เหลียวหลังแลหน้า 13 ปี พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา

การแปรเปลี่ยนสภาพการบริหารของสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การบริหารงานในระบบราชการไปเป็นแบบอยู่นอกระบบราชการหรือที่เรียกว่า “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” มีแนวคิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507 แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากความไม่เข้าใจและความไม่แน่ใจในสถานภาพ รวมถึงสิทธิประโยชน์ของบุคลากรในมหาวิทยาลัย

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2531 ในสมัยรัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ที่ออกนอกระบบราชการแห่งแรก คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากที่ผ่านมาสถาบันอุดมศึกษาอยู่ในระบบราชการ มีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย ขาดความคล่องตัว ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ การเงินและพัสดุ ซึ่งขัดกับลักษณะการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการความเป็นอิสระคล่องตัว เพื่อให้เกิดความเป็นเลิศและความก้าวหน้าทางวิชาการ อีกทั้งได้เกิดภาวะ “สมองไหล” ต้องสูญเสียบุคลากรเก่งๆ ที่มีความรู้ความสามารถสูงไปสู่ภาคธุรกิจเอกชนหรือไม่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานภาครัฐได้ โดยเฉพาะการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นับว่าเป็นการบั่นทอนประสิทธิภาพขององค์กรภาครัฐอย่างยิ่ง

ระบบ “พนักงานมหาวิทยาลัย” ได้ถูกนำมาใช้แทนระบบ “ข้าราชการ” อย่างเป็นทางการ ภายหลังวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2542 เพื่อลดรายจ่ายภาครัฐ โดยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ค.ป.ร.) ได้ระงับการกำหนดอัตราข้าราชการใหม่ทุกประเภทให้กับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาอุดมศึกษาที่ต้องการให้เปลี่ยนสถานภาพการบริหารเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2542 ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการจ้างบุคลากรสาย ก. ในอัตราข้าราชการแรกบรรจุ ซึ่งเป็นอัตราปัจจุบันบวกด้วยอัตราเพิ่มอีกร้อยละ 70 (1.7 เท่า) และให้จ้างบุคลากรสาย ข. และสาย ค. ในอัตราข้าราชการแรกบรรจุ ซึ่งเป็นอัตราปัจจุบันบวกด้วยอัตราเพิ่มอีกร้อยละ 50 (1.5 เท่า) จนกว่าจะปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐภายในปี พ.ศ. 2545

ในขณะที่ทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้นได้ให้หลักการว่า “พนักงานมหาวิทยาลัย” เป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้กฎหมายของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม โดยได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าในปัจจุบัน แต่ไม่ควรต่ำกว่ารัฐวิสาหกิจ สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน โดยจะได้รับตามความสามารถและภาระงาน ซึ่งพิจารณาตามคุณภาพและปริมาณงานวิจัย ดังนั้นอาจารย์แต่ละคนเงินเดือนไม่ควรเท่ากัน สำหรับระบบบัญชีเงินเดือนควรแยกระหว่างบุคลากรสายวิชาชีพและสายปฏิบัติการ ทั้งนี้ทุกมหาวิทยาลัยจะใช้บัญชีเงินเดือนเดียวกันในระยะ 3 ปีแรกของการเปลี่ยนระบบ การกำหนดผลประโยชน์เกื้อกูลจะต้องไม่ต่ำกว่าที่ควรได้รับ งบสวัสดิการของมหาวิทยาลัยในแต่ละปี ควรขอจัดสรรงบประมาณจำนวนร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายหมวดเงินเดือน โดยมีแนวปฏิบัติในการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สรุปได้ดังนี้

1. ต้องเป็นระบบที่ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถและรักษาคนดีไว้ได้

2. ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน โดยคำนึงถึงคุณสมบัติและภาระงานเป็นสำคัญ

3. การกำหนดผลประโยชน์และสวัสดิการ พนักงานของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะได้รับสิทธิและประโยชน์เกื้อกูลรวมกันแล้วจะไม่น้อยกว่าระบบราชการ เช่น ไม่มีระเบียบบำเหน็จ บำนาญ แต่มีระบบกองทุนเลี้ยงชีพแทน เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละมหาวิทยาลัยอาจมีวิธีการที่แตกต่างกันไป

4. กำหนดเงื่อนไขการจ้างและกลไกการประเมิน โดยคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานเป็นสำคัญ โดยยึดหลักการ 4 ประการ คือ

1)  วิธีการประเมินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้และเป็นธรรม

2)  กลไกการประเมินควรใช้องค์คณะบุคคลทั้งภายในและภายนอก

3)  ผลของการประเมินต้องนำไปพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้ได้คุณภาพ

4)  กฎเกณฑ์การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

5. การถ่ายโอนเข้าสู่ระบบใหม่ ให้มีคณะกรรมการประเมินศักยภาพบุคคลขึ้น 

6. การขอตำแหน่งทางวิชาการ ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย

7. พนักงานมหาวิทยาลัยยังคงให้ได้รับสิทธิการของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เช่นเดียวกับข้าราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ในปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้เปลี่ยนสถานภาพการบริหารเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 14 สถาบัน คงเหลืออีก 65 สถาบัน ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสถานภาพการบริหารได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถเปลี่ยนสถานภาพการบริหารเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐได้ทั้งหมด แต่บุคลากรที่เข้ามาใหม่ได้ถูกเปลี่ยนสถานภาพจาก “ข้าราชการ” เป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” ไปหมดแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พนักงานมหาวิทยาลัยเงินงบประมาณแผ่นดินกับพนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคน การปรับสถานะภาพดังกล่าว ได้ผูกมัดไว้ด้วยระบบ “สัญญาจ้าง” ที่มีระยะเวลาการว่าจ้างตามสัญญา ส่งกระทบต่อ “ความมั่นคง” ในการทำงาน “เสรีภาพทางวิชาการ” ของอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะต้องกังวลกับสัญญาจ้างงานที่อาจถูกประเมินให้ออกจากงานได้โดยไม่เป็นธรรม สะท้อนให้เห็นว่า รัฐหรือผู้บริหารกำลังต้องการควบคุมอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ให้แสดงความคิดเห็นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของรัฐ ซึ่งต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่อาจารย์มหาวิทยาลัย คือ ผู้นำความคิดของสังคม โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ เช่น 14 ตุลาคม 2516 และ 16 ตุลาคม 2519 ซึ่งถ้าตัวเองยังขาดความมั่นคงแบบนี้ก็อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะไปสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับใคร

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบใหม่นี้ นอกจากจะไม่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้สามารถสูงเข้ามาทำงานได้แล้วยังกลับสร้างปัญหามากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในเรื่อง การขาด “ขวัญกำลังใจ” ในการทำงาน “พนักงานมหาวิทยาลัย” ไม่ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการตามหลักการที่ทบวงมหาวิทยาลัยได้ให้ไว้ ที่สำคัญ คือ การไม่ได้รับค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ 1.7 และ 1.5 เท่าของอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุที่เป็นอัตราปัจจุบัน ซึ่งเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุในปัจจุบัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2555 ได้กำหนดให้บุคลากรภาครัฐที่จบปริญญาตรีได้รับเงินเดือน 11,680 บาท บวกกับค่าครองชีพอีก 3,320 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท (ตามนโยบายรัฐบาล) วุฒิปริญญาโท 15,300 บาท และวุฒิปริญญาเอก 19,000 บาท

นโยบายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยที่ทำงานมานานและเงินเดือนเกินอัตราแรกบรรจุแล้ว ซึ่งเป็นการทำลายระบบโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งในบางมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ปรับเงินเดือนให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยตามการปรับเงินเดือนข้าราชการตลอดสัญญาจ้างที่ผ่านมาเลย และไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ “พนักงานมหาวิทยาลัย” มีภาวะความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ไม่ทุ่มเทในการทำงานหรือการสอนให้มีคุณภาพ ไม่เกิดความผูกพันและความรักภักดีต่อองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อ “ประสิทธิภาพ” ในการทำงานและ “คุณภาพการศึกษา” ของไทยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้น “พนักงานมหาวิทยาลัย” ยังได้สูญเสียสิทธิและผลประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ ที่เป็นข้อดีของระบบข้าราชการไปเกือบทั้งหมด เช่น

1. การใช้ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนประกันสังคม แทนการได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งมีสถานะภาพที่แย่กว่า อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ก.บ.ข.) ได้

2. การใช้ระบบประกันสังคมในการรักษาพยาบาลตนเอง ซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องการให้บริการและคุณภาพของยา ในขณะที่ไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลบิดามารดา คู่สมรสและบุตร เหมือนกับระบบข้าราชการ

3. ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี เงินเดือนในระหว่างการลาศึกษาต่อ เงินตอบแทนพิเศษประจำปี (โบนัส) เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งทางวิชาการ อีก 1 เท่า (ในบางสถาบันอาจกำหนดให้ได้รับเงินค่าตอบแทนอีก 1 เท่า เช่นเดียวกับข้าราชการ)

4. ไม่สามารถดำเนินการธุรกรรมทางการเงินหรือการค้ำประกันได้ เนื่องจากมีสถานภาพเป็นเพียง “ลูกจ้าง” ซึ่งไม่มีความมั่นคง โดยจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานและต่อ “สัญญาจ้าง” ตามระยะเวลาที่กำหนด

จากสภาพปัจจุบันที่กล่าวมา เกียรติยศและศักดิ์ศรีของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยเดิม อาจถึงจุดตกต่ำสุดขีด พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐกำลังมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ลงหรือไม่

อีกสักระยะหนึ่งเราอาจจะเห็นหนี้สินของคนในมหาวิทยาลัยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบุคลากรในมหาวิทยาลัยอาจได้เงินเดือนน้อยกว่าครูอาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (ถ้าไม่เปิดสอนหลักสูตรภาคพิเศษหรือรับงานภายนอก) ในวันนี้เราอาจเห็นบางคนได้เริ่มละทิ้งอุดมการณ์ไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว และต่อไปครูอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตตามเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษาในเชิงปริมาณให้สูงขึ้นเท่านั้น สาขาวิชาใดที่ไม่มีผู้เรียนหรือมีคนสนใจน้อยจะอยู่ไม่ได้ เพราะการศึกษากำลังจะกลายเป็นธุรกิจ ลูกศิษย์กลายเป็นลูกค้า ดังนั้นถ้าจ่ายครบก็จะจบแน่ ! แต่คุณภาพของบัณฑิตจะเป็นอย่างไรไม่สามารถตอบได้

หากเราปล่อยไว้ในสภาพเช่นนี้ จะเกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงแก่สังคมไทย ดังนั้นจะต้องสร้าง “เกียรติยศศักดิ์ศรีและความมั่นคง” ของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษากลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อคุณภาพของอุดมศึกษาไทยและเยาวชนของชาติ


Comments

เห็นด้วยทุกประการเลยครับ

เห็นด้วยทุกประการเลยครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนั่นละครับทำให้ผมต้องยอมรับความเป็นจริงและเดินออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย (สายวิชาการ) จากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง
ทุกวันนี้พวกเราพยายามเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ และปลดปล่อยระบบชนชั้นในสังคมไทย หากเอาเข้าจริงๆ แล้วในมหาวิทยาลัย (ที่ผมเคยอยู่) ทุกวันนี้เนี่ยละที่ดำรงสภาพเช่นนั้นอย่างจริงจังและเข้มแข็งผ่านระบบการจัดระเบียบบุคลาการเรียงลำดับโดยนัยยะจากสูงลงต่ำกล่าวคือ อาจารย์ (ข้าราชการ) อาจารย์ (พนักงานมหาวิทยาลัย-เงืินแผ่นดิน) อาจารย์ (พนักงานมหาิวิทยาลัย เงินรายได้) จะแบ่งอะไรกันได้ขนาดนั้น เราไม่ได้ดูกันหรอกเหรอครับว่า "ความเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการ" ของใครสักคนหนึ่งมันอยู่ที่การทำงานและผลงานวิชาการของเขา นับได้ว่าเป็นเรื่องตลกขำไม่ออกเลยนะครับเนี่ย
สำหรับผมนะ คิดว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วปัญหาในการปฏิรูประบบมหาวิทยาลัยไทย มันก็เหมือนกับสังคมไทยละครับ กล่าวคือ "หลักการดีมาก" แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วเรากลับไม่ได้คำนึงถึงหลักการของการปฏิรูป แต่กลับหาช่องทางใช้มันเพื่อประโยชน์ของใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ก็เลยทำให้ทุกอย่างมันยุ่งเป็นยุงตีกันอย่างที่เห็นนี่ละครับ
คิดต่อไปแล้วก็น่าหัวเราะทั้งน้ำตานะครับ ว่าในขณะที่เรากำลังตื่นตัวกันมากกับการเข้าสู่ "ประชาคมอาเซียน" มีสื่อและกระแสต่างๆนานาเรียกร้องให้เรารู้จักเพื่อนบ้านรู้จักใครต่อใคร เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากเอา้เข้าจริงแล้วเรากลับไม่รู้จักตัวเองเลย ว่าเป็นอย่างไรมีปัญหาอย่างไร เราจะเตรียมตัวเราอย่างไร เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างความพร้อมให้กับ "เรา" เพื่อเข้าสู่สิ่งนั้น ทุกวันนี้เราพร้อมแล้วหรือกับอีกไม่กี่ปีข้างหน้าที่เค้าบอกกันว่าจะมาถึง...
สุดท้ายนี้ผมคงได้แต่คิดถึงคำพูดของอาจารย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยบอกผมก่อนเข้าสู่้แวดวงนี้ว่า "การเป็นอาจารย์นี่เป็นอาชีพที่ดี เพราะเราจะได้ทำบุญทุกวันด้วยการให้ความรู้คน" แต่ ณ ขณะนี้ผมได้แต่บอกตัวเิองว่า "ตกลงสิ่งที่...ทำอยู่นี่มันเป็นบุญหรือบาปกันแน่??!!"

เห็นด้วยกับบทความข้างบน

เห็นด้วยกับบทความข้างบน ในความเป็นจริงความเหลื่อมล้ำภายในมหาวิทยาลัยมีค่อนข้างมาก การแบ่งพรรคแบ่งพวก ลูกท่านหลานเธอ จนกลายเป็นสังคมอุดมศึกษาที่มีแต่เครือญาติ การแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุมีผล ดีถูกต้องมีประโยชน์ก็บอกว่าก้าวร้าว หัวรุนแรง ไม่พอใจก็บอกให้ไปหางานใหม่ทำถ้าที่อื่่นดีกว่า ทำเหมือนกับมหาวิทยาลัยเป็นบริษัทของตนเอง แล้วพวกเราพนักงานมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาจะทำอะไรกับวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไปเป็นวัฒนธรรมการเมืองในสถาบันอุดรศึกษา ใครรู้ช่วยตอบที่ครับ

เห็นด้วยกับบทความข้างบน

เห็นด้วยกับบทความข้างบน ในความเป็นจริงความเหลื่อมล้ำภายในมหาวิทยาลัยมีค่อนข้างมาก การแบ่งพรรคแบ่งพวก ลูกท่านหลานเธอ จนกลายเป็นสังคมอุดมศึกษาที่มีแต่เครือญาติ การแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุมีผล ดีถูกต้องมีประโยชน์ก็บอกว่าก้าวร้าว หัวรุนแรง ไม่พอใจก็บอกให้ไปหางานใหม่ทำถ้าที่อื่่นดีกว่า ทำเหมือนกับมหาวิทยาลัยเป็นบริษัทของตนเอง แล้วพวกเราพนักงานมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาจะทำอะไรกับวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไปเป็นวัฒนธรรมการเมืองในสถาบันอุดรศึกษา ใครรู้ช่วยตอบที่ครับ

yyyy

[quote=yyyy]เห็นด้วยกับบทความข้างบน ในความเป็นจริงความเหลื่อมล้ำภายในมหาวิทยาลัยมีค่อนข้างมาก การแบ่งพรรคแบ่งพวก ลูกท่านหลานเธอ จนกลายเป็นสังคมอุดมศึกษาที่มีแต่เครือญาติ การแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุมีผล ดีถูกต้องมีประโยชน์ก็บอกว่าก้าวร้าว หัวรุนแรง ไม่พอใจก็บอกให้ไปหางานใหม่ทำถ้าที่อื่่นดีกว่า ทำเหมือนกับมหาวิทยาลัยเป็นบริษัทของตนเอง แล้วพวกเราพนักงานมหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาจะทำอะไรกับวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนไปเป็นวัฒนธรรมการเมืองในสถาบันอุดรศึกษา ใครรู้ช่วยตอบที่ครับ[/quote]

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ทุกวันนี้ก้กล้ำกลืนกับปัญหานี้อยู่

เห็นด้วยครับ

เห็นด้วยครับ ประโยคนี้โดนใจมากครับ

"เกียรติยศและศักดิ์ศรีของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยเดิม อาจถึงจุดตกต่ำสุดขีด"

เห็นด้วย ทั้งหมด ครับ

เห็นด้วย ทั้งหมด ครับ แต่ขอเพิ่ม เติม เรื่องค่าตอบแทน ทางวิชาการที่พนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ ไม่ได้รับด้วยครับ ส่วนตำแหน่งอาจารย์ ที่เป็นข้าราชการได้รับ ในบางแห่ง โดยเฉพาะราชภัฎ หรือราชมงคล ไม่ ได้ เลย ทั้งที่มหาวิทยาลัย ต้องการอาจารย์ที่ มีตำแหน่งทางวิชาการ ต้องการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ต้องการผลงานยกระดับมหาวิทยาลัย แต่ ยังคงเหลื่อมล้ำ กันเช่นนี้ แล้ว จะ คิดเรื่องอะไร ให้ ก้าวหน้าได้ ละครับ

เห็นด้วยครับ

เห็นด้วยครับ มีหลายมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก ต้องการงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ สิ่งที่มหาวิทยาลัยทำก็คือบีบเอาผลงานจากพนักงานมหาวิทยาลัย ตามสัญญาจ้างถ้าไม่มี ก็เลิกสัญญาจ้าง ถามว่ามีงบประมาณอุดหนุนไหม จัดงบประมาณซื้อเครื่องมือในการทำวิจัยให้ไหม คำตอบก็คือไม่มี ผมคิดว่าจากระบบพวกนี้มันทำให้วัฒนธรรมองค์กรมันเปลี่ยนไป อธิการบดีที่เสนอวิสัยทัศน์ต่อสภามหาวิทยาลัยแล้ว งานที่อธิการทำต่อไปก็คือ บีบเอาผลงานจากพนักงานมหาวิทยาลัย (ลูกจ้าง) โดยไม่มีอะไรสนับสนุน มองพนักงานมหาวิทยาลัย เป็นเหมืือนลูกจ้างที่ไม่มีความมั่นคงเมื่อทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ ก็เอาออกไป มีอำนาจมากเหลือเกิน เมื่อมีใครที่เริ่มหัวแข็งจะก่อม็อบประท้วงก็เลิกสัญญาจ้าง เป็นระบบที่อัปยศมาก

เป็นระบบที่ตั้งขึ้นมาให้ข้ารา

เป็นระบบที่ตั้งขึ้นมาให้ข้าราชการมีคนไว้ใช้งาน ร่างระเบียบเพื่อให้พนักงานอยู่ใต้อำนาจของข้าราชการ เมื่อไม่สบอารมณ์ก็เลิกจ้าง เพราะมีระเบียบว่าด้วยพนักงานที่ไม่ให้ความมั่นคง และสามารถประเมินออกได้อยู่ตลอดเวลา นี่หละการศึกษาไทย ไม่ให้ความมั่นคงแม้กระทั่งบุคคลากรทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีความสำคัญในการที่จะผลิตบัณฑิตไปแข่งขันในตลาดแรงงานภายนอก

จะว่ีากันไแล้ว ผมคิดว่า

จะว่ีากันไแล้ว ผมคิดว่า "พนักงานมหาวิทยาลัย" เปรียบได้กับ "แรงงานเถื่อน" เลยนะครับ เห็นได้ว่าถูกกระทำอย่างไรก็ได้ ผู้บริหารไปเสนอวิสัยทัศน์กับสภามหาวิทยาลัย ได้รับเลือกแล้วก็ต้องมาไล่เบี้ยเอาผลงานกับพนักงานมหาวิทยาลัย ทำอะไรก็ไม่ได้ พอคิดทำอะไรบ้างก็โดนเขาบอกว่าว่า "ไม่มีระเบียบ" ทำไม่ได้ (ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าแล้วทำไมไม่ออกระเีบียบ? หรือก็เพราะว่าได้ตอบได้ว่า "ไม่มีระเบียบ)

หากลองมาพิจารณากันอีกในแง่ของกฎหมายแล้ว ก็เห็นได้ว่าแรงงานหรือคนทำงานในหน่วยงานนี่มันต้องมีกฎหมายรองรับสิทธิประโยชน์และปกป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม อย่างข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ก็มี "พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" พนักงานราชการ มี "พ.ร.บ.พนักงานราชการ" แม้แต่คนทำงานหรือแรงงาน ก็มี "กฎหมายแรงงาน" คอยกำกับอยู่ แต่ถ้าหันกลับมาดูพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว ไม่มีเลยนะครับไม่มีกฎหมายใดๆทั้งสิ้นรองรับสิทธิและประโยชน์ของคนทำงาน จะมีก็แต่ระเบียบของทางมหาวิทยาลัยที่ออกมาประกาศใช้งาน และในความเป็นจริงมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ออกระเบียบที่ให้ประโยชน์และปกป้องพนักงานมหาวิทยาลัยจริงๆ

ฉะนั้นเมื่อเกิดอะไรขึ้น ก็สู้ในทางกฏหมายหรืออื่นๆ ใดๆ ยากนะครับ ที่เคยเห็นก็มีแต่พนักงานมหาวิทยาลัยไปฟ้องศาลปกครอง แต่นั่นมันก็ในประเด็นที่ถูกกระทำด้วยความไม่ชอบธรรมจากเ้จ้าหน้าที่ของรัฐ (ผู้บริหาร) แต่จะว่าไปถ้าำำพวกเราต้องการเรียกร้องจริงๆ มันก็เป็นเรื่องยากไม่น้อย

ผมเห็นด้วยกับกลุ่มเครือข่ายนะครับ ในประเด็นที่ต้องแก้หรือออกกฎหมายให้พนักงานมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เพราะถ้ายังเป็นอย่างนี้พนักงานมหาวิทยาลัยก็ไม่ต่างอะไรกับ "แรงงานเถื่อน" ละครับ

รอคอย wrote:เห็นด้วย ทั้งหมด

[quote=รอคอย]เห็นด้วย ทั้งหมด ครับ แต่ขอเพิ่ม เติม เรื่องค่าตอบแทน ทางวิชาการที่พนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ ไม่ได้รับด้วยครับ ส่วนตำแหน่งอาจารย์ ที่เป็นข้าราชการได้รับ ในบางแห่ง โดยเฉพาะราชภัฎ หรือราชมงคล ไม่ ได้ เลย ทั้งที่มหาวิทยาลัย ต้องการอาจารย์ที่ มีตำแหน่งทางวิชาการ ต้องการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ต้องการผลงานยกระดับมหาวิทยาลัย แต่ ยังคงเหลื่อมล้ำ กันเช่นนี้ แล้ว จะ คิดเรื่องอะไร ให้ ก้าวหน้าได้ ละครับ[/quote]

กด Like ให้เลยครับ ใช่เลยใช่มากๆ มิพักต้องพูดกันถึงเรื่องเงินเดือนละครับ ค่าตอบแทนประจำตำแหน่งวิชาการ ก็เป็นเรื่องที่มองหาไม่เจอกันเลยทีเดียวย อย่าง "โรงเรียนฝึกหัดครู" แห่งหนึ่ง ของผมก็ได้แต่บอกกันทุกวันว่าให้ทำผลงานทางวิชาการ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องพูดกัน เค้าบอกว่า "ได้" แต่ไม่รู้เมื่อไหร่แล้วจะตกเบิกมาให้ "สักวันหนึ่ง" ส่วนอัตราค่าตอบแทนก็ช่างไปสรรหาระเบียบมาเอากันชนิดที่ว่าต่ำที่สุดที่จะต่ำกันได้ เรียกว่าเหลือสัก 1 ใน 3 ของอาจารย์ (ข้าราชการ) กันเลยละครับ
ซึ่งทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายงามๆ ว่า "พวกเราต้องร่วมกันช่วยมหาวิทยาลัย !!??"....

ผมจบจากวิทยาลัยครูอุดรฯปี 17

ผมจบจากวิทยาลัยครูอุดรฯปี 17 ปัจจุบันลูกสาวเป็นอาจารย์ที่ ราชพลัด(เขียนถูกต้องครับ) เห็น "พวก"มีอำนาจของมหาลัยสมัยนู้นอยากออกนอกระบบ โดยกล่าวหาว่างบจากรัฐน้อย อาจารย์หมดกำลังใจ ออกนอกระบบสามารถกำหนดเงิน ค่าตอบแทนต่างๆได้เอง ตอนนั้นมีทั้ง อ.และ ดร.ที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย นึกว่า อ.และดร.ของมหาลัย จะมีศักดิ์ศรีทางสังคม พึ่งรู้และสงสาร ดังนั้น พวกท่านทั้งหลายอย่าบังอาจไปสอนคนอื่น รับสอนคนอื่น อายเขาเพราะเขาเหล่านั้นฐานะทางสังคม การเงิน ดีกว่า อ.มหาลัย
.......สุดท้ายการออกนอกระบบราชการ เพียงเพราะผู้มีอำนาจของมหาลัยถูกตรวจสอบได้ง่าย กำหนดกลโกงให้กับตัวเองไม่ได้ พอออกมาและมีอำนาจก็เลยเป็นอย่างนี้ ออกคำสั่ง กฎมหาลัย กดหมายเพื่อผู้มีอำนาจ ปิดปากและกดขี่ฝ่่ายปฏิบัติการ ออกกดหมายเย็บปากห้ามร้องเรียนโดยวิธีการถ้อยคำว่า "ทำสัญญา" "ต่อสัญญาเป็นลายเดือนลายปี"(อ่านว่าลาย) เผื่อว่าไอ้อี อ.คนไหนปากกล้าขาแข็ง ก็ยกเลิกสัญญา เจ็บปวด
สัญญาเถื่อน สัญญาเย็บปาก เลวร้ายกว่าลูกจ้างตามโรงงาน แต่อธิการเมียอธิการ คนของอธิการสามารถบริหารเงินได้อย่างเปรมปรีย์ น่าร้อง DSI และ สตง.เข้าตรวจสอบ
.....ผมหลงดีใจว่ามีลูกสาวเป็นอาจารย์ในมหาลัย มีเกียรติ เงินเดือนสูง มีรายได้จากการสอนเยอะแยะ น่าอิจฉา ที่ไหนได้ แดนมิดสัญยีชัดๆ นักวิชาการกดขี่นักวิชาการ
อย่ามาสอนผมนะ ผมแค่วุฒิเทียบ ม.6 รับราชการเงินเดือน 37,110 มีบำนาญกินหลังเกษียณ
วิธีการเรียกร้องสิทธิ์
๑.ตั้งชมรมอาจารย์มหาลัย
๒.ร่วมกันลงชื่อยื่นหนังสือให้ผู้บริหารทบทวน
๓.ไม่ได้คำตอบสวมเสื้อดำประท้วง
๔.ยื่นหนังสือต่อ รมว.ศธ.ขอกลับเข้าสู่ระบบราชการ เงินเดือนถึงน้อยแต่มั่นคงและพวกท่านก็สามารถเสนอตั้งเงินเดือนตัวเองได้ตามฐานะวุฒิ ไม่ใช่ให้เป็นดุลพินิจของอธิการฯอย่างปัจจุบัน(ทุกวันนี้ข้าราชการเงินเดือนสูง มีเงินตำแหน่งนะท่าน)
๕.ยื่นหนังสือDSI และ สตง.เข้าตรวจสอบการบริหารการเงิน เพราะสงสัยว่าจะเอางานวิจัยของอาจารย์ที่ไม่อนุมัติให้ผ่านไปแอบเงินค่าวิจัย

เพิ่มเติมครับ ฟ้องศาลปกครอง

เพิ่มเติมครับ ฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้มีคำสั่งให้ยกเลิกข้อกำหนดที่ให้อำนาจเป็นดุลพินิจของอธิการเกี่ยวกับการเงิน เพื่อเป็นข้อบังคับกดขี่ข่มเหงสิทธิ์ และลิดลอนสิทธิ์ความเป็นมนุษยชน ลิดลอนความรู้ความสามารถทางการศึกษาที่ต้องได้รับการตอบแทนเทียบคนของรัฐบาล ได้รับการดูแคลนทางสังคม

พวกคุณพนักงานมหาลัยกังวลว่าจะ

พวกคุณพนักงานมหาลัยกังวลว่าจะถูกประเมินให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรมเพราะมีสัญญาจ้าง แล้วทำไมคุณไม่ต่อสู้เรียกร้องให้ใช้ระบบประเมินที่เป็นธรรมล่ะครับ เห็นเรียกร้องแต่ให้เพิ่มค่าตอบแทนเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ไม่เข้าใจจริงๆ ตกลงประเด็นมันคืออะไร

ตอนเข้ามาพวกคุณก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าการเป็นพนักงานมหาลัยจะได้รับเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนข้าราชการ เพราะว่าพวกคุณไม่ใช่ข้าราชการไง ไม่รู้นะที่อื่นเป็นไง แต่ที่มหาลัยผม พนักงานเค้ามีความสุขกันมาก แต่ละคนมีรายได้ดีสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้ไปตามๆ กัน เห็นซื้อบ้าน ถอยรถป้ายแดงกันเป็นแถว ข้าราชการจนๆ อย่างผมได้แต่มองตาปริบๆ

อนาจจิตคิดได้ไงชาติไทยเอ๋ย

อนาจจิตคิดได้ไงชาติไทยเอ๋ย ไม่นึกเลยจะมาเป็นเช่นนี้ได้
สู้อุตส่าห์ร่ำเรียนมาแทบตาย ผลที่ให้แย่กว่าที่ใดๆ

การศึกษาสร้างคนสร้างบัณฑิต ท่านจะคิดสนับสนุนกกันบ้างไหม
เกียรติยศศักดิ์ศรีของคนไทย ต้องมิให้ชาติใดมาประณาม...