ไชยันต์ ไชยพร ‘ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย ?’

โดยปรกติ การขับเคลื่อนด้วยเสียงประชาชนหรือประชามติถือเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตย การทำประชามติจึงเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย เพราะเป็นกลไกที่เปิดให้ประชาชนพลเมืองได้ร่วมกันตัดสินใจในเรื่องราวสาธารณะได้โดยตรง เพื่อที่จะรับหรือไม่รับข้อเสนอใดข้อเสนอหนึ่งที่มีการเสนอขึ้นมา เช่น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่างกฎหมาย รวมทั้งการถอดถอนนักการเมืองหรือนโยบายรัฐบาล และการเลือกตั้งก็ถือเป็นการทำประชามติอย่างหนึ่งเพื่อให้พลเมืองตัดสินใจว่าจะเลือกนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศของพรรคการเมืองใด

แต่ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ ก็มีการทำประชามติที่กลับขัดแย้งหรือทำลายหลักการประชาธิปไตยเสียเอง และกรณีศึกษาที่นักวิชาการทางรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์น่าจะได้ผ่านหูผ่านตาไม่มากก็น้อยก็คือ การทำประชามติในสมัยฮิตเลอร์

ในปีเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๓๓ ฮิตเลอร์ได้เริ่มใช้การทำประชามติครั้งแรกในระบอบของเขาต่อกรณีที่เขาต้องการจะให้เยอรมนีถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติภายใต้บรรยากาศอันร้อนระอุของความรู้สึกชาตินิยมของคนเยอรมัน ซึ่งผลการลงคะแนนเสียงท่วมท้นถึงร้อยละเก้าสิบห้าสนับสนุนการถอนตัวดังกล่าว ขณะเดียวกัน ฮิตเลอร์ก็ถือโอกาสใช้เสียงประชามติที่สนับสนุนญัตตินโยบายต่างประเทศดังกล่าวเชื่อมโยงกับนโยบายภายในประเทศของเขาด้วย กล่าวได้ว่า การทำประชามติครั้งแรกนี้ถือเป็นหมากการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกระบวนการขับเคลื่อนสู่การรวบอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จของเขาในเวลาต่อมา (Joachim Fest, Hitler, New York: 1974: pp. 438-9)

ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๓๔ ก่อนการเสียชีวิตของประธานาธิบดีฮินเดนเบอร์กในวันที่ ๒ สิงหาคม เพียงหนึ่งวัน ฮิตเลอร์ได้ให้คณะรัฐมนตรีของเขาเสนอกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐไวมาร์ที่เดิมทีกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิต จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ แต่กฎหมายที่เสนอมานั้นกลับกำหนดให้ควบรวมสองตำแหน่งไว้เข้าด้วยกัน นั่นคือ ทั้งตำแหน่งประธานาธิบดี (president) และตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (chancellor) ซึ่งตำแหน่งหลังนี้เป็นตำแหน่งที่ฮิตเลอร์ดำรงอยู่แล้วขณะนั้น อีกทั้งกฎหมายนี้ได้ยกเลิกตำแหน่งประธานาธิบดีไป และกำหนดให้มีตำแหน่งประมุขของรัฐ (head of state) ที่ดำรงตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า “ผู้นำ (Führer)” และนายกรัฐมนตรี (Reichskanzler) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอยู่เดิม และฮิตเลอร์ได้จัดให้มีการลงประชามติรับรองร่างกฎหมายควบรวมอำนาจสองตำแหน่ง และรับรองตัวเขาให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้ ซึ่งผลการลงคะแนนเสียงประชามติครั้งนี้ ร้อยละ ๘๔.๖ เห็นด้วยกับร่างกฎหมายและรับรองให้ฮิตเลอร์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยในฐานะของประมุขของรัฐดังกล่าวนี้ ฮิตเลอร์ก็ได้กลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกด้วย

ใน Journal of Historical Review, Fall 1992 แห่ง Institute of Historical Review ลีออง เดอเกร็ล (Leon Degrelle: 1906-1994: ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น วีรชนทหารในสงครามโลกครั้งที่สองและเป็นผู้นำทางการเมืองและเป็นนักประวัติศาสตร์) ได้เขียนบทความเรื่อง “ฮิตเลอร์ควบรวมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในเยอรมนีและทำการปฏิวัติสังคมได้อย่างไร: ช่วงแรกของอาณาจักไรซ์ที่สาม” (How Hitler Consolidated Power in Germany and Launched A Social Revolution : The First Years of the Third Reich) ตอนหนึ่งในบทความของเขา เขากล่าวว่า “ฮิตเลอร์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ‘ข้าพเจ้าไม่ใช่เผด็จการ และไม่มีวันเป็น ด้วยพรรคสังคมชาตินิยมจะเสริมสร้างพลังให้ประชาธิปไตยเข้มแข็ง’” และเดอกร็ลได้เขียนบรรยายต่อไว้ว่า “อำนาจอันชอบธรรมไม่ได้หมายถึงระบอบทรราชย์ ทรราชคือคนที่ขึ้นสู่อำนาจโดยปราศจากซึ่งเจตน์จำนงของประชาชน หรือขึ้นสู่อำนาจโดยขัดต่อเจตน์จำนงประชาชน นักประชาธิปไตยขึ้นสู่อำนาจโดยประชาชน และประชาธิปไตยก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องมีแบบเดียว มันอาจจะเป็นประชาธิปไตยรัฐสภา (parliamentary) หรือประชาธิปไตยของพวกเดียวกันหมด (partisan) หรือมันอาจจะเป็นประชาธิปไตยที่มีผู้มีอำนาจคนเดียวเบ็ดเสร็จ (authoritarian) ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ มันจะต้องมาจากความต้องการปรารถนาของประชาชน---เป็นสิ่งที่ประชาชนเลือกและสถาปนานมันขึ้นมา และนี่ก็คือกรณีของฮิตเลอร์ เขาขึ้นสู่อำนาจด้วยวิถีทางแบบประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ แต่นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และหลังจากมีอำนาจแล้ว ประชาชนก็ยังให้ความนิยมสนับสนุนเขาเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี....แม้แต่นักประวัติศาสตร์ที่ประกาศตัวเองว่าต่อต้านนาซีอย่างศาสตราจารย์เฟสต์ ยังยอมรับว่า “ฮิตเลอร์ไม่เคยสนใจที่จะสร้างระบอบทรราชย์ ความกระหายอำนาจอย่างรุนแรงไม่เพียงพอที่จะอธิบายบุคลิกภาพตัวตนและพลังในตัวเขา ฮิตเลอร์ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นเพียงทรราช (เน้นโดยผู้เขียน) เขายึดแน่นกับปณิธานที่จะปกป้องยุโรปและเชื้อชาติอารยัน....เขาไม่เคยมีความรู้สึกว่าตัวเขาต้องขึ้นอยู่กับปวงประชามหาชนเหมือนอย่างที่เขารู้สึกครั้งนั้น เขาเฝ้ารอดูปฏิกิริยาของปวงประชามหาชนด้วยความกระวนกระวาย (J. Fest, Hitler, p. 417.)”

ถ้าการเลือกตั้งเพื่อแสดงประชามติครั้งนั้นเป็นประชาธิปไตย แต่มันก็ได้นำพาให้การเมืองเยอรมันเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่ผู้เดียว และด้วยตำแหน่งดังกล่าวนี้เองทำให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ในขณะนั้น ได้กล่าวว่า ผลการลงประชามติครั้งนั้นทำให้ฮิตเลอร์มีอำนาจมากกว่าผู้นำคนใดๆในโลกสมัยใหม่ในขณะนั้น เพราะฮิตเลอร์มีอำนาจมากกว่าสตาลินของรัสเซียและมากกว่ามุสโสลินีในอิตาลีด้วย หรือถ้าเปรียบเทียบย้อนไปในอดีต ถือว่าไม่เคยมีใครสามารถมีอำนาจมากเท่าฮิตเลอร์นับตั้งแต่สมัยเจงกีสข่าน ! (http://www.nytimes.com/learning/general/onthisday/big/0819.html)

และแน่นอนว่า นับตั้งแต่ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจสมบูรณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครและกลไกใดที่จะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติและตุลาการของเขาได้เลยยกเว้นการพยายามลอบสังหารหรือการพ่ายแพ้สงครามและการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์เท่านั้น

จริงอยู่ที่ “การเลือกตั้งเป็นพื้นฐานขั้นต่ำของประชาธิปไตย” แต่การใช้พลังประชามติและเจตน์จำนงประชาชนของฮิตเลอร์ครั้งนั้นก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในบางครั้ง ประชามติเสียงข้างมากอาจจะนำมาซึ่งผลที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงได้ และมันได้กลายเป็นบทเรียนที่นำมาซึ่งการวางหลักการในทางวิชาการและในทางปฏิบัติที่จะกำหนดตัวบทรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการใช้ประชามติหรือการเลือกตั้งในการรับรองตัวบุคคลและการออกกฎหมายซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่จะต้องคงไว้ซึ่งหลักสิทธิเสรีภาพ การแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติรัฐ และในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ม. ๒๑๔ ได้บัญญัติไว้ว่า “การออกเสียงประชามติที่เกี่ยวกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทำมิได้”

แน่นอนว่า ในรายละเอียด การยุบสภาโดยจัดให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยวการตรวจสอบข้อกล่าวหาซื้อขายหุ้นของครอบครัวของคุณทักษิณ ชินวัตรในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ย่อมไม่เหมือนการจัดให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อควบรวมอำนาจและสถาปนาตัวเองของฮิตเลอร์ในปี ค.ศ. ๑๙๓๔ เพราะฮิตเลอร์ทำประชามติขอเสียงประชาชนเพื่อต้องการขึ้นสู่การมีอำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่ผู้เดียว ส่วนคุณทักษิณยุบสภาจัดการเลือกตั้งขอเสียงประชาชนเพื่อต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป โดยหวังใช้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินว่า เขาผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้นหรือไม่ ? และสมควรจะกลับมามีอำนาจต่อไปหรือไม่ ?

แน่นอนว่า เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์การเมืองตะวันตกสมัยใหม่ว่า กรณีการทำประชามติในแบบของฮิตเลอร์ไม่สมควรจะเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่สำหรับกรณีคุณทักษิณ คำถามคือ เมื่อมีข้อกล่าวหาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกิดขึ้น เขาผู้นั้นควรจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกลไกที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย (๒๕๔๐) ? หรือกลับแทรกแซงกลไกต่างๆและยุบกลไกสุดท้าย (สภาผู้แทนราษฎร) ที่จะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ในขณะนั้นที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย (๒๕๔๐) และโยนข้อกล่าวหาของตนให้ตัดสินโดยประชามติของปวงประชามหาชน ?

-อ.ไชยยันต์ก็อ้างแต่ฮิตเลอร์

-อ.ไชยยันต์ก็อ้างแต่ฮิตเลอร์ ตอนออกรายการตอบโจทย์โดนอ.วรเจตน์ ต้อนจนน๊อตหลุด ไม่สมกับที่สอนปรัญญาการเมืองที่จุฬาเลย เสียชื่อรัฐศาสตร์จุฬา

-ฮิตเลอร์ทำอะไรกับเยอรมัน

-ฮิตเลอร์ทำอะไรกับเยอรมัน ทักษิณทำอะไรกับประเทศไทย หน้าจะเอาสองคนนี้มาเปรียบเทียบกันดู เห็นอ.ไชยยันต์ชอบเอาฮิตเลอร์กับทักษิณเปรียบเทียบใส่กันเหลือเกินเหมือนกับการจับแพะชนกับแกะ

เป็นที่แน่ชัดว่าไชยันย์ไม่มีค

เป็นที่แน่ชัดว่าไชยันย์ไม่มีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย คงยังคิดว่าผู้นำประเทศควรมาจากการแต่งตั้งโดย’ผู้ใหญ่’ โดยเลือก’คนดี’เข้ามาบริหารประเทศ และไม่เชื่อว่าประชาชนทั่วไปมีวิจารญาณหรือสติปัญญาพอเพียงที่จะเลือกผู้นำเอง นี่เป็นการประจานความด้อยปัญญาของไชยันย์เอง

โห ยังไม่เลิกยก ฮิตเลอร์

โห ยังไม่เลิกยก ฮิตเลอร์ มาอ้าง ข้างๆ คูๆ
เมื่อไหร่จะตาสว่างซะทีฟะ?

ระหว่างเอารถถัง เอาปืน แม้แต่สไนเปอร์
ออกมายิงประชาชนเพื่อให้ได้อำนาจ
กับการหย่อนบัตรเลือกตั้ง
ยังแยกไม่ออก ว่าอันไหนทำลายประชาธิปไตยมากกว่า

กะแค่พรรคที่ตัวเอง เห็นว่า "ดี"
ไม่มีปัญญาชนะ การหย่อนบัตร
หลักการอะไรก็ไม่ต้องมีแล้ว

แล้วที่ตัวเองฉีกบัตร แต่ไม่ต้องติดคุก
แถมสำคัญผิดคิดว่าเป็น "ฮีโร่"
ขณะที่ ช่าวบ้านธรรมดา โดนไปสองเดือน
หลังจากนั้นไม่นาน
มันทำลายหลักประชาธิปไตย
ที่เรียกว่า เสมอภาค รึเปล่า?

หรือยัง พองขน กับการเป็น อภิสิทชน
ของตัวเอง

เลยเสร่อมาเทศนาว่า
แยกแยะผิดชอบชั่วดี
ได้มากกว่า ประชาชนคนธรรมดา ทั่วไป
ที่ไม่มีศักดินา อาวุธอะไร
นอกจาก 1 เสียง เท่ากัน วันเลือกตั้ง

ใช่ครับ

ใช่ครับ คอนเซปท์คล้ายคลึงกันที่ใช้เสียงข้างมากในการทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ
ทว่า บริบทแตกต่างกันครับ ฮิตเลอร์มีเสน่ห์ดึงดูด ทั้งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ และโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองประชาชนในตอนนั้นซึ่งต้องการผู้นำแข็งแกร่งสำเร็จ

ทว่าสำหรับคุณทักษิณ มีเสน่ห์(ไม่ใช่จากการพูด แต่จากผลงาน การบริหารการเมืองให้ประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่กินได้สำหรับคนยากคนจน) ไม่ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำ โฆษณาชวนเชื่อประชาชนก็ไม่ง่ายอีกต่อไป เนื่องจากสื่อกระแสหลักหลากสำนักต่างเสนอข่าว แฉพฤติกรรมการฉ้อโกงจนประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งโกรธเกลียดก็เยอะแยะ(ทักษิณแทรกแซงสื่ออีท่าไหนครับ ถึงปล่อยให้สื่อกระแสหลักออกมาโจมตีด้วยข้อหาจริงมั่ง มั่วมั่งได้เยอะจนตัวเองต้องถูกรัฐประหาร) ถึงอยางไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ในประเทศก็ยังต้องการให้คุณทักษิณอยู่ต่อ และผมเชื่อว่ารัฐบาลทักษิณที่กลับเข้ามาโดยชอบธรรม(ตามระบบ) อย่างไรเสียก็ต้องถูกตรวจสอบ ถูกส่งฟ้องไม่ว่าจะในช่องทางสภา หรือ กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี หาก(เสียงส่วนน้อย)อดทนกันมากกว่านี้ ถ้าคุณทักษิณไม่ปรับตัวเองได้ดีพอก็จะเหมือนกับแบร์ลุสโคนี(ซึ่งมีบุคลิก ลักษณะ และข้อกล่าวหาคล้ายคุณทักษิณมาก)ในตอนนี้เองครับ

และที่สำคัญ ความเหมือนในทางคอนเซปท์เพียงบางอย่างระหว่างฮิตเลอร์กับคุณทักษิณนั้นมีจริง ไม่ปฏิเสธ แต่วิธีจัดการของสังคมไทยกับเยอรมันนี่มีความต่างกันอย่างน่าตกใจ ทั้งคอนเซปท์และการปฏิบัติ

ก็ดูสิครับ
การใช้อำนาจฉ้อฉลผ่านทางกลไกประชาธิปไตยของเยอรมัน นำไปสู่การปรับปรุงเรื่องนิติรัฐในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ จากเสียงข้างมาก นำไปสู่การสั่งสอนประวัติศาสตร์ให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศทุกคน เรียนรู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งแน่นอนว่าการปรับปรุง แก้ไขที่กล่าวมานั้นอยู่บนพื้นฐานของ ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นคุณอนันต์ต่อทั้งสติปัญญาของปัจเจกชนรุ่นลูกรุ่นหลานทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงหลักนิติรัฐประชาธิปไตยที่สากลโลกนำไปปรับใช้สืบไป

แต่สำหรับประเทศไทยแล้วนั้น นำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไร ซ้ำเติมความขัดแย้ง เพิ่มอำนาจ ผลประโยชน์ของทหารโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญทำให้ชนชั้นบางกลุ่มในสังคมไทยกลับฝักใฝ่เผด็จการโดยแอบอ้างสถาบันเป็นสิ่งสนับสนุนเสียอีก

การเขียนบทความของ อ.ไชยันต์ กล่าวหาว่าอำนาจของเสียงส่วนมากสามารถมีโทษทำลายประชาธิปไตยได้ แต่สิ่งที่คุณหยิบยกมา มันคือ exceptional case หรือ กรณียกเว้นซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อย (ทว่าแลดูสำคัญ) เท่านั้น คุณไม่ยอมพูดถึงตัวอย่างสำหรับคุณประโยชน์ของเสียงข้างมากอีกหลายประเทศ หลายกรณี (ซึ่งน่าจะเป็น general case หรือ ตัวอย่างที่พบได้เห็นทั่วไป)ที่ทำให้สังคมของประเทศเหล่านั้นมีหลักกฏหมายที่รับประกันความยุติธรรม เศรษฐกิจ คุณภาพการใช้ชีวิตที่ดีมากแค่ไหน

โอเคจะเขียน จะหยิบยกงานวิชาการ มากระตุกต่อมคิดเกี่ยวกับเผด็จการเสียงข้างมากก็ถือเป็นการให้ความรู้ที่ดีครับ แต่สุดท้ายที่เขียนมาเนี่ย ต้องการนำไปสู่การปรับปรุง หรือ แก้ไขปัญหาสิ่งที่จะเกิดขึ้นยังไงดีเหรอครับ? เยอรมันเขานำไปสู่การแก้ไขปัญหาภายใต้นิติรัฐประชาธิปไตยอย่างที่บอกไปแล้ว แต่อาจารย์จะแก้ยังไงดีครับ เอาทหารออกมาล้างกระดานเพราะกลัวว่ารัฐบาลที่ฉ้อฉลแต่มีฐานความชอบธรรมมาจากประชาชนส่วนใหญ่จะสลายม๊อบประชาชนจนเกิดการนองเลือดเช่นนั้นหรือ ?

ถ้าเป็นแกนนำม็อบเปรียบเทียบแบ

ถ้าเป็นแกนนำม็อบเปรียบเทียบแบบนี้พอเข้าใจได้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาการเมืองนำอะไรที่มีรายละเอียดและบริบทต่างกันมากมาเปรียบเทียบกันเพื่อสรุปว่า "เหมือนกัน" โดยไม่คำนึงเรื่อง fallacy ผมว่ามันเข้าใจไม่ได้ครับ

ถ้าเปรียบเทียบเพื่อสรุปว่าทักษิณเป็นเผด็จการไม่ต่างจากฮิตเลอร์

ถาม อ.ไชยันต์ข้อเดียวครับ ในประเทศนี้มีใครด่าทักษิณแล้วต้องติดคุก 10-20 ปี บ้างครับ? ถ้า อ.ไชยันต์แคร์เผด็จการที่ตรวจสอบไม่ได้จริง ทำไมไม่เห็น อ.ไชยันต์ตรวจสอบเผด็จการที่ไม่ใช่ทักษิณ (และถ้าแคร์เรื่องความรุนแรงที่จะเกิดจากเงื่อนไขทักษิณจนยอมรับ รปห.19 กันยา ทำไมไม่เห็นเรียกร้องอภิสิทธิ์ให้รับผิดชอบ กรณี 91 ศพ)

อยากให้อ. ไชยันต์

อยากให้อ. ไชยันต์ เขียนบทความเพิ่มเติม
เรื่องสนง. ทรัพย์สินส่วนของฮิตเลอร์บ้าง
เพื่อครอบคลุมทุกมิติบริบท

เกี่ยวกับการเถลิงอำนาจของฮิตเ

เกี่ยวกับการเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์นั้น มีหลายประเด็นเลยครับที่อาจารย์ไชยันต์ไม่ได้พูดถึง เช่น

1. ฮิตเลอร์ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง ก่อนหน้าที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (Chancellor) ก็แพ้ฮินเดลเบิร์กในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ ก็มาจากการแต่งตั้ง

2. ในบทความนี้ไม่มีการพูดถึง Reichstag fire decree หรือ Enabling Act ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เปลี่ยนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากตำแหน่งที่ไม่ค่อยมีบทบาทอะไรในเยอรมันยุค Weimar มาเป็นตำแหน่งที่กุมอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวในสมัยฮิตเลอร์ ซึ่งกลวิธีให้ได้มาซึ่งกฏหมายสองตัวนี้ (ลอบสังหาร สั่งจำคุกสมาชิกสภาฝ่ายตรงข้าม) ก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่าเป็นกระบวนการแบบประชาธิปไตย

3. ไม่พูดถึงความพยายามกระทำรัฐประหาร (ที่ล้มเหลว) ของฮิตเลอร์ (Beer hall putsch) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฮิตเลอร์ไม่ใช่นักการเมืองที่มีจิตสำนึกแบบประชาธิปไตย กรณีฮิตเลอร์คือตัวอย่างของคนที่ต้องการขึ้นมาครองอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด และหลังจากนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตย ล้มเลิกการเลือกตั้งเพื่อสถาปนาอำนาจถาวรให้กับตัวเองมากกว่า

แต่ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่อาจารย์ไชยันต์กล่าวถึงในบทความนี้ก็มีตรรกะที่ไม่ถูกต้องอยู่ คือการพยายามเปรียบเทียบประชามติ (Referendum) กับการเลือกตั้ง

- กรณีประเทศเยอรมันนั้น คนเยอรมันถูกขอให้ยอมรับ หรือไม่ยอมรับการกระทำของผู้นำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน (ยุบรวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี) และล้างความผิดนั้นทิ้ง

- กรณีประเทศไทยในปี 2549 ตามที่อาจารย์ไชยันต์อ้างนั้น การเลือกตั้งคือการถามประชาชนว่า ยอมรับได้ไหมถ้าคุณทักษิณ (หรือตัวแทน) จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ต้องไม่ลืมว่าตอนนั้นคุณทักษิณยังไม่ได้ถูกศาลพิพากษาคดีใดทั้งสิ้น โดยหลักการแล้วจึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์ (ที่สำคัญกว่านั้น ข้อกล่าวหาทั้งหลายในปี 2549 สุดท้ายแล้ว ส่วนใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่ฝ่ายตรงข้ามกุขึ้นมาทำลายชื่อเสียงคุณทักษิณ หรือไม่อยากนั้นก็ไม่สามารถเอาผิดคุณทักษิณได้โดยตรง)

*** และที่สำคัญกว่านั้นคือ ผลของการเลือกตั้งในปี 2549 ไม่ว่าคุณทักษิณแพ้หรือชนะก็ตาม ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับว่าความผิด หรือไม่ผิดของตัวคุณทักษิณ ต่อให้คุณทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้ากระบวนการศาลตัดสินแล้วว่า ความผิดของคุณทักษิณมีจริง ก็ต้องมีการดำเนินคดีต่อไป ***

ซึ่งจุดนี้ต่างจากการทำประชามติของฮิตเลอร์ เพื่อให้ยอมรับ และมองข้ามสิ่งที่ผิดกฏหมาย และไม่เปิดโอกาสให้มีการไต่สวนย้อนหลัง ซึ่งถ้าถามว่าการทำประชามตินี้คล้ายคลึงกับอะไรที่สุด คำตอบก็คือการทำประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ต่างหาก

ไชยันต์ ไชยพร

ไชยันต์ ไชยพร ‘ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงส่วนน้อยแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย ?’

(น่าจะเป็นแบบนี้ มากกว่า)
...

ในการยกตัวอย่างการทำประชามติ

ในการยกตัวอย่างการทำประชามติ ทำไมต้องถอยกลับไปเกือบ100ปีเพื่อยกเคสฮิตเลอร์มาล่ะ เพื่ออะไร?

เปิดgoogleแล้วsearchด้วยคำว่า'ประชามติ'ก็จะพบว่ามีหลายประเทศได้ทำประชามติเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นไปด้วยดี โดยตัวประเทศนั้นเองและประชาคมโลกเคารพมติเสียงส่วนมากของประชาชน หรือก้คือ เ ค า ร พ ก า ร ตั ด สิ น ใ จ ข อ ง ม ว ล ม ห า ช น

ปชช.โมร็อกโกทยอยลงประชามติลดอำนาจสถาบันกษัตริย์แล้ววันนี้ นักวิเคราะห์เชื่อผลเป็นบวก
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1309508657&grpid=01&catid&subcatid

การลงประชามติแยกซูดานใต้เป็นเอกราช พ.ศ. 2554
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2554

การลงประชามติแยกรัฐควิเบกเป็นเอกราช พ.ศ. 2538
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2538

สวิตเซอร์แลนด์..ประชามติแก้ กม.ช่วยฆ่าตัวตาย
http://news.thaiza.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89-%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2/213688/

ชาวอียิปต์ลงประชามติหนุนแก้รัฐธรรมนูญ
http://www.ethailand.com/th/news/-105608.html

อิตาลีลงประชามติชี้ชะตาอนาคตนายกฯ
http://www.tnnthailand.com/news/details.php?id=28007

การลงประชามติปกครองตนเองของแอลจีเรีย
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2

ตัวอย่าง'ร่ ว ม ส มั ย' เหล่านี้พอมั้ย ถ้าไม่พอจะค้นมาให้อีก

เพราะมีนักวิชาการที่อคติอย่างแรงกล้า ประชาชนถึงต้องรับบทบาทนักวิชาการ
ซะเอง ยุคสมัยนี้ใช้อินเตอร์เน็ตค้นคว้าหาความรู้และข้อมูลข่าวสารไม่ยากหรอก

นักวิชาการที่อคติ มักจะเสนอข้อมูลด้านเดียว แล้วไชยันต์เสนอข้อมูลอะไรด้านเดียว

กลุ่มที่ยกเคสฮิตเลอร์ขึ้นมาโจมตีประชาธิปไตย ล้วนละเลยช้างตัวใหญ่ที่ยืนข้างๆ นั่นคือ ระบอบจักรพรรดิของญี่ปุ่น ซึ่งก่อโศกนาฎกรรมร้ายแรงต่อชาวโลกไม่ยิ่งหย่อนกว่าฮิตเลอร์

วิเคราะห์ระบอบจักรพรรดิสมมติเทพของญี่ปุ่นให้ดูหน่อยสิว่า ทำไมมันถึงเลวระยำถึงเพียงนั้น

น่าจะมีบทความ..ประเภทหักมุม

น่าจะมีบทความ..ประเภทหักมุม 180 องศาแบบนี้มากๆ หน่อย

ใน "ประชาไท"

จะได้เพิ่ม "รอยหยัก" ในสมองของผู้อ่าน

ทำให้เราคิดได้หลายๆ มุมมอง

ไม่ใช่สนใจแต่ที่ตัวเองชอบ ตัวเองเชียร์ ทำซ้ำๆ อ่านซ้ำๆ

ขาดจินตนาการณ์ ทำให้รอยหยักในสมองเรา

กลายเป็น "ร่องควายเดิน" ไปเสียฉิบ

ทำให้คนอื่นจูงจมูกเราได้ง่าย ครับ

ประชาธิปไตยถึงไม่ใช่ระบบการปก

ประชาธิปไตยถึงไม่ใช่ระบบการปกครองที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะมีระบบการปกครองที่จะดีกว่า (แต่อนนี้ยังไม่มี)
ดังนั้นเราต้องถือว่าระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย คือการปกครองที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้
แล้วก็ต้องพัฒนากันต่อไป

*** ไม่ใช่ว่าเราจะได้มาในชั่วข้างคืน ตื่นเช้ามาแล้วได้เลย ***

แค่หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง ของปัจเจกชน
ยังยอมรับไม่ได้ แล้วคุณจะไปยอมหลักใหญ่ได้อย่างไร หรือจะรอเทวดาประทานระบอบการปกครองที่ดีที่สุดลงมาให้
โดยไม่ต้องได้รับการพิสุจน์ ก็ต้องบอกว่าดีที่สุดแล้ว -- หรือไม่พอใจก็ฉีกบัตรเลือกตั้งมันซะเลย
ถ้าตนเองทำก็ว่าอารยะขัดขืน ถ้าเป็นคนอื่นก็ว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง

นอกจากเสนอปัญหาของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย คุณก็ต้องเสนอทางแก้ปัญหาด้วย
หรือแนะนำระบบการปกครองที่คุณคิดว่าดีกว่ามาเลย

This man has never lived

This man has never lived abroad for any length of time. Though a lecturer at a famous university, his knowledge of world history still leaves a lot to be desired.

At any rate, his words have never had any value ever since he tore up the ballot papers in front of the television cameras - just to be in and famous.

He got what he deserved from a real professor, Dr. Vorachet.

มีกี่เคสวะในโลกนี้ที่เป็นอย่า

มีกี่เคสวะในโลกนี้ที่เป็นอย่างฮิตเล่อไอ้อจ.ลวงโลก
ทั่วโลกเขาใช้เสียงข้างมากกี่พันกี่ร้อยรบ. มีกี่รายวะที่ลงเอยเหมือนกรณีฮิตเล่อบ้าง
พูดควายๆ เอี้ยๆ ถูๆ ไถๆ
เหมือนคนไม่กล้าเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะกลัวเรือบินตก ป่วยนะนั่น...

555 ขออธิบายบริบทเพิ่มเติม

555 ขออธิบายบริบทเพิ่มเติม “การเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน(มาตรฐาน)ขั้นต่ำของประชาธิปไตย”
นี่เป็นคำพูดของอ. วรเจตน์ ตอนเสวนาที่ TPBS คือ อ.วรเจนต์ กอกหลักการไว้แน่นมาก (กระบวนการประชาธิปไตยต้องได้ผู้นำประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้) ดังนั้นถ้าจะแย้ง มันก็ต้องหากรณีเหตุการณ์พิสูจน์ให้ได้ ว่า กระบวนการประชาธิปไตยสามารถให้กำเนิด ผู้นำเผด็จการได้ การลงมติของมหาชนหรือการเลือกตั้ง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกันฮิตเลอร์
ผลสืบเนื่องของข้อโต้แย้งก็คือการพยายามอ้างต่อไปว่า สมัยรัฐบาลทักษิณเป็นเผด็จการ การทำรัฐประหารรัฐบาลทักษิณจึงเป็นเรื่องที่ไม่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

ถ้ายึดตามอ.วรเจตน์ ต่อให้รัฐบาลทักษิณ ฆ่าพวกต่อต้านไปหมดทั้งประเทศ ก็ไม่สามารถเรียก นายกฯ ทักษิณว่า เป็นเผด็จการได้ เพราะผ่านกระบวนการประชาธิปไตย จึงเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่สัมบูรณ์ ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้

แต่ขำ คนแถวนี้ ชอบอ้างหลักการสากลด่าพวกอนุรักษ์นิยม คราวนี้อ้างว่าไทย เยอรมันไม่เหมือนกันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ทั้งๆที่ว่ากันด้วยการลงประชามติและการเลือกตั้งเหมือนกัน
คราวนี้ทิ้งหลักการเอาเทคนิคการจัดการมาอ้างหน้าตาเฉย

อาจารย์ไชยยันต์ น่าจะเล่นเรื่องอิตาลีต่อเลยครับ สดๆร้อนๆ

นายก มาริโอ มอนติ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีไม่มีนักการเมืองจากการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว
(แถมมีข่าวลือว่า นายกฯ เบอร์ลุกโคนี่ ถูกนายกฯ แมลเคลของเยอรมันบีบให้สละตำแหน่งแลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ลือกันอีกว่าทางเยอรมัน เลือกนาย มอนติ ที่พูดเยอรมันได้เสียด้วย)

ผมอยากรู้ว่าพวกนิติราษฎร์ ที่ร่ำเรียนจากยุโรป กอดหลักการแน่นๆ จะว่าอย่างไร นี่ผมก็รอมาเกือบ 3 อาทิตย์ เงียบกริบเลย ไม่พูดสักแอะ ก็แค่อยากฟังคำอธิบายแบบกอดหลักการแน่นๆ เซ็งเลย

เผด็จการรัฐสภาก็ไม่รู้จัก

เผด็จการรัฐสภาก็ไม่รู้จัก ข้อเสียขอวทันเป็นยังไงก็ไมท่ตระหนัก เสือกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
กลับไปแดกหญ้าแล้วอีกสี่ปีมาเลือกตั้งเหมือนเดิมดีไม๊?

I am a

I am a wrote:
เผด็จการรัฐสภาก็ไม่รู้จัก ข้อเสียขอวทันเป็นยังไงก็ไมท่ตระหนัก เสือกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
กลับไปแดกหญ้าแล้วอีกสี่ปีมาเลือกตั้งเหมือนเดิมดีไม๊?

ถ้าพรรคการเมืองที่ตัวเองเชียร์ชนะเลือกตั้ง แล้วเวลาโหวตในสภาก็ชนะฝ่ายค้านตลอด ก็จะไม่มาพิมพ์คำว่า'เผด็จการรัฐสภา' และด่าการเลือกตั้งใช่มั้ย?

เถียงกันไปมา

เถียงกันไปมา ภายใต้หลักการคนละอย่างกัน แล้วแต่ละคนก็อ้างประชาธิปไตย

ที่จริง "ประชา+อธิปไตย" ก็บอกว่า อำนาจเป็นของประชาชน ดังนั้นการเป็นรัฐบาล หรือการทำอะไรในรัฐก็ต้องขึ้นกับประชามติของมหาชน

อย่าเอาเรื่อง "การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม" มาปนกันเรื่องประชาธิปไตย อันนั้นเป็นหลักการบริหาร ว่าจะฟังเสียงคนหมู่มาก หรือผู้บริหารตัดสินใจเอง

แต่ในเรื่องรัฐ ราชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นของพระราชา วิธีบริหารพระราชาอาจในหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม เช่นฟังเสียงหมู่มาก แล้วค่อยตัดสินใจ นั่นเป็นหลักบริหาร แต่ระบอบมันยังคงเป็น "ราชาธิปไตย" อยู่นั่นเอง และไม่มีหลักประกันอันใดว่า พระราชาองค์ต่อไป จะใช้ "กลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมอีก" อาจเป็นทรราชย์เต็มรูปแบบก็ได้ และที่สำคัญคือ ไม่มีใครเปลี่ยนตัวพระราชาได้ นอกจากมีการกบถ

ประชาธิปไตย คือ อำนาจมาจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง (ไม่ผ่านการเลือกตั้งแล้วจะอ้างมาจากประชาชนได้อย่างไร) ใช้เสียงข้างมาก เพราะประชาชนมีเป็นล้านคน ไม่ใช่เสียงข้างมากแล้วจะใช้อะไร และที่สำคัญ ประชาธิปไตยต้องมีเทอมของการเลือกตั้งเป็นระยๆ เพราะมันอย่างนั้นไม่มีทางจะตรวจสอบได้ว่า "ประชาชนยังมอบอำนาจบริหารให้รัฐบาลนั้นอยู่หรือเปล่า" มันจึงต้องมีคาบเวลาตรวจสอบที่ชัดเจน หากคนยังมอบให้อยู่ ก็เป็นรัฐบาลต่อไปได้

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง อาจใช้วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วม หรือตัดสินใจเองคนเดียว มันก็เป็นแค่การบริหาร ของนายกฯ หรือผู้นำแต่ละคน หากคนส่วนใหญ่ชอบ เขาก็เลือกกลับมาอีก หากไม่ชอบเขาก็ไม่เลือก

แน่นอน รัฐประชาธิปไตยอาจก่อสงครามก็ได้ แต่นั้นเป็น "นโยบายของรัฐนั้น หรือเป้าหมายของรัฐนั้น" ไม่ได้เกี่ยวกับระบอบการปกครอง หากเขายังมีเลือกตั้ง มีการตรวจสอบอำนาจโดยประชาชน อำนาจอธิปไตยยังเป็นของประชาชน ก็เรียกว่า "ระบอบประชาธิปไตย

นายไชยยันต์ จบ ดร. แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรกับระบอบประชาธิปไตย อาจท่องหนังสือได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจจริง และ "ทัศนะคติกับความรู้มันคนละเรื่อง"

สรุปคือ นายไชยยันต์ ไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย พยายามเอาอำนาจอื่น เรื่องอื่น (ซึ่งก็คืออำนาจของพวกชนชั้นนำ) มาแทรกแซงอำนาจของ "ปวงชน" อยู่นั้นเอง

ส่วน นายมนูญ สิทธิสมาน ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย มั่วระหว่างอุดมการณ๊ทางการเมืองกับระบอบการปกครอง สับสนไปหมด จนตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร พวกนี้คือ พวกใฝ่ฝันแนวคิดแบบ "ยุคพระศรีอาริย์" หรือยูโทเปีย เพ้อฝันจะสร้างสังคมอุดมคติอะไรก็ไม่ทราบ แนวคิดไปได้กับพวกสันติอโศก คือ สร้างสังคมยูโทเปีย แน่นอนเป็นสิ่งดี แต่มันไม่เคยเกิดได้บนโลกมนุษย์ ใหญ่ไปกว่าชุมชนแบบสันติอโศก และมันก็ไม่ยั่งยืน sustainable ด้วย ยกเว้นว่าทุกคนจะบรรลุเป็นพระอรหันต์

นวนคร wrote:555

นวนคร wrote:
555 ขออธิบายบริบทเพิ่มเติม “การเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน(มาตรฐาน)ขั้นต่ำของประชาธิปไตย”
นี่เป็นคำพูดของอ. วรเจตน์ ตอนเสวนาที่ TPBS คือ อ.วรเจนต์ กอกหลักการไว้แน่นมาก (กระบวนการประชาธิปไตยต้องได้ผู้นำประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้) ดังนั้นถ้าจะแย้ง มันก็ต้องหากรณีเหตุการณ์พิสูจน์ให้ได้ ว่า กระบวนการประชาธิปไตยสามารถให้กำเนิด ผู้นำเผด็จการได้

อย่างแรก - ไม่ใช่อ.วรเจตน์คนเดียวที่พูดประโยคดังว่า ยังมีอาจารย์หรือนักวิชาการอีกหลายต่อหลายคนที่พูดประโยคนี้หรือเห็นพ้องยืนยันหลักการนี้

อย่างที่สอง - นวนครบิดเบือนหลักการโดยเขียนว่า "(กระบวนการประชาธิปไตยต้องได้ผู้นำประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้)" นวนคร หาหลักฐานมาอ้างอิงหน่อยว่า มีคนพูดแบบนี้

เป็น นวนคร ต่างหากที่พูดให้เข้าใจว่า..กระบวนประชาธิปไตยจะทำให้ได้ "นักประชาธิปไตย"

อย่างที่สาม - การเลือกตั้งไม่ได้รับประกันว่า ผู้ที่ถูกเลือกตั้งเข้ามาจะเป็นคนอุปนิสัยเช่นไร เช่น ประนีประนอม ภาวะผู้นำเข้มแข็ง อำนาจนิยม อ่อนแอ ไม่กล้าตัดสินใจ เป็นต้น ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบการเลือกของตน กล่าวคือเลือกคนแบบไหนมาก็ได้แบบนั้นต้องอยู่กับคนแบบนั้น

ความคิดที่ไร้เดียงสาก็คือความคิดที่เชื่อว่า มีระบอบการปกครองที่รับประกันลักษณะที่แน่นอนของผู้นำได้ ข้อพิสูนจ์ความไร้เดียงสาอันนี้ก็คือ ประวัติศาสตร์การสืบราชสมบัติในยุคโบราณทั่วโลก ล้วนได้ผู้นำที่มีอุปนิสัยใจคอแตกต่างกันไป อาจได้ผู้ปกครองที่จะสร้างความพอใจหรือไม่พอใจแก่ประชาชนได้ทั้งนั้น เฉพาะประวัติศาสตร์ไทยยุคโบราณมีกษัตริย์ที่ถูกยกย่อง ยกย่องมาเป็นพิเศษ ถูกยกย่องน้อยทำนองว่างั้นๆ และมีที่ถูกประณามด้วย

ยุคสมัยใหม่ ประเทศที่มีการเลือกตั้งเช่น สหรัฐอเมริกา ก็มีผู้นำที่ก้าวร้าวมากน้อยไม่กัน กระหายสงครามไม่เท่ากัน

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ชวนให้สรุปว่า ผู้ปกครอง ใน ทุ ก ร ะ บ อ บ มีโอกาสเป็น ทรราช ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย ระบอบจักรพรรดิกษัตริย์ยุคโบราณก็มีทรราชไม่น้อยจนอาจเรียกได้ว่ามีอย่างชุกชุม จึงอย่าปกปิดข้อเท็จจริงอีกด้านของทรราชถาวรของระบอบการปกครองอื่น

นวนคร wrote:555

นวนคร wrote:
555 ขออธิบายบริบทเพิ่มเติม “การเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน(มาตรฐาน)ขั้นต่ำของประชาธิปไตย”
นี่เป็นคำพูดของอ. วรเจตน์ ตอนเสวนาที่ TPBS คือ อ.วรเจนต์ กอกหลักการไว้แน่นมาก (กระบวนการประชาธิปไตยต้องได้ผู้นำประชาธิปไตยเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้) ดังนั้นถ้าจะแย้ง มันก็ต้องหากรณีเหตุการณ์พิสูจน์ให้ได้ ว่า กระบวนการประชาธิปไตยสามารถให้กำเนิด ผู้นำเผด็จการได้ การลงมติของมหาชนหรือการเลือกตั้ง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกันฮิตเลอร์
ผลสืบเนื่องของข้อโต้แย้งก็คือการพยายามอ้างต่อไปว่า สมัยรัฐบาลทักษิณเป็นเผด็จการ การทำรัฐประหารรัฐบาลทักษิณจึงเป็นเรื่องที่ไม่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

ถ้ายึดตามอ.วรเจตน์ ต่อให้รัฐบาลทักษิณ ฆ่าพวกต่อต้านไปหมดทั้งประเทศ ก็ไม่สามารถเรียก นายกฯ ทักษิณว่า เป็นเผด็จการได้ เพราะผ่านกระบวนการประชาธิปไตย จึงเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่สัมบูรณ์ ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้

แต่ขำ คนแถวนี้ ชอบอ้างหลักการสากลด่าพวกอนุรักษ์นิยม คราวนี้อ้างว่าไทย เยอรมันไม่เหมือนกันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ทั้งๆที่ว่ากันด้วยการลงประชามติและการเลือกตั้งเหมือนกัน
คราวนี้ทิ้งหลักการเอาเทคนิคการจัดการมาอ้างหน้าตาเฉย

อาจารย์ไชยยันต์ น่าจะเล่นเรื่องอิตาลีต่อเลยครับ สดๆร้อนๆ

นายก มาริโอ มอนติ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีไม่มีนักการเมืองจากการเลือกตั้งแม้แต่คนเดียว
(แถมมีข่าวลือว่า นายกฯ เบอร์ลุกโคนี่ ถูกนายกฯ แมลเคลของเยอรมันบีบให้สละตำแหน่งแลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ลือกันอีกว่าทางเยอรมัน เลือกนาย มอนติ ที่พูดเยอรมันได้เสียด้วย)

ผมอยากรู้ว่าพวกนิติราษฎร์ ที่ร่ำเรียนจากยุโรป กอดหลักการแน่นๆ จะว่าอย่างไร นี่ผมก็รอมาเกือบ 3 อาทิตย์ เงียบกริบเลย ไม่พูดสักแอะ ก็แค่อยากฟังคำอธิบายแบบกอดหลักการแน่นๆ เซ็งเลย

ต่อให้รัฐบาลทักษิณ ฆ่าพวกต่อต้านไปหมดทั้งประเทศ ก็ไม่สามารถเรียก นายกฯ ทักษิณว่า เป็นเผด็จการได้ เพราะผ่านกระบวนการประชาธิปไตย จึงเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่สัมบูรณ์ ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้ >>> ผมคิดว่าอาจารย์วรเจตน์ไม่ได้พูดแบบนี้นะครับ ทักษิณผิดก็ว่าไปตามผิด แต่สิ่งที่อาจารย์วรเจตน์ต่อต้านคือการรัฐประหาร ถ้าเราจะบอกว่าทักษิณละเมิดหลักการของประชาธิปไตย เป็นเผด็จการรัฐสภา กระบวนการต่อสู้ก็ต้องใช้วิธีการในระบอบประชาธิปไตย การรัฐประหาร ถึงเราๆท่านๆที่เป็นคนธรรมดาจะมองว่าเป็นการแก้ปัญหา แต่ทหารที่เขารัฐประหารเขาไม่ได้คิดว่าเขากำลังแก้ปัญหานะครับ เขาเป็นกลุ่มผลประโยชน์ เขาถูกละเมิดผลประโยชน์ เขาก็ตอบโต้ เป็นแต่นักวิชาการหรือคนทั่วๆไปข้างนอกเอง ที่ไปคิดว่าการรัฐประหารคือการแก้ปัญหา ผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ชัดเจนว่าทหารเองไม่ได้คิดจะแก้อะไรเลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทหารทำในตอนปฏิวัติปี 49 ก็เป็นแค่การทำลายระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ต่างอะไรจากที่ทักษิณกำลังทำอยู่ในช่วงก่อนหน้านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมเวลาต่อสู้อ้างหลักประชาธิปไตยสากล แต่พออาจารย์ไชยันต์อ้างเยอรมันแล้วไม่ยอมรับ ผมคิดว่าในความคิดของหลายๆท่าน ไม่ใช่ว่าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นไม่ได้ แต่การเปรียบเทียบนั้นต้องยกกรณีที่ตรงกัน ในกรณีของเยอรมัน สิ่งที่ฮิตเลอร์ทำคืออาศัยเสียงส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นเผด็จการ แต่สิ่งที่ทักษิณทำ มันคือความพยายามที่จะเล่นเกมส์ในระบบ คือรีบเลือกตั้งก่อนที่จะมีการไต่สวน ซึ่งถามว่าผิดไม๊ ผิดแน่ๆ แต่เทียบกับกรณีของฮิตเลอร์ได้ไม๊ ต้องตอบว่าเป็นความผิดคนละระดับ (ฝ่ายหนึ่งล้มระบบประชาธิปไตย อีกฝ่ายกำลังเล่นกับช่องว่างของระบอบ) การที่อาจารย์ไชยันต์อ้างถึงกรณีของฮิตเลอร์มาเทียบกับทักษิณ ทั้งๆที่สถานการณ์ต่างกันมาก ในด้านนึง คนอ่านจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่าเป็นแค่เทคนิคในการโต้เถียง ที่พยายามอ้างอิงสิ่งที่มีความแตกต่างกัน ให้เป็นเรื่องเดียวกันเท่านั้น

ควรต้องทบทวนให้มากกระมังว่าระ

ควรต้องทบทวนให้มากกระมังว่าระบอบปกครองโบราณที่นิยมมีผู้สืบสกุลมากด้วยการมีเมียมาก ในที่สุดก็กลายเป็นหัวขบวนของการชิงราชสมบัติเลือดสาดพาคนมีความรู้ไปสังเวยนับไม่ถ้วนแผ่นดินอ่อนแอลง ยังไม่นับการสืบสกุลในสายสกุลเดียวกันที่ทำให้เกืดทายาทแปรผันอย่างใหญ่หลวงประเภทเกิดลักษณะเด่นสุดๆกับลักษณะด้อยสุดๆ ปัญญาอ่อน โง่เขลา ได้เป็นผู้ปกครองที่มีภาวะผู้นำที่มีสติปัญญาแตกต่างมากหลายและมักต้องจะปกครองกันตลอดชีพ

ลืมเรื่องพวกนี้ง่ายจังนะ ถ้าพูดถึงยุคฮิตเลอร์ ก็ต้องพูดถึงระบอบจักรพรรดิญี่ปุ่นในยุคเดียวกันที่ก่อกรรมทำเข็ญแก่มนุษยชาติอย่างใหญ่หลวงด้วย

ตัวของแกนั้นแหละทำร้ายทำลายปร

ตัวของแกนั้นแหละทำร้ายทำลายประชาธิปไตย ความยุติธรรมไม่มีอยู่ในเมืองไทย มีอยู่เพียงตวามต้องการให้ใครอยู่หรือไป โดยไม่ต้องมองว่าถูกต้องชอบธรรม ขอเพียงให้พวกตนเองพอใจก็พอ

ในปัจจุบันเป็นเผด็จการเสียงส่

ในปัจจุบันเป็นเผด็จการเสียงส่วนน้อย....เคยได้ยินไม่ครับ...แปลก
คนส่วนใหญ่เห็นว่าดี...ถูกต้องแต่ทำไม่ได้...หาว่าไม่เคารพเสียงส่วนน้อย....งง

ประชามติที่พาประชาธิปไตยลงเหว

ประชามติที่พาประชาธิปไตยลงเหวในประเทศไทยก็มีมาแล้วจริงๆ สมัย ลงประชามติรับ รธน.50 ยังไงละ

ปล. ไชยันต์ แกล้งไร้เดียงสา หรือ เป็นเรื่องจริงที่เชื่อว่า สภาผู้แทนราษฏร เป็นกลไกลในการตรวจสอบ ...

โดยทั่วไป

โดยทั่วไป เสียงข้างมากมีความยุติธรรม และสมเหตุสมผลมากที่สุดในการตัดสินความขัดแย้ง หรือต้องตัดสินใจอะไรในสังคมสมัยใหม่ แต่จะส่งผลดีหรือเสียนั้นขึ้นอยู่กับกติกาที่กำหนดพฤติกรรมของเสียงข้างมากครับ

สมัยฮิตเลอร์ยังไม่มีหลักและกลไกทางนิติรัฐ-ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่สามารถกีดกัน การกระทำของเสียงข้างมากที่นำไปสู่การฆ่า การทำลายสิทธิและเสรีภาพของคนบางกลุ่มได้

แต่สมัยปัจจุบัน พลังของกลไกทางนิติรัฐ-ประชาธิปไตย (ทั้งในรูปแบบบทกฎหมาย อำนาจตุลาการภายในประเทศ และการกดดันจากนานาอารยประเทศ)ชัดเจนว่าไม่สามารถใช้เสียงข้างมากในการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนในประเทศของตนได้ตามใจชอบเหมือนในสมัยนั้นแล้ว

ดูเลยครับ ว่าประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประชาธิปไตย ที่ใช้เสียงข้างมากนั้น มีการใช้อำนาจของเสียงข้างมากจนเกิดการฆ่า การทำลายล้างสิทธิ เสรีภาพประชาชนในประเทศของตนบ้างหรือไม่

ถ้า อ.ไชยันต์ถามว่าการใช้เสียงของมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย คำตอบคือเสียงมหาชนแบบที่ไม่มีหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยในการจำกัดอำนาจเสียงข้างมาก บวกรวมกับเสียงมหาชนที่บริโภคแต่โฆษณาขวนเชื่อฝ่ายเดียว

คิดไปคิดมา คำตอบของผม (ถ้ามันจะถูก) สำหรับเมืองไทยนั้น ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเสียงมหาชนที่ที่มีลักษณะทำลายประชาธิปไตยดังกล่าว คือเสียงข้างมาก หรือ เสียงข้างน้อยกันแน่?

บ้านเมืองนี้ยังไม่เคยเป็นประช

บ้านเมืองนี้ยังไม่เคยเป็นประชาธิปไตยสักครั้งเดียว
แล้วแกรู้ได้ไงว่า มันจะดี หรือไม่ดี

วิธีการของเสียงส่วนน้อยจะได้เ

วิธีการของเสียงส่วนน้อยจะได้เป็นรัฐบาลง่าย ๆ ง..โดยไชยัน

ถ้าบอกว่า เสียงข้างมาก

ถ้าบอกว่า เสียงข้างมาก ถูกหลอกลวงหรือมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
พวกเสียงส่วนน้อยก็คอยจ้องจะล้มอยู่เรื่อย

แบบนี้ แสดงว่า คิดว่าจะชนะ จึงให้มีการเลือกตั้ง
แต่เมื่อแพ้ ก็ยัดข้อหากันอีก

โง่อิ๊บอ๋าย เชื่อใครล่ะ ที่ทำให้เชื่อว่าจะชนะเลือกตั้ง

บอกไว้เลย

อีกี่ปีกี่ชาติ ถ้ายังทำตัวแบบนี้ เลือกอีกกี่ครั้งกี่หน ก็แพ้แก่เสียงประชาชน

ถ้าไม่ยอมรับเสียงส่วนมากของประชาชน ก็ยกเลิกการเลือกตั้งไปเสียเลย

จะทำอะไรก็ได้ดังใจ มีอปืนอยู่ในมือแล้วนี่นา

ทุ้ยส์สสสสสส

ทุ้ยส์สสสสสส การฉีกบัตรเลือกตั้งอย่างจงใจทั้งที่รู้ว่าผิด กม. แต่ไม่ต้องติดคุกเพราะสองมาตรฐานและสนับสนุนอำมาตย์ที่ควบคุมกระบวนการยุติธรรมยุคหลังปว. ไม่อายชาวบ้านตาสีตาสายายนาที่เค้าทำบัตรเสียหายแล้วโดนจับคิดคุกมั่งหรอครับ ขอทุ๊ยส์สสสสสส อิกที

มีอาจารย์แบบนี้นักศึกษาจุฬา

มีอาจารย์แบบนี้นักศึกษาจุฬา ไม่เพี้ยนเหรอครับ ใช้สติปัญญาแบบโรคจิต คิดเดาเอาเองหมด ให้ความจริงก็ด้านเดียว น่าสงสารนักศึกษาที่เรียนด้วย

นายไชยันต์

นายไชยันต์ เอาฮิตเลอร์มาเปรียบกับทักษิณตาชามก้นนายโกเต๊กลิ้มหรือเปล่าที่เคยพูดบนเวทีว่าฮิตเลอร์ก็เลือกตั้งมา เป็นถึงคนรับจ้างสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงไม่มีความคิดเป็นของตัวเองต้องคอยเป็นหางเครื่องกบฏนั่นประการหนึ่ง
หากจะเอาฮิตเลอร์มาเทียบแค่ว่าทั้งทักษิณและฮิตเลอร์ผ่านการเลือกตั้งมาเท่านั้นก็เป็นแค่การหยิบยกแถแหลมาเข้าข้างพวกตนเองที่เป็นเสียงข้างน้อยเลือกตั้งมาก็แพ้ตลอด เพราะเหตุการณ์สภาพการณ์แวดล้อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำกับสิ่งที่ทักษิณกระทำก็แตกต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว
ทักษิณไม่เคยฆ่าคนที่คิดต่างทางการเมือง ไม่เคยนำประเทศสู่สงครามแบบพรรคประชาธิปัตย์และฮิตเลอร์ไม่เคยจับนักหนังสือพิมพ์ไปฆ่าทิ้ง ถ้าทักษิณเหมือนฮิตเลอร์สักนิดเดียวไอ้โกเต๊กลิ้มเพื่อนสนิทนายไชยันต์ ไชยพรคงตายไปนานแล้ว หรือแม้แต่ตัวนายไชยยันต์ ไชยพรเองก็คงไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อฉีกบัตรเลือกตั้งท้าทายกฏหมายแบบนั้นหรอก หรือแม้แต่ไอ้คนตระกูลหยุ่นที่เขียนด่าวิพากษ์วิจารณ์ป้ายสี ก็คงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากทักษิณเหมือนฮิตเลอร์ พวกอันธพาลการเมืองชุมนุมเป็นร้อยวันด่าทั้งโคตรตระกูลทักษิณยังไม่มีใครตายสักคน ผิดกับดาราการเมืองที่นายไชยยันต์ ชื่นชอบและสนับสนุน โดยไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์แม้นจะทำผิดพลาดทำเฮี่ยอะไร นายไชยยันต์ ก็ทำเป็นเฉย เหมือนคนตาบอดหูหนวก นายคนนั้นก็คือฆาตรกรต่อเนื่อง91ศพ ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย "จะข้ามกองศพกองเลือดเพื่ออำนาจก็จะเอา" เขาคนนั้นคือนายกฯราบ11หนีทหาร สองสัญชาติ ดีแต่พูด ถ้านายมีโอกาสได้อ่านขอให้นายไปส่องกระจกดูเงาตัวเองบ้างว่ามีความเป็นอาจารย์หลงเหลืออยู่หรือเปล่า ทุเรด

อ่านบทความไปได้ไม่กี่บรรทัด

อ่านบทความไปได้ไม่กี่บรรทัด ต้องเมินหน้าหนี เพราะแหล่งอ้างอิงเรื่องราวของ ฮิตเล่อร์นั้น อเมริกาเอามาเขียน "บิดเบือน" ไปมาก ฮิตเล่อร์กับ "ประชาธิปไตย" เป็นคู่ขนานไม่ได้ไปในทางเดียวกัน คุณไม่ได้ค้นคว้าจริงๆจากความจริงที่ "ประวัติศาสตร์เยอรมัน" เค้าเขียนไว้ แต่คุณไปเอาเรื่องราวแบบนี้จากอเมริกา ที่รู้....แต่รู้ไม่จริง(ขี้เกียจจะพูดว่า แม้แต่ศพฮิตเล่อร์อยู่ที่ไหนคนพวกนี้ยังไม่รู้เล๊ย)

คุณเอาฮิตเล่อร์มาเปรียบเทียบกับ ทักษิณ ..เท่านี้ก็รู้แล้วว่า คุณอยากแค่จะเขียนบทความนี้ หากแต่ยังขาดข้อมูลที่แท้จริงอีกมาก ผมอ่านบทความของคุณให้เพื่อนนักกฏหมายชาวเยอรมันฟัง เค้าถึงกับขำ และบอกผมว่า ไปนั่งอ่านทำไม เสียเวลา!!!!

ฮิตเล่อร์ เป็น “ผู้นำ (Führer)” ในระบอบของ Diktatur คือเผด็จการเต็มรูปแบบ คุณพยายามจับแพะมาชนแกะ ให้มาเชื่อมโยงกับ ทักษิณ ...น่าเศร้าที่คุณลดความน่าเชื่อถือในบทความที่คุณเขียนเองให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมากมาย

ถ้าคิดอยากจะอ้างอิง เขียนถึงประวัติศาสตร์เยอรมัน กรุณาหาแหล่งอ้างอิงมากจาก หนังสือของเยอรมันโดยตรงจะดีกว่านะ ถ้าเปรียบเทียบฮิตเล่อร์ กับ ป.พิบูลสงคราม นั่นก็ว่าไปอย่าง.....

อยากรู้เรื่องของฮิตเล่อร์ แนะนำนะ ให้ไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้ Mein Kaumf ก่อนที่จะเอามาเขียนผูกคนๆนี้เข้ากับคำว่า ประชาธิปไตย เพราะมันสวนทางกันแบบสุดโต่งน่ะคุณ !!!!

ไชยันต์ ไชยพร

ไชยันต์ ไชยพร เขียนบทความนี้เพื่อ?

หรือว่าอัดอั้นตันใจที่จนมุมต่อนิติราษฎร์

ป.ล.อ่านแล้วรู้สึกสังเวชใจอ่ะ

และความจริงอีกข้อ

และความจริงอีกข้อ ที่คุณจะไม่อาจนำเอา "ฮิตเล่อร์" มาเปรียบเทียบกับใครในประเทศไทยได้เลย รู้มั๊ยครับว่า เพราะอะไร?

เพราะเชื่อว่าประเทศไทย ไม่เคยมี "ประชาธิปไตย" เลยสักครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วย "ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ" !!!!! เรื่องนี้ต่างหากที่คุณควรที่จะเขียน และอธิบายให้นักศึกษาของคุณเข้าใจอย่างลึกซึ้งน่ะ

ก็คงจะคล้ายๆกับประโยคที่พวกเราได้ยินจนชินแล้ว ว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทั้งๆที่ความจริงก็คือ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ นั่นแหละใช่มั๊ยครับอาจารย์?

อัครเทพ

อัครเทพ wrote:
มีอาจารย์แบบนี้นักศึกษาจุฬา ไม่เพี้ยนเหรอครับ ใช้สติปัญญาแบบโรคจิต คิดเดาเอาเองหมด ให้ความจริงก็ด้านเดียว น่าสงสารนักศึกษาที่เรียนด้วย

ฮะฮะ คุณตู้ เรียนกับ อ คนนี้ด้วยรึเปล่า เพี้ยน...เหมือนกัน

สุรพศ ทวีศักดิ์

สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:
ถ้าเป็นแกนนำม็อบเปรียบเทียบแบบนี้พอเข้าใจได้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์สอนปรัชญาการเมืองนำอะไรที่มีรายละเอียดและบริบทต่างกันมากมาเปรียบเทียบกันเพื่อสรุปว่า "เหมือนกัน" โดยไม่คำนึงเรื่อง fallacy ผมว่ามันเข้าใจไม่ได้ครับ

ถ้าเปรียบเทียบเพื่อสรุปว่าทักษิณเป็นเผด็จการไม่ต่างจากฮิตเลอร์

ถาม อ.ไชยันต์ข้อเดียวครับ ในประเทศนี้มีใครด่าทักษิณแล้วต้องติดคุก 10-20 ปี บ้างครับ? ถ้า อ.ไชยันต์แคร์เผด็จการที่ตรวจสอบไม่ได้จริง ทำไมไม่เห็น อ.ไชยันต์ตรวจสอบเผด็จการที่ไม่ใช่ทักษิณ (และถ้าแคร์เรื่องความรุนแรงที่จะเกิดจากเงื่อนไขทักษิณจนยอมรับ รปห.19 กันยา ทำไมไม่เห็นเรียกร้องอภิสิทธิ์ให้รับผิดชอบ กรณี 91 ศพ)

จริง

ขอ ยกซ้ัา ความเห็นนี้ อีกทีนะ

ขอ ยกซ้ัา ความเห็นนี้ อีกทีนะ ครับ

นายไชยันต์ เอาฮิตเลอร์มาเปรียบกับทักษิณตาชามก้นนายโกเต๊กลิ้มหรือเปล่าที่เคยพูดบนเวทีว่าฮิตเลอร์ก็เลือกตั้งมา เป็นถึงคนรับจ้างสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงไม่มีความคิดเป็นของตัวเองต้องคอยเป็นหางเครื่องกบฏนั่นประการหนึ่ง
หากจะเอาฮิตเลอร์มาเทียบแค่ว่าทั้งทักษิณและฮิตเลอร์ผ่านการเลือกตั้งมาเท่านั้นก็เป็นแค่การหยิบยกแถแหลมาเข้าข้างพวกตนเองที่เป็นเสียงข้างน้อยเลือกตั้งมาก็แพ้ตลอด เพราะเหตุการณ์สภาพการณ์แวดล้อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ฮิตเลอร์กระทำกับสิ่งที่ทักษิณกระทำก็แตกต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว
ทักษิณไม่เคยฆ่าคนที่คิดต่างทางการเมือง ไม่เคยนำประเทศสู่สงครามแบบพรรคประชาธิปัตย์และฮิตเลอร์ไม่เคยจับนักหนังสือพิมพ์ไปฆ่าทิ้ง ถ้าทักษิณเหมือนฮิตเลอร์สักนิดเดียวไอ้โกเต๊กลิ้มเพื่อนสนิทนายไชยันต์ ไชยพรคงตายไปนานแล้ว หรือแม้แต่ตัวนายไชยยันต์ ไชยพรเองก็คงไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อฉีกบัตรเลือกตั้งท้าทายกฏหมายแบบนั้นหรอก หรือแม้แต่ไอ้คนตระกูลหยุ่นที่เขียนด่าวิพากษ์วิจารณ์ป้ายสี ก็คงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากทักษิณเหมือนฮิตเลอร์ พวกอันธพาลการเมืองชุมนุมเป็นร้อยวันด่าทั้งโคตรตระกูลทักษิณยังไม่มีใครตายสักคน ผิดกับดาราการเมืองที่นายไชยยันต์ ชื่นชอบและสนับสนุน โดยไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์แม้นจะทำผิดพลาดทำเฮี่ยอะไร นายไชยยันต์ ก็ทำเป็นเฉย เหมือนคนตาบอดหูหนวก นายคนนั้นก็คือฆาตรกรต่อเนื่อง91ศพ ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย "จะข้ามกองศพกองเลือดเพื่ออำนาจก็จะเอา" เขาคนนั้นคือนายกฯราบ11หนีทหาร สองสัญชาติ ดีแต่พูด ถ้านายมีโอกาสได้อ่านขอให้นายไปส่องกระจกดูเงาตัวเองบ้างว่ามีความเป็นอาจารย์หลงเหลืออยู่หรือเปล่า ทุเรด

มันเปรียบเทียบได้ฮ่วยมาก

มันเปรียบเทียบได้ฮ่วยมาก เหมือนกับเปรียบนิ้วมือ กับนิ้วตีน .....คนหนึ่งใช้มือชี้นำประชาชน อีกคนใช้ส้นตีนเหยียบหัวประชาชน ......มันเปรียบกันไม่ได้ เหมือนไอ้คนชอบไว้ผมยาว มักชอบพวกกากเดนเผด็จการ แต่คนหัวโล้น ชอบประชาธิไตยเปรียบยังงี้ ยังไงก็เปรียบกันไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อ.....มั่ว

BBBB BBBB ปู๊โธ่

BBBB
BBBB

ปู๊โธ่ !
หลงอ่านซะตั้งหลายนาที....
นึกว่าอะไรกันฮิ
ที่แท้ก็แค่ >> "สลิ่มเพ้อ"....

คาก
คาก
คาก......

ถามหน่อย--"เฮียไช"
ที่เขียนมาซะยาวเฟื้อยเนี่ย.....

ก. จะแข่งกับ "ขายหัวเราะ" เค้า ?
ข. อาการ "taksin phobia" กำเริบ ?
ค. แค่ "โชว์โง่" รับลมหนาว

รึว่า
ง. ถูกทุกข้อ.......

ก็แค่ถามเฉยเฉย
ไม่ได้ต้องการคำตอบน่ะ....
----------------------
คาก
คาก
คาก....
:(
BBBB
BBBB

การเลือกตั้ง=การฟอกตัวของนักก

การเลือกตั้ง=การฟอกตัวของนักการเมือง
เป็นเหตุผลที่งี่เง่าที่สุดที่เคยได้ยิน

ถ้านักการเมืองทำผิด เลือกตั้งชนะกี่ครั้งก็ยังผิด
หน่วยงานที่จะตรวจสอบนักการเมืองก็มีตั้งเยอะก็ฟ้องร้องไปซิ

อาจารย์มหาลัยบางคนทุจริตยังแถบไม่มีคนตรวจสอบด้วยซ้ำสบายกว่านักการเป็นไหนๆกลับไม่เรียกร้องบ้าง

ดูนายไชยยันต์

ดูนายไชยยันต์ ที่ไรเห็นแต่คนไม่เต็มบาท สามสลึ่ง ซาจี้ ยิ่งภาพยืนฉีกบัตรเลืิอกตั้งหน้าเปื้อนยิ้ม ยิ่งเหมือนพวกสามสลึ่งที่อยากดัง เสียชื่อสถาบัน

ไชยันต์...ลองไปตัดผมรองทรงดูซ

ไชยันต์...ลองไปตัดผมรองทรงดูซิ..นะ
ชีวิตนี้..จะได้ก้าวพ้นทักษิณเสียที.......

ไชยันต์ ไชยพร หลังจากออกทีวี

ไชยันต์ ไชยพร หลังจากออกทีวี โชว์กึ๋นไม่ออก รีบเขียนบทความออกมาอย่างเร็ว
แต่ก็ไม่มีกึ๋นอยู่ดี ยกวาทะกรรมเก่า ๆ มาขาย นี่หรือปัญญาชนในมหาลัย

ยกเรื่องฮิตเลอร์.. ทุเรศว่ะ (หลายท่านพูดไปแล้วข้างบน)

ยกเรื่องขายหุ้น นี่ก็วาทะกรรมเก่า ๆ ธุรกรรมพวกนี้เป็นปกติในระบบเศรษฐกิจนี้
DTAC ก็ขายหุ้นแบบเดียวกันไม่เห็นไปไล่บี้บ้าง ปูนใหญ่ก็ขายหุ้นซื้อหุ้นแบบนี้บ่อย ๆ
บริษัทอื่น ๆ อีก.... ไม่เห็นไปตามดู สรุปคุณมรึงหากินกับคำว่าทักษิณว่างั้นเถอะ

ผมว่าคนอย่างไชยันต์ ไชยพร มีปมด้อย อยากให้คนยอมรับในความเป็นฮีโร่ของเขา(ดูการแต่งตัว)
อาศัยสวมหมวก อ.มหาลัย(ไว้ผมยาวด้วย) พูดจาเพื่อให้คนนับหน้าถือตาได้ (ลงทุนฉีกบัตรเลือกตั้ง)
แต่กลับไม่ได้เคารพในความเท่าเทียมของมนุษย์ ไม่เคารพ 1สิทธิ 1 เสียง
ไม่เห็นคนตาย 91 ศพ

ทุเรศกับปัญญาชนประเทศนี้จริง ๆ
ประเทศนี้วิญญูชนจอมปลอมเดินกันให้ขวักไข่วไปทั่ว

คิดไปคิดมา

คิดไปคิดมา ผมว่าอาจารย์ใช้ตรรกะผิดตั้งแต่หัวเรื่องเลยครับ
เสียงข้างมากทำลายระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ครับ แค่คิดแบบ logic ก็ผิดแล้ว
เพราะการใช้อำนาจจากเสียงข้างมากของประชาชนคือหลักการเดียวที่ทำให้ประชาธิปไตยแตกต่างจากการปกครองระบอบอื่น(เผด็จการ)

ดังนั้นเสียงข้างมากมันจะทำลายประชาธิปไตยได้ยังไงครับ ??
ประชาธิปไตยจะถูกทำลายได้ก็ต่อเมื่ออำนาจรัฐไม่ได้มาจากประชาชน (ซึ่งนั่นก็คือเผด็จการ)
เสียงข้างมากของเยอรมันในตอนนั้นจะแลดูย่ำแย่ โหดร้าย หลงเชื่อตามผู้นำไม่ลืมหูลืมตาอย่างไรก็ตาม แต่นั่นมันก็ยังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ไม่เห็นถูกทำลายลงสักหน่อย เพราะที่มาของอำนาจรัฐก็ยังอยู่ในมือประชาชนหลังเยอรมันแพ้สงคราม

ถ้าใช้ว่าเสียงข้างมากทำลายเสียงข้างน้อย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของปัจเจก นำประเทศไปสู่หายนะ อย่างนี้ถือว่าโอเคครับ ตรรกะถูกต้อง เป็นไปได้

ประเภทของตัวทำลายประชาธิปไตยมีอยู่ประเภทเดียวครับ คือ เผด็จการทหารที่ลากปืนออกมาปล้นอำนาจประชาชน

ไชยันต์ นี่

ไชยันต์ นี่ ถ้าไม่ใช่เพราะว่ารู้เรื่องฮิตเล่อร์แค่เพียงผิวเผินจริงๆ ก็เจตนาหยิบยกแค่เพียงบางส่วนมาพูดเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับอะไรที่ไชยันต์อยากให้เป็น

อาศัยคราบนักวิชาการบิดเบือนความจริง น่าละอายมาก

ความเห็นของผมนั้น... ผมชอบหัว

ความเห็นของผมนั้น...

ผมชอบหัวข้อของบทความที่ว่า ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย ?...........

และเห็นว่า ไชยันต์เลือกตัวอย่างจากกรณี พรรคนาซีและฮิตเลอรืได้ดี...

รายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆในเยอรมันช่วงนั้น มีบันทึกไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร พรรคนาซีทำอะไรบ้าง พรรคร่วมรัฐบาลนาซีทำอะไรบ้าง พรรรคฝ่ายค้านทำอะไรบ้าง ทหารเยอรมันมีปฎิกิริยาอย่างไร และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันมีความคิดเห็นอย่างไร มีปฏิกิริยาต่อผลลัพท์ของเหตุการณ์ การขึ้นสู่อำนาจเผด็จการจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของฮืตเลอร์อย่างไร....

อย่างไรก็ตาม ผมว่าไชยันต์ต้องลงรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หลังการเลือกตั้งปี๑๙๓๓ ให้มากกว่านี้ ถึงจะพอเพียงที่จะอธิบายการเปลี่ยนถ่ายระบอบการปกครองประชาธิปไตยของเยอรมัน ไปเป็นระบอบเผด็จการ ด้วยการยอมรับจากสภา.....และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันตอบรับอย่างเต็มใจยิ่งกว่านักการเมืองเยอรมันเสียอีก....แม้แต่กองทัพเยอรมันซึ่งติดตามเหตุการณ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด ด้วยความไม่ไว้วางใจพรรคนาซี ก็ยังไม่อาจหาเหตุผลที่จะจัดการกับพรรคนาซีโดยไม่ขัดใจกับมหาประชาชนได้....

คุณภาพโดยรวมทั้งด้านการศึกษาและวินัยของประชาชนชาวเยอรมันในยุคนั้น ถือได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุด และจะวัดกันด้วยมาตรฐานใดก็เหนือกว่า มหาประชาชนชาวไทยของเราในยุคเดียวกัน หรือแม้แต่ในยุคปัจจุบัน.......

วิธีการและกระบวนการทางการเมืองที่จะใช้อำนาจอันได้รับจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง มาเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นเผด็จการเต็มรูปนั้น น่าจะมีการศึกษาโดยละเอียดเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งไชยันต์คงต้อง ใช้บทความหลายตอนกว่านี้ในการจะอธิบายให้สังคมไทยได้รับทราบ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเยอรมัน และมีโอกาสจะเกิดขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน ภายใต้เงิื่อนไขปัจจัยเช่นไรบ้าง....

ผู้คนที่ออกมาคัดค้านบทความนี้ของไชยันต์นั้น...เขาคัดค้านด้วยความไม่รู้ และไม่เคยได้ศึกษา เหตุการณ์จริงอย่างละเอียด.....

วิชาชีพของไชยันต์นั้น หากจะทำอะไรให้เป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจใคร่รู้ได้ ก็คือการนำเรื่องตามที่จั่วหัวไว้มาอธิบายให้หมดเปลือกไป จะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยบ้างก็น่าจะดี......

ใครจะคัดค้าน ไชยันต์ก็ทำความเข้าใจกับคำสอนเรื่องบัวใต้โคลน บัวเหนือน้ำของพระพุทธองค์เสียได้ ก็จะมีกำลังใจทำงานขึ้นได้เอง..........

สำหรับผู้ชายไว้ผมยาวที่ชวนให้

สำหรับผู้ชายไว้ผมยาวที่ชวนให้นึกว่าเป็นพวกหัวแข็งชอบแหกคอกชอบความแตกต่าง, ค่อนกระเดียดไปทางศิลปินอาร์ติสต์

ก็คือลักษณะชอบการขบถต่อสังคม(หรืออาจจะเป็นแค่เปลือกนอกทำนองแฟชั่นเพื่อความโก้เก๋เท่cool)

การขบถต่อสังคมมักจะหมายถึงต่อต้านเห็นต่างต่อผู้คนหมู่มากในสังคม เห็นต่างในวิถีชีวิต เช่น ต่อต้านวัตถุนิยม ต่อต้านความไร้แก่นสารที่มีแต่เปลือกของผู้คนในสังคม เป็นอาทิ แล้วก็มักจะเป็นนักวิจารณ์สังคม

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ

แต่ก็ควรฉลาดพอที่จะแยกแยะระหว่างการขบถต่อสังคม ออกจากการขบถต่อประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตยทำให้คนหัวแข็งหรืออาร์ติสศิลปินวิจารณ์สิ่งต่างๆได้เต็มที่ จะวิจารณ์เสียดสีราชินีเอลซาเบธก็ยังได้ ระบอบประชาธิปไตยมักจะมาคู่กับ'เสรีนิยม'ซึ่งเป็นสิ่งปรารถนาสูงสุดของคนหัวแข็งหรือนักขบถต่อสังคม

วัยรุ่นมักจะขบถต่อสังคม..สังคมมนุษย์ที่มีกฎระเบียบพิธีการมารยาทจุกจิกหยุยมหยิม รู้สึกไม่อิสระที่ทำตามใจปรารถนา แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ทำมาหากินเอง ก็มักจะลดความเป็นขบถต่อสังคมลง

ถ้าแยกแยะไม่ออกระหว่างขบถต่อสังคม กับขบถต่อวิถีประชาธิปไตย ก็จะอธิบายให้ฟัง

ระบอบประชาธิปไตย ผู้ปกครองมาจากประชาชนเสียงส่วนมาก ประชาชนมีเสรีภาพมากกว่าระบอบอื่นๆ
ระบอบอำมาตย์ราชาธิปไตย ผู้ปกครองมาจากสายเลือดเดียวกัน มีขีดการวิจารณ์ที่รู้กันอยู่ว่าจะได้รับโทษหนัก
เผด็จการทหาร ผู้ปกครองมาจากใช้อำนาจกองทัพ บังคับประชาชนส่วนมาก
สาธารณรัฐประชาชน อนุญาตให้ประชาชนเลือกตั้งแต่เลือกได้เฉพาะบุคคลของพรรคที่เลือกสรรไว้แล้ว

น่าประหลาดใจที่การแสดงออกโดยการพูดมีโทษหนักและห้ามประกันตัว ซึ่งศิลปินอาร์ติสและคนหัวแข็งควรจะเป็นหัวหอกต่อต้านด้วยซ้ำไป แต่กลับมองไม่เห็น ทั้งๆที่มีภาพฉายโดยดวงอาทิตย์สว่างจ้า ให้เห็นเงามืดดำชัดเจนบนพื้นว่านี่คือผลิตผลของสิ่งที่เรียกว่าเผด็จการอำมหิต แต่คงเป็นเพราะว่าศิลปินอาร์ติสหัวแข็ง แข็งแต่เปลือก เท่แค่อาภรณ์ที่เลือกมาห่มคลุมตัว แต่เนื้อแท้ก็ไร้แก่นสารสาระไร้สติปัญญา

เสียงข้างมากเอาไว้ตัดสินปัญหา

เสียงข้างมากเอาไว้ตัดสินปัญหาในเชิงสร้างสรร...เสียงข้างมากไม่ใช่หมาหมู่ไปลุมตีคนอื่น..คิกดีก็ดี..คิดชั้วมันก็ชั้ว..

ในระบบยุติธรรมเราเคารพกฏหมายมหาชน...เราเชื่อในพยานหลักฐาน..ที่ต้องพิสูตรความจริง..และความผิดเกิดขึ้นจากการกระทำจริงๆ..ไม่ใช่กฏเถื่อนจากรัฐประหาร..ที่ไม่ต้องพิสูตรความจริง..แค่หาเรื่องยัดเยียดความผิดไห้ผู้อื่น..

รัฐประหารที่ไม่พอใจในเรื่องส่วนตัว..ก็เอาปืนเอารถถังออกมาปล้นอำนาจ..เหมือนนักเลงอันธพาลไม่พอใจกันก็ชักปืนยิงกันข้างถนน..เหมือนนักเลงอันธพาล..หรือพวกมิจฉาชีพ...หรือเด็กช่างกล..

แล้วพวกคุณแตกต่างจากเด็กช่างกลตรงไหน...

ประชาธิปัตไตรที่ถูกคนเอามาปรนเปื่อนกับความสกปรก...ประชาธิปัตไตรไม่ได้สกปรก...แต่คนๆนั้นต่างหากที่สกปรก...อย่าเอาสีขาวไปเปรียบสีดำ..

ในเมื่อองค์กรณ์อิสระตีความกฏห

ในเมื่อองค์กรณ์อิสระตีความกฏหมายตามใจชอบ...ก็เท่ากับว่า..องค์กรณ์อิสระใช้อำนาจที่ตัวเองไม่มีอำนาจในการออกกฏหมาย...มากำหนดกฎหมาย..ก็เท่ากับว่าองค์กรณ์อิสระทำผิดกฏหมายเสียเอง..

ยกตัวอย่าง...ลงโทษเพื่อไห้เป็นแนวทางปฎิบัติของกฏหมาย..แต่ไม่เคยระบุในกฏหมาย...

ยกตัวอย่าง...สิทธิในการรับรู้ของประชาชน...แต่ไม่ไห้ประชาชนรู้ด้วยข้ออ้าง..กลัวประชาชนก่อความปั่นปวน...นั้นคือความเห็น..ไม่ใช่กฏหมาย...แล้วเอามาอ้างได้อย่างไร..

สิ่งที่องค์กรณ์อิสระทำ...คือสิ่งที่ทำไห้ประชาชนขาดความเชื่อถือและต่อต้าน..และเกิดความปั่นปวนในสังคม..โดยที่องค์กรณ์อิสระไม่แยแส..สนใจ..

แล้วถ้ารัฐบาลแก้กฏหมายโดยข้ออ้างได้รับความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง..ท่านจะรับได้ไม๊..ท่านกล่าวหาคนอื่นไม่ใช่ระบบสภา...แล้วท่านล่ะ

ท่านบอกคนอื่นไห้อยุดม๊อบ

ท่านเองก็ต้องสั่งม๊อบท่านไห้หยุดเหมือนกัน

สงสัยพี่แกจะคลั่ง

สงสัยพี่แกจะคลั่ง มาร์คฮิตเลอร์เอ้ยผิดๆ อดอฟ ฮิตเลอร์ มากไปมั่ง

บางกอก

บางกอก wrote:
ความเห็นของผมนั้น...

ผมชอบหัวข้อของบทความที่ว่า ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย ?...........

และเห็นว่า ไชยันต์เลือกตัวอย่างจากกรณี พรรคนาซีและฮิตเลอรืได้ดี...

รายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆในเยอรมันช่วงนั้น มีบันทึกไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร พรรคนาซีทำอะไรบ้าง พรรคร่วมรัฐบาลนาซีทำอะไรบ้าง พรรรคฝ่ายค้านทำอะไรบ้าง ทหารเยอรมันมีปฎิกิริยาอย่างไร และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันมีความคิดเห็นอย่างไร มีปฏิกิริยาต่อผลลัพท์ของเหตุการณ์ การขึ้นสู่อำนาจเผด็จการจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของฮืตเลอร์อย่างไร....

อย่างไรก็ตาม ผมว่าไชยันต์ต้องลงรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หลังการเลือกตั้งปี๑๙๓๓ ให้มากกว่านี้ ถึงจะพอเพียงที่จะอธิบายการเปลี่ยนถ่ายระบอบการปกครองประชาธิปไตยของเยอรมัน ไปเป็นระบอบเผด็จการ ด้วยการยอมรับจากสภา.....และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันตอบรับอย่างเต็มใจยิ่งกว่านักการเมืองเยอรมันเสียอีก....แม้แต่กองทัพเยอรมันซึ่งติดตามเหตุการณ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด ด้วยความไม่ไว้วางใจพรรคนาซี ก็ยังไม่อาจหาเหตุผลที่จะจัดการกับพรรคนาซีโดยไม่ขัดใจกับมหาประชาชนได้....

คุณภาพโดยรวมทั้งด้านการศึกษาและวินัยของประชาชนชาวเยอรมันในยุคนั้น ถือได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุด และจะวัดกันด้วยมาตรฐานใดก็เหนือกว่า มหาประชาชนชาวไทยของเราในยุคเดียวกัน หรือแม้แต่ในยุคปัจจุบัน.......

วิธีการและกระบวนการทางการเมืองที่จะใช้อำนาจอันได้รับจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง มาเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นเผด็จการเต็มรูปนั้น น่าจะมีการศึกษาโดยละเอียดเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งไชยันต์คงต้อง ใช้บทความหลายตอนกว่านี้ในการจะอธิบายให้สังคมไทยได้รับทราบ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเยอรมัน และมีโอกาสจะเกิดขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน ภายใต้เงิื่อนไขปัจจัยเช่นไรบ้าง....

ผู้คนที่ออกมาคัดค้านบทความนี้ของไชยันต์นั้น...เขาคัดค้านด้วยความไม่รู้ และไม่เคยได้ศึกษา เหตุการณ์จริงอย่างละเอียด.....

วิชาชีพของไชยันต์นั้น หากจะทำอะไรให้เป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจใคร่รู้ได้ ก็คือการนำเรื่องตามที่จั่วหัวไว้มาอธิบายให้หมดเปลือกไป จะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยบ้างก็น่าจะดี......

ใครจะคัดค้าน ไชยันต์ก็ทำความเข้าใจกับคำสอนเรื่องบัวใต้โคลน บัวเหนือน้ำของพระพุทธองค์เสียได้ ก็จะมีกำลังใจทำงานขึ้นได้เอง..........

@บางกอก ลองอ่านบทความอันนี้ดูหน่อยนะ >>> http://www.prachatai3.info/journal/2011/12/38166
นอกจากจะทำให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับฮิตเล่อร์เพิ่มขี้น
ยังจะทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องบัวใต้โคลน ได้ถูกต้อง

บางกอก

บางกอก wrote:
ความเห็นของผมนั้น...

ผมชอบหัวข้อของบทความที่ว่า ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย ?...........

และเห็นว่า ไชยันต์เลือกตัวอย่างจากกรณี พรรคนาซีและฮิตเลอรืได้ดี...

รายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆในเยอรมันช่วงนั้น มีบันทึกไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร พรรคนาซีทำอะไรบ้าง พรรคร่วมรัฐบาลนาซีทำอะไรบ้าง พรรรคฝ่ายค้านทำอะไรบ้าง ทหารเยอรมันมีปฎิกิริยาอย่างไร และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันมีความคิดเห็นอย่างไร มีปฏิกิริยาต่อผลลัพท์ของเหตุการณ์ การขึ้นสู่อำนาจเผด็จการจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของฮืตเลอร์อย่างไร....

อย่างไรก็ตาม ผมว่าไชยันต์ต้องลงรายละเอียดของเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หลังการเลือกตั้งปี๑๙๓๓ ให้มากกว่านี้ ถึงจะพอเพียงที่จะอธิบายการเปลี่ยนถ่ายระบอบการปกครองประชาธิปไตยของเยอรมัน ไปเป็นระบอบเผด็จการ ด้วยการยอมรับจากสภา.....และที่สำคัญที่สุด มหาประชาชนชาวเยอรมันตอบรับอย่างเต็มใจยิ่งกว่านักการเมืองเยอรมันเสียอีก....แม้แต่กองทัพเยอรมันซึ่งติดตามเหตุการณ์ในประเทศอย่างใกล้ชิด ด้วยความไม่ไว้วางใจพรรคนาซี ก็ยังไม่อาจหาเหตุผลที่จะจัดการกับพรรคนาซีโดยไม่ขัดใจกับมหาประชาชนได้....

คุณภาพโดยรวมทั้งด้านการศึกษาและวินัยของประชาชนชาวเยอรมันในยุคนั้น ถือได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุด และจะวัดกันด้วยมาตรฐานใดก็เหนือกว่า มหาประชาชนชาวไทยของเราในยุคเดียวกัน หรือแม้แต่ในยุคปัจจุบัน.......

วิธีการและกระบวนการทางการเมืองที่จะใช้อำนาจอันได้รับจากประชาชนโดยการเลือกตั้ง มาเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นเผด็จการเต็มรูปนั้น น่าจะมีการศึกษาโดยละเอียดเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งไชยันต์คงต้อง ใช้บทความหลายตอนกว่านี้ในการจะอธิบายให้สังคมไทยได้รับทราบ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเยอรมัน และมีโอกาสจะเกิดขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน ภายใต้เงิื่อนไขปัจจัยเช่นไรบ้าง....

ผู้คนที่ออกมาคัดค้านบทความนี้ของไชยันต์นั้น...เขาคัดค้านด้วยความไม่รู้ และไม่เคยได้ศึกษา เหตุการณ์จริงอย่างละเอียด.....

วิชาชีพของไชยันต์นั้น หากจะทำอะไรให้เป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจใคร่รู้ได้ ก็คือการนำเรื่องตามที่จั่วหัวไว้มาอธิบายให้หมดเปลือกไป จะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยบ้างก็น่าจะดี......

ใครจะคัดค้าน ไชยันต์ก็ทำความเข้าใจกับคำสอนเรื่องบัวใต้โคลน บัวเหนือน้ำของพระพุทธองค์เสียได้ ก็จะมีกำลังใจทำงานขึ้นได้เอง..........

@บางกอก ลองอ่านบทความอันนี้ดูหน่อยนะ >>> http://www.prachatai3.info/journal/2011/12/38166
นอกจากจะทำให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับฮิตเล่อร์เพิ่มขี้น
ยังจะทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องบัวใต้โคลน ได้ถูกต้อง

vitthorn

vitthorn wrote:
เป็นที่แน่ชัดว่าไชยันย์ไม่มีความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย คงยังคิดว่าผู้นำประเทศควรมาจากการแต่งตั้งโดย’ผู้ใหญ่’ โดยเลือก’คนดี’เข้ามาบริหารประเทศ และไม่เชื่อว่าประชาชนทั่วไปมีวิจารญาณหรือสติปัญญาพอเพียงที่จะเลือกผู้นำเอง นี่เป็นการประจานความด้อยปัญญาของไชยันย์เอง

----------------
ไม่เชื่อว่าประชาชนทั่วไปมีวิจารญาณหรือสติปัญญาพอเพียงที่จะเลือกผู้นำเอง

Post new comment

ข้อมูลนี้จะไม่เปิดเผยทั่วไป
By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน