คณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยันอาจารย์ทำสมควรแก่เหตุ ไม่ได้ลิดรอนสิทธินิสิตถือป้าย

"จรัส สุวรรณมาลา" เผยได้รับรายงานจาก "วีระศักดิ์" แล้ว หวั่นเป็นป้ายหยาบคาย ด่าพ่อล่อแม่ เหมือนเสื้อแดงจึงได้ยึดมา "วีระศักดิ์" ยันมีนิสิตแฝงตัวเข้ามาอยู่กับกลุ่มต้อนรับนายกฯ ที่เซ็ตไว้ จึงขอดูข้อความในป้าย ยันไม่ได้ยื้อแย่ง ชี้มีการอ้างคำพูดไม่หมดแล้วนำไปตีความในทางที่ผิดความหมาย ที่จริงแล้วหมายถึง สถานที่จัดงานเป็นความรับผิดชอบของผม

จากกรณีที่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งถูกขัดขวางไม่ให้ชูป้ายแสดง ความคิดเห็นทางการเมือง ในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ มาปาฐกถา ในงานครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 18 ส.ค. นั้น

กระทรวงศึกษาธิการแจ้ง สกอ. ให้จุฬาฯ ทำหนังสือแจงกรณียึดป้ายนิสิต
มติชนออนไลน์
รายงานช่วงเช้าวันนี้ (21 ส.ค.) ว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีที่นายวีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยึดป้ายข้อความเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ขัดขวางไม่ให้ยื่นจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ ระหว่างมาร่วมงานวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า อยากให้เข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย ในส่วนของจุฬาฯ ผู้ที่จัดงานคงต้องการให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนจะปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของนิสิตหรือไม่นั้น คงต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริง ตนอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพิ่งออกหนังสือขอความร่วมมือให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ ควบคุมสอดส่องดูแลการจัดแสดงละครเวทีทางการเมืองให้เป็นกลาง และล่าสุดเกิดเหตุการณ์อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ยึดป้ายของนิสิต จุฬาฯจะกำชับ สกอ.ให้ออกหนังสือย้ำเรื่องไม่ให้ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของนิสิตนัก ศึกษาหรือไม่ นายชินวรณ์กล่าวว่า รัฐบาลและ ศธ.ไม่มีนโยบายที่จะปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ตนมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาแสดงความเห็นทางการ เมือง และตนยังมองในแง่ดีว่าไม่มีฝ่ายใดต้องการให้สังคมเกิดความแตกแยก เพียงแต่มีความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งต้องพยายามทำความเข้าใจกันต่อไป

นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ในฐานะกำกับดูแล สกอ. กล่าวว่า ได้กำชับ สกอ.ให้แจ้งผ่านมหาวิทยาลัยทุกแห่งไปแล้วว่า ศธ.และรัฐบาลชุดนี้ มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้นิสิตินักศึกษาแสดงความคิดเห็น และทำกิจกรรมทางการเมืองได้เต็มที่ กรณีที่เกิดขึ้นที่จุฬาฯ ตนไม่ทราบกำลังรอคำชี้แจงจากจุฬาฯ ขณะนี้ได้มอบหมายให้ สกอ.แจ้งจุฬาฯทำหนังสือชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นมายังตนแล้ว

"จรัส สุวรรณมาลา" ยันอาจารย์ทำสมควรแก่เหตุ ไม่ได้ลิดรอนสิทธิของนิสิต
ด้านนายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ "มติชนออนไลน์" ด้วยว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้รับรายงานจากนายวีระศักดิ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นว่านายวีระศักดิ์ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ ถือว่าทำสมควรแก่เหตุ ไม่ได้ปิดกั้นหรือลิดรอนสิทธิในการแสดงออกของนิสิตด้วย เพราะในฐานะผู้จัดงานวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งได้เชิญนายกรัฐมนตรีมาเป็นแขก ต้องการดูแลงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่นิสิตกลุ่มนี้ถือป้ายในลักษณะพับไว้ ไม่ยอมให้นายวีระศักดิ์ดูว่าเป็นข้อความอะไร เมื่อนายวีระศักดิ์ขอดู ทำท่าจะเดินหนี นายวีระศักดิ์หวั่นว่าจะเป็นป้ายที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล่อแม่ เหมือนที่ประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง จึงได้ยึดมา

"ผมขอยืนยันว่านายวีระศักดิ์ไม่ใช่คนที่ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของ นิสิต โดยเฉพาะคณะรัฐศาสตร์ของเรา เปิดกว้างให้ทุกสี เคยใช้งบประมาณของคณะจัดเวทีให้กลุ่มเสื้อแดงทั่วประเทศมาแสดงความเห็นทาง การเมือง อาทิตย์ถัดมาก็จัดเวทีให้กลุ่มเสื้อเหลืองทั่วประเทศมาแสดงความเห็น ยืนยันว่าคณะรัฐศาสตร์เปิดกว้างเรื่องนี้มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยซ้า " นายจรัสกล่าว และว่า ถ้านิสิตยอมให้ดูข้อความและข้อความนั้นไม่ได้หยาบคายอะไร เชื่อว่านายวีระศักดิ์จะยอมให้นิสิตโชว์ป้ายประท้วงแน่นอน ถ้ารัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ต้องการให้ชี้แจงข้อเท็จจริงก็ยินดี

วีระศักดิ์ยันมีนิสิตแฝงตัวเข้ามาถือป้ายจึงขอดูข้อความ ยันไม่ได้ยื้อแย่ง
ด้านนายวีระศักดิ์กล่าวกับ "มติชนออนไลน์" ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ตนเดินตรวจเส้นทางกลับของนายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ แล้วทีมรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของนายกฯสะกิดตนให้ดูนิสิตกลุ่มหนึ่งที่ยืนแฝงมากับกลุ่มนิสิตที่เราเซ็ตไว้ สำหรับยืนต้อนรับนายกรัฐมนตรี นิสิตกลุ่มนี้ถือปึกโปสเตอร์ ตนเดินเข้าไปบอกว่า "ช่วยเปิดให้ผมดูหน่อย " ถามถึงสองครั้ง แต่นิสิตไม่ยอมเปิดและพยายามเดินหนี ในฐานะผู้รับผิดชอบงาน ที่ต้องดูแลงานให้เกิดความเรียบร้อย เมื่อนิสิตไม่ยอมเปิดให้ดู และส่อพิรุธด้วยการจะเดินหนี ตนจึงดึงกระดาษออกมา ยืนยันไม่ใช่การยื้อแย่ง เพราะเมื่อหยิบกระดาษมา นิสิตก็ปล่อยทันที

"จากนั้นมีนิสิตคนหนึ่งเดินมาพูดว่าไม่สามารถพูดแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองได้เลยหรือ ผมจึงพูดว่า "นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง " มีการโค้ทคำพูดผมไม่หมด เลือกเฉพาะคำที่โดนใจตัวเอง แล้วไปตีความในทางที่ผิดความหมาย คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน" นายวีระศักดิ์กล่าว

เออใช่จริงๆ

เออใช่จริงๆ เท่าที่เห็นเป็นป้ายที่เขียนจากคำพูดของ ไอ้นู๋มาร์คเคยพูดไว้แทบทั้งสิ้น แต่มันไม่เคยทำตามคำพูด เด็กๆกลัวมันลืม เลยจะเขียนเตือน แต่คงไม่นึกว่าจะจะโดนงับ .........โดนงับแย่งไปยังกับถุงขี้ ........แต่อาจารย์เขาพูดก็มีเหตุผล คงไม่อยากเห็น เด็กๆชูป้ายที่มีคำไม่สุภาพในสถานศึกษาที่เขารับผิดชอบในการจัดงาน .....แต่ความจริงก็ปรากฏแล้ว เด็กๆเขาก็ทำตัวอยู่ในกรอบ ข้อความก็ไม่หยาบคาย แต่คนที่คิดพิเรณว่าเด็กจะทำในสิ่งไม่ดีคืออาจารย์นั่นแหละ

"เป็นการตีความที่ผิดความหมาย

"เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน"

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 ณ ตึกยาว ข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยมีพระราชปรารภที่จะทรงจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้ทันกาลสมัย จึงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อฝึกหัดนักเรียนสำหรับรับราชการปกครองขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับ ราชการใกล้ชิดพระองค์ และด้วยประเพณีโบราณที่ข้าราชการจะถวายตัวเข้าศึกษางานในกรมมหาดเล็ก ก่อนที่จะออกไปรับตำแหน่งในกรมอื่น ๆ ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445[7]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการจัดการศึกษา เพื่อผลิตนักเรียนไปรับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน โดยใช้วังวินด์เซอร์เป็นสถานที่ประกอบการเรียนการสอน และสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2453 พร้อมทั้ง พระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งขึ้น และได้ใช้เงินคงเหลือจากการที่ราษฎรเรี่ยรายกันเพื่อสร้างพระบรมรูปทรงม้านั้น มาใช้เป็นทุนของโรงเรียนแห่งนี้[8]

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดที่ดินพระคลังข้างที่รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,309 ไร่เป็นเขตโรงเรียน[9] โดยมีการจัดการศึกษาใน 5 โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) ได้แก่ โรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนคุรุศึกษา โรงเรียนราชแพทยาลัย โรงเรียนเนติศึกษา และโรงเรียนยันตรศึกษา[10]

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ

ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่ผู้ใดที่มีความประสงค์จะศึกษาขั้นสูงก็สามารถเข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อเป็นอนุสาวรีย์สมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[11]

https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2

"นี่เวทีวิชาการ

"นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง " มีการโค้ทคำพูดผมไม่หมด เลือกเฉพาะคำที่โดนใจตัวเอง แล้วไปตีความในทางที่ผิดความหมาย คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน

ถึงโค้ทคำพูดมาหมด เขาก็ตีความหมายคำพูดคุณไม่ผิดหรอก คุณจัดงานในจุฬาฯนะ งานวิชาการของคุณเป็นงานเฉพาะแบบนิติบุคคลหรือ นิสิตคุณก็เห็นว่าเขาถือกระดาษ ไม่ใช่อาวุธ แล้วตามเนื่อเรื่องที่ว่ามา คุณรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่านิสิตจะมาประท้วง ต่อให้เขาเขียนหยาบคาย มันก็จะทำให้งานของคุณไม่เรียบร้อยเหรอ ก็เปล่า นิสิตเหล่านั้นก็เป็นนิสิตจุฬา แล้วคุณก็บอกเองว่าพวกเขามีแค่ ไม่กี่คน จะเดือดร้อนซักแค่ไหนกัน คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้ เจตนาต่างหากที่สำคัญ ชาวรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ต้องรู้ดี

จุฬาฯต้องเป็นสุภาพชน อย่าทำตน

จุฬาฯต้องเป็นสุภาพชน
อย่าทำตนเหมือนเสื้อแดง
เปิดกว้างกว่าทุกแห่ง
นี่คือ "แหล่งพระราชทาน"

การเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับ

การเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐสมบูรณ์ อย่างเป็นทางการ เมื่อพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 29 ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดย นายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จากนี้สถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และข้าราชการมี สิทธิที่จะขอเปลี่ยนสภาพเป็นพนักงานได้ ภายในระยะเวลา 90 วัน และ ไม่เกิน 4 ปี และจากนี้ไปจะไม่มีข้าราชการเพิ่มขึ้นอีก ตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 78 ของพระราชบัญญัติฯ [41] ดังนี้

* กรณีที่ 1 แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัตินี้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้าง ของมหาวิทยาลัย แล้วแต่กรณี ในทันที
* กรณีที่ 2 แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังกำหนดเวลาตาม กรณีที่ 1 แต่ไม่เกินสี่ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อมหาวิทยาลัยได้ประเมินแล้ว เห็นว่ามีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้บรรจุเป็น พนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องทดลองปฏิบัติงาน

การนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลนั้น เป็นประเด็นขัดแย้ง มีการล่ารายชื่อคัดค้าน [42][43] จนกระทั่ง วาระสุดท้ายของการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สภาคณาจารย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[44][45] ร่วมกับ ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คัดค้าน สนช. ในการผ่านร่าง พ.ร.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ....[46] อย่างเร่งรีบโดยไม่ฟังเสียงประชาคมจุฬาฯ[47][48][49] ในที่สุดวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ร่าง พรบ. ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของ สนช.หลังพิจารณา ในวาระ 2 เรียงตามมาตรา ที่ประชุม สนช.มีมติในวาระที่ 3 ประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ เป็นกฎหมาย ด้วยมติ 134-6 เสียง (งดออกเสียง 4 เสียง) [50] ใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชัวโมง ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปลี่ยนสถานะจากมหาวิทยาลัย "ของรัฐ" เป็นมหาวิทยาลัย "ในกำกับ" ของรัฐ เป็นมหาวิทยาลัยที่ 13 ของประเทศ ตามลำดับดังนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยทักษิณ, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันที่ 21 ธันวาคม 2550 เวลา 13.30 น. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.อ. ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์, พล.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน, และนายไพศาล พืชมงคล สนช.ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่ สนช.27 คน เข้าชื่อส่งให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีร่าง พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 และตราขึ้นมาโดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีบทบัญญัติหลายมาตราที่มีข้อความและเนื้อหาที่ขัดแย้งกับรัฐ ธรรมนูญหลายมาตรา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นมาด้วยปณิธานที่ว่าจะจัดการศึกษาให้กับ พสกนิกรไทย แต่การยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีลักษณะฉ้อฉลปล้นทรัพย์แผ่นดิน เพื่อให้คณะบุคคลเอาไปใช้สอยและเป็นการทำลายพระราชปณิธานแห่งการสถาปนาจุฬาฯ เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์หรือตอบสนองประโยชน์สำหรับการศึกษาขั้นสูงสำหรับผู้มี รายได้ และฐานะอันสูงไม่เป็นประโยชน์ต่อพสกนิกร การตรากฎหมายในลักษณะนี้จึงไม่ใช่วิธีทางแห่งรัฐธรรมนูญที่ต้องการความเสมอ ภาค เสรีภาพ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ [51] อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้แถลงว่าผู้ที่สามารถสอบเข้าเรียนในจุฬาฯ ได้ในหลักสูตรปกตินั้นจะได้เรียนจนจบในระดับปริญญาตรี เนื่องจากมหาวิทยาลัยเตรียมทุนการศึกษาไว้ปีละมากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ซึ่งเพียงพอแต่ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแน่นอน และถ้าไม่เพียงพอทางมหาวิทยาลัยจะจัดสรรเพิ่มขึ้นอีก[52]

อีกทั้งเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ศ.ดร.โสภณ เริงสำราญ ประธานเครือข่ายกลุ่มคัดค้านการนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ (คจม.) ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายศรีราชา เจริญพานิช เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่ามีเนื้อหาและกระบวนการพิจารณาขัดและไม่ชอบกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่ เช่น มาตรา 16 ในร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯว่าด้วยบุคคลสามารถยกความขึ้นเป็นข้อเรียกร้องต่อสู้ในเรื่อง ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (2) ว่าด้วยเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ [53] บางมาตรายังมีผลกระทบต่อสถานภาพของสถาบันการศึกษาในพระนาม “จุฬาลงกรณ์” อย่างร้ายแรง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานที่ดินอันเป็นที่พระราชทรัพย์แก่จุฬาฯ ให้เป็นที่ตั้งทำการและหาประโยชน์เพียงเพื่อจรรโลงการศึกษา มิใช่มุ่งหวังให้แสวงผลประโยชน์ทางธุรกิจและการค้าเป็นสำคัญ แต่ร่าง พ.ร.บ.จุฬาฯ จะมีผลทำให้จุฬาฯ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสถาบันการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์ดำเนินการทางธุรกิจการค้า ควบคู่กับการศึกษา โดยอาศัยที่ดินพระราชทานเป็นเครื่องแสวงผลประโยชน์ มาตราบางมาตราในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีบทบัญญัติรองรับให้จุฬาฯ สามารถลงทุน ร่วมลงทุนร่วมกับบุคคลอื่นตั้งนิติบุคคล รวมทั้งกู้ยืม ฯ ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงอย่างยิ่ง [54] อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยได้ออกมาชี้แจงประเด็นเรื่องที่ดินพระราชทานว่า ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่สามารถนำไปขายได้เด็ดขาด[52][55]

สนใจตรงคำพูดนี้ครับ "ใครเรียน

สนใจตรงคำพูดนี้ครับ

"ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน"

ผมว่าน่าจะเขียนให้แม่นตรงกว่าว่า

"ใครเรียนจุฬาฯ จะถูกสอนว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน" นะครับ

เพราะเคยได้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า ร.5 และ ร.6 มิได้พระราชทานที่ดินให้จุฬา ครับ ในลิงค์ด้านล่างนี้

http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=22438

แน่นอนนะครับว่าน่าจะถกเถียงเรื่องหลักฐานข้อเท็จจริงกันได้ เพราะผมเองก็ยังไม่ทราบเช่นกันว่าข้อมูลไหนถูกต้องครับ แต่อย่างน้อยก็แสดงว่าไม่ได้ลงรอยกันเรื่องหลักฐานเสียทีเดียวครับ

เพื่อราษฎร

เพื่อราษฎร wrote:
"เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน"

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 ณ ตึกยาว ข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยมีพระราชปรารภที่จะทรงจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้ทันกาลสมัย จึงจัดตั้งโรงเรียนเพื่อฝึกหัดนักเรียนสำหรับรับราชการปกครองขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้ จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับ ราชการใกล้ชิดพระองค์ และด้วยประเพณีโบราณที่ข้าราชการจะถวายตัวเข้าศึกษางานในกรมมหาดเล็ก ก่อนที่จะออกไปรับตำแหน่งในกรมอื่น ๆ ดังนั้น พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น “โรงเรียนมหาดเล็ก” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445[7]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการจัดการศึกษา เพื่อผลิตนักเรียนไปรับราชการในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน โดยใช้วังวินด์เซอร์เป็นสถานที่ประกอบการเรียนการสอน และสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2453 พร้อมทั้ง พระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งขึ้น และได้ใช้เงินคงเหลือจากการที่ราษฎรเรี่ยรายกันเพื่อสร้างพระบรมรูปทรงม้านั้น มาใช้เป็นทุนของโรงเรียนแห่งนี้[8]

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดที่ดินพระคลังข้างที่รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,309 ไร่เป็นเขตโรงเรียน[9] โดยมีการจัดการศึกษาใน 5 โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) ได้แก่ โรงเรียนรัฎฐประศาสนศาสตร์ โรงเรียนคุรุศึกษา โรงเรียนราชแพทยาลัย โรงเรียนเนติศึกษา และโรงเรียนยันตรศึกษา[10]

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ

ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่ผู้ใดที่มีความประสงค์จะศึกษาขั้นสูงก็สามารถเข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เพื่อเป็นอนุสาวรีย์สมพระเกียรติแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[11]

https://secure.wikimedia.org/wikipedia/th/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2


ถามสั้นๆง่ายๆ ประชาชนมีสิทธิ์ไหม

จุฬาเป็นสถาบันให้ความรู้

จุฬาเป็นสถาบันให้ความรู้ แต่อาจาริย์คือคนที่มาหาผลประโยชน์จากสถาบันโดยกินเงินเดือนเพื่อไปเลี้ยงครอบครัว
ถ้าได้อาจาริย์โง่ๆ เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงสิทธิ์ของคนอื่น ประเทศก็ยิ่งแย่ นันกศึกษได้รับการปลูกฝังความคิดจากคนโง่ๆ ก้จะโง่ตามอาจาริย์

" ด่าพ่อส่อแม่

" ด่าพ่อส่อแม่ เหมือนเสื้อแดง"----จรัส สุวรรณมาลา
คุณจรัส คุณเป็นคณะบดี จะพูดจาอะไร ควรใช้หัวสมองด้านที่มีความเป็น "คนมีใจเป็นมนุษย์"บ้างนะครับ หากคุณเป็นคนถ่อยอย่างพวกพันธมิตร ผมจะไม่เตือนสติคุณเลย ปล่อยให้พูด หมาๆๆอยู่อย่างนั้นแหละ

เป็นที่พระราชทานแล้วไงล่ะ...ค

เป็นที่พระราชทานแล้วไงล่ะ...ค่าเทอมเดี๊ยนก็จ่าย ภาษีเดี๊ยนก็เสีย

Mint

Mint wrote:
เป็นที่พระราชทานแล้วไงล่ะ...ค่าเทอมเดี๊ยนก็จ่าย ภาษีเดี๊ยนก็เสีย

คิดตื้นๆ...

.............................

...............................พฤติกรรมฝูงสัตว์.....อัตลักษณ์เสื้อแดง....

......

“ตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกปัญญาชนชนชั้นกลางผู้บงการ?”

จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ คอลัมน์ “ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ” บทความเรื่อง “ อัตลักษณ์กับความรุนแรง ” เขียนโดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ จากสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

“””””””””””””””””””
.......................ย่อหน้าหลักสุดท้าย.....” มีหลักฐานที่อาจจะสนับสนุนว่า Agency สำคัญกว่า Structure ค่อนข้างมากในปฏิบัติการของคนเสื้อแดงรวมทั้งข้อมูลข้อเท็จจริงซึ่งผู้เขียนได้มาจากการพูดคุยกับคนเสื้อแดงทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เช่นความรุนแรงป่าเถื่อน บทบาทของอารมณ์ และพฤติกรรมฝูงสัตว์ ซึ่งน่าจะเกิดจากอัตลักษณ์ของเสื้อแดง ที่ได้รับการปลูกฝังความคิดและรู้สึกโกรธแค้นที่คุณทักษิณถูกปฏิวัติ พรรคถูกยุบ คุณสมัครให้ถูกออกจากตำแหน่งนายก การมีเส้นของคนเสื้อเหลือง การใช้เส้นของทหารในการเข้ามาเป็นนายกของคุณอภิสิทธิ์ การชูป้ายโห่ร้องให้คุณทักษิณกลับมา การไม่ชูประเด็นเรียกร้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ..........”

.............................................๑..คุยกับนักวิชาการ...........
.....................

........ลืมดูป้ายยุบสภาหรือว่าแกล้ง............ท่านไพโรจน์โปรดแจ้งแถลงไข
ลืมประเด็นเขาสอยดาวฉาวหรือไร..............แล้วนั่นใครเขายายเที่ยงเลี่ยงประเด็น
คุณทักษิณถูกปฏิวัติสัตว์รวมตัว.................ฝูงควายวัวกลัวอะไรไอ้เสือเผ่น
แต่คนกล้าหาได้กลัวตัวตายเป็น................นวมทองเห็นหายนะ..นะไพโรจน์
.......ท่านไพโรจน์โปรดดูผู้ปฏิวัติ.............นั่นแหละสัตว์พันธุ์เสือเชื้อฉ้อโฉด
Structure เย่อกันมากว่าชั่วโคตร............อารมณ์โกรธ ๑๙ พฤษภาช่างน่ากลัว
คุณผู้เขียนบทความหยามฝูงสัตว์...............ว่าเป็นอัตลักษณ์ชักหยามมั่ว
อัตลักษณ์ของเสื้อแดงสีแดงชัวร์................สีนี้ยั่ววัวควายไล่ขวิดเอา
ไอ้ควายอีควายมีสายสะพายใส่.................ฝูงควายไม่ชอบสีแดงคลางแคลงเขลา
ไม่ใช่ควายเลยไม่รู้ใช่ดูเบา.....................ควายของเราเขาคงเครียดเกลียดสีแดง

......................๒.ไพร่เดนตายกลอนพาไปในขบวนพาเหรดฝูงสัตว์.............
.........

.......วัวลืมตีนสิ้นแล้วแมวเก้าชีวิต..............ตีนแมวฟิตติดตีนหมากล้ากำแหง
วัวสันหลังหวะหฤโหดโกรธหม้อแกง.............ขึ้นเขาแพงแยง ศอฉ.พ่อไก่อู
เชือดคอไก่ให้ลิงดูขู่ให้เฉา......................ลิงหลอกเจ้าเง่าโง่โฮหดหู่
ปลาหมอตายเพราะปากมันมากรู้................จะขว้างงูไม่พ้นคอบ้าบอนัก
ไก่ได้พลอยปล่อยร่วงไม่จ้วงจิก..................กาคาบพริกสีแดงแสร้งรู้จัก
ไม่ทันนกกระจอกกินน้ำสิ้นความรัก................ถูกชนักปักหน้าธนาคาร
.......ธนาคารกรุงเทพเสพภักษา................ขึ้นสอยดาวกินเขาป่าเป็นอาหาร
Agency...กี่เขาป่าอนาจาร...........................ท่านประธานฯ ร่วมถลุงกันพุงกาง
กระต่ายตื่นตูมตีนตะขาบปราบที่ดิน...................แมลงดิ้นบินสู่นาป่าถูกถาง
ไร่นายาฆ่าแมลงแบ่งสตางค์.....................ต้องอยู่อย่างตายผ่อนส่งวงเวียนกรรม
ทั้งค่าปุ๋ยค่าเช่านายาฆ่าหญ้า..........................เบื้องหลังนาน่าท้อ... บ่..อิ่มหนำ
เบื้องหลังราชประสงค์ยิ่งทรงจำ..............................พวกระยำยิงใส่ไม่ใช่คน
.......ม.ธุรกิจบัณฑิตย์คิดวิจัย......................ฝูงสัตว์ใส่เสื้อแดงทุกแห่งหน
ในโรงเรียนโรงงานประจานตน.........................กระทั่งจนอาจารย์...จุฬาก็มี
ผองนิสิตนักศึกษามาไม่น้อย............................คงไม่ปล่อยไพโรจน์กระโดดหนี
พฤติกรรมฝูงสัตว์ฟังชัดดี.............................หรือเป็นผีปีศาจร้ายยิงได้เลย
.......อันเสือสิงห์กระทิงแรดแผดร้อง.............เร้าลำพองก้องไปไม่อยู่เฉย
เสียงแห่งเสรีชนอับจนเอย.....................................อะไรเอ่ยเผยชัดรัฐดักดาน
เชือดไก่ให้ลิงดูลิงรู้สิ........................................มิจฉาทิฐิปฏิบัติ ๒ มาตรฐาน
ใครฆ่าประชาชนค้นตำนาน...................................เผด็จการผ่านมี ๑๔ ตุลา
๑๔ ตุลาครานี้อาจมีผอง....................................น้อง ๆ นักเรียนนิสิตนักศึกษา
และมหาประชาชนคนธรรมดา......................ร่วมตามล่าฆาตกรก่อนสายเกิน.......
.......ฆาตกรซ่อนแววแมวนอนหวด................หลังทำขวดน้ำผึ้งแตกแดกฉุกเฉิน
ลิงมันล่อหลอกเจ้าเอาให้เพลิน.....................กระต่ายเดินขาเดียวเทียวกวนteen.

" ด่าพ่อส่อแม่

" ด่าพ่อส่อแม่ เหมือนเสื้อแดง"----จรัส
ผมขอท้าคุณ 'จรัส สุวรรณมาลา' สิ่งที่คุณพูดมันเหม็นจนไม่อาจเข้าใกล้
ไม่คิดว่าแบบ นังปอง หรือ อ.ถ่อยแถวบางเขน จะเป็นแบบที่นิยมของ จรัส?

กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา

กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 50

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ

การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน

มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมชุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

นายจรัส สุวรรณมาลา

นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ออกมาปล่อยฝูงควายที่เลี้ยงไว้ในสมองออกมาเพ่นพล่าน
หุบปากไว้ควายก็ไม่วิ่งออกมาเป็นฝูง
กลัวไอ้เด็กฆาตกรจะเตะตกเก้าอี้มากกว่า ก็สารภาพมาเถอะ
กลัวกันจนลนลานไปหมด ประชาชนจะหวังพึ่งอะไร
กะข้าราชการกินเงินเดือนภาษีประชาชนพวกนี้

การเมืองเลวๆแทรกเข้าไปในสถาบันอุดมศึกษาจนน่าเกลียด
บ่งบอกตัวตนว่าเป็นสาวกแป๊ะโกเต็ก
หรือเป็นลูกพรรคแมลงสาบชัดๆ
แค่วางตัวให้เป็นกลางทางการเมืองใครจะทำอะไรได้
ไม่ต้องออกมาเปลืองตัวปล่อยโง่ เลียนักการเมืองชั่วๆ

ออกมาแก้ตัวแทน อาจารย์ ซั่วๆ บ๊องตื้น สติแตกปัญญาอ่อน
แค่ริดรอนไม่ริดรอนสิทธิ์ยังไม่รู้เลย..
เรียนหนังสือจบมาจนหัวหงอกซะเปล่า
เรื่องง่ายๆยังไม่เข้าใจเสียชื่อ จุฬาฯหมด
เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าเป็นเหมือนกันหมด...อายแย่

สำหรับ

สำหรับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ในปี 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สิน ในส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มาตรา 3 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า

"ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน จังหวัดพระนคร 3 แปลง คือ แปลงที่ 1 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระรามที่ 4 ทิศตะวันออกจดคลองอรชร ทิศตะวันตกจดถนนพญาไท แปลงที่ 2 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพญาไท ทิศตะวันตกจดถนนพระรามที่ 6 แปลงที่ 3 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพระรามที่ 6 ทิศตะวันตกจดคลองสวนหลวง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,196 ไร่ 32 ตารางวา ปรากฏแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

ฉะนั้น คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเกือบพัน สองร้อยไร่ อันกลายมาเป็นทรัพย์สินสำคัญในการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ได้ระบุเหตุผลไว้ในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ว่า "เพื่อเป็นสถานศึกษาและค้นคว้าในศาสตร์ต่างๆ และเพื่อจะส่งเสริมวิชาชีพชั้นสูงและทำนุบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติสืบไป"

อ้างอิง: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1279533174&grpid&catid=02
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 1365-1366 วันที่ 30 ตุลาคม 2482

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551

http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%a820/%a820-20-2551-a0001.pdf

...4 - 5ปีที่ผ่านมา

...4 - 5ปีที่ผ่านมา ผมว่าประเทศนี้คงต้องเปลี่ยนตำรารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์กันเสียใหม่แล้วว่ะ...อับอายชาวโลกกันบ้างไม๊ นึกถึงสถาบันที่จบมากันบ้างก็ดีนะ ไอ้พวกหน้าไหว้ประชาธิปไตย แต่ใจขี้ข้าเผด็จการ ถุยส์.....

ไม่มีนักเรียนเลว มีแต่ครูเลว

ไม่มีนักเรียนเลว มีแต่ครูเลว เพราะครูสอนนักเรียน

คุณจรัสพูดอย่างนี้แสดงว่า

คุณจรัสพูดอย่างนี้แสดงว่า ทางคณะมีนโยบาย"เซ็นเซอร์"การแสดงออกของนิสิตใช่หรือไม่ครับ?

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าถ้าหากการแสดงออกของนิสิตเป็นไปด้วยความสงบ ไม่คุกคามความปลอดภัยทางกายภาพแก่นายกฯหรือบุคคลอื่นๆ ก็น่าจะเป็นสิทธิที่จะแสดงออกดังที่รัฐธรรมนูญฉบับแย้ฟันดำระบุไว้ หากว่าข้อความที่เขาแสดงออกนั้นผิดกฏหมาย เด็กพวกนี้ก็ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เขาบรรลุนิติภาวะแล้วก็ย่อมต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

การที่คณะรัฐศาสตร์แสดงattitudeว่าต้องการ"กลั่นกรอง"การแสดงออกนั้น เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเจตนคติที่เป็นภัยต่อการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง หรือว่าคณะรัฐศาสตร์ไม่มีนโยบายส่งเสริมแนวคิดประชาธิปไตย แต่ต้องการส่งเสริมแนวคิดOrwellian, authoritarian

พฤติกรรมของคณาจารย์ครั้งนี้ ทำลายชื่อเสียง,ความน่าเชือถือของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรง เทียบกับพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้แล้ว การกระทำของอาจารย์น่าละอายกว่ามาก ต่อให้เด็กถือป้ายที่มีคำว่า"อภิสิทธิ์ the motherf_cker" ความผิดของเด็กก็ยังแค่หมิ่นประมาทบุคคล แต่การพยายาม"กลั่นกรอง"การแสดงออกนั้นเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกขั้นพื้นฐาน ซึ่งรุนแรงกว่าในสายตาแบบประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆเท่านั้น ที่เห็นว่าการกระทำของอาจารย์แบบนี้ เป็นสิ่งสมควรแก่เหตุ

สมชาย wrote:สำหรับ

สมชาย wrote:
สำหรับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ในปี 2482 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สิน ในส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ให้เป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มาตรา 3 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า

"ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตำบลปทุมวัน จังหวัดพระนคร 3 แปลง คือ แปลงที่ 1 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระรามที่ 4 ทิศตะวันออกจดคลองอรชร ทิศตะวันตกจดถนนพญาไท แปลงที่ 2 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพญาไท ทิศตะวันตกจดถนนพระรามที่ 6 แปลงที่ 3 ทิศเหนือจดถนนพระรามที่ 1 ทิศใต้จดถนนพระที่ 4 ทิศตะวันออกจดถนนพระรามที่ 6 ทิศตะวันตกจดคลองสวนหลวง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,196 ไร่ 32 ตารางวา ปรากฏแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

ฉะนั้น คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีกเกือบพัน สองร้อยไร่ อันกลายมาเป็นทรัพย์สินสำคัญในการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ได้ระบุเหตุผลไว้ในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้ว่า "เพื่อเป็นสถานศึกษาและค้นคว้าในศาสตร์ต่างๆ และเพื่อจะส่งเสริมวิชาชีพชั้นสูงและทำนุบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติสืบไป"

อ้างอิง: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1279533174&grpid&catid=02
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 1365-1366 วันที่ 30 ตุลาคม 2482

ถ้าหากข้อมูลที่อ้างอิงมาถูกต้อง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิต้องสร้างอนุสาวรีย์แปลกพิบูลย์สงครามเพิ่มอีกอันหรือ? เพื่อแสดงgratitude : )

ทำไมเราถึงเรียกหมา เรียกหมู

ทำไมเราถึงเรียกหมา เรียกหมู เรียกวัว เรียกควาย ก็เพราะบรรพบุรุษเราเขาสอนให้เรียก ถ้าเราไม่เรียนรู้ภาษาอื่นหมาก็คือdog เพราะฉะนั้นถ้าอาจาริย์สอนอะไรก็เชื้อฟังหมด ถ้าอาจาริย์โง่มันก็จะโง่ไปตามอาจาริย์ทั้งมหาวิทยาลัยนี้นแหละวะ

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน