ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย

 

หลังเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 คนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ขอให้อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยให้ฟัง (3 มิถุนายน 2553) ซึ่งบรรยากาศดำเนินไปอย่างสบายๆ เป็นกันเอง และนี่คือถ้อยคำสนทนาในวันนั้น...โปรดล้อมวงกันเข้ามา

0 0 0

 

กลุ่มชนชั้นนำทั้งหมดได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายนี้แล้ว
ไพ่ใบนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาทิ้งไพ่ใบนี้ลงมาเพื่อจะรักษาทุกอย่างเอาไว้

 

 

เป็นไปได้ไหมว่าจะมีการเลือกตั้งแบบเดิม แบบรัฐธรรมนูญปี 40 (คำถามนี้เริ่มขึ้นเนื่องจากรัฐบาลเพิ่งผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาหมาดๆ)
นิธิ : แบบนั้นมันต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ง่ายนะ ยกเว้นแต่ว่าคุณยึดอำนาจ

แล้วการยึดอำนาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นไหม
นิธิ : ผมก็ไม่แน่ใจนะ คือตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นไพ่ใบสุดท้ายแล้วของชนชั้นนำ เอาอย่างนี้ ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งไปมองว่าประชาธิปัตย์สู้กับใคร แต่มองว่ามันเป็นเรื่องของกลุ่มชนชั้นนำ ซับซ้อนหลายกลุ่มด้วยกัน ทั้งทุน ทั้งสื่อ ทั้งอะไรก็แล้วแต่ กำลังพยายามที่จะกีดกันไม่ให้กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจิตสำนึกทางการเมืองไม่ให้มามีส่วนร่วมทางการเมือง ถ้ามองในเรื่องนี้ คือ กลุ่มชนชั้นนำทั้งหมดได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายนี้แล้ว ไพ่ใบนี้คือพรรคประชาธิปัตย์

พวกเขาทิ้งไพ่ใบนี้ลงมาเพื่อจะรักษาทุกอย่างเอาไว้ ทีนี้เมื่อมีการชุมนุม มีการฆ่ากันตายแล้วนี่ ถามว่าถ้าไพ่ใบนี้ใช้ไม่ได้ ถูกกิน หรืออะไรก็แล้วแต่ ยังมีไพ่อื่นๆ อะไรอีก ผมว่าไม่มีอีกแล้วนะ เมื่อไม่มีแล้ว ดังนั้น มันก็จะเหลืออีกแค่วิธีเดียว คือการล้มกระดานนี้ ยึดอำนาจ

ตอนนี้มีโอกาสไหม
นิธิ : ไม่ใช่ ไม่ใช่ตอนนี้ ผมหมายถึงว่า ถ้าไพ่ใบนี้มันใช้ไม่ได้ไง ถ้าไพ่ใบนี้มันใช้ไม่ได้แล้วคุณจะเหลืออะไรล่ะ มันก็เหลือสองทางเท่านั้น ปล่อยให้มันเป็นไปตามเวรตามกรรม นั่นก็คือปล่อยให้มีการเลือกตั้ง หรือสอง เลิก ไม่เอา เริ่มต้นกันใหม่ด้วยการล้มกระดานเสีย ทีนี้ถ้าล้มกระดาน ถามว่าจะเอาใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมว่าในหมู่ชนชั้นนำในเวลานี้แทบไม่เหลือใครที่พอจะมาเป็นรัฐบาลแล้วให้เกิดการยอมรับโดยสงบ โอเค อาจให้เวลา 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ซึ่งผมเห็นอยู่สองคน คนหนึ่งอายุเกิน 90 แล้ว คือ คุณเปรม ติณสูลานนท์ อีกคนก็คือคุณอานันท์ ปันยารชุน (78ปี) คุณอานันท์อาจมีภาษีดีกว่าคุณเปรม เพราะคุณเปรมเป็นศัตรูคู่อาฆาตของฝ่ายเสื้อแดง แต่ถ้าคุณอานันท์มา คุณต้องลืมเรื่องคุณอานันท์ไปงานศพเสื้อเหลือง (หมวดจ๊าบ) ไปก่อน (คนฟังหัวเราะ)

สมมติให้เราลืมไปก่อน ถ้าคุณอานันท์ขึ้นมาเป็นเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เป็นปกติ ถามว่า 6 เดือนมันจะพอไหมที่จะทำให้ประชาชนซึ่งไม่พอใจระบบทั้งระบบ ไม่ใช่ไม่พอใจแค่พรรคการเมือง เปลี่ยนใจ ผมว่าไม่พอ

เมื่อไม่พอ เอ้า ปีหนึ่งพอไหม ปีหนึ่งก็ไม่พออีก สองปีล่ะพอไหม สองปีอาจจะพอ แต่ถ้าคุณอานันท์ประกาศสองปีปั๊บ จะมีคนออกมาต่อต้านคุณอานันท์มากมายไปหมด ดังนั้น ผมดูแล้ว มันไม่เหลือไพ่อะไรอีกสักเท่าไหร่แล้วในเวลานี้ เพราะการที่คุณเลือกวิธีฆ่าคน มันเป็นไพ่ใบหนึ่งที่คุณไม่ควรทิ้ง แต่คุณก็ทิ้งไปแล้ว

มันไม่มีการรับผิดชอบทางการเมืองเลยหรือ
นิธิ : มันรับผิดชอบไม่ได้ไง วิธีรับผิดชอบที่ง่ายที่สุด ซึ่งทำไมไม่รีบทำเสียก็ไม่ทราบ ก็คือการลาออก แล้วเอาคนอื่นมาแทน อย่างน้อยก็ยังบรรเทาแรงกดดันได้บ้าง แต่ทีนี้คนอื่นจะเอาใคร จะเอาคุณกรณ์ อะไรอย่างนี้ก็ไม่ได้ คนที่อยู่ใน ครม. ปัจจุบันขณะนี้ไม่ได้อยู่แล้ว มีค่าเท่ากัน คือถ้าออกไม่ออก มีค่าเท่ากัน ถ้าออก คนนอกก็คือ คุณชวน เท่านั้น

คุณชวนก็ยังเป็นประชาธิปัตย์อยู่ดี
นิธิ : แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนใน ครม. จริงไหม คุณเอาคนซึ่งอยู่ใน ครม.ซึ่งมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใช้กำลังปราบปรามไม่ได้ แต่เขาก็ไม่เปลี่ยน ปัญหาที่ตามมาก็คือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ คุณก็ไม่เลิก เมื่อไม่เลิก คุณจะทนแรงบีบทั้งจากในประเทศและนอกประเทศไหวไหม

คือการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงครั้งนี้ต่อให้มันจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนยังไงก็แล้วแต่ แต่มันไม่เคยมีในเมืองไทยเลยที่คนซึ่งเคยถูกกีดกันออกไปจากวงการเมืองตลอดมา บัดนี้กลับเข้ามา อาจจะเข้ามาเพราะทักษิณ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าคนเหล่านี้กลับมานี่ เขาจะเรียกร้องสิ่งที่ (หยุดนิดหนึ่ง) มันไม่ใช่แค่ทักษิณหรอก แต่เขาจะเรียกร้องในสิ่งที่ผมคิดว่า มันจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มคนชนชั้นนำเยอะแยะไปหมดเลย เช่น เรียกร้องในการปฏิรูปที่ดิน ยุ่งล่ะสิทีนี้

เรื่องนี้คุณกรณ์ก็เคยเสนอ
นิธิ : เสนอแต่เงียบหายไป การที่เงียบหายไปก็แสดงว่า คุณกรณ์ไม่ได้มีเจตนาจริงที่จะผ่านกฎหมายไปให้ได้ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะทุกคนก็รู้กันอยู่ว่า ถ้าคุณอยากจะปฏิรูปที่ดินด้วยการเปลี่ยนระบบภาษี มันก็ต้องมีแรงคัดค้านสูงมาก วิธีการก็คือ คุณโยนเรื่องนี้ลงไปในสังคมก่อน เพื่อสร้างพันธมิตรก่อน ให้คนที่มาค้านค้านยากขึ้น มันผ่าน ครม.ไปแล้วนะ ไอ้ตัวร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ แต่มันเงียบหายไปเลย ใครได้อ่านบ้าง ไม่มีใครได้อ่านเลย เงียบหายไปเลย ไอ้นี่เป็นยุทธวิธีง่ายๆ ธรรมดาที่ทุกคนทำกัน คือ โยนลงมาหาพวกก่อน นั่นก็แสดงว่า คุณไม่ได้คิดที่จะให้มันผ่าน

ตอนนี้แกนนำเสื้อแดงโดนไล่ล่า
นิธิ : มันไล่ล่าได้ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ไง เพราะตำรวจใช้อำนาจไปเที่ยวจับๆ เขา แต่ทันทีที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นะคุณ ตายห่าละ ไม่ต้องพูดเรื่องไอ้อะไรอีกหลายๆ เรื่องที่จะโผล่ขึ้นมา รวมถึงเรื่องการเคลื่อนไหวที่มีการชุมนุมเกินห้าคน แล้วก็ออกมาชี้ข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกรณีการปราบ

 

 

การทำสงครามกองโจรในเมือง
หนึ่ง ต้องมีการจัดตั้ง
สอง มันต้องการความรู้ 
ซึ่งประสบการณ์แบบนี้ของสังคมไทยเรา
ยังมีไม่พอ ที่หวังกันว่า 
จะมีการทำสงครามใต้ดินต่างๆ นี่
ผมว่ายาก

 

การปราบที่ผ่านมาจะนำไปสู่การสะสมอาวุธมากขึ้นไหม เสื้อแดงจะเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ด้วยความรุนแรงไหม
นิธิ : ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้สักเท่าไหร่ คืออาจจะมีคนเที่ยวยิงโน่น ระเบิดนี่ แต่การทำสงครามกองโจรในเมือง ผมอยากจะบอกว่า มันต้องมีการจัดตั้ง อย่างกรณีภาคใต้สามจังหวัด จะว่าไม่มีการจัดตั้งคงไม่ได้ ถ้าเขาสามารถนัดหมายกันได้ว่า ระเบิดที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พร้อมกันได้ มันต้องมีการจัดตั้งแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดตั้งอย่างหลวมๆ ยังไงก็แล้วแต่

อันที่สองก็คือ มันต้องการความรู้ ความรู้ที่สังคมไทยมีอยู่คือการต่อสู้ในป่า สงครามกองโจรแบบที่คุณต้องมีเขตปลดปล่อยเพื่อจะตั้งฐานทัพได้ เมื่อคุณต่อสู้แล้วคุณก็กลับไปที่ตั้งฐานทัพ แต่การทำสงครามกองโจรในเมืองมันแตกต่าง เพราะคุณไม่ต้องมีเขตปลดปล่อย คุณไม่ต้องมีอะไรทั้งสิ้น เหมือนการทำสงครามกองโจรแบบพวกปาเลสไตน์ทำกับอิสราเอล หรือพวกไอริชเคยทำกับพวกอังกฤษ ซึ่งผมว่าประสบการณ์แบบนี้ของสังคมไทยเรายังมีไม่พอ ถึงมีจะมีคนคิดจัดตั้ง การจัดตั้งก็ยังมีไม่พอที่จะทำงานแล้วได้ผลจริงๆ ไอ้ที่ทำอยู่ในเวลานี้มันสะเปะสะปะ เช่น เผาโรงเรียนในเวลานี้ ผมคิดว่าเผาทำห่าอะไรวะ (ฮาครืน) เสียศักดิ์ศรีเปล่าๆ

มีเผาตลาดวโรรสด้วย
นิธิ : ใช่ อย่างเผาตลาดวโรรสนี่ คุณก็ต้องระวัง คนทำมาค้าขายเขาเดือดร้อนไปด้วย คือวิธีเลือกเป้าต่างๆ ที่เห็นในเวลานี้ มันทำให้ผมคิดว่าเขายังมีประสบการณ์ไม่พอ

คิดไหมว่ามันจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ภาพของคนเสื้อแดงที่แม้จะกลับบ้านไปแล้ว ยังเลวร้ายอยู่
นิธิ : หมายความว่า รัฐบาลทำอย่างนั้นหรือ อันนี้ผมไม่รู้ แต่ที่หวังกันว่า มันจะมีการทำสงครามใต้ดินต่างๆ นี่ ผมว่ายาก

แนวทางของรัฐบาลต่อจากนี้ไป เขาจะทำอย่างไร
นิธิ : ตอนนี้รัฐบาลรู้แล้วนะว่า เขามีฐานทางการเมืองที่สำคัญของเขา คือชนชั้นกลางในระดับกลางขึ้นไป (หมายเหตุ : ชนชั้นกลางในทัศนะของอาจารย์มีสามระดับ คือ ชนชั้นกลางระดับล่าง ชนชั้นกลางระดับกลาง ชนชั้นกลางระดับสูง) ดังนั้น เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้คนชั้นกลางรับได้ เช่นว่า เขาทำแผนปรองดอง ส่วนหนึ่งของมันก็ต้องมีผักชีโรยหน้าให้เห็น เป็นต้นว่า ตอนนี้รัฐบาลเริ่มจะบอกว่า กลุ่มคนที่มาชุมนุมประท้วงและเสียชีวิต ตอนนี้รัฐบาลก็เข้าไปจ่ายเงินชดเชยต่างๆ แล้ว คนชั้นกลางก็ เออ ช่วยเหลือแล้วไง รู้สึกดี รับได้

 

 

ทำไมกลุ่มนี้จะต้องเกี่ยงงอน
ในเรื่องคุณสุเทพมอบตัว
หลายคนมองว่า
ถ้ายอมรับกันเสียตั้งแต่วันนั้น
ก็จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้งหนึ่ง
แต่คำถามก็คือ
ไอ้คนที่ตายไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนล่ะ
จะทำอย่างไร
และผมคิดว่า
มันเป็นครั้งแรก ที่การเคลื่อนไหวของเรา
มองเห็นคุณค่าชีวิตคนที่เสียไปในการต่อสู้

 

พลังของชนชั้นกลางจะยังชนะไหมในอนาคต
นิธิ : ผมว่ายังชนะนะ แต่แพ้ในการเลือกตั้งไง เพราะฉะนั้น เขาถึงยอมให้มีการเลือกตั้งไม่ได้ไงล่ะ ชนะในที่นี้คือคุณสามารถกุมสื่อได้

ถ้าอย่างนั้น เดิมที่ประกาศมาว่า จะเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน แปลว่า เขาไม่ได้คิดจะเลือกตั้งจริงๆ
นิธิ : ผมว่าไม่นะ

แต่ในแง่สื่อทั่วไปจะมองว่า นปช. ทำไมไม่ยอมรับ ในเมื่อเขาประกาศแล้วจะให้เลือกตั้ง เลยกลายเป็นว่า นปช. ได้คืบจะเอาศอก ไม่ยอมปรองดอง
นิธิ :  ผมเองสองจิตสองใจนะในสถานการณ์ตอนนั้น คือ ทำไมกลุ่มนี้จะต้องเกี่ยงงอนในเรื่องคุณสุเทพไปมอบตัว หลายคนมองว่า ถ้ายอมรับกันเสียตั้งแต่วันนั้นก็จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คำถามก็คือ ไอ้คนที่ตายไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนล่ะ จะทำอย่างไร และผมคิดว่ามันเป็นครั้งแรกนะ ที่การเคลื่อนไหวของเรา มองเห็นคุณค่าชีวิตคนที่เสียไปในการต่อสู้

คุณจำลอง ศรีเมือง นี่ในสมัยพฤษภาทมิฬ (2535) หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรียกคุณจำลองและคุณสุจินดา คราประยูร เข้าเฝ้า และคุณสุจินดาออกไป ทุกอย่างก็จบ ถามว่าคนที่ตายล่ะ ได้อะไรบ้าง ไม่ได้เลย ได้การเลือกตั้งครั้งใหม่ คุณจำลองก็ลงเลือกตั้ง แล้วไอ้คนที่ตายไป 30 กว่าศพบนถนนราชดำเนินวันนั้น ถามว่าคุณค่าชีวิตเขาอยู่ที่ไหน เขาคือเหยื่อที่ให้คุณไปเลือกตั้งเท่านั้นหรือ ไม่มีใครทวงชีวิตเขา ไม่มีใครทวงการกระทำนั้นกลับคืนมา ทุกครั้งมันจะเป็นอย่างนี้ทุกที

แต่ครั้งนี้ ผมว่ามันเป็นครั้งแรกนะที่ผู้นำบอกว่าไม่ได้ คุณต้องรับผิดชอบกับ 20 ชีวิตนั้นก่อน วันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณจตุพร (จตุพร พรหมพันธุ์) พูดในสภานั้นมีประเด็นนะ เขาบอกว่า เขาเป็นผู้แทน เมื่อมีการเลือกตั้งอย่างไรก็เป็นประโยชน์กับเขา รู้ว่าถ้าเลือกตั้งยังไงเขาก็ได้แน่ๆ จริงๆ จะหยุดตั้งแต่วันนั้นก็ได้ แต่ทีนี้ไอ้คนที่ตายไปล่ะ

นี่เป็นครั้งแรกที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองคำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนมาร่วมชุมนุมแล้วก็ตายไป เป็นการชุมนุมที่คิดถึงชีวิตคนที่ตายไป ไม่ใช่ให้เขาตายกลายเป็นเหยื่อแล้วคุณได้ผลดีในการเลือกตั้งก็แล้วกันไป ดังนั้น ผมไม่แน่ใจนะว่า การที่เขาไม่ยอมหยุด มันผิดแน่เหรอ
 

 

ผมไม่เชื่อว่ามีเรื่องของกองกำลัง
เพราะว่าถ้ามันมีมากอย่างคุณสุเทพบอกว่า
มีตั้งห้าร้อยคน
ทำไมคุณถึงจับไม่ได้เลยแม้สักคนเดียว

 

กรณีวันที่ 10 เมษายน มีกองกำลังที่เราไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน อยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย
นิธิ : คือถ้ากองกำลังนั้นมีจริงนะ คำถามก็คือ รัฐบาลรู้ไหมว่า มันอาจจะถูกแทรกแซงโดยคนที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดง แต่อาจไม่ถูกกับรัฐบาล อย่าลืมว่าก่อนหน้านั้นมันมีคนเอาเอ็ม 79 ไล่ยิงที่นั่นที่นี่ตลอดมา แสดงว่ามันมีกองกำลังนั้นอยู่แล้ว คุณไม่คิดหรือว่า ไอ้นี่มันอาจแทรกแซง และทำให้เกิดปัญหานั้นได้ แล้วคุณไปใช้กำลังหรือวิธีการขอคืนพื้นที่ทำไม

คำถามคือ มันมีกองกำลังจริงไหม
นิธิ : ไม่ใช่ๆ เขาบอกว่ามีคนแต่งชุดดำที่ถือปืนเอ็ม... เอ็มอะไรเนี่ย ปะปนอยู่ และเอาภาพถ่ายมาให้ดู คำถามก็คือ เอ้า ในเมื่อมันมีภาพคนเหล่านี้อยู่ และคุณก็บอกว่าพวกนี้คือกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งมีกี่คนก็ไม่รู้ แต่คุณมาบอกว่า คนเหล่านี้แหละที่ยิงทั้งทหารและยิงผู้ชุมนุม

สมมติว่าจริงก็ได้ ซึ่งผมไม่เชื่อเลยนะ (หัวเราะ) แต่ เอ้า สมมติว่าจริง ถามว่าคุณเป็นรัฐบาลนี่ คุณคาดสิ่งเหล่านี้ได้ก่อนไหม ผมว่าน่าจะคาดได้ เพราะก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุม มันมีการระเบิด ยิงตามโน่นนี่ตลอดเวลา คุณก็น่าจะรู้ว่า มันมีใครสักคนที่ใช้ยุทธวิธีรุนแรงแบบนี้ แล้วคุณยังใช้วิธีการรุนแรงแบบนี้ทำไม

ทำไมอาจารย์ไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องของกองกำลัง
นิธิ : ผมไม่เชื่อ เพราะว่าถ้ามันมีมากอย่างคุณสุเทพบอกว่า มีตั้งห้าร้อยคน ทำไมคุณถึงจับไม่ได้เลยแม้สักคนเดียว (ฮาครืน) มันเป็นไปได้ยังไง คนเดียวก็จับไม่ได้

(แสดงความเห็น):คลิปวิดีโอหรือภาพถ่ายก็มีแบบเดิมๆ ตั้งแต่สมัยวันที่ 10 เมษา คลิปเหล่านี้เอามาออกทีวี ออกแล้วออกอีกว่า มีชายชุดดำหน้าเดิมๆ เห็นเป็นสิบรอบแล้ว ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมไม่ไปจับเล่า

(แสดงความเห็น) : มีผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถามอภิสิทธิ์ว่า ผู้ก่อการร้ายห้าร้อยคนอยู่ไหน

(แสดงความเห็น) : แสดงว่าการข่าวของรัฐล้มเหลวเลยนะนี่

นิธิ : แล้วมันมีกรณีอย่างนี้ด้วยนะ คุณสุเทพบอกว่า ไอ้พวกเสื้อแดงนี่มันจับไว้เอง แล้วก็จับส่งให้ตำรวจ แล้วคนคนนั้น นายสุเทพบอกว่ามีภาพใบหน้าชัดเจน แต่ตำรวจปล่อยไปแล้ว แต่เชื่อว่า จะตามหาเขาได้ (ในวงคุยหัวเราะ ฮากันตรึม)

อะไรนี่! อะไร แต่เชื่อว่าจะตามหาเขาได้ อะไรนี่ (ฮา) งง

แล้วถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะ ไอ้คนที่จับได้ก็ไม่ใช่ตำรวจหรือทหารจับด้วยนะ แต่ไอ้พวกเสื้อแดงเป็นคนจับเอง เออ แล้วก็ส่งให้ตำรวจ (หัวเราะ ขำกันใหญ่)

แต่มันกลับกลายเป็นว่า เอากองกำลังมาอ้าง เพื่อที่รัฐบาลจะได้ปราบโดยไม่ผิด
นิธิ : ใช่ไง กลายเป็นอย่างนั้น ทั้งที่ก็ไม่รู้หรอกว่า มีจริงหรือไม่มีจริง แต่เอ้า ถ้ามีจริง คุณก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะมี แล้วคุณใช้วิธีนี้ทำไม

มันน่าสงสัยเหมือนกันนะว่า การที่มีคนติดอาวุธปนอยู่นั้น มันเป็นยุทธวิธีของรัฐเพื่อจะให้มีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงกับผุ้ชุมนุม
นิธิ : คนเสื้อแดงเขาก็ว่าอย่างนั้น แต่ผมว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งก็มีอาวุธ เช่น กลุ่มของเสธ.แดง แต่ขณะเดียวกัน ผมก็เห็นใจเขานะ คือ เสธ.แดงมันใช้วิธีรุนแรง ก็เพราะชีวิตนี้ทั้งชีวิตเขารู้จักวิธีนี้วิธีเดียว มันก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลายเรื่องด้วยกัน
 

 

ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ
ซึ่งรัฐเป็นผู้ผูกขาดความรุนแรง
ผมยังมองไม่เห็นว่า
คุณจะสู้ด้วยวิธีการใช้อาวุธได้ยังไง
อย่างน้อย ถ้าคุณไม่เชื่อในเรื่องสันติวิธี
คุณก็ต้องเชื่อสันติวิธีในแง่ยุทธวิธี

 

การต่อสู้ที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธก็ยังโดนฆ่า ทีนี้เป็นไปได้ไหมว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันกลายเป็นบทเรียนให้พวกเขารู้จักป้องกันตัวด้วยการใช้อาวุธ
นิธิ : ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐซึ่งรัฐเป็นผู้ผูกขาดความรุนแรง ผมยังมองไม่เห็นว่า คุณจะสู้ด้วยวิธีการใช้อาวุธได้ยังไง อย่างน้อย ถ้าคุณไม่เชื่อในเรื่องสันติวิธี คุณก็ต้องเชื่อสันติวิธีในแง่ยุทธวิธี คุณต้องเชื่อในแง่ของปรัชญา ว่ามันเป็นยุทธวิธี

แต่ชาวบ้านบางคนบอกว่า เขาจะต่อสู้แบบชาวบ้าน แรงมาแรงไป ตาต่อตาฟันต่อฟัน
นิธิ : แล้วคุณจะชนะเขาไหมล่ะ ยังไงคุณก็สู้รัฐไม่ไหว

มีบางคนบอกว่า การที่รัฐเปิดเจรจาสองครั้งที่ผ่านมานั้น มันแค่ต้องการลดแรงเสียดทานกระแสสังคมเท่านั้น รัฐไม่มีทางอยากปรองดองหรืออยากเปิดเจรจาจริงๆ เขาจึงเชื่อว่า การเจรจาต่อรองจะเกิดขึ้นได้ คือ ต้องต่อสู้จนทำให้ทหารหรือรัฐเกิดความสูญเสียถึงจะเจรจาได้ คือมีอำนาจต่อรอง
นิธิ : ผมไม่เชื่อ ถ้าคุณเลือกความรุนแรง คุณสู้รัฐไม่ได้

สันติวิธีเป็นสากลมากกว่า
นิธิ : ใช่ครับ มันเป็นสากลทั่วโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย คือถ้าคุณไม่เชื่อสันติวิธี ก็มองว่ามันเป็นยุทธวิธี หลายประเทศเขาก็ไม่ได้เชื่อในอุดมการณ์สันติวิธีจริงๆ หรอก เขาก็ทำมันเป็นแค่ยุทธวิธี ถ้าคุณเชื่อในสันติวิธีจริงๆ คุณต้องพร้อมที่จะให้เขาทำร้ายคุณ ซึ่งมันมีวิธีการในสันติวิธีที่จะทำให้เขาทำร้ายคุณได้น้อยลง

เช่น คุณนั่งลงเลย นั่งอยู่เฉยๆ ไม่กระดุกกระดิก เหมือนอย่างตอนที่ผู้นำเสื้อแดงประกาศมอบตัว เสื้อแดงมันแตกกันหมด แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 50 นั่งถือธงอยู่ (ผุสดี งามขำ) เธอบอกจะอยู่เป็นคนสุดท้าย เธอบอกจะรอให้เขามายิง

คือถ้าคุณเชื่อในสันติวิธีจริงๆ หรือเชื่อว่ามันคือยุทธวิธีจริงๆ คุณต้องฝึก ฝึกหนักยิ่งกว่าการรบด้วยซ้ำ แล้วมันมีเทคนิคต่างๆ ร้อยแปด เช่น เมื่อมีทหารหรือตำรวจเข้ามาประชิดตัวคุณปั๊บ คุณอย่าหลบตา ให้จ้องตาเขา เพราะเมื่อไหร่ที่คุณหลบตา คนที่เผชิญหน้ากับคุณ เขาจะรู้สึกว่าคุณน่ากลัวขึ้นมาทันที แต่ถ้าคุณจ้องตา คนที่เขาจะเข้ามาตีคุณ เขาจะมองเห็นว่า คุณไม่มีอาวุธ คุณพร้อมจะเผชิญหน้าเขา เขาจะเห็นคุณเป็นศัตรูน้อยลง ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่มีการเจ็บนะ แต่จะเจ็บน้อยกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้คุณต้องฝึกฝน

ในการต่อสู้ทางสันติวิธี คุณต้องปลดความกลัวของอีกฝ่าย ไม่ใช่การปลดอาวุธเขานะ แต่ปลดความกลัวของเขาให้ได้ ไอ้ทหารที่มันจะเข้ามาหาเรานี่ มันไม่ใช่ไม่กลัวเรานะ เขาก็กลัวเรา แต่ถ้าคุณไม่กลัว และปลดความกลัวของเขาซะ เขาจะไม่ทำร้ายคุณ หรือทำร้ายคุณน้อยลง หลักการของสันติวิธีเป็นอย่างนี้ ซึ่งคุณจะต้องฝึกฝน

อย่าง... คานธีเคยบอกกับเนรูห์ (ผู้นำอินเดีย) ว่า ถ้าตำรวจเอากระบองตี ห้ามยกมือขึ้นรับนะ เพราะถ้าคุณกระดุกกระดิกปั๊บ คุณน่ากลัวละ เขาจะคิดว่าคุณจะทำร้ายอะไรเขาก็ได้ ดังนั้น คุณต้องยืนเฉยๆ ปล่อยให้เขาตี เนรูห์บอก ‘กูรับแทบไม่ไหวเลยแบบนี้’ (หัวเราะ)

สันติวิธีจริงๆ มันต้องฝึกมาก (เน้นเสียง)

อย่างการต่อสู้ของเสื้อแดง ถ้าคุณนั่งเฉยๆ แล้วเขาจะเอาคุณเข้าคุก คุณก็ปล่อยเขามาลากตัวเอาไปเลย แต่ไม่ต้องไปเดินกับเขา นั่งเฉยๆ นี่แหละ ปล่อยเขาฉุดกระชากลากถูไปเพื่อเอาไปใส่ล็อบที่ตำรวจเอามาเนี่ย ลากเอาไปเลย จะร้องวี้ดว้ายก็ได้ ร้องไปเลย คุณคิดดู เมื่อภาพอันนี้ลงหนังสือพิมพ์ทั้งโลก แล้วใครจะชนะ

แต่ดูแนวทางตอนนี้ เสื้อแดงจะไม่เอาสันติวิธีแล้ว
นิธิ : ผมก็เกรงว่าจะอย่างนั้น

 

 

มันจะน่าเศร้าตรงที่
ความเจ็บแค้นนี้จะทำให้เขา
ต้องเลือกนักการเมืองกะเฬวกะลาก
มันต้องเลือก
เพราะมันไม่รู้จะเลือกใคร

 

โดยภาพรวมแล้ว ตอนนี้เขาเหนียวแน่นหรือว่ากระจัดกระจาย
นิธิ : ผมว่ากระจัดกระจายนะ คือแต่ก่อน องค์กรที่เคยมีอยู่มันก็มีอยู่อย่างหลวมๆ อยู่แล้ว เคยมีเสธ.แดง ตอนนี้ก็ถูกทำลายลงแล้ว แล้วแกนกลางในชุมชนต่างๆ ตอนนี้ต้องหนีบ้าง ถูกจับบ้าง ปฏิบัติการอะไรไม่ได้บ้าง เพราะต้องสงบนิ่งช่วงหนึ่ง ฉะนั้น ช่วงนี้จะเหลือแต่อันธพาลแท้ ซึ่งแยะมาก เพราะไม่มีประวัติศาสตร์ครั้งไหนที่คนจะเข้าร่วมชุมนุมเยอะอย่างนี้ มันจะมีแต่ความเจ็บแค้นเต็มไปหมด

ถ้ามองอนาคตไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
นิธิ : อันที่หนึ่งก็คือว่า ตราบเท่าที่ยังเป็นอย่างนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขความรู้สึกของคนในเรื่องนี้ได้ คุณเลือกตั้งไม่ได้ คุณเลือกเมื่อไหร่คุณก็แพ้ และมันจะน่าเศร้าตรงที่ความเจ็บแค้นนี้จะทำให้เขาต้องเลือกนักการเมืองกะเฬวกะลาก มันต้องเลือก เพราะมันไม่รู้จะเลือกใคร มันจะมีคนเลวๆ ที่มาเก็บเกี่ยวความแค้นไปใช้ประโยชน์เยอะมาก ซึ่งก็ช่วยไม่ได้นะ คล้ายๆ กับการเดินเลยขั้นที่ว่า เราจะสามารถนำประเทศไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโดยสงบไปแล้ว

อย่างน้อยเราก็คงต้องผ่านช่วงเวลาหนึ่งซึ่งจะมีนักการเมืองเลวๆ เหล่านี้อยู่
 

 

มันไม่มีภาคใดที่จะเป็นรัฐที่ดำรงอยู่ได้
ในความเป็นจริง
อย่างภาคเหนือ ภาคอีสานนี่ไม่มีทะเลเลย
แล้วคุณจะส่งของออกนอกประเทศได้ยังไง

 

แล้วการปฏิเสธระดับพื้นที่จะเป็นไปได้ไหม อย่างบางคนบอกว่า จะแยกประเทศ
นิธิ : แม่ค้าในตลาดพูดกันเยอะแยะ แต่ผมจะบอกอย่างนี้นะ มันไม่มีภาคใดที่จะเป็นรัฐที่ดำรงอยู่ได้ในความเป็นจริง อย่างภาคเหนือ ภาคอีสานนี่ไม่มีทะเลเลย แล้วคุณจะส่งของออกนอกประเทศได้ยังไงวะ (หัวเราะ ฮากันตรึม)

(แสดงความเห็น) : ส่งไปทางแม่น้ำโขง (หัวเราะ)

(แสดงความเห็น) : แต่หลังวันที่ 19 พฤษภาคม มานี่ มันทำให้คิดอย่างนี้จริงๆ นะ เพราะเปิดทีวีมา รู้สึกเลยว่าประเทศไทย คือ ประเทศกรุงเทพฯ อยากจะคืนบัตรประชาชนคนไทยไปเลย

(แสดงความเห็น) : เห็นแต่ข่าวไฟไหม้ เยียวยาผู้ประกอบการ แต่คนตาย คนกลับบ้านนอก มองไม่เห็นเลยว่าพวกเขาอยู่ตรงไหนของประเทศไทย

นิธิ : ก็ใช่ ผมเห็นด้วยหมด แต่การแยกประเทศมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจการเมืองเราไปไกลแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เขาว้าวุ่น เขาก็เลย... เอ้า อะไรก็ได้ แยกประเทศ เท่าที่จะคิดได้

เหตุการณ์นี้ทำให้คนสำนึกในความเป็นชาติมากขึ้นไหม
นิธิ : แล้วแต่คุณจะนิยามว่า ความเป็นชาติคืออะไรนะ สำหรับผมคิดว่า การที่คนเหล่านี้แสดงออกต่อความเป็นชาติ คือ เรื่องสองมาตรฐานของชาติ ของชาตินะ ซึ่งเขาไม่เคยสนใจความเป็นชาติมาก่อน ผมว่าความเป็นชาติเข้มแข็งขึ้น แต่ในแง่หนึ่ง ผู้ใหญ่บางคนอาจจะมองอีกด้าน บอกว่า เอาล่ะ หันมาปรองดองกัน แต่ผมมองว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผู้คนจะสนใจและมาแชร์กันต่อเรื่องความเป็นธรรมของชาติ สองมาตรฐาน ห่าเหวอะไรนี่ ไม่มีนะ

การชุมนุมของคนเสื้อแดงทำให้คนกรุงเทพฯ อาจจะโกรธแค้น เพราะทำให้ลำบากลำบน
นิธิ : ไม่เห็นนะ ช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เห็นความโกรธแค้นของคนกรุงเทพฯ ชนชั้นกลางระดับล่างนะ ชนชั้นกลางระดับบน บนสุดเลย จริงๆ ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่ เซ็นทรัลเนี่ย ถามว่าไม่ได้ขายสองสามเดือนแค่สาขาเดียวเดือดร้อนอะไรนักหนา

แล้วทำไมเขาปราบ
นิธิ : ปล่อยไว้ไม่ได้ไง ผมถึงบอกว่า ประชาธิปัตย์คือไพ่ใบสุดท้าย คุณปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วนำไปสู่การเลือกตั้งไม่ได้ เพราะถ้ามีการเลือกตั้ง เสื้อแดงมาแน่ๆ

ชนชั้นนำของอาจารย์หมายถึงอะไร
นิธิ : ชนชั้นนำของผมไม่ได้หมายถึงชนชั้นกลางอย่างเดียวนะ แต่หมายถึงทั้ง ทุน สื่อ หลายอย่าง อย่างพวกเรา ในแง่หนึ่งเราก็เป็นชนชั้นนำ แต่เราเป็นชนชั้นนำกลุ่มน้อยเท่านั้นเอง

 

 

ตอนนี้สื่อที่จะมาทำหน้าที่ของสื่อที่เป็นจริง
กำลังหายไปจากโลกนี้
และกำลังเกิดสื่อชนิดใหม่
ที่ยังไม่มีสมรรถภาพดีพอ
ที่จะมาแทนที่สื่อเก่าได้

 

อาจารย์คิดยังไงกับการที่สื่อเลือกข้าง ซึ่งครั้งนี้ชัดเจนมาก
นิธิ : มันก็แย่แน่ๆ ในแง่ของสื่อ ปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศของเราอย่างเดียว ตอนนี้สื่อที่จะมาทำหน้าที่ของสื่อที่เป็นจริงกำลังหายไปจากโลกนี้ และกำลังเกิดสื่อชนิดใหม่ที่ยังไม่มีสมรรถภาพดีพอที่จะมาแทนที่สื่อเก่าได้ ในอเมริกา บริษัท ฟ็อกซ์ ที่ทำทีวีเคเบิล มันออกข่าวเรื่องบุชชนะเลือกตั้ง แต่ยังนับคะแนนไม่เสร็จเลย เพราะมันยังมีปัญหาเรื่องการนับคะแนนที่รัฐฟลอริดา แล้วมันออกข่าวบุชชนะไปได้ยังไง คือมันออกข่าวไปเพื่อสร้างกระแสให้คนรู้สึกก่อนว่า บุชชนะแล้ว อาจมีคนเสียใจ แต่ให้คุณยอมรับตรงนี้ก่อน แล้วต่อมาเมื่อพบว่ามันมีปัญหาเรื่องการนับคะแนนที่รัฐฟลอริดา เขากำลังจะมาคิดกันว่าจะนับคะแนนใหม่ไหม ไอ้นี่ก็มาบอกว่ามันชนะไปแล้ว มันไม่ควรมานับคะแนน ก็เหมือนสื่อในประเทศไทยหลายแห่ง การที่มันเลือกข้างมันเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก

อย่างสื่อในเมืองไทย คุณสุทธิชัย หยุ่น อ้างว่ามันต้องเลือกข้างกันแล้ว ฝรั่งมันก็เลือกข้าง ต่างๆ นานา ประหนึ่งว่า แม่ง ฝรั่งมันทำเลวร้ายอะไร มันต้องกลายเป็นมาตรฐานไปเลย

การเลือกข้างของสื่อมันเกิดขึ้นจริง มันเป็นปัญหาที่เราต้องเผชิญ ซึ่งมันก็เกิดทางเลือกใหม่อย่างสื่อทางเลือก แต่มันไม่มีสมรรถภาพพอ คุณจะให้ ‘ประชาไท’ เสนอข่าวได้รอบด้านเท่าไทยรัฐ มันเป็นไปไม่ได้หรอก (เสียงพูดแทรกกันระงม - ตอนนี้แค่จะเปิดประชาไทยังเปิดไม่ได้เลย) เออ อย่าง ‘ประชาไท’ เขาทำงานกันสองคนหรือสามคนก็ไม่รู้ คุณจะให้มันไปเท่าไทยรัฐได้ยังไง (หัวเราะกันครืน)

(แสดงความเห็น) : สื่อทางเลือกอยากเสนอปัญหาของคนชั้นล่างก็จริง แต่เขาก็ไม่สามารถจะเจาะเข้าไปหาคนชั้นล่างได้

(แสดงความเห็น) : มันไม่มีเงินจะไปตามดูว่า ชาวบ้านเขากลับบ้านแล้วเป็นยังไง

นิธิ : ใช่ไง ก็นี่ไงมันไร้สมรรถภาพไง

(แสดงความเห็น) : เห็นบางคนบอกว่า นักข่าวบางคนก็ดี เขาก็รายงานตามความเป็นจริง แต่ว่า บ.ก. ไม่ให้ออก อันนี้มันก็มีอยู่จริง มันมีชนชั้นอยู่ในวิชาชีพสื่อ ตอนนี้สื่อไม่ใช่สถาบันอีกต่อไปแล้ว แต่สื่อคือธุรกิจประกอบการ นักข่าวหลายๆ คนบอกว่า จะให้เขาทำอย่างไร ลูกเขาต้องเรียนหนังสือ บ้านต้องเช่า ข้าวต้องกิน ถ้าเขาไม่ให้นักข่าวไปต่างจังหวัด ไม่ยอมไฟเขียว จะทำอย่างไรได้ อย่างเก่งก็มานั่งนินทากันเอง

ที่อาจารย์เคยเขียนว่าชนชั้นนำไม่ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมคืออะไร
นิธิ : มีตัวอย่างที่อังกฤษนะ เมื่อเริ่มเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ตอนนั้น สภาผู้แทนอังกฤษมีประชาธิปไตยแบบที่ให้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะคนที่เสียภาษี ดังนั้น จะมีคนหยิบมือเดียวเองที่มีสิทธิเลือกตั้ง ทีนี้ในหมู่ชนชั้นนำเองก็เกิดเสียงแตก มันเลยต่อสู้กันโดยขยายสิทธิการเลือกตั้งลงไปยังคนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อที่กูจะได้มีคะแนนมาเยอะๆ มันเลยขยายๆๆ จนดึงคนอังกฤษเข้ามาสู่วงการเมือง โดยที่คนอังกฤษเองยังไม่ได้ผลักดันมากนัก

สรุปว่า ชนชั้นนำอังกฤษเนี่ย มันปรับตัวของมันเอง ไม่ว่าจะด้วยความโลภหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันปรับตัว

แต่ของเรานี่ ชนชั้นนำไทยไม่รู้จักปรับตัวเอง ขณะที่สังคมไทยเราเปลี่ยนไปแล้ว แทนที่จะปรับแล้วไม่ปรับ แต่กลับไปใช้อำนาจเพื่อจะหยุดสังคมไทยให้มันอยู่อย่างเก่าอยู่ตลอดเวลา มันคือตัวปัญหาที่สุดของไทยเรา
 

 

มันเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
ที่การต่อสู้ทางการเมือง
ไม่ใช่การต่อสู้ของกลุ่มการเมืองอย่างเดียว
มันมีการต่อสู้ทางสังคมอยู่ด้วย

 

สังเกตดูว่า คนตายเยอะขนาดนี้ ถ้าเป็นทุกครั้งจะมีคนชนชั้นกลางออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ แต่ครั้งนี้ไม่มี
นิธิ : ผมว่ามันเป็นครั้งแรกในเมืองไทยนะ ที่การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่การต่อสู้ของกลุ่มการเมืองอย่างเดียว มันมีการต่อสู้ทางสังคมอยู่ด้วย เช่น เป็นต้นว่า คนเสื้อแดงเมื่อพ่ายแพ้กลับมาแล้วมาด่าคนชนชั้นกลาง ผมว่าตรงประเด็นเด๊ะเลย

คือแต่ก่อนคุณไม่เคยคิดจะด่าคนในสังคม คุณด่าสุจินดา คุณด่าถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร แต่คุณไม่ได้ด่าสังคมเราเอง มันเป็นแบบนี้ แต่บัดนี้คนในสังคมเราเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ อภิสิทธิ์น่ะใช่แน่ แต่ไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ ในขณะที่คนชั้นกลางไปรบกับถนอม ประภาส ที่เรียกกันว่า สามทรราชย์

ด่าชนชั้นกลางเพราะเห็นว่าชนชั้นกลางนี่แหละ ที่ทำให้คนอย่างอภิสิทธิ์อยู่ได้
นิธิ : ใช่
 

 

คนไทยได้เปลี่ยนตัวเองเป็นชนชั้นกลางแล้ว
แต่เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

หากจะบอกว่าเสื้อแดงคือชนชั้นล่าง แต่ชนชั้นล่างที่เป็นเหลืองก็มี?
นิธิ :  ไม่ๆ ต้องกลับไปพูดเรื่องที่เคยพูดแล้วหลายครั้งหลายหนว่า สังคมมันมีความเปลี่ยนแปลง คือต้องถามว่า มันมีความเปลี่ยนแปลงอะไร สำหรับผมคิดว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดในสังคมไทยคือ หนึ่ง - บัดนี้สังคมไทยไม่ใช่สังคมเกษตรกรรมแล้ว เราเป็นสังคมที่แรงงานกว่าครึ่งของประเทศไม่ได้อยู่ภาคเกษตรกรรมแต่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

สอง - กว่าครึ่งของคนไทยในเวลานี้มีชีวิตอยู่ในเขตที่เราเรียกว่าเขตเมือง ไม่ว่าคุณจะนิยามเมืองว่าอะไรก็แล้วแต่ จะเรียกเทศบาลก็แล้วแต่ กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยอยู่ในเขตเมือง ซึ่งแปลว่า เขาได้รับข่าวสารข้อมูล หรืออะไรต่อมิอะไรแทบไม่ต่างกันแล้ว

และสาม - กลับไปดูในภาคเกษตรกรรมว่า มันมีใครเหลืออยู่บ้างในภาคเกษตรกรรม ซึ่งก็จะเหลือคนอยู่สองประเภทด้วยกัน นั่นคือ ประเภทที่หนึ่ง เนื่องจากการเกษตรกรรมในเวลานี้มันต้องผลิตในเชิงพาณิชย์เข้มข้นมากขึ้นทุกวัน ไม่มีใครปลูกข้าวกินเองนอกจากพ่อหลวงจอนิ (ฮาครืน) ทุกคนต้องปลูกข้าวเพื่อจะขายคนอื่นทั้งนั้น ฉะนั้น คนที่เหลือในภาคเกษตรกรรมคือคนที่- (หยุดคิดนิดหนึ่ง) จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ แต่มีทุนพอจะสะสมที่ดินและลงทุนในระดับที่มันคุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ ส่วนคนที่ไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ จะหลุดออกจากภาคเกษตรกรรม หลุดไปไหน หลุดไปทำผมในหมู่บ้าน หลุดไปเป็นหมอนวด ร้อยแปดพันเก้าอย่าง ไปขายก๋วยเตี๋ยว นั่นคือส่วนนี้

โดยสรุปก็คือว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นชนชั้นกลางไปแล้ว แต่เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นแม่ค้าขายผักอยู่ในตลาด เป็นอะไรร้อยแปด แล้วคนกลุ่มนี้ประสบปัญหาในชีวิตแยะมากๆ เพราะครั้งหนึ่งตนเคยมาจากภาคเกษตรกรรมเลี้ยงตัวเองที่มันไม่สนใจรัฐ รัฐไม่ต้องมาเกี่ยว แต่บัดนี้ รัฐเกี่ยวกับตัวเองทุกอย่าง แม้แต่ขายก๋วยเตี๋ยว ไอ้กระดูกหมูที่เอามาต้มเป็นน้ำซุป มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบายหมู ถูกไหมครับ สมัยก่อน เขาจะทำอะไรก็ทำของเขาเอง รัฐไม่เกี่ยว แต่ตอนนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรกระทบเขาอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คนที่ว้าวุ่นที่สุดก็คือ ชนชั้นกลางระดับล่าง

อีกกลุ่มหนึ่ง คือคนที่เรียกว่า จนดักดาน ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 6-10 ล้านคน ซึ่งตัวเลขจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจเราว่าจะขึ้นหรือลง คนกลุ่มนี้ก็ยกตัวอย่าง คนเลี้ยงวัว เคยเลี้ยงวัวยังไงก็เลี้ยงมันยังงั้น ยังเป็นคนเลี้ยงวัวคนเดิม เดินไปเดินมา ไอ้นี่ไม่เหลืองไม่แดง ไม่ห่าอะไรทั้งนั้น กูจะเลี้ยงวัวของกูท่าเดียว พวกจนดักดานนี่ไม่เกี่ยวกับการเมืองในเวลานี้

แต่คนที่เกี่ยวคือชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งผมคิดว่า ในความว้าวุ่นของเขานี่จะนำเขาไปสู่แดงก็ได้ นำเขาไปสู่เหลืองก็ได้ เป็นต้นว่า คนชนชั้นกลางระดับล่างเหล่านี้รู้สึกว่า ทำไมกูไม่รวยขึ้น อย่าลืมว่า คนชั้นกลางในหมู่คนทั้งหลายนี่ ถ้าเราจะพูดคำว่า “ชนชั้น” นี่ ชนชั้นกลางคือคนที่ไม่มีชนชั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดว่า อะไรคือชนชั้น มันแปลว่า มันต้องสืบทอดสถานะของมันให้แก่ลูกหลานได้ เช่น คนเลี้ยงวัวเนี่ย ถ้าเราถามว่า ลูกเขาต่อไปเป็นอะไร เขาบอก เลี้ยงวัว เหมือนเก่าเป๊ะเลย คือไม่ก้าวไปไหนเลย อย่างนี้คือชนชั้น

จนสุด นี่คือชนชั้น หรือสูงสุดนี่ก็ชนชั้น อย่างลูกคุณอะไร โสภณพานิช ถามว่า ต่อไปลูกคุณจะมาเก็บขยะไหม ไม่มีทางหรอก คุณก็ต้องอยากให้ลูกทำอะไรสักอย่างรวยๆ อย่างคุณน่ะแหละ นั่นแหละ คุณคือชนชั้น แต่ชนชั้นกลางคือคนที่ใฝ่ฝันว่า ลูกกูจะดีกว่ากูตลอดเวลา และด้วยเหตุดังนั้น คนชั้นกลางระดับล่าง หรือชนชั้นกลางระดับกลาง จึงมีเหตุผลหลายอย่างที่ผมจะยังไม่เข้าสู่รายละเอียดตอนนี้ว่า คนเหล่านี้ว้าวุ่นเพราะว่า เขาไม่สามารถไต่ระดับได้เลย ตรงนี้แหละที่จะผลักเขาเข้าไปสู่การเมือง จะเข้าไปสู่เหลืองก็ได้ เพราะว่าตัวเองตายนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับขึ้นไปเลย คุณจะพูดว่า เป็นเพราะนักการเมืองมันโกงกินกันก็ได้ ก็คือเข้าไปอยู่ในขบวนการของเสื้อเหลือง ถูกไหม หรือคุณจะบอกว่ามันสองมาตรฐานนี่หว่า มันไม่ให้ความเป็นธรรมกับเรา ทักษิณเคยช่วยเรา อะไรต่างๆ นานา อย่างนี้ก็ได้ คุณก็เข้าสู่กระบวนการเสื้อแดง

ถามว่าใครเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ ผมว่า คือชนชั้นกลาง แต่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างและกลางระดับกลาง แต่กลางระดับบนไม่มี

แน่นอน คนชั้นสูงเข้ามามีส่วนเล่นเกมนี้ด้วย และเป็นคนเดินหมากด้วย แต่ตัวที่ออกหน้าที่สุดคือ คนพวกนี้
 

 

ชุมชนมันกำลังเปลี่ยน
แล้วเอ็นจีโอ ก็ลืมไปว่า
การที่คุณแช่แข็งชุมชนเอาไว้นี่
มันเป็นแค่เครื่องมือ
เป็นแค่ยุทธวิธีในการต่อสู้เท่านั้นเอง
มันไม่ใช่ความจริง

...

เมื่อชาวบ้านเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วตอนนี้
แล้วจะทำอย่างไร
ถามว่าเอ็นจีโอ
มีความรู้พอจะเข้าไปจัดการคนจนหมู่บ้าน
ซึ่งเขาเข้าไปอยู่ในเขตเมืองไปแล้วอย่างไร
คำตอบคือ
ไม่มี

 

การที่อาจารย์พูดถึงชนชั้นกลางระดับล่างที่มีความทะเยอทะยาน มันอาจเป็นจุดโจมตีของอีกฝ่ายที่มองว่าผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่รู้จักพอเพียง ไม่มีชีวิตสมถะ เรียบง่าย โดยเฉพาะเอ็นจีโอจำนวนมากที่ไม่เข้ามาร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดง เพราะเห็นว่าเป็นผลมาจากทุนนิยมสามานย์
นิธิ : โดยรวมๆ ผมว่าอันนี้เป็นความอ่อนแอของเอ็นจีโอไทยด้วย คืออย่างนี้ ในสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อนนี่ การที่คุณจะต่อสู้เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนนี่ ถ้ามองในลักษณะตอนนั้น วัฒนธรรมชุมชนจะมีหรือไม่มีจริง เอาไว้ก่อน แต่มันคือเครื่องมือในการต่อสู้ ถ้า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐหรือทุนจะเข้ามาแย่งทรัพยากรชุมชนระดับล่างลงไป เครื่องมือหนึ่งที่จะต่อสู้กับชุมชน คือการแช่แข็งของชุมชนเอาไว้ เพื่อไม่ให้รัฐหรือทุนเข้ามา แต่ 20 ปีที่ผ่านมานี้มันไม่ใช่แล้ว ชุมชนมันกำลังเปลี่ยน แล้วเอ็นจีโอคุณก็ลืมไปว่า การที่คุณแช่แข็งชุมชนเอาไว้นี่ มันเป็นแค่เครื่องมือ เป็นแค่ยุทธวิธีในการต่อสู้เท่านั้นเอง มันไม่ใช่ความจริง ก็ไม่ได้มองว่าตรงนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

ผมพูดอย่างนี้ คนเป็นเอ็นจีโออาจจะไม่เห็นด้วย (มองหน้าเอ็นจีโอบางคนแล้วหัวเราะ) ผมมองอย่างนี้ เอ็นจีโอยิ่งนับวันก็สัมผัสกับประชาชนน้อยลง ฐานของเอ็นจีโอที่เคยทำงานและมีคนอยู่ด้วย มันน้อยลง เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านจัดตั้งตัวเองแยะมากๆ และไม่ได้เชื่อมโยงกับเอ็นจีโอโดยตรงด้วย

สังเกตว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีเอ็นจีโอเลย
นิธิ :  ตรงกันข้าม ชุมนุมเสื้อเหลืองนี่เอ็นจีโอเยอะแยะเลย (เสียงหัวเราะจากหลายๆ คนดังขึ้น)

เพราะชนชั้นกลางระดับล่างที่มีความทะเยอทะยาน ทำให้เอ็นจีโอไม่อยากเข้าร่วมกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง?
นิธิ :  อันนี้ผมไม่รู้ แต่ผมหมายความว่า ถ้าคุณยอมรับว่าสังคมมันเปลี่ยน ชาวบ้านมันเปลี่ยน คำถามคือ กระเป๋าคุณสามารถเข้าไปจัดการกับความเปลี่ยนแปลงอันนี้ได้แค่ไหน การที่ชาวบ้านเปลี่ยน ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านมีพลังเพิ่มขึ้นนะ ชาวบ้านก็ยังมีพลังน้อยอย่างเก่า คำถามคือ ความรู้ที่คุณมีในกระเป๋า จะเข้าไปช่วยชาวบ้านให้มีพลังได้มากหรือน้อย ผมว่าไม่มาก

ผมมองว่าเอ็นจีโอที่ทำงานกับชาวบ้านที่อยู่ในเมืองแทบไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อชาวบ้านเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วตอนนี้ แล้วจะทำอย่างไร คนจนดักดานทั้งหลายที่ผมว่านี่ ในหนึ่งหมู่บ้าน คือคนส่วนน้อยสุด คุณจะไปช่วยคนส่วนน้อยสุดที่มันไม่มีชุมชนด้วย เป็นคนจนอยู่ก้นตรอกอยู่สองสามครอบครัว ถามว่าเอ็นจีโอมีความรู้พอจะเข้าไปจัดการคนจนของหมู่บ้านซึ่งเขาเข้าไปอยู่ในเขตเมืองไปแล้วอย่างไร คำตอบคือ ไม่มี

ตกลงมันหมดพลังไปแล้ว ดังนั้น สิ่งที่น่าจะหวังตอนนี้คือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ชาวบ้านจัดการตัวเอง จัดองค์กรตัวเอง ทำอะไรเอง คิดเองว่าจะทำอย่างไร

ผมว่าชนชั้นนำตอนนี้นำเอายุทธวิธีของเอ็นจีโอเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาใช้ ถ้าคุณดูอย่างช่อง ทีพีบีเอสบ่อยๆ รายการหลายรายการพร่ำพรรณนาถึงชุมชนไทยอันงดงามที่มันไม่มีในเมืองไทยแล้ว หรือแม้แต่ในอดีต มันก็อาจไม่เคยมีเลย ในขณะเดียวกันมันสะท้อนว่า คนกลุ่มนี้พยายามจะแช่แข็งสังคม แต่มันเป็นอุดมการณ์ที่ไม่มีจริง เข้ามาพยายามทำให้คนกลับไปสงบเหมือนเก่า ทำให้มันเชื่อง

(แสดงความเห็น) :  เอ็นจีโออย่างที่ว่า มันเป็นเอ็นจีโออีกระดับหนึ่งที่เหมือนราชการเข้าไปทุกที คือเป็นเอ็นจีโอระดับใหญ่ มีได้มีเสียกับสถานการณ์บ้านเมืองค่อนข้างมาก หรือมีได้มีเสียกับการรับรองหรือไม่รับรองรัฐ

ในเมื่อมันเกิดภาวะคนสองชนชั้น เหมือนอยู่กันคนละกลุ่มก้อน เราจะทำอย่างไรให้กลับมาสู่ความปรองดอง(คนฟังหัวเราะครืน)
นิธิ : เอ แล้วแต่ก่อนมันเคยปรองดองหรือเปล่า (หัวเราะ) คือเดิมมันเคยปรองดองในความหมายนี้ คือ เมื่อก่อนเขาไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับรัฐ และรัฐก็ไม่เคยเกี่ยวอะไรกับเขา เขาก็โอเคไม่มีปัญหาอะไร เคยมีอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างไรก็มีเหมือนกัน ก็ปรองดองกันแบบนี้ แต่บัดนี้มันไม่ได้แล้ว ถ้าต้องการปรองดองจริง คุณก็ต้องยอมปฏิรูปจริง ปฏิรูปประเทศไทย แต่มันไม่ได้ปฏิรูปง่ายๆ อย่างทักษิณเอาเงินไปเที่ยวแจกอย่างนี้มันไม่ใช่ เพราะมันมีระดับโครงสร้างที่ต้องปฏิรูปแยะมาก ตั้งแต่การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการศึกษาที่เปิดโอกาสให้คนได้เท่าเทียมกันมากขึ้น เช่นนี้เป็นต้น

แล้วที่การเมืองมันรุนแรงขนาดนี้ เป็นเพราะอะไร
นิธิ : เพราะไม่อยากให้เปลี่ยนไง

ก็เลยใช้ความรุนแรง? แล้วมันจะหยุดความเปลี่ยนแปลงได้หรือ?
นิธิ : มันดูเหมือนว่าตอนนี้สามารถทำให้สงบ สยบได้แล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งงบประมาณไว้ปีหน้าเพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำที่เขาว่านะ คือ เขาก็ทำอย่างที่รัฐบาลไทยทำตลอดมา แม้แต่ก่อนทักษิณ เช่น เอาเงินมาแจกคนแก่เดือนละ 500 บาท เป็นต้น คือการโปรยทานลักษณะต่างๆ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ยอมแตะด้านโครงสร้าง ไม่ยอมปฏิรูปที่ดิน ไม่ยอมปฏิรูปการศึกษา อย่างโรงเรียนวัดเชิงดอย กับโรงเรียนสวนกุหลาบ มันต่างกันจากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วคุณปล่อยได้ยังไงแบบนี้ จะโดยวิธีไหนก็ไม่รู้ล่ะ แต่ไหนคุณว่าคุณเก่งนัก ก็ลองทำให้โรงเรียนวัดเชิงดอยมันมีคุณภาพใกล้เคียงกันหน่อยสิ

มีบางคนบอกว่า ต้องปฏิวัติก่อนถึงจะปฏิรูปได้
นิธิ :  ผมไม่เชื่อสำนักนี้

แล้วอาจารย์เชื่อสำนักไหน
นิธิ : ผมเชื่อว่า คุณต้องมีอำนาจต่อรองทางการเมืองที่ใกล้เคียงกัน ที่เท่ากันเป๊ะคงไม่มี เอาแค่ใกล้เคียงกันก็พอ ที่พอจะทำให้คนที่เสียเปรียบอยู่ขณะนี้ สามารถเรียกร้องเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างได้

แล้วทำอย่างไรถึงจะมีอำนาจต่อรอง
นิธิ : ก็นี่ไง ที่เสื้อแดงไปชุมนุมนี่ไง ก็คืออำนาจการต่อรองชนิดหนึ่ง แต่ถ้าคุณไปชุมนุมแล้วโดนฆ่าแบบนี้  อำนาจต่อรองมันก็ไม่เกิดไง มันไม่ใกล้เคียงกันเลย (จบคำพูดอาจารย์ เสียงบ่นก็ดังระงมเซ็งแซ่)

คือวิธีการปฏิวัติ ที่ผมเห็นในหลายๆ ประเทศนี่ มันต้องปล่อยให้เกิดปัญหาใหม่ๆ แล้วทำให้คุณแก้ตามเป็นระยะๆ ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ อย่างในประเทศจีนก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จมากเลย อย่างน้อยสุดก็เป็นครั้งแรกที่เขาก็ทำให้คนจีนมีข้าวกินอิ่มก่อนทั้งประเทศ ซึ่งมันไม่ใช่ง่ายเลยนะ คนเป็นพันล้านทำอย่างไรให้อิ่มโดยทั่วถึงกัน มันยากนะ เพราะฉะนั้น ผมก็ยอมรับในความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจากการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน โอกาสที่สังคมจะปรับตัวเองต่อไปไม่มีละ เพราะมันไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดในโลกนี้ที่จะไม่ก่อปัญหาใหม่ขึ้นมา

ขบวนการปฏิรูป มันจะเป็นไปได้อย่างไร
นิธิ : พูดอย่างจตุพรไง ง่ายๆ คุณต้องเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่แค่เลือกตั้ง เพราะไม่งั้นอย่าหวังว่าจะปฏิรูปอะไรได้

แต่ทุกวันนี้ คำว่าประชาธิปไตยมันหลากหลายมาก
นิธิ : คืออย่างนี้ เมื่อมีคนถามว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ก็จะมีนิยามต่างๆ นานา อย่างการปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน อะไรอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร (หัวเราะ) ผมนิยามอย่างนี้ว่า มันคือการต่อรองที่เท่าเทียมกัน การเลือกตั้งก็คือ กลไกหนึ่งในการต่อรอง ถามว่าถ้าคุณไม่เลือกตั้ง คุณจะเอากลไกอะไรมาแทน ไม่ใช่ 70-30 หรือว่าไม่ต้องเลือกตั้ง คุณก็ว่าไปสิ คือผมไม่ได้บอกว่า การเลือกตั้งนี่มันสุดยอด แต่ผมมองว่า มันเป็นกลไกหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ในเรื่องของการทำให้เกิดอำนาจต่อรองที่ใกล้เคียง

การชุมนุมสองเดือนในใจกลางเมืองหลวงก็เป็นสิทธิตามประชาธิปไตย
นิธิ : ใช่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรอง ถ้าถามผมว่า อะไรคือ ประชาธิปไตย สำหรับผมคือการต่อรองที่เท่าเทียม

ถือว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีความชอบธรรมใช่ไหม
นิธิ : ผมก็ว่าชอบธรรม ถามว่าการชุมนุมมันทำให้รถติดไหม มันไม่ควรไปยึดตรงนั้น ใช่หมดเลย แต่ถ้าเรามองในภาพกว้างกว่านั้น มองไปไกลกว่านั้น คนเหล่านี้แทบไม่เคยมีอำนาจ ไม่มีพื้นที่ในการต่อรองอะไรเลย เพราะฉะนั้น เขาจึงต้องเปิดพื้นที่ใหม่ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนมากๆ เพื่อให้เกิดการต่อรองได้

ความแตกแยกของสังคมตอนนี้ถึงระดับครอบครัว เพื่อนฝูง มันจะบานปลายกว่านี้ไหม
นิธิ : ไม่รู้นะ เราเคยผ่านกันมาแล้วไม่ใช่หรือเมื่อ 6 ตุลา 2519

ซ้าย-ขวา น่ะหรือ แต่มันไม่รุนแรงขนาดนี้นะ
นิธิ : จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะตอนนั้นสังคมไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ แต่ครั้งนั้นจะว่าไม่แรงก็ไม่ได้นะ แล้วคนที่ถูกฆ่าตายมากไม่ใช่นักศึกษานะ แต่เป็นผู้นำชาวนาทั้งประเทศเลย

(แสดงความเห็น) : เมื่อก่อนมันจะชัดๆ ขาวกับดำ ใครจะอยู่ข้างขาว ข้างดำ ก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้มันมียิบย่อย อย่างบางคนไม่เอาแดงและไม่เอาอภิสิทธิ์ บางคนอยู่ข้างแดง ไม่เอาทักษิณ มันเลยทำให้เกิดหลายกลุ่ม เกิดประเด็นถกเถียง โต้แย้งมาก

(แสดงความเห็น) : อย่างที่เขาว่า มันมีแดงหลายเฉด เหลืองก็เหลืองหลายเฉด

(แสดงความเห็น) : มันจะไม่เกิดการแตกแยกขนาดนี้ ถ้ามันแค่เรื่องว่า ใครจะเชื่อผีหรือไม่เชื่อผีก็จบ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่า มึงต้องเชื่อกู ใครที่คิดไม่เหมือนตัวเองกลายเป็นผู้หลงผิด เขาต้องเปลี่ยนเรา เพราะเราเป็นผู้หลงผิด เรากลายเป็นผู้หลงผิดไปเลยนะ แต่เมื่อก่อน ผู้ใหญ่จะสอนว่า เพื่อนกัน สามเรื่องอย่าคุยกันคือ หนึ่ง การเมือง ศาสนา และความเชื่อ เราจึงจะสงวนสิทธิ์ต่างๆ

อาจารย์เชื่อเรื่องความเสมอภาคไหม
นิธิ : (หัวเราะก่อนตอบ) ผมมีสิทธิที่จะตอบว่า ไม่เชื่อได้ไหมนี่

 

นิธิ

นิธิ พูดว่า

"ทำไมกลุ่มนี้จะต้องเกี่ยงงอนในเรื่องคุณสุเทพไปมอบตัว หลายคนมองว่า ถ้ายอมรับกันเสียตั้งแต่วันนั้นก็จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คำถามก็คือ ไอ้คนที่ตายไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนล่ะ จะทำอย่างไร และผมคิดว่ามันเป็นครั้งแรกนะ ที่การเคลื่อนไหวของเรา มองเห็นคุณค่าชีวิตคนที่เสียไปในการต่อสู้"

"นี่เป็นครั้งแรกที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองคำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนมาร่วมชุมนุมแล้วก็ตายไป เป็นการชุมนุมที่คิดถึงชีวิตคนที่ตายไป ไม่ใช่ให้เขาตายกลายเป็นเหยื่อแล้วคุณได้ผลดีในการเลือกตั้งก็แล้วกันไป ดังนั้น ผมไม่แน่ใจนะว่า การที่เขาไม่ยอมหยุด มันผิดแน่เหรอ"

ผมไม่ทราบว่า จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ต่อให้ยอมรับว่า ข้ออ้างของ จตุพร ฯลฯ (ฮาร์ดคอร์) เรื่อง ไม่ยุติ เพราะห่วงเรื่อง "คนตาย 10 เมษา" จะเอายังไง แต่

ทั้งจตุพร และฮาร์ดคอร์ ทั้งหลายรู้ตัวดี (ดูที่ให้สัมภาษณ์ในช่วงนั้น ของจตุพร มานิตย์ ฯลฯ และดูการเถียงกันระหว่างพวกนี้ กับ วีระ ฯลฯ) ว่า การไม่ยอมรลงตอนนั้น เสี่ยงต่อการตายเพิ่มขึ้น แน่นอน คือ มีโอกาสสูงมากๆที่จะมีการปราบ และมีการตายอีก

ยกเว้น คนทีสติไม่ดีเท่านั้น จึงอ้างเรื่อง "คนตาย 10 เมษา" เพื่อมาเสี่ยงก้ับการที่จะมีคนตายมากขึ้นอีก ซึ่งตัวเองก็รู้ดี

แต่ความจริงคือ จากจุดนี้ เห็นได้ชัดว่า ข้ออ้าง(ที่นิธิเอามาอธิบายใหม่อย่างหรู กว่าจตุพรเองเสียอีก) ว่า "เห็นแก่ชีวิตคน"(ที่ตายไปเมื่อ 10 เมษา) เป็นข้ออ้างเฮงซวย ไม่รับผิดชอบ และทีจริงคือ สะท้อนการไม่เห็นแก่ชีวิตคนนั่นแหละ

และดังน้ัน จึงเป็นข้ออ้างจอมปลอมแท้ๆ

(มัน make sense ตรงไหน ที่อ้างว่า "คนตายไป 10 เมษา" จะเอาไง? แต่กลับพร้อมจะเสี่ยงให้มีคนตายเพิ่มขึ้น และรู้ตัวดีด้วย

ยิ่งกว่า น้ัน ถ้าดูจาก เมือ่รัฐบาลเริ่มปราบ และมีคนตายเพ่ิมขึ้นแล้ว ถึงวันที่ 15 จำนวนคนตายที่เพ่ิมขึ้น เกือบเท่ากับที่ตายเมื่อ 10 เมษา ที่ใช้เป็นข้ออ้างแล้ว

ถ้าเห็นแก่ชีวิตจริง ถึงตอนนั้น ต้องรู้ตัว และต้อง "ลง" แล้ว ไม่รอให้มีการตายเพิ่มอีก 40-50 ศพ จนถึงวันที่ 19 หรอก

สรุปแล้ว ความที่พยายามทำตัวให้ "คิดในแง่มุมทีแปลกออกไป" ซึ่งเคยเป็น อะไรบางอย่างที่ บรรดา ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ชอบ ในงานเขียนนิธิ ในกรณีนี้ เห็นได้ขัดว่า การ ทำเช่นนี้่ สะท้อน การไม่รู้จักคิดเลยโดยสิ้นเชิง

(ปล. ความจริง ผมสมมุติยกประโยชน์ให้กับข้ออ้างเรือ่ง "คนตาย 10 เมษา" ของจตุพร ที่นิธิ ยกมา แต่นิธิ ก็ย่อมรู้ดีว่า นอกจากฟังไม่ขึ้น ดังอธิบายข้างต้นแล้ว ยังมีข้อมูลเรืองอื่น เช่น ไม่ยอมลงเพราะกลัว ไม่ได้ร้ับประกันตัว เป็นต้น ไม่ต้องนับเรื่องข่าวทีว่า ทักษิณ ยื่นข้อเรียกร้องอื่นๆ และต้องการให้ได้ข้อเรียกร้องอื่นนั้นด้วย .. แต่ที่สำคัญ การที่ ข้ออ้างเรื่อง "คนตาย 10 เมษา เอายังไง" ฟังไม่ขึ้น เพิ่มน้่ำหนักว่า เป็นข้ออ้างจอมปลอม และเหตุผล (กลัวไม่ได้รับประกัน) หรือข้อมูลอื่นๆ มีน้ำหนักขึั้นอีก แต่ต่อให้ไม่พิจารณาเรื่องหลังนี้เลย ข้ออ้าง "คนตาย 10 เมษา เอายังไง" ก็ยังเป็นเรือ่งจอมปลอมอยูดี

ย้ำว่า ถ้าเห็นแก่ชีวิตคนจริงๆ วันที่ 15 ทีมีคนตายเพิ่มขึ้นจนเกือบเท่าๆกับที่ตายไปเมื่อ 10 เมษา แล้ว ต้องรีบ ลงแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 19 หรอก ซึ่งพิสูจน์ว่า ข้ออ้างเรื่อง 10 เมษา เป็นข้ออ้างจอมปลอม

คนสติดี ก็ต้องรู้ (และจตุพร

คนสติดี ก็ต้องรู้ (และจตุพร ฯลฯ ก็รู้ดี) ว่า การอ้างไม่ยอมลงในช่วง 10-11 พค. โดยอ้างเรือ่ง คนตาย 10 เมษา นั้น ยังไงก็ไม่มีท่าง "ได้ความยุติธรรม ให้คนตาย 10 เมษา" ได้เลย ด้วยการชุมนุมต่อ

ต่อให้ชุมนุมต่ออย่างไร ก็ไม่มีทางได้ความยุติธรรมในขณะนั้นได้

ยิ่งกว่านั้น คนที่อ้าง ก็รู้ดีว่า ถ้าไม่ลง จะถูกปราบแน่นอน (ที่เถียงกัน จนแตกในหมู่แกนนำ ก็เพราะประเด็นนี้แท้ๆเลย คือ วีระ อดิศร วิสา จรัล เห้นว่า ถ้าไม่ลง ถูกปราบ มีคนตายเพิ่มขึ้นแน่ พวกจตุพร ฯลฯ และฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย ก็เห็น แต่ไม่แคร์

การยอมให้มีคนตายเพิ่มขึ้น มันทำให้ ได้ความยุติธรรม กับ 10 เมษา ขึ้นมาหรือ?

ถ้าเห็นแก่ชีวิตคนจริงๆ มีใครจะยอมเสี่ยงให้คนตายเพิ่มขึ้นอีก ด้วยการไม่ลงในตอนนั้น และ เมือ่มีคนตายเพิ่มขึนจริงๆ เกือบเท่าๆกับ 10 เมษาแล้ว ก็ยังไม่ลง อีกหลายวัน

สติ และวิจารณญาณ ไม่มีเลย นิธิที่พูดอย่างนี้

ฟังดูก็เข้าเค้าดี 1.

ฟังดูก็เข้าเค้าดี

1. แต่ทำไมไม่มีใครถามว่าไอ้ที่เคยมาเชียร์อภิสิทธิ์ว่า สุภาพบุรุษ อะไรนั่นน่ะ ตอนนี้มันยังไงกันแน่

2. แล้วที่นิธิพูดถึง ชุมชนนิยม อะไรที่ตัวเองเคยเพ้อฝันพร่ำเพ้อ เป็นจ้าวลัทธิ
ตอนนี้กลับมาบอกว่าไม่เคยมีอยู่จริงซะนี่

3. เรื่องของการปล่อยไพ่ใบสุดท้าย จริง ๆเค้ายังปล่อยไม่หมด แต่มันเหลือใบเดียวแล้ว คนที่ล้อมวงเล่น
รวมทั้งคนดูที่ตามทัน จำได้ ก็ต้องรู้อยู่แล้ว ว่าไพ่ที่อยู่ในมือใบสุดท้ายที่ไม่ได้หงายใบเดียวคือไพ่หน้าอะไร
ส่วนพวกดูไม่เป็น ไม่สนใจ ตามไม่ทัน จำไม่ได้ มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก ส่วนบางคนที่เขาเล่นเป็น ก็ไม่ต้องรอดูถึงใบ
สุดท้ายเขาก็เดาถูกแต่แรกอยู่แล้ว

4. เรื่องของกรณ์กับภาษีที่ดิน ผมเห็นด้วยว่ามันเป็นทริค เพื่อให้ตัวเองได้ขึ้นชื่อว่า ก้าวหน้า ( แต่จริง ๆ เล็งผลไว้แล้ว )
อีกเทคนิคหนึ่งที่พวกนี้ชอบใช้ คือ การ ทำให้มันมี แต่เสียสาระสำคัญ ไป เหมือนกับประชาธิปไตย ที่เรามีแต่ชื่อ
แต่สาระสำคัญไม่มี ใช้ รายละเอียดที่เป็นกลไก ในการแอบแฝง ต่อให้มีกฎหมายที่ดิน มันก็จะมีแบบที่แทบไม่มีผลกระทบ
อะไร แถมถ้ามันมีแล้ว การจะไปแก้ก็จะยาก เพราะ เขาจะอ้างได้ว่า มันมีแล้ว เราก้าวหน้า

5. ตัวเล่น เดิม ๆ หมดแล้วก็จริง แต่ เขาพร้อมไปขุดตัวเล่นหน้าใหม่ ที่ลึกลับ จาก ศาล คนเงียบ ๆ โลว์โปรไฟล์ มาทำให้
พวก ตามไม่ทัน ได้งุนงงกัน ลากไปได้หลายปี ประเด็นคือพวกที่ไม่เชื่อใจแล้วก็ยากที่จะเชื่อใจได้อีก คนที่มองอะไรเปลี่ยนไป
แล้วทำอะไรก็มองออกหมด จะมีก็แต่พวกที่ยัง กึ่ง ๆ ที่จะหลงไปกับพวกนี้ได้

6. การเปรียบเทียบ สื่อไทยกับปรากฎการณ์ทั่วโลก เป็นการตีความที่ไร้สาระ และแสดงถึงจุดอ่อนของนิธิเองที่เกลียดทุนนิยม
และโลกาภิวัตร สื่อไทยมีลักษณะนี้มานานมากแล้ว บรรดา บิ๊กสื่อทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เขาสั่งได้ ในลักษณะที่ไม่มีประเทศใด
ทำได้ขนาดนี้ มันเป็นเรื่องของวงสังคมคนชั้นสูง การประกอบกิจการสื่อของไทยก็มีโครงสร้างการผูกขาด มานาน เพิ่งจะ
เปิดโอกาสให้เกิดสื่อใหม่ ๆ อย่างวิทยุชุมชน หรือการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต

7. เรื่องการมองว่านักการเมืองเลว ผมว่า นักการเมืองก็สะท้อน คนไทย นั่นแหละว่าเป็นอย่างไร มันเป็นสิ่งสะท้อนโครง
สร้าง ระบบวิธีคิด และทัศนคติ ส่วนใหญ่ของประเทศนี้

8. นิธิดูเหมือนประเมินสื่อทางเลือกต่ำเกินไป เราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ได้เพราะสื่อทางเลือก บทบาทของสื่อหลักต่าง ๆ
ที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และด้วยศักยภาพที่มากนี้ ทำให้เกิดการตื่นตัวขนานใหญ่ ในการจัด
โครงสร้างขึ้นมาจัดการ ซึ่งถ้าตามข่าวดูจะเห็นได้ไม่ยาก
- จัดตั้งองค์กรณ์ เครื่องมือ และกลไก ในการบลอคเวป และ จัดตั้งกฎหมายในการปิดกั้นเวป และบังคับใช้ความหวาดกลัวด้วยโทษที่รุนแรงกว่าเดิม
- ดอง 3g ไว้ เพราะมันมีศักยภาพ ในการเป็น อินเตอร์เน็ตราคาถูก ที่คนบ้านนอกแม้ห่างไกลที่สุด ก็มีได้
- ให้บรรดาพวก แนวร่วม เข้ามาทำ สื่อในอินเตอร์เน็ตอย่างเนิ่น ๆ ซึ่งเรา ๆ ก็รู้กันดี ใหญ่ ๆ มี สองค่าย
- กสทช ที่ยัดทหารเข้าไปเพิ่ม เพื่อคอยขัดขา กีดขวาง การเปิดเสรี
- กฎหมาย ที่เอาทหารกลับมาที่เดิม มาคุมสัมปนานคลื่นความถี่จำนวนมาก
- ดาวเทียมไทยคม จะเอาคืนไม่ใช่พูดเล่น แต่เอาคืนเพราะจะได้จัดการกับเคเบิ้ลได้ง่ายขึ้น ปล่อยให้เฉพาะช่อง
- แนวทางปรองดองในการจัดการกับสื่อ ซึ่งก็น่าจะรู้กันดีว่าจะออกมาแนวไหน

นิธิน่าจะเล่นเน็ตไม่ค่อยเป็น เลยสะท้อนอะไรแบบนีี้ออกมา

ข้ออื่น ๆ ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเท่าไหร่ขอผ่าน

1,2

1,2 ถ้าเข้าใจการให้ความหมายที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท หรือแม้กระทั่งความหมายที่หลากเลื่อนเนื่องจากเป็นอิสระจากบริบทเหมือนปัจจุบัน การตั้งข้อสงสัยแบบตายด้านนี้ นอกจากจะแช่แข็งความคิดตัวเองแล้วยังแช่แข็งความคิดคนอื่นด้วย

3,4,5 ค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดคุณ ถ้าคุณนิธิตีความจากยุทธวิธีที่ปราบปรามประชาชนแบบไม่ลดลาวาศอกของชนชั้นนำว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายก็อาจจะตัดความสัมพันธ์กับไพ่สำรับอื่นอีก ที่ยอมให้ประชาชนล้มหายตายจากขนาดนี้อาจเป็นเพราะเหลือเวลาเล่นไพ่อีกไม่นาน สร้างหลักประกันให้ญาติวงศ์ในอนาคตเท่านั้น

6. เหตุผลเรื่องการปิดกั้นผูกขาดสื่อมีมานานนั้นเป็นเหตุผลหนึ่งแต่ถ้าเปรียบกับปัจจุบันแล้วมิติการมองเห็นที่นำมาวิพากษ์คุณนิธิโดยใช้อคติของทุนนิยมและโลกาภิวัฒน์อ่อนไป ในขณะที่คุณมองสื่อแบบ objective ในมิติเดิมๆแบบถูกกด แต่ปัญหาในปัจจุบัน คุณนิธิกำลังมองสื่อในมิติแบบ subjective ที่เลือกข้างโดยอิสระสะท้อนความคิดที่สื่อกลายเป็นสารเองอย่างเต็มตัวและเลือกผลิตชุดความจริงที่ตนเองเชื่อแล้วตอกย้ำครอบงำคนในสังคม มิตินี้ต่างหากที่น่ากลัว การอ้างของคุณสุทธิชัยหยุ่นกับสื่อต่างชาตินั้นแค่หาความชอบธรรมที่จะล้มล้างจรรยาบรรณแบบเดิมและก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ของสื่อในปัจจุบันที่ผลิตจริยธรรมที่ตนเชื่อว่าถูกในการครอบงำสังคมโดยไม่เคยวิพากษ์จริยธรรมนั้นในมิติที่หลากหลายเลย เราเลยเห็นจริยธรรมแบบชนชั้นกลวงในกรุงเทพที่ควบคุมสื่อในสังคมไทยเท่านั้น

7. ถ้าใช้การเลือกตั้งระบบตัวแทนเพื่อโยงว่าความเลวของนักการเมืองสะท้อนจากโครงสร้าง ระบบวิธีคิด และทัศนคติ ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ มองแคบและเหมารวมเกินไปเหมือนข้ออ้างนักข่าวบันเทิงที่ทำข่าวเรื่องในมุ้งของดาราแล้วบอกว่าสะท้อนความต้องการของสังคม มองนักการเมืองแบบเป็นผลที่มาจากเหตุ ตอนเค้าคอรัปชั่นน่ะเค้าก็คิดแบบโจรนะไม่ใช่โรบินฮู้ดซะที่ไหน

8. เห็นด้วยแต่ก็เห็นความน่ากลัวจากการเข้าถึงสื่อทางเลือกเช่นอินเตอร์เนต 3g ต่างๆ สังคมนี้ก็จะมีการผลิตชุดความจริงของชนชั้นกลาง, กลาง-สูง เข้ามาครอบงำคนในสังคมอีกต่อไปเรื่อยๆ แล้วความเชื่อมโยงระหว่างสองโลกที่ซ้อนในสังคมคงห่างกันออกไปเรื่อยๆ รอวันที่จะพุ่งเข้าชนกันให้แตกสลายเท่านั้น

ขอบคุณครับ

สงสัยคำวิจารณ์ของผมคงน่า

สงสัยคำวิจารณ์ของผมคงน่า ตอบโต้มากกว่า ศาสดานิธิของคุณไป่ ละมั้งนี่

วงสนทนาแบบนี้คือไปขอความรู้ความคิดเห็น เห็นได้ว่า นิธิมาจากยุคเก่าเหมือนกัน
ส่วนสมศักดิ์ กล้าลงมาคลุกตอบคำต่อคำ แบบนี้เขาเรียกยุคใหม่ (จริง ๆกรีกโรมันจีนเขาก็ตอบโต้กันแบบนี้
ไม่ใช่เล่นเกมส์โฆษณาชวนเชื่อ)

1. ข้อโต้แย้งที่หนึ่งของคุณ เน้นคำสวยหรู เช่น บริบท แช่แข็ง ตายด้าน ผมมองว่าเป็นแค่ลูกเล่น

ถ้าผมใช้คำ่ว่า พลิกลิ้น ไม่รับผิดชอบ ไม่อธิบาย หากมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง คุณก็ต้องอธิบายให้มันชัดว่า
เปลี่ยนยังไง ไอ้บริบทเลื่อนอะไรนั่น อธิบายสิครับ ที่ต้องอธิบาย เพราะมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเิชิงกับการตีความเดิม
คนถามก็ต้องกล้าถาม (ว่าแต่คุณไปแก้ตัวแทนเขารู้เหรอครับว่าเขาจะอธิบายแบบนี้ ให้เขารับผิดชอบเองดีกว่าไหม)

สำหรับผมและหลาย ๆ คนเขามองออกแต่ต้น ว่าท่าทีที่แสดงออกมันไม่ได้สะท้อนความคิดความจริงใจอย่างแท้จริง
วิธีการเหล่านี้ ถูกใช้กันมานานในประเทศไทย สำหรับพวกชอบเสพกาก ก็จะหลงไหลไปกับมันได้ง่าย นิธิเองก็หลงกับกาก
ใครดูดีพูดดี ใส่ศัพท์เข้าไปเยอะ ๆ เขาก็มีสิทธิ์หลงได้ ( ศัพท์ของฝั่งนักวิชาการรัฐศาสตร์รประวัติศาสตร์ ) แต่ถ้าเป็นศัพท์ของฝั่ง นักบริหาร คนทำงาน นิธิเองก็จะมีอคติ (เพราะเป็นปมด้อยของเขาเองที่ความรู้ของเขาไปได้แค่นั้น)

6 อ่อนไปอย่างไรครับ คนตามการเมืองมาเป็นสิบปี เขาย่อมรู้อยุ่แล้วสื่อไทยมีกี่ตระกูลใหญ่ การควบคุม
ทำได้อย่างไร การส่งคนไปคุย การยิงโฆษณาของรัฐลงมา มันเป็นลักษณะเฉพาะ มันเป็นระบบเจ้าพ่อเจ้าแม่ธรรมดาแค่ันั้น
สื่อตัวเล็ก ๆ คนทำงาน ก็แสดงออกได้จำกัด กอง บก เขากำหนดมาแล้ว ว่าเนื้อที่ข่าวโทนข่าวต้องเป็นอย่างไร
สิ่งที่นิธิทำแสดงจุดอ่อนของนิธิเอง ที่ผมยืนยันมาตลอด ทฤษฎีนี้ใช้อธิบายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า บรรดา คนบน ๆ สื่อเขาไม่ได้ไม่รู้
แต่เขาเล่นไปตามเกมส์เดิม ๆ

7. ผมรู้ว่าข้อเจ็ดมันรับได้ยาก แต่มันเป็นผลสะท้อนโดยรวมนั่นแหละ การจะเปลี่ยนต้องเปลียนจากระบบวิธิคิดและทัศนคติของคนทั้งหมด
นักการเมืองที่เราเห็น ๆ กันมันเกิดทีหลังนะครับอย่าลืม มาหลังสุด มันลงมาสอดคล้องรองรับกับสภาพเงื่อนไขรอบ ๆ เอง
เพราะเรามีโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางอำนาจ มีระบบความคิดทํศนคติล้าหลังหลายอย่าง มันเลยมาจบที่แบบนี้
อย่าลืมนะครับว่า การเมืองไม่ได้ปิดตาย คุณก็เป็นนักการเมืองได้

8. ข้อแปด หลักของมันคือ สามารถเลือกได้ คุณจะผลิดอะไรก็ผลิตไป อาจจะไม่สามารถไปกดทับฝ่ายอื่นได้อีกต่อไป
ผมไม่ต้องทนดูแค่ห้าหกช่อง ที่เขาคุมไว้ได้ แน่นอนบรรดาผู้ที่ยังขาดทักษะในการคิดเองอาจเป็นปัญหาได้
แต่อย่างไรก็ตามทางเลือกเปิดกว้างเพียงแต่ถ้าทัศนคติปรับเปลี่ยน คุณมีสิทธิ์หาความเห็นข้อมูลรอบด้านได้ไม่ยากนัก
ผมชอบแนวทางคำเท่ห์ ๆ ของคุณเสียจริง พุ่งชนแตกสลาย ผมว่ามันแค่ปะทะกัน การที่แยกขั้วและตื่ืี่นตัว เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
ถ้าเราปลูกฝังวัฒนธรรม การคิดการอภิปรายแบบประชาธิปไตยเข้าไปมันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับอำนาจเก่า
(แต่เขาคงขัดขวางทุกวิถีทาง)

ไม่ใช่นักวิชาการ

ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นซักหน่อยในฐานะคนไทย ในขณะที่ หลายฝ่ายตำหนิ จตุพร และแกนนำที่ พยายามร้องหาความเป็นธรรมให้ศพที่ตายเมื่อวันที่ 10 ว่าเป็นการอ้างจอมปลอม ทำไมไม่มองในมุมกลับว่า นั้นคือสิ่งที่มวลชนต้องการ การที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมมากมายขนาดนั้น ก็เพราะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

อาจารย์นิธิพูดได้ดี

อาจารย์นิธิพูดได้ดี แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอด อะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย

แดนสารขันธ์

งานวิจัยภาคสนามของอาจารย์อภิช

งานวิจัยภาคสนามของอาจารย์อภิชาติ สถิตนิรมัยและอาจารย์ประภาส ปิ่นตกแต่ง ตามที่postในประชาไทเรื่องรัฐศาสตร์เสวนา: มิติใหม่การชุมนุมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ช่วยยืนยันการวิเคราะห์เรื่องชนชั้นของสังคมไทยยุคใหม่ของอ.นิธิได้เป็นอย่างดี ในขณะที่NGO จำนวนมากในประเทศนี้ยังคงงมงายตามวาทะกรรมทางการเมืองของชนชั้นนำตามจารีต มองเห็นการเมืองเป็นเรื่องที่หยุดนิ่งตายตัว

ส่วนความเห็นของอ.สมศักดิ์ต่อการตีความความเห็นของนิธิต่อท่าทีของแกนนำนปช.บางคนนั้น ผมคิดว่านิธิคงจะตีความจากการสังเกตปรากฏการณ์ตามที่เป็นข่าวเท่านั้น ส่วนความเห็นของอ.สมศักดิ์นั้นดูจะมีน้ำหนักมากกว่าสำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์ตอนนั้นอย่างใกล้ชิดจริงๆเท่านั้น รวมทั้งต้องมีประสบการณ์ตรงในกรณีแบบนี้มาไม่น้อยอ่ยางอ.สมศักดิ์จึงจะเข้าใจสิ่งที่อ.สมศักดิ์พูด ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับอ.สมศักดิ์ในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าอ.นิธิจะตั้งใจ"บิด"ประเด็น

มุมมองต่อภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชนชั้นในสังคมไทยเป็นเรื่องที่น่าสนใจและท้าทายให้นักวิชาการทำวิจัย ในแง่มุมนี้ อ.นิธิยังถือว่ามีคุณูปการอยู่ไม่น้อย ที่ช่วยจุดประกายให้ทำการศึกษาต่อไป

อย่างน้อยผมยังเห็นว่า แนวคิดของอ.นิธิยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าข้อเสียที่แกมี(ทุกคนก็มีด้วยกันทั้งนั้น) เทียบกับคนอย่างสมบัติ ธำรงธัญวงศ์แล้ว ผมคิดว่าคนหลังนี้ดูเหมือนฟอสซิลทางประวัติศาสตร์เลยทีเดียว (ยิ่งกว่าสิ่งชำรุดอย่างที่เสกสรรเคยอ้างถึงเสียอีก) ที่ควรเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์มากกว่าอยู่ตามสถาบันการศึกษา

เป็นเสื้อแดงนี่

เป็นเสื้อแดงนี่ ลำบากแสนเข็นมาก

ทวงความยุติธรรมให้เพื่อน โดนไล่ยิงเสร็จแล้ว ยังโดนด่าอีก

ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นมากครับ

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นมากครับ
ควรจะพูดว่า ชุดความคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถกไปก็ไร้ค่า

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล wrote:
นิธิ พูดว่า

"ทำไมกลุ่มนี้จะต้องเกี่ยงงอนในเรื่องคุณสุเทพไปมอบตัว หลายคนมองว่า ถ้ายอมรับกันเสียตั้งแต่วันนั้นก็จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คำถามก็คือ ไอ้คนที่ตายไปตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนล่ะ จะทำอย่างไร และผมคิดว่ามันเป็นครั้งแรกนะ ที่การเคลื่อนไหวของเรา มองเห็นคุณค่าชีวิตคนที่เสียไปในการต่อสู้"

"นี่เป็นครั้งแรกที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองคำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนมาร่วมชุมนุมแล้วก็ตายไป เป็นการชุมนุมที่คิดถึงชีวิตคนที่ตายไป ไม่ใช่ให้เขาตายกลายเป็นเหยื่อแล้วคุณได้ผลดีในการเลือกตั้งก็แล้วกันไป ดังนั้น ผมไม่แน่ใจนะว่า การที่เขาไม่ยอมหยุด มันผิดแน่เหรอ"

ผมไม่ทราบว่า จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ต่อให้ยอมรับว่า ข้ออ้างของ จตุพร ฯลฯ (ฮาร์ดคอร์) เรื่อง ไม่ยุติ เพราะห่วงเรื่อง "คนตาย 10 เมษา" จะเอายังไง แต่

ทั้งจตุพร และฮาร์ดคอร์ ทั้งหลายรู้ตัวดี (ดูที่ให้สัมภาษณ์ในช่วงนั้น ของจตุพร มานิตย์ ฯลฯ และดูการเถียงกันระหว่างพวกนี้ กับ วีระ ฯลฯ) ว่า การไม่ยอมรลงตอนนั้น เสี่ยงต่อการตายเพิ่มขึ้น แน่นอน คือ มีโอกาสสูงมากๆที่จะมีการปราบ และมีการตายอีก

ยกเว้น คนทีสติไม่ดีเท่านั้น จึงอ้างเรื่อง "คนตาย 10 เมษา" เพื่อมาเสี่ยงก้ับการที่จะมีคนตายมากขึ้นอีก ซึ่งตัวเองก็รู้ดี

แต่ความจริงคือ จากจุดนี้ เห็นได้ชัดว่า ข้ออ้าง(ที่นิธิเอามาอธิบายใหม่อย่างหรู กว่าจตุพรเองเสียอีก) ว่า "เห็นแก่ชีวิตคน"(ที่ตายไปเมื่อ 10 เมษา) เป็นข้ออ้างเฮงซวย ไม่รับผิดชอบ และทีจริงคือ สะท้อนการไม่เห็นแก่ชีวิตคนนั่นแหละ

และดังน้ัน จึงเป็นข้ออ้างจอมปลอมแท้ๆ

(มัน make sense ตรงไหน ที่อ้างว่า "คนตายไป 10 เมษา" จะเอาไง? แต่กลับพร้อมจะเสี่ยงให้มีคนตายเพิ่มขึ้น และรู้ตัวดีด้วย

ยิ่งกว่า น้ัน ถ้าดูจาก เมือ่รัฐบาลเริ่มปราบ และมีคนตายเพ่ิมขึ้นแล้ว ถึงวันที่ 15 จำนวนคนตายที่เพ่ิมขึ้น เกือบเท่ากับที่ตายเมื่อ 10 เมษา ที่ใช้เป็นข้ออ้างแล้ว

ถ้าเห็นแก่ชีวิตจริง ถึงตอนนั้น ต้องรู้ตัว และต้อง "ลง" แล้ว ไม่รอให้มีการตายเพิ่มอีก 40-50 ศพ จนถึงวันที่ 19 หรอก

สรุปแล้ว ความที่พยายามทำตัวให้ "คิดในแง่มุมทีแปลกออกไป" ซึ่งเคยเป็น อะไรบางอย่างที่ บรรดา ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ชอบ ในงานเขียนนิธิ ในกรณีนี้ เห็นได้ขัดว่า การ ทำเช่นนี้่ สะท้อน การไม่รู้จักคิดเลยโดยสิ้นเชิง

(ปล. ความจริง ผมสมมุติยกประโยชน์ให้กับข้ออ้างเรือ่ง "คนตาย 10 เมษา" ของจตุพร ที่นิธิ ยกมา แต่นิธิ ก็ย่อมรู้ดีว่า นอกจากฟังไม่ขึ้น ดังอธิบายข้างต้นแล้ว ยังมีข้อมูลเรืองอื่น เช่น ไม่ยอมลงเพราะกลัว ไม่ได้ร้ับประกันตัว เป็นต้น ไม่ต้องนับเรื่องข่าวทีว่า ทักษิณ ยื่นข้อเรียกร้องอื่นๆ และต้องการให้ได้ข้อเรียกร้องอื่นนั้นด้วย .. แต่ที่สำคัญ การที่ ข้ออ้างเรื่อง "คนตาย 10 เมษา เอายังไง" ฟังไม่ขึ้น เพิ่มน้่ำหนักว่า เป็นข้ออ้างจอมปลอม และเหตุผล (กลัวไม่ได้รับประกัน) หรือข้อมูลอื่นๆ มีน้ำหนักขึั้นอีก แต่ต่อให้ไม่พิจารณาเรื่องหลังนี้เลย ข้ออ้าง "คนตาย 10 เมษา เอายังไง" ก็ยังเป็นเรือ่งจอมปลอมอยูดี

ย้ำว่า ถ้าเห็นแก่ชีวิตคนจริงๆ วันที่ 15 ทีมีคนตายเพิ่มขึ้นจนเกือบเท่าๆกับที่ตายไปเมื่อ 10 เมษา แล้ว ต้องรีบ ลงแล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 19 หรอก ซึ่งพิสูจน์ว่า ข้ออ้างเรื่อง 10 เมษา เป็นข้ออ้างจอมปลอม

ขอโทษที

ขอโทษที เพ้อเจ้อเหนือจินตนาการ...คิดได้อย่างไรว่าคนกทม.ไม่โกรธแค้นเสื้อแดง...แน่จริงก็ลองให้พวกเสื้อแดงใส่เสื้อไพร่ไปเดินสยามสิ ไม่ถูกคนแถวสยามสแควร์เหยียบจมธรณีก็ให้มันรู้กันไป...เราอยู่บ่อนไก่วันที่พวกแดงเผาบ้านเผาเมืองเห็นเหตุการณ์ตลอดว่าการกรำทำต่ำทรามถ่อยสถุลแค่ไหน กู่ก้องว่าทหารฆ่าประชาชน แสนสุดทุเรศที่สุด เป็นถึงอาจารย์แต่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี คอมหลงยุค ถ้าไม่สำนึกถึงบุญคุณแผ่นดินไทยก็กรุณาออกไปจากแผ่นดินไทยนี้จะดีกว่า

คนดี wrote:เป็นเสื้อแดงนี่

คนดี wrote:
เป็นเสื้อแดงนี่ ลำบากแสนเข็นมาก

ทวงความยุติธรรมให้เพื่อน โดนไล่ยิงเสร็จแล้ว ยังโดนด่าอีก

ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ


ขอโทษทีอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ เห็นความเถื่อน ถ่อย สถุลของพวกเสื้อแดงมั้ยในวันที่บ่อนไก่ถูกเผา

punkunl

punkunl wrote:
ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นซักหน่อยในฐานะคนไทย ในขณะที่ หลายฝ่ายตำหนิ จตุพร และแกนนำที่ พยายามร้องหาความเป็นธรรมให้ศพที่ตายเมื่อวันที่ 10 ว่าเป็นการอ้างจอมปลอม ทำไมไม่มองในมุมกลับว่า นั้นคือสิ่งที่มวลชนต้องการ การที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมมากมายขนาดนั้น ก็เพราะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ความเป็นธรรมที่ทักษิณต้องเป็นนายกตลอดกาลอย่างนั้นหรือ....

ครับกับท่อนแรกที่อ.นิธิ

ครับกับท่อนแรกที่อ.นิธิ ตั้งประเด็นนี้

"""กลุ่มชนชั้นนำทั้งหมดได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายนี้แล้ว
ไพ่ใบนี้คือ พรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาทิ้งไพ่ใบนี้ลงมาเพื่อจะรักษาทุกอย่างเอาไว้"""

ผมเห็นด้วยกับสมมุติฐานนี้และไม่ใช่เรื่องใหม่สำนักคิดหลากทางก็คิดมาทางนี้? เพราะองค์ประกอบในเงื่อนไขตัวแปรหลายทางมันสนับสนุนแบบนี้(ตัวเลือกอื่นมันก้มีแรงสียดทานสูง เช่นรบ.พระราชทานจริงเขาคิดตรงนี้มานาน และจะจับขังปชต.ยาวนานถึงหลายปี แต่เพราะทางนี้ได้พิสูจน์ผ่านรฐสุรยุทธมาแล้วว่า แรงเสียดทานระดับไหนทั้งในและนอก แต่ในไม่เท่าไหร่เพราะคนไทยสมาธิสั้น เย้วๆดีใจมีคนมาขืนใจปชตเราเหมือนเขาปฎิวัตใหม่ๆนั้นล่ะ)?

แต่การเลือกปชป. และเอาที่มั่นอำนาจรัฐให้นอร์มินี่ปชป.ในแบบหุ่นเชิด ชั่วคราว หรืออาจจะยาวนานขึ้นกับพฤติกรรมในความเชื่องของมัน? และนั้นคือเหตุผลของการฆ่าเพื่อความอยู่รอดของปชป.ในใบอนุญาติฆ่าครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ? เพื่อลดอำนาจการต่อรองในการยืนยันว่า"เขาไม่มีทางปรับตัว" เข้าหาปชต. แต่ปชตต่างหากที่จะถูกคหกรรมผ่านข้ากับปชตไม้ดัดหรือระบอบสวนสัตว์นั้นคือเมนู่ตุ๋นกบปชต.

เป็นการเอาคืนสมัย2475นั้นคือสถานการณืปชตไทยไหลย้อนกลับไปถึงยุคนั้น ไกลกว่าที่ผมคาดไว้ตอนแรกแค่สมัยป๋าเปรมฯ เพราะอำนาจฝ่ายปชต. ได้ถูกลยุทธนกกระจิบในแหนายพราน ทะลายด่านป้องกันได้หมดแล้ว ผ่านจุดอ่อนภาคการเมืองตัวแทน(ปชป) ภาคปชช.(พธม.)ในการดีเดย์อำนาจการต่อรองฝ่ายปชต. แล้วยิ่งอำนาจการต่อรองที่เข้มสุดแบบเสื้อแดงอำนาจการต่อรองที่ต้องกลายเป็นเด็กๆของอึ่งอ่างหางแดงที่จะมาพอตัวแข่งกับช้าง

ใบอนุญาติฆ่าส่งลงมานานแล้ว(สัญญานตรงผ่านพธม.จะชัดกว่าคนอื่นเพราะคือตัวแปรที่ร่วมออกแบบและผู้มีอำนาจตัวจริงเชื่อ) แต่เงื่อนไขคือปชป. ต้องหาความชอบธรรมที่พีคสุดก่อนจะลงมือ? ไม่งั้นกระแสจะสวิงกลับ? นั้นคือเงื่อนไขการเสียเวลาในการสับขาหลอก? ในการใช้กลยุทธ"ตุลา19โมเดล" เพื่อรวบรวม กระแส สมาธิสั้นชนชั้นกลางกทม.

ผ่าน ฐานมวลชนจัดตั้ง ทั้งกลุ่มทุนศักดินาล้าหลัง,มวลชนปชป.,พธม. นี่ก็ค่อนกทม.แล้วการปลุกกระแส ภายใต้ตุลา19โมเดล ในผลผลิต"นวพล2010"(กลุ่มเสื้อหลากสีของหมอตุลย์) "กระทิงแดง2010"(พธม) นี่คือกลยุทธขุดประวัติศาสตร์ มาใช้กับคนไทยยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องสนใจว่าพัฒนาการของสังคมไทยมันโง่ดักดานอย่างไร? โลกาภิฯไม่ได้ช่วยอะไรกับพันธนาการที่ครอบพัฒนาการตรงนี้เลย เคยโง่อย่างไรสมัยตุลา19 วันนี้ก็โง่ดักดานอย่างนั้น?

ปชป.ปรุงกระแสปรุงใบอนุญาติฆ่าที่ส่งมาให้นานแล้ว? แต่ยังไม่พอ โรนัลโด้มาร์คสับขาหลอกต่อด้วยกลุยุทธ"เคาะกะลาให้หมาดีใจ" กับแผนปรองดองหรือโรดแม็ป(เพื่อชงความชอบธรรมในใบอนุญาติฆ่า) ที่กลายไปเป็น"ตดแม้ป"(ผมแอบเชื่อลึกๆว่ามาร์คพยายามจะดื้อแบบหล่อเลือกได้กะจะหักดิบใบอนุญาติฆ่าจนผมแอบชมว่าดื้อได้ใจผม) ไม่งั้นจะไม่สวนทางกับทั้งเทพเมือกและนายชวน ที่ดีเดย์ไปอีกทาง

ชนิดที่รำป้อเงื้อดาบเตรียมฟันแล้ว แต่ชวนป๋วย ต้องเป่าปีเก้อ เทพเมือกเสียกระบวน ที่เตรียมใช้ยานหุ้มเกราะเข้าลุยม็อบแดงตามใบสั่งแต่โดนโรดแม็ปของมาร์คมาขวาง?ชนิดขวางแม้แต่พวกในพรรค นั้นสะท้อนสมมุติฐานผมว่ามาร์พยายามจะเป็นหล่อเลือกได้ ไม่ใช่หล่อหลักลอยตามฉายาภาพเดิมๆ

แต่ก็ยังงงๆกับโรดแม็ปอภิสิทธิ์ ผมเชื่อในลึกๆว่าอภิสิทธิ์ประเมินออกว่าตัวเองถ้าเดินตามนี้(ใบอนุญาติฆ่า)จะเสี่ยงอย่างไร?จะสร้างตราบาปแบบไหน?จะสร้างรอยแผลเป็นอันใหญ่ในอนาคตทางการเมือง(ตามที่ผมเตือนไว้) แต่ที่สุด ก็ต้องฆ่าเพื่อเอาตัวรอด? ไม่งั้น ตัวเองจะถูกล้มกระดาน เอง? นั้นคือความพยายามดื้อของอภิสิทธิ์จึงไร้ผล? ที่สุดเดินเข้าคอกในสถานะภาพผองสวนสัตว์อย่างว่าง่ายๆในแบบที่เชื่องว่าง่ายกว่าเดิมหลายเท่าเพราะความพยามยามดื้อไม่เป็นผล

นั้นคือไพ่ที่เดินผ่านปชป.ที่อ.นิธิว่า แต่เงื่อนไขก็ไม่ใช่ว่านิ่ง? นั้นคือถ้ามันฆ่า แบบที่เลือดกระเด็นมาถึงหน้าบ้านกู? หรือเอาไม่อยู่มันก็จะถูกเชือดเหมือนกันมีดาบหนึ่ง(ปฎิวัติ) ดาบสองยุบพรรค รอมันอยู่มันกล้าหือรือเหรอ?แหมเข้าไปหาทีมีเหน็บสีแดงๆขู่ในกระเป๋า ดูแล้วน่าหมั่นไส้น่าสมเพชประเทศไทย???

ดังนั้นบทสรุปของไพ่ใบนี้มันผ่านไปด้วยดี?(ของเขาน่ะ?ไม่ใช่ของปชช.ไทยปชต.ไทยเรา)เพราะความอ่อนหัดของกลยุทธเสื้อแดงที่ขึ้นต้นมารอบสอบไฟ้ต์นี้มาดี? จนผมแอบชมและเกินคาด แต่ที่สุดก็พลาดและเผยตัวตนที่แท้จริงว่าอ่อนหัดในความผิดพลาดบนข้อต่อรองไม่เป็นส่วนหนึ่งกับกลยุทธร่วม แต่มันคือทางรอดร่วมของระดับสูงของแกนนำจนถึงแม่ทัพฯ ทั้งผลประโยชน์ที่ประเมินว่าจะได้ และทางลงที่ไม่ง่าย มันจึงจับแดงสังเวยด้วยการพลีชีพแบบที่เสียหายทางยุทธศาสตร์การต่อสู่มากกับกามิกาเซ่ที่เสียหายมาก

ขอจบท่อนแรกแค่นี้ก่อนแล้วจะมาพูดถึงพัฒนาการแดงจะถึงใต้ดินไหม???

punkunl

punkunl wrote:
ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นซักหน่อยในฐานะคนไทย ในขณะที่ หลายฝ่ายตำหนิ จตุพร และแกนนำที่ พยายามร้องหาความเป็นธรรมให้ศพที่ตายเมื่อวันที่ 10 ว่าเป็นการอ้างจอมปลอม ทำไมไม่มองในมุมกลับว่า นั้นคือสิ่งที่มวลชนต้องการ การที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมมากมายขนาดนั้น ก็เพราะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ขอให้สังเกตประเด็นสำคัญมากประเด็นหนึ่ง ทีสนับสนุนสิ่งที่ผมพูดไปแล้วข้างต้นว่า ข้อเรียกร้องของจตุพร ที่ยกมา เป็นเรื่องไม่น่าเชือ่ถือ น่าจะเป็นการเรียกร้องแบบปลอมๆมากกว่า (คือนอกจากประเด็น่วา (1) มีใครที่ไหน คิดจริงๆว่า ชุมนุมต่อแล้วจะได้ความยุติธรรมกับ 10 เมษา? และ (2) ต่อการเสี่ยงตายมากขึ้น ซึ่งทุกคนรู้ดี จตุพรก็รู้ ให้สัมภาษณ์เองด้วยซ้ำ ว่า รบ.เตรียมปราบ ฯลฯ มานิตย์ สัมภาษณ์ว่า อยากฆ่า ก็มาฆ่า ฯลฯ สรุปคือ การเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ 10 เมษา ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก เพิ่ม จะเป็นการมีเหตุผลได้อย่างไร?)

แต่ยังมีประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ

ขอให้สังเกตว่า ตั้งแต่วันที่ 10 เมษา มาจนถึงจุดที่ จตุพร และพวกฮาร์ดคอร์ ออกมาปฏิเสธ ไม่ยอมยุติชุมนุม โดยอ้างเรื่อง 10 เมษา (ช่วงวันที่ 10-11 พฤษภาคม) คือ ตลอด 1 เดือนเต็มนั้น ...

เวที นปช ไม่เคยชูประเด็นเรือ่ง "ความเป็นธรรมให้กับคนตาย 10 เมษา" เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นทางการเลย ไม่มีเลย (แน่นอน มีการพูดโจมตีบนเวที ฯลฯ) ยังคงมีเพียงข้อเรียกร้องเดิมคือ "ยุบสภาทันที" เท่านั้น

มีแต่จู่ๆ เมื่อมาร์กประกาศเลือกตั้ง 14 พย. จตุพร ฯลฯ จึง raise (ยกประเด็น) ขึ้นมาว่า "คนตาย 10 เมษา เอาไง" และ "สุเทพ ต้องไปมอบตัวกองปราบเท่านั้น"

ผมเชื่อว่า หลายคน คงอยู่ในอาการตกใจ ช็อค เหมือนกันว่า จู่ๆ นึกว่า จะ "ลง" ได้แล้ว และหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้แล้ว (และยังได้อย่างน้อยวันเลือกตั้ง 14 พย.มา) จู่ๆ จตุพร กลับ raise ประเด็น "สุเทพมอบตัวกองปราบ" โดยที่ก่อนหน้านี้ 1 เดือนเต็ม ไม่เคย ยกประเด็นนี้ เป็นหนึ่งในเงื่อนไข ของการยุติชุมนุมเลย

นี่แหละพิสูจน์ยืนยันว่า ข้อเรียกร้องที่จู่ๆ raise ขึ้นมานี้ เป็นเรื่องปลอมๆเสียมากกว่า

ย้ำว่า ไม่ว่าจะมองอย่างไร การที่จู่ๆเสนอเรื่อง สุเทพมอบตัว ขึ้นมา เป็นข้ออ้างไม่ยุติชุมนุม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (ก) ต่อให้สุเทพ มอบตัว จะได้ความเป็นธรรมมาจริงๆหรือ? และถ้าสุเทพไม่มอบตัวกองปราบ ชุมนุมต่อ จะได้ความเป็นธรรมหรือ (ข) มิหนำซ้ำ ชุมนุมต่อ ยังเสี่ยงต่อการตายเพิ่มขึ้น จะเรียกว่า ได้ความเป็นธรรม มาได้อย่างไร?

(และอย่างที่บอกว่า เมือ่ถึงวันที่ 15 พค. เมื่อมีการปราบแล้ว 1 วันเศษ ยอดคนตาย พุ่งขึั้นใกล้กับ 10 เมษา ด้วยซ้ำ ทำไม ยังไม่คิดลง ไม่คิดยุติทันที ตอนนั้น?

มาต่อว่าศักยภาพแดงจะลงดินไหม?

มาต่อว่าศักยภาพแดงจะลงดินไหม? ผมมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับอ.นิธิ ที่เห็นด้วยคือแดงเสียหายหนั?ก เพราะกลยุทธวงดนตรีร็อคหมาย่ำหาด ที่ผมเคยเตือนว่าจะเลือกเอาว่าจะได้อะไร ช่อดอกไม้หรือกระทางต้นไม้ขึ้นกับไทม์มิ่งที่จะนิ่งไทมแมตฃีนกับไปแก้ไขไม่ได้ คือพลาดก็พลาดเลย?

แต่แดงเลือกกระทางต้นไม้ ทั้งทีเตือนแล้วเตือนอีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมันก็ดื้อไม่ฟังมันดันทุรังเลือกกระทางต้นไม้? จนเสียหายหนัก ผมบอกตรงๆว่าแดงตอนนี้ศักยภาพเคลื่อนไหวลงดิน ยังมี? แต่มีแบบที่ต้องเลียแผลมากๆก่อน แต่ศักยภาพก่อนนั้นทุกอย่างแดงมีหมด และมีแบบที่มากกว่า3จว.ใต้ด้วย???(เอาง่ายถ้าปฎิบัติการณ์หลายอย่างสำเร็จซ็อคโลกหรือคนกรุงเทพแน่ๆ แต่เดชะบุญบ้านเมืองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์) นี่ไงครับอย่าคิดมักง่ายว่าเป็นไปไม่ได้

แต่เงื่อนไขคือไปแดง พลีชีพฆ่าตัวตายเสียก่อน? ในที่มั่นราชประสงค์ ทั้งที่เตือนไม่รู้จะเตือนยังไงว่าที่มั่นตรงนั้นห้ามมีการพลีชีพ แบบนั้น?มีที่เล่นที่เป็นต่อตั้งมากมายจะรีบตายไปไหน?(ผมเชื่อว่าเขาออกแบบเพื่อการพลีชีพถ้าเงื่อนไขการต่อรองสุดท้ายไม่บรรลุผลเพราะเขาลงทุนมานานจึงหวังผลเก็บเกี่ยวระยะสั้นไม่เผื่อว่างานนี้ความมีเจเนอเรชั่นหรืออุดมการณ์ต่อยอดได้)แต่เขาเล่นเองกะจะเก็บเกี่ยวเองระยะสั้นทั้งหมดมันจึงอดหมดแบบชูชกไง สงกรานต์เดือดยังไงก็เหมือนเดิมเพราะวิธีคิดเดิมๆแบบนี้ไง?(ไปย้อนหลังดูว่าเตือนอย่างไร)

เช่นการล้อมปาบแบบป่าเถื่อนของรบ.มาร์ค ภาพแบบวันที่19 จะเป็นอีกภาพกับวันที่19ตอนนี้ ?เพราะเงื่อนไขของไทมมิ่งเสื้อแดงไม่ดี(ไม่ใช่ผมเห็นด้วยกับแนวทางนี้(เผาบ้านเผาเมือง แต่เพราะเขาเดือดเต็มพิกัดแล้วจากการชงสถานการณืให้เป้นแบบนั้นแล้ว)ที่ไม่ต่างกับพธม.ยึดสนามบินนั้นคือการบรรลุเป้าหมาย วิธีการอย่างไรไม่สน)

การเสียหายหนักของแดงบางที่อาจจะรอเวลานานพอสมควรหรือถ้าไม่นานศักยภาพก็ลดไปเกิน80% จากเดิม? แต่เงื่อนไขก็คือ(ตรงนี้สำคัญมาก) นั้นคือเงื่อนไขที่ การบริหารสถานการณ์ของรบ.นี้? จะใช้วิธีการบริหารสถานการณ์แบบไหน?จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าพัฒนาการเขาจะไปทางไหน?

แก้ไขปัญหาหรือขยายปัญหานั้นคือการใช้วิธีการตอกย้ำซ้ำเติมเงื่อนไขมหาเงื่อนไขในต้นน้ำของปัญหา(ความอยุติธรรมการเลือกปฎิบัติ เลือกที่รักมักที่ชังการพยามบีบพื้นที่ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีที่ยืนแบบเดียวกับการเบียดนศ.คนเดือนตุลาคนเลนส์ซ้ายไม่มีที่ยืนจนตกลงข้างทางหนีเข้าป่าไปจริงๆ

ทั้งที่จุดยืนเขาแค่เลนส์ซ้าย นั้นคืออุดมการณ์ปชต.แต่วิธีการแก้ไขปัญหาโดยการผลักให้เป็นคอมมิวนิสต์เพราะไร้ทางเลือก?เหมือนกับให้ข้อหาก่อการ้าย ทั้งที่จริงคือต้องการร้องหาปชตและความเป็นธรรมแบบปชต.? เรื่องนี้เช่นกัน เงื่อนไขต้นน้ำของปัญหาจะถูกตอกย้ำอย่างแก้ไขปัญหาหรือเอาน้ำมันราดไฟ?(แต่รบ.มาร์คไปในทางราดน้ำมันสูงมากเพราะกุนซือออกแบบให้แล้ว)นั้นคือถอนรากถอนโคนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ตอนนี้รบ.มาร์คยังขาลอยๆอยู่ เพราะคนเชิด กำกับไปอีกทาง? แต่ เหตุผลทางเลือกที่ควรเป็นมันชี้ไปอีกทาง? ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนครับ ? ว่าปชป.จะขยายภาพ"ประชาวิบัติ" หรือปชป.แบบที่เอาตัวรอดได้แบบปชป.ในแบบปชป. และเงื่อนไขไขของพัฒนาการเคลื่อนไหวลงดิน มันยังไม่ได้จบแค่ลงดินแบบที่อ.นิธิประเมิน เพราะเงื่อนไขการต่อต้านอำนาจรัฐนั้นมันมีพัฒนาการผ่านเงื่อนไขต่างๆที่ไปกระตุ้น ว่ามันมีแรงกระตุ่นพอไหม?แรงไหม?แบบไหน?

แต่ในไทย ผมว่าเกินพอ? แต่เพราะลักษณะไทย(ความยืดหยุ่นประณีประณอมสูงมันแอพซอร์ฟไว้) ไม่งั้นป่านนี้ยิ่งกว่าศรีลังกาหรือหลายประเทศที่ต่อต้านอำนาจรัฐใหญ่ๆ เพราะเงื่อนไขในไทยมันไปถึงแล้ว? แต่พัฒนาการที่ไม่ถึงเพราะลักษณะไทย? แต่ถ้าเราตอกย้ำมากๆๆๆๆแบบนี้ซ้ำๆ ไม่แน่ เพราะภูมิคุ้มกันแบบไทยๆเดิมๆมันทนได้แค่ระดับหนึ่ง

ดังนั้นผมฝากเตือน กุนซืออำมาตยฯกุนซือแบบคนบ้าถือไฟว่าอย่าย่ามใจ? จนคิดจะใช้วิธีการเอาขี้เฒ่าไปกลบเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ปัญหา? คิดมักง่ายแบบเดิมๆว่าคนไทยมันเชื่องๆว่าง่ายๆ บนความที่ตัวเองต่างหากที่หลงยุค เก่าเต่าขุด แต่บังเอิญถือไฟในมือ คนเขาเกรงใจไฟในมือ? ไม่ได้กลัวตนถือ? แต่บังเอิญว่าบามีเก่าท่วมทับสังคมไทย จนคือจะแปรตรงนั้นมาเป็นต้นทุนหรือต้นเพลิงในการเผาไฟใช้ในการคหกรรมปชต.หรือคนไทย ตามอัตตานั้นแบบเดิมๆ

ระวังมันจะไม่เหลือความชอบธรรมแบบเดียวกับทฤษฎีต้มกบของระบอบทักษิณที่มองข้ามเกราะแก้วความชอบธรรมภาคปชช. จุดจบของทฤษฎีต้มกบเป็นอย่างไร? และทำกับเขาไว้อย่างไร ? ระวังมันจะเข้าตัวกับทฤษฎีตุ๋นกบของตัวเองในการใช้ไฟคหกรรมปชต.ขณะนี้???

อ่านไปแล้ว เหมือน อ.นิธิ

อ่านไปแล้ว เหมือน อ.นิธิ พยายามกู้ชื่อเสียงให้จตุพร ทั้งที่ อ.สมศักดิ์ ชี้มาตลอดแล้วว่า ทำให้คนตายมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงเผง
ใีครติดตามการชุมนุมก็รู้ว่า เขาพูดจากใจจริง หรือพูดเพื่ออะไร ยังจะไปยกย่องคนที่พร้อมจะให้มวลชนตายเกลื่อน ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายพร้อมจะใช้อาวุธ แน่นอนคนใช้อาวุธผิด แต่คนที่ตัดสินใจให้ตายเพิ่ม ไม่ผิดหรอกหรือ แมนจัง มอบตัว ใช้อภิสิทธิ์ สส. ไม่ร่วมชะตากรรมกับพี่น้อง แต่ปล่อยให้โดนปราบ

มวลชน จำนวนไม่น้อย

มวลชน จำนวนไม่น้อย คงอยากเห็นความยุติธรรมในกรณี 10 เมษาจริง ผมก็อยากเห็น

แต่คนที่ชอบอ้างมวลชน ไม่คิดเป็นการดูถูกมวลชนไปหรือ ที่จะคิดว่ามวลชน ไม่สามารถอธิบาย ด้วยเหตุผล ให้เข้าใจได้ว่า การอยู่ชุมนุมต่อ (ก) ไม่มีทางได้ความยุติธรรมให้ 10 เมษา ด้วยวิธีนี้ และ (ข) การเสี่ยงชีวิตเพิ่มขึ้น มีโอกาสปราบแน่นอนมากๆ ยิ่งจะทำให้ ไม่ได้รับความยุติธรรมเพิ่มขึ้น

แต่แทนที่ แกนนำอย่างจตุพร จะแสดงความเชื่อมั่นมวลชนอย่างแท้จริง คือ เชือ่วา มวลชนสามารถฟัง และยอมรับ ยุทธวิธีที่มีเหตุผลได้ กลับฉวยโอกาส เอาเรื่องความแค้น 10 เมษา มาเป็นข้ออ้าง ปลุกระดม ไม่ยอมยตุิการชุมนุมมากขึ้นอีก

ในที่สุดแล้ว ประเด็นจังหวะก้าว การตัดสินใจ เป็นความรับผิดชอบของผุ้นำ ของผู้จัดการชุมนุม ถ้าอ้างว่า "มวลชน ไม่ยอมลงเอง" ก็ต้องโทษผู้นำ ผู้จัดชุมนุมอยู่ดี ที่จัดการชุมนุม ไปในทิศทางนำไปสู่การ ไม่รู้จักถอย ไม่รู้จัก "พักรบชั่วคราว" อยู่นั่นเอง

ถ้าแกนนำ ชัดเจนแต่ต้น เห็นความสำคัญของชีวิตมวลชนแต่ต้น ก็ไม่ควร จัดชุมนุม ไม่ควรอภิปราย ในลักษณะที่นำไปสู่ "ทางตัน" แต่แรก

ขอข้ามมาคุยเรื่องชุมชนหรือการ

ขอข้ามมาคุยเรื่องชุมชนหรือการกระจายอำนาจไปยังชุมชนที่ปชป.พยายามจะลอกการบ้านแต่ลอกแบบ คล้ายๆเอาเคาเตอร์เพนไปสีแทนยาสีฟันเพราะลอกก็คือลอกมัน?จะไม่เข้าใจแก่นสาระจริงๆของมัน

ผมจำได้ว่าพูดไว้ในนี้พอสมควรในกรณีที่ท่านอดีตรมต.ไพบูลย์โดนสมัยรบ.สุรยุทธในการพยายามจะชงเรื่องนี้ให้สังคมไทย ที่สุดต้องมีอันเป็นไปแบบไม่ปกติ? เพราะอะไร?(นั้นไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ผมพุดแต่ผมพุดไว้ในกรณีปัยหาใต้จนตกผลึกเป็นแนวคิดนี้นานแล้ว) เพราะเงื่อนไขสำคัญๆคือโครงสร้างอำนาจตอนนี้มันมีโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ที่อำนาจนักปกครองซ้อนอำนาจกันมาปกครองปชต. ในแบบที่ผมเคยยกตัวอย่างว่า ประชาธิปไตยไทย แบบสองนาครา นั้นคือเรือยนต์ปชต.แต่กางใบสำเภา รุ่นเก่าเอาไว้

อีกคนติดเครื่องยนต์ปชต.(แต่เป็นนักปกครองปชตแบบกลุ่มทุนนักการเมือง)อีกคนติดเบรคกางใบสำเภาเอาไว้(อำมาตยฯกลุ่มทุนศักดินาล้าหลัง) รูปธรรมที่โยงเรื่องนี้คือ โครงสร้างอำมาตยฯราชการศักดินาเดิมผ่านข้าราชการในกรอบเก่าๆ ในโครงสร้างมหาดไทย และโครงสร้างราชการเก่าๆ ในเสือสำเภารุ่นเก่า ก็ยังขับเคลื่อนอยู่

การพูดแบบสร้างภาพไปวันๆของรบ.มาร์คก็ยังไม่ได้หลุดพ้นจากปริมณฑลปัญหาเหล่านี้ และกรณีNGOนี่ก็คือสปาย ของกลุ่มทุนอนุรักษ์ศักดินารุ่นเก่า เพื่อเอามาไว้จับผิดกลุ่มทุน นักการเมืองแบบระบอบทักษิณ โครงสร้างและเป้าหมายจึงยึดโยงปชช.จริงน้อย สังเกตุจากที่สุดสารภาพเผยตัวตนว่าเป็นคนของอำมาตยฯหมด

แถมตอกย้ำด้วยความไร้ประสิทธิภาพในตัวตนปชป.ที่ติดกรอบอนุรักษจนเสียหายหลายเรื่องเช่นชัดๆ กับกรณีมาบตาพุด และการแก้ไขปัญการบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบที่ติดกรอบไมรโคร(ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง) ไม่ใช่แนวทางแม็คโครที่พัฒนาการปัญหาผ่านเงื่อนไขตัวแปรธรรมชาติที่เปลี่ยนไปไกลแล้ว(รายละเอียดเคยชี้ในนี้บ้างแล้ว)

กรอบแนวคิดไมรโครเดิมๆใช้ไม่ได้แล้ว แล้วยิ่งดันทุรังจะยิ่งเสียหายเพราะเสียเวลาในการตั้งรับปัญหาแบบไม่ทันการณ์เพราะพันธนาการจากกรอบแนวคิดแบบประชาวิบัตินี้ เรื่องการกระจายอำนาจเช่นกัน มันพันธนาการไว้ตั้งแต่กรอบวิธีคิดแบบประชาวิบัติแล้วเรื่องนี้

ถ้าใครจำได้ผมพูดไว้นานแล้วในนี้ที่ดุเหมือนคล้ายๆแบบนี้ที่นักลอกการบ้านปชต.พยายามจะสร้างภาพนี้แต่ในแก่นแล้วคนล่ะเรื่องเลยครับ???

อนาถกับการบิดเบือนของนิธิ ที่

อนาถกับการบิดเบือนของนิธิ
ที่บอกว่าคนกทม.ไม่โกรธแค้นเสื้อแดง
ที่บอกว่าการชุมนุมเป็นการสร้างอำนาจต่อรอง
ขอโทษทีเถอะ การที่เสื้อแดงต้อนคนเข้าไปในพื้นที่ที่มีการปะทะกัน ถามว่าสร้างอำนาจต่อรองหรือ
ผมขับรถจะกลับรถใต้ทางด่วนดินแดง แต่โดนเสื้อแดงปิดกั้นทาง แล้วให้วิ่งไปตรงสามแยกดินแดงที่กำลังปะทะกัน

ถามว่านิธิที่อยู่แต่บนหอคอยงาช้างเน่าๆ เคยย่างกรายมาติดดินบ้างหรือไม่

อนาถ...

เรื่องคนอื่นรู้หมด

เรื่องคนอื่นรู้หมด แต่เรื่องของตัวเอง สุดๆ

ความเห็นของนิธิเหมือนไม่ได้ยื

ความเห็นของนิธิเหมือนไม่ได้ยืนอยู่บนตรรกะอะไรเลย 10 เมษา คือความผิดพลาดของรัฐบาลจริง แต่ 19 พฤษภา เกิดจากการที่ M79 ยิงใส่คนตายเจ็บอยู่ทุกวัน แล้วก็หลบเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปตรวจสอบก็ไม่ได้ นิธิบอกว่าทางแก้คือนายกลาออก เอาชวนมาเป็นแทน บ้าหรือเปล่าวะ ไม่เชื่อว่าพวกไหนจะยอมรับทั้งนั้น ถามแดงดูก็ได้ เอาหรือเปล่า?

คนอ่าน wrote:

คนอ่าน wrote:
ความเห็นของนิธิเหมือนไม่ได้ยืนอยู่บนตรรกะอะไรเลย 10 เมษา คือความผิดพลาดของรัฐบาลจริง แต่ 19 พฤษภา เกิดจากการที่ M79 ยิงใส่คนตายเจ็บอยู่ทุกวัน แล้วก็หลบเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปตรวจสอบก็ไม่ได้ นิธิบอกว่าทางแก้คือนายกลาออก เอาชวนมาเป็นแทน บ้าหรือเปล่าวะ ไม่เชื่อว่าพวกไหนจะยอมรับทั้งนั้น ถามแดงดูก็ได้ เอาหรือเปล่า?
ผมไม่ใช่นักวิชาการ ผมไม่ใช่นักพูด ที่สรรหาคำพูด มี่พูดออกมาแล้ว ทำให้ตัวเอง ดูมีราคาขึ้น แต่ผมเห็นใจคนเสื้อแดง ที่พบแต่การดูถูกเหยียดหยาม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ จนต้องออกมาแสดงออกถึงความรู้สึก เพื่อเรียกรัองสิทธิถึงความเป็นมนุษย์ของประเทศไทยเช่นกัน แต่กลับมาถูกฆ่าตายเช่นหมูเช่นหมา ความเดือดร้อนของคนกรุงในช่วงที่เขาออกมาเรียกร้องขอความเป็นมนุษย์คืนบ้างนั้น มันไม่เท่ากับความทุกข์ที่พวกเขาต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน น่าจะให้อภัยกันได้บ้าง ในเมื่อสังคมกรุงไม่ต้อนรับพวกเขา ผมว่าแยกกันอยู่ก็น่าจะสนับสนุน ถึงผมไม่ใช่แดง แต่ก็มึความรู้สึกโกรธแค้นแทนพวกเขา และเห็นด้วยกับความคิดของพวกแดง ที่บอกว่าแค้นนี้ต้องมีการชำระ จะกี่ปีก็ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการชำระหนี้แค้น สู้กันบนดินไม่ได้ ก็มุดลงดินสู้ต่อไป

ผมคิดว่าการที่

ผมคิดว่าการที่ อ.สมศักดิ์ตั้งคำถาม/วิพากษ์ "แกนนำ" ของมวลชนเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะ...

1. ไม่ทราบว่าจะถือเป็น "จารีต" หรือไม่ที่นักวิชาการหรือสื่อ (ที่ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม) มักจะละเลย/หลีกเลี่ยงที่จะตั้งคำถาม/วิพากษ์แกนนำมวลชน ดูเหมือน อ.นิธิก็เคยเลี่ยงที่จะตั้งคำถาม/วิพากษ์แกนนำพันธมิตรฯด้วยเหตุผลทำนองว่ากลัวจะเป็นการ "บั่นทอนกำลังใจ" ในการต่อสู้อะไรประมาณนั้น (หากผมจำไม่ผิด)

ความที่ไม่ถูกตั้งคำถาม/วิพากษ์ (หรือถูก...น้อยเกินไป) จึงทำให้ "แกนนำ" มักจะมี character ของผู้ที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินไป เผด็จการทางความคิดมากไป กระทั่งใช้มวลชนเป็นเครื่องมือเพื่อ "วาระซ่อนเร้น" ของตนเอง (ดังที่สนธิ ลิ้มทำ ดังที่จตุพรทำ ฯลฯ)

2. แกนนำต่างก็ประกาศว่าตนเองกระทำการในนามของประชาชน หรือเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ ฉะนั้น เขาควรจะถูกตั้งคำถาม/วิพากษ์/ตรวจสอบ "การกระทำ" เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐบาลถูกตั้งคำถาม ฯลฯ ด้วยเช่นกัน

3. การตั้งคำถาม/วิพากษ์ตรงๆแบบ อ.สมศักดิ์ ถ้ามีมากขึ้น (โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนจะเกิดการสูญเสีย) น่าจะเป็นการช่วยกระตุกแกนนำที่กำลัง "เตลิด" ไปจาก "หลักการ" ของการนำมวลชน (โดยเฉพาะหลักการเคารพคุณค่าและปกป้องชีวิตของมวลชน) ให้ได้สติกลับมายืนอยู่ที่ "หลักการ" อันเป็นรากฐานรองรับความชอบธรรมและเกียรติภูมิของการเป็นแกนนำ

น่าเสียดายที่บ้านเรายังมีการตั้งคำถาม/วิพากษ์เช่นนี้น้อยไป
เมื่อเรามี "คำถาม" มากมายกับรัฐบาลและรัฐบาลไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ
แกนนำได้เสนอ "คำตอบ" มาให้ และ "อาสา" นำเราให้บรรลุถึงคำตอบนั้น
เรามักไม่ตั้งคำถามต่อ "คำตอบ" นั้น (ทั้งที่ในทุกคำตอบล้วนมีคำถาม)
และจงใจเสมอที่จะมองข้าม "ข้อบกพร่อง" ต่างๆของแกนนำ

แล้วเราก็มี "ราคาที่ต้องจ่าย" (มากเหลือเกิน) กับการหลีกเลี่ยงหรือละเลยทั้งหมดนั้น!

อิ อิ นิธิ บอกว่า

อิ อิ

นิธิ บอกว่า ไม่เชื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ว่าเสื้อแดงมีกองกำลัง(ติดอาวุธ)ส่วนตัว

ตลกดี.... เพราะเสื้อแดงเองก็รู้และยอมรับว่าตัวเองมีกองกำลังส่วตัว

เด๋ี๋ยวนี้เริ่มโกหกใจตัวเองได้ด้วย

ขำดี อิ อิ

นิธิยุคนี้ เลือกใช้คำเก๋ๆ

นิธิยุคนี้ เลือกใช้คำเก๋ๆ วาทะเท่ๆ
มี emotional นี้ด นี้ด
แต่ขออภัย ไม่ make sense เลยว่ะ

พวกที่มาเรียกร้องเรื่องคนตายก็เหมือนกัน
รู้ทั้งรู้ว่าพวกหัวขวดน่ะ เอาคนเป็นโล่มนุษย์
ว่ามันอำมหิตแค่ไหน แมร่งก็ยังอวยกันอยู่ได้
พวกคุณไม่ตายเอง ไม่สูญเสียเอง พวกคุณยังเอาเขามาอ้างกันตะพึดตะพือ

ตั้งสมมติฐานโน่นนี่
สองมาตรฐาน ไม่ยุติธรรม
ทำเป็นลืมว่าสมัยไอ้เหลี่ยมอยู่น่ะ มันยิ่งกว่า ไม่เป็นธรรมซะอีก
ชั่วจนไม่รู้จะว่ายังไง

เฮ้อ ..... ทุเรศว่ะ

อ่านแล้วอยากอ้วก

ครับ

ครับ ตกลงไอ้มาร์คไอ้เมือกและไอ้ห้อยอ่านความคิดเห็นของท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แล้ว บายใจ นอนยิ้มกระดิ๊กตีนเลย ครับผม

ครับต่อประเด็นที่อ.สมศักดิ์แล

ครับต่อประเด็นที่อ.สมศักดิ์และคุณปรัชญาฯพยายามจะโฟกัส เรื่องการตัดสินใจของแกนนำที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์หรือเปล่า?จึงนำมาซึ่งความเสียหายของเนื้อหาการต่อสู้ที่มีคุณค่ามหาศาลต่ออำนาจต่อรองทางปชต.(ที่ยังพอเหลืออยู่บ้าง)

แต่กระแสสมาธิสั้นของชนชั้นกลางในกอทอมอ(มอหลังน่าคิด)บวกมวลชนจัดตั้งทั้งกลุ่นทุนศักดินาล้าหลัง,มวลชนฐานเสียงปชป.ในกทม.(ที่ผลสรุปคือเสื้อหลากสี)บวกพธม. มันจึงได้มวลชนคนชั้นกลางกทม. ในแบบมวลชนจัดตั้งขนาดใหญ่ สร้างพลังที่มีอำนาจคล้ายมวลชนอีกพวกหนึ่งมาต้านกระแสเสื้อแดงให้ ขาดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวในกทม.จนถึงพลังตามกลยุทธแบบ"ตุลา19โมเดล"

แม้ชนชั้นกลางจริงๆ นักวิชาการสำนักคิดอิสระจริงๆสัดส่วนเพื่อปชต.จริงๆจะมีอยู่ในระดับที่สูงมากพอๆกับมวลชนจัดตั้งที่ผมว่าไว้ แต่มันกระจัดกระจายเกินไป และถูกกลยุทธการบีบพื้นที่สื่อของ นู่หริ่ง(สาแทะ ลงหนองเลย) ภายใต้"ตุลา19โมเดล" ไอ้ตัวนี่ล่ะคือตัวเดินเกม"วิทยุยานเกราะ" สมัยตุลา19 ตัวสร้างหลุมดำความเกลียดชังในแบบที่"ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"ที่ทำงานร่วมกับศอฉ(ศูนย์อำนวยการความฉิบหาย)

ที่ไก่อู(ขันเกิน ล่อระเบิด)โฆษกกองทัพที่ถูกปชป.เอาต้นทุนกองทัพมาใช้ในการขันงานรับใช้เกมการเมืองของรบ.นี้จนหลายเรื่อง เริ่มที่ทำให้ต้นทุนแบบนั้นในการที่จะให้ทหารเล่นการเมืองตอแหลแบบนักการเมืองสิ้นศักดิ์ศรีกองทัพที่ขันมั่วแบบเด้กเลี้ยงแกะ เช่นกรณี มายแม็ปกระบวนการล้มเจ้า แผนที่ในข้อกล่าวหาแบบเดียวกับการตะโกนในโรงหนัง มันทำงานความมั่นคงหรือตัวยุยงให้เกิดความไม่มั่นคงในบ้านในเมืองเสียเองกับ เนื้อหาเด้กเลี้ยงแกะเพื่อหวังผลทางการเมืองแบบนั้น

เนื่องจากมวลชนจัดตั้งขนาดใหญ่นี้(นวพล2010ของคนเสื้อหลากสี) กับกระทิงแดง2010(พธม) มวลชนจัดตั้งแบบนี้ รวมกับฐานเสียงปชป.ในกทม.มันจึงมีพลังมากพอที่จะทับกลบกระแสเสื้อแดงในกทม. เพราะคุณภาพของชนชั้นกลางหรือพลังเงียบจริงๆ เขาไม่สุงสิง แม้จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย?(จนถึงสื่อที่ยังเป็นตัวประกัน) แต่ขอไม่ยุ่งจะทำมาหากินดีกว่า?

พลังแบบนี้ล่ะที่มวลชนจัดตั้งเช่นพลังเฟสบู๊ค(เทียบคุณภาพทางปชต ยังน้อยกว่าฝูงปศุสัตว์ให้เกมการเมืองเขาต้อน) นั้นคือพลังแดงเริ่มถูกกำลังสนับสนุนในที่เกิดเหตุโดดเดี่ยวในกทม. เพราะโดนบล็อกพลังสนับสนุนจากต่างจังหวัดในกลยุทธป่าล้อมเมืองเพราะเขาบล็อกผ่าน กอรมน.และมหาดไทย แม้มวลชนจากสส.เพื่อไทยในกทม. จะมีอยู่บ้าง เช่นจากดอนเมือง หรือดินแดง ลาดพร้าวฯลฯ

แต่ก็ยังไม่มีระบบเทียบกับมวลชนจัดตั้งของอีกฝ่าย ?ผมจึงเข้าใจว่าอำนาจต่อรองในแบบมวลชนหรือการเคลื่อนไหวของแดง แบบนี้ถ้าเดินตามเกมปกติ มีแต่เหี่ยวปลาย(สำหรับเฉพาะการเดินทัพครั้งนี้น่ะ) ผมจึงวิเคราะห์ว่าที่แกนนำต้องยกระดับเพิ่มเสียงให้กับวงดนตรีร็อคหมาย่ำหาด ขึ้นไปเรื่อยๆๆๆเสี่ยงต่อการโดนกระทางต้นไม้ให้คุณมากกว่าดอกไม้จากชนชั้นกลางกทม.สูงปี๊ดตามการเพิ่มเสียงร้องนั้น(ผมจึงบอกว่าที่มั่นตรงนั้นรเวทีคอนเสิร์ตตรงนั้นถอยก่อนมันเพราะฟังได้ไม่กี่วัน)

ผมคิดประเมินไปถึงว่าบางทีแดงอาจจะเปลี่ยนที่มั่นไปปิดท่าเรือ เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับพธม. เพราะแค่ตรงนี้เทียบกับพธม.ทำมัน ยังบ้าไม่พอ(แต่ไม่ได้หมายถึงว่าผมสนับสนุนแต่แค่ประเมิน) โดยไม่คิดว่าแดงจะคิดสิ้นพลีชีพและจบแค่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง แต่เมื่อยิ่งเพิ่มก็จะโดนกับดัก การดีสเครดิตรลดความชอบธรรมจากทีมงานปชป.ของสื่อวิทยุยานเกราะของนู่หริ่ง ที่ผูกขาดจ้อฝ่ายเดียวผ่านทีวีสีม่วง? เพื่อสร้างภาพสร้างหลุมดำความเกลียดชังต่อแดงภายใต้สถานการณ์ที่คนไทยเริ่มสมาธิสั้นในการรับสื่อ(และสื่อถูกจับเป็นตัวประกัน)

จนอินกับตรงนั้น จนวัดผลเป็นการตอบรับกลยุทธ วิทยุยานเกราะของนู่หริ่งในการลดความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวแดง? ทั้งกลยุทธเบี่ยงเบนเนื้อหาการต่อสู้ ไปสู่ กรณีล้มเจ้าฯ มายแม็ปกระบวนการล้มเจ้าฯ(ขุดมุกตะโกนในโรงหนังมาใช้อีก) มันเก่าได้ใจและลงไปในยีนส์ดีเอ็นเอของสันดาร(น)การเล่นการเมืองแบบปชป.ชัดมาก นู่หริ่งนี่เรียกได้ว่ากลับชาติมาเกิดเลย มุกตะโกนในโรงหนังนี่?

นั้นคือการตอกย้ำ เพิ่มดีกรีเดือดให้แดงเพราะการบริหารสถานการณ์ของรบ.ปชป. ในแบบสวนหมัดต่อหมัดทั้งที่ตัวเองเป็นรบ.วุมฒิภาวะในการควบคุมสถานการณ์ในสถานะผู้ระงับเหตุโดยหน้าที่ความเป็นรบ. แต่กลับไม่มี? แต่ถ้าการตะลุมบอลฝุ่นตลบตรงไหน? ปชป.ก็จะเข้าไปเล่นในบทบาทอันธพาลตัวใหญ่ ตอกย้ำซ้ำเติมเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม?เลือกปฎิบัติที่ผู้ระงับเหตุกลายเป็นผุ้ร่วมก่อเหตุกระทืบซ้ำเฉพาะคู่กรณีตน

ด้วยการพยายามเข้าไปกระทืบซ้ำปัญหา เพิ่มพัฒนาการในดีกรีความเดือดให้กับแดงในหลายๆเรื่องทั้งความไม่มีมาตรฐาน(แย่กว่าสองมาตรฐาน) ดังนั้นแดงจึงพยายามเพิ่มอำนาจการต่อรองในแบบที่เริ่มออกนอกการเคลื่อนไหวปชต.ปกติ(สันติอหิงสาจนยกระดับเกินเลยตรงนั้นเดินไปเข้ากับดักเขา)

นั้นคือการยกระดับการ์ดเสื้อแดงมาเป็นการ์ดแดงที่มีอาวุธมีมืออาชีพด้านการทหารมาเสริมภาระกิจ ในลักษณะ ไปในทิศทางการต่อต้านอำนาจรัฐชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะเงื่อนไขมันถูกสร้างให้ไปถึงแล้ว?(แต่พัฒนาการของแดงต่างหากที่ไปได้ช้ากว่าเงื่อนไขเพราะลักษณะไทย)

ดังนั้นกองกำลังติดอาวุธของแดง จึงมีจริง? ที่เป็นพัฒนาการมาจากการ์ด ที่เหมือนกับการ์ดเหลืองที่ถ้าค้นจริงๆอาวุธการ์ดเหลืองก็เพียบเหมือนกันไม่ต่างจากแดงเชิงการป้องกันตัว แต่เนื้อหา การตู่สู้อำนาจรัฐของแดง เงื่อนไขมันมากกว่าเหลืองมากเพราะเหลืองแค่ตัวแสดงแทน ไม่ได้เล่นเองเจ็บเองถูกกระทำเองแบบแดง เนื้อหาการต่อสู้ของแดงจึงเข้มข้นกว่าเหลืองมาก?

ดังนั้นพัฒนาการของการ์ดแดงจึงมีมากกว่าในการป้องกันตัวเอง เพื่อเป้าหมายแบบที่เขาจะก้าวไปซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่เป็นไปได้ภายใต้เงื่อนไขการต่อต้านอำนาจรัฐที่เขารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมและเขาถูกกระทำอย่างเลือกปฎิบัติและพัฒนาการของเงื่อนไขมันไปไกล ระดับที่เป็นสงครามแยกดินแดน ในประเทศอื่นด้วยซ้ำ?

แต่ระยะเวลาในการบ่มเพาะ มันยังไม่ถึง ปัญหาจึงยังไม่ใช่ขนาดแบบปัญหาใต้ที่สะสมเงื่อนไขมานานหลายร้อยปีแต่เงื่อนไขการต่อสู้ของแดงมันไปไกลกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่พัฒนาการการบ่มเพาะ ยังไม่ถึง ทั้งที่เงื่อนไขจากต้นน้ำของปัญหาผันมหาเงื่อนไขมามากเกินพอสำหรับที่จะสร้างเงื่อนไขการต่อต้านอำนาจรัฐในแบบที่รุนแรงกว่านี้

แต่พัฒนาการแดงมาแค่นี้ ผมว่าเป็นบุญของบ้านเมืองด้วยซ้ำที่ลักษณะไทยในความที่มีความประณีประณอมสูง แต่ที่สุดก็ต้องยอมรับในข้อเท็จจริงของ ต้นน้ำของปัญหาที่สร้างมหาเงื่อนไขจนได้มหาวิบากกรรมร่วมครั้งนี้ มันมหาศาลมาก

ที่อำนาจการต่อรองของแดงที่ยังพอมีอย่างประปรายสเปะสปะ สวนหมัดไปอย่างหมาจนตรอกบ้างอะไรบ้าง แล้วพัฒนาการของการกลับมาครั้งนี้ แม้แดงจะพัฒนามาในระดับที่ดีขึ้น แต่เงื่อนไขหลายอย่างในองคประกอบเชิงโครงสร้างแดง มันผนวกรวมเงื่อนไขตัวบุคคลไปมาก จนต้องรีบเก็บเกี่ยวผล(ในแบบเขาหรือโครงสร้างนั้นจนเหมือนปล่อยเกราะเนื้อหาการต่อสู้จริงๆของแดง)

นั้นล่ะครับคือเหตุผลที่แดงหรืออึ่งอ่างหางแดงท้องแตกตายเสียก่อน(ผมคงไม่ชี้ชัดน่ะครับว่าแกนนำแดงพลาดตรงไหน?ทั้งๆที่เคยเตือนเขาให้ถอยจากที่มั่นตรงราชประสงค์)เพราะวงดนตรีร็อคหมาย่ำหาดมีข้อจำกัด ให้ถอยถ้าไม่อยาก ตกลงมาคอหักตายในการยกระดับปีนบันได้หนีไฟ เพิ่มเงื่อนไขการเจรจาแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบนั้น

ที่สุดเป็นอย่างที่เตือนไหม?แต่คนล่ะเนื้อหากับอ.สมศักดิ์วิเคราะห์ เพราะแกนนำ เขาไม่ได้ถูกสร้างมาให้ตัดสินใจโดยลำพังได้? มันมีองคประกอบหลายทางที่ร่วมออกแบบ ผมเชื่อว่าเขาฟังเราที่ให้ถอยก่อน โดยเฉพาะท่านวีระ(อีกล่ะ คุกกี่กระทง)ผมให้ฉายาท่านด้วยความเคารพท่านจริงๆ ที่พยายามให้มันขำๆในความที่ประเทศสาระขันนี้ทำกันบนเนื้อหาไม่มีมาตรฐาน?มั่วได้ใจขนาดนี้จริงๆมันขำไม่ออกหรอกครับแต่จะขำให้มัน?

ที่คนดีๆอย่างท่าน ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อปชต.อย่างท่าน ?แต่ต้องเดินเข้าเดินออกคุกเป็นว่าเล่น แต่ตัวแปรตัวป่วนที่เป็นต้นน้ำของปัญหาสำคัญๆ ขี้ไว้ ยังลอยนวล แถมไปยืนตูดเหม็นหน้าบ้านในฐานะรมต. ทั้งที่เนื้อหาการกระทำการก่อเหตุซึ่งหน้าสามารถจับในที่เกิดเหตุได้เลยในการเหตุปิดสนามบิน แต่นี่เป็นปี?กับอีกภาพเดินเข้าคกแล้วเข้าคุกอีกเป็นว่าเล่น???

แต่ของท่านเป็นข้อกล่าวหาผ่านพรบ.ฉุกเฉิน ที่เป็นกฏหมาไม่ปกติ พูดตรงๆไม่ต้องไปนิรโทษกรรมเลย เอาแค่ยกเลิกกฎหมานี้มันก็จบ? ส่วนคดีอาญาอื่นๆ ในแบบเดียวกับปิดสนามบินก็ว่ากันไปในเนื้อหาอื่นๆ แต่ที่ท่านโดนนั้นคือกฎหมาของฝ่ายบริหารไม่ใช่กฏหมายบ้านเมืองปกติ

นี่ไงครับความพิกลพิการความไม่มีมาตรฐานของบ้านของเมืองนี้ เมืองนี้ ที่คือเงื่อนไขหลักทำให้แดงเดือดที่ปลายเหตุได้ขนาดนี้? แต่เรามารุมตีแค่ตอนที่มันกลายเป็นหมาบ้าแต่ไม่เคยสนใจที่จะแก้ไขต้นน้ำของปัญหาว่าอะไร? เป็นเงื่อนไขให้มาถึงปลายเหตุอันนี้แบบนี้เพราะถ้าโง่ดักดานกันแบบนี้ก็วนอยู่แบบนี้ล่ะไม่ต้องไปไหนกัน???

"10 เมษา เอาไง"

"10 เมษา เอาไง" ก็คือ"ความรับผิดชอบ"ที่นปช.เรียกร้องไงครับ

จตุพรถึงบอกว่า จะเอา"ชีวิตที่ไม่ต้องสูญเสีย"แลกกับการอยู่ยาวไปกี่ปีๆก็ช่างมรึงเหอะ
มันเหนือกว่า การยุบสภา ซึ่งเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปในภายหลัง

การชุมนุมต่อจึงเรียกร้องตรงนั้น หรืออย่างน้อยก็ต้องยุบสภาทันที ตามที่ยื่นคำขาดไปอีกหน แต่ต้องไม่ละเลยความเป็นธรรมหรือข้อแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป คือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

แน่นอนอย่างหลังสำคัญกว่าคือชีวิต ไม่ใช่การยุบสภา

แต่การชุมนุมต่อไม่ใช่การไม่เห็นค่าของชีวิต "10 เมษา เอาไง" ตรงข้าม การยุติการชุมนุมก็ไม่ได้แปลตรงว่าได้เห็นค่าชีวิต
เพราะเขาชุมนุมต่อเพื่อเรียกร้องให้เห็นค่าของชีวิตคน ไม่ได้บอกว่าให้มาฆ่าอีก แม้จะพูดว่าพร้อมจะให้มาฆ่า ผิดหรือ จะบอกว่ารัฐบาลโหดรู้ๆอยู่ยังไงก็ต้องปราบปรามอีก แล้วที่เขาปราบปรามไปแล้วให้เพิกเฉยเสีย ไม่เรียกร้องอย่างนั้นหรือ

ให้กลับไปมือเปล่าๆ ตอบพี่น้องประชาชนของเขาอย่างไร ถ้าเขาเรียกร้องต่อเป็นความไม่ถูกต้อง และชีวิตที่สูญเสียไปเป็นความผิดของเขาผู้เรียกร้องเอง ห้ามอยู่เรียกร้องต่อ เพราะมิฉะนั้นรัฐบาลจะปราบอีก เมื่อรัฐบาลโหดปราบปรามสั่งให้เข่นฆ่าประชาชนแล้ว ก็จงยุติการชุมนุมทันที การอยู่เรียกร้องต่อคือการไม่เห็นคุณค่าหรือความเสี่ยงต่อชีวิต ต้องอยู่ให้เขาฆ่าต่อ เหมือน 10 เมษา เอาไง แล้วหมายความว่า ห้ามเรียกร้องถ้าเห็นแก่ชีวิต

อ่อ ให้เขาฆ่าแล้วยอมๆปิดปาก ศิโรราบ รักษามวลชนไว้ เพราะเขาฆ่าอีกแล้วไม่มีคนอยู่เรียกร้องอะไร กลับไปแบบขี้หดตดหาย โดยที่บอกว่า 10 เมษา เอาไง แล้วถามถึง...คุณค่าชีวิต เห็นความสำคัญของชีวิต แบบนั้นหรือ คนละแบบกันแล้วละมังครับ

นปช.เขาก็คำนึงถึงตรงนี้ เหมือนที่เรียกร้องที่ 10 เมษา แล้วโดนแล้วไงครับ จะยอมให้เขาฆ่าอีกหรือฆ่าเฉยๆ โดยไม่เรียกร้องเพราะกลัวเขาฆ่าอีกอย่างนั้นหรือ...แล้วจะเรียกร้องอะไร เมื่อโดนฆ่าอีกรอบ 19 พฤษภา แล้วฆ่าอีกๆๆๆๆ ก็อย่างที่เรียกร้องอยู่ทุกวันนี้ไงครับ เขาก็ฆ่าแล้วฆ่าอีก ตามล้างตามเช็ดอยู่นี่ไง

เขาเรียกร้องให้หยุดฆ่า และรับผิดชอบกับการฆ่า นั่นคือเรื่องพื้นๆที่สุด ก็เห็นอยู่ว่ายังไม่หยุดจนกว่าเราจะยอม แล้วใครจะยอม (นอกจากอ.สมศักดิ์คนเดียวละมัง.)

คนกทม. wrote:punkunl

คนกทม. wrote:
punkunl wrote:
ไม่ใช่นักวิชาการ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นซักหน่อยในฐานะคนไทย ในขณะที่ หลายฝ่ายตำหนิ จตุพร และแกนนำที่ พยายามร้องหาความเป็นธรรมให้ศพที่ตายเมื่อวันที่ 10 ว่าเป็นการอ้างจอมปลอม ทำไมไม่มองในมุมกลับว่า นั้นคือสิ่งที่มวลชนต้องการ การที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมมากมายขนาดนั้น ก็เพราะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ความเป็นธรรมที่ทักษิณต้องเป็นนายกตลอดกาลอย่างนั้นหรือ....

ผูกสังคมไทย คนไทยที่เรียกร้องความเป็นธรรมขั้นพี้นฐานคือการเลือกตั้งอยู่กับทักษิณ ทำไมถึงดูถูกความคิดตัวเองขนาดนั้นเล่า เมื่อมากคนก็มากความคิด แต่สิ่งที่ควบคุมให้สังคมมีความสงบอยู่ได้คือกฏหมาย แต่กลับเป็นกฏหมาย 2 มาตรฐาน ต่อให้ไม่มีชื่อทักษิณอยู่ในโลกนี้ คิดหรือว่า ปัญหานี้จะไม่เกิด ตัวละคนอาจจะเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

ก็ทิ่มไปที่อำนาจทางเศรษฐกิจขอ

ก็ทิ่มไปที่อำนาจทางเศรษฐกิจของกรุงเทพสิ อำนาจทางเศรษฐกิจกระจาย อำนาจทางสังคมก็ต้องกระจายตามโดยปริยาย

แยกไทยเหนือใต้

แยกไทยเหนือใต้ อาจมีโอกาสนะ...
อ.นิธิ บอกว่าเหนือไม่มีทางออกทะเล....เห็นนิติภูมิ นวรัตน์เอ่ยถึง "แม่ฮ่องสอนมีทะเล" มีโครงการทะลุขุนยวมออกทางพม่า แต่เจ้าของ Project คือประชาวิบัติ พอรู้ว่าหลายฝ่ายอยาก..มันอาจหยุดก็ได้

ยังไม่พร้อมจะแยกหรอก

ยังไม่พร้อมจะแยกหรอก แค่กระจายความเจริญ กระจายรายได้ก่อนก็พอแล้ว

We should pay attention to

We should pay attention to the issue of changes in Thailand's rural society. It is the "fundamental" change, the basis of the rising politicization of the mass base of the Red movement.
I think Nidhi explains the change very well (and why the NGOs fail miserably because they don't understand or try to deny the changes). It is not "poor" VS rich. It is about the new condition of rural society that leads to its demand for a fair share of political power.

I agree with Thongchai.

I agree with Thongchai.

I agree with Thongchai.

I agree with Thongchai.

ครับประเด็นที่คุณธรรมเทพแย้ง

ครับประเด็นที่คุณธรรมเทพแย้ง เป็นเหตุเป็นผลระดับหนึ่ง แต่ผมเชื่อลึกๆว่าทั้งหมดเป็นแค่ข้ออ้าง? เพื่อความชอบธรรมในแบบที่ไม่สมเหตุสมผลจนไม่ได้ความชอบธรรมจริงๆไป แต่เงื่อนไขคือ วิธีการแบบนั้นมันกำลังจะทำให้มันยิ่งโดดเดี่ยวความชอบธรรมเพราะเดินเข้าไปในในกับดักการดีสเครดิตร ความชอบธรรมม็อบแดง

เพราะข้อจำกัดของเวทีวงดนตรีร็อคหมาย่ำหาดไงครับ? คือเมื่อมันพีคสุดแล้วคุณยังจะตะบี้ตะบันแหกปากต่อ แถมแหกปากเสียงดังขึ้นๆๆ(ยกระดับการเคลื่อนไหวให้หนักขึ้นกระทบตัวประกันบริสุทธิมากขึ้นๆๆ) โดยที่ คนฟังส่วนที่เขาชอบฟังลิเก (กระแสชนชั้นกลางในเมืองกรุงส่วนใหญ่) เริ่มเอือมระอา แม้แต่คนที่ฟหังเพราะตอนแรกมันก็เริ่มจะเป็นการหนวกหูแล้ว มันเลยไปเข้าทางคนที่เขาอยากล้อมปราบเพราะกระแสหรือความชอบธรรมมันเริ่มจะไปไม่ได้แล้ว?

แถมเงื่อนไขการต่อรองแบบผีเข้าผีออก ไม่มีเอกภาพ มันเข้าทางเขาทั้งนั้น? นั้นคือเดินเข้าสู่จุดซุ่มยิงทางยุทธศาสตร์ นั้นคือคิลลิ่งโซน ด้วยการไต่บันไดหนีไฟยกระดับการเคลื่อนไหว พอมันไปสุดแล้ว ที่นี้ก็คือเป้า??? หมดสิทธิต่อรองอะไรเลย? เพราะมันจะถูกบลัฟจากนักฉวยโอกาสที่ใครพลาดเข้าทางทีนกู ด้วยวิธีการแบบนั้นว่าคุณไม่เอาอะไรเลยทั้งที่ เขาไม่เคยจริงใจที่จะให้อะไรเลยต่างหาก?(มุกสับขาหลอกเคาะกะลาให้หมาดีใจเล่นๆเพื่อให้เข้าเขตวุ่มยิงด้วยสไนนืเปอรืทางยุทธศาสตร์) แต่จังหว่ะและเงื่อนไขการต่อรองของแดงไม่ดี?

และเป็นเงื่อนไขที่ไม่มีเอกภาพ? จนถึงติดยึดผลปนระโยชน์เชิงตัวบุคคล เกินไป ทำให้ท่าทีแกนนำไม่เป็นเอกภาพ บวกกับที่มั่นตรงนั้นมันหมดมุกแล้ว? ยิ่งเล่นต่อยิ่งเสีย และจะยิ่งเอามาต่อรองไม่ได้?

มันจึงจะสร้างเงื่อนไขอื่นตามมาเช่นนอกจากที่จะถามหาความรับผิดชอบในเหตุการณ์วันที่10ไม่ได้แล้ว เพราะอำนาจต่อรองตรงนั้นมันต่ำแล้ว? มันหมดความชอบธรรมแล้ว ยิ่งจะดันทุรังมันจึงยิ่งจะเสียหายทุกที่มั่นอื่นๆที่สำคัญกว่านั้น เช่นที่ผมคาดการณ์ว่าแดงอาจจะเปลี่ยนที่มั่นใหม่ไปท่าเรือ(แต่ผมไม่เห็นด้วยหรือสนับสนุนน่ะ)

แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าแดงน่าจะเอาแค่คืบหรือศอก อย่าพึ่งหวังถึงชัยชนะแบบถึงหัวถึงทั้งตัวคือกำชัยชนะเลย มันเป็นไปไม่ได้? แต่เงื่อนไขสำคัญคือที่พวกคุณ,ลูกพี่คุณลงทุนมาขนาดนี้ จะให้กลับมือเปล่?า หรือลุกพี่ตัวเองไม่ได้อะไรเลยตอนนี้? คืบหรือศอกจึงไม่ได้ทั้งนั้นเงื่อนไขคือต้องได้ทั้งหัวและตัว

ไม่งั้นลูกพี่จะลงทุนเปล่าเสียเปล่า?(ผมว่านี่คือตัวแปรที่บังคับให้แดงท้องแตกตายอีกรอบ) แม้ตัวเอง(แกนนำ)จะหาทางลงได้ นี่ไงครับที่ผมว่าแกนนำไม่ได้มีความเป็นเอกภาพและตัดสินใจได้เองในการนำ? เพราะโครงสร้างการออกแบบการนำม็อบไม่ได้ขึ้นอยู่กับแกนนำแดงที่ราชประสงค์? นั้นคือเหตุผลหนึ่งที่ท่านวีระฯ ออกมาจากม็อบ เพราะ เงื่อนไขทางโครงสร้างการนำม็อบไม่มีเอกภาพ???

จุดอ่อนตรงนี้ไงครับ? คือต้องพักรบก่อนเก็บแต้มเท่าที่ได้ก่อน? แล้ว หาที่มั่นที่ดีกว่าราชประสงค์ เพื่อให้เล่นต่อได้? แล้วยังจะแสวงหาความชอบธรรมให้ไปต่อได้? ไม่ใช่ไปพลีชีพเข้าเขตซุ่มยิงแบบนั้นยังจะดันทุรังเข้าไปล่อเป้าแบบแมงเม่าบินเข้ากองไฟ แม้บางคนบอกว่ายืดเยื้อไปทำไม? แต่จบแบบที่แดงโดนต้อนเข้าคอกหรือถูกเชือดไก่แบบนี้ฝ่ายปชต.จะตกเป็นเบี้ยล่างอีกเยอะมากเสียหายมาก?

เพราะเงื่อนไขคือแกนนำแดงรีบเก็บเกี่ยวเกินไป? จนเป็นการที่เสียหายแบบซูชก ท้องแตกตายแล้วยังสร้างกรณีเชือดไก่ให้ลิงดู ต่อเนื้อหาการต่อสู้จริงๆของฝ่ายปชต.ที่ยังเหลืออยู่? การที่บอกว่ายืดเยื้อทำไม มันคือเงื่อนไขของวิธีการต้อสู้แบบนั้นรต่างหากไม่ควรยืดเยื้อ แต่การต่อรองแบบปชต. ไม่มีคำว่ายืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อเพราะมันเล่นได้ตลอดแบบในกติกาแบบปชต. ถ้าเรายังยึดมั่นว่าเราจะปกครองในระบอบปชต.

เพราะเนื้อหาตรงนี้มันยังคือหน้าที่ฝ่ายปชต.ตราบใดที่เขายังเมินเฉยหน้าด้านตอกย้ำไล่ขย้ำไล่ล่าอย่างย่ามใจ โดยที่ไม่คิดจะปรับเข้าหาปชตเลย

เพราะการต่อรองที่ถูกภายใต้กติกาแบบปชต.มันก็ยังมีลานกว้างอื่นๆ ที่ชอบธรรมแบบปชต.ให้ได้เคลื่อนไหวอย่างชอบธรรมอยู่ ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือสร้างเงื่อนไขแบบนี้ นั้นคือปรับเข้าหาความชอบธรรมในการ"ต่อรอง"ที่ถูกต้อง ในแบบที่ไม่ต้อง"ต่อสู้" บนฐานกำลังหนุนที่ความชอบธรรมในเนื้อหา ไม่ใช่ด้วยความบ้ามาข่มขู่กดดันแล้วเอาปชชเอาปชตมาเป็นตัวประกันแบบอนาธิปไตยอย่างนี้ เพราะมองต้นแบบที่เสียหายแบบพธม.ที่คือการเคลื่อนไหวทางปชต.ที่ไร้วุฒิภาวะมันคือตัวอย่างที่เลวเลียนแบบทำไม?

เนื้องจากมองแค่เป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการที่ถูกต้อง แม้บางที่เงื่อนไขการต่อรองอาจจะต้องใช้การยกระดับเพื่อเพิ่มแรงกดดัน แต่เมื่อดันไปแล้ว มันหัวชนฝาหรือไม่ ต้องประเมินให้เป็นมองให้ออก? เช่นที่มั่นราชประสงค์ตอนนั้น สิ่งที่ควรจะทำคือปรับ ลงมา เพื่อให้ไปต่อไม่ใช่พลีชีพด้วยการเอาหัวชนฝาตายในที่มั่นเดียวแบบนั้น

นี่ไงคำคือคำเตือนที่ผมบอกว่าที่มั่นราชประสงค์มันสุดแล้ว?พอได้แล้ว? เอาเท่าที่เอาได้? สะสมไว้ ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย?แบบตอนนี้ แถมหมดสิทธิเล่นต่อเลยท้องแตกตายแล้วแบบชูชกไง? สงกรานต์เดือดเตือนไว้อย่างไรวันนี้ก็กลับมาหาที่ตายที่เดิมไหม? เพราะดื้อใช่ไหมหรือเพราเชื่อในตัวแปรอะไรที่ไม่ใช่แนวทาง"เพื่อใคร"ที่ไม่ใช่"เพื่อไทย"หรือ"เพื่อปชต."เช่นกันหรือเปล่า??

ธงชัย วินิจกุล

ธงชัย วินิจกุล นี่ฝรั่งเหรอ
แปลหน่อยสิครับ ผมภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง

คุณอะตอม
ส่วนใหญ่ ม็อบเองก็หาทางลง แต่จะลงหรือกลับไปมือเปล่าอย่างที่จตุพรว่าก็คงไม่ได้
เห็นอยู่ว่าขนาดแกนนำประกาศมอบตัวแล้ว ม็อบมีปฏิกิริยาอย่างไร
ผมเองเคยพูดให้ความเห็นไว้บ้างแล้วว่า ม็อบควรประกาศให้ชัดเจนในกรอบการเรียกร้อง เช่น กรอบเวลาที่แน่นอน สองเดือนสามเดือน ร้อยวันอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมที่ล้ำเส้นจากการชุมนุมโดยสงบ คือไม่ใช่ลานโล่ง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่จัดให้ แม้ไม่ใช่การบุกยึดสนามบินหรือปิดล้อมทำเนียบ แต่ก็บนท้องถนนที่สร้างความกดดันให้ทั้งผู้ชุมนุมและรัฐบาลและชาวบ้านเอง ด้วยความคิดเช่นใดผมก็ไม่แน่ชัด คือวางแผนไว้ก่อนหรือเป็นไปตามเงื่อนปัจจัยเป็นด้านหลัก
อย่างไรก็ตาม การต่อรองในระยะแรกก็คือกรอบการยุบสภาอยู่ ยังไม่ได้ยืดหยุ่นเท่าตอนหลัง เช่นเดียวกับรัฐบาลที่ยังไม่ได้เสนอแผนปรองดอง
แต่ทีนี้พอเกิด 10 เมษา เงื่อนไขทั้งหมดเปลี่ยนไป เขาชุมนุมโดยสงบโดนปราบและเสียชีวิตกัน การชุมนุมที่ราชประสงค์ดูจะมีความชอบธรรมที่พออ้างได้ ว่าหนึ่ง ต้องยุบสภาโดยไม่มีเงื่อนไข หรือทั้งสองคือต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะนปช.ก็อยากหาทางลงและรู้แน่ว่าเขาต้องเข้ากระชับพื้นที่ แต่จะให้ทำอย่างไรละครับ การอ้างแบบอาจารย์สมศักดิ์ ก็คือต้องกลัวการปราบแบบขี้หดตดหาย ยอมเลิกเสีย แต่สิ่งที่เขาเรียกร้อง ทั้งการยุบสภา ในนัยยะของสัญญาประชาคมยังไม่ได้ คือได้แบบข่าวโคมลอยให้เราตีความแบบบัญญัติไตรยางค์เอาว่า ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้น ทั้งนายกฯเองก็บอกเงื่อนไขอีกร้อยแปด เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม หรือสถานการณ์ทางการเมือง เช่น ถ้าไม่มีการปรองดอง เพื่อไทยไปใต้ไม่ได้ นายกฯไปหาเสียงภาคเหนือไม่ได้ ถ้ายังมีการต่อต้าน ถือป้ายไล่รัฐบาลก็ถือว่าเงื่อนไขกรอบการยุบสภาเป็นอันหยุดลง ทั้งๆที่การประกาศกรอบการยุบสภา ก็คือความเป็นไปได้ทั้งสิ้นต่อให้ไม่มีกรณีใดๆเกิดขึ้น ก็คือความเป็นไปได้ในการเป็นรัฐบาลก็คือการยุบสภา พร้อมก็คืออาจจะไม่พร้อม แต่ขณะเดียวกันที่นายกฯบอกว่านอกจากนี้ยังมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา เหตุผลอย่างนั้นจะเอามาเป็น กรอบการยุบสภาทำไม สิ่งที่นายกฯต้องยืนยันก็คือ กรอบที่แน่นอน และต้องทำไปให้ได้ก่อน ไม่ใช่อ้างฝ่ายนั่นฝ่ายนี่ ซึ่งนั่นเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่กรอบการปรองดองหรือยุบสภาได้หรือไม่ แต่ขณะเดียวกัน กรอบการยุบสภาทั้งหมดมาลงที่เงื่อนไข การยุติการชุมนุม โดยทันที โดยที่กรอบการยุบสภาก็ยังไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำลวง ให้นปช.ยุติการชุมนุม ความรับผิดชอบก็ยังไม่ชัด การยุบหรือไม่ยุบสภานก็ยังไม่เกิดหรือยืนยันได้ แล้วนปช.ก็ต้องยอม
ผมว่าประเด็นมันก็อยู่ที่ ฟางเส้นสุดท้าย คือการเข้ามอบตัวของนายสุเทพ มองคนละมุมกันไป แต่มันก็เป็นจุดสำคัญ หัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าตรงนี้ชัดเจน ทุกอย่างก็จบ ถ้านั่นคือการเริ่มแผนปรองดอง นายกฯก็ต้องลงมาถกรายละเอียด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเจรจาหาทางลง ซึ่งนปช.ก็อยากลงเต็มแก่ จะเห็นได้ว่ามีการยื้อ โดยเสธ.แดง การถอย โดยคุณวีระ และการยอมเจรจาโดยแกนนำ
เรื่องมันนิดเดียวครับ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่โดยเงื่อนไขต่างๆนานามันไปโทษใครก็ไม่ได้ เรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว
และการนำไปสู่มาตรการปรองดอง มันก็เท่ากับว่าล้มเหลว โดยอะไรบ้างก็เห็นโดยต่อมา ไม่ว่าจะการแต่งตั้งโดยนายกฯซึ่งเป็นคู่กรณี การไม่ยกเลิกพรก. การจับกุมคุมขัง กวาดล้าง อายัด ปิดหูปิดตา ประโคมโหมข่าว มันได้แยก"พระเอก"ที่ดีแสนดีทำอะไรก็ไม่ผิด ออกจาก"ผู้ร้าย"ที่เลวแสนเลวทำอะไรก็ผิดหมดไว้ในนามนั้นหมดแล้ว
ครึ่งต่อครึ่ง เลวกับดี ไม่รู้จะพูดอะไรอีก หลังจากนี้ ที่เหลือคือการเยียวยาหาพวก ผนวกกำลังและเดินกันคนละสีคนละสาย ยุติธรรมไม่มีสามัคคีก็ไม่เกิด ก็เห็นจะมีเท่านี้เอง ครับ.

ธรรมเทพ wrote:"10 เมษา เอาไง"

ธรรมเทพ wrote:
"10 เมษา เอาไง" ก็คือ"ความรับผิดชอบ"ที่นปช.เรียกร้องไงครับ

แต่การชุมนุมต่อไม่ใช่การไม่เห็นค่าของชีวิต "10 เมษา เอาไง" ตรงข้าม การยุติการชุมนุมก็ไม่ได้แปลตรงว่าได้เห็นค่าชีวิต
เพราะเขาชุมนุมต่อเพื่อเรียกร้องให้เห็นค่าของชีวิตคน ไม่ได้บอกว่าให้มาฆ่าอีก แม้จะพูดว่าพร้อมจะให้มาฆ่า ผิดหรือ จะบอกว่ารัฐบาลโหดรู้ๆอยู่ยังไงก็ต้องปราบปรามอีก แล้วที่เขาปราบปรามไปแล้วให้เพิกเฉยเสีย ไม่เรียกร้องอย่างนั้นหรือ


ไม่รุ้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
แต่รวมๆเรียกว่า เบื่อ กับคนทีเรียบเรียงเหตุผลเองยังไม่สามารถทำได้

"ไม่ได้บอกว่าให้มาฆ่าอีก" แต่ "แม้จะพูดว่าพร้อมจะให้มาฆ่า" ?
เขียนแค่ประโยคติดกัน ก็ขัดกันเองแล้ว
(อันที่จริง เป็น fact ที่ว่า มานิตย์ แกนนำฮาร์ดคอร์คนหนึ่ง พูดเลยว่า "อยากฆ่าก็ฆ่า" จตุพรเองก็พูด พวกฮาร์ดคอร์ คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน ผมยกมาบ่อยจนขี้เกียจ quote ซ้ำแล้ว)

ความจริง แค่การพูดอย่างนี้ ก็สะท้อนลักษณะ ไม่เห็นคุณค่าชีวิต(คนอื่น)แล้ว

"การชุมนุมต่อไม่ใช่การไม่เห็นค่าของชีวิต "10 เมษา เอาไง" ตรงข้าม การยุติการชุมนุมก็ไม่ได้แปลตรงว่าได้เห็นค่าชีวิต"

ยุติการชุมนุม เพื่อหลีกเลี่ยงการตายเพิ่มขึ้นอีก (และนี่คือข้อเสนอของวีระ อดิศร จรัล ฯลฯ เอง) "ไม่ได้แปลว่าเห็นค่าชีวิต"????

ไม่ต้องการให้ตายเพิ่มขึ้นอีก เพราะเห็นค่าของชีวิตว่า ที่ตายไปแล้ว มากพอแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่ มีค่ามากเกินกว่าจะมาตายเพิ่มอีก
ถ้าคิดจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้ที่ตายไแล้วจริง (แต่ดังที่เขียนมายืดยาวข้างต้นว่า นี่เป็นเพียงข้ออ้างที่เพิ่งเสนอขึั้นมา "ยึกยัก" เท่านั้น) ก็ควรหาวิธีอื่น ที่ไม่ต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก

แต่คนที่ชุมนุมต่อ ทั้งยังประกาศให้มาฆ่า และรู้ดีว่าจะมีการฆ่า กลับบอกว่า "ไม่ใช่การไม่เห็นค่าของชีวิต"

เฮ้อ ตรรกะวิปริตจริงๆคุณนี

หัดไปเรียบเรียง คิดให้หนักกว่านี้หน่อยเถอะ ก่อนจะเขียนอะไรมา

Thongchai Winichakul wrote:We

Thongchai Winichakul wrote:
We should pay attention to the issue of changes in Thailand's rural society. It is the "fundamental" change, the basis of the rising politicization of the mass base of the Red movement.
I think Nidhi explains the change very well (and why the NGOs fail miserably because they don't understand or try to deny the changes). It is not "poor" VS rich. It is about the new condition of rural society that leads to its demand for a fair share of political power.

วิธีอธิบายความขัดแย้งในไม่กี่ปีนี้ โดยเชือ่มโยงกับความเปลี่ยนแปลงในต่างจังหวัด-ชนบทของไทย ความจริง ก็ดีอยู่ แต่มีข้อจำกัด คื้อ

1. ลำพังเรื่องความเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว บอกไม่ได้ว่า ทำไมจึงนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ปะทุตอนนี้ อันที่จริง ในเชิง methodology (ทีธงชัยชอบพูดถึง) การให้คำอธิบายที่มีลักษณะ อะไรๆก็ต้อง "เชื่อมโยง" เข้ากับ "ฐานเศรษฐกิจ-สังคม" ออกจะ"เชย" สะท้อนลักษณะที่ไม่ให้ความสำคัญในลักษณะ "relative autonomy" ของปริมณฑลการเมือง - ความขัดแย้งระหว่าง "อำนาจ" 2 แบบ คืออำนาจที่วางบนพื้นฐานการเลือกตั้่ง กับอำนาจที่วางอยู่บนพื้นฐาน หรือล้อมรอบ สถาบันกษัตริย์

แน่นอน เรื่องนี้ (การขัดแย้งปะทะ ระหว่างอำนาจสองแบบ) ที่นักวิชาการอย่างนิธิ ไม่อธิบาย ทีสำคัญส่วนส่วนหนึ่ง เพราะการที่ชอบหลีกเลี่ยง การอธิบายอะไรที่จะแตะต้องสถาบันกษัตริย์ด้วย

2. ประเด็นที่เพิ่งพูด นำมาสู่ประเด็นเรื่อง "การเมืองของการอธิบาย" ด้วย นอกจากประเด็นเรื่องสถาบ้ันแล้ว ทีสำคัญคือ ประเด็นเรือ่ง ทักษิณ นั่นแหละ

คำอธิบายอย่างนิธิ ทำให้รู้สึก confortable กับตัวนิธิเอง และกับตัวนักวิชาการจำนวนมากที่ตะขิดตะขวงจะ "ใส่" ปัจจัยเรือ่งทักษิณเข้ามาในการเกิดขึ้นของเสื้อแดง (เพราะถ้าใส่ แล้วจะสนับสนุน ก็จะตะขิดตะขวงใจ เพราะนิธิ ไปประกาศเสียเยอะว่าทักษิณ อันตรายยิ่งกว่าสฤษดิ์ เสียอีก คนที่ อันตรายกว่า สฤษดิ์ จะมาเป็นปัจจัยในการทำให้เกิดขบวนการมวลชนอย่างนี้ได้อย่างไร - ฮา)

ความจริงคือ "ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม" ที่พูดๆกันนั้น นำไปสู่การระดมจัดตั้ง กันเอง ของชาวชนบท มาเป็นขบวนการเสื้อแดงหรือ? เปล่าเลย ความจริงคือ ขบวนการเสื้อแดง (ไม่ว่าจะกล่าวว่า มี "ฐาน" ในเชิงเศรษฐกิจอย่างไร) เป็นขบวนการที่ถูกระดมจัดตั้งโดย (สิ่งที่ผมขอเรียกว่า) เครือข่ายทักษิณ-เพื่อไทย (mobilized and organized by Thaksin-Phua Thai networks)

มี "ขบวนการชนบท"ที่ independent of "เครือข่ายทักษิณ-เพื่อไทย" หรือ ตอนนี้? ที่มี "ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทีว่าน่ะ?

ผมนำข้อความที่ผมแย้งธงชัย

ผมนำข้อความที่ผมแย้งธงชัย ไปต้งเป็นกระทู้เพิ่มเติมที่บอร์ด ฟ้าเดียวกัน (คนเหมือนกัน) ใครสนใจ ตามไปอ่านได้ (ต้องใช้ proxy)

http://thailiberal.com/index.php?showtopic=48793

อาจารย์สมศักดิ์ ก็นึกแล้วว่าต

อาจารย์สมศักดิ์
ก็นึกแล้วว่าต้องออกมาแบบนี้ นี่แหละคือสไตล์อาจารย์สมศักดิ์ล่ะ
ไอ้ที่เค้าเรียกร้องว่า ไม่ได้บอกให้มาฆ่าอีก ก็คือ แม้จะพูดว่าพร้อมจะให้มาฆ่าก็ตาม นั่นคือ
คุณ มึง ท่าน ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตกันบ้างเลยหรือ

ชีวิตคนไม่ใช่ผักปลา แต่ไอ้การที่คนจะมาฆ่า หรือยังไงก็ต้องฆ่านี่ มองเห็นตรงนี้ไหม
มันไม่มีใครคิดหรอกว่าพวกจะมาฆ่า ถ้าเห็นกับยังไงก็ยอมให้ฆ่า ซึ่งเป็นวาทกรรมเรียกร้อง
ตรรกะบรรลัยน่ะคือตรรกะแบบอาจารย์สมศักดิ์
เพราะคนไม่ใช่ผักปลา

แต่ถ้าความโหดเหี้ยมแบบ 10 เมษา มันคือตรรกะของความโหดเหี้ยม มรึงก็ต้องหยุด
และนั่นคือสิ่งที่เขาเรียกร้อง
แม้ชีวิตเขายอมพลี แต่พวกไม่เห็นค่าชีวิตคือพวกที่เหลือประเมินประมาณ
เพราะคิดว่ายังไงก็ต้องฆ่า แบบที่อาจารย์สมศักดิ์หรือใครๆคิด

คือไม่เห็นคุณค่าของชีวิต แต่พวกที่ประกาศว่าพร้อมยอมพลีแม้ชีวิต คือพวกที่เห็นค่าชีวิตสูงส่งเหนือกว่าอื่นใด
การเรียกร้องว่าให้หยุดฆ่ามันจึงไม่มีความหมายอื่นใด
นอกจากหยุดฆ่า

แต่พวกที่เห็นการฆ่า 10 เมษา แล้วกระทำการฆ่าต่อ ก็คือพวกไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
แต่เป็นพวกขี้แพ้และยอมให้กับความโหดเหี้ยมอำมหิตแบบสมยอม
แม้มรึงจะมาฆ่าก็ยอม ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือใครจะเห็นคุณค่าของชีวิต

พวกไม่เห็นคุณค่าของชีวิตก็คือพวกที่เรียกร้องให้ยอมแพ้ และพวกที่ฆ่า
ไม่ใช่พวกที่ถูกฆ่า โว้ย แบบอาจารย์สมศักดิ์พูดเป็นหนังการ์ตูน และไม่ยอมรับผิดชอบใดๆแม้กระทั่งชีวิต(ที่ถูกฆ่าไปแล้ว)นั่นแหละ

น่าเบื่อ มันไม่เหมือนกับไอ้น่าชังหรอก...

ไม่ทราบว่านี่เป็น "สไตล์"

ไม่ทราบว่านี่เป็น "สไตล์" ของคุณหรือเปล่านะ คือ เขียนกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถนำเสนอประเด็นได้จริงๆ

เพราะความจริงคือ การตัดสินใจวันที่ 10 - 11 พค. ที่ไม่ยอมสลาย ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีการปราบ (และเป็นสิ่งที่ วีระ จรัล ฯลฯ ก็เสนอ บนพื้นฐานว่า ถ้าไม่สลายจะมีการปราบ) นั่นคือ การไม่เห็นแก่ชีวิตคนร่วมชุมนุมนั่นแหละ

ปฏิเสธยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ ต่อให้อ้างว่า "เพื่อความเป็นธรรมกับ 10 เมษา"

เพราะ ถ้าบอกว่า เพื่อความเป็นธรรมกับคนตาย แต่ใช้่วิธีที่รู้แน่ๆว่าจะมีคนตายเพิ่มอีก แสดงว่า ถ้าไมใช่สติไม่ดี ก็ต้อง ไม่เห็นแก่ชีวิตคนแล้ว คือยินดีให้คนตายเพิ่มอีก โดยที่รู้ตัว่า ไม่สามารถจะได้ความเป็นธรรมกับคนที่ตายไปแล้วด้วยวิธีนี้ด้วย

(อันที่จริง ดังที่ชี้ให้เห็นข้างต้นว่า ตลอด 1 เดือน ระหว่าง 10 เมษา ถึง 10 พค. ก็ไม่เคยเสนอข้อเรียกร้องเรื่องสุเทพ เลย มีข้อเรียกร้องเดียว เรื่อง ยุบสภา เท่านั้น พอจะมีการตกลงกันได้ กลับยื่นข้อเรียกร้องนี้ขึ้นมา อย่างนี้ พูดอย่างเกรงใจก็ว่า ยึกยัก พูดแบบเกรงใจ ก็ว่า หากินกับศพ)

และหลังจากมีคนตาย ในจำนวนที่เกือบเท่ากับ 10 เมษา (ช่วง 15 พค.) ก็ยังไม่สลายอีก กินปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าสบายๆ ขณะคนตายเป็นใบไม้ร่วง รอบตัว

อย่างนี้ เถียงยังไงก็เถียงไม่ได้หรอก เรื่องไม่แคร์ต่อชีวิตคนร่วมชุมนุมเองน่ะ

มีแต่คนที่สมองคิดอะไรไม่ค่อยปะติดปะตอ่แบบคุณนั่นแหละ จึงพยายามหาทางอธิบายเป็นอย่างอื่น

ปัญญาอ่อนหรือเปล่าวะ ไอ้ข้อเร

ปัญญาอ่อนหรือเปล่าวะ
ไอ้ข้อเรียกร้องเรื่องสุเทพ มันก็ไม่เคยมีอยู่ก่อนแล้วสิ เพราะมันยังไม่มีการฆ่านี่
พูดมาได้งัยว่า เมื่อก่อนเรียกร้องแต่เรื่องยุบสภา ไม่เคยมีเรื่องสุเทพ
เงื่อนไขการยุบสภา ไม่ได้เรียกร้องให้มาฆ่า แต่เมื่อมีการฆ่า เงื่อนไขก็เปลี่ยนไปก็เรียกร้องให้สุเทพมอบตัวกับตำรวจ
คือให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกฆ่า

อันที่จริงเรื่อง การเห็นคุณค่าของชีวิต กับการกลัวตาย มันคนละเรื่องกัน
พอเขาฆ่าเสร็จ ก็ต้องเลิกการชุมนุม กลับไปตั้งหลัก ถนอมมวลชน เห็นแก่ชีวิต (ป้าดโธ่) พอตั้งหลักได้แล้ว มาเรียกร้องใหม่
มาทำไม เรียกร้องอะไร เรียกร้องให้ยุบ ยุบอะไร อ่า เอ่อ อื่อ อ่า..ยุบ หนอพองหนอ
อ่อ แล้วไป
เพราะถ้าขืนบอกว่ายุบสภา ก็โดนอีก มรึง..จะเอาอีกไหม
เพราะฉะนั้นคนที่มองแบบมิติของสมศักดิ์ ก็คือพวกที่แม้จะไม่สนับสนุนรัฐบาลทรราชย์ ก็คือพวกที่ยอมศิโรราบ ด้วยคำขู่ และปรากฏให้เห็นในการกระทำด้วยการฆ่า
คนที่ฆ่าคือรัฐบาลเป็นผู้ออกคำสั่ง คนที่เรียกร้อง ถึงเขาจะพูดว่าให้มาฆ่าได้เลย รู้ว่าต้องมีการปราบ แต่ใครล่ะปราบ ใครล่ะฆ่า แล้วใครล่ะจะยอม ก็พวกโหดเหี้ยมอำมหิตที่เห็นชอบกับการฆ่า หรือไม่ก็ขี้หดตดหาย
ต่อเมื่อรัฐบาลกระชับพื้นที่จริงๆแล้ว เขาทนไม่ได้แล้ว เห็นแก่ชีวิตแล้ว เขาก็ยุติ แต่ถามว่าใครไม่เห็นคุณค่าของชีวิต คนฆ่าหรือคนถูกฆ่า
สิ่งสำคัญก็คือคนแบบอาจารย์สมศักดิ์ ยอมเพราะเขาขู่ด้วยการฆ่า แต่คนที่พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย กลับมีคนมองไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
ระหว่างคนฆ่ากับคนถูกฆ่าใครผิด ถามกันในนามชีวิต
ไม่ว่าจะโดยแง่นี้หรือแง่ไหน เขาก็กดทับเราไว้ด้วยนามของการฆ่า แล้วคุณบอกจะให้กลับไปเรียกร้องใหม่ ก็ขนาดชีวิตเขายังไม่ไว้ แล้วยังคิดจะหือ...มาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในเรื่องชีวิตที่สูญเสียไป สุดท้ายคุณก็ถูกฆ่าอีกนั่นแหละ

นั่นคือการเห็นนัยยะคุณค่าชีวิตแบบต่างกันระหว่างผมกับคุณ.

ธรรมเทพ

ธรรมเทพ wrote:
ปัญญาอ่อนหรือเปล่าวะ
ไอ้ข้อเรียกร้องเรื่องสุเทพ มันก็ไม่เคยมีอยู่ก่อนแล้วสิ เพราะมันยังไม่มีการฆ่านี่
พูดมาได้งัยว่า เมื่อก่อนเรียกร้องแต่เรื่องยุบสภา ไม่เคยมีเรื่องสุเทพ
เงื่อนไขการยุบสภา ไม่ได้เรียกร้องให้มาฆ่า แต่เมื่อมีการฆ่า เงื่อนไขก็เปลี่ยนไปก็เรียกร้องให้สุเทพมอบตัวกับตำรวจ
คือให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกฆ่า

จะเถียงคนอื่น ควรอ่านทีคนอื่นเขาเขียนก่อนนะครับ
ไม่งัน ก็แสดงความปัญญาอ่อนออมา (แล้วยังไม่รู้ตัวอีก)

ผมเขียนไว้ไม่รู้กี่ครั้ง (เลื่อนขึ้นไปดูก็ได้) ว่า ระหว่าง 10 เมษา ถึง 10 พค.
10 เมษา นี่ "ยังไม่มีการฆ่า" หรือครับ?

ปัญญาอ่อนแน่ๆ

เอ้า สรุปให้อีกที

หลังจากกรณี 10 เมษา ถึง วันที่ 10-11 พค. ที่ ฮาร์ดคอร์ ออกมาปฏิเสธยุติการชุมนุม โดยอ้างเรื่อง สุเทพ(คือกรณี 10 เมษา)ขึ้นมา ในระหว่าง 1 เดือนนี้ ไม่เคยมีการตั้งเรื่องสุเทพ หรือเรื่องคนตาย 10 เมษา เป็นเงื่อนไข ในการชุมนุมอย่างเป็นทางการเลย รวมทั้งในระหว่างการเจาจา(ลับ)ระหว่างวีระ ฯลฯ กับตัวแทนรัฐบาล

แต่แล้ว พอมีการตกลงกันออกมาได้ว่า จะมีเลือกต้ง 14 พย. บรรดาฮาร์ดคอร์ จู่ๆ ก็ยกเรื่อง "แล้วคนตาย 10 เมษา เอาไง" ขึ้นมา

(ถ้าข้ออ้างในการไม่เลิกชุมนุม ช่วง 10 พค.นี เป็นข้ออ้างจริงใจ จริงๆ ทำไม ในช่วง 1 เดือน ระหว่าง 10 เมษา ถึง 10 พค. ไม่มีการยกเรื่องนี้? เพ่ิงมายก ตอนที่แกนนำอย่างวีระ ฯลฯ เจรจา ได้เรื่องวันที่ 14 พย. มา จะยุติการชุมนุมแล้ว จึงค่อยยก? และอย่างที่บอกว่า มีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้น จึงคิดว่า การชุมนุมต่อ จะทำให้ได้ ความยุติธรรมกับคนตาย 10 เมษา มีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้น ที่จะคิดว่า การเสี่ยงให้มีการตายมากขึ้นจะนำมาซึ่งความยุติธรรมกับคนที่ตายไปแล้ว)

นี่คือ การ จู่ๆ ยกขึ้นมา เป็นข้ออ้างสำหรับไม่เลิกชุมนุม

คงไม่ปัญญาอ่อนขนาดอ่านไม่รู้เรื่องอีกนะ

เมื่อมีการฆ่า 10 เมษา

เมื่อมีการฆ่า 10 เมษา มันมีการเรียกร้อง จากกรอบยุบสภากี่เดือนๆก็แล้วแต่ เป็นต้องยุบสภาเลยทันทีอย่างเดียวเท่านั้น อะไรทำนองนี้ เพราะเงื่อนไขมันเปลี่ยนไป แต่เมื่อรัฐบาลก็ืยืนกรานว่าจะมาข่มขู่ให้ยบสภาไม่ได้ และล้มกรอบการยุบสภาไปแล้ว (ประเด็นกรอบการยุบสภาถ้าพูดสั้นๆในที่นี้คือถ้าโลกไม่แตกเสียก่อนการยุบสภาก็มีได้เท่านั้นเอง) และเริ่มกระชับพื้นที่ มันก็หาทางลงกัน ประเด็นหนึ่งก็คือการเจรจา ท้ายๆแล้วก็ให้สุเทพมอบตัว(ส่วนจะกับตำรวจเลยในการเรียกร้องครั้งแรกหรือตอนหลังไม่ทราบข่าวชัด)

อาจารย์สมศักดิ์ถามว่าระหว่าง10 เมษา ถึง10-11 พฤษภา ไม่มีการเรียกร้องเรื่องสุเทพ (ผมขี้เกียจกระแนะกระแหน)อันนั้นเป็นรายละเอียด แต่เขาเรียกร้องให้รับผิดชอบอยู่ทุยๆ คือการยุบสภาเลย แล้วผิดถูกก็ว่ากันไปตามคดี เมื่อรัฐบาลล้มกรอบการยุบสภา ก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตที่สูญเสียไปอย่างไร เรื่องสุเทพก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ต่างฝ่ายต่างก็หาทางลงกัน ติดแต่ว่ามันลงกันไม่ได้ในรายละเอียด ส่วนใครจะคิดว่าเป็นการยื้อไม่ยอมยุติการชุมนุมก็ว่ากันไป แต่ผมไม่มองอย่างนั้น

สมัยตุลวิปโยค เมื่อมีการปราบ ประชาชนก็หนีเข้าป่าจับอาวุธสู้ ก็ถูกฆ่ากันในป่าในเขา
สมัยนี้พฤษภาอำมหิต เมื่อมีการปราบ ประชาชนประจันหน้าต่อ เขาก็เรียกร้องพร้อมต่อสู้

เรื่องความเป็นธรรมกับชีวิต ถ้าเห็นคุณค่าของชีวิตจริงๆ ก็ไปซัดกับรัฐบาลผู้ฆ่าโน่น(เห็นๆ) ไม่ใช่ผู้เรียกร้องให้เห็นคุณค่าของชีวิตแล้วถูกฆ่า แล้วเขาเรียกร้อง
ไม่อย่างนั้นจะหลบไปเขียนบทความอย่างอาจารย์สมศักดิ์ ก็ถูกฆ่าถูกขังได้ ทุกที่ทุกเวลาแหละประเทศแห่งนี้ก็เห็นอยู่ ยิ่งพรก.ก็ยังมีไว้สำหรับการปรองดองเลือดนี่

สาระสำคัญมันอยู่ที่ใครเรียกร้องเรื่องชีวิต และใครเป็นฆ่า

เมื่อมีการฆ่า 10 เมษา

เมื่อมีการฆ่า 10 เมษา มันมีการเรียกร้อง จากกรอบยุบสภากี่เดือนๆก็แล้วแต่ เป็นต้องยุบสภาเลยทันทีอย่างเดียวเท่านั้น อะไรทำนองนี้ เพราะเงื่อนไขมันเปลี่ยนไป แต่เมื่อรัฐบาลก็ืยืนกรานว่าจะมาข่มขู่ให้ยบสภาไม่ได้ และล้มกรอบการยุบสภาไปแล้ว (ประเด็นกรอบการยุบสภาถ้าพูดสั้นๆในที่นี้คือถ้าโลกไม่แตกเสียก่อนการยุบสภา ก็มีได้เท่านั้นเอง แต่ดันมีไม่ได้ถ้านอปช.ไม่ยุติการชุมนุมทันที) และเริ่มกระชับพื้นที่ มันก็หาทางลงกัน ประเด็นหนึ่งก็คือการเจรจา ท้ายๆแล้วก็ให้สุเทพมอบตัว(ส่วนจะกับตำรวจเลยในการเรียกร้องครั้งแรกหรือตอน หลังไม่ทราบข่าวชัด)

อาจารย์สมศักดิ์ถามว่าระหว่าง10 เมษา ถึง10-11 พฤษภา ไม่มีการเรียกร้องเรื่องสุเทพ (ผมขี้เกียจกระแนะกระแหน)อันนั้นเป็นรายละเอียด แต่เขาเรียกร้องให้รับผิดชอบอยู่ทุยๆ คือการยุบสภาเลย แล้วผิดถูกก็ว่ากันไปตามคดี เมื่อรัฐบาลล้มกรอบการยุบสภา ก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับชีวิตที่สูญเสียไปอย่างไร เรื่องสุเทพก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่ต่างฝ่ายต่างก็หาทางลงกัน ติดแต่ว่ามันลงกันไม่ได้ในรายละเอียด ส่วนใครจะคิดว่าเป็นการยื้อไม่ยอมยุติการชุมนุมก็ว่ากันไป แต่ผมไม่มองอย่างนั้น

สมัยตุลวิปโยค เมื่อมีการปราบ ประชาชนก็หนีเข้าป่าจับอาวุธสู้ ก็ถูกฆ่ากันในป่าในเขา
สมัยนี้พฤษภาอำมหิต เมื่อมีการปราบ ประชาชนประจันหน้าต่อ เขาก็เรียกร้องพร้อมต่อสู้

เรื่องความเป็นธรรมกับชีวิต ถ้าเห็นคุณค่าของชีวิตจริงๆ ก็ไปซัดกับรัฐบาลผู้ฆ่าโน่น(เห็นๆ) ไม่ใช่ผู้เรียกร้องให้เห็นคุณค่าของชีวิตแล้วถูกฆ่า แล้วเขาเรียกร้อง
ไม่อย่างนั้นจะหลบไปเขียนบทความอย่างอาจารย์สมศักดิ์ ก็ถูกฆ่าถูกขังได้ ทุกที่ทุกเวลาแหละประเทศแห่งนี้ก็เห็นอยู่ ยิ่งพรก.ก็ยังมีไว้สำหรับการปรองดองเลือดนี่

สาระสำคัญมันอยู่ที่ใครเรียกร้องเรื่องชีวิต และใครเป็นฆ่า

คนกทม. wrote:คนดี

คนกทม. wrote:
คนดี wrote:
เป็นเสื้อแดงนี่ ลำบากแสนเข็นมาก

ทวงความยุติธรรมให้เพื่อน โดนไล่ยิงเสร็จแล้ว ยังโดนด่าอีก

ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจ


ขอโทษทีอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ เห็นความเถื่อน ถ่อย สถุลของพวกเสื้อแดงมั้ยในวันที่บ่อนไก่ถูกเผา

เห็นความเถื่อน ถ่อย สถุลของอีกพวกมั้ยตอนที่ปิดสนามบินและยึดทำเนียบ...

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน