นิธิ เอียวศรีวงศ์: เสื้อเหลืองเป็นใครและออกมาทำไม
1
คนเสื้อเหลืองคือใคร? ตอบได้ยากมาก แต่จากข้อมูลที่มีอยู่น้อย ทั้งอาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย และอาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ พบตรงกันว่า โดยเฉลี่ย พวกเขามีรายได้สูงกว่าคนเสื้อแดง เช่น คนเสื้อเหลืองอยู่ในระบบประกันสังคมจำนวนมากกว่า แปลว่าพวกเขาทำงาน "ในระบบ" เช่นถึงเป็นแรงงาน ก็เป็นแรงงาน "ในระบบ" ในขณะที่คนเสื้อแดงอาจเป็นแรงงาน "นอกระบบ" เช่น ลูกจ้างรายวัน เป็นต้น
ผมขอตีขลุมรวมๆ ว่า คนเสื้อเหลืองเป็นคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป แม้จะรู้ดีว่าทั้งเสื้อเหลืองและแดง ล้วนมีคนหลากหลายประเภทปะปนกันทั้งสิ้น แต่เมื่อพูดโดยเฉลี่ยแล้ว คนเสื้อเหลืองคือคนชั้นกลางระดับกลาง (ขึ้นไป)
นอกจากนี้ เราไม่อาจเอาแกนนำเป็นตัวแทนของผู้ชุมนุมได้ ทั้งเหลืองและแดง การที่มีคนจำนวนมากเช่นนี้ออกมาชุมนุมกันเป็นเดือนๆ ต้องมีปัจจัยในทางสังคมผลักดันอยู่เบื้องหลัง มากกว่าวาทะของแกนนำบนเวที เราจะเข้าใจการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสองสีนี้ได้ ก็ต้องเข้าใจปัจจัยทางสังคมที่อยู่เบื้องหลัง ยิ่งกว่านี้ แม้แต่พยายามล้วงลึกลงไปที่อ้ายโม่งซึ่งเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ก็ยังอธิบายไม่ได้อยู่ดี แกนนำและอ้ายโม่งมีพลังก็จริง
แต่ไม่มีวันที่ใครจะมีพลังถึงกับดึงคนจำนวนมากไปเสี่ยงตายกลางถนนได้มากขนาดนี้ หากไม่มีปัจจัยทางสังคมเอื้อให้ผู้คนสวมเสื้อสีออกไป
เหตุใดคนเสื้อเหลืองจึงออกมา "เย้วๆ" (หากใช้ศัพท์เดียวกับที่บางคนใช้ในการบรรยายการกระทำของเสื้อแดง) บนถนน? นี่เป็นคำถามที่จะยิ่งตอบยากกว่าคำถามแรก แต่ผมพยายามตอบ แม้จะอย่างผิดๆ ถูกๆ อย่างไรก็ตาม เพราะผมเชื่อว่าคำถามนี้มีความสำคัญ และสักวันหนึ่งก็คงมีคนที่เก่งกว่าผมและขยันกว่าผมจะตอบได้ดีกว่านี้
แม้คนเสื้อเหลืองมีรายได้สูงกว่าคนเสื้อแดง และมโนภาพที่เรามีต่อเขาก็คือเขา (โดยเฉลี่ย) ไม่ใช่คนจน แต่ผมยังคิดว่า ควรเริ่มต้นด้วยการมองหาปัจจัยทางเศรษฐกิจก่อนว่า เกิดอะไรขึ้นในเศรษฐกิจไทยในช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา จึงทำให้คนชั้นกลางระดับกลางรู้สึกตัวว่าเดือดร้อนทางการเมือง มากพอที่จะออกมาประท้วงในท้องถนน
ผมต้องสารภาพว่า ผมหาตัวเลขทางเศรษฐกิจที่อธิบายเรื่องนี้ตรงๆ ไม่ได้ แต่ด้วยความกรุณาของคุณบรรยง พงษ์พานิช ซึ่งได้ส่งส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยของท่านมาให้ผมดู ในขณะเดียวกัน ด้วยความกรุณาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้เชิญผมเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม" ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ผมจึงได้รับเอกสารที่ใช้ในการคลำหาคำตอบของผมเองได้
แต่ตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้ ผู้ทำวิจัยไม่ได้เก็บรวบรวมเพื่อตอบปัญหาของผม จึงจำเป็นที่ผมต้องอ่านเอาเองทั้งๆ ที่ไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์เลย ผมจึงไม่รับรองว่าที่ผมอ่านนั้นถูกต้อง ถึงผมจะอ้างใคร คนที่ถูกอ้างก็ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะผมเองต่างหาก ที่ยัดความหมายลงไปในกราฟนานาชนิดที่เขาแสดงเพื่อพูดเรื่องอื่น
ต่อไปนี้คือปัจจัยทางเศรษฐกิจบางอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะอธิบายพฤติกรรมของคนเสื้อเหลืองได้
เมื่อพูดถึงความเหลื่อมล้ำ เราอาจหาตัวเลขทางเศรษฐกิจเพื่ออธิบายให้เห็นชะตากรรมของคนเสื้อแดงได้มาก แต่จะอธิบายชะตากรรมของคนเสื้อเหลืองด้วยความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร
ต้องเข้าใจก่อนว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้แปลว่าความยากจน ความเหลื่อมล้ำคือไม่เท่ากัน หรือให้ชัดกว่านั้นคือไม่เท่ากันในระดับที่คนรู้สึกว่ายอมรับได้ (ที่ไหนๆ คนก็ไม่เท่ากันทั้งนั้น แต่จะไม่เท่าแค่ไหน คนที่มีน้อยได้น้อยกว่าจึงจะยอมรับได้ นี่ต่างหากคือปัญหาของความเหลื่อมล้ำ ไม่เกี่ยวกับความยากดีมีจน)
ก.คุณบรรยง ชี้ให้เห็นว่าในช่วงประมาณ 1 ทศวรรษกว่าๆ ที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากค่าจ้างแรงงาน (รวมเงินเดือนที่คนชั้นกลางระดับกลางได้รับด้วย) ซึ่งอาจมีขึ้นมีลงตามแต่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากทุนแล้ว จะเห็นว่าห่างกันมากขึ้น แปลออกมาเป็นภาษาธรรมดาก็คือ คนที่ทำงานรับเงินเดือนบริษัทอยู่ มองเห็นผลกำไรของบริษัทสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เงินเดือนของตนไม่ได้ขยับขึ้นในอัตราที่เร็วเท่ากับผลกำไร
ข.คุณบรรยงอีกเหมือนกันที่ชี้ว่า ผลตอบแทนจากค่าเช่าและอื่นๆ ลดลงในวิกฤตครั้งแรกอย่างฮวบฮาบ แล้วก็ไม่กระเตื้องขึ้นจนถึง 2547 ก็เริ่มเงยหัวขึ้นมาบ้าง แต่หากเปรียบเทียบกับรายได้จากการประกอบการของธุรกิจ (ดูจากภาษี) ลดลงในวิกฤตครั้งแรกเหมือนกัน แต่ก็สูงขึ้นกว่าเดิมมาเรื่อยๆ จนสูงกว่าเก่า ฉะนั้นโดยเปรียบเทียบแล้ว ผลตอบแทนจากค่าเช่ามีแต่จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการประกอบการด้วยทุน (จากที่ "ค่าเช่า" เคยอยู่สูงสุดในปี 2541 เป็นกว่า 24% ของรายได้ประชาชาติที่ไม่ได้มาจากค่าจ้าง เหลือเพียงประมาณ 7% ในปี 2546)
ผมเข้าใจว่า รายได้ของคนชั้นกลางระดับกลางจำนวนหนึ่งก็มาจาก "ค่าเช่า" (นับตั้งแต่ที่ดิน, เครื่องจักร, เครื่องมือการเกษตร, นายหน้าแรงงาน, ฯลฯ) คนเหล่านี้ "โดนหยิก" จากการที่รายได้ของตนลดลง และแน่นอนย่อมรู้สึกในความเหลื่อมล้ำมาก
ค.แม้มีการขยายตัวของการจ้างงานในภาคหัตถอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าจ้างในภาคหัตถอุตสาหกรรมก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จนมาถึงระดับต่ำสุดในปี 2550 เหตุผลก็พอเดาได้ นั่นคือมีคนหลั่งไหลจากภาคอื่นๆ เข้ามาสู่ภาคการผลิตนี้จำนวนมาก รายได้ของแรงงานลดลงนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าแรงงานฝีมือนับตั้งแต่เสมียนขึ้นไปถึงฟอร์แมนและคนงานระดับกลางเองก็ลดลงไปด้วย (อยากได้ ปวส. หรือปริญญาตรีหรือ มีให้เลือกถมถืดไป) ฉะนั้น จึงมีคนชั้นกลางระดับกลางจำนวนหนึ่งที่รู้สึกเจ็บปวดกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้
ง.คุณเดือนเด่น นิคมบริรักษ์และคุณศิริกาญจน์ เลิศอำไพนนท์ แห่ง TDRI แสดงให้เห็นว่า มีการกระจุกตัวของรายได้ภาคธุรกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ในปี 2553 ธุรกิจ 20% ระดับบนสุด มีรายได้ 81.02% ของรายได้จากภาคธุรกิจทั้งหมด ส่วนธุรกิจขนาดกลางซึ่งรวมกันเป็น 60% ของธุรกิจไทย มีรายได้เพียง 18.05% ของรายได้ภาคธุรกิจ ครั้นถึงพ.ศ.2551 ธุรกิจ 20% ข้างบนมีรายได้ถึง 86.28% ในขณะที่ระดับกลาง 60% มีรายได้ลดลงเหลือเพียง 13.19% เท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่เจ้าของร้านโชว์ห่วยและผู้ส่งออกรองเท้าแตะไปยังรัสเซีย ได้มาสวมเสื้อเหลืองนั่งประท้วงร่วมกับพนักงานคอมพิวเตอร์และเซลส์ของบริษัทน้ำมัน
จ.อาจารย์นิพนธ์ พัวพงศกร แห่ง TDRI เช่นกัน ชี้ให้เห็นว่า นโยบายแทรกแซงราคาพืชผลการเกษตรของรัฐบาลทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการพยุงราคา, การแบ่งโซนนมโรงเรียน, การอุดหนุนให้ขยายพื้นที่ผลิตสินค้าบางตัว เช่น ยาง, ฯลฯ ล้วนทำให้รัฐขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี เพราะเป็นนโยบายที่อาจสรุปสั้นๆ ได้ว่า รัฐยอมซื้อแพงขายถูก แม้ว่าเกษตรกรจะได้รับผลดีจากนโยบายเหล่านี้อยู่บ้าง (แต่น้อยกว่าพ่อค้าและนักการเมือง) แต่ผู้บริโภคกลับต้องจ่ายในราคาแพงขึ้น (ไม่นับต้องเสียเงินภาษีไปโดยไม่คุ้ม)
นี่ก็เป็นเรื่องที่คนชั้นกลางระดับกลางซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้าเกษตรอยู่ในเขตเมือง "โดนหยิก" โดยตรง
สืบเนื่องกับเรื่องนี้ ยังมีปัญหาที่น่าสนใจด้วยว่า ภายใต้รัฐบาลทักษิณ (โดยเฉพาะนับตั้งแต่ครึ่งหลังของสมัยแรกเป็นต้นมา) คนชั้นกลางระดับกลางในเมืองรู้สึกว่าตัวถูกเอาเปรียบหรือไม่?
ผมตอบไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ถูกโจมตีด้วยเรื่องที่น่าหวั่นไหวต่อคนชั้นกลางระดับกลาง เช่น การแทรกแซงสื่อ เพราะสื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของคนชั้นกลางระดับกลาง การแทรกแซงองค์กรอิสระก็เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทคุณทักษิณซึ่งถีบตัวขึ้นสูงกว่าคนอื่นมาก กระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นซึ่งมีความสำคัญแก่คนชั้นกลางระดับกลาง ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่เรียกว่า "ประชานิยม" ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนชั้นกลางระดับกลางโดยตรงมากนัก ถึงแม้จะใช้บริการ 30 บาทมากพอสมควร แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากกองทุนหมู่บ้าน, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, หรือธนาคารเอสเอ็มอี ฯลฯ มากนัก
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า เราไม่สามารถใช้เศรษฐกิจอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้ทั้งหมด อย่างไรเสียเราก็ต้องมองลงไปที่ความเป็นมนุษย์ของเขาด้วย และตรงนี้แหละครับที่ยากและเถียงกันได้มาก เพราะมนุษย์คืออะไรนั้นนิยามไม่ตรงกัน
มีเหตุในทางเศรษฐกิจหลายอย่างดังที่กล่าวแล้ว ซึ่งทำให้คนชั้นกลางระดับกลางรู้สึกเจ็บ เจ็บที่ต้องสูญเสียความมั่นคงในชีวิต ไม่เฉพาะแต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจนะครับ แต่ต้องรวมถึงความมั่นคงที่คุ้นเคยกันมาด้วย (ซึ่งจะพูดถึงข้างหน้า) นอกจากนี้ ในท่ามกลางสถานภาพทางรายได้ของตัวที่ตนรู้สึกว่าตกต่ำลง สังคมไทยดูจะกลายเป็นสังคมฟูมฟายมากขึ้น (affluent society) จึงเท่ากับกีดกันตนให้ออกไปจากความฟู่ฟ่าหรูหราที่ดูจะไม่มีวันเข้าถึง
ทั้งหมดนี้คือ "ความเหลื่อมล้ำ" อย่างหนึ่ง แต่อธิบายด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นที่จะต้องนำเอาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจนี้ เข้าไปให้ความหมายแก่ชีวิตของคนชั้นกลางระดับกลาง และผมขอเรียกอย่างกว้างๆ ว่าความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม
ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมนี่แหละ ที่ผมคิดว่าอธิบายพฤติกรรมทางการเมืองของเสื้อเหลืองได้ดีกว่าเศรษฐกิจ แม้ว่าเราจำเป็นต้องดำรงรักษาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่กล่าวข้างต้นนั้นไว้ที่ข้างหลังหัวเราตลอดเวลาก็ตาม
000
2
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพยายามจะตอบคำถามว่า คนชั้นกลางระดับกลางออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในท้องถนนทำไม
นอกจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจแล้ว ผมได้ทิ้งท้ายว่าที่สำคัญกว่านั้นคือ ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม
ซึ่งผมขออนุญาตนำมาขยายความในสัปดาห์นี้
ก. ในสังคมฟูมฟาย สินค้าที่ "ดีกว่า" หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทีวีจอแอลซีดีซึ่งเพิ่งกัดฟันซื้อไปเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ยังผ่อนไม่ทันหมดดี ก็มีจอแอลอีดีเข้ามาวางขายในตลาด ว่ากันว่าชัดกว่า, สว่างกว่า และกินไฟน้อยกว่าเสียด้วย รถยนต์วีออสและซิตี้รุ่นใหม่นั้น สวยจับตากว่ารุ่นเก่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ซ้ำยังมี "ลูกเล่น" ต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีก เห็นอยู่เต็มถนนเสียด้วย คิดไปเถิดครับ มีสินค้าใหม่ที่ล่อตาล่อใจปรากฏให้อยากได้ไม่เว้นแต่ละวัน เพราะชีวิตก็วนเวียนอยู่กับการครอบครองวัตถุ เป็นสัญลักษณ์แห่งตัวตนตลอดมา จะให้ไม่รู้สึกรู้สากับความเหลื่อมล้ำที่เห็นคาตาอยู่ได้อย่างไร
นักเศรษฐศาสตร์บางคนอธิบายว่า ตัณหาที่เผาผลาญมนุษย์อยู่นั้นมีประโยชน์ เพราะย่อมผลักดันให้ผู้ถูกเผาเร่งผลิตเพื่อหากำไรมาดับไฟตัณหาของตัว เศรษฐกิจโดยรวมย่อมเจริญขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้กับคนแต่ละคน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน จะให้ขยันไปอีกแค่ไหน เพราะดังที่ได้กล่าวแล้วว่า รายได้ของคนประเภทนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเท่ากับผลกำไรจากทุน ฉะนั้นจึงได้แต่มองสินค้าใหม่ ตัวตนใหม่ และชีวิตใหม่ในตลาดอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะรู้ว่าล้วนเป็นสิ่งที่ตนเข้าไม่ถึง
นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากดึงเอา "เศรษฐกิจพอเพียง " มาเป็นคำตอบ ส่วนหนึ่งคงใช้เพื่อตอบตัณหาของตัวเอง แต่อีกมากทีเดียวใช้เพื่อตอบตัณหาของคนอื่น โดยเฉพาะของคนที่สามารถเข้าถึงสินค้าใหม่ที่ "ดีกว่า" เหล่านี้อย่างง่ายดาย พวกเขาน่าจะรู้จัก "พอเพียง" บ้าง แต่คนที่ไม่รู้จักพอเพียงก็นั่งอยู่ข้างๆ ตัวในการชุมนุมนั่นเอง พวกเขาจึงเห็นด้วยกับแกนนำว่า หัวโจกของคนที่ไม่รู้จักพอเพียงคือ นักการเมืองผู้ชั่วช้าซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งควรถืออำนาจได้ไม่เกิน 30%
นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ต้องรู้จักความพอเพียง ก็เพราะรายได้ของเขามาจากการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง แม้คนชั้นกลางระดับกลางเคยชินกับการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะในชีวิตจริงก็จ่ายเงินให้ตำรวจจราจรเป็นปกติ แต่การฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างความเจ็บปวดให้มากกว่า เพราะรายได้อันชอบธรรมของเขาก็มากเกินกว่าที่คนชั้นกลางระดับกลางจะสามารถหามาได้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ของเสื้อเหลืองอยู่ "ในระบบ" จึงเป็นผู้เสียภาษีทางตรง จึงยิ่งรู้สึกเจ็บกว่าความเป็นพลเมืองธรรมดา
ข. ความมั่นคงของชีวิตคนชั้นกลางระดับกลางในเมืองไทยนั้นลดลง ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูกหลานแพงขึ้น, ค่ารักษาพยาบาลก็แพงขึ้น ไม่ว่าในโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน, การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบยากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
อย่างไรก็ตาม มีความโน้มเอียงในประเทศไทยที่เริ่มจะใช้หลักประกันสังคมบางส่วน (โดยคิดถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้น้อยเกินไป ฉะนั้น คนชั้นกลางระดับกลางจึงไม่ได้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้น) เช่นรัฐธรรมนูญ 2540 ให้หลักประกันว่าเด็กทุกคนจะได้เรียนหนังสือถึง 12 ปี หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรค ทรท.
แต่เพราะไม่ได้คิดจากหลักการประกันสังคมจริง ในทางปฏิบัติจึงมุ่งไปสู่การหาเสียงและเน้นที่ "คนจน" มากกว่ากระจายให้แก่คนทุกชั้นอย่างทั่วถึง ความมั่นคงของชีวิตที่คนชั้นกลางระดับกลางได้รับจากรัฐจึงมีลักษณะสุกๆ ดิบๆ เช่นการเข้ารับบริการโครงการ 30 บาท ย่อมหมายถึงการได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ "ต่ำ" กว่า เกิดความไม่แน่ใจใน "มาตรฐาน" ของการรักษาพยาบาล เช่นเดียวกับการเรียนฟรี 12 ปี (โดยปราศจากการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้ใกล้เคียงกัน) ทำให้บุตรหลานของคนชั้นกลางระดับกลาง ต้องเผชิญการแข่งขันมากขึ้น ซ้ำชั้นเรียนของบุตรหลานยังเคล้าคละปะปนระหว่างคนต่างสถานภาพมากขึ้นด้วย (สถาบันการศึกษาของไทยจะทำหน้าที่กรองคนใน "ชั้น" ต่างๆ ขึ้นไปตามลำดับ ยิ่งเรียนสูง เพื่อนร่วมชั้นก็จะอยู่ในสถานภาพที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น) คนชั้นกลางระดับกลางส่วนหนึ่ง นำบุตรหลานหนีจากระบบเข้าสู่โรงเรียนราษฎร์ หรือโปรแกรมพิเศษของโรงเรียนหลวง แต่คนชั้นกลางระดับกลางจำนวนมาก ไม่มีสมรรถนะที่จะทำอย่างนั้นได้ จึงได้แต่วิตกห่วงใยต่ออนาคตทางการศึกษาของบุตรหลาน
ขึ้นชื่อว่าคนชั้นกลาง เส้นทางของการไต่เต้าทางสังคมที่ใหญ่สุดคือ การศึกษา แต่ความมั่นคงทางการศึกษาที่รัฐจัดให้กลับทำให้เส้นทางนี้แคบลงแก่คนชั้นกลางระดับกลาง
ค. แม้ว่าความเสมอภาคเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่คนชั้นกลางระดับกลางพูดถึงมานาน แต่ในชีวิตจริงของคนชั้นกลางระดับกลางไทย ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เห็นได้ถนัด เมื่อมองขึ้นไปข้างบน ความเสมอภาคที่เรียกร้องจึงเป็นความเสมอภาคที่อยากเท่าเทียมกับคนชั้นกลางระดับเจ้าสัวและคุณหญิงคุณนาย แต่ความเสมอภาคที่รัฐนำมาให้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นความเสมอภาคที่ป้อนให้แก่คนชั้นกลางระดับล่าง มีคนแปลกหน้าที่เผยอหน้าขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งดูเหมือนคุกคามความมั่นคงในชีวิตมากยิ่งกว่าเจ้าสัวและคุณหญิงคุณนายเสียอีก
ดังนั้น หลักการความเสมอภาคจึงรับไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมใน "ความเป็นไทย" ไม่น่าอับอายอย่างไรที่จะปฏิเสธความเสมอภาคอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย สิ่งที่เรียกร้องกันอย่างอึงมี่คือ "ระเบียบ" ในระยะแรกต่อต้านความไร้ "ระเบียบ" ซึ่งรัฐบาลอันเขาคุมไม่ได้นำมา และในระยะหลังต่อต้านความไร้ "ระเบียบ" ที่การชุมนุมของเสื้อแดงนำมา "ระเบียบ" ที่คนชั้นกลางระดับกลางเรียกร้องหา คือลำดับแห่งช่วงชั้นทางสังคมนั่นเอง นี่คือเหตุผลที่ยินดีจะผูกพันการเคลื่อนไหวทางการเมืองของตนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันนี้ถูกคนชั้นกลางระดับกลางยึดถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสังคมที่มีช่วงชั้น
และนี่คือเหตุผลที่หลงใหลได้ปลื้มกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นักเรียนออกซ์ฟอร์ด ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ใช้ภาษาทั้งไทยและอังกฤษได้อย่างสละสลวย (eloquent), มีกำเนิดในตระกูล "ผู้ดี" และมีชีวิตส่วนตัวที่ไม่มีที่ติในระบบค่านิยมของคนชั้นกลางระดับกลางแต่อย่างใด นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความมั่นคงของ "ระเบียบ" ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตามสถานภาพช่วงชั้นทางสังคมในอุดมคติควรกำหนดให้เป็นไป
ง. ส่วนที่ใหญ่ไม่น้อยในความมั่นคงของชีวิตคนไทยมาจากเครือญาติ และเครือข่ายความสัมพันธ์ ทั้งสองอย่างนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในชีวิตของคนชั้นกลางระดับกลาง เพราะมีญาติและเพราะมีเพื่อนจึงทำให้มี "เส้น" แต่ "เส้น" ของญาติและของเพื่อนกำลังอ่อนแรงลง ทั้งเพราะไม่สามารถผูกความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นเหมือนเดิม และทั้งเพราะ "เส้น" จะทำงานได้ผลก็ต้องเสียเงิน "ซื้อ" มากขึ้น "เส้น" กำลังเปลี่ยนไปเป็น "ซื้อ" ใน"ชีวิตของเขา ในขณะที่กำลังจะ "ซื้อ" ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นให้ทันกับการสูญเสีย "เส้น" ชีวิตจึงอึดอัดขัดข้องมากขึ้นเพราะขาดความมั่นคงในชีวิต
ที่ถูกโจมตีว่า "ม็อบมีเส้น" นั่นแหละที่สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังโหยหา ก็เพราะ "มีเส้น" นั่นล่ะสิ การชุมนุมจึงสะท้อนอุดมคติที่หลุดลอยไปแล้วได้อย่างดีที่สุด ที่ชุมนุมกลายเป็นความอบอุ่น, ความมั่นคงปลอดภัย อย่างที่หาไม่ได้ในชีวิตจริง
จ. ผมมีเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง ซึ่งขยันไปสังเกตการณ์การชุมนุมของเสื้อเหลืองเกือบทุกวัน ท่านเล่าให้ผมฟังว่า คนที่มาร่วมชุมนุมจับกลุ่มคุยกันเป็นกลุ่มๆ ตัวท่านเองก็เข้าร่วมวงสนทนากับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้อยู่เป็นประจำ ท่านพบว่าประเด็นของการสนทนาก็คือ ความโหยหา (nostalgia) ต่ออดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมาแล้ว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งเมื่อสรุปรวมแล้ว ก็คือความสัมพันธ์ที่มีที่ต่ำที่สูง หรือสังคมที่มีช่วงชั้น ฉะนั้นปัญหาของพวกเขาจึงเป็นปัญหาเช่นลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่, ศิษย์ไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์, เงินเป็นใหญ่กว่าความสูงของสถานภาพ รวยเสียอย่างทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด แม้แต่ทุจริตคดโกงมาก็ไม่น่าอับอายแต่อย่างใด, ความโลภโมห์โทสันระบาดลงไปถึงชาวบ้านระดับล่าง จึงขายเสียงหรือสมัครเป็นบริวารของเจ้าพ่อผู้ทุจริตอื้อฉาว ฯลฯ
ทั้งหมดเหล่านี้สรุปรวมลงเป็นความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม วิธีแก้ไขมิให้สังคมตกต่ำไปกว่านี้ จึงไม่มีทางเดียวได้แก่สนับสนุนให้คนดีมีศีลธรรมได้เป็นใหญ่ และป้องกันมิให้คนเลวไร้ศีลธรรมเข้าสู่อำนาจ หากทำได้ก็จะฟื้นเอาสังคมที่มี "ระเบียบ" อย่างเก่ากลับคืนมาได้ นั่นคือกลับคืนสู่สังคมที่มีที่ต่ำที่สูง คนมีศีลธรรมซึ่งเป็นคนสูงก็จะกำกับควบคุมให้บ้านเมืองมีความสงบสุขเจริญรุ่งเรืองโดยอัตโนมัติ
จารีตนิยมกลายเป็นปราการสำหรับปกป้องตนเองจากความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งรับไม่ทัน
ฉ. อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมไปไม่พ้น แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นความเปลี่ยนแปลงที่คนชั้นกลางระดับกลางไม่พึงพอใจ (ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังที่กล่าวแล้ว) คนที่พยายามเสนอตัวเองเป็นหัวหอกของความเปลี่ยนแปลง คือคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นทางเทคโนโลยี, การบริหาร, ไปจนถึงการจัดการรัฐกิจแบบซีอีโอ
อีกทั้งเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ที่ไม่เหลียวมองคนชั้นกลางระดับกลางสักเท่าไรด้วย ขอยกตัวอย่างจากนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน คุณทักษิณอ้างว่าแม้สามารถสร้างเถ้าแก่น้อยได้เพียง 10% ของประชาชนทั้งหมด ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว
เถ้าแก่น้อยจะเกี่ยวข้องกับคนชั้นกลางระดับกลางอย่างไร ไม่ค่อยชัดนัก จะให้ขายบ้านขายรถเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจแทนการรับเงินเดือน หากไม่ได้อยู่ใน 10% ที่ประสบความสำเร็จ จะมีโอกาสกลับเข้าสู่งานรับเงินเดือนได้อีกหรือไม่
จึงไม่แปลกอะไรที่คุณทักษิณจะเป็นเป้าโจมตีสำคัญของกลุ่มคนเสื้อเหลือง (แกนนำจะมีวาระซ่อนเร้นอะไรไม่เกี่ยว) แต่ชื่อนี้ชื่อเดียวเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วสำหรับใช้แทนความเปลี่ยนแปลงอันน่ารังเกียจทั้งหมดที่ถาโถมเข้าใส่ชีวิตของคนชั้นกลางระดับกลาง ทักษิณจึงควรออกไป และไม่กลับมาอีกตลอดชั่วฟ้าดินสลาย
หลังจากพยายามหาคำตอบว่าคนชั้นกลางระดับกลางออกมาทำไมแล้ว ผมก็นึกถามตัวเองว่า สภาพหวนกลับไปสู่อดีตเพื่อหลบหนีอนาคตเช่นนี้จะอยู่กับคนชั้นกลางระดับกลางไปตลอดหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างนอกสังคมไทยแรงเกินกว่าใครจะไปหยุดยั้งมันได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีทักษิณ ในที่สุดพวกเขาก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงแบบไม่หลบหนีจนได้ การศึกษาที่สูงของพวกเขาจะให้ความสามารถที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้หลายรูปแบบ และในที่สุดกลุ่มหนึ่งก็จะต้อนรับความเปลี่ยนแปลงนั้น แล้วก็ขยายไปยังคนกลุ่มอื่นๆ ในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางมากขึ้น
แม้แต่อดีตที่เขาโหยหาอยู่ในเวลานี้ ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างน้อยก็ช่วยประคองจังหวะก้าวให้เป็นไปอย่างมีรากมีฐานได้ดีขึ้น ถึงจะต้องละทิ้งคุณค่าเก่าๆ ที่เป็นไปไม่ได้แล้วลงไปในที่สุด ก็รู้ว่าต้องทิ้งทำไม
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากย้ำก็คือ ทั้งคนชั้นกลางระดับล่างและคนชั้นกลางระดับกลาง เป็นพลังยิ่งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบัน แต่เนื่องจากระบบการเมือง, ระบบปกครอง, ระบบสังคมและวัฒนธรรม ทำให้ขาดการจัดองค์กรที่ดี ทั้งๆ ที่พลังนั้นพยายามจะเบ่งตัวเองออกมามีบทบาทในสังคม
ดังนั้น จึงง่ายที่คนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มนี้จะตกเป็นเหยื่อทางการเมือง ของคนที่จัดองค์กรเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนและเฉพาะหน้า
ที่มา: มติชนออนไลน์
หมายเหตุ: บทความนี้ถูกนำเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คอลัมน์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน 2 ตอน ห่างกันหนึ่งสัปดาห์ โดยตอนแรกตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 6 ก.ค.2553
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ผมจะหาโอกาสเขียนโต้เรื่อง
ผมจะหาโอกาสเขียนโต้เรื่อง วิธีอธิบาย แบบนิธิ ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักวิชาการไทย (นักวิชาการไทย มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งคือ "หัวอ่อน" ว่าไง ก็ว่าตามกัน มาแต่ไหนแต่ไร) เรื่อง "คนช้นกลางระดับล่าง" (เสื้อแดง) "คนชั้นกลางระดับกลาง" (เสื้อเหลือง)
ในที่นี้ ขอเสนอสั้นๆเพียงว่า
1. การอธิบายแบบนี้ มี political function อยู่ คือ เพื่อหลีกเลี่ยง 2 ประเด็น ("สองไม่อธิบาย" ? ฮา) คือ หลีกเลี่ยงการกล่าวถึง ทักษิณ ที่ได้รับความนิยม และมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนจำนวนมากเข้าร่วมต่อสู้ (คือนิธิ อยากจะเขียนในลักษณะบวกต่อคนมาร่วมชุมนุม แต่ก็ไม่อยากจะให้ความสำคัญหรือ "เครดิต" กับทักษิณ ที่ตัวเองไม่ชอบ) และ หลีกเลี่ยงการอภิปรายสถาบันกษัตริย์ บทบาทความสำคัญของสถาบันฯต่อความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
2. ในทางวิชาการที่กว้างออกไป ที่เรียกว่า ปัญหาเชิง methodology ลักษณะการอธิบายแบบนี้ มีลักษณะ reductionism คือ ต้อง "ลด" ทุกอย่าง ทุกปริมณฑล อื่นๆ มาเป็นเรื่อง "เศรษฐกิจ"(สังคม) เสมอ ไม่ให้ลักษณะ autonomy (ลักษณะเป็นอิสระของการอธิบาย) กับปริมณฑลอื่น โดยเฉพาะปริมณฑลการเมือง แน่นอน "methodology" แบบนี้ มันสอดคล้องกันพอดีกับข้อแรก คือ function ทางการเมือง ของการหลีกเลี่ยงประเด็นทักษิณ และสถาบันกษัตริย์
โดยรวมแล้ว นักวิชาการไทย มีความ "กระจอก" หรือ อ่อนแอทางการเมืองมากๆ แต่เก่งในการนำเสนอในลักษณะที่ปกปิดความอ่อนแอทางการเมือง ความกระจอก ความขี้ขลาดตาขาวของตน ด้วยการนำเสนอ การอธิบายในลักษณะนี้
(กรณีสถาบันกษํตริย์ เป็นประเด็นรวมศูนย์ที่ชัดเจนของเรื่องนี้ จนป่านนี้ นิธิ เคยอธิบายเรือ่งสถาบนะ และบทบาทของสถาบันฯ ในบริบทความขัดแย้งปัจจุบัน? แม้แต่กรณีอย่างองคมนตรี ตุลาการภิวิฒน์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ก็เรียกว่าไม่กล่าวถึง เพราะอะไร? เป็นเรื่องเชิง methodology หรือ? เปล่าหรอกครับ)
(ผมกำลังดูเทปอภิปรายที่ มธ. ของ "สันติประชาธรรม" ช่วงวันที่ 19-20 มิถุนา อีกครั้ง ก็ออกมาในทำนองเดียวกันนี้แหละ)
คำถามว่าเสื้อเหลืองคือใคร
คำถามว่าเสื้อเหลืองคือใคร และออกมาทำไม
ผมเห็นว่า
๑. เสื้อเหลืองคือ พวกอนาธิปไตย พวกอันธพาล พวกไม่ชอบพรรคไทยรักไทย พวกไม่ชอบทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์ ข้าราชการที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิรูป ข้าราชการที่ได้รับผลประโยชน์จากระบบเส้นสาย และประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบคนเสื้อเหลือง
๒. การที่พรรคไทยรักไทย เข้ามาเป็นรัฐบาลและบริหารประเทศได้อย่างดี และประสบผลสำเร็จเกินคาด ประเทศสามารถกลับมาตั้งตัวได้จากเป็นหนี้ เพราะปัญหาค่าเงิน และไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรงในการบริหารประเทศ ปล่อยให้ข้าราชการดำเนินการโดยไร้ทิศทาง มาเป็นเวลานาน
๓. รัฐบาลภายใต้ พรรคไทยรักไทย สามารถครองใจคนเป็นจำนวนมาก มีความนิยมสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีแนวโน้มว่าจะได้รับการเลือกให้มาบริหารเทศอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน
๔. การบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทยยึดรูปแบบสากลนิยม เช่น การปรับเปลี่ยการบริหารจัดการของคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าซีอีโอ มีเจ้าภาพต่อทุกภาระกิจ บุคคลากรทำหน้าที่บริหารจัดการเชิงการตลาดในทุกระดับทุกกรมกอง การบริหารจัดการทรัพยากรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ปฏิรูประบบราชการ การจัดการเชิงรุกในภูมิภาคและนานาประเทศทางการค้า การบริหารจัดการแบบคู่ขนาน(ดูอัลแทรกซ์) การประเมินวัดผลประสิทธิภาพของบุคคลากร เป็นต้น ทำให้กลุ่มผลประโยชน์เก่า ข้าราชการ กลุ่มNGO ฝ่ายอำนาจนิยม ตั้งตัวไม่ทัน และรับไม่ได้ต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงที่มีขึ้น
๕. การปล่อยให้พรรคไทยรักไทยคงอยู่ต่อไปก็จะเป็นภัยอย่างมหันต์ต่อผลประโยชน์ของพวกเสื้อเหลือง จึงได้มีความพยายามหลายครั้งในการปลุกกระแสออกมาต่อต้าน มาชุมนุม ในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณหนึ่ง
๖. กลุ่มผลประโยชน์เก่า จากข้อ ๑ คือแหล่งทุนและทรัพยากรของพวกเสื้อเหลือง
๗. ข้อกล่าวหา เพื่อให้กลุ่มหรือพวกตนมีความชอบธรรมในการออกมาเรียกร้อง ก็อยู่ในบริบทเดิมๆ ล้มสถาบัน คอรัปชันฯ ฝักฝ่ายคอมมิวนิตย์ ต้องการเป็นประธานาธิบดี
๘. โดยใช้เครื่องมือคือการชุมนุม ก่อม๊อบ สร้างสถานการณ์ สื่อสารมวลชน การยึดอำนาจ ทำลายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตุลาการภิวัฒน์ องค์กรอิสระ สร้างและใช้กฏหมายพิเศษ องค์กรพิเศษ องค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ใช้ผลประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนให้มาสนับสนุนฝ่ายตนทั้งภายในและต่างประเทศ
555555 5555 เห็นด้วยค่ะสมศักด
555555
5555
เห็นด้วยค่ะ
แค่ความเห็นแรกจากอาจารย์สมศัก
แค่ความเห็นแรกจากอาจารย์สมศักดิ์ผมก็แทบกระเด็นตกเก้าอี้แล้ว(ด้วยความสะใจ) แฮ่ๆ
ผมคิดว่าอ.นิธิกำลังพยายามอธิบายปรากฏการณ์ของคนที่ชื่นชมหรือเห็นด้วยหรือสนับสนุนการกระทำของแกนนำพันธมิตรมากกว่าที่จะพยายามอธิบายการกระทำของ"แกนนำ"พธม.ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกออกมาอธิบายต่างหาก อ.นิธิกำลังอธิบายว่าทำไมคนเหล่านี้จึงเต็มใจ"เชื่อ"ในสิ่งที่แกนนำพธม.ทำ ผมคิดว่าสิ่งที่อ.นิธิพยายามทำนับว่ามีเหตุผล(ในการอธิบายปรากฏการณ์ม็อบเสื่อเหลืองในยุคก่อน 19 กย 2549)ได้ระดับหนึ่ง ว่าทำไมคนเหล่านี้จึงเห็นว่าทักษิณเป็นthreatสำหรับพวกเขา (แน่นอนว่าคนเหล่านี้ต้องเชื่อในความเชื่อแก่นกลางของพวกขวาจัดเรื่องชาติ,ศาสนา,พระมหากษัตริย์ อยู่แล้วเป็นทุนเดิม)
ส่วนคำอธิบายของอ.สมศักดิ์นั้น เหมาะที่จะใช้อธิบายการกระทำของ"แกนน่ำ"พันธมิตรได้ดีที่สุด แต่แน่นอนครับว่าคนที่จะทำได้อย่างนี้นอกจากจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากๆอย่างอาจารย์สมศักดิ์แล้ว ยังต้องมี"ความกล้าหาญ"อย่างสูงส่ง ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เคยสงสัยในตัวอาจารย์สมศักดิ์แม้แต่น้อย
ส่วนคนที่ทั้งขลาดเขลาและขี้ขลาดตาขาวอย่างdoctor J ก็ได้แต่....ยิ้ม....แฮ่ๆ
ผมอ่านแ้ล้วครับ
ผมอ่านแ้ล้วครับ อ่านจนตาลาย
อยากจะกระชับข้อความหน่อยครับ
...
...
เสื้อเหลืองเป็นกลุ่มการเมืองนอกสภา
ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขจัดคู่แข่งทางการเมือง
...
...
เท่านี้แหละครับ...ไม่เชื่อไปถามแกนนำดูิสิ...ว่างานนี้ "ได้เท่าไหร่?"
ใจจริงเขาก็คงนึกขอบคุณอยู่ในใจต่อ ผู้ร่วมสนับสนุนทั้งหลายที่ทำให้ภารกิจลุล่วงไปด้วยดี
ต่อไปต่างฝ่ายก็ถอนสมอกลับไปดำรงชีิวิตเหมือนเดิมของตน
"พรรคการเมืองใหม่"หรือครับ...ก็งั้นๆแหละ...เดี๋ยวก็กลายเป็นอนุสรณ์สถาน
อาจจะไม่หวือหวาเท่า"พรรคพลังธรรม"ก่อนโน้น...ก็แจ้งเกิดแก้เกี้ยวไปงั้นแหละ
เดี๋ยวชาวบ้านจะกล่าวหาว่าเป็นแต่การเมืองนอกสภา...เลือกตั้งซ่อมยังต้องหลบเลย
แต่ก็ไม่แน่นะ เดี๋ยวเขาใจปล้ำยอมยุบพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา
พรรคการเมืองใหม่อาจจะกลับมามีอนาคตได้อีกนะครับ
ถ้านอมินีประชาธิปัตย์ไม่ตั้งพรรคใหม่ "พรรคปัดกวาดประชา" ขึ้นมาเสียก่อน
ผมนี่แหละเสื้อเหลืองที่ไปร่วม
ผมนี่แหละเสื้อเหลืองที่ไปร่วมชุมนุม ส่วนใหญ่ไปทุกนัด คนเสื้อเหลืองอื่นๆจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบดูข่าว ละครไม่ดูเลย ผมไม่พอใจทักษิณที่แทรกแซงสื่อในการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ผมเป็นคนหัวอนุรักษ์นิยมแต่มีข้อแม้ว่าผมจะเลือกศรัทธาคน ที่ผมคิดว่าเป็นคนดีนะ คือพูดตรงๆไม่นิยมไปหมดทุกคน แกนนำจะคิดอย่างไรผมไม่สน จะมีประโยชน์แฝงเร้นหรือไม่ ผมไม่ทราบเพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ความเดือดร้อนทางการเงินผมไม่มี มีแต่หนี้ แต่ผมก็อยู่ของผมได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องรอเทวดาที่ไหนเจียดเงินงบประมาณมาโปรดโดยไม่ต้องลงทุน ที่ไม่พอใจมีอยู่ประเด็นเดียวคือตัวทักษิณ แม่งฉลาด เอาเปรียบสังคม สร้างภาพ หาประโยชน์แฝงเร้นเชิงนโยบาย ทำไม่ดูกับว่าประเทศนี้เป็นของมันคนเดียว ทำตัวเป็น CEO แต่โทษที แม่งนายทุนนักเลือกตั้งดีๆนี่เอง หลอกแหกตาคนจน คนแบบนี้ผมไม่ชอบ เลยต้องออกไปไล่กับเขาด้วย สรุป คือเป็นคอการเมืองไง มันทนไม่ได้ที่เห็นคนไม่ดีมาสร้างภาพหลอกแหกตาชาวบ้านที่รู้ไม่ทัน แล้วแม่งเข้ามาแฝงเร้นหาผลประโยชน์ เศษเงินที่มันเจียดไปให้ชาวบ้านนั้น ก็คือการสร้างคะแนนนิยมเท่านั้นเอง แต่มันเป็นนักลงทุนที่เอาเปรียบ เพราะมันไม่ได้ลงทุนอะไรเลย เงินที่มันเจียดไปให้ชาวบ้านก็คือเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น แต่นโยบายหรือโครงการต่างๆที่มันเข้ามาหาประโยชน์ มันก็มาเอาไปจากเงินงบประมาณ แล้วจะไม่ให้ต่อต้านมันได้ไง
คน
แล้วสำหรับกรณี การตราหน้าว่าคนอื่นโง่ การปฏิวัติ จัดซื้ออาวุธเข้ากองทัพในราคาสูงแต่คุณภาพต่ำ เขายายเที่ยง เขาสอยดาว การรุกล้ำป่าสงวนของนักการเมืองที่เป็นข่าวปัจจุบันนี้ ตุลาการภิวัตร การเสนอข่าวชึ้นำด้านเดียว การใช้กฏหมายสองมาตรฐาน เช่น การปิดสนามบิน การบุกเอ็นบีทีของเสื้อเหลือง กับการเรียกร้องให้ยุบสภาของเสื้อแดงโดยปิดสี่แยกราชประสงค์ฯลฯ มีความเห็นอย่างไรบ้างค่ะ
สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับ
สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่างของเฉดสี ต้องบังคับให้คิดแบบเดียวกันให้ได้
คงไม่ต้องถามเหลืองผิด หรือแดงผิด เพราะจะหาคำตอบไม่ได้
คน
เพราะมีคนที่ยังคิดได้เท่านี่อยู่ในสังคมไทยโดยไม่มองภาพรวมทั้งประเทศ บ้านเมืองมันถึงได้เละเทะแบบทุกวันนี้
มองให้ดีมองให้ลึก รัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ไปลอกเลียนนโยบายเขามาแต่ไม่มีปัญญาบริหารจัดการได้เหมือนเขา แถมมีปัญหาโกงกินมากกว่าเขาเสียอีก แถมไอ้ที่ทำอยู่มันไม่ใช่เงินภาษีประชาชนอย่างเดียว แต่มันเล่นกู้มาแจก ทุกวันนี้กระทรวงการคลังไม่กล้าพูดถึงเงินคงคลังของประเทศว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ เทียบกับยุคทักษิน ไม่รู้โกงยังไงจนมีเงินเหลือให้ประเทศอื่นกู้ มีเงินเหลือใช้หนี้ IMF ได้หมดก่อนกำหนด เงินคงคลังเหลือมากที่สุดจนสามารถจัดงบประมานประเทศแบบสมดุลย์ได้(ปี2548) อยากให้ทักษินมาโกงอีกจังเลย
เริ่มต้นจากสนธิไม่พอใจทักษิณ
เริ่มต้นจากสนธิไม่พอใจทักษิณ ที่อุตส่าห์สนับสนุนกันเกือบตาย ( มีหลักฐานเยอะที่สนธิเชียร์ทักษิณ)แต่ไม่ช่วยเรื่องการเงินให้เป็นที่พอใจ โดยเฉพาะเรื่องตั้ง ผจก.กรุงไทย และลดหนี้ลดสินฯลฯ
สนธิจึงใช้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ผ่านช่อง 9 โจมตีทักษิณเรื่องงานทำบุญวัดพระแก้ว 2-3 ครั้ง บอร์ด อสมท.จึงให้ยกเลิกรายการนี้ ( ไม่ใช่ทักษิณสั่งครับ)เพราะมีผู้ใหญ่ทักท้วงมาในทำนองทำไมปล่อยให้สนธิพูดอยู่อย่างนี้ ทั้งๆที่เรื่องนั้นทางสำนักพระราชวังก็ชี้แจงมาแล้ว แต่สนธิก็ยังดันต่อไป ทำ CDตัดต่อ แจกทั่วภาคใต้ เปิดเวทีที่สวนลุม ผู้ว่า กทม.ก็เป็นใจ(อภิรักษ์ โกษะโยธิน) พรรคประชาธิปัตย์เข้าผสมโรง ขึ้นคำขวัญ" เราสู้เพื่อในหลวง" " กู้ชาติ"
ต่อมา มาตั้งม็อบลานพระรูป NGO สุริยใส-ภิภพ-สมศักดิ์ฯลฯเข้าผสมโรง ยื่นหนังสือให้เปรม - ผบ.ทบ เรียกร้องให้รัฐประหารรัฐบาลทักษิณ
ปีนั้น งานฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ผู้คนทั้งประเทศพากันใส่เสื้อเหลืองแสดงความจงรักภักดี จนรัฐบาลให้ข้าราชการใส่เสื้อเหลืองไปทำงานกันได้ทุกวัน ( พิเศษวันจันทร์ ใส่กันทุกคน)
ต่อมาขบวนการเคลื่อนไหวของสนธิเติบใหญ่ขึ้น แล้วก็มายึดเอาเสื้อเหลืองเป็นสัญญลัก๘ณ์ของพวกเขาไป อย่างนี้ต้องเรียก"พวกแอบสถาบัน" เพราะสีมีตั้งเยอะ ไฉนมาเอาสีเหลืองที่เป็นสีของพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นสีของพวกตนพวกเดียว
นี่แหละที่มาของพวกเสื้อเหลือง คือสู้กันด้วยความจริงแท้ มันสู้ไม่ได้ ก็เลยไปแอบสถาบัน จำได้ไหมครับ? ครั้งหนึ่งพวกพันธมิตรทำโล่ห์ แล้วเอาพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวปิดไว้ข้างหน้า( ในช่วงที่พวกเขากำลังจะไปยึดทำเนียบ) ดีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่บังควรอื้ออึงมาก จึงเอาออกไป ทั้งๆที่ได้ทำไว้เยอะแล้ว คือคงคิดแอบขนาดที่ว่าหากถือโล่ห์แบบนั้นนำหน้าไปแล้ว คงไม่มีใครกล้าขัดขวาง จะทุบจะตีก็กลัวถูกในหลวง
นี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พวกพันธมิตรเสื้อเหลือง เป็นพวกแอบสถาบัน ลากสถาบันลงมาสู่การเมือง และใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการฟาดฟันคนอื่น ซึ่งคนที่เคารพสถาบันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ควรทำเช่นนั้น
ผมเห็นด้วยอย่างมากกับอาจารย์ส
ผมเห็นด้วยอย่างมากกับอาจารย์สมสักดิ์และหลายท่านที่มองประเทศนี้อย่างคนปกติ และผมขอลองให้เหตุผลของกลุ่มก้อนที่ล้มคุณทักษิณว่ามันมีแนวคิดยังไงถึงได้สมัครใจกันสุมหัวทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคุณทักษิณให้ได้ จนยอมแลกกับประเทศชาติจะเสียหายขนาดไหนไม่สน คนจะฆ่ากันตายแตกแยกก็ไม่ว่า (แถมตามจองล้างจองผลาญอีกต่างหาก)
1. กลุ่มผู้ดีมีสกุล ไฮโซ ระดัยไฮเอนด์ พวกนี้ไม่อยากให้ใครเด่นดีเกิน โดยเฉพาะยูเป็นใครชาติตระกูลมาจากไหนยะ
2. พวกตุลาการ ผู้พิพากษา พวกนี้ก็คล้ายกัน ถูกสังคมยกเป็นสมมุติเทพกราบไหว้ ท่านๆทำอะไรไม่เคยผิด ชีวิตใสปิ๊ง ชี้ให้เป็นให้ตายได้ กฎหมายห้ามมิให้หมิ่น ท่านโกรธเอาติดคุกเชียว แล้วทักษิณมันเป็นใคร CEO ของประเทศเหรอ มันรับไม่ได้
3. สื่อมวลชน ตัวดี หลังจากทักษิณเข้ามาซื้อหุ้นไอทีวื เลยไปแตะผลประโยชน์ สนธิ(ผู้จัดการ) เนชั่น พรรคพวกสื่อ นักวิชาการด้านสื่อ จึงร้องกันใหญ่ฉันถูกแทรกแทรง
4. ข้าราชการระดับสูงของกรมกองต่าง ๆ ก่อนทักษิณประเทศชาติไม่เคยมีนโยบาย โครงการต่างๆข้าราชการเป็นคนคิด นักการเมืองจัดงบประมาณให้ ข้าราชการเป็นเจ้าของระบบกลไกขับเคลื่อนประเทศ เป็นนายประชาชน ทักษิณมา เปลี่ยนให้นโยบายมาจากพรรคการเมือง ข้าราชการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เป็นผู้ให้บริการประชาชน เปลี่ยนขนาดนี้รับไม่ได้
5. พรรคฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่อยู่มานาน ไม่มีนโยบาย ให้ข้าราชการนำตลอดเป็นที่ถูกใจของสังคมชั้นสูง และข้าราชการระดับสูง ทักษิณยิ่งฉายแสงข้ายิ่งร่วงดิ่งเหวไม่ได้ผุดได้เกิด ต้องกำจัดให้สิ้นซากจากเส้นทางการเมือง
6. ประชาชนผู้นิยมประชาธิปัตย์ กลุ่มนี้มีมากและเป็นกำลังหลักของม็อบ ยิ่งทักษิณมีผลงานมากพรรคที่ตูชอบก็ไม่มีวันได้ขึ้นบริหารประเทศแน่ สนธิลิ้มก็ใช้ตรงนี้เป็นจุดเริ่มสร้างพันธมิตร ปั้นเรื่องโยงใยประเด็นต่างๆจากจุดเด่นของทักษิณบิดเป็นจุดตาย ด้วยความเป็นนักพูดโกหกระดับเซียน แถมมีสื่อทั้งทีวีและสิ่งพิมพ์ระดมระบาดข้อมูลใส่สังคม กลุ่มนี้ที่รักพรรคประชาธิปัตย์ เกลียดไทยรักไทยเป็นทุน จึงยินดีรับข้อมูลด้วยความสุขใจมีความรู้สึกเป็นพวกพ้องเดียวกัน มึงจะโกหกอย่างไรไม่ว่าขอให้ด่าคนที่เกลียด ชื่นชมคนที่รักก็พอ
คน
ผมไม่พอใจทักษิณที่แทรกแซงสื่อในการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ถ้าคุณเป็นทักษิณในตอนนั้น ผมเชื่อว่าคุณก็ต้องถอดเหมือนกันครับ เพราะตอนนั้นท่านสนธิของคุณโดนของไปแล้วครับ
หลอกแหกตาคนจน คนแบบนี้ผมไม่ชอบ
มันทนไม่ได้ที่เห็นคนไม่ดีมาสร้างภาพหลอกแหกตาชาวบ้านที่รู้ไม่ทัน
เขาอาจจะเลียนแบบคนอื่นนะครับ แต่ฝีมือไม่ถึง บุ่มบ่าม ปากไว ไม่เนียนเท่า แล้วเรื่องนี้แหละครับเรื่องใหญ่จนเกิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย มาจนถึงทุกวันนี้ นี่ยังไม่นับรวมกรณีหวยใต้ดินนะครับ...คุณคิดว่าใครคือเจ้ามือรายใหญ่ที่สุดในประเทศ?...ยังไงๆเขาก็ไม่ยอมให้มีหวยบนดินหรอกครับ...มอมมัวมอมเมาอะไรกัน ถ้ากลัวมอมเมาจริงป่านนี้สั่งยกเิลิกกองสลากไปแล้วครับ
เงินที่มันเจียดไปให้ชาวบ้านก็คือเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น
[=red]นักการเมืองทุกคนก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะศาลาข้างถนนพร้อมชือส.ส. หรือคุณอยากให้เขาเอาไปตัดถนนเข้าที่ตัวเอง เอาไปสร้างศูนย์ราชการบนพื้นที่ที่กว้านซื้อเตรียมไว้ ฯลฯ ใครๆเขาก็ทำกันนะ บางทีเขายังกู้มาแจกด้วยนะ เผลอๆหาขึ้นภาษีสรรพสามิตหมดแล้ว ก็มาเล่นขึ้นVATอีกเป็นของแถม นี่คือรัฐบาลในฝันเลยนะเนี่ย โชคดีของประเทศไทยจริงๆที่ได้สนับสนุนคนดีมาปกครองคนไม่ดี[=red]
อย่างไรก็ตามต้องปรบมือให้แกนนำพันธมิตรนะครับ ผลผลิตของพวกเขานี่ได้ผลลัพท์เกินคาดจริงๆ
แต่แกนนำพันธมิตรจะได้รับรางวัลมากกว่านี้ถ้าสามารถกำจัด "การเลือกตั้ง" ให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้
70-30 นี่เป็นแค่การโยนหินถามทางนะครับ ถ้าเสียงตอบรับดีนะ ป่านนี้เรียบร้อยโรงเรียนพันธมิตรไปแล้ว
ว่าแต่ว่าเขาจะแจกปริญญาบัตรเอเอสทีวีบัณฑิตเมื่อไหร่ครับ?
ท่องความผิดของทักษิณได้ัเกิน 20 ข้อนี่ก็ติดต่อรับปริญญาบัตรได้เลยนะครับ
ถ้าใครให้ข้อมูลเด็ดๆที่จะดิสเครดิตทักษิณได้เพิ่มขึ้นมาอีก เปรียบเหมือนงานวิจัย
หรือทำ thesis อะไรประมาณนั้น ก็จะได้เอเอสทีวีปริญญาดุษฎีบัณฑิตเชียวนะครับ
แต่ตอนนี้ยากหน่อยนะ สุดยอดฝีมือ คตส.เขาทำวิจัยก้าวหน้าไปเยอะมากแล้วจนเขาเลิกทำแล้วครับ
พวกเสื้อเหลืองส่วนมาก คือ
พวกเสื้อเหลืองส่วนมาก คือ พวกที่ดู astv แล้วคลั่ง(ตามกระแส) จนถูกล้างสมอง (ไม่เชื่อลองไปถามพวกเสื้อเหลืองหลายๆคนดู)
ส่วนพวกเสือแดงคือ คนอย่าง อ.สมศักดิ์ นี่แหละ พูดจริง ทำจริง ไม่ชอบสังคมตอแหล ไม่ชอบการสร้างภาพ สามารถอ้างอิง เหตุและผลได้อย่างสมบูรณ์ ต่อทุกกรณี ของสังคม
คน
คน
คอการเมืองพันธุ์ "อ่อน" มากกว่ามั้ง ถึงมองปัญหาในภาพรวมไม่ได้เลย ยึดติดกับตัวบุคคล ชอบคนไหนก็เชียร์ไม่ลืมหูลืมตา ไม่ชอบคนไหนก็ไล่มันลูกเดียว
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ต้องขอบคุณ อ. สมศักดิ์ อีกครั้งที่เขียนได้ตรง ดีเข้าถึงกึ๋นเลย
ผมอ่านบทความนิธินี้จบก็เซ็งถอดใจกับคุณภาพนักวิชาการบ้านเรา นิธิพยายามอย่างเต็มที่ที่จะอธิบายว่าทำไม "คนชั้นกลางระดับกลางส่วนใหญ่ไปเข้ากับเหลือง" แล้วก็โยงทฤษฎีของตัวเองเข้ามาเต็มข้อซึ่งก็วนๆ แต่กับเรื่องเศรษฐกิจในมุมมองของชนชั้นกลางแต่ฝ่ายเดียว ทั้งที่ความจริงชนชั้นกลางแทบจะเรียกได้ว่าเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองน้อยมากเมื่อเทียบกับชนชั้นอื่นๆ ถ้านิธิอธิบายชนชั้นกลาง (จะระดับบน-กลาง-ล่าง อะไรก็เรื่องของนิธิ) ที่เลือกข้างแดงด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจไม่ได้ แล้วทำไมนิธิถึงหาข้ออ้างทางเศรษฐกิจมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางที่เลือกข้างเหลืองซะหละ
คุณนำลัดครับ
คุณนำลัดครับ คุณไม่มีวันอ่านความคิดผมถูกหรอกครับ คุณสามารถรู้ได้มั๊ยว่าผมคิดอะไรอยู่ ข้อความที่ผมโพส ไม่ว่าคุณจะตามแกะรอยผมอย่างไร คุณก็ไม่รู้ว่าผมคิดอะไร เกี่ยวกับความคิดเห็น ทางการเมืองของผม ผมอ่านสามก๊ก ไม่ต่ำกว่าสามรอบ ผมอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวู อย่างชื่นชอบ ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หรือหนังสือการเมือง กฎหมายทุกประเภท ผมอ่านหมด เช่นพรบ.คอมพิวเตอร์ ผมก็อ่าน ป.อาญา ป. วิอาญา ฯลฯ และคุณคิดหรือว่าผมจะโง่พอ ที่จะโพสข้อความให้ตัวเองได้รับความเดือดร้อน คุณไม่มีวันรู้ความคิดของผมได้เลย ผมขอแจ้งให้คุณทราบว่า ผมเป็นคนหัวรุนแรงทางการเมือง จะซ้ายหรือขวา คุณอย่าเดาและอย่าไปยึดติดกับข้อความที่ผมโพส มันไม่มีประโยชน์ ผมอายุเด็กกว่านายอภิสิทธิ์1ปี ผมอายุมากกว่านายจตุพรถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนกระจอกธรรมดา แต่ผมคิดว่าสมองผมไม่ได้ด้อยไปกว่าคนเหล่านี้เลย การเมืองการปกครองเป็นเรื่องที่น่าศึกษายิ่งนักสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ต้องรู้จักเลือกและใช้วิจารณญานในการบริโภคสื่อทุกประเภทเพราะผมอ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวูมาไงครับผมจึงคิดแบบนี้ ผมเห็นว่าโลกใบนี้มันกว้างใหญ่นะคุณน้ำลัดถ้าเปรียบเทียบกับตัวเรา แต่ใจมนุษย์นั้น มันยากแท้ที่จะหยั่งถึง
ผมมันจอมพลิ้วไง ประสพการณ์ชีวิตมันผ่านมาเยอะ เขามาอ่านเวปนี้ประจำนึกสนุกก็โพสส่งเดชไปงั้นแหละ อย่าไปคิดมาก
ผมพยายามอ่านบทความของอาจารย์น
ผมพยายามอ่านบทความของอาจารย์นิธิอีกครั้ง
ถึงตอนตบท้ายอาจารย์จะบอกว่า พวกเขาล้วนเป็นเหยื่อทางการเมืองแล้วก็ตาม
แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมันมีกลิ่นคลอรีนผสมอยู่ในบทความนี้
ประมาณว่าเป็น Sodium Hypochlorite (NaOCl)
หรือ Chlorox หรือ Hyter ใช้ซักผ้าให้ขาวครับ
รีบๆซักรีบๆผึ่งให้แห้งนะครับ พอผลตัดสินออกมาว่าพันธมิตรไม่ผิด
ประชาชนก็เข้าใจไปพร้อมๆกันว่าพันธมิตรเป็นผ้าขาว
เลือกเวลานำเสนอได้ดีซะด้วยครับ ผ้า80ผืนรอการฟอกอยู่ครับ
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ( คน)
ยินดีครับที่ได้สัมผัสกับนักอ่านตัวยง
ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือครับ
ไม่ว่าจะสามก๊ก-ซุนวูผมก็ไม่ได้อ่าน
กฎหมายยิ่งแล้วใหญ่เข้าใจยากครับ
เขียนให้มันคลุมเคลือเข้าไว้กลัวนักกฎหมายตกงาน
ความรู้เลยน้อยและยอมให้เขาจูงจมูกง่ายๆ
แล้วยังชอบโพสข้อความที่สุ่มเสี่ยงอันตรายอยู่ประจำ
เขาจะเอาผิดผมวันใดก็ย่อมได้...โพสไว้เยอะครับ
ผมนี่บ้าจริงๆนะครับ...ไม่รู้จักถนอมเนื้อถนอมตัว
ไม่เหมือนท่านปราชญ์ท่านศิลปินทั้งหลาย
ที่บ้านผมมีมดเยอะครับ ถึงมันจะตัวเล็กเวลามดมันไม่ไ้ว้ใจผม
มันจะกัดผม มันกัดไม่ปล่อยครับ ถึงตัวมันจะตายก็ขอให้ได้กัดครับ
มันสู้เพื่อพวกพ้องมันจะได้ปลอดภัยไงครับ
กระบี่นั้นอยู่ในใจครับ ยิ่งพลิกพริ้วมากเท่าใด มันยิ่งบาดใจตัวเองมากเท่านั้น
*สีเหลืองจะเป็นใคร...ไม่สำคัญ
*สีเหลืองจะเป็นใคร...ไม่สำคัญ
คนต้องเท่าเทียมกัน อย่าหวั่นไหว
มุ่งสู่ความ เป็นประชาธิปไตย
จงรวมกัน มั่นไว้ หัวใจแดง
*สีเหลืองมาทำไม...ไม้สำคัญ
อย่าไหวหวั่น กล้าท้า กล้ากำแหง
แม้นสื่อเหลือง โหมกระหน่ำ ย่ำสุดแรง
หัวใจแดง แกร่งกล้า อย่าหวั่นใจ
*สร้างสำนึก รู้ทัน อันแน่วแน่
ไม่ยอมแพ้ การกดขี่ ที่ยิ่งใหญ่
มั่นหลักการ ประชาธิปไตย
ไม่ยอมให้ อภิสิทธิ์ชน มาดลชี้
*สีเหลืองจะแบ่งชั้น..ปันชน
มันก็คน เหมือนกัน มันกดขี่
หัวใจแดง แกร่งกล้า อย่าหลบลี้
สู้เพื่อสิทธิ์ เสรี ความเป็นคน
คิดอย่างนี้ไปแล้ว
คิดอย่างนี้ไปแล้ว ก็ขอให้คิดใหม่อีกที
Qoute..แทรกแซงสื่อในการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์..
เห็นทักษิณทำกับรายการนี้เท่านั้น แต่ทำไมรัฐบาลปัจจุบันถอดทุกรายการที่ไม่พูดตาม หนักกว่านี้มาก มองไม่เห็นรึไง
Quote..เลือกศรัทธาคน จะมีประโยชน์แฝงเร้นหรือไม่ ผมไม่ทราบ..
คิดแบบนี้ก็เป็นเครืองมือให้เขาหลอกใช้ง่ายๆ
Quote..เงินที่มันเจียดไปให้ชาวบ้านก็คือเงินภาษีของประชาชน..
ให้ชาวบ้านก็ยังดีกว่าให้พวกพ้องของตัวเอง อัดงบประมาณทหารหนักมาก จีที200 ซื้อแพงมากๆ ส่อว่าคอร์รัปชั่นก็ช่วยกันปกปิด งบประมาณไทยเข้มแข็งหรือใครเข้มแข็งก็โกงกินกันซะเต็มที่
Quote.มันทนไม่ได้ที่เห็นคนไม่ดีมาสร้างภาพหลอกแหกตาชาวบ้านที่รู้ไม่ทัน..
ทุกวันนี้ไม่รู้เหรอว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำอยู่ โดยให้สื่อมวลชนพูดอย่างที่เขาต้องการ หากออกนอกกรอบที่เค้าวางไว้ ก็ไม่ต้องพูดอีกต่อไป
Quote..ไม่ต้องรอเทวดาที่ไหนเจียดเงินงบประมาณมาโปรดโดยไม่ต้องลงทุน ..
เพราะไม่ต้องลงทุนเองน่ะซิ รัฐบาลนี้เลยเอาเงินมาแจกแบบไร้หลักการ เงินให้คนแก่ คนพิการ ก็ให้เรื่อยเปื่อยแจกดะ ไม่ต้องดูว่าคนไหนจำเป็นหรือไม่
เหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงไม่รู้เนอะ เคยไล่ทักษิณยังไง ก็ช่วยออกมาไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ด้วยล่ะ
.............................
.................................หัวใจอันคับแคบ....(กิเลน..ประลองเชิง).................
................................วันที่...16 ....มิถุนายน 2553..(ไทยรัฐ).................
..........................................“ สังฆทานธรรม ”.......................
.................................................VS..................................................................
.......................................สนธิ...บุญยรัตกลิน.พูด..............................
.....................
“.......การนิรโทษกรรมทำให้กฎหมายกลายเป็นหมัน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นเราปกครองคนไม่ได้ คนทำความผิดต้องถูกลงโทษ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ประเทศประชาธิปไตย สิ่งสำคัญสูงสุดคือการบังคับใช้กฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่มีค่าก็จบ ....”
....................
...................................................๑..................................
..............ไม่ควรนิรโทษกรรมคนทำผิด...................กระชับชิดนิดอีกบิ๊กบังเอ๋ย
คำพูดคุณกุญแจมือคือใช่เลย...................................กระชับเย้ยไยไพใครเสื้อแดง
ขอพื้นที่ ๔0 คืนคุณขืนใจ.................................กระชับไล่ลับลวงพรางผีสางแฝง
ขอพื้นที่อธิปไตยใครดัดแปลง...........................กระชับแช่งแย่งชีวิตปลิดวิญญาณ
..............กระชับวงล้อมอ้อมแขนแน่นมัดกล้าม.....มันไม่คร้ามหยามศักดิ์หลักประหาร
กฎหมายต้องเป็นกฎหมายตายประจาน........กะโหลกบานเบ้อเร่อ.....เฮ้อหัวเราะ
ยังหัวเราะเยาะหยันไอ้สันขวาน......................ไอ้สันดานอำมหิตจิตใจเสาะ
แลบลิ้นแปล็บๆ แผลบ แผลบ เนาะ...................เมียฉอเลาะเคาะโต๊ะโอ๊ะโอ๋เมีย.......
..............มีเมียมากยากไร้ไยเสียฟอร์ม............ต้องถนอมยอมสิ้นหมิ่นศักดิ์เสีย
19 กันยา 2549 อ้าวไอ้เฮีย.............................นึกว่าเกี้ยเซี้ยใส......ทำให้เอียน
คิดว่าเนียนใช่แน่แน่แต่ไม่ใช่..........................แลกด้วยประชาธิปไตยไทยคลื่นเหียน
คนทำผิดติดโทษโหดทำเนียน.............โอ้โคตรเซียนเพียรพากสำรากคำ...............
ยังเข้าใจใช่ตนคนไม่ผิด............................ไม่เคยคิดสักนิดน้อยถ่อยถลำ
พฤติการณ์ทหารไทยไม่ค่อยจำ...............ทำอธรรมโทษผู้อื่นรื่นลำพอง...............
.............ถึงปีนี้ยังมีหน้ามากล้ากล่าว..............คนปวดร้าวผ่าวผากยังถากถอง
บิ๊กบังเอยเคยทำท่วงทำนอง................ผีไทยมองจ้องหน้าตาคุณกลวง...............
..............................................๒..........................................
.............
.............ให้คุณเป็นผู้บัญชาการทหารบก.......ใครหลงยกยอให้จนใหญ่หลวง
ไม่รักษาประชาธิปไตยให้ลุล่วง.....................ทั้งทักท้วงนิรโทษกรรมย้ำเย็นชา
จะให้เหยื่อเนื้อเสือไม่เถือหนัง......................ช่างขรึมขลังฟังเพราะเสนาะหนา
เอาแค่ขอเคารพกติกา...............................มนุษย์น่าพ้นกาละเหยื่ออธรรม
อันต้นสายปลายเหตุเภทภัยชัด......................เป็นเพราะรัฐธรรมนูญ สี่ศูนย์คว่ำ
คนไทยใจคับแคบแสบระยำ.........................กฏแห่งกรรมนำมาล่าไอ้บัง
เพราะไอ้บังยังโง่เง่าเขาหลอกใช้....................ความจัญไรไชชอนหนอนเต็มหลัง
19 กันยา 2549 ร้าวชิงชัง...........................คิดโง่งั่งพังไหมไทยธานี
..............ถึงวันนี้มีหน้าทายาทอสูร...............พวกการ์ตูนแต่งตัวหัวหน้าผี
ตั้งพรรคใหม่ให้..มั่น..เป็นรัฐมนตรี...................เผยโฉมชี้ที่ทำมาหน้าชัดชัด
ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ชาติเปื่อยยุ่ย.......................ทำชุ่ย ๆ ยังคุยเขื่องเรื่องถนัด
ถามหาความปรองดองของเมรุวัด....................จัดให้สัตว์ไล่ล่าหมารับใช้
.............การเมืองใหม่ใช้ข้อมูลกราบทูลถ่วง.....ใครก้าวล่วงราชบัลลังก์ดังค่าไถ่
ใครไทกอก็รู้อยู่แก่ใจ..................................ไผเป็นไผใช้อ้างล้างศัตรู
เสร็จประท้วงลวงชาติปราดไปจีน.....................เป็นนิจศีลเทมาเส็กเจ๊กสั่งสู้
อันดาวเทียมไทยคมชมก็รู้............................สอดส่ายดูแดนดินถิ่นมังกร
..............สิงคโปร์โกอินเตอร์เจออเมริกา.........ช่องแคบมะละกาพากระฉ่อน
ปิดล้อมจีนอินเดียเคลียร์ทางจร..........................จีนรุ่มร้อนซ่อนลึกศึกในไทย
โลกร้อนรนผลประโยชน์โหดหาเหยื่อ................คนหน้าเนื้อใจเสือเหยื่อคือไพร่
เจ๊กกับเจ๊กทะเลาะกันไทยบรรลัย....................ประชาธิปไตยอยู่ในใยแมงมุม
เสียงส่วนใหญ่ไพร่ทั้งปวงเขาลวงริบ.................ประชาธิปไตยใส่ลงหลุม
อำมาตยาธิปไตยใช้ใครคุม............................ไทยลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนอ่อนแอ
..............
..................................๓...ถ้าอยากปรองดอง.......................
..................
..............ข้อเสนอเบื้องต้นค้นคนผิด...............ใครที่คิดฆ่าฟันปั่นกระแส
ใครสั่งฆ่าคนไทยไยไม่แคร์.............................มันคิดแค่ฆ่าทิ้งชิงชังนัก
มันมายึดราชประสงค์คงไม่ไหว........................พวกจัญไรไสหัวตัวต่ำศักดิ์
บังอาจชี้สีลมจะล้มยักษ์............................ใช้ชนักปักหน้าธนาคาร
ธนาคารกรุงเทพเสพภักษา....................ขึ้นสอยดาวกินเขาป่าเป็นอาหาร
เปิดโปงหน้าอำมาตยาอนาจาร.........................บริหารบ้านเมืองเปลืองทรัพยากร
ทั้งยายเที่ยงเปรี้ยงชี้ที่ต้นน้ำ...........................ป่าเขาถ้ำย้ำพญาเย็นเป็นอนุสรณ์
ทุนผลาญป่าพญาโศกโลกแล้งร้อน....................ราษฎรจรมาดูไยรูพรุน
..............เมืองที่สูบทรัพยากรป้อนตึกหรู......พร้อมกับกรูเกรี้ยวกราดสาดกระสุน
ชนชั้นกลางสร้างกระแสแห่ทารุณ.....................จากนั้นคุณขอปรองดองแลจองเวร
สั่งไฟเขียวเปลี่ยวเปล่าข่าวสั่งฆ่า......................แม้นว่ามาหมื่นแสนแค่นเขมร
เอาเบาะ ๆ เจาะหัวขั้วระเนน......................ให้ได้เกณฑ์เทียนอันเหมินอาจเกินพัน
..............จะปรองดองเดือนกันยาอย่าได้ตั้ง.......ทหารนั่งผู้บัญชาการไปสานฝัน
ใครพัวพันปัญหาการฆ่าฟัน............................ถ้าตั้งมันมานั่งพาพังเอย
ทำให้ได้สองอย่างนี้ช่วยชี้ชัก..........................จะผ่อนหนักเป็นเบาเฝ้าเฉลย
ถ้ายังขืนฝืนใจก็ใช่เลย.................................แผ่นดินเหวยได้วุ่นวายตายอีกเบือ
อันเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก.....................สัตว์นรกฉกกัดซัดปีเสือ
ดูคนดีมีเมตตามาจุนเจือ.............................ใช้คนเชื่อประชาธิปไตยไร้เลือดนอง
...............แต่อย่างว่าถ้าพวกไพร่ไม่มาวุ่น..........เก้าอี้คุณอนุพงษ์คงไม่หมอง
แต่เมื่อคุณเป็นคนสั่งชังพี่น้อง.............................คุณจะต้องรับกรรมระยำชน
เขาแค่ร้องเรื่องยุบสภาไยหน้าหนา.....................อภิสิทธิ์อวิชชาไยหน้าขน
ทำเมืองพุทธพับพ่ายร้ายเหลือทน.....................ถ้าเป็นคนมีสติมิมีทาง.........
ผมก็อ่านแล้วรู้สึกแม่งๆ จากที
ผมก็อ่านแล้วรู้สึกแม่งๆ
จากที่ผมสังเกต ผมว่ากระแสสนธิมาจุดติดเอาก็ตอน "เราจะสู้เพื่อในหลวง"
ผมเห็นด้วยกับที่มีคนบอกแบบขำๆ ว่าเสื้อแดง-เสิ้อเหลืองนี่เป็นเรื่อง "รสนิยม"
ชาวนาจน ผู้ส่งออกรวย
ชาวนาจน ผู้ส่งออกรวย คนเมืองกินข้าวถูก เป็นสิบๆปี
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยต้งมาหลายสิบปีมีสำนักงานใหญ่โต สมาคมชาวนาไทยพึ่งตั้ง
ทรัสต์ล้ม แบงค์ล้ม รัฐนำเงินเข้าช่วยแปดแสนล้านบาทนายทุนไทย นักวิชาการไทย ไม่โวย
กองทุนหมํบ้านให้ชาวบ้านกู้ไม่ได้ให้เปล่ารายละไม่เกินสองหมื่นบาทผลการดำเนินทีมงาน ธ ขาติสรุปดี ทีดีอาร์ไอ สรุปข้อมูลไม่พอ นักวิชาการ สื่อประโคม เป็นประชานิยม ทำให้คนจนอ่อนแอ ทั้งที่ไม่ได้ให้เปล่า
เสื่อแดงเขามาทวงสิทธิความชอบธรรม เพราะเขาแข็งแรงขึ้น เรียนรู้มากขึ้น นโยบายทักษิณ สอดคล้องกับการทวงสิทธิเข้า
พวกเสื่อเหลือง สื่อนักวิชาการบางส่วนเสียประโยชน์ก็ต่อต้าน ไม่ได้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม แต่เพื่อคงฐานะการเอาเปรียบผูด้อยกว่า
เด๋วหาว่ามั่ว ตัวเลขในตารางข้
เด๋วหาว่ามั่ว
ตัวเลขในตารางข้างบน (ใน บ๊อกก่อน) มีที่มาจากที่นี่
http://www2.bot.or.th/statistics/Download/EC_XT_030_TH_ALL.XLS
ไปค้นหาดูจะได้รู้ว่า I Pad ไม่ได้มั่วแบบ นิธิ สมศัก วรเจตน์ สี่โลด นาเฟ๊ยยยยยยย!!!!
ฮ่าฮ่าฮ่า
บทความเดียวกันนี้ของอ.นิธิถูก
บทความเดียวกันนี้ของอ.นิธิถูก"ถล่ม"เละเป็นโจ๊กปั่นในเวปผู้จัดการ ก็คงไม่เป็นที่แปลกใจที่ได้รับการต้อนรับด้วยทั้งดอกไม้และก้อนอิฐที่ประชาไท(แทบจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลย) แต่ความเห็นในประชาไทยังดูจะหลากหลายกวามากและใช้เหตุผลในการโต้แย้งมากกว่า (เป็นสิ่งที่ประชาไทควรจะภูมิใจและถนอมรักษาไว้)
อยากเห็นการโต้แย้งด้วยเหตุผลในmicrocosmอย่างประชาไทแพร่กระจายไปในสังคมวงกว้างกว่านี้
ขอขอบคุณประชาไทอีกครั้ง ที่ช่วยจุดประกายการโต้แย้ง ด้วยบทความแบบนี้
อยากเห็นประชาไทเป็น เวทีอิสระของวาทะเสรีแบบนี้แหละ
doctor J
ไม่ทราบว่าที่ใหนครับ พอจะมีลิงค์ไหมครับ อยากเห็นความคิดเห็นของเสื้อเหลืองนะครับหาในกูเกิลแล้วไม่ยักมี
thepostman wrote:ชาวนาจน
ชอบมากครับประโยคนี้
คน
แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไงเลวยิ่งกว่า ทักษฺณอีกพันเท่า....ถุย
กลัวการคุมยิ่งต้องเปิดให้มีสื
กลัวการคุมยิ่งต้องเปิดให้มีสื่อเยอะ ที่สุดเท่าที่จะมีได้ เพื่อการคานอำนาจทางสังคมด้วย
รัฐธรรมนูญเป็นการเขียนกฎ เพื่อกำหนดการมีอำนาจของตำแหน่งต่างๆให้กับนักการเมือง
อยากจะลดอำนาจลงก็ได้นี่ หรือทำให้อำนาจกระจายออกให้ไม่อยู่ที่เดียวก็ได้ ทั่วโลกก็ทำอย่างนี้ จะเกิดการคานอำนาจกัน
การตั้งองค์กรตรวจสอบเป็นการคานอำนาจแล้ว แค่นี้ไม่ใช่
ยิ่งกลัวยิ่งต้องกระจาย ยิ่งต้องเปิด แต่ที่ทำอยู่คือการพยายามรวม พยายามปิด
ก่อนอื่นขอชื่นชมเว็บไซต์ที่มี
ก่อนอื่นขอชื่นชมเว็บไซต์ที่มีความสูงส่งและดำรงค์เสรีภาพแบบประชาไทมากๆ
เพราะเพียงการแสดงตัวเลขดัชนี Federal Reserve ของ I Pad ที่พิสูจน์ชัดว่ายุครุ่งเรื่องของทักษิณ ศก. ประเทศไทยหาได้ดีแท้จริงดังคำลวงโลกของทรราชสัญชาติมอนเตฯ หน้าเหลี่ยมแต่อย่างใด
การแสดงข้อมูลเช่นนั้นหาได้รับการต้อนรับและยอมรับจาก เว็บMuster ประชาไทจึงทำการลบ คห. อันเสียดแทงจิตใจนั้นทิ้งไป จึงขอชื่นชมการทำหน้าที่ เว็บMusterbation แห่งนี้อย่างล้นหลาม
แต่ I Pad ก็ยังยืนยันว่า คห. นี้ของ I Pad ถูกต้อง และ เที่ยงธรรม ที่สุด กรูก็เลยจะเอามาลงอีก แถมเที่ยวนี้จะ Cop เก็บไว้ เว็บMusterbation จะลบอีกกี่ทีกรูก็จะเอามาลงอีก
เชิญทัศนา
นี่คือทุนสำรองของไทยเมื่อ สค. 40 วันที่ไอ้จิ๋วมันพาประเทสไทยไปลงเหวประเทศเจ๊งมหารูดแพ้พ่อมดการเงินโซรอส ประเทศไทยทั้งประเทศมีเงินทุนเหลือเท่านี้
สค. 40
Federal Reserve 25,938.60 (1)
ฐานะ Forward สุทธิ -23,457.20
ตัวเลข 2 ตัวนี้ ตัวแรก (1) คือทุนสำรองที่เหลืออยู่ในคลัง (Feseral Reserve) แต่ไม่ได้แสดงฐานะการคลังที่แท้จริง เพราะยังไม่ได้หักลบภาระการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศ ซึ่งแสดงโดยตัวเลขบรรทัดที่เขียนว่า ฐานะ Forward สุทธิ หรือ (2) ซึ่งเมื่อเดือน สค. 40 ที่ไทยแพ้การปกป้องค่าเงิน ฐานะการคลังของไทยที่มีเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ 2 หมื่น 5 พันกว่าล้าน US$ แต่ปรากฎว่าไทยมีภาระ Forward ถึง 2 หมื่น 3 พันกว่าล้าน US$ นั่นเท่ากับว่าประเทสไทยทั้งประเทศมีเงินทุนที่ปลอดภาระหนี้จริงๆ เหลือเพียง 25,938.60 - 23,457.20 เท่ากับ 2,481.40 ล้าน US$ เท่านั้นเอง
เพื่อให้เข้าใจตัวเลขดัชนี Fedral Reserve ที่ถูกต้อง จึงต้องดูตัวเลขทั้งสองพร้อมๆ กัน จำไว้นะเด็กๆ
ทีนี้มาดูดัชนี Fed. (ต่อไปจะเรียกย่อว่า Fed. นะหนูๆ) ของแต่ละยุครับบาลกัน
เริ่มจาก
ยุคชวนเชื่องช้า
กย. 40
Federal Reserve 29,612.20
ฐานะ Forward สุทธิ -23,383.80
กย. 41
Federal Reserve 27,290.80
ฐานะ Forward สุทธิ -9,711.30
จะเห็นว่าผ่านไป 1 ปี ภาระ Forward หรือภาระกู้ยืมที่ไทยไปกู้มาจาก IMF ที่ตอนเริ่มต้นสูงถึง 2 หมื่น 3 พันกว่าล้านUS$ ในเดือน กันยายน 2540 เมื่อรัฐบาลชวนบริหารผ่านไป 1 ปี ในเดือน กันยายน 2541 ภาระ Forward ได้ลดลงเหลือ 9 พัน เจ็ด ร้อยกว่าล้าน US$ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หนี้ IMF ประเทศไทยได้ใช้คืนมาเป็นระยะๆ จนผ่านไป 1 ปี จาก 2 หมื่น 9 พันกว่าล้าน US$ ลดเหลือ 9 พัน 7 ร้อยกว่าล้าน US$ แล้ว หาได้มาเร่งใช้ทีเดียวในยุคทักษิณดังที่มันเคยคุยโม้อวดอ้าง (ตามสันดานแท้ของมัน ที่ช่างลอกเลียนมาสู่ลูกๆ แถว นปช. ประชาไท ฟ้าเดียวกัน ได้อย่างแทบไม่แตกต่างจริงๆ อิอิอิ) ทีนี้มาดูดัชนีตัวนี้ต่อไป
ธค. 41
Federal Reserve 29,535.90
ฐานะ Forward สุทธิ -6,572.35
เมื่อผ่านมาอีกเพียง 4 เดือน รัฐบาลชวนก็ชดใช้หนี้นั้นไปจนเหลืออยู่เพียง 6 พัน 5 ร้อยกว่าล้าน ดังที่เห็น ต่อไปเราจะดูเป็นรายปีจนจบยุคชวน
ธค. 42
Federal Reserve 34,780.60
ฐานะ Forward สุทธิ -4,794.20
โปรดสังเกตุ ฐานะการคลังของประเทศตอนปี 2542 นอกจากภาระ Forward จะลดลงแล้ว ตัวเลข Federal Reserve ก็ยังเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย แสดงถึงฐานะการคลังที่ดีขึ้น
ธค. 43
Federal Reserve 32,661.30
ฐานะ Forward สุทธิ -2,135.60
นี่คือเดือนสุดท้ายของการบริหารของรัฐบาลชวน ฐานะการคลังของประเทศจากที่มีภาระหนี้สูงถึง 2 หมื่น 3 พันกว่าล้าน มาลดลงเหลือ 2 พัน 1 ร้อยกว่าล้าน ก็แสดงว่ารัฐบาลได้ทำการชดใช้หนี้ IMF มาเป็นลำดับ หาได้มาชดใช้ทีเดียวในยุคของนายกฯ จอมโกหกหน้าเหลี่ยม (พ่อใครๆ แถวนี้ อิอิอิ) แต่อย่างใด
ทีนี้มาดูยุคทักษิณ
มค. 44
Federal Reserve 32,795.00
ฐานะ Forward สุทธิ -2,072.60
มค. 45
Federal Reserve 33,802.40
ฐานะ Forward สุทธิ -1,882.00
จะเห็นได้ว่าผ่านไป 1 ปี ฐานะการคลังของประเทศภายใต้การบริหารของรัฐบาลทักษิณ ที่คุยไว้ใหญ่โตว่าเป็นยุคทองของ ศก. ไทย แต่ดัชนีชี้วัดคามมั่งคั่งของประเทศกลับไม่มีอะไรแตกต่างเลย
มาดูต่อ
มค. 46
Federal Reserve 39,776.00
ฐานะ Forward สุทธิ 700.00
จะเห็นได้ว่าผ่นไปอีก 1 ปี ฐานะการคลังก็เท่าๆ กับ เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว มีดีขึ้นแค่ภาระหนี้สินหมดไป (ตัวเลข ภาระ Forward สุทธิ ไม่ติดลบ) แต่ทุนสำรองของประเทสก็ยังอยู่ในระดับ 3 หมืนกว่าล้านเท่าเดิม
ดูต่อ
มค. 47
Federal Reserve 42,194.10
ฐานะ Forward สุทธิ 7,075.00
ผ่านไปอีกปี ทุนสำรองของประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 2 พัน 4 ร้อยกว่าล้าน เท่านั้นเอง ภายใต้การบริหารที่คุยฟุ้งเสียใหญ่โตว่าเก่งเลิศประเสริฐสุด
มาดูตอนจบเลยดีกว่าว่าก่อนโดนเตะตกกระป๋องประเทศไทยมีฐานะการคลังเป็นอย่างไร
กย. 49
Federal Reserve 61,592.67
ฐานะ Forward สุทธิ 3,985.00
ดูเผินๆ เหมือนว่าดีนะ เพราะทุนสำรองเพิ่มขึ้นถึง 1 หมื่น 9 พันกว่าล้าน แต่อย่าลืมว่านี่คือระยะเวลา 2 ปี กว่านะ แถมเป็นช่วงที่ ศก. โลกกำลังฟูเฟื่อง แต่นายแม้วทำให้ประเทศไทยรวยขึ้นแค่ หมื่นกว่าล้านใน 2 ปี กว่า
ซึ่งมาดูเทียบกับยุค สุรยุทธ์ ที่ประเทศไทยโดนต่อต้านด้านการค้าจากนานาประเทศเพราะเป็นรัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหาร เป็นแบบนี้ (บอกไว้ก่อนดูแล้วอย่าตกใจนะ ฮิฮิ)
ตค. 49
62,302.19
5,291.00
ธค. 49
66,984.78
6,941.00
มค. 50
66,769.37
7,690.00
เม.ย. 50
71,069.17
9,350.00
สค. 50
74,439.18
13,594.10
ธค. 50
87,455.12
19,085.70
เห็นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รัฐบาลทหารที่มาจากการรับประหารที่บริหารประเทสได้ห่วยมาก แต่ฐานการคลังของประเทศก้าวกระโดจาก 6 หมื่น 2 พันกว่าล้าน ในตอนเริ่มต้นมากลายเป็น 8 หมื่น 7 พันกว่าล้าน ในระยะเวลา ปี เศษๆ แล้วอย่าลืมว่าการค้าไทยโดนต่อต้านจากการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารด้วยนะ
ต่อไปมาดูยุคไอ้เด็กแก๊งไอติมจากอ๊อกเฟิร์ด นาม มาร์คขี้
บอกไว้ก่อนว่าตัวเลขน่ะดูดีกว่ายุคทักษิณแบบเทียบไม่ติด แต่ก็ปลอบใจให้หน่อยว่าไม่ได้มาจากฝีมือไอ้มาร์คแต่อย่างใด เป็นเพราะดวงที่ภาวะ ศก. โลกเกิดแฮมเบอร์เกอร์ไครสิส แล้วผลของมันที่เป็นวิกฤติในยุโรป เมกา แต่ดันกลายมาเป็นโอกาสดีให้แก่เอเชีย โดยเฉพาะไทย ทุนสำรองของเราเลยโตเอาๆ หาได้เป็นเพราะฝีมือมาร์คแต่อย่างใด
แต่อยากให้ดูไว้ว่ายุคที่มีคนคุยว่า ศก. รุ่งเรือง จากฝีมือของมัน เมื่อมาดูกับตัวเลขในยุคที่ศก.โลกติดขัด แล้วทำไมยุคนั้นจึงสู้ยุคนี้ไม่ได้ มีใครโกหกกันแน่ โปรดทัศนากันเต็มๆ (ขอแสดงแบบราย 3 เดือนนะ)
มค. 52
110,722.20
6,139.00
เมย. 52
116,827.14
3,584.00
สค. 52
127,345.42
12,557.00
พย. 52
139,828.38
15,718.00
มค. 53
142,403.45
12,565.00
เม.ย. 53
147,588.12
11,918.00
มืย. 53
146,759.20
12,038.00
หรือกล่าวง่ายๆ รัฐบาลมาร์คที่เป็นที่เกลียดชังของตะกวดเรนเจอร์ แต่มันก็ทำให้เงินทุนประเทศเติบโตขึ้นถึง 3 หมื่น 5 พันกว่าล้าน ในระยะเลา 2 ปี
ต่างกับยุคที่มีขี้คุยบอกว่าดี แต่ทุนสำรองเพิ่มเพียง 2 หมื่น 8 พันกว่าล้านในระยะเลา 5 ปี เศษๆ
เห็นอะไรรำไรๆ บ้างหรือยัง เหล่าประชาไทผู้สูงส่งแต่ถูกหลอก (เว่าสำเนียงบ้านข้อยตอ้งเว่าว่า เถิกหลอกคักๆ บักหมา กั๊กกั๊กกั๊ก)
เสื้อเหลืองเป็นใครและออกมาทํา
เสื้อเหลืองเป็นใครและออกมาทําไม ตายละกู ถ้าไม่รู้จะบอกให้ เสื้อเหลืองคือคนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากอํามหิตและก็ออกมาสั่งฆ่าประชาชนไงหละ โถๆๆๆทําเป็นไม่รู้ไปได้
I Pad
ขอชื่นชมด้วยใจจริงว่า I Pad เก่งจังเลยครับ ในการหาข้อมูลสนับสนุน
แต่ช่วยตอบให้ชื่นหัวใจหน่อยครับว่า
เขากู้เิงินทำไม?
แล้วเงินที่ยึดมามันอยู่ในนี้ไหม? ดูเหมือนมันจะโตน้อยกว่าที่ยึดนะครับ
เขาจะขึ้นVATอีกทำไม? เมื่อมีเงินเยอะขนาดนี้แล้ว
ดูอะไรๆมันสวนทางกันไปหมดนะครับ
ผมไม่รู้เรื่องหรอกครับ เรื่องทางด้านเศรษฐกิจการคงการคลังอะไรพวกนี้ ดูแล้วตาลาย
Quote:นอกจากนี้
อ้าวไปตัด'วาทะ'ของแกนนำออกแต่แรกเลย
นี่เคยคลุกคลีกับคนดูASTVมะเนี่ย มีวันนึงมองทะลุเจออาเสี่ยน้อยๆที่เป็นญาติกันดูASTVตอนปี2549 มองทะลุพูดเล่นๆว่า'ถ้าเสี่ยอู๊ดก็ดูASTVเห็นทีทักษิณจะอยู่มะได้'
ผ่านไปไม่ถึงปีทักษิณโดนเล่นอ่วม
แม่นยังกะจับวาง!
ที่พูดอย่างนั้นเพราะว่า ถ้าใครหลงคารมโฆษณาชวนเชื่อของสนธิละก้อ รอดยาก!
แหม มองทะลุโม้เชียว
ไม่โม้ได้งัยล่ะสนใจการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายซ้ายตั้งแต่อายุ15อยู่กับคำโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายซ้ายและขวามา30ปี!
เสี่ยอู๊ดไม่เคยสนใจการเมือง พระเดชพระคุณท่านบิดามีกิจการให้สืบทอดผลิตเงินทองไปได้เรื่อยๆ
ถ้าเสี่ยอู๊ดติดASTVงอมแงม แปลว่าคนกรุงธรรมดาๆแบบเสี่ยอู๊ดก็มีสิทธิติดASTVด้วยเหมือนกัน
ที่คาดว่าทักษิณจะพังเพราะคนแบบเสี่ยอู๊ดมันมีเยอะ ไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนแล้วมาฟังASTV
พี่น้องแท้ๆของเราเองที่เสพASTVก็มี ทั้งปีทั้งขาติไม่เคยพูดเรื่องการเมืองเป็นเรื่องเป็นราว แต่ตอนนี้พูดการเมืองตามที่ASTVพูด
เสี่ยอู๊ดฮึ่มๆกับพระเดชพระคุณบิดาและพระเดชพระคุณมารดา และยังทะเลาะกับน้องสาวจนเลิกพูดกันเพราะเชียร์สีเสื้อคนละสี...เรื่องธรรมดา เห็นเป็นแบบนี้หลายบ้าน!
เคยเห็นคนดูASTVช่วง7ตุลา2551มะ ที่เขาถ่ายทอดมาถึงบ้านบนเวทีปลุกเร้าอารมณ์ทำให้คนดูโกรธหน้าเครียด แล้วพอพูดถึงการสูญเสียก็ทำให้คนดูร้องห่มร้องไห้
มันโฆษณาชวนเชื่อ เน้นปลุกอารมณ์และพูดด้านเดียวอะน่ะ
เห็นหลายคนนะตั้งแต่ปี2549 เปิดดูถ่ายทอดสดASTVแล้วติดงอมแงมจนถึงบัดนี้
ที่พูดเนี่ยเข้าใจมะว่าเค้าดูกันยังไง
แบบว่ามีห้องแอร์ มีคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต(ยุคแรกก่อนถ่ายทอดทีวี) นั่งดูASTVสบายๆแล้วหลายทีมีเบียร์กินหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย
พอพรรคพวกว่างตรงกันก็นัดกันลงสนามไปม็อบเสื้อเหลืองซัก3-5ชั่วโมงพอเหนื่อยร้อนกับเมื่อยก้นก็กลับบ้านมานั่งห้องแอร์ดูถ่ายทอดทางเน็ตหรือทีวีต่อ
แหม ไปตัดปัจจัยการพูดโฆษณาชวนเชื่อแบบพูดด้านเดียว ใส่สีตีไข่ ให้ร้ายป้ายสี สร้างเรื่องเท็จ(การชุมนุมของเสื้อแดงที่สนามกีฬามีละครหมิ่นฯเป็นอาทิ) ทึกทักเรื่องต่างๆขึ้นเป็นความจริงแล้วเชื้อเชื่อกันเหลือเกิน ฯลฯ
ตัดประเด็นวาทะโวหารออก ก็จะไม่เข้าใจเสื้อเหลืองเหมือนกัน
มองทะลุเขียนในอีกกระทู้ว่ามนุษย์ใช่ว่าจะต้องมีเหตุผลตลอดศก มนุษย์มีด้านของอัตตาตัวตนที่เป็นเรื่องของความปรารถนา(มีโอกาส'กู้ชาติ'กะเขา)และอารมณ์ความรู้สึก(ที่จะรักเหลืองเกลียดทักกี้เกลียดแดง)
ยิ่งในสภาวะการณ์ที่ถูกครอบงำด้วยโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อมูลที่ถูกเลือกด้านพูดและข้อมูลบิดเบือนอีกทั้งตรรกะเหตุผลบิดเบี้ยวไปหมด ก็แสดงว่าด้านเหตุผลของเสื้อเหลืองมันเป็นด้านที่อ่อน แต่ด้านอัตตาตัวตนเป็นด้านแข็งกว่า
การพยายามอธิบายเสื้อเหลืองด้วยฐานคิดว่าเสื้อเหลืองมีพฤติกรรมที่มีเหตุมีผลตามแบบจำลองมนุษย์เหตุผลของเศรษฐศาสตร์ มันก็ไม่เวิร์กนะซี้
เสื้อเหลืองอธิบายแบบตีขลุมข้อมูลน้อยน่าจะเป็นว่า'ขบวนการสร้างและล่าแม่มดปีศาจการเมือง'เท่านั้นเองล่ะจ๊ะ
ชื่นชอบอาจารย์นิธิมานานในฐานะ
ชื่นชอบอาจารย์นิธิมานานในฐานะนักประวัติศาสตร์ รู้สึกสงสัยว่าทำไมท่านไปรับร่วมปฏิรูปประเทศไทย
เพียงนายก 100 ศพ หยุดบริหารประเทศกับทหารเลิกปฏิวัติ ปัญหาน่าจะคลี่คลาย
น้ำลัด wrote:I Pad
ในเมื่อไม่รู้เรื่อง ศศ. ก็คงไม่ต้องสีซอให้ท่านฟังกระมังเพราะสืไปก็โง่ไม่เข้าใจเหมือนเดิมก็ไม่รู้จะบอกไปทำไม
เพราะเอาแค่หลักง่ายๆ ว่าเงินคงคลังคืออะไร แต่บางคนฏ้ดั๊นโง่ไปคิดว่าต้องรวมเอาเงินที่ยึดเขามามั่ง แถมงั่งอีกไม่รู้ว่ากู้ IMF มากู้ทำไม บอกกรงๆ ไอ้หนู อาการยั๊งเอ็.นี่สีไม่ขึ้นน่ะนะ
ขอผ่านละกัน
มองทะลุ wrote:Quote:นอกจากนี้
มองทะลุนี่น่าจะใช้ชื่อ ตอแหลทะลัก มากกว่านะ
เพราะทะลักออกมาแต่ละอันตอแหลทั้งน้านนนนนน
บอกตรงๆ รู้แล้วทำไมพวก ไข่แม้วประชาไททำไมชอบเรียกเมืองไทยบ้านเกิดตัวเองตอแหลแลนด์ ก็เพราะเมืองไทยมันมีพวกประชาไท ฟ้าเดียวกัน นี่เองเมืองไทยจึงเป็น ตอแหลแลนด์
ที่แท้มันเรียกพวกมันกันเองนี่เอ๊ง อิอิอิ
Anonymous wrote:โง่จิง ว่ะ
ควายมาอีกตัวและ ใครวะชมไอ้มาร์ค พวกประชาไทที่เสแสดงทำตัวสูงส่งเนี่ย! ตัวจริงมันไร้สมองแบบนี้ทุกตัวจริงๆ หรือนี่ ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ!
ไม่รู้สมองเอาไปไว้ไหนตอนอ่านจ้อมูล ศก. อันแสนดาดๆ ที่ควายที่ไหนก็อ่านออกว่า มันบอกว่า ศก. ในช่วงหน้าเหลี่ยมไม่ได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ แล้วทำไมควายที่นี่บางตัวหาว่าผมไปชื่นชมไอ้มาร์ค แหม! เถียงกันมาเป็นปี ควายประชาไทก็ยังไม่รู้เลยว่า พธม. เกลียดไอ้มาร์คแค่ไหน เสือกมาพูดอยู่ได้ว่า I Pad ชมไอ้มาร์ค
โง่เป็นสรณะอย่างนี้อ้ะเด๊! พ่อมันถึงยังเร่ร่อนจนวันนี้
อิอิอิ
เรียนน้องไม่ใส่ชื่อ
เรียนน้องไม่ใส่ชื่อ (Anonymud)
ถ้าอยากรู้หลักฐานว่า พธม. ไม่เลิฟ ปชป. เพียงใด รีบเปิดดูรายการคุณสนธิ เพราะกำลังสาวไส้ ปชป. เรื่อง เขาพระวิหารให้ฟัง
ถ้าอดดูไปหาย้อยหลังดูได้ จะได้หายโง่เรื่องท่าทีของ พธม. ต่อ ปชป. ซะที ให้สีซอบ่อยๆ ก็เบื่อเหมือนกัน ฮิฮิฮิ
I Pad wrote:น้ำลัด wrote:I
คนไม่รู้ก็ต้องถามสิครับ จะได้เข้าใจ เพราะมันเป็นตรรกะง่ายๆทั่วไป เมื่อฐานะดีก็ไม่ต้องกู้สิครับ
จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจเรื่องการเงินการคลังระดับประเทศ ถ้าเข้าใจกันหมดก็คงแ่ย่งกันเป็นรมต.คลังละครับ
หรือว่าตอบไม่ได้ ก็เลยแกล้งด่าว่าโง่ไว้ก่อน จะได้ไม่มีใครสงสัยต่อ ASTV เขาสอนมาดีนะเนี่ย
มันไม่ใช่แบบไหนอย่างไรก็สาธยายให้ัฟังหน่อยสิ คนอื่นเขาจะได้หายข้องใจมากขึ้น
คนเราไม่มีใครฉลาดไปทุกอย่างหรอกครับ และก็ไม่มีใครโง่ไปเสียทุกอย่าง
บางทีคนที่ดูฉลาดๆนั้น อาจจะโง่บัดซบในเรื่องที่ไม่ควรจะโง่ก็ได้ครับ
ผมภูมิใจที่เป็นคนโง่ เพราะคนโง่ยังจะต้องศึกษาอยู่เรื่อยๆครับ
และที่นี่ก็มีคนโ่ง่อยู่มากมายพร้อมที่จะรับฟังสิ่งต่างๆเสมอ
ผมไม่อยากเป็นคนฉลาดครับ ถ้าหากคนฉลาดนั้นชอบด่าคนอื่นว่าโง่
ถ้าหากคนฉลาดนั้นไม่ยอมฟังใคร เพราะมองคนอื่นๆโง่กันหมด
ครับอ่านคอมเม้นท์ข้างในยังไม่
ครับอ่านคอมเม้นท์ข้างในยังไม่ครบ(เฉพาะที่หลักๆที่เป็นไฮไล้ท์อย่างอ.สมศักดิ์หรือบางท่านเท่านั้น) ผมว่าสิ่งที่อ.นิธิทิ้งแมสเซสไว้มันบอกอะไรได้ลึก แม้จะไม่ตรงๆแบบที่อ.สมศักดิ์และdoctor J พยายามโฟกัสหรือชี้ชัด ผมว่ามันคือสิ่งเดียวกันนี้ของอ.นิธิหรือไม่ที่บอกว่า
"""จารีตนิยมกลายเป็นปราการสำหรับปกป้องตนเองจากความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งรับไม่ทัน"""???
จนทำไห้ผม ค่อนข้างมั่นใจว่าอ.นิธิ ไม่ได้เจตนามาเอ็กซเรย์ตัวตนคนเสื้อเหลืองตรงๆ แต่ต้องการไปไกลถึง คนถือหางคนเสื้อเหลืองมากกว่า? เพราะที่เล่ามาหรือ อรัมภบทมา(โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำยิ่งไม่ใช่ เพราะเหลืองออกมาปลุกคนไทยตื่นจากทฤษฎีต้มกบระบอบทักษิณในมิติการตรวจสอบที่เนที่มาแรกๆแต่มันบานปลายเพราะมิจฉาฯไม่เชื่อในปชต.และมาตรการด่านอรหันต์ที่ผมเคยเสนอไว้ คือไปตายเอาดาบเดี่ยวกับกระแสตัวบุคคลของพธม.และทีมงานวิ่งพลัดฯ
เพราะทั้งหมดที่อ.นิธิยกมา มันเป็นตัวตนหรือคนพธม.คนเสื้อเหลืองไม่ถึง30%
เพราะถ้าแยกตัวตนคนเสื้อเหลืองทางโครงสร้างแล้ว มันห่างจากนิยามที่อ.นิธิว่าไว้มาก เช่น โครงสร้างเสื้อเหลืองที่เป็นฐานเสียงปชป. ทางใต้ ,ฐานมวลชนจัดตั้งที่เกณฯมาแต่ล่ะจังหวัด? ที่เป็นมวลชนคนเสื้อเหลืองต่างจังหวัด, แม้แต่กลุ่มสหภาพฯกลุ่มต่อต้านการแปรรูปรส.ที่ดูๆจะกึ่งชนชั้นกลาง แต่จริงๆคือชนชั้นล่างระดับผุ้ใช้แรงงานเลยส่วนใหญ่)นี่คือฐานมวลชนคนชั้นล่างที่ไม่ต่างจากเสื้อแดงเลย(ตรงนี้ผมว่าเกินกว่า60%ของมวลชนคนพธม.)
ดังนั้นนิยามเหลืองว่าชนชั้นกลางจึงไม่ถูกต้องนัก? แต่ อ.นิธิได้ชี้ไว้หรือออกตัววไว้ว่าฐานมวลชนเหลืองมีความหลากหลายตรงนี้ใช่ครับเห็นด้วยว่าใช่และที่อ.ยกมาในนิยามชนชั้นกลางก็ใช่แค่ตรงนี้) แต่ไม่ใช่นิยามความหลากหลายไปในภาพเดียว จนยกเหมารวมว่าเหลืองคือชนชั้นกลาง(แม้เจตนาจะแมสเซสข้ามไปถึงชนชั้นสูงด้วยการอ้างชนชั้นกลางแทน)
คืออ.นิธิคุยเหมือนเลี่ยงๆหรือ ไม่เลี่ยงแต่เข้าใจตามนั้นจริงๆ โดยเฉพาะนิยามชนชั้นกลางของเหลือง ตรงนี้กำกึ่งว่า เจตนาแบบกึ่งยิงกึ่งผ่าน ?หรือตั้งใจยิงตรงๆแต่มันไซด์โป้ง ห่างประตูหรือเป้าฯไปไกล
แต่สรุปท่อนท้ายๆได้ค่อนข้างตรงประเด็น อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าเหลือง ขึ้นตนอาจจะเป็นลำไม้ไผ่(เป็นคุณต่อปชต.ปลุกคนไทยตื่นจากทฤษฎีต้มกบระบอบทักษิณ) แต่เงื่อนไข หรือวิธีการก็อย่างที่อ.นิธิทิ้งท้ายไว้เรื่องเครื่องมือเขา ที่ตรงกับคำนี้ของผมที่ว่า"ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่จนหลายคนคาดหวังว่าจะได้นวัตกรรมตัวช่วยทางปชตภาคปชช.ที่ดี แต่พอเหลาไปเหลามาสรุปได้บ้องกัญชา???
เครื่องมือเสฟอำนาจร้อนแบบก้อนยาฝิ่น กลายเป็นทหารราบในกรงลิง หรือท้าวสุวรรณ ณ.กระทะตุ๋นกบปชต.ในการไฮแจ็คจับขังปชต.ในหม้อตุ๋นกบอำมาตยฯนั้นคือกลายไปเป็นเครื่องมือหรือจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายปชต.
นั้นคือเครื่องมือในการแสดงแทนกับสิ่งที่อ.นิธิชี้ไว้ตรงนี้
"""จารีตนิยมกลายเป็นปราการสำหรับปกป้องตนเองจากความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งรับไม่ทัน"""???
ดังนั้นกลยุทธ"นกกระจิบในแหนายพราน" หรือการสร้างสภาวะ"CHAOS"(ความสับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก) ด้วยการสร้างทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้าย เพื่อส้รางความชอบธรรมให้อำนาจนอกปชต.แทรกตัวเข้ามาได้ นั้นคือสภาวะที่ฝ่ายปชต.สับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก คือถ้ามันดีๆอยู่ หรือเครื่องมือแบบปชต.มันยังไปได้ปกติ อำนาจนอกปชต.จะไม่มีพื้นที่ความชอบธรรมแทรกเข้ามาได้
เพราะเขาเคยใช้ความพยายามมาแล้วหลายครั้งในการ เอากระบองยักษ์ฟาดระบอบทักษิณแรงๆหลายครั้ง เช่นปฎิญญาบัตรทอง,ปฎิญญาฟินแลนด์,แต่งตั้งสังฆราชฯ,ผู้ว่าCEOฯลฯ หนักๆกว่ากระบวนการล้มเจ้าฯ(ตอนนี้ของรบปชป.) หรือการย้อนมุก ไม้ตายตะโกนในโรงหนังของรบ.นี้?
แต่เขาไม่บิ่นเพราะเกราะแก้วความชอบธรรมแบบปชต.มันยังสูงอยู่? ตียังไงก็ไม่บิ่น จนอ่อนใจนั่งตบยุงรอมันพลาดจนเผลอหลับไป?
แต่ได้ตัวช่วยคือบทบาทพธม. ที่ตอนนั้นยังเป็นลำไม้ไผ่ฯ ปลุกคนไทยตื่นจากทฤษฎีต้มกบ(การค่อยเร่งอุณภูมิการครอบงำทีละนิดๆทีล่ะภาคส่วน)ของระบอบทักษิณระยะตั้งโต๊ะ แม้เจตนาส่วนหนึ่งของระบอบทักษิณคือเริ่มได้ใจเริ่มมองข้ามเกราะแก้วความชอบธรรมภาคปชช.
เพราะตั้งใจจะออกแบบเกราะเหล็กด้วยตัวเองด้วยการเร่งอุณภูมิการครอบงำ มัดอีกชั้น เอาไว้รับมือ หรือกันการตีจากอีกขั่วอำนาจอย่างเบล็ดเสร็จเด็ดขาด? เพราะมองว่าเกราะแก้วความชอบธรรมภาคปชช. หรือดูถูกภาคปชช.ว่าตามหลายลี้? ประชานิยมมัดแน่นอยู่หมัดแล้ว? จึงให้ความสำคัญในการแปรสัมปทานเกราะแก้วตรงนั้นไปเป็นอุณภูมิการครอบงำต้มกบ เพื่อเป้าหมายการสร้างเกราะเหล็กให้แน่นหนาขึ้น(เพราะอีกฝ่ายก็เริ่มตีแรงขึ้น)แต่ระบอบทักษิณมีความชอบธรรมด้วยปชต.ที่ยังเป็นต่ออยู่)
จนเกราะแก้วความชอบธรรมภาคปชช.มันค่อยบางลงๆๆๆ แล้วยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานด้วยการไปไล่ต้อนกลุ่มทุนเก่าฯ และกลุ่มทุนชนชั้นกลางที่คุณนิธิพยายามพูดถึงที่รวมตัวอย่างอย่างทีพีไอ ของประชัย, สื่อแบบสนธิฯและเมเนเจอร์ฯฯลฯ
ในขณะที่เกราะแก้วความชอบธรรมมันเริ่มบางลงๆ จนขนาดจิ๊กโก๋สวนลุม(ยังไม่มารวมเป็นสวนรุมกับพธม.)ของสนธิ ยังไล่ตีไล่แหย่ได้ ทั้งที่สมัยก่อนท้าวมหายักษ์ เอากระบองฟาดเต็มๆหลายครั้งยังเอาไม่อยู่ยังไม่บิ่น แต่นี่แค่จิ๊กโก๋สวนลุมฯ ยังแหย่แผลกลางหลังได้
เพราะเกราะแก้วความชอบธรรมมันเริ่มบางลงๆๆๆเพราะดันไปแปรสัมทานไปเป็นอุณภูมิต้มกบ
กับการพยายามจะกลับเข้าซุกเกราะเหล็กที่ตัวเองออกแบบ ครอบงำทุกอวัยวะภาคส่วนไว้ ด้วยเช้าใจว่านั้นคือเกราะที่ออกแบบเองได้ด้วยอำนาจรัฐที่มี แต่เพราะเหล็กยิ่งไปเพิ่มอุณภูมิการครอบงำมันจึงยิ่งร้อน จึงยิ่งบังไม่ได้ ที่แม้แต่เด็กแม่ค้ายังชี้หน้าด่าในห้างฯ ทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้ายเริ่มทำงานเต็มสูบไม้แรก)เพราะ เริ่มมีคนตีโดน พธม.เริ่มจิกแผลอย่างเป็นระบบ
ที่นี้ ก็สาระพัด ขาบาทาคู่กรณีที่นั่งตบยุงรอทั้งฝ่ายค้านฯ,ฝ่ายแค้น, ยักษ์ที่นั่งตบยุงรอมันผูกขาดเล่นกินเยาะเย้ยมานาน แถมไปเชญสิงคโต(โปร)เจ้าป่ามากินเย้ยร่วมโต๊ะ ด้วยที่มีความชอบธรรมเกราะแก้วภาคปชช.,เกราะแก้วปชต., ผลงาน(ยุคแรกๆ) จนที่เรียกได้ว่า เป็นรบ.ที่ดีที่สุด(สนธิน่ะชม) ส่วนตัวผมก็เห็นด้วยว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีรบ.มาถ้าไปไปทะลุกลางปล้องก่อน? ปชต.กำลังจะเดินไปถูกทางแล้วคือแค่มันเป๋ก็ต้องประคองให้ถูกถ้าเรายังเชื่อมั่นในปชตงแต่เพราะเราไม่เชื่อไปเชื่ออะไร???นั้นล่ะคือสิ่งที่พาหลงทางไปไกลจนกู่ไม่กลับ สนธิอีกใช่ไหมท่าน? ร้องหาทหารมาปัดสวะ,ปัสวะ(ปฎิวัติ) ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายจากสวนลุมมาอยู่สวนรุมกับพธม.?
นั้นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นของการสหบาท ,สหบาทา และจุดเริ่มของทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้าย โดยไม้หนึ่งคือพธม. ซึ่งตัวตนพธม.ตอนยังเป็นลำไม่ไผ่ เจตนาปลุกคนไทยให้ตื่นจากระบอบทักษิณ(ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่อ.นิธิอ้างแม้จะมีแต่ไม่ชัดเท่ากระบวนการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของทฤษฎีต้มกบ)
ซึ่งคนละเนื้อหากับที่อ.นิธิร่ายยาว,อรัมฯ เพราะเนื้อหาจริงๆในส่วนใหญ่คือตรงนี้ นั้นคือเจตนาเริ่มต้นพธม.เป็นตัวช่วยฝ่ายปชต.(ต่อการตรวจระบอบทักษิณ)
แต่เพราะวิธีการที่มิจฉาฯมันดันกลายไปเป็นตัวซวยกลายไปเป็นบ้องกัญชา เครื่องมือให้เขาเสพอำนาจร้อน เป็นตัวเดินเกมกาสิโนอำนาจ ลากปชต.ลงหม้อตุ๋นกบหนักกว่าต้มกบระบอบทักษิณหลายเท่าเพราะเงื่อนไขคือตรงนี้
"""จารีตนิยมกลายเป็นปราการสำหรับปกป้องตนเองจากความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งรับไม่ทัน"""???
(ถ้าจะให้แปลตรงตามตรงในอีกนัยยะหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียงคือตรงนี้? คือปัญหาเรื่องการไม่ยอมหรือไม่อยากปรับตัวกับเงื่อนไขพัฒนาการความต่างใหม่ที่เข้ามามากขึ้นๆๆๆ) แม้เนื้อหาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำรัช ที่ตอบโจทย์เชิงปัจเจกเครื่องมือบริหารจัดการกิเลสที่เริ่มได้ในระดับตัวตนหรือปัจเจคเป็นเครื่องมือละเอียดอ่อนทางศาสนาที่สูงส่งเชิงปรัชญา
แต่ถ้านัยยะเชิงเกมการเมืองเกมอำนาจก็อย่างที่ชี้ไว้คือปัญหาเรื่องการปรับตัว ผลสรุปจึงคือผลงานของพธม.อีกแล้วครับท่าน สาระแนอีกแล้วครับท่าน?ที่อ้างว่าพยายามจะหาการเมืองใหม่ อยากสร้าง"นวัตกรรมทางปชต."ด้วยความคาดหวังที่คุณเปิดตัวเป็นลำไม้ไผ่แบกรับความคาดหวังจะเป็นตัวช่วยภาคปชช. แต่ที่ไหนได้? เหลาไปเหลามาได้บ้องกัญชา เป็นทหารราบในกรงลิงจับขังปชต.ลงหม้อตุ๋นกบอำมาตยฯ
ลากสถานการณ์ปชต. พัฒนการ ปชตไหลย้อนกลับไปไกลหลายสิบปี(น่าจะประมาณหลัง2475หรือ2490) ที่ตอนแรกเข้าใจว่าแค่ยุคป๋าฯ(ของป๋าฯงานบริหารยังเดินได้กว่านี้แม้จะอำมาตยฯราชการครอบปชต.) แต่พธม.จ๋า?ผลงานคุณลากได้แน่มากไปไกลกว่านั้น???
นี่ไงที่ผมฟันธงว่าตัวซวย? ไม่ใช่ตัวช่วย และไม่ได้ให้ประโยชน์กับใคร เพราะฝ่ายที่ได้ไปก็ไปไม่รอด? เพราะ พัฒนาการมันไหลย้อนกลับแบบนั้น ? มันฝืนธรรมชาติของพัฒนาการความต่าง แต่ด้วยความหลงทางมิจฉาฯของพธม. จึงสร้าง"นวัตกรรมบ้องกัญชา" เครื่องมือเสฟอำนาจร้อน ที่เสฟความพอใจระยะสั้น? แต่สร้างมหาผลกระทบมากมายมหาศาลเพราะไม่ได้ประโยชน์ต่อทั้งผู้เสฟฯ ส่งผลกระทบต่อคนให้ คนรอบข้างในระยะยาวต่อตัวเองต่อปชต.และฯลฯ
เพราะเงื่อนไขคือความหลงของผู้รับ? และมิจฉาทิฐิของผู้ให้? เพราะมันสวนทางกับปชต.หรือพัฒนาการแบบไหลย้อนกลับจนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกันแน่? ตกลงปชต.จะไม่เอากันแล้วใช่ไหม? ถามพธม.ละเอ้า? ถ้าเอา ทำไมคุณลากไหลกลับไปหายุคเรือสำเภากางใบล่ะ? เพราะเงื่อนไขตรงนี้ใช่ไหม?
"""จารีตนิยมกลายเป็นปราการสำหรับปกป้องตนเองจากความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งรับไม่ทัน"""???
นั้นล่ะครับคือเหตุผลว่าทำไมไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์? เพราะติดยึดยึดมั่นถือมั่นในความใหญ่ยืนยันในขนาดไม่ยอมปรับตัว อย่างเป็นปัจจุบันกับเงื่อนไขพัฒนาการของความต่างเอาความใหญ่เข้าไปขวางอย่างสวนทาง บางทีเหตุผลของความเสื่อมความล่มสลาย ไม่ใช่ใครทำ? ใครทำลาย? หรือการพยายามรักษาไว้ ด้วยไฟแห่งอำนาจตรงนั้นแบบนั้นและแบบนี้ต่างหากคือการเร่งรอบไปสู่รอบการดับ"(ไม่มีอะไรยั่งยืนนิรันดร์เพราะความนิรันดร์คือ"อนัตตา")
แต่เหตุผลเงื่อนไขในการดำรงอยู่อย่างสมดุล"เสถียร"คือการปรับตัวเข้าหาธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง ให้เป็นปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งไม่ต้านไม่ขวางเพื่อระบบที่"สมดุล" ปรับสู่รอบการสร้างบนสมดุลที่"เสถียร"นั้นคือการยืดระยะที่สุดในรอบการดำรงอยู่ในคาบการสร้างเพราะถ้ามองว่าตัวเองคือจุด0สูญกลางดึงทุกอย่างเข้าหาตัวเพื่อเพิ่มขนาดความใหญ่การดำรงอยู่ในความเชื่อเรื่องขนาดและอำนาจรวมศูนย์0 นั้นคือจุดเริ่มต้นของรอบการดับแบบ"หลุมดำ"???
ครับต้องออกตัวก่อนน่ะครับว่าส
ครับต้องออกตัวก่อนน่ะครับว่าสำหรับผม ระบอบทักษิณ ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว ตามภาพปีศาจที่วาดมา6,7ปี แต่ก็มีเหตุผลบางประการที่พธม.จะออกมาเป็นตัวช่วยในระบบการตรวจสอบ เป็นด่านอรหันต์ด่านหนึ่งที่เข้มแข็ง(จนตอนแรกผมก็ยังชมบทบาทนั้น)
แต่สิ่งที่พลาดสูงสุดคือการพยายามไปดึงสิ่งที่นอกปชต.มาแก้ปัญหา (ลำพังปชต.แค่นี้เอาระบอบทักษิณอยู่ไหม?) จริงๆคือต้องถามคนถามว่าอยู่แค่ไหน? ถ้ามิติการตรวจสอบถ่วงดุล และประคองทิศทางปชต.และด้วยมาตรการด่านอรหันต์ที่ผมเคยเสนอไว้ เกินพอครับ ถ้าเชื่อมั่นในปชต.แล้วเรายังรักษาปชต.ไว้ได้?
ไม่ให้สะดุดหรือไหลย้อนกลับไปหลายสิบปีแบบนี้?(เพราะข้อหาจนถึงมีการตรวจสออบอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ความเสียหายที่คาดว่าเกิดจากระบอบทักษิณน้อยกว่าทุกรบ. ไม่ว่ารบ.ชวน หรือใครที่ผ่านมาแม้แต่รบ.นี้จนถึงยุคป๋าฯ เพราะที่ทะเลเงียบสงบฝนตกต้องตามฤดูการณ์(เน้นไม่ใช่กาล) เรือยนต์ปชต.กับเรือสำเภา ไปทางเดียวกันแต่ความเสียหายคือความไร้ประสิทธิภาพ,ความล้าหลัง และเสียโอกาสการพัฒนาไปหลายสิบปี คือแทนที่จะได้สัก30ถึง40% ผมก็ถือว่ารับได้แล้ว แต่ยุคป๋าฯ ผมว่าเราได้มาไม่ถึง20% เท่าที่ควรเป็น?นี่คือความเสียหายอีกอย่างหนึ่งโยเพาะคอรัปฯนี่เขกหัวได้เลยทุกรบ. จะจะกว่าระบอบทักษิณด้วย
แต่ถ้าเป้าหมายล้มล้างฯฆ่าล้างเผ่าพันธุ์,เจตนาย้ายขั่วอำนาจ หรือย้ายฐานอำนาจจากปชต.ไปหาอำนาจนอกปชต.จะด้วย??? หรือ???นี่ล่ะที่มันไม่ใช่? หรือปรับทิศทางให้พัฒนาการเรือยนต์ปชต.ไหลย้อนกลับ ไปหาเรือสำเภากางใบ แค่ที่ผมว่าไม่พอจริงๆครับที่สุดเพราะมันคือตรงนี้ไงมันถึงเป็นแบบนี้
และนี่คือเหตุผลจริงๆที่มันบานปลาย เพราะเราไม่เอาปชต.? เราไม่เชื่อมั่นในปชต. แต่เราพากันสละเรือยนต์ปชต.ไหลตามกระแสม.7ลอยคอไปหาอะไร?จะพากันไปขอเรือพระที่นั่งฯ นี่น่ะ? มาแจวบรรทุกปชช.ข้ามฝั่งแทนปชต.สิ้นคิดไหมล่ะสนธิ?
โดนไม้พายโบ๊ะหัวด่ากลับมาว่ามั่ว มันยังไม่สำนึกอีก ยังไปบ้าต่อร้องหาทหารมาปัสวะรดที่นอนทุกวันทุกๆ นี่ล่ะคือความสาระแนในความบ้า ของคู่หูดูโอ ลำลอง ศรีธัญญากับสนสิจ๊ะ ศรีมหาโพธิ์ เจ้าลิทธิความบ้าโลกาวินาศ ที่บ้าหนักในประเทศไม่พอ ช่วงประเด็นเขาพระวิหารร้อนๆ
สนธิสั่งให้ทหารเอาเครื่องบินไปบ็อมเขมร เอาเรือรบไปปิดอ่าวเขมร นี่ไงบ้าๆแบบนี้ยังเป็นกุนซือผูกขาดการออกแบบบ้านเมือง อยู่ตอนนี้ทุกอย่างที่คนบ้าถือไฟร้องขอ เอาสิได้ทุกอย่างไหม ทั้งปฎิวัติ,ยึดทำเนียบ,สนามบิน, ออกแบบใบสั่งฆ่าเสื้อแดงฯลฯ
เชื่อเถอะ เชื่อคนบ้าถือไฟเข้ามากๆเดี๋ยวก็ได้รบกับเขมร?ก็ตัวแปรตัวป่วนมันยังบ้าถือไฟหนักผูกขาดเผาอยู่ตรงนี้มันไม่วอดได้อย่างไร???
roungreung
อย่างนี้เรียกว่า ความ"กระจอก" ทาง methodology ที่พยายามมองอะไรให้แคบ ลดทอนความซับซ้อนของสังคมการเมืองไทยเหลือเพียง ความเกลียดชัง "ระบอบทักษิณ" ที่น่ากลัว หรือไม่ครับ ดร.สมศักดิ์????????
เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าเสื้
เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าเสื้อเหลืองคือพวกไม่ชอบทักษิณและการบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทย พวกนี้ชอบถูกปั่นหัวตามแบบซ้อเจ็ดและไอ้พวกสนธิ ส่วนเสื้อแดงเป็นพวกที่มองเห็นว่าหลังปฏิวัติมี2มาตรฐาน มีความอยุติธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย การทำมาหากินไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยทักษิณและชอบนโยบายทักษิณ จึงมาเรียกร้องความยุติธรรมและขอให้เลือกตั้งใหม่
การเมืองใหม่ มีเพื่ออะไร????
การเมืองใหม่ มีเพื่ออะไร???? สำหรับใคร????
พึ่งมีเวลาย้อนกลับมาอ่านข้อคว
พึ่งมีเวลาย้อนกลับมาอ่านข้อความของคุณ"I Pad " ที่พยายามจะเอามามาม่าไวไวควิกความรู้กึ่งสำเร็จรูป ไปลอกๆเขามาแบบลวกๆมาแปะ เพื่อแสดงว่าตัวเองมีฐานข้อมูลรองรับ ที่น่าเชื่อถือผม็หลายครั้งแล้วลายมือทางความคิดI Pad จะเป็นแบบนี้ตลอด?
โดยเฉพาะ ข้อมูลอาขยานท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง จากพระคาถาเจ้าลัทธิ(สนธิ) กับทีมงานวิ่งพลัดกี่คูณให้ร้ายระบอบทักษิณจนเกินจริง แม้ส่วนหนึ่งจะมีบ้างความไม่ชอบมาพากลจริงๆกับระบอบทักษิณ แต่พธม.ทำเสียเรื่องเป็นตัวซวยให้เรื่องมันบานปลาย(แม้ในเจตนาจะเป็นคุณฯในระบบตรวจสอบภาคปชช.แต่วิธีการนี่มันคนบ้าถือไฟชัดๆ)
ตรงนี้เหมือนกันที่I Pad ไปเอามาม่าไวไวควิ๊กมาลวกๆเสิร์ฟ โดยขาดความเข้าใจในต้นฉบับหรือที่มาที่ไปอย่างรอบด้าน(เพราะความรู้กึ่งสำเร็จรูปแบบลวกๆ)มันก็เป็นแบบนี้ล่ะ?
จนไปมองหนี้ที่รบ.มาร์ค ขี้กองโตไว้ สร้างภาระไว้ ?มองเห็นว่ามันคือทอง? (ไปย้อนอ่านเอาว่าI Pad เห็นหนี้หรือเห็นขี้แล้วแปลเป็นทองอย่างไรขี้เกียจแจงเพราะมันจะยาวเอาชัดๆให้ย้อนไปอ่านเอา) แม้ความจำเป็นต้องกู้ต่อวิกฤตแอมเบอร์เก้อ แต่คุณต้องแยกแยะว่าเงินที่เต็มกระเป๋านั้นมันที่มาเป็นอย่างไร?
เช่นปล้นเขามา? หรือกู้เขามา? มันเต็มกระเป๋าในเงื่อนไขแบบใด แต่I Pad ดันไปชมกองขี้(กู้หนี้ของรบ.มาร์ค)ว่าคือทอง? แค่ตรงนี้ก็สะท้อนตัวตนคุณI Pad แล้วว่ามั่วได้สนิทใจแบบไหน?
คือยอมรับว่าเห็นมานานแต่ไม่ได้อ่าน?เพราะส่วนหนึ่งไม่มีเวลา และหลักๆเลยคือเห็นลายมือทางความคิดคุณI Pad แล้วมันพยากรณ์???ได้เยอะโดยเฉพาะความไม่น่าเชื่อถือในสิ่งที่พยายามนำเสนอ? เพราะที่ถือมาแปะๆหรือลอกๆลวกๆลกๆมาวางหลายเรื่อง? ตัวคนเอามายังเข้าใจอย่างแท้จริงหรือไม่ต่อสิ่งที่ไปเอามา
แต่เอามาโพยทนาเป็นวรรคเป็นเวรเป็นนกแก้วนกขุนทอง นั้นคือสไตล์คุณI Pad ที่ผมไม่ค่อยอยากอ่านความคิดเห็นเขา(เห็นจะผ่านๆเลี่ยงๆ) แต่ครั้งนี้มีเนื้อหายาวๆและหลายคนดันไปหลงทางกับข้อมูลลวกเสิร์ฟแบบนี้(โดยเฉพาะคุณน้ำลัด) จึงต้องอธิบายเพิ่ม ไม่ใช่อะไรกันคนอื่นหาว่าผมได้อ่านแล้วได้เห็นแล้วเชื่อตามนั้นมันเสียหายผมหมด?เพราะผมอยู่ในวงสนธนา ถ้าไม่แย้งก้เท่ากับยอมรับว่าจริง???
อะตอม
อะตอม
ตั้งแต่เจอเศษขยะทางความคิดที่นายเบ่งออกมาละเลงเปรอะหน้าบอร์ดประชาไทกรูไม่เคยตอบคุณเลยเพราะบอกตรงๆ กรูขี้เกียจอ่านเศษขยะที่เอ็งเบ่งออกมาเพราะมันนอกจากจะตอแหลหาสาระไม่ได้แล้ว กลวิธีการเขียนก็ยังห่วยยิ่งกว่าตีนไก่เขี่ยคุ้ยหาเศษอาหารหน้าลานเว็จอีก
แต่ที่ครั้งนี้ต้องโต้ตอบเอ็งก็เพราะเห็นเอ็งอยากลองของเอาชื่อข้ามาใส่ไว้ให้เปรอะไปหมด ก็เลยสงสัยว่าเด็กทารกเสือกทำซ่าอยากดูดหัวแม่เท้าอย่างเอ็งจะทำอะไรซึ่งอ่านแล้วก็เหมือนเดิมนั่นคือ สติปัญญาของเอ็งก็ใหญ่ขนาดอะตอมสมชื่อเอ็งจริงๆ เห็นแล้วก็เลยขอละไว้ขี้เกียจตอบ
แต่ขอไว้ประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่เอ็งพยายามแสดงควายคิดเห็นขั้นทรพีว่ากรูบอกไอ้มาร์กกู้มาแล้วดีนั้น นอกจากเอ็งจะอ่านความเห็นของกรูไม่รู้เรื่องแล้ว (สันนิษฐานว่าสมองมันแค่อะตอมเดียวเลยทำความเข้าใจไม่ได้นั่นเอง ฮา) เอ็งยังหน้าด้านกล่าวหาพล่อยๆ อีกว่า I Pad ชื่นชมไอ้มาร์ค
เอาเป็นว่าเมตตาเอ็งจะถือว่าเอ็งมันไอ้เด็กสติปัญญาระดับใหญ่แค่อะตอมก็แล้วกัน เพราะ คห. เรื่องการกู้และทุนสำรองฯ ของกรูที่ว่ามามึงกลับไปอ่านใหม่ให้ดีไอ้สมองแค่อะตอมนึง กรูบอกไว้ชัดๆ ว่าการกู้ที่ก่อให้เกิดผลดีของไอ้มาร์กมาจากลูกฟลุ๊ค ถ้ามึงอ่านหนังสือไทยไม่เข้าใจกรูแนะนำให้มึงย่อยสลายตัวมึงเองออกเป็นคว๊ากแล้วสูญสลายไปเสียอย่าแค่นมาแสดงควายเห็นควายๆ อยู่อย่างนี้เลยเพราะมันไม่รุ่ง ที่หนักที่สุดคือ มึงแสดงความเห็นด้วยการตอแหลแบบนี้ยิ่งต่ำช้าไร้ราคาที่จะเสวนาด้วยจริงๆ คราวก่อนก็ทีนึงแล้วที่แสดงควายเห็นด้วยการบอกว่า คนที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์คือ พธม. ปลอมตัวมา ซึ่งแค่นี้ก็เห็นชัดแล้วว่าคนสมองเท่าอะตอมอย่างเอ็งมีค่าแค่ไหน (คำตอบเล็กกว่าอะตอมของขี้ 75% ฮ่าฮ๋าฮ่า) แถมสันดานยังต่ำช้าพอๆ กับพ่อแม้วเสียอีก (มิน่า! ถึงยอมรับท่อน้ำเลี้ยงพ่อมันอยู่ได้นี่เอง อิอิอิ)
แล้วที่เอ็งว่าข้อมูลที่กรูว่ามาลอกเขามาน่ะ เอ็งลองไปหาต้นฉบับบทความไหนที่เขียนด้วยเนื้อหาแบบของกรูมั่ง ถ้าหาได้แล้วเอามาแสดงซะ จะได้ยืนยันความเลวของเอ็งว่าเอ็งไม่ได้ตอแหล
แค่นี้พอละกัน เพราะการเขียนตอบกับควายสมองขนาด 1 อะตอมอย่างเอ็ง บอกกรงๆ กูอยากจะอ้วกว่ะ
อ้วก!
ครับจริงๆไม่ได้เจตนาจะมาต่อคว
ครับจริงๆไม่ได้เจตนาจะมาต่อความยาวกับอันธพาลทางเน็ตแบบคุณ ไอแพด(เพราะปกติผมจะไม่ค่อยจะยุ่งกับเขาเท่าไหร่) ยกเว้นพาดพิงหรือมีบางสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจใหญ่ๆหลักๆ เพื่อป้องกันความเสียหายในประเด็นความเข้าใจไม่ถูกต้องทั้งในส่วนตัวและเนื้อหาหลักๆในประเด็นสาธารณะ
ส่วนเนื้อหาที่คุณไอแพดมั่วมาชี้แจงแล้วและถ้าเขาแย้งอย่างมีเหตุผลเป็นเหตุเป็นผลมีค่าพอจะชี้แจงต่อ ก็จะต้องทำความเข้าใจต่อ? แต่ล่าสุดเขามาละเลงเศษขยะทางอารมณ์ที่ไม่ตรงประเด็น ที่ผมเห็นเป็นเรื่องน่าสมเพชอุดจาดตามากกว่า ที่จะไปถือสา ส่วนหนึ่งด้วยความเอ็นดูลายมือทางความคิดที่เละๆเลอะๆ แบบเด็กเล่นซน ตามต้นทุนต้นสังกัด(พธม)
ที่เคยแสดงออกระบายออกทางปชต.อย่างไร้วุฒิภาวะที่ผมเคยเปรียบไว้ว่าเหมือนเด็กเล่นขี้(เหลืองอ๋อยเต็มสนามบินเลย)นี่ก็ไม่ต่างจากต้นสังกัดเดิมเขา ที่มาปล่อย"อุจาระวาจา" ไว้เลอะๆเละๆในนี้ แถมกล่าวหาแบบแต่งเรื่องเอาเองจนไม่ตรงข้อเท็จจริง ในการพาดพิงสร้างความเสียหายกับผมตรงนี้? จึงต้องชี้แจงเพิ่ม
ว่า มันเป็นข้อความที่ไส่ไข่ใส่ความคิดเห็นตัวเองลงไป ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงว่าเป็นความคิดเห็นผมตามนั้น กับคำพาดพิงผมอันนี้ที่ต้องชี้แจง?(ทั้งที่จริงๆไม่อยากเอาพิมเสนไปแลก???(ที่เขาถนัดเล่นกันจากต้นสังกัดเดิมที่เหลืองๆเหม็นๆน่ะ)กับข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงข้อเท้จจริงคำนี้ของไอแพดที่ว่า
""คราวก่อนก็ทีนึงแล้วที่แสดงควายเห็นด้วยการบอกว่า คนที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์คือ พธม. ปลอมตัวมา ซึ่งแค่นี้ก็เห็นชัดแล้วว่าคนสมองเท่าอะตอมอย่างเอ็งมีค่าแค่ไหน (คำตอบเล็กกว่าอะตอมของขี้ 75% ฮ่าฮ๋าฮ่า) แถมสันดานยังต่ำช้าพอๆ กับพ่อแม้วเสียอีก (มิน่า! ถึงยอมรับท่อน้ำเลี้ยงพ่อมันอยู่ได้นี่เอง อิอิอิ)""
ตรงไหน?ตอนไหน?ที่ผมไปให้ความคิดเห็นแบบนี้ไว้? ไอแพดนี่มั่วได้ใจ ตรงฉายาจริงๆ จำได้ว่าเคยมีพาดพิงบ้างเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ที่ไอแพดแย้งว่าผมไปกล่าวหาพธม.เผาบ้านเผาเมืองน่าจะจากคำพูดผมที่ว่าภาระกิจ"หนุมารเผากรุงรัตนโกสินทร์" จากกุล่มคนบ้าถือไฟพธม. ซึ่งเป็นคำอุปมาฯ(ตรงนี้ต้องแปลไหมไอแพดถ้าต้องถ้าขนาดให้ต้องแปลผมแนะนำไปเรียนประถมฯใหม่ในคอร์สภาษาไทยแบบเข้มข้น)
จากผลการกระทำที่ยิ่งกว่าเผาบ้านเผาเมือง กับผลงาน193วัน โดยเฉพาะปิดทำเนียบบุกรัฐสภาฯจนผลงานสูงสุดในทำเนียบก่อการร้ายที่สร้างไว้ในการปิดสนามบิน(เพราะมันไปไกลถึงก่อการร้ายสากล) ซึ่งผลในการทำลายประเทศในโทนเดียวกับแดงเผาเมืองที่มองการบรรลุเป้าหมาแบบเฉียบพลันมักง่ายมากกว่าวิธีการที่ถูกต้อง? พวกคนบ้าถือไฟทั้งนั้น(หมายถึงทั้งแดงทั้งเหลือง)ประกวดการเผาบ้านเผาเมืองแข่งกัน?
จะด้วยวิธีคิดหรือ เจตนา แบบพธม.(ผ่านคุณไอแพด)เป็นแบบนั้นจริงๆ(อาจจะมีหรือไม่มีที่ไอแพดอ้างมาที่ไม่ใช่ความคิดหรือข้อสังเกตุผม เรื่องพธม.มาเผาแล้วใส่ร้ายแดงหรือมันมาจากความระแวงแบบกินปูนร้อนท้อง) ที่ไม่เกี่ยวกับผมเลยตรงนี้? นี่ไงครับเจตนามันไม่บริสุทธิ์ บางที่การแสดงความคิดเห็นมันก็ไม่บริสุทธิ์? ระแวงเขาไปทั่วแบบนี้จนไปจับแพะมาชนแกะกล่าวหาคนอื่นมั่วๆมาแบบนี้
ผมเสียหายเพราะมันไม่ตรงข้อเท็จจริงจึงชี้แจง ด้วยสิทธิการป้องกันตัวจากการพาดพิงที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงเท่านั้น? ไม่เจตนามาต่อความยาวกับอันธพาลทางเน็ตแบบไอแพดแบบนี้???
ไปละ ไปเล่นหมากรุกต่อ
ไปละ ไปเล่นหมากรุกต่อ