อ่านประวัติศาสตร์ 'การสาบานตนของประมุขแห่งรัฐ' เรื่องที่เคยพูดกันมาแล้วเมื่อ พ.ศ. 2475

คณะนิติราษฎร์ นำเสนอ กรอบเนื้อหาเบื้องต้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยมีหลักการในข้อ 4 ระบุว่า กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง หลักการและเหตุผลของคณะนิติราษฎร์ตามที่ได้แถลงคือ เป็นเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่ง *เพื่อก่อตั้งหน้าที่ในฐานะประมุขของรัฐ ที่สถาปนาขึ้นโดยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญ ต้องเคารพและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางนานาอารยประเทศที่เป็นราชอาณาจักร (มีประมุขของรัฐ เป็น กษัตริย์ หรือ สืบตำแหน่งโดยวิธีสืบสายโลหิต) *ข้อสังเกต : เป็นกรณีแตกต่างเล็กน้อยกับการสาบานตนที่เป็นข้อถกเถียงในคราวร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 2 (10 ธันวาคม 2475) เพราะในคราวนั้นเป็นการถกเถียงว่าจะกำหนดให้กษัตริย์สาบานตน \ก่อนเข้ารับหน้าที่\" หรือไม่ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไข \"การใช้อำนาจในตำแหน่ง\" ด้วยเหตุที่ เคยมีข้อถกเถียงในคราวอภิปรายในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ก็สมควร พิจารณาข้อถกเถียงในสมัยนั้น ดังนี้ รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 36/2475 วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2475 (ตอนบ่าย) ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เริ่มเปิดประชุมเวลา 14.10 นาฬิกา [1] นายหงวน ทองประเสริฐ : \"ในหมวดสภาผู้แทนราษฎรว่า ผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ อยากทราบความประสงค์ของท่านประธานอนุกรรมการว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณไหม ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : \"ผู้ที่เป็นสมาชิกสภานี้ก่อนที่จะเข้ามารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณและตามประเพณีราชาภิเศกก็มีการปฏิญาณอยู่แล้ว นายหงวน ทองประเสริฐ : \"ควรบัญญัติไว้\" พระยาราชวังสัน : \"ในประเทศเด็นมารคถึงเป็นรัชชทายาทก็ต้องปฏิญาณเหมือนกัน เพราะในโอกาสบางคราวต้องทำการเป็นผู้แทนพระเจ้าแผ่นดิน แต่ความคิดของเรานี้ก็เพื่อวางระเบียบว่า สิ่งใดที่เป็นแบบธรรมเนียมอยู่แล้ว เราไม่อยากพูดมากนัก ตามความคิดเดิมในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ประสงค์ไม่ให้ยาวเกินไป สิ่งใดที่มีและพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมือนกัน ฉะนั้นจึ่งไม่บัญญัติไว้ เพราะความคิดเช่นนั้นเราวางไว้เห็นว่าไม่เป็นอะไร ทั้งเห็นความสะดวกกว่าการบัญญัติเช่นนี้จะดีกว่า\" นายหงวน ทองประเสริฐ : \"ความจริงเห็นด้วย แต่ธรรมเนียมนั้นไม่ใช่บทบังคับ อีกประการหนึ่งสิ่งนี้เป็นคราวแรกไม่เคยใช้มา\" พระยามนธาตุราช : \"ประเทศอื่น ๆ ที่จะผัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน เขามีในรัฐธรรมนูญ\" พระยาราชวังสัน : \"ในธรรมนูญบางฉะบับได้บัญญัติคำไว้ว่าจะปฏิญาณอย่างนั้น ของเราทราบว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงปฏิญาณต่อหน้าเทวดาทั้งหลายและพระพุทธรูป เป็นต้น เราอยากจะเงียบเสีย\" นายหงวน ทองประเสริฐ : \"ขอเรียนถามว่าควรจะแก้ไขอย่างไรหรือไม่\" ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : \"ไม่เห็นจำเป็นเพราะไม่ทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง มีอยู่แล้วจะไปล้างเสียทำไม ถ้าแม้ว่าความข้อนี้ตัดความหรือเพิ่มสิทธิก็ควรอยู่ การที่บัญญัติไว้เช่นนี้เพื่อเขียนไว้ให้หรู ๆ ถึงไม่เขียนก็รู้อยู่แล้ว\" นายหงวน ทองประเสริฐ : \"เพื่อความเข้าใจของราษฎรทั้งหลาย ให้ลงมติว่าสมควรหรือไม่\" หลวงประดิษฐ์มนูธรรม : \"ข้าพเจ้าขอแถลงให้ที่ประชุมทราบ เท่าที่นายหงวน ทองประเสริฐ ได้ร้องให้เติมร่างว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรปฏิญาณนั้น การที่ไม่เขียนไว้ก็ดี ให้ถือว่าเวลาขึ้นเสวยราชย์ต้องทรงกระทำตามพระราชประเพณี การที่ไม่เขียนไว้นี้ไม่ใช่เป็นการยกเว้นที่พระองค์จะไม่ต้องทรงปฏิญาณ ขอให้จดบันทึกข้อความสำคัญนี้ไว้ในรายงาน\" นายจรูญ สืบแสง : \"เป็นที่เข้าใจแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิญาณตามนี้ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างยิ่ง เท่าที่ได้จดบันทึกรายงานยังน้อยไป ถ้าอย่างไรให้มีไว้ในธรรมนูญจะดียิ่ง\" หลวงประดิษฐ์มนูธรรม : \"สภาผู้แทนราษฎรต้องเห็นชอบในการอัญเชิญพระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์หรือในการสมมตรัชชทายาท ถ้าองค์ใดไม่ปฏิญาณเราคงไม่ลงมติให้\" นายจรูญ สืบแสง : \"องค์ต่อ ๆ ไปอาจไม่ปฏิญาณ\" พระยาราชวังสัน : \"ตามหลักในที่ประชุมต่าง ๆ ถ้ามีคำจดในรายงานแล้ว เขาถือเป็นหลักการเมือนกัน\" ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : \"แถลวให้สมาชิกลงมติมาตรา 9 ว่า การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมนเทียรบาล หรือให้เติมคำว่า \"จะต้องปฏิญาณ\"\" ประธานสภาฯ : \"บัดนี้มีความเห็น 2 ทาง คือทางหนึ่งเห็นว่า ควรคงตามร่างเดิม อีกทางหนึ่งเห็นว่า ควรเติมความให้ชัดยิ่งขึ้น\" ที่ประชุมลงมติตามร่างเดิม 48 คะแนน ที่เห็นว่าให้เติมความให้ชัดขึ้นมี 7 คะแนน เป็นอันตกลงว่าไม่ต้องเติมความอีก\" อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่าน จะเห็นได้ว่า ในสมัยนั้น ในโครงสร้างความคิดอาจจะยังไม่เป็นระบบอย่างในวิชาการกฎหมายมหาชนยุคสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สภาผู้แทนราษฎร กลายสภาพในทางนิตินัยเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้น) ไม่เห็นความสำคัญอย่างยิ่งของแบบพิธีในต่างประเทศที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข และทำลายกฎเกณฑ์ทางอำนาจของผู้ทรงอำนาจในระบอบเก่า เงื่อนไขเรื่องความยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรกรณีกษัตริย์ไม่ปฏิญาณ ก็ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช. รัฐธรรมนูญ ปี 34 กำหนดในมาตรา 21 กำหนดให้กรณีกษัตริย์ สวรรคต และกษัตริย์ตั้งรัชทายาทไว้ ให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ รัฐสภา \"รับทราบ\" ซึ่งดั้งเดิม นับแต่ 2475 เป็นต้นมา สภาผู้แทนราษฎร (กรณีรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.2475) หรือรัฐสภา (นับแต่ รัฐธรรมนูญ 2489) ต้องได้รับความ \"เห็นชอบ/ยินยอม\" จากรัฐสภา นั่นหมายความว่า ดั้งเดิม รัฐสภา มีอำนาจลงมติไม่เห็นชอบด้วยองค์รัชทายาท แล้วคัดเลือกขึ้นได้เอง เป็นว่า การตั้งรัชทายาทและการเข้าสู่ตำแหน่งประมุขของรัฐ เป็นไปโดยอำนาจตามอัธยาศัยของกษัตริย์พระองค์ก่อน หรือกรณีอื่น เป็นอันตัดขาดความสัมพันธ์จากผู้แทนปวงชน ซึ่งอำนาจให้ความเห็นชอบนี้ เป็นเหตุผลสำคัญในการอภิปราย 2475 ของฝ่ายสนับสนุนไม่ต้องบัญญัติ \"การปฏิญาณหรือสาบานตน\" ในคราวนั้น กล่าวคือ ยกข้อนี้ขึ้นอ้าง ว่า ถึงอย่างไรเสีย สภาฯ ก็ต้อง \"ให้ความเห็นชอบ\" อยู่ดี ดังนั้น หากพระองค์ไม่ปฏิญาณ ก็ต้อง \"ไม่เห็นชอบการเข้าสู่ตำแหน่งกษัตริย์\" จึงเป็นเงื่อนไขที่ตกไป นอกจากนี้ วิวัฒนาการของกฎหมายพัฒนาไปข้างหน้า ในเชิงบังคับองค์กรของรัฐทุกสถาบันองค์กร ต้องผูกพันกับ ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และมีความชอบด้วยธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งในทางเนื้อหา และในทางแบบพิธี ป้องกันการใช้อำนาจโดยทางตรง โดยทางอ้อม ในวิถีทางล้มล้างรัฐธรรมนูญ ดั่งปรากฎในยุคสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ถูกบรรจุเพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญที่สถาปนาขึ้นใหม่ของบรรดารัฐต่างๆ ร่วมสมัยหลังสงคราม เป็นวิวัฒนาการหนึ่งของหลักนิติรัฐที่ถูกทำให้ปรากฎในทางรูปธรรม. __________________________ เชิงอรรถ [1] นรนิติ เศรษฐบุตร (รวบรวม). เอกสารการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 (โดยสภาผู้แทนราษฎร). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Comments

ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง

ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ประชาธิปไตยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรรมนูญว่ามันต้องดีเลิศ ถ้าปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ไม่ต้องย้อนรอยประวัติศาตร์2475 หรอก จะจำกัดอำนาจกษัตริย์ไม่ให้ทรงมีพระราชดำรัสแล้วยัยต้องให้กษัตริย์สาบานตนว่าพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตรรกมันแย้งกันเองนะ
เสนออะไรที่มันเข้าท่าหน่อยนะ ...............นิติราษฏร์เสียรังวัดไปเยอะ
เช่นว่าควรจะแก้กฎหมายการทุจริตไม่ต้องมีอายุความ
ขอยกตัวอย่างของคำนูนมาให้ละกันนะ
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ของเราทรงสาบานพระองค์มาตั้งแต่วันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 แล้วว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นการสาบานพระองค์ต่อหน้าประชาชนในการเสด็จออกมหาสมาคม ไม่ใช่ในรัฐสภา โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้กว่า 60 ปี พระองค์ทรงพิสูจน์แล้วว่าไม่เคยทรงผิดคำสาบาน ทรงตรากตรำปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประการเพื่อแผ่นดิน จนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำประเทศนี้ผ่านยุคสงครามเย็นมาได้ แม้จะไม่ได้ทรงมีพระราชอำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองฉบับต่างๆ นี่คือสาเหตุที่ประชาชนไทยรักพระองค์ ปกป้องพระองค์ และถวายพระเกียรติพระองค์ยิ่งกว่ายุคสมัยใดในประวัติศาสตร์”

นายคำนูณระบุอีกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างหากที่สาบานตนทั้งในฐานะ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี ทั้งในรัฐสภาบ้าง และต่อพระพักตร์พระองค์ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติบังคับไว้ แต่ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา โดยภาพรวมแล้วไม่เคยพิสูจน์ว่ารักษาคำสาบานตนไว้ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ประชาชนไม่ไว้วางใจนักการเมือง และเป็นต้นเหตุสำคัญของการปฏิรูปการเมืองในช่วงปี 2537-2539 จนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้กำเนิดนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ๆ เป็นองค์กรอิสระขึ้นมาควบคุมนักการเมืองอีกชั้นหนึ่งแทนที่จะให้นักการเมืองควบคุมกันเอง แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี นี่คือ “อีกด้านหนึ่งของเหรียญ” ที่คณะนิติราษฎร์ละเลยที่จะพูดถึง

“การเสนอแต่ด้านปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ เลิกองค์กรอิสระ เพียงด้านเดียว โดยไม่เสนอปฏิรูปด้านทีอัปลักษณ์ของการที่กลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมืองอาศัยการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมชุบตัวเข้ามาบิดเบือนการใช้อำนาจสารพันแปรระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภาของนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองพร้อมกันไปด้วย ก็คือข้อเสนอกระชับอำนาจให้แก่ระบอบเผด็จการรัฐสภาของนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองในนามของระบอบประชาธิปไตย / ผมตอบไม่ได้จริงๆ ว่าคณะนิติราษฎร์บริสุทธิ์ไร้เดียงสาสุดๆ หรือฉ้อฉลสุดๆ กันแน่ ??”

[i]เงื่อนไขเรื่องความยินยอมขอ

[i]เงื่อนไขเรื่องความยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรกรณีกษัตริย์[b]ไม่ปฏิญาณ[/b] ก็ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช. [/i]

อันนี้้ ไม่ใช่เสียทีเดียวนะ เรื่องอำนาจตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ กับเรื่องปฏิญาณ มันแยกจากกันอยู่นะ

เรื่องอำนาจตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ มันเปลี่ยนสมัย รธน. รสช. จริง แต่เรื่อง ไม่(ต้อง)ปฏิญาณ" มันไม่เคยมีมาแต่ไหนแต่ไร (จึงบอกไม่ได้ว่า "ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช") คือ รัฐบาลและสภา ในสมัย "คณะราษฎร" เอง ก็ตกลงว่า "ไม่(ต้อง)ปฏิญาณ" เหมือนกัน ดังข้อความทีคุณยกมาเอง คือ ในที่สุด ลงมติ 48 เสียง เห็นว่า คงร่างเดิม คือไม่ต้องใส่คำว่า "ต้องปฏิญาณ" ลงไป เพียง 7 เสียง ทีให้ ใส่ ว่า "ต้องปฏิญาณ"

ดีครับ เพื่อความมั่นใจ

ดีครับ เพื่อความมั่นใจ ใครจะไปรู้ล่ะครับว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีก ขนาด รธน.มันยังกล้าฉีกที้งเหมือนกระดาษทิชชู่เลย

คุณพุฒิพงศ์

คุณพุฒิพงศ์ ฝากเรียนบอกเพื่อนอาจารย์ "นิติราษฎร์" ด้วยนะครับว่า

"ระวังจะโดน side-track" คือ ดึงให้ประเด็นเขว ออกไป"

ผมหมายถึงว่า กรณีอย่าง ปฏิญาณ นี่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องรอง

ปี 53 ผมเขียนบทความถึงเรื่องนี้ ที่ปรีดี "ส่งสาร" ให้ ในหลวง ในปี 2516 (ลองค้น link ดู อยู่ทีประชาไท เผยแพร่วันที่ 5 ธันวา 2553 พอดี)

จริงๆ เรื่องนี้ ผมก็รู้มานาน (นอกจากทีปรีดีเขี่ยน ที่คุณยกมา ผมก็อ่านมาก่อน) แต่ว่า แต่ไหนแต่ไร ผมรู้สึกว่า มันมีด้านของการ "ให้ความสำคัญ" ต่อสถาบันฯ ในแง่เป็นองค์กร "ต้านรัฐประหาร" ด้วย ซึง กล่าวเฉพาะในแง่ปรีดี (ทีเสนอในปี 2516) ผมว่า มีส่วนของการ illusion บางอย่างด้วย

และผมยังรู้สึกว่า มันเหมือนกับว่า เรากลายเป็นว่า ให้ความสำคัญกับสถานะของสถาบันฯ ในอีกด้านหนึ่งขึั้นไปอีก (ผมเข้าใจในจุดประสงค์นะ แต่ผมเพียงแต่เสนอว่า ถ้ามองอีกด้านมันมีนัยยะทำนองนี้อยู่) - ในส่วนปรีดี ที่ว่า มันมีด้านนี้ (ซึ่งเป็น illusion) อยู่แน่ๆ ... ผมทราบว่า "นิติราษฎร์" ที่เสนอ ไมใช่มีวิธีคิดแบบปรีดี แต่ผมว่า ในแงหนึงตัวข้อเสนอทำนองนี้ (แบบที่ปรีดีพยายามพูดเป็นนัย) มันมีด้านเหมือนกับ "ให้ความสำคัญ" ทีว่านี้อยู่

MI6

[quote=MI6]ไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้ง พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ประชาธิปไตยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐธรรรมนูญว่ามันต้องดีเลิศ ถ้าปราศจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ไม่ต้องย้อนรอยประวัติศาตร์2475 หรอก จะจำกัดอำนาจกษัตริย์ไม่ให้ทรงมีพระราชดำรัสแล้วยัยต้องให้กษัตริย์สาบานตนว่าพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตรรกมันแย้งกันเองนะ
เสนออะไรที่มันเข้าท่าหน่อยนะ ...............นิติราษฏร์เสียรังวัดไปเยอะ
เช่นว่าควรจะแก้กฎหมายการทุจริตไม่ต้องมีอายุความ
ขอยกตัวอย่างของคำนูนมาให้ละกันนะ
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ของเราทรงสาบานพระองค์มาตั้งแต่วันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 แล้วว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นการสาบานพระองค์ต่อหน้าประชาชนในการเสด็จออกมหาสมาคม ไม่ใช่ในรัฐสภา โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้กว่า 60 ปี พระองค์ทรงพิสูจน์แล้วว่าไม่เคยทรงผิดคำสาบาน ทรงตรากตรำปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประการเพื่อแผ่นดิน จนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำประเทศนี้ผ่านยุคสงครามเย็นมาได้ แม้จะไม่ได้ทรงมีพระราชอำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองฉบับต่างๆ นี่คือสาเหตุที่ประชาชนไทยรักพระองค์ ปกป้องพระองค์ และถวายพระเกียรติพระองค์ยิ่งกว่ายุคสมัยใดในประวัติศาสตร์”

นายคำนูณระบุอีกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างหากที่สาบานตนทั้งในฐานะ ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี ทั้งในรัฐสภาบ้าง และต่อพระพักตร์พระองค์ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติบังคับไว้ แต่ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา โดยภาพรวมแล้วไม่เคยพิสูจน์ว่ารักษาคำสาบานตนไว้ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ประชาชนไม่ไว้วางใจนักการเมือง และเป็นต้นเหตุสำคัญของการปฏิรูปการเมืองในช่วงปี 2537-2539 จนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้กำเนิดนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ๆ เป็นองค์กรอิสระขึ้นมาควบคุมนักการเมืองอีกชั้นหนึ่งแทนที่จะให้นักการเมืองควบคุมกันเอง แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี นี่คือ “อีกด้านหนึ่งของเหรียญ” ที่คณะนิติราษฎร์ละเลยที่จะพูดถึง

“การเสนอแต่ด้านปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาล กองทัพ เลิกองค์กรอิสระ เพียงด้านเดียว โดยไม่เสนอปฏิรูปด้านทีอัปลักษณ์ของการที่กลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมืองอาศัยการเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมชุบตัวเข้ามาบิดเบือนการใช้อำนาจสารพันแปรระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการรัฐสภาของนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองพร้อมกันไปด้วย ก็คือข้อเสนอกระชับอำนาจให้แก่ระบอบเผด็จการรัฐสภาของนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองในนามของระบอบประชาธิปไตย / ผมตอบไม่ได้จริงๆ ว่าคณะนิติราษฎร์บริสุทธิ์ไร้เดียงสาสุดๆ หรือฉ้อฉลสุดๆ กันแน่ ??”[/quote]
ขี้เเตกอีกแล้วมึง เจอดอกนี้ 5555 ไปไม่ถูกอีกแล้ว อ้างอิงเหตุผลมาใช้ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามหลักตรรกวิทยา จะเอา ศาสตร์เติมเข้าไปด้วยกะด้าย มีแต่อารมณ์ศิลปิน ไม่เอาวุ้ย เสียรมณ์ผิดที่ผิดทาง ที่เขาถกกันเเบบผู้มีปัญญาน่ะเเถวนี้ เด็กว่ะค่ะ ไม่เอา ๆ กลับไปเอาลิ้นเลียไรฝุ่นเหมือนเดิมดีกว่าจ้ะ ป้าจะบอกให้เอาบุญ อย่าฝืนเลยคร้า

อ่อน

อ่อน

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ ครับผม

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ ครับผม สำหรับข้อทักท้วง ผมชี้แจงบางเรื่องดังนี้นะครับ

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][i]เงื่อนไขเรื่องความยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรกรณีกษัตริย์[b]ไม่ปฏิญาณ[/b] ก็ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช. [/i]

อันนี้้ ไม่ใช่เสียทีเดียวนะ เรื่องอำนาจตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ กับเรื่องปฏิญาณ มันแยกจากกันอยู่นะ

เรื่องอำนาจตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ มันเปลี่ยนสมัย รธน. รสช. จริง แต่เรื่อง ไม่(ต้อง)ปฏิญาณ" มันไม่เคยมีมาแต่ไหนแต่ไร (จึงบอกไม่ได้ว่า "ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช") คือ รัฐบาลและสภา ในสมัย "คณะราษฎร" เอง ก็ตกลงว่า "ไม่(ต้อง)ปฏิญาณ" เหมือนกัน ดังข้อความทีคุณยกมาเอง คือ ในที่สุด ลงมติ 48 เสียง เห็นว่า คงร่างเดิม คือไม่ต้องใส่คำว่า "ต้องปฏิญาณ" ลงไป เพียง 7 เสียง ทีให้ ใส่ ว่า "ต้องปฏิญาณ"[/quote]

เรื่องนี้ เป็น การเทียบเคียงเสริม น่ะครับ ไม่ใช่เหตุผลหลัก คือ ผมยกมาเทียบ เอามาจากตัวเหตุผลที่ ปรีดี อ้าง เป็นเงื่อนไข

(ที่ว่า เพราะเหตุนี้... จึง.... ไม่ต้อง ใส่คำว่า "ต้องปฏิญาณ" น่ะครับ)

"เหตุผล ที่ ปรีดี ใช้ค้าน คำว่า "ต้องปฏิญาณ" ในตอนร่างฯ" ถ้าจะกล่าวในปัจจุบัน มันจึง ใช้อ้างยืนกราน "ไม่ต้องปฏิญาณ" ไม่ได้อีก (ตั้งแต่ยุค รสช.) เพราะ รัฐสภา ไม่มีอำนาจ เห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ เช่น ในชั้นร่างฯ ปรีดี บอกว่า ถ้าไม่ปฏิญาณ แล้วสภาก็จะไม่ลงมติให้ --- อำนาจดังกล่าวไม่มีอีกแล้ว ที่สภาจะลงมติ

การให้เหตุผลแบบ ปรีดี จึงเป็นวิธีคิดที่ใช้ไม่ได้ และจะมีปัญหาตามมา ดังนี้

กรณีที่ปรีดี ไปเริ่มต้น จากฐานที่ว่า "การให้ความเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ ของสภา" -> ไม่ต้องปฏิญาณ (ถ้าพูดแบบไม่เล่นคำอย่างปรีดี ก็คือ ปฏิญาณแล้วโดยปริยาย -- ซึ่งผมเห็นว่าแกคิดแบบนี้ มีปัญหา)

เช่นนี้ เมื่อ "สภาไม่มีอำนาจเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ" กลับกลายเป็นว่า "ไม่ต้องปฏิญาณ" เหมือนกับกรณีแรก (สภาไม่มีอำนาจเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ -> ไม่ต้องปฏิญาณ)

จะเห็นได้ว่า "เงื่อนไขเปลี่ยน" (ชนิดที่ ตรงกันข้าม) แต่ผลไม่เปลี่ยน

แล้วถ้าเราเริ่มต้นที่ "ต้องปฏิญาณ" มันจะกลายเป็นว่า สภาไม่ควรมีอำนาจเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ ใช่หรือไม่ (นั่นจะเป็นปัญหา แบบที่ผมใช้เป็น การเทียบเคียงเสริม เหตุผลหลัก , ซึ่งเข้ากันไม่ได้จริงๆ แต่ผมใช้ เหตุผลแบบปรีดี ทำลายตัวมันเอง เป็นการเทียบเคียงเฉยๆ)

นี่คือปัญหาระบบคิดที่เป็นผลพวงตามมา จากการใช้วิธีคิดแบบปรีดี ในสภานี้

ผมยกมาให้ดูตัวเงื่อนไขที่ปรีดีอ้าง ซึ่งผมทราบว่ามันมีปัญหาจริงๆ ดังที่ยกตัวอย่างข้างบนนี้ และปรีดีไม่ควรนำมาอ้าง (มันบกพร่องภายในการให้เหตุผลของมันเอง) และที่ผมยกมากล่าวเทียบ ก็จะชี้ว่า มันใช้อ้างไม่ได้ในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำน่ะครับผม

การที่ รสช. ตัดอำนาจสภาฯ ทิ้ง มันก็ไม่มีที่ยืนให้ฝ่ายปรีดี อ้างอิงได้อีก แล้วถ้ายังจะยืนบนฐานของปรีดี เท่ากับว่า มันต้องบรรจุ "ต้องการปฏิญาณ" ลงไปใน รธน นั่นเอง (แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่า ฐานคิดแบบปรีดี มันจะมีปัญหาเรื่อง การตัดอำนาจสภาฯ ไปในตัว - มันจะวนกลับไปโต้แบบเดิม - ซึ่งในที่สุด มันเป็นวิธีคิดที่ รับฟังไม่ได้)

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล]คุณพุฒิพงศ์ ฝากเรียนบอกเพื่อนอาจารย์ "นิติราษฎร์" ด้วยนะครับว่า

"ระวังจะโดน side-track" คือ ดึงให้ประเด็นเขว ออกไป"

ผมหมายถึงว่า กรณีอย่าง ปฏิญาณ นี่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องรอง

ปี 53 ผมเขียนบทความถึงเรื่องนี้ ที่ปรีดี "ส่งสาร" ให้ ในหลวง ในปี 2516 (ลองค้น link ดู อยู่ทีประชาไท เผยแพร่วันที่ 5 ธันวา 2553 พอดี)

จริงๆ เรื่องนี้ ผมก็รู้มานาน (นอกจากทีปรีดีเขี่ยน ที่คุณยกมา ผมก็อ่านมาก่อน) แต่ว่า แต่ไหนแต่ไร ผมรู้สึกว่า มันมีด้านของการ "ให้ความสำคัญ" ต่อสถาบันฯ ในแง่เป็นองค์กร "ต้านรัฐประหาร" ด้วย ซึง กล่าวเฉพาะในแง่ปรีดี (ทีเสนอในปี 2516) ผมว่า มีส่วนของการ illusion บางอย่างด้วย

และผมยังรู้สึกว่า มันเหมือนกับว่า เรากลายเป็นว่า ให้ความสำคัญกับสถานะของสถาบันฯ ในอีกด้านหนึ่งขึั้นไปอีก (ผมเข้าใจในจุดประสงค์นะ แต่ผมเพียงแต่เสนอว่า ถ้ามองอีกด้านมันมีนัยยะทำนองนี้อยู่) - ในส่วนปรีดี ที่ว่า มันมีด้านนี้ (ซึ่งเป็น illusion) อยู่แน่ๆ ... ผมทราบว่า "นิติราษฎร์" ที่เสนอ ไมใช่มีวิธีคิดแบบปรีดี แต่ผมว่า ในแงหนึงตัวข้อเสนอทำนองนี้ (แบบที่ปรีดีพยายามพูดเป็นนัย) มันมีด้านเหมือนกับ "ให้ความสำคัญ" ทีว่านี้อยู่[/quote]

รับทราบครับ, สำหรับเรื่อง ปรีดี ผมเห็นด้วยกับ อาจารย์สมศักดิ์ นะครับ, ปรีดี ไม่ได้มองเรื่องต้านรัฐประหาร หรอก ตามมุมมองของผมนะครับ, กลับมาเรื่องในสภาฯ จะเห็นได้ว่า นายหงวน และนายจรูญ ให้เหตุผลน่ารับฟังกว่า ตัวเหตุผลของ ปรีดี จริงๆ, แต่ นายหงวน และนายจรูญ ได้รับการรับฟังน้อยกว่า (ค่อนข้างชัดว่า เพราะตัวบุคคล) จึงแพ้มติ (จริงๆ นายหงวน อาจยืนกรานให้โต้แย้งต่อก็ยังได้ ด้วยเหตุผลนะครับ - แต่คงคิดว่า ยังไงก็เปล่าประโยชน์ล่ะมัง ในการเถียงปรีดีฯ)

ถ้ามองในแง่รัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นว่า ปรีดี พลาดเยอะนะครับ ฉบับ ๑๐ ธ.ค.๗๕ แกถอยมามาก ซึ่งแย่, ความไม่ชำนาญกฎหมายรัฐธรรมนูญของแก (แกไม่ได้จบสายนี้โดยตรง แกไปเน้นเรียนกฎหมายโรมัน) (ในแง่การเมือง อาจจะบวกกับ ความใจอ่อนไม่เด็ดขาด) (อีกทางก็คือ แกคงไม่ไว้ใจคนอื่นด้วย ในสถานการณ์นั้น) แม้แต่แรกเริ่ม จะเห็นได้ว่า ปรีดี ไม่สามารถใช้ไอเดียตัวเองลงมือร่างรธน.เองได้ (ผมเข้าใจว่า ส่วนนึงมาจาก ฐานคิด - ลำดับคิดทางกฎหมายมหาชน ของแก ยังไม่ค่อยดี จึงเขียนไม่ออก) รัฐธรรมนูญฉบับแรกของแก (๒๗ มื.ย.๗๕) จึงไปแปลมาจาก รัฐธรรมนูญฉบับแรกหลังปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส (ตอนนั้นยังมีกษัตริย์อยู่ ก่อนจับกิโยติน) น่ะครับ

ขอบคุณอาจารย์สมศักดิ์ อีกครั้งครับ
พุฒิพงศ์

ปวิน"ตอบ"บวรศักดิ์"

ปวิน"ตอบ"บวรศักดิ์" วิวาทะนิติราษฎร์-ม.112

หมายเหตุ : นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และผู้รณรงค์โครงการ "ฝ่ามืออากง" ในเฟซบุ๊ก ตอบนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ศาตราจารย์กิตติคุณ) ประเด็นที่นายบวรศักดิ์ โพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวรณรงค์ให้แก้กฎหมายอาญา ม.112 คดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

หลังจากงานนิติราษฏร์ผ่านมาอีกรอบเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2555 ได้มีกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยเดินเรียงหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์นิติราษฎร์อย่างทันควัน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางสังคม และที่เป็นปกติเช่นกันก็คือ กลุ่มที่ออกมาต่อต้านนิติราษฎร์ไม่เคยได้ใช้เหตุผลในการถกเถียง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางวิชาการหรือทางการเมือง อย่างที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้มักใช้ “อตรรกะ” เข้าสู้ และหนึ่งในบุคคลเหล่านี้คือนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นายบวรศักดิ์ กล่าวใน Facebook ของตนดังนี้

“ผมว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอนันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทุนจะง่ายกว่ามั๊ย ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”

ผมขอตอบนายบวรศักดิ์ ดังนี้

1. ข้อวิพากษ์ของนายบวรศักดิ์ไม่มีอะไรมากไปกว่าความต้องการ attack กลุ่มนิติราษฎร์ ผมรู้สึกผิดหวังที่นายบวรศักดิ์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาทางด้านกฏหมายจากปารีส จะตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ด้วยคำพูดเช่นนี้ แทนที่จะมีการใช้มุมมองทางด้านวิชาการในการหักล้างกัน

2. กลับมาเรื่องทุนการศึกษา ความคิดที่ว่า การให้ทุนการศึกษาแล้วต้องเป็นหนี้ชีวิต ห้ามคิดต่างเพราะจะเป็นการเนรคุณ เป็นความคิดที่ผิดหลักเกณฑ์การสนับสนุนการเติบโตทางด้านการศึกษาของไทยอย่างใหญ่หลวง นี่คือปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ที่ว่า “คิดต่างคือความผิด” สิ่งที่บวรศักดิ์พูดนั้น ยังสะท้อนให้เห็นการกดขี่ทางอำนาจของผู้ที่มีสถานะในสังคม ที่มองเรื่อง “การให้” เป็นวิถีทางหนึ่งของการคงไว้ซึ่งระบบอุปถัมภ์ ทั้งๆ ที่นายบวรศักด์มีโอกาสได้รับการศึกษาจากต่างประเทศก็น่าจะเรียนรู้ว่า สังคมต่างประเทศมีพัฒนาการทางความคิดไปในรูปแบบใด

นอกจากนี้ ทุนการศึกษาจากหลายๆ ประเทศที่นักเรียนไทยได้รับ (รวมถึงทุนที่ผมได้รับจากรัฐบาลอังกฤษ) ไม่เคยเรียกร้องให้มีการตอบแทน

3. ความเห็นของนายบวรศักด์ชี้ว่า นายบวรศักดิ์ไม่เคยมีความศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตย ไม่รับความแตกต่างทางความคิด ไม่ยอมรับว่า อำนาจอันสูงสุดของประเทศนั้นย่อมเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน

4. ผมขอวิเคราะห์ว่า การที่นายบวรศักดิ์ออกมาคัดค้านความเห็นของนิติราษฎร์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์หรือความเป็นไทยอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นการปกป้องสถานะทางการเมืองและผลประโยชน์ของนายบวรศักดิ์เอง นายบวรศักดิ์เป็นหนึ่งในหลายๆ คนในสังคมนี้ที่สร้างชื่อเสียง หน้าตา และฐานะได้เพียงเพราะ align ตัวเองกับสถาบัน ไม่ใช่เพราะความเก่งหรืออัจฉริยะในด้านวิชาการแต่อย่างใด

ถูกใจว่ะค่ะ อดไม่ได้ที่จะบอกต่อ นี่ข่าวของข่าวสดเขาน่ะ มันถูกใจ เเบบนี้ไม่ได้เรียกว่าไอ้หมอนั่นโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ต้องบอกโดนตีนถีบหน้าแหกเเบบไม่รับเย็บ คุณ ปวิน พูดได้ดีมากมีเหตุผล นักวิชาการแท้ ส่วนเจ้าผีบอกนั่น เหมือนกับพวกลุ่มหลงที่ได้ดิบได้ดังก็เพราะมุขนี้ล่ะ ไม่มีหลักวิชาการอะไร สังเกตไหมฝ่ายนี้ เป็นพวกศิลปินทังนั้น ทำดูให้เป็นดราม่า สร้างอารมณ์ให้มันซาบซึ้งโดนใจเรียกน้ำหูน้ำตา เเต่เป็นพวกไขสมองน้อย ได้ดิบได้ดีก็จำพวกเนี้ย พวกเลียไรฝุ่น

ผมว่า คุณพุทธิพงค์

ผมว่า คุณพุทธิพงค์ ตีประเด็นไม่ตรงหรือเปล่าครับ

เท่าที่อ่านดูจากที่คุณยกมา ประเด็นหลักคือจะกำหนดเพิ่มในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องปฏิญาณหรือไม่ปฏิญาณ ซึ่งมันก็ต้องดูว่าในธรรมเนียมไทยมีพิธีกรรมอะไรที่คล้ายกันการสาบานตนของทางฝรั่งเขาใหม ซึ่งก็มีคนเสนอว่ามี "ประเพณีราชาภิเศก"

แต่สิ่งที่สะท้อนในบทสนทนาที่คุณยกมาว่า มันไม่ใช่เหตุผลอะไรมากมาย แต่มันเป็นเรื่องความกลัว ของนายสงวนและนายจรูญ คือ "กลัวเบี้ยว"
ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว โอกาสที่ เจ้าองค์ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์จะเบี้ยว มีมากน้อยแค่ใหนก็ต้องพิจารณากันตามบทริบทสภาพการณ์ทางการเมืองและพลังราชานิยมของยุคสมัยนั้น

ผมเห็นว่า เหตุผลของปรีดียืนบนข้อเท็จจริงโดยที่หลักการก็ไม่เสีย มากกว่าเหตุผลที่ยืนบนความกลัวหวาดระแวงของนายสงวนและจรูญ ตรรกจึงล่องลอยไปตามหลักการแต่ไม่จับกับข้อเท็จจริงให้มันสมเหตุสมผล

นวนคร wrote:ผมว่า

[quote=นวนคร]ผมว่า คุณพุทธิพงค์ ตีประเด็นไม่ตรงหรือเปล่าครับ

เท่าที่อ่านดูจากที่คุณยกมา ประเด็นหลักคือจะกำหนดเพิ่มในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องปฏิญาณหรือไม่ปฏิญาณ ซึ่งมันก็ต้องดูว่าในธรรมเนียมไทยมีพิธีกรรมอะไรที่คล้ายกันการสาบานตนของทางฝรั่งเขาใหม ซึ่งก็มีคนเสนอว่ามี "ประเพณีราชาภิเศก"

แต่สิ่งที่สะท้อนในบทสนทนาที่คุณยกมาว่า มันไม่ใช่เหตุผลอะไรมากมาย แต่มันเป็นเรื่องความกลัว ของนายสงวนและนายจรูญ คือ "กลัวเบี้ยว"
ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว โอกาสที่ เจ้าองค์ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์จะเบี้ยว มีมากน้อยแค่ใหนก็ต้องพิจารณากันตามบทริบทสภาพการณ์ทางการเมืองและพลังราชานิยมของยุคสมัยนั้น

ผมเห็นว่า เหตุผลของปรีดียืนบนข้อเท็จจริงโดยที่หลักการก็ไม่เสีย มากกว่าเหตุผลที่ยืนบนความกลัวหวาดระแวงของนายสงวนและจรูญ ตรรกจึงล่องลอยไปตามหลักการแต่ไม่จับกับข้อเท็จจริงให้มันสมเหตุสมผล[/quote]
ต่อไป นวนคร จะกลายเปนแดง

ม wrote: ต่อไป นวนคร

[quote=ม]
ต่อไป นวนคร จะกลายเปนแดง[/quote]

เคยเป็นระยะสั้นๆหลังรัฐประหารใหม่ๆ และเลิกไปนานแล้ว
เพราะไม่ชอบรวันดาโมเดลของแกนนำและผู้มีอิทธิพลเขาอะนะ

นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการแต๋วแตกเนี้ยนะเหรอ บวรศักดิ์คงไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับนิติราษฏร์ชักเท่าไร เพราะหลักการนิติราษฏร์วนเวียน
กับอำมาตย์หรือฝ่ายเจ้า เรื่องเพ้อฝันทางวิชาการที่มันทำไม่ได้ เหมือนเสนอให้ควายฟังแล้วยกยอกันเอง
อตรรกก็คือตัวปวินเองที่มุ่งคิดแค้นกับฝ่ายเจ้าทั้งที่ประเทศไทยทุกวันนี้นักการเมืองมีอำนาจมากกว่าฝ่ายเจ้าหรืออำมาตย์เสียอีกกลุ่มทุนผูกขาดต่างหากที่วันนี้มีอำนาจยิ่งกว่าเจ้า...........เต้น ณเผามันเลยผมรับผิดชอบเองวันนี้ยิ่งใหญ่ แต่งชุดขาว มีรถนำขบวนหรือไม่ใช่อำมาตย์ละปวิน
หลักการนิติราษฏร์มันก็แค่ให้ฝ่ายบริหารกินรวบอำนาจทั้ง บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ มันแบ่งแยกอำนาจตรงไหน เรื่องเพ้อฝันที่ไอเหลิมมันยังไม่เอาเลย อันที่จริงรับได้อยู่ข้อเดียวของนิติราษฏร์คือการมีสภาเดียวไม่ต้องมีวุฒิสภา อันนี้เห็นด้วย

นวนคร wrote:ม wrote: ต่อไป

[quote=นวนคร][quote=ม]
ต่อไป นวนคร จะกลายเปนแดง[/quote]

เคยเป็นระยะสั้นๆหลังรัฐประหารใหม่ๆ และเลิกไปนานแล้ว
เพราะไม่ชอบรวันดาโมเดลของแกนนำและผู้มีอิทธิพลเขาอะนะ[/quote]

ปากบอกไม่เห็นด้วยกับ รวันดาโมเดล

แต่เสือกไปสนับสนุนฝ่ายที่ทำให้เกิด 6 ตุลา

ช่างน่าขันนัก...

เป็นความรู้

เป็นความรู้ ที่ตอนเรียนไม่มีอาจารย์คนไหนสอนผมเลย - -" ขอบคุณครับสำหรับ บทความดี ๆ