[5] ธงชัย วินิจจะกูล: มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน

(คลิกชม วิดีโอคลิป ด้านท้ายบทความ) “ การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ ‘เปิดประตู’ เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ปล่อยคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข) ปล่อยคุณดา (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล) และคนอื่นๆ ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว” ธงชัย วินิจจะกูล 000000 เกริ่นนำ เมื่อ 10 ปีก่อนในรายการเพื่ออาจารย์ชาญวิทย์เช่นกัน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่จะเสนอความคิดทางวิชาการครั้งสำคัญเพื่อให้งานสำหรับอาจารย์ชาญวิทย์มีความหมายต่อไปอีกนานๆ คราวนั้นจึงประมวลความคิดความรู้เสนอเรื่อง “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” เป็นหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์นิพนธ์และปรัชญาประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเป็นแขนงความรู้หนึ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญ วันนี้เป็นโอกาสสำคัญทำนองเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้ขอเลือกหัวข้อที่จัดอยู่ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อาจารย์ชาญวิทย์ให้ความสำคัญจนเป็นที่รู้จักกันดี การศึกษาประวัติศาสตร์มีหลายแบบ โดยมากจะสนใจลงรายละเอียดข้อเท็จจริงมากมายเพื่อต่อชิ้นส่วนของอดีตอีกชิ้นหนึ่ง แต่มีงานทางประวัติศาสตร์ การคิดทางประวัติศาสตร์อีกแบบคือ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างครอบคลุมเวลานับร้อยปี เพราะการศึกษาในแบบแรกซึ่งทำกันอยู่ทั่วไป มักมองไม่เห็นแนวโน้มใหญ่ๆทางประวัติศาสตร์ของสังคม มองไม่เห็นทั้ง “ป่า” มองเห็นแต่ “ต้นไม้” เป็นต้นๆหย่อมๆ ในวันนี้ผมอยากจะเพ่งมองลงไปที่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยใน 100 กว่าปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มเกิด “สยามใหม่” ก็ว่าได้ พยายามมองในกรอบเวลากว้างไกล เราจะเห็นอะไร แน่นอนว่ามีหลายแง่มุมให้เราเพ่งมอง เช่นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือประวัติศาสตร์ชนบทไทย แน่นอนว่าเราอาศัยความได้เปรียบที่เรามีชีวิต 100 ปีหลังจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ได้เห็นความคลี่คลายของสังคมไทย 100 ปีให้หลัง ถ้าเรามองจากปัจจุบัน มองภาพรวมของกระแสความเปลี่ยนแปลงในร้อยปี เราจะเห็นอะไรบ้าง สิ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือ มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในความเข้าใจของเราและของบทความนี้ ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 2 นัย คือ หนึ่ง สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีคุณูปการมหาศาลต่อปัจจุบัน ช่วยให้สยามอยู่รอดเป็นเอกราชและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองเจริญสถาพรทุกด้าน สอง แต่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รวบอำนาจในมือกลุ่มเจ้า ไม่เปิดโอกาสแก่สามัญชนที่มีความรู้ความสามารถในระบบราชการ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ ดังนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ซึ่งถือว่าเป็น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” เรามักเข้าใจกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว หากนับจากปีที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชอำนาจอย่างเต็มที่ประมาณปี 2425 และเริ่มการปฎิรูปครั้งใหญ่ จนถึง 2475 สมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอายุประมาณ 50 ปีเท่านั้น ทุกวันนี้คนจำนวนมากเอาทั้งสองนัยมารวมกันคือ สรรเสริญทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์และคณะราษฎร (โดยเฉพาะ 30 ปีหลังมานี้ที่คณะราษฎรและปรีดี พนมยงค์ได้รับการกอบกู้เกียรติภูมิขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ประวัติศาสตร์มาตรฐานเน้นนัยแรก และโทษว่าปัญหาหนักหน่วงใดๆของสังคมการเมืองไทยหลังจากนั้นไม่เกี่ยวข้องกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปเพราะ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จบไปแล้ว บาปเป็นของคณะทหารเริ่มจากจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นต้นมา สิ่งที่ผมเห็นจากการมองประวัติศาสตร์แบบมุมกว้างกลับพบว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่จบอย่างที่คิด เพราะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สร้างฐานรากหลายๆด้านแก่สังคมการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นฐานรากของปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของปัจจุบันด้วย ปัญหาสำคัญหลายอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แก้ยากเย็นเหลือหลายเพราะเรื้อรังมานาน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพราะเรานึกว่าจบไปแล้ว คณะราษฎรยุติระบอบการเมืองอย่างเป็นทางการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ไม่ตระหนักรู้เพียงพอถึงรากฐานที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างไว้ คณะราษฎรจัดการกับปัญหาสำคัญบางด้าน แต่กลับสืบทอดมรดกหลายอย่างของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาด้วยซ้ำ ขอได้โปรดเข้าใจว่าการประเมินย้อนหลังเช่นนี้มิใช่กล่าวโทษหรือลดคุณูปการของบรรพบุรุษในอดีต ทุกคนมีข้อจำกัดตามยุคสมัยด้วยกันทั้งนั้น และคุณูปการทุกอย่างย่อมมีด้านที่เป็นปัญหาซึ่งมักโผล่ตัวหลายสิบปีหลังจากนั้น เราต้องทั้งเคารพอดีตยามที่เราศึกษาเหตุการณ์และมนุษย์ในอดีต แต่ต้องกล้ามองอดีตจากปัจจุบันยามที่เราแสวงหาบทเรียนหรือประเมินผลของอดีตต่อปัจจุบัน ทำไม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีมรดกลึกซึ้งกว้างไกลขนาดนั้น เพราะว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ระบอบอำนาจและยุคสมัยที่ให้กำเนิดและหล่อหลอมรัฐไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือระบอบอำนาจที่ทั้งก่อให้เกิดและเป็นผลผลิตของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงขณะที่สยามเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็น Defining Period ของสยามยุคสมัยใหม่ หมายถึง เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยและสังคมไทยตัดสินเลือกทางเดินสำคัญๆที่มีผลกำหนดอนาคตของสยามประเทศต่อมาอีกนาน เป็นยุควางรากฐาน เสาเข็ม โครงสร้างของรัฐและภาวะสมัยใหม่ของไทย บ้านหลังนี้เปลี่ยนผนังกั้นห้อง ทาสีใหม่ไปแล้วหลายรอบ แต่ฐานราก เสา โครงสำคัญกลับยังไม่เคยเปลี่ยน กล่าวอีกอย่างคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7 ผลผลิตสำคัญที่สุดของสมบูรณาญาสิทธิราชย์คือประเทศไทยสมัยใหม่นั่นเอง มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่สืบทอดมาอย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในกรอบที่วางไว้ตั้งแต่ 100 ปีก่อน เอาเข้าจริงแทบทุกอย่างที่จะเสนออาจกล่าวได้ว่านักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ก็พอมองเห็นมาก่อน แต่พวกเขามองเห็นว่าเป็นคุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองขอให้อยู่ต่อไปอีกนานๆ นั่นเป็นจุดยืนและมุมมองแบบเจ้ากรุงเทพฯที่นักประวัติศาสตร์มักรับเอามาเป็นของตน จนทำให้มองไม่เห็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน นั่นคือ คุณูปการที่น่าเฉลิมฉลองน่าภาคภูมิใจนั้น กลับเป็นกรอบกำแพงที่กักขังสังคมไทยไว้ จนไม่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเวลาที่เปลี่ยนไป หลายประเด็นเป็นข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถแม้แต่จะคิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว หรือถึงกับรังเกียจ ลงโทษ ทำร้ายคนที่คิดออกนอกกรอบกำแพงดังกล่าว อะไรบ้างคือมรดกเหล่านั้น ในที่นี้จะขออธิบายเริ่มจากบริบท แล้วจะกล่าวถึงมรดกเป็นเรื่องๆไป เริ่มจากรัฐ ระบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย ต่อด้วยเรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ได้แก่พุทธศาสนา อุดมคติทางสังคม ความรู้ประวัติศาสตร์ และลงท้ายที่ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ ในตอนท้ายสุด จะกล่าวถึงทัศนะท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกันว่าเกี่ยวข้องกับปัจจุบันอย่างไร บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่นี้ขอย้ำบริบทสำคัญเพียงประการเดียว นั่นคือ สภาวะกึ่งอาณานิคมของสยาม ความเข้าใจที่ว่าสยามไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นนั้นไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ไม่ถูกความเข้าใจนี้จำกัดปิดกั้นความคิดวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์อย่างมากจนหลงทิศทางมาตลอด สภาวะกึ่งอาณานิคมกล่าวโดยสรุปหมายถึง · สยามตระหนกต่อกำลังของมหาอำนาจยุโรป แม้แต่จีนซึ่งเป็นจักรวรรดิใหญ่ของอารยธรรมสมัยก่อนยังพ่ายแพ้ต่อจักรวรรดินิยมยุโรป แม้แต่พม่าซึ่งเป็นอริที่เข้มแข็งในโลกทัศน์ของสยามก็พ่ายแพ้ราบคาบ สยามตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว · แต่ชนชั้นนำสยามให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจยุโรปอย่างดี ทั้งเพราะเกรง เพราะเห็นการณ์ไกล และเพราะได้ประโยชน์มาก ความรู้และเทคโนโลยี่การปกครองแบบใหม่ เพิ่มกำลังอำนาจของชนชั้นนำสยาม การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอาณานิคมระดับโลกให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำสยาม · เป้าหมายสำคัญของการปรับตัวเพิ่มอำนาจ มิใช่แค่การทัดทานฝรั่ง แต่เพื่อรักษาสถานะเดิมที่เป็นอธิราชเหนืออาณาจักรหลายแห่งในภูมิภาค ในยามที่อธิราชคู่แข่งร่วงลงทีละแห่ง ความเป็น “เอกราช” ที่สยามต้องการมิได้แค่หมายถึงเป็นอิสระจากฝรั่ง แต่หมายถึงต้องการรักษาสถานะองค์ราชาที่เป็น “เอก” เหนือราชาทั้งหลาย · สยามใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นทั้งผู้ด้อยกว่าจักรวรรดิยุโรป และเป็นเจ้าจักรวรรดิ “พี่เบิ้ม” ของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน · ชนชั้นนำสยามไม่ถูกโค่น พวกเขาเป็นอำนาจนำในการเลือกสร้าง เลือกรับปรับเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีของรัฐสยามใหม่ ที่กล่าวว่า สยามเลือกรับของดีทิ้งของเสียจากตะวันตก จึงหมายถึงเลือกสิ่งที่ชนชั้นนำเห็นว่าดีสอดคล้องผลประโยชน์ จริต รสนิยม อุดมคติของตน การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างจึงเป็นไปได้เพราะพวกเขาเลือกทำตามผลประโยชน์ของตน ยังไม่มีพลังทางสังคมกลุ่มอื่นที่มีผลประโยชน์เป็นของตนเองต่างจากพวกเจ้าในยุคนั้น · การกระทำทั้งหลายทั้งปวงเพื่อ “รักษาเอกราช” จึงแยกไม่ออกจากการรักษาอำนาจ รักษาสถานะเดิมและผลประโยชน์ของชนชั้นนำสยามในขณะนั้น ทั้งสองอย่างเป็นอย่างเดียวกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการสอนเราด้านเดียวว่าเป็นการรักษาเอกราช แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นอีกด้านที่แยกกันไม่ออก ซึ่งก่อมรดกมากมายมาสู่ปัจจุบัน รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน เรารู้กันดีว่าการสถาปนาระบบการปกครองหัวเมืองและระบบราชการสมัยใหม่ที่กรุงเทพฯเป็นผลงานเอกและเป็นหลักหมายของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่ยังมีศึกษากันไม่พอก็คือ รัฐที่ดูเหมือนสมัยใหม่นั้นอยู่บนฐานจารีตเดิมขนาดไหนอย่างไร ผลผลิตหรือรัฐแบบฝรั่งใส่ชฎาหรือนุ่งผ้าม่วงเขมรใส่เชิ้ตฝรั่งที่ตกทอดมาถึงเรานั้น แท้ที่จริงเป็นรัฐแบบไทยๆอย่างไร ก่อปัญหาแบบไทยๆในยุคต่อมาขนาดไหน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องรัฐรวมศูนย์และเรื่องอฺธิปไตยเหนือดินแดน ซึ่งเป็นฐานของระบบบริหารที่ล้าหลังไม่ยอมปรับตัว ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ และลัทธิเสียดินแดน ก่อนมีอธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันนั้น สยามเป็นรัฐราชาธิราช องค์อธิราชอ้างความชอบธรรมจากบุญญาบารมีที่สูงส่งกว่ากษัตริย์อื่น ทำตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่ที่แผ่ร่มบรมโพธิสมภารเหนือกษัตริย์รายอื่นซึ่งเป็นเจ้าพ่อรายย่อยกว่า ดินแดนไม่ใช่ฐานของอำนาจแบบรัฐราชาธิราช อธิปไตยเหนือดินแดนแบบปัจจุบันของสยามเป็นการแปร “ร่มบรมโพธิสมภาร” หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นปริมาณที่มีขอบเขตชัดเจนบนผิวโลก การแปรเปลี่ยนนี้จึงต่างลิบลับตรงข้ามกับกำเนิดของอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่ในยุโรปเมื่อกลางศตวรรษที่ 17 พัฒนาการของ nation-state ในยุโรปในศตวรรษที่ 18-19 ก็เป็นคนละเรื่องกับกำเนิดชาติและสยามประเทศในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐชาติสยามคือการแปลงร่างรัฐราชาธิราชออกมาเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีฐานอยู่กับดินแดน กระบวนการแปลงร่างนี้อาศัยกระบวนการ 2 ด้านควบคู่กัน กระบวนการแรกคือ ผนวกประเทศราชเดิมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองแบบ “เทศาภิบาล”ที่ใช้ดินแดนเป็นฐาน เรารู้จักกระบวนการนี้ในนามของการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณปลายทศวรรษ 2420 แต่ประกาศเป็นทางการเมื่อ ร.ศ.111 (2435) กระบวนการที่สองคือ ใช้กำลังทหารเข้าครอบครองแย่งชิงดินแดนที่อธิปไตยเดิมกำกวมซ้อนทับกันระหว่างอธิราชหลายองค์ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 คือผลของการแย่งชิงประเภทนี้กับฝรั่งเศสแล้วสยามแพ้ สยามจึงไม่เคยพ่ายแพ้จนจะตกเป็นอาณานิคม แต่สยามแย่งดินแดนกับเขาแล้วแพ้ เอามาเป็นของสยามไม่ได้ เสียพระเกียรติยศของเจ้าพ่อรายใหญ่ การแปลงร่างเกิดเป็นสยามขวานทอง จึงเป็นผลลัพธ์ของความพ่ายแพ้ชนิดนี้ ดินแดนถูกกำหนดขอบเขตโดยมหาอำนาจยุโรป ไม่ใช่เสียดินแดนแต่เพราะได้เพียงแค่นี้ และเป็นผลลัพธ์ของผนวกประเทศราชเดิมเข้าในบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งสยามเก่าไม่เคยมีมาก่อน มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งทอดต่อมาในเรื่องนี้ได้แก่ ประการแรก ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์เกิดขึ้นเพื่อบริหารบงการบูรณภาพเหนือดินแดนแบบใหม่ เป็นความจำเป็นเพื่อยึดผนวกหัวเมืองและประเทศราชเดิมไว้ในมือกรุงเทพฯอย่างแข็งแกร่งในยามต้องการรักษาอำนาจแต่ตระหนกต่อจักรวรรดินิยมยุโรป การปกครองดินแดนแบบใหม่เริ่มต้นโดยอธิราชเดิมแปลงร่างเป็นรัฐบาลกลางของรัฐแบบใหม่ เจ้าเมืองเดิม เจ้าครองนครประเทศราชเดิม ล้วนแต่อ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองสร้างระบบปกครองที่มีอิสระสักหน่อยจากศูนย์กลาง ครั้นเจ้าเมืองเดิมพยายามเช่นนั้นก็ถูกปราบรุนแรงราบคาบทุกแห่งทั้งในหัวเมืองล้านนา หัวเมืองลาว และหัวเมืองปัตตานีในปี 2445 (ร.ศ.121) ระบบรวมศูนย์ที่แข็งทื่อไม่ยืดหยุ่นให้อำนาจล้นหลามเกินจำเป็นแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา ให้ผลประโยชน์มหาศาลแก่ขุนนางที่กรุงเทพฯเพราะดูดซับทรัพยการจากทั้งประเทศมาเจือจุนกรุงเทพฯแม้ว่าจะเป็นระบอบหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้วก็ตาม ระบบนี้ขัดขวางการกระจายอำนาจ ไม่ยอมให้อำนาจแก่ประชาชนท้องถิ่นตัดสินอนาคตของตัวเอง ระบบนี้ไม่เคยถูกทบทวนในยุคต่อมารวมทั้งหลัง 2475 แถมแข็งแกร่งขึ้นภายใต้รัฐทหารที่อ้างภัยต่อความมั่นคงของชาติในยุคสงครามเย็น ประการที่สอง ระบบรวมศูนย์ถูกค้ำจุนด้วยลัทธิรัฐเดี่ยว (เอกรัฐ) แบบแข็งทื่อ นั่นคือ ความเชื่อ ว่า รัฐไทยต้องอยู่ใต้ระบบปกครองที่เหมือนๆกันทั้งประเทศ การกระจายอำนาจถูกหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกของความแตกแยกไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศไทย เอกราชต้องหมายถึงดินแดนทุกส่วนต้องอยู่ใต้การปกครองจากกรุงเทพฯเหมือนๆกัน การต่อสู้เรื่องกระจายอำนาจจึงยากลำบากแสนเข็ญ เพราะถูกสงสัยเป็นประจำว่าจะทำให้ประเทศแตกแยกเป็นส่วนๆ แม้ว่าการกระจายอำนาจจะเป็นจริงมากขึ้นหลังสงครามเย็นในประเทศสิ้นสุดลง รัฐไทยยอมรับความหลากหลายของภูมิภาคและท้องถิ่นมากขึ้นนับจากกลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังแข็งแกร่งอยู่ ดูได้จากการจัดการวิกฤตชายแดนใต้ไม่ว่าโดยรัฐบาลไหนก็ตามนี่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกอย่างที่เป็นปัญหาหนักหน่วงในปัจจุบัน ความเชื่อว่าประเทศไทยต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน เป็นแบบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งผืน เพื่อความมั่นคงรักษาเอกราชไว้ ยังเป็นฐานของลัทธิ “ความเป็นไทย” ที่คับแคบตายตัว ซึ่งก่อตัวเติบโตมากับสยามใหม่ที่มีจินตนาการผูกติดกับอธิปไตยเหนือดินแดนแบบไทยๆ มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้เป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมไทยจนปัจจุบัน ประการที่สามลัทธิเสียดินแดน แม้สยามไม่เคยตกเป็นอาณานิคม แต่กลับมีลัทธิความเชื่อทางประวัติศาสตร์ไม่ต่างกับประเทศอาณานิคม คือ เชื่อว่า เสียดินแดนให้นักล่าอาณานิคม ลัทธิเสียดินแดนเป็นมรดกความเชื่อทางประวัติศาสตร์ ที่รับเอามุมมองและความคิดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของเรา ถ้าเราคิดอย่างอิสระแบบคนไม่ใช่เจ้า หรือคิดจากมุมมองของเจ้าเวียงจันทน์ ยโสธร มุกดาหาร สุวรรณเขต พวน กัมพูชา ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเข้าใจลัทธิเสียดินแดนของไทย อานุภาพของลัทธิเสียดินแดนมีมากขนาดไหนคงไม่ต้องอธิบายกันอีก แต่อยากขอสรุปแต่เพียงว่า ลัทธิเสียดินแดนเป็นเสาหลักประการหนึ่งของลัทธิชาตินิยมของไทยมาจนถึงปัจจุบัน พุทธศาสนากับความเป็นไทย พุทธศาสนาในสยามผ่านการปฎิรูปทางภูมิปัญญาครั้งใหญ่ในต้นศตวรรษที่ 19 โดยขบวนการธรรมยุตินิกายของวชิรญาณภิกษุ (เจ้าฟ้ามงกุฎ) ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือความเข้าใจต่อ “ศาสนา” อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน พุทธศาสนาต้องมิใช่ความเชื่อที่อธิบายโลกธรรมชาติทั้งปวงอีกต่อไป แต่ทำให้ศาสนาเป็นระบบความเชื่อทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และเป็นความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล การตีความปรัชญาความคิดพุทธศาสนามีต่อมาอีกมากมายในสังคมไทยแต่โดยมากอยู่ภายในกรอบของพุทธศาสนาอย่างที่วางไว้แล้วแต่ครั้งนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพุทธศาสนาในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีสองประการ คือ ประการแรก สถาปนาคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ตามแบบการปกครองของรัฐ และแผ่ขยายความคิด การตีความและคัมภีร์ที่กรุงเทพฯถือเป็นมาตรฐานออกไปเพื่อตะล่อมให้พุทธศาสนาบนแผ่นดินสยามคล้ายคลึงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นในครึ่งหลังของรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ประการที่สอง ทำให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ กระบวนการนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงริเริ่มลัทธิชาตินิยมตามแบบของพระองค์ แม้คนที่อาศัยบนแผ่นดินสยามจะนับถือศาสนาพุทธเถรวาทเป็นส่วนใหญ่มานานหลายร้อยปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 20 แต่ความคิดเรื่องความเป็นไทยเพิ่งถูกประมวลก่อรูปร่างขึ้นมาเป็นวาทกรรมทรงพลังในต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง วาทกรรม “ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์” เพิ่งเกิดขึ้น พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นการเมืองวัฒนธรรมประการสำคัญของไทย และกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชาตินิยมไทยสมัยใหม่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์นี่เอง มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ข้อนี้ยังคงอยู่กับเราในปัจจุบันอย่างแข็งแกร่ง การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาแทนที่จะเป็นเรื่องความเชื่อของปัจเจกบุคคลและเสรีภาพที่จะเชื่อหรือไม่ของแต่ละคน กลับถูกถือเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ความหลากหลายของความคิด ความเชื่อและวิถีปฎิบัติของแต่ละท้องถิ่นถูกจำกัดทำลายลงไปมากตั้งแต่ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 แม้ว่าอำนาจรัฐไม่มีทางขจัดความหลากหลายระดับท้องถิ่นให้หมดสิ้นก็ตาม สังคมไทยปกติที่พึงปรารถนา: A Buddhist Organic Society ความสัมพันธ์ทางสังคมตามจารีตของไทยเป็นแบบสูงต่ำตามลำดับชั้นของบุญบารมี โดยผูกติดกับเครือข่ายระบบมูลนายอันแผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคม แต่แยกเป็นส่วนๆตามหัวเมืองตามกรมกองสังกัด สังคมไทยไม่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงที่โยกคลอนความสัมพันธ์ชนิดนี้อย่างถึงราก ความเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่และรัฐสมัยใหม่ของสยามคือการปรับความสัมพันธ์แบบคนสูงต่ำไม่เท่ากันนี้ให้เข้ากับสังคมกระฎุมพีและเข้ากับรัฐรวมศูนย์และระบบราชการใหม่ สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์แห่งชาติกับราษฎรไทยทั้งมวลทั่วไป ประชากรไทยไม่เคยเป็น citizen ที่เท่าเทียมกันและมีความสัมพันธ์กันตามแนวนอน สังคมไทยสมัยใหม่ไม่เคยเป็นที่รวมของปัจเจกชน (individuals) ที่นับเป็นหน่วยทางสังคมในตัวเอง การปรับตัวนี้เริ่มมาก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือมากับการเติบโตของการค้าและเศรษฐกิจเมืองตลอดศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ แต่ความคิดหรือเราอาจเรียกว่าเป็นทฤษฎีหรือปรัชญาการเมืองของไทยเพิ่งจะประมวลขึ้นมาในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ผมขอเรียกว่าเป็นสังคมอินทรียภาพแบบพุทธ (Buddhist Organic Society) สังคมอินทรียภาพแบบพุทธ คือแนวคิดที่เน้นว่าสังคมจะปกติสุขและจะเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยต่างๆของสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนและทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน (harmony) เปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆของร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่างๆกันความสำคัญไม่เท่ากัน แต่ต้องประสานสอดคล้องกันจึงจะไม่เจ็บป่วย องค์รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ทุกๆคนล้วนมีความสำคัญเพราะทุกอวัยวะทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญ ความสามัคคีที่เป็นคาถาในอาร์มแผ่นดินมีรากมาจากพุทธศาสนา ได้รับการตีความให้เข้ากับปรัชญาสังคมอินทรียภาพแบบพุทธของไทยสมัยใหม่ สังคมไทยจึงเรียกร้องและเน้นความสามัคคีและหน้าที่กันเหลือเกินตั้งแต่ออกจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน สังคมไทยกลัวความขัดแย้งและจัดการความขัดแย้งไม่ค่อยเป็น สังคมไทยจึงเน้นหน้าที่และความรับผิดชอบเพราะเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของบุคคลที่สังกัดขึ้นต่อผู้อื่น มากกว่าสิทธิและเสรีภาพซึ่งเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นของปัจเจกภาพ (เราท่านคุ้นเคยกับความคิดสังคมอินทรียภาพแบบพุทธจนอาจคิดว่า เรื่องความสามัคคีเป็นสามัญสำนึกของคนทั้งโลกเหมือนๆกัน อาจนึกไม่ออกว่ามีทฤษฎีหรือปรัชญาสังคมแบบอื่นที่สร้างให้เกิดค่านิยม วัฒนธรรม ตลอดจนถึงบุคลิกภาพทั่วๆไปของคนในสังคมนั้นๆที่ต่างออกไป อันที่จริงปรัชญาสังคมอินทรียภาพมีหลายแบบทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก สังคมตะวันตกสมัยใหม่หลายแห่งถือว่าคนเท่ากัน สัมพันธ์ในแนวนอน ปัจเจกชนและสังคมขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งที่อยู่ในกรอบและแปรเป็นพลังสร้างสรรค์) ลัทธิประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมที่ยังทรงอิทธิพลแข็งแกร่งถึงทุกวันนี้ก็เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์นิพนธ์ เป็นแบบสมัยใหม่เริ่มต้นราวกลางศตวรรษที่ 19 แต่ไม่มีข้อเสนอเรื่องเล่าประวัติของชาติที่กลายเป็นแม่บทของประวัติศาสตร์ไทย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างก็ตาม แม่บทประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยมก่อตัวขึ้นในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ลงตัวประมาณประมาณปี 2460 เศษโดยเป็นผลของเรื่องเล่า 2 กระแสมาบรรจบผสมกัน กระแสแรก คือกำเนิดสยามเป็นอารยธรรมเก่าแก่ศิวิไลซ์มาแต่โบราณ ไม่ใช่สืบมาจากพุทธทำนาย หรือวงศ์อวตารอีกต่อไป ประวัติศาสตร์สุโขทัยทำหน้าที่นี้อย่างสำคัญที่สุด แต่อิงอยู่กับจารึกพ่อขุนรามฯ แทบทั้งสิ้น และใช้การตีความแบบเป็นเหตุเป็นผลเข้าอธิบายตำนานปรัมปราเกี่ยวกับพระร่วง สร้างเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่ขึ้นมา (ดังนั้นข้อสงสัยเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามฯจึงกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติอย่างมาก) กระแสสอง ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอกราชของสยาม โครงเรื่องหลักคือการเสียกรุง 2 ครั้งและกู้อิสรภาพกลับมา 2 ครั้ง เรื่องเล่าชุดนี้ใช้ทัศนะชาตินิยมต่อต้านการรุกรานของต่างชาติอันเป็นผลของ ร.ศ.112 เข้าตีความข้อมูลเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดาร ผลคือประวัติศาสตร์ต่อต้านผู้รุกรานล่าอาณานิคมในระยะเดียวกับที่ประวัติศาสตร์ทำนองเดียวกันเริ่มเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน แต่ผู้รุกรานสยามกลับไม่ใช่ฝรั่งนักล่าอาณานิคม กลับเป็นพม่า - อริเก่าของยุคโบราณ เราอาจจะกล่าวกลับกันได้ว่า เอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ไทยรบพม่าเป็น allegory ของประวัติศาสตร์ต่อต้านฝรั่งนักล่าอาณานิคม เรื่องเล่ากระแสนี้จึงเป็นผลผลิตของ ร.ศ.112 อย่างชัดเจน แกนกลางของประวัติศาสตร์ทั้ง 2 กระแสคือ พระมหากษัตริย์ที่เป็นผู้นำของรัฐชาติ ดังนั้นจึงเรียกว่าประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม ซึ่งเคยเสนอไปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ เหล่านี้คือ มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน แม้มีความเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องเหล่านี้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายในกรอบเดิมทั้งสิ้น คงเห็นแล้วว่าครอบคลุมมิติหลักๆของรัฐและสังคมไทยปัจจุบันขนาดไหน มรดกสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ขอกล่าวถึงเป็นอย่างสุดท้าย เป็นปัจจัยที่ยึดโยงรากฐานของรัฐสมัยใหม่ทุกประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นคือ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ [ทำไมต้องวงเล็บรอบคำว่า “สถาบัน” จะเข้าใจได้ต่อไป] ระบบการปกครองใหม่ของจักรวรรดิกรุงเทพฯ อธิปไตยเหนือดินแดนที่แปลงร่างมาจากพระบรมโพธิสมภารขององค์อธิราช ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนาของไทย และ สังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด รากฐานสำคัญๆในระบบการเมืองและวัฒนธรรมการเมืองของไทยสมัยใหม่ มีพระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วม ภาวะเช่นนี้ไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะรากฐานดังกล่าวทั้งหมดถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยชนชั้นนำที่ถือเอาพระมหากษัตริย์เป็นใจกลางของรัฐสังคมสมัยใหม่ของสยามเพื่อประโยชน์ของชนชั้นตน แต่พระมหากษัตริย์สมัยใหม่ (modern monarchy) ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีบทบาทสถานะเปลี่ยนจากยุคสยามเก่าอย่างสำคัญ กล่าวคือนอกจากทรงเป็นสมมติเทพและผู้ทรงบุญบารมีสูงสุดในแผ่นดินตามคติฮินดู-พุทธที่ปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ภารกิจของพระองค์กลับมิใช่เพียงแค่ทรงทศพิธราชธรรมเพื่อให้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์แผ่ปกป้องคุ้มครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้พ้นทุพภิกขภยันตรายนานาชนิดตามคติความเชื่อแต่โบราณ แต่ทรงเป็นผู้นำรัฐบาลผู้บริหารระบบราชการกระทรวงทบวงกรมแบบใหม่ที่มีหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ของราษฎร เช่น สร้างถนน คูคลอง น้ำประปาสาธารณูปโภคและการศึกษาแก่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่รัฐโบราณไม่เคยต้องรับผิดชอบ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือกลไกรัฐทั่วทั้งแผ่นดินนี่เองกลับมีความสัมพันธ์กับประชาชนอย่างที่พระมหากษัตริย์สมัยเก่าไม่เคยต้องเผชิญคือ เป็นพระมหากษัตริย์แบบสาธารณะ (public) ถึงแม้จะยังไม่ถูกตรวจสอบจากสาธารณะและอำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของประชาชน แต่พระมหากษัตริย์มาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ (public sphere) สาธารณชนรับรู้และสื่อสารกันเกี่ยวกับพระองค์ จึงย่อมหนีไม่พ้นวาทกรรมในสังคมเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีทั้งพระปิยมหาราชของสาธารณชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และพระมหากษัตริย์ที่โดนสาธารณชนโค่นล้มเป็นครั้งแรก พระมหากษัตริย์ที่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองท่ามกลางมหาชนชาวสยาม ย่อมออกหัวก็ได้ ออกก้อยก็ได้ เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จะบังคับให้ประชาชนใช้เหรียญที่มีแต่หัวทั้งสองด้านย่อมไม่ได้เพราะประชาชนรู้ว่าเป็นของปลอมของเก๊ แม้ว่าความไม่พอใจของสาธารณชนคนเมืองจะมีมากจนมีส่วนหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 แต่ทั้งคณะราษฎรและผู้ไม่นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์อื่นๆ กลับแตะต้องมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มากเท่าไรนัก คณะราษฎรเห็นความล้มเหลวของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัชกาลที่ 6 และ 7 แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยซ้ำไปว่ารัชกาลที่ 5 คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ผู้นำคณะราษฎรแทบทุกคนถือเอาพระปิยมหาราชเป็นแบบอย่างกษัตริย์และผู้นำที่พึงปรารถนา ซึ่งไม่ต่างจากความปรารถนาของพวกเจ้าทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลัง การเปลี่ยนแปลงที่คณะราษฎรกระทำมีความสำคัญและมีผลกระทบมหาศาลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความกล้าหาญและคุณูปการของคณะราษฎรเป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ แต่มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระดับรากฐานยังสืบทอดต่อมา แม้แต่อำนาจฝ่ายเจ้าและบทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองของ(สถาบัน)พระมหากษัตริย์ก็ได้รับการรื้อฟื้นในเวลาต่อมา เมื่อฝ่ายเจ้าฟื้นอำนาจหลังการรัฐประหาร 2490 นั้น พวกเขามีทุนอยู่แล้วในการเมืองวัฒนธรรมและภูมิปัญญา สิ่งที่ฝ่ายเจ้าทำคือ รื้อฟื้นฐานความชอบธรรมที่อิงอยู่กับคติฮินดู-พุทธแต่โบราณ รื้อฟื้นพระมหากษัตริย์อันศักดิ์สิทธิ์ กับสร้างพระมหากษัตริย์ของมหาชนชาวสยาม (popular monarchy) ขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นพยายามแก้ไขคือ แทนที่จะกลับสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์เป็นหัวหน้ารัฐบาลเอง ต้องรับผิดรับชอบเอง ฝ่ายเจ้ากลับออกแบบระบบการเมืองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ เหนือ การเมืองในความหมายที่ต่างตรงข้ามกับที่คณะราษฎรพยายามกำหนด นั่นคือ แทนที่จะหมายถึงหลุดพ้นออกไปจากระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายเจ้ากลับทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ข้างบนของระบบการเมืองปกติอีกทีหนึ่ง ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงเชื่อว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับระบบการเมืองที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีกเพราะมีรัฐบาลเป็นผู้รับสนองความผิดแทน สถานะเหนือการเมืองชนิดนี้มีกลไกเสริมความมั่นคงไม่ให้ต้องเผชิญการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ที่สำคัญคือ ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะละเมิดมิได้ ฟ้องเอาผิดไม่ได้ นี่เป็นการรับเอากลไกทางกฏหมายของฝรั่งมาใช้อย่างผิดฝาผิดตัวเพื่อประโยชน์ของฝ่ายเจ้าเอง (“เลือกสิ่งดี”) กล่าวคือในบางประเทศที่มีกลไกนี้ ก็เพื่อคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรงทำอะไรเลยทางการเมือง แต่ฝ่ายเจ้าของไทยเอามาใช้เป็นเกราะกำบังพวกกษัตริย์นิยมที่กำลังรื้อฟื้นบทบาทสถานะพิเศษทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง นี่คือภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของ “มาตรา 112” ในปัจจุบัน และเป็นประด็นที่แทบไม่มีใครกล่าวถึงในการโต้แย้งกันเกี่ยวกับกฏหมายนี้ พระมหากษัตริย์สมัยใหม่แบบใหม่ (“Modern Monarchy 2.0”) นี้เริ่มต้นมากับยุคเผด็จการทหารขนานแท้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลัง 2490 เติบโตเข้มแข็งขึ้นภายใต้เผด็จการทหารยุคพัฒนา และบรรลุจุดหมายโดยพื้นฐานเมื่อโค่นเผด็จการทหารลงในปี 2516 ใช้เวลาเสริมสร้างความมั่นคงในเวลา 15 ปีต่อมา ในที่สุดฝ่ายเจ้าก็สามารถสถาปนาพระมหากษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รักของมหาชนและอยู่ข้างบนของระบบการเมืองได้สำเร็จ นี่คือมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปรับตัวกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในยุคของเรา ฝ่ายเจ้าคงคิดว่านี่เป็นบทบาทสถานะทางการเมืองที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดได้ประโยชน์ที่สุด พวกเขาต้องการให้เป็นแบบนี้ตลอดไป หรือกล่าวอีกอย่างคือ ต้องการให้เป็น “สถาบัน” แต่บทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์แบบนี้กำลังเผชิญปัญหา ขอย้ำว่าไม่ใช่เพราะพวกล้มเจ้า ทักษิณ หรือนักวิชาการที่ออกมาเตือน แต่เป็นเพราะบทบาทสถานะแบบนี้มีปัญหาในตัวเองที่ไม่มีทางแก้ตกและไม่มีทางอยู่ยั่งยืนได้ตลอดไปอย่างที่ฝ่ายเจ้าปรารถนา ปัญหาในตัวเองนี้เป็นปัญหาเดียวกันกับที่นำไปสู่ “อวสานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เมื่อ 80-100 ปีก่อน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกเมื่อปี 2469 ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมาะสมกับประเทศสยาม “ตราบเท่าที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ดี…ทว่าแนวความคิดนี้เป็นแต่เพียงทฤษฎี....ไม่แน่นอนว่าเราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ” คำกล่าวของพระองค์ ใช้ได้กับบทบาทของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์หลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน ปัญหาในตัวเองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลังมี 2 ประการได้แก่ หนึ่ง บทบาทสาธารณะกับความต้องการอยู่ในสถานะศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้และเป็นที่รักของมหาชนอย่างสัมบูรณ์ ไปด้วยกันไม่ได้ ดังได้อธิบายไปแล้วถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลังรัชกาลที่ 5 จะบังคับให้มหาชนชาวสยามใช้เหรียญที่ออกหัวทั้งสองด้าน ไม่มีก้อย จะไปได้นานสักเท่าไรกัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีคนร้องเรียนว่าเป็นเหรียญเก๊ อำนาจบุญบารมีแบบพระมหากษัตริย์โบราณไม่อาจกลบเกลื่อนความแตกต่างทางสังคมในการเมืองสาธารณะได้อีกต่อไป จึงไม่มีใครหรือสถาบันใดที่สามารถมีบทบาททางการเมืองโดยไม่ต้องขัดแย้งในทางสาธารณะ ถ้าจะคงสถานะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของมหาชนได้ยาวนานก็ต้องไม่มีบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง สอง ความฝันของฝ่ายเจ้าที่อยากให้ตัวแบบพระปิยมหาราชกลายเป็นสถาบันไปนานๆโดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล จึงขัดฝืนกับความเป็นจริงดังที่รัชกาลที่ 7 ทรงเล็งเห็น เมื่อ 100 ปีก่อน ความสำเร็จของพระปิยมหาราชมิได้เป็นผลของแบบแผนหรือความเป็นสถาบันที่ดำรงอยู่ก่อนแต่อย่างใด แถมประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานอยู่แล้วว่าพระมหากษัตริย์แบบพระองค์มิได้กลายเป็นสถาบันพ้นรัชสมัยของพระองค์ พระปิยมหาราชเป็นความสำเร็จของพระองค์และฝ่ายเจ้าร่วมสมัยของพระองค์ ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์สามารถทรงบทบาทสถานะดังกล่าวได้ พระมหาธีรราชเจ้าทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ดังพระสมัญญานาม แต่ไม่ทรงเป็นอะไรอีกเลยนอกเหนือจากนั้น บรรดาเจ้านายแวดล้อมพระองค์ละทิ้งพระองค์ก่อนมหาชนเสียอีก ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ฝ่ายเจ้าเองบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความมักง่ายสายตาสั้น มองไม่เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีผลข้างเคียงที่พวกเขาไม่ประสงค์เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ 100 ปีก่อน วี่แววว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีปัญหาเริ่มมาตั้งแต่เจ้าฟ้าวชิราวุธทรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช กล่าวคือ ความสำเร็จล้นเหลือของพระราชบิดา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม) นั่นเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระบรมโอรสาธิราชล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ขึ้นครองราชย์ ยิ่งฝ่ายเจ้าประโคมแซ่ซร้องสรรเสริญพระราชบิดาในปลายรัชกาลว่ายิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ไทยที่มีมาก่อน ยิ่งพระราชบิดาเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของมหาชน (แม้แต่คณะราษฎรก็เทิดทูน) หรือยิ่งดูเหมือนประสบความสำเร็จมหาศาลเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พระราชโอรสมีโอกาสน้อยลงทุกทีที่จะเทียบเคียงความสำเร็จ และยิ่งทำให้ตัวแบบพระราชบิดาหมดหนทางกลายเป็นสถาบัน ผู้นิยมเจ้าจน “เว่อ” คือผู้ปิดประตูอนาคตของเจ้าเสียเอง นี่เรายังไม่พูดถึงความจริงที่ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเมื่อ 100 ปีก่อนมีคุณสมบัติส่วนพระองค์ที่เจ้านายสมัยนั้นรับไม่ได้ ยิ่งทำให้พระองค์ขาด moral authority และไม่เป็นที่นิยมทั้งในฝ่ายเจ้าเองและต่อสาธารณชน เรียกง่ายๆว่า นอกจากจะเทียบพระราชบิดาไม่ได้แล้ว ตัวพระองค์เองยังเริ่มต้นที่ติดลบอีกด้วย ความขัดแย้งในตัวเองของบทบาททางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งสองประการนี้เองที่นำไปสู่อวสานของระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่พวกเก็กเหม็ง คณะราษฎร ปรีดี หรือพิบูล หรือขบวนการล้มเจ้า ความไม่พอใจพระมหากษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ในที่สาธารณะเมื่อ 80-90 ปีก่อน เป็นผลสะท้อนปัญหาในตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องการมีพระราชอำนาจทางการเมือง แถมพยายามทำให้สถาวรเป็นสถาบัน แต่กลับเป็นบทบาทสถานะที่ขึ้นกับตัวบุคคล ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกันเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเมืองแบบสาธารณะ ฝ่ายเจ้าที่ฝันอยากสร้างพระปิยมหาราชขึ้นมาเป็นตัวแบบของ “สถาบัน”พระมหากษัตริย์ยุคหลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คงยังไม่ตระหนักว่าพวกเขากำลังสืบทอดมรดกของความขัดแย้งในตัวเอง จนถึงทำลายตัวเองของสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเต็มๆ พวกเขากำลังเผชิญปัญหาเดิมๆแบบเมื่อ 80-100 ปีก่อนแต่ยังไม่ตระหนัก ยังดิ้นขลุกขลักๆในกรอบเดิมๆ เอาแต่โทษคนอื่นเหมือนเดิม มีคนเสนอทางออกให้ก็เล่นงาน ด่าทอไล่ให้ออกไปอยู่นอกประเทศไทยซะ ข่มขู่ ยัดข้อหา จับกุมคุมขังพวกเขาเหล่านั้น ถ้าเรียนรู้จากอดีตก็จะเห็นการณ์ไกลว่าพวก “รักพ่อ” มากจนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เองกำลังทำให้ปัญหาทับถมหนักหน่วงขึ้นทุกที การทำร้ายด้วยอำนาจรัฐและกฎหมาย ทำใหัทุกอย่างเลวร้ายลง พวกเขากำลังสร้างปัญหาแก่อนาคตของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ การเปลี่ยนแปลง: ชิงสุกก่อนห่าม VS น้อยเกินไปสายเกินการณ์ “... แผนการของข้าพเจ้าถูกคัดค้านโดยพวกอนุรักษ์นิยม รวมทั้งที่ปรึกษาชาวต่างประเทศด้วย .... ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนจะรู้สึกหงุดหงิดและลุกขึ้นจัดการกันเอง...” (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 30 มิ.ย. 2475) แม้แต่ทัศนะคติและวาทกรรมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยก็อยู่ในกรอบซ้ำๆซากๆ ที่เป็นมรดกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปฎิกิริยาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ต่อคำกราบบังคมทูลฯ ของกลุ่มเจ้านายให้แก้ไขระบบบริหารราชการแผ่นดิน และต่อพวกที่ต้องการปาลิเม็นต์คือ ทรงเห็นว่าเป็นการพยายามเอาข้าวสาลีมาปลูกในดินสยามที่เหมาะกับข้าวจ้าวเท่านั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงเห็นว่าพวกที่อยากเห็นสยามเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองหรือเป็นรีปับลิคเป็นเพราะลัทธิเอาอย่าง เมื่อกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยสูงขึ้น ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีมากขึ้น ฝ่ายเจ้าและพวกอนุรักษ์นิยมเห็นว่าเป็นความคิดของพวกหัวนอกไม่กี่คน เป็นประชาธิปไตยแค่รูปแบบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริง ดังนั้นจึงเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” เพราะประชาชนยังไม่พร้อม ปรากฎการณ์ที่คนบางกลุ่มบางส่วนรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ไวกว่าคนทั่วไปไม่ว่าจะด้วยพลังปัญญาหรือเพราะมีประสบการณ์ก่อนคนอื่น นี่เป็นเรื่องปกติในสังคมทุกแห่งไม่ว่าที่ไหนในโลก คนพวกนี้หากไม่ก่อปัญหากับอำนาจเราเรียกว่าคนเห็นการณ์ไกลมีวิสัยทัศน์ ครั้นท้าทายอำนาจก็เรียกว่าพวกชิงสุกก่อนห่าม คำกล่าวหาดังกล่าวจึงมาจากผู้มีอำนาจที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ คนที่ไม่พร้อมที่สุดคือคนมีอำนาจที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงซึ่งล้วนมีการศึกษาดีทั้งนั้น ตรงข้ามกับการชิงสุกก่อนห่ามซึ่งประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่กล่าวถึงหรือให้ความสำคัญน้อยมาก ก็คือ น้อยเกินไปสายเกินการณ์ (too little too late) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เอง ทรงชี้ให้เห็นว่าฝ่ายเจ้าไม่เข้าใจไม่ตระหนักพอถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชน ความพยายามของพระองค์ในการ “รีฟอร์ม” จึงถูกขัดขวางจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และที่ปรึกษาของพระองค์จนในที่สุดก็สายเกินการณ์ ทั้งๆที่การปฎิรูปที่พระองค์ตระเตรียมก็น้อยเกินไปกว่าที่กระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงต้องการอยู่ดี ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ ผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถูกหาว่าเป็นคนเลวร้าย มีผู้ชักใย ล้างสมอง จ้างวานมา “ถูกชักจูงโดยนักปลุกระดมหรือพวกที่ฝันถึงยุคพระศรีอาริย์” ชนชั้นปกครองไม่เคยคิดว่ากระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ประชาชนจึงต้องการระบบการเมืองที่เขามีส่วนตัดสินอนาคตของตนเอง ทั้งสมัยก่อนและสมัยนี้ การเรียกร้องประชาธิปไตยถูกหาว่าเป็นเรื่องของฝรั่ง ไม่เหมาะกับสังคมไทย “เอาข้าวสาลีมาปลูกในดินของสยาม” เพราะประชาชนยังไม่พร้อม การศึกษายังไม่พอ เรายังคิดว่าประชาธิปไตยเป็นสมบัติหวงห้ามของคนมีการศึกษาเท่านั้น ความเชื่อผิดๆนี้ยังไม่เปลี่ยน ปัญญาชนผู้มีการศึกษายังเชื่ออย่างนี้กันมาก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงบัดนี้ ความคิดที่ว่าการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบนโดยพระราชอำนาจเป็นวิธีการที่ดีที่สุดยังคงหนาแน่น ทั้งๆที่โดยปกติเบื้องบนไม่ยอมเปลี่ยนแปลง สังคมไทยปัจจุบันปัจจุบันยังวนเวียนอยู่กับทัศนะเหล่านี้ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทุกวันนี้ ดูเหมือนว่ามีความพยายามปรับตัวน้อยเสียยิ่งกว่า 80 ปีก่อน แต่กลับปราบปรามหนักยิ่งกว่า 80 ปีก่อนเสียอีก ทางออกที่สถาวรในระยะยาว ก็คือ เลิกพยายามสืบทอดมรดกที่มาจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เลิกพยายามสร้าง (สถาบัน)พระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสถานะและความสัมพันธ์การเมืองแบบศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์และอยู่ชั้นบนของระบบการเมือง ก็จะทำให้กษัตริย์ทุกพระองค์ ไม่ว่าจะปรีชาสามารถมากน้อยเพียงใดก็สามารถเป็นที่เคารพรักของมหาชนได้อย่างสนิทใจ ในด้านตรงข้าม ผู้ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการปฎิวัติอันน่าพิสมัย ก็ควรไตร่ตรองให้จงหนัก แทบไม่มีการปฎิวัติใดๆในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากโคนอย่างที่กล่าวอ้างกัน แถมการปฎิวัติของมวลชนไม่ได้รุ่งโรจน์อย่างที่คิด Paradox ของการเปลี่ยนแปลงสังคมขนานใหญ่ คือ พวกก้าวหน้าที่เชื่อว่าตนมีอุดมการณ์ขุดรากถอนโคนมักจะไม่รู้ว่ารากโคนของปัญหาอยู่ตรงไหน ครั้นการปฏิวัติจืดจางลง ระบอบใหม่กับระบอบเก่ามักไม่ต่างกันมากนัก นักปฎิวัติมักจะโทษนั่นนี่ว่าทำไมการปฎิวัติจึงออกนอกลู่นอกทาง แต่ไม่มีการปฎิวัติใดเลยที่อยู่ในลู่ในทาง เพราะลู่ทางที่ปฎิวัติเป็นแค่ความฝันจินตนาการ นอกลู่ทางต่างหากคือความเป็นจริง แถมการปฎิวัติที่ต้องอาศัยมวลชนกว้างขวาง มักต้องอาศัยแนวความคิดที่ไม่ซับซ้อน มิติเดียวหรือถูกทำให้ง่ายเป็นขาวดำ เพราะแนวคิดลักษณะนั้นจึงจะมีพลังในการเคลื่อนไหวมวลชน ผู้นำปฎิวัติที่เชิดชูกันมักเหมาะกับสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ยกย่องเชิดชูกันไม่ต่างกับยกย่องเจ้า หลายคนลงท้ายประกาศตนเป็นเจ้าเสียเลยจริงๆ เช่น การปฎิวัติฝรั่งเศสลงท้ายก็ได้จักรพรรดิองค์ใหม่เมื่อกระแสปฎิวัติจางหายไป สังคมมนุษย์กว้างใหญ่ซับซ้อนเกินกว่าการปฎิวัติยกเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้มากอย่างที่มักคิดฝัน มนุษย์ปุถุชนไม่ว่าเจ้าหรือนักคิดนักปฎิวัติต่างมีข้อจำกัดเกินกว่าจะแบกรับความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่เกินตัว คุณูปการที่น่าสรรเสริญใดๆลงท้ายไม่พลิกแผ่นดินมากอย่างที่คิดเมื่อมองจากมิติเวลาที่กว้างไกลทางประวัติศาสตร์ การชิงสุกก่อนห่ามสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากชนชั้นนำผู้มีอำนาจยอมปรับตัวไม่น้อยเกินไปไม่สายเกินการณ์ สภาวะ “สุก” เร็วไปเป็นผลของการกดขี่ปราบปรามโดยชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ผลของการปลุกปั่นจ้างวาน การใช้มาตรา 112 อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และการปราบปรามด้วยความรุนแรงนั่นแหละที่เร่งบ่มให้สถานการณ “สุก” เร็วยิ่งขึ้น การประนีประนอมหาทางออกในวันนี้จะส่งผลดีต่อ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ในระยะยาว อันดับแรกสุดคือ “เปิดประตู” เปิดช่องทางให้กับการประนีประนอม หยุดใช้มาตรา 112 ณ บัดนี้ ปลดปล่อยคนที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด ขจัดบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมประเทศไทยในขณะนี้ ยอมให้มีการอภิปรายถึงบทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินไปตามทางของมันไม่ว่าจะลุ่มๆดอนๆขนาดไหนก็ตาม หากน้อยกว่านี้ สายกว่านี้ หรือรังแกกันต่อไป ก็จะยิ่งเร่งให้ “สุก” โดยไม่จำเป็นเลย พระมหากษัตริย์ต้องอยู่พ้นจากการเมืองอย่างแท้จริง จึงจะไม่เกิดความขัดแย้งในเรื่องสถาบันหรือตัวบุคคลอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าจึงจะไม่ต้องวิตก วิ่งเต้น สะสมกำลัง ชิงความได้เปรียบกันอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่านักการเมืองรายใดจะมาเป็นคู่แข่ง เพราะไม่มีอำนาจการเมืองเป็นเดิมพันอีกต่อไป ฝ่ายเจ้าของไทยในปัจจุบันจะมีสายตายาวไกลพอหรือไม่ เห็นแก่ประเทศชาติประชาชนขนาดไหน หรือพวกเขาอยู่สูงเหนือประชาชนจนไม่เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้าและไม่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนเวลากลับได้อีกแล้ว * ธงชัยกล่าวปาฐกถา ในงานแสดงมุทิตาจิต 'ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ' ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2554

Comments

ขี้เกียจอ่าน

ขี้เกียจอ่าน ดาวน์โหลดไฟล์เสียงฟังกันได้ที่นี่
http://www.4shared.com/get/br8yPPIr/__07-05-2554.html
หรือที่นี่
http://www.konthaiuk.info/forum/index.php?topic=17043.0

อ่านมาก ฟังมาก รู้มาก จนไม่อาจหวนกลับไปเหมือนเดิม

Quote:แต่บทบาทสถานะทางการเมือ

[quote]แต่บทบาทสถานะทางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์แบบนี้กำลังเผชิญปัญหา ขอย้ำว่าไม่ใช่เพราะพวกล้มเจ้า ทักษิณ หรือนักวิชาการที่ออกมาเตือน แต่เป็นเพราะบทบาทสถานะแบบนี้มีปัญหาในตัวเองที่ไม่มีทางแก้ตกและไม่มีทางอยู่ยั่งยืนได้ตลอดไปอย่างที่ฝ่ายเจ้าปรารถนา ปัญหาในตัวเองนี้เป็นปัญหาเดียวกันกับที่นำไปสู่ “อวสานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์” เมื่อ 80-100 ปีก่อน ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชบันทึกเมื่อปี 2469 ว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมาะสมกับประเทศสยาม “ตราบเท่าที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ดี…ทว่าแนวความคิดนี้เป็นแต่เพียงทฤษฎี....ไม่แน่นอนว่าเราจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่ดีอยู่เสมอ” คำกล่าวของพระองค์ ใช้ได้กับบทบาทของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์หลังสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน

ปัญหาในตัวเองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และภายหลังมี 2 ประการได้แก่ หนึ่ง บทบาทสาธารณะกับความต้องการอยู่ในสถานะศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้และเป็นที่รักของมหาชนอย่างสัมบูรณ์ ไปด้วยกันไม่ได้ ดังได้อธิบายไปแล้วถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลังรัชกาลที่ 5

จะบังคับให้มหาชนชาวสยามใช้เหรียญที่ออกหัวทั้งสองด้าน ไม่มีก้อย จะไปได้นานสักเท่าไรกัน ไม่ช้าก็เร็วย่อมมีคนร้องเรียนว่าเป็นเหรียญเก๊

อำนาจบุญบารมีแบบพระมหากษัตริย์โบราณไม่อาจกลบเกลื่อนความแตกต่างทางสังคมในการเมืองสาธารณะได้อีกต่อไป จึงไม่มีใครหรือสถาบันใดที่สามารถมีบทบาททางการเมืองโดยไม่ต้องขัดแย้งในทางสาธารณะ ถ้าจะคงสถานะศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่รักของมหาชนได้ยาวนานก็ต้องไม่มีบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

สอง ความฝันของฝ่ายเจ้าที่อยากให้ตัวแบบพระปิยมหาราชกลายเป็นสถาบันไปนานๆโดยไม่ขึ้นกับตัวบุคคล จึงขัดฝืนกับความเป็นจริงดังที่รัชกาลที่ 7 ทรงเล็งเห็น เมื่อ 100 ปีก่อน ความสำเร็จของพระปิยมหาราชมิได้เป็นผลของแบบแผนหรือความเป็นสถาบันที่ดำรงอยู่ก่อนแต่อย่างใด แถมประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานอยู่แล้วว่าพระมหากษัตริย์แบบพระองค์มิได้กลายเป็นสถาบันพ้นรัชสมัยของพระองค์ พระปิยมหาราชเป็นความสำเร็จของพระองค์และฝ่ายเจ้าร่วมสมัยของพระองค์ ฝ่ายเจ้าสมัยนั้นคงปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์สามารถทรงบทบาทสถานะดังกล่าวได้ พระมหาธีรราชเจ้าทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ดังพระสมัญญานาม แต่ไม่ทรงเป็นอะไรอีกเลยนอกเหนือจากนั้น บรรดาเจ้านายแวดล้อมพระองค์ละทิ้งพระองค์ก่อนมหาชนเสียอีก

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ฝ่ายเจ้าเองบ่อนทำลายความพยายามของพวกเขาเองโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความมักง่ายสายตาสั้น มองไม่เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีผลข้างเคียงที่พวกเขาไม่ประสงค์เสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อ 100 ปีก่อน วี่แววว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีปัญหาเริ่มมาตั้งแต่เจ้าฟ้าวชิราวุธทรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช กล่าวคือ ความสำเร็จล้นเหลือของพระราชบิดา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม) นั่นเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระบรมโอรสาธิราชล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ขึ้นครองราชย์ ยิ่งฝ่ายเจ้าประโคมแซ่ซร้องสรรเสริญพระราชบิดาในปลายรัชกาลว่ายิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ไทยที่มีมาก่อน ยิ่งพระราชบิดาเป็นที่เคารพรักเทิดทูนของมหาชน (แม้แต่คณะราษฎรก็เทิดทูน) หรือยิ่งดูเหมือนประสบความสำเร็จมหาศาลเท่าใด ก็ยิ่งทำให้พระราชโอรสมีโอกาสน้อยลงทุกทีที่จะเทียบเคียงความสำเร็จ และยิ่งทำให้ตัวแบบพระราชบิดาหมดหนทางกลายเป็นสถาบัน ผู้นิยมเจ้าจน “เว่อ” คือผู้ปิดประตูอนาคตของเจ้าเสียเอง

นี่เรายังไม่พูดถึงความจริงที่ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเมื่อ 100 ปีก่อนมีคุณสมบัติส่วนพระองค์ที่เจ้านายสมัยนั้นรับไม่ได้ ยิ่งทำให้พระองค์ขาด moral authority และไม่เป็นที่นิยมทั้งในฝ่ายเจ้าเองและต่อสาธารณชน เรียกง่ายๆว่า นอกจากจะเทียบพระราชบิดาไม่ได้แล้ว ตัวพระองค์เองยังเริ่มต้นที่ติดลบอีกด้วย

ความขัดแย้งในตัวเองของบทบาททางการเมืองของ (สถาบัน) พระมหากษัตริย์ทั้งสองประการนี้เองที่นำไปสู่อวสานของระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ไม่ใช่พวกเก็กเหม็ง คณะราษฎร ปรีดี หรือพิบูล หรือขบวนการล้มเจ้า
[/quote]

อ่านแล้วเจิดจ้าในปัญญา

แด่ธงชัย แล้วตอกย้ำคำนิยาม

แด่ธงชัย

แล้วตอกย้ำคำนิยาม Siam Map
ส่งหมัดแยป กะทิ้งซ้าย สลับขวา
มุมน้ำเงิน คือเป้าหมาย จับสายตา
เสียงโห่ฮา เชียร์รุม จากมุมแดง

บอกน้ำเงิน ชกดี เพราะพี่เลี้ยง
ด้วยคู่เคียง ค่ายดัง ดุจคลังแสง
สืบต่อเนื่อง ยาวนาน หน่วยก้านแรง
จะเข่าแทง ศอกสับ ล้วนจับตา

มาวันนี้ ยังมีสู้ บนสังเวียน
ธงชัยเงี้ยน บอกน้ำเงิน ทนจริงหวา
ร้อยกว่าปี ยืดยาว สาวกันมา
ยังยืนหยัด หาญกล้า ท้ามุมแดง

มาจากนอก คิดทำลาย ค่ายมวยเพื่อน
ใยไม่เตือน กองเชียร์ พวกแอบแฝง
ชอบวางแผน ล้มมวย ช่วยลงแรง
แล้วตะแบง ไม่ให้มี เวทีมวย

ธงชัยครับ ไหนๆก็อพยพไปสอนหนัง

ธงชัยครับ

ไหนๆก็อพยพไปสอนหนังสืออยู่อเมริกานานแล้ว

เมื่อไหร่จะเขียนรายงานเรื่อง อธิปไตยเหนือดินแดนรัฐฝ่ายใต้ของอเมริกาสมัยลินคอห์น หรือ อธิปไตย

เหนือดินแดนปาเลสสไตน์ของอิสราเอล แสดงฝีไม้ลายมือนักวิชาการไทยให้โลกประจักษ์บ้างครับ...

แนวทางตรรกะก็ไม่ต่างจากแนวถนัดที่เขียนวิจารณ์รัฐไทยในอดีต ที่โชว์บ่อยจนเอียนนี่แหละ...

เจ้าพ่อใหญ่เจ้าพ่อเล็ก ไม่ต่างกัน.......

ลองเขียนดูบ้างนะครับ ไม่ใช่ไปอาศัยประเทศเขาอยูเลยเป็นใบ้วิจารณ์ไม่เป็น....

เรื่องในไทยนั้น ผมว่า นักการเมืองเขาหา แพะรับบาปได้พอเพียงแล้วครับ แพะนอกคงไม่นำเข้ามา...

ผมขอชี้แจงว่า

ผมขอชี้แจงว่า กลุ่มนปช.เขาพูดตลอดว่า ระบอบอำมาตย์น่ะคือตั้งแต่องคมนตรีลงมาเท่านั้น เขาพูดปากจะฉีกถึงหูแล้ว

อีนี่ก็จะพูดโยงขึ้นไปให้ได้ คุณธงชัย คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง เหนือความขัดแย้งทั้งปวง

อย่าพยายามโยงเลยครับ คุณน่าจะทำให้ความจริงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมันชัดเจนเพื่อไม่ให้มีใครมาแอบอ้าง

ถ้ารณรงค์แบบนี้ ผมและกลุ่มนปช.เขาก็คงจะสนับสนุนเต็มที่

แต่ถ้าคุณจะโยงไปจริงๆ ก็ให้เข้าใจว่าคุณธงชัย และพวก ไม่ได้มีแนวความคิดแบบเดียวกับนปช.หรือคุณทักษิณ

และพวกคุณไม่ได้เป็นแนวร่วมกับพวกเรานปช.แต่อย่างใด ไม่งั้นไอ้พวกเหลืองโหนเจ้าให้เท่าตัวเองจะเข้าใจผิดได้

ผมอ่านบทความแล้วมีความเห็นดัง

ผมอ่านบทความแล้วมีความเห็นดังนี้
1.บทความนี้ถอดความมาจากบทปาฐกถา หรือมาจากการพูดสดของธงชัย ผมถือว่าเป็นการพูดอย่างผู้รู้จริง มองได้ทะลุ ครบถ้วน
2.เห็นด้วยกับความคิดที่เสนอมาทั้งหมด เห็นว่าเป็นทางสายกลางอย่างแท้จริง เป็นคำพูดที่คิดตามไปแล้วทำให้เกิดการประเทืองปัญญา แต่อาจกลายเป็นคนไม่น่ารักเหมือนที่ผู้มีอำนาจอยากเห็น
3.บทความนี้นำเสนอความจริงที่ซับซ้อนด้วยสาระไม่มาก สื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริงในวันนี้ของสังคมไทยได้ชัดเจน ถ้าทำใจให้กว้าง อยากเห็นการอยู่ร่วมกันของคนในชาติทุกคน ผมว่าน่าจะเป้นประโยชน์แก่คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเป็นอย่างดี

คนหลายคนคิดและรู้สึกตรงกับที่

คนหลายคนคิดและรู้สึกตรงกับที่ธงชัยเขียน แต่เขียนไม่ได้อย่างเขา พอมีคนเขียนได้ถูกใจ ก็พอใจจะได้อ่าน มันเป็นเรื่องธรรมดา

ว่าแต่ว่า คนที่รู้สึกตรงกันข้าม ถ้ามีความสามารถเขียนเหตุผลได้ตามความรู้สึก ก็๋น่าจะเขียนออกมา เผื่อคนรู้สึกอีกข้างจะปิ๊งกับเหตุผลที่ตนเขียน คนเรามันเปลี่ยนความเชื่อกันได้ แต่ถ้าเอาแต่ความรู้สึกมาแสดงออกกัน ก็หนีไม่พ้นการปะทะกันด้วยอารมณ์ ไม่ได้พวกแถมยังสร้างศัตรู ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เริ่มมาก็ขอให้

เริ่มมาก็ขอให้ แก้กฏหมายเพือให้คนทำผิดกฏหมายไม่ต้องรับโทษตามกฏหมาย

สมแล้วที่เป็นนักประวัติศาสตร์ บอกให้รู้เลยว่าไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลยจริงๆ

จะอำมาตย์กันไปถึงไหนครับ

ผมอ่านบทความแล้วมีความเห็นดัง

ผมอ่านบทความแล้วมีความเห็นดังนี้
1.บทความนี้ถอดความมาจากบทปาฐกถา หรือมาจากการพูดสดของธงชัย ผมถือว่าเป็นการพูดอย่างผู้รู้จริง มองได้ทะลุ ครบถ้วน
2.เห็นด้วยกับความคิดที่เสนอมาทั้งหมด เห็นว่าเป็นทางสายกลางอย่างแท้จริง เป็นคำพูดที่คิดตามไปแล้วทำให้เกิดการประเทืองปัญญา แต่อาจกลายเป็นคนไม่น่ารักเหมือนที่ผู้มีอำนาจอยากเห็น
3.บทความนี้นำเสนอความจริงที่ซับซ้อนด้วยสาระไม่มาก สื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริงในวันนี้ของสังคมไทยได้ชัดเจน ถ้าทำใจให้กว้าง อยากเห็นการอยู่ร่วมกันของคนในชาติทุกคน ผมว่าน่าจะเป้นประโยชน์แก่คนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเป็นอย่างดี
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกับบทความของท่านธงชัย วินิจจะกูล และทั้ง comment ของคุณที่ลงชื่อว่าอาจารย์คนหนึ่ง บทความนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบมาก เป็นคุณต่อสถาบันกษัตริย์และต่อทุกคนและทุกฝ่ายในชาติ สถาบันกษัตริย์ต้องพ้นจากการเมืองทุกประการ เฉกเช่นทั้งในญีปุ่นและอังกฤษ

บางกอก

[quote=บางกอก]ธงชัยครับ

ไหนๆก็อพยพไปสอนหนังสืออยู่อเมริกานานแล้ว

เมื่อไหร่จะเขียนรายงานเรื่อง อธิปไตยเหนือดินแดนรัฐฝ่ายใต้ของอเมริกาสมัยลินคอห์น หรือ อธิปไตย

เหนือดินแดนปาเลสสไตน์ของอิสราเอล แสดงฝีไม้ลายมือนักวิชาการไทยให้โลกประจักษ์บ้างครับ...

แนวทางตรรกะก็ไม่ต่างจากแนวถนัดที่เขียนวิจารณ์รัฐไทยในอดีต ที่โชว์บ่อยจนเอียนนี่แหละ...

เจ้าพ่อใหญ่เจ้าพ่อเล็ก ไม่ต่างกัน.......

ลองเขียนดูบ้างนะครับ ไม่ใช่ไปอาศัยประเทศเขาอยูเลยเป็นใบ้วิจารณ์ไม่เป็น....

เรื่องในไทยนั้น ผมว่า นักการเมืองเขาหา แพะรับบาปได้พอเพียงแล้วครับ แพะนอกคงไม่นำเข้ามา...[/quote]

ไม่บ่อยนะครับที่คุณบางกอกตอบเหมือนไม่ได้อ่าน เพราะถ้าอ่านคงไม่เขียนแบบนี้
หรือคุณบางกอกมีความรู้สึกว่า ธงชัยเค้ากำลังด่ารอยัลลิสต์สไตล์คุณบางกอกอยู่

เห็นต่าง

[quote=เห็นต่าง ขอให้พี่น้องเสื้อแดงเข้าใจให้ตรงกัน]ผมขอชี้แจงว่า กลุ่มนปช.เขาพูดตลอดว่า ระบอบอำมาตย์น่ะคือตั้งแต่องคมนตรีลงมาเท่านั้น เขาพูดปากจะฉีกถึงหูแล้ว

อีนี่ก็จะพูดโยงขึ้นไปให้ได้ คุณธงชัย คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง เหนือความขัดแย้งทั้งปวง

อย่าพยายามโยงเลยครับ คุณน่าจะทำให้ความจริงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมันชัดเจนเพื่อไม่ให้มีใครมาแอบอ้าง

ถ้ารณรงค์แบบนี้ ผมและกลุ่มนปช.เขาก็คงจะสนับสนุนเต็มที่

แต่ถ้าคุณจะโยงไปจริงๆ ก็ให้เข้าใจว่าคุณธงชัย และพวก ไม่ได้มีแนวความคิดแบบเดียวกับนปช.หรือคุณทักษิณ

และพวกคุณไม่ได้เป็นแนวร่วมกับพวกเรานปช.แต่อย่างใด ไม่งั้นไอ้พวกเหลืองโหนเจ้าให้เท่าตัวเองจะเข้าใจผิดได้[/quote]

/////////////////////////////////////////////

เข้าใจว่าอาจารย์พูดถูกแล้วครับ..แต่คุณจะพูดผิดหรือเปล่าผมไม่รู้ครับ...

คุณบางกอกตอบโต้ใครต่อใครมามาก

คุณบางกอกตอบโต้ใครต่อใครมามากด้วยมาดผู้รู้ดี แต่คุณตอบโต้ อ.ธงชัยด้วยมาดนักก่อกวนราคาถูกชะมัด ... พาล นอกเรื่อง ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้โต้แย้งอะไรเลยสักนิด ดีแต่กล่าวหาเลื่อนเปื้อน หรือเอาสีข้างเข้าถู เช่น เอียน (แต่ไม่เคยอธิบายได้ว่าเอียนอะไร) เก่งจริงไปสอนไอ้กันเรื่องปวศ.ไอ้กันก่อนสิ ฯลฯ (อ.ธงชัยเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญปวศ.ไทยที่นานาชาติให้การยอมรับ แต่เขาไม่เคยอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญปวศ.อเมริกันสักครั้ง)

บทความของ อ.ธงชัยคราวนี้แน่นปึ้ก แต่ละย่อหน้าประมวลสรุปการศึกษาวิจัยและความคิด (ไม่ใช่แค่ "ความเห็น")ไว้เยอะแยะ สงสัยว่าคุณบางกอกจะอ่านรู้เรื่องหรือเปล่า เลย "แพ้ทาง" กันขนาดหมดรูปเลยจริงๆ

ผมพูดผิดหรือพูดถูกนั้น

ผมพูดผิดหรือพูดถูกนั้น ถ้าใครที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงจริงๆก็ต้องทราบว่าที่ผมพูดน่ะถูกหรือผิด เพราะผมก็พูดเช่นเดียวกับ

ที่คุณจตุพรพูด ล่าสุดที่คุณทักษิณโฟนอินเขาก็พูด คุณจตุพรนี่พูดด้วยซ้ำว่า""คนเสื้อแดงก็คือพสกนิกร" แต่ถูกพวกอำมาตย์

พยายามแยกพสกนิกรออกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยใช้ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทาง

การเมือง..."

คนเสื้อแดงจึงเป็นพสกนิกรที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่พอใจ

ความอยุติธรรมที่มีต่อคุณทักษิณ ใส่ร้ายทั้งเรื่องทุจริต และโดยเฉพาะเรื่องใส่ความว่าทักษิณคิดล้มเจ้าจะเป็น

สาธารณรัฐบ้าบอไปโน่น จนกลายมาเป็นนปช.แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ และคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เป็นพวกที่คิดอย่าง

คุณอาจารย์เจ้าของบทความนี่ซักกะหน่อย

ถ้าคุณ "จันแดง@เสรีชน" จะพิสูจน์ว่าผมพูดผิดหรือถูก ก็ลองเปิดดูช่องเคเบิ้ล Asia update ดูก็ได้ คุณจตุพรเขา

จะพูดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ส่วนคุณณัฐวุฒิก็มาพูดเพิ่มในวันพุธ-พฤหัส หรือจะดูที่แกนนำนปช.แถลงข่าวเมื่อวันที่

20 เมษายน 54 ผ่านyoutube ก็ได้

http://www.youtube.com/watch?v=b0Z4US4bppQ&feature=related

แก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ

แก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ มัวแต่ทิ่มๆตรงปลายเหตุมันไม่ได้อะไรหรอกครับ เหนื่อยเปล่าๆ

เสื้อแดง ถ้าอยากคุณจะให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เราต้องแก้ตรงต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด

อีกอย่าง พวกคุณที่หากมองแค่ปัจจุับัน ไม่ได้มองประวัติศาสตร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่า อะไรคือปัญหา

ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในหลักสูตรของรัฐ ทั้งหลายแหล่ ล้วนบิดเบือนทั้งนั้น ไปเปิดหนังสือเรียน มีแต่ เรื่อง เจ้า

ทำความดีอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วเรื่อง ประชาธิปไตย หลัง 2475 ล่ะ แทบไม่มีในหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ทั้งๆที่

ตอนนี้ บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กลับ ไปปลูกฝังค่านิยมแบบเก่า ลองถามเด็กสมัยนี้ดูซิครับ การเมือง เค้าไม่สนใจแล้ว
ตกไปเป็นทาสเกมส์ คอมพิวเตอร์ ไร้สาระไปวันๆ

ประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ธงชัย ท่านเอามาเสนอ คือ ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีในหลักสูตรของรัฐ
ทำให้คนที่ผ่านมาแต่หลักสูตรของรัฐ ก็ ได้แต่ งง ว่า อาจารย์ พูดเรื่อง สถาบัน ทำไม ในเมื่อ สถาบัน นั้นอยู่เหนือการเมือง

พวกเราจะต้องสู้ นำ ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน เอามาเผยให้ เยาวชน ได้เรียนรู้ เพื่อสร้างให้เยาชน ซึ่งจะเป็น ผู้พัฒนา ประเทศในอนาคต ไม่ต้องตก เป็นทาง ของ อำนาจ ชั่วร้ายนี้!!

ประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีอยู่ใ

ประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียนนั้นมีอยู่อีกมากมายนัก

เปิดโอกาสให้นักวิชาการอัตตานิยมบางคน เอาข้อเท็จจริงแต่เพียงบางส่วนมาใช้สร้างสาวกสร้างภาพแนวความคิดความเห็นต่อสิ่งที่อัตตาส่วนตนต้องการ

ประวัติศาสตร์ยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว หนีไม่พ้นสถาบันกษัตริย์ และการก่อเกิดลัทธิการเมืองอื่นๆที่เกิดขึ้นทดแทน เป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก

ธงชัยกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่๕ ในแง่ที่แนวความคิดด้านสังคมการเมืองการปกครองของพระองค์ท่านเป็นลบต่อระบอบปกครองประชาธิปไตย ฯลฯ

ผมอ่านแล้วสังเวชจริงๆครับ ในความเป็นนักวิชาการของดร.ธงชัย หากความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เปรียบเทียบมีเพียงแค่นี้ ก็คงสอนได้แต่นักศึกษาอเมริกันชั้นปีหนึ่งปีสอง เท่านั้นกระมัง

ส่วนคนไทยที่ลงไหลได้ปลื้มไปกับตรรกะ ฝ่ามือเดียวบังแดดของธงชัย เพราะเข้ากับอัตตาตนเองนั้น ผมไม่แปลกใจอะไรนัก

ปรัชญาการเมืองการปกครองของในหลวงรัชกาลที่๕นั้น ท่านรับมาจากศูนย์กลางอารยะธรรมโลกในยุคนั้นนะครับ คือทวีปยุโรปในยุคสมัยของท่าน ซึ่งยังอยู่ในยุคเบ่งบานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อังกฤษแม้มีสภามานานก่อนหน้านั้นแต่ก็อยู่ในยุครอยัลลิสต์ เยอรมันเป็นยุคสร้างจักรวรรดิ ออสเตรียและรัสเซียเป็นจักรวรรดิมานานเช่นกัน มีฝรั่งเศสชาติเดียวที่เป็นประชาธิปไตยแบบยุ่งเหยิงปั่นป่วนไม่นิ่ง ส่วนสหรัฐอเมริกาของเสรีชนนั้น
อิ อิ อิ.....ยังไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจระดับโลกกับเขาเลย

รัชกาลที่๕ ไปรับเอาระบบปกครองที่ประสพความสำเร็จในยุโรปช่วงนั้นมาปรับใช้กับประเทศไทย
ผิดตรงไหนไม่ทราบครับ....ธงชัย

ระบบเจ้าในภาคพื้นยุโรปนั้นจบสิ้นลง แทบจะพร้อมกันเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่๑ สงครามระหว่างจักรวรรดิสมบูรณญาสิทธิราชครั้งสุดท้ายของโลก ผู้ได้รับประโยชน์ก็ยังไม่ใช่นักประชาธิปไตยทั้งหลายนะครับ แต่เป็นระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นแบบโดยบุคคลหรือโดยพรรค ฟาสซิสท์ นาซี และคอมมูนิสต์เข้าครอบครองภาคพื้นยุโรป แม้แต่เยอรมันซึ่งประชาชนใฝ่หาประชาธิปไตยแต่ก็จบลงด้วย การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจ๋าสร้างฮิตเลอร์ขึ้นมา

รัฐเจ้าทั้งหลายที่เหลืออยู่นั้นต่างถึงคิวที่ต้องปรับตัวด้านการเมืองการปกครองกันในช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกนี่แหละครับ ตุรกี ไทย ญี่ปุ่น อยู่ในคิวนี้ ทางเลือกที่จะเปลี่ยน ก็มีไม่มากถ้าจะถือตามแบบอารยะประเทศยุคนั้น ก็คือ เผด็จการแบบอิตาลี ประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์แบบอังกฤษ หรือสาธารณะรัฐแบบฝรั่งเศส

ลัทธิการเมืองการปกครองยอดนิยมของเหล่านักเรียนนอกยุคนั้น แบ่งออกได้ตามประเทศที่ให้การศึกษามาดังนี้

นักเรียนเก่าอังกฤษนิยม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นักเรียนเก่าเยอรมันซึ่งมักเป็นสายทหาร นิยมระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ

นักเรียนเก่าฝรั่งเศส นั้นแบ่งออกเป็นพวกนิยมสาธารณะรัฐ บ้างก็นิยมฟาสซิสต์และพวกที่อยู่นานเห็นความล้มเหลวของการเมืองการปกครองฝรั่งเศส และนิยมความท้าทายและการให้ความสำคัญแก่มหาประชาชน พวกหลังนี้นิยม มาร์กซิสท์ครับ....

ทั้งรัชกาลที่๖และที่๗นั้นท่านนักเรียนเก่าอังกฤษหากการเมืองการปกครองไทยจะถูกกระแสโลกผลักดันให้เปลี่ยนไปท่านก็อยากได้อย่างอังกฤษ แบบว่าค่อยๆเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของหลายประเทศนั้นผู้ลงมือกระทำการซึ่งแน่นอนย่อมไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในอำนาจแต่มักจะเป็นผู้ได้รับการศึกษาจากยุโรปกลับไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ส่วนบรรดาผู้นำคณะราษฎรนั้น ต่างคนต่างมีวาระซ่อนเร้นมีความนิยมส่วนตัวของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม

ปรีดีนั้นแต่ดั้งเดิมเป็นมาร์กซิสท์ชัดเจนครับ แก่ลงพรรษาการเมืองมากขึ้นต้องชนกับฟาสซิสมท์อย่างจอมพลป.ก็เอาหลังอิงเจ้าเอาไว้ ผู้นิยมประชาธปไตยแบบอังกฤษแท้จริงนั้นกลับเป็นสี่ทหารเสือฝ่ายทหารซึ่งสามในสี่เป็นนักเรียนเยอรมัน แต่กลุ่มนี้พ่ายแพ้ในการชิงการนำกำลังทหารแก่กลุ่มจอมพลป.ไปเสียก่อน

ดังนั้นหลัง๒๔๗๕หลังกบฎบวรเดชเมืองไทยจึงได้ระบอบเผด็จการรัฐสภาประชาธิปไตยครึ่งใบปกครองประเทศมาจน๒๕๐๐เมื่อสฤษดิ์ปฏิวัติคณะราษฎรตกบันไดอำนาจไปยกคณะ

ทั้งหมดที่ผมอธิบายมานั้น ไม่มีในตำราเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กไทยครับ มันถึงได้โง่งมงายให้นักวิชาการประวัติศาสตร์อัตตานิยม ควักตรงนี้ทีล้วงตรงนี้ทีมาสนองอัตตาไม่เอาเจ้าของตัวเองได้เรื่อยๆ

ข้อเท็จจริงที่ผมแจ้งให้ทราบนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงด้านการสังคมการเมืองการปกครองไทยนั้น แท้จริงแล้วเป้นไปตามกระแสโลกที่ประเทศอื่นเขาก็เจอะเจอกัน จะมียกเว้นก็แต่ ประเทศอาณานิคม หรือกรณพิเศษก็สหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบอบปกครองที่ประชาชนของเขายอมให้ปกครองมาสองร้อยกว่าปี
ซึ่งก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบอุดมคติแต่อย่างไร

นักเรียนอเมริกาอย่างธงชัยไม่นิยมเจ้าตามสไตล์อเมริกันชนผมไม่แปลกใจครับ แต่ประวัติศาสตร์อันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น จะเอามาดัดมาแปลงมาตีความข้างเดียวให้เข้ากับอัตตาตัวเองนั้น ผมซื้อไม่ลงครับ

สำหรับผมนั้น ร.๕ท่านครองราชย์นานลูกมากส่งไปเรียนจบกลับมาก็รับราชการเป็นเจ้าเป็นนายคนกลุ่มอื่นมากเกินไป.... ร.๖ท่านทราบว่าพี่น้องท่านมีทั้งดีไม่ดีเหมือนกันก็เลยหันไปใช้ข้าราชการสามัญชนที่ไม่ใช่เจ้าให้มีบทบาทมากขึ้นพวกเจ้าก็งอนท่าน....ส่วนรัชกาลที่๗นั้นท่านพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้วที่หากจะเสียอำนาจอันสมบูรณ์ไปก็อยากจะเสียให้มหาประชาชนมากกว่าบุคคลกลุ่มเดียว

ซึ่งท่านก็ทำไม่สำเร็จเช่นเดียวกับเจ้าหรือกษัตริย์ทุกพระองค์ในยุคนั้น......... ครับเสร็จเผด็จการก่อนประชาธิปไตยทุกพระองค์ไป ไม่ว่าเสปน อิตาลี ออโตมัน.......

ธงชัยหรือใครก็ตามที่ขี้มักจะเอาทฤษฎีการเมืองการปกครองยุคปัจจุบันนี้ของโลกยุคนี้ไปวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์หรืบุคคลในประวัติศาสตร์ อ้างอิงโยงใยมาตำหนิติเตียนคนในยุคปัจจบันผมว่ามันไม่แฟร์ และใช้ความเป็นนักวิชาการมิชอบ...

เรื่องง่ายๆ แค่ในหลวงรัชกาลที่๙นี้ พระองค์ท่านครองราชย์หกสิบกว่าปี ประวัติศาสตร์โลกกระแสโลกเปลี่ยนแปลงมาแล้วจนจบยุคคอมมูนิสท์ ยุคสงครามเย็น ไปเป็นยุคอันธพาลโลก กระแสโลกย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสถาบันกษัตริย์ไทยเช่นเดียวกัน

แต่ดูเหมือนธงชัยและนักวิชาการแนวเดียวกันยังมองสถาบันท่านอยู่ในยุคถนอมประภาสอยู่เลยครับ

ผมคงไม่ต้องบอกธงชัยนะครับว่า เรื่องที่ธงชัยทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้ประโยชน์กับมหาประชาชนคนไทยที่ตรงไหน........

การเปลี่ยนแปลงใดๆที่ธงชัยอยากเห็นอยากได้ไม่ว่าจะกฎหมายหมิ่น หรืออะไร
ในระบอบปกครองประชาธิปไตย มีแต่นักการเมืองในสภาที่จะบรรดาลให้เกิดขึ้นได้ ชั่วถี่ดีห่างที่มหาประชาชนจะเป็นผู้ได้รับนั้นออกจากมือกษัตริย์ไปอยู่ในสภาในมือนักการเมืองมาเนิ่นนานแล้ว

ตรรกะเภทภัยของมือที่มองไม่เห็นนั้นเอาไปขายใครไม่ได้หรอกครับ ตราบใดที่เภทภัยของมือที่มองเห็นและมีอำนาจอยู่มันเลวร้ายกว่าเภทภัยจากมือที่มองไม่เห็น.........

ความรู้ปวศ.ของคุณบางกอกตื้นเข

ความรู้ปวศ.ของคุณบางกอกตื้นเขินกว่าที่ผมเคยคาด สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมด ทุกประเด็น นั้น คนนอกวงวิชาการแต่สนใจอ่านหน่อยอย่างผมก็รู้ครับ แถมไม่ได้แสดงแม้แต่น้อยว่าความรู้ปวศ.แบบอ.ธงชัยผิดตรงไหน ตรงกันข้าม ปวศ.ไทยแบบที่อ.ธงชัยเสนอ "ข้ามช็อต" ปวศ.ตื้นๆที่ผมรู้ ที่คุณบางกอกรู้ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณบางกอกอ่านไม่รู้เรื่อง จับความไม่ได้ จับความผิดๆ ก็อย่าอวดเก่งดีกว่าครับ (เช่น ที่คุณถามว่า "รัชกาลที่๕ ไปรับเอาระบบปกครองที่ประสพความสำเร็จในยุโรปช่วงนั้นมาปรับใช้กับประเทศไทยผิดตรงไหนไม่ทราบครับ....ธงชัย" นั้นแสดงชัดว่าคุณบางกอกอ่านไม่รู้เรื่องจริงๆเพราะนี่ไม่เป็นประเด็นเลยสำหรับอ.ธงชัย อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เพราะอ.ธงชัยโต้ฝ่ายเจ้าที่ปฏิเสธประชาธิปไตยเพียงโดยอ้างว่าเป็น "ข้าวสาลี") คุณบางกอกน่าจะเก็บไปคิดดู สิ่งที่คุณรู้เอาไปสอนปีหนึ่งปีสองยังไม่ได้เลยครับ ส่วนอ.ธงชัยนั้นเขาผลิตนักเรียนป.เอกออกมาแล้วหลายคน เติบโตได้ในวิชาชีพของมหาลัยในอเมริกา คุณบางกอกคงมีสามัญสำนึกพอนะครับว่ามหาลัยในอเมริกาเขาไร้คุณภาพ ตาถั่วมากถึงขนาดยอมให้นักปวศ.ห่วยๆในทัศนะของคุณบางกอกเป็นศาสตราจารย์ หรือว่าคุณบางกอกเองสมควรสงบปากสงบคำหากอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านรู้เรื่อง มีประเด็นแย้งค่อยมาว่ากันอีกที

ผมไม่รูว่าจะเชื่อตามอ.ธงชัยดีหรือเปล่า แต่ผมมีสามัญสำนึกพอที่จะรู้ว่าความรู้ความคิดปวศ.แบบอ.ธงชัยนี่แหละที่จะพลิกโฉมการศึกษาปวศ.ไทยเพราะทั้งแน่นด้วยข้อมูลและการวิเคระห์ตีความที่น่าคิดน่าพิจารณา ผมได้ยินมาว่าอ.ธงชัยได้รับความยอมรับจากวงวิชาการนานาชาติก็ด้วยความสามารถตรงนี้แหละที่เปลี่ยนมุมมองปวศ.ไทยอย่างมาก ถ้าสังคมไทยเต็มไปด้วยคนอย่างคุณบางกอก สงสัยว่าความรู้ทางวิชาการปวศ.ไทยกำลังจะถูกนานาชาติทิ้งไปอีกหนึ่งช่วงตัวเพราะปฏิเสธคนอย่างอ.ธงชัยนี่แหละ

มันน่าอนาถแค่ไหนที่เราขังตัวเองอยู่กับความรู้แคบๆเท่าที่เราอยากจะหลงตัวเอง แล้วปฏิเสธความรู้ใดๆก็ตามที่มาท้าทายความรู้ที่เราเคยเชื่อ

บทความของคุณธงชัย

บทความของคุณธงชัย ช่างจับแพะชนแกะ ออกมาเป็นบทความได้อย่างเหลือเชื่อจริงๆ หนักหนาสาหัส

ยิ่งกว่าคนอื่นๆเลย โดยเฉพาะหัวข้อ "รัฐสยามแบบไทยๆ อธิปไตยแบบไทยๆ และลัทธิเสียดินแดน" และหัวข้อ

"พุทธศาสนากับความเป็นไทย" หัวข้อ "บริบทของสมบูรณาญาสิทธิราชย์" มันผิดเกือบทั้งหมดเลยคุณ คุณไม่ได้พูด

ถึงปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในในเวลานั้นเลย(ศึกนอก-ศึกใน)

ปัจจัยภายนอก สยามในเวลานั้นได้เสียสิทธิสภาพทางศาลและทางการค้าให้แก่อังกฤษไปแล้วตั้งแต่รัชกาลที่3

ในสนธิสัญญาเบาริ่ง ซึ่งถ้าคนอังกฤษรวมทั้งาคนในบังคับของอังกฤษทำผิดไม่ต้องขึ้นศาลไทย ทำการค้าได้อย่างเสรี

ยึดถือครองที่ดินได้ไม่จำกัด ฯลฯ และต่อมาสยามก็จำต้องทำสนธิสัญญาทำนองเดียวกันนี้กับชาติมหาอำนาจยุโรป

อีกหลายประเทศตามมา การเสียพระเกียรติแบบเจ้าพ่อมันไม่ได้ถูกทั้งหมดหรอกครับ เพราะฝรั่งน่ะมันคิดจะเอา

แค่เมืองประเทศราชแค่นั้นหรือ เสียพระเกียรติ(เสียหน้า)อย่างเดียวแค่นั้นจริงหรือครับ คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ

ความพยายามสร้างชาติให้เป็นรัฐสมัยใหม่เหมือนยุโรปได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ

ปรับปรุงกฎหมายขนานใหญ่ การออกพรบ.เลิกทาสก็เป็นการเริ่มต้นของการที่จะทำให้คนเท่าเทียมกันซึ่งก็ยังมีผล

บังคับใช้ถึงปัจจุบัน และที่สำคัญในยุคพระมหากษัตริย์นี่แหละครับที่พระองค์ได้ออกพรบ.แปลงชาติ รศ.๑๓๐

เพื่อให้เจ๊กสำเพ็ง ญวนสามเสน แขกพาหุรัถ ฯลฯ หากมีภูมิลำเนาในสยามไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็ให้เป็นคนไทย ถ้ามีลูกเกิด

ในสยามก็ให้เป้นคนไทย และแม้จะแปลงสัญชาติเป็นคนสัญชาติอื่นจะขอกลับมาเป็นสัญชาติไทยก้ทำได้ และในสมัย

ร.6 ก็เพิ่มกฎหมายสัญชาติให้ลูกของคนไทยที่เกิดต่างประเทศเป็นไทยด้วย และคนที่แต่งงานกับคนต่างชาติลูกก็ให้

เป็นไทย ถ้าเราไม่มีกฎหมายเหล่านี้ ป่านนี้คงมีชนกลุ่มน้อยแบบพม่าเต็มไปหมดแล้ว

แต่พอมาถึงยุคจอมพลนี่สิที่เป็นพวกตกยุคกลับมากีดกันความเป็นไทยเสียอีก โดยยกเลิกพรบ.แปลงชาติในยุค

ของพระมหากษัตริย์ แล้วก็ออกกฎหมายใหม่กีดกันคนต่างด้าว(ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นต่างด้าวมาก่อน) บังคับใช้เรื่อยมาจนมา

ถึงประกาศคณะปฎิวัติ 2515 เรียก ปว.337 ที่แม้จะมีแม่เป็นไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยและให้มีผลย้อนหลังถอน

สัญชาติด้วย เพิ่งยกเลิกยุคเชาวลิตนี่เอง เมื่อ 30-40 ก่อน คนจีนยังไม่กล้าสอนภาษาจีนให้ลูกเลย ลูกจีนก็เลยพูด

จีนกันไม่เป็น ห้ามเปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน ร้านค้าชาวจีนญวนก็ถูกทุบกระจกทำลายข้าวของ สมัยรุ่นปู่ผมก็ยังเคย

โดนเลย (ผมดูหน้าคุณธงชัยก็ไม่รู้ว่าได้อานิสงค์ของพรบ.ยุคพระมหากษัตริย์ด้วยหรือป่าว) วาทะกรรมเรื่องชาติ ศาสนา

พระมหากษัตริย์ ก็เป็นเรื่องพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการรวมชาติให้เป็นปึกแผ่นต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะมีความคิดให้

เป็นชาตินิยมกดขี่ชนชั้นแบบที่อ้างกันในปัจจุบัน ความคิดยุคหลังเกิดจากเหล่าจอมพล+อำมาตย์นั่นแหละครับ

ส่วนเรื่องเสียดินแดน-ชาตินิยม ก็เกิดขึ้นในยุคจอมพลอีกเช่นกัน ตั้งแต่ยุค "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย.."จนมาถึงยุค

เขาพระวิหารและต่อๆมา

ความเห็นของผมข้างบนนั้นผมขอยก

ความเห็นของผมข้างบนนั้นผมขอยกเครดิตทั้งหมดให้กับอาจารย์ที่น่ารักของผมคือ

ท่านอาจารย์พันทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร (อาจารย์แหวว)ที่ได้อบรมสั่งสอนผมในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ

แผนกคดีบุคคล ครับ

ส่วนในเรื่องปัจจัยภายในซึ่งผมยังไม่ได้เขียน แต่ผมก็ขอให้เครดิตเลยละกัน คือท่านอาจารย์ดร.ลิขิต ธีรเวคิณ ที่สอนผม

เรื่องการเมืองการปกครองของไทย ครับ

ความรู้ปวศ.ของคุณเห็นต่างนั้น

ความรู้ปวศ.ของคุณเห็นต่างนั้นเป็นความรู้พื้นๆที่นักปวศ.ไทยเขารู้กันทั้งนั้น คนที่ไม่ใช่นักปวศ.อย่างอาจารย์ทั้งสองของคุณเขาจึงพอรู้เช่นกัน ผมเชื่อว่าถ้าคุณไปถามอาจารย์ทั้งสองท่านของคุณว่ากล้าพูดไหมว่าท่านรู้ปวศ.ไทยดีกว่าอ.ธงชัย เขาคงไม่กล้า

อ.ธงชัยเขา "ข้ามช็อต" ความรู้พื้นๆพวกนั้นไปแล้ว ปาฐกถาหนึ่งครั้งในหัวข้อที่ใหญ่ครอบคลุมขนาดนี้คงไม่ลงรายละเอียด แต่ดูเหมือนว่าอ.ธงชัยจะให้การวิเคราะห์แบบของเขาต่อเรื่องฝรั่งล่าเมืองข้นกับสยามไว้แล้ว คุณอ่านดูเอาแล้วกันในหัวข้อ "บริบท"

ผมคิดว่าความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปวศ.ไทยล้าหลังตามนักปวศ.นานาชาติไม่ทันต่างหาก เป็นเหตุให้คนอย่างคุณบางกอกและคุณเห็นต่างที่อยู่ห่างวงการออกมาอีก ถึงกับอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะมันขัดกับความรู้และความเชื่อที่เราเรียนกันมา แทนที่จะหลงตัวเองว่าอ.ธงชัยมีความรู้ปวศ.ไทยตื้นเขินห่วยแตก ขนาดความรู้พื้นๆที่คนอย่างคุณอย่างผมยังรู้ อ.ธงชัยกลับไม่รู้เลย แทนที่จะยืนยันว่าคุณรู้ปวศ.ไทยดีกว่าอ.ธงชัยเสียอีก ผมเห็นว่าทั้งคุณบางกอกและคุณเห็นต่างและคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างผม น่าจะฉุกคิด ถามตัวเองว่าความรู้ที่เรามีอยู่สงสัยได้เวลาสังคายนาครั้งใหญ่ อ.ธงชัยอาจจะไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า เขากำลังพูดถึงปวศ.ไทยที่ต่างลิลับคนละภาษากับความรู้พื้นๆที่เรามี

แทนที่จะด่ากราดอวดดีอย่างคุณบางกอก ผมว่าฉุกใจคิดสักนิดน่าจะเกิดปัญญากว่านะครับ

ก็ความรู้พื้นๆน่ะสิครับ

ก็ความรู้พื้นๆน่ะสิครับ ที่คุณธงชัยมองข้ามไป แล้วไปอธิบายอะไรก็ไม่รู้

ผมถามแค่ว่าการเสียดินแดนน่ะเป็นแค่การเสียหน้าแค่นั้นหรือ ฝรั่งมันต้องการแค่นั้นหรือ แค่พื้นๆแค่นี้น่ะ

คุณกับพวกธงชัย ตอบให้มันได้ก่อนเถอะครับ

ก็ความรู้พื้นๆน่ะสิครับ

ก็ความรู้พื้นๆน่ะสิครับ ที่คุณธงชัยมองข้ามไป แล้วไปอธิบายอะไรก็ไม่รู้

ผมถามแค่ว่าการเสียดินแดนน่ะเป็นแค่การเสียหน้าแค่นั้นหรือ ในยุคอาณานิคมฝรั่งมันต้องการแค่ดินแดนประเทศราช

เท่านั้นจริงๆหรือ ?

คำถามพื้นๆอย่างนี้น่ะ คุณกับพวกธงชัย ตอบให้มันได้ก่อนเถอะครับ

คุณบอกว่าอาจารย์ของผมทั้งสองท

คุณบอกว่าอาจารย์ของผมทั้งสองท่านไม่มีความรู้ปวศ.มากเท่ากับคุณธงชัย คุณเอาอะไรมาวัดครับ

ทั้งสองท่านเป็นด๊อกเตอร์และก็มีความเชี่ยวชาญในประวัติศาตร์และสาขาวิชาดังกล่าว ท่านสอนมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่ได้สอนแต่เฉพาะธรรมศาสตร์เท่านั้น สอนที่อื่นๆด้วย เป็นลูกหม้อธรรมศาสตร์ อ.ลิขิตนั้นเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของ

คณะรัฐศาสตร์ด้วย (ปี 47 หรือ 49 ไม่แน่ใจครับ)

คุณลองพิมพ์ชื่ออ.แหวว ในกูเกิ้ลนะครับ ผมว่าบทความทางวิชาการของอ.แหววยังจะมากกว่าบทความของคุณธงชัย

ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวมกันด้วยซ้ำไป

เฮ้อ...โลกของคุณเห็นต่างช่างแ

เฮ้อ...โลกของคุณเห็นต่างช่างแคบเสียจริงๆ ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราว กร่างผิดที่ผิดโอกาสเสียจริงๆ คุณน่ะแหละลองกูเกิ้ลดูเอาเองแล้วกันครับ เอาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเลยนะครับ

ผมสงสัยว่าคนไทยจะเป็นอย่างคุณห็นต่างและคุณบางกอกกันมากจริงๆ แทนที่จะถือเป็นโอกาสเรียนรู้ทางปัญญา กลับหวาดกลัวความรู้ที่ต่างออกไป แถมอวดเก่งผิดที่ผิดเวลาจริงๆ

ผมฝากให้คิดเอาเองแล้วกัน ถ้าคุณพอใจจะขังตัวเองอยู่กับความคับแคบของตัวเองก็เชิญ
ผมไม่มีความเห็นเพิ่มเติมแล้วครับ

บางกอก

[quote=บางกอก]ประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียนนั้นมีอยู่อีกมากมายนัก

เปิดโอกาสให้นักวิชาการอัตตานิยมบางคน เอาข้อเท็จจริงแต่เพียงบางส่วนมาใช้สร้างสาวกสร้างภาพแนวความคิดความเห็นต่อสิ่งที่อัตตาส่วนตนต้องการ

ประวัติศาสตร์ยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว หนีไม่พ้นสถาบันกษัตริย์ และการก่อเกิดลัทธิการเมืองอื่นๆที่เกิดขึ้นทดแทน เป็นเช่นนี้เหมือนกันทั่วโลก

ธงชัยกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่๕ ในแง่ที่แนวความคิดด้านสังคมการเมืองการปกครองของพระองค์ท่านเป็นลบต่อระบอบปกครองประชาธิปไตย ฯลฯ

ผมอ่านแล้วสังเวชจริงๆครับ ในความเป็นนักวิชาการของดร.ธงชัย หากความรู้เรื่องประวัติศาสตร์เปรียบเทียบมีเพียงแค่นี้ ก็คงสอนได้แต่นักศึกษาอเมริกันชั้นปีหนึ่งปีสอง เท่านั้นกระมัง

ส่วนคนไทยที่ลงไหลได้ปลื้มไปกับตรรกะ ฝ่ามือเดียวบังแดดของธงชัย เพราะเข้ากับอัตตาตนเองนั้น ผมไม่แปลกใจอะไรนัก

ปรัชญาการเมืองการปกครองของในหลวงรัชกาลที่๕นั้น ท่านรับมาจากศูนย์กลางอารยะธรรมโลกในยุคนั้นนะครับ คือทวีปยุโรปในยุคสมัยของท่าน ซึ่งยังอยู่ในยุคเบ่งบานของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

อังกฤษแม้มีสภามานานก่อนหน้านั้นแต่ก็อยู่ในยุครอยัลลิสต์ เยอรมันเป็นยุคสร้างจักรวรรดิ ออสเตรียและรัสเซียเป็นจักรวรรดิมานานเช่นกัน มีฝรั่งเศสชาติเดียวที่เป็นประชาธิปไตยแบบยุ่งเหยิงปั่นป่วนไม่นิ่ง ส่วนสหรัฐอเมริกาของเสรีชนนั้น
อิ อิ อิ.....ยังไม่ได้เป็นอภิมหาอำนาจระดับโลกกับเขาเลย

รัชกาลที่๕ ไปรับเอาระบบปกครองที่ประสพความสำเร็จในยุโรปช่วงนั้นมาปรับใช้กับประเทศไทย
ผิดตรงไหนไม่ทราบครับ....ธงชัย

ระบบเจ้าในภาคพื้นยุโรปนั้นจบสิ้นลง แทบจะพร้อมกันเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่๑ สงครามระหว่างจักรวรรดิสมบูรณญาสิทธิราชครั้งสุดท้ายของโลก ผู้ได้รับประโยชน์ก็ยังไม่ใช่นักประชาธิปไตยทั้งหลายนะครับ แต่เป็นระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นแบบโดยบุคคลหรือโดยพรรค ฟาสซิสท์ นาซี และคอมมูนิสต์เข้าครอบครองภาคพื้นยุโรป แม้แต่เยอรมันซึ่งประชาชนใฝ่หาประชาธิปไตยแต่ก็จบลงด้วย การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจ๋าสร้างฮิตเลอร์ขึ้นมา

รัฐเจ้าทั้งหลายที่เหลืออยู่นั้นต่างถึงคิวที่ต้องปรับตัวด้านการเมืองการปกครองกันในช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกนี่แหละครับ ตุรกี ไทย ญี่ปุ่น อยู่ในคิวนี้ ทางเลือกที่จะเปลี่ยน ก็มีไม่มากถ้าจะถือตามแบบอารยะประเทศยุคนั้น ก็คือ เผด็จการแบบอิตาลี ประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์แบบอังกฤษ หรือสาธารณะรัฐแบบฝรั่งเศส

ลัทธิการเมืองการปกครองยอดนิยมของเหล่านักเรียนนอกยุคนั้น แบ่งออกได้ตามประเทศที่ให้การศึกษามาดังนี้

นักเรียนเก่าอังกฤษนิยม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นักเรียนเก่าเยอรมันซึ่งมักเป็นสายทหาร นิยมระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ

นักเรียนเก่าฝรั่งเศส นั้นแบ่งออกเป็นพวกนิยมสาธารณะรัฐ บ้างก็นิยมฟาสซิสต์และพวกที่อยู่นานเห็นความล้มเหลวของการเมืองการปกครองฝรั่งเศส และนิยมความท้าทายและการให้ความสำคัญแก่มหาประชาชน พวกหลังนี้นิยม มาร์กซิสท์ครับ....

ทั้งรัชกาลที่๖และที่๗นั้นท่านนักเรียนเก่าอังกฤษหากการเมืองการปกครองไทยจะถูกกระแสโลกผลักดันให้เปลี่ยนไปท่านก็อยากได้อย่างอังกฤษ แบบว่าค่อยๆเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของหลายประเทศนั้นผู้ลงมือกระทำการซึ่งแน่นอนย่อมไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในอำนาจแต่มักจะเป็นผู้ได้รับการศึกษาจากยุโรปกลับไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ส่วนบรรดาผู้นำคณะราษฎรนั้น ต่างคนต่างมีวาระซ่อนเร้นมีความนิยมส่วนตัวของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม

ปรีดีนั้นแต่ดั้งเดิมเป็นมาร์กซิสท์ชัดเจนครับ แก่ลงพรรษาการเมืองมากขึ้นต้องชนกับฟาสซิสมท์อย่างจอมพลป.ก็เอาหลังอิงเจ้าเอาไว้ ผู้นิยมประชาธปไตยแบบอังกฤษแท้จริงนั้นกลับเป็นสี่ทหารเสือฝ่ายทหารซึ่งสามในสี่เป็นนักเรียนเยอรมัน แต่กลุ่มนี้พ่ายแพ้ในการชิงการนำกำลังทหารแก่กลุ่มจอมพลป.ไปเสียก่อน

ดังนั้นหลัง๒๔๗๕หลังกบฎบวรเดชเมืองไทยจึงได้ระบอบเผด็จการรัฐสภาประชาธิปไตยครึ่งใบปกครองประเทศมาจน๒๕๐๐เมื่อสฤษดิ์ปฏิวัติคณะราษฎรตกบันไดอำนาจไปยกคณะ

ทั้งหมดที่ผมอธิบายมานั้น ไม่มีในตำราเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กไทยครับ มันถึงได้โง่งมงายให้นักวิชาการประวัติศาสตร์อัตตานิยม ควักตรงนี้ทีล้วงตรงนี้ทีมาสนองอัตตาไม่เอาเจ้าของตัวเองได้เรื่อยๆ

ข้อเท็จจริงที่ผมแจ้งให้ทราบนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงด้านการสังคมการเมืองการปกครองไทยนั้น แท้จริงแล้วเป้นไปตามกระแสโลกที่ประเทศอื่นเขาก็เจอะเจอกัน จะมียกเว้นก็แต่ ประเทศอาณานิคม หรือกรณพิเศษก็สหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ระบอบปกครองที่ประชาชนของเขายอมให้ปกครองมาสองร้อยกว่าปี
ซึ่งก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบอุดมคติแต่อย่างไร

นักเรียนอเมริกาอย่างธงชัยไม่นิยมเจ้าตามสไตล์อเมริกันชนผมไม่แปลกใจครับ แต่ประวัติศาสตร์อันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น จะเอามาดัดมาแปลงมาตีความข้างเดียวให้เข้ากับอัตตาตัวเองนั้น ผมซื้อไม่ลงครับ

สำหรับผมนั้น ร.๕ท่านครองราชย์นานลูกมากส่งไปเรียนจบกลับมาก็รับราชการเป็นเจ้าเป็นนายคนกลุ่มอื่นมากเกินไป.... ร.๖ท่านทราบว่าพี่น้องท่านมีทั้งดีไม่ดีเหมือนกันก็เลยหันไปใช้ข้าราชการสามัญชนที่ไม่ใช่เจ้าให้มีบทบาทมากขึ้นพวกเจ้าก็งอนท่าน....ส่วนรัชกาลที่๗นั้นท่านพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้วที่หากจะเสียอำนาจอันสมบูรณ์ไปก็อยากจะเสียให้มหาประชาชนมากกว่าบุคคลกลุ่มเดียว

ซึ่งท่านก็ทำไม่สำเร็จเช่นเดียวกับเจ้าหรือกษัตริย์ทุกพระองค์ในยุคนั้น......... ครับเสร็จเผด็จการก่อนประชาธิปไตยทุกพระองค์ไป ไม่ว่าเสปน อิตาลี ออโตมัน.......

ธงชัยหรือใครก็ตามที่ขี้มักจะเอาทฤษฎีการเมืองการปกครองยุคปัจจุบันนี้ของโลกยุคนี้ไปวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์หรืบุคคลในประวัติศาสตร์ อ้างอิงโยงใยมาตำหนิติเตียนคนในยุคปัจจบันผมว่ามันไม่แฟร์ และใช้ความเป็นนักวิชาการมิชอบ...

เรื่องง่ายๆ แค่ในหลวงรัชกาลที่๙นี้ พระองค์ท่านครองราชย์หกสิบกว่าปี ประวัติศาสตร์โลกกระแสโลกเปลี่ยนแปลงมาแล้วจนจบยุคคอมมูนิสท์ ยุคสงครามเย็น ไปเป็นยุคอันธพาลโลก กระแสโลกย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสถาบันกษัตริย์ไทยเช่นเดียวกัน

แต่ดูเหมือนธงชัยและนักวิชาการแนวเดียวกันยังมองสถาบันท่านอยู่ในยุคถนอมประภาสอยู่เลยครับ

ผมคงไม่ต้องบอกธงชัยนะครับว่า เรื่องที่ธงชัยทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้ประโยชน์กับมหาประชาชนคนไทยที่ตรงไหน........

การเปลี่ยนแปลงใดๆที่ธงชัยอยากเห็นอยากได้ไม่ว่าจะกฎหมายหมิ่น หรืออะไร
ในระบอบปกครองประชาธิปไตย มีแต่นักการเมืองในสภาที่จะบรรดาลให้เกิดขึ้นได้ ชั่วถี่ดีห่างที่มหาประชาชนจะเป็นผู้ได้รับนั้นออกจากมือกษัตริย์ไปอยู่ในสภาในมือนักการเมืองมาเนิ่นนานแล้ว

ตรรกะเภทภัยของมือที่มองไม่เห็นนั้นเอาไปขายใครไม่ได้หรอกครับ ตราบใดที่เภทภัยของมือที่มองเห็นและมีอำนาจอยู่มันเลวร้ายกว่าเภทภัยจากมือที่มองไม่เห็น.........[/quote]

ฮ่าๆๆ ระบบนี้มีแต่เสื่อมกับเสื่อมครับ ไม่มีทางที่จะอยู่ดำรงคงถาวร ยาวนาน หรอก
ตราบใดที่ สถาบัน ไม่มีการปรับตัวให้เข้ากับ ยุคสมัย โลกาภิวัตน์ ก็ยิ่งเสื่อมถอยเร็วมากขึ้น

ทั่วโลกต่างพัฒนามาเป็นระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง แล้ว จะวิวัฒน์ไปสู่สังคมในอุดมคติที่ปราศจากระบบชนชั้น ทุกคนอยู่อย่างฉันท์พี่น้อง มีศีลธรรม

ฉะนั้น อย่าพยายามไปขวางกระแสไปหน่อยเลยครับ ขวางเพื่ออะไร เพื่อธำรงซึ่งศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาของตนนั้น หรือ?

ที่ผมกล่าวแบบนี้คือว่า มี หลายคน คิด ว่า สิ่งนี้จะอยู่กับเราตลอดไป แต่จริงๆแล้ว มันไม่มั่นคงหรอก

ตอนนี้กระแส แอนตี้มาแรงมาก เพราะ มันเริ่มเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น ประกอบกับยุคนี้มีอินเตอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลข่าวสาร

ผ่านถึงตัวปัจเจกบุคคลโดยตรง ซึ่งไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองโดยรัฐเหมือนแต่ก่อน

จริงอยู่ที่ข้อมูลข่าวสารนั้นอาจจะถูดบิดเบือนซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ ที่ข้อมูลต้องขลาดเคลื่อนไปบ้าง แล้วแต่จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่ว่า การบิดเบือนโดยอำนาจรัฐก็มีอยู่ การปิดกั้นการเข้าถึง อันนี้มันยิ่งขัดแย้งกันเอง

ผมของถามคุณหน่อยนะครับว่า คุณเชื่อถือข้อมูลที่รัฐให้การรับรองหรือส่งมามากแค่ไหน?

เผอิญ

[quote=เผอิญ]ความรู้ปวศ.ของคุณบางกอกตื้นเขินกว่าที่ผมเคยคาด สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมด ทุกประเด็น นั้น คนนอกวงวิชาการแต่สนใจอ่านหน่อยอย่างผมก็รู้ครับ แถมไม่ได้แสดงแม้แต่น้อยว่าความรู้ปวศ.แบบอ.ธงชัยผิดตรงไหน ตรงกันข้าม ปวศ.ไทยแบบที่อ.ธงชัยเสนอ "ข้ามช็อต" ปวศ.ตื้นๆที่ผมรู้ ที่คุณบางกอกรู้ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณบางกอกอ่านไม่รู้เรื่อง จับความไม่ได้ จับความผิดๆ ก็อย่าอวดเก่งดีกว่าครับ (เช่น ที่คุณถามว่า "รัชกาลที่๕ ไปรับเอาระบบปกครองที่ประสพความสำเร็จในยุโรปช่วงนั้นมาปรับใช้กับประเทศไทยผิดตรงไหนไม่ทราบครับ....ธงชัย" นั้นแสดงชัดว่าคุณบางกอกอ่านไม่รู้เรื่องจริงๆเพราะนี่ไม่เป็นประเด็นเลยสำหรับอ.ธงชัย อาจจะตรงข้ามด้วยซ้ำ เพราะอ.ธงชัยโต้ฝ่ายเจ้าที่ปฏิเสธประชาธิปไตยเพียงโดยอ้างว่าเป็น "ข้าวสาลี") คุณบางกอกน่าจะเก็บไปคิดดู สิ่งที่คุณรู้เอาไปสอนปีหนึ่งปีสองยังไม่ได้เลยครับ ส่วนอ.ธงชัยนั้นเขาผลิตนักเรียนป.เอกออกมาแล้วหลายคน เติบโตได้ในวิชาชีพของมหาลัยในอเมริกา คุณบางกอกคงมีสามัญสำนึกพอนะครับว่ามหาลัยในอเมริกาเขาไร้คุณภาพ ตาถั่วมากถึงขนาดยอมให้นักปวศ.ห่วยๆในทัศนะของคุณบางกอกเป็นศาสตราจารย์ หรือว่าคุณบางกอกเองสมควรสงบปากสงบคำหากอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านรู้เรื่อง มีประเด็นแย้งค่อยมาว่ากันอีกที

ผมไม่รูว่าจะเชื่อตามอ.ธงชัยดีหรือเปล่า แต่ผมมีสามัญสำนึกพอที่จะรู้ว่าความรู้ความคิดปวศ.แบบอ.ธงชัยนี่แหละที่จะพลิกโฉมการศึกษาปวศ.ไทยเพราะทั้งแน่นด้วยข้อมูลและการวิเคระห์ตีความที่น่าคิดน่าพิจารณา ผมได้ยินมาว่าอ.ธงชัยได้รับความยอมรับจากวงวิชาการนานาชาติก็ด้วยความสามารถตรงนี้แหละที่เปลี่ยนมุมมองปวศ.ไทยอย่างมาก ถ้าสังคมไทยเต็มไปด้วยคนอย่างคุณบางกอก สงสัยว่าความรู้ทางวิชาการปวศ.ไทยกำลังจะถูกนานาชาติทิ้งไปอีกหนึ่งช่วงตัวเพราะปฏิเสธคนอย่างอ.ธงชัยนี่แหละ

มันน่าอนาถแค่ไหนที่เราขังตัวเองอยู่กับความรู้แคบๆเท่าที่เราอยากจะหลงตัวเอง แล้วปฏิเสธความรู้ใดๆก็ตามที่มาท้าทายความรู้ที่เราเคยเชื่อ[/quote]

ใช่เลยครับ .. ประวัติศาตร์ที่อาจารย์ ธงชัย นำเสนอมานั้น ชัดเจน แล้วเป็นมุมมองที่รัฐพยายามปิดกั้น

เอาสิครับ ผมอยากลองให้ อาจารย์ ธงชัย ไปเขียนตำราเรียนประวัติศาสตร์ มุมนี้ ให้เด็กและเยาวชน ดู ส่งไปให้ กระทรวงศึกษาตรวจ ผมคิดว่า กระทรวงคงจะไม่อนุญาตให้ เป็นแบบเรียน เพราะอะไรครับ?

ก็เพราะว่า เค้าอยากให้เรา รู้ ในแบบที่รัฐ ต้องการให้รู้!!! แค่นี้ ฮ่าๆๆๆ เจริญๆ ประเทศไทย ^ ^'

เห็นต่าง ตอบคุณ

[quote=เห็นต่าง ตอบคุณ "จันแดง@เสรีชน"]ผมพูดผิดหรือพูดถูกนั้น ถ้าใครที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงจริงๆก็ต้องทราบว่าที่ผมพูดน่ะถูกหรือผิด เพราะผมก็พูดเช่นเดียวกับ

ที่คุณจตุพรพูด ล่าสุดที่คุณทักษิณโฟนอินเขาก็พูด คุณจตุพรนี่พูดด้วยซ้ำว่า""คนเสื้อแดงก็คือพสกนิกร" แต่ถูกพวกอำมาตย์

พยายามแยกพสกนิกรออกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยใช้ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทาง

การเมือง..."

คนเสื้อแดงจึงเป็นพสกนิกรที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่พอใจ

ความอยุติธรรมที่มีต่อคุณทักษิณ ใส่ร้ายทั้งเรื่องทุจริต และโดยเฉพาะเรื่องใส่ความว่าทักษิณคิดล้มเจ้าจะเป็น

สาธารณรัฐบ้าบอไปโน่น จนกลายมาเป็นนปช.แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ และคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เป็นพวกที่คิดอย่าง

คุณอาจารย์เจ้าของบทความนี่ซักกะหน่อย

ถ้าคุณ "จันแดง@เสรีชน" จะพิสูจน์ว่าผมพูดผิดหรือถูก ก็ลองเปิดดูช่องเคเบิ้ล Asia update ดูก็ได้ คุณจตุพรเขา

จะพูดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ส่วนคุณณัฐวุฒิก็มาพูดเพิ่มในวันพุธ-พฤหัส หรือจะดูที่แกนนำนปช.แถลงข่าวเมื่อวันที่

20 เมษายน 54 ผ่านyoutube ก็ได้

http://www.youtube.com/watch?v=b0Z4US4bppQ&feature=related[/quote]

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ผมดูเอเซียอัพเดททุกวัน ฟังจตุพรนับวุฒิเกือบทุกคลิป ไม่ต้องห่วงไม่ต้องแนะนำก้อได้
ใช่เลยเสื้อแดงต่อสู้เพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รับธรรมนูญ
ไม่ใช่ลอยอยู่บนท้องฟ้า จนปรัชสชนไม่สามารถแตะต้องได้
อย่าให้อธิบายมากกว่านี้เลย ไว้ให้มีการยกเงิก ม.112 ก่อน
หวังว่าคงเข้าใจ..ผมยังยืนยันเหมือนเดิม ว่าคุณคิดถูกหรือเปล่าไม่รู้ไม่แน่ใจ
และก้อยังยืนยันด้วยว่า เสื้อแดงนั้น มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกคนไม่มีใครคิดล้มเจ้า แต่มีคนผลักเจ้าให้ล้มใส่คนเสื้อแดงครับ..หวังว่าคงเข้าใจ

ถ้าคุณบอกคุณฟังคุณจตุพรพูด

ถ้าคุณบอกคุณฟังคุณจตุพรพูด งั้นช่วยบอกผมด้วยครับว่ามีคลิปใหนบ้างที่คุณจตุพรเรียกร้องให้ยกเลิกม.112

เพราะตั้งแต่ผมฟังมา ยังไม่เห็นได้ยินว่าคุณจตุพรรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว แม้ว่าคุณจตุพรจะโดนข้อหา

หมิ่นของม.112 ก็ตาม ผมก็ยังไม่เคยเห็นเขาเรียกร้องให้ยกเลิกม.นี้ มีแต่เขาจะต่อว่าและต่อสู้กับพวกอำมาตย์

ที่ใช้ม.112 เป็นเครื่องมือ

ครับ

ครับ อ่านแล้ว(แค่ค่อนแรก)เพราะผมเป็นคนอดทนกับการอ่านต่ำมาก?จนทำให้หลังจบท นอกจากตำราผมอ่านหนังสือที่คนอื่นเขียนไม่ถึงสิบเล่ม นั้นคือจุดอ่อนของผม?

คืออดทนอ่าน(เน้นคำว่าอดทนอ่านเพราะมีเนื้อหาให้แย้งมาแทบทุกๆย่อหน้า)

จากย่อหน้าแรก ผมฟันธงว่าธงชัยเป็นนักจับแพะชนแกะได้ไม่เนียนเลย มีเวลาจะมาชำแหละเป็นข้อๆว่าธงชัยมั่วไม่เนียนอย่างไร แต่ขอมีเวลาอ่านให้จบดีกว่าแต่อ่านด้วยความอดทน)เพราะเวลาน้อย จับประเด็นได้ประมาณนี้

ปล.คงต้องเป็นเคสที่ใช้ความอดทนในการอ่านระดับระดับเกือบสิบปีเพื่อจะมาตอบเรื่องนี้ทำไมเขียนให้ยาวได้น่ารำคาญได้ปานนี้???

อะตอม wrote:ครับ

[quote=อะตอม]ครับ อ่านแล้ว(แค่ค่อนแรก)เพราะผมเป็นคนอดทนกับการอ่านต่ำมาก?จนทำให้หลังจบท นอกจากตำราผมอ่านหนังสือที่คนอื่นเขียนไม่ถึงสิบเล่ม นั้นคือจุดอ่อนของผม?

คืออดทนอ่าน(เน้นคำว่าอดทนอ่านเพราะมีเนื้อหาให้แย้งมาแทบทุกๆย่อหน้า)

จากย่อหน้าแรก ผมฟันธงว่าธงชัยเป็นนักจับแพะชนแกะได้ไม่เนียนเลย มีเวลาจะมาชำแหละเป็นข้อๆว่าธงชัยมั่วไม่เนียนอย่างไร แต่ขอมีเวลาอ่านให้จบดีกว่าแต่อ่านด้วยความอดทน)เพราะเวลาน้อย จับประเด็นได้ประมาณนี้

ปล.คงต้องเป็นเคสที่ใช้ความอดทนในการอ่านระดับระดับเกือบสิบปีเพื่อจะมาตอบเรื่องนี้ทำไมเขียนให้ยาวได้น่ารำคาญได้ปานนี้???[/quote]

//////////////////////////////////////////////////////////////

กับผมก่อนก้อได้...ปีกยังไม่งอกอย่าฝืนบิน ตกตายเปล่า ๆ

จันแดง@เสรีชน wrote:เห็นต่าง

[quote=จันแดง@เสรีชน][quote=เห็นต่าง ตอบคุณ "จันแดง@เสรีชน"]ผมพูดผิดหรือพูดถูกนั้น ถ้าใครที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงจริงๆก็ต้องทราบว่าที่ผมพูดน่ะถูกหรือผิด เพราะผมก็พูดเช่นเดียวกับ

ที่คุณจตุพรพูด ล่าสุดที่คุณทักษิณโฟนอินเขาก็พูด คุณจตุพรนี่พูดด้วยซ้ำว่า""คนเสื้อแดงก็คือพสกนิกร" แต่ถูกพวกอำมาตย์

พยายามแยกพสกนิกรออกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยใช้ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทาง

การเมือง..."

คนเสื้อแดงจึงเป็นพสกนิกรที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่พอใจ

ความอยุติธรรมที่มีต่อคุณทักษิณ ใส่ร้ายทั้งเรื่องทุจริต และโดยเฉพาะเรื่องใส่ความว่าทักษิณคิดล้มเจ้าจะเป็น

สาธารณรัฐบ้าบอไปโน่น จนกลายมาเป็นนปช.แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ และคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เป็นพวกที่คิดอย่าง

คุณอาจารย์เจ้าของบทความนี่ซักกะหน่อย

ถ้าคุณ "จันแดง@เสรีชน" จะพิสูจน์ว่าผมพูดผิดหรือถูก ก็ลองเปิดดูช่องเคเบิ้ล Asia update ดูก็ได้ คุณจตุพรเขา

จะพูดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ส่วนคุณณัฐวุฒิก็มาพูดเพิ่มในวันพุธ-พฤหัส หรือจะดูที่แกนนำนปช.แถลงข่าวเมื่อวันที่

20 เมษายน 54 ผ่านyoutube ก็ได้

http://www.youtube.com/watch?v=b0Z4US4bppQ&feature=related[/quote]

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ผมดูเอเซียอัพเดททุกวัน ฟังจตุพรนับวุฒิเกือบทุกคลิป ไม่ต้องห่วงไม่ต้องแนะนำก้อได้
ใช่เลยเสื้อแดงต่อสู้เพื่อให้ได้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รับธรรมนูญ
ไม่ใช่ลอยอยู่บนท้องฟ้า จนปรัชสชนไม่สามารถแตะต้องได้
อย่าให้อธิบายมากกว่านี้เลย ไว้ให้มีการยกเงิก ม.112 ก่อน
หวังว่าคงเข้าใจ..ผมยังยืนยันเหมือนเดิม ว่าคุณคิดถูกหรือเปล่าไม่รู้ไม่แน่ใจ
และก้อยังยืนยันด้วยว่า เสื้อแดงนั้น มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทุกคนไม่มีใครคิดล้มเจ้า แต่มีคนผลักเจ้าให้ล้มใส่คนเสื้อแดงครับ..หวังว่าคงเข้าใจ[/quote]

/////////////////////////////////////////////////////////////

ฟังดี ๆ น่ะครับ...
เสื้อแดงทุกคนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
จตุพร นัฐวุฒิ หรือแกนนำอื่น ๆ เป็นเพียงคนยืนหน้ากลุ่ม
คนเสือแดงไปรวมตัวกัน ฟังคนไหนพูดก้อได้ ไม่ฟังก้อได้ แต่ล่ะคนต่าง ๆ ความเห้นกันในรายละเอียดตามประสบการณืแต่ล่ะคน แต่เจตนาหลักควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพของเสรีชน สิทธิมนุษยชน อันถือเป็นหัวใจหลักของระบอบนี้ เลขต่าง ๆ ที่เขาขอให้ยกเลิกแก้ไขเปลี่ยนแปลงก้อเพื่อให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ แต้องได้
ไม่ว่าจะแกนนำแกนนอนคนไหนก้อไม่ใช่เจ้าของหัวใจของคนเสื้อแดงครับ
ความปรารถนาร่วมกันที่จะมีระบอบการปกครองที่ดี คือ เจ้าหัวใจของคนเสื้อแดงที่สั่งให้คนเสื้อแดงมารวมกันเพื่อแสดงเจตนาที่ตรงกัน
อย่าได้เอาคำพูดของแกนอะไรคนไหนมาบอกว่า เพราะคนนั้นคนนี้ทำให้แดงทั้งแผ่นดิน แต่หัวใจของเขาเองความปรารถนาของเขาเองที่สั่งให้เขาใส่เสื้อแดงออกมาฉุยฉาย ออกมาปะทะสังสันต์กัน
พูดแค่นี้คงเข้าใจ...

อ้อครับบังเอิญ

อ้อครับบังเอิญ รอเรื่องงานพอมีเวลาเลยอ่านแบบเทอร์โบ(ยังไม่มีเวลาจับประเด็นหรือแมสเซสสำคัญๆ) แต่เท่าที่อ่านแบบเทอร์โบรวมๆ

ผมยอมรับว่าอ.ธงชัยพยายามนำเสนอปัญหาในเนื้อหาของตัวตนปัญหาระดับหนึ่ง แต่วิธีการแบบนี้มันทำให้คุณค่าในเนื้อในมันลดความหมายที่ต้องการสื่อเพราะวิธีการจับอพะมาชนแกะโยงเรื่องที่มาเกี่ยวนักมาให้น้ำหนักเนื้อหาที่ควรนำเสนอ?

ไปกับการโยง บางเรื่องแบบจับแพะชนแกะ จนเกินไป ทำให้เนื้อหามันเยอะจนไม่เข้าประเด็น? และมีน้ำหนัก ทั้งที่เนื้อหาที่อ.ธงชัยพยายามเสิร์ฟ ผมยอมรับว่ามีเนื้อหาที่มีคุณค่าเกี่ยวกับต้นน้ำของเรื่องนี้แต่มันไปติดความเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้จนดูเลอะเทอะไปหมด

แต่มันไปเสียหายหรือลดคุณค่าในวิธีการนำเสนอหรือการปรุงจนถึงการเสิร์ฟแบบจับแพะชนแกะเรื่องที่ไม่ใช้เนื้อหาหลายเรื่องเข้ามา

เช่น การโยงไปถึงร.5 ทั้งที่เนื้อหาเรื่องนี้ จริงๆมันแค่ประมาณ ยุค2490 หรือยุคสิ้นยุคอุดมการณ์คณะราษฎร์หรือปรีดีย์

แค่ตรงนี้เอง?หรือโยงก้แบบห่างๆ แต่การอรัมบท ไปไกล จนจับแพะมาชนแกะโยงหลายๆเรื่อง จนขาดการแยกแยะไปตามหลักวิวัฒนาการ หรือจุดเปลี่ยนสำคัญๆ(เปลี่ยนเรือสำเภามาเป็นเรือยนต์ปชต.)

แม้โครงสร้างกลุ่มศักดินาล้าหลัง เจ้าขุนมูลนายเดิมจะคือตัวแปรรอยต่อเรื่องนี้ก็จริง แต่มันโยงแบบห่างๆมาก ยิ่งไปเอาเรื่องศาสนามาโยงเรื่องนี้ยิ่งเลอะเทอะ? เรื่องอุดมการณ์เสียดินแดน รัฐราชาธิราช สมัยร.5มาโยงเรื่องนี้ยิ่งจับแพะชนแกะจนเนื้อหามันเลอะเทอะไปไกลกว่าตัวตนเนื้อหาที่สำคัญๆ

เพราะกรอบวิธีคิดนักวิชาการสำนักนี้? ขาดการแยกแยะหลักวิวัฒนาการ พัฒนาการเรื่องรัฐชาติเขตแดนหรือแยกแยะจุดเปลี่ยนสำคัญๆ แม้เรื่องแบบนี้จะมีอิทธิพลในหลักคิดวิธีคิดกรอบศรัทธามาสร้างเงื่อนไขตัวแปรเหล่านี้บ้าง

แต่เงื่อนไขของวิวัฒนาการ ตัวแปสมัยร.5ถึง7 แทบไม่เกี่ยวเรื่องนี้เลย? แต่เอามาเป็นสาระจนเนื้อหามันเยอะเลอะเทอะไม่น่าเชื่อถือ(ตรรกะแบบจับแพะชนแกะ) คือมันแค่คล้ายๆหรือมีส่วน บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเลยในตัวตนเนื้อหาที่ควรจะพูด

จริงๆผมสรุปเลย? สิ่งที่ควรนำเสนอจริงแค่สมัยหลังร.7 มาหาหลังสิ้นยุคปรียดีย์ ตัวแปรแบบนี้ต่างหากคือหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องปัญหานี้?ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่แทบจะยกตัวแปรอื่นที่ธงชัยยกมาไปหมดสิ้น? เพราะก่อนหน้านั้น ถ้าจังหว่ะนั้นเปลี่ยนผ่านอย่างไม่หลุดอุดมการณ์คณะราษฎร์ มันแค่ประวัติศาสต์ในคณูประการณ์ของเรือสำเภาในอีกยุค

เพราะ เรื่องแบบนี้ถ้าช่วงนั้นเปลี่ยนผ่านอย่างไม่มีปัญหาแบบนี้??? เรื่องที่ไปโยงไกลถึงยุคร.5 แทบไม่เกี่ยวอะไรเลย?(หมายถึงถ้าเปลี่ยนผ่านให้ดีไม่ใช่แบบนี้น่ะ)

ดังนั้นที่มันพัวพันแบบโครงสร้างอำนาจเรือรูปร่างประหลาดแบบนี้(เรือยนต์ปชต.แต่กางใบสำเภารุ่นเก่าเอาไว้ดันกันยักแย่ยักยันให้ชาวโลกเห็นเรือรูปร่างประหลาด อะเมจซิ่งไทยแลนด์)เพราะโครงสร้างอำจประหลาดแบบนี้

จากผลพวงการเปลี่ยนผ่านที่ล้มเหลวของคณะราษฎร์คือแทบไม่เกี่ยวอะไรกับยุคร.7ไปหา ร.5 ที่ธงชัยบ้าบอเอามาจับแพะชนแกะหลายเรื่องจนเนื้อหามันเยอะเลอะเทอะจนลดคุณค่าเนื้อหาจริงๆของมัน

เพราะมันคือการจับแพะมาชนแกะเรื่องที่ไม่ควรเอามาใส่ในเนื้อหาเรื่องนี้?จนลดคุณค่าเนื้อหาจริงๆที่ควรเสิร์ฟ???

ที่คุณ"จันแดง@เสรีชน"พูดว่า

ที่คุณ"จันแดง@เสรีชน"พูดว่า "คนเสือแดงไปรวมตัวกัน ฟังคนไหนพูดก้อได้ ไม่ฟังก้อได้ แต่ล่ะคนต่าง ๆ ความเห้นกันในรายละเอียดตามประสบการณืแต่ล่ะคน แต่เจตนาหลักควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพของเสรีชน สิทธิมนุษยชน อันถือเป็นหัวใจหลักของระบอบนี้ เลขต่าง ๆ ที่เขาขอให้ยกเลิกแก้ไขเปลี่ยนแปลงก้อเพื่อให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ แต้องได้
ไม่ว่าจะแกนนำแกนนอนคนไหนก้อไม่ใช่เจ้าของหัวใจของคนเสื้อแดงครับ" นั้น

ผมว่าคุณไปฟังพวกแดงปลอมมากเกินไปหรือปล่าว คนเสื้อแดงเขาเป็น พสกนิกร นะครับ ที่ถูกพวกอำมาตย์รังแกด้วย

ม.112 คนที่จับดาบม.112 ต่างหากที่เป็นผู้ที่ทำร้ายพสกนิกรของพระองค์ แล้วจะไปเรียกร้องให้ยกเลิกม.112 น่ะ

มันใช่เรื่องหรือครับ การที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็หมายความว่า พระองค์ก็ทรงอยู่ในสถานะตามที่รัฐธรรมนูญ

กำหนด ซึ่งก็กำหนดให้พระองค์อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวงอยู่แล้วตามม.8 แห่งรธน. แล้วพวกคุณจะ

เรียกร้องอะไรกับม.112 ที่ผมบอกว่าคุณไปฟังแดงปลอมก็เพราะว่าแดงจริงนั้นเขารู้ว่าพวกอำมาตย์-ขุนนางใช้ม.112นี้

เป็นเครื่องมือที่คนเสื้อแดงต้องต่อสู้กับพวกอำมาตย์-ขุนนางเหล่านี้ ที่ดึงฟ้าต่ำ

การยกเลิกม.112 มันกระทบใครครับ มันกระทบพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือการเมืองโดยตรง ไม่ได้ไปกระทบพวก

อำมาตย์-ขุนนางแต่อย่างใด เพราะการยกเลิกม.112 พวกอำมาตย์ก็จะหากฎหมายอื่นเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอยู่ดี

คุณจะฟังแกนนำแดงหรือไม่ก็แล้แต่คุณ แต่ตราบใดที่มีการเรียกร้องจากกล่มบุคคลที่อ้างตนเองเป็นแดงแต่มีความคิด

สวนทางกับประชาชนที่เป็นพสกนิกรแดงละก็ ผมก็ว่าไปตั้งก๊วนใหม่เถอะอย่ามาอิงแอบกับแดงเลยครับ เพราะแดงเขา

เรียกร้องให้จัดการอำมาตย์ จัดการความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ไม่ได้เรียกร้องให้จัดการกับม.112 ครับ

ครับคุณจันทร์แดงฯ

ครับคุณจันทร์แดงฯ ครับมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ? ว่ามาเลยครับ? ว่าแต่ว่า? แล้วกลับไปอ่านที่ตอกกลับไวในกระทู้อ.ประสิทธิฯ(เรื่องเขรพระวิหาร)ยัง ผมคุยได้ทุกคนทุกคีย์(ยกเว้นคีย์หยาบคายไร้สาระเกินไป)

ถ้ามันพอๆได้มาแบบไหนผมจัดให้แบบนั้น คือถ้าคุณถึงจริง? ผมยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยกเว้นพวกปลาสิวปลาสร้อยปากหอยปากปูมาก่อกวนเขาไปวันๆป่วยการที่จะเอาพิมเสนไปแลกเกลือ?

ครับสิ่งที่ผมควรจะประณาม(แรงถ

ครับสิ่งที่ผมควรจะประณาม(แรงถึงขั้นใช้คำว่าประณามเลยน่ะครับ) คือคุณธง
ชัย อธิบายต้นทุนทางสังคมไทยผ่านเนื้อหาสมบูรณายาสิทธิราชในต้นทุนที่บิดเบือนเกินไป? คือไม่ให้น้ำหนักรอยต่อหรือจุดเปลี่ยนบางเรื่องโยงบางเรื่องแบบจับแพะชนแกะเกินไป

เพราะต้นทุนทั้งหมดของบรรพบุรุษไทยมันไม่ใช่แค่กระพี้ที่ธงชัยกล่าวหา?(แม้จะมีบ้างบางบริบท) แต่เนื้อหาในต้นทุนมิติอื่นๆมีมากกว่านั้นมหาศาลกว่านั้นเยอะมาก ปัญหาคือการขาดการแยกแยะประเด็น มันเลยจับแพะไปชนแกะเหมารวมแบบนี้

แม้ผมจะเห็นด้วยในบางเนื้อหา?แต่ผมก็ยอมรับไม่ได้ในข้อกล่าวหาที่มีการเหมารวมแบบจับแพะมาชนแกะเลอะเทอะแบบนี้ของคนที่มีต้นทุนระดับอ.นักวิชาการ

ผมถึงกล้าท้าดีเบตอ.ธงชัยเลยทุกประเด็นเรื่องนี้ เพราะ ผมเชื่อว่าอ.ธงชัยมักง่ายทางวิชาการหลายเรื่องจนมันทำให้เนื้อหาทางวิชาการที่จะสื่อสำคัญๆ(ทั้งที่ผมเคยชมและกำหนดเป็นยุทธศาสตรืด้านหนึ่งหรือที่มั่นด้านหนึ่งของฝ่ายปชต.) ต่อเรื่องนี้ที่ผมรอฟังอยากให้มันสร้างสรรกว่านี้ ไม่มักง่ายแบบนี้

เพราะต้นทุนทางสังคมไทย มันหมายถึงสิ่งที่อ.ธงชัยกล่าวหาอย่างเหมารวมแค่บางกระพี้ของปัญหาอย่างขาดการแยกแยะ? เพราะไม่งั้นประวัติศาสตร์ชาติจีน ทำไมยังเชิดชูฉินซี เพราะถ้าเหมารวมกับทุกวันนี้โคตระเผด็จการยิ่งกว่านาซี? เพราะเงื่อนไขพัฒนาการความต่างหรือรอบประวัติศาสตร์คนละเงื่อนตัวแปรเงื่อนไขเวลา และพัฒนาการ ที่คนจีนเขาเข้าใจและแยกแยะแต่ละช่วงประวัติศาสตร์

ไม่เอามาโยงแบบมักง่ายเหมารวมอย่างนี้ ทั้งที่จริงเนื้อหาที่ซ่อนไว้ในแมสเซสข้างในผมอยากสนทนาน่ะพูดตรงๆมันมีเนื้อหาที่เป็นยุทธสาสตร์ที่มั่นของฝ่ายปชต.เลยที่เดียว หรืออยากอภิปราย แต่ ผมยอมรับไม่ได้ในวิธีการแบบนี้ครับ มักง่ายทางวิชาการเกินไปครับ?จนมันลดคุณค่าเนื้อหาที่สำคัญๆที่จะสื่อจริงๆหรือเนื้อหาที่ผมอยากเสวนา อย่างสร้างสรรกว่านี้ครับ?

นั้นคือบทวิเคราะห์นี้ขาดการแยกแยะจนเป็นการจับแพะมาชนแกะจนเกินไป ผมขอผ่านไม่ลงลึกในบทสนทนาแล้วครับเสียเวลา???

ปล.ยกเว้นอ.ธงชัยมาดวลไมค์หรือดีเบตเรื่องนี้กับผมแบบสดๆ

อะตอม

[quote=อะตอม]ครับสิ่งที่ผมควรจะประณาม(แรงถึงขั้นใช้คำว่าประณามเลยน่ะครับ) คือคุณธง
ชัย อธิบายต้นทุนทางสังคมไทยผ่านเนื้อหาสมบูรณายาสิทธิราชในต้นทุนที่บิดเบือนเกินไป? คือไม่ให้น้ำหนักรอยต่อหรือจุดเปลี่ยนบางเรื่องโยงบางเรื่องแบบจับแพะชนแกะเกินไป

เพราะต้นทุนทั้งหมดของบรรพบุรุษไทยมันไม่ใช่แค่กระพี้ที่ธงชัยกล่าวหา?(แม้จะมีบ้างบางบริบท) แต่เนื้อหาในต้นทุนมิติอื่นๆมีมากกว่านั้นมหาศาลกว่านั้นเยอะมาก ปัญหาคือการขาดการแยกแยะประเด็น มันเลยจับแพะไปชนแกะเหมารวมแบบนี้

แม้ผมจะเห็นด้วยในบางเนื้อหา?แต่ผมก็ยอมรับไม่ได้ในข้อกล่าวหาที่มีการเหมารวมแบบจับแพะมาชนแกะเลอะเทอะแบบนี้ของคนที่มีต้นทุนระดับอ.นักวิชาการ

ผมถึงกล้าท้าดีเบตอ.ธงชัยเลยทุกประเด็นเรื่องนี้ เพราะ ผมเชื่อว่าอ.ธงชัยมักง่ายทางวิชาการหลายเรื่องจนมันทำให้เนื้อหาทางวิชาการที่จะสื่อสำคัญๆ(ทั้งที่ผมเคยชมและกำหนดเป็นยุทธศาสตรืด้านหนึ่งหรือที่มั่นด้านหนึ่งของฝ่ายปชต.) ต่อเรื่องนี้ที่ผมรอฟังอยากให้มันสร้างสรรกว่านี้ ไม่มักง่ายแบบนี้

เพราะต้นทุนทางสังคมไทย มันหมายถึงสิ่งที่อ.ธงชัยกล่าวหาอย่างเหมารวมแค่บางกระพี้ของปัญหาอย่างขาดการแยกแยะ? เพราะไม่งั้นประวัติศาสตร์ชาติจีน ทำไมยังเชิดชูฉินซี เพราะถ้าเหมารวมกับทุกวันนี้โคตระเผด็จการยิ่งกว่านาซี? เพราะเงื่อนไขพัฒนาการความต่างหรือรอบประวัติศาสตร์คนละเงื่อนตัวแปรเงื่อนไขเวลา และพัฒนาการ ที่คนจีนเขาเข้าใจและแยกแยะแต่ละช่วงประวัติศาสตร์

ไม่เอามาโยงแบบมักง่ายเหมารวมอย่างนี้ ทั้งที่จริงเนื้อหาที่ซ่อนไว้ในแมสเซสข้างในผมอยากสนทนาน่ะพูดตรงๆมันมีเนื้อหาที่เป็นยุทธสาสตร์ที่มั่นของฝ่ายปชต.เลยที่เดียว หรืออยากอภิปราย แต่ ผมยอมรับไม่ได้ในวิธีการแบบนี้ครับ มักง่ายทางวิชาการเกินไปครับ?จนมันลดคุณค่าเนื้อหาที่สำคัญๆที่จะสื่อจริงๆหรือเนื้อหาที่ผมอยากเสวนา อย่างสร้างสรรกว่านี้ครับ?

นั้นคือบทวิเคราะห์นี้ขาดการแยกแยะจนเป็นการจับแพะมาชนแกะจนเกินไป ผมขอผ่านไม่ลงลึกในบทสนทนาแล้วครับเสียเวลา???

ปล.ยกเว้นอ.ธงชัยมาดวลไมค์หรือดีเบตเรื่องนี้กับผมแบบสดๆ[/quote]

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

อย่าต้องถึงมือะงชันเลย แค่จันแดง@เสรีชน ก่อน ลองดูเปล่า...ฮึฮึ
อหังกาเกินไปรึเปล่า..กินฟางติดเม็ดขาว ก้อนึกว่าเป็นคนแล้วอย่างงั้นหรือ ไอ้หนูอะตอม

เห็นต่าง ตอบ คุณ

[quote=เห็นต่าง ตอบ คุณ "จันแดง@เสรีชน"]ที่คุณ"จันแดง@เสรีชน"พูดว่า "คนเสือแดงไปรวมตัวกัน ฟังคนไหนพูดก้อได้ ไม่ฟังก้อได้ แต่ล่ะคนต่าง ๆ ความเห้นกันในรายละเอียดตามประสบการณืแต่ล่ะคน แต่เจตนาหลักควรให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ขัดแย้งกับสิทธิเสรีภาพของเสรีชน สิทธิมนุษยชน อันถือเป็นหัวใจหลักของระบอบนี้ เลขต่าง ๆ ที่เขาขอให้ยกเลิกแก้ไขเปลี่ยนแปลงก้อเพื่อให้สถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ แต้องได้
ไม่ว่าจะแกนนำแกนนอนคนไหนก้อไม่ใช่เจ้าของหัวใจของคนเสื้อแดงครับ" นั้น

ผมว่าคุณไปฟังพวกแดงปลอมมากเกินไปหรือปล่าว คนเสื้อแดงเขาเป็น พสกนิกร นะครับ ที่ถูกพวกอำมาตย์รังแกด้วย

ม.112 คนที่จับดาบม.112 ต่างหากที่เป็นผู้ที่ทำร้ายพสกนิกรของพระองค์ แล้วจะไปเรียกร้องให้ยกเลิกม.112 น่ะ

มันใช่เรื่องหรือครับ การที่มีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญก็หมายความว่า พระองค์ก็ทรงอยู่ในสถานะตามที่รัฐธรรมนูญ

กำหนด ซึ่งก็กำหนดให้พระองค์อยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทั้งปวงอยู่แล้วตามม.8 แห่งรธน. แล้วพวกคุณจะ

เรียกร้องอะไรกับม.112 ที่ผมบอกว่าคุณไปฟังแดงปลอมก็เพราะว่าแดงจริงนั้นเขารู้ว่าพวกอำมาตย์-ขุนนางใช้ม.112นี้

เป็นเครื่องมือที่คนเสื้อแดงต้องต่อสู้กับพวกอำมาตย์-ขุนนางเหล่านี้ ที่ดึงฟ้าต่ำ

การยกเลิกม.112 มันกระทบใครครับ มันกระทบพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือการเมืองโดยตรง ไม่ได้ไปกระทบพวก

อำมาตย์-ขุนนางแต่อย่างใด เพราะการยกเลิกม.112 พวกอำมาตย์ก็จะหากฎหมายอื่นเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอยู่ดี

คุณจะฟังแกนนำแดงหรือไม่ก็แล้แต่คุณ แต่ตราบใดที่มีการเรียกร้องจากกล่มบุคคลที่อ้างตนเองเป็นแดงแต่มีความคิด

สวนทางกับประชาชนที่เป็นพสกนิกรแดงละก็ ผมก็ว่าไปตั้งก๊วนใหม่เถอะอย่ามาอิงแอบกับแดงเลยครับ เพราะแดงเขา

เรียกร้องให้จัดการอำมาตย์ จัดการความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ไม่ได้เรียกร้องให้จัดการกับม.112 ครับ[/quote]

////////////////////////////////////////

เป็นประชาชน เป็นประชาราษฏร์ เป็นราษฏร์ ...พสกนิกรแปลว่าอะไรล่ะ แปลว่าขี้ข้าม้าใช้หรือเปล่า
ถ้าแปลว่าขี้ข้าม้าใช้ ก้อน่าจะบอกราษฏร์ทั้งหลายไปเลย บอกกันตรง ๆ ไปเลยดิ

ก้อในเมื่อไม่กระทบแล้วทำไมต้องไปจับกุมคุมขังให้ประชาชนต้องเสียอิสระภาพเล่า...

คุณ "จันแดง@เสรีชน" ครับ

คุณ "จันแดง@เสรีชน" ครับ ผมพูดชัดๆนี่คุณยังไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะว่ายังไงละ

คนเสื้อแดงเขาเป็นคนไทยนะครับ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำ เป็นผู้ที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะความเป็นไทย

แล้วคุณจะมาเรียกร้องที่ฝืนความรู้สึกคนไทยในชาติน่ะมันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ มีใครเอาด้วยกับพวกคุณบ้าง

ผมว่าคุณถ้าไม่พอใจความเป็นคนไทยก็หาทางไปอยู่เมืองนอกแบบคุณธงชัยก็ได้

เสื่อแดงเขาร่วมอุดมการณ์ต่อสู้กันมาเรื่องอะไรคุณยังไม่รู้เลย เถียงจตุพรด้วยซ้ำ เขาต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านอำมาตย์

ต่อต้านความเสียเปรียบทางการเมืองเพราะขุนนางตุลาการบางคนไม่เป็นกลาง สองมาตรฐาน เขาต่อต้านเรื่องเหล่านี้

พวกคุณเป็นใครมาใหม่ อยากจะมาเป็นแนวร่วม แทนที่จะเคารพความคิดของคนเสื้อแดง แต่กลับจะมาสร้างยัดเยียด

แนวความคิดที่ไม่เข้าท่า ให้กับเสื้อแดง

เสื้อแดงเขาไม่โง่จะเป็นเครื่องมือของใครหรอกครับ หวังอะไรกันไว้ คุณจะหวังเสรีภาพเสรีชนของพวกคุณ ผมก็บอก

ให้ไปตั้งก็วนใหม่เลยถ้าไม่พอใจความคิดแก่นของคนเสื้อแดง เพราะมันเข้ากันไม่ได้อยู่แล้วกับความคิดของพวกคุณ

เห็นๆกันอยู่ เสื้อแดงเขาต้องการจะขจัดอำมาตย์ชั่ว แต่พวกคุณจะขจัดอะไรยังไม่มีจุดยืนเลย พูดก็ไม่ชัดเจน พูดแต่เรื่อง

ให้ยกเลิก ม.112 ถามตัวเองให้ได้ก่อนเถอะว่าเจตนาของคุณและพวกคืออะไร ยกเลิกม.112เพื่ออะไร ถามตัวเอง

ให้ได้ก่อนเถอะครับ

"ผมว่าคุณถ้าไม่พอใจความเป็นคน

"ผมว่าคุณถ้าไม่พอใจความเป็นคนไทยก็หาทางไปอยู่เมืองนอกแบบคุณธงชัยก็ได้"...หุหุ ลัทธิพงษ์พัฒน์นี่หว่า
"คนเสื้อแดงเขาเป็นคนไทยนะครับ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำ"....ฮ่าฮ่ายอมรับแล้วนี่หว่าว่าคนเสื้อแดงเป็นคนไทยส่วนใหญ่
"แล้วคุณจะมาเรียกร้องที่ฝืนความรู้สึกคนไทยในชาติน่ะมันจะเป็นไปได้ยังไง"..... อิอิ คนส่วนใหญ่เขาไม่เอา ม. 112 แล้ว เอาไงดี
"เถียงจตุพรด้วยซ้ำ เขาต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านอำมาตย์"...ฮึ่ม! เขาต่อต้านมือที่มองไม่เห็นด้วยล่ะ
"เสื้อแดงเขาไม่โง่จะเป็นเครื่องมือของใครหรอกครับ "....ใช่! ใช่! คนเสื้อแดงเขาฉลาดแล้ว และตะโกนพร้อมกันเสมอว่าจะเอาประชาธิปไตยของแท้ ทหารไสหัวกลับกรมกองปายยยยยยยยยยยย
"คุณจะหวังเสรีภาพเสรีชนของพวกคุณ "... เจ๋ยฟังดีดีน่ะ! คนเสื้อแดงทุกคนไม่อยากเป็นทาสเป็นขี้ข้าใครเป็นเสรีชนเหมือนกันทุกคน
"แต่กลับจะมาสร้างยัดเยียดแนวความคิดที่ไม่เข้าท่า ให้กับเสื้อแดง"..วุ้ย! ผมคงไปยัดอะไรให้คนเสื้อแดงไม่ได้หร็อก เพราะเขามีของเขาอยู่เต็มหัวอยู่แล้ว มีแต่บางคนแหนะที่หากเปิดดูแล้วเต็มเหมือนกันแตเต็มไปด้วย"ขี้"อ่ะ ไม่เอาไม่พูดดดดดดดดด
"ให้ไปตั้งก็วนใหม่เลยถ้าไม่พอใจความคิดแก่นของคนเสื้อแดง "...ไม่รู้จะไปลาออกกับใคร! เสื้อแดงเป็นเพียงสัญญลักษณ์ของอุดมการประชาธิปไตยไม่มีองค์กรไม่มีตัวบุคคล แล้วจะให้ลาออกจากใครดีล่ะ
"ให้ยกเลิก ม.112 ถามตัวเองให้ได้ก่อน".....ถามแล้ว! มันตอบผมว่ามาตรานี้ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอ่ะครับ
"แต่พวกคุณจะขจัดอะไรยังไม่มีจุดยืนเลย พูดก็ไม่ชัดเจน "....มีงี้ด้วย! ก้อไม่เอา ม. 112 ไง อย่างนี้ยังไม่ชัดอีกหรือพ่อคุณ?

แดง แด่ง แดง แด้ง แดง แด่ง แดง .......เข้าใจแล้วน่ะครับ

เคยเข้าใจอะไรไหม....คนเสื้อแด

เคยเข้าใจอะไรไหม....คนเสื้อแดงเขาเดินข้ามและเดินนำแกนนำไปตั้งนานแล้ว ดูดิ เวลาเขามี active movement คุณเห็นต่าง ตอบ คณ"จันแดง@เสรีชน"เคยเห็นเคยไปร่วมกิจกรรมของคนเสื้อแดงบางไหมครับ? คนเสื้อแดงจะเดินนำและทิ้งให้แกนนำเดินหรือขับรถตามทุกที่ทุกทีแหระครับ..อย่ามัวหลับตาสร้างจิตนาการอยู่เลย ให้มาเห็นด้วยตาจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเล่น ๆ น่ะครับ..เอิ๊ก เอิ๊ก

อะตอม wrote:ครับคุณจันทร์แดงฯ

[quote=อะตอม]ครับคุณจันทร์แดงฯ ครับมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ? ว่ามาเลยครับ? ว่าแต่ว่า? แล้วกลับไปอ่านที่ตอกกลับไวในกระทู้อ.ประสิทธิฯ(เรื่องเขรพระวิหาร)ยัง ผมคุยได้ทุกคนทุกคีย์(ยกเว้นคีย์หยาบคายไร้สาระเกินไป)

ถ้ามันพอๆได้มาแบบไหนผมจัดให้แบบนั้น คือถ้าคุณถึงจริง? ผมยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยกเว้นพวกปลาสิวปลาสร้อยปากหอยปากปูมาก่อกวนเขาไปวันๆป่วยการที่จะเอาพิมเสนไปแลกเกลือ?[/quote]

/////////////////////////////////////////

อิอิ ขอให้ลึกซึ้งในเรื่องสันปันน้ำเสียก่อนค่อยาคุยกับผมล่ะกัน..แนะนำให้กลับไปดูหลังคาบ้านให้เข้าใจก่อนด้วย

ถึง บางกอก

ถึง บางกอก (visitor)
อ่านของคุณแล้ว เขียนว่ะยาวเชียว
ก้อเป้นแง่มุมหนึ่งที่ไม่ผิดเพี้ยนอะไร เพราะเป็นการสาธยายในอีกแง่มุมหนึ่ง
คำถามมีอยู่ว่า....
แล้วประชาชนได้อะไรกับคำอธิบายซ่ะะยืดยาว?
แล้วจะเปลี่ยนเมื่อไร?หรือยังติดข้อกล่าวหา(ทฤษฏี)ข้ออ้างว่าประชาชนไทยยังโง่อยู่(ยังไม่พร้อม) นับแจ่นู้น(ร.5)ถึงเวลานี้ก้อเป็นร้อยปีแล้วน่ะครับ จะให้ประชาชนรอนาอีกแค่ไหน แค่เลิกทาสแล้วไม่ได้หมายความว่าประเทสเป็นประชาธิปไตยแล้วน่ะครับ
สรุป ผมว่าในแง่มุมของอาจารย์ธงฯ นั้นเป็นobjectiveที่เห็ดชัดกว่าที่คุณอธิบาย ซึ่งมีแต่lภาวะวิสัยsubjective ทีเออเองเหมือนกันแหระเหมือนหมอดูว่าเกิดอย่างนู้นอย่างนี้
ผมเชื่อถืออาจารย์ธงฯมากกว่า
นอกเสียจากคุณจะตอบคำถามข้อสงสัยของผมเสียก่อน
หวังว่าจะได้คำตอบที่ไม่ต้องใช้จิตนาการน่ะครับ
"ประชาชนจงเจริญ"....คุณเคยได้ยินหรือ
".........พระเจริญ"..อะน่ะฟังแล้วประชาชนอยู่ที่ไหน เหมือนการสวดมนตืร้องขอความเมตตาจากซาตานยังไงก้อไม่รู้ หอหู่อ่ะ ผมเพียรถามตัวเองเสมอว่า ผมเกิดมาเป็นใคร เป็นคนไทยหรือเปล่าตลอดเวลา? ทำไมคนไทยเที่ยวกล่าวสรรเสริญให้คนอื่นเจริญ ทำไม! และ ทำไม!ไม่ขอให้ตัวเองเจริญ มันแปลกดีน่ะ..เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้ คนไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลของลัทธิซาบซึ้ง จนค่าของคนขึ้นอยู่กับเป็นคนของใครแล้วหรือ?
ขอความกรุณาอาจารย์บางกอก (visitor)เล่าแจ้งแถลงไขหน่อยน่ะครับ
แต่หากจะเป้นเพียงคำอธิบายแบบพอใจในความเป้น"ขี้ข้า"ก้อไม่ต้องอธิบายก้อได้ ผมถือว่าเสียงเวลาการใช้สายตาของผมเปล่าๆ

ครับตอบคุณจันทร์แดงฯข้างบนที่

ครับตอบคุณจันทร์แดงฯข้างบนที่พาดพิงมา และเข้าใจว่าจันทร์แดงฯเกี่ยวข้องกับณัฐวุฒิ ไสเกื้อ(พกอาวุธ ไส่เสื้อ)ในลายมือทางความคิด?(ส่วนมากน้อยจนถึงจะคนๆเดียวกันหรือไม่?พยายามปลอมตัวมาในนี้ผมไม่ชี้ชัดขนาดนั้น)แต่ต่อให้เป็นณัฐวุฒิตัวจริงก็เถอะผมอ่านลายมือทางความคิดผ่านการปราศรัยหมดแล้ว ก็รู้สึกถึงวุฒิภาวะทางความคิดยังอ่อนมาก?ผ่านหลายๆความเห็น เพียงแต่ว่าเป็นการพูดฝ่ายเดียวชงเองตบเอง ชกในมุมตัวเองยังไงก็ดูดี?(ยกเว้นถ้ามีสวนอาจจะมีหน้าหงาย)

แต่ถ้ากล้ามาแลกหมัดทางความคิดแบบนี้ บางทีจะสวนให้เสียหมาไปเลย? ณัฐวุฒิก็ณัฐวุฒิเถอะ? เพราะบางเรื่องผมเข้าใจเสื้อแดงแต่ไม่ใช่มีแนวคิดเนื้อเดียวกับเสื้อแดง หลายครั้งเตือนอย่างหวังดีไปหลายรอบ?(โดยเฉพาะยุทธวิธีแบบอึ่งอ่างหางแดงหรือชูชกเตือนแล้
วเตือนอีกด้วยความหวังดีมันยังผิดซ้ำซาก) ที่สุดไปงัดไม้ตาย(จนได้ตายจริงทางยุทธศาสตร์ ในการใช้"พฤษภาทมิฬโมเดล" จนโดนเขาย้อนเกล็ดด้วย"ตุลา19โมเดล"เสียหมาไปหลายรอบมันยังจะดันทุรัง เพราะใครถ้าไม่ใช่คนพวกนี้มันตะแบง?

จนถึงการเล่นการเมืองผ่านเขมรในแบบไส้ศึกเพราะใคร?เพราะพวกนี้ไม่ใช่เหรอ?มันแสปพอๆกันทั้งคู่จนผม ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน?

กับข้อความที่พาดพิงด้วยคำอธิบายในกระทู้อ.ประสิทธิ์ตามนี้(ตอบด้วยเนื้อหาพาดพิงเพราะคู่สนทนาแล้วผมจึงต้องชี้แจงไม่อยากเอาพิเสนไปแลดเกลือถ้าไม่จำเป็น)
(ยกข้อความจันทร์แดงฯมา)ตามนี้

"เอากันอีกแล้วไอ้พวกเวรตะไล....
รู้กันหรือเปล่าว่ะว่าสันปันน้ำมีหน้าตาอย่างไร สภาพเป้นอย่างไร เอาน้ำลาย พธม. มาพุดกันเลอะเทอะ....
สันปันน้ำไปเกี่ยวอะไร แผนที่จะระวางเท่าใด มาตราส่วนเท่าใด มันจะทำให้สันปันน้ำมันเปลี่ยนแปลงได่หรือไงว่ะ
พูดกันอยู่ได้ หนึ่งต่อแสนสอง หนึ่งต่อหนึ่งแสน หนึ่งต่อห้าหมื่น สันปันน้ำมันขยับเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราส่วนของแผนที่หรือไง ทำไมแสดงโง่ แสดงควายกันจัง
สันปันน้ำสมมุติเป็นสิ่งที่คงที่ว้อย หากจะมาเน้นกันใหม่ว่าสันปันน้ำอยู่ตรงไหนล่ะก้อค่อยน่าฟังหน่อย..ใครอย่าสะเอ่อะมาพูดว่าสันปันน้พคือแนวหน้าผ่าน่ะโว้ย อย่าโง่กันให้มากนัก
ฃหากใครรู้ว่าสันปันน้ำเป้นอย้างไรให้ดุหลังคาบ้านทรงแหลมนั่นแหระจะเข้าใจว่ามันปันน้ำอย่างไร แนวสันปันน้ำไม่ใช่ขอบหลังคาน่ะโว้ย
แนวธรรมชาติอย่างนี้ชัดเจนแล้วเขาจึงไม่ต้องปักหลักเขต ดันจะไปพูดถึงหลักเขตตรงแนวธรรมชาตินี้อีก แมร่งยิ่งอ่านยิงเห็นเขางอกจากหัวคุรมึงจริง ๆ เลย
ไป กลับบ้านไปดูหลังคาบ้านคุรมึงก่อน แล้วค่อย ๆ คิด แล้วค่อยกลับมาแสดงความเห็นใหม่ แมร่ง กระบือทั้งคู่เลย ไม่ว่าจะเป็นคุณมึง อะตอม และคุณมึง Benni Deutschland ตัวหนึ่งเขาตู้ ตัวหนึ่งเขาโง้ง.แต่อ่าน ๆ แล้วก้อกระบือเหมือนกันเลย ไปเจาะจมุกที่ไหนกันมาฟ๊ะ..."

ตอบ.แนวสันปันน้ำเหมือนหลังคาบ้านมีหลายหลังคาก็จริง? แต่แนวอ้างอิงมันมีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ข้อตกลงร่วม ทั้งสนธิสัญญา และเนื้อหาการสำรวจร่วม จนหลักฐานที่ศาลโลกได้รวบรวมไว้ระดับหนึ่ง(มีเวลาจะยกมาชี้แจงประกอบ) ได้อ้างอิงข้อตกลงร่วมตามแนวอ้างอิงสันปันน้ำ หรือหลังคาคือแนวหน้าผา เป้ยตาดี?

สิ่งบ่งชี้คือ ที่ตรงนั้นไม่มีการปักปันเพราะมันชัดเจนตามนั้นแล้ว ส่วนใครจะไปอ้างอิงแผนที่ ที่หมายถึง1/200000 นั้นที่เป็นแบบขยายงานต่อเติมจากแบบหลัก(ข้อตกลงในสนธิสัญญา) สุมมติว่ามีจริง? มันก็จะต้องมีการปักหลักเขตใหม่หรืออกแบบหลังคาใหม่ประกอบผลงานหลังคาใหม่(แผนที่1/200000)เพื่อให้แสดงเหตุผลกับกับว่าที่ตรงนั้นยกเลิกสันปันน้ำตามแนวเดิมหรือหลังคาหน้าผาเดิม ด้วยแบบต่อเติมแก้ไขขยายแบบใหม่ในอนุสัญญา(สลักหลังสนธิสัญญาเดิม)

ด้วยการใช้มุดเขตแดนกำกับอีกที? แต่ปรากฏว่าไม่มี? ที่สำคัญ แผนที่นี้(1/200000) แม้จะมีผลร่วมทางพฤตินัย ว่าไทยเคยยอมรับ? แต่รับในแบบที่ยังไม่ได้ลงนามหรือรับรองขั้นตอนสุดท้ายหรือรับรองงานต่อเติมจากงานเขต(JBC)ที่จะให้ผลเชิงนิตินัยในตัวแผนที่เพราะครบถ้วนกระบวนการ(เหมือนระบงานต่อเติมผิดแบบมาคนในย้านไม่มีสิทธิรู้ครอบครองรับงานเชิงพฤตินัยแต่ผลทางนิตินัยต้องรองานเขต(JBC)มาชี้ชัด แต่ปราฏกว่าไม่มีนี่คือเหตุผลหักล้างแผนที่นี้ว่าไม่ใช่หลังคาใหม่?จากแนวหน้าผา?

ดังนั้นแผนที่ตรงนี้มันขัดแย้งข้อตกลงเดิมและมีบัณทึกประวัติศาสตร์หลายอันยืนยันแบบนี้(ไม่ปักปันระวางดงรักเพราะแนวเขตธรรมชาติมันชัดเจนแล้วคือหน้าผา) แม้ใครจะอ้างว่าสันปันน้ำหรือหลังคาอาจจะมีหลายหลังคาได้ แต่ ถ้าเปลี่ยนแปลงจุดอ้างอิงหน้าผาที่ว่าที่คุณจันทร์แดงฯแย้งมาว่าไม่ใช่หน้าผา? ที่ชัดเจนที่สุดและมีบันทึกประวัติศาสตร์หลายอัน จนถึงงานค้นหาข้อมูลของศาลโลกได้เข้าถึงข้อมูลตรงนี้ ยืนยันว่าข้อตกลงสันปันน้ำคือหน้าผา?แม้เหตุผลแผนที่ว่าคือหลังคาใหม่ แต่ไม่กำกับสิ่งปลุกสร้างยืนยันด้วยหลักเขตใหม่หรือรูปธรรมของหลังคาใหม่นั้นด้วยหลักเขตแดน)

มีแต่หลังคา(หน้าผา)อันนี้เท่านั้น เพราะมันเป็นหลังคาที่ชัดเจนที่สุด ที่ หมาตัวไหน หรืออย่างพันธุ์ทาง(เขมรก็ได้ไทยก็ดี) ไปคลานป็อกฉี่ที่ตรงนั้นแบบจันทร์แดงก็เถียงไม่ออกเพราะมันชัดเจนมา เพราะไม่มีหมาตัวไหนสามารถฉี่ข้ามเขา มออีกแดงตะแบงสันปันน้ำเพราะมันมีความสามารถพิเศษฉี่ข้ามเขาหรือหน้าผา มออีแดงมาปันน้ำเอาที่ตรงนั้นว่าไม่ใช่สันปันน้ำหรือหน้าผาในจุดอ้างอิงหลังคาที่ชัดที่สุดตรงนั้นเพราะต่อให้มันอุตริขนาดไหนหมาตัวไหนมันก็ฉี่ข้ามเขาหรือหน้าผาตรงนั้นไม่ได้?

หรือถ้าจันทร์แดงฯ อยากพิสูจน์ให้ชัดกว่านั้น จะไปกับผมที่เขามออีกแดง หรือเป้ยตาดี ให้สันเขาตรงนั้นมอบสันขวานให้คุณในการบรรจงเต็มบรรทัดจามหน้าคุณเต็มๆสิ? ว่าถ้าไปยืนตรงนั้น น้ำในศรีษะเกดของคุณมันจะไหลไปทางไหน? มันจะเถียงธรรมชาติหรือพยานธรรมชาติของทางน้ำไหลในที่ตรงนั้นได้ไหม?

และถ้าใครไปอตริโกงพยานธรรมชาติมันก็ต้องใช้มุดเขต(หลังคา)กำกับใหม่ตรงนั้นเพราะที่ตรงนั้นมีข้อตกลงพิเศษว่าไม่ต้องมีมุดเขตเพราะสันเขาชัดเจนมาก แต่ถ้าแผนที่1/200000 ยืนยันว่าไม่ใช่? ได้มีการแก้ไขแบบหลักแล้วแล้ว จะต้องมีการกำกับหลักเขต(สิ่งปลูกสร้างหลังคาใหม่) หรือหมุดเขตแดนใหม่ในนั้น แต่ไม่มี ยังคงมีแค่หลักเขต73หลักที่สันปันน้ำหรือหลังคาไม่ชัดเจนแบบที่คุณว่า

ดังนั้นสันปันน้ำตรงนั้นมันชัดว่าสีหลังคาตรงนั้น?มันกำกับด้วยสันเขามออีแดงหรือเป้ยตาดีมันชัดเจนกว่าศรีหลังกา(ที่โฆษณาเอาไปเล่นมุกนั้น) แต่คุณยังจะมาตะแบงเถียงพยานธรรมชาติว่าสันปันน้ำตรงนั้นไม่ใช่หน้าผา? แต่ถ้าพยานอื่นๆ เช่นแผนที่ใหม่1/200000เพื่อกำกับหลังคาสันปันน้ำใหม่ แล้วมันอ้างอิงจากอะไร สันเขาตรงนั้นชัดเจนมากหลังคาอันอื่นมันไม่มีอันไหนอ้างอิงได้ใกล้เคียงหรือชัดเจนเท่าหลังคาธรรมชาติที่ชัดเจนที่สุดอันนี้อีกแล้ว

หรือถ้าจะอ้างอิงหลังคาใหม่โดยแผนที่1/200000มันก็ต้องสร้างสิ่งปลุกสร้างหลังคาใหม่กำกับด้วย(หลักเขตหรือหมุดเขตแดน)

สรุปสันปันน้ำตรงนั้นถ้าไม่ใช่หน้าผา ก็มาพิสูจน์ที่หน้าผากคุณไง? ขวานทองของไทย กูนิไงจะพิสูจน์ที่จะจามหัวมึงคนไทยใจเขมร? ว่ามันจะไหลไปหาใครเขมร?หรือไทย???

[ประกาศ...มาดูกัน

[ประกาศ...มาดูกัน มาดูมาอ่านความมั่วของคุรอะตอม
มั่วอย่างได้ใจจริง ๆ
ผมให้ไปดุหลังคาเพื่อให้เข้าใจหลักการของสันแบ่งน้ำหรือสันปันน้ำโดยให้นึกถึงสภาพหลังคา
แต่ในข้อเท็จจริงแนวธรรมชาตินั้นไม่ใช่หลังคาแต่เป้นธรรมชาติที่คงที่ดังนั้นการพูดถึงการเลียนแปลงหลังคาใหม่ การพูดถึงหลังคาหลายอัน เป็นการจิตนาการเอาเองครับ
ม่ใช่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงแนงวันปันน้ำหรือเยบว่าเป็นแนวหลังคานั้นมีได้แนวเดียวครับ
และแนวหน้าผาไม่ใช่แนวสันปันน้ำเสมอไปและแนวสันปันน้ำไม่ใช่แนวหน้าผาครับ หากผมจะใช้หลักการยืนเยี่ยวคนประเทศไหนยืนเยี่ยวตรงไหนน้ำเยี่ยวต้องไหลไปในดินแดนของคนนั้น
ถามว่าหากยืนเยี่ยวที่แนวหน้าผาตรงประสามพระวิหารหรือตรงวัดก้อดี ถามว่าเยี่ยวจะไหลไปตกในดินแดนใคร
หากตกไทยก้อของไทย หากตกของเขมรก้อของเขใร ตามหลักการว่าใครทำอะไรก้อได้แก่คนนั้น
เข้าใจตรงนี้แล้ว ผมขอให้คุณอะตอมยอดรักได้กรุณาดุแผนที่จากกุเกิ้ลขยายเอาตามพอใจแต่ขอให้เห็นเส้นระดับที่จะบอกความสูงต่ำได้ จะเห็นพื้นที่ทั้ง 46 ตารางกิโลเมตรไม่มีทางที่น้ำเยี่ยวจะไหลมาฝังไทยได้เลย
หวังว่าคุณอะตอมยอดรักคงดูแผนที่เป้นน่ะจ๊ะ...
อยาลืมเสียล่ะแนวสันปันน้ำเป็นธรรมชาติที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นอกเสียจากจะมีใครอุตริจะไประเบิดทิ้งโดยใช้ปรมณูหลาย ๆ ลูกคงจะได้อยู่มั้ง
เรื่องมาอ้างแผนที่อะไรอ่ะน่ะไม่เกี่ยวกับสันปันน้ำเลย แนวสันปันน้ำเป็นธรรมชาติมีแนวเดียวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตรงส่วนนี้จึงไม่ต้องไปพพูดถึงหลักเขตใด ๆ เพ้อเจ่เปล่า ๆ
และที่สำคัณหากเป็นสันหลังคาแล้วไม่ต้องไปเจาะหมุดอะไรหร้อกครับคุณอะตอมยอดรัก
ที่คุรอะตอมยอดรักพูดมาทั้งหมดเพียงคลั่งชาตือยากได้เข้าพระวิหารกลับมาเหมือนเดิมก้อเท่านั้น..ผมเองก้ออยากได้เหมือนกัน แต่เขมรเขาก้ออยากได้เหมือนกันเพราะเป็นของเขา เรามีอาวุธกว่าคนมากกว่าเลยใช้อธิพลข่มขู่เขามานาน แต่โลกมันเปลี่ยนแปลงนานแล้วครับ โดยเฉพาะหลังจากอเมริกาแพ้สงครามเวียตนาม(อย่าให้ลากไปถึงเรืองแผนที่ที่อเมริกาทำขึ้นเพื่อยุทธศาสตร์ทางทหารและเพื่อเอาใจไทยน่ะครับ มันยาว)
ก่อนอื่นคุรอะตอมยอดรักไปดุกุเกื้ลก่อน เป็นแผนที่กูเกิ้ลล้วน ๆ น่ะครับ ไม่ใช่กูลเกิ้ลของ พธม. น่ะครับ เสร็จแล้วก้อลองจำลองแผนที่ให้ครบสามมิติ จัเห็นว่ามันลากยาวไปถึงภูมะเขือแหระ ของเขาทั้งง้านนนนนนนนนนนนนนนนน
เรื่องแนวสันปันน้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่าได้ลากยาวไปเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมแบบผีบ้าศรีศักร วัลลิโภดม น่ะครับ คนนี้ยิ่งคลั่งใหญ่ เพราะรอยัลรีสตัวเป้งเหมือนกัน พ่อแกเป้นอธิบดีกรมศิลปากรมาก่อนและก้อเคยไปเขาพระวิหารมาแล้วแต่ไปแบบต้องบอกกล่าวเขมรก่อนจะขึ้นไปด้วยซ้ำ
ถามว่าอยากได้คืนไหม? ผมคงตอบว่าอยากได้ แต่มันของคนอื่นเขานี่น่า
แต่เอาเถอะขึ้นศาลโลก เดียวก้อรู้ว่าเราจะต้องเสียมากกว่านั้น
ผมว่าคุรอะตอมคงเรียนรู้ประวัติศาสตรืแบบที่เขาให้รู้ ไม่ใช่เรียนแบบอยากรู้เองแน่นอน ร่วมทั้งกระบวนคิดก้อไม่เป็นวิทยาศาสตรืมีแต่จิตนาการ เหมือนที่เอาเรื่องราวเรื่องเขตแดนไปผู้ไว้กีบกรมศิลปากรแหระ ทุกอย่างจึงเป็นความจริงตามจิตนาการเท่านั้น
ลืมตามารับรู้ มาเจ็บปวดด้วยกันเถอะ รักน่ะรัก อยากได้น่ะอยากได้..แต่เมื่อสะดุ้งตื่น(เพราะเช้าแล้ว ถึงเวลาที่ศาลโลกเขาจะตัดสิน)จึงจะได้รู้ว่าความจริงที่ฝันนั้นไม่ใช่...
ตื่นเถอะครับคุรอะตอมยอดรัก เราต่างก้อเจ้บปวดกับเรื่องนี้เหมือนกันแหระ หุหุ

ตะแบงไปได้เน๊าะ!

ตะแบงไปได้เน๊าะ! ถึงกับจะสร้างสันปันน้ำใหม่ หุหุ..."หรือถ้าจะอ้างอิงหลังคาใหม่โดยแผนที่1/200000มันก็ต้องสร้างสิ่งปลุกสร้างหลังคาใหม่กำกับด้วย(หลักเขตหรือหมุดเขตแดน)"
ทำอย่างกับว่าจะขุดภูเขาทิ้งทั้งลูกเพื่อสร้างหลังคาใหม่(สร้างสันปันน้ำใหม่)..หุหุ ร้ายเหลือจริง ๆ คุณอะตอมยอดรัก
หุหุ ใครเห็นต่างกับคุณอะตอมต้องไปอยู่เขมรทำนองนี้ พูดมาได้ไง หากทำเช่นนั้นได้จริง ๆ ผมว่าประเทสไทยคงเป็นประเทสล้างแหระครับ

"ตอบ.แนวสันปันน้ำเหมือนหลังคา

"ตอบ.แนวสันปันน้ำเหมือนหลังคาบ้านมีหลายหลังคาก็จริง?" ขึ้นต้นก้อสร้างสมมุติฐานผิดแล้ว เหมือนขึ้นรถเมลืผิดสาย ยิ่งวิงก้อยิ่งใกล้จากทางที่จะไป สั้นปันน้ำเปรียบเหมือนแนวสันหลังคาเป็นสมมุติที่มีได้เพียงแนวเดียวไม่เกี่ยวกับหลายหลังคาหรือไม่ หุหุ

เก่งว้อย! คุณอะตอมที่รัก

เก่งว้อย! คุณอะตอมที่รัก ที่สามารถจะ

"มันก็จะต้องมีการปักหลักเขตใหม่หรืออกแบบหลังคาใหม่ประกอบผลงานหลังคาใหม่(แผนที่1/200000)เพื่อให้แสดงเหตุผลกับกับว่าที่ตรงนั้นยกเลิกสันปันน้ำตามแนวเดิมหรือหลังคาหน้าผาเดิม ด้วยแบบต่อเติมแก้ไขขยายแบบใหม่ในอนุสัญญา(สลักหลังสนธิสัญญาเดิม)ด้วยการใช้มุดเขตแดนกำกับอีกที?"

ฮ่าฮ่า ทำยังกลับแนวสันปันน้ำเป็นหลังคาบ้านจริง ๆ
แนวสันปันน้ำอ้างแผนที่ไหนระวางไหน อัตตาส่วนเท่าไรก้อได้ ขอให้เป็นสันปันน้ำก้อแล้วกันรับรองว่าไม่ใช่แนวหน้าผาแน่ เพราะแนวหน้าผาตรงที่มีปัญหา(เราคิดเองว่ามีปัญหาแต่เขมรไม่คิดตามด้วย)มันมีระดับต่ำกว่าเนินช่วงที่เป้นวัก เหนือวัดขึ้นไปคือแนวสันปันน้ำครับคุรอะตอมยอดรัก กลับไปอ่านแผนที่ตามคำแนะนำก่อนค่อนออกมาโต้น่ะครับ แต่ก้อให้สงสัยว่าดูแผนที่รู้หรือเปล่าเท่านั้นแหระ....

"...หุหุ

"...หุหุ ลัทธิพงษ์พัฒน์นี่หว่า"

ผมก็ไม่รู้นะว่าพงษ์พัฒน์น่ะคิดยังไง เพราะผมไม่เคยสนใจฟังหรือให้ราคา แต่ถ้าจะคิดได้ตรงกันบ้างนั่นก็เพราะว่าเขา
เป็นคนไทยเหมือนกับผมและเหมือนกับคนไทยทั่วๆไปที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาให้มีความรักชาติ ศาสนา และเคารพ
ต่อพระมหากษัตริย์ ไม่คิดหลอกด่าหรือใช้สัญลักษณ์อะไร

"....ฮ่าฮ่ายอมรับแล้วนี่หว่าว่าคนเสื้อแดงเป็นคนไทยส่วนใหญ่"

ทำไมต้องยอมรับครับ ก็คนไทย ประชาชนไทย พสกนิกรไทย เขาก็คิดเหมือนกับคนเสื้อแดง คุณน่ะสิ
ที่คิดไม่เหมือนคนเสื้อแดง แต่อยากจะให้แดงเขาคิดเหมือนคุณ ฝันไปอีกร้อยปีครับ

"..... อิอิ คนส่วนใหญ่เขาไม่เอา ม. 112 แล้ว เอาไงดี"

คนส่วนใหญ่ น่าหัวเราะจัง กี่คนครับ ถ้าจะเปลี่ยนอะไรได้ตามความฝันลมๆแล้งๆของพวกคุณ เชิญฝันได้เลย
ผมก็จะรอดูหน้าอย่างคุณ ความคิดอย่างคุณ จะไปรอดได้สักแค่ใหน พวกแอบแดงอย่างคุณน่ะมันจะมีมากแค่ใหนกัน

"เถียงจตุพรด้วยซ้ำ เขาต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านอำมาตย์"...ฮึ่ม! เขาต่อต้านมือที่มองไม่เห็นด้วยล่ะ"

ก็ผมบอกแล้วว่าคุณน่ะมันไม่มีความชัดเจนอะไรเลย เสื้อแดงเขาพูดชัดเจนว่าอำมาตย์คือใคร แต่คุณนี่บอก
"มือที่มองไม่เห็น" คืออะไรก็พูดไม่ชัดแล้วอย่างนี้จะหาแนวร่วม แต่กลัวแบบนายสมศักดิ์ ก็ฝันไปอีกเช่นกัน ฝันจนหัวดำ
เป็นขาวแล้วก็เป็นดำอีกก็ไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ผมท้าอีกเช่นกัน

"....ใช่! ใช่! คนเสื้อแดงเขาฉลาดแล้ว และตะโกนพร้อมกันเสมอว่าจะเอาประชาธิปไตยของแท้ ทหารไสหัวกลับกรมกองปายยยยยยยยยยยย"

อ้าวตกลงเป็นทหารเหรอ ไม่ใช่มือที่มองไม่เห็นเหรอ ไม่ใช่ม.112เหรอ เอาไงกันแน่ครับ สับสนในตัวเองแบบนี้ไป
เคลืยตัวเองก่อนละกัน

"... เจ๋ยฟังดีดีน่ะ! คนเสื้อแดงทุกคนไม่อยากเป็นทาสเป็นขี้ข้าใครเป็นเสรีชนเหมือนกันทุกคน"

คนเสื้อแดงทุกคนเหรอ ผิดแล้วครับ คนแอบมุดใต้กระโปรงแดงอย่างคุณไม่กี่คนต่างหากที่คิดแบบนี้ แล้วมาโมเมว่าเป็น
เสื้อแดง น่าขำ แล้วคุณเป็นทาสใครอยู่หรือครับ พรบ.เลิกทาสโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าตั้งแต่ร้อยปีก่อนน่ะยัง
มีผลใช้บังคับอยู่นะครับ

"..วุ้ย! ผมคงไปยัดอะไรให้คนเสื้อแดงไม่ได้หร็อก เพราะเขามีของเขาอยู่เต็มหัวอยู่แล้ว
มีแต่บางคนแหนะที่หากเปิดดูแล้วเต็มเหมือนกันแตเต็มไปด้วย"ขี้"อ่ะ ไม่เอาไม่พูดดดดดดดดด"

คำพูดหลอกด่าแบบนี้เหรอเป็นคนไทย ได้รับการอบรมสั่งสอนมาให้พูดแบบนี้เหรอ ไปถามตัวเองก่อนนะ ถ้าถามตัวเอง
แล้วยังไม่รู้ ถามลูกผมก็ได้ ว่ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ น่ะเขาคิดเขาทำอย่างไร

"...ไม่รู้จะไปลาออกกับใคร! เสื้อแดงเป็นเพียงสัญญลักษณ์ของอุดมการประชาธิปไตยไม่มี
องค์กรไม่มีตัวบุคคล แล้วจะให้ลาออกจากใครดีล่ะ "

ไม่ต้องลาออกกับใครหรอกครับ แค่อย่ามาอ้างชื่อเป็นแดงก็พอครับ แค่นี้ยังคิดไม่ได้ จะไปเรียกร้องตามความฝันจะเป็น
เสรีชน ฝันไปอีกซัก 200ปีละกันครับ

".....ถามแล้ว! มันตอบผมว่ามาตรานี้ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอ่ะครับ
"....มีงี้ด้วย! ก้อไม่เอา ม. 112 ไง อย่างนี้ยังไม่ชัดอีกหรือพ่อคุณ?

คำตอบแบบยิ่งกว่าอภิสิทธิ์อีกแน่ะ ตอบแบบนี้ใครๆก็ตอบได้ ไม่มีหลักการอะไรเลย คิดเองอยู่บนฟ้าบนอากาศแบบนี้น่ะ
คุณไม่เอาม.112 ยกเลิกแล้วจะเกิดผลดีผมเสียอย่างไร ใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์อย่างไร ไม่พูดเลย
พูดแต่จะไม่เอาไม่เอา คุณอายุเท่าไหร่แล้ว พูดน่ะมันต้องมีเหตุผลรองรับครับ ไม่ใช่ไปยืมปากนายสมศักดิ์มาพูด ถ้ายืม
ปากคนอื่นมาพูดมันก็ไม่มีเหตุผลอย่างนี้แหละครับ แล้วอย่างนี้คุณคงจะได้แนวร่วมเยอะหรอก พูดเหมือนเด็กไม่ได้
ของเล่นแบบนี้ ก็ฝันไปอีกซัก 200 ปี

"แดง แด่ง แดง แด้ง แดง แด่ง แดง .......เข้าใจแล้วน่ะครับ "

คุณถามคุณเองหรือครับ ลองตอบใหม่ดูนะครับ

**ปล. เมื่อก่อนผมเถียงอยู่กับพวกเหลืองโหนเจ้าให้เท่าตัวเอง ผมไม่เคยคิดว่าผ่านมา3-4ปีผมจะต้องมาสู้รบปรบมือ

กับพวกโรคจิตคิดเห็นไม่เหมือนคนไทยทั่วไปและยังชอบมุดกระโปรงแดงแบบนี้

เห็นต่าง ตอบ คุณ

เห็นต่าง ตอบ คุณ "จันแดง@เสรีชน"

หุหุ เอาเรื่องเดียวพอล่ะกัน..
สอนรู้ให้ตกอยุ่ใน "บวง" แตกเด้กเลยวุ้ย...
โตมาคงเหมือนพ่อ..เวรกรรมประเทศไทย
หุหุ เอ่อหน๋อ ภาคภูมิใจซ่ะด้วย
สอนลูกให้กินน้ำข้าวในราวข้าว แทนที่จะให้เขารู้จักต่อสู้กินเอง หุห วิสัยทัศน์มีแค่นี้เอง
สมเพศพ่อแต่ก้อสงสารลูกที่จะไม่รู้จัค่าของความเป็นเสรีชน

เห็นต่าง ตอบ คุณ

เห็นต่าง ตอบ คุณ "จันแดง@เสรีชน"

แน่นอน ผมไม่มุดใต้กระโปรงแดงแน่นนอน เพราะมีแต่เสื้อแดงไม่มีกระโปงแดง แต่ผมทั้งตัวมุดอยู่อยู่ในเสื้อที่แดง
คนไม่เคยไปเดินกับคนเสื้อแดง ไม่เคยคุยกับคนเสื้อแดง
วัน ๆ คงคอยแต่ฟังแต่แกนนำ
พวกเขาคนเสื้อแดงเขาเดินล่วงหน้าแกนนำไปหลายก้าวแล้วรู้ไหม
อย่าเป็นเพียงคนนั่งหน้าจอแบบที่พวกเราคนเสื้อแดงจะเรียกพวกนี้ว่า "นักรบจิ้มแป้น"
โหสิกรรมให้แล้วน่ะ อย่างไรก้ออย่าถ่ายทอดมรดกความคิดนั้นให้แก่ลูกเลยน่ะ สงสารเขาที่ต้องอยู่ในบวงทาสแต่เกิด..กรรม

ครับตอบคุณจันแดงฯ(สีข้างแดงเถ

ครับตอบคุณจันแดงฯ(สีข้างแดงเถือกแล้ว) เรื่องหลังคา(จริงๆผมยกมาจากวิธีการเปรียบเทียบของคุณน่ะ แม้ผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่การอ้างอิงเปรียบเทียบหลังคาเพื่อปรับจูนวิธีคิดคุณให้ตรงตามนั้น)

ดังนั้นเรื่องหลังคากับสันปันน้ำคือนิยามส่วนตัวคุณ? ที่ผมเอามาอธิบายเพิ่มไม่ใช่ประดิษฐคำจากผม? กรณีที่บอกว่าสันปันน้ำมีแนวเดียวของคุณ? คุณยกเองยังสับสนเองเลย เอาง่ายๆตัวอย่างที่อ้างอิงกูเกิ้ล(กูเกิน)คืมันเสือกรู้เกินพยานธรรมชาติในสถานที่จริง) นั้นเป็นสิ่งชี้ว่าสันปันน้ำมีหลายแนว? และแนวของกูเกิ้ลนั้น อ้างอิงประกอบแผนที่1/200000มันจึงให้น้ำหนักแนวนั้น?

แต่แนวที่ชัดเจนที่สุดคือหน้าผา(ถ้าอยากพิสูจน์กับผมจะเอาภาพถ่ายทางอากาศที่ชี้แนวสันปันน้ำตรงนั้นได้ชัดที่สุดตือหน้าผา? ไม่ใช่แนวเดียวกับกูเกิ้ลครับรวมถึงหลักฐานทางประวัติศาสต์หลายอันชี้ทางนั้น? จนถึงข้อมูลเชิงลึกของศาลโลกที่ส่งคนของเขามาตรวจสอบ(นายอะไรจำไม่ได้มอฮอร์ๆนี่ล่ะ) ผมมีเวลาน้อยและนิสัยไม่ชอบยกมาม่าไวไวควิ๊กความรู้ตัดแปะมาอ้างอิงแม้เคสนี้จำเป็นก็จริงแต่มันผิดลักษณะตัวตนผมหรือแบนความรู้ตัดแปะมันง่ายไป?

เพราะวิธีคิดผมต้องหลุดพ้นจากความรู้ตัดแปะไปหา"นวัตกรรม" กับการที่คุณมาเถียงเรื่องเดียวกันกับผม? ว่าแนวสันปันน้ำ เป็นแนวธรรรมชาติที่เสถียรสุด(ผมใช้คำต่างจากคุณน่ะที่ใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้) แต่จริงๆคือได้(ตรงนี้คุณก็มั่วแล้วไม่ใช่ผม) เช่นแนวสันปันน้ำตามแนวแม่น้ำ จะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เอาง่ายๆแค่เปลี่ยนทางน้ำไหล แนวอ้างอิงสันปันน้ำที่ว่าจะเปลี่ยนทันที?

เช่นที่แม่โขง และที่สาละวินที่พม่า หลักฐานตรงนี้หักล้างวิธีคิดบนความเข้าใจแบบคุณที่คลาดเคลื่อนเรื่องสันปันน้ำ แต่แนวสันเขาตรงนั้นมันเสถียรสุดจนแทบไม่เปลี่ยนแปลง? แต่ ปัญหาเรื่องหลังคาหลายอันหรือสันปันน้ำหลายแนวของผม ไม่ได้หมายความตามตรรกะแบบจับแพะชนแกะของคุณมั่วมาแบบนั้นที่คุณมั่วว่าสันปันน้ำมีแนวเดียว

แต่การยกตัวอย่างของคุณกลับขัดแย้งกันเองเรื่องแนวสันปันน้ำของกูเกิ้ล นั้นแสดงเนื้อหาว่ามันมีหลายอัน? ขึ้นกับการอ้างอิงสันเขาแนวไหน?(เพราะสันเขามีหลายแนว แต่สันขวานทองไทยที่จะจามหัวคุณเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสันปันน้ำนั้นมีแนวเดียวอันเดียวและคำตอบเดียวตามสนธิสัญญา)

กรณีที่คุณหมายถึงการสร้างหลังคาใหม่ ในตรรกะจับแพะชนแกะอ่านข้อความข้างบนไม่เข้าใจในความหมายของผม? แต่เอามาตะแบงว่าผมจะสร้างสันปันน้ำใหม่?หลังคาใหม่?ด้วยการระเบิดสันเขา คือตรรกะของคุณที่อ่านข้อความผมไม่เข้าใจแต่มั่วเอา? มันเลยเข้าใจไปแบบมั่วๆอย่างนั้น?

แต่จริงๆผมหมายถึง แผนที่1/200000 นั้นล่ะครับคือการสร้างหลังคาใหม่บนจิตนาการด้านแผนที่ ที่เขียนลากเอาตามอำเภอใจบนโตะเขียนแบบ เพราะผลงาน(แผนที่ฯกับพยานธรรมชาติหรือข้อเท็จจริง มันต่างกันลิบลับ) แต่หลักเกณฑ์ในตัวแบบหลัก(สนธิสัญญา) บอกให้ใช้สันปันน้ำในการตีแบบขยาย(แผนที่)แต่แผนที่นี้ไม่อ้างอิงในทางปฎิบัติแต่ลากเอาตามอำเภอใจนี่ไงความหมายการสร้างสันปันน้ำขึ้นมาใหม่ด้วยแผนที่ฝรั่งเศษเก็ต ยังจันทร์แดงฯ?

นั้นคือเจตนาของแผนที่1/200000 คือการสร้างหลังคาใหม่? ที่ผิดไปจากแบบหลักหรือเจตนารมณ์ในสนธิสัญญา ตรงนี้ไงครับความหมายที่ผมหมายถึง "สันปันน้ำที่สร้างใหม่"ได้โดยฝรั่งเศษ(เจตนาเขียนแบบนี้(เศษ)น่ะเดียวมาตะแบงแบบไอแพดอีกคือคุยกับคนพวกนี้ต้องอธิบายไทยเป็นไทยซ้ำผมก้ไม่รู้สาเหตุอะไรแต่ลักษณะกรรมเดียวกับที่เขาฝึกควายเลย)

นี่ไงครับความหมายสันปันน้ำ(หลังคา)หลายอัน?(อันนี้จริงเพราะแนวเขามีหลายแนวแต่แนวอ้างอิงที่น่าเชื่อถือคืออะไร) และแนวสันปันน้ำประดิษฐ์ที่สร้างใหม่(ตรงนี้เจตนาผมประชด? แต่คุณไม่ถึงมุกพาซื่อ จึงแปลตามประสาซื่อของคุณไปบ้าๆบอๆเข้ารกเข้าพงษ์ไปแบบนั้น)

นั้นคือเจตนาผมประชดฝรั่งเศษว่ามันสามารถจะสร้างประดิษฐ์สันปันน้ำขึ้นมาแบบโต๊ะเขียนแบบ ได้ด้วยแผนที่1/200000? นั้นคือมันมีความสามารถพิเศษระดับฉี่ข้ามเขาได้? มันอุตริผิดมนุษย์มนาขนาดไหน ผมด่าผมประชดรวมไปถึงประสาซื่อของคุณ? คุณยังไม่เข้าใจมุกนี้ จนคุณยอมรับผ่านการตีความเข้าใจมุกแอบด่าและด่าตรงๆว่า

มันอุตริตะแบงเถียงธรรมชาติแถบนั้น?พยานธรรมชาติแถบนั้นว่ามันไม่รู้สันปันน้ำ สันเขามออีกแดง ผมถึงได้ท้าคุณไง? ว่าจะไปพิสูจน์สันปันน้ำตรงนั้นกับผมไหม?จะได้เห็นกันจะจะต่อหน้าพยานธรรรมชาติสันเขามออีแดง และแนวสันปันน้ำที่ชัดที่สุดที่เป้ยตาดี(หรือที่กูเกิ้ลหรือกูเกินนั้นคือรู้เกินธรรมชาติหรือสถานที่จริง)

นั้นล่ะครับถ้าเชื่อกูเกิน ว่าไม่ใช่หน้าผา มันถึงได้ลามไปถึงต้องเอาให้เห็นแบบจะจะก็คือที่หน้าผากคุณไง ชัดเจนเป็นรูปธรรมสุดในการพิสูจน์ทฤษฎีสันปันน้ำนี้ ผ่านสันขวานทองของไทยในการจะไปพิสูจน์สันปันน้ำที่ต้องใช้การจามที่หน้าคุณก่อน? เพราะมันจะจะใกล้ตัวและชัดเจนที่สุดแล้ว? ในการพิสูจน์เพราะถ้าไม่แบบนี้?มันก็จะอ้างโน้นอ้างนี่มั่วจับแพะมาชนแกะตะแบงไปเรื่อยลื่นไหลไปเรื่อยๆอยู่แบบนี้

จะไปลองกับผมไหม? เพราะผมถามความสมัครใจก่อนน่ะ? ไม่ได้หยาบคาย?ไม่สุภาพกับคุณ?แต่มันเป็นทางตรงทที่สุดที่จะพิสูจน์ทฤษีสันปันน้ำ?เพื่อให้มันเห็นกันจะจะที่หน้าผากคุณไงคุณจันทร์แดงฯ???

จันแดง@เสรีชน

[quote=จันแดง@เสรีชน]"ตอบ.แนวสันปันน้ำเหมือนหลังคาบ้านมีหลายหลังคาก็จริง?" ขึ้นต้นก้อสร้างสมมุติฐานผิดแล้ว เหมือนขึ้นรถเมลืผิดสาย ยิ่งวิงก้อยิ่งใกล้จากทางที่จะไป สั้นปันน้ำเปรียบเหมือนแนวสันหลังคาเป็นสมมุติที่มีได้เพียงแนวเดียวไม่เกี่ยวกับหลายหลังคาหรือไม่ หุหุ[/quote]

ครับผมอธิบายซ้ำๆไว้หลายครั้งแล้ว แต่คำถามมันก็วนกลับมาให้ตอบซ้ำๆจนได้(พฤติกรรมเหมือนชาวบ้านเขาฝึกควายยังไงไม่รู้) คนที่ขึ้นรถเมย์ผิดสายในความเข้าใจเบื้องต้นเรื่องนี้คือคุณครับ? ไม่ใช่ผม?

เพราะสันปันน้ำในภูมิประเทศแบบนี้ สันเขาธรรมชาติมีหลายแนว(ผมว่าผมพูดชัดแล้วน่ะทำไมต้องแปลเป็นไทยซ้ำตรงนี้) นั้นคือเงื่อนไขให้เกิดมีจุดอ้างอิงสันปันน้ำหลายแนว การแย้งแบบตะแบงแบบนี้ไง คือจินตนาการส่วนตัวของคุณที่บางทีคนละเรื่องกับข้อเท็จจริงพื้นที่แบบนี้

สันเขาแต่ล่ะลูกไม่ได้ลากยาวตลอดแนว และมีแนวเขาหรือสันเขา ซ้อนๆกันหลายแนว เช่นทางภาคเหนือจะอธิบายลักษณะที่ผมพูดได้ชัดกว่าพื้นที่ตรงนั้น แต่ลักษณะสันเขาก็มีธรรมชาติไม่ต่างกันแม้สันเขาพนมดงรัก จะค่อนข้างลากยาวก็จริง

แต่ก็มีแนวสันเขาซ้อนกันบ้างไปตามธรรมชาติของภูเขา(ที่มันไม่ได้ลากยาวเป็นแนวเดียวแบบกำแพงเมืองจีนตามจินตนาการคุณน่ะ)นั้นคือข้อแย้งเรื่องสันปันน้ำมีแนวเดียว แต่แนวเดียวที่จะใช้ในการปักปันเขตแดนต่างหากจะอ้างอิงร่วมกันตรงไหนแบบใด?

ดังนั้นคนที่ขึ้นรถเมย์ผิดสายหลงไปไกลถึงเมืองจีนคือคุณต่างหากที่จิตนาการสันเขาหรือสันปันน้ำได้แบบกำแพงเมืองจีนแบบนั้น?

ปล.ขอโทษที่พาออกไปไกลจากเนื้อหากระทู้เพราะผมบอกแล้วว่าผมไม่อภิปรายเนื้อหานี้เพราะมันมั่วจับแพะชนแกะหลายอัน???

อ้อครับด้วยมารยาทและเพื่อให้ค

อ้อครับด้วยมารยาทและเพื่อให้ครบเซ็ต ผมจึงต้องมอบฉายาใหม่ให้คุณ"จันแดง@เสรีชน"เพราะมันสับสนระหว่าง"สันเขา","สันปันน้ำ",ก็เลยมอบ"สันขวาน"(ที่มาจากคนเสื้อแดง)ให้มัน ด้วยฉายาว่าว่า

"สันขวานแดง กาลีคน"???

อะตอม

[quote=อะตอม]อ้อครับด้วยมารยาทและเพื่อให้ครบเซ็ต ผมจึงต้องมอบฉายาใหม่ให้คุณ"จันแดง@เสรีชน"เพราะมันสับสนระหว่าง"สันเขา","สันปันน้ำ",ก็เลยมอบ"สันขวาน"(ที่มาจากคนเสื้อแดง)ให้มัน ด้วยฉายาว่าว่า

"สันขวานแดง กาลีคน"???[/quote]

///////////////////////////////////////////////////////////////

อ่านแผนท่ไม่เป็นไม่รู้จักสันปั้นน้ำ ทำมาแถไปนู้น ตอแหลจนหาหลักการอะไรได้ ใครอ่านเจออายเขาไหมนั้น?
ทำเป็นนักวิชาการมีหลักการ สุดท้ายหางโผล่ ตีบตันทางปัญญา...เลยออกอาการควายเหลืองขึ้นมาเจียวหรือ...
ผมอโหสิกรรมให้ครับ
หุหุ มีปัญยาเท่าหางอึ่งแต่แสดงออกอย่างกับผู้รู้จักวาล ที่แท้ก้อแค่จักวาลของอึ่ง..
ให้อภัยครับคุณอะตอมที่รัก................

อิอิ คุรอะตอมที่รัก

อิอิ คุรอะตอมที่รัก ยิ่งอ่านความของคุณแล้ว
ยิ่งเห็นความโคตรตะแบงของคุณ ที่ทั้งไม่เข้าใจหลังกาแบ่งเขตแดนประเทส ทั้งไม่เขาใจหลักการของสันปันน้ำ
แต่ขยายไปนู้น แบบที่เรียกว่า "น้ำท้วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง"
พูดออกมาได้ในท่วงทำนองว่าสันปันน้ำเปลี่ยนแปลงไปเพราะแผนที่ฝรั่งเศสซ่ะงั้น ดันไปโทษเพราะกูเกิ้ลอีก
เอา เอา..กะพ่อซิ
ถึงกับจะให้เดินผะเชิญสืบเลยหรือ หแ ๆ เถียงไม่ขึ้นแทนที่จะไปศึกษาหาความจริงให้มากกว่าที่เป็นอยู่เชื่ออยู่ ดันจะมาผะเชิยสืบที่หน้าผากผมซ่ะนี้
จะคุยต่อด้วยดีไหมนี่ พล่ามซ่ะไม่มี..
แต่อย่างไรก้อให้อภัยไปแล้ว ขอให้คุณอพตอมอยู่เป็นสุขเป็นสุขน่ะครับ
ผมนั้นน่ะไปเที่ยวประสาทพระวิหารมาหลายเที่ยวแล้ว ทั้งไปในสมัยเรียน ทั้งไปในฐานะท่องเที่ยว ทั้งอยู่ใฐนะคนปฏิบัตงานในพื้นที่ นั่งมองนั่งคุ่นคิดอยากได้ประสาทพระวิหารเป็นของไทยตลอดเวลา
แต่ก้อไม่สามารถทลายความเป็นจริงของหลักธรรมชาติได้
หากยึดถือตามอนุสัญญา 04 และ 07 มันเป็นของเขาจริง เสียดายไหม?นั้นแสนเสียดาย
แต่เราเป็นประเทศที่เจริญแล้ว จะทำเป็นเด็กแย่งของเล่นไม่ได้
ดังที่เด็กคนหนึ่งแย่งของจากเด้กคนอื่นมาได้แล้ววิ่งไปฟ้องแม่ไปบอกคนอื่นว่า"ตุ๊กตานี้ของหนู" ทั้ง ๆ ตุ๊กตานั้นเป็ของคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไรตนเองก้อใช้อีดาบไปบังคับข่มขืนเขาเอามา
เอ่เถอะ แค่นี้ก้อคงรู้กันแก่ใจดีแล้ว
การพูดเรื่องจริงไม่ต้องพูดอะไรมาก คนเขาจะเก็บผักบุ้งกินผักบุ้งกัน มีน้ำมากจะเสียเวลา
ขอบคุณอะตอมที่รักที่อุตสาหืเติมน้ำซ่ะเต็มทุ่งน่ะครับ..ขอบคุณ

555เอ้า

555เอ้า คุณ"จันแดง@เสรีชน"โดนผมจัดหนักออกอาการ น้ำโห,น้ำอุจาระวาจาไหลพรากๆเลยเหรอ?(เยอะกว่าน้ำท่วมทุ่งผมอีก) เพราะสองข้อความหลังของคุณไม่มีเหตุผลแย้ง มีแต่น้ำโห และอุจาระวาจาในการด่าเพื่อยกตนข่มท่าน?

แต่การไม่ประกอบเหตุผลแย้งต่างหากครับ มันจึงยกยังไงมันก็ยกไม่ขึ้นครับ (ยกตนข่มท่าน)การกล่าวหาว่าผมน้ำท่วมทุ่งฯ นั้นผมยังประกอบเหตุผลในเนื้อหา หรือเนื้อล้วนๆยกตรงประเด็นอ้างเหตุผลแย้งคุณล้วนๆ คือคุณหาเหตุผลหักล้างไม่ได้?เลยออกอาหารน้ำโหน้ำตาและอุจาระวาจาไหลออกมา น่าเกลียดกว่าที่กล่าวหาผมน้ำท่วมทุ่งครับ

เพราะหลักฐานประจานอยู่ในนี้ครับ? ว่าใครแบบไหนพูดอะไรออกไปครับ คงไม่ต้องใช้อุจาระวาจาชงมูลค่าเพิ่มแบบนั้นให้ยิ่งหมดราคาเลยครับ? คือเวทีแบบนี้ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ให้ต้องจัดฉาก(เนื้อของเหตุของผลล้วนๆเพราะมันคือเวทีแลกมัดทางความคิดที่ไม่เห้นหน้าค่าตา เพราะมันเวทีตลาดสดสภากาแฟบนพีซี.ครับ?

ใครจะมีปั้นหน้าให้ขาววอกพอกหน้าจัดฉากสร้างภาพแบบเวทีลิเกในสภาฯที่ทรงเกือก(คือแต่งไปก้เห็นแค่ลายมือทางความคิดครับไม่มีประโยชน์) หรือเวทีบนโพเลี่ยมแต่เปลือก แต่เนื้อในกลวงๆทั้งนั้น

ดังนั้นเนื่องจากเงื่อนไขมันเวทีแบบนี้ครับ? มันจึงใส่ไปเต็มๆได้ครับ ขออภัยคนอ่านถ้าวัดกับสื่อแบบอื่นๆเวที่แบบอื่นมองว่ามันดิบเกินไป แต่อย่าลืมว่าพวกคุณเดินมาที่ตลาดสดสภากาแฟน่ะ? ไม่ใช่ห้างใหญ่ห้างดัง?หรือเวทีระดับสภาฯจนถึง หน้าโพเลี่ยมนหน้าจอทีวีสื่อกระแสหลัก?ที่ต้องอีกเงื่อนไขเวทีหนึ่งอีกกาละเทศะหนึ่ง

แต่จะให้เวทีนี้จัดฉากแต่งลิเกหรือใส่สูตรมานั่งจิ้มพีซีแล้วครีเอทคำแบบนักการเมืองแบบเวทีลิเก มันคงไม่ใช่ครับ? ฉนั้นขออภัยในความดิบของภาษา? เพราะเงื่อนไขของเวทีสถานที่?และผมไม่ใช่นักสร้างภาพ คิดยังไงใส่ไปเต็มๆแบบนั้น?เหมือนเข้าห้องน้ำระบายออกทางปชต.?จะให้มานั่งขมิบบรรจงเต็มบรรทัดค่อยๆปล่อยออกมาตามโน๊ตดนตรีใครกำหนดแบบนั้นไม่ใช่เงื่อนไขเวทีแบบนี้และจริตผมครับ???

อ้อครับคุณจันแดงฯหรือว่าไม่ชอ

อ้อครับคุณจันแดงฯหรือว่าไม่ชอบฉายาที่ให้ แต่ไปอินกับฉายาข้างล่างที่จัดให้กระทู้คุณกลอน(กรณ์ฯ)กับณัฐวุฒิ ที่ผมให้ฉายาว่าน้องจัญกับพี่ไร
ตกลงว่าชอบฉายา"จัญ"มากกว่าใช่ไหม?

คือคู่กรณีมันแสปพอๆกันตั้งแต่ฉายาห้อย(ทรท.)กับโหน(ปชป)สมัยยุบพรรคจับตอนภาคแรกสมัยเทพเมือกกับใครน้าจะชื่อไม่ได้คนทรทที่เป็นทหารที่โดนยุบพรรคจับตอนสมัยนั้นแค่ห้อย(ทรท.ที่เป็นลูกชัง) แต่โหน(ปชป.ลูกรัก)ไม่โดน

ภาคนี้ก็จัญกับไรไง?คือถ้ามันต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างรักษาบทบาทหน้าที่ เล่นกันตามกติกาไม่นอกลู่นอกทางหรือมีใครวางกับดักให้มันกัดกันตามกลยุทธ"นกกระจิบในแหนายพราน"จนเป็นที่รักของปชช.ฐานเสียงฐานคะแนนแบบสร้างสรร ก้จะได้ชื่อเจ้าจัน กับเจ้าไรที่แสนเพราะ เหมาะเจาะกับความไว้ใจรักใคร่ของปชช.

มันไม่มากลายเป็นจัญไร แฝดมหาประลัย(แสปทั้งคู่) ไม่ไช่แฝดสยามแบบ"อินจันทร์" อันนั้นมันสร้างสรรไม่ใช่บรรลัยแบบจัญกับไร หรือไอ้บรรกับไอ้ลัย

ปล.มีหลายฉายาให้เลือกเอาตามใจแล้วกัน เดียวหาว่าผมยัดเยียดอีก บอกแล้วเตือนคุณแล้วว่าอย่ามาท้าดวลกับผมเพราะเป้าหมายผมไม่ใช่คุณนี่ไงครับผลของการท้าดวลกับผมแบบไม่รู้จักว่าไผ๋เป็นไผ๋555???

555อ้อครับ(ไม่ได้เจตนาต่อความ

555อ้อครับ(ไม่ได้เจตนาต่อความยาวกับน้องจัญฯของเรา) แต่เงื่อนไขคือต้องการให้ครบถ้วนทุกประเด็น จนถึงเรื่องที่จัญฯเขากล่าวหาว่าผมอยากได้ของเขมร ซึ่งไม่ตรงกับจุดยืนในข้อเท็จจริงในเจตนาของผมทั้งการให้เหตุผลประกอบยืนยันหลายครั้งในนี้

แต่ มันต้องใช้เหตุใช้ผลในการจับประเด็น เพื่อรักษาสิทธิไปตามหน้าที่คนไทยต้องมีหน้าที่พิทักษ์รักษาแผ่นดิน?ในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ(ที่แยกย่อยไปตามบทบาทหน้าที่ที่ชี้เพราะเดี๋ยวจัญฯจะมาตะแบงว่างั้นไปรบแทนทหารสิ?) แต่หน้าที่ ที่กำลังจิ้มพีซีนี่ไง บางทียิ่งใหญ่กว่าทหารในแนวรบ?

เพราะหลายอันท่าที่หลายเรื่อง จนถึงล่าสุด หลายเรื่องเปลี่ยนแปลงท่าที่จากตรงนี้ของผม?(ไม่ต้องอ้วกอีกน่ะจัญฯเรื่องจริงทั้งนั้น?ถ้ามันเนรคุณมากเดี๋ยวจะโดนแบบหลายๆคนโดนไปแล้ว) อุตส่าห์ไปช่วยที่ลาดหลุมแก้วมันยังเนรคุณอีกไอ้พวกจัญไรนี่?

เหตุที่ไม่ช่วยต่อเพราะมันจัญกับไรไง (เหตุผลของการประกอบวิบากกรรมใหญ่ให้ประเทศด้วยพฤษภาทมิฬโมเดลไงคือเหตุผลที่ผมไม่ช่วยอีกแล้ว)

เรืองนี้เหมือนกันเราต้องรักษาสิทธิอันพึงมีพึงได้และชี้ชัดไปตามเหตุผลและประเด็นที่เราแย้งได้ เช่นกรณีนี้ถ้าจัญฯ บอกว่าของเขมรทั้งนั้น?(แต่ขณะเดียวกันเขมรยังต้องส่งตีความเลยนั้นคือเจ้าตัวที่พวกคุณยกให้ยังไม่กล้ายืนยันเองตามที่พวกคุณชี้ให้)

นั้นหมายความว่าจุดยืนคนไทยใจเขมรกลุ่มนี้ ที่ผมประณามรวมไปถึงยุทธศาสตร์เสื้อแดงที่เล่นเกมนี้ผ่านเขมร และเหตุที่เขมรมีข้อมูลอินไซด์เดอร์ลายมือทางยุทธศาสตร์ที่ผมคุ้นหลายกรณีที่เขมรงัดมาสู้ไทย

สิ่งเหล่านี้ไงครับคือฉายาที่ให้ว่า"จัญ"กับ"ไร"มันมีที่มาอย่างไร? เพราะเขมรเองยังต้องส่งตีความศาลโลก ใหม่(ในแค่4.6ตรกม) แต่คนไทยใจเขมรอย่างพวกคุณยกให้เขมรไปแล้วทั้งวัดทั้งภูมะเขือเลยข้ามไปไกล แล้วยังงี้มันไม่ยกประเทศไทยให้เขมรไปเลยล่ะ?

คือตรงนี้ไงไอ้พวกคนไทยใจเขมรเขาชี้บนความน่าจะเป็นในเหตุผลของเขาว่ามันสุ่มเสี่ยงที่จะใช่ของเขมร ตามหลักฐานอ้างอิงแบบนี้ มันควรจะชี้แค่นี้ท แต่ไม่ใช่กำหนดแผนการ รวมถึงนโยบาย(ตอนเป็นรบ.หลายรบ.เลยจนถึงนักวิชาการชุดโรดแม้ปหลงป่า7.1ล้านนั้น)

คือกรอบวิธีคิดเตรียมถวายพานให้เขมรไปแล้ว นี่ถ้าผมไม่ชี้ด้วยหน้าที่แบบนี้ของผม เขมรมันยืนยันเต็มตามเนื้อหาคนไทยใจเขมรกลุ่มนี้รวมรบ.หลายรบ.ที่ผ่านมาชงให้มัน ป่านนี้เขาทั้งลูกแถบนั้นเป็นของเขมรไปแล้ว? แต่เนื่องจากข้อมูลค้านของผม(และอาจจะรวมบางส่วนของพธม.เพราะผมกับพธม.มีข้อมูลคู่ขนานค้านกันหลายเรื่องจึงคนล่ะส่วนกัน)

คุณจันแดงฯครับอยากให้อ่านเพิ่มเติมกระทู้นี้ หรืออ่านย้อนหลังเรื่องนี้(ถ้าคุณมีเวลาจะพิสูจน์จุดยืนผมจนถึงเนื้อหาหลายๆเรื่องกับท่าที่หลายเรื่องที่เปลี่ยนเพราะฐานข้อมูลใครถ้าถ้าไม่ใช่มันบังเอิญก็แล้วแต่จะคิดเอา)จะเห็นว่าจุดยืนเรื่องนี้ผมคืออะไรแต่ไม่ใช่แบบคุณเข้าใจครับ(กระทู้อ.พวงทอง)

http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34397

อ้ออีกอันในข้อความนี้คุณ "แต่

อ้ออีกอันในข้อความนี้คุณ

"แต่ก้อไม่สามารถทลายความเป็นจริงของหลักธรรมชาติได้
หากยึดถือตามอนุสัญญา 04 และ 07 มันเป็นของเขาจริง เสียดายไหม?นั้นแสนเสียดาย"

ครับเรื่องนี้คือ หมัดเด็ดของเขมร(เนื่องจากมรดกบาปฝรั่งเศษทิ้งให้ไม่ใช่ฝือมืออะไร)ผมเคยแย้งท่านวีระพงษ์ในนี้ต่อเรื่องนี้ไว้ว่า เอกสารแนบท้ายสนธิสัญญาที่ท่านอ้างไว้ แต่เท่าที่ตรวจสอบ เบื้องต้น(ผมยังไม่ถึงข้อมูลเชิงลึกเนื่องจากเป็นความลับทางราชการ)

แต่เท่าที่ทราบตรงนี้คือเอกสารแนบท้ายคำฟ้องของเขมร ในศาลโลกไม่ใช่เอกสารแนบท้ายสนธิสัญญาในตัวแผนที่1/200000 แม้เอกสารอื่นๆเชิงลึกในทางลับจะมีจริงหรือไม่ แต่ขององวีรพงษืเอามาอ้างไม่ใช่ ผมจึงแย้งไป แม้ทางพฤตินัยเรื่องแผนที่นี้เราร่วมฯแต่ยังไม่ถึงขั้นตอนรับรองตรวจสอบรับงานสุดท้ายที่จะให้ผลเชิงนิตินัย

แต่ สมมุติว่าข้อมูลเชิงลึกเราพลาดไปลงนามรับรองภายหลังในการผูกมัดทางนิตินัย(อย่างที่ผมเคยเตือนไอแพดผ่านไปยังพธม.ไว้) ที่พธม.มั่นใจในเหตุผลฝั่งตนจนรวบรวมระดมทุนจะทวงคืนปราสาท? ที่ผมเตือนว่าให้ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกให้ดีดีก่อน

ล่าสุดเข้าใจว่าพธม.ได้ข้อมูลจากอ.สมปองฯจึงท่าทีเปลี่ยนไปไม่ห้าวเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้สมมุติว่าเป็นตามตัวอย่างหลัง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะไปยกเขาทั้งลูกให้เขมรโดยไม่แยกแยะเนื้อหาอันพึงมีพึงได้ประกอบ หลายเรื่อง เช่นคำตัดสินศาลโลกต่อกรณีพระวิหาร มีเนื้อหาขอบข่ายการบังคับขนาดไหน?มันสามารถจะรับรองให้เขมรบุกภูมะเขือ ปราสาทตาเมือน,ตาควายแถมมีคนไทยใจเขมรให้ท้ายเย้วๆว่าก็ของเขาน่ะ แล้วมันเอาอะไรมาชี้ว่าใช่ล่ะศาลคาวนั้นก็ไม่ชี้แม้กระทั้งเป้ยตาดี?(เพราะการตีความแผนที่1/200000กระบวนการยังอีกไกลมากคนล่ะเคสกับศาลโลกพระวิหาร)แต่เราคนไทยใจเขมรยกให้เขมรไปแล้ว

มันมาก ระดับที่พวกคุณต้องยกให้เขมรไปแบบนั้นเหรอ? แล้วถ้าใช่? ตามความเชื่อพวกคุณ แล้วทำไม เขมรยังต้องส่งตีความล่ะ? ตรงนี้ไงครับเหตุผลที่ผมด่าพวกคุณว่าคนไทยใจเขมร และมีสิทธิจิกหัวด่าทุกๆตัวเลยที่ผมร่ายรายชื่อมา เพราะมันอย่างนั้นจริงๆไหมไอ้ลูกหลานจัญไร???

อะตอม(บื้อ!) เขาส่งตีความเรื่

อะตอม(บื้อ!)

เขาส่งตีความเรื่องแผ่นดินใต้ประสาทดว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยเพราะเขาเห็นว่าไม่ชัดเจน
ส่วนเรื่องเขมรส้งทหารมาที่ภูมะเขือ เขาถือว่าเป็นการมาปกป้องอธิปไตยจากการถูกรุกราาน เขายอมผู้รุกรานมานานแล้ว
ตอนนี้บ้านเมืองของเขาสงบแล้ว ก้อเลยหันมาเรื่องอธิปไตยของดินแดนบ้างก้อเท่านั้น
หากเชื่อมั่นกันนักว่าเป็นของไทย
ทไมไม่กรีฑาทัพไปเลยล่ะ ปล่อยมาทำไมตั้องห้สิบปี คิดเสียบ้างซิครับคุณบื้อ!
บื้อถึงกับอธิบายการมีอยู่ของเอกสารลับของทางราชการ หุหุ ลับแล้วเสือกรู้ เพ้อเจ้อไปด้ายยยยยยยยยยยยยย

"แต่

"แต่ มันต้องใช้เหตุใช้ผลในการจับประเด็น เพื่อรักษาสิทธิไปตามหน้าที่คนไทยต้องมีหน้าที่พิทักษ์รักษาแผ่นดิน?ในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ(ที่แยกย่อยไปตามบทบาทหน้าที่ที่ชี้เพราะเดี๋ยวจัญฯจะมาตะแบงว่างั้นไปรบแทนทหารสิ?) แต่หน้าที่ ที่กำลังจิ้มพีซีนี่ไง บางทียิ่งใหญ่กว่าทหารในแนวรบ?"

แสดงว่ามั่นใจแล้วใช่ไหมว่าเป็นของไทย
ถ้ามั่นใจแล้วไม่ไปร่วมรบเลยล่ะ ไม่ใช่มาจิ้มแป้นอย่างนี้ หรือไม่ก้อเสียสละทรัพย์ตัวเพื่อรักษาทรัพยืของแผ่นดิน
เชิยตามสบายผู้ใหญ่ซ่อบื้อ จะว่าเด็กดื้อก้อคงไม่ใช่ เพราะเด็กดื้อมีคนสอนทางสว่างเดียวก้อหายดื้อเป็นเด้กแลดได้ แต่ผู้ใหญ่ซื่อบื้อ...หุหุ ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วว้อย!

ติดนิสัยขู่กรรโชกแบบพวกมิจฉาช

ติดนิสัยขู่กรรโชกแบบพวกมิจฉาชีพเลยน่ะ คุณอะตอม(บื้อ)
หาหลักฐานมาหักล้างไม่ได้ ก้อพยายามเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนประเด็นไปเลย
บ้างก้อทำเป็นร่ายยาวให้ดึขรึงขัง อ่านแล้วก้อรู้ว่ามีแค่นี้เอง..อ๊วกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

"ล่าสุดเข้าใจว่าพธม.ได้ข้อมูล

"ล่าสุดเข้าใจว่าพธม.ได้ข้อมูลจากอ.สมปองฯจึงท่าทีเปลี่ยนไปไม่ห้าวเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้สมมุติว่าเป็นตามตัวอย่างหลัง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะไปยกเขาทั้งลูกให้เขมรโดยไม่แยกแยะเนื้อหาอันพึงมีพึงได้ประกอบ หลายเรื่อง เช่นคำตัดสินศาลโลกต่อกรณีพระวิหาร มีเนื้อหาขอบข่ายการบังคับขนาดไหน?มันสามารถจะรับรองให้เขมรบุกภูมะเขือ ปราสาทตาเมือน,ตาควายแถมมีคนไทยใจเขมรให้ท้ายเย้วๆว่าก็ของเขาน่ะ แล้วมันเอาอะไรมาชี้ว่าใช่ล่ะศาลคาวนั้นก็ไม่ชี้แม้กระทั้งเป้ยตาดี?(เพราะการตีความแผนที่1/200000กระบวนการยังอีกไกลมากคนล่ะเคสกับศาลโลกพระวิหาร)แต่เราคนไทยใจเขมรยกให้เขมรไปแล้ว"

//////////////////////////////////////////////////

ไม่คิดบ่างหรือว่าเขมรเขารักษาปกป้องอธิปไยเหนือดินแดนของเขา โดยที่เขายึดความในอนุสัญยา 04 07..อย่าพล่ามเลยจนมากไป จนมีค่าเป็นเพียงจิตนาการของคนบื้อคนหนึ่งที่ไม่พยามยามฟังเหตุผลของคนอื่นทีเห็นต่างบ้าง ต้องมีข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อนที่จะพล่ามยาวอย่างนั้น
หวังดีน่ะคุณอะตอม(บื้อ!)ที่รักยิ่ง...........................

เห็นต่าง ตอบคุณ

[quote=เห็นต่าง ตอบคุณ "จันแดง@เสรีชน"]ผมพูดผิดหรือพูดถูกนั้น ถ้าใครที่เป็นพี่น้องเสื้อแดงจริงๆก็ต้องทราบว่าที่ผมพูดน่ะถูกหรือผิด เพราะผมก็พูดเช่นเดียวกับ

ที่คุณจตุพรพูด ล่าสุดที่คุณทักษิณโฟนอินเขาก็พูด คุณจตุพรนี่พูดด้วยซ้ำว่า""คนเสื้อแดงก็คือพสกนิกร" แต่ถูกพวกอำมาตย์

พยายามแยกพสกนิกรออกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยใช้ม.112 เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทาง

การเมือง..."

คนเสื้อแดงจึงเป็นพสกนิกรที่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่พอใจ

ความอยุติธรรมที่มีต่อคุณทักษิณ ใส่ร้ายทั้งเรื่องทุจริต และโดยเฉพาะเรื่องใส่ความว่าทักษิณคิดล้มเจ้าจะเป็น

สาธารณรัฐบ้าบอไปโน่น จนกลายมาเป็นนปช.แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ และคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เป็นพวกที่คิดอย่าง

คุณอาจารย์เจ้าของบทความนี่ซักกะหน่อย

ถ้าคุณ "จันแดง@เสรีชน" จะพิสูจน์ว่าผมพูดผิดหรือถูก ก็ลองเปิดดูช่องเคเบิ้ล Asia update ดูก็ได้ คุณจตุพรเขา

จะพูดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ส่วนคุณณัฐวุฒิก็มาพูดเพิ่มในวันพุธ-พฤหัส หรือจะดูที่แกนนำนปช.แถลงข่าวเมื่อวันที่

20 เมษายน 54 ผ่านyoutube ก็ได้

http://www.youtube.com/watch?v=b0Z4US4bppQ&feature=related[/quote]

เข้าใจว่าไม่ได้มีอะไรไม่ตรงกัน เพียงแต่อาจารย์ธงชัยเขามองภาพทั้งหมดของปัญหา โดยไม่ได้คำนึงว่ามีต้นทุนในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ ส่วนเสื้อแดงก็อาจมองเห็นปัญหาเหมือนกัน แต่เห็นว่าต้นทุนที่มีอยู่จำกัด ก็นิยามปัญหาให้แคบ แก้ไขบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็เกินกำลังว่างั้นเถอะ

ผมขอเรียนต่อ คุณ

ผมขอเรียนต่อ คุณ "อาจารย์คนหนึ่ง"ว่า สิ่งที่คุณธงชัย ที่พูดในบทความนี้รวมทั้งสิ่งที่นายสมศักดิ์ เรียกร้องม.112อยู่นี้

เป็นสิ่งที่แตกต่างกับแนวความคิดแก่นของคนเสื้อแดงโดยสิ้นเชิงครับ ไม่มีอะไรที่ตรงกันเลย เพราะคุณธงชัยหรือแม้แต่

นายสมศักดิ์สนใจหมกมุ่นอยู่แต่กับการพูดถึงชาติ ศาสนา โดยเฉพาะ สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะกล่าวถึงใน

ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์พวกนี้เขาจะโยงม.112 ว่า ม.112เป็นตัวปัญหา

ในขณะที่ แก่นความคิดของคนเสื้อแดงไม่ได้แตะกับสิ่งเหล่านี้เลย พื้นฐานของความเป็นไทยในเรื่องชาติ ศาสนา

พระมหากษัตริย์เหมือนเดิมทุกประการ แต่เขาสู้กับความไม่ยุติธรรมทางการเมือง สู้กับขุนนาง-อำมาตย์ชั่วที่ไม่เป็นกลาง

สู้กับทหารที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตน สู้กับพวกที่คิดเอาเจ้าเป็นเครื่องมือ และไม่ได้มองว่าม.112มีปัญหา แต่มอง

ว่าคนที่ใช้ม.112ต่างหากที่มีปัญหา ดังนั้น ผมถึงบอกว่า แนวความคิดมันไม่ได้มีอะไรที่เหมือนกันเลย

ในส่วนบทความที่คุณธงชัยพูดนั้นมันก็ไม่ถูกเลยครับในทัศนะของผม ผมแย้งแทบทุกบรรทัด คิดเองเออเองทั้งนั้น

แค่ผมยกตัวอย่างเรื่องที่ร.5 ทรงออกพรบ.เลิกทาสซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมกัน

ไปจนถึงพรบ.แปลงชาติและ พรบ.สันชาติในสมัยร.6 ที่ผมได้เขียนแล้วก่อนหน้านี้ ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์

มีวิสัยทัศน์ในการสร้างคน สร้างชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐสมัยใหม่ที่ต้องมีทั้งดินแดน ประชากร

อำนาจอธิปไตย และรัฐบาล

ในเรื่องอำนาจอธิปไตยนั้น เมื่อประเทศไทยต้องสูญเสียสิทธิทางศาล สยามไม่ว่าจะออกกฎหมายใดๆก็ไม่อาจใช้บังคับ

กับคนยุโรปหรือคนในบังคับได้ พระองค์ก็ทรงพยายามปรับปรุงกฎหมายอย่างขนานใหญ่ จ้างฝรั่งมาช่วยร่างกฎหมาย

และพัฒนาด้านอื่นๆ เพื่อให้กลับมาซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอย่างแท้จริงอีกครั้ง

เรื่องแบบนี้ผมว่าคุณธงชัยไม่เคยทราบแน่นอน เพราะถ้าทราบก็คงไม่พูดว่าเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นเพียง

แค่วาทะกรรมของร.6 เท่านั้น การมองว่าเป็นเพียงวาทะกรรม ผมถือว่าเป็นความเข้าใจที่หยาบสุดๆและไม่ได้ศึกษา

ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นอย่างจริงจังเลย

และคำพูด"ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"ว่าเป็นเพียงวาทะกรรมนี้ คุณธงชัยไม่ใช่คนแรกที่พูด เพราะผมเห็นคำพูดแบบนี้

ในหนังสือของ ศ.สิวรักษ์ ที่ผมเคยอ่านพบที่ร้านหนังสือหลังวัดราชบพิตรตั้งแต่ปี 2551 แล้ว ซึ่งผมบอกตรงๆว่าอ่าน

ได้แค่สองหน้าของหนังสือก็ไม่อยากอ่านอีกเพราะเขียนไม่ได้ความเลย แค่สองหน้ายังแย่ขนาดนั้น

นายศ.สิวรักษ์ นี่แหละครับ

นายศ.สิวรักษ์ นี่แหละครับ ที่เสื้อเหลืองบอกว่ารักเจ้านักหนา แต่เชิญคนอย่างศ.สิวรักษ์ ขึ้นเวที

สมศักดิ์ ..ไม่เจียมกะลา ธงชัย

สมศักดิ์ ..ไม่เจียมกะลา
ธงชัย ..วินิจฉัยขี้หมา
ผาสุข ..พงษ์คอมมิวนิสต์

พวกนักวิชาการ มาร์กซิสต์
สมควรจะจับขังลืม ..

อ่านจบเพิ่งรู้ว่า อ. ธงชัย

อ่านจบเพิ่งรู้ว่า อ. ธงชัย เป็นนักวิชาการ "ขี้ข้า" ฝรั่ง
ด่าประเทศที่คุ้มกะลาหัวโครตเหง้าตัวเอง
เทิดทูนฝรั่งเหลือเกิน

ไอ้พวกอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยในประเทศเมืองขึ้น อย่างออสเตรียเลีย
เป็นเช่นนี้เอง ..ไอ้ อ. สมศักดิ์ ไม่เจียมกะลา อีกคน
พวกลูกทาสฝรั่ง