ประชาไท

Syndicate content
Updated: 8 min 50 sec ago

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ปฏิรูปกองทัพ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Mon, 25/07/2016 - 16:32
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8631/27920051593_142d7c9560_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 462px;" //p pstrongหากประเทศไทยจะสามารถก้าวต่อไปในระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นการปฏิรูปกองทัพ มิฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุสู่ระบอบประชาธิปไตยได้/strong/p pเป้าหมายของการปฏิรูปกองทัพก็คือ ทำให้กองทัพเป็นกลไกรัฐปกติที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง กองทัพไม่มีสมรรถนะที่จะแทรกแซงทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยด้วยการกดดัน หรือโดยวิธีลับอย่างอื่น โดยเฉพาะในการวางนโยบายสาธารณะ ในขณะเดียวกัน กองทัพต้องเป็นกลไกรัฐที่มีประสิทธิภาพด้วย เพราะภารกิจที่กองทัพต้องกระทำตามคำสั่งรัฐบาลพลเรือนในหลายกรณีด้วยกันนั้น มีความสำคัญระดับคอขาดบาดตายแก่ชาติทีเดียว เราจึงต้องมีกองทัพที่เมื่อสั่งให้ไปทำอะไรแล้ว ก็ทำสำเร็จ ในเวลาที่สมควรด้วย ที่สำคัญคือไม่ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนและแก้ไขยากขึ้น อย่างที่เราต้องเผชิญในสามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้/p pในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ กองทัพได้แทรกแซงการเมืองมาอย่างยาวนาน มีผลประโยชน์ปลูกฝังหลากหลายชนิด ที่ยากจะไถ่ถอนออกมาได้ง่ายๆ ฉะนั้นปฏิรูปกองทัพด้วยเป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ง่าย และอาจสำเร็จได้เท่าๆ กับล้มเหลว/p pถึงเวลาที่คนไทยต้องช่วยกันเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น และคิดปรับกลวิธีต่างๆ จากที่อื่นมาประยุกต์ใช้กับกรณีของไทยให้ได้ผล/p pหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกกองทัพแทรกแซงทางการเมืองมานานคืออินโดนีเซีย จนเมื่อระเบียบใหม่ของนายพลซูฮาร์โตถูกทำลายลงใน พ.ศ.2541 กรณีอินโดนีเซียน่าสนใจแก่เราเป็นพิเศษ เพราะกองทัพไม่ได้ถูกลดอำนาจลงจากพลังภายในอื่นๆ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศ (เช่นกรณีติมอร์ตะวันออก และการเปลี่ยนนโยบายของมหาอำนาจหลังสงครามเย็น)/p pผมคิดว่าวันหนึ่งที่กองทัพไทยจะต้องลดอำนาจลง ก็จะมีลักษณะคล้ายอย่างนี้ คือไม่ได้เกิดจากพลังภายในที่ต่อต้านการเมืองของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยจากสถานการณ์ระหว่างประเทศหรือภายนอกเข้ามาผสมโรงด้วย/p pดังนั้นอำนาจของฝ่ายรัฐบาลพลเรือนทั้งในกรณีอินโดนีเซียที่ผ่านมา และไทยในอนาคตจึงย่อมค่อนข้างเปราะบาง โอกาสจะปฏิรูปกองทัพได้สำเร็จก็มี หรือปฏิรูปกองทัพกลายเป็นชนวนให้ทหารกลับเข้ามาคุมการเมืองอีกครั้งหนึ่งก็มีเหมือนกัน ดังในกรณีอินโดนีเซียเองนั้น ก็มีข้อถกเถียงกันระหว่างสองฝ่ายว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง หรือล้มเหลวจนไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างทหาร-พลเรือนไปแต่อย่างไร นอกจากกฎเกณฑ์ระดับบนเท่านั้น/p pในการประเมินของ Marcus Mietzner (ใน The Politics of Military Reform in Post-Suharto Indonesia) เขาเห็นว่า หากแบ่งการปฏิรูปกองทัพออกเป็นสองชั่วอายุคน คือเมื่อเริ่มต้น ยังมีนายทหารที่มาจากระบอบเก่าอยู่จำนวนมาก ดำเนินการปฏิรูปไประยะหนึ่ง นายทหารรุ่นนี้ปลดบำนาญออกไป จะมีนายทหารรุ่นใหม่ที่เติบโตมาท่ามกลางการปฏิรูปขึ้นมาคุมกองทัพแทน (โดยอาศัยการเปรียบเทียบกับการปฏิรูปกองทัพในยุโรปตะวันออกหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์) ก็อาจกล่าวได้ว่า อินโดนีเซียประสบความสำเร็จพอสมควรในการปฏิรูปช่วงชั่วอายุคนแรก/p pกองทัพถูกดึงออกจากการเมืองที่เป็นทางการ อภิสิทธิ์เชิงสถาบันหลายอย่างของกองทัพถูกยกเลิกไป ระบอบปกครองใหม่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ลิดรอนอำนาจวีโต้ของกองทัพออกไปได้ ดังกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียสามารถนำเสนอแผนการสันติภาพในอาเจะห์ได้ โดยกองทัพไม่ขัดขวาง แม้มีนายทหารของกองทัพหลายคนไม่พอใจ/p pการดึงกองทัพออกจากการเมืองที่เป็นทางการนั้นง่าย และเราก็เคยทำได้มาแล้วหลัง 2535 สืบมาจน 2549 แต่กองทัพไทยยังเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ “การเมือง” ระดับที่ไม่เป็นทางการอีกมาก เช่นเป็นกำลังหลักในการปราบยาเสพติด บัดนี้ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นกำลังหลักในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่าและที่ดินอีกด้วย บทบาทเหล่านี้เป็น “การเมือง” อย่างยิ่ง เพราะอาจใช้เพื่อทำลายศัตรูของกองทัพ และสร้างพันธมิตรของกองทัพขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีอภิสิทธิ์เชิงสถาบันอีกหลายอย่างที่กองทัพไทยครอบครองมาอย่างยาวนาน เช่น กอ.รมน. มีบทบาทอำนาจหน้าที่แค่ไหน ควรจะต้องทบทวนแก้ไขให้ต้องถูกถ่วงดุลอย่างได้ผลจากฝ่ายพลเรือน อำนาจของกองทัพในพื้นที่ซึ่งถูกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม เป็นอำนาจอิสระที่ปล่อยให้กองทัพมีไม่ได้ จำเป็นต้องแก้กฎหมายให้กองทัพไม่มีอำนาจเช่นนั้นอีก/p pอันหลังนี่แหละที่ยาก แต่ด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่แรงพอ ก็หาได้ยากเกินกว่าที่รัฐบาลพลเรือนจะไม่สามารถฟันฝ่าไปได้ (หากรู้จักหาฐานสนับสนุนในสังคมให้กว้างและแข็งแกร่งเอาไว้) ประธานาธิบดีวาฮิดได้อาศัยฐานสนับสนุนที่ได้รับอย่างกว้างขวางในระยะแรก เข้าไปแทรกแซงการจัดสรรอำนาจในกองทัพเลยทีเดียว เป็นต้นว่าตั้งพลเรือนเป็นรัฐมนตรีกลาโหม (ดูเหมือนจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนคนแรกของอินโดนีเซีย) ยิ่งกว่านี้ นายทหารที่ขัดขวางการปฏิรูปกองทัพ ก็ถูกปลดประจำการ (เพราะมีส่วนในทารุณกรรมร้ายแรงที่กองทัพกระทำต่อชาวติมอร์) แต่ชดเชยให้ด้วยการเชิญให้มาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาล นับตั้งแต่หลังประธานาธิบดีซูการ์โนเป็นต้นมา ไม่มีประธานาธิบดีพลเรือนคนใดของอินโดนีเซีย ที่มีเจตจำนงในการปฏิรูปกองทัพอย่างหนักแน่นเท่าวาฮิด แม้ว่าการกระทำของเขาเป็นผลให้การเมืองระบอบประชาธิปไตยของอินโดนีเซียเข้าสู่วิกฤตที่เกือบเปิดโอกาสให้กองทัพกลับเข้ามาใหม่ในช่วงท้ายก็ตาม/p pแต่อินโดนีเซียโชคดี หากไม่นับพรรคโกลคาร์ซึ่งเผด็จการทหารตั้งขึ้นมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว พรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งแม้เป็นศัตรูกับวาฮิด ก็ไม่คิดจะไปร่วมมือกับทหารเพื่อนำตัวเองเข้าสู่อำนาจเลย ตรงกันข้ามกับในประเทศไทย ไม่เฉพาะแต่พรรคการเมืองใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดเท่านั้น เรายังมีนักการเมืองที่เติบโตมากับการร่วมมือกับทหารอย่างยาวนาน (ทั้งทางเศรษฐกิจส่วนตัวของแกนนำพรรค และอำนาจการเมืองในท้องถิ่น) คนเหล่านี้พร้อมจะนำพรรคการเมืองของตน หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อไป “หากิน” กับกองทัพได้อีกทุกเมื่อ/p pการมีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ในการปฏิรูปกองทัพของนักการเมืองไทย ซึ่งแม้ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จึงเกิดได้ยาก และมักเลือกวิถีทางที่ไม่ใช่การปฏิรูปกองทัพจริง เช่น เอาญาติของตนเองไปคุมกองทัพ เพื่อให้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนตัวของตนเอง นั่นคือเปิดให้กองทัพแทรกแซงทางการเมืองตามเดิม เพียงแต่ขอให้แทรกแซงมาทางฝ่ายตนเท่านั้น หรือมิฉะนั้นก็ยอมจำนนศิโรราบแก่กองทัพ ด้วยความหวังว่ากองทัพจะปล่อยให้ตนได้ครองอำนาจต่อไปเท่านั้น/p pstrongเราจะแก้ให้นักการเมืองมีเจตจำนงและกึ๋นพอจะปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร ผมก็จนปัญญาครับ นอกจากทำให้ “วาระ”-ปฏิรูปกองทัพเป็น “วาระ” ของสังคมไทยอย่างจริงจัง (อย่างที่เราเคยทำได้ในการผลักดันรัฐธรรมนูญ 2540) แรงกดดันทางสังคมที่แข็งแกร่งเช่นนี้เท่านั้น ที่จะบังคับให้นักการเมืองและพรรคการเมืองจำเป็นต้องมีเจตจำนงในการปฏิรูปกองทัพอย่างหนักแน่น/strong/p pเช่นเดียวกับกองทัพอินโดนีเซีย ใช่ว่านายทหารในกองทัพไทยจะไม่มี “แผล” เสียเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจีที 200, บอลลูนมหัศจรรย์, หรือเหตุการณ์ใน พ.ศ.2553 ปัญหาอยู่ที่ว่านักการเมืองไทยในอนาคตจะใช้ “แผล” เหล่านี้เพื่อปฏิรูปกองทัพหรือไม่ หรือใช้เพียงเพื่อนำกองทัพมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองส่วนตน/p pแม้ประสบความสำเร็จในการดึงเอากองทัพออกจากการเมืองที่เป็นทางการ แต่อินโดนีเซียล้มเหลวในการจำกัดอำนาจของกองทัพหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คือโครงสร้างการบังคับบัญชาทหารในภาคต่างๆ ของประเทศ ระบบ “มณฑลทหาร” หรือ “กองทัพภาค” ของอินโดนีเซีย คือฐานอำนาจของกองทัพในเขตภูมิภาคต่างๆ ฐานอำนาจนี้ทหารใช้ไปในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ตนคุมอยู่ นับตั้งแต่ขายบริการคุ้มครองกิจการทางธุรกิจ, ตั้งสหกรณ์ของตนเอง, ทำวิสาหกิจในพื้นที่ของตนเอง ฯลฯ อย่าลืมว่าการจัดการบริหารกองทัพอินโดนีเซีย เริ่มจากการจัดการบริหารกองโจรซึ่งทำสงครามกับฮอลันดาเพื่อกู้เอกราช กองโจรในพื้นที่ต่างๆ จึงมีอิสระในตนเองสูง รวมทั้งต้องสามารถเลี้ยงตนเองได้ด้วย โครงสร้างอำนาจกองทัพอินโดนีเซียจนถึงทุกวันนี้ก็ยังวางบนพื้นฐานการจัดการกองทัพในสมัยกู้เอกราช/p pทำให้กองทัพอินโดนีเซียไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก ระหว่างนโยบายคอนฟรอนตาซีของซูการ์โน ทหารอินโดนีเซียที่รุกล้ำเข้าไปในดินแดนที่เป็นมาเลเซียซึ่งประธานาธิบดีซูการ์โนต่อต้าน ถูกกองทัพอังกฤษและมาเลเซียสะกัดจนต้องถอยหรือถูกจับเป็นเชลยหมด นโยบายคอนฟรอนตาซีที่มีแต่กองทัพลิเกหนุนหลังเช่นนี้ จึงไม่เป็นภัยคุกคามแก่ใครอย่างวาทศิลป์ของซูการ์โนชวนให้เกรง/p pกองทัพที่เข้าไปยุ่งกับการเมือง ไม่เคยเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพเลยสักกองทัพเดียว (ทำได้แต่ปราบปรามประชาชนผู้ปราศจากอาวุธ) และกองทัพประเภทนี้จำกัดอำนาจการต่อรองของชาติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในบรรดาปัจจัยต่างๆ ที่บังคับให้อินโดนีเซียต้องวางมือจากการยึดติมอร์ ก็คือความไม่มีประสิทธิภาพของกองทัพอินโดนีเซียเอง ไม่เคยปราบเฟรติลินได้-อย่างราบคาบจริงสักครั้งเดียว ได้แต่ใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ, อังกฤษ และออสเตรเลียทำทารุณกรรมแก่ประชาชนติมอร์อย่างเหี้ยมโหดด้วยประการต่างๆ เท่านั้น/p pstrongการปฏิรูปกองทัพของอินโดนีเซียจึงหมายถึงการจัดโครงสร้างกองทัพใหม่ให้เหมาะกับสภาวะของโลกปัจจุบัน ที่กองทัพอาจต้องเผชิญด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือปฏิรูปกองทัพ ไม่ได้หมายเพียงเอากองทัพออกจากการเมืองเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงทำให้กองทัพ “รบเป็น” ด้วย/strong/p pกลับมาสู่ฐานอำนาจในส่วนภูมิภาคของกองทัพอินโดนีเซีย เป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งกองทัพและทหาร แต่ก็ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก จะมีใครอยากไปลงทุนในส่วนที่ต้องเสียค่าต๋งให้กองทัพท้องถิ่นอยู่ตลอดเวลา รัฐมนตรีกลาโหมพลเรือนของประธานาธิบดีวาฮิดประเมินว่ารายได้ที่กองทหารในต่างจังหวัดหาเองนี้เป็นค่าใช้จ่ายของกองทัพถึง 70% หมายความว่ากองทัพอินโดนีเซียพึ่งรายได้จากงบประมาณแผ่นดินเพียง 30% เท่านั้น ฉะนั้นการปฏิรูปในส่วนนี้จึงหมายถึงภาระในงบประมาณส่วนกลางเป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งอาจทำให้ข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมฝ่ายพลเรือนเองไม่สนับสนุนการปฏิรูปกองทัพก็ได้/p pโครงสร้างการบริหารของกองทัพไทยไม่ได้เป็นอย่างนี้ ส่วนใหญ่ของรายได้กองทัพมาจากงบประมาณแผ่นดิน เราไม่มีปัญหาแบบอินโดนีเซีย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทหารและกองทหารในส่วนภูมิภาค ทั้งที่ประจำการอยู่ถาวร หรือลงปฏิบัติราชการชั่วคราว ไม่มีช่องทางหารายได้เลย ทั้งที่ถูกกฎหมาย ปริ่มกฎหมาย และผิดกฎหมาย (ค่าคุ้มครอง, ค้าไม้, ค้าที่ดิน, ค้าคน, ค้าอาวุธ ฯลฯ) แต่นี่เป็นปัญหาของอำนาจรัฐไทยซึ่งกระจายออกไปอย่างไม่ทั่วถึง รัฐบาลกลางไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหารก็ต้องแก้เหมือนกัน แต่หากการปฏิรูปกองทัพทำอย่างได้ผล กลไกรัฐอื่นๆ เช่นตำรวจ, ป่าไม้, กรมอุทยาน, ส.ป.ก. ฯลฯ ก็อาจบังคับใช้กฎหมายกับนายทหารเหล่านั้นได้โดยไม่ถูกขัดขวางจาก”ผู้ใหญ่”/p pรายได้นอกงบประมาณของกองทัพอีกอย่างหนึ่งคือ รายได้จากการผูกขาดทรัพยากรสาธารณะ ที่สำคัญคือคลื่นความถี่ และที่ดินที่สงวนไว้ใช้ในการทหาร ฯลฯ การปฏิรูปกองทัพไทยต้องหมายถึงการสร้างกลไกตรวจสอบ และสร้างระเบียบการได้มาและใช้ซึ่งรายได้ส่วนนี้อย่างรัดกุมด้วย เช่นไม่ปล่อยให้เป็นรายได้ที่อยู่พ้นการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สตง., กรมบัญชีกลาง, และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะกองทัพอาจใช้รายได้ส่วนนี้ซึ่งไม่น้อยในการเป็นฐานเพื่อแทรกแซงการเมืองได้ (เช่นซื้อสื่อ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม)/p pstrongทั้งหมดนี้คงเป็นตัวอย่างว่ามีประสบการณ์ของสังคมอื่นให้เราช่วยกันเรียนรู้ได้มาก เพื่อจะได้ช่วยกันคิดต่อไปว่าเราจะปฏิรูปกองทัพกันอย่างไร เพื่อให้ประเทศของเราเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางเงื่อนไขใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว/strong/p h4 style="text-align: center;"strong0000/strong/h4 pnbsp;/p pstrongเผยแพร่ครั้งแรกใน: /strongมติชนรายวัน 25 กรกฎาคม 2559/p pstrongที่มา: /stronga href="http://www.matichon.co.th/news/222896"Matichon Online/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vKOKOz-MWyU" height="1" width="1" alt=""/

สามชาย ศรีสันต์: ทำไมชาวบ้านจึงประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

Mon, 25/07/2016 - 16:18
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8613/28510134615_9c254e8ed1_z_d.jpg" style="width: 540px; height: 304px;" //p pbr /จากการที่ได้ฟังตัวแทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของ 43 องค์กร แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจว่า รัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับชาวบ้านอย่างลึกซึ้ง เป็นเรื่องความเป็นอยู่หลับนอนในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ที่คนเมืองอย่างผมไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้มากไปกว่า ประเด็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพในการเลือกตั้ง การพูด การแสดงความคิดเห็น/p pชาวบ้านได้พูดให้ฟังถึงความทุกข์ยากที่พวกเขาได้รับจากรัฐบาล จากนโยบาย กฎหมาย ประกาศ คำสั่ง ที่ออกมาลิดรอนความสุข เชื่อมโยงไปถึงข้อความในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ที่กำลังจะลงประชามติ ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้มองเห็นภาพและเข้าใจว่า ทำไมชาวบ้านในชนบท ในป่า บนดอย เหล่านี้ เข้าใจการเมืองได้ลึกซึ้งในมิติที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตและร่างกายของพวกเขา มากกว่าคนเมืองที่เข้าใจการเมืองเพียงถ้อยคำสวยหรูในเชิงคุณธรรม จริยธรรม/p pโดยพบว่ามีเหตุผลสำคัญ 4 ประการ ที่ตัวแทนองค์กรผู้ขึ้นพูดบนเวทีได้ชี้ให้เห็น/p p1. การทวงคืนผืนป่า การไล่รื้อ เผาทำลาย ที่อยู่อาศัย และพืชไร่ พืชสวนของชาวบ้าน เป็นการทำลายทรัพย์สิน และคุกคามต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยตรง “การไล่รื้อไม่เคยดำเนินการกับรีสอร์ท บ้านคนรวย” การที่รัฐธรรมเขียนไว้ว่า การใช้สิทธิของประชาชนทำได้ แต่... “ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” ดังนั้นการทวงคืนผืนป่า การทวงคืนที่สาธารณะ การปราบปรามการชุมนุม เคลื่อนไหว เรื่องเหล่านี้อ้างเหตุผลเป็นไปเพื่อความไม่มั่นคงของรัฐได้ทั้งสิ้น ทั้งยังไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญที่ชาวบ้านจะมั่นใจได้ว่า จะคุ้มครองไม่ให้รัฐมาอ้างความเป็นเจ้าของทรัพยากร และทวงคืนเอาจากประชาชนภายหลังจากที่ประชาชนได้ลงทุนลงแรงไปกับทรัพยากรเหล่านั้นแล้ว นี่คือประเด็นแรกที่ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้/p p2. การนำกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐ เข้าไปควบคุม จับกุมตัว ชาวบ้านที่ต่อต้าน เหมืองแร่ โรงไฟฟ้า โรงงานกำจัดขยะ และอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนภาคธุรกิจ เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อน โดยกันชาวบ้านไม่ให้แสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อต้าน ทำให้เข้าใจได้ว่า สิทธิที่เคยมีอยู่ของชาวบ้านที่จะออกมาต่อต้านการกลุ่มทุนเหล่านี้ จะถูกอ้างว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เหมือนกันที่ใช้เป็นข้ออ้างจับกุมตัวไปอบรมความประพฤติ นำกองกำลังเข้ามาควบคุมไม่ให้เคลื่อนไหว โดยอ้างคำสั่งฉบับที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ในปัจจุบัน และอาจเลยไปถึงองค์กรของรัฐทุกองค์กรยืนอยู่ข้างนายทุนตามแนวนโยบาย “ประชารัฐ” ที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย/p p3. การเตรียมการยกเลิกระบบสวัสดิการต่างๆ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ความพยายามที่จะยกเลิกนโยบายบัตรทอง ลดระดับชั้นเรียนฟรีที่รัฐจะจัดให้ สิ่งเหล่านี้ทำให้สวัสดิการซึ่งเป็นสิทธิกลายเป็นการสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ ประชาชนที่ที่ยากจนข้นแค้น โดยมีมาตรการการลงทะเบียนคนยากจนเตรียมการไว้รองรับ จะเห็นได้จากการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะให้สิทธิการรักษาพยาบาล เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ(เฉพาะ)แก่ผู้ยากไร้ ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ยากไร้ในคำนิยามของรัฐธรรมนูญนี้ เกิดความไม่มั่นใจว่าสิทธิเหล่านี้จะยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่/p p4. กฎหมาย คำสั่ง ประกาศ ที่ผ่านมา เป็นคำสั่งประกาศที่ล้วนลิดรอนสิทธิของชาวบ้าน และเพิ่มสิทธิให้กับผู้ประกอบการ เช่นคำสั่งหัวหน้า คสช. 4/2559 ยกเว้นผังเมืองสำหรับกิจการพลังงานและขยะ ซึ่งหมายความว่า ต่อไปจะนำขยะ ไปกำจัด ฝังกลบ ตั้งโรงงานรีไซเคิล ในพื้นที่ใดก็ได้โดยไม่ถูกจำกัดควบคุมด้วยผังเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศยกเว้นให้โรงไฟฟ้าขยะไม่ต้องจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ร่าง พ.ร.บ. เหมืองแร่ที่ทำให้การขออนุญาตทำเหมืองง่ายขึ้น โดยโอนอำนาจการอนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ตกอยู่แก่ระบบราชการฝ่ายเดียว ทำให้อนุมัติให้สั้นลงโดยไม่ต้องไปถามความเห็นของประชาชน พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ควบคุม จำกัด การเคลื่อนไหวของประชาชนแทบทุกรูปแบบ สิ่งเหล่านี้ล้วนลดทอนความเป็นประชาชนลง และเพิ่มสิทธิอำนาจให้กับผู้ประกอบการ/p pประชาชนในความหมายทางปฏิบัติของรัฐธรรมนูญ จึงอาจไม่ใช่ประชาชนคนส่วนใหญ่ แต่เป็นรัฐและนายทุน โดยประชาชนในความหมายเดิมกลายเป็นผู้ก่อความไม่สงบที่ทำลายความมั่นคงของรัฐ/p pท้ายที่สุดรัฐบาลชุดนี้สร้างบรรยากาศของการหมิ่นแคลนชาวบ้านว่า เป็นผู้ไม่รู้ ไม่ประสีประสา “คนตัดหญ้าหน้าทำเนียบจะไปรู้อะไร” เกษตรกร ชาวนา เป็นภาระและรอรับความช่วยเหลือตลอดเวลา ไม่ปรับปรุงพัฒนา รูปแบบการผลิต และหลงอยู่กับนโยบายประชานิยม แน่นอนว่าในฐานะคนที่เท่าเทียมกันไม่มีใครต้องการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกอบกับ 2 ปีที่ผ่านมา นโยบาย มาตรการ การกระทำที่ออกมาก็ล้วนคุกคามใช้กำลังต่อชาวบ้าน ต่อคนเล็กคนน้อยมาโดยตลอด ซึ่งแทนที่จะทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้กลับยิ่งจะสร้างความขัดแย้งรุนแรง และแตกแยกมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ ชาวบ้าน ประชาชน คนเล็กคนน้อย ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้/p h4 style="text-align: center;"strong0000/strong/h4 pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QDl6M8gg1gw" height="1" width="1" alt=""/

ผูกไมตรี กกต.พิจิตรนำผลไม้เลี้ยงฝูงลิงฉีกบัญชีผู้มีสิทธิประชามติ

Mon, 25/07/2016 - 14:54
!--break--!--break-- p25 ก.ค.2559 จากกรณี วานนี้(24 ก.ค.59)เกิดเหตุฝูงลิงป่า บุกศาลาวัดหาดมูลกระบือ หมู่ 1 ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นสถานที่ติดประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ลงประชามติ ฝูงลิงจำนวนมากทำการฉีกบัญชีรายชื่อจนเสียหาย (a href="http://prachatai.org/journal/2016/07/67047"อ่านรายละเอียด/a)/p pล่าสุดวันนี้ (25 ก.ค.59) nbsp;a href="http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=716015"สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น./a ประยูร จักรพัชรกุล ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ จ.พิจิตร และ ดร.สุรชัย มณีประกร นายอำเภอเมืองพิจิตร พร้อมด้วยชาวบ้านร่วมกันนำผลไม้ กล้วย แตงโม ถั่วฝักยาว แตงกวา จำนวนมาก ไปเลี้ยงฝูงลิงดังกล่าวเพื่อเป็นการผูกมิตรไมตรี อีกทั้งยังได้มีการนำบัญชีรายชื่อชุดใหม่ไปติดประกาศ โดยจุดที่ติดประกาศครั้งใหม่ มีกระจกใสจึงมั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาจากที่เคยเกิดขึ้นได้/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67047" target="_blank"ล้อมจับฝูงลิง ที่พิจิตร หลังก่อเหตุ ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิประชามติ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/liptpPNYKWo" height="1" width="1" alt=""/

อภิสิทธิ์เตรียมแถลงจุดยืนต่อ ร่างรธน. 27 ก.ค.นี้ ระบุไม่ใช่มติพรรค

Mon, 25/07/2016 - 14:17
pระบุส่วนตัวมองถึงอนาคตของประเทศ โดยมองข้ามการทำประชามติและร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว เผยจุดยืนที่ออกมา ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคแล้ว จึงไม่หนักใจ เพราะทุกคนยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกัน และสมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8574/28455674471_5cc62b8dda.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาเฟซบุ๊กnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva/photos/a.10154022006741144.1073742817.17171146143/10154022008961144/?type=3amp;permPage=1"span style="color:#ff8c00;"Abhisit Vejjajiva/span/a/p p25 ก.ค.2559 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ nbsp;หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จะแถลงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ nbsp;ในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วันพุธที่ 27 ก.ค. นี้ nbsp;ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่มติของพรรค เพราะมีคำสั่ง คสช.ที่ห้ามทำการประชุมพรรค/p p“จุดยืนที่ออกมา ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคแล้ว จึงไม่หนักใจ เพราะทุกคนยอมรับในความเห็นที่แตกต่างกัน และสมาชิกทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่มีใครปิดกั้นใคร แต่เชื่อว่าทุกคนจะรอดูท่าทีของผมก่อน“ อภิสิทธิ์ กล่าว/p pอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัว วันนี้ nbsp;มองถึงอนาคตของประเทศ nbsp;โดยมองข้ามการทำประชามติและร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่เป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว เพราะปัญหาของประเทศวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่มีปัญหาอีกหลายมิติที่สำคัญ เช่น ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา ตลอดจนการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น nbsp;ที่เป็นโจทย์สำคัญ ที่ต้องแก้ไขให้ได้อย่างจริงจัง/p p“รัฐธรรมนูญต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ซึ่งหากทุกคนมองปัญหาร่วมกันแล้ว คงเป็นเรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จในทิศทางเดียวกัน และสามารถทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” อภิสิทธิ์ กล่าว/p divnbsp;/div divemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/521068"สำนักข่าวไทย/a/em/div divnbsp;/div div id="oxTopAdWrapper_5795ba382b853"nbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Jvf7xt_n_60" height="1" width="1" alt=""/

สัมภาษณ์: ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์ ศิลปะในประเทศที่รัฐผูกขาดศิลปะและไร้เสรีภาพ

Mon, 25/07/2016 - 13:59
pตั้งคำถาม-หาคำตอบของปัญหาสังคมจากงานศิลปะแขนงต่างๆ ผ่านศิลปินร่วมสมัย ชี้ให้เห็นความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออก-การศึกษา-ปัญหาของวงการศิลปะไทย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8471/27916913003_2ea56a64d5_z.jpg" style="width: 540px; height: 360px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์/strong/span/p pเพศ คนชายขอบ และการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นปัญหาร่วมสมัยที่เห็นได้ชัดเจนในยุคสมัยนี้ และน้อยครั้งที่ศิลปะร่วมสมัยจะเข้ามามีบทบาทในการสะท้อน ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ เช่นเดียวกับปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์ ศิลปินร่วมสมัยด้านสหศาสตร์ ผลงานของเธอได้รับแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งก่อให้เกิดคำถามต่อตัวเธอเองและสังคมด้วยเทคนิคภาพเคลื่อนไหว (Video) และศิลปะจัดวาง (Installation) เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความคิด/p pผลงานบางส่วนที่ผ่านมา เธอจับประเด็นเรื่องความเป็นพ่อ-แม่ในสังคมไทย ตั้งข้อสงสัยส่วนตัวว่า แท้จริงแล้ว ครอบครัวคืออะไร และถ่ายทอดออกมาเป็นงานภาพถ่าย นอกจากนั้น เธอยังลงพื้นที่ ใช้ชีวิต และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มแรงงานภาคเหนือ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจากสถานที่จริง ในแบบที่ศิลปินน้อยคนจะทำ เพราะตัวตนที่น่าสนใจนี้เอง ทำให้เธอติด 1 ใน 5 ศิลปินร่วมสมัยที่ดีที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิตยสารเซาท์อีสเอเชีย โกลบ (Southeast Asia Globe) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา/p pspan style="color:#0000cd;"strongอะไรทำให้เลือกหยิบเอาประเด็นทางสังคมมาทำเป็นงานศิลปะ ทั้งที่ศิลปินหลายคนเลือกที่จะหยิบประเด็นส่วนตัวมาทำงาน/strong/span/p pจุดเริ่มต้นเกิดจากเรามีความสนใจ มีคำถามกับบางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญเราชอบอ่านหนังสือ ส่วนมากก็เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ช่วงอยู่ที่ฝรั่งเศสได้มีโอกาสเรียนด้านปรัชญา โดยเฉพาะด้านปรัชญาสังคมวิทยา จนพบว่า จุดเปลี่ยนทางความคิดล้วนมาจากการอ่านหนังสือ การอ่านทำให้เราสงสัยและอยากรู้เรื่องปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว รวมทั้งเราสามารถหยิบทฤษฎีบางอย่างมาเป็นกรอบในการมองโลก ในการทำงานตั้งแต่สมัยเรียน/p pงานเราไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง แต่พูดเรื่องสังคมรอบข้างและปรากฏการณ์รอบตัว ซึ่งไม่ได้ชี้ชัดเฉพาะในเรื่องการเมือง แต่ออกไปในแนวเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ ส่วนตัวคิดว่า ชีวิตเราไม่ได้มีความน่าสนใจจนต้องสื่อสารออกมาเป็นงานศิลปะ เราพร่ำถามตัวเองตลอดว่าเราเป็นใคร จะทำอะไร และจะทำอย่างไรต่อ เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างตลอดเวลา ทั้งเพื่อนที่เรียน เพื่อนที่ทำงาน หรือแม้แต่เพื่อนข้างบ้าน เราเลยอยากพูดถึงสิ่งเหล่านี้มากกว่า และแน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ล้วนมีผลกระทบกับงานอย่างมาก/p blockquotepstrong“ศิลปะไม่เพียงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ แต่ยังมีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์ และมีส่วนในการก่อรูปของโลกทัศน์/strongstrongอีกด้วย”/strong/p /blockquote pการทำงานศิลปะของเราก็เหมือนกับการทำความเข้าใจตัวเอง ยิ่งเราไม่เข้าใจสิ่งรอบข้าง ไม่เข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ มีคำถามกับบางสิ่งบางอย่างเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งต้องอ่าน คิด วิเคราะห์ และลงลึกหาข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจกับความคิดตัวเองและแปลมันออกมาทางสื่อศิลปะ/p pspan style="color:#0000cd;"strongการทำงานศิลปะบอกเล่าเรื่องราวอะไรได้บ้าง/strong/span/p pศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคม อาจเป็นการวิพากษ์สังคม หรือเป็นก้อนตะกอนที่เปรียบเสมือนบทสรุปว่าสังคมนี้เกิดอะไรขึ้น ศิลปินควรมีความคิด ทัศนคติ มุมมองของการวิพากษ์อย่างไรก็ได้ต่อสังคมของเขาอย่างอิสระ ในมุมของเราคิดว่า ศิลปะยุคนี้ไม่ควรเป็นศิลปวัตถุที่นอนเอื่อยเฉื่อย เมื่อผ่านเหตุการณ์และบทสรุปมากมายเช่นตอนนี้ ศิลปะควรมีบทบาทที่แอคทีฟมากขึ้น เรายังถามตัวเองว่าพอมีหนทางอื่นอีกไหมที่จะทำให้ศิลปะมีบทบาทมากกว่านี้ เพราะศิลปะไม่เพียงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ แต่ยังมีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์ และมีส่วนในการก่อรูปของโลกทัศน์อีกด้วย/p pspan style="color:#0000cd;"strongทำไมงานที่เป็นแทรดดิชั่นนอล /strongstrong(Traditional) หรือแนวขนบ ถึงได้รับความนิยมในไทย/strong/span/p pส่วนตัวไม่ได้เรียกร้องให้คนทำงานศิลปะทุกคนต้องทำงานเพื่อสังคมหรือการเมือง เพราะทุกคนต่างมีความสนใจและความชอบ ความถนัดต่างกัน วงการศิลปะมีระบบเศรษฐศาสตร์ของมัน มีศิลปิน ภัณฑารักษ์หรือคิวเรเตอร์ (Curator) แกลเลอรี่ หอศิลป์ นักสะสมงาน บริษัทรับติดตั้งงาน บริษัท Shipping ฯลฯ ปัญหาคือบ้านเราขาดนักสะสม เพราะนักสะสมบ้านเราส่วนใหญ่มักนิยมสะสมแต่งานที่ได้รับรางวัล หลายสิบปีที่ผ่านมามีการประกวดรางวัลระดับชาติต่างๆ ซึ่งทำให้งานศิลปะแทรดดิชั่นนอลกลายเป็นระบบคุณค่าที่ถูกสถาปนามาแล้ว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐเข้าไปกำหนดควบคุมว่าสิ่งไหนดีหรือสิ่งไหนไม่ดี จะเห็นได้ว่า งานศิลปกรรมแห่งชาติที่ถูกมองว่ามีคุณค่าหรือดีงาม จึงมีอยู่สไตล์เดียวคือรับใช้อุดมการณ์หลักของชาติ ได้แก่ รัฐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และแน่นอนว่าเมื่อมีคนให้คุณค่าแบบนั้น นักสะสมก็ย่อมตามเก็บซื้อผลงาน/p pในช่วงหลังที่มีหอศิลป์ใหม่ๆ เกิดขึ้น พื้นที่ของศิลปะร่วมสมัยก็มีมากขึ้น แต่ผู้ชมก็ยังคงวนเวียนอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่ม บางคนยังสงสัยว่า งานศิลปะอะไร คือการระบายสีเท่านั้นเหรอ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อศิลปะร่วมสมัยนั้นยังห่างไกลจากชีวิตประจำวันอยู่มาก/p pspan style="color:#0000cd;"strongทำไมประเทศไทยจึงขาดแคลนนักสะสม ในต่างประเทศประสบปัญหาเดียวกันไหม/strong/span/p pถึงแม้จะมีนักสะสมรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง แต่ส่วนมากก็ยังเลือกเก็บงานของศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก มีรางวัลการันตี ผ่านเทศกาล หรือองค์กรศิลปะต่างประเทศแล้ว หากเป็นศิลปินเด็กๆ ก็ค่อนข้างอยู่ยากในวงการนี้ ที่อินโดนีเซียค่อนข้างแข็งแรงกว่าทั้งด้านคนทำงานศิลปะ องค์กรที่จัดรวมข้อมูลศิลปิน และผลงานศิลปิน ซึ่งช่วยให้นักสะสมสามารถติดตามผลงานของศิลปินแต่ละคนได้อย่างต่อเนื่องและง่ายต่อการสะสมรวบรวมผลงาน/p pเมื่อก่อนคนในแวดวงศิลปะจะรู้สึกว่า ศิลปะไม่ขยับขยายเพราะเราขาดคิวเรเตอร์ แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีคนในแวดวงหลายๆ คนที่เรียนจบและทำงานในด้านนี้ ทั้งการจัดการ และคิวเรท จึงน่าจับตาว่าต่อไปจะมีการเปลี่ยนแปลงวงการศิลปะได้มากน้อยเพียงไหนในบ้านเรา/p pspan style="color:#0000cd;"strongงานของคุณได้รับการตอบรับอย่างไรบ้างจากสังคม/strong/span/p pคงต้องพูดเป็นชิ้นๆ ไป อย่างเซต ‘Queerness’ ซึ่งเป็นโฟโต้ซีรี่ย์ คนที่ให้ความสนใจส่วนมากอยู่นอกแวดวงศิลปะ เห็นได้จากสื่อที่ให้ความสนใจก็ไม่ได้มาจากนิตยสารศิลปะ แต่กลับมาจากแมกกาซีนทั่วไปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม เขาอยากจะรู้ว่าเราคิดอะไร อาจเพราะตัวเราเองไม่ได้ยึดติดกับทักษะ แต่เน้นเรื่องคอนเซ็ปท์และการตีความในการแปลออกมาเป็นงานศิลปะ งานเราจึงไม่แมส และไม่อยู่ในความสนใจของคนเท่าที่ควร/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8811/27916062664_70bee833e7.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /ตัวอย่างงานจากชุด Queernessbr /emJenny amp; Ye/embr /2012. Photograph 60 cm x 60 cm, Giclée Printbr /(ที่มาภาพ a href="http://www.piyaratpiyapongwiwat.com"http://www.piyaratpiyapongwiwat.com/a)/p pงานเซตนี้ เกิดขึ้นเพราะเรารู้สึกคัลเจอร์ ช็อค หลังกลับจากเมืองนอก ว่าทำไมจึงมีป้ายแบนเนอร์เกี่ยวกับสถาบันครอบครัว ที่แทนค่าความเป็นครอบครัวด้วยพ่อและแม่เต็มไปหมด มันเกิดคำถาม จึงเริ่มถ่ายภาพพอร์ทเทรตครอบครัวให้มากที่สุด ในลักษณะภาพพอร์ทเทรตสมัยโบราณอิริยาบทต่างๆ คล้ายกับเป็นการสังเกตการณ์ เราไปเจอครอบครัวของหญิงรักหญิงหลายคู่ จนยิ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ความเป็นครอบครัวนั้นต้องเป็นพ่อ แม่ ลูกหรือเปล่า แล้วหากเป็นหญิง-หญิง ชาย-ชาย โดยไม่ต้องมีลูก สามารถเป็นครอบครัวได้หรือเปล่า การทำงานจึงปรับเปลี่ยนมาเจาะถ่ายแต่คู่ที่เป็น หญิง-หญิง และชาย-ชาย จนได้คัดบางภาพมาแสดง และพบว่ายังมีบางปัจจัยที่ขาดอยู่ เช่น ภาพชุดนี้ยังเน้นกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นกลาง ทั้งๆ ที่เรื่องเพศสภาพและเพศวิถีมีความสลับซับซ้อนกว่านั้น อาจเป็นกะเทยคู่กับกะเทย หรือทอมคู่กับกะเทยก็ได้เช่นกัน/p blockquotepstrong“ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐเข้าไปกำหนดควบคุมว่าสิ่งไหนดีหรือสิ่งไหนไม่ดี จะเห็นได้ว่า งานศิลปกรรมแห่งชาติที่ถูกมองว่ามีคุณค่าหรือดีงาม จึงมีอยู่สไตล์เดียวคือรับใช้อุดมการณ์หลักของชาติ ได้แก่ รัฐ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”/strong/p /blockquote pspan style="color:#0000cd;"strongเลือกประเด็นที่นำมาทำงานอย่างไร/strong/span/p pก่อนทำงานทุกครั้งจะมีโจทย์ อย่างงานที่ร่วมกับ ‘อังกฤษแกลเลอรี่’ พื้นที่ทางเลือกที่เชียงราย โจทย์ที่ทำในครั้งนั้นคือความเกี่ยวโยงกับพื้นที่ที่ไปทำงาน เราเคยตามพ่อไปเชียงรายบ่อยสมัยตอนเป็นเด็ก หลังจากนั้นก็ไม่มีความทรงจำร่วมอีกกว่า 10 ปี เราเลยเริ่มจากการถามพ่อ แม่ และคนใกล้ตัวว่า เชียงรายเป็นอย่างไร และพบว่ามันเปลี่ยนไปเยอะ รวมทั้งกำลังจะกลายเป็นเมืองท่า และมีบริเวณที่น่าสนใจคือ พื้นที่ข้อพิพาทเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงของ เชียงแสนและแม่สาย หลังจากเข้ามาคลุกคลีก็ได้พบว่า มีการต่อสู้เพื่อต่อต้านพื้นที่นี้ แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างที่รู้ๆ ว่าอำนาจรัฐนั้นรวมศูนย์สำเร็จเด็ดขาด อย่างมากชาวบ้านก็ทำได้แค่ประท้วง แรงของคนประท้วงนานเข้าก็แผ่วลงๆ จนสุดท้ายก็ต้องปล่อยเลยตามเลย เราเลยสนใจประเด็นนี้ และนำมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ แรงงานข้ามชาติ และค่าแรง/p pspan style="color:#0000cd;"strongการสื่อสารประเด็นสังคมนั้นยากอย่างไร/strong/span/p pถ้าเป็นสิ่งที่เราสนใจ เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันคือการส่งงานหรือส่งการบ้าน ยิ่งค้นไปเราก็ยิ่งเจอประเด็นใหม่ๆ ที่มันน่าสนใจ อย่างนิคมแม่สอดที่เคยอ่าน พบว่าแรงงานที่นั่นส่วนมากเป็นแรงงานเช้า-เย็นกลับ ได้ค่าแรงเป็นวันๆ สภาพความเป็นอยู่เขาย่ำแย่ โดนเอาเปรียบจากนายจ้าง ทำงานโอทีบางทีไม่ได้ค่าจ้างหรือได้ค่าจ้างเป็นมาม่า 1 ห่อ เราเลยสนใจลงพื้นที่ไปหาข้อมูล เพื่อพูดคุยกับแรงงานที่ทำงานในโรงงาน รองเท้า เย็บส่งเสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนมากเป็นคนพม่าที่พูดไทยไม่ค่อยได้/p pโจทย์ก็มีแค่นี้ สุดท้ายเมื่อเราไปลงพื้นที่ แล้วระหว่างทางที่ลงไปสำรวจ ค้นคว้า ก็มีประเด็นใหม่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด บางเรื่องมันคนละประเด็น แต่มันมีจุดเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอยู่/p pงานเซทที่สาม ‘TRANCE’ จัดร่วมกับ อานน นงเยาว์ ศิลปินซาวน์อาร์ท (Sound Art) ช่วงแรกมีความลำบากในการหาจุดร่วมที่เข้ากันได้ เพราะเราไม่ได้มีพื้นฐานเรื่องซาวน์ ช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนการรัฐประหาร ม็อบ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เสื้อหลากสี เกิดขึ้นตอนอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรรักษาการ อีกทั้งมีม็อบ พ.ร.บ. เหมาเข่ง อะไรเยอะไปหมด บรรยากาศที่บ้านก็อินเรื่องการเมืองมาก จะเปิดช่องทีวีที่ถ่ายทอดสดจากเวทีปราศรัยทั้งวัน ซึ่งเราก็จะได้ยินเพลงก่อนขึ้นปราศรัย พวกเพลงปลุกใจ เราเห็นคนดูรายการเหล่านั้นในทีวีแล้วปากสั่น น้ำตาคลอ จนรู้สึกว่า เฮ้ย มันเอฟเฟคขนาดนั้นเลยเหรอ ก็เลยหยิบเพลงเหล่านี้ทั้งในแนวชวนเชื่อและปลุกใจเอามาทำงาน ระหว่างทำก็ค่อยๆ แตกไปเป็นประเด็นยิบย่อย/p pspan style="color:#0000cd;"strongทำไมถึงหยิบโมเม้นท์การยืนตรงเคารพธงชาติมาใช้ในงานเซตที่ชื่อ เดอะ รูทีนส์ (/strongstrongThe Routine)/strong/span/p pเซตนี้เป็นงานช่วงแรก ตอนนั้นเพิ่งกลับจากต่างประเทศ ยังคงคัลเจอร์ ช็อค เมื่อกลับบ้านที่เชียงใหม่ แล้วไปตลาดกับแม่ พอถึงเวลานั้นทุกคนก็หยุดนิ่ง เมื่อก่อนเราก็ทำมันจนเป็นกิจวัตรประจำวันโดยไม่ได้นึกอะไรnbsp; เพลงมาตอนเช้า 8 โมง และ 6 โมงเย็นก็ไม่ได้นึกอะไร เราก็หยุดเหมือนกับมันเป็นความออโตเมติก และเคยชิน จนเราเริ่มตั้งคำถามและอยากลองบันทึกโมเม้นท์ตรงนี้ไว้ จึงเลือกตลาดเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะที่นี่ทำให้ได้เห็นชีวิต เห็นอะไรในอีกแง่มุมหนึ่ง เราลงไปเก็บฟุทเทตอยู่หลายวัน จนเราได้ภาพจังหวะพอดีเพื่อสื่อสิ่งที่เราต้องการ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8815/27916909633_d58783c48e.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /br /strongThe Routine/strong (Still #3)br /2011 l Single-Channel HD Video l 5 min 22 sec l soundbr /(ที่มาภาพ a href="http://www.piyaratpiyapongwiwat.com"http://www.piyaratpiyapongwiwat.com/a)/p pคนเราต้องออกไปข้างนอกบ้างเพื่อที่จะมองกลับมา ในต่างประเทศค่อนข้างอิสระ มีเว็บไซต์ มีข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ ที่ตอนอยู่เมืองไทยไม่สามารถเข้าไปดูได้ เพราะมีการปิดกั้นและโดนบล็อก พอยิ่งได้ไปเรียนต่างประเทศบวกกับความอยากรู้ แค่เคาะเดียวก็เปิดดูได้แล้ว มันเหมือนเป็นการเปิดโลกมาก ไม่คิดว่าจะมีอะไรแบบนี้ มีข้อมูลหลายอย่างที่ได้อ่าน คิด วิเคราะห์มาเปรียบเทียบ ตอนเราอยู่ไทย เราก็อ่านประวัติศาสตร์ที่ไทยเป็นคนเขียน พอเราไปต่างประเทศโอกาสได้ไปเห็นข้อมูลบางอย่าง จับต้นชนปลายต่อจิ๊กซอว์ มันก็ทำให้เกิดมุมใหม่ๆ เปลี่ยนมุมมองในการคิดเหมือนกัน/p pspan style="color:#0000cd;"strongเสรีภาพนั้นส่งผลต่องานศิลปิน/strong/span/p pส่งผลมาก ถ้าอยู่ในประเทศหรือสังคมที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก ก็ไม่มีทางที่คนทำงานจะสามารถคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงานได้อยู่แล้ว/p pเสรีภาพที่เมืองนอกต่างจากต่างประเทศไทยมาก เหมือนหน้ามือหลังมือ ยิ่งช่วงนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ด้วยแล้วมันแทบจะขยับทำอะไรไม่ได้เลย ตอนเรียนที่ฝรั่งเศษ เสรีภาพทางการแสดงออกนั้นมีเต็มเปี่ยม ศิลปินทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะขัดกับอุดมการรัฐ หรือขัดกับนโยบายรัฐ ก็สามารถทำได้ต่างกับบ้านเราโดยสิ้นเชิง โดยคนดูหรือสาธารณะชน จะเป็นคนตัดสินเอง อีกทั้งไม่ค่อยเห็นข่าวว่ารัฐมาถอดงานออก เข้ามาจำกัด หรือลิดรอนสิทธิ/p pปัจจุบันมีศิลปินรุ่นใหม่หลายคนที่พยายามทำและหลบเลี่ยงด้วยการไม่พูด ไม่วิพากษ์และไม่แอนตี้ตรงๆ แต่ใส่สัญลักษณ์ หรือรหัสต่างๆ เข้าไปในงานแทน/p pspan style="color:#0000cd;"strongแล้วทำไมประเทศไทยถึงกลัวนักกับการแสดงความเห็นต่างๆ ของศิลปิน/strong/span/p pนั่นสิ ไม่รู้เหมือนกัน ศิลปินบางคนเคยบอกว่า โดยทั่วไปแล้วพื้นที่ทางศิลปะเป็นพื้นที่ที่รัฐไม่ค่อยเข้ามายุ่งด้วยซ้ำ เลยคิดว่า เขาอาจกลัวการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า เช่น บก.ลายจุดที่ต้องรายงานตัว หลังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่่ว่า ‘ไม่รับ ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหารเผด็จการ’ เขากลัวการแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่ไปวิพากษ์หรือต่อต้านเขา กลัวการปลุกระดมมวลชน หรือแม้กระทั่งกลัวนักศึกษา ล่าสุด กลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ออกไปให้กำลังใจกลุ่มที่โดนจับ ถือลูกโป่งไปก็โดนยึดลูกโป่ง ซึ่งไม่เข้าท่า/p blockquotepstrong“ถ้าอยู่ในประเทศหรือสังคมที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก ก็ไม่มีทางที่คนทำงานจะสามารถคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงานได้”/strong/p /blockquote pด้วยความที่พื้นที่ในการแสดงงานยังมีน้อยทำให้งานของศิลปินรุ่นใหม่หลายคนที่แสดงออกจุดยืน ความคิดวิพากษ์ ต่อต้านภาวะการที่อยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐบาลทหารนั้นไม่ได้ถูกเผยแพร่ งานของเรา span class="_5yl5"span(messages from nowhere to nowhere-2015/span/span)ถึงแม้ไม่ได้เป็นงานที่เล่นเรื่องการเมืองโดยตรง เน้นพูดเรื่องเสียงคนเล็กคนน้อย เสียงที่ไม่เคยถูกรับฟัง เรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ น้ำท่วม น้ำไม่ไหล เศรษฐกิจไม่ดี นักท่องเที่ยวหนี การเข้าถึงสวัสดิการ ฯลฯ เห็นได้ว่าไม่ได้ไปแตะหรือวิพากษ์ชนชั้นปกครองโดยตรง แต่เมื่อประกอบกับประโยคที่หยิบใช้หลายคำซึ่งไม่ได้รุนแรง แต่กลับสุ่มเสี่ยงเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะการณ์แบบนี้ จึงทำให้บางทีเราก็เลือกขอเซ็นเซอร์บางส่วนออกไปเอง เพื่อเป็นการปกป้องตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง/p pspan style="color:#0000cd;"strongเชื่อไหมว่าศิลปะจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสังคม/strong/span/p pเชื่อ ทุกวันนี้จึงยังทำงานศิลปะอยู่ ถ้าคิดว่าศิลปะคือวัตถุเอื่อยเฉี่อย มีเพื่อขาย มีเพื่อตั้งไว้ที่บ้านเฉยๆ โดยไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เราคงไม่ทำงานศิลปะ เพราะเราคิดว่าชีวิตมันมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ ที่เรายังทำอยู่ก็เพราะเราเชื่อว่าศิลปะเป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปประกอบกับอีกหลายๆ ส่วนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง/p pเรานับถือและชื่นชมศิลปินนักแสดงหลายกลุ่มที่ต้องคดี เช่น กลุ่มละครประกายไฟ การจับกุมก็เหมือนกับเชือดไก่ให้ลิงดู ทำให้ศิลปินทุกคนอยู่ภายใต้สังคมแห่งความกลัว หลายคนพอทำงานศิลปะปากอาจบอกว่าไม่ได้กลัว แต่ทำไมเราจึงต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่าหากชนตรงๆ แล้วต้องเข้าไปอยู่ในคุก ศิลปินจึงต้องหากลยุทธ์ พลิกเเพลงไม่ให้สารที่สื่อนั้นตรงเกินไป/p pถ้ามีโอกาสก็อยากแสดงในหอศิลป์ที่เเมสกว่าเดิม ที่ผู้ชมไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก แต่เพราะงานของเราไม่ได้แสดงในด้านที่สวยงามนัก จึงยากที่หอศิลป์ต่างๆ จะดึงเข้าไปร่วมงานด้วย หอศิลป์สาธารณะใหญ่ๆมักได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ อย่าง กทม. หรือกระทรวงวัฒนธรรม จึงทำให้มีระบบจัดการ คัดสรร และประเมินคุณค่าที่เป็นแบบแผน ไม่ว่าจะเป็นจากคณะกรรมการและคนจัดการ/p blockquotepstrong“(ในฝรั่งเศส) ศิลปินทุกคนมีสิทธิที่จะพูด แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะขัดกับอุดมการรัฐ หรือขัดกับนโยบายรัฐ ก็สามารถทำได้ต่างกับบ้านเราโดยสิ้นเชิง โดยคนดูหรือสาธารณะชน จะเป็นคนตัดสินเอง อีกทั้งไม่ค่อยเห็นข่าวว่ารัฐมาถอดงานออก เข้ามาจำกัด หรือลิดรอนสิทธิ”/strong/p /blockquote pภายใต้ภาวะแบบนี้ไม่มีหลักการและเหตุผลอะไรมารองรับ หากจะโดนจับก็ไม่รู้ว่าจะเป็นข้อหาอะไร อยู่ที่เขายัดมาให้ ยิ่งเราโตมาในครอบครัวคอนเซอร์เวทีฟมากๆ กฎ กรอบ ระเบียบ โรงเรียนรัฐ มาสายก็โดนจับแยกเข้าแถวให้เกิดความรู้สึกผิดบาป ละอาย ตอน ม.ต้น ก็ต้องตัดผมห้ามเกินติ่งหู หากเกินมาเขาก็ตัดโดยที่ไม่ได้ขออนุญาต พอไปเรียนโรงเรียนสหศึกษา ตอน ม.ปลาย เพื่อนผู้ชายโดนเอามือเเทรกเข้าไปในผม หากเลยออกมาครูก็จับกร้อน จับโกน ทุกคนอยู่ภายใต้ความกลัวเพื่อให้รักษาวินัย เสมือนสังคมพยายามทำให้เราเชื่อง จนเรารู้สึกต่อต้านในใจ ยิ่งพอเจอภาวะแบบนี้ มันจึงระเบิดออกมา ถ้าเราอยู่ในประเทศเสรี มีอิสระในการพูด เราอาจจะไม่ต้องมานั่งคุยกันตอนนี้เลยก็ได้ เราอาจได้ทำเรื่องอื่นที่คิดว่ามันน่าสนใจมากกว่านี้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7754/27916064954_e596d45e5f_z.jpg" style="width: 540px; height: 360px;" //p pspan style="color:#0000cd;"strongแนวโน้มของวงการศิลปะในอนาคตจะเป็นอย่างไร/strong/span/p pคิดว่าคนจะขยับมาทำประเด็นสังคมมากขึ้น ยิ่งพอมีอะไรกดทับ เหมือนรอวันที่จะปะทุและระเบิดออก ตอนนี้มีศิลปินหลายคนที่ขยับที่เข้ามาทำงานการเมือง เลือกวิพากษ์หรือพูดถึงประชาธิปไตยในทางอ้อม หรือบางคนที่พูดตรงๆ เลยก็มี/p pบ้านเรามีศิลปินหลายคนที่ไปเรียนต่อและกลับมาเป็นนักเคลื่อนไหว ไม่เพียงแค่ศิลปินเท่านั้น พวกเขายังกลับมาเป็นคิวเรเตอร์ เป็นนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ และนักเคลื่อนไหว หลายคนที่ได้คุยเล่าว่า ความคิดเขาเปลี่ยนจากการอ่าน จากตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่างที่แตกต่างจากที่ที่เราจากมา ทั้งเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และเรื่องรัฐสวัสดิการ ก่อนมา อ่านข่าวก็อาจจะอินแล้ว แต่เมื่อได้ไปอยู่ในที่นั้นจริงๆ มันได้เห็นผลพวงของการต่อสู้ ความคิดและมุมมองเราก็ขยับขยาย/p pบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาก็มีส่วนสำคัญ ที่เมืองนอกพวกเขาจะไม่มาครอบงำ มีชี้แนะบ้างแต่ก็ออกไปในเชิงการวิจารณ์ เน้นการสอนโดยศิลปิน การเวิร์คช็อปต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และเปิดกว้างจากประสบการณ์จริง และถึงแม้การทำงานจะยังมีโจทย์อยู่ แต่หากผลงานที่ออกมานั้นหลุดออกนอกโจทย์ที่ตั้งไว้ก็ไม่เป็นไร สุดท้าย งานเหล่านั้นก็จะถูกโชว์ในห้อง วิจารณ์โดยเพื่อนร่วมชั้นเรียน บางคนรุมสับ บางคนเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ซึ่งนี่ช่วยทำให้เกิดวัฒนธรรมการวิจารณ์ที่ดี โดยมีอาจารย์เป็นเสมือนจิตแพทย์ที่คอยนั่งคุย และแลกเปลี่ยนว่าพวกเขาเห็นอะไรในงานเรา นักเรียนไม่ต้องเน้นสกิล แต่หนักไปทางประวัติศาสตร์ศิลป์ และปรัชญา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความคิดของเราจนทุกวันนี้/p pต่างจากบ้านเราที่ขาดวัฒนธรรมการวิจารณ์ อาจเป็นเพราะระบบอาวุโส พวกพ้อง การอวย สรรเสริญ เยินยอกันนั้นมีมากกว่า แต่ก็แอบหวังว่าวัฒนธรรมการวิจารณ์นี้จะเกิดขึ้นในอนาคต/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HbA89sOTSRs" height="1" width="1" alt=""/

ออกอิโมจิคนพิการเพิ่ม 18 แบบ หวังสร้างภาพลักษณ์ที่ดี-เปลี่ยนทัศนคติต่อคนพิการ

Mon, 25/07/2016 - 13:14
pเว็บไซต์อังกฤษปล่อยอิโมจิคนพิการ 18 คาแรคเตอร์ รับพาราลิมปิก 2016 ที่กำลังจะจัดในบราซิล ประกอบไปด้วยหลากหลายคาแรคเตอร์คนพิการและชนิดกีฬา เชื่อช่วยเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติและแสดงให้เห็นความหลากหลายของคน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8333/28426519372_e73d3c3185.jpg" /br /อิโมจิจากสโคปทั้ง 18 คาแรคเตอร์/p p25 ก.ค. 2559 เว็บไซต์องค์กรสนับสนุนคนพิการในลอนดอนที่ใช้ชื่อว่า สโคป (Scope) สร้างชุดอิโมจิใหม่ 18 คาแรคเตอร์ แสดงให้เห็นถึงคนในมุมหลากหลายอย่างความพิการ เนื่องในวันอิโมจิ ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ก.ค. ด้วยแนวคิดที่ว่า อิโมจิเกี่ยวกับคนพิการคาแรคเตอร์เดียวที่เคยมีอย่างรูปวีลแชร์นั้นไม่เป็นอิโมจิที่ดีพอ และหวังว่าการสร้างชุดอิโมจิใหม่นี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์และทัศนคติที่ดีขึ้นต่อคนพิการ/p pปัจจุบัน อิโมจิถูกใช้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการส่งผ่านโซเชียลมีเดีย จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ มีความพยายามที่จะทำสติกเกอร์หรืออิโมจิที่มีความหลากหลายในเรื่องเพศ คู่รักเพศเดียวกัน หรือสีผิว อย่างไรก็ดี อิโมจิที่แสดงให้เห็นถึงความพิการก็ยังคงมีเพียงอันเดียว ได้แก่nbsp; สัญลักษณ์รูปวีลแชร์ที่มักถูกใช้เป็นป้ายห้องน้ำคนพิการ นี่จึงทำให้เกิดแนวคิดเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าว/p pเว็บไซต์สโคปได้ทำการถามผู้ใช้ทวิตเตอร์กว่า 4,000 คน ว่าสัญลักษณ์คนพิการที่มีอยู่อันเดียวนั้นเพียงพอต่อการนำเสนอคำว่าพิการหรือไม่ และพบว่ากว่าร้อยละ 65 กล่าวว่า มันไม่พอ/p pคาแรคเตอร์ของอิโมจิที่สร้างขึ้น ประกอบไปด้วยคนนั่งวีลแชร์ คนใส่ขาเทียม สุนัขนำทาง คนพิการทางการได้ยิน รวมถึงคนพิการประเภทอื่นๆ ในการทำกิจกรรมที่แตกต่างกัน อิโมจิหลายตัวสื่อถึงนักกีฬาพิการในท่าทางเล่นกีฬาหลากหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก 2016 ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเดือนกันยายน ที่ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล/p p“โดยทั่วไปอิโมจิสามารถใช้แสดงความรู้สึกได้มากกว่า 1,800 คาแรคเตอร์nbsp; จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่คนพิการถูกนำเสนอด้วยอิโมจิรูปวีลแชร์มาตลอด” โรสแมรี่ ฟราเซอร์ เจ้าหน้าที่ผู้ใช้วีลแชร์ของสโคป ซึ่งเป็นคนจัดการแคมเปญนี้กล่าว/p p“สัญลักษณ์รูปวีลแชร์ไม่สามารถบ่งบอกถึงตัวฉัน และคนพิการรอบข้างที่ฉันรู้จักได้เลย เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงโลกที่เราเป็นอยู่ คนพิการจะต้องถูกรวมเข้า และเสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของการอาศัยอยู่ด้วย” เธอกล่าว/p pอิโมจินี้ อ้างอิงจากคาแรคเตอร์ของนักกีฬาพิการประเภทต่างๆ เช่น จอร์แดน วิลเลย์ นักเทนนิสหญิงประเภทวีลแชร์, แอลลี่ ซิมมอนด์ นักกีฬาว่ายน้ำพิการหญิงเจ้าของ 4 เหรียญทอง รวมทั้งมีอิโมจินักกีฬาประเภทคู่อีกด้วย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8600/28426517202_0a54df2ff8.jpg" style="width: 300px; height: 300px;" /br /อิโมจินักกีฬาว่ายน้ำพิการ/p pวิลเลย์ พิการด้วยโรคกระดูกเปราะ เธอชื่นชอบอิโมจิเหล่านี้มาก พร้อมเสริมว่า ตั้งแต่เกิดจนโต เธอไม่เคยเห็นคนที่เหมือนกับเธอในทีวี แมกกาซีน หรือบนภาพยนตร์เลย เธออยากให้คนรุ่นใหม่มองว่า มันไม่สำคัญว่าขนาดร่างกายหรือ รูปร่างของเขาเป็นอย่างไร ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และเป็นสิ่งดีที่สามารถทำให้ภาพของคนพิการอยู่ในอิโมจิได้/p p“ตอนนี้การใช้อิโมจินั้นเป็นที่นิยมมาก ใครๆ ก็ใช้อิโมจิ ดังนั้นคนทุกคนก็ควรได้ถูกนำเสนออยู่ในอิโมจิเช่นกัน มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่อิโมจิเดียวที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ คืออิโมจิรูปวีลแชร์” เธอกล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8530/28426516232_c3dc43eaab.jpg" style="width: 300px; height: 300px;" /br /อิโมจิผู้ชายทำสัญลักษณ์ภาษามือว่า ‘ขอโทษ’/p pฟราเซอร์หวังว่า อิโมจินี้จะช่วยผลักดันให้องค์กรต่างๆ ที่ปัจจุบันใช้รูปวีลแชร์ เปลี่ยนความคิดให้สร้างสรรค์และหาหนทางในการนำเสนอความพิการในแบบที่แตกต่างออกไป รวมทั้งแนะว่า หากต้องการนำอิโมจิดังกล่าวไปใช้สามารถดาวน์โหลดโดยการคลิกขวาที่พวกมัน และกดเซฟได้ทันที/p pnbsp;/p pแปลและเรียบเรียงจาก/p pa href="https://www.disabilityscoop.com/2016/07/20/new-emojis-range-abilities/22509/"https://www.disabilityscoop.com/2016/07/20/new-emojis-range-abilities/22509//abr /a href="https://blog.scope.org.uk/2016/07/15/one-disability-emoji-isnt-enough-so-weve-made-18-for-world-emoji-day/"https://blog.scope.org.uk/2016/07/15/one-disability-emoji-isnt-enough-so-weve-made-18-for-world-emoji-day//abr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ACaDxCpiJGQ" height="1" width="1" alt=""/

กองทัพเยอรมันนำร่องฝึกทักษะผู้ลี้ภัยซีเรีย ใช้ฟื้นฟูประเทศ

Mon, 25/07/2016 - 12:31
pสงครามซีเรียสร้างความเสียหายภายในประเทศและทำให้ประชาชนอพยพลี้ภัยจำนวนมาก โดยกว่า 1 ล้านคนอพยพเข้าสู่เยอรมนี กระทรวงกลาโหมเยอรมนีประกาศว่าพวกเขาริเริ่มโครงการนำร่อง ช่วยฝึกทักษะผู้ลี้ภัยโดยจำนวนเริ่มต้นราว 100 คน เพื่อให้มีทักษะฝีมือกลับไปฟื้นฟูประเทศชาติใหม่ได้ หรือในระหว่างนั้นก็สามารถปฏิบัติงานฝ่ายพลเรือนให้กองทัพเยอรมนีได้/p p!--break--!--break--/pp25 ก.ค. 2559 อัวซูลา ฟอน เดอ ไลเอน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของเยอรมนีเปิดเผยว่า กองทัพเยอรมนีเปิดโครงการฝึกงานให้กับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียซึ่งเป็นโครงการนำร่องโดยการนำชาวซีเรียราว 100 คน ฝึกทักษะต่างๆ เพื่อให้สามารถช่วยสร้างประเทศซีเรียขึ้นมาใหม่ได้ในอนาคตและสามารถช่วยเหลืองานฝ่ายพลเรือนของกองทัพเยอรมนีได้/p pฟอน เดอ ไลเอน กล่าวว่าโครงการนี้มีแนวคิดเพื่อช่วยให้ชาวซีเรียกลับไปสร้างประเทศตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ หลังจากสงครามจบลงและมีรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นปกครองประเทศแล้ว/p pนอกจากนี้ในระยะยาวกองทัพเยอรมนีหรือ 'บุนเดซเวร์' ยังต้องการมีส่วนร่วมในการฝึกฝนกองทัพของซีเรียในอนาคตด้วย ฟอน เดอ ไลเอน กล่าวว่าในตอนนี้โครงการของเยอรมนีจะเน้นฝึกทักษะ เช่น เทคโนโลยี การแพทย์ และระบบการขนส่ง ที่นำไปใช้ได้ในหลายส่วน ไลเอนบอกอีกว่าผู้ลี้ภัยชาวซีเรียมีศักยภาพในการปฏิบัติงานฝ่ายพลเรือนให้กับกองทัพเยอรมนีแต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ/p pรัสเซียทูเดย์รายงานว่าในการร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อสู้รบกับไอซิส ทางการเยอรมนีมีการอนุมัติการวางกำลังในต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการวางกำลังทหาร 1,200 นาย ในภารกิจที่นำโดยสหรัฐฯ ใช้งบประมาณปฏิบัติการไปแล้ว 134 ล้านยูโร (ราว 5,000 ล้านบาท) รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการลาดตระเวนทางอากาศในปฏิบัติการดังกล่าว ในขณะเดียวกันเยอรมนีก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เข้าสู่ประเทศจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนด้วย/p pเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาไลเอนประกาศว่าทางกองทัพพร้อมที่จะฝึกฝนทักษะ 100 ประเภทให้กับผู้ลี้ภัยซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพวกเขาในกรณีที่พวกเขาจะไม่ยืดเวลาอยู่ในเยอรมนีต่อไป ไลเอนบอกว่าการจะสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ไม่ได้ใช้เพียง "หินก้อนใหม่" เท่านั้น แต่ทักษะวิชาที่พวกเขาได้รับจะช่วยให้มีการสร้างอนาคตของประเทศแบบก้าวกระโดดได้/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pGerman military trains 100 refugees in civilian jobs to help rebuild Syria, Rossia Today, 24-07-2016br /a href="https://www.rt.com/news/352938-german-military-refugee-training/"https://www.rt.com/news/352938-german-military-refugee-training//a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/u4jZa-SvCWY" height="1" width="1" alt=""/

คูเวตประกาศค่าจ้างขั้นต่ำให้คนทำงานบ้านเป็นประเทศแรกในแถบอ่าวเปอร์เซีย

Mon, 25/07/2016 - 12:28
pคูเวตออกกฎหมายกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ 60 ดินาร์ (ประมาณ 6,900 บาท) ต่อเดือน ให้คนทำงานบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากต่างประเทศหลังมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ แต่ค่าจ้างขั้นต่ำนี้ยังน้อยกว่ารายของคนคูเวตพื้นถิ่นถึง 17 เท่า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="499" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fworkazine%2Fposts%2F798404433629404%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p p25 ก.ค. 2559 เว็บไซต์ a href="http://www.middleeasteye.net/news/kuwait-becomes-first-gulf-state-sets-minimum-wage-domestic-workers-948977539"Middle East Eye/a ระบุว่าตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (21 ก.ค.) คูเวตได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยชีค มูฮัมหมัด คาเลด อัล-ซาบาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำภายในประเทศที่ 60 ดินาร์ (ประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,900 บาท) ต่อเดือน/p pซึ่งกฎหมายนี้เป็นความพยายามต่อเนื่องของคูเวตที่จะยกระดับชีวิตแรงงานจากต่างชาติโดยเฉพาะคนทำงานบ้าน โดยเมื่อปีที่แล้วคูเวตกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับลูกจ้างของตน ให้คนทำงานมีวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ทำงานไม่เกินวันละ 12 ชั่วโมง นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนสม่ำเสมอ และให้เงินเดือนพิเศษ 1 เดือนหลังจากหมดสัญญาจ้าง/p pข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าคูเวตเป็นประเทศร่ำรวยอันดับที่ 33 ของโลก ประชากรคูเวตพื้นถิ่นมีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ 40,930 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนรายได้เฉลี่ยของแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะคนทำงานบ้านตามค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้ใหม่นี้จะอยู่ที่ประมาณ 2,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าคนพื้นถิ่นถึง 17 เท่า/p pประมาณการกันว่ามีคนทำงานบ้านจากต่างชาติในคูเวตอยู่ 6 แสนคน จากทั้งหมด 2.4 ล้าน คนที่กระจายอยู่ในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนทำงานบ้านเหล่านี้มักจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานท้องถิ่น บ่อยครั้งที่กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลการละเมืดสิทธิแรงงานต่างชาติในภูมิภาคนี้ ทั้งการไม่จ่ายค่าจ้าง การบังคับให้ทำงานโดยไม่มีวันหยุด รวมทั้งการทำร้ายร่างกายและการล่วงละเมิดทางเพศจากนายจ้าง/p pแต่ทั้งนี้หลายประเทศในภูมิภาคนี้ก็มีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข อย่างบาห์เรนก็ได้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเพื่อคุ้มครองคนทำงานบ้าน ซาอุดิอาระเบียก็ได้กำหนดชั่วโมงการทำงานคนทำงานบ้านไม่ให้เกิน 15 ชั่วโมงต่อวัน แต่ทั้งนี้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกมาระบุว่ากฎระเบียบต่าง ๆ ของประเทศในภูมิภาคนี้มักจะไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดองค์กรฮิวแมน ไรต์ วอตซ์ (Human Rights Watch) พึ่งออกรายงานว่า "กฎหมายระบบอุปถัมภ์แรงงาน" (kafala) ของประเทศโอมาน เอื้อต่อการกดขี่และขูดรีดแรงงานข้ามชาติในประเทศเป็นอย่างมาก/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SBHHs3VLB-s" height="1" width="1" alt=""/

TCIJ: ย้อนดู ‘โพลล์’ ยุคเผด็จการ 2549-2550 Politics of Poll กับความน่าเชื่อถือ

Mon, 25/07/2016 - 12:24
p‘โพลล์’ อาจจะทำหน้าที่ได้ดีเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการ nbsp;แสดงความคิดเห็น ลองย้อนดู 22 โพลล์ช่วงยึดอำนาจ 2549 และประชามติ รธน. 2550 จนถึงเลือกตั้ง 2550 เพื่อเป็นบทเรียนเปรียบเทียบในการ‘อ่านโพลล์’ ก่อนประชามติ 7 สิงหาคมนี้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="686" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftcijthai%2Fposts%2F1057707854284737%3A0amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/p p‘โพลล์’ (Poll) คือ การสำรวจความคิดเห็น หรือท่าทีของสาธารณชน (Public opinion) เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยทำการสุ่มสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘โพลล์ความคิดเห็น’ (Opinion poll) ทั้งนี้โพลล์จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อบรรยากาศด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเปิดกว้างอย่างเต็มที่/p pTCIJ พาย้อนสำรวจดูโพลล์ 22 ชิ้น ช่วงเหตุการณ์ในอดีต คือ (1) หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 nbsp;(2) ช่วงการแต่งตั้งพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี nbsp;(3) ช่วงก่อนการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2550 nbsp;และ (4) ช่วงก่อนการเลือกตั้งในปี 2550 nbsp;ที่บรรยากาศด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนรวมทั้งบริบททางการเมืองใกล้เคียงกับยุคปัจจุบัน ซึ่งพบว่า ผลการสำรวจของโพลล์ในช่วงนั้น เมื่อเทียบกับความต้องการของประชาชนที่แท้จริง จากผลการลงประชามติปี 2550 และผลการเลือกตั้งปี 2550 มีความคลาดเคลื่อนผิดจากข้อเท็จจริงอยู่พอสมควร/p pเช่น หลังการยึดอำนาจในปี 2549 ในช่วงการเฟ้นหานายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น มีผลโพลล์ระบุว่าก่อนการแต่งตั้ง พล.อ.nbsp;nbsp; สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ มีคะแนนนิยมเพียง 20.3% แต่หลังจากการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คะแนนนิยมเพิ่มถึง 64.1% และมีผลโพลล์เปรียบเทียบภาพลักษณ์ระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พบว่าภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด เช่น 65.1% ระบุความเป็นที่ไว้วางใจได้ 63.2% ระบุด้านคุณธรรม เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต และ 60.2% ให้ความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่/p pในช่วงก่อนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พบว่า หลายโพลล์ชี้ไปในทิศทางว่าคนส่วนใหญ่จะรับรัฐธรรมนูญนี้เป็นสัดส่วนที่ห่างจากคนไม่รับร่างฯอยู่หลายช่วงตัว เช่น รามคำแหงโพลล์: การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550: ควรเห็นชอบหรือไม่ (เผยแพร่ 12 ก.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 53.5 ไม่เห็นชอบร้อยละ 7.5, เอแบคโพลล์: ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 (เผยแพร่ 16 ก.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 57.1 ไม่เห็นชอบร้อยละ 22.9, ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: รัฐธรรมนูญกับสถานการณ์บ้านเมือง (เผยแพร่ 19 ก.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 79.3 ไม่เห็นชอบร้อยละ 20.7, สวนดุสิตโพลล์: ความคิดเห็นของประชาชนกับ "การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550" (เผยแพร่ 26 ก.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 55.72 ไม่เห็นชอบร้อยละ 14.92 กรุงเทพโพลล์: ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี 50 ในสายตาประชาชน (เผยแพร่ 6 ส.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 34.8 ไม่เห็นชอบร้อยละ 10.0 และ รามคำแหงโพลล์: การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ: ควรเห็นชอบหรือไม่” (เผยแพร่ 15 ส.ค. 2550) เห็นชอบร้อยละ 47.6 ไม่เห็นชอบร้อยละ 12.6 ซึ่งผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 (วันที่ 19 ส.ค. 2550) จากผู้มาใช้สิทธิ์ 25,978,954 คน ประชาชนที่เห็นชอบกับสูสีกับประชาชนที่ไม่เห็นชอบ โดยเห็นชอบ 57.81% และไม่เห็นชอบ 42.19%/p pในช่วงการเลือกตั้งปลายปี 2550 มีผลโพลล์ที่ทำนายว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้ง หรือระบุว่านายอภิสิทธิ์ nbsp;เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 6 ครั้ง (พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนนิยมอันดับแรก ร้อยละ 52.0%, ร้อยละ 43.5 และ ร้อยละ 34.2 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนนิยมอันดับแรก ร้อยละnbsp; 41.54, ร้อยละ 52.2 และ ร้อยละnbsp; 46.4) ส่วนผลโพลล์ที่ทำนายว่าพรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งหรือระบุว่านายสมัคร สุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง (พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนนิยมอันดับแรกร้อยละ 38.58 คาดว่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ 39 ที่นั่ง แต่ไม่มีโพลล์ที่ระบุว่านายสมัคร สุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี) แต่ผลการเลือกตั้งพบว่า พรรคพลังประชาชนได้ 233 ที่นั่ง แบบแบ่งเขตร้อยละ 36.63 แบบสัดส่วนร้อยละ 41.08 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้ 165 ที่นั่ง แบบแบ่งเขตร้อยละ 30.30 แบบสัดส่วนร้อยละ 40.44/p pอ่านรายละเอียดผลโพลล์ทั้ง 22 ชิ้นได้ดังนี้/p pnbsp;/p h3strongหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549/strong/h3 pimg alt="" src="http://www.tcijthai.com/ckfinder/userfiles/images/scoop-01.png" style="height: 430px; width: 580px;" //p pstrong1. สวนดุสิตโพลล์ : ความคิดเห็นของประชาชน กรณี : ปฏิวัติnbsp;ในวันที่ 20 ก.ย. 2559 หลังการรัฐประหาร 1 วัน/strong 'สวนดุสิตโพลล์' มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้สอบถามความคิดเห็นของ ประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,019 คน แบ่งเป็นคนกรุงเทพฯ 875 คน (ร้อยละ 43.34) คนต่างจังหวัด 1,144 คน (ร้อยละ 56.66) และได้เผยแพร่ผลสำรวจนี้ในวันที่ 21 ก.ย. 2559 ผลโพลล์ชิ้นนี้ระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ร้อยละ 83.98 โดยประชาชนใน กทม. เห็นด้วยร้อยละ 81.60 ส่วนประชาชนในต่างจังหวัดเห็นด้วยถึงร้อยละ 86.36 เลยทีเดียว/p pstrong2. เอแบคโพลล์ : ความคิดเห็นและความต้องการของสาธารณชน ต่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขnbsp;/strongสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 4,250 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ย. 2549 และได้เปิดเผยผลโพลล์นี้เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2549 โดยระบุว่าประชาชนมีความรู้สึกหลังจากคณะปฏิรูปการปกครองฯ ยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อนได้สำเร็จว่าการเมืองจะสงบนิ่งถึงร้อยละ 82.7 และประชาชนเห็นว่าควรลงโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุดหากพิสูจน์พบว่ารัฐบาลชุดก่อนมีความผิดจริง ร้อยละ 74.5/p pstrong3. สวนดุสิตโพลล์ : "ความสบายใจ" และ "หนักใจ" ของประชาชนหลังจาก "ปฏิรูปการปกครอง" ผ่านมา 10 กว่าวัน'nbsp;/strongสวนดุสิตโพลล์' มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,684 คน (คนกรุงเทพฯ 1,013 คน ร้อยละ 27.50 คนต่างจังหวัด 2,671 ร้อยละ 72.50) โดยสำรวจระหว่างวันที่ 27 - 29 ก.ย. 2549 และเปิดเผยผลโพลล์ในวันที่ 2 ต.ค. 2549 ได้ผลที่น่าสนใจ สิ่งที่ประชาชนสบายใจขึ้นหลังจากเหตุการณ์ปฏิรูปการปกครอง คือ อันดับที่ 1 บ้านเมืองสงบเรียบร้อย การชุมนุมประท้วงยุติลง ร้อยละ 48.82 อันดับที่ 2 คาดว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ดีขึ้น/ล้มเลิกระบอบทักษิณ ร้อยละ 15.91/p pnbsp;/p h3ช่วงการแต่งตั้งพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี/h3 pimg alt="" src="http://www.tcijthai.com/ckfinder/userfiles/images/scoop-02.png" style="height: 541px; width: 580px;" //p pstrong4. เอแบคโพลล์ : สำรวจการสนับสนุนของสาธารณชนต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์/strongnbsp;สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ทำการสำรวจความเห็นประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 1,509 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-2 ต.ค. 2549 และเผยแพร่วันที่ 2 ต.ค. 2549 โดยความเห็นสนับสนุนต่อพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ช่วงระหว่างวันที่ 28 ก.ย. มีเพียงร้อยละ 20.3 ในวันที่ 30 ก.ย. มีเพียงร้อยละ 36.6 แต่ในวันที่ 2 ต.ค. มีสูงถึงร้อยละ 64.1 นอกจากนี้ผลโพลล์ยังระบุว่าประชาชนเห็นด้วยต่อการกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศโดยมุ่งเน้นที่ความผาสุกของประชาชน มากกว่าการเน้นตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ถึงร้อยละ 71.0/p pstrong5. เอแบคโพลล์ : ความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานครต่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี/strongnbsp;สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ สำรวจความคิดเห็นคนกรุงเทพ 1,122 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 9 – 10 ต.ค. 2549 ผลโพลล์ระบุว่าเมื่อสอบถามถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงประเด็นสำคัญทางการเมืองตามหลักธรรมาภิบาล ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.6 คิดว่ารัฐบาลจะมีความโปร่งใสมากขึ้น เมื่อสอบถามภายหลังทราบรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันถึงภาพลักษณ์ความเป็นคนดีและภาพลักษณ์ความเป็นคนเก่งมีความรู้ความสามารถเมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของภาพลักษณ์ความเป็นคนดีอยู่ที่ 7.59 ซึ่งใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ความเก่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.50 นอกจากนี้ ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 เห็นสมควรให้โอกาสคณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้ทำงานไปก่อน ในขณะที่เพียงร้อยละ 3.9 เท่านั้นที่ระบุว่าไม่ควรให้โอกาส/p pstrong6. กรุงเทพโพลล์ : ประชาชนคิดอย่างไรกับ ครม. ชุดใหม่nbsp;/strongศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ เก็บข้อมูลจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 1,102 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 9-10 ต.ค. 2549 และเผยแพร่วันที่ 11 ต.ค. 2549 ผลโพลล์ระบุว่าประชาชนพึงพอใจต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในภาพรวมถึงร้อยละ 64.8/p pstrong7. เอแบคโพลล์ : อารมณ์ความรู้สึกเบื้องต้นของสาธารณชนต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ เปรียบเทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และภาพลักษณ์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติnbsp;/strongสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น และชลบุรี จำนวน 1,864 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-28 ต.ค. 2549 และเปิดเผยผลสำรวจในวันที่ 30 ต.ค. 2549 ผลโพลล์ระบุว่าภาพลักษณ์เบื้องต้นระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ระบุภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ดีเหมือนเดิมถึงดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด เช่น ร้อยละ 65.1 ระบุความเป็นที่ไว้วางใจได้ ร้อยละ 63.2 ระบุด้านคุณธรรม เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 60.2 ให้ความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันยังมีภาพลักษณ์ด้านอื่นๆ ที่ดีเหมือนเดิมถึงดีขึ้น เช่น การไม่ยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ความเอาจริงเอาจังแก้ปัญหา การทุ่มเททำงานหนัก ความรู้ความสามารถ แม้แต่การเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศที่ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนสูงเกินกว่าร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม ด้านที่ได้รับฐานสนับสนุนจากประชาชนต่ำกว่าทุกด้านคือ ความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา และภาพลักษณ์ของคนแวดล้อมใกล้ชิดที่ต้องระมัดระวัง เมื่อสอบถามถึงภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีชุดของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เปรียบเทียบกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ประชาชนเกินกว่าร้อยละ 50 ที่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันของ พล.อ.สุรยุทธ์ มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในเรื่องของการไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องมีคนห้อมล้อมมากมาย ไม่ต้องมีรถนำขบวนมากมาย และเป็นคนดีมีคุณธรรม อย่างไรก็ตาม ที่ยังไม่ถึงร้อยละ 50 คือเรื่องการไม่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุนและพวกพ้องและความรวดเร็วเข้าถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน/p pnbsp;/p h3ช่วงก่อนการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2550/h3 pimg alt="" src="http://www.tcijthai.com/ckfinder/userfiles/images/scoop-03.png" style="height: 444px; width: 580px;" //p pstrong8. รามคำแหงโพลล์ : "ประชาพิจารณ์ ประชามติ กับความเข้าใจของประชาชนในภูมิภาค"nbsp;/strongศูนย์ประชามติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงสำรวจความเข้าใจของประชาชนจำนวน 2,280 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-27 มิ.ย. 2550 และเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าร้อยละ 51.3 เข้าใจความหมายของ 'ประชาพิจารณ์' อย่างถูกต้อง ร้อยละ 48.7 เข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจ โดยคนภาคใต้และภาคตะวันออกเข้าใจมากกว่าคนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ ผู้ชายเข้าใจมากกว่าผู้หญิง แต่คำว่า 'ประชามติ' มีผู้เข้าใจความหมายถูกต้องเพียงร้อยละ 38.2 เข้าใจผิดถึงร้อยละ 61.8 โดยร้อยละ 73.7 ของคนภาคกลาง ร้อยละ 69.8 ของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 66.2ของคนภาคเหนือ ร้อยละ 52.5 ของคนภาคใต้ และร้อยละ 40.0 ของคนภาคตะวันออกเข้าใจผิด ผู้หญิงเข้าใจผิดมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ร้อยละ 65.8 ยังไม่เข้าใจว่าประชาพิจารณ์และประชามติเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมืองอย่างไร โดยร้อยละ 74.6 ของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 73.7 ของคนภาคกลาง ร้อยละ 67.7 ของคนภาคเหนือ ร้อยละ 55.7 ของคนภาคใต้ และร้อยละ 55.0 ของคนภาคตะวันออกไม่เข้าใจ ผู้หญิงไม่เข้าใจมากกว่าผู้ชาย/p pstrong9. สวนดุสิตโพลล์ : "ประชาชน" กับ "การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ"/strongnbsp;สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 27 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 4,739 ตัวอย่าง (กทม. 1,214 คน nbsp;ร้อยละ 25.62 ต่างจังหวัด 3,525 คน ร้อยละ 74.38) ระหว่างวันที่ 1 – 8 ก.ค. 2550 และเปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2550 โดยผลโพลล์ระบุว่าประชาชนค่อยข้างสนใจการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ร้อยละ 33.13 และมองว่าจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชนที่สนใจการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มีการระดมความคิดเห็นหลากหลาย/มีผู้รู้ผู้ทรงคุณวุฒิรวมร่างร้อยละ 34.16 มองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจัง/ใส่ใจประชาชน ร้อยละ 28.63/p pstrong10. รามคำแหงโพลล์ : การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550: ควรเห็นชอบหรือไม่/strongnbsp;ศูนย์ประชามติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,375 ตัวอย่าง เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2550 โดยผลโพลล์ระบุว่าประชาชนร้อยละ 53.5 คิดว่าควรเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ร้อยละ 39.0 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 7.5 เห็นว่าไม่ควร/p pstrong11. เอแบคโพลล์ : ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50/strongnbsp;ศูนย์วิจัยเอแบค สำรวจความเห็นประชาชน 3,146 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 5-14 ก.ค. 2550 เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2550 โดยผลโพลล์ระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.1 เห็นด้วยกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในภาพรวม ในขณะที่ร้อยละ 22.9 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 20.0 ไม่มีความเห็น โดยกลุ่มพลังเงียบเกินครึ่งและแม้แต่กลุ่มผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลเกินกว่า nbsp;1 ใน 4 ก็ยังเห็นด้วยกับภาพรวมของสาระสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับนี้/p pstrong12. ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ : รัฐธรรมนูญกับสถานการณ์บ้านเมือง/strongnbsp;ศูนย์วิจัยธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปีnbsp; จำนวน 1,525 ตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าในการไปใช้สิทธิ์ลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 19 ส.ค. 2550 นั้นวัยรุ่นร้อยละ 88.0nbsp; จะไปใช้สิทธิ์nbsp; ในจำนวนนี้ร้อยละ 79.3 จะใช้สิทธิ์เห็นชอบ และร้อยละ 20.7 ไม่เห็นชอบ/p pstrong13. สวนดุสิตโพลล์ : ความคิดเห็นของประชาชนกับ "การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550"/strongnbsp;สวนดุสิตโพลล์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศที่มีสิทธิลงประชามติ จำนวน 4,536nbsp; คน (กรุงเทพฯ 1,015 คน ร้อยละ 22.38 ต่างจังหวัด 3,521 คน ร้อยละ 77.62) ระหว่างวันที่ 16-22 ก.ค. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2550 สรุปผลได้ดังนี้ ประชาชนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ถึงร้อยละ 55.72 ส่วนที่ไม่รับร่างมีเพียงร้อยละ 14.92/p pstrong14. กรุงเทพโพลล์ : ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี 50 ในสายตาประชาชน/strongnbsp;ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สำรวจความเห็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ในทุกภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และชลบุรี จำนวน 1,095 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่วันที่ 25-30 ก.ค. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าความเห็นของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวม สำหรับการออกเสียงลงประชามติว่าจะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มีร้อยละ 34.8 ไม่เห็นชอบร้อยละ 10.0/p pstrong15. รามคำแหงโพลล์ : การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ: ควรเห็นชอบหรือไม่” (สำรวจครั้งที่ 3)/strongnbsp;ศูนย์ประชามติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,316 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 10-13 ส.ค. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2550 ระบุว่าคะแนนเสียงเห็นชอบลดลงจากร้อยละ 55.9 เป็นร้อยละ 47.6 กลุ่มที่ไม่แน่ใจว่าจะเห็นชอบหรือไม่ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34.8 เมื่อต้นเดือน ส.ค. 2550 เป็นร้อยละ 39.7 และกลุ่มที่ตัดสินใจไม่เห็นชอบเพิ่มจากร้อยละ 7.5 เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2550 เป็นร้อยละ 9.4 และ 12.6 ตามลำดับ คนภาคใต้มีแนวโน้มจะเห็นชอบเกินร้อยละ 60.0 แต่คนภาคอื่นมีแนวโน้มจะเห็นชอบประมาณร้อยละ 38.8-44.5 ยังไม่แน่ใจประมาณร้อยละ 34.6-45.9 ส่วนกลุ่มที่ตัดสินใจว่าจะไม่เห็นชอบมากที่สุดคือคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 19.1 รองลงมาคือคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 15.3 คนภาคเหนือร้อยละ 12.2 คนภาคกลางและตะวันออกร้อยละ 10.8 โดยผู้มีสิทธิ์ในภาคเหนือร้อยละ 73.6 ในกรุงเทพฯ ร้อยละ 70.6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 58.2 ภาคกลางและภาคตะวันออกร้อยละ 56.0 และภาคใต้ร้อยละ 39.6 จะไปลงประชามติ/p pnbsp;/p h3ช่วงก่อนการเลือกตั้งในปี 2550/h3 pimg alt="" src="http://www.tcijthai.com/ckfinder/userfiles/images/scoop-04(1).png" style="height: 461px; width: 580px;" //p pstrong16. สวนดุสิตโพลล์ : ผู้สมัคร ส.ส.” แบบไหน? “พรรคการเมือง” แบบใด? ที่ “คนไทย” อยากเลือก/strongnbsp;สวนดุสิตโพลล์ สำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งกระจายตามจังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,884 คน (กรุงเทพฯ 879 คน ร้อยละ 46.66 ต่างจังหวัด 1,005 คน ร้อยละ 53.34) ระหว่างวันที่ 17-21 ตุ.ค. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2550 ผลโพลล์ระบุว่านักการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษอันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 41.54 อันดับ 2 นายบรรหาร ศิลปะอาชา ร้อยละ 21.36 อันดับ 3 นายสมัคร สุนทรเวช ร้อยละ 17.95/p pstrong17. สวนดุสิตโพลล์ : ความนิยมต่อพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/strongnbsp;สวนดุสิตโพลล์สำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 4,410 คน (กทม. 1,217 คน ร้อยละ 27.60 ต่างจังหวัด 3,193 คน ร้อยละ 72.40)nbsp;nbsp; ระหว่างวันที่ 1-10 พ.ย. 2550 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2550 โดยผลโพลล์ระบุว่าความนิยมต่อพรรคการเมืองสำคัญ อันดับ 1 พรรคพลังประชาชนได้รับความนิยมใน กทม. ร้อยละ 30.77 ในต่างจังหวัดร้อยละ 38.74 ในภาพรวมร้อยละ 38.58 อันดับ 2 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมใน กทม. ร้อยละ 46.15 ในต่างจังหวัดร้อยละ 28.29 ในภาพรวมร้อยละ 32.29/p pstrong18. รามคำแหงโพลล์ : ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับความรู้ด้านการเลือกตั้ง/strongnbsp;ศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯ จำนวน 1,464 คน เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบในปัจจุบัน อันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 52.0 อันดับ 2 nbsp;พรรคพลังประชาชนร้อยละ 13.5/p pstrong19. ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ : คนกรุงเทพฯ กว่าครึ่งยกให้อภิสิทธิ์เป็นนายก และเกินครึ่งคิดว่านายกอาจจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคก็ได้nbsp;/strongศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำรวจความคิดเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 1,575 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 4-5 พ.ย. 2550 เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 52.2 อันดับ 2 นายสมัคร สุนทรเวช ร้อยละ 14.7/p pstrong20. กรุงเทพโพลล์ : คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม/strongnbsp;ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ เก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 16 จังหวัดจากทั้ง 8 กลุ่มจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วน ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ลพบุรีnbsp; ชลบุรี เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี พัทลุง และสงขลา ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,507 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลภาคสนามเมื่อวันที่ 16-19 พ.ย. 2550 เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2550 ผลโพลล์ระบุว่า พรรคการเมืองที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะเลือกในระบบสัดส่วน อันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 43.5 อันดับ 2 พรรคพลังประชาชน ร้อยละ 24.8 หัวหน้าพรรคการเมืองที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 46.4 อันดับ 2 นายสมัคร สุนทรเวช ร้อยละ 22.9/p pstrong21. เอแบคโพลล์ : สำรวจความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนและบทบาทของแกนนำชุมชนในการเลือกตั้ง 2550nbsp;/strongศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่างประชาชนจำนวน 7,589 ตัวอย่าง และแกนนำชุมชนจำนวนทั้งสิ้น 2,109 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 9,698 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 พ.ย. - 5 ธ.ค. 2550 เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าพรรคพลังประชาชนคาดว่าจะได้ 39 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 33 ที่นั่ง และพรรคอื่น ๆ ได้แก่ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคประชาราช เป็นต้นจะได้ 8 ที่นั่ง โดยมีค่าบวกลบความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 5 ที่นั่ง/p pstrong22. กรุงเทพโพลล์ : คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 2)nbsp;/strongศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์เก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 16 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี เชียงใหม่ แพร่ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา จันทบุรี ราชบุรี นครปฐม นครศรีธรรมราช และสตูล ตัวอย่างจำนวน 1,472 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลภาคสนามเมื่อวันที่ 4-10 ธ.ค. 2550 เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2550 ผลโพลล์ระบุว่าพรรคการเมืองที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะเลือกในระบบสัดส่วน อันดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 34.2 อันดับ 2 พรรคพลังประชาชน ร้อยละ 31.9 หัวหน้าพรรคการเมืองที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 34.8 อันดับ 2 นายสมัคร สุนทรเวช ร้อยละ 28.0/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/X3dNUbK5D5I" height="1" width="1" alt=""/

43 องค์กรนักวิชาการ-นักศึกษา-ประชาชน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง

Mon, 25/07/2016 - 02:20
div !--break--!--break-- p24 ก.ค. 2559 ตามที่มีการจัดเวที "ใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญ กับอนาคตประชาชน" โดย เครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาและประชาชนรวม 43 องค์กรnbsp;ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น/p pในช่วงท้ายเวทีมีการอ่านแถลงการณ์ของเครือข่าย 43 องค์กร โดยมีข้อสรุปเกี่ยวกับการลงประชามติโดยเห็นร่วมกันที่จะ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ 1. กระบวนการขาดความชอบธรรม 2. เนื้อหาทำประเทศถอยหลัง 3. ไม่ควรฝากอนาคตไว้กับ คสช. 4. หากรัฐธรรมนูญรับแล้วแก้แทบไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้ คสช. หยุดกดดัน คุกคาม ดำเนินคดีผู้ที่คิดต่าง เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปอย่างเปิดเผยและยุติธรรม/p pโดยแถลงการณ์ซึ่งอ่านโดยอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายละเอียดดังนี้/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/oR_X-ZsC-CM" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8899/28415484562_9875470f69_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8627/27905347713_db91c89499_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pแถลงการณ์ร่วมเครือข่ายนักวิชาการนิสิตนักศึกษาและประชาชน 43 องค์กร/p pเรื่อง รัฐธรรมนูญของประชาชน/p pวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในการกำหนดอนาคตของสังคมไทย เพราะเป็นวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับคสช. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาและประชาชนรวม 43 องค์กร มีข้อสรุปเกี่ยวกับการลงประชามติที่ขอประกาศต่อสาธารณะ ดังนี้/p p1. พวกเราทั้ง 43 องค์กร เห็นร่วมกันที่จะ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ด้วยเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ/p p1.1) กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขาดความชอบธรรมตั้งแต่ต้น เนื่องจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มิได้มาจากประชาชนและเป็นการร่างที่ปราศจากการรับฟังเสียงและความเห็นของประชาชน โดยกรธ.ให้ความสำคัญกับความต้องการของคสช. ผู้ฉีกร่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่าเป็นสำคัญ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจำเป็นต้องมีที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนตั้งแต่เริ่มต้น/p p1.2) เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจะนำพาประเทศให้ถอยหลัง ทั้งในด้านหลักการประชาธิปไตยและด้านสิทธิและสวัสดิการของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การให้คสช.มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มีจำนวนมากถึง 250 คน และคำถามพ่วงที่จะให้สว. มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ นอกจากนี้ องค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนจะมีอำนาจกว้างขวางสามารถถอดถอนและควบคุมรัฐบาลได้ ทั้งหมดนี้จะทำให้เสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งสส. เพื่อไปตั้งรัฐบาล ไม่เป็นผล การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นเพียงเครื่องมือรองรับความชอบธรรมในการสืบทอดอำนาจของคสช. เท่านั้น/p pในด้านสิทธิและสวัสดิการของประชาชน ปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างน้อยสามประการคือ การศึกษา การรักษาพยาบาล และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แทนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะคงไว้และสืบทอดสิทธินี้ แต่กลับย้อนหลังไปใช้วิธีการสงเคราะห์ ทำให้ผู้ที่จะเข้าถึงสวัสดิการข้างต้นต้องแสดงตัวเป็นคนอนาถาผู้ยากไร้ เท่ากับเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนคนไทย อีกทั้งร่างรัฐธรรมนูญยังจะทำให้เกิดการแบ่งแยกและเหลื่อมล้ำทางด้านศาสนา/p p1.3) บทเรียนการบริหารประเทศที่ผ่านมาของคสช. ทำให้ประชาชนรู้ชัดว่า ไม่อาจฝากอนาคตไว้กับ คสช. ได้อีกต่อไป เพราะ คสช.บริหารประเทศด้วยการลิดรอนสิทธิและไม่รับฟังเสียงของประชาชน เช่น ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองและการควบคุมอาคารในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และออกพรบ.เหมืองแร่ที่เอื้อกับนายทุน นโยบายคืนผืนป่าที่มุ่งยึดที่ดินของคนจนมากกว่านายทุน การไม่อุดหนุนราคาพืชผลเกษตรกร ปล่อยให้เกษตรกรเดือดร้อน การหักล้างหลักการของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เรื่องการทำสัญญาระหว่างประเทศ การผลักดันโรงงงานไฟฟ้าเทพา การคุกคามประชาชนด้วยการเรียกไปปรับทัศนคติ รวมถึงการคุกคามแม้กระทั่งประชาชนที่รณรงค์อย่างสันติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ/p p1.4) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบให้แก้ไขแทบจะเป็นไปไม่ได้ เช่น ต้องผ่านถึงสามขั้นตอน ต้องได้รับความเห็นชอบจากพรรคการเมืองทุกพรรคในสภา จึงทำให้ คำกล่าวที่ว่า รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วไปแก้ที่หลัง ในคราวลงประชามติปี 2550 ใช้ไม่ได้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้/p p2. เราขอเรียกร้องให้ คสช. หยุดกดดัน คุกคาม ดำเนินคดีที่คิดต่าง เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปอย่างเปิดเผยและยุติธรรม และหยุดการใช้กลไกของราชการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพียงด้านเดียว ตรงกันข้ามต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั้งที่ได้แสดงความเห็นและและได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน/p pวันที่ 24 กรกฎาคม 2559/p pมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/p pองค์กรร่วมจัดงานnbsp;/p /div div1. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองnbsp;/div div2. สมาคมรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์nbsp;/div div3. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลnbsp;/div div4. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมnbsp;/div div5. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมnbsp;/div div6. เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมnbsp;/div div7. เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ-บำนาญแห่งชาติnbsp;/div div8. มูลนิธิบูรณะนิเวศnbsp;/div div9. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกnbsp;/div div10. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย)nbsp;/div div11. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยnbsp;/div div12. สมัชชาคนจนnbsp;/div div13. กลุ่มละครมะขามป้อมnbsp;/div div14. เครือข่ายพลเมืองเน็ตnbsp;/div div15. สมัชชาอู่ข้าวอู่น้ำภาคกลางnbsp;/div div16. มูลนิธินโยบายสุขภาวะnbsp;/div div17. ขบวนการประชาธิปไตยใหม่nbsp;/div div18. กลุ่ม Mini Dramanbsp;/div div19. กลุ่มการเมืองครั้งแรกnbsp;/div div20. กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)/div div21. Focus on the Global Southnbsp;/div div22. เครือข่ายสลัม 4 ภาคnbsp;/div div23. มูลนิธิโลกสีเขียวnbsp;/div div24. กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษาnbsp;/div div25. เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทยnbsp;/div div26. กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน (พื้นที่คัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุงจ.เลย)nbsp;/div div27. กลุ่มรักษ์บ้านแหง(พื้นที่คัดค้านสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง)nbsp;/div div28. ชมรมอนุรักษ์ลุ่มน้ำสรอย ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ (พื้นที่การขอสัมปทานสำรวจแร่เหล็กและทองคำ)nbsp;/div div29. เครือข่ายการศึกษาทางเลือกnbsp;/div div30. กลุ่มเสรีนนทรีnbsp;/div div31. กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์nbsp;/div div32. กลุ่มศิลปากรเสรีเพื่อประชาธิปไตยnbsp;/div div33. ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย (YPD)nbsp;/div div34. กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพาnbsp;/div div35. กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)nbsp;/div div36. กลุ่มแก็งค์ข้าวกล่อง ม.รามคำแหงnbsp;/div div37. กลุ่มเพื่อนประชาชนnbsp;/div div38. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนnbsp;/div div39. เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)nbsp;/div div40. กลุ่มกระเหรี่ยงภาคเหนือnbsp;/div div41. เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออกnbsp;/div div42. โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)nbsp;/div div43. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67049" target="_blank"เครือข่ายประชาชนประกาศ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/07/67053" target="_blank"วรเจตน์ปาฐกถาประชามติ 7 ส.ค.: quot;รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรจะกำหนดชะตากรรมของรัฐๆ นั้นquot;/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67052" target="_blank"โหวตโนชนะแล้วอย่างไรต่อ? #039;ปิยบุตร#039; ชี้ประเด็นนี้อาจยังไม่ถึงเวลาที่ต้องมาพูด/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4EtYSXyhfIw" height="1" width="1" alt=""/