ประชาไท

Syndicate content
Updated: 14 min 14 sec ago

บทความแปล: มองการเมืองไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย

Thu, 29/09/2016 - 10:24
!--break--!--break-- pbr /br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เนื่องจากบางสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. อย่างเครือเนชั่น ผู้จัดการ หรือสำนักข่าวไทย ได้เพียรพยายามมานานเป็นปี ๆ ในการทำให้มวลชนเข้าใจว่า ไทยหันมาสังกัดค่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนกับรัสเซียแทนพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง สหรัฐอเมริกา เราจึงน่าจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจใหม่คู่นี้ ว่ามีความแนบแน่นลึกซึ้ง และสามารถคานอำนาจกับตะวันตกอย่างที่สื่อเหล่านั้นพยายามนำเสนอหรือไม่ อย่างไร อันน่าจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในย่านอุษาคเนย์) แท้ที่จริงเลิกสนใจสหรัฐฯ เพราะได้พันธมิตรใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน 2 ประเทศ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกับบรรดาสื่อในสังกัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /บทความนี้แปลจากบทความชื่อ “สหรัฐฯควรกลัวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียหรือไม่” (a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a) จากเว็บไซต์ The National Interest เขียนโดยไมเคิลnbsp; คาร์ก ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย รวมไปถึง แอนโธนีnbsp; ริกเกตต์ส ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของที่เดียวกัน/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongจี/strongนกับรัสเซียได้เพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต อันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การร่วมมือกันที่ถูกยกระดับเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนในการมุ่งทำลายเสถียรภาพของระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก และได้ลดศักยภาพของสหรัฐฯ ในการมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคแห่งนี้nbsp; แต่ชุดแห่งการใช้เหตุผลดังกล่าวมุ่งไปที่องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของความรักใคร่กันครั้งใหม่ของกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโคว์โดยมองข้ามความโดดเด่นขององค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์และหลักการ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในความเป็นจริง ภาวะแห่งการประจันหน้ากับตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนของค่ายจีน-รัสเซียนั้นได้รับการผลักดันโดยการโยงใยทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ อันปรากฏจากการที่รัฐทั้ง 2 รับเอารูปแบบการปกครองอำนาจนิยมมาใช้ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารูปแบบการปกครองอันแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นตัวแทนของความไม่ไว้วางใจระหว่างกันกับตะวันตกและความปรารถนาร่วมกันในการเขียนกฎใหม่แห่งการสร้างระเบียบโลกbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ความตั้งใจของรัสเซียและจีนในการระดมหรือการข่มขู่การใช้กำลังทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศตนขึ้นเรื่อยๆ และยังท้าทายระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตัวตอกย้ำการประเมินที่มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะรัสเซียในยูเครนหรือจีนในทะเลจีนใต้ ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนมาตั้งแต่ในอดีตของพวกตนnbsp; ตามมุมมองหนึ่งเห็นว่า “รัสเซียและจีนบัดนี้กำลังแข่งขันกันในการติดอาวุธ รัฐบาลที่ต่อต้านประชาธิปไตยและต่อต้านสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา และอาจจะร่วมมือกันในการช่วยนิการากัวสร้างคลองข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเป็นทางผ่านทางทะเลให้กับเรือรบของรัสเซียและจีน ทั้ง 2 ประเทศยังช่วยสนับสนุนศัตรูของสหรัฐฯ ในซีเรียและอิหร่าน”/p h4br /strongการจับขั้วเพื่อผลประโยชน์/strong/h4 pถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงเช่นนั้นระหว่างกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่ง แต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าสถานภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียจะยังคงเป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ภาพปรากฏเช่นนี้สะท้อนว่าในขณะที่ทั้งนายปูตินและนายสีพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่าเดิม ซึ่งบัดนี้ยอมรับผลประโยชน์หลักของกันและกัน อย่างไรก็ตามมันล้มเหลวที่จะยกความสัมพันธ์ไปยังการเป็นหนึ่งในสถานะพันธมิตรbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางการทูต รัสเซียและจีนมักแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ใช้สิทธิยับยั้งถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะควบคู่ไปกับรัสเซียซึ่งใช้สิทธิยับยั้งถึง 11 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ การจับคู่กันมีภาพสะท้อนจากการที่ทั้งกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่งทำการยับยั้งถึง 4 มติต่อกรณีซีเรีย นับตั้งแต่ปี 2012 การใช้สิทธิยับยั้งมากจนเกินไปนี้ได้รับการเข้าใจว่าเป็นทั้งการท้าทายการเป็นผู้นำของตะวันตก และเครื่องมือในการชะลอการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /แต่อย่างที่ เดเนียล บรูมเบิร์ก และสตีเวน เฮเดมัน ได้แย้งไว้ว่า นี่เป็นการจับคู่กันที่นำไปสู่ผลทางลบจากการต่อต้านระเบียบสากลของประชาธิปไตย การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของประเทศต่างๆ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่างเช่นสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ในที่สุดแล้วได้นำไปสู่การทูตซึ่งได้ปกป้อง “สิทธิประโยชน์เดิม ๆ หรือรูปแบบดั้งเดิมของความเป็นอิสระของรัฐซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดังเช่นหลักการในการปกป้องnbsp; (Responsibility to Protect หรือ R2P)nbsp; เหตุการณ์นี้สะท้อนจากตัวอย่างเช่นข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งต่อการปฏิบัติตามหลักการ “การไม่แทรกแซง”ตลอดช่วงวิกฤตซีเรียbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในด้านเศรษฐกิจ จีนและรัสเซียต่างร่วมมือกันในการพัฒนาและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันทางพาณิชย์ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS (ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจโตไวอย่าง เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ –ผู้แปล)nbsp; นอกจากนี้ รัฐทั้ง 2 ยังสร้างฉันทามติต่อ “แผนพัฒนาเส้นทางสายไหม” ของจีน และ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ของรัสเซีย โดยเจตจำนงในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โครงการ เพื่อที่จะสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน”ได้บังเกิดขึ้นnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเป็นองค์ประกอบสำคัญสุดของ “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ดังจีนและรัสเซียnbsp; ในปี 2011 จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และแค่ เวลา 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในรัสเซียได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 อันนำมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศไปถึง 100,000,000,000 เหรียญฯnbsp; ธุรกิจอันโดดเด่นที่สุดได้แก่ การเชื่อมโยงท่อน้ำมันและก๊าซจากเขตชายาดินสโกเยไปยังจีน และในบริบทเช่นนี้ มันเป็นไปได้ที่ว่าจีนกำลัง “ชิ่ง” ทางขนส่งเพื่อที่จะบรรเทาการถูกประเทศอื่นสกัดกั้นบนน่านน้ำทะเลจีนใต้ในอนาคตnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /จีนและรัสเซียยังเพิ่มความร่วมมือกันในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งมา 40 ปี นี่ยังรวมไปถึงโครงการของจีนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัสเซียจำนวนมหาศาล ด้วยการซื้อเครื่องบินซูโคย จำนวน 21 ลำ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดnbsp; การเป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ยังขยายไปสู่การฝึกและการซ้อมรบทางทหาร ซึ่งกระทำกันในทะเลญี่ปุ่นอันประกอบด้วย เรือรบ 22 ลำ เครื่องบิน 20 ลำ พาหนะหุ้มเกราะ 40 คัน และเรือดำน้ำ 500 ลำ/p h4br /strongโอกาสน้อยนิดในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ/strong/h4 pด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; มอสโคว์ได้พบกับการท้าทายซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการnbsp; ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การเฝ้ามองมานานของรัสเซียว่าจีนยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ในขณะที่มุมมองเช่นนี้เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันมาตั้งแต่อดีต บูรณภาพทางดินแดนของรัสเซียยังถูกจับตามองด้วยความกังวล เนื่องมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน ซ้ำเติมด้วยพรมแดนร่วมกันอันยาวเหยียดของทั้ง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างคงเส้นคงวาของจีนต่อรัสเซียว่าเป็นคู่ทางธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพnbsp; ในประเด็นนี้ จีนมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของรัสเซียไม่ได้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีนเลย อันส่งผลให้การร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นมากนักnbsp; ดังที่ บอบ่อ โหล ได้กล่าวไว้ “จีนถือว่ารัสเซียเป็นคู่ทางธุรกิจที่ยากจะติดต่อด้วยnbsp; ขั้นแรกชาวจีนมักบ่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากลายเป็นตัวประกันของโอกาสด้านภูมิรัฐศาสตร์ (หมายความว่ารัสเซียใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการกดดันจีนต่อเรื่องการค้าขาย- ผู้แปล)nbsp; มันดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่เสมอ” แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายดังกล่าวของรัสเซียดูเหมือนจะมาจากลัทธิต่อต้านชาวต่างชาติอย่างสูงภายในสหพันธรัฐรัสเซียเอง และความต้องการตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อการอพยพของคนเชื้อสายจีนnbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ภาพปรากฏดังกล่าวขยายตัวไปยังขอบเขตของความสัมพันธ์กับตะวันตก ในประเด็นนี้ รัสเซียยังคงมุ่งสงสัยเกมในระยะยาวของจีนและความจริงที่ว่าจีนมองตะวันตกว่าเป็นศัตรูอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนกับที่รัสเซียมองหรือไม่ หรือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของตนnbsp; มุมมองในเชิงผ่อนปรนของจีนต่อตะวันตกจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าไปใกล้ชิดกับรัสเซียมากจนเกินไป และมันก็จะขัดขวางศักยภาพของจีนในการกลายเป็นผู้นำโลกเท่าเทียมกับสหรัฐฯbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เช่นเดียวกัน ในขณะที่รัสเซียส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายเอเชียในขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมของปูติน ปูตินไม่เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคเอเชียเหนือ และได้ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับยุโรปมากกว่าเอเชียในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของยุโรป ความคลุมเครือดังกล่าวได้นำไปสู่ความเป็นไปที่ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตอาจจะดำเนินนโยบายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งจะทำให้ขั้วระหว่างรัสเซียกับจีนเป็นเรื่องล้าสมัยไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เป็นเรื่องจริงที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันอันแสนวุ่นวายของรัสเซียต้องการให้รัสเซียหันมาร่วมมือกับตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียนั้นได้ผลิตน้ำมันถึง 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และได้รับการพยากรณ์ว่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการของชาวโลกซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่ออนาคตสีเขียวและศักยภาพของจีนในการหันมาพึ่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน (shale gas) เช่นเดียวกับมูลค่าของน้ำมันซึ่งย่ำแย่ตลอด ในที่สุดแล้วอาจหมายความว่ารัสเซียจะต้องมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เมื่อมองผ่านแว่นดังกล่าว จีนและรัสเซียมีส่วนสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิดในวิสัยทัศน์ของโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า และด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการพูดคุยเจรจากับรัสเซียและจีน สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือจากทั้ง 2 ประเทศในประเด็นเกี่ยวกับโลกที่สำคัญที่สุดnbsp; ความสำเร็จของแผนการระหว่างประเทศ อย่างการจำกัดการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ การตกของเครื่องบินเอ็ม เอ็ช 17 และวิกฤตการณ์ซึ่งดำเนินไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐฯ ต้องการการเป็นหุ้นส่วนกับจีนและรัสเซียnbsp; การแตกแยกทางการเมืองโลกใด ๆ จะทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญได้สำเร็จนัก/p h4br /strongบทส่งท้ายของผู้แปล/strong/h4 pปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นภาพสะท้อนของไทยรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” กับทั้งจีนและรัสเซียเหมือนกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อกันดังข้างบน โดยรัฐบาลของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างก็รู้เช่นนี้ดีจึงไม่ได้ต้องการเป็น “ติ่ง” หรืออยู่ในอาณัติของประเทศหรือค่ายใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลาวและเวียดนามซึ่งเคยพึ่งพิงสหภาพโซเวียต (รวมทั้งจีนในเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน) ได้หันมาฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯnbsp; กระนั้นแม้แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นดังตัวอย่างของฟิลิปปินส์ในยุคของประธานาธิบดีร็อดริโก ดูเตอร์เตที่ประกาศตัวออกห่างอิทธิพลของสหรัฐฯ สาเหตุดังกล่าวเพราะโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วเหมือนในช่วงสงครามเย็น หากแต่เป็นยุคแห่งอำนาจหลายขั้ว (Multipolarity)nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้นรัฐบาลของไทยจึงสร้างภาพแบบตี 2 หน้า คือ หน้าแรกสร้างภาพว่าไปเป็นพันธมิตรกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผู้แปลคิดว่ารัฐบาลนั้นย่อมตระหนักดีว่ายักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ไม่แน่นอนอย่างที่บทความได้กล่าวไว้ ไทยจึงเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์แบบทวิภาคกับแต่ละประเทศมากกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วไทยคงเข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai Cooperation Organization (องค์กรแห่งการร่วมมือกันในด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหารที่มีสมาชิกสำคัญคือจีนและรัสเซีย) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งของไทยคือการอาศัยภาพดังกล่าวเพื่อสร้างแรงกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนต่อรัฐบาลทหารในหลายเรื่องเช่นงดเว้นโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะได้ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีของนายดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เลิกประณามสงครามต่อต้านยาเสพติดของตนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพnbsp; หากดูจากปฏิกิริยาของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในขณะนี้ (ตามข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ถือว่า “โรดแม็พ” ของรัฐบาลบรรลุผลในระดับหนึ่ง อันเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกต่อต้านรัฐบาลที่อาศัยสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์br /nbsp;nbsp;nbsp;br /นอกจากนี้ตามมุมมองของผู้แปลเห็นว่าถ้าให้ไทยจัดลำดับสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสหรัฐฯ และค่ายจีน-รัสเซียแล้ว ไทยน่าจะให้ความสำคัญแก่ฝ่ายแรกมากกว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างจีนเข้ามาครอบงำและอาจจะแสวงหาประโยชน์จากตนหรืออาจจะทิ้งตนไปก็ได้หากจีนสามารถสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือตะวันตกในบางประเด็น ใยไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียซึ่งยังไม่เป็นรูปธรรมอะไรชัดเจนนอกจากการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจแบบธรรมดาๆ ซึ่งสามารถพบได้กับรัฐบาลยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญรัสเซียก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรไทยได้หากถูกจีนหรือประเทศอื่นปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ผู้แปลเคยเห็นการ์ตูนของเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการครั้งหนึ่งที่เขียนแสดงภาพnbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ตัวครุฑซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับพญามังกรและหมีขาวเพื่อส่งไปเย้ยสหรัฐฯ อันสะท้อนให้เห็นว่าคนวาดมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองโลกน้อยเต็มที/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075" target="_blank"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/suSu4c-POn8" height="1" width="1" alt=""/

บทความแปล: มองการเมืองไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย

Thu, 29/09/2016 - 10:24
!--break--!--break-- pbr /br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เนื่องจากบางสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. อย่างเครือเนชั่น ผู้จัดการ หรือสำนักข่าวไทย ได้เพียรพยายามมานานเป็นปี ๆ ในการทำให้มวลชนเข้าใจว่า ไทยหันมาสังกัดค่ายทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนกับรัสเซียแทนพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง สหรัฐอเมริกา เราจึงน่าจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจใหม่คู่นี้ ว่ามีความแนบแน่นลึกซึ้ง และสามารถคานอำนาจกับตะวันตกอย่างที่สื่อเหล่านั้นพยายามนำเสนอหรือไม่ อย่างไร อันน่าจะช่วยให้เราเข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทย (รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในย่านอุษาคเนย์) แท้ที่จริงเลิกสนใจสหรัฐฯ เพราะได้พันธมิตรใหม่ที่รักใคร่กลมเกลียวกัน 2 ประเทศ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพของรัฐบาลไทยเช่นเดียวกับบรรดาสื่อในสังกัดเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /บทความนี้แปลจากบทความชื่อ “สหรัฐฯควรกลัวความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียหรือไม่” (a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a) จากเว็บไซต์ The National Interest เขียนโดยไมเคิลnbsp; คาร์ก ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย รวมไปถึง แอนโธนีnbsp; ริกเกตต์ส ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกของที่เดียวกัน/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongจี/strongนกับรัสเซียได้เพิ่มความสัมพันธ์ในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต อันส่งผลให้เกิดความซับซ้อนสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเปราะบางอยู่แล้ว นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า การร่วมมือกันที่ถูกยกระดับเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนในการมุ่งทำลายเสถียรภาพของระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก และได้ลดศักยภาพของสหรัฐฯ ในการมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคแห่งนี้nbsp; แต่ชุดแห่งการใช้เหตุผลดังกล่าวมุ่งไปที่องค์ประกอบที่เป็นรูปธรรมของความรักใคร่กันครั้งใหม่ของกรุงปักกิ่งและกรุงมอสโคว์โดยมองข้ามความโดดเด่นขององค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์และหลักการ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในความเป็นจริง ภาวะแห่งการประจันหน้ากับตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดเจนของค่ายจีน-รัสเซียนั้นได้รับการผลักดันโดยการโยงใยทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ อันปรากฏจากการที่รัฐทั้ง 2 รับเอารูปแบบการปกครองอำนาจนิยมมาใช้ นักวิเคราะห์บางคนเห็นว่ารูปแบบการปกครองอันแข็งกระด้างเช่นนี้เป็นตัวแทนของความไม่ไว้วางใจระหว่างกันกับตะวันตกและความปรารถนาร่วมกันในการเขียนกฎใหม่แห่งการสร้างระเบียบโลกbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ความตั้งใจของรัสเซียและจีนในการระดมหรือการข่มขู่การใช้กำลังทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศตนขึ้นเรื่อยๆ และยังท้าทายระเบียบความมั่นคงของภูมิภาคในปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นตัวตอกย้ำการประเมินที่มองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะรัสเซียในยูเครนหรือจีนในทะเลจีนใต้ ได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีทางการทหารในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางพรมแดนมาตั้งแต่ในอดีตของพวกตนnbsp; ตามมุมมองหนึ่งเห็นว่า “รัสเซียและจีนบัดนี้กำลังแข่งขันกันในการติดอาวุธ รัฐบาลที่ต่อต้านประชาธิปไตยและต่อต้านสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา และอาจจะร่วมมือกันในการช่วยนิการากัวสร้างคลองข้ามมหาสมุทร ซึ่งจะช่วยเป็นทางผ่านทางทะเลให้กับเรือรบของรัสเซียและจีน ทั้ง 2 ประเทศยังช่วยสนับสนุนศัตรูของสหรัฐฯ ในซีเรียและอิหร่าน”/p h4br /strongการจับขั้วเพื่อผลประโยชน์/strong/h4 pถึงแม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงเช่นนั้นระหว่างกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่ง แต่ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าสถานภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียจะยังคงเป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ภาพปรากฏเช่นนี้สะท้อนว่าในขณะที่ทั้งนายปูตินและนายสีพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกว่าเดิม ซึ่งบัดนี้ยอมรับผลประโยชน์หลักของกันและกัน อย่างไรก็ตามมันล้มเหลวที่จะยกความสัมพันธ์ไปยังการเป็นหนึ่งในสถานะพันธมิตรbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางการทูต รัสเซียและจีนมักแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ใช้สิทธิยับยั้งถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งจะควบคู่ไปกับรัสเซียซึ่งใช้สิทธิยับยั้งถึง 11 ครั้ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ การจับคู่กันมีภาพสะท้อนจากการที่ทั้งกรุงมอสโคว์และกรุงปักกิ่งทำการยับยั้งถึง 4 มติต่อกรณีซีเรีย นับตั้งแต่ปี 2012 การใช้สิทธิยับยั้งมากจนเกินไปนี้ได้รับการเข้าใจว่าเป็นทั้งการท้าทายการเป็นผู้นำของตะวันตก และเครื่องมือในการชะลอการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /แต่อย่างที่ เดเนียล บรูมเบิร์ก และสตีเวน เฮเดมัน ได้แย้งไว้ว่า นี่เป็นการจับคู่กันที่นำไปสู่ผลทางลบจากการต่อต้านระเบียบสากลของประชาธิปไตย การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของประเทศต่างๆ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศอย่างเช่นสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ในที่สุดแล้วได้นำไปสู่การทูตซึ่งได้ปกป้อง “สิทธิประโยชน์เดิม ๆ หรือรูปแบบดั้งเดิมของความเป็นอิสระของรัฐซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับข้อตกลงระหว่างประเทศ” ดังเช่นหลักการในการปกป้องnbsp; (Responsibility to Protect หรือ R2P)nbsp; เหตุการณ์นี้สะท้อนจากตัวอย่างเช่นข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งต่อการปฏิบัติตามหลักการ “การไม่แทรกแซง”ตลอดช่วงวิกฤตซีเรียbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในด้านเศรษฐกิจ จีนและรัสเซียต่างร่วมมือกันในการพัฒนาและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันทางพาณิชย์ ดังเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ของกลุ่มประเทศ BRICS (ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจโตไวอย่าง เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ –ผู้แปล)nbsp; นอกจากนี้ รัฐทั้ง 2 ยังสร้างฉันทามติต่อ “แผนพัฒนาเส้นทางสายไหม” ของจีน และ “สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย” ของรัสเซีย โดยเจตจำนงในการร่วมมือกันระหว่าง 2 โครงการ เพื่อที่จะสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน”ได้บังเกิดขึ้นnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันเป็นองค์ประกอบสำคัญสุดของ “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” ดังจีนและรัสเซียnbsp; ในปี 2011 จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และแค่ เวลา 12 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนของจีนในรัสเซียได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 80 อันนำมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศไปถึง 100,000,000,000 เหรียญฯnbsp; ธุรกิจอันโดดเด่นที่สุดได้แก่ การเชื่อมโยงท่อน้ำมันและก๊าซจากเขตชายาดินสโกเยไปยังจีน และในบริบทเช่นนี้ มันเป็นไปได้ที่ว่าจีนกำลัง “ชิ่ง” ทางขนส่งเพื่อที่จะบรรเทาการถูกประเทศอื่นสกัดกั้นบนน่านน้ำทะเลจีนใต้ในอนาคตnbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /จีนและรัสเซียยังเพิ่มความร่วมมือกันในด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งมา 40 ปี นี่ยังรวมไปถึงโครงการของจีนในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัสเซียจำนวนมหาศาล ด้วยการซื้อเครื่องบินซูโคย จำนวน 21 ลำ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดnbsp; การเป็นหุ้นส่วนเช่นนี้ยังขยายไปสู่การฝึกและการซ้อมรบทางทหาร ซึ่งกระทำกันในทะเลญี่ปุ่นอันประกอบด้วย เรือรบ 22 ลำ เครื่องบิน 20 ลำ พาหนะหุ้มเกราะ 40 คัน และเรือดำน้ำ 500 ลำ/p h4br /strongโอกาสน้อยนิดในการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ/strong/h4 pด้วยการพิจารณาถึงปัจจัยดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; มอสโคว์ได้พบกับการท้าทายซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการnbsp; ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การเฝ้ามองมานานของรัสเซียว่าจีนยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน ในขณะที่มุมมองเช่นนี้เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันมาตั้งแต่อดีต บูรณภาพทางดินแดนของรัสเซียยังถูกจับตามองด้วยความกังวล เนื่องมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน ซ้ำเติมด้วยพรมแดนร่วมกันอันยาวเหยียดของทั้ง 2 ประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างคงเส้นคงวาของจีนต่อรัสเซียว่าเป็นคู่ทางธุรกิจที่ไร้ประสิทธิภาพnbsp; ในประเด็นนี้ จีนมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของรัสเซียไม่ได้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีนเลย อันส่งผลให้การร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นมากนักnbsp; ดังที่ บอบ่อ โหล ได้กล่าวไว้ “จีนถือว่ารัสเซียเป็นคู่ทางธุรกิจที่ยากจะติดต่อด้วยnbsp; ขั้นแรกชาวจีนมักบ่นว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากลายเป็นตัวประกันของโอกาสด้านภูมิรัฐศาสตร์ (หมายความว่ารัสเซียใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการกดดันจีนต่อเรื่องการค้าขาย- ผู้แปล)nbsp; มันดูเหมือนว่ามีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอยู่เสมอ” แท้ที่จริงแล้ว กฎหมายดังกล่าวของรัสเซียดูเหมือนจะมาจากลัทธิต่อต้านชาวต่างชาติอย่างสูงภายในสหพันธรัฐรัสเซียเอง และความต้องการตอบรับกับกระแสความไม่พอใจต่อการอพยพของคนเชื้อสายจีนnbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ภาพปรากฏดังกล่าวขยายตัวไปยังขอบเขตของความสัมพันธ์กับตะวันตก ในประเด็นนี้ รัสเซียยังคงมุ่งสงสัยเกมในระยะยาวของจีนและความจริงที่ว่าจีนมองตะวันตกว่าเป็นศัตรูอย่างจริงๆ จังๆ เหมือนกับที่รัสเซียมองหรือไม่ หรือว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของตนnbsp; มุมมองในเชิงผ่อนปรนของจีนต่อตะวันตกจะเป็นอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าไปใกล้ชิดกับรัสเซียมากจนเกินไป และมันก็จะขัดขวางศักยภาพของจีนในการกลายเป็นผู้นำโลกเท่าเทียมกับสหรัฐฯbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เช่นเดียวกัน ในขณะที่รัสเซียส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีน ก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายเอเชียในขอบเขตที่กว้างกว่าเดิมของปูติน ปูตินไม่เคยเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคเอเชียเหนือ และได้ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับยุโรปมากกว่าเอเชียในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของยุโรป ความคลุมเครือดังกล่าวได้นำไปสู่ความเป็นไปที่ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียในอนาคตอาจจะดำเนินนโยบายในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับตะวันตกซึ่งจะทำให้ขั้วระหว่างรัสเซียกับจีนเป็นเรื่องล้าสมัยไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เป็นเรื่องจริงที่ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันอันแสนวุ่นวายของรัสเซียต้องการให้รัสเซียหันมาร่วมมือกับตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียนั้นได้ผลิตน้ำมันถึง 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน และได้รับการพยากรณ์ว่าจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการของชาวโลกซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่ออนาคตสีเขียวและศักยภาพของจีนในการหันมาพึ่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักไว้ในชั้นหินใต้ดิน (shale gas) เช่นเดียวกับมูลค่าของน้ำมันซึ่งย่ำแย่ตลอด ในที่สุดแล้วอาจหมายความว่ารัสเซียจะต้องมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เมื่อมองผ่านแว่นดังกล่าว จีนและรัสเซียมีส่วนสัมพันธ์กันเพียงน้อยนิดในวิสัยทัศน์ของโลกอนาคต ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายเสียมากกว่า และด้วยเหตุนี้ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการพูดคุยเจรจากับรัสเซียและจีน สหรัฐฯ ต้องการความร่วมมือจากทั้ง 2 ประเทศในประเด็นเกี่ยวกับโลกที่สำคัญที่สุดnbsp; ความสำเร็จของแผนการระหว่างประเทศ อย่างการจำกัดการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ การตกของเครื่องบินเอ็ม เอ็ช 17 และวิกฤตการณ์ซึ่งดำเนินไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง ทำให้สหรัฐฯ ต้องการการเป็นหุ้นส่วนกับจีนและรัสเซียnbsp; การแตกแยกทางการเมืองโลกใด ๆ จะทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญได้สำเร็จนัก/p h4br /strongบทส่งท้ายของผู้แปล/strong/h4 pปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นภาพสะท้อนของไทยรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็น “การจับขั้วเพื่อผลประโยชน์” กับทั้งจีนและรัสเซียเหมือนกับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อกันดังข้างบน โดยรัฐบาลของประเทศเล็กๆ ทั้งหลายต่างก็รู้เช่นนี้ดีจึงไม่ได้ต้องการเป็น “ติ่ง” หรืออยู่ในอาณัติของประเทศหรือค่ายใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลาวและเวียดนามซึ่งเคยพึ่งพิงสหภาพโซเวียต (รวมทั้งจีนในเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน) ได้หันมาฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯnbsp; กระนั้นแม้แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นดังตัวอย่างของฟิลิปปินส์ในยุคของประธานาธิบดีร็อดริโก ดูเตอร์เตที่ประกาศตัวออกห่างอิทธิพลของสหรัฐฯ สาเหตุดังกล่าวเพราะโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้วเหมือนในช่วงสงครามเย็น หากแต่เป็นยุคแห่งอำนาจหลายขั้ว (Multipolarity)nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ดังนั้นรัฐบาลของไทยจึงสร้างภาพแบบตี 2 หน้า คือ หน้าแรกสร้างภาพว่าไปเป็นพันธมิตรกับจีนและรัสเซีย ซึ่งผู้แปลคิดว่ารัฐบาลนั้นย่อมตระหนักดีว่ายักษ์ใหญ่ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ไม่แน่นอนอย่างที่บทความได้กล่าวไว้ ไทยจึงเน้นการเชื่อมความสัมพันธ์แบบทวิภาคกับแต่ละประเทศมากกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วไทยคงเข้าร่วมกับองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้หรือ Shanghai Cooperation Organization (องค์กรแห่งการร่วมมือกันในด้านการเมือง เศรษฐกิจและการทหารที่มีสมาชิกสำคัญคือจีนและรัสเซีย) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่อีกหน้าหนึ่งของไทยคือการอาศัยภาพดังกล่าวเพื่อสร้างแรงกดดันสหรัฐฯ ให้ผ่อนปรนต่อรัฐบาลทหารในหลายเรื่องเช่นงดเว้นโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างระบบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จะได้ดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับกรณีของนายดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เลิกประณามสงครามต่อต้านยาเสพติดของตนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันศพnbsp; หากดูจากปฏิกิริยาของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในขณะนี้ (ตามข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ถือว่า “โรดแม็พ” ของรัฐบาลบรรลุผลในระดับหนึ่ง อันเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกต่อต้านรัฐบาลที่อาศัยสหรัฐฯ ในการกดดันรัฐบาลพลเอกประยุทธ์br /nbsp;nbsp;nbsp;br /นอกจากนี้ตามมุมมองของผู้แปลเห็นว่าถ้าให้ไทยจัดลำดับสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างตนกับสหรัฐฯ และค่ายจีน-รัสเซียแล้ว ไทยน่าจะให้ความสำคัญแก่ฝ่ายแรกมากกว่าเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกประเทศขนาดใหญ่ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างจีนเข้ามาครอบงำและอาจจะแสวงหาประโยชน์จากตนหรืออาจจะทิ้งตนไปก็ได้หากจีนสามารถสานผลประโยชน์กับสหรัฐฯ หรือตะวันตกในบางประเด็น ใยไม่นับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียซึ่งยังไม่เป็นรูปธรรมอะไรชัดเจนนอกจากการเชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจแบบธรรมดาๆ ซึ่งสามารถพบได้กับรัฐบาลยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่สำคัญรัสเซียก็คงไม่สามารถจะช่วยอะไรไทยได้หากถูกจีนหรือประเทศอื่นปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ผู้แปลเคยเห็นการ์ตูนของเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการครั้งหนึ่งที่เขียนแสดงภาพnbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ตัวครุฑซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยถ่ายรูปแบบเซลฟี่กับพญามังกรและหมีขาวเพื่อส่งไปเย้ยสหรัฐฯ อันสะท้อนให้เห็นว่าคนวาดมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองโลกน้อยเต็มที/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://nationalinterest.org/feature/should-america-fear-the-china-russia-relationship-15075" target="_blank"Should America Fear the China-Russia Relationship?/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/suSu4c-POn8" height="1" width="1" alt=""/

สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธศาสนาที่ ‘เคารพ’ ประชาธิปไตย

Thu, 29/09/2016 - 08:23
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pหลังปฏิวัติสยาม 2475 พุทธศาสนาไทยไม่ได้ถูกท้าทายด้วยแนวคิดโลกวิสัย (secularism) และกระบวนการทำให้เป็นโลกวิสัย (secularization) เหมือนช่วงปฏิวัติสังคมการเมืองในโลกตะวันตก จึงไม่เกิดคำถามเรื่องการ “แยกศาสนาจากรัฐ” เมื่อไม่เกิดคำถามดังกล่าว จึงไม่เกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาไปกันได้กับระบอบประชาธิปไตย ทั้งในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนา และในเชิงการผลิตสร้างความคิดทางการเมืองที่อ้างอิงพุทธศาสนา/p pฉะนั้น หลัง 2475 จนถึงปัจจุบันจึงไม่มีการแยกศาสนาจากรัฐ ยังมีศาสนจักรของรัฐที่มีบทบาทเป็นกลไกตอบสนองอำนาจและอุดมการณ์ของรัฐ และมีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมการศึกษาตีความธรรมวินัย ซึ่งเป็นลักษณะของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาและอำนาจคณะสงฆ์ที่ขัดกับระบอบเสรีประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน/p pนอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ยังมี “ปัญหาเชิงความคิด” หรือปัญหาเชิงอุดมการณ์ที่สำคัญคือ การเกิดกระแสตีความพุทธศาสนาในทางการเมือง ซึ่งแบ่งได้ 3 แบบ คือ/p p1. การตีความของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยึดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเป็นตัวตั้ง แล้วอ้างอิงความคิดทางพุทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม เช่น การตีความของพระองค์เจ้าธานีนิวัติ (พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) ที่ตีความพุทธศาสนาสร้างแนวคิด “ธรรมราชาสมัยใหม่” ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองโดยทศพิธราชธรรม เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน/p pแต่ไม่ใช่ภายใต้รัฐธรรมนูญหลัง 2575 เพราะรัฐธรรมนูญช่วงนั้นล้วนเป็น “Pure Foreign Institution” (สถาบันที่แปลกปลอม)nbsp; หากแต่หมายถึง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามประเพณีคือพระมนูธรรมศาสตร์มาแต่โบราณ และรัฐธรรมนูญ 2492 ที่เริ่มสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เป็นต้นมา/p p2. การตีความของฝ่ายก้าวหน้าที่ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง แล้วอ้างความคิดพุทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่นการตีความของปรีดี พนมยงค์ (ในหนังสือ “ความเป็นอนิจจังของสังคม”) ที่ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมสู่ความเสมอภาคว่า/p pพระอรรถกถาจารย์ย่อมรู้ถึงกฎแห่งการต่อสู้ว่า คนส่วนมากของมนุษยสังคมต้องได้ชัยชนะคนส่วนน้อย เช่น ในทางรัฐสภาเราก็อาจเห็นได้ว่าเสียงข้างมากย่อมชนะเสียงข้างน้อย ฉะนั้น ชัยชนะในการต่อสู้ขั้นสุดท้ายจึงเป็นของสมาชิกส่วนมากของสังคม...เมื่อระบบกดขี่เบียดเบียนหมดไปแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่มนุษยสังคมต้องเข้าสู่ระบบที่ไม่มีการเบียดเบียน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของยุคศรีอารยเมตไตร คือ มนุษยชาติจะอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปรานีระหว่างกัน ผลแห่งการนั้นก็จะทำให้บุคคลมีความเสมอภาคกันในทุกกรณี...ไม่มีความแตกต่างกันในฐานะและวิถีการดำรงชีพ, ไม่มีความแตกต่างกันในการงานทางสมองกับกำลังกาย,ตลอดจนไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ที่อยู่ในเมืองกับชนบท...ศีลธรรมของมนุษย์ก็จะสูงเด่น เพราะไม่มีกิเลสแห่งการเบียดเบียน สันติสุขก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่มนุษยชาติ/p p3. การตีความที่ยึดธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเป็นตัวตั้ง ได้แก่ การตีความของพุทธทาสภิกขุ (รวมทั้งพระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไป) การตีความเช่นนี้มีสมมติฐานว่า ธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเป็น “ความจริงสูงสุด” (absolute truth) และเป็น “ความดีสูงสุด” (absolute good) ฉะนั้น ธรรมหรือศีลธรรมจึงสูงกว่าระบบการปกครองใดๆ และเป็นมาตรฐานตัดสินความดีหรือความถูกต้องของทุกระบบการปกครอง/p pดังการตีความของพุทธทาสที่ว่า ระบบการปกครองใดๆ ไม่ว่าราชาธิปไตย ประชาธิปไตย หรือเผด็จการสังคมนิยม จะเป็นระบบที่ดีหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ได้จริง ก็ต่อเมื่อเป็นระบบที่มีศีลธรรมหรือถือธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นอำนาจ เป็นธรรมาธิปไตย แม้กระทั่งการใช้สิทธิ เสรีภาพทางการเมืองหรือในการแสดงออกใดๆ ก็ต้องมีธรรมหรือศีลธรรมกำกับ มิเช่นนั้นก็จะเป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพอย่างเห็นแก่ตัวและก่อปัญหาวุ่นวายในสังคม/p pแต่ในกรอบคิดคุณค่าสมัยใหม่ หรือ “ศีลธรรมทางโลก” (secular morality) ถือว่าสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเป็นหลักการทางศีลธรรมแบบหนึ่งที่มีค่าในตัวมันเอง โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ “ศีลธรรมแบบศาสนา” (religious morality) อีกทีหนึ่ง เพราะเมื่อเราใช้สิทธิ เสรีภาพ ย่อมมี “ขอบเขต” ที่ชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้วว่า ต้องไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของผู้อื่น และต้องเคารพผู้อื่นในฐานะเป็น “คนเท่ากัน” การกระทำใดๆ ที่เกินเลยขอบเขตขี้ย่อมขัดกับหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เพราะฉะนั้น การใช้สิทธิ เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ใช่เรื่องของการทำอะไรตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้โดยไม่มีขอบเขตอย่างที่เข้าใจกันอย่างผิดๆ แล้วอ้างว่าการใช้สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธรรมหรือศีลธรรมศาสนาแบบที่พระสงฆ์และชาวพุทธชอบพูดกัน/p pเมื่อพิจารณาการตีความทั้ง 3 แบบ จะเห็นว่าแบบที่ 2 เป็นการตีความที่ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นตัวตั้งหรือเป็นสิ่งสูงสุด แล้วนำความคิดพุทธศาสนาในบางเรื่องมาสนับสนุน การตีความเช่นนี้ย่อมไม่นำไปสู่การสร้างทัศนะที่ผิดๆว่า ระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคไม่มีค่าในตัวมันเอง แต่เป็นการยืนยันการ “มีค่าในตัวเอง” ของประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค แล้วนำความคิดบางอย่างของพุทธศาสนามาใช้เป็นเพียง “เครื่องมือ” สนับสนุนเท่านั้น ไม่ได้ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาสูงส่งเหนือกว่าคุณค่าของประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคแต่อย่างใด/p pstrongแต่การตีความแบบยึดธรรมหรือศีลธรรมเป็นตัวตั้ง หรือเป็นความจริงสูงสุด ความดีสูงสุด ย่อมนำไปสู่การสร้างทัศนะที่ผิดๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง จะมีค่าหรือเป็นสิ่งที่ดีได้ก็ต่อเมื่อมีธรรมหรือศีลธรรมกำกับเท่านั้น/strong/p pฉะนั้น การตีความเช่นนี้ จึงมีความหมายเป็นการนำความจริงและความดีสูงสุดตามความเชื่อทางศาสนานำการเมือง หรือเป็นอุดมคติสูงกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยในตัวมันเอง ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่ที่จะนำความจริงหรือความดีสูงสุดตามความเชื่อทางศาสนามาเป็นอุดมการณ์ในการปกครอง หรือกำกับระบบการปกครองในความหมายที่เหนือกว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ปกครองแบบทางโลกไม่ได้/p pยิ่งกว่านั้น เมื่อถือกันว่าธรรมหรือศีลธรรมคือคุณสมบัติของ “ตัวบุคคล” หรือคณะบุคคลที่เป็น “คนดี” จึงแทนที่ธรรมหรือศีลธรรมจะเป็นหลักประกันความมั่นคงแก่ระบอบประชาธิปไตย แต่ธรรมหรือศีลธรรมไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสมอไป/p pพูดอีกอย่างว่า เมื่อธรรมหรือศีลธรรมเป็นสิ่งสูงส่งเหนือหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยในตัวมันเอง ธรรมหรือศีลธรรมจึงไม่อยู่ในสถานะที่ต้องเคารพหลักการและอุดมการณ์การประชาธิปไตย ฉะนั้น คนดีที่มีธรรมหรือศีลธรรม จึงอยู่เหนือหรือมีอภิสิทธิ์เหนือหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้เสมอไป/p pคนดีที่มีธรรมหรือศีลธรรมแบบพุทธศาสนา จึงคล้ายกับ “คนดีที่กตัญญูต่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคนดีที่ยึดถือ “ความดี” ที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับการเคารพหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างจำเป็น ฉะนั้น เมื่อคนดีประเภทนี้เห็นว่ามีปัญหาการเมือง หรือบ้านเมืองวิกฤต พวกเขาก็ย่อมสามารถใช้อำนาจในฐานะคนดีผู้มีธรรมหรือศีลธรรมและกตัญญูต่อแผ่นดินทำรัฐประหารแก้วิกฤต และนำประเทศชาติเดินหน้าต่อไปในเส้นทางที่พวกตนกุมอำนาจนำทางการเมืองได้เสมอ/p pstrongเท่ากับว่า การตีความพุทธศาสนาทางการเมืองภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาที่ขัดหลักเสรีประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน ย่อมหนีไม่พ้นที่พุทธศาสนาจะถูกใช้ในทางเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตยเสมอไป/strong/p pฉะนั้น ถ้าต้องการปลดปล่อยพุทธศาสนาจาการถูกใช้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย จำเป็นต้องแยกศาสนาจากรัฐ และตีความธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาเฉพาะในแง่สนับสนุนการเคารพหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่านั้น ไม่ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาสูงส่งเหนือกว่าประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค/p pstrongแต่ถือว่าธรรมหรือศีลธรรมพุทธศาสนาต้องถูกอ้างอิงและประยุกต์ใช้ในทางสังคมอย่าง “เคารพ” ประชาธิปไตย และหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pstrongnbsp;/strongnbsp;nbsp;br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PMf9D0m_8D4" height="1" width="1" alt=""/

ใบตองแห้ง: ไม่โกงแต่ละเว้น?

Thu, 29/09/2016 - 07:21
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pวิษณุ เครืองาม อธิบายการ “ยึดทรัพย์” ยิ่งลักษณ์ว่ามีความผิดฐาน “ไม่โกงแต่ละเว้น” ฟังแล้วคิดถึง “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก”/p pขณะที่การคิดค่าเสียหาย 20% ที่เหลือ 80% ไปคิดจากคนอื่น ก็ชวนฉงนว่าใช้หลักอะไร ทำไมต้อง 20% ทำไมไม่เป็น 10% หรือ 30-40% ตอนยึดทรัพย์ทักษิณก็ทำให้คนงงมาทีแล้วว่า ทำไมยึดมูลค่าหุ้นชินคอร์ปที่เพิ่มตั้งแต่วันเป็นนายกฯ ถ้าทุจริต ทำไมไม่คิดจากส่วนที่โกงไป หรือส่วนที่ทำให้รัฐเสียหาย/p pไม่ทราบว่าทนายยิ่งลักษณ์จะเอาคำยืนยัน “ไม่โกง” ไปสู้ในศาลได้หรือเปล่า วิษณุอาจแย้งว่าคนละเรื่องกัน นี่คดีแพ่ง นั่นอาญา คลังเรียกค่าเสียหาย 35,000 ล้าน โทษฐาน “ไม่โกง” แต่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะ ป.ป.ช., สตง. ยกบทความนักวิชาการ TDRI มาทักท้วงว่านโยบายจำนำข้าวจะขาดทุน แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังรับจำนำต่อไป จึงต้องรับผิดทางละเมิด จ่ายค่าเสียหายคืนให้รัฐ/p pstrongฟังแล้วเข้าทีนะครับ รัฐบาลไหน หน่วยงานใด ดำเนินนโยบาย ดำเนินโครงการ แล้วเกิดความเสียหาย เจ๊ง ขาดทุน ต้องรับผิดชอบชดใช้ เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดใช่ไหม จำนำข้าว ประกันข้าว น้ำมันปาล์ม โรงพักร้าง น้ำท่วมปี 53, 54 (ยกเว้นรัฐบาลนี้เพราะท่านมี ม.44)/strong/p pก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะมีเงื่อนไข ต้อง ป.ป.ช. สตง.ทักท้วงแล้วไม่ฟัง ถ้าฟังก็ไม่ผิด หรือถ้าไม่ทักท้วง ก็แล้วกันไป/p pแปลว่าเรามี ป.ป.ช. สตง.เป็นผู้วิเศษ ขยายอำนาจจากตรวจทุจริตมายับยั้งนโยบายได้?/p pพูดอย่างนี้ไม่ใช่เชียร์จำนำข้าว ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำนำข้าว เหมือนไม่เห็นด้วยกับทางจักรยาน กทม. ที่ สตง.ทักท้วงว่าไม่คุ้มงบประมาณ แต่ถ้าจะมีการเอาผิด หรือเรียกเงินคืน ทั้งที่ไม่พบทุจริต ผมก็จะถามว่า สตง.เป็นองค์กรเทวดาจากไหน จึงจะมาตัดสินความถูกผิดของนโยบายแทนคนกรุงที่เลือกผู้ว่าฯ/p pstrongน่าตลกที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกม็อบคนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมี ลุกฮือขับไล่ด้วยข้อหา “โกง” แต่พอจะถูกยึดทรัพย์ด้วยความผิดฐาน “ไม่โกงแต่ละเว้น” ผู้คนกลับตื่นเต้นยินดีว่า “กรรมสนอง”/strong/p pซ้ำยังมีอีก 15 ข้อหา ยาวเป็นหางว่าว เช่น “ไม่โกงแต่ทำน้ำท่วม” รวมความผิดฐานย้ายเลขา สมช. ซึ่งพอศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน แล้วยังจะเอาผิดทางอาญา ในขณะที่ยุคนี้สมัยนี้ใช้ ม.44 ย้ายข้าราชการเป็นว่าเล่น/p pstrongถามหน่อย ต่อไปศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายใคร ผู้บังคับบัญชาต้องถูกลงโทษทั้งวินัยอาญา เป็นบรรทัดฐานหรือไม่/strong/p pอ๊ะอ๊ะ ที่พูดนี่ไม่ได้รับประกันว่ายิ่งลักษณ์ ทักษิณ บริสุทธิ์ผุดผ่องนะครับ แค่เตือนว่ามันกำลังตอกย้ำซ้ำรอยตั้งแต่ปี 49 นักการเมืองที่ประชาชนนิยมล้นหลาม ถูกรัฐประหารโค่นล้มด้วยข้อหา “โกง” แต่ลงท้ายไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเชื่อว่าเขาโกงจริง แค่ถูกตัดสิน “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” “ได้ทรัพย์สินโดยไม่สมควรโดนยึดทรัพย์” นี่ก็กลับมา “ไม่โกงแต่ละเว้น” ซ้ำยังตั้งข้อหายาวเหยียด ที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการตีความ เช่น “ปฏิบัติหน้าที่” หรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ทั้งสิ้น ถามจริงว่าจะแย่งชิงมวลชนหรือยิ่งผลักมวลชน/p pstrongหลังประชามติผ่าน ผู้มีอำนาจเชื่อว่าสามารถจัดการแกนนำทางการเมือง พร้อมไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการสร้างความนิยมผ่าน “ทีมสมคิด” โดยคิดว่าจะแย่งชิงมวลชนได้ พวกเขาจะทำสำเร็จไหม นี่คือช่วงวัดใจ/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /strongที่มา:/strong a href="http://www.kaohoon.com/online/content/view/47922"คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์/a/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3Sxaf__aee8" height="1" width="1" alt=""/

ช่องว่างรายได้ระหว่างเพศที่มีอยู่จริง-หนึ่งในประเด็นสำคัญจากดีเบตฮิลลารี-ทรัมป์

Thu, 29/09/2016 - 05:48
pหนึ่งในประเด็นที่ฮิลลารี คลินตัน พูดเปิดการดีเบตผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คือเรื่องของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การกลบช่องว่างรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ และการลาดูแลลูกแบบยังได้รับค่าจ้าง ซึ่งมีผลการศึกษาประเมินพบว่าช่องว่างรายได้ระหว่างเพศยังมีอยู่และอาจจะต้องใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วคนทีเดียวกว่าจะกลบช่องว่างได้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/ba/Donald_Trump_and_Hillary_Clinton_during_United_States_presidential_election_2016.jpg/640px-Donald_Trump_and_Hillary_Clinton_during_United_States_presidential_election_2016.jpg" style="width: 560px; height: 319px;" /br /strong style="color: rgb(255, 140, 0);"โดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ระหว่างการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาnbsp;/strongbr /strong style="color: rgb(255, 140, 0);"(ที่มาของภาพ: แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)/strong/p p28 ก.ย. 2559 ความเท่าเทียมกันทางเพศเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลเมื่อช่องว่างรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง ยังมีอยู่ทั่วโลก จากที่ก่อนหน้านี้ในรายงานปี 2558 เวิร์ลอิโคโนมิคฟอรัมประเมินว่าต้องใช้เวลาอีก 118 ปี ซึ่งก็คือในปี 2676/p pและเมื่อไม่นานมานี้มีการวิเคราะห์ของกลุ่มที่ปรึกษาด้านการเงินการบัญชีชื่อ "ดีลอยต์" ประเมินว่าต้องใช้เวลาถึงปี 2612 ถึงจะกลบช่องว่างรายได้ระหว่างเพศได้อย่างน้อยก็ในประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างรายได้ของทั้งสองเพศก็เริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างช้าๆ/p p"อัลจาซีรา" ระบุว่าในแง่ของการจ้างงานในตำแหน่งสูงๆ อย่างตำแหน่งการบริหารจัดการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ยังไม่มีความเท่าเทียมกันระหว่างเพศเช่นกัน โรเบิร์ต จอยซ์ จากสถาบันด้านการศึกษางบประมาณให้สัมภาษณ์ต่ออัลจาซีราว่าช่องว่างรายได้จะแย่กว่าเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการลาคลอดหรือลาเลี้ยงดูลูก หนึ่งในข้อเสนอของจอยซ์เกี่ยวกับเรื่องนี้คือการเสนอวัฒนธรรมการเลี้ยงดูลูกแบบร่วมแชร์ความรับผิดชอบของทั้งชาย-หญิง/p pเรื่องการลาเลี้ยงดูลูกก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันในช่วงดีเบตระหว่างฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งทั้งสองพรรคต่างก็เสนอให้มีการลาคลอดหรือเลี้ยงดูลูกได้ โดยที่ทรัมป์เสนอให้มีวันลาสำหรับคุณแม่ 6 สัปดาห์หลังการให้กำเนิดลูก/p pแม้ว่าจะฟังดูก้าวหน้าเมื่อเทียบกับจุดยืนแบบรีพับลิกัน แต่ ลิซา มาตซ์ ผู้นำฝ่ายรัฐบาลสัมพันธ์และการรณรงค์จากสมาคมสตรีมหาวิทยาลัยของอเมริกัน (AAUW) กล่าวว่านโยบายของทรัมป์ยังเอื้อต่อผู้หญิงที่มีลูกเท่านั้นซึ่งถือเป็นปัญหาสำหรับเธอ เพราะมันละเลยความต้องการของผู้เป็นพ่อ ละเลยครอบครัวของคนรักเพศเดียวกัน หรือละเลยครอบครัวที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร การจำกัดการลาเลี้ยงดูลูกให้กับเฉพาะผู้เป็นแม่จึงเป็นเรื่องล้าหลังในประเด็นของช่องว่างระหว่างเพศ มิหนำซ้ำยังเป็นการย้ำให้เกิดอคติในเรื่องที่ว่าผู้เป็นแม่เท่านั้นที่ควรเลี้ยงดูลูก/p pอีกประเด็นหนึ่งที่มาตซ์พูดถึงคือการขาดสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานรับเลี้ยงของเอกชนก็มีราคาแพงบีบให้ผู้หญิงต้องอยู่บ้าน เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องความเท่าเทียมกันของรายได้ถดถอย อีกทั้งยังมีปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงที่เป็นแม่แล้วจะถูกจำกัดสิทธิด้านต่างๆ หรือถูกกีดกันจากที่ทำงาน ซึ่งมาตซ์เรียกว่าเป็น "การลงโทษผู้เป็นแม่"/p pทางด้านคลินตันมีข้อเสนอให้ทั้งพ่อและแม่สามารถลาหยุดได้ 12 สัปดาห์ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นเพศใดหรือมีความเกี่ยวข้องทางชีวภาพกับเด็กหรือไม่ ซึ่งข้อเสนอของคลินตันดูมีความก้าวหน้ากว่าในด้านความเท่าเทียม/p pอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันในสังคมอเมริกันคือเรื่องความโปร่งใสของบริษัท ซึ่งมาตซ์กล่าวว่าบริษัทอเมริกันร้อยละ 60 มักจะมีนโยบายสนับสนุนให้ปกปิดข้อมูลเรื่องรายละเอียดของเงินเดือน ทำให้ผู้หญิงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกเธอได้เงินเดือนเท่าผู้ชายหรือไม่ ทำให้ต้องมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องเปิดเผยในเรื่องนี้ ในสมัยที่คลินตันยังเป็นวุฒิสมาชิกในปี 2552 เธอเคยส่งเสริมกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมของเงินค่าจ้าง (Paycheck Fairness Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยเสริมกฎหมายความเท่าเทียมกันด้านค่าจ้าง (Equal Pay Act) ของปี 2506 อีกทีหนึ่ง ที่มีการห้ามไม่ให้นายจ้างลงโทษลูกจ้างที่เปิดเผยข้อมูลเงินเดือนของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการเสริมกำลังให้แรงงานในการฟ้องร้องนายจ้างถ้าหากถูกเลือกปฏิบัติในเรื่องค่าจ้าง/p pสื่อควอตซ์ระบุว่าในสหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์การเลือกปฏิบัติเรื่องค่าจ้างอย่างหนักมาเป็นเวลานาน ผู้หญิงมักจะได้รับเข้าทำงานด้วยฐานเงินเดือนที่ต่ำกว่าและถูกจำกัดสิทธิต่างๆ ในช่วงที่ทำงานเมื่อมีความผิดพลาดในการเจรจาต่อรอง อย่างไรก็ตามมาตซ์กล่าวว่า ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีการออกกฎหมายใหม่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาห้ามไม่ให้นายจ้างถามเกี่ยวกับเงินเดือนจากที่ทำงานเก่าในการสัมภาษณ์รับเข้าทำงาน ซึ่งมาตซ์มองว่าเป็นความก้าวหน้าที่ควรจะเกิดขึ้นในระดับประเทศด้วย มาตซ์บอกอีกว่าควรจะมีการเสนอช่วงเงินเดือนร่วมกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยในการเจรจาต่อรองค่าจ้างได้ดีขึ้น/p pอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคลินตันจะชื่นชมกฎหมายของรัฐแมสซาชูเซตส์ แต่ก็ยังไม่มีผู้แทนคนใดที่มีข้อเสนอจำเพาะเจาะจงเรื่องความโปร่งใส/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Salary history and salary range, Quartz, 26-09-2016 /spana href="http://qz.com/789975/does-donald-trump-have-a-plan-to-close-the-gender-pay-gap/"span style="color:#0000cd;"http://qz.com/789975/does-donald-trump-have-a-plan-to-close-the-gender-pay-gap//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Trump v. Clinton debate: Promises, blunders from the first presidential debate, Global News Canada, 26-09-2016 nbsp;/spana href="http://globalnews.ca/news/2965048/trump-v-clinton-debate-promises-blunders-from-the-first-presidential-debate/"span style="color:#0000cd;"http://globalnews.ca/news/2965048/trump-v-clinton-debate-promises-blunders-from-the-first-presidential-debate//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"China in debt - The gender pay gap 'non-myth', aljazeera, 24-09-2016 /spana href="http://www.aljazeera.com/programmes/countingthecost/2016/09/china-debt-160924081946832.html"span style="color:#0000cd;"http://www.aljazeera.com/programmes/countingthecost/2016/09/china-debt-160924081946832.html/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Gender pay gap won't close until 2069, says Deloitte, The Guardian, 24-09-2016 /spana href="https://www.theguardian.com/society/2016/sep/24/gender-pay-gap-wont-close-until-2069-says-deloitte"span style="color:#0000cd;"https://www.theguardian.com/society/2016/sep/24/gender-pay-gap-wont-close-until-2069-says-deloitte/span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Gender pay gap 'may take 118 years to close' - World Economic Forum, BBC, 19-11-2015 /spanspan style="color:#0000cd;"a href="http://www.bbc.com/news/world-europe-34842471"http://www.bbc.com/news/world-europe-34842471/a/span/p pspan style="color:#0000cd;"strongข้อมูลเพิ่มเติมจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Motherhood_penalty"https://en.wikipedia.org/wiki/Motherhood_penalty/a/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/a0TK7KCE-tw" height="1" width="1" alt=""/

ผู้นำฟิลิปปินส์ 'ดูเตอร์เต' ขอโทษ-ยอมรับว่าโยงมั่ว 3 รายกรณี 'ผังยาเสพติด'

Thu, 29/09/2016 - 05:33
pประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ 'โรดริโก ดูเตอร์เต' ยอมรับว่า "ผังยาเสพติด" ที่เขาใช้กล่าวหา-สร้างความเชื่wbrอมโยงขบวนการค้ายาเสพติดพัวพันนักการเมืองนั้นมีข้อผิwbrดพลาด เพราะมีบางคนไม่ได้เกี่ยวข้อง พร้อมขอรับผิwbrดชอบอย่างเต็มที่ให้คนถูกกล่wbrาวหาฟ้องได้ อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะออกมายืดอกยอมรับ แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เคยกล่าวหามั่วมาแล้ว ขณะที่นักสิทธิมนุwbrษยชนมองว่าเขาอ้างเรื่องผังเพื่อหาเรื่องกำจัดศัตรูทางการเมือง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8345/29699733500_565c7c793d_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;""ผังยาเสพติด" ที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตอร์เต เคยนำเสนอมาแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: King Rodriguez/Presidential Communications Operation Office//spana href="https://en.wikipedia.org/wiki/Rodrigo_Duterte#/media/File:Rodrigo_Duterte_showing_diagram_of_drug_trade_network_2_7.7.16.jpg"span style="color:#ff8c00;"Wikipedia/span/aspan style="color:#ff8c00;"/แฟ้มภาพ)/span/strong/p pสื่อของฟิลิปปินส์ "ฟิลสตาร์" รายงานเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ผู้wbrออกนโยบายใช้ความรุwbrนแรงปราบปรามยาเสพติดขอโทษต่wbrอสาธารณชนและยอมรับว่า "ผังยาเสพติด" ที่เขาเคยทำมีความผิwbrดพลาดหลายแห่ง/wbr/wbr/wbr/wbr/p p"ผังยาเสพติด" ของดูเตอร์เตคือแผนผังที่wbrเขานำเสนอโดยกล่าวหาว่ามีใครบ้wbrางที่มีส่วนพัวพันเชื่อมโยงกัwbrบการค้ายาเสพติดโดยอ้างว่wbrานำมาจากข้อมูลของตำรวจ อย่างไรก็ตามดูเตอร์wbrเตออกมายอมรับว่ามีข้อผิwbrดพลาดในบางรายชื่อเช่น อมาโด เอสปิโน จูเนียร์ อดีตผู้ว่าการจังหวัดปังกาสินัwbrนที่ปัจจุบันเป็นส.ส.ประจำจัwbrงหวัด, ราฟาเอล "ราฟฟี" บาราน ผู้ว่าราชการปังกาสินัน* และราอูล ซีซอน สมาชิกกรรมการบริหารปังกาสินัน ซึ่งดูเตอร์เตก็ขอโทษในกรณีที่wbrใส่ชื่อพวกเขาเหล่านี้เข้ามาด้wbrวย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pดูเตอร์เตบอกว่าเขาเผลอปล่wbrอยปละละเลยเกินไปจนไม่ได้wbrตรวจสอบเพิ่มเติม จึงขอโทษต่อหน้าสาธารณะและยอมรัwbrบว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้สมบูรณ์wbrแบบ ดูเตอร์เตบอกอีกว่าเขาใช้wbrเวลาหลายคืนในการแยกแยะความสัwbrมพันธ์และความเกี่ยวข้องเชื่wbrอมโยงของการค้ายากับเรือนจำ นิว บิลิบิด ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูwbrงสุดของฟิลิปปินส์ แต่เขาก็ยังพบช่องโหว่ที่ไม่wbrสามารถอธิบายได้โดยอ้างว่wbrาอาจจะเป็นเพราะมาจากข่าวลืwbrอและเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา หรือเป็นเรื่องทางการเมือง หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ถูกกล่wbrาวหาในผังถูกแปะเข้ามาด้wbrวยโดยไม่ได้มีการตรวจสอบความถูwbrกต้องว่าพวกเขามีส่วนร่วมด้wbrวยจริงหรือไม่/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pดูเตอร์เตเผยแพร่ "ผังยาเสพติด" ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมาโดยกล่าวหาว่าวุฒิwbrสมาชิก เลยลา เดอ ลิมา และเอสปิโน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้wbrายาเสพติดภายในเรือนจำนิว บิลิบิด นอกจากนี้ยังโยงเดอ ลิมา กับคนอื่นๆ อย่างขับรถ รอนนี ดายัน, ฟรานซิสโก "ตอตี" บาราน ที่ 3 nbsp;อดีตเลขานุการกระทรวงยุติธรรม, ราฟาเอลผู้เป็นพี่น้องของบาราน, นายพลเกษียณอายุ แฟรงคลิน บูคาโย และซีซอน/wbr/wbr/p pซึ่งนอกจากสามคนที่ประกาศมาแล้wbrวดูเตอร์เตยังยืนยันว่าคนอื่นยัwbrงคงมีส่วนเกี่ยวข้wbrองและเขาขอโทษราฟาเอลแต่wbrเฉพาะกรณีโยงชื่อผิดในผัwbrงยาเสพติดเท่านั้นไม่ได้wbrขอโทษในเรื่องที่เขาถูกลงโทษอย่wbrางการมีส่วนร่วมในการทำเหมืwbrองทรายดำ ดูเตอร์เตบอกอีกว่าเขาขอรับผิwbrดชอบอย่างเต็มที่เพราะเขาเป็wbrนคนเผยแพร่ "ผังยาเสพติด" ด้วยตัวเอง และบอกว่าผู้ที่ถูกกล่wbrาวหาสามารถฟ้องร้องเขาได้ด้วย แต่เขาก็จะตอบกับผู้พิพากษาว่า "ผมขอโทษด้วยแต่ผมต้องให้ข้อมูwbrลกับประชาชนโดยทันทีเพื่อที่wbrพวกเขาจะได้เอาใจใส่เรื่องรอบตัwbrวพวกเขาและป้องกันการแพร่wbrระบาดของยาเสพติด"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pอย่างไรก็ตามหนึ่งในคนที่อยู่wbrในผังยาเสพติดของดูเตอร์เตที่ยัwbrงไม่ถูกถอดออกคือ เดอ ลิมา เป็นหนึ่งในคนที่วิจารณ์wbrนโยบายสงครามยาเสพติดของดูเตอร์wbrเตอย่างจริงจัง/wbr/wbr/wbr/wbr/p pในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดูเตอร์เตยัwbrงเคยประกาศสดทางโทรทัศน์ถึwbrงรายชื่อผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่รัฐ และตำรวจ ที่เขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้wbrองกับการค้ายา เขาสั่งปลดตำรวจที่มีส่วนเกี่wbrยวข้องทันที ให้นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาถูwbrกยกเลิกการรักษาความปลอดภัwbrยจากรัฐบาลและต้องไปรายงานตัวต่wbrอศาลสูงสุดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่มีการอ้างอิงถึงหลัwbrกฐานใดๆ ในการประกาศดังกล่าว ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็wbrนการกำจัดศัตรูทางการเมือง นอกจากนี้ในการประกาศในครั้งนั้wbrนก็มีความผิดพลาดเช่นกัน เช่นมีการประกาศรายชื่อผู้พิwbrพากษาที่เสียชีวิตไปแล้ว 8 ปี/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"stronguเรียบเรียงจาก/u/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Duterte sorry for wrongly tagging officials in ‘drug matrix’, Phil Star, 27-09-2016nbsp;/spana data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?hl=enamp;q=http://www.philstar.com/headlines/2016/09/27/1627948/duterte-sorry-wrongly-tagging-officials-drug-matrixamp;source=gmailamp;ust=1475187822921000amp;usg=AFQjCNFvLFdbtBq8lljRrWCTqTa7KlrtYA" href="http://www.philstar.com/headlines/2016/09/27/1627948/duterte-sorry-wrongly-tagging-officials-drug-matrix" target="_blank"span style="color:#0000cd;"http://www.philstar.com/wbrheadlines/2016/09/27/1627948/wbrduterte-sorry-wrongly-tagging-wbrofficials-drug-matrix/wbr/wbr/wbr/span/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/08/67695" target="_blank"#039;ฤดูสังหาร#039; นิตยสารไทม์รายงานความโหดร้ายนโยบายยาเสพติดของ #039;ดูเตอร์เต#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ncipQBf9z24" height="1" width="1" alt=""/