ประชาไท

Syndicate content
Updated: 48 sec ago

ตอลีบันปากีสถานโจมตีโรงเรียนทำให้มีผู้เสียชีวิต 145 ราย

Wed, 17/12/2014 - 06:00
pมือปืนกลุ่มตอลีบันในปากีสถานซึ่งกำลังถูกฝ่ายรัฐบาลปราบหนัก-ได้บุกโจมตีโรงเรียนซึ่งดำเนินงานโดยกองทัพปากีสถาน ผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 145 ราย ส่วนมากเป็นนักเรียนในโรงเรียน ขณะที่มือปืนเสียชีวิต 9 ราย หลังกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมสถานการณ์/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8657/16038086342_7f3e8e1957_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongบริเวณโรงเรียนรัฐบาล "The Army Public School and Degree College" ในเมืองเปชาวาร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถูกมือปืนกลุ่มตอลีบันโจมตี ทำให้นักเรียนเสียชีวิต 145 ราย (ที่มา: Google Maps)/strong/span/p p16 ธ.ค. 2557 - เกิดเหตุมือปืนกลุ่มตอลีบันปากีสถาน บุกยิงโรงเรียนรัฐบาล "The Army Public School and Degree College" ที่เมืองเปชาวาร์ ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไปทางทิศตะวันตก ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวดำเนินงานโดยกองทัพปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 145 ราย ส่วนมากเป็นนักเรียนของโรงเรียน ทั้งนี้กลุ่มมือปืนมีการปะทะกับฝ่ายความมั่นคงปากีสถานด้วยโดยการปะทะกินเวลากว่า 8 ชั่วโมง/p pโดยพื้นที่ซึ่งมีความสูญเสียมากที่สุดคือหอประชุมใหญ่ของโรงเรียน ที่มีครูจากกองทัพปากีสถานเข้ามาสอนการปฐมพยาบาลให้กับนักเรียน/p pขณะที่หลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ทำให้ฝ่ายมือปืนเสียชีวิต 9 ราย ส่วนใหญ่ถูกสังหารโดนหน่วยคอมมานโดของรัฐบาล แต่มือปืนบางรายเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการจุดระเบิดพลีชีพ/p pทั้งนี้โรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนประมาณ 2,5000 คน โดยโรงเรียนซึ่งตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มมือปืนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเครือข่ายที่ตั้งอยู่ทั่วไปในปากีสถานในเมืองที่มีครอบครัวของเจ้าหน้าที่ทหารพักอาศัย ทั้งนี้นักเรียนที่มาจากครอบครัวทหารมีสิทธิพิเศษในการเข้าเรียน อย่างไรก็ตามนักเรียนจำนวนมากและครูในโรงเรียนมาจากพลเรือน/p pกระทรวงการต่างประเทศปากีสถานออกแถลงการณ์ว่าประณามเหตุโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่า "ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้เป็นศัตรูของปากีสถาน, ศัตรูของอิสลาม และศัตรูของมนุษยชาติ"/p pสำหรับกลุ่มตอลีบันปากีสถาน เป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีเครือข่ายหลวมๆ และถูกกดดันอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากการแตกออกเป็นขั้วอำนาจภายใน และปฏิบัติการทางทหารของกองทัพปากีสถานบริเวณวาซีรีสถานเหนือ พื้นที่ตั้งของปากีสถานตอลีบัน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตามมาด้วยการที่กลุ่มตอลีบันปากีสถานก่อเหตุบุกโจมตีสนามบินการาจีเป็นการตอบโต้/p pปฏิบัติการของกองทัพปากีสถานภายใต้รหัส Zarb-e-Azb ทำให้ฝ่ายปากีสถานตอลีบันเสียชีวิตมากกว่า 1,800 นาย และสามารถเข้าควบคุมพื้นที่วาซีรีสถานเหนือซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มตอลีบันปากีสถาน/p pโดยเหตุโจมตีโรงเรียนในเปชาวาร์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตอลีบันยังมีศักยภาพในการโจมตีเป้าหมายพลเรือ/p p style="text-align: center;"nbsp;/p blockquote class="twitter-tweet" lang="th"pScramble to read the lists of the dead. a href="https://twitter.com/hashtag/Ladyreading?src=hash"#Ladyreading/a a href="https://twitter.com/hashtag/PeshawarAttack?src=hash"#PeshawarAttack/a a href="http://t.co/SH3T3cLCPc"pic.twitter.com/SH3T3cLCPc/a/p p— Amber Rahim Shamsi (@AmberRShamsi) a href="https://twitter.com/AmberRShamsi/status/544858605787152385"16 ธันวาคม 2014/a/p/blockquote script async="" src="//platform.twitter.com/widgets.js" charset="utf-8"/scriptpnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongนักเรียนในโรงเรียนขณะแย่งกันอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิต หลังเหตุมือปืนกลุ่มปากีสถานตอลีบันบุกยิงนักเรียนที่เปชาวาร์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. (Twitter/@AmberRShamsi)/strong/span/p divnbsp;/div divแปลบางส่วนจากnbsp;Pakistani Taliban Attack on Peshawar School Leaves 145 Dead, a href="http://www.nytimes.com/2014/12/17/world/asia/taliban-attack-pakistani-school.html"New York Times/a, Dec 16, 2014/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mcUTL4TZ3UQ" height="1" width="1" alt=""/

#illridewithyou ต้านกระแสเกลียดชังชาวมุสลิมหลังเหตุจับตัวประกันในซิดนีย์

Wed, 17/12/2014 - 01:53
pเกิดแฮชแท็ก #illridewithyou หลังจากที่ชาวมุสลิมในออสเตรเลียกังวลว่าจะถูกปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังและหวาดกลัวอย่างไม่มีเหตุผล ผลพวงจากกรณีผู้ก่อเหตุจับตัวประกันในคาเฟ่ที่ซิดนีย์อ้างว่าเป็นคนหัวรุนแรงทางศาสนา แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่าแฮชแท็กนี้เน้นย้ำความไม่เท่าเทียมกันของคนผิวขาวและคนชายขอบ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7548/15850177620_55800fc2fb_o.png" //p p16 ธ.ค. 2557 จากเหตุการณ์ที่มีชายผู้หนึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามจับพนักงานและลูกค้าเป็นตัวประกันในร้านลินด์คาเฟ่ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทำให้ผู้คนบางส่วนเกรงว่าจะเกิดการเหมารวมผู้นับถือศาสนาอิสลามและการฉวยโอกาสของกลุ่มขวาจัด จึงมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนหนึ่งพยายามต้านทานกระแสความหวาดกลัวอิสลามอย่างไม่มีเหตุผลด้วยแฮชแท็ก #illridewithyou/p pหลังเหตุการณ์ที่ลินด์คาเฟมีตัวประกันเสียชีวิต 2 คน และอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้ก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตในขณะที่มีการพยายามเข้าช่วยตัวประกัน ผู้ก่อเหตุมีชื่อว่า มาน ฮารอน โมนีส์ ซึ่งน่าจะเป็นผู้นับถืออิสลามนิกายซุนนีแบบสุดโต่งเมื่อดูจากเนื้อหาในโซเชียลมีเดียของเขา ทางด้านโทนี แอบบอตต์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวว่าโมนีส์เป็นคนที่มีประวัติก่ออาชญากรรมรุนแรง เป็นคนหัวรุนแรงและมีจิตใจไม่ปกติ อย่างไรก็ตามชายผู้นี้ปฏิบัติการด้วยตนเองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอย่างกลุ่ม 'ไอซิส' หรือ 'ไอเอส'/p pเหตุการณ์นี้ยังทำให้ชาวมุสลิมในออสเตรเลียรู้สึกหวาดวิตกว่าพวกตนเองจะถูกเกลียดชังเพราะถูกมองอย่างเหมารวมกับผู้ก่อเหตุที่มีแนวคิดหัวรุนแรง ในช่วงที่กำลังมีรายงานข่าวการจับกุมตัวประกันแบบมีผู้หญิงที่สวมฮิญาบถูกถ่มน้ำลายใส่และมีกลุ่มขวาจัดเรียกร้องให้มีการชุมนุมต่อต้านตามมัสยิด ทำให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งสร้างแฮชแท็ก #illridewithyou ที่แปลว่า "ฉันจะไปด้วยกันกับเธอ" เพื่อแสดงความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างและต่อต้านการเหยียดชาวมุสลิม ซึ่งประโยคดังกล่าวได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ชื่อ 'Rachael Jacobs'/p pผู้ใช้ 'Rachael Jacobs' เล่าว่ามีผู้หญิงซึ่งคาดว่าเป็นชาวมุสลิมนั่งข้างๆ เขาในรถไฟค่อยๆ ถอดฮิญาบลงอย่างเงียบๆ จากนั้นเมื่ออยู่ที่สถานีรถไฟเขาวิ่งตามเธอไปแล้วพูดให้เธอสวมฮิญาบไว้แบบเดิมและเขาจะเดินไปด้วยกันกับเธอเองจากนั้นหญิงผู้นั้นก็เริ่มร้องไห้แล้วกอดเขาไว้ประมาณ 1 นาทีจากนั้นจึงเดินออกไปคนเดียว/p pจากเรื่องราวดังกล่าวนี้ทำให้มีชาวออสเตรเลียราวหลายหมื่นคนร่วมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวมุสลิมที่อยู่ร่วมประเทศด้วยแฮชแท็ก #illridewithyou ซึ่งมีคำอธิบายแฮชแท็กนี้ว่าเป็นการโต้ตอบการเหยียดเชื้อชาติศาสนาและความเกลียดชัง เนื่องจากหลังเกิดเหตุจับตัวประกันในคาเฟ่ลินด์ชาวออสเตรเลียบางคนที่ "ดูเหมือนชาวมุสลิม" หรือมีการแต่งกายบ่งบอกศาสนาไม่อยากใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะเพราะกลัวถูกเหมารวม จึงขอให้ผู้ที่ต้องการเดินทางด้วยบริการสาธารณะที่ต้องการเพื่อนร่วมเดินทางด้วยโพสต์แฮชแท็กดังกล่าว/p pแม้ว่าจะเป็นแนวคิดที่ดูดีแต่ #illridewithyou ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยคนบางส่วนว่าเป็นการเน้นย้ำอภิสิทธิ์ของประชากรที่เป็นผู้ชายผิวขาวในฐานะเป็นผู้ที่มีสิทธิ "ปกป้อง" ชนชายขอบในสังคม อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้เกิดการหารือกันอย่างจริงจังในเรื่องความเป็นธรรมในสังคมสำหรับผู้ที่มีเชื้อชาติและศาสนาต่างกัน อย่างไรก็ตามมีผู้โต้แย้งคำวิจารณ์ว่าคนที่ริเริ่ม #illridewithyou เป็นคนแรกเป็นคนผิวสี และการรณรงค์นี้ก็อาจจะทำให้ประชาชนบางกลุ่มรู้สึกปลอดภัยขึ้น/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pWith two hostages and gunman dead, grim investigation starts in Sydney, CNN, 16-12-2014br /a href="http://edition.cnn.com/2014/12/15/world/asia/australia-sydney-hostage-situation/"http://edition.cnn.com/2014/12/15/world/asia/australia-sydney-hostage-situation//a/p p#illridewithyou is trending because some Australians refuse to blame Muslims for #sydneysiege, Globalpost, 15-12-2014br /a href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/141215/illridewithyou-trending-because-some-australians-refuse-bl"http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/asia-pacific/141215/illridewithyou-trending-because-some-australians-refuse-bl/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/U1UwZDA0fKg" height="1" width="1" alt=""/

ว่าด้วยภาษีมรดก

Wed, 17/12/2014 - 01:22
!--break--!--break-- pคนไทยส่วนใหญ่น่าจะดีใจที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการตราภาษีมรดก ในอดีตประเทศไทยเคยประกาศใช้ภาษีมรดกมาแล้วขณะนั้นเรียกว่า “พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476” เป็นการเรียกเก็บภาษีจากทั้งผู้ตายทางหนึ่งและเก็บจากทายาทผู้รับมรดกอีกทางหนึ่ง แต่ด้วยความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษีมรดกดังกล่าวจึงถูกยกเลิกไป ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีหลังจากนั้นสังคมไทยก็ท้าทายรัฐบาลชุดต่างๆ ให้นำภาษีมรดกกลับมาใช้ใหม่ แต่ก็ไม่มีรัฐบาลใดมีความกล้าหาญพอจนกระทั่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีมรดกอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดทราบรายละเอียดเพราะต้องรอการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีมรดกที่รัฐบาลเสนอนั้นมีข้อกำหนดที่สำคัญ 3 ประการคือ/p pประการที่หนึ่ง strongภาษีมรดกกำหนดให้ทายาทที่รับมรดกเกิน 50 ล้านบาทต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10/strong ซึ่งการกำหนดฐานภาษีและอัตราภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลมีรายได้ภาษีมรดกน้อยมากจากฐานข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2556 พบว่าจากจำนวนครัวเรือนในประเทศไทยทั้งหมด 22.63 ล้านครัวเรือน มีครอบครัวที่มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทเพียง 17,655 ครัวเรือนเท่านั้น ในจำนวนนี้หากนำจำนวนบุตรมาหารพบว่ามีจำนวนทายาทที่รับมรดกเกิน 50 ล้านบาทเพียง 5,626 คน โดยทายาทแต่ละคนจะรับมรดกเฉลี่ยคนละ 93.61 ล้านบาท เมื่อทายาทเหล่านี้ต้องเสียภาษีมรดกเฉพาะในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทพบว่าทายาทแต่ละคนต้องเสียภาษีให้รัฐเฉลี่ยคนละ 7.67 ล้านบาทซึ่งจะทำให้กระทรวงการคลังมีรายได้จากภาษีมรดกทั้งสิ้น43,473 ล้านบาท แต่เงินจำนวนนี้จะต้องทยอยจ่ายให้กระทรวงการคลังเพราะครอบครัวที่พึงต้องเสียภาษีมรดกทั้งหมดคงไม่เสียชีวิตพร้อมๆnbsp; กันในปีเดียว ดังนั้น หากสมมติให้ครอบครัวเหล่านี้ทยอยเสียชีวิตในช่วงระยะเวลา 20 ปีก็จะทำให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีมรดกได้เพียงปีละประมาณ 2,174 ล้านบาท หากเทียบกับรายได้ภาษีทั้งหมดที่กระทรวงการคลังเก็บได้ในปี 2556 คิดเป็นเงิน2,157,474 ล้านบาท รายได้จากภาษีมรดกจะเป็นแหล่งรายได้ของรัฐที่มีความสำคัญน้อยที่สุดเพราะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.01ของรายได้ภาษีทั้งหมดของประเทศ/p pประการที่สอง ถึงแม้กลุ่มเป้าหมายหลักที่พึงต้องเสียภาษีมรดกคือทายาทที่รับมรดกเกิน 50 ล้านบาท แต่รัฐบาลก็เกรงว่าจะมีการทยอยโอนทรัพย์สินให้ทายาทก่อนเสียชีวิต ดังนั้นรัฐบาลจึงเสนอให้มีการstrongแก้ประมวลรัษฎากรโอนทรัพย์สินให้บุตรในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทโดยให้ต้องเสียภาษีการให้อีกร้อยละ 5 /strongด้วยการเก็บภาษีในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทเพิ่มมาด้วยนี้คงช่วยป้องกันการโอนมรดกให้ทายาทก่อนเสียชีวิตได้บ้าง แต่ผลกระทบก็คือครอบครัวที่มีทรัพย์สินเกิน 10 ล้านบาท แต่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทซึ่งมิได้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่พึงเสียภาษีมรดกกลับต้องมาแบกรับภาระเสียภาษีด้วยหากมีการให้มรดกกันก่อนเสียชีวิต ดังนั้นสิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นคือครอบครัวที่มีมรดกเกิน 10 ล้านบาทแต่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทจะโอนมรดกให้ทายาทหลังที่ตนเสียชีวิตแล้วเพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษีมรดก ส่วนครอบครัวที่มีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านบาทจะทยอยโอนมรดกให้ทายาทก่อนเสียชีวิตเพื่อลดภาระภาษีแต่ที่แน่ๆnbsp; คือครอบครัวจำนวนมากจะเริ่มทยอยโอนทรัพย์สินให้ทายาททุกๆnbsp; ปีละ 9.99 ล้านบาทเพราะจะได้ไม่ต้องเสียภาษีอะไรเลย หรือไม่ก็จะออมด้วยการซื้อทรัพย์สินต่างๆnbsp; แต่ใส่ชื่อลูกๆnbsp; แทน หรือไม่ก็ทำสัญญาเงินกู้กันระหว่างพ่อกับลูก/p pประการที่สาม ภาษีมรดกที่กระทรวงการคลังเสนอให้สภานิติบัญญัติพิจารณาจะเรียกเก็บไม่เฉพาะทรัพย์สินที่จดทะเบียนเท่านั้น เช่น บ้าน ที่ดิน หุ้น รถยนต์ หรือเงินในบัญชี strongแต่จะเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท/strongที่เจ้าพนักงานทราบรวมทั้งแก้ว แหวน เงิน ทอง นาฬีกา ภาพวาด หรือพระเครื่อง การเก็บภาษีมรดกในลักษณะนี้คงจะมีปัญหาในทางปฏิบัติเพราะเจ้าพนักงานสรรพากรคงต้องเหน็ดเหนื่อยในการรวบรวมทรัพย์สมบัติของเจ้ามรดกทั้งหลายและทำการประเมินมูลค่า แค่ทรัพย์สมบัติของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์คนเดียวก็ทำบัญชีรายการประเมินมูลค่ากันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ดังนั้นหากต้องประเมินมูลค่าทรัพย์สินของทุกคนก็คงจะเป็นภาระกิจที่ยุ่งยากพอควรสำหรับกระทรวงการคลัง แต่ที่สำคัญคือการเก็บภาษีมรดกทุกรายการอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานในการพิจารณาว่าจะตรวจทรัพย์สมบัติของทายาทผู้รับมรดกแต่ละรายอย่างเท่าเทียมกันอย่างไร/p pจริงอยู่ที่ว่ามีหลายประเทศที่เก็บภาษีมรดก แต่ก็มีหลายประเทศเช่นกันที่ไม่เก็บภาษีมรดก และยังมีหลายประเทศที่ในอดีตเคยเก็บภาษีมรดกแต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้รวบรวมข้อมูลรายประเทศทั้งที่มีและไม่มีการเก็บภาษีมรดกพบว่ามีเพียง 13 ประเทศจาก 45 ประเทศที่ทำการสำรวจมีการเก็บภาษีมรดกและส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในเอเชียมีเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่เก็บภาษีมรดก คือ ญี่ปุ่น จีน-ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศที่ไม่มีการเก็บภาษีมรดก ได้แก่ประเทศอาร์เจนตินา โคลอมเบีย จีน อินเดีย นิวซีแลนด์ และสวีเดน นอกจากนั้นพบว่ามี 5 ประเทศที่เคยมีการเก็บภาษีมรดกแต่ยกเลิกไปแล้ว ได้แก่ จีน-ฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย แคนนาดา และนอร์เวย์ซึ่งสาเหตุที่ประเทศเหล่านี้ยกเลิกการเก็บภาษีมรดกเป็นเพราะต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศภาษีมรดกสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายและเป็นภาษีที่สร้างรายได้ให้รัฐได้น้อย/p pอย่างไรก็ตามความสำเร็จในการเก็บภาษีมรดกของประเทศไทยครั้งนี้คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะเก็บภาษีได้เงินเข้ารัฐเท่าไหร่หรือรายรับภาษีที่เก็บได้จะคุ้มกับต้นทุนการจัดเก็บหรือไม่ แต่คำถามสำคัญในการตราพระราชบัญญัติภาษีมรดกครั้งนี้คือการตอบโจทย์สำคัญของประเทศว่า em“ภาษีมรดกจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่”/em ด้วยเหตุนี้ หากรัฐต้องการเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยรัฐบาลควรเริ่มที่ต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งมีสาเหตุหลัก 8 ประการ ได้แก่/p p1. ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา คุณภาพของโรงเรียนต่างๆnbsp; ในประเทศไทยที่มีความแตกต่างกันมากทำให้นักเรียนแต่ละคนมีระดับทุนมนุษย์และความสามารถในการประกอบอาชีพแตกต่างกัน ปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในระดับมหาวิทยาลัยเมื่อรัฐบาลจ่ายเงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเพราะเงินสนับสนุนนี้กลับไปตกกับลูกคนรวยที่มีเงินเรียนกวดวิชาสารพัดจนสามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐได้และยังจ่ายค่าหน่วยกิตในอัตราที่ต่ำด้วยในขณะที่ลูกคนที่มีรายได้น้อยแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐเลยเพราะพ่อแม่ไม่มีเงินจ่ายค่ากวดวิชาเพื่อให้สามารถสอบแข่งขันจนเข้าเรียนได้/p p2. ความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดยังเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยได้รับการแก้ไขทำให้เกิดความแตกต่างทางโอกาสในหลายๆnbsp; ด้าน เช่น โอกาสทางการศึกษาเมื่อคนต่างจังหวัดจำนวนมากมีภาระส่งลูกหลานมาเรียนในกรุงเทพฯ พ่อแม่เองก็ต้องเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ความแตกต่างนี้ยังพบเห็นในการให้บริการอื่นๆ ของรัฐที่ไม่เท่าเทียมกันเช่นคุณภาพของการรักษาพยาบาลด้านบริการด้านสาธารณูปโภค ระดับการพัฒนาของจังหวัดต่างๆnbsp; และโอกาสในการทำธุรกิจ/p p3. การผูกขาดทางธุรกิจการค้าและการแข่งขันน้อยรายเป็นปัญหาที่สังคมไทยละเลยมานานจนทำให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของผลตอบแทนทางธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงผู้ประกอบการในธุรกิจบางประเภทมีอำนาจตลาดจากการมีคู่แข่งน้อยรายนี้นำไปสู่การกอบโกยกำไรจำนวนมากจนสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเกินกว่าจะเยียวยาได้ดังจะพบเห็นได้ในธุรกิจอาหารสัตว์ เคเบิลทีวี โทรคมนาคม ดาวเทียมพลังงาน ไฟฟ้า และธนาคารพาณิชย์ ถึงแม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์แต่กฎหมายดังกล่าวก็ขาดการบังคับใช้และยังมีข้อยกเว้นให้รัฐวิสาหกิจสามารถผูกขาดทางการค้าได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการผูกขาดตลาดและการมีอำนาจตลาดนอกจากจะสร้างความกระจุกตัวของรายได้แล้ว ยังนำไปสู่การกระจุกตัวของการครอบครองที่ดินในกลุ่มคนรวยซึ่งเป็นปัญหาตามมาอีกด้วย/p p4. การคอร์รัปชั่นในแวดวงการเมืองและระบบราชการเป็นกลไกที่นำไปสู่ความแตกต่างทางเศรษฐกิจในสังคมไทย การคอร์รัปชั่นทางการเมืองทำให้นักธุรกิจจำนวนมากหันเข้าสู่วงการการเมืองไม่ใช่เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนแต่เพื่อแสวงช่องทางในการคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆnbsp; เหตุการณ์ค่าโง่ทางด่วนหรือค่าโง่คลองด่านเป็นตัวอย่างการคอร์รัปชั่นที่มีให้เห็นทั่วไป นอกจากนั้นยังมีปัญหาเงินทอนจากการประมูลงานในโครงการต่างๆnbsp; ของรัฐ การคอร์รัปชั่นในรูปการจ่ายเงินซื้อตำแหน่งทางราชการยังเป็นปัญหาที่บั่นทอนประสิทธิภาพกลไกภาครัฐอีกด้วยท้ายสุดที่เป็นข่าวให้ได้เห็นเป็นประจำคือการรีดไถเก็บส่วยโดยผู้มีอิทธิพลและเจ้าพนักงานของรัฐจากการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ เช่นการค้ายาเสพติดน้ำมันเถื่อนการเปิดบ่อนการพนันหรือการลักลอบตัดไม้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำในสังคมทั้งนั้น/p p5. การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เท่าเทียมจากฐานทรัพยากรธรรมชาติเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวผู้มีอันจะกินสามารถกอบโกยทรัพย์สินของชาติเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่ผู้ยากไร้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติได้ ตัวอย่างที่พบเห็นได้แก่กลุ่มทุนรายใหญ่มักจะมีโอกาสมากกว่าในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการทำเหมืองแร่หรือการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่อนุรักษ์เป็นต้น สิ่งที่พบเห็นเสมอคือ เมื่อประเทศประสบปัญหาภัยแล้งเกษตรกรจะเป็นคนกลุ่มแรกที่รัฐบาลจะประกาศงดการจ่ายน้ำเพื่อทำนาปลัง ในขณะที่รัฐบาลไม่เคยปฏิเสธการจัดสรรน้ำให้นิคมอุตสาหกรรม โรงแรม หรือภาคบริการ/p p6. การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกันเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศไทยตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้แก่การรับทราบข้อมูลการลดค่าเงินบาทก่อนคนอื่นได้ทำให้บางคนสามารถตักตวงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลจากการแปลงสภาพหนี้จากหนี้ในรูปเงินดอลลาร์เป็นเงินบาท นอกจากนั้น การทราบข้อมูลการด้านคมนาคม เช่น การตัดถนนสายต่างๆnbsp; การทราบเส้นทางรถไฟฟ้า ข้อมูลการประมูลของรัฐ หรือข้อมูลการเปิดขายหุ้นรัฐวิสาหกิจก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่ได้รับข้อมูลก่อนสามารถตักตวงผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างมหาศาลในขณะที่ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจเหล่านี้ได้/p p7. ความยุติธรรมสองมาตรฐานการอธิบายกลไกการทำงานของระบบความยุติธรรมในประเทศไทยเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากเพราะเกี่ยวข้องกับกลไกการทำงานที่หลากหลายตั้งแต่การจับกุม การไต่สวนการส่งฟ้องและการดำเนินคดีถึงแม้บางกลไกในกระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของสังคมได้อยู่ แต่บางกลไกคงต้องมีการยกเครื่องขนานใหญ่มิฉะนั้นคงไม่เกิดปัญหาสองมาตรฐานในระบบความยุติธรรมและเป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ สังคมยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมแม่ลูกที่นำแผ่นซีดีเก่ามาขายเพียงไม่กี่แผ่นต้องรับโทษติดคุก 2 ปี ในขณะที่ลูกคนรวยขับรถด้วยความประมาทชนคนตายกลับถูกลงโทษเพียงบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เอาไม้กอล์ฟตีหัวภรรยาจนตายก็ไม่ต้องติดคุกหรือแม้แต่ลูกผู้มีอิทธิพลที่ยิงคนคนตายกลางผับท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมากกระบวนการยุติธรรมก็ไม่สามารถเอาผิดได้สิ่งต่างๆnbsp; เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมและเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย/p p8. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาในพื้นที่และการพัฒนาประเทศเป็นอีกหนึ่งกลไกที่นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ทิศทางและรูปแบบการพัฒนาประเทศส่วนมากมักถูกกำหนดโดยข้าราชการระดับสูงนักวิชาการและการชี้นำโดยองค์กรระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การกำหนดโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่ จ.สงขลา เป็นโครงการที่ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคใต้ไม่ต้องการเลยแต่เป็นโครงการที่รัฐบาลส่วนกลางและกลุ่มธุรกิจต่างๆnbsp; อยากได้และพยายามผลักดันให้มีการลงทุนในโครงการนี้ ดังนั้นหากโครงการในลักษณะเช่นนี้ได้รับการอนุมัติผู้ที่ได้ประโยชน์จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากปัญหามลพิษที่จะเกิดขึ้น หากประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสในการกำหนดทิศทางและรูปแบบการพัฒนาประเทศที่ตนเองต้องการประชาชนเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับอะไรจากการพัฒนา/p pโดยสรุป การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะที่ผ่านมาความร่ำรวยของบางครอบครัวได้ทำลายประเทศชาติเป็นอย่างมาก ความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การซื้อนักการเมืองซื้อส.ส. ทำลายกลไกการบริหารราชการที่ดีรวมทั้งทำลายระบบความยุติธรรมต่างๆ ของประเทศด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงมากสำหรับประเทศไทยความตั้งใจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการดูแลที่ต้นตอปัญหาอย่างแท้จริง การนำภาษีมรดกมาใช้เป็นการแสดงถึงเจตนาที่ดีของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไทย แต่รัฐบาลก็ควรมีแผนงานด้านความเหลื่อมล้ำที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างจริงจังด้วยมิฉะนั้นการตราภาษีมรดกเพียงอย่างเดียวก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงการฉุดการพัฒนาประเทศให้ก้าวถอยหลังกลับไปปี 2476เท่านั้นเอง/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cqrfPTIYy7s" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 10 - 16 ธ.ค. 2557

Wed, 17/12/2014 - 00:18
div !--break--!--break--/div divnbsp;/div divstrongบอร์ดค่าจ้างยันไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานวอนรัฐคุมราคาสินค้าหลังเพิ่มเงิน ขรก./strong/div divnbsp;/div divนายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างมีมติยืนยันให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทั่วประเทศไปจนถึงปลายปี 2558 ตามมติเดิม เนื่องจากวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ แล้วพบว่า ขณะนี้ค่าครองชีพไม่มีการปรับขึ้น ราคาน้ำมันลดลง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ส่วนข้อเสนอของเครือข่ายแรงงานที่เรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 321 บาท นั้น ยังไม่มีการยื่นหนังสือมายังบอร์ดค่าจ้างอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการหยิบยกมาพิจารณาร่วมด้วย ส่วนกรณีที่แรงงานเป็นห่วงว่าราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีอัตราเงินเดือนไม่ถึง 9,000 และ 13,000 บาทนั้น ที่ประชุมพิจารณาว่ามีการปรับขึ้นแต่ค่าครองชีพเท่านั้นและเป็นจำนวนไม่มาก อีกทั้งรัฐบาลได้ให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ปรับขึ้น ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างจะมีการหารือกันอีกครั้งในช่วงปลายปี 2558/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divด้าน นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า หากค่าครองชีพไม่มีการปรับขึ้นแล้วไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีการปรับขึ้นค่าครองชีพก็ควรจะปรับให้กับแรงงานเพราะที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องนี้มาตลอด ทั้งนี้ คิดว่า จะมีการสำรวจค่าครองชีพในช่วงต้นปีหน้าในเดือนมกราคมถึงมีนาคม จากกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนกว่า 1,000 คน ว่า การที่น้ำมันลดราคาลงแล้วทำให้ค่าครองชีพปรับลดลงด้วยหรือไม่ หากสำรวจแล้วมีผลกระทบก็จะเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของแรงงาน ส่วนการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการนั้นมองว่าอาจจะมีการฉวยโอกาสของพ่อค้าแม่ค้าบางกลุ่มที่ปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะเห็นว่ามีการขึ้นเงินเดือน อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าไว้/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 10-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongสปส.ขยายเวลาสมัครประกันตน มาตรา 40/strong/div divnbsp;/div divนางปราณิน มุตตาหารัช เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า หลังการปิดรับสมัครผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังมีผู้สูงอายุจำนวนมากไม่สามารถสมัครได้ทันภายในเวลาที่กำหนด nbsp;นายกรัฐมนตรี จึงมีนโยบายขอให้กระทรวงแรงงาน ไปดำเนินการแก้พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายเงินสมทบประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคล ตามมาตรา 40 เพื่อขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยเบื้องตน จะขยายระยะเวลาการรับสมัครให้อีก 10 วัน ซึ่งจะเริ่มนับตั้งแต่เสร็จสิ้นการแก้ไข พ.ร.ฎ. คาดว่าจะดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน/div divnbsp;/div divด้าน นายโกวิท สัจจวิเศษ โฆษกสำนักงานประกันสังคม ระบุว่าวันพรุ่งนี้จะเสนอหนังสือการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา เพื่อเปิดให้ผู้สูงอายุ มาลงทะเบียนผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานฯ และ จะเสนอถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า คาคมีผู้สูงอายุสมัครเพิ่มไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน/div divnbsp;/div divนายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม ระบุว่ามาตรา 40 โดยเฉพาะทางเลือกที่ 3 ต้องการให้ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี ได้ออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ดังนั้น ผู้ประกันตนในส่วนของเงินชราภาพ ที่สมัครแล้วจ่ายย้อนหลังไปถึงเดือน พ.ค. 2555 จำนวน 3,200 บาท และ รัฐทบให้อีกเท่าตัวนั้น ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรถอนเงินออกมาใช้ ขอให้เก็บเงินก้อนนี้ไว้ในยามจำเป็นจริงๆ/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม หลังสำนักงานประกันสังคม ปิดรับลงทะเบียนผู้สูงอายุ ทำให้มีผู้สูงอายุจำนวนมากลงทะเบียนไม่ทัน ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ขยายเวลาออกไป จึงยังคงรอความหวังจากรัฐบาลว่าจะไปยื่นขอลงทะเบียนได้เมื่อใด/div divnbsp;/div div(ครอบครัวข่าว, 10-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongพนง.โรงงานอุตสาหกรรมปราจีนฯผละงานประท้วงขอเพิ่มโบนัส/strong/div divnbsp;/div divเมื่อเวลา 0.20 น.วันนี้ 10 ธ.ค.57 พนักงานโรงงานอุตสาหกรรม สองแห่งในนิคมอุตสาหกรรม 304 อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ผละงานประท้วงในปลายปีนี้ ไม่พอใจผู้บริหารตัดเงินโบนัสลง จนเกิดการ นัดหยุดงาน ตั้งช่วงสายวันนี้จรดยันดึกเที่ยงคืน nbsp;ทั้งนี้ มีพนักงานโรงงานซันชาย ซึ่งเป็นโรงงานผลิตหัวเชื้อน้ำส้มกว่าหนึ่งร้อยคน จากพนักงานทั้งหมดสี่ร้อยกว่าไม่ยอมเข้าทำงาทนตามปกติ หลังทราบว่าทางผู้บริหารซึ่งเป็นชาวจีน ได้ปรับลดเงินโบนัสจาก สองเดือน เหลือ เพียง 1.6 เดือน และยังมีการแบ่งจ่าย ซึ่งสร้างความไม่พอใจ จึงมีการหยุดงาน พร้อมมีการตั้งเต๊นท์ร้องรำทำเพลง พร้อมทั้งมีการขัดขวางพนักงานบางคนที่ไม่ทราบเรื่อง และจะเข้าไปทำงานตามปกติ สุดท้ายหลังมีการส่งตัวแทนข้าเจรจา โดยมีทางสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี เข้าพูดคุยจนทางผู้บริหารยอมจ่ายโบนัสให้เท่าปีที่ผ่านมา คือ 2 เดือนแต่ขอจ่ายให้สองครั้งคือ สิ้นเดือนธันวาคม 57 และอีกงวดคือสิ้นเดือน กุมภาพันธ์ 2558 เนื่องจากทางบริษัทอยู่ในระหว่างการก่อสร้างขยายการผลิต พนักงานส่วนหนึ่งที่ออกมาประท้วงจึงไม่พอใจและคงปักหลักประท้วงต่อ/div divnbsp;/div divขณะที่อีกแห่ง บริษัท ยาโน่ อีเล็คทริก (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ถ่ายภาพ และแผงวงจรอีเล็กทรอนิกส์ เริ่มมีการรวมตัวของพนักงานปละปลายตั้งแต่ช่วงกลางวันจนกระทั่งค่ำที่ผ่านมา ขณะที่พนักงานกะกลางวัน จะออกกะสลับกับ กะกลางคืน(ดึก) ได้เกิดการผละงานประท้วงผู้บริหารที่จะมีการปรับลดโบนัสลงเหลือ 3 เดือนจากที่เคยได้รับ 4 เดือน โดยอ้างเหตุผล บริษัทตกอยู่ในสถานะขาดทุนสินค้าส่งออกไม่ได้โดยไม่ได้ทำความเข้าใจกับพนักงาน จึงมีการผละงานของพนักงานทั้งสองกะ กว่า 800 คน จนทางโรงงานต้องสั่งหยุดการเดินการผลิต พร้อมเจรจากับตัวแทนพนักงาน โดยมี ส่วนราชการทั้ง ฝ่ายปกครองอ.ศรีมหาโพธิ และ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจ.ปราจีนบุรีวิ่งวุ่น เข้าไปเป็นสักขีพยานในการเจรจา โดยเบื้องต้นทางโรงงานขอเพิ่มให้เป็น 3.6 แต่ทางพนักงานไม่ยอมขอเป็นเท่าเดิมคือ 4 เดือน และไม่ต้องจัดเลี้ยงปีใหม่ ซึ่งล่าสุดการเจรจายังไม่บรรลุผล/div divnbsp;/div divโดยทางพนักงานที่ผละงานต่างจับกลุ่มอยู่ด้านหน้าเพื่อรอคำตอบ ขณะที่บางส่วนอาศัยสนามหน้าโรงงานนั่งจับกลุ่มพูดคุย พร้อมกับพนักงานกะกลางคืน ที่อยู่ด้านนอก ต่างโห่ร้องปรบมือเชียร์ให้กำลังใจแกนนำที่เข้าไปเจรจา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อเนื่องจากทางผู้บริหารยังคงยืนกราน 3.6 เท่าเดิม/div divnbsp;/div divซึ่งตลอดเวลามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี คอยดูแลรักษาความปลอดภัยเนื่องจากมีพนักงานบางกลุ่มตั้งวงดื่มสุรา จนเวลาผ่านไปนานหลาย ชั่วโมง ในที่สุดการเจรจาเป็นผลสำเร็จโดยทางบริษัทยอมจ่ายให้ตจามที่พนักงานร้องขอ หลังจากนั้นพนักงานต่างแยกย้ายกลับ/div divnbsp;/div div(คมชัดลึก, 10-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongไทยแอร์โรว์ 2 พันคน ประท้วงหยุดงาน เรียกร้องโบนัส 7 เดือน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงงานบริษัทไทยแอร์โรว์ จำกัด ม.7 ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก พนักงานไทยแอร์โรว์ กะเช้า กว่า 2,000 คน ได้นัดหยุดงานประท้วง ไม่เข้าทำงาน โดยรวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าโรงงาน เรียกร้องผู้บริหาร ขอเงินโบนัสเพิ่ม ซึ่งเบื้องต้นปีนี้บริษัทจะจ่ายเงินโบนัสให้พนักงาน จำนวน 6 เท่าของเงินเดือน บวกเงินอีก 5,500 บาท แต่พนักงานเรียกร้องขอโบนัส 7 เท่าของเงินเดือน บวก 10,000 บาทnbsp;/div divnbsp;/div divขณะที่ปีที่แล้ว บริษัทจ่ายโบนัสให้พนักงาน 7.8 เท่าของเงินเดือน บวกเงิน 12,000 บาท ทั้งนี้พนักงานยังคงปักหลักประท้วง มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองสวัสดิการแรงงานเดินทางเข้าไปยังภายใน โดยเบื้องต้นยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรง/div divnbsp;/div divทั้งนี้บริษัทไทยแอร์โรว์ จำกัด เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดใน จ.พิษณุโลก ผลิตระบบสายไฟและอุปกรณ์ มีพนักงานประมาณ 4,200 คนnbsp;/div divnbsp;/div div(ข่าวสด, 11-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongแจงออก พ.ร.ฎ. ขยายยื่น ม.40 ใช้เวลากว่า 2 ด.คาดรับสมัคร 7-16 ก.พ/strong/div divnbsp;/div divวันที่ 11 ธ.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณี การเปิดรับสมัครผู้ประกันตน มาตรา 40 สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ปรากฏว่า มีผู้สูงอายุให้ความสนใจ สมัครเป็นจำนวนมาก และมีส่วนหนึ่งพลาดโอกาส จึงเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคมขยายเวลารับสมัคร/div divnbsp;/div divล่าสุด ในการประชุมครม.วันที่ 9 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ขยายเวลา โดยขณะนี้ทางสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการแก้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคล ซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. 2554 (มาตรา 40) เพื่อขยายระยะเวลาการเปิดรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้กับประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่ตกค้างไม่สามารถสมัครได้ทัน ซึ่งได้หารือกับฝ่ายกฎหมายและได้แจ้งว่า จะขยายระยะเวลาการรับสมัครให้อีก 10 วัน ภายหลังการแก้ไข พ.ร.ฎ. เสร็จสิ้น ทั้งนี้ จะดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญให้ประชาชน/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ด้วยขั้นตอนต้องใช้เวลา คาดว่าจะไม่ทันก่อนปีใหม่ โดยสำนักประกันสังคม ได้ทำเอกสารแจงขั้นตอนดำเนินงานแก้ไข พ.ร.ฎ. ดังกล่าว ระบุว่า ได้ทำเอกสารเสนอคณะกรรมการประกันสังคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ได้ทำหนังสือเสนอปลัดกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอ ครม.คาดว่าวันที่ 30 ธ.ค.นี้ จากนั้นนำไปสู่ขั้นตอนต่างๆ ตามกระบวนการ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 30 ม.ค. 2558/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ได้มีการคาดว่า จะสามารถรับสมัครผู้ประกันตนกลุ่มใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 7-16 กุมภาพันธ์ 2558 ตามเป้าหมาย แต่ขั้นตอนการลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.ฎ.นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กลับลงมา ส่วนกรณีที่กระทรวงแรงงานสามารถนำนโยบายของนายกรัฐมนตรีไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คาดระยะเวลาอาจสำเร็จในเวลารวดเร็วกว่าที่กำหนด/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 11-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongหนุนผู้พิการมีงานทำ เร่งแก้กม. จ้างผู้พิการเข้าทำงาน เผยนายจ้างมีความต้องการแรงงานกว่า 3 หมื่นคน/strong/div divnbsp;/div div(11 ธ.ค. ) นายนพดล กรรณิกา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมการส่งเสริมการจ้างผู้พิการ โดยมีผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถานประกอบการ และตัวแทนผู้พิการ ว่า ในที่ประชุมมีการหารือถึงการมีงานทำของคนพิการซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายให้คนไทยมีงานทำ ของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยเน้นแนวทางให้ผู้พิการเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการแต่สามารถทำงานอยู่ที่บ้าน ลดปัญหาการเดินทางเนื่องจากระบบสาธารณูปโภคยังไม่เพียงพอรวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย และได้รับการคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ปัจจุบันผู้พิการในฐานข้อมูล 1.5 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นวัยทำงาน 700,000 คน ในมีศักยภาพทำงานได้จริง 500,000 คน โดยปัจจุบันนายจ้างมีความต้องการจ้างผู้พิการจำนวน 30,000 คน ขณะที่ผู้พิการเสนอให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้พิการให้มากขึ้น และพัฒนาระบบขนส่งสำหรับคนพิการโดยเร็ว โดยกระทรวงแรงงานจะเร่งให้มีการจ้างงานและแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคจากการจ้างงานและการทำงานของผู้พิการ โดยเร็ว” นายนพดล กล่าว/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 11-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongพนักงานบริษัท 'ฮิตาชิ' ประท้วงปิดหน้าโรงงาน ขอขึ้นเงินโบนัส-โอที/strong/div divnbsp;/div divเวลา 19.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงาน บริษัท HGST หรือ ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จับกลุ่มประท้วงบริเวณหน้าโรงงาน ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับเงินโบนัสประจำปี จำนวน 8 ข้อ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ บริเวณหน้าโรงงาน พนักงานจำนวนกว่าพันคนรวมตัวกัน เรียกร้องให้ทางโรงงานปรับเงินโบนัส เงินโอที หรือ ทำงานค่าล่วงเวลา รวมทั้งเงินพิเศษจำนวน 8 ข้อ ประกอบด้วย 1. ขอโอทีในอัตรา 3.5 ชั่วโมง 2. ยกเลิกโบนัสตัดเกรด เป็นจ่ายทีเดียวสิ้นปี ขอ4เดือนทุกปี 3. โอทีวันหยุดขอเป็น 11.5 ชั่วโมงต่อคืน 4.ขอค่าข้าวรายวันและค่าข้าวโอทีเป็น 50 บาท 5.ค่ากะเพิ่ม 100 บาท 6.ขอเงินพิเศษคืน 7.พนักงานอายุ 5 ปี ขอปรับขึ้นเป็นรายเดือน 8.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ6% ทั้งรายวันรายเดือน/div divnbsp;/div divโดยทางกลุ่มผู้ประท้วงได้ยื่นหนังสือให้กับตัวแทนของบริษัทในช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. แต่ไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ ทำให้กลุ่มพนักงานยังคงปลักหลักกันอยู่บริเวณหน้าโรงงาน/div divnbsp;/div divกระทั่งเวลา 18.00 น. ทางคณะกรรมการสวัสดิการ บริษัทฯ ได้ร่วมประชุมหารือกับกรรมการผู้จัดการ มีข้อสรุปร่วมกันคือ จะจ่ายเงินรางวัลพิเศษให้กับพนักงานทุกคน คนละ 5,000 บาท แต่ปรากฏว่ากลุ่มผู้ประท้วงไม่ยอมรับข้อเสนอ ทางผู้บริหารโรงงานจึงให้ทางกลุ่มผู้ประท้วงส่งตัวแทน 5-10 คน เข้าพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ แต่ทางกลุ่มผู้ประท้วงไม่ยอมส่งตัวแทนเข้าประชุม แต่ต้องการให้ผู้บริหารออกมาคุยที่หน้าโรงงาน และต้องการให้บริษัททำตามข้อเรียกร้องทั้ง 8 ข้อ เท่านั้น/div divnbsp;/div divสถานการณ์ล่าสุด ยังหาข้อยุติของ2ฝ่ายไม่ได้ และกลุ่มพนักงานยืนยันจะประท้วงปิดหน้าโรงงาน จนกว่าทางบริษัทจะยินยอมทำตามข้อเสนอทั้งหมด/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 12-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongพนง.ฮิตาชิยุติประท้วง ตกลงจ่ายโบนัส 2 เดือน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า หลังจากพนักงานบริษัท ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ( HGST ) กว่า 1,000 คน ในเขตนิคมอุตสาหกรรม 304 อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ได้ร่วมกันปักหลักประท้วง ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 12 ต่อ เนื่องมาถึงเช้าวันที่ 13 โดยส่วนใหญ่เป็นพนักงานรายวัน ซึ่งต้องการสวัสดิการ ประกอบด้วย 1. ขอเงินล่วงเวลา (โอที) ในอัตรา 3.5 ชั่วโมง 2. ยกเลิกโบนัสตัดเกรด เป็นจ่ายทีเดียวสิ้นปี รวม 4 เดือน 3. เงินล่วงเวลาวันหยุดขอเป็น 11.5 ชั่วโมง ต่อคืน 4.ค่าอาหารรายวัน เป็น 50 บาท 5.ขอค่ากะเพิ่ม 100 บาท 6.ขอเงินพิเศษคืน 7.พนักงานอายุ 5 ปี ขอปรับขึ้นเป็นรายเดือน การเจรจาจากเดิมจาก 7 ข้อ ลดลงเหลือ 3 ข้อ คือ 1.ให้มีการเพิ่มค่ากะจาก60 บาท เป็น 100 บาท 2. เพิ่มค่าอาหารจาก 20 บาทเป็น 50 บาท และ 3.โบนัสขอเป็น 4 เดือน อย่างไรก็ตามในการหารือ ระหว่างตัวแทนผู้ชุมนุม โดยมีนายนคร ตั้งสุจริตกุล รองกรรมการผู้จัดบริษัท รวมถึงสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมกับสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งชาติ ได้ข้อสรุปเป็นทางการคือให้โบนัส พนักงาน 2 เดือน และรวมถึงเงินพิเศษ 5,000 บาท โดยข้อตกลงนี้สร้างความพอใจให้กับพนักงาน ส่วนอีก 7 ข้อที่เหลืออีกภายใน 3 เดือน ทางบริษัทจะมีการหารือกันอีกครั้งเมื่อผู้ชุมนุมทราบผลจึงยอมเจรจา/div divnbsp;/div div(เนชั่นทันข่าว, 13-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongเครือข่ายแรงงานจี้ปฏิรูปประกันสังคม/strong/div divnbsp;/div divนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า คสรท. และเครือข่ายแรงงานได้สรุปข้อเสนอนโยบายด้านแรงงานในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอต่อ พล.ท.เดชา ปุญญบาล ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อให้พิจารณานำข้อเสนอปฏิรูปด้านแรงงาน 3 ข้อ ไปบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้แก่ 1. ด้านการคุ้มครองแรงงาน รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนมีหลักประกันในการทำงานอย่างมั่นคง แรงงานทุกสาขาอาชีพได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ทั้งแรงงานเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ให้ได้รับสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ปรับโครงสร้างค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมทั้งจัดตั้งกองทุนพิทักษ์สิทธิแรงงานเพื่อเป็นหลักประกันการถูกเลิกจ้างให้ได้รับค่าชดเชยและพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างทั่วถึงมีประสิทธิภาพ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div2. ด้านแรงงานสัมพันธ์ โดยรัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวและอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง รวมถึงอนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพรัฐต้องให้สิทธิเสรีภาพรวมทั้งส่งเสริมในการรวมตัวของแรงงานทุกสาขาอาชีพ และรัฐต้องออกกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้ครอบคลุมแรงงานทุกประเภทและสอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศรวมทั้งกำหนดให้มีการเลือกตั้งไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนโดยตรง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divและ 3. ด้านสวัสดิการแรงงานรัฐต้องปฏิรูปประกันสังคมให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยประธานกรรมการและเลขาธิการ สปส. ต้องเป็นมืออาชีพ มาจากการสรรหาและผู้ประกันตนต้องมีส่วนร่วมเลือกผู้แทนเข้ามาบริหารโดยตรง รัฐต้องเร่งจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน นอกจากนี้ รัฐต้องบังคับใช้พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 เพื่อสร้างวินัยการออมในวัยทำงาน พร้อมทั้งจัดให้มีที่พักของคนงานและจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กให้แก่แรงงานในบริเวณอุตสาหกรรม จัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคมและธนาคารแรงงาน/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongคาดอีก 5 ปี ขาดแคลนแรงงานกว่า 5 แสนคน หนุนอาชีวะฝึกงานสถานที่จริงเรียนจบทำงานทันที/strong/div divnbsp;/div div( 15 ธ.ค.) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังประชุมหารือถึงความต้องการแรงงานและการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วม เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วม ว่า ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าในอนาคต 3 - 5 ปีข้างหน้า จะขาดแคลนแรงงานประมาณ 3 - 5 แสนคน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการว่าสภาพเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น ซึ่งต้องเพิ่มกำลังแรงงาน แต่หากมีการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ดีขึ้นก็อาจจะช่วยลดความต้องการกำลังแรงงานลงได้ เนื่องจากสามารถทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม อยากให้พัฒนาคุณภาพนักศึกษาอาชีวะ ให้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อเรียนจบ โดยการร่วมมือของภาคอุตสาหกรรม สถานศึกษาและกระทรวงแรงงาน นำเด็กเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้มีประสบการณ์” พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divพล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงแรงงาน และสภาอุตสาหกรรม เพื่อศึกษาความต้องการแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และคณะทำงานศึกษาการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยมี นายนคร ศิลปอาชา ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และมีผู้แทนจากกรมต่างๆ เข้าร่วม เช่น แรงงานประมงที่ขาดแคลนเป็นจำนวนมากและคนไทยไม่นิยมทำ ก็อาจจะต้องหาแรงงานจากประเทศอื่นเข้ามาทำงานแทน ส่วนกรณีแนวคิดการนำผู้ต้องขังที่ใกล้จะพ้นโทษมาทำงานประมงนั้น ขอยืนยันว่าเป็นเพียงทางเลือกในการฝึกอาชีพรองรับการพ้นโทษเพื่อไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำเท่านั้น ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคประมง/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 15-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongเครือข่ายแรงงานนอกระบบยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอให้พิจารณายืดระยะเวลาการเข้าถึงการประกันสังคม ตามมาตรา 40/strong/div divnbsp;/div divสภาเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กว่า 50 คน นำโดย นายสมคิด ด้วงเงิน นายกสมาคมเครือข่ายฯ เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณายืดระยะเวลาการเข้าถึงการประกันสังคมตามมาตรา 40 และประกาศขยายระยะเวลาให้แรงงานนอกระบบที่มีอายุเกิน 60 ปี สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนเพิ่มอีก 10 วันนั้น ขอให้มีการขยายเวลาให้ถึงสิ้นปี 2558 เนื่องจากการขยายเวลาเพียง 10 วันนั้น จะทำให้แรงงานนอกระบบที่อยู่ตามชนบทหรือชานเมือง ยังไม่ได้รับข่าวสารและไม่สามารถมาทันตามกำหนดได้ เพื่อทำให้แรงงานนอกระบบได้รับสวัสดิการสังคมที่รองรับความเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุหลายหมื่นคนต่อไป/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ศูนย์บริการประชาชน เป็นผู้รับเรื่องไว้เพื่อส่งไปยังนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป/div divnbsp;/div div(สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 15-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongเตือนแรงงาน ระวังถูกหลอกไปสร้างเขื่อน-สนามบินในลาว/strong/div divnbsp;/div divน.ส.ปัทมพร ผุดเพชรแก้ว จัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการชักชวนคนหางานในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงให้สมัครไปทำงานก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ สนามบินนานาชาติ และสร้างรถไฟทางคู่ มูลค่าหลายแสนล้านบาทใน สปป.ลาว โดยอ้างว่าบริษัทของตนได้รับสัมปทานก่อสร้างโครงการ ต้องการคนงานในตำแหน่งโฟร์แมน แม่ครัว ช่างก่ออิฐ ช่างปูกระเบื้อง ช่างไม้ ช่างผูกเหล็ก ช่างประปา ช่างเชื่อม ช่างทาสี/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าผู้สนใจจะไปทำงานต้องจ่ายค่านายหน้าใช้ดำเนินการคนละ 20,000 บาท และจะได้ค่าจ้างเดือนละ 30,000-45,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบในระบบจัดหางานของกรมแรงงานแล้วปรากฏไม่มีโครงการก่อสร้างดังกล่าว และไม่มีบริษัทใดประกาศหาคนงานไปทำงานใน สปป.ลาว จึงขอเตือนแรงงานอย่าได้หลงเชื่อกลุ่มนายหน้าเถื่อน เพราะไม่สามารถจัดส่งคนงานไปทำงานตามที่อ้างได้จริง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divหากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบตำแหน่งงานที่ว่างและต้องการคนงาน ให้มาตรวจสอบกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดอุบลราชธานี ที่ถนนเลี่ยงเมือง ต.แจระแม อ.เมือง โทร. 0-4520-6226 เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อและสูญเสียเงินให้กลุ่มผู้หลอกลวงnbsp;/div divnbsp;/div div(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 16-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongคลังจ่อปรับเงินเดือน 37 รัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. 2หมื่นคนรอเฮ! ควัก 60 ล้านบาทจ่ายเพิ่ม/strong/div divnbsp;/div divสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็ว ๆ นี้ เรื่องปรับโครงสร้างเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 37 แห่ง ที่ต้องอาศัยอำนาจ ครม.กำหนดโครงสร้างเงินเดือนให้ ซึ่งเป็นการปรับให้สอดคล้องอัตราค่าครองชีพ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน และปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท/เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้พนักงานรัฐวิสาหกิจบางส่วนได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีพนักงานใหม่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างในระดับที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกับพนักงานเดิม/div divnbsp;/div div"รัฐวิสาหกิจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กำหนดโครงสร้างเงินเดือนได้เองกลุ่มที่สอง การกำหนดโครงสร้างเงินเดือนต้องเสนอ ครม.ด้วย โดยกลุ่มนี้หากจะดำเนินการก็จะพิจารณาเป็นรายแห่งไป และกลุ่มที่สาม ต้องให้ ครม.กำหนดโครงสร้างเงินเดือนให้ ซึ่งกลุ่มหลังนี้มี 37 แห่ง ที่ต้องให้ ครม.เห็นชอบพร้อมกัน"/div divnbsp;/div divทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจ 37 แห่งที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้าง 58 ขั้น ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ อาทิ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท ขนส่ง จำกัด องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น/div divnbsp;/div divขณะที่รัฐวิสาหกิจกลุ่มที่ ครม.ให้สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนค่าจ้างและสวัสดิการเองได้ ตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ อาทิ บมจ.ปตท. บมจ.กสท โทรคมนาคม บมจ.ทีโอที บมจ.อสมท บมจ.การบินไทย เป็นต้น รวมทั้งสิ้นมี 13 แห่ง/div divnbsp;/div divส่วนกลุ่มที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนค่าจ้างเป็นของตัวเอง มี 16 แห่ง อาทิ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน เป็นต้น/div divnbsp;/div divก่อนหน้านี้มีข้อเรียกร้องจากสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.) ขอให้รัฐบาลปรับปรุงบัญชีโครงสร้างเงินเดือนค่าจ้างของพนักงานรัฐวิสาหกิจ 37 แห่ง ที่มี 58 ขั้น เนื่องจากโครงสร้างปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งเงินเดือนขั้นที่ 1 อยู่แค่ 5,780 บาท และขั้นที่ 58 อยู่ที่ 113,520 บาท ดังนั้น สรส.จึงได้เสนอขอปรับปรุงบัญชีเงินเดือนอัตราค่าจ้างของรัฐวิสาหกิจใหม่ โดยกำหนดให้ขั้นที่ 1 อยู่ที่ 9,040 บาท ส่วนขั้นต่อไปปรับขึ้นเฉลี่ยในอัตรา 4.3% ของฐานเงินเดือน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเดือนขั้นที่ 58 อยู่ที่ 189,330 บาท/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาทางภาครัฐมีการพิจารณาแนวทางการปรับบัญชีโครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยอาจจะปรับจากเดิมที่มี 58 ขั้น เป็น 70 ขั้นด้วย/div divnbsp;/div divด้านแหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส.กล่าวว่า ธ.ก.ส.เป็นรัฐวิสาหกิจที่สามารถกำหนดโครงสร้างเงินเดือนได้เอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลังอนุมัติปรับเงินเดือนพนักงานแรกเข้าเป็น 1.7 หมื่นบาทต่อเดือน และปรับฐานให้พนักงานเก่าด้วย ซึ่งเป็นข้อเสนอมาตั้งแต่ปี 2556 หลังมีการปรับเงินเดือนข้าราชการเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ทั้งนี้ พนักงาน ธ.ก.ส.มีทั้งสิ้นเกือบ 2 หมื่นคน ซึ่งจะได้ปรับฐานหมด/div divnbsp;/div div"ครั้งนี้ ธ.ก.ส.ขอปรับขั้นต้น โดยให้เงินเดือนแรกเข้าพนักงานวุฒิปริญญาตรี เริ่มต้นที่ 1.7 หมื่นบาทต่อเดือน ใช้งบฯดำเนินการกว่า 30 ล้านบาท และอีกส่วนจะต้องปรับฐานให้กับพนักงานเก่าที่ต้องขยับขึ้นไปให้หนีพนักงานใหม่ น่าจะใช้เงินอีกกว่า 10 ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมด 60 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของเงินที่จ่ายเงินเดือนปัจจุบัน"/div divnbsp;/div div(ประชาชาติธุรกิจ, 16-12-2557)/div divnbsp;/div divstrongกมธ.แรงงาน เสนอ 7 ข้อป้องสิทธิผู้ใช้แรงงาน พร้อมหนุนการออม/strong/div divnbsp;/div divวันที่ 16 ธ.ค. พล.ท.เดชา ปุญญบาล ประธาน กมธ.ปฏิรูปการแรงงาน สปช. กล่าวรายงานความเห็นและข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุม สปช.ว่า ปัจจุบันมีแรงงานทั้งหมดในประเทศคือ แรงงานนอกระบบมีรวม 24.1 ล้านคน หรือร้อยละ 62.3 แรงงานในระบบมีจำนวน 14.6 ล้านคน หรือร้อยละ 37.7 กมธ.คิดถึงการช่วยเหลือภาคแรงงานที่อยู่ในระบบ และแรงงานที่ประกอบอาชีพอิสระจึงเสนอ 7 ประเด็นสำคัญ ที่ควรบรรจุในรัฐธรรมนูญใหม่ คือ/div divnbsp;/div div1.ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการใช้แรงงาน ต้องได้รับสิทธิที่ไม่ถูกบังคับให้ทำงาน หรือต้องทำงานโดยไม่มีทางเลือก หรือที่ผิดจากข้อตกลง หรือการล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อให้สิทธิของแรงงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล 2.ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการพัฒนาทักษะฝีมือในทุกสาขาอาชีพและการเข้าถึงข้อมูลตลาดแรงงาน/div divnbsp;/div div3.ผู้ใช้แรงงานต้องได้รับการคุ้มครอง ความปลอดภัยในการทำงาน และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสตรีที่มีครอบครัว แรงงานพิการ แรงงานสูงวัย ย้ำสงวนอาชีพให้คนท้องถิ่น 4.นายจ้างและลูกจ้างมีเสรีภาพในการจัดตั้งและเข้าร่วมองค์การของตนเองตามที่กฎหมายบัญญัติ 5.ต้องมีระบบประกันสังคมที่ครอบคลุมถึงแรงงานที่ขาดรายได้ และส่งเสริมการออมในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน 6.ต้องคุ้มครองและสงวนอาชีพให้กับคนท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทการบริหารจัดการตามที่กฎหมายบัญญัติ/div divnbsp;/div div7.สำหรับการจัดนโยบาย หรือมาตรการเกี่ยวกับแรงงาน โดยรัฐ ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ สปช.ชงตั้งธนาคารแรงงานสร้างหลักประกัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟิหน๊ะ มนูญทวี และนายสรณะ เทพเนาว์ สปช. ได้อภิปรายมีสาระสำคัญ คือ ให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งธนาคารแรงงาน ที่มีองค์ประกอบและความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่/div divnbsp;/div divรัฐบาล สถาบันการเงิน ประชาชน ภาคธุรกิจ เอกชน และอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่วางแผน พัฒนา สร้างหลักประกัน เพิ่มศักยภาพที่เหมาะสมกับแรงงาน ให้องค์ความรู้ด้านสิทธิและกฎหมายแรงงาน เพื่อยกระดับการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย และขอให้มีข้อกำหนดการออกใบรับรองแรงงานที่มีฝีมือของไทย เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 เพื่อรองรับการเคลื่อนย้านแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน/div divnbsp;/div divขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช. กล่าวว่า ขอเสนอให้ กมธ.ยกร่างฯ ระบุถึงระบบคุณวุฒิวิชาชีพแรงงานไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทยให้เป็นหนึ่งในแนวนโยบายพื้นฐานที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ที่รัฐต้องสนับสนุนการจัดสรรงบฯ ส่วนหนึ่งช่วยพัฒนาแรงงาน ร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการต่างๆ พร้อมเปิดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพตามคุณวุฒิสาขาวิชาชีพแรงงาน มีใบรับรองวิชาชีพแรงงาน เพื่อเพิ่มสมรรถนะความสามารถในการทำงานและยกระดับฝีมือแรงงาน กมธ.ยกร่างฯเห็นพ้องธนาคารแรงงาน/div divnbsp;/div divด้าน พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวสรุปว่า ข้อเสนอการปฏิรูปแรงงาน อาทิ การประกันสังคม การไม่บังคับแรงงานทำงาน การสิทธิในการจัดตั้งองค์กรต่างๆ ของแรงงาน เช่น สหภาพแรงงานต่างๆ การได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม เป็นสาระสำคัญที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนแนวคิดตั้งธนาคารแรงงาน กมธ.ยกร่างฯ จะรับไปพิจารณา เพื่อประโยชน์ต่อแรงงาน รวมถึงการคุ้มครองแรงงานในท้องถิ่น ซึ่งตรงกับหลักการกระจายอำนาจในท้องถิ่น/div divnbsp;/div div(ไทยรัฐ, 16-12-2557)/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8gMpIISsmrg" height="1" width="1" alt=""/

ไอซีทีเตรียมแจกสติกเกอร์ไลน์ ‘ค่านิยม 12 ประการ’ ฟรี เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

Tue, 16/12/2014 - 23:42
!--break--!--break-- p16 ธ.ค.2557 เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานเมื่อวานนี้ว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กำลังจัดทำสติกเกอร์ ‘ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ’ ให้โหลดฟรีผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน พร้อมให้โหลดวันที่ 30 ธ.ค.นี้/p pเดลินิวส์รายงานว่า นางทรงพร โกมลสุรเดช รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และโฆษกกระทรวงไอซีที กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีอยู่ระหว่างจัดทำสติกเกอร์ให้โหลดฟรีผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ “ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ” ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยที่นิยมส่งสติกเกอร์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ได้แสดงความรู้สึกต่างๆ ถึงกันในปี 2558 หรือ ปีใหม่ที่จะถึงนี้/p pรองปลัดไอซีทีกล่าวว่า รัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีได้ให้ทุกหน่วยงานประสานงานไปยังสำนักงานเลขาธิการนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลและว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อออกแบบสติกเกอร์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่สุด โดยจะสรุปรูปแบบที่ชัดเจนกลางเดือนนี้เพื่อดำเนินการจัดทำและพร้อมให้โหลดฟรีในวันที่ 30 ธ.ค.นี้/p pสำหรับค่านิยม 12 ประการ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรีนำเสนอไว้เมือวันที่ 11 ก.ค.2557nbsp; ประกอบด้วย/p p1. มีความรักชาติnbsp; ศาสนาnbsp; พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติในปัจจุบันbr /2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวมbr /3. กตัญญู ต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์br /4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษา เล่าเรียน ทางตรงและทางอ้อมbr /5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงามbr /6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปันbr /7. เข้าใจ เรียนรู้ การเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้องbr /8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่br /9. มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวbr /10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่าย จำหน่าย และขยายกิจการ เมื่อมีความพร้อม โดยมีภูมิคุ้มกันที่ดีbr /11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ตามหลักของศาสนาbr /12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และต่อชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง/p pที่มา a href="http://www.dailynews.co.th/Content/IT/287323/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5+%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E2%80%98%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1+12+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E2%80%99"เดลินิวส์/a, a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/09/55548"ประชาไท/abr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ptPdVLeECYA" height="1" width="1" alt=""/