เสียงจากแนวรบ “ท่ามกลางสายฝน แสงเทียนความหวังยังไม่มอดดับ”

 

ที่มาของภาพ: Kwe Ka Lu

ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมา ในมือของเขากำลังถือวิทยุสื่อสารสลับไปมาซ้าย ขวาในการสื่อสารระหว่างอีกจุด เขาใช้ผ้าบาโลกันฝนพันตัว พร้อมเดินไปเดินมา บางครั้งก็ยิ้ม บางครั้งก็เงียบจากการสนทนากับเพื่อนเรื่องที่เผด็จการทหารพม่าที่ยิงปืนใหญ่เข้ามา อย่างไรก็แล้วแต่หลังจากเลิกสื่อสาร พลทหาร ซอ เซ เมียะ วัย 24 ปี ได้พูดกับคนรอบข้างเมื่อฟังดูแล้วพวกเขาก็หัวเราะ หึๆ ออกมา เมื่อผู้สื่อข่าว "แกว เก่อ ลึ" คนหนึ่งได้สัมภาษณ์เขา ว่าแต่งานหรือยัง เขาตอบว่า “ลองคิดดูซิ จะเอาเวลาที่ไหนแต่งงาน”

พลทหาร ซอ เซ เมียะ ขาขวาขาดจากการที่โดนระเบิด เริ่มเข้าร่วมการต่อต้านเพราะเขาเจ็บใจที่เผด็จการทหารพม่ากดขี่ ข่มเหง ชนเผ่าของเขา แต่ตอนนี้เขาต้องต่อสู้กับศัตรูใหม่ที่เขาไม่ต้องการจะสู้ด้วย เพราะศัตรูใหม่ที่ว่าคือเพื่อนเขาเอง ที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกัน
 
“เราสู้เพื่อแผ่นดินเกิด เพื่อชนชาติของเราจะได้อยู่อย่างเป็นสุข ขณะที่เรายิงกระสุนแต่ละนัด ระเบิดแต่ละลูก เราคิดแต่เพียงว่าลูกแรกเพื่อชนชาติเรา ลูกที่สองเพื่ออิสรภาพของเรา”
 
ตอนนี้ เผด็จการทหารพม่า ร่วมกับกองกำลังทหาร DKBA 8 กองร้อย (แต่ละกองร้อยมีกำลังอยู่ 150) เริ่มตั้งแต่ กองพลน้อยที่ 7 จากกองพันที่ 22, 101, 21, 202, 19 ที่อยู่ในการกำกับของพม่าในเมือง ผาอัน
 
กองพลน้อยที่ 7 เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มมีการโจมตี เผด็จการทหารพม่าและทหาร DKBA เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บ 50 กว่าราย อย่างไรก็แล้วแต่ข่าวนี้ยังไม่เป็นที่แน่นอน ตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ (7 และ 8 มิ.ย. 52) เผด็จการทหารพม่าได้ยิงปืนใหญ่จากเขตของ กองพันที่ 21 และ 202 ประมาณ 70 กว่าลูก ในขณะที่ด้าน KNU รายงานมาว่า ยังไม่ได้รับความเสียหาย
 
การออกมาโจมตีของ DKBA ครั้งนี้ ได้จับและบังคับผู้คน ให้เป็นลูกหาบ และให้ปูทางเพื่อเดินฝ่ากับระเบิด เมื่อวานได้มีผู้ที่หนีคนหนึ่ง พูดให้ฟังว่าพวกเขาถูกจับถูกบังคับโดย ทหาร DKBA โยอ้างว่าให้พวกเขาไปสร้างวัดแต่กลับให้เป็นลูกหาบ เขาและเพื่อประมาณ 50 คนต้องไปกับทหาร DKBA กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาบริเวณ กองพันที่ 21
 
พลทหาร ซอ เซ เมียะ ได้เล่าเหตุการณ์เมื่อเขายังเด็กว่า ทหารพม่าเข้ามาที่หมู่บ้านแล้วได้จับผู้หญิงและมัดติดกับบันได พร้อมทำการข่มขืน หลังจากเหตุการณ์อันเจ็บปวดที่มาจากทหารพม่าครั้งนั้นแล้วเขาตัดสินเข้าร่วมต่อต้าน ที่ค่าย มาเนอปลอ และเข้ามาเป็นทหารจริงๆ ในกองพันที่ 21 ใน ค.ศ. 1998
 
ปี 2001 ต้นฤดูฝน เขาและเพื่อนอีก 4 คน ตอนนั้นได้เหยียบใส่กับระเบิด เขาพูดขึ้นว่า “เขาคิดว่าต่อไปคงไม่มีใครใช้งานเขาได้อีก” เขาได้เข้ารักษาตัวและกลับเข้ามาที่กองพัน หลังจากนั้น 2 เดือนกว่า เขาพูดต่อว่า “มีคนเข้ามาถามว่ายังเป็นแนวหน้าได้อยู่หรือเปล่า.. ได้ เขาตอบกลับ” ในระหว่าง 6 เดือนนั้นเขาและเพื่อนๆ ได้ลาดตระเวนแถว ฆอซูคี, ทีเปอ, โนรี, พาอี หว่อแกร่ และคิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้เขาต้องสู้รบกับกองกำลังทหารกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตยหรือ DKBA และตลอดเวลาพวกเขาไม่เคยคิดและคิดไม่ถึงที่จะสู้รบด้วยกันเองเลย
 
ทหารปืนใหญ่ของเผด็จการทหารพม่า ได้ถอยห่างออกไปที่ ยีส่อ โต, เพื่อนของเขาที่ไม่ใช่ทหาร 4 คน นั่งครุ่นคิดแล้วมองหน้ากัน เตรียมตัวที่จะลุกขึ้นจากพื้นที่นั้น แต่แล้วเมื่อเขาคิดและพูดด้วยเหตุผลกับเพื่อน เพื่อนเขาฟังต่อฟังต่อ
 
ผู้นำทหารคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อ “เนื่องจากพวกเขา (DKBA) เมื่อเข้ามายิงเรา เราจึงตอบโต้กลับ ชนเผ่าเดียวกัน ตลอดเวลาเราให้อภัยเขาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ครั้งนี้เราให้อภัยไม่ได้ เราไม่ต้องการที่จะทำ และเราต้องการบอกกับพวกเขาว่า ดังนี้ คำสั่งของ เผด็จการทหารพม่านั้นไม่ควรทำตาม ตอนนี้เผด็จการทหารพม่าเริ่มรู้ตัวแล้ว”
 
ขณะเดียวกันผู้นำทหารนายนี้ขาก็ขาดไปข้างหนึ่งเช่นกัน เขาบอกว่า อายุได้ 54 ปีแล้ว จากการลาดตระเวนก็ไม่มีเวลาแต่งงานเช่นกัน เขาได้ต่อสู้มาจนถึงศึกครั้งนี้เขาไม่เคยใจอ่อน เขาได้กล่าวว่า “สิ่งที่เราได้ทำเรามีเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนภายใต้สำนึกของเรา” เขากล่าวต่อว่า ตั้งแต่เข้าร่วมการต่อต้าน ผ่านการยิงปืนทั้ง ปืนเล็ก ปืนใหญ่ หากคิดเป็นเงิน แล้วไม่ต่ำกว่า ล้านบาทเลยทีเดียว
 
ผู้นำทหาร จอ ฉ่าโจ่ กล่าวว่า การที่ DKBA โจมตีกองพลน้อยที่ 7 ครั้งนี้ เป้าหมายคือ ก่อน ปี 2010 ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในพม่านั้น ต้องกวาดล้างกองพลน้อยที่ 7 ให้หมดนั่นเอง
 
ท่ามกลางสายฝน พาแฮ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทิ้งระเบิดได้มาหาพลทหาร เซ เมียะ ด้วยการสวมหมวก และนั่งมอเตอร์ไซค์มา
 
พลทหาร เซ เมียะ กล่าวทันทีที่เห็นเพื่อนมาว่า “การที่เขาได้เห็นเพื่อตาบอดเขาเจ็บปวดมาก” เซ เมียะ พูดและยิ้มกับเพื่อนที่มาหาซึ่งตาข้างหนึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากถูกสเกตระเบิด ที่ผ่านมา เขาได้พูดตลกกับเพื่อนๆ ว่าครั้งหนึ่ง พาแฮ ได้วางกับระเบิด แล้วพูดว่า “ลูกนี้ของ หม่อง เชะ สู่ ลูกนี้ของโม จอ ลูกนี้ของเผด็จการทหารพม่า และลูกนี้เป็นของนายพาแฮ (ของเขาเอง) หลังจากนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นมีเสียงดัง กลิ๊ง... ”
 
แม้ เซ เมียะ จะพูดตลก แต่ด้วยความรู้สึกและความเข้าใจของเขา ไม่ใช่สิ่งที่หอมหวานสำหรับเขาเลย เมื่อเพื่อนทั้ง 4 คน ที่กินข้าวหม้อเดียวกัน ต้องไปร่วมมือกับ DKBA บนสิ่งเหล่านี้เป็นความเจ็บปวดสำหรับเขา ที่ต้องสู้รบกับคนที่เป็นเพื่อนกันมาตลอดที่อยู่ใต้บัญชาของทหารพม่า
 
อย่างไรก็แล้วแต่ เซ เมียะ เขายังฝันถึงเสรีภาพของชนเผ่าที่มีกับเขานั้นไม่เคยดับหาย ไปกับสายฝนที่หล่นลงมาและปืนใหญ่ของทหารพม่าแม้แต่น้อย เขายังกล่าวทิ้งท้ายว่า ชนเผ่าของเขาที่ไปอยู่ต่างแดนจะหันกลับมานึกถึงชนเผ่าตนเองในการที่จะร่วมกดดันต่อต้านเผด็จการทหารพม่าเช่นกัน

 

Comments

*เสรีชนต้องสู้ชูศักดิ์ศรี เพื

*เสรีชนต้องสู้ชูศักดิ์ศรี
เพื่อสร้างสิทธิ์เสรีที่ยิ่งใหญ่
สิทธิ์แห่งความเป็นคนทุกคนไป
จะต้องได้จะต้องมีเท่าทียมกัน

*ที่ใดมีกดขี่ต้องมีสู้
เพื่อเชิดชูความเป็นไทมุ่งหมายมั่น
ทุกคนล้วนร่วมหล้าฟ้าเดียวกัน
ร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตย

*เผด็จการทหารนำในพม่า
เป็นสิ่งล้าเกินไปไม่ทันสมัย
ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนประการใด
ไม่เหมือนอย่างพี่ใหญ่อำมาตยา

*เชิญพี่น้องร่วมหล้าฟ้าเดียวกัน
ร่วมสร้างสรรค์แรงใจให้ผู้กล้า
สู้เพื่อสิทธิ์เสรีที่เกิดมา
เพื่อคุณค่าประชาธิปไตย