"สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ยันข้อเสนอยกเลิกกม.หมิ่น

สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุลมองผลสะเทือนด้านลบของนิติราษฎร์ ที่อาจดึงรั้งเพดานความคิดทางอุดมคติของข้อเสนอทางการเมือง ชี้ หากสนับสนุนประชาธิปไตย-ฟรีสปีชแท้จริง ต้องเสนอยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ 

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความสาธารณะในเฟซบุ๊กของตน วิเคราะห์จุดอ่อนของข้อเสนอการแก้ไขม. 112 ของคณะนิติราษฎร์และคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) โดยมองว่าข้อเสนอให้ "แก้ไข" ม. 112 เป็น การดึง "เพดานความคิด" ลงมา และหากสนับสนุนประชาธิปไตย-ฟรีสปีชจริง ต้องยกเลิกการคุ้มครองพิเศษแก่ประมุขของรัฐ เพราะเป็นการตอกย้ำความคิดเรื่องฐานันดร  โดยรายละเอียดของการโพสต์มีดังนี้ 

 

                                                    0000 

ขออภัย ที่ผมต้องสารภาพว่า ผมไม่ได้รู้สึก enthusiastic กับการรณรงค์ของนิติราษฎร์-ครก. ครั้งนี้ เท่ากับอีกหลายๆคน (ดูตัวอย่างล่าสุด กลอนของคุณ เพ็ญ ภัคตะ )

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึง (มีหลายประเด็น) ที่ผมเคยพูดไปก่อนการปิด fb เดือนก่อน แต่อยากจะขอพูดอีกที

คือ ผมเองในหลายปีที่ผ่านมา sympathy อยู่กับพวกบรรดา "เวทีเล็ก" ตั้งแต่สมยศ ถึง สุรชัย ถึงกลุ่มอะไรต่ออะไร (ไมใช่จะเห็นด้วยกับเขา ในแง่เนื้อหาทุกเรื่อง) แต่ผมชอบความ "มัว" ความ spontaneous (ไม่รู้จะแปลไทยว่าอะไร "เป็นไปเอง" "ไม่มีสคริปต์" เท่าไร อะไรแบบนั้น - วันก่อนเจอหน้าคุณ เก๋ไก๋ สไลเดอร์ โดยบังเอิญ ยังทักเธอว่า ไม่ได้เห็นเธอขึ้นเวที นึกถึงวันเก่าๆ เธอบอกว่า วันที่ 22 เดือนนี้ จะมีชุมนุมระลึก 1 ปี ทีสุรชัย ถูกจับ ความจริง ปีกลายช่วงที่สุรชัย จัดติดกัน 4 วัน จนวันสุดท้ายที่ถูกจับ ผมก็แวะไปอยู่ ยังนึกด้วยความเศร้า )

และในหลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นคนเหล่านี้ พยายาม "เปิดพื้นที่" พยายามจะเรียกร้อง เรื่อง 112 ซึง เรียกว่า เป็นเอกฉันท์ ต้องการให้เลิกเด็ดขาด ...

พูด กันแบบตรงๆ อย่างที่ผมเคยพูดมาแล้ว ผมเห็นว่า ไหนๆ ปัญญาชนนักวิชาการจะมา (นี่ผมลังเลว่าจะใช้คำว่าอะไรดี ถ้าพูดแบบบ้านๆให้เข้าใจง่ายๆ อาจจะบอกว่า "แย่งซีน" แต่ผมไม่ชอบคำนี้ ) เอาเป็นว่า ทำนอง "สร้างกระแส ที่กลบ กระแสที่เคยมีการพูดกันมาก่อน" (ยาวหน่อย แต่ให้ความหมายที่ไม่ทื่อๆแบบคำที่เพิ่งพูด)

ไหนๆ ถ้าจะอย่างนี้ ควรต้องทำดีกว่า บรรดา "มวลชน" ที่ไมมีชื่อเสียง ไมมีทักษะ ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดาสื่อทั้งหลาย

ดังนั้น ต้องบอกตรงๆว่า ทุกครั้งที่เห็นอาการ enthusiasm มากๆ เรื่องการรณรงค์ของนิติราษฎร์ - ครก. ครั้งนี้ ผมอดรู้สึกเศร้าไม่ได้

ผมยืนยันว่า จริงๆแล้ว ข้อเสนอของนิติราษฎร์ NOT GOOD ENOUGH

วฺิธีดูง่ายๆว่า NOT GOOD ENOUGH ยังไง คือ
ภายใต้บรรทัดฐานของข้อเสนอนิติราษฎร์ คนอย่าง ตี๋, อากง, ดา ฯลฯ (หรือเผลๆแม้แต่สุรชัย) จะยัง "ผิด" ค่อนข้างแน่

..............

มีประเด็นหนึ่ง ที่ผมกำลังร่างอธิบายยาวกว่านี้ แต่ขอถือโอกาสพูดสั้นๆไว้ เพราะเกี่ยวข้องกัน

ผมเชื่อว่า นิติราษฎร์เอง และหลายคนที่ enthusiastic กับนิติราษฎร์-ครก. เพราะคิดในเชิง "เปิดประเด็น" "เปิดพื้นที่"

ผม ยอมรับว่า "แปลกใจ" ถ้าใครคิดจะยกประเด็นนี้มา เพื่อจะบอกว่า "เปิดประเด็นนี้ได้ ก็ยังดี ข้อเสนอ เป็นยังไง ไม่สำคัญเท่า" อะไรแบบนั้น

เพราะอะไร?

เพราะ การ "เปิดประเด็น" หรือ "เปิดพื้นที่" นั้น ใช้เนื้อหา ข้อเสนออะไรก็ได้

ใช้เนื้อหา ข้อเสนอว่า "เลิกโดยสิ้นเชิง" ก็ได้ และดียิ่งกว่า ถูกต้องยิ่งกว่าด้วย

ผมจึงยืนยันเหมือนทีเคยพูดตังแต่ก่อนวันที่ 15 ว่า ภายใต้เงื่อนไขที่นิติราษฎร์ กำลัง"เป็นที่สนใจ"มากๆ ("กำลังดัง" ถ้าพูดด้วยภาษาง่ายๆ) ต้องใช้โอกาสนี้ เสนอให้ "เลิกกฎหมายหมิ่นฯโดยสิ้นเชิง"

และ ทำให้บรรดาการเสียสละของคนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งบรรดาคนที่เข้าคุกไป คนที่รณรงค์ ไปแล้ว ไม่สูญเปล่า ไม่ต้องมาหาทางเริ่มกันใหม่ (ในความเป็นจริง ผมยืนยันด้วยว่า ผลการเสนอของนิติราษฎร์ ครั้งนี้ ทำให้ - โดยไม่ตั้งใจ - ใครทีคิดจะเสนอให้เลิก เด็ดขาด จะยิ่งลำบากยิ่งกว่า ก่อนนิติราษฎร์ ออกมาคราวนี้เสียอีก)

และผมมองว่า วันที่ 15 และการรณรงค์ทีตามมาเป็นการ miss historic opportunity ของนิติราษฎร์ (และทำให้ขบวนการประชาธิปไตยโดยรวม พลอย miss ไปด้วย)

................

ในงานวันที่ 15 นั้น อาจารย์วรเจตน์ ได้ graciously (ขอ อภัย นึกคำไทยสวยๆไม่ได้) พูดถึงกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะเจาะจงถึงคุณสมยศ ซึงเป็นเรื่องน่านับถือที่ อาจารย์ทำเช่นนั้น

แต่เรื่องนี้ ผมมองว่า มันไมใช่แค่ในแง่ความรู้สึก หรือความตั้งใจ (อ.วรเจตน์ และนิติราษฎร์ มีความตังใจดี ผมไม่เคยสงสัยเลย)

แต่มันเป็นเรื่องของ "สถานการณ์โดยรวมทางภาวิสัย"

ซึงผมยังเห็น นี่เป็น การ "เปิดพื้นที่" ที่ไม่ดีพอ ที่ไม่พูดทิศทาง

และ - โดยไม่ตั้งใจ - ทำให้ ความพยายามของคนเล็กๆ ที่ทำมาก่อน ต้องเสียไป ในแง่ผลสะเทือน หรือ พื้นที่เล็กๆที่เปิดไปแล้ว อย่างน่าเสียดายมากๆ

.............

เหนืออื่นใด นี่เป็นประเด็นในเชิง ethical ของปัญญาชน ทีผมพูดมาตังแต่ก่อน fb ว่า

ผม เห็นมาตลอดว่า ถ้าเราปัญญาชนนักวิชาการ ทีมีเงื่อนไขดีกว่า บรรดาคนตัวเล็กๆพวกนั้น มหาศาล (ในแง่เกราะกำบัง ในแง่ ความสนใจของสื่อ ในแง่สารพัด)

ไม่สามารถทำให้ได้ดีเท่าๆ หรือดีกว่า ที่พวกเขาทำ แบบงูๆปลาๆ แบบคลำๆเสี่ยงๆไป . . เราก็ fail มากๆ ในฐานะปัญญาชน

และมองในแง่ ถ้าพูดไม่เกรงใจ ผมมองว่า การเคลื่อนไหวนี้ของ นิติราษฎร์ และ ครก จึงเป็น failure ของปัญญาชน

.............

ขออภัย ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบใจ เขียนจากความรู้สึกจริงๆ ที่เห็น ความ enthusiasm (กระตือรือร้น) ที่แสดงออกมา

ถ้า บอกตรงๆ มันคล้ายตอนที่เห็น คุณ "กานต์ ณ กานต์" กระตือรือร้นกับ "อภยยาตรา" อย่างแรง จนเข้าใจผิดว่า "เป็นครั้งแรกทีคนออกมาบนถนน พูดเรื่อง 112" อะไรนั่น

แต่ เรื่องนั้น ก็ยังไม่เท่าไร แม้จะรู้สึกเสียใจอยู่บ้างว่า คนในแวดวงปัญญาชน พอทำอะไรกันไม่มากอะไร มักจะรู้สึกว่า เป็นอะไรทีสำคัญใหญ่โตมากๆ (ทั้งที่คนระดับเล็กๆ เขาทำมาก่อนเป็นปี)

แต่ครั้งนี้ ก็บอกกันตรงๆว่า ความเสียใจ สูงกว่า กรณี อภยยาตรา มากๆ

................

 

 

ผมเคยบอกหลายหนแล้วว่า การตัดสินออกมาค้านนิติราษฎร์ เป็นอะไรทีผม agonize มากๆ (นึกไม่

ออกว่าครั้งสุดท้ายรู้สึกแบบนี้เมื่อไร เท่าทีจำได้ สิบกว่าปีมาแล้ว ตอนทีใช้เวลาตัดสินใจนานมากๆ ที่จะ

ออกมาโต้แย้ง ธงชัย บางประเด็นหรือไม่)

 

"ปัจจัย" สำคัญอย่างหนึ่ง คือเรื่องที่เพิ่งพูดมานี้

 

ผมไม่คิดว่า คนอื่นจะหาว่าผมขี้คุยหรืออะไร เพราะผมคิดว่า นี่เป็นแค่ความจริงพื้นๆ ถ้าผมจะบอกว่า 

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ทีในที่สุดตัดสินพูดขึ้นมา ก็เพราะตระหนักว่า ถ้าผมไม่พูด ในประเทศไทยตอนนี้ 

จะไม่มีคนทีมีทักษะในการเรียบเรียงเหตุผลโต้แย้ง หรือมี authorities ในเรื่องนี้ เพียงพอ จะมาแย้ง การ

เสนอ และกระแส ทีเกิดจากการเสนอ ของนิติราษฎร์ ได้

 

อย่างที่ผมบอกว่า ลอง thought experiment ว่า เอาละ ที่ผ่านมา ผมไม่ทำแบบนี้เลย เงียบสนิทเลย 

และต่อจากนี้ ก็เงียบสนิทเลย

 

กระแส หรือ "พื้นที่การอภิปรายสาธารณะ" เรื่อง 112 (ผมพูดเฉพาะจาก "ฝ่ายประชาธิปไตย") จะเหลือ อยู่ 

สำหรับ การ "เลิก" ที่จริงๆ เป็น aspiration ของมวลชนจำนวนมหาศาล และจริงๆ เคยมีกลุ่มเล็็กกลุ่ม

น้อยทำมาไม่น้อยแล้ว เพียงแต่ "โชคไม่ดี" ที่ด้วยลักษณะความเหลือมล้ำทางสังคม ทำให้พวกเขาไม่มี

ทักษะพอ (ไม่ใช่นักวิชาการทีจะฝึกฝนในเรืองนี้เป็นอาชีพ) ในการเรียบเรียง aspiration นั้น ออกมา เป็น 

บทความ เป็นอะไรต่ออะไร กระทั่ง เป็น "ร่างกฎหมาย" และก็โชคไม่ดี ที่ สื่อ ประเทศนี้ มองไม่เห็นหัว 

หรือฟังไม่ได้ยินเสียงพวกเขา

 

ลองจินตนาการเอา โดยสมมุติเอาผมออกไปจากสมการสักคน

คิดว่า ต่อไปนี้ จะมี "เสียง" หรือ "พื้นที่" สำหรับ การเสนอ หรือการยืนยันว่า "ต้องเลิก กม.หมิ่นฯ โดยสิ้น

เชิง" เท่านั้น หรือ?

 

เกษียร ไม่มาเขียนให้กับเสียงแบบนี้แน่ ใบตองแห้ง ก็ไม่เขียนแน่ นักวิชาการสันติประชาธรรมอีกหลาย

ต่อ หลายคน คุณวาด ระวี ฯลฯ ก็ไม่มาเขียนให้กับ "เสียง" แบบนี้แน่ และแน่นอน นิติราษฎร์ เอง ก็ไม่ได้จะเขียนให้พวกเขาแน่ เพราะไม่ได้เสนอแบบนี้

 

..........................

 

ภาวะแบบนี้ เรียกว่า "ดึง" ได้หรือไม่? ถ้า "ดึง" หมายถึงการ "รั้งลงมา" ในแง่ของ "เพดานความคิด" ใน

แง่ของ discourse (การอภิปราย) สาธารณะ ในแง่ของ ข้อเรียกร้องทางการเมืองที่จะเป็นเป้าหมายอุดมคติไว้สำหรับฝ่าฟันให้ได้มาในอนาคต

 

ผมคิดว่าได้ อันที่จริง ผมนึกไม่ออกว่า จะบรรยายภาวะแบบนี้ ด้วยคำอื่นอย่างไร

 

(พุดถึงเรื่อง "ดึง" ที่ผมพูดมานี้ เป็นการพูดแบบเชิง "ความคิด" "วัฒนธรรมการเมือง" "เพดานความคิด" 

"เป้าหมายอุดมการณ์" .. จริงๆ ผมมีเรื่อง "เล็กๆ" จะเล่าด้วยซ้ำว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมเห็นสเตตัส 

ของ อาจารย์ .... โพสต์เรื่องกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยบางกลุ่มทีเคยชูประเด็น "เลิก" ได้ตัดสินใจ หันมาสนับสนุน 

การเสนอ แค่ "แก้" ของนิติราษฎร์ แล้ว อาจารย์.. โพสต์แสดงความยินดีทำนองว่า ดีมากๆเลย ไม่สุดขั้ว

ไป อะไรแบบนั้น .. ผมกลับอ่านด้วยความรู้สึกใจหายมากๆ.. นี่เป็น การ "ดึง" แบบรูปธรรมจริงๆ แต่

ประเด็นผม ถ้าอ่านมาตลอดจะเห็นว่า ทีผมห่วงมากกว่า คือการ "ดึง" ในความหมาย "การเมืองวัฒนธรรม" 

ในความหมาย "พื้นทีสาธารณะ" "วาระสาธารณะ" มากกว่า)

 

อันที่จริง ผมสารภาพว่า ผมนึกถึงคำที่อาจจะดูแรงกว่านี้ด้วยซ้ำ คือคำว่า marginalize แต่คิดไปคิดมา 

อย่า ดีกว่า แค่ใช้คำที่ เหมือนกับ "บ้านๆ" และน่าจะเห็นภาพง่ายๆ และอาจจะ "เบา" กว่า แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านที่ คุณ ป๋าจอม โพสต์ไป ด้วยถ้อยคำทีค่อนข้างดุดัน ตามสไตล์ของเขา หรือกระทั่งที่คุณ เพียงคำ โพสต์ ด้วยคำทีดูน่ารัก อ่อนโยน ...แต่ประเด็น ก็เหมือนกันคือ

 

เขาทั้งคู่รู้สึกว่า ด้วยการเสนอแบบนี้ ของนิติราษฎร์ และด้วยการทีตอนนี้ กระแส นักวิชาการ นักเขียน สื่อ 

ที่โฟกัส เรื่องนี้ มาแรงมาก .. เขารู้สึกเหมือนถูกทำให้กลายเป็นพวกฮาร์ดคอร์ อะไรไป

 

ผมไม่คิดว่า ตัวอย่างที่ว่านี้ จะเป็นเพราะพวกเขาอ่านที่ผมเขียนหรืออะไรแน่ ผมว่า พวกเขารู้สึกออกมา

เองมากกว่า ไมใช่เพราะผมยุ เพราะเท่าที่ผมจำได้ ผมไม่เคยถึงกับพูดแรงๆ แบบน้้น อาจจะเผลอหลุดไป

บ้าง แต่ก็ยังไม่คิดว่า ที่พวกเขาแสดงความรู้สึกออกมาแบบนั้น มาจากผมเป็นหลักแน่

 

แต่ว่า ถ้าถามว่า ต่อไปนี้ ใครทียังอยากจะชูประเด็น "ต้องเลิก เท่านั้น" ในฝ่ายประชาธิปไตยนี้ จะมี "พื้นที่" 

จะมี "เสียง" แถวๆตรงกลางๆ ของ ฝ่ายประชาธิปไตยนี้ แถวๆสื่อ (แม้แต่ทีประชาไท เอง ไมใช่เพราะ 

ประชาไท ไม่ยอมลงนะครับ แต่ลำพังคุณ ป๋าจอม คุณเพียงคำ อย่างที่บอกว่า จะไปสู้กับกองทัพนัก

วิชาการ นิติราษฎร์+สันติประชาธรรม+ใบตองแห้ง+วาด ระวี + ใครต่อใครอีกหลายคนได้ยังไง)

 

อย่างนี้ จะพอเรียกๆว่า การ marginalize กระแสทีต้องการยืนยันเลิกโดยสิ้นเชิงหรือไม่?

 

ทั้งหมดนี้ ก็ลองไปคิดกันเอง 

 

ตอนนี้ ผมรู้สึก ไม่ใช่ปัญหาผมแล้ว

 

(ปล. เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด ผมย้ำสิ่งทีเคยพูดไปแต่แรกว่า ผลสะเทือน ด้านลบ ที่ผมมองว่า มาจากการเสนอ 

แก้ ของ นิติราษฎร์ และกองทัพนักวิชาการ นักเขียนคราวนี้ ไมใช่ เป็นผลสะเทือน ที่มาจาก "ความตั้งใจ" 

เปล่าเลยคับ แต่เป็นอะไรที่ เป็นผลสะเทือน ที่ไมได้ตั้งใจ (unintended consequence) - ตามทัศนะผมนะ

 

                                                           00000

 

มองปัญญาชน-แอ๊กติวิสต์ไทย คำนึงถึงเรื่องยุทธศาสตร์มากไป แต่คำนึงถึง "เนื้อหา นัยยะ และเหตุผลประกอบ" น้อยไป

 

 

รายงานเรื่องรายชื่อนี้ ออกมาตอนผมปิด fb ชั่วคราว นี่จึงเป็นการแสดงความเห็นล่าช้า แต่ผมมีประเด็น

บางอย่างอยู่

 

ตอนที่ผมเห็นรายชื่อ ผมรู้สึก "เสียดาย" อยู่จริงๆ ที่มีบางรายชื่อ (3-4 รายชื่อ โดยประมาณ) ปรากฎอยู่

ด้วย

 

เหตุที่เสียดาย เพราะผมทราบว่า รายชื่อเหล่านั้น ได้แสดงความเห็นไว้ก่อนหน้านั้นว่า น่าจะเลิก 112 

โดยสิ้นเชิงมากกว่า

 

ผมยกตัวอย่างที่รู้กันทั่วไปก็แล้วกัน คือ กรณี "อาจารย์ ยิ้ม" @สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ซึงเคยพูดในที่

สาธารณะ อย่างน้อย ที่ผมได้ยินเอง 2-3 ครั้งว่า "เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ทุกอย่าง ยกเว้นเรื่อง 112 ซึ่ง

เห็นว่าควรเลิกไปเลยมากกว่า นอกนั้นเห็นด้วย"

 

ผมเสียดาย เพราะว่า ที่จริง ถ้า อ.ยิ้ม ไม่ลงชื่อ ยังไง ครก. ก็คงหารายชื่อได้ครบ 112 แน่นอน (รวมทั้งอีก 

3-4 รายชื่อที่ว่า)

แน่นอน ผมยอมรับว่าเป็นสิทธิในการตัดสินใจของท่านเหล่านั้น ผมห้ามอะไรไม่ได้

 

สิ่งที่ผมสนใจ และอยากเสนอในที่นี้คือ

 

แต่ไหนแต่ไร ผมรู้สึกว่า มี "จารีต" อย่างหนึ่ง ในหมู่ปัญญาชน แอ๊กติวิสต์ไทย ที่ ให้ความสนใจกับ "การ

เคลื่อนไหว" มากกว่า สนใจทีตัว "เนื้อหา" หรือ "นัยยะ" ของเนื้อหา (เช่นข้อเสนออะไร มี argument หรือ 

การให้เหตุผลอะไรสนับสนุน)

 

พูดแบบง่ายๆ คือ ต้องการไป "ช่วยกัน" "เสริมพลัง" อะไรแบบนั้น .. ก็เลยเซ็นไป

 

 

ช่วงทศวรรษก่อน รปห.19 กันยา (ประมาณปี 2540) เป็นต้นมา มีกิจกรรมประเภท "ล่ารายชื่อ" ในหมู่

ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ กันเยอะ

แต่ผมแทบไม่เคยเซ็นเลย เพราะผมพบว่า ตัวเองไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา ข้อเรียกร้อง และการให้เหตุผล ซึง 

มีลักษณะที่ผมเห็นว่า ขัดกับหลักการและความเชื่อลึกๆของผม

 

อย่างตัวอย่างที่ "โด่งดัง" สมัยนั้น คือเรื่อง "ย้ายธรรมศาสตร์" ซึงใครต่อใครพากันเซ็นหมด ผมกลับออก

มาเขียนค้าน เพราะผมเห็นว่า ประเด็นที่รณรงค์ ตั้งอยู่บนความไม่จริง (คือข้อมูลไม่ถูกต้องจริงๆ) และยิ่ง

กว่านั้น ลักษณะการเคลื่อนไหว ยังอิงกับเรื่อง "พ่อปรีดี" "บุญคุณ ปรีดี ธรรมศาสตร์" หรือกระทัง มีการยก

เรื่องสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องในลักษณะสนับสนุนก็มี (เช่น ยก สัญญา "คนดีของแผ่นดิน" หรือ ยกเรื่องผู้

บริหาร แปรงบประมาณสร้างตึกเฉลิมพระเกียรติ ที่ฝ่ายรณรงค์ หาว่า "ไม่บังควร" ฯลฯ)

 

หรืออีกกรณีหนึ่ง ที่ "ดัง" มากคือ เรื่อง "บ่อนอก" ซึง วางอยู่บนฐานของการให้ข้อมูลและเหตุผล ที่ผิดๆ .. 

ฯลฯ โปรโมท เรื่อง "ชาวบ้าน ทีนำโดยคุณเจริญ วัดอักษร สู้กับ โลกาภิวัฒน์" อะไรประเภทนั้น (ความจริง 

ธุรกิจครอบครัวคุณเจริญ และ "ชาวบ้าน" แถวนั้น ขึันอยู่กับ "โลกาภิวัฒน์" โดยตรงเลย เช่น การปลูก

สัปปะรด เพื่อทำสับปะรดกระป๋อง ส่งออก หรือ ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเล ฯลฯ)

 

ผมจะไม่กลับไปรายละเอียดพวกนี้ เล่าให้เห็นพอเป็นภาพ เพื่อโยงเข้ากับเรื่อง 112 ในปัจจุบัน ที่กล่าวถึง

ข้างบน ทีว่า มีบางคนไม่เห็นด้วยว่า ไม่ควรเสนอแค่แก้ ควรให้เลิก แต่ถึงเวลาก็เซ็นไป ผมว่า คงไม่ผิด 

ถ้าผมจะกล่าวว่า เหตุผลหลัก คือ เรื่องการคำนึงถึง "การเคลื่อนไหว" ("หนุนช่วยให้ออกมามีพลัง" อะไร

แบบนั้น)

 

สำหรับผม ก่อนอื่นที่สุด ต้องดูที่ เนื้อหา และ argument (เหตุผลสนับสนุน)

ผมเชื่อตามที่มีการพูดในภาษาฝรั่งว่า ideas have consequences คือ ไอเดียทั้งหลายมันมีผล หรือ นัย

ยะตามมา

 

ไม่สนใจไม่ได้ จะคิดแต่ในแง่เป็น "การเคลื่อนไหว" ต้อง "ช่วยๆกัน" ไม่ได้

 

 

(อันนี้ วิธีคิดแบบนี้ พบไม่เพียงในหมู่ปัญญาชนแอ๊กติวิสต์ แม้แต่ในระดับขบวนการมวลชน อย่าง นปช. 

หรือ พันธมิตร (ระยะเริ่มแรก ที่ชูสถาบันฯ แล้ว ก็มียังมีปัญญาชนจำนวนมาก สนับสนุนการเคลื่อนไหว 

แม้ปากจะอ้่างว่า "ไม่เห็นด้วยกับกรณี ม.7" (แต่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวล้มทักษิณ แม้จะชูประเด็นเจ้า 

แล้วก็ตาม) หรือ กรณี นปช. ตอนล่าลายชื่อ ถวายฎีกา ผมไปเขียนแย้งอยู่หลายวัน ที่บอร์ดประชาไท เก่า 

ก็มีคนเชียร์ นปช. พากันมา "ถล่ม" ผมเป็นการใหญ่ ... แม้จะโต้แย้งในแง่เหตุผล และเนื้อหา ผมไม่ได้

เลยแม้แต่คนเดียว (รวมทั้งคนหนึ่ง ที่เป็นทนายคุณทักษิณด้วย)

 

ผมไม่เห็นด้วยกับจารีตการคิดแบบนี้นะ คือ คิดในแง่ "การเมือง" แบบกว้างๆ (นี่เป็นการเคลื่อนไหวทีดี 

ต้องสนับสนุน หรือไม่ก็ "ศัตรูมันตีการเคลื่อนไหวนี้หนัก ดังนั้น เราต้องสนับสนุน" (ประเด็นสุดท้าย อย่า

เข้าใจผิดนะ ผมหนุนการ ดีเฟนด์ นิติราษฎร์ จากการโจมตีของพวกนิยมเจ้า แต่ผมยืนยัน ไม่สนับสนุน ข้อ

เรียกร้องของนิติราษฎร์) 

 

 

---------------------------------------------------

 

ช่วงที่ผมปิด fb ไป 2-3 สัปดาห์ ไม่มีแม้แต่วันเดียว ที่ผมจะไม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ คิดทบทวนเรื่องข้อ

เสนอนิติราษฎร์ ดังที่ผมเคยเปรยๆ ในที่ไหนสักทีว่า ก่อนวันเปิดตัว ครก. (15 มค.) อ.วรเจตน์ ได้กรุณา

ให้เกียรติเขียนจดหมายมาอธิบายให้ผมฟังถึงเหตุผลที่เสนอให้แก้ ไม่เสนอให้เลิก ซึงจริงๆ นอกจาก

ประเด็นรอง 2+-3 ประเด็น ประเด็นหลักในจดหมาย ก็เหมือนกับที่ อาจารย์ได้ขึั้นชี้แจงบนเวที วันที่ 15

ไม่แน่ใจว่า มีใครสังเกตหรือไม่ว่า อ.วรเจตน์ ได้พูดทำนองว่า ที่ผ่านมา ได้มีการพูดประเด็นเรื่อง ทำไม 

ไม่เสนอให้เลิกเลย น้อย วันนี้ จึงจะขอชี้แจงเรื่องนี้ 

 

และไม่แน่ใจว่า จริงๆ คนฟัง หรือคนตามอ่านทีหลัง ได้คิดอย่างซีเรียสจริงๆหรือไม่ว่า เหตุผลที่ อ.วรเจตน์ 

ยกมาว่า ทำไมไม่เสนอเลิกเลย คืออะไร 

 

(วันต่อมา อ.วรเจตน์ ได้สัมภาษณ์มติชน ย้ำประเด็นเดียวกันด้วย)

 

 

พูดจริงๆ ประเด็นที่เป็นเหตผลสำคัญ ที่นิติราษฎร์ (และอาจารย์วรเจตน์ ในวันที่ 15 ในการสัมภาษณ์มติชน ฯลฯ) ยกมาเรื่อง ทำไม ไม่เสนอเลิก เสนอแค่แก้ ..มีอยู่เหตุผลใหญ่เหตุผลเดียว

 

นั่นคือ สิ่งที่ อาจารย์วรเจตน์ ใช้คำพูดในวันที่ 15 (และ ในสัมภาษณ์ มติชน) ว่า "มาตรฐานสากล" ซึงไม่ว่าผมจะทบทวนหลายตลบอย่างไร และค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างไร ผมก็สรุปได้ว่า เป็นเหตุผลที่ผมเห็นว่า ไม่ถูกต้อง และผมยืนยันที่จะไม่เห็นด้วย

 

(ผมจะทยอยอธิบายเรื่องนี้ ในวันต่อๆไป วันนี้ เพียง "เกริ่น" และโยงเข้ากับประเด็นของกระทู้ก่อนหน้านี้)

 

ผม จำเป็นต้องย้ำว่า เหตุผลของ อ.วรเจตน์ และนิติราษฎร์ เรื่อง "ทำไม แก้ ไม่เลิกเลย" นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุผลเดียวกับบรรดานักวิชาการที่มาสนับสนุน 

 

เอาเข้าจริง เท่าที่ผมทั้งฟัง งานวันที่ 15 โดยเฉพาะการพูดของ ดร.พวงทอง ได้อ่าน บทความของคนที่

ลงชื่อ ไมว่าจะเกษียร, สุภลักษณ์ ฯลฯ ผมไม่เห็นเลยว่า จะเป็นเหตุลเดียวกับที่ อ.วรเจตน์ เสนอ .. พูด

แบบสั้นๆ คือ คนเหล่านั้น ล้วนแต่ยกเหตุผล ในเชิง "การเคลื่อนไหว" บ้าง ในเชิง "เป็นเรื่องต้องค่อยเป็น

ค่อยไป" บ้างอะไรทำนองนั้นมากกว่า

 

......................

 

 

ฝรั่งมีสำนวนพูดกันในหมู่นักคิดนักปรัชญาว่า เรา honor และ respect นักคิดนักปรัชญา ด้วยการ take their ideas seriously การที่เราเข้าถกเถียงกับ ideas ของพวกเขา แม้จะเป็นในลักษณะไม่เห็นด้วยอย่าง

แรง จริงๆ แล้วเป็นการยืนยันว่า เราถือ ideas ของพวกเขาแบบซีเรียส และไมใช่มองสิ่งที่เขาเสนอเป็น

อะไรแบบผ่านๆ

 

(สมัยหนึ่ง มีคนโจมตีผมเยอะที่ผมเถียงเอาเป็นเอาตาย กับบทความนิธิ ผมกลับมองตรงข้ามเลย ผมมอง

ว่า นั่นเพราะผมถือสิ่งที่เขาเขียน ไอเดียที่เขาเสนอ แบบซีเรียสมากๆ อ่านอย่างจริงๆจังๆ และคิดอย่าง

จริงๆจังๆมากๆ)

 

(บางส่วนของกระทู้นี้ โพสต์ที่บอร์ด คนเหมือนกัน ช่วงปิด fb)

 

ผมมองว่า ที่มีนักวิชาการหรือคนอื่นทีสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ มาพูดในลักษณะทำนองนี้ ไมใช่

เรื่อง"บังเอิญ"เสียทีเดียว แต่เพราะตัวข้อเสนอเอง มันมีลักษณะ "บิวท์อิน" ที่เป็น "ความโน้มเอียง" หรือ

กระทั่ง "ตรรกะ" ในแนวนี้อยู่ กล่าวคือ ถ้าพูดอะไรในลักษณะที่ คนส่วนใหญ่ที่โดน 112 ตอนนี้ เช่น ตี๋ (ที่

โทรศัพท์ไปพูดอะไร 2-3 ประโยค) "อากง" ทีว่า ส่ง sms ข้อความที่ชวนสะดุ้ง โจมตีคนเดียวกับที่ ตี๋ 

โจมตี หรือ ดา ตอร์ปิโด - ก็ยากจะรอดจาก ร่างแก้ไขของนิติราษฎร์ เหมือนกัน 

 

(ขอให้คิดให้หนักนะครับประเด็นนี้ มัน irony มากๆ อย่างทีเคยบอกไปว่า ที่มีกระแสเรื่อง 112 มากขนาดนี้ 

ในตอนนี้ ก็เพราะความทุกข์ยากของคนเหล่านี้ โดยเฉพาะกรณีอากงนันแหละ)

 

วันที่ 15 ดร.พวงทอง ถูกถามว่า ถ้าแก้แล้ว จะมีหลักประกันอะไรไม่ให้มีการ "จาบจ้วง" มาก ขนาดตอนนี้

มีกฎหมาย ยัง "จาบจ้วง" กันมากขนาดนี้ พวงทองตอบทำนองว่า เชื่อวา ถ้าแก้แบบที่นิติราษฎร์ เสนอ 

จะทำให้การอภิปรายเรื่องสถาบันฯมีลักษณะมีเหตุมีผล เรื่องการแสดงออกแบบแรงๆที่เห็นตอนนี้จะลดลง . 

 

. .

 

แม้ พวงทองจะไม่ได้พูดชัด แต่ผมว่า โดยนัยยะ (implications) ของการพูดแบบนี้ คือ การ

แสดงออกอย่างที่เห็นๆกันในปัจจุบัน ถ้าใช้ตามบรรทัดฐานของ ร่าง นิติราษฎร์ ก็คงอยู่ "นอก" การยกเว้น 

อยู่ดี (แต่หวังว่า จะลดลง อะไรแบบนั้น)

 

ที่ตรงๆ เลย (และแย่กว่านั้น) คือ ที่ ดร.เกษม ไปพูดที่รายการ Intelligence ดังนี้

 

"...ประเด็นที่สาม ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือการแบ่งแยกระหว่าง เสรีภาพทางวิชาการหรือ

เสรีภาพในการวิจารณ์โดยสุจริตใจ ออกจากการดูหมิ่นเหยียดหยามและคุกคามพระเกียรติยศ ผมคิดว่า 

สองอันนี้ เป็นส่วนที่แยกกัน เพราะว่า การวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ มีประโยชน์ต่อสังคมและต่อสถาบัน

กษัตริย์เอง แต่ขณะเดียวกัน เจตนาในแง่ของการดูหมิ่น ถ้าผิด ก็ว่าไปตามผิด..."

ความจริง ก่อนหน้านี้ ก็มีคนทีสนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์ พูดประมาณนี้เหมือนกัน (ขออภัย ขี้เกียจค้น)

 ...........................

 

ผมมองว่า มันเป็น "ความโน้มเอียง" หรือกระทัง "ตรรกะ" ในตัวข้อเสนอ ที่มีลักษณะแบบนี้ ที่ทำให้มีการ

พูดในลักษณะนี้ให้เห็น

 

ผมยืนยันว่า ในหางหลักการ ถ้าจะเรียกร้องประชาธิปไตย สนับสนุน free speech ก็ต้องสนับสนุนจริงๆ

ถ้าไม่มีใครรู้สึกว่า การด่า คนระดับนายกฯ ว่า "โง่" หรือ เปรียบเทียบว่าเป็นโสเภณี ("ผู้หญิงหากิน") เป็น

เรื่องที่ต้องถึงกับติดคุกติดตาราง หรือผิดกฎหมายอาญาอะไร

 

ผมว่า การจะเสนอใดๆ เรื่อง "หมิ่นฯ" เจ้า ก็ต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกันด้วย

 

สรุปคือ ที่จริง ควรเสนอให้เลิกไปนั่นแหละ กฎหมายหมิ่นเจ้าน่ะ

..............................

 

ภาพนี้ มีคนทำใน facebook แล้วผมได้มา เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปราย (ช่วง ถาม-ตอบ) วันที่ 15 มกราคม ของ อ.สาวตรี

ประเด็นของ อ.สาวตรี ในที่นี้คือ การคุ้มครองพิเศษ จะต้องเป็นการคุ้มครองในแง่ตำแหน่ง (ในที่นี้คือ 

ประมุขรัฐ) ไม่ใช่ในฐานะเรื่องชาติกำเนิด หรือ ฐานันดร

 

   "ต้องยืนยันหลักการว่า บุคคลนั้นมีความเท่าเทียมกัน 

    ถ้าอยากจะได้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่า

    คุณมีเรื่องที่ต้องแบกรับเชิงสาธารณะเป็นพิเศษ

    มิใช่เป็นเพราะชาติกำเนิดพิเศษ หรือฐานันดรพิเศษ" 

 

คำถามของผมคือ

ถ้าคุ้มครองตำแหน่ง ("เรื่องที่ต้องแบกรับเชิงสาธารณะ") ไมใช่ชาติกำเนิด-ฐานันดร ทำไมจึงไม่ควรมี

กฎหมายคุ้มครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอื่นๆ (ประธานรัฐสภา ฯลฯ) เป็นกรณีพิเศษแบบ

ตำแหน่งประมุขบ้าง

 

ซึงตามหลักประชาธิปไตย ประเทศที่ยังมีประมุขกษัตริย์อยู่ ตำแหน่งแบบหลัง (นายกรัฐมนตรี, ประธาน

รัฐสภา ฯลฯ) ควรต้องถือว่า มีความสำคัญต่อระบอบการเมืองยิ่งกว่าตำแหน่งประมุขรัฐ (ที่ควรมีลักษณะ

เพียง ceremonial) ด้วยซ้ำ (แน่นอน ผมไม่เคยคิดจะเสนอ และผมก็เชื่อว่านิติราษฎร์ไม่คิดจะเสนอให้มี

กฎหมายคุ้มครองพิเศษแก่ตำแหน่งพวกนี้)

 

ดังนั้น ถ้าพูดกันอย่างถึงที่สุด ข้อเสนอนิติราษฎร์ จึงไม่ใช่การเสนอว่า ต้องมีการคุ้มครองพิเศษให้กับ

ตำแหน่งของรัฐ แต่เป็นการเสนอว่า ให้คุ้มครองพิเศษ เฉพาะตำแหน่งของรัฐที่มีฐานันดรเป็นเจ้า 

 

ดังนั้น ถ้ามองในแง่อุดมการณ์ สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอ จึงยังเป็นการยอมรับว่า ฐานันดรเจ้า จะต้องมีสถานะ

บางอย่างที่พิเศษกว่าคนธรรมดา ต้องได้รับความคุ้มครองด้วยกฎหมายทีพิเศษกว่าคนธรรมดา แม้แต่

กฎหมายที่ใช้กับคนธรรมดาอย่างคนระดับนายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา ฯลฯ ได้ ก็ใช้กับเจ้าไม่ได้

 

ผม วิจารณ์คำอธิบายของ อ.สาวตรี ที่ว่า การคุ้มครองใครเป็นกรณีพิเศษ ต้องคุ้มครองบนพื้นฐานตำแหน่ง ไมใช่บนพื้นฐานฐานันดร ซึ่งผมวิจารณ์ว่า ข้อเสนอนิติราษฎร์จริงๆ ยังเป็นการคุ้มครอง ฐานันดร ไม่ใช่ คุ้มครองตำแหน่งจริงๆ 

เพราะถ้าคุ้มครองตำแหน่ง ก็ควรต้องมีคุ้มครอง นายกฯ ประธานสภาฯ ฯลฯ ด้วย

ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้ดู (ดูรูปประกอบ)

 

ในกรณีฝรั่งเศสนั้น มีกฎหมายคุ้มครอง ประธานาธิบดี (ซึงมาจากการเลือกตั้ง) จริงๆ ออกมาตั้งแต่ปี 1881

แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มีกฎหมายคุ้มครอง สมาชิก รบ. (รมต.) สมาชิกรัฐสภา ด้วย (ดูรูปประกอบ เอามา

จากรายงานของ สภาเพื่อความมันคงยุโรป ข้อมูลมาจาก รบ.ฝรั่งเศสเอง - ข้อ 3 ในรูป คือ การคุ้มครอง 

ประธานาธิบดี ข้อ 2 คือ คุ้มครองสมาชิกรัฐบาล รัฐสภา)

 

คือ ประเด็นใหญ่จริงๆ ทีนิติราษฎร์ ยกมาว่า เสนอให้แก้ ไม่เลิกเลย คือ เรื่อง "ต่างประเทศที่เป็น

ประชาธิปไตย ก็มีกฎหมายคุ้มครองประมุข" เพียงแต่เขาคุ้มครองในแง่ตำแหน่ง ไมใช่เพราะฐานันดร

ซึง จริงๆ ในประเทศเหล่านั้น (อาจจะเกือบทุกกรณี) เขาคุ้มครองไม่เฉพาะ ประมุข แต่คุ้มครอง ตำแหน่ง

อื่นด้วย ดังนั้น จึงพอพูดได้ว่า เป็นการคุ้มครองตำแหน่ง ที่รับผิดชอบพิเศษ (ตามที่ อ.สาวตรี เสนอ) 

แต่ข้อเสนอนิติราษฎร์ นั้น จริงๆ จึงกลายเป็นคุ้มครองเฉพาะ "ตำแหน่ง" ของคนที่มีฐานันดร คือ เจ้า 

(เพราะไม่มีคุ้มครองตำแหน่ง ที่ไม่มีฐานันดร เช่น นายกฯ ฯลฯ)

 

ทั้งกระทู้นี้ และกระทู้ก่อนหน้าที่ต่อกัน ความจริง เป็นส่วนหนึ่งของ ร่าง บทความ ที่ผมกำลังทำ เพื่อโต้

แย้งเหตุผลข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่ยกประเด็นเรื่อง ต่างประเทศที่มี ประชาธิปไตย ก็มีกฎหมายคุ้ม

ครองประมุข

 

ซึงจริงๆ ผมไม่เห็นด้วยกับการยกเรื่องนี้ (ผมเห็นว่าเป็น "ตรรกะที่ผิด")

คือผมไม่เห็นด้วย - และผมเสนอว่า นิติราษฎร์ และปัญญาชนประชาธิปไตย ก็ควรไม่เห็นด้วย - กับการที่

มีกฎหมายคุ้มครองประมุข ของประเทศเหล่านั้น (ฝรั่งเศส, เยอรมันนี) และดังนั้น จึงไม่ควรยกเรืองนี้ มา

เป็นเหตุผล ที่เสนอให้ไทย ยังควรมีอยู่

 

(อาจารย์วรเจตน์ ใช้คำว่า "ตามมาตรฐานสากล" ซึงผมเห็นว่า (ก) มันไม่มี "มาตรฐานสากล" จริงๆ ใน

เรื่องนี้ อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ไม่มีกฎหมายแบบนี้เป็นต้น และ (ข) ถึงมีหลายประเทศ ใช้กฎหมายแบบนี้ 

ต่อให้ประเทศพวกนี้เป็นประชาธิปไตย ในแง่รวมๆ เราก็ไม่ควร "เอาแบบอย่าง" พวกเขา ในเรื่องนี้ ทั้งด้วย

เหตุผลหลักการประชาธิปไตย และด้วยเหตุผล ปริบทประเทศไทย)

ดังที่พูดมาหลายกระทู้ เหตุผลใหญ่ประการเดียวจริงๆ ทีนิติราษฎร์ เสนอว่า ยังไงต้องมีกฎหมายหมิ่น

ประมาทประมุขอยู่ คือ เรื่อง ต่างประเทศประชาธิปไตย ก็ยังมี

ซึงผมยืนยันว่า เป็นเหตุผลที่ ไม่ดี

 

...............

ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ ในการยกข้อมูลประกอบเหตุผลนี้ มีข้อมูลบางอย่าง ที่ผมเชื่อว่า ผิดพลาด ด้วย

 

ยกตัวอย่าง ในงานวันที่ 15 อาจารย์สาวตรี กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายคุ้มครองประมุขเป็นพิเศษอยู่ (นาทีที่ 18.34 ของคลิปนี้ http://www.youtube.com/watch?v=y0E6itVIXpw&feature=related )

 

ในกรณีสหรัฐอเมริกานั้น ผมมั่นใจว่า ไม่มีกฎหมายคุ้มครองประธานาธิบดีในเรื่องหมิ่นประมาท/ดูหมิ่นแน่

นอน 

 

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ต่อต้นศตวรรษที่ 19 เคยมีการออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ Sedition Act ที่

กำหนดโทษผู้ที่ “write, print, utter or publish…. any false, scandalous and malicious writing or 

writings against the government of the United States, or either house of the Congress of the 

United States, or the President of the United States, with intent to defame the said 

government, or either house of the said Congress, or the said President, or to bring them, or 

either of them, into contempt or disrepute” (ตัวบทเต็มที่นี่ http://memory.loc.gov/cgi-

bin/ampage?collId=llsl&fileName=001%2Fllsl001.db&recNum=719 )

 

แต่กฎหมายฉบับนี้ มีอายุเพียง 3 ปี ระหว่าง 1798-1801 ยิ่งมาถึงศตวรรษที่ 20 ในช่วงระหว่างที่มีกระแส

สูงของขบวนการ Civil Rights ศาลสูงสุดได้มีคำตัดสินกรณี New York Times Co. v Sullivan (1964) 

ที่ถือกันว่าเป็นคำตัดสินที่เป็น landmark ที่สถาปนาการตีความเรื่อง free speech ตามหลัก First 

Amenment (“debate on public issues should be uninhibited, robust and wide open”) โดยที่

ศาลได้พาดพิงโจมตีไปที่ Sedition Act ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการ ฝังกฎหมายนี้ในระดับหลักการ

ทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ (แม้คดี New York Times จะเป็นเพียงเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับรัฐ ใม่ถึง

ขั้นระดับประธานาธิบดี ตัวบทเต็มคำตัดสินที่นี่ 

http://www.bc.edu/bc_org/avp/cas/comm/free_speech/nytvsullivan.html

................

 กรณีสหรัฐนี้ ผมออกจะเสียดายด้วยที่อาจารย์สาวตรีไม่เพียงแต่ยกเป็นตัวอย่างในปริบทของการพูดเรื่อง

การมีกฎหมายหมิ่นฯในประเทศประชาธิปไตย อาจารย์ยังพูดในปริบทที่ว่าการกระทำผิดต่อผู้มีตำแหน่งสูง

กว่าสามารถมีโทษที่มากกว่าได้ 

เพราะดังที่ผมเคยเขียนไปในคราวโต้แย้งพวกรอยัลลิสต์อย่างมีชัย, ปราโมทย์ ฯลฯ ที่ยกเรื่องสหรัฐมี

กฎหมายลงโทษคนที่ หมิ่นฯประธานาธิบดี (ความจริง ไมใช่การหมิ่นฯ แต่เป็นการขู่เอาชีวิต) ว่า กรณี

นั้นเป็นตัวอย่างพิสูจน์ว่า ในระบอบประชาธิปไตย ไม่จำเป็นเสมอไปที่การกระทำผิดต่อคนระดับประมุข 

จะต้องได้รับโทษสูงกว่า การทำผิดต่อคนในตำแหน่งอื่นๆที่ต่ำลงมา เพราะความผิดเดียวกันนี้ (ขู่เอาชีวิต) 

ถ้าเป็นการกระทำต่อตุลาการหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสหพันธรัฐ จะมีโทษสูงกว่าทำต่อประธานาธิบดีถึง 

2 เท่า (10 ปี : 5 ปี ตัวบทความผิดขู่ฆ่าประธานาธิบดี มาตรา 871a ที่นี่ 

http://www.law.cornell.edu/uscode/18/usc_sec_18_00000871----000-.html ตัวบทความผิดขู่

 

ฆ่าศาลและตำรวจระดับสหพันธรัฐ มาตรา 876d ที่นี่ 

http://www.law.cornell.edu/uscode/18/876.html#c )

 

สรุปส่งท้าย สำหรับคืนนี้

3-4 กระทู้ ที่โพสต์ต่อเนืองกันมา เพื่อยืนยันว่า

ผมเห็นว่า

ข้อเสนอเรื่อง 112 ของนิติราษฎร์ เป็นสิ่งที่ควรปฏิเสธ ครับ

เหตุผลทียกมาในการเสนอว่า ทำไม เลิกเลยไม่ได้ เป็นเหตุผลทีผมเห็นว่า ไม่ดี อ่อน และไม่ตรงกับหลัก

การประชาธิปไตยเรื่อง ความเสมอภาค เรื่อง free speech

 

Comments

เปิดโลกทัศน์มากมาย

เปิดโลกทัศน์มากมาย หลักการยืนอยู่ในจุดเดียวกับที่ อ.เกษียร พูดเมื่อวาน

เปิดโลกทัศน์มากมาย และ

เปิดโลกทัศน์มากมาย และ examine ในความคิด

หลักการเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมอยู่ในจุดเดียวกับที่ อ.เกษียร พูดในงาน ปรีดีกับ มธ. 3 ก.พ. 55

(มาแก้รายละเอียด)

กรรณิกา ราชปรารภ

[quote=กรรณิกา ราชปรารภ]เข้ามาอ่านข้อเสนอของคุณสมศักดิ์
เพื่อ exemine ความชัดเจนให้กับความคิดของตัวเองค่ะ[/quote]
I hv my thought examined...,found it evasive even chance of action.

กรรณิกา ราชปรารภ

[quote=กรรณิกา ราชปรารภ][quote=กรรณิกา ราชปรารภ]เข้ามาอ่านข้อเสนอของคุณสมศักดิ์
เพื่อ exemine ความชัดเจนให้กับความคิดของตัวเองค่ะ[/quote]
I hv my thought examined...,found it evasive even chance of action.[/quote]
จะแก้ไขหรือจะเลิก 112
มีค่าเท่ากัน
เสี่ยงเท่ากัน

ถ้า

ถ้า คณะนิติราษฎร์เสนอยกเลิกเลยตามที่ อ.สมศักดิ์ ว่า หรือต้องการ ผมว่า ที่ อาจารย์ เสนอทำนองนี้ มันก็ถูก เช่นเดียวกับ อ.สุธาชัย แต่ผม มองว่ามันจะมีปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่ อ.สมศักดิ์ ก็รู้ ว่าประเทศนี้มันเป็นยังไง ดังนั้น (ผมคิดเองนะ) นิติราษฎร์ จึงเสนอแค่ "แก้" ก็พอ แล้วล่ะครับ ถ้าจะเลิกจริง ๆ ค่อยว่ากันอีกที

ตัวมึงเอาตัวให้รอดก่อนดีกว่าม

ตัวมึงเอาตัวให้รอดก่อนดีกว่ามั้ง สมสากผู้ไม่เจียม เอาเวลาไปสู้คดีในศาล
มึงเสนอทฤษฏีในคอมได้ แต่ทางปฎิบัติทำไม่ได้..................เพราะนายแม้วบิดามึงเขาไม่เล่นด้วย
ถ้ามึงอยากให้เป็นไปตามที่มึงต้องการก็ต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา มีมึงเป็นหัวหน้า วรเจตน์เป็นรองหัวหน้า นโยบายทำยังไงก็ได้ที่ประเทศนี้ไม่มีสถาบัน ส่วนเศรษฐกิจกูไม่รู้เพราะกูเป็น นักประวัติศาสตร์
55555555555

คำก็ปัญญาชนสองคำก็ปัญญาชนตกลง

คำก็ปัญญาชนสองคำก็ปัญญาชนตกลงคำว่าปัญญาชนหมายถึงการตัดสินเอาเองว่ากูคิดถูกคนเดียวประชาธิปไตยเอี้ยไรเมิง คนทั้งประเทศคงไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปัญญาชนแบบนี้หรอกจาน

MI6

[quote=MI6]ตัวมึงเอาตัวให้รอดก่อนดีกว่ามั้ง สมสากผู้ไม่เจียม เอาเวลาไปสู้คดีในศาล
มึงเสนอทฤษฏีในคอมได้ แต่ทางปฎิบัติทำไม่ได้..................เพราะนายแม้วบิดามึงเขาไม่เล่นด้วย
ถ้ามึงอยากให้เป็นไปตามที่มึงต้องการก็ต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา มีมึงเป็นหัวหน้า วรเจตน์เป็นรองหัวหน้า นโยบายทำยังไงก็ได้ที่ประเทศนี้ไม่มีสถาบัน ส่วนเศรษฐกิจกูไม่รู้เพราะกูเป็น นักประวัติศาสตร์
55555555555[/quote]

ไม่พ้นหว่างขาแม้วเสียที

ถึงวันนี้ไม่ได้ยกเลิก

ถึงวันนี้ไม่ได้ยกเลิก วันข้างหน้าก็ต้องยกเลิกอยู่ดี (ทุกคนฝืนธรรมชาติของโลกไม่ได้)

mm

[quote=mm]ถึงวันนี้ไม่ได้ยกเลิก วันข้างหน้าก็ต้องยกเลิกอยู่ดี (ทุกคนฝืนธรรมชาติของโลกไม่ได้)[/quote]
ถูกของคุณ วันเวลาไม่มีซํ้า มันเดินทางของมันตลอดเวลา

สมใจ คชไพร

[quote=สมใจ คชไพร]คำก็ปัญญาชนสองคำก็ปัญญาชนตกลงคำว่าปัญญาชนหมายถึงการตัดสินเอาเองว่ากูคิดถูกคนเดียวประชาธิปไตยเอี้ยไรเมิง คนทั้งประเทศคงไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปัญญาชนแบบนี้หรอกจาน[/quote]
ทางที่ดีเราทุกๆคนควรตระหนักว่าเราควรเป็นปัญญาชนที่จะต้องรับผิดชอบต่อความคิดเห็นของเรา โดยการออกไปแสวงหาความรู้ ปรับทัศนะคติ ปรับความเข้าใจให้ทันโลกอยู่เสมอ รู้จักความหมายของคำว่าเหตุผล แค่นี้ก็ปัญญาชนแล้ว ประเทศที่เจริญควรจะมีปัญญาชนเกิน 1 ใน 3 ขึ้นไป โลกที่เท่าเทียม ทุกคนจะต้องเป็นปัญญาชน

ผมก็ไม่เ้ข้าใจว่า กม. อาญา

ผมก็ไม่เ้ข้าใจว่า กม. อาญา มาตรา 112 มันไม่ดีหรือไม่ถูกต้องตรงไหน ก็เห็นมีคนแย้งว่าเอาไปใช้กลั่นแกล้งกันบ้าง เอาไปใช้ในทางการเมืองบ้าง ในตัวกฏหมายเองมาตรานี้แทบจะไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้เลย เท่าที่ผมเข้าใจ (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) ว่าคนจำนวนหนึ่งที่อยากจะให้แก้กฏหมาย ยกเลิกข้อนี้ เพื่อที่จะพูด เขียน หรือพาดพิงได้โดยไม่ผิดใช่หรือเปล่า

ถ้าถามผม... โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนอังกฤษที่ ปาปารัสซี่ สามารถย่อง แอบ ซุ่มโป่ง ถ่ายรูปในอิริยาบทต่างๆ ของราชวงศ์ แล้วก็เอาไปขายลงหน้าหนึ่งเหมือนกับดารา ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย อย่าได้พยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบฝรั่งต่างชาติเลย เพราะทุกครั้งที่ผมได้เห็นชาวต่างชาติกระทำกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของประเทศตนเองแล้ว ผมรู้สึกอดสูเหลือเกิน แต่อย่างว่า... ประเทศเหล่านั้นเขามีเสรีภาพมากจนในบางครั้งเรียกได้ว่าแก้ผ้าก็ไม่ผิดอะไร

สมใจ คชไพร

[quote=สมใจ คชไพร]คำก็ปัญญาชนสองคำก็ปัญญาชนตกลงคำว่าปัญญาชนหมายถึงการตัดสินเอาเองว่ากูคิดถูกคนเดียวประชาธิปไตยเอี้ยไรเมิง คนทั้งประเทศคงไม่เข้าใจความหมายของคำว่าปัญญาชนแบบนี้หรอกจาน[/quote]

อย่าหยาบคาย เก็บอารมณ์หน่อย นี่อะไรของมึงนี่ พวกคลั่งเจ้าเข้าทรงนิ ขี้โมโหง่ายเหลือเกิน เคยชินละ ซิพ่อ กับการขุ่มขู่ใช้อำนาจเหยียดหยามคนอื่น ทำเป็นฟาดหัวฟาดหาง คนจำพวกคุณนี่ล่ะมีแต่อารมณ์เป็นเจ้าเรือน ชอบสร้างสรรค์เรื่องดราม่าดีนัก ไม่เคยหาเหตุอะไรดี ๆ มาโต้เเย้งเขาได้เลย ลองไปดูเถอะจำพวกคุณนี่ เอาเเต่พล่ามเพ้อเรื่องบุญคุณอันใหญ่หลวงเเตะนิดเเตะหน่อยไม่ได้ ไม่ ทั้ง pride และก็ proud ในตัวเองเอาซะเลย ไม่ภูมิใจในศักดิ์ศรีเเห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเองเลย มัวเเต่สวดภาวนาขอพึงใบบุญ พ่อบุญล้นอยุ่นั่นเทียว เเบบนี้แล้วจะเลิกคิดที่ยอมเป็นทาสเขาเมื่อไหร่ ไม่ฟังอิร้าค่าอีรม เอาแต่ใจโมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟ เเบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกันล่ะพ่อเอ๊ย ป้าไม่อยากด่าเลยว่ะ เสียดายน้ำหมากจริง ๆเด๋วเหมือนกระเด็น

ถ้าไม่แก้กฎหมาย

ถ้าไม่แก้กฎหมาย พวกเอ็งจะตายหรือไงว่ะ แม่งเรื่องมาก เรืองเล็กชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่ กฎหมายมีอยู่ผมไม่เห็นจะเดื่อดร้อนตรงไหนเลย หรื่อว่าพวกเอ็งเดือดร้อนไง ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มันไม่ได้อยู่ตรงกฎหมายมาตรานี้หรอกว่ะ มันอยู่ที่พวกมึงเองนั่นแหละ รู้จักใช้กันหรือปล่าววะ

เพื่ออะไร

[quote=เพื่ออะไร]ผมก็ไม่เ้ข้าใจว่า กม. อาญา มาตรา 112 มันไม่ดีหรือไม่ถูกต้องตรงไหน ก็เห็นมีคนแย้งว่าเอาไปใช้กลั่นแกล้งกันบ้าง เอาไปใช้ในทางการเมืองบ้าง ในตัวกฏหมายเองมาตรานี้แทบจะไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้เลย เท่าที่ผมเข้าใจ (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) ว่าคนจำนวนหนึ่งที่อยากจะให้แก้กฏหมาย ยกเลิกข้อนี้ เพื่อที่จะพูด เขียน หรือพาดพิงได้โดยไม่ผิดใช่หรือเปล่า

ถ้าถามผม... โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนอังกฤษที่ ปาปารัสซี่ สามารถย่อง แอบ ซุ่มโป่ง ถ่ายรูปในอิริยาบทต่างๆ ของราชวงศ์ แล้วก็เอาไปขายลงหน้าหนึ่งเหมือนกับดารา ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย อย่าได้พยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบฝรั่งต่างชาติเลย เพราะทุกครั้งที่ผมได้เห็นชาวต่างชาติกระทำกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของประเทศตนเองแล้ว ผมรู้สึกอดสูเหลือเกิน แต่อย่างว่า... ประเทศเหล่านั้นเขามีเสรีภาพมากจนในบางครั้งเรียกได้ว่าแก้ผ้าก็ไม่ผิดอะไร[/quote]
สั้น ๆ เเต่อย่างน้อย ยังมีศักดิ์ความเป็นคนไงที่โน่นน่ะ แค่นี้มันเกินพอ หย่ิงในศักดิ์ความเป็นมนุษย์ของตนเองเสียบ้างนะ อย่าเที่ยว งกๆ ไปขอพึ่งใบบุญผู้มีอำนาจวาสนา แม่บุญมากพ่อบุญล้นที่ไหนเลย

I Pad

[quote=I Pad]มันจะทำอะไรได้!

แค่แปลภาษาอังกิด มันยังแปลผิดอ้ะ ; )~

แล้วไอ้ด๊อกเตอร์มาได้งัยวะ[/quote]

ป้ารำคานว่ะ...หากินอยู่มุขเดียวทั้งชาติ ไม่มีปัญญาตอบโต้เขาก็หุบปากไปจะดีกว่าจร้าา พ่อ แฮ้ส อุ๊ย แฮ่ท ..อ๊า...กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า....อืมมม เฟ้ รี่.กื้ดดดดดด นอกจากมุขภาษาปะกิตแระ มีอย่างอื่นไหมวะคะ...จะเอา ..อิอิ ..กร๊ากกก หุหุ...มะคะ..แถม..ฮา ให้อีกอ่ะจะได้สบายใจ

บาง คห. ยังจะตะแบง

บาง คห. ยังจะตะแบง แม้วไม่เก่ว! กันอีก

โถ! ทำอย่างกะมีคนเชื่องั้นแหละ!

แถมนังเจดยัง แถ อีก ข้อเสนอ นิติราด ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดง

นี่ก็พอกัน! ใครเชื่อมันมั่ง ถ้าไม่ใช่พวก ควายป่าช้าไท ตะกวดหางแดง กับ ซ้ายตกยุค (ซ้ายตกยุค นิยามได้ประมาณ สาก 4ban, เกษียว, ธงธง วิสคอนสิ้ว คือ พวกนี้เข้าป่าไปแล้วจนเขามี 66/23 คนอื่นๆ ออกมาจากป่าทำมาหากินจนมีลูกไป 2 - 3 รอบ แล้ว! พวกพี่แกเพิ่งจะมารู้ว่าทหารเขาไม่จับ คอมฯ แล้ว เมื่อปีที่แล้วนี่เอง!) (กร๊ากกกกกกก)

ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักด

ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ครับ
ข้อเสนอของนิติราษฏร์ เป็นข้อเสนอต่อสาธารณะในประเด็นที่รุนแรงมากแล้ว สำหรับจิตใจอันแสนเปราะบางทางอารมย์ และศีลธรรมของสาธารณะ ผมว่าคนเราไม่มีใครสามารถออกมาเคลื่อนไหวต่อสาธารณะในอุดมการณ์สูงสุดของตัวเองได้หมดจด ผมว่าเราเน้นเรื่องยุทธศาสตร์น้อยไปด้วยซ้ำ อันความคิดอุดมการณ์ใดๆ ผมว่าถ้าไม่อาจขับเคลี่อนต่อสาธารณะได้ มันยังคงไม่มีประโยชน์ในตอนนั้นครับ เช่น สมมุติว่าตอนนี้ถ้ามีใครออกมาสนับสนุนสาธารณรัฐหรือ สมบูรณาญาสิทธิราชคงไม่มีใครเอาด้วย นั่นเอง ดังนั้น อุดมการณ์ที่ว่ายังไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเคลื่อนไหวต่อสาธรณะในขณะนั้น มันควรจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างวิชาการด้วยกัน หรือเสนอความคิดเห็น เชิงความรู้ต่อประชนอย่างที่อาจารย์กำลังทำอยู่
ขออภัยถ้าเป็นการตอบแบบคนด้อยการศึกษานะครับ

คน wrote:ถ้าไม่แก้กฎหมาย

[quote=คน]ถ้าไม่แก้กฎหมาย พวกเอ็งจะตายหรือไงว่ะ แม่งเรื่องมาก เรืองเล็กชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่ กฎหมายมีอยู่ผมไม่เห็นจะเดื่อดร้อนตรงไหนเลย หรื่อว่าพวกเอ็งเดือดร้อนไง ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มันไม่ได้อยู่ตรงกฎหมายมาตรานี้หรอกว่ะ มันอยู่ที่พวกมึงเองนั่นแหละ รู้จักใช้กันหรือปล่าววะ[/quote]

เอ พวกคลั่งผีสางนางไม้ นี่ ทำไม่เป็นคนหยาบคายกันนักนะ ถามมาป้าก็ตอบได้ตรง ๆละ ก็เพราะคนมันเดือนร้อนเพราะโดนมาตรานี้ไง มันอยุ่ที่พวกเอามาใช้กันพร่ำเพื่อตามใจชอบ ใครแอะอะไรไม่ได้ ใครมันแก้มาตรานี้เพ่ิมโทษเอามาใช้กันล่ะ ไม่ใช่เพราะกลุ่มโจรห้าร้อยที่ปล้นอำนาจรัฐไปตอนนั้นหรือ เก็บอารมณ์พลุ่งพล่านเอาไว้หน่อย อย่าทำเป็นฟืนเป็นไฟ คลุ้มคลั่งไป ..แล้วก็หัดพูดจาให้มันไพเราะหน่อย...นี่ตำหนิเพราะๆแล้วนะ จงภูมิใจในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเองให้มาก ๆ นะจ๊ะ..อย่าเอาหัวไปรองตีนใคร หรือสดุดของใครเข้า...เราก็คนน่ะรู้ไหม

ถีบหัว wrote:คน

[quote=ถีบหัว][quote=คน]ถ้าไม่แก้กฎหมาย พวกเอ็งจะตายหรือไงว่ะ แม่งเรื่องมาก เรืองเล็กชอบทำให้เป็นเรื่องใหญ่ กฎหมายมีอยู่ผมไม่เห็นจะเดื่อดร้อนตรงไหนเลย หรื่อว่าพวกเอ็งเดือดร้อนไง ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มันไม่ได้อยู่ตรงกฎหมายมาตรานี้หรอกว่ะ มันอยู่ที่พวกมึงเองนั่นแหละ รู้จักใช้กันหรือปล่าววะ[/quote]

เอ พวกคลั่งผีสางนางไม้ นี่ ทำไม่เป็นคนหยาบคายกันนักนะ ถามมาป้าก็ตอบได้ตรง ๆละ ก็เพราะคนมันเดือนร้อนเพราะโดนมาตรานี้ไง มันอยุ่ที่พวกเอามาใช้กันพร่ำเพื่อตามใจชอบ ใครแอะอะไรไม่ได้ ใครมันแก้มาตรานี้เพ่ิมโทษเอามาใช้กันล่ะ ไม่ใช่เพราะกลุ่มโจรห้าร้อยที่ปล้นอำนาจรัฐไปตอนนั้นหรือ เก็บอารมณ์พลุ่งพล่านเอาไว้หน่อย อย่าทำเป็นฟืนเป็นไฟ คลุ้มคลั่งไป ..แล้วก็หัดพูดจาให้มันไพเราะหน่อย...นี่ตำหนิเพราะๆแล้วนะ จงภูมิใจในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเองให้มาก ๆ นะจ๊ะ..อย่าเอาหัวไปรองตีนใคร หรือสดุดของใครเข้า...เราก็คนน่ะรู้ไหม[/quote]
ปล่อยๆมันไปเหอะป้า เห็นแล้วเหนื่อยแทน รู้สึกเดือดร้อนที่ปล่อยให้ป้าทำอยู่คนเดียว

I Pad wrote:บาง คห.

[quote=I Pad]บาง คห. ยังจะตะแบง แม้วไม่เก่ว! กันอีก

โถ! ทำอย่างกะมีคนเชื่องั้นแหละ!

แถมนังเจดยัง แถ อีก ข้อเสนอ นิติราด ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดง

นี่ก็พอกัน! ใครเชื่อมันมั่ง ถ้าไม่ใช่พวก ควายป่าช้าไท ตะกวดหางแดง กับ ซ้ายตกยุค (ซ้ายตกยุค นิยามได้ประมาณ สาก 4ban, เกษียว, ธงธง วิสคอนสิ้ว คือ พวกนี้เข้าป่าไปแล้วจนเขามี 66/23 คนอื่นๆ ออกมาจากป่าทำมาหากินจนมีลูกไป 2 - 3 รอบ แล้ว! พวกพี่แกเพิ่งจะมารู้ว่าทหารเขาไม่จับ คอมฯ แล้ว เมื่อปีที่แล้วนี่เอง!) (กร๊ากกกกกกก)[/quote]

เอ อิเเพร่ด ทำไมคลั่งผีสางนางไม้จนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล พลุ่งพล่าน เป็นฟืนเป็นไฟ รุนแรงหยาบคาย ป้าว่าคุณยิ่งเเสดงเหตุผล ก็ยิ่งต่ำต้อยถอยห่างคณะนิติราษฏร์ไปทุกที สู้ไม่ได้เลย ทุกครั้งไม่เคยใช้เหตุผลทางปัญญามาโต้เเย้งถกเถียง มีแต่ มุขเก่าเดิม จำพวก กร๊ากกก กริ๊วว เด็กว่ะค่ะ น่าสมเพช น่าเห็นใจนะความจริง ถ้าอยากขึ้นแท่นทียบชั้นต้องขยันทำการบ้านจ้ะ จะได้สู้นิติราษฏร์เขาได้ เข้าใจมะคะ

นับถือในตรรกะ

นับถือในตรรกะ การให้เหตุผลของอาจารย์สมศักดิ์ แหลมคมทุกครั้ง ชวนให้ท้าทายความคิดทุกครั้ง

แต่ขอไม่เห็นด้วย

1. การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโลกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ผมไม่คิดว่าเกิดจากคนทุกคนเห็นทุกอย่างตรงกันในรายละเอียด

เพราะหากรอให้เห็นตรงกันทั้งหมด เป็นไปได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย

ตรงกันข้ามสิ่งต่างๆทุกเรื่องทั้งที่ค่อยๆ เปลี่ยน และเปลี่ยนแบบฉับพลัน เกิดจากกระแสความคิดที่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ผมจึงยอมรับนับถือกรณีนี้ คนอย่าง อ.ยิ้ม อ.นิธิ ซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่เพื่อทิศทางที่ยอมรับได้จึงร่วมลงชื่อ

และต้องยอมรับว่า "เสียดาย" และ "เสียใจ" เหมือนกันที่อ.สมศักดิ์ ไม่สามารถยอมรับข้อเสนอนิติราษฎร์ได้

ซึ่งย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการยอมรับความคิด และเหตุผลของอ.สมศักดิ์ นะครับ

2. ผมเชื่อว่ามนุษย์อยู่ท่ามกลางภาวะ 2 อย่างแทบจะตลอดเวลา คือภาวะของความเป็นไปได้ กับภาวะที่อยากให้เป็น (ผมหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ภาวะที่ควรจะเป็น" เพราะใครล่ะ จะบอกว่าอะไรควรจะเป็นอะไร)

ขออาจารย์อย่าได้ตัดพ้อคนเหล่านั้น เช่นอ.สุธาชัย เลย การลงชื่อของพวกเขาอาจเกิดจากการชั่งน้ำหนักระหว่างสองภาวะนั้นก็ได้

3. ผมไม่แน่ใจคนเล็กน้อยที่อาจารย์กล่าวถึง เช่น คุณสุรชัย คุณดา (หรือแม้แต่คนที่พูดชัดว่าไม่เอาเลยเช่น อาจารย์ใจ) จะรู้สึกเสียใจ เสียดาย หรือเห็นด้วยกับย่างก้าวของนิติราษฎร์ และครก. 112

จาก คนธรรมดา ไม่ใช่ปัญญาชน

ถีบหัว wrote:I Pad wrote:บาง

[quote=ถีบหัว][quote=I Pad]บาง คห. ยังจะตะแบง แม้วไม่เก่ว! กันอีก

โถ! ทำอย่างกะมีคนเชื่องั้นแหละ!

แถมนังเจดยัง แถ อีก ข้อเสนอ นิติราด ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดง

นี่ก็พอกัน! ใครเชื่อมันมั่ง ถ้าไม่ใช่พวก ควายป่าช้าไท ตะกวดหางแดง กับ ซ้ายตกยุค (ซ้ายตกยุค นิยามได้ประมาณ สาก 4ban, เกษียว, ธงธง วิสคอนสิ้ว คือ พวกนี้เข้าป่าไปแล้วจนเขามี 66/23 คนอื่นๆ ออกมาจากป่าทำมาหากินจนมีลูกไป 2 - 3 รอบ แล้ว! พวกพี่แกเพิ่งจะมารู้ว่าทหารเขาไม่จับ คอมฯ แล้ว เมื่อปีที่แล้วนี่เอง!) (กร๊ากกกกกกก)[/quote]

เอ อิเเพร่ด ทำไมคลั่งผีสางนางไม้จนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล พลุ่งพล่าน เป็นฟืนเป็นไฟ รุนแรงหยาบคาย ป้าว่าคุณยิ่งเเสดงเหตุผล ก็ยิ่งต่ำต้อยถอยห่างคณะนิติราษฏร์ไปทุกที สู้ไม่ได้เลย ทุกครั้งไม่เคยใช้เหตุผลทางปัญญามาโต้เเย้งถกเถียง มีแต่ มุขเก่าเดิม จำพวก กร๊ากกก กริ๊วว เด็กว่ะค่ะ น่าสมเพช น่าเห็นใจนะความจริง ถ้าอยากขึ้นแท่นทียบชั้นต้องขยันทำการบ้านจ้ะ จะได้สู้นิติราษฏร์เขาได้ เข้าใจมะคะ[/quote]

อีป้าเห็น! ก่อนอื่นขอใช้วิชาการ สีซอ สอนหน่อยนะ!

ก่อนที่จะเผยออยากพูดเรื่องวิชาการอะไร! ลดรูปควายในภาษาโตเองก่อง! หนา อีป้าโง่ (เออ! แล้วขอ'ญาตขัดใจ ผมจะดูหยาบคายยังไง นี่ก็ประชาธิปไตยนะ ; )~ แล้วพวก นิติ (เรี่ย) ราด มันก็ไม่เห็นสนใจประชาชน ผมก็ไม่ต้องสนใจพวกมัน ก็ดีแล้วนี่นา

กลับมาที่การลดรูปควายในภาษาของ ป้าอีเห็น กันก่อน เด๋ว! ลูกหลานจำไปใช้ผิดๆ จะพากัน ควาย ทั้ง ป่าช้าฟาย ; )~

ราษฎร บ้านพ่อป้าอีเห็น เหรอครับ สะกดด้วย ฏ ปฏัก ถ้าสะกดด้วย ฏ ปฏัก คำว่า ราษฏร ก็ต้องอ่าน ราด - สะ - ตอน ดิ้ป้าอีเห็น จะอ่าน ราด - สะ - ดอน ได้งัย (แล้วจะ 'ตอน' ใคร อีเจด หรือ ไอ้สาก4Ban) (อิ๊อิ๊อิ๊ ฮ่าฮ่าอ่า กร๊ากกกกกก นึกภาพ 1 ใ น 2 คนนี้โดน ตอน แล้วกูเยี่ยวจาเล็ดดดดด!) ;" )~

ควายจริงๆ เอ๊ย! ขอท่ด กระเบย จริงจริง (แหมพูดคำหยาบไปซะและ!) (กร๊ากกกกกก)

เอาแค่นี้ก่อนนะ! แค่ประเด็นเดว ก็ไม่น่าผ่านไปคุยเรื่องระดับ ภูมิปัญญา แล้วล่ะอย่างป้าอีเห็นน่ะ อย่างป้าอีเห็น คงคุยได้เรื่องระดับ ศาลพระภูมิ แค่นั้นแหละ! (แถมสวดชุมนุมเทวดาก็คงไม่ได้อีก เลยกลายเป็นศาลเก๊! ซะฉิบ!) ; )~

แล้วเพ่อจะได้อ่าน

แล้วเพ่อจะได้อ่าน คอลัมน์

นายสาก 4ban ใช้ adj enthusiastic โดยกา!

บ๋า!!!!! แค่แปล has been banned from America for life.

ยัง เสล่อ แปลผิด

เสือกทะลึ่ง enthusiastic โหวววววว!

เฮีย! ได้ฉายา สาก 4ban มา ยังมีหน้ามา enthusiastic กับเขาอีกนะ

เออ! อันสันดอนนั้นขุดได้กิงกิง แล! ฯ

I Pad wrote:แล้วเพ่อจะได้อ่าน

[quote=I Pad]แล้วเพ่อจะได้อ่าน คอลัมน์

นายสาก 4ban ใช้ adj enthusiastic โดยกา!

บ๋า!!!!! แค่แปล has been banned from America for life.

ยัง เสล่อ แปลผิด

เสือกทะลึ่ง enthusiastic โหวววววว!

เฮีย! ได้ฉายา สาก 4ban มา ยังมีหน้ามา enthusiastic กับเขาอีกนะ

เออ! อันสันดอนนั้นขุดได้กิงกิง แล! ฯ[/quote]
ไอแพดเหมือนกูเลย ใครก็ว่ากูทำนองนี้ไม่ได้ เพราะกูไม่เคยเขียนอะไรลงคอลัมเลย 555

ไอ้ที่เขียนอยู่นี่ให้ บก.ที่บ้านตรวจยังจ๊ะ น่าภูมิใจยัง

I Pad wrote:แล้วเพ่อจะได้อ่าน

[quote=I Pad]แล้วเพ่อจะได้อ่าน คอลัมน์

นายสาก 4ban ใช้ adj enthusiastic โดยกา!

บ๋า!!!!! แค่แปล has been banned from America for life.

ยัง เสล่อ แปลผิด

เสือกทะลึ่ง enthusiastic โหวววววว!

เฮีย! ได้ฉายา สาก 4ban มา ยังมีหน้ามา enthusiastic กับเขาอีกนะ

เออ! อันสันดอนนั้นขุดได้กิงกิง แล! ฯ[/quote]
คือมึงว่าคนที่รู้ภาษาอังกฤต แปลได้ไม่ผิดนี่มันดีเหนือกว่ากว่า คนไม่รู้อังกฤตทุกอย่าง คนแปลอังกฤตผิดสมควรละอาย มุดหัวไปตายไกลๆรึไง พูดอยู่ได้ ระยำชิบหายจิตใจคน โคตร....เกิดมาได้

ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มี

ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ

คนชั้นล่าง

[quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]

ก็แค่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ฟันน้ำนมยังเต็มปาก

No matter what they say,

No matter what they say, Article 112 is now on the way to its zenith.

where there is a short-cut, why take path through the ZigZag.

I Pad

[quote=I Pad]มันจะทำอะไรได้!

แค่แปลภาษาอังกิด มันยังแปลผิดอ้ะ ; )~

แล้วไอ้ด๊อกเตอร์มาได้งัยวะ[/quote]

มีแปลที่ไหน มีผิดที่นั่น
คนที่เรียนเอกอังกฤษส่วนมากก็เขียนผิด-แปลผิด-จับใจความผิด-รู้มาผิดๆ...เป็นกิจวัตร
ถือวิสาสะหยอกล้อเฮฮาอำกันเล่นเยอะแยะไป บางคนเอามาเขียนได้เป็น pocketbook เลย
เล่มหนึ่งที่จำได้ ก็มี Look! who's the most talkative....ม้าง ถ้าจำไม่ผิด

แต่ก็ได้ประโยชน์ได้ความรู้ศัพท์การเมืองจากทั้งคุณสมศักดิ์และ I Pad
ขอบคุณนะคะ ถ้าคนหนึ่งคนใดห่างหายไปก็ทั้งคิดถึงและเป็นห่วง :)
เหมือนนักเรียนรักคุณครูน่ะแหล่ะ

@ I Pad กระทู้

@ I Pad
กระทู้ สงสารนายกเราจังครับ
ที่เวบบอร์ดตาย่านน่ะ
ของ I Pad ชิมิ
(เด๋วถ้าตอบโกหกมานะ จะขอให้ลิ้นเน่า!)

อันเนี๊ย

http://www.tayan008.com/webboard/viewtopic.php?f=3&t=36877&sid=b6df2df8cfe26f4bdd5056f483c65340

คนชั้นล่าง

[quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]

555 เขาไม่ตอบคุณหรอก

ถ้าอยากเข้าใจกิเลส อคติของนักวิชาการที่สืบสายความคิดจากทางเยอรมัน ต้องจับคำสำคัญในบทความนี้อย่าง "thought experiment"
พวกนี้จะชอบนั่งคิดทำการทดลองทางความคิด ภาษาบ้านเรา "นั่งเทียน" เสร็จแล้วก็หาหลักฐานทางการทดลองและปฏิบัติจริงมารองรับ

วิธีนี้โด่งดังสุดๆ เมื่อไอสไตน์ ใช้สร้างทฤษฏีสัมพัทธภาพ โดยการจำลองภาพความคิดการเคลื่อนที่ของที่ความเร็วสูงมากๆใกล้ๆ ความเร็วแสง แต่ในทางวิทยาศาสตร์โชคดี ที่มีคนคัดง้างวิธีนี้ คนนั้นคือ เจ้าทฤษฏีพลศาสตร์ไฟฟ้าควอนตัม ริชาร์ด ไฟน์แมน (ทฤษฏีที่รองรับอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ไฮเทคทั้งหลายของโลกปัจจุบัน) บอกเตือนนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายโต้งๆเลย ว่า "หลักการทฤษฏีต่อให้สวยหรู มีเหตุผลดีมาก แต่ไม่ตรงกับการทดลอง ก็มีค่าเท่ากับขยะ" คืออย่าไปวางใจมันมาก ไอ้ข้อเสนอประเภท "วิจารณ์เจ้า 3 ตำแหน่งไม่ได้ก็เท่ากับไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย" นี่เข้าข่ายเลย

จะว่าไปถ้าสังเกตให้ดี ตอนนี้เป็นสงครามนักวิชาการสายเยอรมัน แกนนำนิติราษฏร์ กับแกนนำสยามประชาภิวัฒน์ ล้วนสืบความคิดมาจากเยอรมัน ที่เน้นการปฏิบัติ
ชั่วแต่ว่า กลุ่มหนึ่งเน้นไปที่การทดลองปฏิบัติทางความคิด อีกกลุ่มเน้นไปที่การทดลองปฏิบัติจริงๆ
ดังนั้นทั้ง 2 กลุ่ม จะอ้างข้อเท็จจริงทางการปฏิบัติ เหมือนๆกัน แต่คนละเรื่องเดียวกัน

แนะนำว่าดูขำๆก็แล้วกัน สนุกครับงานนี้

คนชั้นล่าง

[quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]
แก้แล้วหนักหัวท่าหนหรือไม่เล่า ท่านไม่ได้คลั่งเจ้าอะไรแล้วท่านเดือดร้อนเรื่องอะไรถึงมาถามอย่างนี้ ท่านจะให้นักวิชาการทุกคนแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วใครจะดูเรื่องชายแดนใต้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา ท่านไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องแก้ไขจัดการด้วยตัวท่านซี่ กฏหมายข้อนี้มันไม่เป็นธรรม เราไม่ต้องการ ก็เท่านั้นเอง เราไม่ต้องการให้บ้านเมืองของเรามีกฏหมายอันสับดน ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้อยู่ มันชี้ให้เห็นว่าชาวไทยน่ะ โง่กว่าต่างชาติ ท่านชอบหรือ

I Pad wrote:ถีบหัว wrote:I

[quote=I Pad][quote=ถีบหัว][quote=I Pad]บาง คห. ยังจะตะแบง แม้วไม่เก่ว! กันอีก

โถ! ทำอย่างกะมีคนเชื่องั้นแหละ!

แถมนังเจดยัง แถ อีก ข้อเสนอ นิติราด ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดง

นี่ก็พอกัน! ใครเชื่อมันมั่ง ถ้าไม่ใช่พวก ควายป่าช้าไท ตะกวดหางแดง กับ ซ้ายตกยุค (ซ้ายตกยุค นิยามได้ประมาณ สาก 4ban, เกษียว, ธงธง วิสคอนสิ้ว คือ พวกนี้เข้าป่าไปแล้วจนเขามี 66/23 คนอื่นๆ ออกมาจากป่าทำมาหากินจนมีลูกไป 2 - 3 รอบ แล้ว! พวกพี่แกเพิ่งจะมารู้ว่าทหารเขาไม่จับ คอมฯ แล้ว เมื่อปีที่แล้วนี่เอง!) (กร๊ากกกกกกก)[/quote]

เอ อิเเพร่ด ทำไมคลั่งผีสางนางไม้จนไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล พลุ่งพล่าน เป็นฟืนเป็นไฟ รุนแรงหยาบคาย ป้าว่าคุณยิ่งเเสดงเหตุผล ก็ยิ่งต่ำต้อยถอยห่างคณะนิติราษฏร์ไปทุกที สู้ไม่ได้เลย ทุกครั้งไม่เคยใช้เหตุผลทางปัญญามาโต้เเย้งถกเถียง มีแต่ มุขเก่าเดิม จำพวก กร๊ากกก กริ๊วว เด็กว่ะค่ะ น่าสมเพช น่าเห็นใจนะความจริง ถ้าอยากขึ้นแท่นทียบชั้นต้องขยันทำการบ้านจ้ะ จะได้สู้นิติราษฏร์เขาได้ เข้าใจมะคะ[/quote]

อีป้าเห็น! ก่อนอื่นขอใช้วิชาการ สีซอ สอนหน่อยนะ!

ก่อนที่จะเผยออยากพูดเรื่องวิชาการอะไร! ลดรูปควายในภาษาโตเองก่อง! หนา อีป้าโง่ (เออ! แล้วขอ'ญาตขัดใจ ผมจะดูหยาบคายยังไง นี่ก็ประชาธิปไตยนะ ; )~ แล้วพวก นิติ (เรี่ย) ราด มันก็ไม่เห็นสนใจประชาชน ผมก็ไม่ต้องสนใจพวกมัน ก็ดีแล้วนี่นา

กลับมาที่การลดรูปควายในภาษาของ ป้าอีเห็น กันก่อน เด๋ว! ลูกหลานจำไปใช้ผิดๆ จะพากัน ควาย ทั้ง ป่าช้าฟาย ; )~

ราษฎร บ้านพ่อป้าอีเห็น เหรอครับ สะกดด้วย ฏ ปฏัก ถ้าสะกดด้วย ฏ ปฏัก คำว่า ราษฏร ก็ต้องอ่าน ราด - สะ - ตอน ดิ้ป้าอีเห็น จะอ่าน ราด - สะ - ดอน ได้งัย (แล้วจะ 'ตอน' ใคร อีเจด หรือ ไอ้สาก4Ban) (อิ๊อิ๊อิ๊ ฮ่าฮ่าอ่า กร๊ากกกกกก นึกภาพ 1 ใ น 2 คนนี้โดน ตอน แล้วกูเยี่ยวจาเล็ดดดดด!) ;" )~

ควายจริงๆ เอ๊ย! ขอท่ด กระเบย จริงจริง (แหมพูดคำหยาบไปซะและ!) (กร๊ากกกกกก)

เอาแค่นี้ก่อนนะ! แค่ประเด็นเดว ก็ไม่น่าผ่านไปคุยเรื่องระดับ ภูมิปัญญา แล้วล่ะอย่างป้าอีเห็นน่ะ อย่างป้าอีเห็น คงคุยได้เรื่องระดับ ศาลพระภูมิ แค่นั้นแหละ! (แถมสวดชุมนุมเทวดาก็คงไม่ได้อีก เลยกลายเป็นศาลเก๊! ซะฉิบ!) ; )~[/quote]
-เห็นหายไปนานไอ้สมองกลวงPaDพึ่งหายจากเมาเหล้าเถื่อนผสมยาบ้าของตัวเองหรือไง มาที่ไรก็ไร้สาระเหมือนเดิมนะมึง

ถีบหัว wrote:เพื่ออะไร

[quote=ถีบหัว][quote=เพื่ออะไร]ผมก็ไม่เ้ข้าใจว่า กม. อาญา มาตรา 112 มันไม่ดีหรือไม่ถูกต้องตรงไหน ก็เห็นมีคนแย้งว่าเอาไปใช้กลั่นแกล้งกันบ้าง เอาไปใช้ในทางการเมืองบ้าง ในตัวกฏหมายเองมาตรานี้แทบจะไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้เลย เท่าที่ผมเข้าใจ (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) ว่าคนจำนวนหนึ่งที่อยากจะให้แก้กฏหมาย ยกเลิกข้อนี้ เพื่อที่จะพูด เขียน หรือพาดพิงได้โดยไม่ผิดใช่หรือเปล่า

ถ้าถามผม... โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเหมือนอังกฤษที่ ปาปารัสซี่ สามารถย่อง แอบ ซุ่มโป่ง ถ่ายรูปในอิริยาบทต่างๆ ของราชวงศ์ แล้วก็เอาไปขายลงหน้าหนึ่งเหมือนกับดารา ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศไทย อย่าได้พยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบฝรั่งต่างชาติเลย เพราะทุกครั้งที่ผมได้เห็นชาวต่างชาติกระทำกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของประเทศตนเองแล้ว ผมรู้สึกอดสูเหลือเกิน แต่อย่างว่า... ประเทศเหล่านั้นเขามีเสรีภาพมากจนในบางครั้งเรียกได้ว่าแก้ผ้าก็ไม่ผิดอะไร[/quote]
สั้น ๆ เเต่อย่างน้อย ยังมีศักดิ์ความเป็นคนไงที่โน่นน่ะ แค่นี้มันเกินพอ หย่ิงในศักดิ์ความเป็นมนุษย์ของตนเองเสียบ้างนะ อย่าเที่ยว งกๆ ไปขอพึ่งใบบุญผู้มีอำนาจวาสนา แม่บุญมากพ่อบุญล้นที่ไหนเลย[/quote]

ศักดิ์ความเป็นคน... มันเกี่ยวอะไรกับมาตรา 112 ที่เขียนวิจารณ์เนี่ยะ คุณบอกได้รึเปล่าว่า มาตรา 112 เขียนบัญญัติไว้ว่าอย่างไรบ้าง มันกระทบอะไรกับศักดิ์ศรีความเป็นคน มาตรานี้ไม่ได้กระทบอะไรกับศักดิ์ศรีผมเลย เพราะผมไม่คิดที่จะกระทำอะไรผิดกฏหมายข้อนั้นอยู่แล้ว และผมก็ไม่คิดที่จะไปเขียนด่าหรือหมิ่นประมาทชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไหน

ทุกวันนี้ผมยังคงต้องเที่ยว งกๆ ขอพึ่งใบบุญผู้มีอำนาจวาสนา อยู่... สาเหตุง่ายมากเลย ก็เพราะนักการเมืองที่บริหารประเทศไม่ว่าพรรคไหน สีไหน มันพึ่งพาไม่ได้ แล้วกะอีแค่ปัญหาน้ำก็ดูเอาละกัน จนถึงวันนี้แล้วเรามีอะไรมาบ้าง หากไม่ใช่บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในการเมืองไหนมาสะกิดเตือนปริมาณน้ำ จะมีหรือที่รัฐบาลสั่งลดจำนวนน้ำในเขื่อน ผมว่าก่อนที่เราจะมาพึ่งพานักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราควรที่จะกำจัดนักการเมืองที่สกปรกออกจากระบอบการเมืองไทยให้ได้ก่อนดีกว่า เมื่อถึงวันนั้น เราอาจจะไม่ต้องไปรบกวนพึ่งใบบุญผู้มีวาสนาอื่นๆ และพร้อมจะใช้งานผู้บริหารประเทศอย่างเต็มที่

ผมไม่เข้าใจ

ผมไม่เข้าใจ ว่าคุณเรียกตัวเองว่านักวิชาการอยู่ได้ยังไง กม.มาตรานี้ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ปัจจุบันนี้ มีปํญหามากมายหลายฉบับ ที่รอให้ นวก. อย่างพวกคุณไปรวบรวมแก้ไข ให้มันทันสมัยและเป็นธรรมมากกว่านี้ ทำไมต้องมาเน้นที่ เป็นชนวนความขัดแย้ง อย่ามาอ้างวิชาการบ้าบอ คอแตก ห่าเหว อะไร มันผิดด้วยหรือ ที่จะมีกฎหมายมาปกป้อง พระเกียรติ ขององค์พระประมุขของประเทศ คุณเคยรู็ไหมว่าคนที่โดน ลงโทษโดย กม.มาตรานี้ พวกเขากล่าวอาฆาตมาตร้ายขนาดไหน อย่ามาอ้างว่า มันดึงขาประเทศให้ล้าหลัง สาเหตไม่ใช่อยู่ที่ ระบอบกษัตย์ แต่มันอยูที่ ระบอบประชาธิปไตยที่เน่าแฟะของประเทศไทย พระองค์ท่านมีแต่แนะทางพัฒนา ที่ยั่งยืน มีแต่ พวกนัการเมือง ขี้โกง นวก.ขี้ข้า อย่างพวกคุณ ไม่ใช่หรือ ที่ร่วมกันร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ อย่ามาว่าคนอื่นไม่เป็นประชาธิปไตย พวกตัวคูณเอง ยังไม่ยอมรับเหตผลของคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกคุณเลย หรือรับงานมาแล้วต้องทำให้สำเร็จ ถุย คิดว่าคนอื่นรู้น้อยกว่าตัวเองหรือไง รศ. แล้วไง ดร. แล้วไง

Monopot wrote:คนชั้นล่าง

[quote=Monopot][quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]
แก้แล้วหนักหัวท่าหนหรือไม่เล่า ท่านไม่ได้คลั่งเจ้าอะไรแล้วท่านเดือดร้อนเรื่องอะไรถึงมาถามอย่างนี้ ท่านจะให้นักวิชาการทุกคนแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วใครจะดูเรื่องชายแดนใต้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา ท่านไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องแก้ไขจัดการด้วยตัวท่านซี่ กฏหมายข้อนี้มันไม่เป็นธรรม เราไม่ต้องการ ก็เท่านั้นเอง เราไม่ต้องการให้บ้านเมืองของเรามีกฏหมายอันสับดน ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้อยู่ มันชี้ให้เห็นว่าชาวไทยน่ะ โง่กว่าต่างชาติ ท่านชอบหรือ[/quote]

ท่านพูดไม่เพราะเลย...ไหนบอกวิเคราะห์แบบวิชาการไง อย่างนี้มันอคติด้วยนี่ มันไม่หนักหัวอะไรผมหรอก ผมแค่บอกว่า จะแก้ไม่แก้มันก็ไม่ทำให้พวกผมรู้สึกมีสิทธิมากขึ้นหรือลดลง เพราะผมไม่ไปหมิ่นประมาทใครอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ้า จะคนธรรมดาด้วยกัน ท่านพูดอย่างกับว่าใครไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วมันจะโง่ งมงาย ต่ำต้อยกว่าเสียอย่างนั้น...มันประชาธิปไตยตรงไหนกัน

คนชั้นล่าง wrote:Monopot

[quote=คนชั้นล่าง][quote=Monopot][quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]
แก้แล้วหนักหัวท่าหนหรือไม่เล่า ท่านไม่ได้คลั่งเจ้าอะไรแล้วท่านเดือดร้อนเรื่องอะไรถึงมาถามอย่างนี้ ท่านจะให้นักวิชาการทุกคนแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วใครจะดูเรื่องชายแดนใต้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา ท่านไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องแก้ไขจัดการด้วยตัวท่านซี่ กฏหมายข้อนี้มันไม่เป็นธรรม เราไม่ต้องการ ก็เท่านั้นเอง เราไม่ต้องการให้บ้านเมืองของเรามีกฏหมายอันสับดน ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้อยู่ มันชี้ให้เห็นว่าชาวไทยน่ะ โง่กว่าต่างชาติ ท่านชอบหรือ[/quote]

ท่านพูดไม่เพราะเลย...ไหนบอกวิเคราะห์แบบวิชาการไง อย่างนี้มันอคติด้วยนี่ มันไม่หนักหัวอะไรผมหรอก ผมแค่บอกว่า จะแก้ไม่แก้มันก็ไม่ทำให้พวกผมรู้สึกมีสิทธิมากขึ้นหรือลดลง เพราะผมไม่ไปหมิ่นประมาทใครอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ้า จะคนธรรมดาด้วยกัน ท่านพูดอย่างกับว่าใครไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วมันจะโง่ งมงาย ต่ำต้อยกว่าเสียอย่างนั้น...มันประชาธิปไตยตรงไหนกัน[/quote]
ท่านเสนอแนวความคิดในแนวคัดค้าน ท่านต้องบอกด้วยว่า การกระทำที่ท่านคัดค้านนี้ มันให้โทษอย่างไร กับตัวท่าน กับสังคม ไม่ใช่บอกแค่ว่ามันไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์สำหรับท่าน เพราะสำหรับผม สำหรับบางคน กฏหมายยนี้ไม่เป็นธรรม หมิ่นแล้วติดคุกยาว ยังงี้ โขมยแล้วให้ประหารเลยมั้ย เราไม่โขมยของอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อน ท่านว่าไง

อีกอย่าง ผมไม่วิชาการ คนเขียนบทความอาจวิชาการ แต่ผมไม่วิชาการ ไม่มีใครเรียกร้องให้วิชาการ แต่เรียกร้องเหตุผล เรียกร้องความรู้สึก เรียกร้องหัวใจและสามัญสำนึก ครับ

monopot wrote:คนชั้นล่าง

[quote=monopot][quote=คนชั้นล่าง][quote=Monopot][quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]
แก้แล้วหนักหัวท่าหนหรือไม่เล่า ท่านไม่ได้คลั่งเจ้าอะไรแล้วท่านเดือดร้อนเรื่องอะไรถึงมาถามอย่างนี้ ท่านจะให้นักวิชาการทุกคนแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วใครจะดูเรื่องชายแดนใต้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา ท่านไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องแก้ไขจัดการด้วยตัวท่านซี่ กฏหมายข้อนี้มันไม่เป็นธรรม เราไม่ต้องการ ก็เท่านั้นเอง เราไม่ต้องการให้บ้านเมืองของเรามีกฏหมายอันสับดน ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้อยู่ มันชี้ให้เห็นว่าชาวไทยน่ะ โง่กว่าต่างชาติ ท่านชอบหรือ[/quote]

ท่านพูดไม่เพราะเลย...ไหนบอกวิเคราะห์แบบวิชาการไง อย่างนี้มันอคติด้วยนี่ มันไม่หนักหัวอะไรผมหรอก ผมแค่บอกว่า จะแก้ไม่แก้มันก็ไม่ทำให้พวกผมรู้สึกมีสิทธิมากขึ้นหรือลดลง เพราะผมไม่ไปหมิ่นประมาทใครอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ้า จะคนธรรมดาด้วยกัน ท่านพูดอย่างกับว่าใครไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วมันจะโง่ งมงาย ต่ำต้อยกว่าเสียอย่างนั้น...มันประชาธิปไตยตรงไหนกัน[/quote]
ท่านเสนอแนวความคิดในแนวคัดค้าน ท่านต้องบอกด้วยว่า การกระทำที่ท่านคัดค้านนี้ มันให้โทษอย่างไร กับตัวท่าน กับสังคม ไม่ใช่บอกแค่ว่ามันไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์สำหรับท่าน เพราะสำหรับผม สำหรับบางคน กฏหมายยนี้ไม่เป็นธรรม หมิ่นแล้วติดคุกยาว ยังงี้ โขมยแล้วให้ประหารเลยมั้ย เราไม่โขมยของอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อน ท่านว่าไง

อีกอย่าง ผมไม่วิชาการ คนเขียนบทความอาจวิชาการ แต่ผมไม่วิชาการ ไม่มีใครเรียกร้องให้วิชาการ แต่เรียกร้องเหตุผล เรียกร้องความรู้สึก เรียกร้องหัวใจและสามัญสำนึก ครับ[/quote]

โอเค ผมเข้าใจจุดหมายของท่าน...ทีนี้ถ้าจะพูดถึงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ผมก็เห็นว่ามีอีกมากที่สมควรจะแก้หรือยกเลิก เอาล่ะ ตัดประเด็นที่ว่า ก็แล้วทำไมผมไม่ไปเรียกร้องแก้ไขในเรื่องเหล่านั้นเองเล่า ก็แหงล่ะผู้ได้ประโยชน์ในช่องว่างหรือทางตรงของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆเหล่านั้นล้วนเป็นพวกผู้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมทั้งสิ้น...ทีนี้ในประเด็น ม.112 นี้ จะแก้ไม่แก้ ผมก็ยืนยันว่ามันไม่มีผลประโยชน์ต่อผมหรือพ่อแม่พี่น้องของผมจริงๆ หรือ อย่างน้อยก็ไม่เคยเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากกฎหมายข้อนี้เลย เอาแค่ว่าถ้าจะถามพ่อแม่พี่น้องชาวอีสานบ้านผมว่ามีใครอยากจะใช้สิทธิ์ใน ม.112 นี้มั้ย เชื่อว่ากว่าร้อยละ 99 ก็คงจะปฏิเสธ ...ขณะเดียวกันถ้าหากจะมีผู้นำขบวนเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขกฎหมายใดๆก็ตามให้พวกผมได้มีที่อยู่ที่ยืนมากขึ้น กำจัดพวกข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง พวกบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ผมคิดว่าคงมีคนเห็นด้วยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์...ประเด็นคือ เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ย่อมมีผู้สูญเสียประโยชน์ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ต่อกรณีนี้ ผู้ได้และเสียประโยชน์คือนักการเมือง นักวิชาการผู้ที่นำเสนอประเด็นในทางการเมือง อำมาตย์ เพียงแต่ว่าเล่นอยู่คนละฝ่ายเท่านั้น...ทีนี้ก็จะเห็นว่า ประเด็นร้อนแรงอย่าง ม.112 ขณะนี้ ถ้าคุณอยากจะให้ผมบอกว่าโทษของมันคืออะไร นอกจากจะตะเบ็งคัดค้านและไม่เห็นมีประโยชน์อย่างเดียว...แน่นอนในสถานการณ์บ้านเมืองเราในปัจจุบัน ผู้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมมักจะลากพวกกระผม พ่อแม่พี่น้องของผม (มวลชน) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสมอ บาดเจ็บล้มตายก็มาก ผมไม่เคยเห็นผู้นำม็อบเป็นอะไรเลยสักครั้งเดียว อย่างมากก็ผลัดเปลี่ยนกันได้อำนาจ-สูญเสียอำนาจ ได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ ดังนั้นด้วยข้อเรียกร้องเรื่อง ม.112 นี้ผมเห็นว่ามันจะนำไปสู่สถานการณ์นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายพวกผมก็อกหักทั้งปีทั้งชาติ...สรุปประโยชน์คือ นักการเมืองจะได้ไม่นำไปเป็นข้ออ้างต่อสู้กันทางการเมือง นักคิด นักวิชาการสามารถวิจารณ์เจ้าได้ในเรื่องที่จริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พวกอำมาตย์จะได้ไม่นำเจ้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม(ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกมีที่อยู่ที่ยืนในทางสังคม) นอกจากนี้ตาสียายสาบ้านผมก็คงนึกอยากวิจารณ์เจ้าได้บ้าง(ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร) ส่วนผลเสีย ก็อย่างที่บอกทั้งมวลชน และมวลจัดตั้งฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่ยอมง่ายๆ อาจเกิดกลียุค (ผมอาจกลัวไปเอง ตามประสาพวกขี้กลัว ผิดหวัง อกหักซ้ำซาก หรืออาจจะโง่ งมงายอย่างที่คุณบอก)
ปล. อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ผมก็ยังรู้สึกดีกว่าพวกฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งโดยไม่มีความผิด...จริงๆ

คนชั้นล่าง wrote:monopot

[quote=คนชั้นล่าง][quote=monopot][quote=คนชั้นล่าง][quote=Monopot][quote=คนชั้นล่าง]ผมก็ไม่เข้าใจว่า...พวกผมไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนตรงไหน พวกผมก็ดำเนินชีวิตตามปกติ...ถ้าจะแก้กฎหมาย ผมว่ามีอย่างอื่นอีกมากรอให้แก้ รอให้พวกนักวิชาการอย่างท่านๆระดมความคิดเห็นกันอยู่...ผมไม่เข้าใจว่ามันจะเพิ่มหรือลดความเป็นประชาธิปไตยตรงไหน...ถ้าจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำจริงๆ แก้หรือไม่แก้ ม.112 คนอย่างพวกผม พ่อแม่พี่น้องผมก็คงไม่มีทางเงยตาอ้าปาก มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมได้หรอก...พวกนักวิชาการอย่างท่านๆพูดอะไรมันก็อ้างหลักวิชาการ แล้วพวกกระผมจะรู้อะไรกับท่านมั้ยล่ะ ไม่ใช่โง่ แต่มันเรียนรู้คนละอย่าง ดำเนินชีวิตคนละแบบ ประสบการณ์คนละแนวทาง...แล้วจะมาว่าพวกผมทำไม ถ้าท่านอ้างแนวคิดอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ก็คงต้องยอมรับความคิดเห็นของคนที่เขาไม่เห็นด้วยมั่งสิ...ผมไม่ได้คลั่งลัทธิเจ้าอะไรตามที่ท่านว่าหรอก พวกท่านสิ อย่าคลั่งตำราวิชาการให้มากนัก ยึดถือตำราแบบฝรั่ง ผมเห็นว่าตำรา แนวคิดในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องทางสังคมมันเอามาวัดแบบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันจับต้องไม่ได้ ต้องประมวลจากประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ[/quote]
แก้แล้วหนักหัวท่าหนหรือไม่เล่า ท่านไม่ได้คลั่งเจ้าอะไรแล้วท่านเดือดร้อนเรื่องอะไรถึงมาถามอย่างนี้ ท่านจะให้นักวิชาการทุกคนแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วใครจะดูเรื่องชายแดนใต้ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา ท่านไม่พอใจอะไรก็เรียกร้องแก้ไขจัดการด้วยตัวท่านซี่ กฏหมายข้อนี้มันไม่เป็นธรรม เราไม่ต้องการ ก็เท่านั้นเอง เราไม่ต้องการให้บ้านเมืองของเรามีกฏหมายอันสับดน ป่าเถื่อนเยี่ยงนี้อยู่ มันชี้ให้เห็นว่าชาวไทยน่ะ โง่กว่าต่างชาติ ท่านชอบหรือ[/quote]

ท่านพูดไม่เพราะเลย...ไหนบอกวิเคราะห์แบบวิชาการไง อย่างนี้มันอคติด้วยนี่ มันไม่หนักหัวอะไรผมหรอก ผมแค่บอกว่า จะแก้ไม่แก้มันก็ไม่ทำให้พวกผมรู้สึกมีสิทธิมากขึ้นหรือลดลง เพราะผมไม่ไปหมิ่นประมาทใครอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเจ้า จะคนธรรมดาด้วยกัน ท่านพูดอย่างกับว่าใครไม่เห็นด้วยกับท่านแล้วมันจะโง่ งมงาย ต่ำต้อยกว่าเสียอย่างนั้น...มันประชาธิปไตยตรงไหนกัน[/quote]
ท่านเสนอแนวความคิดในแนวคัดค้าน ท่านต้องบอกด้วยว่า การกระทำที่ท่านคัดค้านนี้ มันให้โทษอย่างไร กับตัวท่าน กับสังคม ไม่ใช่บอกแค่ว่ามันไม่มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์สำหรับท่าน เพราะสำหรับผม สำหรับบางคน กฏหมายยนี้ไม่เป็นธรรม หมิ่นแล้วติดคุกยาว ยังงี้ โขมยแล้วให้ประหารเลยมั้ย เราไม่โขมยของอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อน ท่านว่าไง

อีกอย่าง ผมไม่วิชาการ คนเขียนบทความอาจวิชาการ แต่ผมไม่วิชาการ ไม่มีใครเรียกร้องให้วิชาการ แต่เรียกร้องเหตุผล เรียกร้องความรู้สึก เรียกร้องหัวใจและสามัญสำนึก ครับ[/quote]

โอเค ผมเข้าใจจุดหมายของท่าน...ทีนี้ถ้าจะพูดถึงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ผมก็เห็นว่ามีอีกมากที่สมควรจะแก้หรือยกเลิก เอาล่ะ ตัดประเด็นที่ว่า ก็แล้วทำไมผมไม่ไปเรียกร้องแก้ไขในเรื่องเหล่านั้นเองเล่า ก็แหงล่ะผู้ได้ประโยชน์ในช่องว่างหรือทางตรงของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆเหล่านั้นล้วนเป็นพวกผู้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมทั้งสิ้น...ทีนี้ในประเด็น ม.112 นี้ จะแก้ไม่แก้ ผมก็ยืนยันว่ามันไม่มีผลประโยชน์ต่อผมหรือพ่อแม่พี่น้องของผมจริงๆ หรือ อย่างน้อยก็ไม่เคยเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์จากกฎหมายข้อนี้เลย เอาแค่ว่าถ้าจะถามพ่อแม่พี่น้องชาวอีสานบ้านผมว่ามีใครอยากจะใช้สิทธิ์ใน ม.112 นี้มั้ย เชื่อว่ากว่าร้อยละ 99 ก็คงจะปฏิเสธ ...ขณะเดียวกันถ้าหากจะมีผู้นำขบวนเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขกฎหมายใดๆก็ตามให้พวกผมได้มีที่อยู่ที่ยืนมากขึ้น กำจัดพวกข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง พวกบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ผมคิดว่าคงมีคนเห็นด้วยเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์...ประเด็นคือ เมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ย่อมมีผู้สูญเสียประโยชน์ในกฎหมายฉบับเดียวกัน ต่อกรณีนี้ ผู้ได้และเสียประโยชน์คือนักการเมือง นักวิชาการผู้ที่นำเสนอประเด็นในทางการเมือง อำมาตย์ เพียงแต่ว่าเล่นอยู่คนละฝ่ายเท่านั้น...ทีนี้ก็จะเห็นว่า ประเด็นร้อนแรงอย่าง ม.112 ขณะนี้ ถ้าคุณอยากจะให้ผมบอกว่าโทษของมันคืออะไร นอกจากจะตะเบ็งคัดค้านและไม่เห็นมีประโยชน์อย่างเดียว...แน่นอนในสถานการณ์บ้านเมืองเราในปัจจุบัน ผู้มีที่อยู่ที่ยืนในสังคมมักจะลากพวกกระผม พ่อแม่พี่น้องของผม (มวลชน) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสมอ บาดเจ็บล้มตายก็มาก ผมไม่เคยเห็นผู้นำม็อบเป็นอะไรเลยสักครั้งเดียว อย่างมากก็ผลัดเปลี่ยนกันได้อำนาจ-สูญเสียอำนาจ ได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ ดังนั้นด้วยข้อเรียกร้องเรื่อง ม.112 นี้ผมเห็นว่ามันจะนำไปสู่สถานการณ์นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายพวกผมก็อกหักทั้งปีทั้งชาติ...สรุปประโยชน์คือ นักการเมืองจะได้ไม่นำไปเป็นข้ออ้างต่อสู้กันทางการเมือง นักคิด นักวิชาการสามารถวิจารณ์เจ้าได้ในเรื่องที่จริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พวกอำมาตย์จะได้ไม่นำเจ้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม(ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกมีที่อยู่ที่ยืนในทางสังคม) นอกจากนี้ตาสียายสาบ้านผมก็คงนึกอยากวิจารณ์เจ้าได้บ้าง(ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร) ส่วนผลเสีย ก็อย่างที่บอกทั้งมวลชน และมวลจัดตั้งฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่ยอมง่ายๆ อาจเกิดกลียุค (ผมอาจกลัวไปเอง ตามประสาพวกขี้กลัว ผิดหวัง อกหักซ้ำซาก หรืออาจจะโง่ งมงายอย่างที่คุณบอก)
ปล. อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ผมก็ยังรู้สึกดีกว่าพวกฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งโดยไม่มีความผิด...จริงๆ[/quote]
โอเคครับ เข้าใจแล้ว โดยรวมค่อนข้างเห็นด้วยครับ

พยายามเสนอโทษของกฏหมายนี้ให้ละเอียดนะครับ

1.กฏหมายนี้ไม่เป็นธรรม ให้ยกตัวอย่างคดีอากงครับ เนื่องจากโทษขั้นต่ำ 3 ปี ส่ง 5 ข้อความ จึงตัดสินอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก 15 ปี หนักกว่าฆ่าคน วันดีคืนดีลูกหลานคุณเล่นเนต อากจะโพสต์
ข้อความอะไรบางอย่าง ที่ แค่หมิ่นเหม่ และมีคนเอาไปแจ้งความ และศาลที่รักสถาบันเหลือเกิน ก็วินิฉัยว่าผิด ก็ ข้อความละสามปีครับ

2.สิทธิมนุษย์ชน กษัตริย์ก็คน และการวิพากย์วิจารย์อาจเลยเถิดไปได้ หากใช้อารมย์ ทำไมต้องปกป้องสถาบันด้วยโทษที่รุนแรงขนาดนี้ เราก็คนนะครับ ทำไมครับ 3ปี 20ปี ไม่ถูกครับ

3.ใช้ข่มขู่ใส่ร้ายกันทางการเมือง เนื่องจากโทษมันหนักนี่เอง สมมุติว่ามีนักการเมืองที่ไม่ได้ดีอะไรนักหนา แต่คุณก็ชอบเขา เลือกเขา เขาพูดอะไรที่หมิ่นเหม่บนเวทีเสื้อแดง โดนไงครับ 3ปี 20ปี

4.สร้างบันทัดฐาน สร้างบันทัดฐานว่านี่เป็นโทษร้ายแรง เนื่องจากโทษหนัก แสดงว่าเป็นการทำชั่ว สมควรถูกประณาม หยามเหยียด โดยสังคม สามารถนำมาใส่ร้ายป้ายสีกันได้

5.สร้างความหวาดกลัว คดีอากงอีกนั่นเอง ที่ไมสามารถพิสูจน์ได้ว่า อากงเป็นคนส่งข้อความ ก็จำคุกเสียแล้ว อาจเนื่องมาจากบันทัดฐาน้างต้นที่ทำให้ศาลเอนเอียง ผู้เชี่ยวชาญด้านอีมี่โค้ดคนไหนก็ไม่กล้ามาให้ปากคำช่วยอากง และที่ผมพิมพ์อยู่นี่ วันดีคืนดีโดนขึ้นมา แย่นะครับ ผมยังกลัวๆเลย พูดว่า กษัตริย์เป็นคนธรรมดา อาจจะโดนก็ได้ มันทำให้การแสดงความเห็นในเชิงเหตุผลต่างๆยากขึ้น ไม่กล้าอธิบาย ไม่กล้าสร้างสรรค์

อธิบายได้แค่นี้ครับ

ส่วนเรื่องมวนชน มีแกนนำเสื้อแดงหลายคนเอา หลายคนไม่เอาครับ เท่าที่ผมทราบ แต่รู้สึก ครก.112 ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่กับขบวนการเสื้อแดง และน่าจะเป็นการเรียกร้องที่แยกกัน จะมีแต่สื่อ หรือความคิดของบางคนที่คิดว่า มันตัวเดียวกันครับ จะเสื้อสีไหนก็มีสิทธิ์ลงชื่อสนับสนุน การแก้ไข ม. 112 ได้ครับ ไม่มีการบังคับ

monopot wrote: โอเคครับ

[quote=monopot]
โอเคครับ เข้าใจแล้ว โดยรวมค่อนข้างเห็นด้วยครับ

พยายามเสนอโทษของกฏหมายนี้ให้ละเอียดนะครับ

1.กฏหมายนี้ไม่เป็นธรรม ให้ยกตัวอย่างคดีอากงครับ เนื่องจากโทษขั้นต่ำ 3 ปี ส่ง 5 ข้อความ จึงตัดสินอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก 15 ปี หนักกว่าฆ่าคน วันดีคืนดีลูกหลานคุณเล่นเนต อากจะโพสต์
ข้อความอะไรบางอย่าง ที่ แค่หมิ่นเหม่ และมีคนเอาไปแจ้งความ และศาลที่รักสถาบันเหลือเกิน ก็วินิฉัยว่าผิด ก็ ข้อความละสามปีครับ

2.สิทธิมนุษย์ชน กษัตริย์ก็คน และการวิพากย์วิจารย์อาจเลยเถิดไปได้ หากใช้อารมย์ ทำไมต้องปกป้องสถาบันด้วยโทษที่รุนแรงขนาดนี้ เราก็คนนะครับ ทำไมครับ 3ปี 20ปี ไม่ถูกครับ

3.ใช้ข่มขู่ใส่ร้ายกันทางการเมือง เนื่องจากโทษมันหนักนี่เอง สมมุติว่ามีนักการเมืองที่ไม่ได้ดีอะไรนักหนา แต่คุณก็ชอบเขา เลือกเขา เขาพูดอะไรที่หมิ่นเหม่บนเวทีเสื้อแดง โดนไงครับ 3ปี 20ปี

4.สร้างบันทัดฐาน สร้างบันทัดฐานว่านี่เป็นโทษร้ายแรง เนื่องจากโทษหนัก แสดงว่าเป็นการทำชั่ว สมควรถูกประณาม หยามเหยียด โดยสังคม สามารถนำมาใส่ร้ายป้ายสีกันได้

5.สร้างความหวาดกลัว คดีอากงอีกนั่นเอง ที่ไมสามารถพิสูจน์ได้ว่า อากงเป็นคนส่งข้อความ ก็จำคุกเสียแล้ว อาจเนื่องมาจากบันทัดฐาน้างต้นที่ทำให้ศาลเอนเอียง ผู้เชี่ยวชาญด้านอีมี่โค้ดคนไหนก็ไม่กล้ามาให้ปากคำช่วยอากง และที่ผมพิมพ์อยู่นี่ วันดีคืนดีโดนขึ้นมา แย่นะครับ ผมยังกลัวๆเลย พูดว่า กษัตริย์เป็นคนธรรมดา อาจจะโดนก็ได้ มันทำให้การแสดงความเห็นในเชิงเหตุผลต่างๆยากขึ้น ไม่กล้าอธิบาย ไม่กล้าสร้างสรรค์

อธิบายได้แค่นี้ครับ

ส่วนเรื่องมวนชน มีแกนนำเสื้อแดงหลายคนเอา หลายคนไม่เอาครับ เท่าที่ผมทราบ แต่รู้สึก ครก.112 ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่กับขบวนการเสื้อแดง และน่าจะเป็นการเรียกร้องที่แยกกัน จะมีแต่สื่อ หรือความคิดของบางคนที่คิดว่า มันตัวเดียวกันครับ จะเสื้อสีไหนก็มีสิทธิ์ลงชื่อสนับสนุน การแก้ไข ม. 112 ได้ครับ ไม่มีการบังคับ[/quote]

ผมได้อ่านแล้วก็มีข้อสงสัยอยู่เยอะ... เช่น ส่ง 5 ครั้ง ครั้งละกระทง ไม่รับสารภาพและไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ ก็โดนไปกระทงละ 3 ปี รวมกันก็ 15 ปี... ฆ่าคนตาย ก็ต้องลองดูว่าถ้าหากเป็นพวกฆาตกรต่อเนื่อง 5 คน จะโดนโทษขนาดไหน ขนาดพวกท่านว่าโทษแรง ยังกล้าเล่นแบบสุ่มเสี่ยง โทษเบาก็คงไม่ต้องพูดถึง

สิทธิมนุษยชน... อันนี้ผมเห็นว่าสถานะไม่เหมือนกัน ผมคงยอมรับไม่ได้หากเราจะเทิดทูนใครก็ไม่รู้แต่ให้เทียบเท่ากับประมุขของประเทศ ไม่ว่าในระบอบประชาธิปไตย คอมมิวนิตส์ หรือ เผด็จการ ในประเทศไหนก็ตามแต่เขาทำกัน เขาก็ต้องมีการปกป้องประมุขของประเทศเขาทั้งนั้น ในอเมริกา ต่อให้เป็นแอฟริกันอเมริกัน เหมือนกัน เขาก็ไม่ยอมให้ได้สิทธิ์เท่ากับ โอบามา หรอกครับ ผมว่าถ้าเราอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงซักนิด ข้อนี้ขอเถิด... ไม่มีชาติใดในโลกเขาทำกันไม่ว่าจะล้าหลังชนเผ่าในแอฟริกา หรือเจริญก้าวหน้าระดับโลกอย่างอเมริกา ผมเข้าใจว่าทุกคนก็มนุษย์เหมือนกัน แต่สถานะไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ในบริษัทผมก็มีเจ้านาย ลูกน้อง คุณอาจจะเคยได้ยินที่ฝรั่งเคยเขียนเรื่องตลกไว้ว่า "กฏข้อแรก เจ้านายไม่ผิด กฏข้อที่สอง หากเจ้านายผิดให้ไปดูกฏข้อแรก" มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของมนุษย์ที่เริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวและบริษัท

ข่มขู่ใส่ร้ายทางการเมือง... ก็แล้วทำไมต้องทำมาพูดหมิ่นเหม่ นโยบายพูดไปสิ ทำอะไรเพื่อประชาชนก็พูดไป ทุกวันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่านักการเมือง (โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง) ทำไมต้องชอบจังพูดหมิ่นเหม่ให้ตัวเองซวย พอเสร็จแล้วก็หาทางเลี่ยงบาลี หาช่องทางกฎหมายเอาตัวรอด

สร้างบรรทัดฐาน... เราควรจะเริ่มสร้างบรรทัดฐานกันใหม่ ศีลเกี่ยวกับการพูดจาช่วยๆ กันนิด ไม่ว่าจะเป็นการไม่มุสา พูดจาส่อเสียด ชาวพุทธกันแท้ๆ แต่ก็พยายามเหลือเกินไอ้เรื่องที่จะละเมิดศีลเนี่ยะ อีกหน่อยโลกเราจะเป็นอย่างไร... ดีๆ ไม่รู้จักหัดจักสอนกัน เรื่องที่ไม่ค่อยดีชอบนัก อ้อ... ส่วนพวกที่ชอบแย้งว่าโน่นว่านี่... เรื่องพวกบาป บุญเนี่ยะ กระทำดีก็เป็นบุญ กระทำไม่ดีก็เป็นบาป มากน้อยก็ว่ากันไป ประเภทที่บอกว่านี่สีเทา นี่คนอื่นทำกัน มันก็ไม่สามารถทำให้แก้ไขบาปเป็นบุญได้หรอกครับ

สร้างความหวาดกลัว... ผมว่าคดีอากงเนี่ยะ ประเด็นคือคนฟ้องก็มีหลักฐานซึ่งกันก็ค่อนข้างฟังขึ้น แต่จำเลยสิ... ไม่สามารถแก้ต่างได้... พวกที่เรียกร้องกันเหลือเกินในคดีนี้ เก่งกันบนเว็บ บนสื่อ เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่เห็นมีใครจะช่วย ได้แต่นิ่งดูดายทำตาปริบๆ แล้วก็หาว่าศาลเอียง... ผมอ่านในเว็บนี้ก็เห็นหลายคนพูดเกี่ยวกับเทคนิคเป็นฉากๆๆๆ แล้วมีคนไหนบ้างที่คิดจะช่วยเหลืออย่างจริงจัง อากงผิดจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่มันก็อาจจะใกล้เคียงผู้ต้องหาแก้ต่างว่าโดนยัดยาทรมาณให้รับสารภาพ แต่ไม่มีหลักฐานหรือพยานที่จะช่วยได้ แล้วจะให้ศาลบอกว่าอย่างไร หากวันใดพิสูจน์ได้ก็ต้องช่วยเหลือกันเต็มที่

พวกคุณบอกปาวปาวปาวเรียกร้องให้ปล่อยอากง พวกคุณจำนวนหนึ่งยังไม่กลัวอะไรเลย แม้กระทั่งการวิพากย์วิจารณ์ศาล หรือการเขียนที่เกือบจะดูหมิ่นศาล ซึ่งมีโอกาสติดคุกได้ง่ายมาก หรือบางท่านถึงกับโดนข้อหาอนาจารย์ได้ด้วย แล้วพวกคุณกลับมาอ้างว่ากลัวติดคุกเพราะไปช่วยจำเลย ผมว่ามันก็ตลกอยู่นะครับ

เพื่ออะไร wrote:monopot

[quote=เพื่ออะไร][quote=monopot]
โอเคครับ เข้าใจแล้ว โดยรวมค่อนข้างเห็นด้วยครับ

พยายามเสนอโทษของกฏหมายนี้ให้ละเอียดนะครับ

1.กฏหมายนี้ไม่เป็นธรรม ให้ยกตัวอย่างคดีอากงครับ เนื่องจากโทษขั้นต่ำ 3 ปี ส่ง 5 ข้อความ จึงตัดสินอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก 15 ปี หนักกว่าฆ่าคน วันดีคืนดีลูกหลานคุณเล่นเนต อากจะโพสต์
ข้อความอะไรบางอย่าง ที่ แค่หมิ่นเหม่ และมีคนเอาไปแจ้งความ และศาลที่รักสถาบันเหลือเกิน ก็วินิฉัยว่าผิด ก็ ข้อความละสามปีครับ

2.สิทธิมนุษย์ชน กษัตริย์ก็คน และการวิพากย์วิจารย์อาจเลยเถิดไปได้ หากใช้อารมย์ ทำไมต้องปกป้องสถาบันด้วยโทษที่รุนแรงขนาดนี้ เราก็คนนะครับ ทำไมครับ 3ปี 20ปี ไม่ถูกครับ

3.ใช้ข่มขู่ใส่ร้ายกันทางการเมือง เนื่องจากโทษมันหนักนี่เอง สมมุติว่ามีนักการเมืองที่ไม่ได้ดีอะไรนักหนา แต่คุณก็ชอบเขา เลือกเขา เขาพูดอะไรที่หมิ่นเหม่บนเวทีเสื้อแดง โดนไงครับ 3ปี 20ปี

4.สร้างบันทัดฐาน สร้างบันทัดฐานว่านี่เป็นโทษร้ายแรง เนื่องจากโทษหนัก แสดงว่าเป็นการทำชั่ว สมควรถูกประณาม หยามเหยียด โดยสังคม สามารถนำมาใส่ร้ายป้ายสีกันได้

5.สร้างความหวาดกลัว คดีอากงอีกนั่นเอง ที่ไมสามารถพิสูจน์ได้ว่า อากงเป็นคนส่งข้อความ ก็จำคุกเสียแล้ว อาจเนื่องมาจากบันทัดฐาน้างต้นที่ทำให้ศาลเอนเอียง ผู้เชี่ยวชาญด้านอีมี่โค้ดคนไหนก็ไม่กล้ามาให้ปากคำช่วยอากง และที่ผมพิมพ์อยู่นี่ วันดีคืนดีโดนขึ้นมา แย่นะครับ ผมยังกลัวๆเลย พูดว่า กษัตริย์เป็นคนธรรมดา อาจจะโดนก็ได้ มันทำให้การแสดงความเห็นในเชิงเหตุผลต่างๆยากขึ้น ไม่กล้าอธิบาย ไม่กล้าสร้างสรรค์

อธิบายได้แค่นี้ครับ

ส่วนเรื่องมวนชน มีแกนนำเสื้อแดงหลายคนเอา หลายคนไม่เอาครับ เท่าที่ผมทราบ แต่รู้สึก ครก.112 ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่กับขบวนการเสื้อแดง และน่าจะเป็นการเรียกร้องที่แยกกัน จะมีแต่สื่อ หรือความคิดของบางคนที่คิดว่า มันตัวเดียวกันครับ จะเสื้อสีไหนก็มีสิทธิ์ลงชื่อสนับสนุน การแก้ไข ม. 112 ได้ครับ ไม่มีการบังคับ[/quote]

ผมได้อ่านแล้วก็มีข้อสงสัยอยู่เยอะ... เช่น ส่ง 5 ครั้ง ครั้งละกระทง ไม่รับสารภาพและไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ ก็โดนไปกระทงละ 3 ปี รวมกันก็ 15 ปี... ฆ่าคนตาย ก็ต้องลองดูว่าถ้าหากเป็นพวกฆาตกรต่อเนื่อง 5 คน จะโดนโทษขนาดไหน ขนาดพวกท่านว่าโทษแรง ยังกล้าเล่นแบบสุ่มเสี่ยง โทษเบาก็คงไม่ต้องพูดถึง

สิทธิมนุษยชน... อันนี้ผมเห็นว่าสถานะไม่เหมือนกัน ผมคงยอมรับไม่ได้หากเราจะเทิดทูนใครก็ไม่รู้แต่ให้เทียบเท่ากับประมุขของประเทศ ไม่ว่าในระบอบประชาธิปไตย คอมมิวนิตส์ หรือ เผด็จการ ในประเทศไหนก็ตามแต่เขาทำกัน เขาก็ต้องมีการปกป้องประมุขของประเทศเขาทั้งนั้น ในอเมริกา ต่อให้เป็นแอฟริกันอเมริกัน เหมือนกัน เขาก็ไม่ยอมให้ได้สิทธิ์เท่ากับ โอบามา หรอกครับ ผมว่าถ้าเราอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงซักนิด ข้อนี้ขอเถิด... ไม่มีชาติใดในโลกเขาทำกันไม่ว่าจะล้าหลังชนเผ่าในแอฟริกา หรือเจริญก้าวหน้าระดับโลกอย่างอเมริกา ผมเข้าใจว่าทุกคนก็มนุษย์เหมือนกัน แต่สถานะไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้ในบริษัทผมก็มีเจ้านาย ลูกน้อง คุณอาจจะเคยได้ยินที่ฝรั่งเคยเขียนเรื่องตลกไว้ว่า "กฏข้อแรก เจ้านายไม่ผิด กฏข้อที่สอง หากเจ้านายผิดให้ไปดูกฏข้อแรก" มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมของมนุษย์ที่เริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวและบริษัท

ข่มขู่ใส่ร้ายทางการเมือง... ก็แล้วทำไมต้องทำมาพูดหมิ่นเหม่ นโยบายพูดไปสิ ทำอะไรเพื่อประชาชนก็พูดไป ทุกวันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่านักการเมือง (โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง) ทำไมต้องชอบจังพูดหมิ่นเหม่ให้ตัวเองซวย พอเสร็จแล้วก็หาทางเลี่ยงบาลี หาช่องทางกฎหมายเอาตัวรอด

สร้างบรรทัดฐาน... เราควรจะเริ่มสร้างบรรทัดฐานกันใหม่ ศีลเกี่ยวกับการพูดจาช่วยๆ กันนิด ไม่ว่าจะเป็นการไม่มุสา พูดจาส่อเสียด ชาวพุทธกันแท้ๆ แต่ก็พยายามเหลือเกินไอ้เรื่องที่จะละเมิดศีลเนี่ยะ อีกหน่อยโลกเราจะเป็นอย่างไร... ดีๆ ไม่รู้จักหัดจักสอนกัน เรื่องที่ไม่ค่อยดีชอบนัก อ้อ... ส่วนพวกที่ชอบแย้งว่าโน่นว่านี่... เรื่องพวกบาป บุญเนี่ยะ กระทำดีก็เป็นบุญ กระทำไม่ดีก็เป็นบาป มากน้อยก็ว่ากันไป ประเภทที่บอกว่านี่สีเทา นี่คนอื่นทำกัน มันก็ไม่สามารถทำให้แก้ไขบาปเป็นบุญได้หรอกครับ

สร้างความหวาดกลัว... ผมว่าคดีอากงเนี่ยะ ประเด็นคือคนฟ้องก็มีหลักฐานซึ่งกันก็ค่อนข้างฟังขึ้น แต่จำเลยสิ... ไม่สามารถแก้ต่างได้... พวกที่เรียกร้องกันเหลือเกินในคดีนี้ เก่งกันบนเว็บ บนสื่อ เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่เห็นมีใครจะช่วย ได้แต่นิ่งดูดายทำตาปริบๆ แล้วก็หาว่าศาลเอียง... ผมอ่านในเว็บนี้ก็เห็นหลายคนพูดเกี่ยวกับเทคนิคเป็นฉากๆๆๆ แล้วมีคนไหนบ้างที่คิดจะช่วยเหลืออย่างจริงจัง อากงผิดจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่มันก็อาจจะใกล้เคียงผู้ต้องหาแก้ต่างว่าโดนยัดยาทรมาณให้รับสารภาพ แต่ไม่มีหลักฐานหรือพยานที่จะช่วยได้ แล้วจะให้ศาลบอกว่าอย่างไร หากวันใดพิสูจน์ได้ก็ต้องช่วยเหลือกันเต็มที่

พวกคุณบอกปาวปาวปาวเรียกร้องให้ปล่อยอากง พวกคุณจำนวนหนึ่งยังไม่กลัวอะไรเลย แม้กระทั่งการวิพากย์วิจารณ์ศาล หรือการเขียนที่เกือบจะดูหมิ่นศาล ซึ่งมีโอกาสติดคุกได้ง่ายมาก หรือบางท่านถึงกับโดนข้อหาอนาจารย์ได้ด้วย แล้วพวกคุณกลับมาอ้างว่ากลัวติดคุกเพราะไปช่วยจำเลย ผมว่ามันก็ตลกอยู่นะครับ[/quote]
-เรื่องเจ้านายกับลูกน้องเป็นความอ่อนแอ การยอมรับสภาพของการถูกกฏขี่โดยนายจ้าง ไม่ใช่อุดมการณ์ความเป็นธรรมที่เราควรเชิดชูไว้ในฐานะกฏหมายที่ประชาชนจะต้องปฏิบัติตามครับ ความคิดหยาบๆอย่างผู้แข็งแกร่งกว่าย่อมอยู่รอด จะเอามาไว้ในกฏหมายได้อย่างไรครับ

-ผมไม่ทราบว่าประเทศอื่นกฏหมายเขาว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าประเทศเราโทษบัญญัติไว้สำหรับปกป้องประมุขของรัฐสูงที่สุดแล้วหรือไม่ หากจะเอาเป็นบรรทัดฐานจากต่างประเทศ ก็ลอกเอาสัดส่วนโษนั้นมาด้วยสิครับ

-ส่งหมิ่น ร้อยข้อความ โทษก็ไม่ควรจะเท่าบฆ่าคนคนเดียวหรอกครับ ยกเว้นจะทำหลังจากพ้นโทษแล้วซ้ำอีกเรื่อยๆ จนรวมโทษแล้วมันมากกว่า พวกฆ่าต่อเนื่องเป็นคนโรคจิตครับ ส่งไปบำบัดรักษา

-ผมผิดที่ไม่พยายามห้ามปรามบางคน เช่น ถีบหัว เพราะไม่สามารถครับ อีกอย่าง ศีล ก็อาจไม่ใช่ศีลธรรมสูงสุดอันจะกล่าวอ้างได้นะครับ หลักการคิดคนเราบางครั้งต่างกัน

-การวิพากย์ศาล ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับความมั่นคง ไม่มีคนเกลียดชังหากจะถูกดำเนินคดี หรือช่วยผู้ต้องหาคดี ผมว่ามัน ชิวกว่ากันเยอะ อีกอย่าง ไม่มีพวกคลั่งศาลมานั่งฟ้อง โทษก็น้อยกว่า ประกันตัวได้แน่นอนด้วย และ ศาลเอง ผมว่าตัดสินเกี่ยวกับคดีดูหมิ่นศาลในแนวแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตได้ตรงกว่าคดีหมิ่น

อธิบายได้แค่นี้ครับ ผมคนบ้านๆ