สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเตรียมอุทธรณ์คดีมาบตาพุด
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่อนแถลงการณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีโครงการมาบตาพุด ระบุคำพิพากษาชี้ให้เห็นหน่วยงานรัฐกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เตรียมอุทธรณ์ต่อภายใน 15 วัน
รายละเอียดดังนี้
แถลงการณ์
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง ค้านคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ยอมรับตามคำขอบางส่วนของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวบ้านมาบตาพุดและบ้านฉางรวม ๔๓ ราย ที่ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ ๘ หน่วยงาน ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ วรรคสอง และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ กำหนดไว้ แต่กลับมิได้กำหนดให้ ๗๖ โครงการในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางทั้งหมด ที่มิได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ (๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐) มาจนถึงวันที่ฟ้องคดี (๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒) ทั้งหมดต้องกลับไปเริ่มต้นดำเนินการใหม่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ถือว่าเป็นความอดสูของการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ
แต่การที่ศาลปกครองกลางยอมรับว่าหน่วยงานรัฐ ๘ หน่วยงาน กระทำการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ วรรคสอง กำหนดไว้ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้น ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐได้กระทำการอันมี “ความผิดที่สำเร็จแล้ว” และศาลก็ยอมรับ ดังนั้นการที่จะอ้างเอาประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ มาเป็นหลักในการพิจารณาเพื่อลบล้างการดำเนินการที่ไม่ชอบของผู้ถูกฟ้องคดีนั้น จึงไม่ถูกต้อง เนื่องจากประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศมาแล้ว
การประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรง จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะมีการกำหนดขนาดหรือประเภทโครงการเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใน ๗๖ โครงการ ไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์โครงการรุนแรง ซึ่งจะได้ใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลเพื่อให้ผู้ประกอบการหลุดพ้นจากคำพิพากษาของศาลเท่านั้น
อีกทั้งกระบวนพิจารณาของศาลปกครองกลางได้กำหนดการสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ และนัดคู่กรณีมาพิจารณาคดีกันเป็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา และในการพิจารณาคดีอัยการได้แต่เพียงนำเอาโครงการรุนแรงทั้ง ๑๑ โครงการก็เป็นเพียง(ร่าง)ประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแสดงต่อศาลเท่านั้น การที่ศาลนำประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงฯ ที่เกิดขึ้นภายหลังการพิจารณาคดีของศาล (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓) และกำหนดขึ้นโดยผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่กำหนดกันขึ้นมาเอง มาเป็นข้อพิจารณาในคำพิพากษาจึงอาจขัดหรือแย้งต่อกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง เนื่องจากประกาศ ๑๑ โครงการรุนแรงนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีแล้ว ถือเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว
กรณีดังกล่าวหากปล่อยให้เป็นมาตรฐานทางคดีต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาจนยากจะเยียวยาได้ เพราะถ้าปล่อยให้หน่วยงานรัฐผู้ถูกฟ้องคดี สามารถใช้อำนาจทางปกครองของตนเอง ไปแก้ไขหรือกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงหรือหลุดจากความผิดที่สำเร็จแล้วของตนในอดีตตามข้อกล่าวหาได้ ก่อนที่ศาลจะพิพากษา ในอนาคตสังคมจะมีการฟ้องร้องคดีประเภทดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์อันใด ในเมื่อหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่กรณีในศาลสามารถกำหนดอะไรก็ได้เพื่อนำมาอ้างต่อศาลเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากคำพิพากษา หรือเพื่อให้ศาลนำข้ออ้างดังกล่าวมาประกอบการตัดสินได้ ดังกรณีที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ถือเป็นการแก้ไขความผิดที่สำเร็จแล้วในอดีตให้สามารถหลุดพ้นไปได้โดยไม่มีความผิดเลยในปัจจุบัน ซึ่งขัดต่อหลักของกฎหมาย ที่ไม่อาจบังคับผลย้อนหลังได้
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนจึงเห็นแย้งต่อคำพิพากษาดังกล่าว จึงจำต้องอุทธรณ์คดีเพื่อแสวงหาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนและเสียหาย ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน ๑๕ วันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมกับจะต้องฟ้องร้องเพิกถอน ๑๑ โครงการรุนแรงฯต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อเพิกถอนคำสั่งหรือมติของคณะรัฐมนตรีและหรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและหรือไม่ถูกต้องตามวิธีการหรือขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป เพื่อยืนยันความถูกต้องและความยุติธรรมให้ปรากฏให้จงได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะต้องต่อสู้ถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน หากกระบวนการทางปกครองไม่สามารถให้ความสร้างความเป็นธรรมต่อชาวมาบตาพุด-บ้านฉางได้
สมาคมฯขอเชิญชวนประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศ ที่เคยไปร่วมให้ความคิดเห็นกับคณะกรรมการ ๔ ฝ่ายที่ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง ๔-๕ ภูมิภาคมาแล้ว และได้ข้อสรุปร่วมกันว่าต้องมีโครงการรุนแรงฯทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๑๘ โครงการรุนแรงฯนั้น ให้มาร่วมฟ้องร้องกับสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเพื่อเพิกถอน ๑๑ โครงการรุนแรงฯอัปยศ ที่ไม่ได้นำความคิดเห็นของประชาชนมาประกาศบังคับใช้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานร่วมกันในกระบวนการยุติธรรมต่อไป...
ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม
นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
๓ สิงหาคม ๒๕๕๓
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












http://www.prachatai3.info/jo
http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/30948
และยกซ้ำอีกทีตามนี้
#328986 » ความคิดเห็นของ อะตอม (visitor) (127.0.0.1 124.121.25.98) .. Fri, 2010-09-03 09:51
ครับ
ครับ ขอยกข้อความที่เคยให้ความเห็น ไว้กรณีคุณพงศเทพ พูดไว้เรื่องศาลที่ผมให้ความเห้นโยงกรณีนี้ไว้อย่างเรื่องเดียวกันตามนี้
"""
ครับขอเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นรูปธรรมกระบวนการสร้างความสับสนวุ่นวาย"ฝุ่นตลบ"(CHAOS)ที่ผ่านตัวแปรมิติด้าน"นิติ" ในระบบยุติธรรมไทย ในกรณี"มาบตาพุด"
แม้ภาพที่พยายามอ้างกันนั้นคือปกป้องผลกระทบชุมชน,สิ่งแวดล้อม เป็นหลักมากกว่านักลงทุนที่ถ้าวางมาตรการไม่ดีก็ไม่ต่างจากการให้บริการ ห้องน้ำสกปรก หรือแบบซ่องโสเภณีดีๆนี่เอง คือเป็นแหล่งเสื่อมโสมสร้างผลกระทบมากมายให้ชุมชน(แต่นั้นคือภาพ)และม.67วรรคสอง(ที่เป็นกติกาใหม่ของร.50แต่การอนุญาติด้วยกติการ.ปี40) หลายเรื่องจึงตีความคาบเกี่ยวกัน
แต่ตัวตนมันกับสะท้อนความสับสนของบ้านนี้เมืองนี้ อะไรของมันว่ะ ?มันจะเอาอะไรกันแน่? มั่วไปหมดแบบนี้? นั้นคือถ้าจะอ้างตามที่ยกมาข้างบน ก็ไม่ว่าแต่ขอกติกาที่ชัดเจนสิ? เอายังไงกันแน่?เอาชัดๆได้ไหม? จะได้ปฎิบัติถูกไม่ใช่ลงทุนไปแล้วมันอะไรของมันว่ะ?วุ่นวายไปหมดแต่หาสาระจริงๆไม่ได้สักอัน?(ที่อ้างมาตรฐานใหม่นั้นน่ะตัวตนจริงคือมันไม่มีมาตรฐานอะไรเลยที่จะยุติได้? นั้นคือ"มั่ว"นั้นเอง???
สิ่งสะท้อนจากการที่เขาทำตามกติกาตรมข้อกฎหมายแล้วแต่กรณีคุณสุทธิกลับพยายามให้ แล้วจะเอาอะไรเป็นข้อยุติล่ะ? ถ้าคุณสุทธิจะไม่เอาอะไรเลยก็ต้องไม่เอาตั้งแต่ตอนแรก ไม่ใช่เข้ามาแล้วทำไปแล้วบอกไม่เอา อะไรเลยแบบนี้ มั่วกันไหม?
มากกว่านั้นแต่ปัญหาที่พบจริงๆคือบทบาทอำนาจศาลโอเวอร์รีแอคฯมั่วทุกสนามไปหมดหรือไม่?(หรือบทบาทอำนาจศาลคือตัวช่วยหรือตัวซวยต่อกรณีนี้) เพราะ งานคอนเซ้าท์(บริหาร) กำลังจะรอ งานโครงสร้าง(นิติบัญญัติ)ออก กฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แต่งานศาลสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้าแล้วทั้งที่งานโครงสร้างยังไม่เสร็จ? หรือผนังกั้นห้องยังไม่มี(ออกกฎหมายประกอบฯ) แต่ถูกสั่งโดยอำนาจศาลให้บังคับใช้กฎหมายไปเลยหรือให้เฟอร์นิเจอร์เข้าไปโดยไม่มีหลังคาพนังกั้นห้อง เพราะการตีความของอำนาจหลายศาลแบบไทยที่มันแบ่งมาก ซ่ะจนขัดขากันเอง ไม่ใช่ลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำหรืออำนาจศาลที่ต้องอิสระ แต่มันอิสระเสียจนขาไปฟาดก้านคออีกสองอำนาจหรือเปล่า(บริหาร,นิติบัญฯ)อย่างน่าเกลียดหรือเปล่า
ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีขั้นตอนเดิมจากรัฐธรรมนูญเดิม จนถึงให้อนุญาติเขาภายใต้กติกาเดิม ก้ได้ระบุตามขั้นตอนนั้นซึ่งเขาก้ทำตามขั้นตอนจนได้รับอนุญาติตามนั้นแล้ว) มันก็ควรต้องยึดของเดิมก่อนที่งานเกี่ยวกับ"รัดซ่ะทำมันนูน"ฉบับปี50ยังอยู่ในขั้นตอนของงานโครงสร้าง(กฎหมายประกอบ) พูดง่ายๆว่าตึกหรือบ้านยังไม่เสร็จ? เฟอร์นิเจอร์จะเข้าได้อย่างไร?เสร็จก่อนหรือเข้าอยู่จริงๆค่อยบังคับใช้ได้ไหม?แต่ตอนนี้เข้ามาตามกติกาเก่าก็ต้องปฎิบัติตามนั้นถูกต้องแล้วก็ต้องให้เขา(แต่ถ้าจะไปมั่วเอาตามความรู้สึกตามกระแสคุณสุทธินั้นมันจะเอาอะไรเป้นข้อยุติล่ะ?)
เป็นความดัดจริตของอำนาจศาลที่มั่วทุกสนามไหม? ส่วนมาตรการที่คุณตั้งโจทย์ไว้ตอนต้น(เจตนารมณ์ของกฏหมายนี้ม.67วรรคสอง) นั้นมันจะต้องประกอบวิธีการกระบวนการกระทำที่ถูกต้องเท่านั้น(เช่นคุรออกกฎหมายประกอบฯเสร็จยัง? หรือกั้นห้องเรียบร้อยยัง? ก่อนที่จะสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้า)
ไม่ใช่อยู่ๆหรืออยู่ดีดี ลุกพรวดขึ้นมาบอกว่าอยากให้ที่นี่สะอาดจะจัดระเบียบห้องน้ำในตลาดใหม่ก็ต้องเผาหรือทุบไล่ที่แบบอันะพาลถล่มบราเบียรืที่เคยเป้นข่าวเฉพาะในไทย แต่นี่มันดังไกลไปทั่วโลกกระทบมากมายมหาศาล
หรือตะเพิดสิ่งที่มีอยู่แล้วออกไปก่อนไม่สนใจกติกาเดิมที่เขายังใช้ตกลงร่วมเลย นั้นคือเคลียรพื้นที่แบบอันธพาล ลุยบราเบียรที่เป็นข่าวเลย พฤติกรรมแบบนี้มันชัดกว่าการที่คุณสร้างภาพเข้าไปจัดระเบียบใหม่(ตามเจตนารมณ์ม.67)ครับ? กับการ สั่งเฟอร์นิเจอร์เข้า(โดยอำนาจศาลที่ตีความประกอบฯ) ก่อนงานคอนเซ้าท์(บริหาร) งานโครงสร้าง(นิติบัญฯ)เสร็จ ด้วยการสั่งทุบของเก่าแบบกรณีทุบบราเบียร์แบบนี้เหรอ?
ดังนั้นสภาพการบังคับใช้ทางปฎิบัติมันจึงมั่วไม่รู้จะเอาอะไรก่อนอะไรหลัง คนปฎิบัติ หรือคนจะขี้(เขาหอบเงินมาลงทุนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะที่ไทย) แต่ศาลรัดซ่ะทำมันนูน ดัดจริต ตีความบังคับใช้ หรือได้ดัดริตตีความประกอบวิธีการขี้ ไว้อย่างสับสน?
ว่าตกลงที่จะให้ขี้ตามกระบวนการเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ แบบ"สุขาภิบาล"แล้วห้องน้ำใหม่เสร็จยัง?(หมายถึงกฎหมายประกอบฯ) หรือจะให้ขี้ตามใบอนุญาติเก่า ก็กติกาเก่าอนุญาติให้เข้าห้องน้ำแล้ว? กูก้ทำตามนั้นอย่างถุกต้องแล้ว แล้วนี่กำลังจะเบ่งขี้แล้ว "มีคนไปฟ้อง"ศาลรัดซ่ะทำมันนูน" ว่ามีคนเบ่งขี้เสียงดังแถมกลิ่นไม่ดี ตดเสียงไม่เพราะ?เล็ดลอดออกมาแปดๆๆๆ ชาวบ้านซวยเพราะเอาไปตีหวยไม่ถูกโดนกิน จึงยกพวกมากระทืบมันแบบนี้?
ดังนั้นศาลฯจึงมีมติออกมาว่า ห้ามเบ่งขี้ชั่วคราว? ใครที่ขี้มากึ่งหนึ่งก็ให้ขี้คาไว้อย่างนั้น? มาตรวจสอบกันใหม่ว่า ใครเบ่งขี้ตามร.50ใหม่ หรือถ้าเบ่งขี้แค่ตามของเก่า ก็หยุดเบ่งขี้ชั่วคราว? หรือใช้ขั้นตอนการเข้าห้องน้ำผิดกติกาอันใหม่ (ทับอันใหม่แบบไม่แยกแยะ)ก็ให้ยกเลิกการขี้? หอบออกไปได้แค่กางเกงใน แต่ทิ้งกระเป่าตังค์ไว้ (ชดเชยเขาก็ไม่มี)แล้วไสหัวกลับไปขี้ต่อบ้านมึง???
ปัญหาไม่ได้เกิดที่คนจะขี้? แต่เงื่อนไขคือการบริหารจัดการที่ดี คุณตั้งโจทย์การขี้แบบ"สุขาภิบาล"(เจตนารมณม.67) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ก็จริง? ตรงนั้นผมเห็นด้วย แต่กระบวนการปฎิบัติหรือประกอบวิธีการต้องถูกต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่มั่วเอาแต่ใจ,ไหลตามความรู้สึก?หรือเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบนี้?
แม้เราต้องปกป้องคนไทยชาวบ้านตาดำๆมาก่อนนักลงทุน แต่ถ้าปฎิบัติไม่ถูกต้องหรือเป็นธรรม? ใครเขาจะอยากมายุ่งกับคุณ?หรือประเทศคุณล่ะ? แม้มันน่าลงทุนก็จริงประเทศนี้ แต่มันมั่วไปหมดแบบนี้กูก็ไม่ไหวว่ะ?(คำพูดนี้ฟังเล็กๆแต่มหาศาลหลายล้านๆๆบาทมากเสร็จโจรพวกกลัวการเปลียนแปลง)
การจัดระเบียบขี้แบบมีสุขลักษณะ อันนี้ผมไม่ว่า?ผมเห็นด้วยเพราะผม ให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชน มากกว่า นักลงทุน หรือนักล่าบรรยากาศการลงทุนการซื้อบริการที่ถูกตังค์และได้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนภายใต้กติกาที่ชัดเจนถูกต้อง
ไม่ใช่จ่ายตั้งแล้ว นั่งยองๆแล้ว เบ่งไปครึ่งหนึ่งแล้ว?(บางคนใกล้สุดแล้ว) อยู่ดีๆ"ศาลรัดซ่ะทำมันนูน" บอกว่ามีคนฟ้องว่ามีคนนั่งขี้ผิดสุขลักษณะ ทั้งที่คนกำลังเบ่งขี้ก็ทำตามขั้นตอนถูกต้องแล้วได้ใบอนุญาติเข้าไปขี้แล้ว
แต่เมื่อตรวจสอบจริงๆว่ากติกาการเข้าห้องน้ำครั้งนี้ เขาไม่ได้ทำผิดตามใบอนุญาติเก่าเพราะเขาถึงขั้นจ่ายตังค์อย่างถูกต้องจนได้ใบรับรองตามขั้นตอนไปแล้วถ้าปรากฏว่ามีการขี้ที่มีสารพิษแบบซายาไนน์มาหรือหวัด2009มาด้วย ก็มีกติกาเก่าที่ครอบคลุมด้วยกติกาใหม่ที่ทำเสร็จแล้วมาบังคับใช้ภายหลังได้
แต่นี่ศาล"รัดซ่ะธรรมมันนูน" ทำการพยากรณ์ขี้หรือความผิด เขาไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ยังอยู่ในไส้ไว้ก่อนเลย? เสร็จเลย?จาก พฤติกรรมเหมารวมของคนขี้คนเก่า ?เฟสแรกมีปัญหา ว่ามันจะได้ขี้ที่อันตรายเป็นการพยากรณ์ความผิดให้เขาล่วงหน้าไหม?
ข้อสำคัญสูงสุดคือเหมารวมเหมาเข่งบนคำตัดสินที่โอเวอร์รีแอคไหม?(แม้จะปล่อยออกไปภายหลัง62หรือไม่เท่าไหร่ แต่เงื่อนไขด้วยความเชื่อมั่นหรือความชัดเจนในกติกาตรงนี้เสียหายมหาศาลมากกว่า)
ผมเข้าใจคนค้านอย่างคุณสุทธิ(แกก็ต้องหัวชนฝาในมุมของแกเพราะเหตุผลอีกมุมหนึ่งก็มีบนความรู้สึกในส่วนผสมที่เหมาเข่งไม่มีหลักวิชาการรองรับเสียส่วนใหญ่)คือถ้าตามแกไปก็ไม่ต้องเอาอะไรไม่ต้องมีมาตรฐานมีวิชาการ หรือมีโรงงานตรงนั้นทั้งหมดเลย?แบบนั้นใช่ไหมถึงจะจบ???
ปัญหาของงานบริหารจะต้องสร้างความชัดเจน โดยลดอำนาจความมั่วของอำนาจศาลออกไป หรือถ้าใช้ไปแล้ว ต้องยืดหยุ่น ให้เป็นเรื่องของ คู่กรณีคุยกันเป็นหลัก?ลดบทบาทอำนาจศาล(ที่เป็นเรื่องการสาวไส้ความไร้มาตรฐานแบบไทยเป้นเรื่องของเราเราต้องทำให้ชัดเจนก่อน เอาไปบังคับใช้มั่วกับคนอื่นแบบแขกบ้านนักลงทุน)
และให้หาความชัดเจนบน เหตุผลทางวิชาการเป็นหลักอย่าไปจับปลายน้ำที่เนื้อหาความรู้สึกในส่วนผสม แม้ต้องเคารพคนพื้นที่และเชื่อว่าปัญหามีจริงๆแบบที่ชาวบ้านชี้(เน้นว่าถ้าขาดการบริหารจัดการที่ดีไม่ใช่ปัญหาการขี้) แล้วตรงนี้หน้าที่ใคร?
แต่กรณีอย่างนี้ความชัดเจนบนเหตุผลทางวิชาการ ต้องเป็นหลัก?ไม่ใช่ให้ความรู้สึก บวกเกมการเอาชนะคะคานของใครบางคน? ต่อประเด็นนี้ที่จะเสียหน้าไม่ได้ จนสร้างความเสียหายมหาศาล ในการบลิ้วความรู้สึก(แม้ข้อเท็จจริงจะมี) แต่หลายกรณี ผมเชื่อว่าเจตนาที่จะสร้างเรื่องเพื่อเจตนาบลิ้วเพิ่ม เช่นสารพิษรั่วไหลบ่อยๆแบบผิดสังเกตุ บนความถี่ตามจังหว่ะของเกมนี้?
นั้นเท่ากับว่าเรื่องนี้มีการสร้างเรื่อง บลิ้วเพิ่มเกินกว่าข้อเท็จจริงของปัญหา? ส่วนจะเจตนาแฝงอย่างไร?ผมไม่กล้าชี้ชัด แต่เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกว่าเงื่อนไขของชาวบ้านหรือชุมชน จนถึง ตัวตนปัญหาที่แท้จริง? แน่ๆส่วนจะตรงไหนผมยังไม่อยากชี้ชัดในนี้?
ดังนั้นเรื่องนี้ ต้องหาข้อยุติ ผ่านตัวแปรหลักๆ ตอนนี้ โดยเฉพาะเรื่องศาลต้องถอยออกมา แต่เพิ่มสัดส่วนงานทางวิชาการ และความไว้เนื้อเชื่อใจของชาวบ้าน(เพราะตรงนี้มันมีส่วนผสมของความรู้สึกและเครื่องมือทางเกมบางอย่างแม้จะคือเหตุผลองคประกอบลวงอยู่บ้างแต่ต้องตอบบนความชัดเจน ไม่ใช่ไม่เอาอะไรเลยหรือไม่ฟังอะไรเลย ถ้าแบบนั้นต้องไม่เอาตั้งแต่ต้น)และการสร้างความชัดเจนของกติกาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ความมั่นใจกลับมา
ส่วนตัวแปรปัญหาที่ไม่ชัดเจน(มิตินิติฯที่เป็นปัญหาของเราเองที่ผมเชื่อว่าคือตัวแปรตัวป่วนมากกว่า) สำรวจขาตัวเองหรือการจัดระเบียบขาของอำนาจศาลให้ดี อย่าโอเวอร์รีแอค ด้วยเงื่อนไข"รัดซ่ะทำมันนูนปี50"ที่เขียนไว้มั่วหลายเรื่องจนได้เรื่องแบบนี้และจะอีกหลายกรณีจะโผล่มาเรื่อยๆ
เพราะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญเหมือนเขียนเรียงความส่งอาจารย์หรืองานเขียนแบบต่อเติมบ้านผิดแบบ ?หรือแบบบ้านตามใจพ่อ?เกินไป?ไม่ใช่แบบบ้านปชต.???ไม่ใช่งานเขียนรัฐธรรมนูญกฎหมายแม่บทที่เน้นคอนเซ็ปท์แบบบ้านที่มีเหตุผลรองรับเชิงโครงสร้างอย่างกว้างๆยืดหยุ่น และกระชับ ต่อการส่งต่อมอบงานลำดับต่อไปเป็นคอนเซ็ปท์ชัดเจนเป็กหลักคิดโครงร่างไว้อย่างกระชับ เช่นกฎหมายประกอบเพราะหน้าที่ในรายละเอียดเป็นหน้าที่ของกฎหมายประกอบ
ไม่ใช่เขียนประกอบเสร็จตั้งแต่กฎหมายแม่บทหลัก(ร.50) จนเกิดโอเวอร์รีแอคแบบนี้ นั้นคือเขียนรัฐธรรมนูญ แบบรัดซ่ะทำมันนูนให้ตีความ แบบเรื่องนี้ จนลงลึกล้วงลึก ไปถึงการตีความตามรัดซ่ะทำมันนูน"ประกอบวิธีการขี้"
คือมั่วลงไปถึงขนาดกฎหมายแม่บทเขียนประกอบวิธีการขี้ลงไปในร.50 เลยทั้งที่เป็นหน้าที่ของกฎหมายระดับกฎกระทรวง หรือ"กฏนั่งขี้การการรักษาห้องน้ำของลุงเฉื่อย?" แค่นั้นแต่มันไปปรากฏในร.ปี50ได้อย่างไร?จนสร้างปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา???
ครับใครอาจจะกล่าวหาว่าผมเข้าข
ครับใครอาจจะกล่าวหาว่าผมเข้าข้างนักลงทุนต่างชาติ(ที่รวมนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ในนั้นด้วย) นี่ยังไม่รวมหน้าตาภาพลักษณ์บรรยากาศการลงทุนจากปัญหาที่เราไม่ชัดเจนเรื่องนี้อีกหลายล้ายๆๆบาทและประเมินการเสียโอกาสอีกมากมายเป็นมูลค่าตัวเงินไม่ได้?
แต่มิติเรื่องตัวเงินในด้านความเสียหายสำหรับผมส่วนตัวให้น้ำหนักน้อยกว่ามิติ"ความเป็นธรรม"ให้ทุกๆฝ่าย เพราะเนื้อหาจริงเรื่องนี้ การอนุญาติ ผ่านกติกาเก่าร.40 และคาบเกี่ยวกติกาใหม่ร.50 แถมกติกาใหม่ร.50ยังไม่เสร็จ(กฎหมายประกอบ) จริงๆไม่น่าจะมีสภาพการบังคับใช้ต่อกรณีนี้เสียด้วยซ้ำ? ในด้านการปกครองของขอบข่ายอำนาจศาลปกครอง
แต่เราไปโยนเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งได้ผลตัดสินว่าให้บังคับใช้เลย ซึ่งขัดแย้งกับหลักยุติธรรมทั่วไป อย่างที่ผมยกกรณี บ้านยังไม่มีหลังคา,มีผนังกั้นห้องหรือเป็นห้องน้ำตามเจตนารมณ์จัดระเบียบห้องน้ำใหม่ตามหลักคิดสุขาภิบาลของม.63วรรคสอง แต่สาระสำคัญคือ ห้องน้ำตอนนั้นยังไม่เสร็จ?(แม้ร.50คลอดก่อนก็จริงแต่คลอดเชิงโครงสร้างคร่าวๆยังไม่มีหลังคา,ฝา,กฎหมายประกอบฯ)
แต่ศาลสั่งให้เฟอร์นิเจอร์เข้าไปแล้วหรือสั่งให้นั่งขี้ตามแบบห้องน้ำใหม่เท่านั้น? คือบังคับใช้หรือบังคับต้องนั่งขี้ในห้องน้ำใหม่เลย???
นั้นคือ เรื่องนี้เนื้อหาที่ผิดพลาดมันผิดมาตั้งแต่ต้น กรณีการระงับการขี้ไว้ชั่วคราว ด้วยการอ้างตามร.50 แต่กติการการให้อนญาติ มันผ่านร.40มา กับมิติศาลฯการระงับการขี้ไว้ชั่วคราวแบบนี้ งานศาลก็โอเวอร์รีแอคแล้วครับ? ผิดขั้นตอนหลายเรื่องหลายกรณี(มั่ว)นั้นเอง?
การระงับฯจึงเป็นเรื่องที่ผมมองว่าศาลยังไม่ได้สั่งห้าม โดยตรง เพียงแต่ต้องการให้ผ่านกติกาของม.63วรรคสองก่อน(ซึ่งเงื่อนไขนี้ งอกมาภายหลัง) การบังคับใช้กฎหมายแบบนี้จึงไม่เป็นธรรมกับนักลงทุนและสร้างเงื่อนไขความไม่ชัดเจนซ้ำซ้อน สับสนของกติกา ที่เกิดจากกติกาที่คาบเกี่ยวกัน เป็นเงื่อนไขความไม่ชัดเจนของกติกาเราเอง(สามอำนาจหลัก) แต่ผลักภาระความรับผิดชอบไปให้นักลงทุน และส้ร้างเงื่อนไขความไม่ชัดเจนของผู้ร้องฯ(แต่ได้ตัวช่วยแบบมั่วๆมาคือกล้าได้เขาก้ต้องให้ล่ะครับ)
ดังนั้นการที่สมาคมโลกร้อนจะ อ้างแบบนี้ คุณจะต้องให้ความเป็นธรรมย้อนกลับไปถึงต้นตอปัญหาใบอนุญาติผ่านนร.40 ซ้อนกติกาผ่านใบอนุญาติร.ปี50บนคำถามว่า ก่อนเขาเข้าไปขี้ ใครอนุญาติเขาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว แต่กติกาม.63วรรคสองมันโผล่มาหลังจากที่เขาเบ่งขี้ใกล้สุดแล้ว(และมิติระงับกับยกเลิกลเพิกถอนฯใบอนุญาติ ต่างกันน่ะครับอย่าเอาไปเหมาว่าอันเดี่ยวกันแบบนั้น)
การที่ศาลใช้อำนาจศาลระงับการเบ่งขี้ชั่วคราว นี่มองยังไงก็สร้างความสับสนในขั้นตอนหรือระเบียบกติกามั่วๆแบบไทยๆครับมันหมายความว่าอย่างไร คำว่า"OK" หรือให้อนุญาติ แบบไทยๆ มันยังต้องมีอนุญาติแบบหนึ่งแบบสอง แบบสาม อีกเหรอ ต้องมี"OK"(แม่ใหญ่พ่อใหญ่ก่อน)ใช่ไหม?จึงจะแปลว่าโอเคสุดท้าย
แม้แต่ตอนนี้เองอำนาจศาลฟันธงมาแล้ว ยังต้องผ่านโอเคคุณสุทธิ,ผ่าโอเคของสมาคมโลกร้อนก่อน แล้วยังงี้ คำว่าโอเค ประเทศไทยนี้? ทำไมมันสับสน มั่วกันได้ใจขนาดนี้กับคำว่าโอเค คำเดียวกันคำนี้
แต่ถ้าจะให้ผมชี้กรณีศาล มันเริ่มมั่วตั้งแต่การระงับชั่วคราวแล้วครับ? (ดีที่ระงับชั่วคราวฯไม่ใช่ไปยกเลิกเพิดถอนเขา) ไม่งั้นจะไม่มีประเทศไหนกล้ายุ่งหรือกล้ามาลงทุนประเทศไทยอีกแล้วกับกติกามั่วสนิทศิษย์ส่ายหน้าแบบนี้???
ผมเข้าใจเจตนาการสร้างมาตรฐานใหม่ต่อมิติการบริหารจัดการแบบสุขาภิบาล แต่จะอย่างไรคุณก็ต้องประกอบวิธีทำไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่มั่วเอาตามธงตาม กระแส หรือตามเนื้อหาข้อเรียกร้องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกินไป? จนละเลยมิติ"ความยุติธรรม"ให้ทุกฝ่าย คุณจะปกป้องชาวบ้านผมเห็นด้วยครับ? แต่จะต้องถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนสร้างมาตรฐานจากตรงนี้ก่อน(ขั้นตอนวิธีทำเพื่อไปยังเป้าหมายในมาตรฐานใหม่ที่ตั้งไว้ตรงนี้ต่างหากต้องเริ่มมันให้ถุกต้องก่อน)
ที่จะไปพูดเรื่องมาตรฐานใหม่ในเจตนารมณ์ม.63วรรคสองคือมาตรฐานใหม่ แต่วิธีการไปสู่มาตรฐานใหม่ ด้วยเงื่อนไขวงกระจายไทยหรือใครกระจุย ด้วยเงื่อนไขการรื้อถอน แบบอันธพาลรื้อบราเบียร์แบบนี้
ผมแนะนำให้ทั้งสมาคมฯ ตรวจสอบเรื่องแบบนี้ในพฤติกรรมต้นน้ำของเรื่องนี้ก่อนว่าจุดเริ่มต้นการมั่วมาจากไหน? อย่ามามั่วตามน้ำต่อๆไปแบบที่คุณทำตอนนี้? สมาคมอ้าง ศาลสั่งระงับด้วยการอ้าง ม.63วรรคสองในร.50 นั้นยังไม่ใช่การสั่งยกเลิกน่ะครับ?(ตรงนี้ทำความเข้าใจแยกแยะให้ดีจะไม่สับสนแบบที่เป็นตอนนี้)จน มันฯจึงจะได้ผลตามที่สมาคมต้องการหรือนำเสนอทางออกไปแบบนั้น
การระงับชั่วคราว ยังหมายถึงโอกาสที่เขาจะได้รับใบอนุญาติ ครั้งที่สอง(ใบอนุญาติซ้อนใบอนุญาติ OKครั้งก่อนนั้นยังไม่ใช่ OK แม่ใหญ่สอนแล้วยังจะมีOK พ่อใหญ่แม่ใหญ่ไหนอีกล่ะ) อะไรของมันวุ่นจริงวุ้ยบ้านนี้เมืองนี้เอาไงแน่ว่ะ?
นี่ไงครับมันวุ่นตั้งแต่ศาลสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้าตัดหรืองานคอนเซ้าท์(บริหาร) และงานโครงสร้าง(นิติบัญฯ)แล้ว หรือสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้าตั้งแต่หลังคายังไม่มีห้องยังไม่กั้น จนถึงห้องน้ำใหม่ยังไม่เสร็จ? แต่บังคับการขี้ชั่วคราวในห้องน้ำเก่ากติกาเก่าไว้ ให้ขี้ตามห้องน้ำใหม่กติกาใหม่?
มันอะไรของมันว่ะบ้านี้เมืองนี้?(ที่อ้างว่าเสร็จแล้วกฎหมายประกอบ นั้นน่ะเสร็จวันไหนครับ? ผมแนะนำให้สมาคมก้มลงไปดูวันที่อีกทีสิ?เทียบกับเวลาสั่งระงับการขี้วันแรก) นั้นล่ะคือต้นน้ำของปัญหาเรื่องนี้(มั่ว)ไง???
อ้อครับก่อนอื่นผมจะต้องให้เรา
อ้อครับก่อนอื่นผมจะต้องให้เราแยกแยะ โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์ อย่างกลุ่มสมาคมต่อต้านโลกร้อน,คุณสุทธิ,ปชช.คนระยองผู้ได้รับผลกระทบ(ผมแคร์กลุ่มหลังนี้ที่สุด เพราะคือเหยื่อของหลายๆฝ่ายที่เข้าไปตรงนั้น)
ทั้งเจตนา สร้างภาพ,เจตนา, หาเสียง เจตนา แสดงบทบาท???ตรงนั้น หรือเจตนามองภาพรวมของการกลัวการเปลี่ยนแปลง? อคติต่อการกระจายทรัพยกร ที่ลดการรวมศูนย์ผูกขาดไว้ที่ตนจนมองทุกเงื่อนไขความต่างที่คุมไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อตนหรือคือเงื่อนไขตัวแปรที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จต้องปรับตัวยาก(เพราะเรื่องนี้มีนัยยะแฝงเกินตัวตนปัญหาและความเดือดร้อนชุมชนจริงๆ)
เพราะตัวตนปัญหาผมเห็นใจปชช.ที่สุดเพราะผลกระทบมีแน่? (มีน้อยกว่าที่ผมคาดเสียด้วยในข้อเท็จจริงน่ะ?ไม่ใช่บลิ้วเพิ่มแบบที่เป็นตามจุดประสงค์ของนัยยะแฝง)เพราะเงื่อนไขของการมีนิคมฯมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้วมันเป็นดจทย์ชัดๆของตัวมันเองให้เลือกแบบนั้นในตัวตนของนิคมฯมานานแล้ว?และผ่านการเลือกแล้ว?
แต่ประเด็นคือเราจะปฎิเสธความเป็นเช่นนั้นของสิ่งนี้ในแบบอคติ แอนตี้ หรือปรับตัวยอมรับและหาทางอยู่กับมันอย่างเป็นส่วนหนึ่งไปกันได้ลดเงื่อนไขผลกระทบให้นอ้ยที่สุดในมิติที่อันตรายเกินไป( แต่ให้ยกปัยหาให้หมดไปมันเป็นไปตามเป้าหมายคนกลุ่มนี้ไม่ได้)เพราะทุกอย่างมีด้านมืดด้านสว่าง มีทั้งมิติการพัฒนาและการทำลาย เพียงแต่เราเลือกเงื่อนไขที่จะไปใกล้ด้านไหนไปแล้ว?
แต่เงื่อนไขจริงๆคือ การอธิบายบนข้อเท็จจริงไปยังปชช.บนผลกระทบที่แท้จริง สร้างฐานข้อมูลที่เป็นจริง ให้เขาเลือกหรือตัดสินใจว่าจะเอาอะไร(เพราะสัดส่วนมีทั้งยอมรับ และปฎิเสธ) แถมสัดส่วนยอมรับสูงมากกว่าในปริมาณที่มากชนิดคนล่ะขนาดเลย แต่เขาไม่แสดงตัวแสดงบทบาท
เพราะผู้มีผลได้ต่อตรงนั้นในส่วนพัฒนาไม่ไปไกลข้ามโลกและข้ามประเทศ(คนไทยต่างถิ่นอยู่ตรงนั้นเกิน60%) แต่เรื่องแบบนี้เราต้องเห็นใจคนเดือดร้อนมาก่อน? เพราะคนได้รับรู้สึกต่างตอบแทนเขาไม่รู้สึกมีปัญหาอยู่แล้ว?(แต่ถ้าปิดหรือยกเลิกไปกระทบเขามากมายหลายมิติเช่นกันต่อกรณีนี้)
ดังนั้น ผมเข้าใจเจตนารมรณ์ของสมาคมฯ คุณสุทธิ,ปชช.ที่ได้รับผลกระทบฯ(ตรงปชช.นี้น่าห่วงที่สุดเพราะอย่างอื่นคือตัวแปรแฝง) ตลอดจนที่สำคัญสูงสุดเจตนารมณ์กฎหมายม.63วรรคสอง ที่เจตนาสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ดี แต่
ประเด็นคือเรื่องนี้เราผ่านการเลือกไปแล้วใช่ไหม? นั้นคือมติการเลือกให้มีนิคมฯมาบตาพุดหรือไม่มีมาบตาพุดยุติไปแล้ว? แต่ปัญหาใหม่คือผลกระทบ? เราต้องแก้ไขปัญหาให้มาโฟกัสตรงนี้ลดเงือนไขตีกรอบให้แคบลงมาตรงนี้
แต่ณ.ตอนนี้ที่มันไปไกลกว่านี้ เพราะ เป้าหมายแบบคุณสุทธิ(บวกผู้อยู่เบื้องหลังฯ) ,และสมาคมฯ ไปไกลกว่านี้ ?นั้นคือถ้าตามเป้าหมายแบบนี้ จะยุติเรื่องนี้ตามเป้าหมายแบบนี้ของทั้งสมาคมฯและ คุณสุทธิคือต้อง ไม่มีนิคมอุตสหกรรมในมาบตาพุดอีกต่อไป?
เพราะโจท์คุณคือ สร้างผลกระทบมากมายในนั้นเพราะโจทย์นี้ถ้าต้องแก้ ไม่ใช่แค่ยุติที่เจ็ดสิบกว่าโครงการ(เพราะเขายังไม่ได้เกิดเลยพยากรณ์ความผิดล่วงหน้าแล้วจากความน่าจะเป็นของผลกระทบเฟส1)
ดังนั้นตัวปัญหาจริงจึงคือเฟส1ซึ่งมันพ่วงมาพาลเฟส2(ที่ยังไม่ได้เกิดแต่โดนโทษประหารไปแล้ว) ดังนั้นเป้าหมายคุณสุทธิคือเฟส1 แล้วเอามาพาลเฟส2 ดังนั้นถ้าจะให้เป็นไปตามโจทย์ในเป้าหมายคุณสุทธิและสมาคมโลกร้อน ก็คือต้องยกเลิกต้นตอของปัญหา(เฟส1)และควบคุมเฟส2(จริงๆไปไกลกว่าควบคุมเพราะอ้างว่าผลกระทบตามโจทย์นั้นแต่ถ้าจะต้องตอบให้ครบคือต้องไม่มีอะไรตรงนั้นกลับมาที่ตรงไม่มีนิคมอุตสหกรรมมาบตาพุด จึงจะยุติปัญหาตามข้อเรียกร้องได้หมดไป)
ผมถามสมาคมฯคุณสุทธิ(คนเบื้องหลังคุณสุทธิมากกว่า) อย่ามาอ้างโน้นอ้างนี่ เพราะเท่าที่ฟังเป้าหมายฯในเจตนา แบบนั้น การตอบโจทย์นั้นมันถึงขั้นหยุดนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไปเลย? นั้นคือ ไม่มีเลย?จึงจะตอบโจทย์ตรงนั้นคุณได้ใช่ไหม?
การอ้างปลายเหตุคือผลกระทบ(ซึ่งมันต้องมีบ้างอยู่แล้ว)แต่คุณปฎิเสธมาตรการที่คุณไม่ไว้ใจจากผลแห่งเฟส1 ซึ่งเฟส2ต่อให้ระวังอย่างไรขนาดไหน?ก็จะต้องมีบ้างกรณีแบบเฟส1แต่คุณตั้งโจทย์คือต้องไม่มีปัญหาอะไรเลยทั้งเฟส1และเฟส2
ดังนั้นการตอบโจทย์นี้ให้ได้สนิท คือไม่ต้องมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด? มีทางเดียวเท่านั้นจะตอบโจทย์พวกคุณได้ ?แต่การอ้างโน้นอ้างนี้ขณะนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ตามโจทย์แบบนี้เพราะ นิคมอุตสาหกรรม ผลกระทบหลายมิติทั้งวิถีชีวิติอะไรต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว?
เพราะเงื่อนไขตรงนี้แบบนี้มันมีมาตั้งแต่ตัดสินใจจะมีนิคมอตสาหกรรมตรงนี้แล้ว(ผมมองมิติผลกระทบสิ่งแวดล้อม น้อยกว่ากระทบวิถีชีวิตชชุมชนตรงนั้น ในสัดส่วน10%ต่อ90%) เนื้อหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตัวตนปัญหามันนิดเดียวเพราะสถานที่ตั้งมันออกแบบตัวมันเองด้านผลกระทบแล้ว(แต่ถ้าแบบท่าเรือคลองเตยอันนี้คนล่ะเรื่อง)
ดังนั้นสรุป เรื่องนี้ ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านฐานข้อมูลด้านผลกระทบ ตามขั้นตอนของม.63วรรค2 อย่างตรงไปตรวมาตามหลักวิชาการ(ไม่มีใครการันตีได้ว่า100%ตามโจทย์คุณสุทธิ)ตรงนี้กติกาแบบนี้มันเพียงพอแล้วใน เงื่อนไขการสร้างทางเลือก(ตอนนี้เพราะทางเลือกว่าเอาหรือไม่เอามาบตาพุดผลกระทบทางสังคมต่อชุมชนตรงนั้นมันถูกเลือกไปแล้ว)
แต่ตอนนี้เงื่อนไขคือเราเอาสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ววนกลับมาพูดใหม่ไง คุณสุทธิ มันเลยยิ่งยุ่งเพราะเป้าหมายของทั้งสมาคมฯและคุณสุทธิ ต้องตอบโจทย์วนกลับไปถึงจุดนั้นจึงจะตอบโจทย์นี้ได้ เท่ากับกลับไปตั้งคำถามเดิมๆใหม่ว่าจะเอาหรือไม่เอานิคมฯมาบตาพุด
ซึ่งเนื้อหาในเป้าหมายแบบนี้มันคือวนไง ?มันควรจะไปข้างหน้าไปพูดเรื่องใหม่? กว่านั้นไหม? แล้วผมเชื่อว่าศาลที่ให้ระงับฯนั้นแค่ต้องการตอบโจทย์ม.63วรรค2 แค่นั้น ไม่ได้เลยข้ามไปตามโจทย์พวกคุณถึงจุดที่จะต้องมีหรือไม่มีมาบตาพุด?(ส่วนตัวตนคุณรวมถึงชาวบ้านเรื่องผลกระทบ(ผมชี้ชัดว่าผลกระทบด้านวิถีชีวิต90% ด้านสุขภาพ10%ที่ฐานข้อมูลด้านนิคมฯ มันตอบโจทย์นี้ชัดมานานแล้วเพราะตัวตนมันคือแบบนั้นที่ถูกเลือกไปแล้วด้วย)
ว่าคุณจะเลือกแบบไหน? ถ้ายอมรับให้มีแต่แรก? แต่เงื่อนไขที่จะตอบโจทย์แบบนั้นได้ ต้องไปถึงตรงนั้นจริงๆครับ คือกลับไปพูดเรื่องเก่าที่ว่าจะเอาหรือไม่เอามาบตาพุดแม้คุณจะพูดแค่การป้องกันผลกระทบในเป้าหมายแบบคุณแค่นั้นแต่เงื่อนไขการตอบโจทย์นี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายแบบนั้นมันต้องไปไกลถึงตรงนั้นจริงๆครับ???