25 ก.ย.53 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกรณีสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 หรือ ศปช. ได้จัดงานระดมทุน "เราไม่ทอดทิ้งกัน ความจำ ความรัก ความจริง" เพื่อช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของศูนย์ข้อมูล โดยมีประชาชนซึ่งส่วนใหญ่สวมเสื้อแดงเข้าร่วมจนล้นห้องประชุม
ภายในงานมีการเสวนาในช่วงเช้าและมีคอนเสิร์ตระดมทุนในช่วงค่ำ ส่วนช่วงบ่ายเป็นเวทีไต่สวนสาธารณะจากเหยื่อที่อยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยมีคณะกรรมการได้แต่ กฤตยา อาชวนิจกุล , เกษม เพ็ญภินันท์, สาวตรี สุขศรี, เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว, ไชยยันต์ รัชชกูล มีรายละเอียด ดังนี้
ลุงปลาทู และ สันติพงษ์ อินทร์จัน
10 เมษายน 2553
นายสันติพงษ์ อินทร์จัน ถูกกระสุนยางที่เบ้าตา บริเวณสี่แยกคอกวัว ปัจจุบันตาบอด 1 ข้าง
สันติพงษ์เล่าว่าในช่วงบ่ายของวันเกิดเหตุ กำลังนั่งทำกับข้าวที่บ้านเพื่อนำไปแจกประชาชนในที่ชุมนุม พอฟังวิทยุทางอินเตอร์เน็ตรู้ว่าทหารจะเข้ามาขอคืนพื้นที่และผู้ชุมนุมมีจำนวนน้อยเลยอยากไปช่วยกันทั้งบ้าน ถึงอนุเสาวรีย์ประมาณบ่าย 2 โมง เขาจึงแยกกับที่ไปสี่แยกคอกวัวตามที่แกนนำบนเวทีประกาศให้ไปช่วยผลักดันทหาร อยู่ทั่นั่นเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่การตั้งแนวของทั้งสองฝั่งซึ่งจะมีรั้วกั้นระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมและมีมีช่องว่างตรงกลาง ผู้ชุมนุมร้องรำทำเพลงกันตามประสา จากนั้นเริ่มมีแก๊สน้ำตาโปรยมาจากเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ผู้ชุมนุมวิ่งหาน้ำล้างหน้ากันโกลาหล แล้วจึงกลับมารวมตัวกันใหม่ จนกระทั่งหกโมงเย็นจึงร่วมกันร้องเพลงชาติ นำพระบรมฉายาลักษณ์มาตั้งข้างหน้า พอฟ้าเริ่มมืด ทหารเริ่มเดินเข้ามาแล้วเกิดการปะทะกันขึ้น
คณะกรรมการไต่สวนถามถึงอาวุธของทั้งสองฝ่าย สันติพงษ์กล่าวว่า ทหารข้างหน้ามีโล่กับกระบอง แต่ข้างหลังมีปืน ผู้ชุมนุมมีถุงปลาร้า ขวดน้ำ หิน ผู้ชุมนุมอยู่กับที่แต่ทหารเดินเข้ามาเรื่อย พอเกิดการปะทะผู้ชุมนุมไม่สามารถต้านทหารได้ มีเสียงดังปังๆๆๆ และได้เห็นคนเจ็บทยอยลำเลียงส่งโรงพยาบาลเรื่อยๆ ช่วงจังหวะนั้นก้มลงล้างหน้าเพราะโดนแก๊สน้ำตา จังหวะนั้นนั้นเองจึงโดนกระสุนยางเข้าที่ตา
สำหรับคำถามว่ามีข้อเรียกร้องใดหรือไม่ สันติพงษ์กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองกระทำ ผู้ความจริง และยอมรับความจริง
“ผมไม่เคยเห็น 7 ขั้นตอนจากเบาไปหาหนักของเขา มีแต่เริ่มหนักแล้วหนักขึ้นเรื่อยๆ”สันติพงษ์กล่าว
10 เมษายน 2553
วสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยทา
กรณีของวสันต์นั้น กลิ่น เทียนยิ้ม ผู้เป็นพี่เขยเป็นผู้ขึ้นมาให้ปากคำบนเวที โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ 10 เม.ย.ที่ นปช.จัดทำขึ้นเพื่อนำข้อมูลมาโต้แย้งศอฉ.ว่าวสันต์ถูกยิงจากทิศทางของเสื้อแดงด้วยกันเอง โดยโต้แย้งทั้งทิศทางและลักษณะของบาดแผลกระสุนเข้าซึ่งเป็นวิถีที่เข้าจากแนวทหาร อย่างไรก็ตาม นายกลิ่นแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงเนื่องจากเวลาผ่านมาเกือบ 6 เดือนแต่การชันสูตทรและคดีความไม่คืบหน้า หลังเกิดเหตุญาติได้รับเพียงแต่ ใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าเสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูงเท่านั้น จึงขอประณามรัฐบาลและขอเรียกร้องให้สื่อมวลชน นักวิชาการช่วยติดตามผลการชันสูตรศพ เพื่อทวงถามความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิต เพราะขณะนี้ศพของวสันต์ก็ยังไม่ได้ฌาปนกิจ เนื่องจากหวังจะรอพิสูจน์ความจริง
14 พฤษภาคม 2553
นายธงไชย เหงวียน หรือ “ลุงปลาทู” ถูกยิงเข้าที่สะโพกซ้าย-ขวา ที่สวนลุมพินี
ก่อนการไต่สวนมีการเปิดคลิปการรายงานข่าว มีการเปิดคลิปการรายงานข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งบันทึกภาพลุงปลาทู และนักข่าวชาวแคนาดาขณะถูกยิงในช่วงสายของวันที่ 14 พ.ค. บริเวณริมรั้วสวนลุมพินี
ลุงปลาทูให้การว่าตนเดินทางไปซื้อปลาทูโดยใช้เส้นทางถนนพระราม 4 ตามปกติ แต่วันเกิดเหตุพบว่ามีการปิดถนน ไปถึงได้แค่เพียงบ่อนไก่ และด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงขี่มอเตอร์ไซด์วนดู พบว่าบริเวณสน.ลุมพินี มีชาวบ้านและผู้สื่อข่าวมุงดูจำนวนมาก พร้อมกับเสียงกระสุนปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ ท้ายที่สุด นักข่าวแคนาดาและตนเองจึงชวนกันข้ามฝั่งไปหลบบริเวณกำแพงรั้วสวนลุมเพื่อซุ่มมองดูว่ากระสุนมาจากไหน สักพักเสียงปืนดังขึ้นอีกเป็นชุดราว 10 นาที ปรากฏว่านักข่าวคนดังกล่าวร่วงลงไป ตนกำลังจะลุกเข้าไปช่วยก็โดนเข้าที่สะโพก นัดแรกลอดลูกรงมาเข้าข้างขวา ก่อนจะโดนข้างซ้าย
จากนั้นจึงมีคนวิ่งเข้ามาช่วย ลุงปลาทูให้ช่วยนักข่าวก่อนเพราะโดนยิงที่ท้องน่าจะบาดเจ็บหนักกว่า แล้วจึงมีคนวิ่งเข้ามาหามลุงปลาทูต่อไป
“มีคนเข้ามาหามผม มันเจ็บมาก ผมบอกไม่ไหวแล้ว ลากไปแบบนี้ไม่ไหว บอกให้เขาเอาอะไรมารอง ไม่งั้นไม่ไป นอนนี่ดีกว่า ไม่เจ็บ (ผู้ฟังหัวเราะ) เขาเลยพาโล่ตำรวจมารอง แล้วยกมาสน.ลุมพินี นักข่าวอยู่เยอะ ถ่ายรูปทุกขั้นตอน” ลุงปลาทูเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนถูกนำตัวส่งรพ.กล้วยน้ำไท แพทย์ผ่าตัดสะโพกด้านซ้ายและเอากระสุนให้ดูพบว่าเป็นลูกขนาดเท่านิ้วก้อย เป็นสีตะกั่วและฐานสีทองเหลือง ซึ่งตำรวจพื้นที่ซึ่งมาสอบปากคำที่โรงพยาบาลและเห็นหลักฐานบอกว่าเป็นกระสุนปืนเอ็ม 16 ที่ผลิตจากประเทศจีน
15 พฤษภาคม 2553
ชัยวัฒน์ พุ่มพวง (และอุทร เพื่อนช่างภาพที่ไปด้วยกัน ) ช่างภาพจากสำนักข่าวเนชั่น ถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ
ชัยวัฒน์คือช่างภาพผู้ที่ถูกยิงที่ขา เดินขึ้นมาบนเวทีไต่สวนอย่างกระโผลกกระเผลก ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันและอาศัยการพยุงจากอุทร ชัยวัฒน์เล่าว่าในวันเกิดเหตุทั้งสองใส่เสื้อเกราะที่เขียนว่า PRESS และปลอกแขนสื่อมวลชนชัดเจน ขับมอเตอร์ไซด์เข้ามาในพื้นที่ซอยรางน้ำตั้งแต่ราว 10.30 น. และขับวนออกถนนราชปรารภ ช่วงนั้นเห็นศพผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คน ผู้ชุมนุมพยายามจะเอาออกแต่เอาออกไม่ได้ เพราะมีการยิงจากทหารเข้ามาตลอด จนกระทั่งมีการหยุดยิง ทั้งสองเพิ่งมาถึงไม่ทราบว่าเป็นช่วงหยุดยิงก็เดินทางเข้าไป ทำให้ทหารเห็นว่ามีสื่อเข้ามาและไม่ยิง ผู้ชุมนุมจึงสามารถเอาศพผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ได้ รวม 2 ศพ หนึ่งในนั้นคือ “น้องเฌอ” จนกระทั่งเริ่มมีการยิงอีกครั้งราวบ่าย 2-3 โมง ชัยวัฒน์เล่าว่าเขาถ่ายภาพโดยตลอดอย่างไม่ลดละโดยคิดว่าอย่างไรคงไม่โดนยิง แต่แล้วก็โดนเข้าที่ขา จึงทรุดนั่ง หยุดถ่ายภาพ โทรเรียกเพื่อนที่อยู่จุดใกล้เคียง นั่งรอราว 25-30 นาทีจึงมีทหารเข้ามานำขึ้นรถพยาบาลทหาร ซึ่งภายในชัยวัฒน์ตอบคำถามกรรมการไต่สวนโดยยืนยันว่า มีโลงศพอยู่ 3 โลงภายในรถจริงๆ แต่ไม่ทราบว่ามีศพอยู่ในนั้นหรือไม่ เพราะปิดรถแล้วมืดหมด เมื่อกรรมการถามว่าเห็นผู้ชุมนุมใช้อาวุธตอบโต้กับทหารตรงบริเวณดังกล่าวหรือไม่ ชัยวัฒน์ตอบว่า ไม่เห็นอาวุธ เห็นเพียงแต่บั้งไฟและประทัด
ในส่วนใบรับรองแพทย์นั้นระบุเพียงว่าโดนกระสุนความเร็วสูง และไม่รู้ว่าชนิดไหนเพราะกระสุนระเบิดที่ต้นขาเป็นชิ้นเล็กๆ นอนโรงพยาบาล 10 วัน ไม่มีเจ้าหน้าที่มาสอบปากคำแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จะมีการฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อหาผู้รับผิดชอบและให้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง
ด้านอุทร ระบุว่าตึกชีวาทัยนั้นเป็นตึกที่เขาคาดว่ามีหน่วยสไนเปอร์อยู่ และบริเวณดังกล่าวยังมีทหารที่คอยไล่ล่าผู้ชุมนุมอยู่ด้านล่าง เมื่อเกิดเหตุปะทะกันเขาเข้าไปหลบที่ตึกแห่งหนึ่งพร้อมกับกู้ชีพ 3 คน ปรากฏว่ามีทหาร 4 คนเข้ามาสั่งให้กู้ชีพนอนลง เอาปืนจ่อ ค้นตัวและถามว่า คนบาดเจ็บไปไหน เพราะเห็นรอยเลือดเป็นทางมาทางนี้
นอกจากนี้เขายังแสดงภาพของญาติของ “กำปั้น” นักร้องชื่อดัง ที่ถูกยิงเสียชีวิตคาระเบียงคอนโดฯ ย่านรางน้ำ โดยระบุว่า กระสุนเข้าที่กกหูข้างหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าผู้ยิงต้องอยู่บนตึกระดับเดียวกับผู้ตาย ไม่ใช่การยิงจากด้านล่าง นอกจากนี้ยังฉายภาพถ่ายทหารเล็งปืนจริงด้วย
“ผมถ่ายภาพมาทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง แต่วิธีปฏิบัติของรัฐไม่เหมือนกัน ทั่วโลกก็น่าจะรู้ เสื้อเหลืองทหารปฏิบัติอย่างหนึ่ง เสื้อแดงชุมนุมทหารปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ... เสื้อเหลืองโดนสลายด้วยแก๊สน้ำตา มีคนตาย ผบ.ตร.โดนปลด เสื้อแดงโดนยิง ผบ.ทบ.ไม่เป็นไร”อุทรกล่าว
18 พฤษภาคม 2553
นิค นอสติทต์ ช่างภาพอิสระ เห็นเหตุการณ์การยิงจนมีผู้เสียชีวิตที่ถนนราชปรารภ (ชาญณรงค์ พลศรีลา)
ก่อนการไต่สวนมีการเปิดคลิปมุมสูง เหตุการณ์?ผู้ชุมนุม 6-7 คนหลบห่ากระสุนหลังแนวยางรถยนต์หน้าปั๊มเชลล์ ถนนราชปรารภ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังไม่ขาดสาย
นิคเล่าวว่าเขามาถึงถนนราชปรารภประมาณ 11.00 น. ช่วนั้นผู้ชุมนุมเพิ่งเริ่มเข้ามาที่ถนนสายนี้ รวมแล้วไม่น่าเกิน 60 คน ไม่มีอาวุธ ขณะเกิดเหตุหลายคนที่หลบตรงนั้นพยายามปีนข้ามกำแพงมาหลบ 2-3 คนแรกหนีทัน แต่เขาหนีไม่ทัน ขณะที่ทหารเข้ามาถึงในปั๊มแล้วและตะโกนบอกให้ทุกคนออกมา ชาญณรงค์ได้รับบาดเจ็บโดนยิงเข้าช่วงท้องตั้งแต่ตอนที่เขาหลบอยู่หลังแนวยางรถ เขากระเสือกกระสนดิ้นลงไปในบ่อบัว นิกยอมมอบตัวกับทหารพร้อมบอกว่าเป็นสื่อมวลชน ทหารได้สั่งให้นิคไปดึงชาญณรงค์ขึ้นมาจากน้ำ แต่ดึงคนเดียวไม่ไหวจึงเรียกทหารให้เข้ามาช่วย ทหารด่าว่า “ไอ้เหี้ย ทำไมมึงไม่ตาย มึงตายดีกว่าเจ็บ กูต้องเอามึงไปโรงพยาบาลอีก” นิคบอกว่าเขาพูดอะไรไม่ออกและได้แต่เสนอให้เรียกหมอเพราะชาญณรงค์อาการหนัก ติดอยู่ที่นั่นราว 3 ชั่วโมงครึ่งจึงมีแพทย์ทหารมารับตัวไป
กรรมการไต่สวนถามว่ายืนยันได้ไหมว่าใครเป็นคนยิง นิคกล่าวว่า ชัดเจนว่าช่วงนั้นมีแต่การยิงจากแนวทหารอย่างเดียว เสียงปืนมาจากทางนั้น
1 เดือนหลังจากนั้นนิคตามหาชาญณรงค์โดยสืบจากบัญชีรายชื่อผู้เสียชีวิตจนกระทั่งพบว่าเขาเป็นหนึ่งในนั้น และนิคยอมเป็นพยานให้การคดีชาญณรงค์กับตำรวจสน.พญาไท เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้เขายังได้รับการติดต่อจากจากคณะกรรมการปรองดองชุด นายคณิต ณ นคร รวมถึงดีเอสไอให้ไปให้ปากคำ ซึ่งเขายินดีให้ข้อมูลกับทุกฝ่าย
“ผมไม่มีปัญหา ผมเป็นนักข่าวก็แค่ทำหน้าที่ของผม ไม่ได้มีความโกรธ ความแค้นกับใคร ผมเพียงแต่พูดความจริง และยินดีคุยกับทุกคน” นิคกล่าว
ระหว่างเสกสิทธิ์เล่าเหตุการณ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งลุกขึ้นรวบรวมเงินบริจาจากผู้ร่วมงานในหอประชุมได้กว่า 6,000 บาท มอบให้เขาเพื่อเป็นทุนส่วนหนึ่งสำหรับผ่ากระสุนออก
19 พฤษภาคม 2553
เสกสิทธิ์ ช้างทอง ถูกยิงบริเวณถนนพระราม 4 หน้าพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันตาบอดทั้ง 2 ข้าง
ก่อนการไต่สวนมีการเปิดคลิปบริเวณหน้าพรรคเพื่อไทย ช่วงเวลาประมาณ 10.00-11.00 ทหารประกาศให้คนออกจากหลังรถเมล์ภายใน 3 วินาที ก่อนระดมยิงเข้าใส่ รวมทั้งการกันไม่ให้รถพยาบาลเข้ามาในพื้นที่
เสกสิทธิ์ เป็นหนึ่งในเหยื่อรายแรกที่อยู่บริเวณนั้น เขาถูกจูงขึ้นมาบนเวทีและพิธีกรพยายามเล่าคลิปที่เพิ่งฉายให้คนดูเมื่อครู่ว่าเป็นเหตุการณ์ไหน อย่างไร เนื่องจากเขาไม่สามารถมองเห็นได้อีกแล้ว
เสกสิทธิ์เล่าวว่า เขาเป็นคนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง อยู่ดูลาดเลาร่วมกับผู้ชุมนุมตั้งแต่ 7.30 น. พบว่าผู้ชุมนุมมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ และตะโกนบอกทหารว่าอย่าทำร้ายคนที่ราชประสงค์ อย่างไรก็ตาม แม้ในคลิปจะพบว่าเจ้าหน้าที่มีการเจรจากับผู้ชุมนุมก่อนยิง แต่ในช่วงที่เขาโดนยิงนั้น เขาจำได้ดีว่ามันไม่มีการกล่าวเตือนหรือบอกกล่าวอะไรเลย เพียงได้ยินเสียงปืนดังรอบทิศทาง และเห็นกิ่งไม้โดนกระสุนจนหักจึงพยายามจะหลบออกจากวิถีกระสุน พอลุกขึ้นกระสุนปืนก็ปะทะ ทำให้ล้มหน้าฟาดพื้น ตอนนั้นลืมตาไม่ขึ้นมืดไปหมด ร้องให้คนมาช่วย
ปัจจุบันกระสุนปืนยังฝังอยู่บริเวณหว่างคิ้วของเขา โดยตัดประสานตาทั้ง 2 ข้าง หมอบอกว่าให้ทำใจแม้ผ่าตัดออกมาก็คงจะเรียกคืนการมองเห็นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาต้องการความช่วยเหลือในการผ่าตัดเอากระสุนออก เพราะการมีกระสุนค้างอยู่ทำให้เวลาลืมตาแล้วน้ำตาไหลและปวดตา ปวดหัวมาก ต้องหลับตาตลอด นั่งรถยนต์ก็ทรมาน
กรรมการไต่สวนถามว่าประชาชนบริเวณนั้นมีอาวุธหรือไม่ เขาตอบว่า มีแต่มือกับปากและเสียงตะโกนว่าอย่าใช้อาวุธกับประชาชน สำหรับข้อเรียกร้องนั้นขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ อย่างที่โฆษณาไว้ เพราะหลายคนรวมทั้งตัวเขาก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
19 พฤษภาคม
พรพิมล พูนผล ผู้ชุมนุมที่อยู่ในวัดปทุม
ก่อนการไต่สวนมีการเปิดคลิปทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส และคลิปสัมภาษณ์ผู้อยู่ในเหตุการณ์จากประชาชนทั่วไปและอาสาสมัครของศูนย์ข้อมูลฯ ซึ่งชี้ให้เห็นรอยกระสุนหลายรูบริเวณกำแพงวัดปทุม รวมทั้งกระสุนที่ลงมายังฝากระโปรงรถที่จอดอยู่ซึ่งสะท้อนว่ามาจากมุมสูง
พรพิมล เป็นคนกทม. ร่วมชุมนุมกับ นปช.แบบค้างคืนไม่กลับบ้านตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย วันเกิดเหตุเธอยืนยันว่าประมาณ 6 โมงเย็น เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเริ่มยิงลงมาด้านล่าง พร้อมตะโกนว่าให้คนที่หลบอยู่ใต้ท้องรถซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าของวัดถัดจากกำแพงวัดเข้าไปออกมาให้หมด ไม่เช่นนั้นจะยิง “ไม่ออกกูยิงมึงแน่” เธอเล่าว่าเห็นชัดเจนกระทั่งใบหน้า และสติ๊กเกอร์สีชมพูที่ติดอยู่บนหมวก เครื่องแบบทหาร 4-5 นายซึ่งถือปืนขู่อยู่บนรางรถไฟฟ้า สุดท้าย ทุกคนที่อยู่ใต้รถก็ออกมายืนที่โล่ง ผู้ชายให้ถอดเสื้อและยกมือขึ้น จากนั้นทหารก็พูดเหมือนจะมาทำประวัติ พอเดินคล้อยหลังไป ทุกคนราว 20 คนก็วิ่งเข้าไปข้างในวัด ไม่นานนักก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตที่ผู้ชุมนุมนำมานอนเรียงรายกันถึง 6 ศพ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังตลอดคืนและมีหยุดเป็นพักๆ จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 พ.ค.ก็ยังมีเสียงปืนอยู่
นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมฟังที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ขึ้นมาร่วมการไต่สวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่วาจะเป็นการถูกยิงที่ลำคอ ขา เท้า ซึ่งทั้งหมดกล่าวว่า ไม่ต้องการเรียกร้องจากรัฐบาลเนื่องจากไม่เหลือความเชื่อถือรัฐบาล
“มองไปเหมือนพวกลิงหลอกเจ้า...ถ้าจะเรียกร้องสิทธิใดๆ ผมจะขอเรียกร้องจากรัฐบาลข้างหน้า” ทศพล ผู้ร่วมงานและได้รับบาดเจ็บถูกยิงเฉี่ยวคอที่แยกศาลาแดงกล่าว
ชีวิตของ “เสกสิทธิ์
ชีวิตของ “เสกสิทธิ์ ช้างทอง”!!!
4 เดือนผ่านไป แต่ละวันผ่านไปด้วยความเจ็บปวด เจ็บทั้งร่างกาย และจิตใจ
ชายหนุ่มชื่อ “เสกสิทธิ์ ช้างทอง” อาชีพขี่มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
เขาถูกยิงบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. บริเวณถนนพระราม 4 หน้าพรรคเพื่อไทย
วันนี้ “ดวงตาทั้งสองข้าง” ของเสกสิทธิ์บอดสนิท
เขาดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวด ทุกเช้ามีอาการปวดที่เบ้าตา
ระหว่างวัน ปวดที่ต้นคอ และขมับ - กระสุนปืนยังฝังอยู่บริเวณหว่างคิ้วของเขา
โดยกระสุนปืนได้ตัดประสานตาทั้ง 2 ข้าง !!!
เสกสิทธิ์ กล่าวว่า
“หมอบอกว่า ให้ทำใจ แม้ผ่าตัดออกมา ก็คงจะเรียกคืนการมองเห็นไม่ได้”
“แต่ผมต้องการความช่วยเหลือในการผ่าตัดเอากระสุนออก เพราะกระสุนที่ค้างอยู่ทำให้
เวลาลืมตาแล้วน้ำตาไหล และปวดตา ปวดหัวมาก ต้องหลับตาตลอด นั่งรถยนต์ก็ทรมาน...”
อุดมการณ์ประชาธิปไตย และอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงเท่านั้น ที่เป็นเครื่องปลอบใจ
ทำให้ผมมีกำลังใจ ปลุกใจให้ผม สู้ สู้ !!!
“เสกสิทธิ์ ช้างทอง” ทำผิดอะไรหรือ-ทำบาปอะไรหรือ - เขาประกอบอาชญากรรมอะไรหรือ?
จึงถูกลงโทษ และทำร้ายเช่นนี้!!!
ในยามทุกข์ยากเช่นนี้ - ขอให้พวกเรา อย่าได้ทอดทิ้งเสกสิทธิ์ และพี่น้องผู้บาดเจ็บอีกนับพัน.
...
4 เดือนผ่านไป – “วิญญาณผู้บริสุทธิ์” ยังคงเรียกร้องหาความยุติธรรม
กระบวนการกฎหมาย - คดีความ, ความถูก - ความผิด - - ยังไม่ได้เริ่มต้น???
สามัญสำนึกแห่งความดีงาม – ศีลธรรม จริยธรรม, ความดี - ความชั่ว - - ยังคงนิ่งเงียบ???
โอ้พระเจ้า - - ได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับข้าด้วยเถิด.!!!
…
อยากให้รวมคลิปที่ฉายในเวทีนี้
อยากให้รวมคลิปที่ฉายในเวทีนี้ ขึ้นเวปประชาไท จะเป้นไปได้หรือไม่
ประชาชนคนหนึ่ง
เห็นด้วยครับ
กรรมสนองคนฆ่า คนสั่งฆ่าโดยเร็ววัน
เอามาให้ดูก็ดี
เอามาให้ดูก็ดี เผื่อคนที่ไม่ได้ไปร่วมงาน
คาดว่างานเมื่อวานสำเร็จเกินคา
คาดว่างานเมื่อวานสำเร็จเกินคาด ขอบคุณผู้จัดและทีมงานทุกคน
อยากให้ ศปช.จัดงานแบบนี้ขึ้นอีก และพยายามเอาผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือญาติผู้เสียชีวิตมาขึ้นเวทีทุกคน ให้เขาได้บอกเล่าเหตุการณ์ ความรู้สึก อื่นๆ
หากจะจัดครั้งหน้า จัดที่เมืองทองไปเลย
เมื่อวานคนขับแท็กซี่ที่คุ้นเค
เมื่อวานคนขับแท็กซี่ที่คุ้นเคยกันมาเล่าว่าไปร่วมงานนี้ที่ธรรมศาสตร์เหมือนกัน แล้วกลับตอนบ่ายแก่ๆ ไปขับรถหาเงินต่อ
ดีใจที่เขาสนใจไปงานแต๋ก็อายตัวเองหน่อยๆที่เราไม่ได้ไป
ไปมาเหมือนกัน คนเยอะมาก
ไปมาเหมือนกัน
คนเยอะมาก ยิ่งตอนเย็น ไม่มีที่นั่งว่างเลย คนลงทุนนั่ง
กับพื้น ขณะที่คนข้างนอกรอจะเข้าอีกเพียบ ผู้จัดเลยต้อง
ตั้งจอด้านนอก แล้วดึงภาพออกไปให้ดู ไม่งั้นหอประชุมคงแตก
ต้องขอบคุณผู้จัดที่ดำเนินการเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดง ผลงาน
ออกมาน่าประทับใจมาก ขอบคุณจริงๆ
สิ่งที่รับรู้จากงานคือ คนเสื้อแดงคับแค้นใจในการเป็น
"ผู้ถูกกระทำ" เขาไม่โง่ เขารู้ว่าใครคือโคตรอำมหิตตัวจริง
คนคนนั้น ถ้ามาได้ยินเสียงโห่ร้องในฮอลที่ imply ถึงตัวเอง
คงนั่งตัวสั่น คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และเผลอๆ
อาจต้องวางแผนใหม่ คือฆ่าให้มากกว่าเดิม เอาให้เหี้ยนเตียน
จะได้ไม่มีขวากหนามอีกต่อไป
ก้อไม่เป็นไร คนเสื้อแดงตายหนึ่งเกิดแสนอยู้แล้ว ให้มันรู้ไปว่า
หมาที่ไหนจะชนะประชาชน
เอ๊ะ!
เอ๊ะ! ทำไมไม่เรียกร้องให้พวกราชประสงค์มั่ง พวกนั้นถึงไม่บาดเจ็บไม่ล้มตาย แต่ พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรนะ แต่เขาถูกพวกไพร่แดงกระทำละเมิดแบบทรามสุดๆ เลยนะ บางคนเปลี่ยนสถานะภาพจากคนชั้นกลางมาเป็นคนเกือบล้มละลาย เพราะฝีมือพวกไพร่แดงเผาเมืองนี่แหละ! หรือ คนพวกนี้เป็นคนกรุงเป็นชนชั้นอีกพวกที่ไพร่เผาเมืองก็ต้องการทำลายเขาด้วย หืมมม์!
และแกนนำเสื้อแดงก็พูดได้ยินชัดเจนทุกตัว ว่า
ให้เผายังไง!
ตกใจยังไง!
พกขวดน้ำมาหาน้ำมันข้างหน้ายังไง!
พร้อมลงมือที่ศาลากลางตามแผนยังไง!
คนเสื้อแดงถึงแพ้ แต่แพ้แล้วก็คงไม่หนีอย่างเดียว แต่ต้องมีเอาคืน ยังไง!
ครือ! หลักฐานของการเผาเมืองมันชัดกว่าหลักฐานของการบาดเจ็บล้มตายหลายเท่าเลยนะ เพราะ คนที่ เจ็บ พิการ ตาย ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดๆ แบบหลักฐานการเผานะ หรือถ้ามีเอามาให้ดูกันหน่อย (เอาแบบชัดๆ จะจะ หน่อยนะ อย่าเอาแบบคลุมเครือ เห็นบ่อยแล้ว บอกตรงๆ ไม่น่าเชื่อ!) มีแต่คำพูดลอยๆ ยิ่งคำพูดพวกเสื้อแดงยิ่งน่าเชื่อถืออยู่ด้วย :)~
I Pad, you're a heartless
I Pad, you're a heartless bastard.
I Pad wrote:เอ๊ะ!
เมื่อวานในงานเวทีไต่สวนสาธารณะโดยศปช. หากมีใครได้ฟังคำบรรยายภาคเช้าของ พันตำรวจโท ดร ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ อาจารยืพิเศษคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ความคิดเห็นของคุณIPADนี่คือหนึ่งในเหยื่อที่ถูกสื่อคุกคาม สื่อสร้างความเกลียดชัง โดยผู้รับชมหรือฟังไ ม่มีวิจารณญาณพอหรือไมีแต่ด้ใช้วิจารณญาณน้อยจึงทำให้หลงงมงายปักใจเชื่ออย่างง่ายดาย เหยื่ออย่างนี้ในสังคมชั้นกลางมีค่อนข้างเยอะ น่าสงสารเขานะคะหากใครมีคำบรรยายสรุปหรือคลิปบันทึกการอภิปรายเมื่อวาน ก็นำมาให้คุณIPADsหน่อย ถือว่าให้ทานเพื่อนมนุษย์ เพื่อนที่ยังเห็นกงจักรเป็นปลักควายรึกันนะ
และสังเกตจากคำพูดของคุณIPADแล้วกล่าวหาว่าเสื้อแดงเปรียบดั่งไพร่แล้วเปรียบตัวเองเป็นคนอีกระดับก็คือคนชั้นกลาง น่าขันจริงๆเพราะตอนนี้สถานะความเป็นพลเมืองไม่ว่าไพร่แดงหรือชนชั้นปัญญาชนคนเสื้อเหลืองมันหายไปพร้อมกับรัฐบาลชุดนี้ที่บริหารประเทศมันและพวกพ้องริดรอนสิทธิ์ของประชาชนไปตั้งนานแล้วนะ พูดง่ายๆความเสมอภาคของชาวไทยถูกบดขยี้และโดนกดหัวโดยพวกกลุ่มชาตินิยมเพียงไม่กี่คนมาตั้งนานแล้ว ยังคิกว่ากลุ่มตนเองเหนือกว่าคนอื่น555
สุดท้ายหลักฐานของการเผาเมืองมันชัดกว่าหลักฐานของการบาดเจ็บล้มตายหลายเท่าเลยนะ เพราะ คนที่ เจ็บ พิการ ตาย ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดๆ แบบหลักฐานการเผานะ หรือถ้ามีเอามาให้ดูกันหน่อย
<<55555555ก็ดีสิ ถ้าให้ศาลพิจารณาพิพากษา(ไม่เอาแบบที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นตุลาการภิวัฒน์นะ กลัว)กันไปเลยว่าหลักฐานไหนมันชัดเจนกว่ากันเพราะพวกพี่น้องที่ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ พวกเขาเหล่านี้เป็นประประจักษ์พยาน หมายถึง พยานที่ได้รู้เห็นหรือสัมผัสกับเหตุการณ์ที่มาเบิกความด้วยตนเองโดยตรง ทั้งนี้ไม่ว่าจะรู้เห็นมาด้วยประสาทสัมผัสใด เช่น เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง ได้ยินเสียงด้วยหูของตนเอง ประสบภัยนั้นด้วยตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้นพี่เสกสิทธิ์ที่มีพยานวัตถุฝังอยู่ในตัวย่อมมีความน่าเชื่อถือกว่าพยานแวดล้อมอย่างพวกขี่เถ้า หรือคลิปที่เห็นแต่ควัน อยู่แล้วววว
อิอิ
ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของคนก
ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของคนกทม.ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หรือ ความเสียหายของคนเสื้อแดง(และไม่แดง)จากการสลายการชุมนุม ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือผู้มีปกครองในประเทศนี้ทั้งสิ้น อย่าลืมว่าความเสียหายจากการทะเลาะกันไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้ที่"เริ่มก่อน" เพราะต่างก็ต้องอ้างว่าอีกฝ่านหนึ่งเริ่มก่อนทั้งสิ้น คนเสื้อแดงพลาดที่คิดไม่ถึงว่า(จะมีคนสั่งให้)ทหารใช้กระสุนจริง ฆ่าจริง และฝ่ายผู้ปกครองก็พลาดที่คิดไม่ถึงว่าคนเสื้อแดงมีพลังถึงเพียงนี้ ส่วนการเผาทำลายตึกต่างๆในช่วงการสลายการชุมนุมนั้น จนบัดนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานประจักษ์ชัดว่า กระทำโดยใคร(บ้าง) อย่าลืมว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่องค์กรอย่างเป็นทางการ และการกระทำของสมาชิกคนใด(หรือแม้แต่แกนนำ) สมาชิกคนอื่นก็ไม่ใช่ต้องพลอยรับผิดชอบไปด้วย แต่ในทางกลับกัน ความเสียหายที่เกิดกับทุกปัจเจกบุคคลภายในรัฐนี้ ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ หากทำไม่ได้ ก็ย่อมเสียความชอบธรรมในการเป็นผู้ปกครอง
Alpenrose wrote:I Pad, you're
ไม่มีประโยชน์ เสียปากเราเปล่าๆ คนอย่างนี้ด่าไปก็เท่านั้น เห็น ID เขาแล้ว ไพล่ไปถึงเรื่องเปรตวัดระฆังทุกทีซิน่า
มันก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ
มันก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทั้งๆ ที่รู้อยู่
แต่ไม่มีใครจะทำอะไรได้เลย
เหมือนเล่าไปเล่ามา เพียงแค่ สี่เดือนก็กลายเป็นประวัติศาสตร์คนละหน้าๆไปเลย
การปกครองเผด็จการ โดยเอาอะไรที่ทุเรศมาบังหน้า มันเจ็บปวดยิ่งนัก
เวรกรรมมีจริง ขอให้ตามทันแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน
ประวัติศาสตร์ คือผู้ที่ชนะเป็นคนเขียน
ถ้าเทียบกับบ้านเมืองที่เจริญแล้ว เขาไม่เคยปกปิด ประวัติศาสตร์อันน่ารังเกียจของตัวเอง
มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มิเคยจะยอมรับความจริง
สร้างภาพ ด้วยเบื้องหลังอันเน่าเฟะ ชอบว่าคนอื่นไม่ดีตัวเองดี
ประเทศที่เป็นศรัตรู ก็ว่าเขาชั่วร้าย ในขณะที่บ้านเมืองเราไปเบียดเบียนผู้อื่น มิเคยจะกล่าวถึง
อันว่าสังคมไทย เป็นสังคมของพวกตอแหล จอมปลอมก็คงจะไม่ผิด
ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ขอให้สำนึกในสิ่งที่ตนกระทำลงไป
แต่จะเป็นปัญหาเรื้อยรัง เมื่อคนผิด ไม่รู้สึกตัวว่าตนเองกระทำผิด
เมื่อมีพรรคพวก พวกพ้องเข้าข้างว่าคนเองไม่ผิด ถึงมองข้ามการแก้ปัญหานั้นไป
นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาระดับการเมือง แต่นี้เป็นปัญหาระดับพื้นฐาน
ที่บ้านเมืองไทย ให้โอกาสคนที่กระทำผิดน้อยนิด แต่เปิดโอกาส
ให้กับผู้ที่กระทำผิด แต่ความผิดนั้นมิได้ถูกเปิดเผย
ทุกคนจึงอยู่อย่างปกปิดความผิด อย่างน่าภาคถูมิใจ
เพียงแต่อยู่อย่างเพียรภาวนาว่าความผิดนั้นจะไม่ถูกเปิดเผย
มิใช่เพื่อตัวเองจะได้มีโอกาสแก้ไข แต่เพียงให้ตัวเองสามารถอยู่ในสังคมปรกติสุข
แบบที่เคยมีมา ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา รักษาไปเถิด บาปกรรมจะคืนสนองเร็ววัน
โอว บร๊ะเจ้า
เห็นด้วยคะ ขอบคุรมากๆ
ประชาชนคนหนึ่ง
เดี๋ยวก็ได้เปลี่ยน ลิงค์ใหม่อีก จร้า
แนวร่วมสีแดง
หมามาร์คนี่แหละ
I Pad wrote:เอ๊ะ!
พวกที่ถูกยิงแลวไม่ตาย บาดเจ็บ
พวกที่ถูกยิงแลวไม่ตาย
บาดเจ็บพิการ
พวกทหารที่ยิงคนตาย
นายที่สั่งให้ทหารยิงฆ่าคน
นายกรัฐมนตรี
ครม.ผู้รับผิดชอบ
ผบ.ทบ.
พวกเหล่านี้ต้องได้รับการนิรโทษกรรมหมด
ยกเว้นคนเดียว
ทักษิณ
สาธุ สาธุ สาธุ
นวมทอง
ความจริงไม่ปรากฏ ความยุติธรรมไม่เกิด กับการทำนิรโทษกรรม สังคมไทยลืมง่ายกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ มันโหดร้ายและป่าเถื่อนเพียงใด หากเราทุกคนไม่ร่วมกันสถาปนาความจริง แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่เห็นด้วยกับการทำนิรโทษกรรม ที่ไม่เคยให้คำตอบใดๆกับสังคมเลย เศร้าจังที่ยังมีคนอย่างคุณนวมทองอยู่บนแผ่นดินนี้
พี่ I Pad สู้ๆครับ
พี่ I Pad สู้ๆครับ อย่าไปเชื่อครับพี่มันยิงกันเองทั้งนั้น ไม่มีหรอกทหารยิง ทหารที่ไหนจะกล้ายิง
โห คนไทยด้วยกัน บอกเค้าไปเลยครับพี อยากให้พี่บอกคนทั้งโลกเลยครับ คารมคมคายอย่างพี่
ต้องบอกคนทั้งโลกได้แน่ๆว่า ทหารไม่ได้ยิงประชาชน มีแต่คนโง่หรือพวกไม่มีสมองเท่านั้นแหละครับที่
"เชื่อว่า ทหาร "ฆ่า" ประชาชน " พี่ครับ ใครจะคิดต่างจากเรายังไงก็ตามเรามีสิทธิ์ ฆ่า เค้าด้วยเหรอครับ
ถ้าเค้าคือเพื่อนพี่ เพื่อนที่เคย ช่วยเหลือยามพี่ ไม่มีใคร
"ไม่ทราบว่านายกฯยังเป็นคนอยู่
"ไม่ทราบว่านายกฯยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า" ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าคนทั่วไป สูงกว่าทางกฏหมาย มีแต่คน
ใจดำอำมหิตเห็นแก่อำนาจของคนที่ปล้นเขามาเท่านั้นที่หน้าด้านนั่งอยู่ในอำนาจต่อไปได้บนซากศพ ซากปรักหักพังของประเทศ แด่นายกฯจบอ๊อกฟอร์ด
ญาติผู้ตาย ผู้บาดเจ็บ ไม่ต้อง
ญาติผู้ตาย
ผู้บาดเจ็บ
ไม่ต้องกลัวดอกว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
รัฐบาลนี้กำลังจะจัดให้
นิรโทษกรรมให้คนยิงและคนสั่งยิงไง? คือความยุติธรรม
ส่วนคนอนุญาติให้ยิง กฎหมาบอกว่าไม่ผิด ก็ต้องไม่ผิด ทุกคนต้องปฎิบัติตามกฎหมา