ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 49 sec ago

ฎีกาตัดสินกะเหรี่ยงแม่อมกิไม่ผิดรุกป่า-อยู่ก่อนประกาศป่าสงวน-แต่ยังต้องออกจากพื้นที่

Wed, 22/03/2017 - 15:18
pศาลฎีกาตัดสิน 2 ชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่อมกิไม่ผิดฐานบุกรุกป่าสงวน-ขาดเจตนา ยอมรับจำเลยอยู่ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ก่อนประกาศเขตป่าสงวน แต่ยืนยันให้ออกจากพื้นที่และริบของกลาง เพราะรัฐประกาศเขตป่าสงวนแล้ว โดยคดีดังกล่าวมีการรื้อฟื้นคดีใหม่หลัง 2 จำเลยรับสารภาพในศาลชั้นต้นทั้งที่ไม่รู้ภาษาไทย ไม่มีทนาย และล่ามไม่ได้ให้สาบาน ทำให้กระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย/p p!--break--!--break--/ppในรายงานของa href="https://www.facebook.com/naksit.org/posts/1308639735871188"สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน/a เมื่อวันที่ 22 มี.ค. เวลา 09.00 น. ที่ศาลจังหวัดแม่สอด จ.ตาก มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 2 ชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่อมกิ คือ นางน่อเฮมุ้ยหรือหน่อเฮหมุ่ย เวียงวิชชา และนายดิแปะโปหรือดิ๊แปะโพ ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ/p pโดยศาลฎีกามีคำพิพากษาสรุปความได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาบุกรุก เนื่องจากเป็นคนดั้งเดิมอยู่อาศัยทำกินมาก่อนประกาศเขตป่าสงวน แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายังคงยืนยันให้จำเลยทั้งสองและบริวารต้องออกจากพื้นที่/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2890/32769978533_5176f511ed_z.jpg" style="width: 560px; height: 378px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongนายดิ๊แปะโพ และnbsp;/strong/spanstrong style="color: rgb(255, 140, 0);"นางหน่อเฮมุ้ย เวียงวิชชา /strongstrong style="color: rgb(255, 140, 0);"ชาวปกาเกอะญอ หรือชาวกะเหรี่ยง แห่งบ้านแม่อมกิ ตำบลแม่ว่าหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในปี 2551 ล่าสุดศาลฎีกาตัดสินว่าไม่มีความผิด แต่ยังคงต้องออกจากพื้นที่เพราะประกาศเขตป่าสงวนแล้ว (ที่มา: เพจสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน)/strong/p pทั้งนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาเฉพาะคดีของนางน่อเฮมุ้ยหรือหน่อเฮหมุ่ย เวียงวิชชา คดีหมายเลขดำที่ อ.1770/2551 หมายเลขแดงที่ 1737/2551 คดีความผิดต่อพ.ร.บ ป่าไม้ และพ.ร.บ ป่าสงวนแห่งชาติ แต่ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาในคดีของนายดิแปะโปหรือดิ๊แปะโพ หมายเลขดำที่ อ.1771/2551 หมายเลขแดงที่ 1738/2551 ด้วยในวันเดียวกันนี้ จากเดิมที่ศาลนัดอ่านในวันที่ 23 มีนาคม 2560/p pคดีนี้สืบเนื่องจากชาวกะเหรี่ยง 2 คนคือ นางน่อเฮมุ้ย เวียงวิชชา และนายดิแปะโป ที่มีอาชีพทำไร่หมุนเวียนเพื่อเลี้ยงชีพ ในชุมชนบ้านแม่อมกิ ตำบลแม่ว่าหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในที่ดินที่ตนเองได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าบุกรุกทำลายป่า เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวน พ.ศ.2507/p pการต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นช่วงแรก จำเลยทั้ง 2 คนรับสารภาพตามคำฟ้อง เพราะทั้งสองไม่ได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ พอรับสารภาพก็เลยไม่มีการสืบพยานต่อ ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าทั้ง 2 มีความผิด โดยคดีของนายดิ๊แปะโพให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือนรับ สารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 ปี 3 เดือน สำหรับคดีของนางหน่อเฮหมุ่ยลงโทษจำคุก 2 ปีรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี ไม่มีการรอลงอาญา/p pอย่างไรก็ดี ภายหลังที่ทนายความได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเห็นว่าทั้งสองไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะจำเลยไม่มีทนายความให้ความช่วยเหลือ จำเลยไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เลย แต่ล่ามที่มาแปลภาษาให้ไม่ได้สาบานตนต่อศาล การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและรัฐธรรมนูญ ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลจังหวัดแม่สอดในวันที่ 29 ตุลาคม 2551/p pวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลจังหวัดแม่สอด โดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะล่ามแปล ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้ล่ามปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย a href="http://naksit.net/th/?wpfb_dl=6"(อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม)/a/p pวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้องทั้งสองคดี เพราะเห็นว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนแล้ว บริเวณข้างเคียงล้วนมีราษฎรคนอื่นเข้าทำประโยชน์อยู่ทั่วไป และมีการเข้ายึดถือก่อนที่ทางราชการจะกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยได้รับตกทอดมาจากบิดามารดาเข้าใจได้ว่ารัฐอนุโลมผ่อนผันให้ราษฎรที่ทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้วได้ทำประโยชน์ต่อไป เป็นการกระทำที่ขาดเจตนา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษาให้ยกฟ้อง/p pหลังมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น พนักงานอัยการได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาช่วงปลายปี 2554 แยกเป็น 2 คดี ดังนี้/p pคดีนางหน่อเฮหมุ่ย ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 วินิจฉัยสรุปได้ความว่า ที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนจริง ดังนั้นเมื่อได้ข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีวิถีชีวิตการทำไร่หมุนเวียน ไม่สามารถพูดอ่านและเข้าใจภาษาไทยได้ และได้เข้าทำประโยชน์มาก่อนแล้ว ทำให้จำเลยเข้าใจว่าสามารถเข้าทำประโยชน์ได้เหมือนที่เคยทำมาก่อน จึงเป็นการขาดเจตนา ย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวน แม้การกระทำของจำเลยจะขาดเจตนา แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุได้ ดังนั้นจำเลยจึงต้องออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ/p pคดีนายดิ๊แปะโพ ศาลอุทธรณ์มีพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2555 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่า แม้จำเลยจะทำกินในที่ดินดังกล่าวต่อจากบิดามารดาอันเป็นเวลาก่อนที่จะมีการประกาศให้เป็นเขตป่าสงวน และแม้ว่าจำเลยไม่ทราบว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อกฎกระทรวงกำหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายและจำเลยจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุมีไม่มากและจำเลยอายุมากแล้ว โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนด 1 ปีพร้อมทั้งให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่เกิดเหตุ a href="http://naksit.net/th/?wpfb_dl=11"(อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม)/a/p pล่าสุดในวันนี้ (22 มีนาคม 2560) ศาลจังหวัดแม่สอด ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 2 คดี ว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุกป่าสงวน เพราะขาดเจตนา แต่ยังคงยืนยันให้ออกจากพื้นที่/p pโดยคดีนางน่อเฮมุ้ยหรือหน่อเฮมุ้ย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คือให้ยกฟ้อง เพราะเห็นว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด และให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่/p pส่วนคดีนายดิแปะโปหรือดิ๊แพะโป ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ลงโทษจำเลย โดยศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด จึงพิพากษาให้ยกฟ้องเช่นเดียวกับคดีนางน่อเฮมุ้ยหรือหน่อเฮมุ้ย และให้จำเลยกับบริวารออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งริบของกลางทั้งหมด/p pประเด็นที่น่าสนใจคือ ในคำพิพากษาศาลฎีกาของนายดิ๊แพะโป ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยโดยยกประเด็นเรื่องวิถีชีวิตดั้งเดิมของกะเหรี่ยงในการทำไร่หมุนเวียนมาประกอบ โดยศาลเห็นว่าจำเลยและชุมชนทำมาหากินในที่ดินพิพาทในลักษณะของการทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถีชุมชนดั้งเดิมของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทั้งสองได้ทำประโยชน์มาก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ และทำกินเรื่อยมาโดยไม่ปรากฎว่าหน่วยงานรัฐดำเนินการใดๆต่อภายหลังจากนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยถือทำประโยชน์โดยสุจริตใจไม่มีเจตนาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน แต่ศาลก็ยังคงเห็นว่าจำเลยและบริวารจะต้องออกจากพื้นที่นั้น เพราะเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ/p pภายหลังจากมีคำพิพากษา นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความในคดี เห็นว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ออกมาถือว่าเป็นผลดีที่ศาลยกฟ้องทั้ง 2 กรณี แต่อย่างไรก็ตามคำสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากเหมือนว่าศาลยอมรับในวิถีชุมชนและเจตนาของจำเลยทั้งสองก็จริง แต่ยังคงให้จำเลยทั้งสองออกจากพื้นที่อยู่ดี แม้ผลของคดีจะเป็นเฉพาะตัวบุคคลแต่ประเด็นนี้ก็เป็นที่น่าเป็นห่วงคือชุมชนที่อยู่ทั้งหมดในพื้นที่จะมีปัญหาใดๆในภายภาคหน้าหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีผลตามมาภายหลังก็ได้ กรณีนี้ยังต้องประเมินกันต่อไป/p pในวันนี้ชาวบ้านชุมชนบ้านแม่อมกิได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาศาลฎีกาและให้กำลังใจจำเลยทั้งสอง และมีความรู้สึกพึงพอใจต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแต่ก็ยังคงกังวลในเรื่องของการต้องออกจากพื้นที่เนื่องจากได้ทำกินในพื้นที่ตรงนั้นมาเป็นเวลานานแล้ว/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2010/03/28535" target="_blank"ชุมชนบ้านแม่อมกิ ภาพสะท้อนการบังคับใช้กฎหมายที่ปลายเหตุ, 2010-03-28/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2012/06/41215" target="_blank"ศาลต้องเข้าใจความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม บทเรียนจากคดีแม่อมกิ, 2012-06-22/a /div div class="field-item odd" a href="/activity/2017/03/70493" target="_blank"พิพากษาศาลฎีกา คดีต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกินและวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอญอบ้านแม่อมกิ, 2017-03-22/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WPaKaj8DbVk" height="1" width="1" alt=""/

ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ จี้ อย. คุมเข้มผู้ค้าเครื่องสำอางออนไลน์

Wed, 22/03/2017 - 15:10
pศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ชื่นชม บอร์ดคุมราคาสินค้าฯ ออกประกาศสั่ง 'ผู้ค้าออนไลน์' ต้องแสดงราคา-รายละเอียดสินค้wbrาและบริการ เสนอให้กลุ่มผู้ค้าโดยเฉพาะเครื่wbrองสำอางต้องขึ้นทะเบียน อย.และทะเบียนพาณิชย์/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/4/3789/32741233364_df9faf44ba_o.jpg" //p p22 มี.ค.2560 รายงานข่าวจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (Foundation for Consumers) แจ้งว่าหลังจากราชกิจจานุเบกษาได้wbrเผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกลางว่wbrาด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 เรื่องการแสดงราคาและรายละเอีwbrยดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้wbrาและบริการ ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือออนไลน์ (a href="http://prachatai.org/journal/2017/03/70670"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/wbr/wbr/wbr/wbr/p pนฤมลnbsp; เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริwbrโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่าถือเป็นข่าวดีที่wbrจะทำให้ผู้บริโภคได้มีwbrโอกาสในการเปรียบเทียบราคาหรืwbrอค่าบริการก่อนตัดสินใจซื้อสิwbrนค้าหรือใช้บริการต่างๆ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“การแสดงราคา-รายละเอียดสินค้wbrาและบริการ รวมถึงการค่าบริการ ประเภท ชนิด ลักษณะ ขนาด น้ำหนัก nbsp;ด้วยการการเขียน พิมพ์ ทั้งภาษาไทย หรือภาษาอื่น ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการเลืwbrอกซื้อ ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่wbrผู้บริโภคจะต้องรู้รายละเอียดต่wbrางๆของสินค้าและบริการ” นฤมล กล่าว/wbr/wbr/wbr/wbr/p pนอกจากนี้ยังเสนอเพิ่มเติมกรณีwbrกลุ่มผู้ค้าขายเครื่องสำอางผ่wbrานโซเชียลมีเดียต่างๆ ขอให้ขึ้นทะเบียนกับสำนัwbrกงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงจดทะเบียนการค้ากับกรมพัwbrฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ให้ถูกต้wbrองตามกฎหมาย และขอให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้wbrมงวดในการกำกับการโฆษณาเกินจริง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p“มีผู้บริโภคร้องเรียนเข้wbrามาจำนวนnbsp; 31 ราย จากการซื้อเครื่องสำอางผ่wbrานเฟซบุ๊กที่โฆษณาว่า ใช้แล้ว ผิวขาว หน้ากระจ่างใสnbsp; พอใช้แล้วปรากฏว่าทำให้ เกิดอาการแสบ คันnbsp; แพ้เป็นรอยแตก หรือมีอาการแพ้เป็นสิวหนองที่wbrหน้า ซึ่งบางรายแพทย์ระบุว่ารักษาไม่wbrหายเพราะเกิดจากการใช้เครื่wbrองสำอางที่ผสมสเตียรอยด์ หรือผสมสารปรอท nbsp;ซึ่งเป็นสารเคมีต้องห้าม ที่ อย.กำหนดห้ามใช้ในเครื่องสำอาง การยื่นเรื่องให้ อย.ตรวจสอบหรือเรียกค่าเสีwbrยหายให้กับผู้บริโภคค่อนข้wbrางยากเพราะมีขั้wbrนตอนการตรวจสอบซับซ้อนและใช้wbrเวลา ทำให้ล่าช้า จึงอยากให้ผู้ค้าขึ้นทะเบียนให้wbrถูกต้องตามกฎหมายnbsp; และแสดงเลขจดแจ้งของสินค้าnbsp; ให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้เลยnbsp; nbsp;ไม่ต้องกลัวภาษีและการลอกเลีwbrยนแบบ เพราะถ้าของดีจริงอย่างไรก็wbrขายได้” หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริwbrโภค กล่าว และกล่าวเพิ่มเติมว่ากลุ่มผู้ค้wbrาที่เป็นดาราหรือคนมีชื่อเสีwbrยงไม่ควรใช้ความมีชื่อเสีwbrยงขายของอย่างเดียว ควรขึ้นทะเบียนทำให้ถูกต้wbrองตามกฎหมายด้วย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pอนึ่งคณะกรรมการกลางว่าด้wbrวยราคาสินค้าและบริการ จึงออกประกาศดังต่อไปนี้/wbr/p div class="note-box" pข้อ 1 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับในทุwbrกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ เป็นต้นไป/wbr/p pข้อ 2 ในประกาศนี้nbsp;“ผู้ประกอบธุรกิจ”nbsp;wbrได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกัwbrบการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์/wbr/wbr/p pข้อ 3 ให้ผู้ประกอบธุรกิwbrจแสดงราคาจำหน่าย ค่าบริการ รวมถึงประเภท ชนิด ลักษณะ ขนาด น้ำหนัก และรายละเอียดของสินค้าหรือบริwbrการ โดยการเขียน พิมพ์ หรือกระทำให้ปรากฏ ด้วยวิธีอื่นใดในระบบพาณิชย์อิwbrเล็กทรอนิกส์หรือระบบออนไลน์wbrของผู้ประกอบธุรกิจนั้น ในลักษณะที่ชัดเจน ครบถ้วน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย การแสดงราคาจำหน่ายสินค้า ค่าบริการตามวรรคหนึ่ง ให้แสดงราคาต่อหน่วย ราคาหรือ ค่าบริการนั้นจะมีตัwbrวเลขภาษาใดก็ได้ แต่ต้องมีตัวเลขอารบิคอยู่ด้วย สำหรับข้อความหรือรายการที่wbrแสดงควบคู่กับราคาจำหน่ายหรือค่wbrาบริการต้องเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pข้อ 4 กรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่wbrายอื่นๆ นอกเหนือจากราคาจำหน่ายสินค้wbrาหรือ ค่าบริการที่ให้บริการที่wbrแสดงไว้ตามข้อ 3 ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแสดงค่wbrาใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจน ครบถ้วนและเปิดเผย โดยแสดงไว้ควบคู่กัwbrบการแสดงราคาจำหน่ายสินค้าหรืwbrอค่าบริการที่ให้บริการ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pข้อ 5 การแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้wbrาหรือค่าบริการที่ให้บริwbrการตามข้อ ๓ ต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จำหน่wbrาย หรือค่าบริการที่ให้บริการ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคัwbrบกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิwbrจจำหน่ายหรือให้บริการแก่ผู้ซื้wbrอต่ำกว่า ราคาจำหน่าย หรือค่าบริการที่แสดงไว้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vUf9jcRa4z4" height="1" width="1" alt=""/

ครม. ทุ่ม 1.66 พันล้าน ตั้งนิคมอุตฯสระแก้ว

Wed, 22/03/2017 - 14:45
pครม. อนุมัติวงเงิน 1.66 พันล้านบาท ลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ท้องที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ หวังnbsp;บูมเศรษฐกิจชายแดน ด้านนักวิเคราะห์มองหุ้นไทยรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ/p p!--break--!--break--/p p22 มี.ค.2560 รายงานข่าวระบุว่าnbsp;เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทยnbsp; กระทรวงแรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนnbsp; พิจารณาเร่งรัดการดำเนินโครงการและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว และการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วโดยเร็วต่อไป และให้กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พิจารณาแนวทางการบริหารจัดการและกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้มีความเชื่อมโยงและส่งเสริมกันด้วย/p pสำหรับโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 3085 (ถนนบ้านโคก – บ้านป่าไร่) ในท้องที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยโครงการฯ มีระยะทางห่างจากด่านอรัญประเทศ 9 กิโลเมตร จังหวัดสระแก้ว 54 กิโลเมตรnbsp; กรุงเทพมหานคร 255 กิโลเมตร ท่าเรือแหลมฉบัง 225 กิโลเมตรnbsp; และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 247 กิโลเมตร ซึ่งการลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพื้นที่และการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ดังนี้ 1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น การก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ในพื้นที่nbsp; การจ้างงานของแรงงานในพื้นที่ เพิ่มขึ้น nbsp;การสร้างความต้องการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการลงทุนnbsp; เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ร้านค้า ศูนย์การค้า หอพักและ บ้านเช่า เป็นต้น/p p2. การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่มีเพิ่มขึ้นและมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานnbsp; เช่นnbsp; ระบบคมนาคม ไฟฟ้า ประปาnbsp; โรงเรียน และโรงพยาบาล เป็นต้น และสามารถเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ และ 3. มีการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับการประกอบอุตสาหกรรมnbsp; และกิจกรรม เกี่ยวเนื่อง เพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเดือดร้อน nbsp;และ รบกวนแก่ชุมชนโดยรอบพื้นที่/p h3span style="color:#0000cd;"แจงใช้งบฯnbsp;1.66 พันล้าน/span/h3 pณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงงบประมาณเกี่ยวกับมติดังกล่าวว่า วงเงิน 1,660.26 ล้านบาท แบ่งเป็น งบของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 960.26 ล้านบาท และงบประมาณแผ่นดินอีก 700 ล้านบาท/p h3span style="color:#0000cd;"นักวิเคราะห์มองหุ้นไทยรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ/span/h3 pวันนี้ (22 มี.ค.60) วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากรัฐบาลเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ล่าสุด ครม.เห็นชอบจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว วงเงิน 1,600 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อช่วยเหลือ SME วงเงิน 1.5 หมื่น ลบ. ดอกเบี้ย 3% ช่วง 3 ปีแรก รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 5 เดือน หนุน fund flow ไหลเข้า และการทำ Window Dressing ปิดงวดไตรมาสที่ 1 ช่วงปลายเดือน มี.ค. ขณะที่ยังมีปัจจัยกดดันจากการรื้อร่าง TOR และราคากลางรถไฟทางคู่ใหม่ ซึ่งคาดจะได้ข้อสรุปในอีก 2 สัปดาห์ และคาดว่าจะได้ผู้รับเหมาราวเดือน ก.ย.-ต.ค. ซึ่งล่าช้าไปจากแผนเดิม และการที่ราคาน้ำมันปรับลงหลังจากปริมาณกำลังผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นส่งผลลบเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นกลุ่มพลังงานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ วันที่ 23 มี.ค. เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งเป็นที่จับตาในการหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป วันที่ 24 มี.ค. อียู เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2559 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นเดือน มี.ค. และในวันที่ 29 มี.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.)/p pnbsp;/p pemที่มา : a href="http://www.thaigov.go.th/"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a, a href="http://manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000029179"ประชาชาติธุรกิจออนไลน์/a และa href="http://manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9600000029179"ผู้จัดการออนไลน์/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EqpQRCb_qJ8" height="1" width="1" alt=""/

ฟังคำไต่สวน 'ฟ้องกลุ่ม' กทม. -กรณีบีทีเอสสร้างลิฟต์คนพิการไม่เสร็จ

Wed, 22/03/2017 - 13:36
pเครือข่ายคนพิการ เข้าฟังการไต่สวนขอดำเนินคดีแบบกลุ่มกับ กทม. หลังสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและลิฟต์ขึ้นสถานีบีทีเอสไม่เสร็จตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด พร้อมพิจารณาเส้นทางต่อสูู้นับตั้งแต่ปี 2538 เพื่อให้ กทม. สร้างลิฟต์ทุกสถานีมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง BTS แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งมีคำสั่งศาลปกครองในปี 2558 ก็ยังไม่มีความคืบหน้า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2893/33454178231_b94566c900_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p21 มี.ค.2560 เว็บไซต์ a href="https://www.facebook.com/thisAble.me/"thisable.me/a รายงานว่า ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) และเครือข่ายคนพิการประเภทต่างๆ เช่น สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการ มูลนิธิพระมหาไถ่และหน่วยงานอื่นกว่าหนึ่งร้อยคน เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนคดีขอยื่นฟ้องแบบกลุ่ม ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชภิเษก กรณี กทม.และบีทีเอสไม่จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลพิจารณาเลื่อนการไต่สวนจากวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา/p pหากย้อนดูไทม์ไลน์ของรถไฟฟ้าบีทีเอส เริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2542 โดยเริ่มแรกมีเพียง 5 สถานีที่มีลิฟต์จากทั้งหมด 23 สถานี ได้แก่หมอชิต สยาม อโศก อ่อนนุชและช่องนนทรี นับตั้งแต่ตอนนั้นกลุ่มคนพิการได้เจรจากับ กทม.ให้มีการติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้ครบทุกสถานีตามกฎหมายกำหนดตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มก่อสร้าง แต่หลังเปิดบริการ กทม. และบีทีเอสกลับเพิกเฉยด้วยการไม่ปรับปรุงสถานีที่เหลือ จึงทำให้คนพิการรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในปี 2552 แต่ศาลก็ยกฟ้อง เนื่องจากกฎหมายขณะนั้นไม่ได้ให้รายละเอียดของอาคาร สถานีและยานพาหนะที่เหมาะสมกับคนพิการ จึงนำมาสู่การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และได้พิพากษาให้ กทม. ดำเนินการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการให้ครบทุกสถานี เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2558 โดยกำหนดให้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี/p pอย่างไรก็ดี กระทั่งปัจจุบัน สิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวก็ยังไม่แล้วเสร็จ/p pเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีก ไทม์ไลน์ของข้อมูลชุดนี้ ถูกแบ่งตามระยะเวลาตั้งแต่ปี 2534 ดังนี้/p div class="note-box" h4span style="color:#000080;"9 เม.ย. 2534 ผู้ว่าฯ กทม. และบีทีเอสทำสัญญาสัมปทานบีทีเอส (ช่วงนี้ยังไม่มีกฎหมายด้านคนพิการมาบังคับ)/span/h4 h4span style="color:#000080;"20 พ.ย. 2534 ประกาศใช้ พ.ร.บ.การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 (กฎหมายคนพิการฉบับแรกของไทย)/span/h4 h4span style="color:#000080;"4 ก.ค. 2538 บีทีเอสร่วมลงชื่อในสัญญาก่อสร้างแบบเหมารวมเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้คนพิการรวมตัวและร้องเรียน กทม. เนื่องจากไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในแบบก่อสร้าง กทม.จึงสนับสนุนงบ 45 ล้านบาทติดตั้งลิฟต์ 5 สถานี ระหว่างนั้นในปี 2542 กฎกระทรวงฉบับที่ 4 ซึ่งกำหนดลักษณะของอาคารสถานที่ ยานพาหนะหรือบริการสาธารณะอื่นใดต้องอำนวยความสะดวกแก่คนพิการก็ออกมา/span/h4 h4span style="color:#000080;"5 ธ.ค. 2542 บีทีเอสเปิดให้บริการ/span/h4 h4span style="color:#000080;"2543-ปัจจุบัน กลุ่มคนพิการเจรจากับ กทม. เพื่อหาข้อตกลงในการจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบทุกสถานี/span/h4 h4span style="color:#000080;"2552 คนพิการยื่นฟ้องบีทีเอสต่อศาลปกครองกลาง กรณีบีทีเอสไม่จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวก/span/h4 h4span style="color:#000080;"22 ก.ย. 2552 ศาลปกครองกลางยกฟ้อง เนื่องจากกฎหมายขณะนั้นไม่มีรายละเอียดสิ่งอำนวยความสะดวก จึงไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย/span/h4 h4span style="color:#000080;"21 ต.ค. 2552 คนพิการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด/span/h4 h4span style="color:#000080;"30 ส.ค. 2556 กทม.ลงนามสัญญาจ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างลิฟต์กับบริษัท เอทีที คอลซัลแทนท์ จำกัด/span/h4 h4span style="color:#000080;"31 ก.ค.2557 กทม.ลงนามจ้างเหมาก่อสร้างและติดตั้งลิฟต์กับบริษัทเสรีการโยธา จำกัด/span/h4 h4span style="color:#000080;"18 ส.ค. 2557 กทม.แจ้งให้บริษัทเสรีการโยธา จำกัดและบริษัทเอทีที คอนซัลแทนท์ จำกัดเริ่มงานก่อสร้าง กำหนดเวลา 450 วัน มูลค่า 350 ล้านบาท/span/h4 h4span style="color:#000080;"21 ม.ค. 2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ กทม. ทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบทั้ง 23 สถานี ภายใน 1 ปี หรือภายในวันที่ 20 ม.ค.2559/span/h4 h4span style="color:#000080;"11 พ.ย. 2558 ครบกำหนด 450 วันสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง แต่ยังไร้วี่แวเสร็จจึงขนายเวลาออกไป/span/h4 h4span style="color:#000080;"20 ม.ค. 2559 ครบกำหนด 1 ปี ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแต่ก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ/span/h4 h4span style="color:#000080;"มี.ค. 2559 T4A เข้าร่วมเป็นคณะทำงานติดตามการก่อสร้างลิฟต์ร่วมกับ กทม./span/h4 h4span style="color:#000080;"20 ม.ค. 2560 คนพิการยื่นฟ้องงต่อศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายจาก กทม. เนื่องจากไม่สามารถติดตั้งลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกได้ตามกำหนดเวลา/span/h4 h4span style="color:#000080;"21 มี.ค. 2560 รับฟังคำไต่สวนจากศาลแพ่งเพื่อพิจารณาการยื่นฟ้องแบบกลุ่มกับ กทม./span/h4 pnbsp;/p /div pnbsp;/p pโดยเหตุผลที่ต้องฟ้องร้องเกิดจาก บีทีเอสจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ครบตามที่กำหนด และไม่ครบทุกสถานี, บีทีเอสไม่สามารถติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกได้ครบทุกสถานีภายใน 1 ปีตามศาลปกครองสูงสุดกำหนด, คนพิการเสียโอกาสในการดำเนินชีวิต และถึงแม้จะก่อสร้างเสร็จตามแผน จะมีเพียงลิฟต์จากถนนไปยังชั้นจำหน่ายตั๋วเพียง 1 nbsp;ตัวต่อ 1 สถานีเท่านั้น จึงใช้งานจริงได้เพียงข้างเดียว/p pการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก นอกจากจะเป็นการทำตามกฎหมายคนพิการของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือ ซีอาร์พีดี ที่กล่าวว่า การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้พร้อม เพื่อให้คนพิการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระและเข้าร่วมอย่างเต็มที่และเสมอภาคในสังคม หากไม่สามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ระบบขนส่ง ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร รวมถึงเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร และเครื่องอำนวยความสะดวกหรือบริการอื่นๆ ที่เปิดเป็นสาธารณะ คนพิการก็จะไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการมีส่วนร่วมทางสังคม/p pการไต่สวนในวันนี้ (21 มี.ค.2560) ประกอบไปด้วยคนพิการกว่า 50 คน และสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยวันนี้เป็นพนักงานอัยการจะยื่นอำนาจชี้ขาด จากกรณีคนพิการยื่นฟ้องแบบกลุ่ม พร้อมกับโต้แย้งว่า คดีนี้นั้นเป็นคดีของศาลปกครอง จึงต้องหยุดก่อนตามสภาพ เพื่อรอคำวินิจฉัยจากศาลปกครอง หากมีคำวินิจฉัยตรงกับศาลแพ่ง ก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่หากไม่ตรงกันก็จะต้องส่งต่อให้คณะกรรมการประธานศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดว่าสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้หรือไม่ หากไม่ ก็จำเป็นต้องดำเนินคดีแบบแพ่งทั่วไป อีกทั้งกระบวนการทั้งหมดนั้น ไม่ได้ไวและรวดเร็วอย่างที่เข้าใจ/p pต่อจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสืบพยาน ทั้งสิ้น 5 ปาก ได้แก่ สนธิพงศ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความฝ่ายโจทก์, วรกร ไหลหลั่ง ทนายความฝ่ายโจทก์, สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ โจทก์, มานิตย์ อินทร์พิมพ์ พยาน และสว่าง ศรีสม พยาน/p pอัยการถามค้านตามคำให้การที่โจทก์ได้ยื่นเอกสาร โดยมีใจความ เช่น ในการยื่นเอกสารสืบพยาน ไม่ได้ยื่นสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการของคนพิการที่เข้าร่วมใช่หรือไม่, คนพิการสามารถขึ้นบีทีเอสได้แต่ไม่สะดวกใช่หรือไม่, เคยฟ้องที่ศาลปกครองสูงสุด และสามารถบังคับคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้ใช่หรือไม่ และที่ไม่ทำเพราะกระบวนการช้าใช่หรือไม่, เนื้อหาการฟ้องร้องเหมือนกับเมื่อครั้งฟ้องศาลปกครองสูงสุดใช่หรือไม่, คนพิการที่ร่วมฟ้องส่วนมากไม่ได้อยู่ใน กทม.ใช่หรือไม่, บนบีทีเอสมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกคนพิการใช่หรือไม่, ค่าเสียหาย 1,000 บาทต่อวันเป็นค่าเสียหายเฉลี่ย ซึ่งทุกคนไม่ได้เสียเท่ากันใช่หรือไม่ ฯลฯ/p pสนธิพงศ์ ทนายความกล่าวตอบว่า ตนเองเป็นทนายความให้กับกลุ่มคนพิการตั้งแต่ปี 2530 เขากล่าวว่า การฟ้องร้องเมื่อปี 2558 นั้นเป็นการฟ้องร้องเพื่อบังคับให้ กทม.จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกแตะการฟ้องเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมาเป็นการฟ้องคดีลักษณะละเมิด สืบเนื่องจากที่ กทม.ไม่ทำตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด/p pเขาเพิ่มเติมว่า แม้ว่าคดีจะสามารถบังคับตามกระบวนการศาลปกครอง แต่ลักษณะของกฎหมายนั้นกลับไม่เอื้อ เพราะมีเพียงการแจ้งบังคับเพื่อสอบถามว่า การก่อสร้างนั้นไปถึงไหนแล้วเท่านั้น และเน้นย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน การไม่ทำถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะพิการแบบไหน อยู่จังหวัดอะไร สิทธิก็ยังคงเป็นสิทธิที่ควรจะได้รับ/p pด้านสุภรธรรม โจทก์ อัยการได้ถามค้านใน 2-3 ประเด็น เช่น สามารถใช้บีทีเอสได้หรือเปล่า หรือการฟ้องร้องครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างไร ซึ่งสุภรธรรมก็ได้ยืนยันว่า การฟ้องครั้งนี้เป็นการฟ้อง กทม.ที่ละเมิดคำสั่งศาลปกครอง และเน้นว่า แม้เขาจะสามารถใช้บีทีเอสได้ หามีคนช่วยเหลือในบางสถานี แต่ก็ไม่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก อีกทั้งถึงแม้จะมี รปภ.ในทุกสถานี แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยเพราะ รปภ.ไม่ใช่ผู้ที่ถูกฝึกมาเพื่อดูแลคนพิการและตามหลักสากล nbsp;เจ้าหน้าที่ไม่สามารถแตะตัวคนพิการได้โดยพลการ/p pนอกจากนี้เขายืนยันว่า เคยยื่นและดำเนินการตามข้อบังคับคดีศาลอาญา และไม่เชื่อว่าจะบังคับได้/p pในวันที่ 18 พ.ค.2560 หรืออีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า ศาลแพ่งนัดกลุ่มคนพิการอีกครั้งเพื่อฟังผลไต่สวนว่า 1. สามารถฟ้องร้องแบบกลุ่มได้หรือไม่และ 2 .ศาลไหนจะมีอำนาจในการวินิจฉัยคดี ระหว่างศาลปกครองและศาลแพ่ง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/68CejpkoF3I" height="1" width="1" alt=""/

คุยกับ ส.ศิวรักษ์ จากคำ (สั่ง?) ขอของจอมพลสฤษดิ์ ถึงพุทธพาณิชย์ในสังคมไทย

Wed, 22/03/2017 - 12:04
pเมื่อจอมพลสฤษดิ์บอกให้พระสงฆ์เลิกสอนสันโดษเพราะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ไม่อยากทำอะไร ด้าน ส.ศิวรักษ์ เชื่อ คำ (สั่ง?) ขอนี้เปิดพื้นที่ทุนนิยมในศาสนาพุทธ ดันพุทธพาณิชย์ขยายตัว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2901/32734585323_b7e07532bb_z.jpg" style="width: 540px; height: 282px;" //p pในช่วงเดือนที่ผ่านมา กระแสการใช้มาตรา 44 ในกรณีธรรมกายเป็นข่าวดังที่สังคมให้ความสนใจ แม้ว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะจบไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงทิ้งเชื้อให้คุยต่อ โดยเฉพาะประเด็น ‘พุทธพาณิชย์’/p pพุทธพาณิชย์ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย บางทีมันอาจเชื่อมโยงอย่างแยบยลกับการพัฒนาประเทศและการมีอำนาจของเผด็จการทหารในยุคเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง/p pในช่วงรัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แนวคิดคอมมิวนิสต์กำลังแพร่หลาย ไทยกับสหรัฐฯ แนบแน่นอย่างยิ่ง และมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทการพัฒนาประเทศจนถึงปัจจุบัน อุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาเศรษฐกิจในสายตาจอมพลสฤษดิ์เวลานั้นคือคำสอนในพุทธศาสนา ดังที่พระไพศาล วิสาโล เคยระบุไว้ว่า ในระบอบทุนนิยมมีทัศนะว่าความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้มากๆ เพื่อจะได้เกิดความเจริญ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ริเริ่มให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตามแนวคิดของอเมริกาเมื่อปี 2504 จอมพล สฤษดิ์ พบว่าคำสอนของพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องการสันโดษ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาก/p pหรือที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ผู้นำบ้านเมืองเวลานั้นเข้าใจว่า ถ้าประชาชนมีความอยากมากๆ คืออยากมีกินมีใช้ อยากร่ำรวย อยากมีสิ่งฟุ่มเฟือย บำรุงบำเรอความสุขพรั่งพร้อม อยากได้เงินมากๆ ก็จะพากันขยันขันแข็งทำงานทำการเป็นการใหญ่บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา แต่ถ้าประชาชนสันโดษคือพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ รู้จักอิ่ม รู้จักพอ ก็จะไม่กระตือรือร้นขวนขวาย หรือถึงกับเกียจคร้าน การพัฒนาบ้านเมืองก็จะไม่สำเร็จ/p pประชาไทสัมภาษณ์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิด นักเขียน และปัญญาชนสยาม ถึงที่มาที่ไปของคำ (สั่ง) ขอร้องให้พระทั่วประเทศอย่าสอนเรื่องสันโดษ และความเกี่ยวข้องระหว่างทหารและพุทธพาณิชย์ในประเทศไทย ไปจนถึงกรณีพุทธพาณิชย์อย่างธรรมกายว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด/p pstrongต้นเหตุที่จอมพลสฤษดิ์ขอให้พระเลิกสอนเรื่องสันโดษคืออะไร/strongstrong?/strong/p pที่มาของคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์เป็นเรื่องที่มาจากสหรัฐอเมริกาต้องการต่อต้านคอมิวนิสต์ และคิดว่าศาสนาพุทธเชื่อคอมมิวนิสต์ เพราะพุทธไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า สอนในทางลบทั้งหมด อโลภะ อโทสะ แล้วอันตรายที่สุดของทุนนิยมคือความสันโดษ ที่พระพุทธเจ้าก็สอนว่าแม้ยาจกก็มั่งคั่งมีทรัพย์ใหญ่ จอมพลสฤษดิ์ก็เชื่อ รัฐบาลไทยในเวลานั้นเชื่ออเมริกันทั้งหมด จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจเต็มที่ก็ให้พระเลิกสอนทั้งหมด มีแค่พุทธทาสที่ไม่เชื่อ แต่อยู่ไชยา เลยไม่มีใครทำอะไร/p blockquotep style="text-align: center;"strong"ทหารทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพุทธเจ้าสอนทั้งนั้น หนึ่ง-เขาฆ่า เป็นปาณาติบาต สอง-อทินนาทาน เขาแย่งงบประมาณที่ควรจะเป็นไปเพื่อคนยากไร้ สถานศึกษา เพื่อมหาชน เขาก็แย่งไปหมด แต่เขาไม่รู้สึกตัวว่าเขาผิด เขาต้องปกป้องศาสนา ชาตินิยมของเขาไว้ ธรรมดาที่เขาต้องใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ คุณจะไปปราบพระที่เป็นทุนนิยม ทั้งที่ตัวเองก็เป็นต้นเหตุด้วยหรือ"/strong/p /blockquote pอิทธิพลทางความคิดของอเมริกามีมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. แต่ยังเบาๆ อยู่เพราะจอมพล ป. ก็ยังมีความคิดแบบพุทธอยู่บ้าง ตอนนั้นยังมีระบบ สังฆมณฑล สังฆมนตรี จอมพลผิน ชุณหะวัณ ก็เข้าวัดสามปัญญา แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่เอาพระเลย จับพระพิมลธรรมเข้าคุก ขังไว้ 5 ปี ใช้เล่ห์จากพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาใช้กำกับควบคุมคณะสงฆ์อยู่ภายใต้อำนาจเขาทั้งหมด/p pstrongหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ออกขอร้องไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง/strong/p pพระส่วนใหญ่ก็แหย พระส่วนใหญ่ก็เชื่อ เพราะพระพึ่งพาอำนาจรัฐตลอดเวลา พระก็เสียคนเรื่อยมา สมาทานทุนนิยมเรื่อยมา สมัยก่อนสมเด็จสังฆราชเจ้ามีคำสั่งห้ามพระฟังวิทยุ จนรัชกาลที่ 7 ต้องเข้าไปขอให้พระฟังวิทยุอย่างน้อยก็ฟังข่าวราชการ สมเด็จสังฆราชจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็ให้วันพระต้องมีวิทยุธรรมเทศนา ทีหลังมามีโทรทัศน์ จอมพล ป. ก็เอาโทรทัศน์มาถวายพระ ทำให้เป็นเหตุแห่งล้างสมองพระให้เพิ่มกิเลส/p pstrongคำสอนว่าทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เป็นผลพวงจากคำสั่งนี้หรือไม่/strong/p pมันก็สืบมาจากนั้นแหละ เมื่อก่อนพระสอนให้พอเพียง แม้ยาจกก็มั่งคั่งมีทรัพย์ แต่วันนี้พระหลายวัดก็เลอะถึงขนาดไปนับถือชูชกที่เป็นตัวร้ายในเวสสันดรชาดก เพราะทุนนิยมบริโภคนิยมเข้ามา ล่าสุด ธรรมกายก็เป็นผลจากนี้แหละ ทำบุญให้มาก ทำรวยให้มาก ทั่วไปใส่บาตรพระก็อวยพรให้รวยเป็นแถบ/p pธรรมกายอยากทำศาสนาพุทธให้ทันสมัย เขาก็เลยคิดว่า เขาต้องมีองค์กร โรมเขาก็มีคาทอลิก โปรแตสแตนท์ก็มีที่เจนีวา เขาก็ต้องการเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ เริ่มจากความปรารถนาดี แต่ปรารถนาดีมันไปเข้ากับทุนนิยม บริโภคนิยม ต้องใช้เงินเป็นปัจจัย จนเขวไปเรื่อยๆ/p pstrongหมายความว่าเมื่อก่อนพระสอนให้สันโดษ แต่จอมพลสฤษดิ์ก็เข้ามาเปิดพื้นที่ของทุนนิยมในพุทธศาสนา ธรรมกายก็นำพื้นที่นั้นมาใช้ประโยชน์/strong/p pพูดอย่างนั้นก็ได้ครับ/p pstrongคิดว่าทหารเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการเติบโตอย่างกว้างขวางของพุทธพาณิชย์ในไทย/strongstrong?/strong/p pแน่นอนครับ ทหารทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพุทธเจ้าสอนทั้งนั้น หนึ่ง-เขาฆ่า เป็นปาณาติบาต สอง-อทินนาทาน เขาแย่งงบประมาณที่ควรจะเป็นไปเพื่อคนยากไร้ สถานศึกษา เพื่อมหาชน เขาก็แย่งไปหมด แต่เขาไม่รู้สึกตัวว่าเขาผิด เขาต้องปกป้องศาสนา ชาตินิยมของเขาไว้ ธรรมดาที่เขาต้องใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ คุณจะไปปราบพระที่เป็นทุนนิยม ทั้งที่ตัวเองก็เป็นต้นเหตุด้วยหรือ/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongคำ (สั่ง?) ขอร้องจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์/strong/p pในสาส์นถึงที่ประชุมสัมมันตนาพระคณาธิการทั่วราชอาณาจักร วันที่ 18 เมษายน 2503 มีคำกล่าวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ว่า/p p“ยิ่งในโครงการเศรษฐกิจ 3 ปี 6 ปี ที่รัฐบาลกำลังสร้างขึ้นทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจในเวลานี้ ยิ่งจำเป็นจะต้องเร่งเร้าให้ราษฎรขยันหมั่นเพียร อดทน และสร้างนิสัยพึ่งตนเอง ทั้งในทางส่วนตัวและทางส่วนรวมของชาติ ...นี้เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลและตัวกระผมเองร้องขอ เพราะเหตุว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ทุกทาง ที่สามารถจะเลือกเอามาสอนหรือจูงใจให้คนประพฤติปฏิบัติ มีคำสอนให้คนมักน้อย สันโดษ ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากได้อะไร อย่างที่เคยสอนกันว่า ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ คำสอนอย่างนี้อาจจะเหมาะสำหรับกาลสมัยหนึ่ง แต่จะไม่เหมาะสำหรับสมัยปฏิวัติซึ่งต้องการความขวนขวายทางก้าวหน้า จำต้องเลือกสรรเอาธรรมะที่สอนคนให้มีวิริยะอุตสาหะขยันหมั่นเพียรประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ประมาท ไม่หวังพึ่งคนอื่น พึ่งแต่ตัวเอง และมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ...จึงใคร่จะขอร้องคณะสงฆ์ให้พยายามสอนคนไปในทางนี้ จะเป็นการช่วยแผนการเศรษฐกิจ และงานทุกอย่างที่รัฐบาลปฏิวัติกำลังทำอยู่โดยมุ่งความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นความวัฒนาถาวรของพระศาสนาเอง”/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ukH3OoTLCsI" height="1" width="1" alt=""/

วิพากษ์ คำผกา จากกรณี “การเหยียด” เปก ผลิตโชค ด้วยมุมมองอำนาจทับซ้อน

Wed, 22/03/2017 - 07:42
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีกระแสสังคมที่น่าสนใจ ว่าด้วย “การเหยียด”/p pผู้เขียนขอเท้าความถึงที่มาของต้นเรื่องนั่นคือ รายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask singer สรุปสั้นๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตาม ว่ารายการนี้ก็คือ การประกวดร้องเพลงโดยให้ผู้เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้องอาชีพ ตลก เป็นเซเลบริตี้ และมีศักยภาพในการร้องเพลง มาใส่หน้ากากแล้วแข่งขันร้องเพลงเป็นรอบๆ ใครแพ้ก็ถอดหน้ากาก/p pในส่วนของเทปที่ทำให้เกิดการพูดคุย ถกเถียงในวงกว้างในโซเซียลมีเดีย คือ เทปรายการวันที่ 16 มีนาคมbr /( http://9poto.com/ดูรายการทีวี/เดอะ-แมสค์-ซิงเกอร์/)br /ซึ่งเป็นการแข่งขันรอบหาผู้ที่จะได้เข้าไปชิงชนะเลิศ ระหว่างหน้ากากจิงโจ้ กับหน้ากากทุเรียน/p pผลคือ เมื่อหน้ากากจิงโจ้แพ้ และเมื่อได้ถอดหน้ากากออกมาเป็น คุณเปก ผลิตโชค ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์ว่าจากคำชื่นชมจำนวนมากก่อนหน้าทั้งจากกรรมการและผู้ชม กลับหายไปและถูกแทนที่ด้วยการเหยียดหลายมิติทั้งอัตลักษณ์ทางเพศภาวะ (Gender Identity)และรสนิยมทางเพศ (Sexaul Oreintation) ว่ากระเทย เป็นเกย์และไม่แมน , รวมถึงการเหยียดว่ามีประสบการณ์การผ่านศัลยกรรมและสำเนียงการพูด ที่ไม่ “ไทย(Thainess)” (ผู้เขียน)/p pทั้งนี้ผู้เขียนอยากจะหยิบยกเป็นประเด็น การวิเคราะห์เรื่อง “การเหยียด” จากในรายการ In Her View โดยคุณพิธีกรคือ คำผกา ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้/p p(ชมคลิปย้อนหลัง http://shows.voicetv.co.th/inherview/471624.html นาทีที่ 10:10 ถึงนาทีที่ 18:10 ซึ่งถึงปัจจุบันมีคนแชร์ในเฟซบุ๊กไปแล้วมากกว่า 260 ครั้ง)/p pสิ่งที่ผู้เขียนสนใจ คือ ตอนท้ายคำผกา ได้ให้ข้อเสนอแนะ เพื่อรับมือกับการถูกโจมตี การถูกด่า เหยียด ในโซเชียลมีเดีย ประมาณว่า ถ้าถูกด่าว่าเป็นเกย์ เป็นกระเทย ไม่แมน (Gender Non-comforming) ถ้าถูกหาว่าไปศัลยกรรมมาหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งในกรณีของเธอถูกหาว่าหัวนมดำ ถูกกล่าวหาว่าโง่ กลวง ก็ให้รับสิ่งเหล่านั้น (ที่คนอื่นดูถูก ด่า เหยียด) เพราะมันไม่ใช่คุณเป็นอาชญากร คุณไม่ได้กำลังทำอาชญากรรม และ(หากถูกด่า เหยียด) ต้องไม่ ดราม่า อย่าร้องให้ ฟูมฟาย อย่าเสียใจ อย่าทำตัวน่าสงสาร เพราะไม่มีสังคมใดปลอดจากการเหยียด เรา(คนที่ถูกเหยียด) ถ้าไม่ไปยอมรับเอาวาทกรรมนั้นมาทำให้ตัวเองเศร้า เหงาหงอย ก็จะนำไปสู่การตัดตอนการเหยียดได้ดีที่สุด …..br /br /ผู้เขียนขอใช้วิธีคิดว่าด้วยมิติทางเพศ (Sex) เพศภาวะ (Gender) และรสนิยมทางเพศ (Sexual Orientation) และความรุนแรงอันมีรากฐานมาจากเพศภาวะ (Gender Based Violence)nbsp;มาวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้/p pหากเรายังจำได้ นอกจากจะมีข่าวเด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศและบางกรณีเป็นเด็กที่มีอัตลักษณ์ชายขอบ ถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง รังแก จนนำไปสู่การฆ่าตัวตาย จึงมีงานวิจัยเรื่อง “การรังแกต่อกลุ่มนักเรียนที่เป็นหรือถูกมองว่าเป็นคนข้ามเพศหรือคนรักเพศเดียวกันในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา: รูปแบบ ความชุก ผลกระทบ แรงจูงใจ และมาตรการป้องกันใน 5 จังหวัดของประเทศไทย” จัดทำโดยองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล, ยูเนสโก และมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเกือบหนึ่งในสามของนักเรียนที่ระบุตนเองว่าเป็นเลสเบี้ยน เกย์ คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (LGBT) รายงานว่าเคยมีประสบการณ์ถูกทำร้ายร่างกาย ร้อยละ 29.3 ระบุว่าเคยถูกกระทำทางวาจา นอกจากนี้ร้อยละ 7 ของผู้ที่ถูกรังแกระบุว่าเคยพยายามฆ่าตัวตายnbsp;(อ้างอิง http://3c4teen.org/post/1960)/p pจากข้อเท็จจริงและข้อมูลพื้นฐานนี้เอง ทำให้เกิดการร่วมกันรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงอันมีรากฐานมาจากเพศภาวะ ขึ้นทั่วโลกทั่วโลก และรวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งผู้เขียนและองค์กรสังกัดของผู้เขียน คือ โครงการสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหว รณรงค์เหล่านี้ด้วย เช่น Anti- Bullying Project, Stop Bullying in the school, Purple my school campaign, Being LGBTI in Asia รวมทั้งการรณรงค์ในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ(IDAHOT) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีnbsp; เป็นต้น/p pดังนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะนิ่งนอนใจและปล่อยให้การด่า เหยียดด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศ มาเป็นบรรทัดฐานของสังคม (Norm) เพราะผลกระทบที่สืบเนื่องมาจากการไม่มีความอ่อนไหวเรื่องภาษา การล้อเลียน ด่าทอ เหยียดหยามด้วยอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมาก ที่เป็นและไม่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งนับเป็นความรุนแรงแรงอันมีรากฐานมากจากเพศภาวะ/p pbr /strongเรื่อง “ภาษา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกดขี่อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะต่อชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์/strong/p pจากพื้นฐานชีวิตของผู้เขียนซึ่งเป็นชาติพันธุ์ลาวในประเทศไทยและได้ทำงานคลุกคลีกับระบบการศึกษา กับเด็กและเยาวชน ชนเผ่าพื้นเมือง สิ่งที่คนจำนวนมากในสังคม “ทำให้เป็นเรื่องปกติ (Normalization)” คือ การใช้เหตุแห่งภาษา เป็นกลไกอำนาจ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดรูปแบบพื้นฐานของการแบ่งแยกกีดกัน นำไปสู่การเลือกปฏิบัติและใช้ความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ไม่สามารถปฏิเสธ ว่า สังคมไทยมีความพยายามที่จะสถาปนาภาษาไทยให้มีความเป็นมาตรฐาน (สำเร็จหรือไม่สำเร็จเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) โดยการสร้างหลักไวยกรณ์ หลักการเขียน และการออกเสียงที่ถูกต้อง ดีงามจริงและเป็นไทย ผ่านระบบการศึกษากระแสหลัก คือnbsp; โรงเรียนนั่นเอง ที่ทำหน้าที่ในการผลิตความเป็นไทย(Thai-ization) ผ่านปฏิบัติการด้านภาษาซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจ (Bio-power) ที่รัฐสร้างขึ้นและผลิตซ้ำผ่านสภาบันทางสังคมซึ่งรวมถึงสถาบันการศึกษาnbsp; ดังนั้น เด็กที่พูดภาษาแม่ (Mother tongue)ใดๆ ที่ไม่ใช่ภาษาไทย โดยเฉพาะภาษาชนเผ่าพื้นเมืองและภาษาชาติพันธุ์ต่างๆ จะถูกปฏิเสธอัตลักษณ์ รวมทั้งอัตลักษณ์ทางภาษาอย่างเป็นระบบ/p pกล่าวคือ นอกจากจะไม่มีการบรรจุภาษาเหล่านั้นไว้ในหลักสูตร ยังรวมถึงการห้ามพูดในห้องเรียน ในโรงเรียน หากผ่าฝืนก็จะมีลงโทษ ตั้งแต่การตำหนิ ติเตียน ล้อเลียน จนไปถึงประจานในห้องเรียน หน้าเสาธง รวมถึงการลงโทษโดยการตี ทั้งนี้จากการทำงานของผู้เขียน ได้มีโอกาสรับรู้ประสบการณ์ตรงของชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากที่ถูกตบปากเพียงเพราะพูดภาษาชนเผ่า/ชาติพันธุ์ของตนในห้องเรียนกับเพื่อน แล้วครูมาพบ/p pส่วนตัวที่เองที่พูดลาวเป็นภาษาแม่ ทุกครั้งที่ตนเองบอกว่าเป็นคนลาว มาจากอุบลฯ คู่สนทนามักจะหัวเราะและพูดต่อว่า ไหนๆลองพูดลาวให้ฟังซิ หลายครั้งที่ผู้เขียนตั้งคำถามกลับไปแต่ไม่มีคือตอบกลับมาคือ/p p style="margin-left: 40px;"1) หัวเราะอะไร (เพราะมันไม่มีบทสนทนาใดๆ ก่อนหน้าที่จะนำไปสู่การสร้างเป็นเรื่องขบขัน) และbr /br /2) ทำไมต้องให้พูดลาวให้ฟัง (ทั้งๆที่บทสนทนาก็เป็นภาษาไทยอยู่ดีๆ)/p pถึงตรงนี้อยากให้คนอ่านได้ลองจินตนาการว่า ผู้ที่ถูกกระทำซ้ำๆแบบนี้ ตั้งแต่อนุบาลเรื่อยไป 6 ปีบ้าง 12 ปีบ้าง จะยังคงหลงเหลือความเชื่อมมั่นที่จะพูดด้วยลิ้นของแม่ ด้วยสำเนียงของตนได้อย่างไร/p pมากไปกว่านั้น ระบบสังคมไทย ที่พยายามสถาปณาภาษาไทยให้ยึดโยงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้คนจำนวนมากนอกจากจะไม่เชื่อมั่นในการออกเสียง ในการพูด ยังส่งผลต่อการตีตราคนที่พูดไทยไม่ชัดว่าไม่มีความเป็นไทย เป็นภัยต่อความมั่นคง จึงเกิดการแบ่งแยก กีดกัน สิ่งที่สะท้อนมิติเหล่านี้ได้ คือ ตัวเลขคนชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์จำนวนเป็นล้านที่ไม่มีสัญชาติไทย ก็เพราะส่วนหนึ่งสังคมถูกมายาคติเหล่านี้ครอบงำนั่นเอง/p pทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่ออยากจะให้สังคมได้ตระหนักว่า การใช้เหตุแห่งภาษา สำเนียงพูด มาล้อเลียน ก่นด่าและ/หรือเหยียดผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นกรณีของเปก ผลิตโชค ผู้เขียนเห็นว่า ไม่ว่าเขาจะพูดไทยแบบไหน เราก็ไม่มีสิทธิ์ใช้มันไปก่นด่า เหยียดหยาม ตามหลักการสิทธิมนุษยชน ชึ่งเป็นหลักการสากล ที่นานาประเทศใช้เป็นหลักประกันว่า คนจะไม่ถูกแบกแยก กีดกัน เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งภาษาและอัตลักษณ์ใดๆ/p pกรณีเปก คือไม่ใช่ชนเผ่านี่ การพูดไม่ชัดของเปก(เมื่อภายหลัง) มันคนละมิติ กับที่ยกมาหรือไม่ หากย้อนกลับไปดูหลักการสิทธิมนุษยชน เราพบว่า เราก็ไม่สามารถที่จะไปดูหมิ่น หยามเหยียด ด่า ด้วยเหตุแห่งการออกเสียงซึ่งสามารถพัฒนากลายเป็นตัวตนและอัตลักษณ์ของปัจเจก/p pbr /strongประเด็นเรื่องการทำศัลยกรรม สิทธิบนเนื้อตัวร่างกาย และสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to privacy)/strong/p pประเด็นที่ผู้เขียนสนใจ ไม่ใช่การตอบคำถามว่า การพูดถึงดาราทำศัลยกรรม เป็นเพียง“เผือก (เสือก)” หรือเป็นการเหยียด เพราะมีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อพาเราออกจากคำถามด้านบน คือ มนุษย์ทุกคน มีสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายของตนเอง ดังนั้น สิทธิที่จะเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย สิทธิอนามันเจริญพันธุ์ สิทธิที่จะทำศัลยกรรมทั้งเพื่อความงาม เพื่อการรักษา และ/หรือ เพื่อเปลี่ยนแปลงเพศ จึงนับเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ส่วนการจะเปิดเผยหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) ดังนั้น เมื่อดาราถูกนำข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ไปเปิดเผยในที่สาธารณะ ก็นับว่าเขาถูกละเมิดสิทธิ์ การที่จะหาคำตอบว่าเป็นการเหยียด หรือ การเสือก ในเรื่องส่วนตัว จึงเป็นคำถามที่เล็กน้อยมากเพราะมันคือการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของปัจเจคบุคคล เมื่อใช้มุมมองเชิงฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights Based Approaches)/p pbr /strongมุมมองอำนาจทับซ้อน (Intersectionality) การต่อสู้ ได้และ/หรือไม่ได้ ในโครงสร้างกดทับ/strong/p pอำนาจทับซ้อน (intersectionality) คือ วิธีคิดหนึ่งที่ใช้ทำความเข้าใจเรื่องการกดขี่อย่างไม่แยกส่วน ซึ่งถ้าจะพูดให้ง่ายหมายความว่า การที่เราจะพิจารณาความเป็นจริงของคน เราไม่สามารถแยกส่วนออกมาพิจารณาได้ เพราะคนหนึ่งๆ มีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เช่น เพศ รสนิยมทางเพศ ความคิด ความเชื่อ ศาสนา ถิ่นที่อยู่อาศัย ภาษา ประสบการณ์ ฯลฯ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่อัตลักษณ์ที่ซ้อนทับกันเหล่านั้นเป็นอัตลักษณ์ชายขอบ มันจะถูกสังคมจัดวาง ตำแหน่งแห่งที่เชิงโครงสร้างและถูกโครงสร้างนั้นกดทับ ในขณะเดียวกันหากมีอัตลักษณ์ที่เป็นกระแสหลักก็จะทำให้เกิดการต่อสู้ต่อรองของเจ้าของอัตลักษณ์ ในบริบทหนึ่งๆ/p pดังนั้นหากใช้มุมมอง “อำนาจทับซ้อน” มาวิเคราะห์โควทคำพูดของคำ ผกา ที่ว่า “การรับมือกับการโดนเหยียด หากมีคนบอกว่า คุณหัวนมดำ ยิ่งต้องโชว์ความดำ เพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ปัญหา คนด่าว่าโง่ก็ยอมรับ เพราะไม่ใช่อาชญากรรม”nbsp;nbsp;nbsp;/p pเราจะเห็นว่าได้ว่า ประเด็นหัวนมดำ (หรือจะสีต่างๆ) ของแต่ละคน มีมิติกดทับที่แตกต่างกันไป เพราะเมื่อต้องนับมิติทางเพศภาวะ ชาติพันธุ์ ชนชั้น ความเชื่อ ศาสนา และแหล่งอำนาจอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้หญิงบางคนพูดได้ง่ายมากและก็ปลอดภัยดี แต่กับบางคน ในบางบริบทพูดไม่ได้เลย เช่น ผู้หญิงในบางประเทศ ถ้าพูดแบบนี้อาจจะนำไปสู่การถูกคุกคาม ข่มขู่ หรือแม้กระทั่งถูกสังหาร/p p“คนด่าว่า โง่ ให้ยอมรับเพราะไม่ใช่อาชญากรรม” คนบางคนถูกหาว่าโง่ภายใต้อัตลักษณ์ที่ซับซ้อนหลายอย่างในตัวเอง เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย เพศและรสนิยมทางเพศ สำเนียงพูด มิติทางด้านเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงคำว่าโง่ สำหรับบางคนจึงไม่ได้หมายถึงการที่ไม่รู้ หรือการเข้าใจผิด แต่เป็นภาพเหมารวม (Stereotype) เราไม่ลืมวาทกรรมโง่ จน เจ็บ ที่กล่าวหาคนที่เป็นคนชายขอบ ทั้งๆที่เมื่อได้ศึกษาถึงที่ไปที่มาของปัญหาแล้ว พบว่า คนจำนวนมากที่ถูกโครงสร้างกดทับ มีวิถีชีวิตทียากลำบาก ส่วนหนึ่งเป็นความล้มเหลวในเชิงนโยบายที่ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ปัจจัยพื้นฐาน ตลอดจนสวัสดิการ มากกว่าการกล่าวหาว่า เพราะไม่มีการศึกษา จึงโง่ และจน ก็ปล่อยใจเจ็บ ให้ตายไปตามยถากรรม/p pถึงตอนนี้ หลายๆ คนอาจมีความเห็นว่า อ้าว! คำผกา คิดแบบนี้ได้ ทำได้แบบนี้ ทำไมถึงจะแนะนำคนอื่นๆ ให้ทำ ให้คิดแบบนี้ไม่ได้ ก็ทำไมคนที่ถูกล้อเลียน ถูกเหยียด เรื่องภาษา เรื่องศัลยกรรม เรื่องเพศและ/หรือเรื่องลักษณ์ทางเพศต้องไปแคร์ ต้องไปใส่ใจ ดราม่า ฟูมฟาย อย่ายอมจำนน ยอมรับมันไม่เห็นเป็นไรเลย ยืนยันสิว่ามันไม่ใช้อาชญากรรม/p pผู้เขียนอยากให้ใช้มุมมองเรื่องอำนาจและตำแหน่งแห่งที่ของ คำ ผกา ว่าเธอ เป็นใคร มีอำนาจและแหล่งอำนาจอะไรบ้าง จึงถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่งแห่งที่ใด ชนชั้น (hyrarchy) ไหน ของสังคม และเธอต่อรองกับการถูกจัดวางนั้นอย่างไร ด้วยบริบทแบบไหน เหล่านี้เองเมื่อนำมาพิจารณาทั้งหมด เราจะเห็นถึงความซับซ้อน ความแตกต่างหลากหลายของผู้คนและอัตลักษณ์ที่ทั้งถูกสร้างให้บางมิติก็เป็นกระแสหลัก และผ่านกระบวนการทำให้บางมิติก็เป็นชายขอบ(Marginalization) การมองแบบนี้เองจะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมสำหรับบางคน แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้แต่บางคนไม่ใช่/p pstrongเราไม่สามารถใช้ตนเองเป็นบรรทัดฐานเพื่อนำไปสู่การตัดสินว่า ทำแบบนี้แล้วดี ทำสิ! โดยที่เราลืมนึกถึงความซับซ้อนทั้งหมดในชีวิตของคนหนึ่งๆ/strong/p pสุดท้าย สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะสะท้อนในฐานะที่ตัวเองเป็นคนที่มีอัตลักษณ์ชายขอบอับซับซ้อน ต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติซ้ำในทุกวัน (Everyday Life) ในทุกพื้นที่ (Domestic sphere and Public Sphere) และเป็นผู้ที่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อจะสร้างการเปลี่ยนแปลง/p pเราตระหนักรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง และเรามีความเป็นผู้ปฏิบัติการ (Agency) ที่จะไม่จำนน คือ แม้เราจะถูกเหยียด ถูกกดขี่ แต่เราก็จะใช้อำนาจทั้งหมดที่จะปฏิเสธและไม่ผลิตซ้ำ ไม่เหยียดคนอื่นเสียเอง แต่ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องเรียกร้องให้สังคม เปลี่ยนแปลงด้วย ไม่ใช่แค่ผลักภาระให้คนที่ถูกกดขี่ยอมรับ อยู่กับมัน และอย่าฟูมฟายnbsp;/p pstrongในขบวนการต่อสู้ในสังคม โดยเฉพาะวิธีคิดของนักสตรีนิยมก็ล้วนแต่ทำงานเพื่อที่จะทำให้สังคมมันดีขึ้น เราจึงใช้ทุกกลไกทุกอย่างที่มี รวมถึงเสียงและความเจ็บปวดซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของเรามาบอกเล่า มาให้การศึกษากับสังคม เพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา แต่ก็ยังไม่พอ เราจะต้องเรียกร้องให้จัดการกับโครงสร้างที่อนุญาตให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเป็นธรรม เท่าเทียมในระดับวิธีคิด ต่อสู้เพื่อสร้างคำ ที่สร้างสรรค์ รณรงค์ ส่งเสริมความเท่าเทียม เพื่อเบียดบังคับ การกระทำที่กดขี่ เหยียด และให้ทั้งหมดที่เราทำได้แพร่กระจายไปในสถาบันต่างๆ ในสังคม ออกมาเป็นกฎหมาย นโยบายที่ปกป้อง คุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิที่จะอยู่ร่วมกัน และไม่สนับสนุนการกดขี่กันเป็นชั้นๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นก็มาจากการ “เหยียด” นี่แหละ/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongเกี่ยวกับผู้เขียน: /strongปัจจุบัน มัจฉา พรอินทร์ เป็นนักศึกษาปริญาโทสตรีศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักรณรงค์หญิงรักหญิง ที่เคลื่อนไหวประเด็นสิทธิความหลากหลายทางเพศ SOGIE (sex-ual orientation, gender identity and expression), สิทธิเด็ก สิทธิชาติพันธุ์และสิทธิสตรี ในระดับประเทศและนานาชาติbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/g28mojnk0gM" height="1" width="1" alt=""/

ชาวกะเหรี่ยงสาละวินเรียกร้องยุติสร้างเขื่อน รัฐบาลไทย-พม่าต้องเปิดเผยข้อมูล

Wed, 22/03/2017 - 02:41
pชาวกะเหรี่ยงสองฝั่งแม่น้ำสาละวินทั้งที่ จ.แม่ฮ่องสอน และฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ร่วมกันทำกิจกรรมเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก ประกอบพิธีกรรมเพื่อปกป้องแม่น้ำ พร้อมอ่านแถลงการณ์คัดค้านการสร้างเขื่อน เรียกร้องรัฐบาลไทย-พม่าต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการสร้างเขื่อนสาละวินให้ประชาชนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3788/33418689182_c83c4f6f23_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3678/33534867566_c8f8002eb9_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2881/33534868736_fe61438243_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3681/33418693432_a3cb791023_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pชาวบ้านริมสองฝั่งแม่น้ำสาละวินทั้งจากรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า และฝั่งไทยนับพันคน รวมตัวกันที่หาดทรายริมแม่น้ำสาละวิน ที่บ้านอิตูท่า รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อทำกิจกรรมเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก โดยจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในงานประกอบด้วยการแสดงของกลุ่มเยาวชนเพื่อสะท้อนปัญหาการสร้างเขื่อน การกล่าวปราศรัยของตัวแทนชาวบ้านจากทั้งสองฝั่งน้ำ การอ่านแถลงการณ์ และการทำพิธีกรรมตามความเชื่อ/p pกรรมการอาวุโสบ้านอิตูท่า กล่าวต่อผู้มาร่วมงานว่า การสร้างเขื่อนฮัตจี จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนกะเหรี่ยงที่ยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์สงคราม ซึ่งที่ผ่านมาทหารพม่าได้ส่งกองกำลังเข้ามาควบคุมพื้นที่บริเวณหัวงานเขื่อนฮัตจี และกดดันให้ชาวบ้านออกไป อีกทั้งเขื่อนยังจะก่อให้เกิดผลกระทบต่ออาชีพของคนท้องถิ่น เช่น การหาปลา การเกษตร ตลอดจนส่งผลต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมตลอดลำน้ำ/p pจอบอ แกนนำเยาวชนโรงเรียนบ้านอิตูท่า ระบุว่า ที่ผ่านมาเคยได้ข่าวการสร้างเขื่อนมานานแล้ว และทราบว่าเขื่อนที่กำลังจะสร้างนี้มีขนาดใหญ่ และจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนในรัฐกะเหรี่ยงอย่างมาก ตนเองรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก เพราะหากมีการเดินหน้าสร้างเขื่อนจริง ชาวบ้านโดยเฉพาะในรัฐกะเหรี่ยงก็จะถูกทหารพม่ากดดันจนไม่มีที่อยู่/p pนอกจากนี้ตัวแทนชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์คัดค้านการสร้างเขื่อนสาละวิน โดยชี้ว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งสองฝั่งในวงกว้าง ขอให้ยุติการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน เพื่อปล่อยให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระ ทั้งรัฐบาลไทยและพม่าต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการสร้างเขื่อนสาละวินให้ประชาชนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ/p pนายก่านา เจ้าหน้าที่ด้านป่าไม้ของรัฐกะเหรี่ยง กล่าวด้วยว่า พื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาละวินมีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งทางรัฐกะเหรี่ยงประสงค์จะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน หากสร้างเขื่อนพื้นที่ป่าเหล่านี้ก็จะถูกท่วมและอาจถูกสัมปทานไปหมด/p pอีกทั้ง ในงานยังมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อแสดงออกถึงการปกป้องแม่น้ำสาละวินร่วมกัน ได้แก่ มีการเลี้ยงผีขุนน้ำตามความเชื่อแบบดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง เพื่อแสดงความเคารพต่อแม่น้ำ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องคุ้มครองแม่น้ำสาละวิน สำหรับผู้ถือศาสนาคริสต์ ได้ร่วมกันขอพรต่อพระเจ้าให้ช่วยปกปักรักษาแม่น้ำสาละวินเช่นกัน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/fZuhKoz7zHw" height="1" width="1" alt=""/

เปิดตัวแอพพลิเคชัน ‘ปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน’ คัดกรอง ‘เด็กจนจริง’

Wed, 22/03/2017 - 00:57
!--break--!--break-- pแอพพลิเคชันในโทรศัพท์ของคนเรานั้นมีมากมาย และช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตได้หลายอย่าง เช่น nbsp;mobile banking ที่ทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ต้องไปถึงธนาคาร ฯลฯ ล่าสุด ในแวดวงการศึกษา เรามีแอพพลิเคชั่นตัวใหม่ ชื่อว่า “ปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน” ที่จะครูได้มีส่วนร่วมในการคัดกรองนักเรียนที่ยากจน โดยคุณครูสามารถบันทึกข้อมูลโดยการไปถ่ายรูปที่บ้านของนักเรียน และกรอกข้อมูลต่างๆ ออนไลน์ทำให้การประมวลผลเพื่อคัดแยกเด็กนักเรียนยากจนที่จะได้รับทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น/p p style="margin: 0px 0px 20px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; vertical-align: baseline; font-variant-numeric: inherit; font-stretch: inherit; font-size: 13px; line-height: inherit; font-family: Verdana, Helvetica, Arial, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); text-align: center;"nbsp;img alt="" src="https://deklanghong.com/sites/default/files/u22/16998876_1326476897412953_7727674930336745474_n.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="margin: 0px 0px 20px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; vertical-align: baseline; font-variant-numeric: inherit; font-stretch: inherit; font-size: 13px; line-height: inherit; font-family: Verdana, Helvetica, Arial, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0); text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน/em/span/p pดร.ไกรยส ภัทราวาทnbsp;ผู้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่าnbsp;ผู้สนับสนุนโครงการนี้คือ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ สสค. มีวัตถุประสงค์หลักในการคัดกรองนักเรียนยากจนและยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพราะว่าเงินจะไปถึง “ถูกคน” มากกว่าที่เคยเป็น/p pไกรยศเน้นย้ำว่า การแยกแยะเด็กที่จนจริงๆ ออกมานั้นมีความสำคัญหลายประการ เช่น/p div class="note-box" p style="margin: 0px 0px 20px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; vertical-align: baseline; font-variant-numeric: inherit; font-stretch: inherit; font-size: 13px; line-height: inherit; font-family: Verdana, Helvetica, Arial, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0);"-nbsp; งบประมาณจะไม่สูญเปล่าไปกับคนที่ไม่ควรจะได้ ด้วยงบประมาณเท่าเดิมการคัดแยกที่แม่นยำก็เพิ่มโอกาสที่รัฐจะให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่จนจริงในจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย/p p style="margin: 0px 0px 20px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; vertical-align: baseline; font-variant-numeric: inherit; font-stretch: inherit; font-size: 13px; line-height: inherit; font-family: Verdana, Helvetica, Arial, sans-serif; color: rgb(0, 0, 0);"-nbsp; เมื่อรู้แล้วว่าใครที่เป็นเด็กยากจน การใช้แอพนี้ยังจะสามารถติดตามเขาได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่ให้เงินแล้วจากกัน ครูจะสามารถ Monitor เด็กเป็นรายบุคคลได้จนกระทั่งจบการศึกษา หากเขาเริ่มขาดเรียน คะแนนไม่ดี เราจะได้รู้ทันเวลาว่าเขามีปัญหาอะไร ความยากจนอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เขามีผลกระทบต่อการเรียน ครูและสถานศึกษาก็จะได้มีโอกาสสนับสนุนได้ทันเวลาอีกด้วย/p /div h3span style="color:#0000cd;"โครงการนำร่อง เก็บข้อมูลเด็ก 10 จังหวัด/span/h3 divไกรยศ อธิบายว่า คุณครูประจำชั้นและครูที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของเด็กเหล่านี้ผ่านการใช้แอพพลิเคชัน โดยจะมี username และ password ของรายบุคคล กลุ่มเป้าหมายหลักคือ ช่วงชั้น ป.1-ม.3 และหากคัดกรองได้ดีอาจเหลือเงินไปช่วยในระดับอนุบาล หรือ ม.ปลาย ซึ่งต้องรอดูนโยบายในอนาคต เมื่อได้รับข้อมูลมาแล้วคุณครูจะไปเยี่ยมและเก็บข้อมูลบ้านของเด็ก ข้อมูลทั้งหมดจะส่งเข้าไปที่ส่วนกลาง ทางกระทรวงการศึกษาธิการก็จะประมวลข้อมูลของเด็กแต่ละคนว่าใครมีความยากจนสูงสุดและเรียงลำดับลงมา การจัดกลุ่มจะทำให้เห็นสภาพเด็กกลุ่มยากจนที่สุดได้ชัดเจนแล้วจะได้พิจารณาให้ได้รับทุนยากจนไปก่อน/div divnbsp;/div divเขากล่าวว่า ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าเมื่อกระทรวงเห็นข้อมูลจากการเก็บข้อมูลของทั้ง 10 จังหวัดนำร่องแล้ว เช่น นครปฐม, อุดรธานี, แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, ตรัง, ภูเก็ต, กาญจนบุรี, จันทบุรี จะมีนโยบายอย่างไรหรือนักเรียนแต่ละคนจะได้รับทุนเพิ่มเติมหรือเปล่า เรื่องทุนในเบื้องต้นนั้น ระดับประถมศึกษาจะให้ทุนจำนวน 1,000 บาทต่อปี ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 3,000 บาทต่อปี วิธีการให้เงินจะให้ทางโรงเรียนเป็นคนเบิกเงินให้เด็ก บางโรงเรียนมีสหกรณ์คุณครูก็จะเอาไปฝากในบัญชี บางโรงเรียนไม่มีสหกรณ์ของโรงเรียนก็จะให้ผู้ปกครองมารับเงิน/div divnbsp;/div divการจดทะเบียนรายชื่อจะมาจากส่วนกลางว่าเด็กคนไหนได้หรือไม่ได้ทุน ก่อนหน้านี้มีเกณฑ์แค่อย่างเดียวคือ ครอบครัว คำถามก็คือทั้งบ้านมีรายได้สูงกว่าหรือต่ำกว่า 40,000 โดยให้เด็กตอบว่า Yes หรือ No ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตอบ Yes ทำให้ไม่สามารถแยกคนที่จนจริงๆ กับคนจนไม่จริงออกจากกันได้ บางโรงเรียนเด็ก 100% ติ๊กว่าจนหมดเลย ทำให้ไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายให้กับนักเรียน งบประมาณก็จำกัด โดยใช้วิธีแบ่งเป็นโคต้าให้โรงเรียน ถ้าเป็นชั้นประถมจะได้ไม่เกิน 30 - 40% เด็กที่โชคร้ายไปเรียนโรงเรียนที่เด็กยากจนทั้งโรงเรียน ทุนก็จะถูกกำหนดเพดานให้ได้ที่ 30 - 40% ของจำนวนนักเรียนยากจน ขณะเดียวกันโรงเรียนที่ติ๊กมาเหมือนกันหมด แต่เด็กจนจริงๆ แค่ 10% ก็จะได้งบประมาณไป 30% เช่นเดียวกัน คนที่ไม่น่าจะได้ก็ได้ไป คนที่ควรต้องได้ก็ไม่ได้ นี่เป็นเหตุให้ต้องมีการจัดทำแอพพลิเคชันนี้/div divnbsp;/div divในการใช้แอพพลิเคชัน คุณครูต้องไปถ่ายรูปที่บ้านของเด็กว่า สภาพบ้านนั้นเป็นอย่างไร ครอบครัวมีสมาชิกกี่คน มีการบันทึกเลขบัตรประจำตัวประชาชน มีรหัส GPS ระบุตำแหน่งของบ้าน ให้คนอื่นๆ ในระบบสามารถตรวจสอบตามกลับไปได้ และต้องมีผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่าข้อมูลที่กรอกมานั้นเป็นความจริง ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้มีความมั่นใจในข้อมูลที่ได้มากขึ้น ทำให้กระทรวงวางแผนใช้งบประมาณได้ถูกคนไม่มีการรั่วไหล นอกจากนี้มันยังทำให้ครูได้รู้จักเด็ก รู้จักครอบครัวของเด็กมากขึ้น ปกติข้อมูลจะอยู่ในแฟ้มในลิ้นชัก แต่กรณีนี้ข้อมูลจะอยู่ในมือถืออยู่ตลอด สามารถเรียกขึ้นมาดูได้ว่ามีอะไรที่ครูสามารถช่วยเหลือเด็กได้/div divnbsp;/div divส่วนข้อเสียของแอพพลิเคชันนั้น บางทีสมาร์ทโฟนของคุณครูอาจจะเป็นรุ่นเก่าเกินไป ไม่สามารถรองรับแอพพลิเคชันนี้ได้ ต่อไปทางกระทรวงหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องก็อาจจะต้องมีการสนับสนุนอุปกรณ์คุณครู เพื่อให้ตรวจเช็คได้ว่า ได้มีการลงไปบ้านของเด็กจริงไหม มีข้อมูลเชิงประจักษ์จริงไหม มีการรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน มีบ้านเช็คพิกัด GPS หรือไม่ ทุกอย่างมีหลักฐานและสามารถตรวจสอบได้โดยจะไม่มีเด็กคนไหนออกจากการดูแลของครูอีก แต่เรื่องนี้ก็เรียกร้องกับครูสูงเช่นกัน ต้องเป็นครูที่ดีใส่ใจเด็ก นอกจากนี้ยังเคยมีคนเสนอให้ทำในส่วนของเด็กพิการด้วย มันก็จะเกิดความหลากหลายมากขึ้น/div divnbsp;/div divมีการทดลองมาแล้ว 1 ปีการศึกษาตอนนี้ข้อมูลทั้งหมดได้เข้ามาครบแล้วจาก 10 จังหวัด ช่วงปิดเทอมนี้จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลและจะเสนอให้กระทรวงตัดสินใจตามนโยบายว่ามีจะเกณฑ์ออกมอย่างไรกับทั้ง 77 จังหวัดในปีการศึกษาหน้า คือ ปีการศึกษา 2560 ส่วนเรื่องของรายละเอียดต้องให้ทางกระทรวงตัดสินใจ/div div h3span style="color:#0000cd;"คุณครูเล่าเรื่องการใช้แอพพลิเคชันใหม่/span/h3 divคุณครูสุมาลี ผาสุก โรงเรียนบ้านตรอกสะเดา จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในผู้ใช้แอพพลิเคชันดังกล่าว เปิดเผยว่า แรกเริ่มที่ได้ใช้แอพลิเคชัน ครั้งแรกจะดูทาง conference วิธีการใช้จากโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือก พอดูเสร็จจะมีเอกสารให้เข้าไปในระบบ จากนั้นจะเซฟข้อมูลลงคอมและเรียกประชุมครูในโรงเรียนเพื่อเป็นการถ่ายทอดเนื้อหาให้เข้าใจตรงกันรวมถึงให้โหลดเอกสารต่างๆ ของการอบรม พอเสร็จแล้วก็อธิบายเกี่ยวกับแอพที่อยู่ในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์แล้วแต่ว่าครูส่วนใหญ่จะใช้แบบไหน แต่ส่วนมากจะใช้แบบโทรศัพท์มากกว่า จากนั้นก็ออกพื้นที่เพื่อดูว่าบ้านไหนมีปัญหา แล้วทำหนังสือรวบรวมข้อมูลให้ ผอ.กับครูฝ่ายวิชาการที่รับผิดชอบเด็กยากจน/div divnbsp;/div divข้อมูลจากคู่มือการบันทึกข้อมูลการคัดกรองเด็กนักเรียนยากจน ระบุถึงการทำงานของแอพพลิเคชั่น ดังนี้/div divnbsp;/div div class="note-box" div- ครูถือกระดาษแบบคัดกรอง นร.01 เพื่อไปคัดกรองนักเรียนยากจน/div divnbsp;/div div- นามาบันทึกเข้าสู่ระบบสารสนเทศผ่านเว็บแอปพลิเคชันในคอมพิวเตอร์/div divnbsp;/div div- แนบรูปสภาพบ้านของนักเรียนที่ถ่ายมาเข้าสู่ระบบ/div divnbsp;/div div- ปักหมุดตำแหน่งที่ตั้งบ้านของนักเรียนใน Google Map/div /div divnbsp;/div divnbsp;/div /div div h3span style="color:#0000cd;"การให้ความช่วยเหลือแบบเดิม ได้เพียงรายกรณี/span/h3 divครูสุมาลีเล่าถึงกรณีช่วยเหลือเด็กยากจนที่ผ่านมา คือ กรณีของเด็ก ม.1 เด็กพึ่งเข้าเรียนปีแรกบ้านห่างจากโรงเรียนประมาณ 5-6 กิโลเมตร พ่อพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่กับย่า ย่าเองก็อายุมากแล้ว อาศัยแค่เงินคนแก่ เขาต้องทำทุกอย่างก่อนจะได้มาโรงเรียน มาถึงโรงเรียนก็เวลา 8.30 น.ไม่ทันเข้าแถว สภาพบ้านถือว่าแย่จนครูประจำชั้นเขียนไปขอทุนโครงการของบริษัท AIS ทาง AIS ก็เลยให้เขียนเรียงความไปเพื่อขอทุน และครูประจำชั้นเองก็มีการถ่ายรูปบ้านขึ้น facebook ขอความช่วยเหลือ จึงได้รับความช่วยเหลือจำนวนมาก/div divnbsp;/div div h3span style="color:#0000cd;"อุปสรรคที่พบของแอพพลิเคชัน/span/h3 divครูสุมาลียังกล่าวถึงอุปสรรคของผู้ปฏิบัติจริงในการใช้แอพพลิเคชันนี้ด้วยว่าคือ 1.การส่งข้อมูล ปัญหาเกิดจากสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่อาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร ตัวอย่างบางคนส่งข้อมูลมาแล้ว แต่ตนเองที่เป็นแอดมินของโรงเรียนไม่ได้รับข้อมูล จึงต้องให้กลับไปทำข้อมูลใหม่ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมาก/div divnbsp;/div div2.การลากพิกัด GPS คุณครูหลายคนมีปัญหากับระบบ GPS เยอะมาก คุณครูบางคนลงพื้นที่แต่ไม่ได้ลาก ตำแหน่ง GPS nbsp;และบางคนถ่ายรูปเสร็จอะไรเสร็จตรงนั้นแต่ไม่ได้กดส่งข้อมูล แต่กลับมาส่งที่โรงเรียน พอเป็นอย่างนั้นก็กลายเป็นว่าพิกัดบ้านของเด็กอยู่ที่โรงเรียนหมดเลย/div divnbsp;/div div3.เราไปที่บ้านเด็กแล้วผู้ปกครองเขาไม่อยู่เพราะต้องทำงานกลับเย็น อาจจะเป็นรับจ้างรายวัน หรือพอนัดแล้วก็มีภารกิจเร่งด่วน ส่วนครูเองก็ไปได้แค่ช่วงเย็น เนื่องจากต้องทำหน้าที่สอนหนังสือ บ้านเด็กบางคนก็อยู่ไกลมาก เช่น อยู่ในดงอ้อย ดงมัน ซึ่งขับรถลำบาก/div divnbsp;/div divหลังจากมาใช้แอพพลิเคชั่นนี้ คิดว่าประสบความสำเร็จดี ในภาพรวมนั้นถือว่าโอเค เพราะว่ามีครูที่เป็นวัยรุ่นเยอะ เวลาสั่งงานก็จะเป็นมืออาชีพ เป็นขั้นตอน เรื่องของเทคโนโลยีก็ถือว่าโอเค เหลือแต่เพียงอินเตอร์เน็ตที่อาจจะยังไม่พร้อมเท่าที่ควร ส่วนใหญ่ต้องเปิดอินเตอร์เน็ตของตัวเองใช้ บางคนใช้โทรศัพท์รุ่นที่ไม่สามารถรองรับตัวแอพพลิเคชันดังกล่าวได้ก็ต้องพยายามปรับตัว ในเรื่องของการประสานงาน ส่วนมากทางเขตพื้นที่กาญจนบุรีนั้น คนที่ดูแลระบบจะมี nbsp;Line ถ้าคนไหนมีปัญหาก็จะมีการแชทคุยกัน 1-1 และกลุ่มใน Facebook คอยประสานงานกัน/div divnbsp;/div divครูสุมาลี กล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบดังกล่าวถือว่าโอเคแม้ว่าเพิ่งเริ่มต้นและมีหลายอย่างต้องปรุงปรุง ปรับตัว อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ยกระดับไปถึงมหาวิทยาลัยด้วยตนก็เห็นด้วยเนื่องจากเด็กมหาวิทยาลัยบางส่วนมาจากต่างจังหวัด ต้องมีภาระและค่าใช้จ่าย และบางคนต้องทำงานหารายได้เสริม/div /div divnbsp;/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/251f6kTI11Q" height="1" width="1" alt=""/

เครือข่ายชนเผ่าฯ ร้อง 'ประยุทธ์-กสม' ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริง 'ชัยภูมิ ป่าแส' ถูกวิสามัญฯ

Wed, 22/03/2017 - 00:39
pเครือข่ายชนเผ่าฯ และเครือข่าย 31 องค์กร ประณาม เหตุวิสามัญฯnbsp;nbsp;'ชัยภูมิ ป่าแส'nbsp;ร้อง 'ประยุทธ์-กสม'nbsp;ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริง พร้อมเข้ากทม. ร้องคืนความเป็นธรรม 'แอมเนสตี้-ฮิวแมนไรท์วอทช์' จี้ทางการไทยสอบอย่างเป็นอิสระ ขณะที่ 'ประยุทธ์' สั่งสอบความชัดเจนตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงอีกครั้ง/p p!--break--!--break--/p p21 มี.ค.2560 สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารกระทำการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ อายุ 17 ปี และจับกุมพงศนัย แสงตะหล้า อายุ 19 ปี คนขับรถที่เดินทางมาด้วยกัน หลังจากมีการตรวจค้นรถที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/3/2882/33532443346_69b5b4098c.jpg" //p pล่าสุดวันนี้ (21 มี.ค.60)nbsp;ภาคีองค์กรและเครือข่าย 31 องค์กร ร่วมลงนามแถลงการณ์ท่าทีและข้อเรียกร้องต่อเหตุการณ์ดังกล่าว 3 ประเด็นคือnbsp;1.ประณามการกระทำที่เจ้าหน้าที่ทหารที่ได้วิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ถือเป็นการกระทำโหดร้ายป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมnbsp;2.ขอเรียกร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรมในครั้งนี้ โดยเร่งด่วน nbsp;และnbsp;3.ขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนมีมาตรการและกลไกในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและญาติผู้ตายและเพื่อนผู้ตายที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในขณะนี้ อย่างเร่งด่วนnbsp;/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/-TAOlNutYNQ" width="560"/iframe/p pเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)nbsp;ร่วมกับภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ระบุด้วยว่า จะได้ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบตามข้อเรียกร้องข้างต้น และยินดีสนับสนุนการปฏิบัติการที่ดีของบุคคลและหน่วยงานทุกภาคส่วน/p pสำหรับ 31nbsp;ภาคีองค์กรและเครือข่ายที่ร่วมลงนามแถลงการณ์ นอกจาก คชท. แล้ว ยังประกอบด้วย nbsp;เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน (Sangsan) เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อความเท่าเทียมระหว่างเพศ (CSOs for Gender Equality) Rainbow dream group เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ สภาชาติพันธุ์ชาวเล ชนเผ่ามอแกน มอแกลน อุรักลาโว้ย เครือข่ายสตรีชนเผ่าแห่งประเทศไทย เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์ แม่ฮ่องสอน เครือข่ายไทใหญ่ nbsp;ศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูนิเวศวัฒนธรรมชุมชนเทือกเขาเพชรบูรณ์ โครงการพัฒนาพื้นที่สูง (UHDP) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (ส่งเสริมโอกาสผู้หญิง) มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ศูนย์เพื่อนหญิงอำนาจเจริญ สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย nbsp;เครือข่ายปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเผ่าพื้นเมือง nbsp;มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ เครือข่ายผู้หญิงใจอาสาเมือง ชมรมอาสาสมัครกฎหมายเพื่อผู้หญิง มูลนิธิพิทักษ์สตรีและเด็ก nbsp;เครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ nbsp;มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ เครือข่ายการทางานด้านเด็กและเยาวชน 58 องค์กร สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรีnbsp;มูลนิธิภูมิปญญาชนเผาพื้นเมืองบนพื้นที่สูง เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิพัฒนาความร่วมมือของชนเผ่าพื้นเมืองแห่งเอเชีย (AIPP Foundation)/p h3span style="color:#0000cd;"เข้ากทม. ร้อง 'ประยุทธ์' คืนความเป็นธรรม/span/h3 pนอกจากนี้ a href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/746315"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/a รายงานด้วยว่าnbsp;เมื่อเวลา 09.00น. วันนี้(21 มี.ค.60) ที่สำนักงานสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทย (สชพ.) ภาคีองค์กรเครือข่าย ชนเผ่า 33 เครือข่ายnbsp;อ.สันทราย จ.เชียงใหม่nbsp;จำนวนกว่า 30 คน ได้เดินทางมาร่วมกันอ่านแถลงการณ์ 3 ข้อ กรณี ชัยภูมิ ถูกวิสามัญดังกล่าว ต่อสื่อมวลชน ที่ให้ความสนใจทั้งจากในไทยและสำนักต่างประเทศ อาทิ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว CNN. ก่อนที่ตัวแทนส่วนหนึ่งจะได้เดินทางต่อไปยัง กรุงเทพฯ เพื่อแถลงการณ์และยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อนายกฯและรัฐบาล รวมไปถึง คสช.ให้พิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเพื่อความเป็นธรรม/p h3span style="color:#0000cd;"แอมเนสตี้-ฮิวแมนไรท์วอทช์ จี้สอบอย่างเป็นอิสระ/span/h3 pขณะที่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และa href="https://www.hrw.org/news/2017/03/20/thailand-investigate-army-killing-teenage-activist"ฮิวแมนไรท์วอทช์/anbsp;ออกแถลงการณ์ เรียกร้องทางการไทยให้ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและเห็นผลต่อกรณีการสังหาร ชัยภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และทางการไทยต้องรับประกันว่าผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจะต้องถูกนำตัวเข้ารับการไต่สวน หากพบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ อันเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิต โดยผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในศาลพลเรือนซึ่งได้มาตรฐานระหว่างประเทศและเป็นธรรม/p h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์ สั่งสอบความชัดเจนตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงอีกครั้ง/span/h3 pขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารทำการวิสามัญ ชัยภูมิ ว่า ได้มีการตอนสอบขั้นต้นไปแล้วว่าเหตุเกิดเพราะอะไร เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รายงานว่า ได้ทำการเรียกตรวจค้นรถยนต์ที่ชัยภูมิโดยสารมา พบยาบ้าจำนวนหนึ่ง และชัยภูมิได้วิ่งหนีออกไปจากรถ ก่อนจะพยายามปาระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงตอบโต้ จนทำให้ชัยภูมิ เสียชีวิต ทั้งนี้ ได้มีการสั่งการให้ตรวจสอบความชัดเจนตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอีกครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนประเด็นที่สังคมมองว่าชัยภูมิ ถูกวิสามัญ เพราะเป็นนักกิจกรรมชาติพันธ์นั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้คิดแบบนี้nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9xVg3Y-2UX0" height="1" width="1" alt=""/

รมว.ยุติธรรม จ่อโอนคดี 'โกตี๋' เข้าดีเอสไอ เหตุเกี่ยวก่อการร้าย พบ M16 ที่หายปี 53

Tue, 21/03/2017 - 23:35
pประยุทธ์ ยันประสานลาวตามตัวnbsp;'โกตี๋' มาโดยตลอด ขอสื่ออย่าประโคมข่าวการลอบทำร้ายผู้นำ-จับอาวุธสงคราม หวั่นกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน ด้านกต.โยนฝ่ายความมั่นคงขอตัวง่ายกว่าnbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/751/32689818173_30a9fc466e.jpg" //p p21 มี.ค.2560 รายงานข่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากจากบ้านพักของเครือข่าย วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ (โกตี๋) แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี ภายในบริษัท ไทยแม็กซ์กรุ๊ป จำกัด จ.ปทุมธานี และบ้านปูน 2 ชั้น ซึ่งขณะนี้หลบหนีอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่า เป็นเรื่องของการติดตามอยู่แล้ว ซึ่งได้มีการประสานความร่วมมือในระดับรัฐบาล และฝ่ายความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศมาโดยตลอด ความร่วมมือต่าง ๆ ดีขึ้น ส่วนจะได้ตัวโกตี๋หรือไม่ ต้องใช้เวลาต่อไป ส่วนข่าวการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีนั้น มีการระวังตัวอยู่แล้วเป็นปกติ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่แล้วnbsp;/p pพล.อ.ประยุทธ์ nbsp;กล่าวแสดงความเป็นห่วงต่อการนำเสนอข่าว กรณีเรื่องการลอบทำร้ายผู้นำ รวมถึงการจับอาวุธสงครามว่า ขอให้สื่ออย่าประโคมข่าวมากนัก เพราะจะส่งผลกับความเชื่อของนักลงทุนต่างประเทศ และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"เตรียมโอนคดีให้ดีเอสไอ/span/h3 pสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า เบื้องต้นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพิจารณาจะส่งคดีของโกตี๋มาให้ดีเอสไอ เนื่องจากมีอาวุธเอ็ม 16 หนึ่งกระบอกซึ่งเป็นปืนที่หายไปเมื่อช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 คดีมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการก่อการร้าย จึงเตรียมโอนอย่างเป็นทางการให้กับดีเอสไอnbsp;/p pสำหรับการตรวจค้นอาวุธที่ผ่านมา สุวพันธุ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับและเป็นผลจากการสืบสวนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อตรวจค้นพบอาวุธ พบหลักฐานที่อาจจะพัวพันกับคดีพิเศษ จึงเห็นว่าควรโอนไปให้ดีเอสไอดำเนินการ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนที่กำลังดำเนินการ/p p“ตอนนี้รอหนังสืออย่างเป็นทางการ ส่วนการประสานกับทางการลาวเพื่อขอตัวโกตี๋มาดำเนินคดี ต้องถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง” nbsp;สุวพันธุ์ กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"กต.โยนฝ่ายความมั่นคงขอตัวง่ายกว่าnbsp;/span/h3 pขณะที่nbsp;ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมร่วม ครม. ถึงกรณีนี้ด้วยว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้สั่งการ หรือกำชับอะไรต่อกระทรวงการต่างประเทศ ในการประสานงานกับผู้ที่หลบหนีคดีในต่างประเทศ รวมถึงกรณี วุฒิพงศ์/p pต่อกรณีคำถามจะมีการประสานงานกับทางการลาวเพื่อส่งตัววุฒิพงศ์หรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในเรื่องนี้มีการขอตัวในระดับความมั่นคง ไม่ได้ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เราได้รับเพียงข้อมูล ถ้าจะขอตัวผ่านกระทรวงจะมีขั้นตอนตามกฎหมายที่มาก โดยเรื่องนี้ทางฝ่ายความมั่นคงเขาคุยกันอยู่แล้ว/p pnbsp;/p pemที่มา a href="http://www.tnamcot.com/view/58d0a3ede3f8e44ca03b6af2"สำนักข่าวไทย/a, a href="http://www.banmuang.co.th/news/politic/76963"บ้านเมือง/anbsp;และa href="http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/2537"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70655" target="_blank"ประวิตร จ่อขอตัว #039;โกตี๋#039; จากทางการลาว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2017/03/70640" target="_blank"#039;หมอเหวง#039; ระบุไม่สนับสนุนความรุนแรง อย่าเหมารวม #039;โกตี๋#039; เป็นแกนนำ นปช./a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2017/03/70650" target="_blank"#039;โกตี๋#039; โต้อาวุธไม่ใช่ของตัวเอง จวกรัฐจัดฉากไม่เนียน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vyNEqC8SUWY" height="1" width="1" alt=""/

เปิดผลชันสูตรปากเปล่า วิสามัญฯหนุ่มลาหู่-คนขับรถปฏิเสธเอี่ยวยา ญาติไม่มีเงินประกัน 2 ล้าน

Tue, 21/03/2017 - 22:55
pความคืบหน้ากรณีชัยภูมิ ป่าแส ใบรับรองการตายระบุยิงอก ผลชันสูตรปากเปล่าระบุยิงทะลุแขน ยังต้องรอผลทางการราว 1 เดือน ด้านเพื่อนผู้รอดชีวิตที่เป็นคนขับรถ โดนข้อหายาเสพติด ฝากขังคุกเชียงใหม่ ศาลเรียกเงินประกัน 2 ล้าน ญาติไม่มีเงิน/p p!--break--!--break--/p p21 มี.ค.2560 สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารกระทำการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ อายุ 17 ปี และจับกุมพงศนัย แสงตะหล้า อายุ 19 ปี คนขับรถที่เดินทางมาด้วยกัน หลังจากมีการตรวจค้นรถที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา/p h3span style="color:#0000ff;"ผลชันสูตรปากเปล่าไม่เหมือนเอกสารการตาย/span/h3 pประชาไทสัมภาษณ์ สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งให้คำปรึกษากับกลุ่มที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์ สุมิตรชัยให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพชัยภูมิ และสถานะของพงศนัย ระบุว่า แพทย์บอกผลการชันสูตรพลิกศพกับญาติชัยภูมิว่า กระสุนเข้าที่ต้นแขนซ้ายและทะลุเข้าไป มีลูกปืนบางส่วนแตกในลำตัวซึ่งแพทย์ได้ผ่าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถกำหนดระยะยิงได้ เนื่องจากเป็นการยิงจากปืนความเร็วสูงและแพทย์ไม่มีความรู้ด้านนี้ ข้อมูลส่วนนี้จะได้จากแพทย์ที่ลงพื้นที่ชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ส่วนบันทึกผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการยังต้องใช้เวลารวบรวมอีกประมาณ 1 เดือน/p pสุมิตรชัยกล่าวด้วยว่า สิ่งของที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ระเบิด พนักงานสอบสวนได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อไปแล้ว/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า a href="https://www.youtube.com/watch?v=dBvNzuClM54"สำนักข่าว TNN เปิดเผยภาพเอกสารหนังสือรับรองการตาย/a จากโรงพยาบาลนครพิงค์ ลงวันที่ 18 มี.ค.ลงนามรับรองโดย พญ.ปุยเมฆ เกษมถาวรศิลป์ ระบุถึงสาเหตุการตายของชัยภูมิว่า “เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทำลายอวัยวะในช่องอก (GUN SHOT WOUND TO THE CHEST)” ทั้งนี้ ท้ายหนังสือรับรองการตายระบุด้วยว่า สาเหตุการตายที่ระบุในหนังสือรับรองการตายฉบับนี้ถูกระบุไว้ตามกฎเกณฑ์ของบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลทะเบียนราษฎร์ การทำสถิติการตายของประเทศ และใช้ในด้านการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจมีข้อมูลที่แตกต่างจากข้อมูลในใบรับรองทางกฎหมายชนิดอื่น (เช่น ใบชันสูตรพลิกศพ) ได้/p h3span style="color:#0000ff;"คนขับรถถูกฝากขังเรือนจำเชียงใหม่ ญาติไม่มีเงินประกัน 2 ล้าน/span/h3 pกรณีของ พงศนัย ผู้ขับรถ Honda Jazz ที่ชัยภูมินั่งไปด้วย ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นระบุว่า พงศนัยถูกกล่าวหาในคดียาเสพติดร่วมกับผู้เสียชีวิต และถูกนำไปฝากขังที่เรือนจำ จ.เชียงใหม่ ในเบื้องต้นพงศนัยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนพยานเพิ่มเติม โดยได้เรียกมารดาของผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำ และกำลังจะเรียกเจ้าของรถตามชื่อที่ระบุไว้ในทะเบียนมาสอบสวน/p pญาติของพงศนัยระบุว่า ศาลเรียกหลักทรัพย์ประกันตัวพงศนัยเป็นจำนวน 2 ล้านบาท แต่ทางญาติไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอจะยื่นประกันตัว/p pล่าสุด ได้มีพิธีการฝังศพชัยภูมิ ตามประเพณีท้องถิ่นที่สุสานของชุมชนแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ a href="http://prachatai.org/journal/2017/03/70665"ที่นี่/a/p pด้านทหารผู้กระทำการวิสามัญฆาตกรรม เว็บไซต์ PPTV รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวได้เข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. และถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปสู้คดีในชั้นศาล/p h3span style="color:#0000ff;"คาดประเด็นร้อน 1-2 เดือน เผยผลชันสูตรทางการ เปิดไต่สวนการตาย/span/h3 pสำหรับขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพนั้น สุมิตรชัย อธิบายว่า ศพของชัยภูมิถูกส่งไปที่ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ทีมชันสูตร ได้แก่ อัยการ แพทย์ พนักงานสอบสวนได้ชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่อัยการยังไม่แถลงผลพิสูจน์อย่างเป็นทางการ บันทึกการชันสูตรศพยังต้องใช้เวลารวบรวมอีกประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะส่งให้กับพนักงานสอบสวนในรูปแบบของรายงาน/p pสุมิตรชัย กล่าวต่อว่า หลังอัยการสรุปรายงานชันสูตรพลิกศพจากทุกภาคส่วนแล้วจึงยื่นคำร้องขอไต่สวนการชันสูตร (ไต่สวนการตาย) ต่อศาลตามมาตรา 150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลากี่เดือนเพราะขึ้นอยู่กับรายงานของแต่ละที่ว่าจะส่งกลับมาเมื่อไร คาดว่าคงใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเนื่องจากกรณีนี้เป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง ในขณะที่ปรกติจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน/p pทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น อธิบายถึงกระบวนการพิจารณาในชั้นการไต่สวนการตายว่า อัยการจะยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนและเสนอหลักฐานตอนชันสูตรพลิกศพ รวมไปถึงรายงานการชันสูตรจากทุกส่วนงานที่รับผิดชอบ จะมีการนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูลหลักฐานจากฝั่งเจ้าหน้าที่และญาติผู้เสียชีวิต เมื่อศาลไต่สวนแล้วได้ข้อยุติว่าสาเหตุเสียชีวิตมาจากใคร พฤติการณ์การเสียชีวิตเป็นอย่างไร ศาลจะส่งสำนวนและคำสั่งศาลให้อัยการ ถ้าศาลตัดสินว่าเกิดจากการกระทำเกินกว่าเหตุ หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หรือไม่เป็นไปเพื่อป้องกันตัวตามที่เจ้าหน้าที่อ้าง ก็จะกลายเป็นคดีฆ่าคนตายขึ้นมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะดำเนินการตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องต่อไป/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L-KKcgiJJCI" height="1" width="1" alt=""/

เปิดผลชันสูตรปากเปล่าวิสามัญฯหนุ่มลาหู่-คนขับปฏิเสธเอี่ยวยา-ญาติไม่มีเงินประกัน 2 ล้าน

Tue, 21/03/2017 - 22:55
pความคืบหน้ากรณีชัยภูมิ ป่าแส ใบรับรองการตายระบุถูกยิงอก ผลชันสูตรปากเปล่าระบุถูกยิงทะลุแขน ทนายเผยยังต้องรอผลชันสูตรทางการอีก 1 เดือน ด้านเพื่อนผู้รอดชีวิตที่เป็นคนขับรถ โดนข้อหายาเสพติด ฝากขังคุกเชียงใหม่ ศาลเรียกเงินประกัน 2 ล้าน ญาติไม่มีเงิน ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์พยานแวดล้อมอ้างผู้ตายถูกลากมาซ้อม พอวิ่งหนีจึงถูกยิง ตำรวจเล็งสอบที่มารถยนต์-เส้นทางการเงิน "ชัยภูมิ"/p p!--break--!--break--/p p21 มี.ค.2560 สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารกระทำการวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ อายุ 17 ปี และจับกุมพงศนัย แสงตะหล้า อายุ 19 ปี คนขับรถที่เดินทางมาด้วยกัน หลังจากมีการตรวจค้นรถที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา/p h3span style="color:#0000ff;"ผลชันสูตรปากเปล่าไม่เหมือนเอกสารการตาย/span/h3 p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/3/2944/32739504683_2a92b2c11b_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3671/33553940005_a65d763e14_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongลักษณะของด่านตรวจรินหลวง เป็นด่านตรวจยาเสพติดของทหาร ตั้งอยู่กลางสามแยก มีการตั้งบังเกอร์ มีสิ่งปลูกสร้างถาวร และมีการตั้งเครื่องกีดขวางทุกทิศทาง โดยเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนในชุมชนบ้านกองผักปิ้ง ใช้เดินทางเข้าออกเป็นประจำ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Googlmaps)/strong/span/p pประชาไทสัมภาษณ์ สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งให้คำปรึกษากับกลุ่มที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์ สุมิตรชัยให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพชัยภูมิ และสถานะของพงศนัย ระบุว่า แพทย์บอกผลการชันสูตรพลิกศพกับญาติชัยภูมิว่า กระสุนเข้าที่ต้นแขนซ้ายและทะลุเข้าไป มีลูกปืนบางส่วนแตกในลำตัวซึ่งแพทย์ได้ผ่าออกมาแล้ว แต่ไม่สามารถกำหนดระยะยิงได้ เนื่องจากเป็นการยิงจากปืนความเร็วสูงและแพทย์ไม่มีความรู้ด้านนี้ ข้อมูลส่วนนี้จะได้จากแพทย์ที่ลงพื้นที่ชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ส่วนบันทึกผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการยังต้องใช้เวลารวบรวมอีกประมาณ 1 เดือน/p pสุมิตรชัยกล่าวด้วยว่า สิ่งของที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ระเบิด พนักงานสอบสวนได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อไปแล้ว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3698/33531600876_cc36f1998e_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongสภาพศพในที่เกิดเหตุเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ TNN/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/4/3932/33415500662_f4e639cd02_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongหนังสือรับรองการตายที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ TNN ระบุสาเหตุการตายเบื้องต้นว่า "บาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทำลายอวัยวะในช่องอก"/strong/span/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า a href="https://www.youtube.com/watch?v=dBvNzuClM54"สำนักข่าว TNN เปิดเผยภาพเอกสารหนังสือรับรองการตาย/a จากโรงพยาบาลนครพิงค์ ลงวันที่ 18 มี.ค.ลงนามรับรองโดย พญ.ปุยเมฆ เกษมถาวรศิลป์ ระบุถึงสาเหตุการตายของชัยภูมิว่า “เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนลูกโดดทำลายอวัยวะในช่องอก (GUN SHOT WOUND TO THE CHEST)” ทั้งนี้ ท้ายหนังสือรับรองการตายระบุด้วยว่า สาเหตุการตายที่ระบุในหนังสือรับรองการตายฉบับนี้ถูกระบุไว้ตามกฎเกณฑ์ของบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลทะเบียนราษฎร์ การทำสถิติการตายของประเทศ และใช้ในด้านการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจมีข้อมูลที่แตกต่างจากข้อมูลในใบรับรองทางกฎหมายชนิดอื่น (เช่น ใบชันสูตรพลิกศพ) ได้/p h3span style="color:#0000ff;"คนขับรถถูกฝากขังเรือนจำเชียงใหม่ ญาติไม่มีเงินประกัน 2 ล้าน/span/h3 pกรณีของ พงศนัย ผู้ขับรถ Honda Jazz ที่ชัยภูมินั่งไปด้วย ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นระบุว่า พงศนัยถูกกล่าวหาในคดียาเสพติดร่วมกับผู้เสียชีวิต และถูกนำไปฝากขังที่เรือนจำ จ.เชียงใหม่ ในเบื้องต้นพงศนัยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนพยานเพิ่มเติม โดยได้เรียกมารดาของผู้เสียชีวิตมาให้ปากคำ และกำลังจะเรียกเจ้าของรถตามชื่อที่ระบุไว้ในทะเบียนมาสอบสวน/p pญาติของพงศนัยระบุว่า ศาลเรียกหลักทรัพย์ประกันตัวพงศนัยเป็นจำนวน 2 ล้านบาท แต่ทางญาติไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอจะยื่นประกันตัว/p pล่าสุด ได้มีพิธีการฝังศพชัยภูมิ ตามประเพณีท้องถิ่นที่สุสานของชุมชนแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ a href="http://prachatai.org/journal/2017/03/70665"ที่นี่/a/p pด้านทหารผู้กระทำการวิสามัญฆาตกรรม เว็บไซต์ PPTV รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวได้เข้ามอบตัวกับตำรวจแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค. และถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวไปสู้คดีในชั้นศาล/p h3span style="color:#0000ff;"คาดประเด็นร้อน 1-2 เดือน เผยผลชันสูตรทางการ เปิดไต่สวนการตาย/span/h3 pสำหรับขั้นตอนการชันสูตรพลิกศพนั้น สุมิตรชัย อธิบายว่า ศพของชัยภูมิถูกส่งไปที่ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ทีมชันสูตร ได้แก่ อัยการ แพทย์ พนักงานสอบสวนได้ชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่อัยการยังไม่แถลงผลพิสูจน์อย่างเป็นทางการ บันทึกการชันสูตรศพยังต้องใช้เวลารวบรวมอีกประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะส่งให้กับพนักงานสอบสวนในรูปแบบของรายงาน/p pสุมิตรชัย กล่าวต่อว่า หลังอัยการสรุปรายงานชันสูตรพลิกศพจากทุกภาคส่วนแล้วจึงยื่นคำร้องขอไต่สวนการชันสูตร (ไต่สวนการตาย) ต่อศาลตามมาตรา 150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลากี่เดือนเพราะขึ้นอยู่กับรายงานของแต่ละที่ว่าจะส่งกลับมาเมื่อไร คาดว่าคงใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเนื่องจากกรณีนี้เป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้าง ในขณะที่ปรกติจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน/p pทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น อธิบายถึงกระบวนการพิจารณาในชั้นการไต่สวนการตายว่า อัยการจะยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนและเสนอหลักฐานตอนชันสูตรพลิกศพ รวมไปถึงรายงานการชันสูตรจากทุกส่วนงานที่รับผิดชอบ จะมีการนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูลหลักฐานจากฝั่งเจ้าหน้าที่และญาติผู้เสียชีวิต เมื่อศาลไต่สวนแล้วได้ข้อยุติว่าสาเหตุเสียชีวิตมาจากใคร พฤติการณ์การเสียชีวิตเป็นอย่างไร ศาลจะส่งสำนวนและคำสั่งศาลให้อัยการ ถ้าศาลตัดสินว่าเกิดจากการกระทำเกินกว่าเหตุ หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หรือไม่เป็นไปเพื่อป้องกันตัวตามที่เจ้าหน้าที่อ้าง ก็จะกลายเป็นคดีฆ่าคนตายขึ้นมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของอัยการที่จะดำเนินการตัดสินใจสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องต่อไป/p h3span style="color:#0000cd;"ไทยพีบีเอสสัมภาษณ์พยานแวดล้อมอ้างผู้ตายถูกลากมาซ้อม พอวิ่งหนีจึงถูกยิง/span/h3 pขณะที่เมื่อคืนวันที่ 21 มี.ค. ในรายการข่าวภาคค่ำไทยพีบีเอส a href="https://www.facebook.com/exthaipbs/videos/651294581720762/"ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยพีบีเอส/a มีการลงพื้นที่สำรวจจุดตรวจถาวรบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่ามีสภาพค่อนข้างโล่ง อยู่ใกล้จุดตัดทางแยก ห่างจากจุดตรวจมีร้านค้า โรงเรียน ลานกีฬา ชุมชนและป้อมจุดตรวจเก่า/p pโดยไทยพีบีเอสยังสัมภาษณ์พยานรายหนึ่ง ซึ่งไทยพีบีเอสไม่ระบุชื่อ โดยให้ข้อมูลที่ต่างจากเจ้าหน้าที่ว่า ในช่วงที่เกิดเหตุชาวบ้านเห็นเยอะแยะ ตอนที่ชาวบ้านจะเข้าไปใกล้ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า "ไม่ต้องเข้าใกล้ มันไม่มีอะไร มันยังไม่ตาย"/p pคำให้การพยานแวดล้อมสถานที่เกิดเหตุยืนยันว่าได้ยินเสียงปืน 3 นัด โดย 2 นัดแรกเกิดขึ้นก่อนที่นายชัยภูมิจะวิ่งไปในที่จุดที่ถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาได้ยินเสียงปืนอีก 1 นัด และเห็นนายชัยภูมิล้มลง/p p"ชาวบ้านเห็นเยอะแยะ อยู่ในรถลากเขาออกมาซ้อม เหยียบหน้าเขาไว้ แล้วยิงขู่สองนัด พอหลุดจากที่ทหารซ้อม พอหลุดไป ก็วิ่งหนี พอวิ่งหนี ทหารก็ไล่ยิง แล้วไม่ให้ชาวบ้านเข้าใกล้ด้วย" พยานแวดล้อมรายหนึ่งให้ข้อมูล/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ตั้งข้อสังเกตด่านไม่มีกล้องวงจรปิด ตำรวจสอบที่มารถยนต์-เส้นทางการเงิน “ชัยภูมิ”/span/h3 pไทยพีบีเอสยังอ้างถึงคำให้การพยานแวดล้อมอ้างถึงกล้องวงจรปิดที่ด่านจุดตรวจว่า ปกติด่านตรวจทุกด่านต้องมีกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกรถที่สัญจรผ่านด่านตรวจเช่นเดียวกับด่านอื่นๆ อย่างน้อย 2 ตัว/p pโดยพยานแวดล้อมให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า ในช่วงที่มีการตรวจค้น ชาวบ้านก็เห็นไกลๆ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่เห็นว่าเขาเปิดกระโปรงรถไว้ไม่ได้เข้าใกล้ นอกจากนี้ระบุว่าชาวบ้านไม่เห็นว่ามีการต่อสู้กัน แต่เห็นว่ามีการลากคนออกจากรถมาซ้อม/p pตำรวจยังสอบสวนที่มาของรถยนต์ทะเบียน ขก 3774 ว่าเป็นทะเบียนรถไม่ตรงกับชื่อเยาวชนทั้ง 2 คน มีข้อมูลเบื้องต้นว่านายชัยภูมิใช้รถยนต์เกือบปี ซื้อขายรถไม่ได้แบบโอนกรรมสิทธิ์ โดย พ.ต.อ.ชลเทพ ใหม่ไชย ผู้กำกับการ สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่าผู้ตายก่อนตายได้โทรศัพท์กับผู้ใด การเงินการทองในบัญชีได้รับโอนมาจากที่ไหน มีขบวนการไหนมาหลอกใช้ไหม เด็กที่ว่าเป็นเด็กดีทำไมมียาอยู่ในรถ/p pส่วนผู้ยิงที่เป็นเจ้าหน้าที่ เราเรียกมาสอบปากคำ ว่ามีเหตุผลอะไรต้องยิง เขาบอกว่าเป็นการยิงป้องกันตัว ถ้าเขาไม่ยิงจะถูกระเบิด อันนี้เป็นคำให้การของเขา ตำรวจก็จะหาพยานแวดล้อมมาสอบ ว่าน้ำหนักที่ให้การเชื่อถือได้ขนาดไหน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L-KKcgiJJCI" height="1" width="1" alt=""/

เทเรซา เมย์ ประกาศจะใช้ 'มาตรา 50' ให้เริ่มกระบวนการ 'เบร็กซิท'

Tue, 21/03/2017 - 21:17
pนายกฯ สหราชอาณาจักรประกาศจะใช้กฎหมายมาตรา 50 ภายในวันที่ 29 มี.ค. นี้เพื่อให้มีการหารือการออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรป ท่ามกลางท่าทีไม่เป็นมิตรจากผู้นำสกอตแลนด์ที่เรียกร้องให้มีการลงประชามติแยกตัวเองออกจากสหราชอาณาจักร และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองอื่นว่าพยายามเร่งกระบวนการเกินไป/p p!--break--!--break--/p p21 มี.ค. 2560 หลังจากการทำประชามติ 'เบร็กซิท' ที่ผลออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรป (อียู) ภาคส่วนทางการเมืองต่างๆ ของสหราชอาณาจักรก็ผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอนจนกระทั่งเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศว่าจะใช้กฎหมายมาตรา 50 ภายในวันที่ 29 มี.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นกลไกอย่างเป็นทางการในการเริ่มหารือกับสหภาพยุโรปเรื่องที่สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกภาพ/p pทิม แบร์โรว์ ผู้แทนถาวรของสหราชอาณาจักรประจำสหภาพยุโรปแจ้งเตือนสหภาพยุโรปในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 มี.ค.) ว่าจะมีจดหมายประกาศใช้มาตรา 50 ในวันดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มต้นกระบวนการให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปภายในวันที่ 29 มี.ค. 2562 เมย์ประกาศเรื่องนี้ในขณะที่เธอเดินทางเยือนแคว้นเวลส์และมีกำหนดการจะเยือนไอร์แลนด์เหนือและสกอตแลนด์ก่อนการแจ้งด้วยจดหมายอย่างเป็นทางการ/p pเมย์กล่าวว่าเธอจะดำเนินการให้มีการเจรจาข้อตกลงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับสหราชอาณาจักรและผู้คนทุกภาคของสหราชอาณาจักรมากที่สุด โดยที่เธอมีเป้าหมายของตัวเองเช่นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี และการทำงานในประเด็นต่างๆ ร่วมกับสหภาพยุโรปต่อไป/p pการประกาศดังกล่าวออกมาหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนิโคลา สเตอร์เจียน มุขมนตรีประจำสกอตแลนด์ประกาศจะให้มีการลงประชามติแยกตัวสกอตแลนด์เป็นอิสระในรอบที่สองหลังจากที่การเจรจาเบร็กซิทขาดความคืบหน้า รวมถึงเปิดเผยว่าเมย์ปฏิเสธไม่ยอมหารือเรื่องการให้สกอตแลนด์ยังคงเข้าถึงตลาดการค้าแบบตลาดเดียว (Single Market) ของอียู และมีแนวโน้มจะใช้อำนาจจำกัดสกอตแลนด์มากขึ้นหลังออกจากสมาชิกภาพอียูแล้ว โดยสเตอร์เจียนกล่าวว่าอาจจะมีการลงประชามติในเรื่องนี้ภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2561 และช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2562/p pเดวิด ดาวิส เลขาธิการกิจการเบร็กซิทกล่าวยืนยันว่าจะมีการประกาศใช้มาตรา 50 ในสัปดาห์หน้าอย่างแน่นอน ดาวิสบอกว่ากระบวนการนี้จะเป็นขั้นตอนการ "เจรจาหารือที่สำคัญที่สุดของยุคสมัย" สำหรับสหราชอาณาจักร และทางการสหราชอาณาจักรจะพยายามหารือให้เกิดการทำงานร่วมกันได้กับทุกชาติและเกิดความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างสหราชอาณาจักรกับ "เพื่อน" และ "พันธมิตร" ของพวกเขาในสหภาพยุโรป/p pทางการสหราชอาณาจักรเปิดเผยอีกว่าพวกเขายังไม่มีแผนการจะประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วขึ้นหลังจากประกาศใช้กฎหมายมาตรา 50 โดยเรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกับการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในวันที่ 4 พ.ค. นี้หรือไม่ โดยที่ในการเจรจาหารือเบร็กซิทช่วงแรกอาจจะมีความคืบหน้าน้อยมากเนื่องจากเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเลือกตั้งฝรั่งเศสด้วย/p pเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานของสหราชชอาณาจักรกล่าวว่า พรรคแรงงานยอมรับอาณัติของนายกรัฐมนตรีในการเริ่มกระบวนการออกจากสหภาพยุโรป และพวกเขาเคารพต่อเสียงของประชาชน แต่ก็วิจารณ์กระบวนการก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการสร้างข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับรูปแบบการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร/p pทิม ฟาร์รอน ผู้นำพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยวิจารณ์เมย์ในเรื่องกระบวนการเบร็กซิทเช่นกันว่าเป็นการ "เร่งกระบวนการโดยไม่มีแผนการและไม่มีเนื้อหาอะไรเลย" ในช่วงที่เมย์กำลังไปเยือนเขตปกครองต่างๆ เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพของสหราชอาณาจักร แต่ฟาร์รอนมองว่าสิ่งที่เมย์ทำจะยิ่งสร้างความแตกแยกและความขมขื่นของภาคส่วนอื่นๆ ในชาติ/p p"คุณไม่สามารถเร่งเบร็กซิทแล้วจะมีประเทศที่เข้มแข็งเป็นเอกภาพได้" ฟาร์รอนวิจารณ์เมย์/p pที่บรัสเซลส์ซึ่งเป็นศูนย์กลางสหภาพยุโรปและเมืองหลวงของเบลเยียม นายกรัฐมนตรี ชาร์ลส์ มิเชล แสดงความยินดีที่สหราชอาณาจักรประกาศวันเจรจาหารือเบร็กซิทชัดเจนโดยมองว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนbr /nbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTheresa May to trigger article 50 on 29 March, The Guardian, 20-03-2017br /a href="https://www.theguardian.com/politics/2017/mar/20/theresa-may-to-trigger-article-50-on-29-march"https://www.theguardian.com/politics/2017/mar/20/theresa-may-to-trigger-article-50-on-29-march/a/p pScottish independence: Nicola Sturgeon fires starting gun on referendum, The Guardian, 13-03-2017br /a href="https://www.theguardian.com/politics/2017/mar/13/nicola-sturgeon-fires-starting-gun-on-second-scottish-independence-referendum"https://www.theguardian.com/politics/2017/mar/13/nicola-sturgeon-fires-starting-gun-on-second-scottish-independence-referendum/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EZs-htjOiIU" height="1" width="1" alt=""/