‘ปรีดี พนมยงค์’ กับการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย

เวลาผมได้ยินใครก็ตามพูดว่า มี “พุทธศาสนาบริสุทธิ์” คือ หลักการของพุทธศาสนาที่ไม่เกี่ยวกับคน ไม่เกี่ยวกับสังคม เช่น กฎธรรมชาติ หรือกฎไตรลักษณ์เป็นต้น ที่ยังไม่ได้ถูกปรับใช้กับชีวิตคน หรือสังคม คำพูดเช่นนี้ชวนให้ถามได้ว่า กฎธรรมชาติเช่นนั้นจะถือว่าเป็นพุทธศาสนาได้อย่างไร เพราะกฎธรรมชาติมีอยู่ก่อนที่พุทธะจะอุบัติขึ้น เมื่อพุทธะอุบัติขึ้นโดยการนำความจริงตามกฎธรรมชาตินั้นมาปรับใช้ดับทุกข์ หรือเกิดการตรัสรู้แล้ว พุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นมิใช่หรือ และพุทธศาสนาก็มีพัฒนาการมาในรูปของการถูกปรับใช้กับชีวิตและสังคมในยุคสมัยต่างๆ มิใช่หรือ ฉะนั้น พุทธศาสนาบริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตคนและสังคม หรือพุทธศาสนาที่ไม่ได้อยู่ในบริบททางสังคม และวัฒนธรรมหนึ่งๆ จึงไม่มีอยู่จริง เมื่อพุทธศาสนาถูกปรับใช้ภายใต้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน พุทธศาสนาในแต่ละสังคมจึงมี “หน้าตา” ต่างกัน กล่าวคือ แม้สาระสำคัญอาจเชื่อถือเหมือนกัน แต่มีจุดเน้นและรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันไปตามบริบท เช่น แม้แต่ในสังคมไทยเอง ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พุทธศาสนาก็เน้นมิติทางสังคมที่ส่งเสริมอำนาจของกษัตริย์ ขณะที่ในยุดประชาธิปไตย พุทธศาสนาก็ถูกนำมาอธิบายในเชิงสนับสนุนอำนาจของราษฎร ดังเราจะเห็นได้ตั้งแต่ประกาศคณะราษฎร์ ฉบับที่ 1 ในการปฏิวัติ 2475 เลยทีเดียว ซึ่งว่ากันว่าร่างโดย ปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎร์ ความตอนหนึ่งว่า ...ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพ พ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า [1] คำว่า “ศรีอาริยะ” ซึ่งเป็นจินตนาการสังคมในอุดมคติของพุทธศาสนา ถูกนำมาอ้างอิงในเชิงสนับสนุนภาวะสังคมที่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตย ที่ราษฎรมีงานทำ มีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพ พ้นจากความเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสของพวกเจ้า นอกจากนี้ปรีดียังเขียนว่า แม้ในการทำบุญ ก็ปรารถนาจะประสบศาสนาพระศรีอาริย์ แม้การสาบานในโรงศาลก็ดี ในการพิธีใดๆ ก็ดี ก็อ้างกันแต่ว่า เมื่อซื่อสัตย์ หรือให้การไปตามความเป็นจริงแล้ว ก็ให้ประสบพบศาสนาพระศรีอาริย์ [2] จะเห็นว่าปรีดีอ้างถึง “ศาสนาพระศรีอาริย์” ไ ม่ใช่หมายถึงโลกพระศรีอาริย์ในอนาคต แต่เป็นโลกพระศรีอาริย์ที่สามารถสร้างขึ้นได้ในปัจจุบัน ด้วยการสร้างระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์และระบบเศรษฐกิจที่เป็นประชาธิปไตย และมีความเป็นธรรม นอกจากปรีดีจะอ้างคติความเชื่อเรื่องโลกพระศรีอาริย์มาสนับสนุนสังคมที่มีสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว ยังอ้างอิงหลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนการสร้างสันติภาพในสังคมด้วย เช่น ที่เขาเขียนว่า ความพยายามที่จะหาทางบรรลุถึงซึ่งสันติภาพ บางครั้งข้าพเจ้าได้ยกพุทธภาษิตที่ข้าพเจ้าเคยบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องพระเจ้าช้างเผือก ที่ข้าพเจ้าเป็นผู้แต่ง ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ.2483 ดังนี้ นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ อันหมายถึงสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี [3] จะเห็นว่า แม้แต่พุทธภาษิตดังกล่าวที่พุทธะใช้แทนลักษณะของ “นิพพาน” แต่ปรีดีก็ตีความประยุกต์ให้ครอบคุลมถึงสันติภาพทางสังคมด้วย นอกจากนี้ในหนังสือเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ปรีดีประยุกต์หลักอนิจจังในคำสอนพุทธศาสนา (ซึ่งพระสงฆ์มักพูดถึงอนิจจังในความหมายของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นหลัก) เข้ากับแนวคิดทางวิทยาสตร์สังคมอธิบายประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองได้อย่างมีพลัง ยิ่งกว่านั้น ปรีดียังอ้างอิงหลักคำสอนของพุทธศาสนา เช่น หลักกอกุศลมูล-กุศลมูล หลักกาลามสูตรและหลักคำสอนอื่นๆ ของพุทธศาสนาเพื่อเป็นหลักคิดในการเผชิญกับสงครามการโฆษณาชวนเชื่อที่ปรากฏทั้งในบทความและบทปาฐกถาหลายชิ้นในยุคสงครามเย็น และช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เป็นต้น และเมื่อย้อนกลับไปสมัยที่ปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนประชาธิปไตย ดังที่เขานิมนต์พระภิกษุที่มีความคิดก้าวหน้าในเวลานั้นมาสนทนาธรรม เช่นที่ ส.ศิวรักษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อท่าน (นายปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ท่านได้อาราธนาภิกขุพุทธทาสไปสนทนาธรรมกันที่ทำเนียบท่าช้างถึง 4 วัน เกือบจะติดๆ กัน วันละประมาณสามชั่วโมง เพื่อหาสาระทางพุทธศาสนามาใช้เป็นแกนในการประยุกต์ประชาธิปไตยของไทยให้เป็นไปในแนวทางของธรรมจักร...[4] หากมองจากบริบททางประวัติศาสตร์ ก็แสดงให้เห็นว่า ปรีดีตระหนักถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่สนับสนุนระอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาอย่างยาวนาน ฉะนั้น เมื่อเปลี่ยนสังคมเป็นระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและอุดมการณ์ทางพุทธศาสนาที่เคยถูกใช้สนับสนุนสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสนับสนุนประชาธิปไตยด้วย แม้แต่ระบบการปกครองคณะสงฆ์เองก็ต้องจัดให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยดัง พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ 2484 เป็นต้น ที่น่าสังเกตคือ วิถีชีวิตส่วนตัวกับวิถีชีวิตเพื่อส่วนรวมของปรีดีดูเหมือนจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแทบจะแยกไม่ออก ฉะนั้น ความเชื่อทางศาสนาที่คนทั่วๆ ไปมักใช้ในมิติส่วนตัวและใช้ในรูปแบบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น “การทำบุญ” ปรีดีกลับนำมาให้ความหมายที่ไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืนทั้งในทางส่วนตัวและทางสังคม เช่น ที่เขาเขียนจดหมายถึงภรรยาช่วงหลังปฏิวัติ 2475 ระหว่างการเก็บตัวหารือเรื่องตั้งรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า ...เพราะก่อนลงมือ (ปฏิวัติ 2475-ผู้เขียน) ได้เคยถามแล้วว่า ถ้าฉันบวชสัก 4 เดือน เธอจะว่าอย่างไร เธอก็ตอบเต็มใจ การที่ทำทั้งนี้ยิ่งกว่าการบวช เราได้กุศล ผลบุญที่ทำให้ชาติย่อมได้สืบต่อไปจนบุตร์หลาน ภรรยาก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วย...[5] ฉะนั้น ในขณะที่ชาวพุทธทั่วไปมักคิดถึง “ความดีเชิงปัจเจก” เช่น ความดีที่เกิดจากการทำบุญทำทาน รักษาศีลภาวนาเพื่อไปสวรรค์ นิพพานเป็นการส่วนตัว แต่ปรีดีกลับให้ความสำคัญมากกับ “ความดีเชิงสังคม” ดังบทความชื่อ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลาคม” เขากล่าวสดุดีผู้ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตขิงตนเองเพื่อแลกกลับประชาธิปไตย และประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ จึงเป็นการสมควรที่คนรุ่นหลังจะพึงระลึกถึง “คุณความดี” ความกล้าหาญที่วีรชนเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตย[6] นี่คือ “คุณค่าทางภูมิปัญญา” อีกด้านหนึ่งของปรีดีที่ให้แก่สังคมไทย นอกเหนือจากที่เขาเป็นมันสมองสร้างความเปลี่ยนแปลงการปกครองที่วางรากฐานประชาธิปไตยแก่สังคมไทยแล้ว เขายังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาพุทธศาสนาจากที่เคยถูกตีความสนับสนุนสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาตีความสนับสนุนประชาธิปไตย โดยเฉพาะเขาทำให้มิติทางสังคมและมิติปัจเจกของพุทธศาสนางอกงามไปด้วยกัน ในวิถีชีวิตที่ต้องทำความเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและโลกเพื่อดำรงความเข้มแข็ง ความสงบของจิตใจ เมื่อเผชิญภัยการเมือง และในการทุ่มเทเสียเสียสละเพื่อประชาธิปไตย และราษฎรไทย ตราบชั่วชีวิต อ้างอิง [1] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 2475: การปฏิวัติสยาม.กรุงเทพฯ: ประพันธ์ศาสน์.2535. [2] ต.ม.ธ.ก.รุ่น 2 “สมุดปกเหลือง เค้าโครงเศรษฐกิจ” ใน ฉบับรำลึกท่านผู้ประศาสน์การ ปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพฯ: อักษรไทย,2527 หน้า 41. [3] ปรีดี พนมยงค์. ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้าและ 21 ปี ที่ลี้ภัยในสาธารณรัฐราษฎรจีน. หน้า 12. [4] ส. ศิวรักษ์.พุทธศาสนาในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยขวากหนาม.กรุงเทพฯ: ศึกษิตสยาม, 2550 หน้า 220. [5] วาณี สายประดิษฐ์ (บรรณาธิการ).ใจคนึง ตำนาน 100 ชีวิต ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์.กรุงเทพฯ: กองทุนท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์, 2555 หน้า 19. [6] อ้างใน พระฌานิพิทย์ อินทจารี.พุทธศาสนากับปรีดี พนมยงค์.กรุงเทพฯ: ฐานบุ๊คส์, 2552 หน้า 95.

Comments

ศาสนา

ศาสนา มักถูกใช้เป็นเครื่องกล่่อมเกลา การเชื่อฟังส่งผ่านไปยังผู้อยู่ใต้การปกครอง

ถ้าปชช.มีการศึกษาดีขึ้น และเศรษฐกิจชีวิตดีขึ้น การอ้างศาสนาก็จำเป็นน้อยลง

จริยธรรม หรือคุณธรรม ที่ธำรงด้วยเหตุผล อันสากลลักษณะ ก็จักทำงานแทน(ไม่ใช่ศีลธรรม ทางศาสนา)

ความเชื่อหวังผลสูงสุดของปัจเจกภาวะ ก็จะกลายเป็นชายขอบ ของ ทางเลือกเพื่อชีวิตที่ดี

ศาสนา

ศาสนา มักถูกใช้เป็นเครื่องกล่่อมเกลา การเชื่อฟังส่งผ่านไปยังผู้อยู่ใต้การปกครอง

ถ้าปชช.มีการศึกษาดีขึ้น และเศรษฐกิจชีวิตดีขึ้น การอ้างศาสนาก็จำเป็นน้อยลง

จริยธรรม หรือคุณธรรม ที่ธำรงด้วยเหตุผล อันสากลลักษณะ ก็จักทำงานแทน(ไม่ใช่ศีลธรรม ทางศาสนา)

ความเชื่อหวังผลสูงสุดของปัจเจกภาวะ ก็จะกลายเป็นชายขอบ ของ ทางเลือกเพื่อชีวิตที่ดี

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ

ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา

เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไปฯ

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน

นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87

มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว

มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว่า ศาสนาพุทธนั้นเป็นแนวคิดที่ต้องการปลดแอกจากศาสนาฮินดู
คอนเซปท์ต่างๆในช่วงแรกเริ่มของศาสนาพุทธจึงน่าจะตรงข้ามกับศาสนาฮินดูมากกว่าปัจจุบัน
ผมคิดว่าการเวียนว่ายตายเกิด การมีชาติภพนั้นเป็นความเชื่อของศาสนาฮินดู
แต่ตัวท่านพระพุทธเจ้าเองคงจะไม่เชื่อเรื่องนี้ หากแต่คิดว่าคนเราเมื่อตายแล้วก็สูญสลายไป
ท่านจึงกล้าประกาศตนเองว่าท่านปรินิพพาน ไม่มีการเกิดใหม่อีกแล้ว

ถ้าหากจะมีการปรับเปลี่ยนความเชื่อเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว
ศาสนาพุทธที่เชื่อกันอยู่ ที่ปฏิบัติกันอยู่ ที่สอนกันอยู่ คงต้องรื้อใหม่กันทั้งระบบ

ผมว่าสาเหตุที่ศาสนาพุทธไม่อาจรุ่งเรืองได้ในอินเดียนั้น
เป็นเพราะว่าศาสนาพุทธไม่อาจต้านความเชื่อแบบฮินดูที่มีมาก่อนอย่างยาวนาน
แต่ศาสนาพุทธที่ไปรุ่งเรืองอยู่นอกอินเดีย กลับกลายเป็นศาสนาพุทธผสมฮินดู
มีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และนับถือเทพเจ้าองค์อื่นๆไปพร้อมๆกัน

คาดว่าพระพุทธเจ้าหากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะงงเป็นไก่ตาแตกเป็นแน่แท้
เมื่อท่านเห็นสานุศิษย์ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมได้มากมายขนาดนี้

นี่เป็นความคิดเห็น และความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
และอีกอย่างหนึ่ง...ผู้ออกความเห็นกำลังเมาหญ้าอยู่เด้อ

เรียน อ.สุรพศ ฯ

เรียน อ.สุรพศ ฯ ครับ

ผมค่อนข้างเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับคำอธิบายในประเด็นนี้ของอาจารย์

แม้แต่ความคิดเกี่ยวกับ “ภราดรภาพนิยม” ที่เชื่อมโยงกับเค้าโครงการเศรษฐกิจในปี 2476 ซึ่งผมเคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน ผมก็เชื่อว่ารัฐบุรุษอาวุโสได้รับแรงบันดาลใจจากพุทธคติซึ่งตนเองนับถืออยู่มิใช่น้อยทีเดียว และนี่ก็คือความพยายามในการตีความพุทธคติเพื่อปรับใช้กับเศรษฐกิจและสังคมสยามในช่วงเปลี่ยนผ่านด้วยเช่นกัน อย่างที่อาจารย์กำลังชี้ให้เห็น

สำหรับผม แม้รัฐบุรุษอาวุโสจะมิได้มีเวลาและโอกาสมากนักในการเผยแพร่การตีความแนวใหม่นี้ในสังคมของเรา ผมเห็นว่าการที่รัฐบุรุษอาวุโสพอใจในการสังเสวนากับพุทธทาสภิกขุนั้น ยิ่งทำให้เห็นว่าความคิดและการตีความของพุทธทาสภิกขุนั้นเป็นสิ่งสอดคล้องกับความพยายามของตนเองในการปรับพุทธคติให้เข้ากับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

และแม้จะมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับ “ข้อสรุปความคิดด้านการเมือง” ของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปนี้ แต่ผมเห็นว่าที่สำคัญไปกว่านั้นคือ “ท่าทีหรือความพยายามในการตีความพุทธคติ” ของพุทธทาสภิกขุในหลาย ๆ ประเด็นนั้น มีลักษณะเป็นนวัตกรรมทางความคิดอย่างแท้จริงและน่าจะนำมาสานต่อในสังคมของเรา

ยกตัวอย่าง เช่น การมองเรื่องอิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท) ของพุทธทาสภิกขุ

ผมเห็นเป็นการส่วนตัวว่า นี่คือการมองประเด็นที่ “น่าจะ” สอดคล้องและสนับสนุนหลักเหตุผลนิยมแบบตะวันตกมากที่สุด

เพราะอิทัปปัจจยตาแท้ที่จริงแล้วก็คือการยอมรับว่าโลกนี้เป็นไปตามกฎว่าด้วยเหตุและผลในทุก ๆ มิติ (โดยเฉพาะสังขตธรรมทั้งปวง) เป็นกฎธรรมชาติส่วนหนึ่งที่แม้แต่ระบบความคิดของมนุษย์ก็ต้องอยู่ในเกณฑ์เดียวกันนี้ด้วยจึงจะนำมนุษย์ไปค้นพบสัจจธรรมในที่สุด ส่วนหลักเหตุผลนิยมนั้นช่วยก่อร่างอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่มากน้อยเพียงใดคงไม่ต้องอธิบายกันให้ยืดยาวแต่อย่างใด

อ้างถึง : หละอ่อนเมาหญ้า

อ้างถึง : หละอ่อนเมาหญ้า (visitor) on Fri, 2012-02-17 05:07.
นี่เป็นความคิดเห็น และความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
และอีกอย่างหนึ่ง...ผู้ออกความเห็นกำลังเมาหญ้าอยู่เด้อ
<<<>>>

ข้อยว่า ท่านละอ่อนไม่ได้เมาหญ้าดอกกระมัง
ท่านตื่นตั้งแต่ตี 5 มาเดินเล่นบนสนามหญ้าในสนามก๊อล์ฟ ท่านจึง "เมา" สารเคมีบนสนามนั้นต่างหาก
เขา "อัด" สารเคมีกำจัดแมลงอย่างสาหัสตั้งแต่ตีสามแล้ว เหลือไว้ให้ท่านสัมผัสและสูดดมเพียบ

ฆารวาส ที่เขียนเรื่องศาสนาพุทธเนี่ย ข้อยเชื่อถืออยู่คนเดียว คือ "เปรียญ 7" แห่งค่ายสยามรัฐ

ข้อย รู้จักสนิทสนมเป็นอันมากกับ "พราห์ม" วัดแขกสีลม ขอให้เขาอ่านภาษาฮินดูเกี่ยวกับศาสนา
และประวัติศาสตร์ให้ฟังเป็นภาษาไทย ก็ได้รู้ความเชื่อมโยงระหว่างฮินดูและพุทธ
แต่ข้อยไม่บอกเล่าดอกเด๊อ ข้อยบอกได้เพียงว่า ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์นั้น ข้อยเชื่อที่บันทึกไว้ใน
ภาษาฮินดู มากกว่าที่แปลจากภาษาต้นฉบับต่างๆออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

พระอาทิตย์ พาดาวเคราะห์บริวาร โคจรรอบสุริยจักรวาล ใช้เวลา 225 ล้านปี
การเดินทางจากฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากหนึ่งของจักรวาลนี้ ใช้เวลา 1 แสนปีแสง
คือ ถ้าท่านละอ่อนเมาหญ้า เหาะด้วยความเร็ว 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที
จะใช้เวลา 1 แสนปี ก็ถึงเส้นชัย กลับบ้านใช้เวลาอีก 1 แสนปี หากรอให้ขอบจักรวาลหมุนมาจุดเดิม
ท่านละอ่อนใช้เวลาเพียง 225 ล้านปีเท่านั้น ท่านก็ถึงบ้านแล้ว

มองดูความยืนยาวของชีวิตมนุษย์ ก็รู้สึกว่า เต่า น่าจะพูดภาษาคนได้ เราจะรู้อะไรมากกว่านี้
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีธรรมชาติให้สืบพันธุ์ ต่อชีวิตและถ่ายทอดเพื่อรักษาเรื่องราวต่างๆ
แต่การถ่ายทอดมักจะเพี้ยนออกไปจากต้นกำเนิด
จากประวัติศาสตร์ กลายเป็นตำนาน แล้วกลายเป็นเทพนิยาย

ข้อยก็เลยคิดว่า ด้วยเหตุนี้กระมัง พระพุทธเจ้าจึงได้เตือนสติเราว่า
อย่าเชื่อในทันทีเมื่อได้ยินหรือเมื่อได้อ่าน

นักเขียนมากมาย ที่ไม่ได้ค้นคว้าวิจัยเอง ไม่มีข้อมูลแบบ Primary Documentation Research
แต่อาศัยข้อมูลจากบันทึกของผู้อื่น อันมีลักษณะเป็น Secondary Documentation Research

ข้อยไปกินน้ำอมฤตก่อนเด๊อ บ๋ายบาย

ดีครับ ได้ฟังเรื่องราวของ

ดีครับ ได้ฟังเรื่องราวของ คุณปรีดี ด้านพุทธศาสนา แต่การนำความคิด ความเพลินเชิงสังคม” ดังบทความชื่อ “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลาคม” เขากล่าวสดุดีผู้ที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตขิงตนเองเพื่อแลกกลับประชาธิปไตย และประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ จึงเป็นการสมควรที่คนรุ่นหลังจะพึงระลึกถึง “คุณความดี” ความกล้าหาญที่วีรชนเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตย นั้นน่าจะไม่เกี่ยวกับความดีที่แท้จริงนะ สมัยพุทธเจ้า มีการปกครองหลายแบบ เช่น การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปกครองแบบสามัคคีธรรม ไม่เห็นพระพุทธเจ้าตรัสความดีเชิงสังคมของคุณเลย ประชาธิปไตยเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตเท่านั้น อย่าให้ความคิด ความเพลินของคุณมาเป็นอุปทานเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วความดีที่แท้จริงคือมรรค 8 เท่านั้น อย่าเอาความคิด ความเพลิน มาเปลี่ยนประเด็น

ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล

[quote=ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล]เรียน อ.สุรพศ ฯ ครับ

ผมค่อนข้างเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับคำอธิบายในประเด็นนี้ของอาจารย์

แม้แต่ความคิดเกี่ยวกับ “ภราดรภาพนิยม” ที่เชื่อมโยงกับเค้าโครงการเศรษฐกิจในปี 2476 ซึ่งผมเคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน ผมก็เชื่อว่ารัฐบุรุษอาวุโสได้รับแรงบันดาลใจจากพุทธคติซึ่งตนเองนับถืออยู่มิใช่น้อยทีเดียว และนี่ก็คือความพยายามในการตีความพุทธคติเพื่อปรับใช้กับเศรษฐกิจและสังคมสยามในช่วงเปลี่ยนผ่านด้วยเช่นกัน อย่างที่อาจารย์กำลังชี้ให้เห็น

สำหรับผม แม้รัฐบุรุษอาวุโสจะมิได้มีเวลาและโอกาสมากนักในการเผยแพร่การตีความแนวใหม่นี้ในสังคมของเรา ผมเห็นว่าการที่รัฐบุรุษอาวุโสพอใจในการสังเสวนากับพุทธทาสภิกขุนั้น ยิ่งทำให้เห็นว่าความคิดและการตีความของพุทธทาสภิกขุนั้นเป็นสิ่งสอดคล้องกับความพยายามของตนเองในการปรับพุทธคติให้เข้ากับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

และแม้จะมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับ “ข้อสรุปความคิดด้านการเมือง” ของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปนี้ แต่ผมเห็นว่าที่สำคัญไปกว่านั้นคือ “ท่าทีหรือความพยายามในการตีความพุทธคติ” ของพุทธทาสภิกขุในหลาย ๆ ประเด็นนั้น มีลักษณะเป็นนวัตกรรมทางความคิดอย่างแท้จริงและน่าจะนำมาสานต่อในสังคมของเรา

ยกตัวอย่าง เช่น การมองเรื่องอิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท) ของพุทธทาสภิกขุ

ผมเห็นเป็นการส่วนตัวว่า นี่คือการมองประเด็นที่ “น่าจะ” สอดคล้องและสนับสนุนหลักเหตุผลนิยมแบบตะวันตกมากที่สุด

เพราะอิทัปปัจจยตาแท้ที่จริงแล้วก็คือการยอมรับว่าโลกนี้เป็นไปตามกฎว่าด้วยเหตุและผลในทุก ๆ มิติ (โดยเฉพาะสังขตธรรมทั้งปวง) เป็นกฎธรรมชาติส่วนหนึ่งที่แม้แต่ระบบความคิดของมนุษย์ก็ต้องอยู่ในเกณฑ์เดียวกันนี้ด้วยจึงจะนำมนุษย์ไปค้นพบสัจจธรรมในที่สุด ส่วนหลักเหตุผลนิยมนั้นช่วยก่อร่างอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่มากน้อยเพียงใดคงไม่ต้องอธิบายกันให้ยืดยาวแต่อย่างใด[/quote]

ขอบคุณ อ.ฐานปนันท์ มากครับที่กรุณาแสดงความเห็นอย่างน่ารับฟัง

ผมคิดว่า การมองมิติทางสังคมของปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าอย่างปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือแม้แต่การวิพากษ์พุทธศาสนาอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้นนั้น น่าสนใจมาก (แล้วก็น่าสนใจอีกว่าความคิดก้าวหน้าในส่วนมิติทางสังคมของพุทธมันขาดหายไปเฉยๆได้อย่างไร)

นอกจากอิทัปปัจจยตาที่ อ.ว่ามัน ยังมีกาลามสูตรที่สรุปใจความสำคัญได้ว่า "เราจะยอมรับว่าอะไรจริงก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามันจริง"

อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นหลักการที่เราสามารถนำมาตั้งคำถามกับประเด็นปัญหาหลายๆเรื่องในปัจจุบัน เช่น ที่ใครๆกล่าวหาว่านิติราษฎร์ล้มเจ้า คุณพิสูจน์ความจริงอย่างไรจึงสรุปว่าเขาล้มเจ้า?

หรือ (สมมติ)ถ้าผมเสนอว่า "พระสงฆ์ต้องไม่มีบัญชีเงินฝาก" แล้วมีคนแจ้งความว่าผมหมื่นประมาทพระสงฆ์ โดยอ้างว่าข้อเสนอของผมทำให้คนเข้าใจผิดว่าพระสงฆ์ปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากซึ่งเป็นการทำให้พระสงฆ์เสียหาย

แต่กฎหมายกลับไม่อนุญาตให้ผมพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าพระสงฆ์มีบัญชีเงินฝากอยู่จริงหรือไม่ หนทางที่ผมจะรอดจากความผิดมีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือ ผมต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อความ"พระสงฆ์ต้องไม่มีบัญชีเงินฝาก" ผู้พูดไม่ได้หมายถึง หรือมีเจตนาจะบอกว่าพระสงฆ์ปัจจุบันมีบันชีเงินฝาก

จะเห็นว่ากฎหมายแบบนี้ทำให้หลักการ "เราจะยอมรับว่าอะไรจริงก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามันจริง" ของกาลามสูตรใช้ไม่ได้เลย

เห็นไหมครับ แค่เราลองเอาหลักการของกาลามสูตรมาจับ มันทำให้เราเห็นความบิดเบี้ยว บิดเบือนในเรื่องต่างๆมากมายในสังคม เราต้องถูกบังคับให้เป็นศรีนธญชัย หรือถูกปลูกฝังให้เป็นศรีนญชัย หรือถ้าเราจะต้องอยู่รอดภายใต้โครงสร้างที่ไม่เป็นประชาธิไปตย เราก็จำเป็นต้องทำตัวเป็นศรีธนญชัย

นี่คือระบบที่ลดทอนความเป็นคน เพราะเราไม่สามารถจะปกป้อง "อิสรภาพ" และศักดิ์ศรีของตนเองไปพร้อมๆกันด้วยการยืนยันความจริงได้เลย

จะเห็นว่า เอาแค่หลักกาลามสูตรมันจะใช้เป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ความจริงของทุกสถาบันทางสังคม ที่มีอำนาจ บทบาทกระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้จริง ก็ต่อเมื่อสังคมเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์เท่านั้น