สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ประเทศไทยกำลังถอยหลังด้วยสปีดที่เร็วมาก

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์จากศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (17 ก.ค.) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติว่า “การปฏิรูปคือความพยายามชิงมวลชนที่รัฐบาลล้มเหลวจนต้องอาศัยเครือข่ายฝ่ายที่จัดเจนกว่า แต่ถ้ามองข้ามบุคคลสามสี่ราย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยากจะสำเร็จ ข้อแรกเพราะไปคิดตื้นๆ ว่าจะหยุดมวลชนด้วยวิธีให้ข้าวให้น้ำ ซึ่งต่อให้ทำได้ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นแรงผลักให้คนสู้บนท้องถนน ข้อสองคือเพราะให้ผู้ใหญ่พันธมิตรมีอิทธิพลเลือกกรรมการจนไม่มีตัวแทนคนส่วนใหญ่ ข้อสามคือไม่มีการปฏิรูปไหนสำเร็จภายใต้การปิดปากเสียงประชาชน”

ประชาไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติมเพื่อขยายคำอธิบายเบื้องต้น โดยเขาฟันธงว่า ภายใต้บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยม และชนชั้นนำปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อรั้นดึงดัน พื้นที่สำหรับความแตกต่างจึงไม่มีเหลือสำหรับคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาเห็นว่าเป็นขบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกปราบลงเสียก่อน

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมากที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยงาน

ทีนี้เรื่องที่น่าสนใจก็คือหลังจากการปราบเดือนเมษาพฤษภา รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เป็นอิสระจากราชการและกองทัพมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อให้รัฐทำงานได้ อีกแง่หนึ่งก็คือ กลไกทำงานในระบบราชการของรัฐนี้ล้มเหลว ในการทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการและเป็นสิ่งที่รัฐไทยคิดว่ามีความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

การปฏิรูปเหล่านี้ก็อาศัยเครือข่ายของคนในพื้นที่จำนวนมาก ตรงนี้อาจจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ ทีนี้ประเด็นก็คือ เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนพวกนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองของรัฐบาล เช่น การต้องการให้มีเรื่องของการสร้างความปรองดองขึ้นมา อันที่สองที่สำคัญก็คืออย่างไรก็ตามต้องดึงมวลชนฝ่ายที่เชียร์ทักษิณให้เป็นฝ่ายของตนให้ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำก็เหมือนที่ทำกับภาคใต้ คือแยกปลาออกจากน้ำ เชื่อว่ามวลชนเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวโดยมีแกนนำ แกนนำชี้นำและปลุกปั่น และหากให้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มวลชนจริงๆ เขาก็จะออกจากขบวนการ

ทีนี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำ ผ่านการเอาคนหลายคนที่ทำงานภาคประชาสังคมมาก็วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าถ้าให้สิ่งที่คนจนต้องการในเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดิน เรื่องป่า คนจนก็จะออกจากขบวนการของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

 

แต่ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

มองในแง่การลดแรงเสียดทาน คิดว่าจะช่วยได้ไหม

น่าจะได้กับคนกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้คือไม่มีตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการปรองดองเลย ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ซึ่งหากมองในแง่ที่ว่าต้องการทำให้กระบวนการทางการเมืองชุดนี้อยู่กับคนส่วนใหญ่ได้ จะต้องดึงฝ่ายเสื้อแดงเข้ามาบ้างใช่ไหม แต่กรรมการชุดนี้ไม่เอา ซึ่งก็เห็นปัญหาอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นมาในอนาคตว่าเสียงฝ่ายเสื้อแดงจะไม่มีตัวตนอยู่ในกรรมการปฏิรูป ดังนั้นการจะปฏิรูปหรือจะปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีทาง

เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการมาแล้ว คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้เกิดความปรองดอง กรรมการชุดนี้ควรจะทำอะไร

สิ่งที่เข้าใจว่าเขาจะทำกันก็คือเขาจะตั้งอนุกรรมการย่อยๆ ขึ้นมาหลายชุดมาก ที่จะลงพื้นที่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อระดมความเห็นชาวบ้าน แล้วก็มีกระบวนการระดมความเห็นเพื่อสรุปเป็นนโยบายใหญ่จากเบื้องล่างขึ้นมา ว่าสังคมไทยต้องการการปฏิรูปแบบไหน อันนี้คือที่เขาต้องการ แล้วทีนี้ในด้านปริมาณก็คือว่าต่อให้ได้นโยบายจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร ก็คือจริงๆ แล้วมันไม่พลังทางสังคมอะไรที่ช่วยผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ไง นี่เป็นการปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าต้องการให้การเมืองแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป บางพวกรู้สึกว่าต้องการใช้โอกาสนี้เข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่ก็เข้าไปเปลี่ยนกลไกรัฐ มองว่าตอนนี้กลไกรัฐอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝ่ายของตัวเองจะมาผลักดันอะไรได้เยอะ

แต่ว่า เรื่องความไม่เท่าเทียมมันมีเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นหลายๆ เหตุผล แล้วรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะคนมันยากจน แต่จริงๆ ความไม่เท่าเทียมในบ้านเรามันเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่นการกดขี่ขูดรีด ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างชนชั้นมากๆ การปฏิรูปนี้แก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เช่นถ้าเราไปดูช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงปี พ.ศ.2470 ข้าราชการะดับล่างมีเงินเดือนประมาณ 15 บาท แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีมหาดไทยเงินเดือน 3,700 บาท รัชกาลที่แปดใช้จ่ายปีละแสน ในปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันยิ่งทวีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไปดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เงินฝากในประเทศไทยทั้งหมด 70% อยู่กับคนที่รวยที่สุด 10% แรก ส่วนเงินอีก 30% ที่เหลืออยู่กับคนอีก 80% ของประเทศ นี่เป็นช่องว่างที่เป็นปัญหา ถ้าไม่เข้าใจบริบทหรือความเป็นมาแบบนี้ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ

และการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องมีกระบวนทางการเมืองที่ใหญ่มากมารองรับ แต่เราไม่มีขบวนการแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ขบวนการเสื้อแดงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นขบวนการแบบนี้ได้ แต่ขบวนการเสื้อแดงก็ถูกทำลายไปโดยการสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่วางอยู่บนขบวนการทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศเคยมีมานั้นมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ เลยกลายเป็นเรื่องของเล่นของคนแก่อายุ 80 เล่นกับคนแก่อายุ 70 กับ 60 ซึ่งก็เป็นความตั้งใจดีแต่โอกาสสำเร็จมันยาก

ข้อดีล่ะ ประโยชน์ที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้น

ประโยชน์ก็คือ คนจนอาจจะมองเห็นปัญหาของตัวเองมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการชุดนี้เข้าใจเรื่องนี้ก็จะดี คืออย่าใช้คณะกรรมการเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดผลของการปฏิรูป แต่ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่อยู่นอกคณะกรรมการ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้กรรมการชุดนี้ทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าเขาเข้าใจ แต่ว่าถ้ามองสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ คุณว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้บ้าง

คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของระบบการเมืองทั้งหมดตอนนี้อยู่แล้ว

คุณมองระยะยาวไหมว่าการตั้งคณะกรรมการโดยใช้บุคลากรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมากจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทางรัฐบาลมากขึ้น เข้าถึงมวลชนที่เคยเข้าไม่ถึงมากขึ้น

รัฐบาลโดยตรงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากเท่าไหร่จากกรรมการชุดนี้ แต่คนที่ได้คือระบบการเมืองทั้งหมด เพราะรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ไม่ครบเทอมใช่ไหม อยู่ไปอีกแป๊บเดียวก็หมดวาระแล้วแต่กรรมการชุดนี้จะอยู่ไปอีกสามปี ในวันที่คณะกรรมการชุดนี้ทำงานสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวรัฐบาลอาจจะได้ความรู้สึกทางการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ผลที่จะได้จริงๆ หากปฏิรูปสำเร็จคือระบบการเมืองแบบในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ได้เลย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือถึงจะมีก็ไม่สามารถปรองดองกับคนเสื้อแดงได้

ไม่น่าจะได้ เพราะว่าปัญหาหลักคือปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์แกพลาดหรือแกไม่เข้าใจ คือตอนแรกแกพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรองดองแต่เกิดขึ้นเพื่อปฏิรูป

การมุ่งปฏิรูปเป็นการยอมรับหรือเปล่าว่าไม่สามารถปรองดองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

มันอาจจะแยกกันก็ได้เพราะว่าเขาอาจจะเชื่อว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะมีบางกลุ่มในเสื้อแดงเป็นพวกหัวรุนแรงจริง เขาอาจจะเชื่อแบบนี้จริงๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ว่าโอกาสที่จะปรองดองหรือการปฏิรูปสำเร็จได้นั้นไม่มี เพราะมีคนจำนวนมากถูกจับ ถูกขังหรือถูกฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้รอยร้าวทางการเมืองใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้คนพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจริงๆ ไม่ได้ เป็นสภาวะที่การปฏิรูปซึ่งมวลชนส่วนใหญ่พูดได้แต่เรื่องที่รัฐบาลต้องการให้เขาพูดแค่นั้นเอง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดเรื่องที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เขาพูดได้เลยในปัจจุบัน

ที่คุณพูดเรื่องการปฏิรูปว่าคือเสื้อแดงมีเชื้อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้นี่ แต่ว่ามันถูกทำลายไปแล้ว คุณมองว่าตอนนี้สังคมไทยมีอะไรที่พอจะปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสำนึกทางการเมืองของคนไทยได้ไหม เพราะคนเสื้อแดงก็พ่ายแพ้ไปแล้วอย่างค่อนข้างจะสะบักสะบอม

ไม่มี

ไม่มีเลยหรอ

ใช่ คือประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินถอยหลังในสปีดที่เร็วมาก ชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชนชั้นนำปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง รุนแรงขึ้นและดื้อรั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบเดินได้จริงๆ ตอนนี้มันไม่มี เป็นสังคมที่อันตรายมาก พวกเสื้อแดงชอบพูดกันเยอะว่าอีกหน่อยจะอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสภาพตอนนี้รุนแรงกว่าที่พวกเสื้อแดงคิดเยอะอีก คือเหมือนเป็นสองประเทศที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ไม่มีใครคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันเลย

พูดกันตรงๆ การปฏิรูปนี่ไม่นับรวมเสื้อแดงใช่ไหม

ไม่รวม ถ้าเสื้อแดงอยากปฏิรูปก็ต้องสลายความเป็นเสื้อแดงทิ้งไป

เหมือนไม่มีเสื้อแดงอยู่ในประเทศนี้แล้วใช่ไหม

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะการปรองดองคือการปรองดองกับเสื้อแดง แต่เราไม่ต้องการปรองดอง ถ้าเสื้อแดงต้องการเข้าสู่การปรองดองก็ต้องถอดสีเสื้อทิ้งไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกก็พูด คุณอานันท์ก็พูดว่าเราจะไม่คำนึงถึงสีเสื้อ ความหมายคือคนที่มีสีเสื้อต้องถอดสีเสื้อออกไปซะ แต่มันก็หมายถึงแค่เสื้อแดงเท่านั้นใช่ไหม อย่างพวกเสื้อเหลืองไม่ต้องถอด แต่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกันเยอะแยะเลย

ถ้าไม่สามารถปรองดองได้แล้ว ความร้าวลึกนี่มันไม่ยิ่งตอกย้ำหรือ

มันไม่ถึงกับตอกย้ำ เพราะมีหลายปัจจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของเสื้อแดงเองที่จะสามารถผลิตความทรงจำเหตุการณ์ที่ผ่านมา กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ผลิตคำอธิบายในเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยมาก แต่ที่พูดได้คือตัวคณะกรรมการเองอาจจะไม่สามารถช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้เท่าไหร่ สิ่งที่คณะกรรมการจะทำได้ก็คือการใช้สถานะของคณะกรรมการขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการคิดในสังคม ให้คนจนเข้าใจความไม่เท่าเทียม นอกจากนั้นแล้วก็ทำอะไรลำบาก แล้วอย่าลืมว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้มาจากตระกูลซึ่ง ในด้านหนึ่งมันจะเป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นตระกูลที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยแค่สามสี่ชั่วคนแค่นั้นเอง แล้วก็ถ้าพูดในแง่ประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดนั้นก็เป็นคนที่พยายามจะกลืนตัวเองเข้าสู่ระบบชนชั้นนำของไทยแบบเก่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นนี่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำมากกว่า สิ่งที่พวกนี้ต้องการจึงไม่ใช่การเข้าใจชนชั้นล่าง หรือการทำเพื่อให้คนชั้นล่างได้ประโยชน์

ประเด็นสุดท้ายแล้ว คุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถปฏิรูปได้ด้วยการปิดปากประชาชน

การปิดปากนี่ประชาชนนี่มันมีความหมายสองอย่าง ประการแรกคือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงพูดไม่ได้ อันนี้คนส่วนใหญ่ก็คงเห็นเหมือนๆ กัน ประการที่สองที่ก็คือว่าการที่สังคมส่วนซึ่งมีความคิดทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจแตกต่างจากชนชั้นนำปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสู่การปฏิรูปได้เลย อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า เช่น ปัญหาหลักข้อหนึ่งของคนจนไทยซึ่งมันเป็นปัญหามาเป็นร้อยๆ ปี (ซึ่งถ้ามันเป็นปัญหามาร้อยๆ ปีนี่ก็แปลว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว) คือการมีชาวนาไร้ที่ดิน คนจนที่สุดในประเทศไทยคือชาวนาไร้ที่ดิน คำถามก็คือเขาจะมีที่ดินได้อย่างไร คำตอบก็คือหาที่ดินให้เขา ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวาง แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้มันจะปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางได้อย่างไร หากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ หลัง 14 ตุลา ประชาชนตื่นตัวสามปี มีสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนสองปี กฎหมายปฏิรูปที่ดินนี่ใช้เวลาเรียกร้องสองปีกว่าจะออกกฎหมายได้ พอเกิดกฎหมายขึ้นมาในปี 2518 กระบวนการปฏิรูปที่ดินจริงๆ ก็ไม่เคยมี มาเริ่มมีตอนปี 22-23 นั่นคือขนาดมีการเดินขบวนสามปีนะ แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังพูดถึงการการมีขบวนสองเดือนแล้วถูกปราบอย่างรวดเร็ว

ติดใจอยู่นิดหนึ่งที่คุณบอกว่าเสื้อแดงเป็นขบวนที่สามารถปฏิรูปได้ แต่เมื่อเทียบกับเสื้อเหลืองแล้วนี่ เสื้อแดงมีประเด็นจำกัดมากกว่าอีก เสื้อแดงไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปนะ ไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้พูดเรื่องปัญหาในท้องถิ่น แต่ว่าพูดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งมากกว่า

คือเวลาสังคมแต่ละสังคมจะปฏิรูปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการปฏิรูปอยู่ในสังคมนั้นอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการที่ใหญ่จนชนชั้นนำเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า ซึ่งเสื้อแดงมีสภาพแบบนั้น นี่เราพูดถึงว่าเสื้อแดงชุมนุมแล้วถูกฆ่าไปแล้วนี่นะ รัฐยังต้องปฏิรูปอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนพวกนี้เลย ลองคิดดูถ้ามันจบอีกแบบหากคนเสื้อแดงชนะดูสิ ตัวเลือกที่รัฐไทยให้กับคนเสื้อแดงมันจะเยอะมหาศาล ขนาดว่าเสื้อแดงปัจจุบันคือขบวนการที่ถูกฆ่าไปแล้ว รัฐยังรู้สึกว่าต้องให้อะไรบางอย่าง คือให้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ว่าต้องมีการปฏิบัติให้เห็นว่าจะให้ นี่สิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะที่ขบวนการเสื้อเหลืองเรียกร้องให้ปฏิรูปนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วขบวนการเสื้อเหลืองไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำเขาจะกลัว ขบวนการเสื้อเหลืองโดยธรรมชาติแล้วคือต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำแล้วก็อาศัยชนชั้นนำมาปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นชนชั้นนำไม่เคยกลัวเสื้อเหลืองอยู่แล้ว เสื้อเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตลอดเวลา แต่เสื้อแดงนี่น่ากลัวเพราะพลังของเสื้อแดงคาดหมายอะไรไม่ได้ มีความรุนแรงในตัวเองสูง มีการนำที่กระจัดกระจายสูง ต่างจากเสื้อเหลืองเกือบทุกเรื่องเลย เสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการที่น่ากลัว อย่างเช่น นักคิดกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าโพสต์มาร์กซิสต์ พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงหลังยุคสมัยใหม่ นี่ก็คือกระบวนการแบบนี้ ขบวนการซึ่งมันไม่มีศูนย์กลางการนำ ในแง่หนึ่งคือก็เป็นอนาคิสต์มากๆ มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สังคมรู้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แล้ว เสื้อแดงมีลักษณะอย่างนี้เยอะในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไปไม่สุดถูกปราบเสียก่อน

ใช่ อีกอย่างหนึ่งในความเป็นเสื้อแดงก็มีกั๊กๆ อยู่อย่างเช่น บทบาทของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้เป็นชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มชนชั้นนำเดิมและที่ต้องการคือเข้าไปแชร์อำนาจกันเฉยๆ แต่เมื่อแชร์ไม่ได้ก็เลยออกมาขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นหลังการสลายการชุมนุมเป็นต้นมา กลไกของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ปกป้องคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่เลย เสื้อแดงตอนนี้ก็เลยเหมือนถูกลอยแพมากๆ ทั้งจากฝ่ายเพื่อไทยและจากรัฐบาล ตอนนี้เรายังไม่เห็นพรรคเพื่อไทยรณรงค์เลยว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศหรือรณรงค์ว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด เพื่อไทยยังไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว อุปสรรคของคนเสื้อแดงก็คือพรรคเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ไม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรค พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรที่มีประโยชน์ที่จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเติบโตได้มากกว่านี้ ถ้าเขาคิดว่าเขาเป็นพรรคการเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้าไปแชร์ประโยชน์กับกลุ่มการเมืองเดิม พรรคเพื่อไทยไม่ใช่อุปสรรคของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยเป็นกลไกเดียวที่จะปกป้องคนเสื้อแดงตอนนี้ได้ เขาถึงสำคัญไงเพราะว่าพอเขาไม่ปกป้อง คนเสื้อแดงก็ไม่มีความสำคัญในระบบการเมืองปัจจุบันเลย

พรรคเขายังลำบากอยู่นะ

ใช่ แต่มันเป็นกลไกเดียวที่เป็นที่พึ่งของเสื้อแดงได้ไง คือถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เสื้อแดงไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกับระบบการเมืองตอนนี้เลยนะ หมายถึงสิบสี่ล้านคนนะที่ยึดโยงกับระบบตอนนี้ไม่ได้ อันนี้มันคือวิกฤตมากๆ แล้ว

แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้

แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ

ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ 

โปรดสังเกตข้อความต่อไปนี้

โปรดสังเกตข้อความต่อไปนี้ ผมคัดมายาวๆให้ดูทั้่งหมด (โดยเฉพาะที่ผมตัวเอนไว้)

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมากที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยงาน

โปรดสังเกตว่า นี่ไมใช่การวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ (หรือเพิ่มศักดิ์) เลยแม้แต่นิดเดียว (แม้แต่จะตอบตรงๆจากคำถามว่า "คนสามคนที่คุณพูดถึงจะทำให้กรรมการ...เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ" ก็ยังไม่ได้ตอบ ซึ่งความจริง ถ้าคิดจะวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ จริงๆ สามารถตอบในเชิงปฏิเสธว่า "ไม่ได้" เลยก็ได้ และ go on ที่จะ provide การวิพากษ์การเข้าร่วมของ 2(3) คนดังกล่าว

การพูดเฉพาะว่า ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ในบริบทของการไม่วิพากษ์เลยนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "แก้ต่าง" แทนให้ทั้่ง 2(3) คนนั้นเลยทีเดียวด้วยซ้ำ คือ "อธิบายแทน" "เหตุผล" ที่คนเหล่านั้นเข้าร่วม ความจริง "เหตุผล" ที่ ศิโรตม์ "อธิบายแทนนี้" เป็นเพียงข้ออ้าง ของคนเหล่านั้นเท่าน้น

การอธิบายในบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ที่ไมใช่เพียงข้ออ้างทางอัตวิสัยของตัวกระทำ (เช่น อภิสิทธิ์ อ้างว่า ที่ทำไปเพราะ "เพื่อรักษาความสงบ" นิธิ อ้างว่า "ทำไปเพราะคิดว่า จะทำอะไรที่เป็นวาระที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม" ฯลฯ) ควรต้องอธิบายว่า การเข้าร่วมของคนดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะ hypocrite ปากพูดอย่าง ("ไม่เอารัฐประหาร") แต่การกระทำอีกอย่าง เป็นการสะท้อนการล้มละลายทางคุณธรรม (moral bankrupcy) ของกลุ่มที่ถูกเรียกกันว่า"ปัญญาชน" "ฝ่ายประชาชน"

ระดับที่คนในแวดวงวิชาการ (ในกรณีนี้คือศิโรตม์) ไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม (moral courage) - คือ ขี้ขาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลังนั่นแหละ - ในการวิพากษ์พวกเดียวกันเอง (โดยเฉพาะ "ผู้อาวุโส") อยู่ในระดับที่ฝรั่งเรียกว่า breathe-taking พูดแบบไทยๆคือ เหลือเชื่อ ต้องเห็นเอง แล้วยังยากจะเชื่อ ว่าจะ "กระจอก" กันได้ขนาดนี้ ขี้ขาดกันได้ขนาดนี้

ผมเขียนเรื่องนี้เพิ่มเติมที่บ

ผมเขียนเรื่องนี้เพิ่มเติมที่บอร์ด "คนเหมือนกัน" (ฟ้าเดียวกัน)
ใครสนใจตามไปดูได้ทีนี่ (คงต้องใช้ proxy จึงเข้าได้ ขออภัย ในความไม่สะดวก)

http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=49305

พวกคุณอย่าหลงไปงับเหยื่อมันก็

พวกคุณอย่าหลงไปงับเหยื่อมันก็แล้วกัน

อ.สมศักดิ์ ประเทศนี้

อ.สมศักดิ์ ประเทศนี้ ยังมีอยู่หรือครับ

กลุ่มที่ถูกเรียกกันว่า"ปัญญาชน" "ฝ่ายประชาชน"

เต็มที่ - อย่างเก่ง ก็พูดไปตามที่เรียนรู้มา - นอกนั้นก็กลายเป็น "มนุษย์รู" ไปหมดแล้ว!!!

ถึงสมศักดิเจียม เห็นสมศักดิเจ

ถึงสมศักดิเจียม

เห็นสมศักดิเจียมกลับมาอีก ผมก็ดีใจด้วย นึกเป็นห่วงอยู่ตอนโดนประชาไทล่อเป้าเรื่องผ้าพันคอสีฟ้า ว่าจะคุยด้วยประชาไทเขาก็ไม่ให้ผู้อื่นออกความเห็น...

เรื่องวิจารณ์คณะกรรมการปฏิรูปอะไรนี่ ผมไม่ให้ราคาไม่สนใจจะวิพากษ์วิจารณ์ทั้งพระทั้งฆราวาส ไร้สาระครับทั้งศิโรตม์ทั้งภัควดี.......ไม่ชอบไม่พอใจนโยบายของรัฐก็วิพากษ์รัฐวิพากษ์นายกกันไปเลย

หลงประเด็น ดันไปวิพากษ์ตุ๊กตาที่เขาตั้งขึ้นมา ความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปนั้นยังแค่ของเด็กเล่นอยู่เลยครับ....

ใช้เวลาไปวิพากษ์การบริหารบ้านเมืองและนโยบายภาครัฐน่าจะดีกว่า

หรือมัวแต่กลัวอะไรกัน.......

ขอพูดแบบ ชาวบ้าน

ขอพูดแบบ ชาวบ้าน คณะกรรมการปฺฏิิรูป ก็บอกว่าจะแก้ปัญหา ความเลื่อมหล้ำ ตั้งโครงการ ขั้นตอนการทำงาน มากมายยากที่จะเข้าใจ แต่ดูจากของจริงแบบชาวบ้านดีกว่าสถานการณ์ ที่เป็นอยู่มันกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตัวอย่าง การขึ้นของราคารหุ้น

จากเดือนพค53 ดรรชนีอยู่ที่ 650 ปลายสิงหา นี้อยู่ที่ 900 มูลค่าตลาด เพิ่มจาก 6 แสน ล้านบาท เป็น7 แสนล้านบาท
เพิ่มขี้น หนึ่งแสนล้านบาทในเวลาไม่กี่เดือน หมายความว่าคนทีเป็นเจ้าของหุ้นรวยขึ้น หนึ่งแสนบาทในเวลาไม่กี่เดือน

ในบทความนี้ หรือขณะนี้ ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเสื่้้อแดง ไม่ได้จน แต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง พวกที่เล่นหุ้นก็เป็นชั้นกลางระดับสูง หรือชันสุง แต่ถ้าพูดถึุงจำนวนคนจริงๆก็อาจอยู่ที่ระดับ แสนคน

สรุปได้ว่าหุ้นขึ้นมึคนรวยขี้น แสนล้านบาท คนกว่า ร้อยละ 95 ไม่ได้รวยหรือได้รับผลอะไรเลย

ในทางเศรษฐกิจ เสื่อแดง เขามาทวงถาม หรือขอเพิ่มส่วนต่างของกำไร(ข้าว มีส่วนต่างกำไร แต่ชาวนาไม่ได้ เปิดประเทศขายข้าวมา 100 ปี ชาวนายังจนอยู่ แต่โรงสี ผู้ส่งออก รวยเป็นฐานให้ขยับขยายให้เป็นนักอุตสาหกรรม นายธนาคารหลายตระกูล)

เสื้่้อเหลือง และอำมาตย์ ไม่ยอม เพราะต้องการคงสถานะของความได้เปรียบ

thepostman wrote:ขอพูดแบบ

thepostman wrote:
ขอพูดแบบ ชาวบ้าน คณะกรรมการปฺฏิิรูป ก็บอกว่าจะแก้ปัญหา ความเลื่อมหล้ำ ตั้งโครงการ ขั้นตอนการทำงาน มากมายยากที่จะเข้าใจ แต่ดูจากของจริงแบบชาวบ้านดีกว่าสถานการณ์ ที่เป็นอยู่มันกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตัวอย่าง การขึ้นของราคารหุ้น

จากเดือนพค53 ดรรชนีอยู่ที่ 650 ปลายสิงหา นี้อยู่ที่ 900 มูลค่าตลาด เพิ่มจาก 6 แสน ล้านบาท เป็น7 แสนล้านบาท
เพิ่มขี้น หนึ่งแสนล้านบาทในเวลาไม่กี่เดือน หมายความว่าคนทีเป็นเจ้าของหุ้นรวยขึ้น หนึ่งแสนบาทในเวลาไม่กี่เดือน

ในบทความนี้ หรือขณะนี้ ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเสื่้้อแดง ไม่ได้จน แต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง พวกที่เล่นหุ้นก็เป็นชั้นกลางระดับสูง หรือชันสุง แต่ถ้าพูดถึุงจำนวนคนจริงๆก็อาจอยู่ที่ระดับ แสนคน

สรุปได้ว่าหุ้นขึ้นมึคนรวยขี้น แสนล้านบาท คนกว่า ร้อยละ 95 ไม่ได้รวยหรือได้รับผลอะไรเลย

ในทางเศรษฐกิจ เสื่อแดง เขามาทวงถาม หรือขอเพิ่มส่วนต่างของกำไร(ข้าว มีส่วนต่างกำไร แต่ชาวนาไม่ได้ เปิดประเทศขายข้าวมา 100 ปี ชาวนายังจนอยู่ แต่โรงสี ผู้ส่งออก รวยเป็นฐานให้ขยับขยายให้เป็นนักอุตสาหกรรม นายธนาคารหลายตระกูล)

เสื้่้อเหลือง และอำมาตย์ ไม่ยอม เพราะต้องการคงสถานะของความได้เปรียบ

ขอแก้ไข จากเดือน พค53 เป็นดรรชนี อยู่ที่750

บางกอก

บางกอก wrote:
ถึงสมศักดิเจียม

เห็นสมศักดิเจียมกลับมาอีก ผมก็ดีใจด้วย นึกเป็นห่วงอยู่ตอนโดนประชาไทล่อเป้าเรื่องผ้าพันคอสีฟ้า ว่าจะคุยด้วยประชาไทเขาก็ไม่ให้ผู้อื่นออกความเห็น...

เรื่องวิจารณ์คณะกรรมการปฏิรูปอะไรนี่ ผมไม่ให้ราคาไม่สนใจจะวิพากษ์วิจารณ์ทั้งพระทั้งฆราวาส ไร้สาระครับทั้งศิโรตม์ทั้งภัควดี.......ไม่ชอบไม่พอใจนโยบายของรัฐก็วิพากษ์รัฐวิพากษ์นายกกันไปเลย

หลงประเด็น ดันไปวิพากษ์ตุ๊กตาที่เขาตั้งขึ้นมา ความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปนั้นยังแค่ของเด็กเล่นอยู่เลยครับ....

ใช้เวลาไปวิพากษ์การบริหารบ้านเมืองและนโยบายภาครัฐน่าจะดีกว่า

หรือมัวแต่กลัวอะไรกัน.......

คุณบางกอกผู้กล้า

ขอเชิญอภิปรายหัวข้อ"ผ้าพันคอสีฟ้า"ในthreadนี้ได้เลยครับ เชื่อว่าประชาไทคงใจกว้างพอ ถ้าคุณบางกอกใจกล้าพอก็นิมนต์....ร่ายยาวเลยครับ .......แล้วสักพักก็คงจะได้รู้กันเองว่ากลัวอะไร?

ผมว่าคุณศิมโรตม์และอาจารย์สมศักดิ์ไม่ได้หลงประเด็น แต่ยิงได้ตรงประเด็นเข้าbullseyeเลยครับ เพราะกรรมการปฏิรูป,ปฏิสังขรณ์, ปฏิกูลเหล่านี้ เป็นเครื่องมืออันใหม่ที่รัฐหยิบยืมมาใช้สร้างภาพ, อวยความชอบธรรมให้ตนเองเพิ่มเติมจากที่กลไกหน่วยงานของรัฐกำลังทำอย่างเต็มสูบอยู่ 24/7 ผลงานที่จะได้จากกรรมการวัดชุดนี้ ก็จะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นแก่นกลางปัญหาของประเทศตอแหล ไม่ไช่เรื่องที่พวกตะกวดแดงพากันประโคมอยู่ ไม่ไช่เรื่องอำมาตย์ไพร่ ไม่ไช่เรื่องอภิสิทธิชน ฯลฯ

เขาเรียกว่ารู้ทันรัฐครับ หรือจะเรียกว่าตีแสกหน้ารัฐก็ว่าได้ เพราะเป็นการ"แฉ"พฤติกรรมอำพราง, เบี่ยงประเด็น, สร้างภาพ, สร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจรัฐขี้ฉ้อ หรือคุณบางกอกจะเรียกว่าวิพากษ์รัฐก็ตามใจ

หมายเหตุ คำว่ารัฐในที่นี้ กินความหมายกว้างกว่าคำว่ารัฐบาล(หุ่นเชืด)อภิสิทธิ์มากมายนัก คุณบางกอกพยายามจะ"เบี่ยง"ประเด็นด้วยfallacyง่ายๆตื้นๆแบบนี้คงหวังผลลำบากหน่อยนะครับ

ศิโรฒม์ คล้ามไพบูรย์ คือใคร ?

ศิโรฒม์ คล้ามไพบูรย์ คือใคร ?

ผมเพิ่งไปเขียนกระทู้ใหม่

ผมเพิ่งไปเขียนกระทู้ใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมเขียนในความเห็นแรกสุดข้างบนนี้

ชื่อกระทู้:

"ระดับคุณธรรมทางการเมืองของปัญญาชน-นักวิชาการที่อ้าง ประชาธิปไตย ที่จนป่านนี้แล้ว ยังไม่กล้าจุดประเด็นสถาบันกษัตริย์ ไม่กล้าวิพากษ์พวกเดียวกันเองที่ทำ"บัดซบ" เพียงใด - ถือได้ว่า เกือบถึงระดับ beneath contempt แล้ว "

ใครสนใจ โปรดตามไปดู ที่นี่
http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=49307

ต้องใช้ proxy จึงจะดูได้นะครับ ขออภัยในความไม่สะดวก

ถูกต้องแล้วครับ -

ถูกต้องแล้วครับ - "ไปมุดหัวอยู่รูไหน" กันหมด

...

beneath contempt แปลว่า บัดซบ เหมาะที่สุด!!!

"การพูดถึงประเด็นนี้..."

เมื่อไม่มีใครกล้า - อ. ก็ค่อย ๆ ว่าไป ก้แล้วกัน - พูดมันไปคนเดียวก็ดีเหมือนกัน - ได้บุญดีด้วย

พี่ผมคนหนึ่ง สอนอยู่ราม - บัดนี้ก็เงียบ เรียบร้อย!!!

...
เป็นกำลังใจให้ครับ.

ตอนหนึ่งศิโรฒน์บอกว่าถ้าเสื้อ

ตอนหนึ่งศิโรฒน์บอกว่าถ้าเสื้อแดงชนะเมื่อต้นปีนี้ พรรคเพื่อไทยจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก(ซึ่งควรจะหมายถึงในทางปฎิรูป ไม่ใช่ในทางไล่เตะอีกฝ่าย) แต่คล้อยหลังมาคามเดียว ศิโรฒน์กลับบอกว่า ในเสื้อแดงมีพวกกั๊กๆ ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นคือพวกพรรคเพื่อไทย
เรื่องนี้ผมเห็นว่า ถ้าเสื้อแดงชนะ ทักษิณและคนของเขาไม่จำเป็นต้องให้อะไรประชาชนมากกว่าที่เคยให้ไปแล้ว
พวกเขาไม่ได้สัญญาอะไรทางนโยบาย เสื้อแดง(หมายถึงขบวนการที่เป็นทางการ ไม่ใช่บางกลุ่มที่มาสมทบ หรือคนโน่น คนนี้ที่เป็นเสื้อแดง)ก็ไม่เคยขออะไร ไม่เคยเรียกร้องอะไรทางนโยบาย ขบวนการเสื้อแดงขออย่างเดียวคือ ความเป็นธรรมให้ทักษิณและคนของเขา
ผมจึงว่านี่คือ ขบวนไพร่แห่งระบอบประชาธิปไตย (ซึ่งผมว่าพวกนี้มันก็มีอยู่ในประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศทั่วโลกล่ะนะ)

เสื้อแดงจะเป็นขบวนการในลักษณะใด(ทางสังคมวิทยา) ผมไม่รู้ แต่ที่ผมแน่ใจคือ ที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้นั้น เสื้อแดงเป็นแค่กองเชียร์(พวกเชียร์บอลโลกมันก็มีที่เชียร์ดุเดือดถึงกับถวายชีวิตถึงกับก่อจลาจลฆ่าแกงกันมานมนานแล้ว) เสื้อแดงไปเองไม่เป็น (กิจกรรมประท้วงทางสัญลักษณ์ของสมบัตินั่นแหละคือทั้งหมดที่เสื้อแดงเป็น –กองเชียร์)

ดังนั้น ไอ้เวทีปฏิรูปโกโรโกโสนี่แหละ ถือได้ว่าเป็นดอกผลอันพอสมควรแห่งการต่อสู้ของเสื้อแดง ขบวนการคนเสื้อแดงควรฉวยใช้ เข้าร่วมประชันขันแข่ง อย่าทำกระแดะคว่ำบาตร ทำเป็นเอาหัวชนฝา จริงๆ มันแค่พวกคุณไม่มีน้ำยา (เรื่อง พรก.ฉุกเฉิน ไม่ใช่ข้ออ้างหรอกครับ)
ช่วยกันอัพเกรดตัวเองเถิด คนเสื้อแดง

ขอขยายความของตัวเองหน่อย

ขอขยายความของตัวเองหน่อย ที่ผมบอกว่า “..ผมจึงว่านี่คือขบวนไพร่แห่งระบอบประชาธิปไตย (แต่พวกนี้มันก็มีในประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศล่ะนะ)..” ผมหมายความว่า มันก็ยังดีกว่าเสื้อเหลืองล่ะ..

ที่ศิโรฒน์บอกว่า ปฏิรูปไม่ได้หากปิดปากประชาชน ผมว่า เขาไม่ได้ปิดปากไม่ให้พูดเรื่องนโยบาย เรื่องปัญหาโครงสร้างนี่ครับ ส่วนเรื่องปรองดองแบบปิดปากกัน ผมเห็นด้วยว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งควรแยกออกจากเรื่องปฏิรูป มันไม่เกี่ยวกับสีเสื้ออย่างที่อานันท์ว่าจริงๆ

เราเป็นเรา

เราเป็นเรา เขาเป็นเขา
ฉันเป็นฉัน เธอเป็นเธอ
บางครั้ง บางเวลา เรากับเขา เดินร่วมกัน
นั่นเป็นความงดงาม เราจดจำวันนั้นๆ ได้
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป
อาจต้องมีวันที่เราและเขาเดินแยกทาง
อาจต้องมีวันที่เราและเขาเดินสวนทางกัน
เราเสียใจ เมื่อเขาเดินแยกทางไป
เราอาลัย เมื่อเขาเดินสวนทางไป
แล้วเขาเล่า...

เขาเป็นเขา เราเป็นเรา
จงมองดูที่เรา ไม่ต้องมองดูที่เขา
จงมองดูวิถีของเรา ไม่ต้องมองดูวิถีของเขา
ถ้าเราไม่ได้มีความผิดพลาดอันใด จะต้องเสียใจไปใย
ถ้าวิถีของเราไม่ได้มีความผิดพลาดอันใด จะต้องอาลัยไปใย
ถ้าเราสูงส่ง เขาไม่สูงส่ง เราควรเสียใจหรือ?
ถ้าวิถีเราสูงส่ง ของเขาไม่ใช่ เราควรอาลัยหรือ?

เราเป็นแค่คนๆ หนึ่ง เชื่อมั่นในวิถีอย่างหนึ่ง
เราดำเนินตามวิถีดังกล่าว ที่มีคนเดินอยู่ก่อน
แต่ยิ่งนานวัน คนที่เดินอยู่ข้างหน้ายิ่งบางตาลงเรื่อยๆ
บ้างล้มหายตายจาก บ้างแยกไปตามทางแยก บ้างเหนื่อยล้าจนทรุดลงนั่ง
บ้างละล้าละลัง บ้างถอดใจหันหลังกลับเดินสวนทางไป

เราเคยดำเนินด้วยความอบอุ่น คึกคัก คับคั่ง
กลับต้องรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว ขึ้นเรื่อยๆ
ข้างหน้าไร้เงาร่างผู้คน มีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า
สิ่งที่เป็นรูปเป็นร่างในความคิด ก็ชักพร่าเลือนลงเรื่อยๆ

จงหันมองข้างๆ คุณ สหาย
จงหันมองข้างหลังคุณ สหาย
มีคนที่เคยเป็นอย่างคุณเมื่อก่อน อยู่ข้างๆ คุณ และอยู่ข้างหลังคุณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล wrote:
โปรดสังเกตข้อความต่อไปนี้ ผมคัดมายาวๆให้ดูทั้่งหมด (โดยเฉพาะที่ผมตัวเอนไว้)

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมากที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยงาน

โปรดสังเกตว่า นี่ไมใช่การวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ (หรือเพิ่มศักดิ์) เลยแม้แต่นิดเดียว (แม้แต่จะตอบตรงๆจากคำถามว่า "คนสามคนที่คุณพูดถึงจะทำให้กรรมการ...เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ" ก็ยังไม่ได้ตอบ ซึ่งความจริง ถ้าคิดจะวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ จริงๆ สามารถตอบในเชิงปฏิเสธว่า "ไม่ได้" เลยก็ได้ และ go on ที่จะ provide การวิพากษ์การเข้าร่วมของ 2(3) คนดังกล่าว

การพูดเฉพาะว่า ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ในบริบทของการไม่วิพากษ์เลยนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "แก้ต่าง" แทนให้ทั้่ง 2(3) คนนั้นเลยทีเดียวด้วยซ้ำ คือ "อธิบายแทน" "เหตุผล" ที่คนเหล่านั้นเข้าร่วม ความจริง "เหตุผล" ที่ ศิโรตม์ "อธิบายแทนนี้" เป็นเพียงข้ออ้าง ของคนเหล่านั้นเท่าน้น

การอธิบายในบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ที่ไมใช่เพียงข้ออ้างทางอัตวิสัยของตัวกระทำ (เช่น อภิสิทธิ์ อ้างว่า ที่ทำไปเพราะ "เพื่อรักษาความสงบ" นิธิ อ้างว่า "ทำไปเพราะคิดว่า จะทำอะไรที่เป็นวาระที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม" ฯลฯ) ควรต้องอธิบายว่า การเข้าร่วมของคนดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะ hypocrite ปากพูดอย่าง ("ไม่เอารัฐประหาร") แต่การกระทำอีกอย่าง เป็นการสะท้อนการล้มละลายทางคุณธรรม (moral bankrupcy) ของกลุ่มที่ถูกเรียกกันว่า"ปัญญาชน" "ฝ่ายประชาชน"

ระดับที่คนในแวดวงวิชาการ (ในกรณีนี้คือศิโรตม์) ไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม (moral courage) - คือ ขี้ขาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลังนั่นแหละ - ในการวิพากษ์พวกเดียวกันเอง (โดยเฉพาะ "ผู้อาวุโส") อยู่ในระดับที่ฝรั่งเรียกว่า breathe-taking พูดแบบไทยๆคือ เหลือเชื่อ ต้องเห็นเอง แล้วยังยากจะเชื่อ ว่าจะ "กระจอก" กันได้ขนาดนี้ ขี้ขาดกันได้ขนาดนี้

I pad wrote:
ตอนเห็นนายสมศักมนุษย์ถ้ำ เขียน ขี้ขาด ถึงกับงง ต้องเข้าวิกิพีเดียเพื่อจะดูว่าสถานะทางวิชาการของมนุษย์ถ้ำตัวนี้เป็น ศ. จริงๆ หรือ ส. ใส่เกือก กันแน่วะ! แต่จากวิกิ ก็บอกว่าหมอนี่เป็น ศ. จริงๆ นี่หว่า

แต่ทำไมมนุษย์ถ้ำแสนรู้อย่างสมสักเสือกเขียน ขี้ขลาด เป็น ขี้ขาด วะ ;}

หรือที่มันด่าศิโรฒน์ ว่า ขี้ขาด มนุษย์ถ้ำมันรู้จริงว่าผู้ไชนิ่มๆ อย่างสี่โลดนี่รู 'ขี้' แก 'ขาด' จริงๆ แกไม่ได้กะด่า สี่ล่ด ว่า ขี้ขลาด แต่แกด่าถูกแล้วว่า สี่โล่ด (รู)ขี้ขาด ;]

แต่สงสสัยเพิ่มขึ้น แล้วมนุษย์ถ้ำแสนรู้อย่างสมสัด ไปรู้ได้ไงว่า สี่ล่ด (รู)ขี้ขาด :~0 ;] ;} ;)

คือผมคิดเล่นๆ น่ะ ว่าถ้ารู้รูลึกขไนหนาด ก็ คงเคยมาแล้วรึเป่า ถึงกล้าพูดขนาดนี้ ;} ;] ;[ งงว๊อย!!! อิอิอิ

:-{]} ( I Pad ตัวจริงไว้เคราตามรูป นะ )

อ.ทร.

อ.ทร. wrote:
ขอขยายความของตัวเองหน่อย ที่ผมบอกว่า “..ผมจึงว่านี่คือขบวนไพร่แห่งระบอบประชาธิปไตย (แต่พวกนี้มันก็มีในประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศล่ะนะ)..” ผมหมายความว่า มันก็ยังดีกว่าเสื้อเหลืองล่ะ..

ที่ศิโรฒน์บอกว่า ปฏิรูปไม่ได้หากปิดปากประชาชน ผมว่า เขาไม่ได้ปิดปากไม่ให้พูดเรื่องนโยบาย เรื่องปัญหาโครงสร้างนี่ครับ ส่วนเรื่องปรองดองแบบปิดปากกัน ผมเห็นด้วยว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งควรแยกออกจากเรื่องปฏิรูป มันไม่เกี่ยวกับสีเสื้ออย่างที่อานันท์ว่าจริงๆ

I Pad wrote:
อือออ....เห็นด้วย เห็นควรด้วย พวกไพร่ดีกว่าเสื้อเหลืองจริงๆ ล่วย ;]

เพราะไพร่ถึงขนาดเผาห้างๆ ไป 2 ห้าง เผาโรงหนังไปหนึ่งโรง เผาศาลากลางไป 4 แห่ง ยังได้ไปนอนเล่นที่ชะอำเฉยเลย

นี่ถ้าเป็น พธม. เผาขนาดนี้ ป่านนี้เป็นปุ๋ยไปแล้ว (มะเขือเต้ด แม่งจับหมกดินเองกับมือชัวร์เน้นๆ) ;ล]

อ.สมศักดิ์มาใช้เนื้อที่เขาโฆษ

อ.สมศักดิ์มาใช้เนื้อที่เขาโฆษณา จ่ายตังค์หรือเปล่า

คนเขาคุยกัน
ถ.“มีจริงเหรอ ขบวนการล้มเจ้า”
ต.“มีแต่พวกที่ไม่มีอะไรทำเท่านั้นแหละ ที่คิดเรื่องล้มเจ้า”

ผมก็ว่างั้นแหละ มันมีอะไรตั้งหลายอย่างที่เราควรทำกันให้ได้ ก่อนจะไปถึงขั้นเจ้า

แม่ทัพนายกองที่ออกมายึดอำนาจ ผิดกฎหมายชัดๆ เราเอามันเข้าคุกได้หรือยัง
ไม่มีใครอ้างเจ้าได้ เจ้าไม่มีอำนาจอะไรตามกฎหมาย ที่จะสั่งมันได้
เจ้าสั่งแล้วมันทำ คนผิดก็คือมัน
ตุลาการ นักการเมือง หรือครูบาอาจารย์ ใครก็ตาม ที่เป็นคนทรงเจ้า ปฏิบัตินอกกรอบประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรม พวกอ้างเจ้าหาเรื่องกดหัวคน อะไรพวกนี้
เราต้องเฉ่งมันตามกฎหมาย ตามมาตรฐานความเป็นธรรมและประชาธิปไตย ซึ่งเรา“ทำได้” เราต้องทำอันนี้ให้ได้เสียก่อน
จนถึงกฎหมาย การใช้กฎหมาย อะไรที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็จัดการได้โดยอ้างประชาธิปไตย ไม่ต้องไปกล่าวถึงเจ้าเลย
ทีนี้เจ้าจะว่ายังไง จะเฮี้ยนยังไง ผู้เฒ่าที่ไหนจะออกมาเต้นเหยงๆ มันก็เป็น“เรื่องทางบ้าน”เท่านั้น

ไม่ใช่ว่าพวกนี้ก็ยังลอยนวล แต่เรา เหยงๆ ข้ามไปเล่นเจ้า ( หรือเลี่ยงบาลีไปเล่น“อัมมาตย์(เฒ่า)” มันก็สถานเดียวกันนั่นแหละ(อำนาจนอกระบบ))
ถ้าอย่างนี้เรามีสิทธิ กลายเป็นวัตถุแห่งการแสดงความรักเจ้า(ด้วยเก้าอี้พับ)

สมัยที่เขาพยายามก่อกระแสกันเรื่อง..(จำไม่ได้แล้ว รู้สึกจะเป็นเรื่องแยกอำนาจบริหารออกจากนิติบัญญัติ)
แล้วมีคึกฤทธิ์ออกมาเบรคว่า “แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน”
ปรากฏว่าเงียบ และสะดุดหยุดยั้งกันไปหมด
ตอนนั้นผมคิดว่าน่าจะมีคนตอบและโต้ไปว่า “ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ ไม่ได้แตะต้องอะไรท่านเลย หรือคุณคึกฤทธิ์คิดว่าในหลวงท่าน“อยู่ที่ไหน”?”
ซึ่งถ้าคึกฤทธิ์เกิดตอบโต้อีก ข้อความก็จะไปจบลงที่ “คุณคึกฤทธิ์เห็นว่าเรายังไม่ควรเป็นประชาธิปไตยใช่ใหม ?”

แล้วถ้าคึกฤทธิ์ว่า “ใช่” มันก็ต้องจบกันที่การถามประชาชน
ถ้าประชามติออกมาเห็นด้วยกับคึกฤทธิ์ มันก็ต้องมีการสร้าง ระบบ กัน อย่างมี Accountability ( เช่น รัฐธรรมนูญหน้าเหลือง ที่ผมเคยเสนอในบอร์ดฟ้าเดียวกัน) ไม่มีปัญหานะครับ ถ้าเสียงข้างมากจะเอาอย่างนั้น มันสำคัญที่ต้องมี"แอ็คเคาน์ทาบีลีตี้"ใช่ใหมครับ ถึงจะถอยหลัง ก็เป็นการถอยเพื่อไปข้างหน้าอย่างแท้จริง ( ไม่ใช่แบบอีแอบ ที่ทำให้ล้อหมุนฟรี)

ผมว่าทุกอย่างมันมีทางไป ตามขั้นตอนของมัน

อย่าพยายามเลย I

อย่าพยายามเลย I Pad

ระดับสติปัญญาของคุณ
ไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเขาคุยกัน

การแสดงความคิดเห็นของ I Pad
เหมาะกับสังคมอีกระดับ

กลับไปที่ของคุณเถอะนะ I Pad

ชอบความคมของอ.สมศักดิ์ท่อนนี้

ชอบความคมของอ.สมศักดิ์ท่อนนี้นะ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล wrote:

โปรดสังเกตว่า นี่ไมใช่การวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ (หรือเพิ่มศักดิ์) เลยแม้แต่นิดเดียว (แม้แต่จะตอบตรงๆจากคำถามว่า "คนสามคนที่คุณพูดถึงจะทำให้กรรมการ...เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ" ก็ยังไม่ได้ตอบ ซึ่งความจริง ถ้าคิดจะวิพากษ์ นิธิ-เสกสรรค์ จริงๆ สามารถตอบในเชิงปฏิเสธว่า "ไม่ได้" เลยก็ได้ และ go on ที่จะ provide การวิพากษ์การเข้าร่วมของ 2(3) คนดังกล่าว

การพูดเฉพาะว่า ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ ในบริบทของการไม่วิพากษ์เลยนี้ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "แก้ต่าง" แทนให้ทั้่ง 2(3) คนนั้นเลยทีเดียวด้วยซ้ำ คือ "อธิบายแทน" "เหตุผล" ที่คนเหล่านั้นเข้าร่วม ความจริง "เหตุผล" ที่ ศิโรตม์ "อธิบายแทนนี้" เป็นเพียงข้ออ้าง ของคนเหล่านั้นเท่าน้น

การอธิบายในบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ที่ไมใช่เพียงข้ออ้างทางอัตวิสัยของตัวกระทำ (เช่น อภิสิทธิ์ อ้างว่า ที่ทำไปเพราะ "เพื่อรักษาความสงบ" นิธิ อ้างว่า "ทำไปเพราะคิดว่า จะทำอะไรที่เป็นวาระที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม" ฯลฯ) ควรต้องอธิบายว่า การเข้าร่วมของคนดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะ hypocrite ปากพูดอย่าง ("ไม่เอารัฐประหาร") แต่การกระทำอีกอย่าง เป็นการสะท้อนการล้มละลายทางคุณธรรม (moral bankrupcy) ของกลุ่มที่ถูกเรียกกันว่า"ปัญญาชน" "ฝ่ายประชาชน"

ชอบวิธีวิจารณ์อะ

>>>การอธิบายในบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ที่ไมใช่เพียงข้ออ้างทางอัตวิสัยของตัวกระทำ (เช่น อภิสิทธิ์ อ้างว่า ที่ทำไปเพราะ "เพื่อรักษาความสงบ" นิธิ อ้างว่า "ทำไปเพราะคิดว่า จะทำอะไรที่เป็นวาระที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม" ฯลฯ)

ครือแบบว่าเห็นสันดานยอดนิยมของชนชั้นกลวงที่ชอบพูดอะไรหรู ชอบด่าอะไรที่แย่ อะไรที่แย่ด่าได้ด่าดีมีเหตุผลจะด่า108 ครั้นตัวเองทำไม่ได้กลับมีเหตุผล108แก้ตัวว่าที่ทำไม่ได้เพราะมันซับซ้อนมันมีปัญหาอื่น ดังนั้นจึงต้องทำอย่างที่เคยด่าคนอื่นไว้

มันทั้งน่ารังเกียจและน่าสมเพช ที่น่าสมเพชคือพวกนี้ไร้สำนึกไร้เดียงสาจนคิดว่า'ข้ออ้าง'หรือ'ข้อแก้ตัว'คือเหตุผลหรือการคิดแบบมีเหตุมีผล เคยสงสัยไหมว่าสำนวน'มือถือปากถือศีล'นี่ไม่ใช่การจงใจ แต่ไม่จงใจไม่สำเนียกไม่รู้ตัว ก้อแบบว่าพูดศีลพูดโดยธรรมโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำสากแน่นอยู่ในมือ

>>>ควรต้องอธิบายว่า การเข้าร่วมของคนดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นลักษณะ hypocrite ปากพูดอย่าง ("ไม่เอารัฐประหาร") แต่การกระทำอีกอย่าง เป็นการสะท้อนการล้มละลายทางคุณธรรม (moral bankrupcy) ของกลุ่มที่ถูกเรียกกันว่า"ปัญญาชน" "ฝ่ายประชาชน"

แม่นแล่ว สันดานชนชั้นกลวงพูดหรูพูดสิ่งดีพูดคุณธรรม แล้วก็ด่าสิ่งหยาบสิ่งเลว แต่เมื่อถึงเวลาพิสูจน์ตัวเอง ชนชั้นกลวงก็แสดงความหยาบช้าอำมหิตฆ่าประชาชนแล้วยังลอยหน้าลอยตาอ้างเหตุผลที่ต้องฆ่า108ได้ หรือไม่ก็หุบปากเงียบพลิกตรงข้ามกับที่จะเป็นจะตายให้ได้ช่วงพันธมิตรฯยึดทำเนียบ ปากพร่ำพูดว่าห้ามรุนแรงห้ามรุนแรงห้ามรุนแรง

แต่ข้อความต่อไปนี้ของอ.สมศักดิ์ไม่ชอบมากๆ

Quote:
ระดับที่คนในแวดวงวิชาการ (ในกรณีนี้คือศิโรตม์) ไม่มีความกล้าหาญทางคุณธรรม (moral courage) - คือ ขี้ขาดตาขาว ไม่มีกระดูกสันหลังนั่นแหละ - ในการวิพากษ์พวกเดียวกันเอง (โดยเฉพาะ "ผู้อาวุโส") อยู่ในระดับที่ฝรั่งเรียกว่า breathe-taking พูดแบบไทยๆคือ เหลือเชื่อ ต้องเห็นเอง แล้วยังยากจะเชื่อ ว่าจะ "กระจอก" กันได้ขนาดนี้ ขี้ขาดกันได้ขนาดนี้

ดูเหมือนจะ'ส่วนตัว'เกินไป
มีอะไรกันเป็นการ'ส่วนตัว'ป่าว?
อยากอ่านข้อวิจารณ์มืออาชีพ แต่ไม่อยากอ่านที่ขัดกันทาง'ส่วนตัว'

ลำบากใจอ๊ะ เพราะชอบอ่านของศิโรตม์มาตลอดแล้วบทสัมภาษณ์อันนี้ก็ชอบมากไม่ผิดหวัง(ความจริงอ่านศิโรตม์ตั้งแต่ศิโรตม์ยังสายลมแสงแดดตอนที่เขียนช่วงกรือเซะตากใบอะนะ หุหุ)

ครับผมสนใจท่อนนี้ของศิโรฒมากก

ครับผมสนใจท่อนนี้ของศิโรฒมากกว่า เพราะอย่างอื่นที่พูดมาส่วนใหญ่คือตัวประกอบหรือองค์ประกอบของตัวแปรปัญหาที่คุณศิโรฒ ทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ว่า

"""แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้
แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ
ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ """???

ครับนี่คือเงื่อนไขที่ปัญหามันจะยิ่งอันตรายต่อไป และผมยืนยันตามที่ศิโรฒชี้? เพราะสัญญานแบบขยี้แดง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกลยุทธ"ตุลา19โมเดล" มันชัดเจนกว่าวาทะกรรมปรองดองที่ผลิตขึ้นมาในเจตนาลดอุณภูมิ แค่นั้น จนกว่าที่เขาจะมั่นใจได้จริงๆว่ามันสูญพันธุ์จริงๆหรือเปล่า? หรือเสียพนันในกาสิโนอำนาจจนหมดตูดหมดตัว(ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในวงพนันแล้วนี่พนันอำนาจด้วยแล้ว เดิมพันสูงมากมันจบลงไม่ง่ายๆหลอก แทงเสียก็แก้มือใหม่ๆๆๆจนกว่าจะไม่มีประเทศไทยลานพนันให้ได้เล่นมันถึงจะจบ)

สัญญญานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ซับซ้อนกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขมรเพราะนั้นคือที่เขมรมันถื่อๆมิติเดียว คือใช้กำลังทางการทหารทำลายสังขารความเชื่อของขั่วความคิดต่าง เป็นหลัก? แต่นี่ไม่ใช่ มันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันหลายมิติกว่านั้นหลายแนวรบ? หลายที่มั่น

ที่ผมไม่เชื่อว่า ฝ่ายที่กุมที่มั่นได้มากกว่าขณะนี้ หรือฝ่ายที่ได้อำนาจรัฐตอนนี้ จะไปได้ยาวจริงๆ(เพราะเงื่อนไขที่เขาขวางโลกตกยุคหลงขบวน,สวนทางพัฒนาการทางธรรมชาติของความต่างเกินไป) คือถ้าจะอยู่ได้ ก็จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้?ไม่สงบแบบนี้ ใช้อำนาจนิยมกดทับปัญหา ไว้แบบนี้? อยู่กับแบบดิบๆเถื่อนกันแบบนี้ ถ้าจะลากยาวแบบนี้ก็ไปได้ระยะหนึ่ง?บนความกดดันกับความไม่สงบแบบนี้

และเพราะเขาเอาขี้เฒ่า(ไม่ใช่เถ้า)ไปกลบเตาปฎิกรณ์ปัญหาไว้ชั่วคราว แต่เพราะเงื่อนไข ของฐานมวลชนยังต่างตอบแทนหนาแน่นมาก ที่มากกว่าดีกรีก้อนศรัทธาบารมีต้นทุนเดิมๆ ไส้ศึกฝ่ายปชต. ยังมีเยอะ? เยอะในแบบที่ต่างตอบแทนมากว่า ผลีกายถวายหัว(ยกเว้นทหาร)

ดังนั้นเมื่อมีผู้สมประโยชน์กับสถาณการณ์ปชต.ตรงนี้แบบนี้ เขายังล็อกไว้ในปริมาณ์ที่มากระดับนี้ แม้เรื่องมันจะวนแบบนี้(อีกฝ่ายติดเครื่องยนต์ปชต.อีกฝ่ายติดเบรคกางใบสำเภารุ่นเก่าเอาไว้)โดยที่ฝ่ายปชต.เทียม(ปชป.) และโสเภณีทางการเมืองแบบเนวิน และปลาไหลผ้าถุงหลุด พรรคร่วมขณะนี้?

ยังขอที่อยู่แบบต่างตอบแทนดีกว่าที่จะพยายามดิ้นรนออกมาจากคอกสวนสัตว์ในระบอบสวนสัตว์ เพราะขนาดกรงที่พิเศษอิ่มบริบูรณ์ดี พิเศษกว่าใคร?จึงไม่สนใจใครจะเป็นจะตายเพื่อนักการเมืองด้วยกันจะถูกกระทืบซ้ำด้วยระบบยุติทำและถีบปชตจะถุกจับขังอย่างไรไม่สน?

กับแนวคิดที่จะออกไปผจญภัยแบบหมาจรจัด เสื้อแดงที่ละเมอเพ้อพกถึงปชต.เต็มใบหรือปชต.แบบ"นิเวสน์ประชาธรรม" พัฒนาการของความต่างที่สมบูรณ์สมดุลลงตัวตามหลักพึ่งพาของปรัชญาปชต.เต็มใบจริงๆ

การต่างตอบแทนของกลุ่มทุนศักดินาเก่า หรือ ศักดินาชนชั้นสูงด้วยอำนาจทางการเมืองกึ่งเก่ากึ่งใหม่(ปชป.ที่รวมกลุ่มทุนที่สนับสนุนปชป.) บวกพวกปชต.ลวงโลก(พธม.สนธิและจำลอง)ที่มีส่วนผสมปชต.ลวงโลกจริงๆแบบสนธิและมิจฉาทิฐิผีตับเดียวแบบจำลองที่อาจจะเป็นสัดส่วนพธม.ส่วนใหญ่เสียด้วย

คือมันหลวมตัวมาไกลเกินไปที่จะกลับไปหาปชต.แล้วในตัวตนพธม.ขณะนี้(สนธิรู้ดีว่าตัวตนเขาเป็นคนลวงโลกด้านปชต.แบบไหน?)

ฐานทั้งหมดที่ผมว่ามานี้ล่ะเป็นตัวกำหนด ท่าที ที่ไม่มีสัญญานการปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง จนถึงปรับตัวเข้าหาปชต.ในทิศทางแบบปชต.จริงๆ? ไม่ใช่ฉุดให้ไหลย้อนกลับแบบนี้คือสถานการณ์ตอนนี้คือนอกจากจะไม่ปรับตัว แต่ยังพยายามฉุดให้ไหลย้อนกลับ(คำนี้ผมใช้มานานน่ะครับก่อนศิโรฒพูดในนี้มาก)

คือสถานการณ์ขณะนี้มีการฉุดพัฒนาการทางปชต.ให้ไหลย้อนกลับในอัตราเร่งที่สูงมากที่วัดคราวๆน่าจะประมาณหลังยุคปรีดีย์ฯ ทั้งที่คาดการณ์ครั้งแรกแค่สมัยป๋าฯแต่เมื่อประเมินใหม่แล้วไปไกลกว่านั้นมาก เพราะสมัยป๋าฯ แม้จะอำมาตยฯสุดขั่ว การบริหารตามน้ำที่ล้าหลังเสียโอกาสมาอย่างมาก

แม้สมัยนั้นลมฟ้าอากาศตัวแปรตัวช่วยทางธรรมชาติจะดีจนส่งต้นทุนพื้นฐานที่ดีในต้นทุนที่เป็นต่อใครๆเหนือภูมิภาคของต้นทุนความแข็งแกร่งภายในที่เรามีอย่างเป็นต่อแถมหลากหลายมาก แต่ถึงขนาดนั้น ผมเชื่อว่าวิธีบริหารแบบนั้น เราเก็บเกี่ยวหรือพัฒนาได้จากที่ควรได้ไม่ถึง10% บนศักยภาพที่แท้จริงตรงนั้นของไทย?

ไม่รวมการสร้างโอกาสใหม่บนวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลแบบผุ้นำประเทศอื่นๆเขา และทิ้งโอกาสที่ปล่อยให้เราล้าหลังถอยหลังไปหลายสิบปี แต่อำนาจบริหารยังพอได้ไม่คุมหมดแบบตอนนี้(เพราะเงื่อนกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองต้องปรับตัวจนสร้างวาทะกรรมเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาปิดบังตัวตนที่แท้จริงของความกลัวการเปลี่ยนแปลงนั้น)

นั้นคือผมประเมินใหม่มันจึงไปไกลหลังสิ้นยุคปรีดีย์กับสถานการณ์ปชต.ไทยขณะนี้ นั้นคือบทบาททหารและสำเภากางใบปกครองปชต.เต็มตัวซึ่งสวนทางกับการแสวงหาปชต.เต็มใบในเป้าหมายแดง หรือคนไทย ด้วยพัฒนาการไหลย้อนกลับในอัตราเร่งที่น่ากลัวแบบนี้

เป็นเรื่องน่าตกใจที่คนไทยยุคสมาธิสั้นไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เพราะมันชาชินไปหมดแล้ว ทั้งที่เคยโดนจากหม้อต้มกบระบอบทักษิณ พธม.ได้ปลุกให้ตื่นออกมา แต่ลากเอาลงหม้อุต๋นกบอำมาตยฯที่ครอบงำหนักกว่าเก่าหลายเท่า จนได้สภาพที่ชาชินไม่ดิ้นรนอะไรอีกแล้ว

สถานการณ์ที่ชาชินจนเฉื่อยชา อะไรก็ได้? ปชต.ไม่ต้องก็ได้?ไปกันแบบเรือสำเภาฯแม้มันจะยุคไหนแล้วก็ช่างเพราะสัดส่วนปผุ้ที่ผุกขาดการได้รับ มันคือสัดส่วนของผุ้ร่วมต่างตอบแทนในการอยุ่ในอำนาจแบบทรงๆทรุดๆดิบๆเถื่อนๆกันแบบนี้ตอนนี้ แถมมีการผลิตวาทะกรรมสร้างศรัทธาในกรอบนักปกครองลงมาครอบหนักๆเข้าๆ ความชาชินบวก ก้อนศรัทธามวลมหาศาลที่ทิ้งลงมากดทับ สำนึกแบบปชต. ในแบบปชต.ไม่ใช่ปชต.ในแบบมีคนปกครองปชต.อีกที ตัวแปรเหล่านี้คือสิ่งที่เขายิ่งได้ใจ?จนกำหนดท่าทีแบบที่ศิโรฒว่าไว้

บวกปรากฎการณ์บางอย่างที่เขาเอาไปแปรผิดๆแบบหลงตัวเอง เช่นปรากฏการณ์เสื้อเหลืองในงานวันนั้น แปรศรัทธาแบบนั้นมาใช้เป็นความชอบธรรมในการครอบงำปชต. อย่างได้ใจและหลงผิด? บวกกระแสถวายโสถพิษของกระแสม.7 ที่ผลที่ได้มากว่าม.7 นั้นคือปฎิวัติ49

แล้วทำไมเมื่อมีตัวแปรสนับสนุนมากมาบขนาดนี้ ทำไมผมยังมองว่า ไปได้ไกลแค่แบบ"จิ๊กโก๋กิโลเดีย"ว เพราะตัวแปรแบบนี้ เป็นตัวแปรที่มันขวางกระแสหลัก หรือตกยุคหลงขบวนโลก บนความพยายามจะกดทับกระแสไว้ด้วยเงื่อนไขพิเศษแบบไทยๆ ซึ่งกระแสโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เปิดกว้าง(โลกาภิฯ) มันจะเป็นตัวแปรโดยธรรมชาติในพัฒนาการของความต่างที่มันจะสร้างโจทย์ใหม่ๆที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆมากัดกร่อนตัวตนที่ขวางโลกต้าน,ทานขวางกระแสหลักที่ไม่พัฒนาการหรือปรับตัวเข้าหาแต่ใช้วิธีการขวางต้านว่านั้นคือการป้องกันตัวต่อการดำรงอยู่?

ด้วยการยืนยันหรือส่งสัญญานแบบนี้(ที่ศิโรฒทิ้งไว้ท่อนสุดท้าย) นั้นคือสัญญานการแตกหักระหว่างเรื่องสำเภากางใบกับเรือยนต์ปชต. ในแบบที่ไม่มีใครยอมใครไม่มีใครถอยให้ใคร? และไม่มีใครคิดที่จะปรับตัวปลดระวางตัวเอง? บนความเชื่อมั่นในก้อนอัตตาบนวิธีคิดที่ติดยึดกับอัตตาแบบ"อาตมันใหญ่" จึงคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ เพื่อความเป็นนิรันดร์

นั้นคือวิธีคิดที่นำมาซึ่งการไสเรือสำเภากางใบในการเข้าปะทะเรือยนต์ปชต.ในแบบสวนทางกันสุดขั่ว เพราะไม่เชื่อในแนวทางการปรับตัวเข้าหากัน? หรือเข้าหาธรรมชาติของสัจจะธรรมกฏไตรลักษณ์(อนิจจัง ,ทุกขัง,อนัตตา) การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติบนหลักพึ่งพา เพื่อปรับแนวทางการดำรงอยู่ในแบบที่จัดสมดุลให้เสถียรตามหลักพึ่งพา เพื่อคาบการดำรงอยู่ที่สมดุลบนความเสถียรที่ยาวนาน

นั้นคือการยืดระยะเวลาที่ดีที่สุดในการดำรงอยู่อย่างเป็นส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในระยะเวลาที่นานที่สุดบนคาบ การเกิดขึ้น,ตั้งอยู่ และก่อนจะดับไปบนระบบที่มีสมดุลที่เสถียรที่สุด ไม่ใช่ระบบที่คิดจะไปเอาชนะออกแบบ สร้างแมตทริกซ์เซ็ตระบบขึ้นมาเองบนแนวคิดความเชื่อของความเป็นนิรันดร์ของแนวคิดที่ติดยึดในก้อนอัตตาแบบ"อาตมันใหญ่"

นั้นคือเงื่อนไขการเร่งรอบไปสู่การดูดกลืนสรรพสิ่งเพื่อให้หมุนรอบตัวเองเอาตัวเองเป็นจุดสูญกลางของสรรพสิ่งแบบหลุมดำ มันจึงไม่ใช่ระบบที่จะสร้างสมดุลแบบเสถียร แต่มันคือการออกแบบระบบไปสู่รอบการดับ แบบหลุมดำในอัตราเร่งที่สูงขึ้นๆๆๆๆ ด้วยแนวคิดแบบ"อาตมันใหญ่" หรือหลุมดำทางความคิดที่จะนำไปสู่อัตราเร่งของรอบการดับนี่ไงครับทั้งหมดนี้กำหนดได้ด้วยพฤติกรรมการไม่หลงในอัตตา รู้จักคำว่า"พอเพียง"ทางอำนาจที่แท้จริง???

อ้อตัวแปรหนึ่งที่สำคัญที่ทำให

อ้อตัวแปรหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้อำนาจนั้นเคยมีลังเลแบบหันรีหันขวางจนถึงโยนหินถามทางอยู่เหมือนกัน

แต่เพราะกุนซือคนบ้าถือคบไฟ(คงไม่ต้องชี้ว่าใครทั้งฟันเหลืองฟันดำ) แต่ยังไม่แสปเท่าวิธีการเล่นการเมืองแบบปชป. วิธีการตะโกนในโรงหนัง ทุกวันนี้ก็เอามาใช้ในการขยายผลกลยุทธ"ตุลา19โมเดล"

การเข้าหาการประจบเพื่อเอาตัวรอด การดีสเครดิตรให้ร้ายป้ายสี(แม้มีได้ทุกพรรคแต่ปชป.คือมืออาชีพต้นฉบับที่เป็นมือวางอันดับหนึ่งเรื่องนี้) สิ่งยืนยันคืออยู่มาได้ยาวขนาดนี้ทั้งที่มรสุมยุบพรรคแรงมาก แถมตัวแปรปชป.ก็แสปกว่าเพื่อนยังรอดปาฎิหารย์

ผมเชื่อว่าทุกเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวผมทั้งมีส่วนจริงไม่จริง ถ้าเสิร์ฟผ่านทีมงานดีสเครดิตรปชป. คนก็ไม่ใช่คนล่ะครับ ? สิ่งเหล่านี้ จึง

"""สร้างความสับสนให้กับคนที่เขาเข้าหา"""

ในเจตนาประจบเพื่อเอาตัวรอด จึงสร้างเงื่อนไขแบบเดียวกับขันทียุคจีนบรรลัยสมัยนั้น?

สิ่งเหล่านี้ผมให้ร้ายปชป.เกินไปไหม? ตรวจสอบได้ครับ? และดูวิธีคิดหรือการให้ทรรศนะคติย้อนหลังต่อพรรคนี้ตั้งแต่ไหน แต่ไ รมาผมจุดยืนแบบนี้ตลอด ไม่ใช่มาวิเคราะห์ตามเทรนตามกระแสเพราะผมไม่ชอบพฤติกรรมการเล่นการเมืองการให้ร้ายป้ายสี การเหยียบหลังเพื่อนขึ้นไปรับเหรียญแบบแย่งเหรียยแบบนี้

แถมมีตัวช่วยคนกำกับตามสโลแกน"ล้านแล้วจ้าลูกป๋าเข้าวิน"สาระพัดอย่างเพื่อเกมย้ายขั่วอำนาจที่ดิบเถื่อนไม่เป็นธรรม? นี่ไงครับคือเงื่อนไขการตอกย้ำตอกลิ้มความอยุติธรรมในสังคมไทย แต่การต่างตอบแทนที่น่าเกลียดแบบปชป. จนถึงพฤติกรรมที่แล้วมาจนถึงทุกวันนี้ ของปชป. จึงเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ไม่ใช่อคติแค่วันนี้

แต่สิ่งที่ผมชี้ไว้ตั้งแต่ตะโกนในโรงหนังฯ(ทุกวันนี้ก็งัดมาใช้ใหม่ผ่านวิทยุยานเกราะนูหริ่ง สาแทะ ลงหนองเลยเพื่อขยายผลกลยุทธ"ตุลา19โมเดล) รวมมาถึงผลงาน ชวน1ชวน2จนถึงมาร์คV1(นักล่าสังหารทำเนียบร้อนศพ)ทั้งที่ เงื่อนไขที่มันบานปลายมันเลี่ยงได้ เพียงแค่เชื่อมั่นในปชต.และเมตตาธรรม ไม่ใช่"ประชาธิปตาย"หรือ"เมดตาทำ"(การุณฆาตร)แบบนี้???

รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงได้เข่

รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงได้เข่นฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงไปมากมาย เพราะแค่ต้องการถอนรากถอนโคนเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจริงแล้วพวกเขาคิดผิด และขาดข้อมูลในการวิเคราะห์สาเหตุ ทำไมคนเสื้อแดงถึงมาชุมนุมกันมากมายมหาศาล และถูกยิงตายไปหลายรายก็ยังไม่ยอมสลาย จริงแล้วคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมไม่ได้ยากจน มีตั้งแต่คนชั้นสูง กลาง และรากหญ้า โดยเฉพาะคนชั้นกลางซึ่งมีรายได้เงินเดือน(ข้าราชการ) และผู้ประกอบการอิสระ พวกนี้มาเยอะมากและใช้ทุนส่วตัวมาด้วยใจที่ต้องการประชาธิปไตย
มาเพื่อต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะเขาคิดว่ารัฐบาลนีตั้งได้เพราะไปซื้อ ส.ส.ที่เขาเลือกมาตอนอยู่กับ พรรคเพื่อไทย ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่เขาจะไม่เลือก ส.ส.พวกนี้(ที่แยกไปจากเพื่อไทย) และเขามาเพราะเห็นความไม่ยุติธรรมในการใช้อำนาจของ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายความมั่นคง
รัฐบาลพยายามยกคุณประเวศ คุณอานันท์ ขึ้นมาเป็นจุดขาย คนเสื้อแดงเขาไม่สนใจหรอกว่า สองคนนี้เป็นใคร ณ เวลานี้เขาต้องการเลือกตั้งใหม่ หาคนผิดที่สั่งฆ่าและฆ่าประชาชมาลงโทษ เพราะฉนั้นอย่าหวังว่าจะสร้างภาพเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตนเองและพวกพ้อง
ที่ผ่านมารัฐบาลและทหารฆ่าประชาชนไม่เคยติดคุก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนทำผิดฆ่าคนเป็นร้อย บาดเจ็บหลายพัน ต้องได้รับโทษตามกฏหมาย
การบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ กู้ แจก ลด ให้ ฟรี จากที่อ่านข่าว ครม.มีมติให้ ธนาคารรัฐ 4 แห่ง ให้ลดต้นเงิน 50% ลดดอกเบี้ยให้ทั้งหมด สำหรับลูกหนี้ NPL แล้วลูกหนี้ที่ชำระหนี้ดีละให้เขารับภาระเต็มๆทั้งๆที่ชำระหนี้ดีมาตลอด แล้วเกิดลูกหนี้ดีๆไม่ยอมชำระหนี้เพื่อจะอยู่ในกลุ่ม NPL ธนาคารล้มแน่ๆ เพราะเงินที่ให้ลูกหนี้กู้เป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก แล้วใครจะรับผิดชอบถ้าธนาคารรัฐล้ม แล้วลูกหนี้ก็จะพากันขาดวินัยทางการเงิน และธนาคารก็จะเข็มงวดในการให้สินเชื่อ ธุรกิจการผลิตก็จะพากันล้ม ระบบเศรษฐกิจก็จะพัง

ชาวบ้าน-1 wrote:อย่าพยายามเลย

ชาวบ้าน-1 wrote:
อย่าพยายามเลย I Pad

ระดับสติปัญญาของคุณ
ไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเขาคุยกัน

การแสดงความคิดเห็นของ I Pad
เหมาะกับสังคมอีกระดับ

กลับไปที่ของคุณเถอะนะ I Pad

I Pad wrote:
ผู้เชี่ยวชาญที่พิมพ์ ขี้ขลาด เป็น ขี้ขาด น่ะเหรอ ;] ;} '';) โอยขำจนน้ำตาเล็ด :'}

ผมไม่รู้ว่าที่ของผมอยู่ที่ไหนอ้ะนะ! แต่ผมเชื่อว่าที่ไหนๆ เขาก็เขียน ขี้ขลาด (Coward) ว่า ขี้ขลาด ส่วนผู้เชี่ยวชาญประเทศไหนเขียน ขี้ขลาด ว่า ขี้ขาด นี่เพิ่งเจอ

แถมผู้เชี่ยวชาญตัวนี้เห็นคุยโม้โอ่อวดรู้ แม่ง! ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้อยู่เรื่องนึงแน่ๆ ละ! ทีนี้ :} ขี้ขาด :] :] :]

ที่นี่คิดยังไงกับหมอนี่! ไม่รู้อ้ะนะ! แต่มนุษย์ถ้ำ (มอง) หัวโตๆ (แต่กลวงโบ๋โจ๋ว) สำหรับผม แม่ง! ยิ่งกว่าหม่ำ จ๊กมก อีกว่ะ ;}

I Pad wrote:เห็นคุณ ชาวบ้าน -

I Pad wrote:
เห็นคุณ ชาวบ้าน - 1 (เอ! นี่นายคือตัวเดียวกับ ควายทุยเซ็คคันด์แฮนด์หรือเป่า? คิดเล่นๆ น่ะนะ เห็นลีลาเคี้ยวเอื้องคล้ายๆ กัน ) :} บอกว่าเจ้าของกระทู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ

แล้วช่วยวิจารณ์ที่พรรคของมวลชนรากหญ้าแพ้พรรคอำมาตย์หน่อยดิ้

แล้วล่าสุด พอแพ้เขาแล้ว มีปาระเบิดอีกนะ ค่อดจาแมน เรย! ;}

อ้อ! ส่วนพรรค กมม. ไม่ได้ซักที่น่ะเชิญวิจารณ์ได้ทุกลีลา เพราะแพ้ก็คือแพ้ เพียงแต่อย่าแถว่าระเบิดลูกนี้พรรค กมม. เป็นเจ้าของล่ะ เด๋วขำตายห่า :] :] :}

บางกอก

บางกอก wrote:
ถึงสมศักดิเจียม

เห็นสมศักดิเจียมกลับมาอีก ผมก็ดีใจด้วย นึกเป็นห่วงอยู่ตอนโดนประชาไทล่อเป้าเรื่องผ้าพันคอสีฟ้า ว่าจะคุยด้วยประชาไทเขาก็ไม่ให้ผู้อื่นออกความเห็น...

เรื่องวิจารณ์คณะกรรมการปฏิรูปอะไรนี่ ผมไม่ให้ราคาไม่สนใจจะวิพากษ์วิจารณ์ทั้งพระทั้งฆราวาส ไร้สาระครับทั้งศิโรตม์ทั้งภัควดี.......ไม่ชอบไม่พอใจนโยบายของรัฐก็วิพากษ์รัฐวิพากษ์นายกกันไปเลย

หลงประเด็น ดันไปวิพากษ์ตุ๊กตาที่เขาตั้งขึ้นมา ความเห็นคณะกรรมการปฏิรูปนั้นยังแค่ของเด็กเล่นอยู่เลยครับ....

ใช้เวลาไปวิพากษ์การบริหารบ้านเมืองและนโยบายภาครัฐน่าจะดีกว่า

หรือมัวแต่กลัวอะไรกัน.......

หึหึหึ คุณบางกอก เชิญคุณปูผ้าเปลื้อนเลือด เล่นหมากเก็บทอยแก่นไร้สาระของคุณ? บนเตาปฎิกรณ์ปัญหาความขัดแย้งที่มันเตรียมปะทุ แบบโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เชลโนบิลที่รัสเซียไปคนเดียวเถอะ?

เพราะแนวคิดแบบนี้ที่ผมเคยด่าเรื่องการชวนกันมาฮันนี่มูนอำนาจในขณะที่ทั้งขยะหมาจรจัดแดงเน่าลอยตามน้ำมาทวงถามความเป็นธรรมด้วยคำว่า"คนตายไม่ได้ปฎิรูป" สิ่งที่ควรทำ? หรือเป็นคำแนะนำคุณบางกอกคือ เขี่ยๆมันทิ้งไปกูจะฮันนี่มูนอำนาจกัน ไอ้พวกเศษสวะ?กูจะตักน้ำมาทำพิธีกรรมทางปชต.(คือมันทำได้แค่เพียงเชิงพิธีกรรมปชต.เท่านั้นที่เขาทอดเศษให้) แต่ตัวตนจริงๆมันไม่ใช่ปชต.มันคือ"ประชาธิปตาย"ครับ???

อ้อก่อนไป

อ้อก่อนไป ผมขอยืนไว้อาลัยให้กับ"ประชาธิปตาย" ที่คนไทยยุคสมาธิสั้น เลือกแล้วบนกองเลือดคราบน้ำตา ของผู้แพ้?กับผลสรุปบนความอำมหิต ที่ร้ายเดียงสา,สมาธิสั้น กักขฬะป่าเถื่อน,ในจิตสำนึกที่มองคนไทยด้วยกันแบบนั้น?

กับ"การุณฆาตร" ด้วยการประกาศ"เมตตาธรรม"ที่ตัวตนมันคือ"เมดตาทำ"(มัดตาทำ)ความอำมหิตในจิตใจคนไทยสำนึกเดิมๆที่เป็นคนไทยใจดีใจเมตตา เอื้ออารีย์ต่อกันมันหายไปไหนหมด? หรือมันหายไปกับประชาธิปไตยยุคสมาธิสั้น ลืมๆมันไปซ่ะ? ศพเน่าลอยตามน้ำมาของการฆาตรกรรมแดงหลายๆทาง(ไม่ใช่แค่ร้อยศพ)

พวก111, ที่เป็นเหยื่อเกมอำมหิตในการย้ายขั่วอำนาจจนใช้การุณฆาตร ด้วยกฎหมาขัดหลักนิติธรรม การข่มขืนกระทำชำเราประเทศ(ปฎิวัติ) การปิดหน้าปล้นด้วย"ตุลาการอภิบาลนุมัติ" สิ่งเหล่านี้ล้วนคือความกักขฬะมุมมามทางอำนาจ(แบบสัตว์หรือไม่)

จนผมได้นิยามใหม่ว่ามันคือระบอบสวนสัตว์ไม่ใช่ปชต.หรือระบบพึ่งพา อย่างสังคมมีอารยะเขาทำกัน จนได้ปชต.แบบ"นิเวสน์ประชาธรรม" ไม่ใช่ประดิษฐกรรมคำพูดสวยไว่า"ธรรมมาธิปไตย" ที่เป็นจิตนาการของการปกครองที่คนมีธรรมเสมอกัน(ยุคพระศรีอารย์) ที่ยังห่างไกลตัวคนของสังคมไทยมากกับข้อเท็จจริงการกระทำต่อกันในคนไทยด้วยกันแบบสังคมยุคนักล่าฯ(ระบอบสวนสัตว์แมตทริกซ์สยามซู)

แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้ ผมสะเทือนใจมาก? เห้นไทย คนไทยล้างเลือดไพร่แดง หรือเลือดจากศพหมาบ้าจรจัดแดง มันด้วยสายตา เนื้อหา จนถึงผลิตวาทะกรรมดุหมิ่นเหยียดหยามคนตาย? ที่หมดสิทธิที่จะหาความเป็นธรรมปกติให้เขาได้? ไม่ต้องไปพูดถึงการมามีส่วนใน"การปฎิลูบ"ประชาธิปไตย(เพราะมันตายไปแล้ว) ในแบบที่เขาอยากได้ ???

แต่สิ่งที่คนไทยด้วยกันมอบให้ ผมสะเทือนใจมาก?คนไทยด้วยกันมันคือการ"การุณฆาตร" ด้วยการอ้างว่าเพื่อรักษาระบอบปกครองแบบ"ประชาธิปตาย"หรือ"แมตทริกซ์สยามซู" ให้ยั่งยืนนานตลอดไป? ส่วนอีกกี่ล้านความต่างที่เป็นสีแดงเศษสวะทาง"ประชาธิปตาย" เขี่ยๆมันทิ้งซ่ะ???

คนอย่างสมศักดิ์เคยมีหรือที่ไม

คนอย่างสมศักดิ์เคยมีหรือที่ไม่ด่าหรือวิจารณ์ใครด้วยความไม่พอใจส่วนตัว
เหอเหอเหอ

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน