คาด "ศอฉ." ต่ออายุฉุกเฉิน"กรุงเทพ" ถึงปีหน้า
ศอฉ.เล็งต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ยาวถึงปีหน้า ระดมกล้องวงจรปิดกว่าหมื่นตัว ตำรวจกว่าหมื่นนาย กำหนดจุดเฝ้าระวัง 3 ระดับ 130 จุด พล.อ.ดาว์พงษ์ นั่งแท่นบัญชาการ
เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ.เพื่อวางมาตรการป้องกันการก่อเหตุต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารทหารสูงสุด พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงหลังประชุมว่า ผู้แทนของ ตร.ชี้แจงความคืบหน้าในการติดตามรวบรวมพยานหลักฐานกรณีเหตุระเบิดที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) โดยตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งของส่วนราชการ ทางด่วนและพื้นที่ของเอกชนโดยรอบ ซึ่งได้ข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ต้องนำไปประกอบกับข้อมูลทางฝ่ายอื่นๆ รวมถึงการวิเคราะห์เหตุแวดล้อมอื่นๆ ที่จะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดเหตุ หลังจากที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงโดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ทางกองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กทม. ออกเป็นแผนปฏิบัติการในภาพรวมดูแลพื้นที่ กทม. 3 มาตรการ ได้แก่ 1.การป้องกันแก้ไขเหตุการณ์ และปิดช่องโอกาสในการก่อเหตุ 2.การกดดันเข้าไปตรวจสอบกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะก่อเหตุ โดยกระบวนการสืบสวนสอบสวน 3.มาตรการเชิงรุกหรือการปฏิบัติการจิตวิทยา ในการขอความร่วมมือจากมวลชนฝ่ายต่างๆ
สั่งคุมเข้มพื้นที่เฝ้าพิเศษ 130 จุด
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า มีการวิเคราะห์กำหนดพื้นที่ต่างๆ ใน กทม.ที่มีจุดเสี่ยงแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.พื้นที่เฝ้าพิเศษคือ พื้นที่ที่มีแนวโน้มการก่อเหตุสูงหรือพื้นที่ที่เคยมีเหตุเกิดขึ้น และมีแนวโน้มการก่อภัยคุกคาม และพื้นที่ที่ต้องมีความปลอดภัยอย่างสูงสุด เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการสำคัญ บ้านบุคคลสำคัญ ที่เป็นเป้าหมาย แหล่งพลังงานอื่นๆ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่งต่างๆ รวมทั้งหมด 130 จุด สำหรับวิธีการในการดำเนินการจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปปฏิบัติร่วมเจ้า หน้าที่ทหาร รวมถึงสารวัตรทหารบก สารวัตรทหารเรือ สารวัตรทหารอากาศ และเทศกิจของ กทม. จะลงไปตรวจสอบและวางกำลังตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากนี้ จะจัดกำลังออกตรวจตรารอบพื้นที่เป็น ระยะ 400 เมตร ในพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยจัดชุดตรวจเดินเท้า วางกำลังซุ่มโป่ง ทั้งในและนอกเครื่องแบบและจัดระบบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เฝ้าพิเศษใหม่ โดยให้จับจุดในพื้นที่สาธารณะมากที่สุด เน้นการบันทึกให้เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน โดยจะให้ตรวจสอบการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
2.พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ซึ่งมีภัยคุกคามน้อยกว่า เช่น สถานที่ราชการอื่นๆ หรือบ้านพักบุคคลสำคัญอื่นๆ เป้าหมายที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ รวมทั้งจุดต่างๆ ที่เคยมีเหตุประปราย รวม 198 จุด โดยจัดจุดตรวจ และมีเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าไปเสริม โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่เข้าไปดูแลด้วย
3.พื้นที่เฝ้าระวัง คือห้างสรรพสินค้า ธนาคาร รวม 136 จุด ซึ่งรวมพื้นที่ที่ทางกองทัพภาคที่ 1 บช.น. และ กทม.ต้องดูแลทั้งหมด 454 จุด
วงจรปิดเอกชนหมื่นตัวร่วมภารกิจ
" จะเน้นการอบรมและให้ความรู้พนักงานรักษาความปลอดภัย กำหนดช่องทางการติดต่อสื่อสาร ส่วนการประสานงาน ทั้ง 3 พื้นที่เราได้กำหนดชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 10 ชุด ในการเข้าคลี่คลายสถานการณ์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ทาง ศอฉ.ได้ให้ทาง กทม.ได้สำรวจกล้องวงจรปิดทั่ว กทม. 2,928 แห่ง ว่าจุดไหนที่มีปัญหา ชำรุด เสียหาย ให้ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน รวมถึงกล้องวงจรปิดของภาคเอกชน ประมาณเกือบ 10,000 ตัว ที่จะเข้าร่วมภารกิจนี้ เช่น สถานบริการน้ำมัน 792 แห่ง ห้างสะดวกซื้อ ห้างมินิมาร์ท 2,533 ธนาคาร 1,908 ร้านทอง 1,324 และร้านอินเตอร์เน็ต ประมาณ 2,000 กว่าแห่ง รวมทั้งหมดเกือบ 9,000 แห่ง ที่จะเข้าร่วมโดยกล้องทั้งหมดจะเปิดเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ" พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ในที่ประชุมได้กำชับไปยังกระทรวงมหาดไทยและ กทม.ให้ใช้มาตรการเชิงรุกผ่านมวลชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงระดับจังหวัดให้เข้าใจสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือดูแลทำงาน ร่วมกัน และให้ฝ่ายกฎหมายของ ศอฉ.ตรวจสอบการละเมิดข้อกฎหมายในระดับต่างๆ และให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเร่งดำเนินคดีในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมายใน ทุกรูปแบบ เช่น การให้ข้อมูลเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความแตกตื่นต่อประชาชน การสร้างความแตกแยก
ระดมตร.เกือบหมื่นร่วมปฏิบัติการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปฏิบัติการมีความเข้มข้นเป็นเพราะมีข้อมูลการข่าวในการก่อความไม่สงบใช่ หรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ไม่มี แต่ ศอฉ.ไม่อยากให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจึงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที่ สำหรับการแบ่งพื้นที่ รวมถึงการระงับเหตุเบื้องต้น จะให้ทุกกองบังคับการจัดทำแผนเผชิญเหตุในการเข้าระงับเหตุเบื้องต้น เมื่อถามว่า การจัดชุดตรวจเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่มองว่าอาจจะเกิด ความไม่ปลอดภัย พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ที่ประชุมมีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่จะทำความเข้าใจว่าเป็นการรักษาความปลอดภัย โดยยกตัวอย่างเมืองหลวงหลายแห่งที่มีมาตรกรเหล่านี้ เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน อื่นๆ ก็มีการตรวจตราพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสะพายปืนออกตรวจไปทั่วพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่สำคัญจริงๆ โดยมีกำลังตำรวจเกือบ 10,000 นาย ร่วมปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ ทางตำรวจนครบาลจะเรียกผู้กำกับสถานีตำรวจและผู้ปฏิบัติมามอบภารกิจที่เพิ่มเติมที่นอกเหนือการดูแลความปลอดภัย
"ดาว์พงษ์"นั่งแท่นบัญชาการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน ศอฉ.ได้เรียกระดับผู้ปฏิบัติ คือผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เจ้าของพื้นที่ทั้งหมด กองทัพภาคที่ 1 เทศกิจ ตำรวจสันติบาลและหน่วยที่รับผิดชอบพื้นทื่อื่นๆ เช่น องค์การรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ เข้ามารับทราบและกำหนดภารกิจร่วมกัน โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก เป็นประธานในการประชุม
ชงต่อฉุกเฉิน"กทม."อีก3เดือน
รายงานข่าว ศอฉ.แจ้งว่า ทีมประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการยกเลิกการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ของ ศอฉ. ได้พิจารณาความเป็นไปได้ในการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางพื้นที่จะหมดอายุในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ คือพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย จ.อุบลราชธานี ขอนแก่น และ นครราชสีมา ส่วนที่เหลืออีก 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีแนวโน้มที่จะต้องต่ออายุออกไปอีกครั้ง และคาดว่าจะต่ออายุออกไปอีก 3 เดือน ถึงวันที่ 7 มกราคม 2554
รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่ต้องต่ออายุในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น เนื่องจากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงพิจารณาว่ายังมีความสุ่มเสี่ยง ต่อการสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดีอย่างต่อเนื่อง เช่น เกิดเหตุร้ายเกิดบ่อยครั้งขึ้น อาทิ ยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ คิงเพาเวอร์ และเอ็นบีที เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งนี้ ดำเนินการไว้ล่วงหน้านานกว่าทุกครั้ง คือก่อนกำหนดถึง 1 เดือน ทั้งที่การพิจารณายกเลิกครั้ง ล่าสุดพิจารณาก่อนครบกำหนดเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น คือหลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดข้างที่ทำการพรรคภูมิใจไทยฃ
ที่มา: มติชนออนไลน์
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ก็ให้ต่อไปเรื่อยๆ..ไม่มีใครหน
ก็ให้ต่อไปเรื่อยๆ..ไม่มีใครหน้าไหนมาห้ามหรือต่อต้านได้..เพราะอำนาจและกลไกรอยู่ในมือท่านแล้ว
ติดกล้องไว้ทุกมุมของกรุงเทพ เพื่อจับโจร M79 แต่ยิ่งติดโจรก็ยิ่งเยอะ ยิงได้ทุกที่ที่ต้องการ จับมือใครดมก็ไม่ได้ทุกที่ (ตรงนี้น่าสงกะสัยมาก) เอ้า..ก็ทำกันไป ประเทศนี้เป็นของใคร
ต่อ"อายุ"
ต่อ"อายุ" ก็ต่อ"งบ"
เป็นการโกงประชาชนอย่างสุจริต
น้ำลัด wrote:ต่อ"อายุ"
"จับแพะ ชนแกะ"
เอ้า..กล้องวงจรปิดอีก 10,000
เอ้า..กล้องวงจรปิดอีก 10,000 ตัว งานนี้ได้ใคร? ก็ซื้อกล้องในลักษณะแบบที่ซื้อ GT 200 นั่นแหละมาติดกันไว้ ส่วนM 79 ของคุณท่านก็ยิงกันต่อไป ไก่อูก็ขันต่อไป มาร์คก็พลิกซ้ายพลิกขวาต่อไป เทพไทก็เห่าต่อไป กษิตก็ไล่ล่าทักษิณต่อไป วอลเปเปอร์ก็ยุให้รำตำให้รั่วต่อไป......สนุกกันแหละครับ
ไม่รู้สึกรู้สากันเลยหรือครับว่าพวกคุณกำลังทำประเทศไทยให้เป็นประเทศฟั่นเฟือนไปแล้วครับ
เห็นรถถังที่มีล้อเหมือนรถยนต์
เห็นรถถังที่มีล้อเหมือนรถยนต์ที่กองทัพซื้อหรือยัง? มันจะทนหรือปล่าวนั่น.
น่าจะบอกว่า ศอฉ
น่าจะบอกว่า ศอฉ เล็งผลาญงบประมาณต่ออีกอย่างอู้ฟู่ถึงสิ้นปี อิ่มหมีพีมันกันถ้วนหน้าหลายหมื่นนาย ยิ่งกว่าสามล้อถูกหวย .......น้ำขึ้นต้องรีบตัก เรื่องอย่างนี้หลายพันปีจะมีครั้งหนึ่ง จะเสียเงินงบประมาณไปกี่แสนล้านก็ว่าไป ขอให้ประชาชนไทยอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้าจริงๆก็พอแล้ว ไปไหนมาไหนมีทหารถือปืนสงครามอยู่ข้างกาย ยังไงก็อุ่นใจกว่าให้พวกขี้ยาถือมีดมาจ่อคอประชาชน .....เราสูญเสียงบประมาณแผ่นดินให้นักการเมืองโหลยโท่ยมามากแล้ว จะเสียนิดเสียหน่อยให้ทหารบ้างจะเป็นไรไป เกิดเป็นคนไทยต้องใจกว้างเข้าไว้ แล้วจะได้ชื่อว่าเป้นคนดีกันถ้วนหน้า
แช่ม wrote:น้ำลัด
"จับหมา ชนควาย" มากกว่านะ
หมา ต่ออายุ ควาย เคี้ยวงบ ...
ติดกล้องไปทำไม
ติดกล้องไปทำไม ถึงเวลากล้องบริเวรที่เกิดเหตุ ก็ใช้ไม่ได้ทุกทีไป
ติดกล้องเพื่อ งาบงบไงล่ะ
แก้ปัญหาให้ตรงปัญหา
แก้ปัญหาให้ตรงปัญหา แก้ปัญหาให้ตรงจุด .ตราบใดที่กฎหมายไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน ผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งหลายไม่ยุติธรรม ไม่เที่ยงธรรม ตราบนั้น แก้ปัญหาไม่ได้ .ปัญหาจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป.
พรก.ฉุกเฉินไม่อาจแก้ปัญหาภาคใต้ได้ฉันใด พรก.ฉุกเฉินก็ไม่อาจแก้ปัญหาที่กรุงเทพได้ฉันนั้น. อย่าดูถูกประชาชน ถ้าประชาชนไม่เคารพกฎหมาย ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ มีหรือที่รัฐบาลจะบริหารประเทศได้.การใช้อำนาจข่มขู่ สู้การขอความร่วมมือไมได้.ประชาชนเป็นสมาชิกของสังคม ประชาชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้การบริหารดำเนินไปได้.ตามหลักการบริหาร ปัจจัยที่สำคัญก็คือ คน เงิน การบริหารจัดการ .
รัฐบาลคิดผิดแล้วที่จะยืดอายุการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินออกไป. .ทหาร+ตุลาการ ควรถอยห่างออกไปให้ไกล ๆ อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเมืองเป็นเรื่องการบริหาร การทหารเป็นเรื่องการป้องกันประเทศ การตุลาการเป็นเรื่องของการผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม.
ขุนทหารเอ๋ย+ตุลาการเอ๋ย+พรรคประชาธิปัตย์เอ๋ย+พธม.เอ๋ย+อย่าได้ผูกขาดความรักชาติบ้านเมืองและ ความจงรักภักดี ไว้แตเพียงพวกท่านเท่านั้น. อย่าเอาสถาบันมาอ้าง อย่าเอาความคลั่งชาติมาบัง อย่าปิดบังความจริง เอาความดีใส่ตน เอาความชั่วพ่นใส่คนอื่น อย่าหวงอำนาจ อย่าดูถูกประชาชน อย่าหลอกลวงประชาชน อย่าโกหกต้มตุ๋นประชาชน
ศอฉ. จะทำอะไรก็ทำไป จะต่อ
ศอฉ. จะทำอะไรก็ทำไป
จะต่อ พรก. ไป ก็ต่อไป
ไม่ว่ากัน เพราะว่ามันไม่ได้
ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ
เหมือนประชาไท
อยู่ๆ ก็ปิด แล้วก็เปิด
ไม่ว่ากัน
คนที่ไม่รู้สึกอะไรแล้ว
เขาเรียกว่า บรรลุแล้ว
สีแดงก็บรรลุแล้ว
ทักษิณก็บรรลุแล้ว
พท. ก็บรรลุแล้ว
แล้วอะไรจะเกิดขึ้น
My question is: Who governs
My question is: Who governs Thailand - Abhisit's government or the military?
ตอบ : ดูในการร์ตูนเซีย
ตอบ : ดูในการร์ตูนเซีย ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คำตอบมีอยู่ในนั้นเกือบทุกวัน เป็นเอกสารหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรมที่ใช้อ้างอิงได้
ถึงรัฐบาล คิดจะปองดอง
ถึงรัฐบาล
คิดจะปองดอง ต้องยกเลิกพรบ.ฉุกเฉินก่อน (ปิดสื่อ ปิดความจริง) ความจริงไม่พิสูจน์ คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายไม่ได้รับความชอบธรรม ใครจะปองดองกับคุณ(ผู้บงการฆ่าผู้บริสุทธิ์) ผลคือไม่ยอมรับรัฐบาลกับคนหมู่มาก ศาลขาดความยุติธรรมเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ยังไม่พิสูจน์ความจริง
ถึงพ่อ
พ่ออยู่ไหน ลูกๆทะเลาะ/ฆ่ากันเพราะไม่มีใครตัดสินเรื่องที่เป็นความชอบธรรมให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ ศาล/ผู้บริหารประเทศลำเอียงเห็นแก่พวกตน ประโยชน์ส่วนรวมตกอยู่กันคนไม่กี่กลุ่ม งบทหาร 2แสนกว่าล้านประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่,ใช้งบเพื่อรักษาอำนาจตนเองไม่ใช่ปกป้องชายแดนแต่ฆ่าพวกเดียวกัน คือพวกที่คิดต่างจากตน ท่านยังเป็นเจ้าของบ้านอยู่หรือ?? ท่านยังทำหน้าที่ของพ่ออยู่หรือ??