ศาลปกครอง สั่งเพิกถอน 2 ใน 76 โครงการมาบตาพุด เข้าข่ายโครงการกระทบชุมชนรุนแรง
กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดี
2 ก.ย. 2553 - ศาลปกครองเผยแพร่คำพิพากษาคดีมาบตาพุด ซึ่งเป็นคดีที่สมาคมต่อต้านโลกร้อนและชาวมาบตาพุดรวม 43 ราย ฟ้องคดีกับหน่วยงานรัฐและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตามบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคสอง
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
"เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน ไม่จัดให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพเสียก่อน และละเลยต่อหน้าที่ในการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมาย ออกกฎหรือระเบียบเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการเสนอความเห็นขององค์กรอิสระ ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว"
โดยผู้ฟ้องร้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาตและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการปรับปรุงกฎหมาย
ศาลได้วินิจฉัยว่ามีคำสั่งให้ยกคำร้อง 74 โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ตามปกติ รวมถึงโครงการโรงแยกก๊าซแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท.(PTT)ด้วยโดยศาลให้เหตุผลว่า โครงการเหล่านี้เริ่มดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนประกาศใช้มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 จึงถือว่าภาครัฐดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอน โดยไม่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหามลพิษแต่อย่างใด
ส่วนอีก 2 โครงการที่ไม่ผ่านและศาลมีคำสั่งยกเลิกใบอนุญาตเนื่องจากเข้าข่ายใน 11 ประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมคือ โครงการโรงงานผลิตเอทีลีออกไซด์และเอทีลีนไกลคอน(ส่วนขยาย)ของบริษัททีโอ ไกลคอน จำกัดในเครือ บมจ.ปตท.เคมิคอล(PTTCH) และโครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ของบมจ.ไทยพาสติกและเคมี ภัณฑ์ (TPC) ซึ่งจะต้องนำกลับไปให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(สวล.) ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง หรือไม่
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่พอใจคำตัดสินเนื่องจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพิ่งคลอดประกาศ 11 กิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพออกมาเมื่อ วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ดังนั้นคงต้องเดินหน้าสู้อุทธรณ์ในศาลปกครองสูงสุดต่อไปรวมทั้งจะยื่นฟ้อง เพื่อขอให้เพิกถอน 11 กิจการรุนแรงด้วยเพราะถือว่ากระทรวงทรัพยากรฯออกกฎเกณฑ์ประเภทโครงการรุนแรง ไม่ครอบคลุมเพื่อให้เจ้าของโครงการหลุดคดีถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ
ขณะที่นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า พอใจเพียงกรณีที่ที่ศาลยอมรับสิทธิชุมชนตามมาตรา 67 วรรคสองเท่านั้น แต่ยังไม่พอใจผลทางคดี เนื่องจากเป็นการตัดสินคดี ที่กำกวม และให้เหตุผลแบบแปลกๆ มีการใช้คำอธิบายที่เยิ่นเย้อเกินไป และสุดท้ายก็ทำให้โครงการจำนวนมากหลุดจากการต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 ดังนั้นจะเร่งประเมินรายละเอียดว่าโครงการไหนที่ยังติดล็อกอยู่และโครงการ ไหนที่หลุดไป
ที่มาบางส่วนจาก : แนวหน้า
| Attachment | Size |
|---|---|
| คำสั่งพิพากษาศาลปกครองกลางคดีมาบตาพุด | 108 KB |
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ครับ
ครับ ขอยกข้อความที่เคยให้ความเห็น ไว้กรณีคุณพงศเทพ พูดไว้เรื่องศาลที่ผมให้ความเห้นโยงกรณีนี้ไว้อย่างเรื่องเดียวกันตามนี้
"""
ครับขอเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นรูปธรรมกระบวนการสร้างความสับสนวุ่นวาย"ฝุ่นตลบ"(CHAOS)ที่ผ่านตัวแปรมิติด้าน"นิติ" ในระบบยุติธรรมไทย ในกรณี"มาบตาพุด"
แม้ภาพที่พยายามอ้างกันนั้นคือปกป้องผลกระทบชุมชน,สิ่งแวดล้อม เป็นหลักมากกว่านักลงทุนที่ถ้าวางมาตรการไม่ดีก็ไม่ต่างจากการให้บริการ ห้องน้ำสกปรก หรือแบบซ่องโสเภณีดีๆนี่เอง คือเป็นแหล่งเสื่อมโสมสร้างผลกระทบมากมายให้ชุมชน(แต่นั้นคือภาพ)และม.67วรรคสอง(ที่เป็นกติกาใหม่ของร.50แต่การอนุญาติด้วยกติการ.ปี40) หลายเรื่องจึงตีความคาบเกี่ยวกัน
แต่ตัวตนมันกับสะท้อนความสับสนของบ้านนี้เมืองนี้ อะไรของมันว่ะ ?มันจะเอาอะไรกันแน่? มั่วไปหมดแบบนี้? นั้นคือถ้าจะอ้างตามที่ยกมาข้างบน ก็ไม่ว่าแต่ขอกติกาที่ชัดเจนสิ? เอายังไงกันแน่?เอาชัดๆได้ไหม? จะได้ปฎิบัติถูกไม่ใช่ลงทุนไปแล้วมันอะไรของมันว่ะ?วุ่นวายไปหมดแต่หาสาระจริงๆไม่ได้สักอัน?(ที่อ้างมาตรฐานใหม่นั้นน่ะตัวตนจริงคือมันไม่มีมาตรฐานอะไรเลยที่จะยุติได้? นั้นคือ"มั่ว"นั้นเอง???
สิ่งสะท้อนจากการที่เขาทำตามกติกาตรมข้อกฎหมายแล้วแต่กรณีคุณสุทธิกลับพยายามให้ แล้วจะเอาอะไรเป็นข้อยุติล่ะ? ถ้าคุณสุทธิจะไม่เอาอะไรเลยก็ต้องไม่เอาตั้งแต่ตอนแรก ไม่ใช่เข้ามาแล้วทำไปแล้วบอกไม่เอา อะไรเลยแบบนี้ มั่วกันไหม?
มากกว่านั้นแต่ปัญหาที่พบจริงๆคือบทบาทอำนาจศาลโอเวอร์รีแอคฯมั่วทุกสนามไปหมดหรือไม่?(หรือบทบาทอำนาจศาลคือตัวช่วยหรือตัวซวยต่อกรณีนี้) เพราะ งานคอนเซ้าท์(บริหาร) กำลังจะรอ งานโครงสร้าง(นิติบัญญัติ)ออก กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แต่งานศาลสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้าแล้วทั้งที่งานโครงสร้างยังไม่เสร็จ? หรือผนังกั้นห้องยังไม่มี(ออกกฎหมายประกอบฯ) แต่ถูกสั่งโดยอำนาจศาลให้บังคับใช้กฎหมายไปเลยหรือให้เฟอร์นิเจอร์เข้าไปโดยไม่มีหลังคาพนังกั้นห้อง เพราะการตีความของอำนาจหลายศาลแบบไทยที่มันแบ่งมาก ซ่ะจนขัดขากันเอง ไม่ใช่ลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำหรืออำนาจศาลที่ต้องอิสระ แต่มันอิสระเสียจนขาไปฟาดก้านคออีกสองอำนาจหรือเปล่า(บริหาร,นิติบัญฯ)อย่างน่าเกลียดหรือเปล่า
ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีขั้นตอนเดิมจากรัฐธรรมนูญเดิม จนถึงให้อนุญาติเขาภายใต้กติกาเดิม ก้ได้ระบุตามขั้นตอนนั้นซึ่งเขาก้ทำตามขั้นตอนจนได้รับอนุญาติตามนั้นแล้ว) มันก็ควรต้องยึดของเดิมก่อนที่งานเกี่ยวกับ"รัดซ่ะทำมันนูน"ฉบับปี50ยังอยู่ในขั้นตอนของงานโครงสร้าง(กฎหมายประกอบ) พูดง่ายๆว่าตึกหรือบ้านยังไม่เสร็จ? เฟอร์นิเจอร์จะเข้าได้อย่างไร?เสร็จก่อนหรือเข้าอยู่จริงๆค่อยบังคับใช้ได้ไหม?แต่ตอนนี้เข้ามาตามกติกาเก่าก็ต้องปฎิบัติตามนั้นถูกต้องแล้วก็ต้องให้เขา(แต่ถ้าจะไปมั่วเอาตามความรู้สึกตามกระแสคุณสุทธินั้นมันจะเอาอะไรเป้นข้อยุติล่ะ?)
เป็นความดัดจริตของอำนาจศาลที่มั่วทุกสนามไหม? ส่วนมาตรการที่คุณตั้งโจทย์ไว้ตอนต้น(เจตนารมณ์ของกฏหมายนี้ม.67วรรคสอง) นั้นมันจะต้องประกอบวิธีการกระบวนการกระทำที่ถูกต้องเท่านั้น(เช่นคุรออกกฎหมายประกอบฯเสร็จยัง? หรือกั้นห้องเรียบร้อยยัง? ก่อนที่จะสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้า)
ไม่ใช่อยู่ๆหรืออยู่ดีดี ลุกพรวดขึ้นมาบอกว่าอยากให้ที่นี่สะอาดจะจัดระเบียบห้องน้ำในตลาดใหม่ก็ต้องเผาหรือทุบไล่ที่แบบอันะพาลถล่มบราเบียรืที่เคยเป้นข่าวเฉพาะในไทย แต่นี่มันดังไกลไปทั่วโลกกระทบมากมายมหาศาล
หรือตะเพิดสิ่งที่มีอยู่แล้วออกไปก่อนไม่สนใจกติกาเดิมที่เขายังใช้ตกลงร่วมเลย นั้นคือเคลียรพื้นที่แบบอันธพาล ลุยบราเบียรที่เป็นข่าวเลย พฤติกรรมแบบนี้มันชัดกว่าการที่คุณสร้างภาพเข้าไปจัดระเบียบใหม่(ตามเจตนารมณ์ม.67)ครับ? กับการ สั่งเฟอร์นิเจอร์เข้า(โดยอำนาจศาลที่ตีความประกอบฯ) ก่อนงานคอนเซ้าท์(บริหาร) งานโครงสร้าง(นิติบัญฯ)เสร็จ ด้วยการสั่งทุบของเก่าแบบกรณีทุบบราเบียร์แบบนี้เหรอ?
ดังนั้นสภาพการบังคับใช้ทางปฎิบัติมันจึงมั่วไม่รู้จะเอาอะไรก่อนอะไรหลัง คนปฎิบัติ หรือคนจะขี้(เขาหอบเงินมาลงทุนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะที่ไทย) แต่ศาลรัดซ่ะทำมันนูน ดัดจริต ตีความบังคับใช้ หรือได้ดัดริตตีความประกอบวิธีการขี้ ไว้อย่างสับสน?
ว่าตกลงที่จะให้ขี้ตามกระบวนการเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ แบบ"สุขาภิบาล"แล้วห้องน้ำใหม่เสร็จยัง?(หมายถึงกฎหมายประกอบฯ) หรือจะให้ขี้ตามใบอนุญาติเก่า ก็กติกาเก่าอนุญาติให้เข้าห้องน้ำแล้ว? กูก้ทำตามนั้นอย่างถุกต้องแล้ว แล้วนี่กำลังจะเบ่งขี้แล้ว "มีคนไปฟ้อง"ศาลรัดซ่ะทำมันนูน" ว่ามีคนเบ่งขี้เสียงดังแถมกลิ่นไม่ดี ตดเสียงไม่เพราะ?เล็ดลอดออกมาแปดๆๆๆ ชาวบ้านซวยเพราะเอาไปตีหวยไม่ถูกโดนกิน จึงยกพวกมากระทืบมันแบบนี้?
ดังนั้นศาลฯจึงมีมติออกมาว่า ห้ามเบ่งขี้ชั่วคราว? ใครที่ขี้มากึ่งหนึ่งก็ให้ขี้คาไว้อย่างนั้น? มาตรวจสอบกันใหม่ว่า ใครเบ่งขี้ตามร.50ใหม่ หรือถ้าเบ่งขี้แค่ตามของเก่า ก็หยุดเบ่งขี้ชั่วคราว? หรือใช้ขั้นตอนการเข้าห้องน้ำผิดกติกาอันใหม่ (ทับอันใหม่แบบไม่แยกแยะ)ก็ให้ยกเลิกการขี้? หอบออกไปได้แค่กางเกงใน แต่ทิ้งกระเป่าตังค์ไว้ (ชดเชยเขาก็ไม่มี)แล้วไสหัวกลับไปขี้ต่อบ้านมึง???
ปัญหาไม่ได้เกิดที่คนจะขี้? แต่เงื่อนไขคือการบริหารจัดการที่ดี คุณตั้งโจทย์การขี้แบบ"สุขาภิบาล"(เจตนารมณม.67) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ก็จริง? ตรงนั้นผมเห็นด้วย แต่กระบวนการปฎิบัติหรือประกอบวิธีการต้องถูกต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่มั่วเอาแต่ใจ,ไหลตามความรู้สึก?หรือเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบนี้?
แม้เราต้องปกป้องคนไทยชาวบ้านตาดำๆมาก่อนนักลงทุน แต่ถ้าปฎิบัติไม่ถูกต้องหรือเป็นธรรม? ใครเขาจะอยากมายุ่งกับคุณ?หรือประเทศคุณล่ะ? แม้มันน่าลงทุนก็จริงประเทศนี้ แต่มันมั่วไปหมดแบบนี้กูก็ไม่ไหวว่ะ?(คำพูดนี้ฟังเล็กๆแต่มหาศาลหลายล้านๆๆบาทมากเสร็จโจรพวกกลัวการเปลียนแปลง)
การจัดระเบียบขี้แบบมีสุขลักษณะ อันนี้ผมไม่ว่า?ผมเห็นด้วยเพราะผม ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชน มากกว่า นักลงทุน หรือนักล่าบรรยากาศการลงทุนการซื้อบริการที่ถูกตังค์และได้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนภายใต้กติกาที่ชัดเจนถูกต้อง
ไม่ใช่จ่ายตั้งแล้ว นั่งยองๆแล้ว เบ่งไปครึ่งหนึ่งแล้ว?(บางคนใกล้สุดแล้ว) อยู่ดีๆ"ศาลรัดซ่ะทำมันนูน" บอกว่ามีคนฟ้องว่ามีคนนั่งขี้ผิดสุขลักษณะ ทั้งที่คนกำลังเบ่งขี้ก็ทำตามขั้นตอนถูกต้องแล้วได้ใบอนุญาติเข้าไปขี้แล้ว
แต่เมื่อตรวจสอบจริงๆว่ากติกาการเข้าห้องน้ำครั้งนี้ เขาไม่ได้ทำผิดตามใบอนุญาติเก่าเพราะเขาถึงขั้นจ่ายตังค์อย่างถูกต้องจนได้ใบรับรองตามขั้นตอนไปแล้วถ้าปรากฏว่ามีการขี้ที่มีสารพิษแบบซายาไนน์มาหรือหวัด2009มาด้วย ก็มีกติกาเก่าที่ครอบคลุมด้วยกติกาใหม่ที่ทำเสร็จแล้วมาบังคับใช้ภายหลังได้
แต่นี่ศาล"รัดซ่ะธรรมมันนูน" ทำการพยากรณ์ขี้หรือความผิด เขาไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ยังอยู่ในไส้ไว้ก่อนเลย? เสร็จเลย?จาก พฤติกรรมเหมารวมของคนขี้คนเก่า ?เฟสแรกมีปัญหา ว่ามันจะได้ขี้ที่อันตรายเป็นการพยากรณ์ความผิดให้เขาล่วงหน้าไหม?
ข้อสำคัญสูงสุดคือเหมารวมเหมาเข่งบนคำตัดสินที่โอเวอร์รีแอคไหม?(แม้จะปล่อยออกไปภายหลัง62หรือไม่เท่าไหร่ แต่เงื่อนไขด้วยความเชื่อมั่นหรือความชัดเจนในกติกาตรงนี้เสียหายมหาศาลมากกว่า)
ผมเข้าใจคนค้านอย่างคุณสุทธิ(แกก็ต้องหัวชนฝาในมุมของแกเพราะเหตุผลอีกมุมหนึ่งก็มีบนความรู้สึกในส่วนผสมที่เหมาเข่งไม่มีหลักวิชาการรองรับเสียส่วนใหญ่)คือถ้าตามแกไปก็ไม่ต้องเอาอะไรไม่ต้องมีมาตรฐานมีวิชาการ หรือมีโรงงานตรงนั้นทั้งหมดเลย?แบบนั้นใช่ไหมถึงจะจบ???
ปัญหาของงานบริหารจะต้องสร้างความชัดเจน โดยลดอำนาจความมั่วของอำนาจศาลออกไป หรือถ้าใช้ไปแล้ว ต้องยืดหยุ่น ให้เป็นเรื่องของ คู่กรณีคุยกันเป็นหลัก?ลดบทบาทอำนาจศาล(ที่เป็นเรื่องการสาวไส้ความไร้มาตรฐานแบบไทยเป้นเรื่องของเราเราต้องทำให้ชัดเจนก่อน เอาไปบังคับใช้มั่วกับคนอื่นแบบแขกบ้านนักลงทุน)
และให้หาความชัดเจนบน เหตุผลทางวิชาการเป็นหลักอย่าไปจับปลายน้ำที่เนื้อหาความรู้สึกในส่วนผสม แม้ต้องเคารพคนพื้นที่และเชื่อว่าปัญหามีจริงๆแบบที่ชาวบ้านชี้(เน้นว่าถ้าขาดการบริหารจัดการที่ดีไม่ใช่ปัญหาการขี้) แล้วตรงนี้หน้าที่ใคร?
แต่กรณีอย่างนี้ความชัดเจนบนเหตุผลทางวิชาการ ต้องเป็นหลัก?ไม่ใช่ให้ความรู้สึก บวกเกมการเอาชนะคะคานของใครบางคน? ต่อประเด็นนี้ที่จะเสียหน้าไม่ได้ จนสร้างความเสียหายมหาศาล ในการบลิ้วความรู้สึก(แม้ข้อเท็จจริงจะมี) แต่หลายกรณี ผมเชื่อว่าเจตนาที่จะสร้างเรื่องเพื่อเจตนาบลิ้วเพิ่ม เช่นสารพิษรั่วไหลบ่อยๆแบบผิดสังเกตุ บนความถี่ตามจังหว่ะของเกมนี้?
นั้นเท่ากับว่าเรื่องนี้มีการสร้างเรื่อง บลิ้วเพิ่มเกินกว่าข้อเท็จจริงของปัญหา? ส่วนจะเจตนาแฝงอย่างไร?ผมไม่กล้าชี้ชัด แต่เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกว่าเงื่อนไขของชาวบ้านหรือชุมชน จนถึง ตัวตนปัญหาที่แท้จริง? แน่ๆส่วนจะตรงไหนผมยังไม่อยากชี้ชัดในนี้?
ดังนั้นเรื่องนี้ ต้องหาข้อยุติ ผ่านตัวแปรหลักๆ ตอนนี้ โดยเฉพาะเรื่องศาลต้องถอยออกมา แต่เพิ่มสัดส่วนงานทางวิชาการ และความไว้เนื้อเชื่อใจของชาวบ้าน(เพราะตรงนี้มันมีส่วนผสมของความรู้สึกและเครื่องมือทางเกมบางอย่างแม้จะคือเหตุผลองคประกอบลวงอยู่บ้างแต่ต้องตอบบนความชัดเจน ไม่ใช่ไม่เอาอะไรเลยหรือไม่ฟังอะไรเลย ถ้าแบบนั้นต้องไม่เอาตั้งแต่ต้น)และการสร้างความชัดเจนของกติกาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ความมั่นใจกลับมา
ส่วนตัวแปรปัญหาที่ไม่ชัดเจน(มิตินิติฯที่เป็นปัญหาของเราเองที่ผมเชื่อว่าคือตัวแปรตัวป่วนมากกว่า) สำรวจขาตัวเองหรือการจัดระเบียบขาของอำนาจศาลให้ดี อย่าโอเวอร์รีแอค ด้วยเงื่อนไข"รัดซ่ะทำมันนูนปี50"ที่เขียนไว้มั่วหลายเรื่องจนได้เรื่องแบบนี้และจะอีกหลายกรณีจะโผล่มาเรื่อยๆ
เพราะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเหมือนเขียนเรียงความส่งอาจารย์หรืองานเขียนแบบต่อเติมบ้านผิดแบบ ?หรือแบบบ้านตามใจพ่อ?เกินไป?ไม่ใช่แบบบ้านปชต.???ไม่ใช่งานเขียนรัฐธรรมนูญกฎหมายแม่บทที่เน้นคอนเซ็ปท์แบบบ้านที่มีเหตุผลรองรับเชิงโครงสร้างอย่างกว้างๆยืดหยุ่น และกระชับ ต่อการส่งต่อมอบงานลำดับต่อไปเป็นคอนเซ็ปท์ชัดเจนเป็กหลักคิดโครงร่างไว้อย่างกระชับ เช่นกฎหมายประกอบเพราะหน้าที่ในรายละเอียดเป็นหน้าที่ของกฎหมายประกอบ
ไม่ใช่เขียนประกอบเสร็จตั้งแต่กฎหมายแม่บทหลัก(ร.50) จนเกิดโอเวอร์รีแอคแบบนี้ นั้นคือเขียนรัฐธรรมนูญ แบบรัดซ่ะทำมันนูนให้ตีความ แบบเรื่องนี้ จนลงลึกล้วงลึก ไปถึงการตีความตามรัดซ่ะทำมันนูน"ประกอบวิธีการขี้"
คือมั่วลงไปถึงขนาดกฎหมายแม่บทเขียนประกอบวิธีการขี้ลงไปในร.50 เลยทั้งที่เป็นหน้าที่ของกฎหมายระดับกฎกระทรวง หรือ"กฏนั่งขี้การการรักษาห้องน้ำของลุงเฉื่อย?" แค่นั้นแต่มันไปปรากฏในร.ปี50ได้อย่างไร?จนสร้างปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา???