรงใจผู้ใหญ่อยู่ไม่ใช่น้อย และหากดูจากราชประวัติ รัชกาลที่ 7 คิดทำอะไรหลายอย่างแต่ไม่สำเร็จ จนไม่น่าเชื่อว่า พระเจ้าแผ่นดินในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เราบอกว่าอยู่เหนือกฎหมาย บางทีสั่งอะไรก็ไม่มีใครทำตาม เมื่อครั้ง กรุงเทพฯ จะอายุครบ 50 ปี ปี 2475 ท่านคิดคืนความสุขแก่ประชาชน คิดสร้างสะพานเชื่อมกรุงเทพฯ กับฝั่งธนฯ ปรากฏมีผู้คัดค้านเป็นจำนวนมาก หาว่าฝั่งธนฯ เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน สร้างสะพานไปลงตรงนั้นทำไม ท่านว่าแล้วจะให้ของขวัญอะไรแก่ประชาชน เจ้านายพวกหนึ่งให้สร้างวัด ท่านว่าวัดเยอะแล้ว พวกสองให้สร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 หน้าวัดสุทัศน์ ท่านเห็นว่าเป็นตลาด การรื้อตลาดทำให้พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน อีกพวกเสนอให้สร้างศาลยุติธรรม ก็ไม่โปรด ถ้าสร้างสะพานความเจริญจะไปถึงฝั่งธนฯ รัฐบาลในเวลานั้นกราบบังคมทูลว่า ไม่มีเงิน ท่านจึงควักออกเองส่วนหนึ่ง แล้วเรี่ยไรอีกส่วน ได้เงินเกือบ 4 ล้านสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าได้ ท่านเคยรับสั่งอย่างน้อยพระทัยว่า ฉันเป็นพระเจ้าแผ่นดินทำไมคิดทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญมากคือ ท่านดำริว่า วันหนึ่งประเทศสยามคงต้องปกครองแบบประชาธิปไตย แทนที่รอให้ประชาธิปไตยวิ่งเข้ามาหา เราเตรียมเสียก่อน ว่าแล้วก็โปรดให้ยกร่างกฏหมายเทศบาลขึ้น เพื่อให้คนในท้องถิ่นรู้จักเลือกกันเองมาเป็นผู้ปกครองเสียก่อน คิดบัญชี บริหารตลาด ท่าเรือ ทำกันเองในท้องถิ่นเป็นก็จะทำสูงขึ้นในระดับชาติ ทรงเรียกว่า ประชาภิบาล ซึ่งเรารู้จักในวันนี้ว่า เทศบาล/p pทรงรับสั่ง ให้ทำกฏหมายให้ หายไปนานไม่ทำ จนต้องมีจดหมายทวง เจ้าหน้าที่จึงตอบว่า ทำไม่เป็นเพราะไม่เคยมี ท่านรับสั่งว่าจะส่งทีมไปดูงานต่างประเทศ ส่งไปดูงานอินโดนีเซีย กลับมาก็ยังทำไม่ได้ ไม่มีเวลา รัฐบาลให้ทำกฏหมายอื่นอีกหลายฉบับ ท่านก็ทรงมีจดหมายฉบับสุดท้าย ผมคิดว่าน่าซีรอกซ์แจกติดทุกบ้าน พระเจ้าแผ่นดินเป็นคนเขียน ข้าพเจ้าหวังว่าคงจะได้ทันเห็นมีการออกกฏหมายเทศบาล จัดให้มีการเลือกตั้ง ราษฎรปกครองตนเองก่อนที่ข้าพเจ้าจะหามีชีวิตไม่ สุดท้ายไม่นาน ประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราจึงมีการปกครองระดับสูงไล่ลงมาหาเทศบาล แทนที่จะเป็นเทศบาลไล่ไประดับชาติ อะไรจะถูกจะผิดไม่เป็นไร เรื่องมันเกิดไปแล้ว แต่สรุปได้ว่า รัชกาลที่ 7 ทรงอาภัพ/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พระผู้ทำนุบำรงศิลปะวัฒนธรรม/span/strong/p pทรงทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรมอย่างมาก หลายคนไม่รู้ รัชกาลที่ 7เป็นนักเรียนนอก โปรดเพลงฝรั่งเล่นแผ่นเสียง แม้ไม่ถนัดแต่ท่านก็พยายามส่งเสริมความเป็นไทย รัชกาลที่ 7 เริ่มให้มีพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นพระองค์แรก ตั้งราชบัณฑิตยสภาขึ้น ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตมาค้นคว้าวิชาการต่างๆ รัชกาลที่ 7 นำกีฬากอล์ฟมาเผยแพร่ในไทย ท่านโปรดมากเช่นเดียวกับพระชายา 24 มิ.ย.2475 เปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะทรงกอล์ฟอยู่กลางสนามที่ประจวบศีรีขันธ์nbsp; ได้รับโทรเลขว่ากรุงเทพฯ มีการยึดอำนาจ นอกจากนี้ท่านยังเป็นนักถ่ายรูป ที่จริงทรงสร้างภาพยนตร์ด้วย เรื่อง แหวนวิเศษ ถ่ายเองเขียนบทเอง และท่านยังทรงแต่งเพลงไทยขึ้น อย่างน้อยเรารู้จัก 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาว, เขมรลออองค์ และคลื่นกระทบฝั่งnbsp; ทรงริเริ่มประเพณีแต่งหนังสือประกวดในวันวิสาขบูชา ให้เยาวชนมีหนังสือธรรมะดีๆ อ่านทุกปี ที่ยังทำกันจนเดี๋ยวนี้ เริ่มเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรก ในสมัยนั้นเศรษฐกิจตกต่ำนั้น ได้มีการยุบกรมศิลปะต่างๆ พระองค์ให้เอามารวมกันเป็นกรมใหม่แล้วใช้เงินส่วนพระองค์เลี้ยงดูส่งเสริม ศิลปินเหล่านั้น ทำให้สืบทอดมาได้จนทุกวันนี้ โขน ละคร ฟ้อนรำ ระบำ หนัง ที่เล่นมาอยู่ทุกวันนี้ สืบทอดมาจากที่ รัชกาลที่ 7 เก็บตกครูมารวมกันไว้ทั้งนั้น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน และทรงออกกฏหมายสำคัญอีกสองฉบับคือ กฏหมายที่ให้ชายไทยมีเมียได้คนเดียว และทรงริเริ่มเป็บแบบอย่างมีพระชายาเพียงพระองค์เดียว และกฏหมายระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้ยกเลิกเลิกระบบการเข้าเป็นข้าราชแบบเดิม แล้วให้มีการสอบคัดเลือกแทน/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พระผู้วางรากฐานประชาธิปไตย/span/strong/p pทรงวางรากฐานระบอบประชาธิปไตย ได้เรียนแล้วว่าท่านริเริ่มให้มีกฎหมายเทศบาล เพียงแต่เขาไม่ทำให้ท่าน จนเปลี่ยนแปลงการปคกรองจึงออกทีหลัง นอกจเหนือจากนั้น ท่านคิดจะให้มีรัฐธรรมนูญแล้วสองครั้ง ครั้งแรกตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดินยังไม่ทันถึงปี มีฝรั่งคนหนึ่งคือ พระยากัลยาณไมตรี หรือดร.ฟรานซิส บี.แซร์ รัชกาลที่ 7 ได้ให้ช่วยร่างรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง อยู่มาอีก 3-4 ปี ทรงให้คนมีความรู้สมัยนั้นไปร่างอีกฉบับ เพื่อเปรียบเทียบกัน ทรงปรึกษากับที่ปรึกษาเพื่อพิจารณานำออกมาใช้ แต่เวลานั้นมีความเห็นว่าไม่ถึงเวลา ยังไม่สมควร จึงระงับไว้ เพราะเห็ว่าควรมุ่งไปในเรื่องเทศบาล เพื่อให้การศึกษาคนเสียก่อน แต่มีปฏิบัติการของบุคคลคณะหนึ่งแทรกเข้ามาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เสียก่อน ก็ต้องถือว่าท่านเป็นคนวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย เวลาท่านเสด็จจังหวัดไหนก็รับสั่งเรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การทำอย่างนั้นมันใช้เวลา คนที่เขาใจร้อนก็ต้องคิดไปไกลกว่านั้นและเร็วกว่านั้น ถึงที่สุด ด้วยกระแสสำคัญสี่กระแสก็ไม่อาจต้านทานการเปลี่ยแปลงการปกครองได้คือ 1.กระแสต่างประเทศที่เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยเยอะ 2.กระแสเศรษฐกิจตกต่ำตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลแทบจะไม่มีเงินเดือนจ่ายข้าราชการ ประชาชนยากจน คนว่างงานเยอะ 3.ข้าราชการกดขี่ข่มเหง คนรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม จึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมที่จะให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบพระองค์เดียว หลายหัวดีกว่าหัวเดียว จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง/p pคณะราษฎร เขาคิดเรื่องนี้กันตั้งแต่เรียนเมืองนอกพอกลับเมืองไทยก็หาพรรคพวก แล้วเช้ามืด 24 มิ.ย.ก็ยึดอำนาจ วิธียึดก็ไม่ยากเอารถถังเข้ายึดลานพระบรมรูปทรงม้า แจ้งพวกทหารว่า เรียกประชุมซ้อมรบ รับฟังโอวาท ก็แห่กันมาหมด พระยาพหลพลพยุหเสนาก็ขึ้นอ่านแถลงการณ์ยึดอำนาจ คนก็ไชโยโห่ร้อง อะไรที่เปลี่ยนแปลงดีทั้งนั้น ผมเชื่อว่าคนก็เอาดอกไม้ไปเสียบปลายกระบอกปืนเหมือนกัน หลังจากก็มีการส่งผู้แทนเฝ้า รัชกาลที่ 7 ที่หัวหิน ขอให้เสด็จกลับกรุงเทพ มาเป็นพระเจ้าแผ่นดินภายใต้กฏหมายที่จะร่างต่อไป/p pstrongspan style="color:#0000ff;"พระผู้เป็นนักสันติวิธี/span/strong/p pสุดท้ายคือ ความเป็นนักสันติวิธี อย่าลืมว่า ตอนประทับที่หัวหิน ที่กรุงเทพเกิดการยึดอำนาจ เวลานั้นเจ้านายสำคัญที่อยู่กรุงเทพฯ ที่ รัชกาลที่ 7 ไว้วางพระทัยมากที่สุดคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ท่านมีอำนาจมาก คณะราษฎรส่งกำลังไปคุมตัวท่านจากวังบางขุนพรหมไปควบคุมไว้พระที่นั่งอนันต สมาคม เพื่อเป็นตัวประกัน แล้วส่งคนไปเฝ้ารัชกาลที่ 7 ให้เสด็จกลับมาเป็นพระเจ้าผ่านดินภายใต้กฏหมายที่จะร่าง ถ้าไม่กลับ ก็จะหาพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นต่อไป/p pถ้าคนที่ส่งสารถูกทำร้าย คณะราษฎรก็จะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับคนที่ถูกควบคุมตัวไว้เช่นกัน รัชกาลที่ 7 รู้แล้วว่าจะมาเชิญกลับกรุงเทพฯ จึงได้เรียกประชุม เจ้านายที่อยู่หัวหิน แต่ความคิดแตกเป็นสามพวก พวกหนึ่งบอกให้สู้ ทหารตามหัวเมืองรอฟังคำสั่งอยู่nbsp; พวกที่สอง บอกให้ถอยหนีไปทางใต้แล้วค่อยคิดกลับมาสู้ใหม่ พวกสาม บอกให้ยอมแพ้ ในที่สุดตัดสินพระทัยเสด็จกลับกรุงเทพฯ ถามว่าจริงๆ เป็นการเสื่อมพระเกียรติยศหรือไม่ ก็น่าจะมีส่วน แต่เลือกทางนี้เพราะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้วว่า ถ้าตัดสินใจสู้คนที่ตายคือคนไทย ทหาร คนที่จงรักภักดี ไม่ทรงปรารถนาจะเห็นการนองเลือดเกิดขึ้น ถ้ายอมเสื่อมพระบรมเดชานุภาพเสด็จกลับเพียงพระองค์เดียว ก็ไม่ต้องมีคนตาย ต้องถือว่าเป็นความใจเด็ดของท่าน มีคนพยายามบิดเบือดช่วงเวลานี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 7 อ่อนแอ ผมถือว่าเป็นความยิ่งใหญ่ ชนะใจตนเองได้ ถ้าท่านลุแก่อำนาจ เตรียมมาสู้ ลี้ภัยต่างแดนแล้วกลับมาสู้ หรือสู้จากหัวหิน ประวัติศาสตร์ไทยจะเปลี่ยนหมด ประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น การที่รัชกาลที่ 7 ยอมเสด็จกลับทุกอย่างจบลง เผลอๆ คณะราษฎรเองก็ไม่นึกว่าท่านจะกล้าเสด็จกลับ พระนางเจ้ารำไพพรรณี เขียนในเวลาต่อมาว่า ที่ตัดสินใจไม่กลับทางเรือเพราะกลัวถูกยิงทิ้งทะเล หน้าสิ่วหน้าขวาน ท่านจึงเสด็จกลับด้วยรถไฟพระที่นั่ง รัฐบาลก็ยอม เมื่อรถไฟพระที่นั่งถึงกรุงเทพฯ เวลาเที่ยงคืน สถานีจิตรลดา แทบไม่มีคนรับเสด็จ เพราะทุกคนกลัวคณะราษฎรกันหมด วันที่ 26 คณะราษฎรเข้าเฝ้า ถวายรัฐธรรมนูญฉบับแรก พระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ.2475 ท่านขอเก็บไว้อ่าน เซ็นทันทีไม่ได้ รุ่งขึ้นอ่านเสร็จก็พระราชทานคืน ลงพระปรมาภิไธย ท่านเติมคำว่าฉบับชั่วคราวต่อท้าย ให้สมกับที่คณะราษฎรกราบบังคับทูลว่าจะมีฉบับถาวรยกร่างอีก คือวันที่ 27 มิ.ย./p pการที่ยอมกลับจากหัวหิน การที่ยอมลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับแรก การที่แสดงความร่วมมืออย่างดีกับคณะราษฎรในเวลาต่อมา ทั้งหมดคือ สันติวิธี ท่านเชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกับคณะราษฎรได้ วันที่คณะราษฎรเข้าเฝ้า รับสั่งชัดเจนว่าท่านคิดก่อนแล้ว เพียงแต่อาจจะคิดช้า จุดหมายปลายทางตรงกันแม้วิธีการจะต่างกัน แต่สิ่งที่ รัชกาลที่ 7 โทมนัสที่สุด คือ การที่วันยึดอำนาจมีการแจกใบปลิวโจมตีพระบรมราชจักรีวงศ์อย่างรุนแรง เช่น ราชวงศ์จักรีปกครองมา 150 ปีไม่ทำประโยชน์อะไรแก่ประเทศเลย ท่านถามว่าใครเป็นคนร่าง คิดว่าไม่ได้ทำอะเลยจริงๆ เหรอ บางข้อคณะราษฎรก็ตอบไม่ได้ บางข้อก็ไม่ยอมตอบ เวลาต่อมาคณะราษฎรก็ขอเข้าเฝ้าขออภัยโทษที่ได้จ้วงจาบเจ้านายอย่างรุนแรง ท่านก็ให้อภัยโทษและให้ความร่วมมือ/p pสถานการณ์หลังเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างคณะราษฎรกับพระเจ้าแผ่นดินไม่สู้จะดีนัก อาจมีคนยุ อาจมีความเข้าใจผิด บาดหมางกันจนกระทั่งในที่สุดเหตุการณ์รุนแรงก็เกิดขึ้น รัชกาลที่ 7 ตกอยู่ในฐานะลำบากหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพราะมีเจ้านายบางองค์ถูกเนรเทศ ไปอยู่เมืองนอก บางองค์ก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ เจ้านายที่อยู่ในประเทศก็อยู่ด้วยความระวังและลำบาก ทั้งหมดเป็นแรงกดดัน รัชกาลที่ 7 ทั้งนั้นว่าไม่สามารถปกป้องพระราชวงศ์ได้ ท่านอยู่ระหว่างรัฐบาลกับพวกเจ้า อำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ การวางพระองค์จึงลำบาก พวกเจ้าไม่น้อยมองว่าท่านเข้าข้างรัฐบาล รัฐบาลก็ว่าท่านอยู่ฝ่ายพวกเจ้า ขณะเดียวกันพระสุขภาพก็ทรุดลงเป็นลำดับ มีปัญหาพระเนตร พระหทัย พระทนต์ ตลอดเวลาก็มีแต่พระราชินีที่อยู่เคียงข้างท่านตลอด ในที่สุดก็มาถึงเหตุการณ์สำคัญที่เรียกว่าฟางเส้นสุดท้าย ระเบิดลงตูมทุกอย่างพินาศหมด/p pก่อนถึงเรื่องนั้น เมื่อก่อนเรายังไม่เรียกรัฐธรรมนูญฉบับแรก ว่ารัฐธรรมนูญ แต่เรียกว่า พระราชบัญญัติการปกครองสยาม รัฐบาลยังเรียกคณะกรรมการราษฎร นายกฯ ยังเรียกว่า ประธานคณะกรรมการราษฎร ยังไม่รู้จักศัพท์ที่ใช้วันนี้เลย รัฐมนตรีก็เรียกกรรมการราษฎร ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร มีพระยามโนปกรณ์ เป็นประธาน ใช้เวลา 6 เดือนร่างเสร็จ เรียกชื่อว่า รัฐธรรมนูญ เพราะตอนนั้นมีคนบอกว่ากฎหมายสูงสุดอย่างไปเรียก พรราชบัญญัติ เป็นการใช้คำว่า รัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก รัชกาลที่ 7ทรงตื่นเต้นกับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาก เพราะพระราชทานแนวความคิดหลายประการแม้เขารับบ้างไม่รับบ้าง ท่านให้ดูฤกษ์ที่ดี เจ้าอาวาสวัดสระเกษตอนนั้น โหรใหญ่ บอกว่าวันที่ 10 ธ.ค. รัชกาลที่ 7 ลงทุนซ้อมที่พระที่นั่งอนันตสมาคม และให้ถ่ายภาพยนตร์เก็บเอาไว้ จึงมีหนังพระราชพิธีให้ดูถึงเดี๋ยวนี้ พอถึงวันที่ 10 ธ.ค.ก็พระราชทานที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ประธานสภาในเวลานั้นคือ เจ้าพระยาพิชัยญาติ เข้ารับพระราชทานรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ฉบับถาวรฉบับแรก คนดูฤกษ์เก่งจริง มีอายุยืนนานสืบมาถึง 14 ปี วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ร่างอยู่ฉบับที่ 21 ทั้งหมดไม่มีฉบับไหนยาวนานเกินฉบับนั้น/p pฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ ทุกอย่างเหมือนระเบิด ปี 2476 เกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกครั้ง โดยกองทหารจากโคราช เคลื่อนเข้ามายึดกรุงเทพฯ ที่บางเขน เราเรียกว่า กบฏบวรเดช นำโดย พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบรวรเดช เคยเป็นเสนาบดีกลาโหม เป็นคนที่ทหารรักมาก ท่านนำทหารจากโคราชเคลื่อนขึ้นรถไฟมากรุงเทพฯ ยึดบางเขนได้ ต่อสู้กับรัฐบาล ที่สำคัญ คณะกบฏบวรเดชประกาศว่า ยึดอำนาจครั้งนี้เพื่อถวายคืนรัชกาลที่ 7 ขณะนั้น รัชกาลที่ 7อยู่หัวหิน รัฐบาลก็ตกใจกราบบังคมเชิญกลับกรุงเทพฯ เพื่อให้คณะกบฏเห็นว่าอยู่ข้างรัฐบาล แต่พระองค์ต้องการเป็นกลาง ไม่เป็นตัวประกันให้ฝ่ายใด ว่าแล้วก็นั่งเรือเล็กไปจังหวัดสงขลา เป็นเรือที่ไม่เคยออกทะเลลึก เรียกว่าเสี่ยงอันตรายมาก ลอยอยู่กลางอ่าวไทยไม่นาน ก็มีเรือใหญ่มาถึงแล้วส่งเสด็จที่สงขลา ประทับที่สงขลา 40 กว่าวันจึงเสด็จกลับ หลวงพิบูลย์สงครามมปราบกบฏ สองฝ่ายตายเยอะ สมรภูมิที่ต่อสู้ต่อมาเมื่อชนะศึก รัฐบาลก็สร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏหลักสี่ บางเขน มีพานรัฐธรรมนูญเล็กๆ ซึ่งเป็นการรบครั้งใหญ่เรียกว่าสงครามกลางเมืองที่คนไทยตายมากที่สุดครั้ง หนึ่ง ฝ่ายกบฏถอยหนีกลับโคราช พระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหนีเข้าเขมร เสร็จแล้วรัฐบาลก็ตั้งศาลพิเศษไล่ล่าพวกกบฏ ประหารก็เยอะ ปล่อยเกาะตะรุเตาก็เยอะ ขังก็เยอะ เป็นศาลทหารพิเศษ ม้วนเดียวจบ ในที่สุด รัชกาลที่ 7 ได้ขอให้รัฐบาลปรองดอง ใครไม่เกี่ยว ปลายเหตุถูกเกณฑ์มาควรจะยกเว้นโทษ อย่าเหมาเข่งรุนแรงเสมอกัน วันหนึ่งได้รับสั่งกับรัฐบาลว่า ต้องไปรักษาพระเนตร แล้วก็เสด็จออกจากประเทศไปรักษาในต่างประเทศ ไม่มีใครคิดว่า ณ เดือนมกราคมในปีนั้น เมื่อได้มีพระราชดำรัสทางวิทยุอำลาประชาชนชาวไทย ว่าจะไปรักษาตาที่ต่างประเทศ จะเป็นคั้งสุดท้ายที่ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ รักษาพระเนตรเสร็จก็ไม่เสด็จกลับ รัฐบาลส่งคนไปเฝ้า ก็ทรงมีบันทึกให้รัฐบาลแก้ไขเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน เมื่อรัฐบาลไม่สามารถสนองได้ ก็มีโทรเลขมาทรงสละราชสมบัติ ในปี 2477 เป็นที่มาของประโยคสำคัญ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎร โดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”/p pพระชะตาของ รัชกาลที่ 7 ไม่หมดเพียงแค่นั้น จากนั้น รัฐบาลฟ้อง รัชกาลที่ 7เป็นจำเลยในศาลหลายคดี หาว่าท่านเอาทรัพย์ของหลวงไปใช้บ้าง รัชกาลที่ 7 ต้องออกทรัพย์ส่วนพระองค์จ้างทนายมาสู้คดีในศาลไทย เป็นการดีที่ รัชกาลที่ 7 ไม่ได้อยู่จนถึงวันที่ศาลตัดสิน เพราะศาลตัดสินให้ท่านแพ้คดี และให้ท่านชดใช้ค่าเสียหายแค่รัฐบาลไทยหลายล้านบาท เมื่อไม่สามารถชดใช้ได้จึงยึดวังสุโขทัยอันเป็นที่ประทับ วันที่ 30 พ.ค.2484 ขณะนั้นสงครามโลกเริ่มเกิดแล้ว และพระองค์ทรงประทับอยู่อังกฤษ เช้าตรู่วันที่อากาศแจ่มใส พระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงมีพระราชดำริว่าน่าจะเสด็จเข้าไปในเมืองดูบ้านพักที่ เคยอยู่ เสด็จโดยลำพัง รัชกาลที่ 7 ยังอยู่ที่ประทับ ภาพสุดท้ายที่พระองค์เจ้ารำไพพรรณีเห็น คือ รัชกาลที่ 7ทรงพระภูษากางเกงแพร เสื้อคอกลม อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่เก้าอี้โยก ยังรับสั่งว่า หากมีดอกไม้งามๆ เช่น ทิวลิปก็ให้เก็บมาด้วย เมื่อพระองค์เจ้ารำไพพรรณีเข้าลอนดอน ตำรวจโบกให้หยุดรถและแจ้งว่ามีโทรศัพท์แจ้งว่ามีเหตุร้ายให้กลับที่ประทับ เมื่อกลับถึงที่พักจึงทราบว่า รัชกาลที่ 7สวรรคตแล้ว ขณะนั้นอยู่ระหว่างสงคราม รัฐบาลอังกฤษไม่อนุญาตให้ตั้งศพ สวดศพ ไม่มีพระบรมโกฐ ไม่มีพระพิธีธรรม ไม่มีพระมาสวด ในที่สุดเตรียมงานศพเพียงสองสามวัน แล้วเชิญใส่หีบไม้เพื่อไปถวายพระเพลิงที่สุสานเล็กๆ ของชาวจีน มีผู้มาร่วมในงานพระบรมศพไม่กี่คน เพราะข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ไม่กล้ามา อย่าลืมว่าวันนั้นคดีความยังค้างอยู่ในศาล กลัวรัฐบาลจะหวาดระแวง งานพระบรมศพเงียบเหงา เงียบจนกระทั่งฝรั่งที่มาร่วมงานเป็นเจ้าหน้าที่ยังถามว่าทำไมงานนี้มัน เงียบนัก แล้วเลยคว้าเอาไวโอลินมาสีให้เป็นของแถม ขณะที่พระบรมศพค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปในเตาแล้วเพลิงก็ลุกขึ้น เป็นอันสิ้นสุดวาระสุดท้ายของพระมหากษัตริย์ผู้วางรากฐานของระบอบ ประชาธิปไตย อีกหลายปีจึงมีการเชิญพระบรมอัฐิ และเชิญขึ้นสู่พระบรมพิมานเคียงคู่กับกษัตริย์ในอดีตอย่างสมเกียรติ ส่วนพระอังคารก็นำไปไว้ใต้ฐานพระประธานวัดราชบพิตร คู่กับ รัชกาลที่ 5/p pทั้ง หมดเพื่อประมวลลงสู่ประโยคสำคัญว่า รัชกาลที่ 7 เป็นบุคคลสำคัญของโลกที่ยูเนสโกยกย่อง โดยเน้นตรงประโยคสำคัญ ชีวิตของพระองค์ใช้สันติธรรมเป็นเครื่องนำทางตลอด ไม่ฮึกไม่เหิมจะต่อสู้แม้มีโอกาสทำได้ แต่ไม่ทรงปรารถนาจะเห็นความตาย การนองเลือดเกิดขึ้น/p pประโยคสำคัญที่รับสั่งเสมอคือ ทรงยอมแพ้เพียงคนเดียวแล้วให้คนอื่นรอดและสงบ ดีกว่าชนะแล้วให้คนอื่นสูญเสียและตาย แค่นี้คือความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์นี้แล้ว/p/td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SFYLvWVOLG0" height="1" width="1" alt=""/

สมัชชามนตรียุโรปออกรายงาน 'อันตรายของการสอดแนมประชาชน'

Thu, 29/01/2015 - 00:48
pรายงานของสมัชชารัฐสภาแห่งคณะมนตรียุโรประบุ การสอดแนมประชาชนเป็นวงกว้าง เช่นการสอดแนมอินเทอร์เน็ต ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์เพราะไม่สามารถป้องกันเหตุก่อการร้ายได้จริง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3626/3406524311_960ce52cfb.jpg" /br /span style="color:#ff8c00;"ภาพประกอบโดย /spana href="https://www.flickr.com/photos/funky64/"span style="color:#ff8c00;"Funky64 (www.lucarossato.com)/span/abr /a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/2.0/" title="Attribution-NonCommercial-NoDerivs License"span style="color:#ff8c00;"Some rights reserved/span/aspan style="color:#ff8c00;" /span/p p27 ม.ค. 2558 สมัชชารัฐสภาแห่งคณะมนตรียุโรป (Parliamentary Assembly of the Council of Europe หรือ PACE) เปิดเผยรายงานระบุว่า การสอดแนมประชาชนในวงกว้าง (Mass Surveillance) ถือเป็นภัยต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ควรจะนำมาใช้ป้องกันการก่อการร้ายจริงๆ/p pคณะกรรมการด้านกิจการกฎหมายของสมัชชารัฐสภาแห่งคณะมนตรียุโรปเปิดเผยรายงานดังกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่าโครงการสอดแนมในวงกว้างและในเชิงรุกล้ำแบบที่กระทำโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ถือว่า "เป็นภัยต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน" ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตคนทำงานหน่วยข่าวกรองที่หลบหนีออกจากสหรัฐฯ มาได้หลายปีแล้ว/p pการสอดแนมละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่รับรองในอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งรับรองสิทธิในด้านต่างๆ เช่นสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และเสรีภาพในการนับถือศาสนา/p pสมัชชา PACE ระบุว่าสิทธิดังกล่าวเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิเหล่านี้โดยไม่มีการตรวจสอบควบคุมอย่างเหมาะสมตามระบบยุติธรรมถือเป็นภัยต่อหลักนิติธรรม/p pรายงานขององค์กรยุโรประบุอีกว่าโครงการสอดแนมยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีค่าไปในทางที่สิ้นเปลืองและไม่ทำให้เกิดผลดีต่อความมั่นคงมากนัก/p p"การสอดแนมในวงกว้างไม่แสดงให้เห็นว่าจะส่งผลต่อการป้องกันการก่อการร้ายได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านข่าวกรองยืนกรานไว้ในตอนนั้น การสอดแนมกลับเป็นการนำทรัพยากรที่ควรจะนำไปใช้ในการป้องกันการก่อเหตุไปใช้ในการสอดแนมวงกว้างแทน ทำให้บุคคลที่เป็นอันตรายกระทำการได้อย่างอิสระ" PACE ระบุในรายงาน/p pนอกจากนี้หน่วยงานสอดแนมยังกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอินเทอร์เน็ตโดยการเจาะ "ประตูหลัง" ซึ่งหมายถึงการพยายามเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ผ่านระบบรับรอง การกระทำเช่นนี้สร้างความอ่อนแอให้กับระบบออนไลน์และอาจจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสนำไปใช้/p p"ถ้าหากเครื่องมือเช่นนี้ซึ่งถูกพัฒนาโดยสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตกไปอยู่ในกำมือของรัฐบาลเผด็จการอาจจะส่งผลให้เกิดหายนะได้" สมัชชา PACE ระบุในรายงาน/p pคณะกรรมการด้านกิจการกฎหมายของ PACE เรียกร้องให้มีการเก็บข้อมูลบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมในกรณีที่ "ศาลอนุญาตให้หมายค้นถ้าหากมีเหตุผลให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย" เรียกร้องให้มีการคุ้มครองผู้เปิดโปงการสอดแนมอย่างผิดกฎหมาย ให้มีศาลและรัฐสภามีอำนาจควบคุมหน่วยข่าวกรองมากกว่านี้ ให้ "ประมวลกฎหมายการข่าวกรอง" มีการนิยามลักษณะของพันธกิจร่วมกันซึ่งทำให้หน่วยสืบราชการลับเลือกจะเข้าร่วมด้วยได้ อีกทั้งยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนผู้ใช้ระบบปฏิบัติการสอดแนมในวงกว้างภายใต้อำนาจของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน/p pสมัชชา PACE แสดงความกังวลอีกว่าการสอดแนมในวงกว้างอาจจะส่งผลให้เกิด "กฎหมายลับ ศาลลับ และการตีความกฎหมายลับแบบลับๆ" ตามมา/p pสโนว์เดนเคยกล่าวในการประชุมผ่านวิดีโอกับสมาชิกสมัชชา PACE เมื่อช่วงเดือน เม.ย. ปีที่แล้วว่า องค์กร NSA ตั้งเป้าหมายสอดแนมองค์กรเอ็นจีโอและกลุ่มประชาสังคมทั้งในและนอกสหรัฐฯ/p p"ก่อนที่ 'ระบบการสอดแนมในระดับอุตสาหกรรม' จะเติบโตต่อไปเรื่อยๆ จนควบคุมไม่ได้ พวกเราจะต้องปฏิบัติการเพื่อทำให้การสอดแนมอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม" PACE ระบุในรายงาน/p p"ไม่มีใครที่ปลอดภัยและไม่มีอะไรที่ปลอดภัยจากการถูกถ้ำมองโดยประเทศของตัวเอง แม้กระทั่งตัวหน่วยข่าวกรองจากต่างชาติเองก็ไม่ปลอดภัย" PACE ระบุในรายงาน/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pMass Surveillance Endangers 'Fundamental Human Rights': Report, Common Dreams, 26-01-2015br /a href="http://www.commondreams.org/news/2015/01/26/mass-surveillance-endangers-fundamental-human-rights-report"http://www.commondreams.org/news/2015/01/26/mass-surveillance-endangers-fundamental-human-rights-report/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://website-pace.net/documents/19838/1085720/20150126-MassSurveillance-EN.pdf/df5aae25-6cfe-450a-92a6-e903af10b7a2" target="_blank" รายงานฉบับเต็ม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pofJWhDYYVM" height="1" width="1" alt=""/

ทหารเตรียมเชิญ ‘สุรพงษ์’ ปรับทัศนคติ หลังโวยถอดถอนยิ่งลักษณ์ ระบุอยู่ค่ายกี่วันขึ้นอยู่กับความร่วมมือ

Thu, 29/01/2015 - 00:37
!--break--!--break-- p28 ม.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการอนุญาตให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกนอกประเทศ ว่า ขณะนี้ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่ได้ขออนุญาติเดินทางไปต่างประเทศ แต่หากขอมาก็ต้องถามศาล ว่า ไปได้หรือไม่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาล หากศาลบอกว่า ห้ามออกนอกประเทศก็ไม่ให้ออก นอกจากนี้คนที่ออกมาข่มขู่ว่า จะเกิดความรุนแรงก็จะเรียกมาพูดคุย หากออกมาพูดอีกตนก็จะใช้อำนาจห้ามเดินทางออกต่างประเทศ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทอง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก รวมถึง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ซึ่งตนจะเรียกทุกคน ใครพูดอีกก็จะเรียกหมด ส่วน ยิ่งลักษณ์ เขาเป็นอดีตนายกฯ ตนให้เกียรติเขาเสมอ ทุกคนก็ควรให้เกียรติด้วย/p pขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหม ถึงกรณีที่ สุรพงศ์ แสดงความคิดเห็นกรณีการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรีและบทบาทของสหรัฐฯ ที่อาจจะสร้างความแตกแยกในสังคมนั้น พลเอกประวิตรระบุต้องดูที่เจตนา ว่าต้องการสร้างความแตกแยกหรือไม่/p pพล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้คสช.เชิญ สุรพงษ์ มาพูดคุยทำความเข้าใจ ว่า รับทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีแล้ว สำหรับรายละเอียดจะเชิญมาพูดคุยวันใดนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยจะมีทีมเจ้าหน้าที่ทหารของกกล.รส. เป็นผู้พูดคุย/p p“ส่วนจะถึงขั้นต้องนำเข้าค่ายทหารเพื่อปรับทัศนคติหลายวันหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ถ้าให้ความร่วมมือก็ให้กลับบ้านได้ หากไม่ให้ความร่วมมือก็จะมีขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน” พล.ท.กัมปนาท กล่าว/p pโดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมาnbsp;สิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าไปภายในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ตามคำเชิญของ แม่ทัพภาคที่ 1 หลังจากสิงห์ทองได้ให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าคสช. ขอความร่วมมือไม่ให้ ยิ่งลักษณ์ nbsp;แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลัง สนช. ลงมติถอดถอนเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา และยังคงให้ข่าวกับสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเช่นกัน(a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57613"อ่านรายละเอียด/a)/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.tnamcot.com/2015/01/28/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E-1-%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%B8/"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422432095"span style="color:#696969;"มติชนออนไลน์/span/aspan style="color:#696969;" และ /spana href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20150128/631497/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4.html"span style="color:#696969;"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EKpmtKhcpBE" height="1" width="1" alt=""/

ศาลนราฯ ยกฟ้อง 2 อดีตทหารพราน คดียิงเด็กชายสามพี่น้องตระกูลมะมัน

Wed, 28/01/2015 - 23:54
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา a href="http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/item/36108-child_580126.html"สำนักข่าวอิศรา/a รายงานว่า ศาลจังหวัดนราธิวาส อ่านคำพิพากษา ยกฟ้องอดีตทหารพราน 2 นายในคดียิงเด็ก 3 ศพตระกูลมะมัน ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส/p pจากเหตุการณ์คนร้ายบุกยิงเด็กชายสามพี่น้องจนเสียชีวิตอย่างน่าสลดเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 3 ก.พ.57 ที่บ้านเลขที่ 143/4 หมู่ 7 บ้านปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ โดยเป็นการใช้อาวุธปืนสงครามทั้งเอ็ม 16 อาก้า และปืนพกขนาด 9 มม. สาดกระสุนใส่คนในครอบครัวมะมัน 5 คน ประกอบด้วย นายเจ๊ะมุ มะมัน บิดาของเด็กๆ น.ส.พาดีละห์ แมยู มารดา ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.อิลยาส มะมัน อายุ 6 ปี คมกระสุนทำให้เด็กๆ สามพี่น้องเสียชีวิต ส่วน น.ส.พาดีละ ซึ่งตั้งท้องได้ 4 เดือนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ นายเจ๊ะมุ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย/p pต่อมาวันที่ 3 มี.ค.57 ตำรวจได้ติดตามจับกุมทหารพราน 2 นาย คือ อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) มะมิง บินมามะ อายุ 22 ปี สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4607 (ร้อย ทพ.4607) หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 (ฉก.ทพ.46) และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ อายุ 25 ปี สังกัดร้อย ทพ.4609 ฉก.ทพ.46 เช่นกัน โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มี.ค.57/p pอย่างไรก็ดี คดีนี้ฝ่ายรัฐไม่ถือว่าเป็นคดีความมั่นคง แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดย นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คดีนี้มีมูลเหตุจากความโกธรแค้นส่วนตัว ไม่ใช่คดีความมั่นคง/p pทั้งนี้ เพราะจากการสอบปากคำ อส.ทพ.มะมิง หนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่า สาเหตุที่ร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่านายเจ๊ะมุเป็นคนยิง นายอับดุลเลาะ บินมามะ พี่ชาย และ นางรอกีเยาะ สระราวอ พี่สะใภ้เสียชีวิตทั้งคู่ในพื้นที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.56 โดยขณะถูกยิงพี่สะใภ้ตั้งท้องได้ 4 เดือนด้วย โดย อส.ทพ.มะมิง เชื่อว่าพี่ชายของเขาถูกนายเจ๊ะมุสังหารเพราะไปเป็นพยานในคดีที่นายเจ๊ะมุตกเป็นผู้ต้องหายิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใน ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี เสียชีวิตก่อนหน้านั้น แต่เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทำให้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษายกฟ้อง/p pหลังถูกจับกุม ทหารพรานทั้งสองถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็นอดีตทหารพราน และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตลอดมา กระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.58 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุม ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเหตุผลที่ศาลยกฟ้อง คือ ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้/p pพล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า คดีนี้ยังไม่จบ เป็นเพียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทางอัยการได้ยื่นอุทธรณ์และคัดค้านการประกันตัวจำเลยทั้งสอง/p pด้านสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นประปราย โดยเมื่อเวลาประมาณ 19.45 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงถล่มฐานปฏิบัติการบ้านยือลอ กองร้อยปืนเล็กที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 จากนั้นได้หลบหนีไป โดยไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ/p pสำหรับฐานปฏิบัติการบ้านยือลอ เคยถูกกลุ่มก่อความไม่สงบ นำโดย นายมะรอโซ จันทรวดี บุกโจมตีเมื่อเช้ามืดของวันที่ 13 ก.พ.56 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงตอบโต้จนมีผู้เสียชีวิตถึง 16 ศพ รวมทั้งนายมะรอโซด้วย/p pในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ตำรวจ สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รับแจ้งได้ยินเสียงปืนบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ลูโบะบายะ ตั้งอยู่ที่บ้านกูแบบาเดาะ หมู่ 4 ต.ลูโบะบายะ อ.ยี่งอ เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GY7FCqU6NeE" height="1" width="1" alt=""/

จิตใต้สำนึกของความสัมพันธ์ไทย สหรัฐ

Wed, 28/01/2015 - 21:53
!--break--!--break-- pnbsp;/p pbr /br /เป็นที่เข้าใจได้ว่าใน psyche ของชนชั้นนำในกรุงเทพฯนั้นคงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจน่าดูเกี่ยวกับท่าทีของสหรัฐต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย เพราะของที่เคยๆกัน (business as usual) นั้นมันเปลี่ยนแปลงไปโดยที่พวกชนชั้นสูงตั้งตัวไม่ทันbr /br /แต่ไหนแต่ไรมาการรัฐประหารเป็นสิ่งที่วอชิงตันไม่เคยขัดข้องเลย (ถ้าบอกกันก่อน) ทั้งยังจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มทีด้วย ทว่าโลกกลับเปลี่ยนแปลงไปมาก ความห่วยแตกของการใช้กำลังทหารแก้ปัญหาการเมืองในทุกทีของโลกมันหลอนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความพยายามของสหรัฐที่จะไปหนุนกองกำลังโน่นนี่นั่นยึดอำนาจรัฐนั้นมันให้ผลร้ายทุกทีbr /br /การรัฐประหาร 2-3 ครั้งที่ผ่านในประเทศไทยนั้น มองจากมุมวอชิงตันแล้ว ไม่ใช่อะไรที่จำเป็นต้องทำเลย ท่านนายกและรมต.ต่างประเทศไม่ต้องโชว์กึ๋นถามเขาว่า จะให้ทำอย่างไรหรอก วันนั้น แดเนียล รัสเซล ไม่ตอบก็ไม่ใช่ว่าตอบไม่ได้ ก็คงเพราะจะไว้ไมตรีและสมเพชจนไม่รู้ว่าอย่างไรมากกว่า คำตอบมันง่ายนิดเดียวจากมุมมองของอเมริกัน (ซึ่งทหารของเขาไม่เคยยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง) คือ strongมีปัญหากับรัฐบาลก็เลือกตั้งใหม่แค่นั้นเอง/strongbr /br /ความเห็นที่แตกต่างในเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างไทยกับสหรัฐนั้นก็อยู่ใต้ก้นบึ้งแห่งจิตสำนักในความเข้าใจวิถีแห่งอำนาจที่ต่างกัน คนอเมริกันเขาถือปัจเจกชนนิยม อำนาจจะอยู่ที่ประชาชนทุกรูป ทุกนาม พวกเขามอบอาณัติแห่งอำนาจนั้นให้ประธานาธิบดีผ่านการเลือกตั้ง ทหารนั้นเป็นแค่กลไกรัฐ ไม่ใช่ผู้ควบคุมอำนาจรัฐ ทหารทำหน้าที่ตามอาณัติที่ประชาชนมอบผ่านรัฐบาลเท่านั้นbr /br /ทว่าชนชั้นปกครองในประเทศไทยนั้นคิดว่า อำนาจเป็นของตัวเองฝ่ายเดียว ทหารมีหน้าที่ปกปัองมัน ประชาชนเป็นไพร่คอยรับแต่คำบัญชา พอมีปัญหาว่าประชาชนอยากจะได้อำนาจบ้างหรืออยากจะใช้มันบ้าง ทหารก็ทำหน้าที่ออกมาปกป้องอำนาจนั้นให้อยู่แต่ในมือของชนชั้นปกครองตลอดไป เปลี่ยนแปลงการปกครองมา 80 กว่าปีแล้ว ความคิดแบบนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนnbsp;br /br /ถามว่าสหรัฐยอมทำแบบเคยๆกันบ้างจะได้มั๊ย ทำไมต้องมาวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันหนักหนาราวกันว่ายิ่งลักษณ์เป็นอองซานซูจีก็ไม่ปาน คำตอบคือไม่ได้เพราะ ถ้าสมยอมแล้วสหรัฐจะไม่มีประเด็นอะไรต่อรองเลยสำหรับการเมืองย่านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มอาเซียนนั้น ไทยและฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่สหรัฐสปอยได้มาโดยตลอด พูดให้เป็นวิชาการหน่อยต้องว่าเป็น treaty ally แปลว่าเป็นพันธมิตรแบบมีพันธสัญญา หมายความว่าต้องยึดถือคุณค่าอะไรบางประการร่วมกัน รัสเซล พูดแล้วแต่ผู้นำไทยไม่ค่อยเข้าใจ คุณค่าที่ว่านั้นคือ democracy and rule of law สำหรับพวกคาวบอยแล้วเป็นพวกเดียวกันต้องยึดถืออุดมการณ์บางอย่างร่วมกันได้br /br /สมัยก่อนจะยึดอำนาจกี่ครั้งก็ไม่ว่าแถมจะหนุนด้วยเพราะถือคุณค่าแห่งการต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยกัน เมื่อก่อนการรัฐประหารนั้นแค่เปลี่ยนจากเผด็จการกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่อย่างอื่นอยู่ครบหมด สมัยนี้แตกต่างกัน การรัฐประหารสมัยนี้ทำลายคุณค่าใน doctrine ของประชาธิปไตยไปด้วยเพราะพวกไพร่ตื่นตัวทางการเมืองมากจนรู้ว่าควรใช้ประโยชน์จากการเลือกตั้งอย่างไร แล้วถ้าสหรัฐไม่วิจารณ์เรื่องพวกนี้จะมีสหรัฐอยู่แถวนี้ทำไม ไทยก็จะกลายเป็นประเทศที่เหมือนกับจีนไปฉิบnbsp;br /br /แต่ชนชั้นสูงของไทยจะวิพากษ์วิจารณ์วอชิงตันอย่างถึงพริกถึงขิงอย่างที่ลูกหาบและกองเชียร์ทั้งหลายต้องการได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะ strong"เกรงใจ"/strong ด่ามากไปก็มีแต่เข้าเนื้อ จะลดจะทอนความสัมพันธ์อะไรนั้นก็อย่าหวังว่าจะทำได้ เพราะมีประโยชน์ร่วมกันอยู่มากมาย แอลเอนั่นมัน little Thailand ชัดๆ ลูกหลานชนชั้นผู้ปกครองคนไหนไม่ถือสองสัญชาติ (ไทย-อเมริกัน) บ้าง หลายคนตั้งใจไปเกิดที่โน่นเพื่อให้ได้สัญชาติอเมริกัน (แม้ว่า อาก๋ง อาม่า อีจะเป็นเจ๊กก็ตาม)br /br /strongดังนั้นวันนี้ทำได้ก็แค่กระฟัดกระเฟียดเท่านั้นแหละ จะให้สะใจพระเดชพระคุณ ไล่อเมริกันออกไปอย่างพวกหัวก้าวหน้าทำสมัย 1970s นั่นเมินเสียเถอะ พวกอดีตหัวก้าวหน้าที่ด่าอเมริกันด้วยสำเนียงแบบเดิมๆทุกวันกลายเป็นพวกไม่รู้เรื่องรู้ราว เหมือนเพิ่งกลับจากดาวอังคารเมื่อวานนี้ยังไงก็ไม่รู้/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QMepadg02NE" height="1" width="1" alt=""/

"ซัลมาน": คำพิพากษาและการลาจาก

Wed, 28/01/2015 - 21:04
!--break--!--break-- table style="width: 100%;" align="center" cellpadding="1" cellspacing="1" border="1" tbody tr td h3strongspan style="color:#0000ff;"112 the series/span/strong/h3 divspan style="color: rgb(0, 0, 255);"เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ที่/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"ถูกดำเนินคดีด้/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"วยกฎหมายหมายอาญามาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริ/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"ย์ในมุมมองที่สังคมยังไม่ค่อยรู้/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"จัก และสื่อมวลชนมักนำเสนอแต่เรื่/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"องราวของคดีความจนละเลยข้อเท็/spanwbr style="color: rgb(0, 0, 255);"span style="color: rgb(0, 0, 255);"จจริงส่วนนี้ไปnbsp;/span/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000ff;"งานชุดนี้ เป็นการร้อยเรียงเรื่องราวเกี่wbrยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้ถูwbrกดำเนินคดีนี้ เพื่อที่จะสะท้อนมุมมองที่wbrหลากหลายต่อผู้ถูกดำเนินคดีในฐานะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึwbr่ง และให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกัwbrบผลกระทบของการถูกดำเนินคดีที่มีต่อชีวิตพวกเขาที่มากไปกว่าการสูญเสียอิwbrสรภาพในเรือนจำ โดยไม่มุ่งหาคำตอบว่wbrาพวกเขาเหล่านั้นกระทำความผิดต่wbrอกฎหมายจริงหรือไม่nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/span/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000ff;"งานชุดนี้ เขียนขึ้นโดยทีมงานและอาสาสมัwbrครของ iLaw ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์การพิwbrจารณาคดี และให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุwbrษยธรรมต่อผู้ถูกดำเนินคดีwbrจากการใช้เสรีwbrภาพในการแสดงความคิดเห็นnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/span/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000ff;"สำหรับชื่อของเจ้าของเรื่องเล่าจะเปิดเผยเฉพาะผู้ที่เต็มใจให้สัwbrงคมรับรู้เท่านั้น ผู้ที่ขอสงวนชื่อจริง เราจะตั้งชื่อของเขาใหม่ในเครื่wbrองหมาย "...."/wbr/wbr/span/div /td /tr /tbody /table p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7405/15768411493_0f85a1135c_o.png" style="width: 600px; height: 375px;" //p pภาพลักษณ์ของนักโทษคดี112 ที่คนส่วนหนึ่งในสังคมมักจิwbrนตนาการถึงคือ "ฮาร์ดคอร์เสื้อแดง" หรือ "ขบวนล้มเจ้า" ภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้หลายคนเลืwbrอกมองประเด็นในคดีมาตรา 112 ไปตามแนวความคิดของฝักฝ่ายการเมwbrืองที่ตนเองสังกัด ทั้งที่นักโทษคดี112 ที่กล้ายืนยันว่ารักและเทิดทูwbrนพระมหากษัตริย์ และไม่ใช่คนที่สนใจหรือเคลื่wbrอนไหวทางการเมือง ไม่ได้มีแค่ "อากง" เพียงคนเดียวnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pผมพบ "ซัลมาน" ครั้งแรกช่วงเดือนกันยายน 2556 ที่ห้องเยี่ยมของเรือนจำพิwbrเศษกรุงเทพ ขณะนั้น "ซัลมาน" เพิ่งเข้าเรือนจำได้ไม่นาน หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำคุกเขาด้วยมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไปโพสต์ข่าวลือไม่เป็wbrนมงคลในเว็บบอร์ดของบริษัทหลัwbrกทรัพย์แห่งหนึ่ง ครั้งแรกที่พบกัน ผมเห็นหน้า "ซัลมาน" ไม่ชัดนัก เพราะเขาสวมหน้ากากเพราะกำลังป่wbrวยด้วยโรคภูมิแพ้ เท่าที่รู้คือเขาเป็นชายร่างสูง ผิวคล้ำ และตากลมโตสไตล์ชาวอาหรับ ส่วนผมบนศีรษะก็สั้นเกรียนเหมืwbrอนผู้ต้องขังคนอื่นๆnbsp;br /br /การสนทนาระหว่างเราไม่ราบรื่นนัwbrก เพราะมีพลาสติกแผ่นหนากั้นกลาง แถมยังมีอุปสรรคทางภาษา ไม่ว่าจะภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ "ซัลมาน" ก็พูดกระท่อนกระแท่นพอๆกันbr /br /ภรรยาของเขา เล่าให้ผมฟังภายหลังว่า "ซัลมาน" เข้ามาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนัwbrกท่องเที่ยว เขาชอบประเทศไทยจึงเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทยกับซาอุดิwbrอาระเบียหลายครั้ง จนกระทั่งได้พบกับคนที่เขารัwbrกและตัดสินใจแต่งงาน เขาจึงลงหลักปักฐานที่จังหวัwbrดหนึ่งในภาคเหนือซึ่งเป็นบ้wbrานของภรรยาจนมีลูกด้วยกันคนหนึ่wbrง เมื่อตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย เขาเลี้ยงชีพด้วยการซื้อขายหุ้น แม้ว่า "ซัลมาน" จะแต่งงานและอยู่กินกัwbrบภรรยาชาวไทย แต่เขายังคงต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างประเทศไทยกับแผ่นดินเกิwbrดเช่นเดิม เพราะต้องไปเยี่ยมแม่ที่wbrชราและป่วยbr /br /ภรรยาของเขาเล่าต่อว่า "ซัลมาน" เป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่wbrอแผ่ เขาเคยบริจาคเงินจำนวนมากเพื่wbrอสร้างมัสยิด เคยเลี้ยงอาหารคนยากจนหลายครั้ง รวมทั้wbrงเคยสละเวลาไปสอนภาษาอาหรับให้wbrกับชุมชนหรือโรงเรียนที่ต้wbrองการด้วย โดยบอกว่ามาอยู่เมืองไทยก็ต้wbrองทำอะไรเพื่อประเทศไทยบ้างbr /br /โดยปกติ "ซัลมาน" ไม่ใช่คนที่สนใจการเมือง และ ไม่เคยไปร่วมชุมนุมทางการเมืwbrองไม่ว่ากับกลุ่มใด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวลืออันไม่wbrเป็นมงคลในโลกออนไลน์ช่วงปลายปี 2553 ซึ่งร้ายแรงพอที่จะทำให้หุ้wbrนตกกว่า 10% ในวันเดียว "ซัลมาน" ในฐานะนักลงทุนที่เกือบหมดตัว จึงต้องเช็คข่าวจากเว็บไซต์ต่wbrางประเทศรวมทั้งวิกิลีกส์อย่wbrางกระวนกระวายเพราะกลัวการลงทุwbrนผิดพลาดnbsp;br /br /เมื่อเห็นข่าวลือจากเว็บไซต์ข่wbrาวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ เขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง จึงโพสต์ข้อความในเว็บบอร์wbrดของบริษัทหลักทรัพย์ที่เขาเล่wbrนประจำเป็นภาษาอังกฤษ สะกดแบบผิดๆ ถูกๆ เพื่อเตือนให้เพื่อนนักลงทุwbrนชะลอการลงทุนออกไป เพราะไม่อยากให้ใครต้อง "เจ็บตัว" เหมือนเขาnbsp;br /br /ตัวเขาและคนในครอบครัวคงไม่wbrคาดคิดว่า ความหวังดีในวันนั้นกลับเป็wbrนเหตุให้ชีวิตของชายชาวต่างชาติ ที่รักประเทศไทย รักคนไทย และรักพระมหากษัตริย์ไทย ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงnbsp;br /br /ภรรยาของเขาเล่าให้ผมฟังว่า เธอรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องตลกร้wbrายที่ "ซัลมาน" ผู้ัที่มีความจงรักภักดีต่wbrอสถาบันเบื้องสูงมาโดยตลอด ต้องถูกดำเนินคดีหมิ่นสถาบัน ก่อนหน้านี้ "ซัลมาน" เคยพาภรรยาและลูกน้อยเดิwbrนทางจากบ้านในภาคเหนืwbrอลงมาถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริwbrราช และเคยส่งโปสการ์wbrดไปถวายพระพรเนื่องในวัwbrนพระราชสมภพด้วย ภรรยาของ "ซัลมาน" ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้คนไทยจะรักสถาบัน แต่ก็คงมีคนจำนวนไม่มากนัก ที่จะเดินทางมาถวายพระพรอย่wbrางจริงจัง โดยเฉพาะคนที่อยู่ไกลๆbr /br /ในชั้นศาล "ซัลมาน" พยายามต่อสู้ว่า เขาไม่มีเจตนาหมิ่wbrนประมาทพระมหากษัตริย์ฯ แต่โพสต์ข้อความดังกล่าวเพื่wbrอเตือนนักลงทุนคนอื่นเท่านั้น เพราะเข้าใจว่านั่นคือข่าวจริง "ซัลมาน" รู้ภาษาไทยไม่มากนัก จึงไม่สามารถยืนยันข่าวของสำนัwbrกข่าวต่างประเทศ กับข่าวของทางการไทยได้ "ซัลมาน" ยังชี้แจงต่อศาลด้วยว่า ตัวเขาเป็นผู้จงรักภักดี เคยเดินทางมาถวายพระพรที่wbrโรงพยาบาล และยังบำเพ็ญประโยชน์ต่wbrอสาธารณะอยู่บ่อยๆ เพื่อทดแทนคุณของแผ่นดินไทย อย่างไรก็ตาม ข้อต่อสู้ของ "ซัลมาน" ก็เป็นเหมือนบูมเมอแรงที่ย้wbrอนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองnbsp;br /br /ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลให้เหตุผลไว้ทำนองว่า จำเลยเข้ามาอยู่ในราชอาณาจัwbrกรไทย มีภริยาเป็นคนไทย ยกย่องเทิดทูนพระบาทสมเด็wbrจพระเจ้าอยู่หัวฯ มาโดยตลอด จำเลยย่อมทราบดีถึwbrงฐานะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูwbr่หัวฯ การที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิwbrวเตอร์ด้วยข้อความซึ่งไม่เป็wbrนความจริง และข้อความดังกล่าวเป็นข้wbrอความที่มิบังควร ทั้งเป็นข้อความที่ระคายเคืwbrองเบื้องพระยุคลบาท จึงเป็นการลบหลู่พระเกียรติยศชืwbr่อเสียงขององค์พระมหากษัตริย์ ถือเป็นการดูหมิ่น "ซัลมาน" ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี แต่ได้รับการลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 2 ปีbr /br /ช่วงเวลาแรกๆ ในเรือนจำภรรยาของ "ซัลมาน" กระเตงลูกวัย 5 ขวบ จากภาคเหนือมาเช่าบ้านอยู่ใกล้wbrๆเรือนจำ เบื้องต้น "ซัลมาน" และภรรยาตั้งใจจะสู้คดีต่อในชั้wbrนฎีกา แต่เพราะเขามีปัญหาสุขภาพและไม่wbrได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่wbrวคราวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นฎีwbrกา สุดท้ายครอบครัวจึงตัดสิwbrนใจถอนฎีกาและยื่wbrนขอพระราชทานอภัยโทษโดยเร็วที่wbrสุด "ซัลมาน" ได้รับการปล่อยตัวในเดือนมกราคม 2557 รวมระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำ 206 วันbr /br /หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ครอบครัวของ "ซัลมาน" ยังคงต้องเผชิญกับมรสุม เพราะตามกฎหมายคนเข้าเมืwbrองของไทย ชาวต่างชาติที่ต้องโทษจำคุกถืwbrอเป็นบุคคลอันตราย จะต้องเดินทางออกนอกประเทศทันทีwbrที่พ้นโทษ "ซัลมาน" จึงต้องถูกสั่งห้ามเข้wbrาประเทศอย่างน้อย 5 ปี "ซัลมาน" ภรรยา และลูกน้อย ต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างกรุwbrงเทพกับบ้านที่ภาคเหนือ เพื่อติดต่อขอผ่อนผันการอยู่ต่wbrอในราชอาณาจักรเดือนละครั้งnbsp;br /br /ผมพบกับ "ซัลมาน" ครั้งแรกหลังเขาออกมาจากเรือนจำ ประมาณปลายเดือนเมษายน 2557 ระหว่างที่เขามากรุงเทพเพื่อยื่wbrนเรื่องขอผ่อนผัน บทสนทนาโดยไม่มีแผ่นพลาสติwbrกหนากั้นขวางทำให้การสื่อสารด้wbrวยภาษาอันกระท่อนกระแท่นนั้นลื่wbrนไหลกว่าเดิมมาก ระหว่างการสนทนา ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกยอมรัwbrบในโชคชะตาของครอบครัว แต่ก็รู้สึกได้ว่าพวกเขายัwbrงแอบมีความหวังอยู่บ้างที่จะได้wbrอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันพ่wbrอแม่ลูกต่อไป แม้จะดูเลือนรางก็ตามnbsp;br /br /ในวันนั้นเราสนทนากันนานพอควร หลังอัพเดทเรื่องราวชีวิต คดีความ และสิทธิการเข้าเมืองเรียบร้อย ผมต้องขอตัวกลับบ้านก่wbrอนเพราะภารกิจหน้าที่การงานรุwbrมเร้า ขณะที่เพื่อนร่วมวงสนทนาอีwbrกคนหนึ่งไปรับประทานอาหารค่ำกับ "ซัลมาน" และครอบครัวตามคำเชิญของเขาnbsp;br /br /ปาฏิหารย์ไม่ลอยมาง่ายๆ เสมอไป การผ่อนผันสิ้นสุดลงในเดือน พฤษภาคม 2557nbsp;br /จากปากคำของภรรยา ในวันที่ "ซัลมาน" เดินทางออกนอกประเทศ เขาถูกสวมกุญแจมือระหว่างอยู่wbrบนรถของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้wbrาเมืองราวกับเป็นอาชญากรbr /br /ถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกินครึ่งปีwbrแล้วที่ครอบครัว "ซัลมาน" ต้องพลัดพรากจากกัน ผมแอบหวังว่าครอบครัwbrวของเขาจะได้กลับมาอยู่กันพร้wbrอมหน้าในเร็ววัน พร้อมๆกับนึกเสียดายว่าผมน่wbrาจะตอบรับคำเชิญไปทานข้าวกัwbrบเขาในการพบกันครั้งสุดท้าย เพราะนั่นคงจะทำให้ผมได้รู้จัwbrกกับชายชื่อ "ซัลมาน" มากขึ้น/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wXbPeXI8ODA" height="1" width="1" alt=""/

ครม.เห็นชอบยกเลิก ‘รถเมล์-รถไฟฟรี’ ดีเดย์ 1 ส.ค นี้

Wed, 28/01/2015 - 20:13
pประชุม ครม.เห็นชอบยกเลิกโครงการรถเมล์-รถไฟฟรี มีผล 1 ส.ค นี้ พิจารณาหาแนวทาง ช่วยเหลือลดค่าครองชีพผู้มีรายได้ต่ำใหม่ ชี้ผ่านมา โครงการนี้มีการนำภาษีของคนส่วนรวมไปอุดหนุนไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา 27 ม.ค.58nbsp; พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบให้มีการยกเลิกโครงการรถเมล์-รถไฟฟรี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค 58 เป็นต้นไป พร้อมกับให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาหาแนวทาง ช่วยเหลือลดค่าครองชีพแก่ผู้มีรายได้ต่ำใหม่ เพราะที่ผ่านมา โครงการนี้มีการนำภาษีของคนส่วนรวมไปอุดหนุนให้แก่คนเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งยังมีคนที่ไม่มีรายได้ต่ำ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของโครงการมาใช้บริการรถเมล์ รถไฟ ฟรีจำนวนมาก/p pส่วนช่วงรอยต่อของโครงการ รถเมล์ รถไฟฟรี ระหว่างวันที่ 1 ก.พ.- 31 ก.ค. 58 ครม.เห็นชอบ ให้ผ่อนผันใช้โครงการแบบชั่วคราวต่อไปอีก 6 เดือน เพื่อให้เวลากระทรวงคมนาคม พิจารณาหาแนวทาง ช่วยลดค่าครองชีพแก่ผู้มีรายได้ต่ำ ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนเริ่มใช้แนวทาง ลดค่าครองชีพด้านค่าโดยสารใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป/p pสำหรับแนวทางการพิจารณาเรื่องรถเมล์ฟรี หรือแนวทางการพิจารณาว่าคนกลุ่มใด จะสามารถใช้รถเมล์ฟรีนั้นทางกระทรวงคมนาคม จะใช้เวลาสำรวจและแยกประเภทกลุ่มประชาชน จากทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทยประมาณ 2 เดือน เพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเยาวชนเด็กนักเรียน กลุ่มผู้สูงอายุที่เกิน 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้พิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับสิทธิพิเศษอยู่แล้ว เช่น ทหารผ่านศึก หลังจากนั้นช่วง 4 เดือนที่เหลือ จะหาวิธีพร้อมกับแนวทางปฏิบัติว่า ควรใช้วิธีแสดงสิทธิเพื่อรับการช่วยเหลือจึงเหมาะสม เช่น ใช้เป็นบัตรผู้สูงอายุ บัตรนักเรียน หรือทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาใหม่/p p“กระทรวงคมนาคมได้ทำเรื่องเสนอไปกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณลดค่าครองชีพ เพื่อเสนอขอให้ ครม.พิจารณายกเลิก เพราะเห็นว่าโครงการนี้มีจุดอ่อน และกระทรวงจะไปหาแนวทางใหม่ เพื่อช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหลังจากนี้จะต้องไปคิดว่าจะช่วยเหลือแบบใด เช่น จะต้องมีการแสดงสิทธิ หรือบัตรเพื่อแสดงว่าเป็นผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ถึงจะให้ขึ้นรถได้ฟรี หรือได้ส่วนลดค่าโดยสาร 50% แต่ยังไม่ได้สรุปซึ่งจะต้องหาข้อมูล รายละเอียดเพื่อนำไปเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว/p pพล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า แผนฟื้นฟูกิจการ ขสมก.จะมีการพิจารณาใน 4 ประเด็น คือ การปรับบทบาทของขสมก.ใหม่ จากผู้กำกับดูแล และผู้ให้บริการเดินรถ เหลือเป็นผู้ให้บริการเดินรถเพียงอย่างเดียว และโอนหน้าที่การกำกับดูแลไปให้กรมการขนส่งทางบกดูแล ต่อมาให้มีการปรับเส้นทางเดินรถใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมกับเปิดกว้างให้หน่วยงานอื่น เช่น กรุงเทพมหานคร บริษัทรถร่วมเอกชน เข้ามาเดินรถได้ และการแก้หนี้สินสะสมของ ขสมก. 92,000 ล้านบาท/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"ที่มา /spana href="http://www.thairath.co.th/content/477507"span style="color:#696969;"ไทยรัฐออนไลน์/span/aspan style="color:#696969;" และ /spana href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20150128/631443/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1.html"span style="color:#696969;"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3M_Joqftorg" height="1" width="1" alt=""/

พาณิชย์เตรียมเชิญผู้ผลิตหารือลดราคาสินค้า

Wed, 28/01/2015 - 19:16
p‘ม.ร.ว.ปรีดิยาธร’ แจง รบ.จะเดินหน้าปรับโครงสร้างการลงทุนใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจโต ขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศ IMF หนุนปรับโครงสร้างน้ำมัน-ภาษี รมว.พาณิชย์เตรียมเชิญผู้ผลิตหารือลดราคาสินค้า คลังพร้อมล้างหนี้ ขสมก. ลุ้นลงทุนภาครัฐกระตุ้นอสังหาฯ โต 5% อัดฉีดงบ 4 หมื่นล้าน จ้างเกษตรกร-คนยากจน ซ่อมถนนทั่วประเทศ/p p!--break--!--break--/p p28 ม.ค.2558 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร เป็นประธานกรรมาธิการฯ ได้เชิญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องเริ่มปรับโครงสร้างการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม มีการลงทุนที่คล้ายกับประเทศไทย แต่ค่าแรงและต้นทุนของไทยนั้นสูงกว่า ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถแซงหน้าได้ และเห็นว่าต้องขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศและเปิดอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ภายในประเทศเป็นหลัก ลดการนำเข้าวัตถุดิบ อาทิ ยางพารา ที่ต้องส่งเสริมให้ใช้ทรัพยากรดังกล่าวในอุตสาหกรรมภายในประเทศให้ได้ถึงร้อยละ 50 และเตรียมดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตซ ที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานจำนวนมาก/p pโดยมีตัวแทนกรรมาธิการฯ กล่าวสนับสนุนการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปรแตซnbsp; แต่เนื่องจากการทำเหมืองแร่ใต้ดิน อาจครอบคลุมและกระทบกับที่ดินทำกินของเกษตรกรที่อาจทำให้ดินทรุด จึงเสนอว่าควรมีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรด้วย/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน การสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานประเภทใหม่ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ปรับโครงสร้างภาษี การปรับปรุงข้าวและสวนยางnbsp; ยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันราคายางได้ถึงกิโลกรัมละ 80 บาทตามที่ชาวสวนยางเรียกร้องได้ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงส่งผลต่อราคายาง โดยเฉพาะยางสังเคราะห์ แต่ในส่วนของยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถผลักดันได้ถึงกิโลกรัมละ 63 บาท/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นในอนาคต คือ นโยบาย ดิจิทัล อีโคโนมี่ (Digital Economy) ซึ่งเกี่ยวกับการนำดิจิตอลเข้าไปเสริมศักยภาพการทำงานของทุกกระทรวง ตลอดจนต้องนำไปเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลจะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จัดทำกฎระเบียบ รวมถึงมาตรฐานความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและทุกหน่วยงานอย่างทั่วถึง/p pstrongไอเอ็มเอฟหนุนปรับโครงสร้างน้ำมัน-ภาษี/strong/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยภายหลังหารือนายหลุยส์ อี บริวเออร์ ผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า ผู้แทนกองทุนไอเอ็มเอฟ สนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลไทยในการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีหลายประเภท เช่น ภาษีการรับมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจาณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาลยังเตรียมปรับโครงสร้างภาษี มูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยจะพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย/p pนอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังชี้แจงรายได้ภาษีของรัฐบาลต้องดูแลให้สอดคล้องกับรายจ่าย เพื่อการลงทุนหลายโครงการ ยอมรับว่ารายได้ยังไม่เพียงพอ จึงต้องเพิ่มรายได้ภาษี เพราะรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลปี 2557 มีเพียงร้อยละ 17.5 ของงบประมาณทั้งหมด นับว่าน้อยเกินไป เมื่อปี 2558 จึงได้ขยับขึ้นมาถึงร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด และอาจเพิ่มเป็นร้อยละ 25- 30 ในอนาคต จึงต้องปรับโครงสร้างภาษีหลายประเภท และยังแนะนำให้ไทยเร่งการลงทุนโดยเฉพาะงบลงทุนในช่วง 3 เดือนแรก โดยรัฐบาลกำลังเร่งรัดในขณะนี้/p pส่วนกรณีธนาคารกลางยุโรป (ECB) ออกมาตรการอัดฉีดเงินสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE) วงเงิน 60,000 ล้านยูโรต่อเดือนนั้น เพื่อดูแลปัญหาเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ทำให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากจนเกินไปและดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวน แต่ระยะยาว ธปท.ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะจะมีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาอย่างแน่นอน/p pม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเงินทุนไหลเข้าไทยช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออก เพราะเงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้น แต่การส่งออกฟื้นตัวช้า เพราะประเทศคู่ค้ากำลังซื้อลดลงมาก ทั้ง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ส่วนการส่งออกไปจีนชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน จึงต้องยอมรับสภาพจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์กำลังหาทางช่วยเหลือเพิ่มทั้งการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้/p pstrongรมว.พาณิชย์เตรียมเชิญผู้ผลิตหารือลดราคาสินค้าสัปดาห์หน้า/strong/p pวันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามการทำงานของกระทรวงพาณิชย์กับผู้บริหารระดับสูง ว่า ได้เร่งรัดการทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ทั้งการดูแลค่าครองชีพราคาสินค้า และผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมายร้อยละ 4 โดยในส่วนของการดูแลค่าครองชีพได้เห็นชอบแผนการดำเนินงาน 6 โครงการตั้งแต่สัปดาห์หน้า ได้แก่/p p1.จัดงานธงฟ้าเคลื่อนที่หรือจำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าปกติตามชุมชน สถานที่ราชการ สำนักงานเอกชน และตลาดสด รวม 2,000 ครั้งในปี 2558/p p2. นำสินค้าธงฟ้าไปจำหน่ายในตลาดชุมนุมที่กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก/p p3. จัดมหกรรมจำหน่ายสินค้าตามเทศกาล โดยสัปดาห์หน้าจะหารือเอกชนเพื่อจัดทำแคมเปญแบคทูสคูล เป็นต้น/p p4.จัดทำโครงการร่วมมือผลิตสินค้าราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพ หรือโลว์คอสต์ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (Lowcost Department Store) ซึ่งกำลังเจรจากับบริษัทดำเนินธุรกิจด้านค้าปลีก 1 รายในการจัดทำโครงการฯ โดยบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดในการเป็นต้นแบบผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดที่ลดในเรื่องค่าใช้จ่ายหีบห่อและการตกแต่งร้าน เพื่อให้ราคาสินค้าถูกลงกว่าปกติ กำหนดเปิดสาขาแรกย่านราชประสงค์เดือนพฤษภาคม 2558 ก่อนเพิ่มสาขาเป็น 14 แห่งภายในปีนี้ และวางแผนเปิด 142 สาขาภายใน 5 ปี โดยจะหารือกับบริษัทฯ เพื่อหาข้อสรุปวันที่ 3 กุมภาพันธ์/p p5. จัดมหกรรมธงฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และ/p p6. ต่อยอดหนูณิชย์พาชิม โดยรณรงค์ให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จจัดทำเมนูตามฤดูกาล เช่น ไข่ไก่ถูกก็เน้นเมนูจากไข่ เป็นต้น/p pอย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าได้สั่งการให้เชิญผู้ผลิตสินค้าและค้าปลีกในสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลกว่า 200 รายการมาหารือ เพื่อหาแนวทางร่วมมือในการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นห่วงและเร่งรัดให้ทุกภาคดำเนินการ และได้สั่งการให้เร่งรัดทำแผนและปฎิบัติเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งการดูแลค่าครองชีพมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องที่เห็นว่ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะมีบทบาทมากสุดจะเน้นการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ให้มากสุด ดังนั้น การทำสินค้าโลว์คอสขณะนี้มีเอกชนให้ความสนใจโครงการนี้แล้ว/p pพล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า จะเพิ่มการทำประชาสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ เช่น โครงการลายแทงของถูก เป็นการเปิดเว็บไซต์หรือสื่อสารผ่านมือถือ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่ามีอาหารและสินค้าราคาถูกที่ใดบ้าง โครงการ 1569 โมบาย หรือหน่วยร้องเรียนผ่านทีม 1569 เพิ่มจำนวนอาสาพาณิชย์ที่มีอยู่แล้ว 500 ราย เพื่อรณรงค์โครงการฉลาดซื้อประหยัดใช้ ส่วนการส่งออกเร่งรัดการผลักดันส่งออกตามแผนที่กำหนดไว้ และเย็นวันนี้ (28 ม.ค.) การประชุมร่วมกับรัฐมนตรีการค้าเมียมมาร์ โดยไทยเสนอ 9 แนวทางในการผลักดันการค้า 2 ฝ่ายอีกเท่าตัวในปี 2559 อาทิ ส่งเสริมการค้าชายแดน ส่งเสริมลงทุนพัฒนาโลจิสติกส์ ทำศูนย์ค้าส่งค้าปลีก จับมือพัฒนาเมืองคู่แฝด และอุปสรรคกฎระเบียบ เป็นต้น/p pstrongคลังพร้อมล้างหนี้ ขสมก./strong/p pรมว.คลังพร้อมล้างหนี้สะสม ขสมก. ตั้งเงื่อนไขให้เอกชนเข้ามาเดินรถแทนทั้งหมด ยืนยันไม่กระทบพนักงาน ระบุเตรียมใช้มาตรการภาษีช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย/p pวันเดียวกัน สมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Australian PPP Experience” ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมูลนิธิสถาาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ โย สมมาย กล่าวย้ำว่าการเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานในกิจการของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพื่อทำให้การทำงานของภาครัฐมีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้เอกชนเข้ามาสัมปทานเดินรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แทนทั้งหมด เนื่องจากการบริหารงานของ ขสมก.ที่ผ่านมาประสบปัญหาภาวะขาดทุนต่อเนื่องสูงถึง 90,000 ล้านบาท/p pทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต้องใหัเอกชนเป็นผู้บริหารงานแทน หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ทางกระทรวงการคลังจะรับภาระหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดมาดูแล โดยยืนยันจะไม่กระทบต่อสถานะของเจ้าหน้าที่และพนักงานอย่างแน่นอน สำหรับแนวทางการจัดการต้องใช้เวลาศึกษาแต่ละขั้นตอน โดยกระทรวงคมนาคมเป็นผู้พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหา/p pส่วนกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงต่าง ๆ หามาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย ในส่วนของกระทรวงการคลังศึกษาแนวทางออกมาตรการช่วยเหลือคนยากจนผ่านมาตรการภาษี ยืนยันไม่ใช้นโยบายประชานิยมอย่างแน่นอน คาดสรุปได้ใน 3 สัปดาห์หน้าก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา และเสนอเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาออกเป็นแพ็คเก็จช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยร่วมกันกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์/p pstrongลุ้นลงทุนภาครัฐกระตุ้นอสังหาฯ โตร้อยละ 5/strong/p pวันเดียวกัน วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายภาครัฐกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศปี 2558” ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์รวมภาคก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของจีดีพี และยังมีผลเกี่ยวเนื่องไปธุรกิจอื่นด้วยรวมแล้วอยู่ที่ร้อยละ 25 ของจีดีพี ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญ หากรัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องมีการกระตุ้นการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผ่านมาจึงมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนและการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง/p pอย่างไรก็ตาม แม้ว่าปีที่ผ่านมาภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่สดใสมากนัก โดยมีการเติบโตที่ติดลบหากเทียบกับปีก่อนหน้าจากปัญหาทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้มีโครงการเปิดใหม่ลดลงและยอดขายลดลง รวมทั้งบางโครงการมีการคืนเงินจองเงินดาวน์ แต่ในปีนี้มองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีการใช้เม็ดเงินขนาดใหญ่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น รวมทั้งสถาบันการเงินน่าจะแข่งขันกันให้สินเชื่อบ้าน เพราะมีความเสี่ยงต่ำ จึงน่าจะทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปีนี้เติบโตประมาณร้อยละ 5 แม้ว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง/p p“หนี้ครัวเรือนที่มีสัดส่วนร้อยละ 80 ของจีดีพี ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์รายละเอียดว่าเป็นหนี้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด หากเป็นหนี้ที่อยู่อาศัยไม่น่าเป็นห่วงมากนัก โดยมองว่าทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปีนี้น่าจะดีตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้อย่างน้อยร้อยละ 4 และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น” วิสุทธิ์ กล่าว/p pstrongอัดฉีด งบ 4 หมื่นล้านบาท จ้างเกษตรกร-คนยากจน ซ่อมถนนทั่วประเทศ/strong/p pเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยด้วยว่า จากหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา สรุปมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มผู้ยากจนnbsp; โดยจะให้กระทรวงคมนาคมจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาและบูรณะซ่อมแซมถนนทั่วประเทศในวงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมีนาคม 2558 เพราะในช่วงดังกล่าว เข้าสู่ฤดูแล้งของประเทศไทยพอดี จึงเป็นจังหวะที่ดีที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกระลอกหนึ่ง/p p“ในแต่ละปีกระทรวงคมนาคามีงบประมาณในการพัฒนาและซ่อมแซมถนนทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่กระทรวงการคลังขอให้กระทรวงคมนาคมบวกเพิ่มจากงบประมาณปีปัจจุบันเข้าไปอีก 40,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้กระทรวงการคลัง จะกู้เงินจากตลาดเงินแต่จะเป็นวิธีการไหนและรูปแบบใด ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)” สมหมาย กล่าว/p pสมหมาย กล่าวว่า การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและเกษตรกรที่อยู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ไม่สามารถทำการเกษตรได้เช่นการปลูกข้าว เป็นต้น ทำให้เกิดการว่างงานในชนบท ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมตามมาในอนาคต ดังนั้น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบแบบทันทีจะก่อให้เกิดการจ้างงานในชนบทมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่วางเว้นจากการเพาะปลูกพืชเกษตรเพราะเป็นช่วงหน้าร้อน/p p“ผมมีความหวังว่าเมื่อรัฐบาลทุ่มเงิน40,000 ล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว บริษัทผู้รับเหมาในต่างจังหวัดที่ชนะงานประมูลก็จะไปว่าจ้างเกษตรกรที่ไม่ได้ประกอบอาชีพในหน้าแล้งมาทำงานเพราะโครงการต่างๆเหล่านี้ จะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาทที่อยู่ในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม แต่จะเป็นโครงการขนาดเล็กๆ กระจายไปในชนบททุกแห่งทั่วประเทศ” สมหมาย กล่าว/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.tnamcot.com/"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;" และ /spana href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1422192233"span style="color:#696969;"มติชนออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/smwgsZ-1cso" height="1" width="1" alt=""/