ข้อถกเถียง 'กฎหมายต่อต้านการสมคบคิด' ในญี่ปุ่น ใช้ปราบแก๊งอาชญากรรมจริงหรือ?

"กฎหมายต่อต้านการสมคบคิด" เพิ่งผ่านร่างโดยสภาบนของญี่ปุ่นไปเมื่อไม่นานมานี้ ถึงแม้จะฟังดูดีในการอ้างปราบแก๊งอาชญากรรม เตรียมรับโอลิมปิก 2563 แต่ก็มีผู้ต่อต้านในหลายสาเหตุทั้งเรื่องเนื้อหากฎหมายนี้นิยามไม่ชัดเจน มีความผิดครอบคลุมเยอะมากถึงขั้นเก็บเห็ดก็ยังผิด หวั่นจะนำมาอ้างใช้กับผู้คนที่เห็นต่างกับรัฐบาล

ตำรวจหน่วยปราบจลาจลที่จังหวัดยามากูชิในระหว่างการฝึกซ้อมต่อต้านการก่อการร้ายที่ท่าเรือมุโรโนกิ เมืองอิวากุนิ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 (แฟ้มภาพ/Luis Ramirez/Marine Corps Air Station Iwakuni)

17 มิ.ย. 2560 สภาสูงของญี่ปุ่นเพิ่งผ่านร่างกฎหมายที่ชวนให้เกิดข้อถกเถียงอย่าง "กฎหมายต่อต้านการสมคบคิด" แม้ว่าจะมีกระแสต่อต้าน โดยถึงแม้ว่าฝ่ายรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมจะอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นไปเพื่อเสริมความปลอดภัยในช่วงก่อนมหกรรมกีฬาโอลิมปิกปี 2563 และเป็นไปตามข้อตกลงที่ญี่ปุ่นทำไว้กับสหประชาชาติ แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่ากฎหมายใหม่นี้จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพประชาชนและอาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและใช้ตั้งเป้าหมายกับประชาชนผู้บริสุทธิ์

ในช่วงคืนวันที่ 14 มิ.ย. ก่อนการลงมติในสภาสูงของญี่ปุ่นมีผู้ประท้วงจำนวนมากรวมตัวกันประท้วงกฎหมายต่อต้านการสมคบคิดหน้าอาคารรัฐสภา โดยที่กระแสการประท้วงกฎหมายนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ช่วงหลังจากที่มีการเสนอร่างกฎหมายนี้ในเดือน ธ.ค. 2559 พอถึงช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาหลังจากผ่านร่างกฎหมายนี้จากสภาล่างไปสู่สภาสูงก็มีการประท้วงตามท้องถนน โดยมีการประท้วงอย่างต่อเนื่องหน้าที่ว่าการรัฐบาลเพื่อให้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าว

บีบีซีระบุว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะมีการลงโทษผู้ที่วางแผนหรือกระทำการในสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นอาชญากรรม 277 ประเภท รวมถึงมีการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เพื่อต่อต้านแก๊งอาชญากรรม กฎหมายฉบับนี้ระบุห้ามไม่ให้มีการจัดหาเงินทุนหรือเสบียงรวมถึงห้ามมีการสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าในการก่ออาชญากรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับทั้งกลุ่มซึ่งหมายถึงบุคคล 2 คนขึ้นไปถ้าหากสมาชิกกลุ่มนั้นๆ ถูกจับได้ว่าวางแผนก่ออาชญากรรม นอกจากนี้ยังสั่งห้ามการขยายตัวหรือดำรงไว้ซึ่งธุรกิจผิดกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์ของกลุ่มแก๊งอาชญากรรมด้วย

ญี่ปุ่นเคยลงนามในอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านแก๊งอาชญากรรมแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง รัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่าการออกกฎหมายใหม่นี้เป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้กระบวนการรับรองการลงนามของพวกเขาดำเนินต่อไปได้ ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นกล่าวอีกว่ากฎหมายนี้จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถ "ร่วมมือกับนานาชาติในการป้องกันการก่อการร้ายได้"

มีข้อห้ามเก็บเห็ดพื้นที่ป่าสงวนในกฎหมาย "ต่อต้านการสมคบคิด" ด้วย?

อย่างไรก็ตามในการเสนอกฎหมายตอนแรกฝ่ายพรรคแนวร่วมรัฐบาลร่างกฎหมายใหม่โดยระบุถึงอาชญากรรมถึง 676 ประเภทจนกระทั่งถูกลดลงเหลือ 227 ประเภทในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่าจะมีการสั่งห้ามในเรื่องการรวมกลุ่มเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในระดับร้ายแรงอยู่แต่ก็มีการระบุครอบคลุมถึงอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ อยู่ด้วย เช่น การทำสำเนาเพลง การนั่งปักหลักประท้วงการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย การใช้แสตมป์ปลอม การแข่งเรือยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต การเก็บเห็ดในพื้นที่ป่าสงวน รวมถึงการหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีการบริโภค

กลุ่มผู้ต่อต้านกฎหมายต่อต้านการสมคบคิดมองว่ากฎหมายนี้ใช้คำกว้างเกินไปจนทำให้ทางการมีอำนาจครอบคลุมไปทั่ว แต่ฝ่ายรัฐบาลก็อ้างว่าพวกเขาจะใช้กฎหมายในการจำกัดปฏิบัติการหารายได้ของแก๊งอาชญากรรมที่รวมถึงการขายเห็ดอย่างผิดกฎหมายด้วย ซึ่งตรงจุดนี้สื่อไมนิจิในญี่ปุ่นเคยโต้แย้งว่าเป็นข้ออ้างที่ "ไม่ชวนให้เชื่อ" เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามกิจกรรมหารายได้ที่ผิดกฎหมายบาอย่างเช่นการลักลอบจับสัตว์น้ำ

มีนักวิจารณ์อีกบางส่วนวิจารณ์ในแง่ของวิธีการผ่านร่างกฎหมายนี้ที่ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลใช้วิธีการที่ไม่ปกติในการข้ามขั้นตอนการพิจารณาบางขั้นตอนไปทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่ารัฐบาลญี่ปุ่นบดขยี้ฝ่ายต่อต้านและตั้งคำถามว่ากฎหมายนี้จะถูกอาเบะนำมาอ้างใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากการเรื่องอื้อฉาวรอบตัวเขาหรือไม่

หวั่นใช้อ้างสอดแนม ปราบคนเห็นต่าง

เคโกะ มากิโมะโตะ ครูประถมที่เกษียณอายุแล้วเข้าร่วมประท้วงกฎหมายใหม่นี้ เธอพูดถึงกฎหมายฉบับนี้ว่ากฎหมายใหม่นี้ครอบคลุมไปทั่วทุกประเด็นเพราะชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับสิทธิในการที่ต่อต้านของตัวเอง โดยที่ก่อนหน้านี้มากิโมโตะเคยร่วมประท้วงต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์มาก่อนตั้งแต่ช่วงหลังเกิดเหตุภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

กฎหมายต่อต้านการสมคบคิดนี้ยังถูกวิจารณ์แม้กระทั่งจากอดีตผู้เปิดโปงการสอดแนมของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ยังเคยให้สัมภาษณ์วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ไว้ว่ามันอาจจะเป็นการทำให้วัฒนธรรมการสอดแนมกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมญี่ปุ่นซึ่งน่าเป็นห่วง ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเห็นว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้มีความจำเป็นอะไร สโนว์เดนยังกังวลด้วยว่านี่อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสอดแนมประชาชนในญี่ปุ่น

ถึงแม้อาเบะจะอ้างเรื่องต้องการการรับรองการลงนามต่อต้านแก๊งอาชญากรรมแต่เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในประเด็นก็ส่งจดหมายเตือนว่ากฎหมายต่อต้านการสมคบคิดจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน อีกทั้งยังวิจารณ์เรื่องการรีบร้อนผ่านร่างกฎหมายจนทำให้เกิดการจำกัดการถกเถียงอภิปรายสำหรับประชาชนในวงกว้าง

ฮิโระคุนิ โอซาวะ นักดนตรีอายุ 51 ปีผู้เข้าร่วมการประท้วงของคนมากกว่า 4,000 คน ที่โรงละครกลางแจ้งฮิบิยะกล่าวว่ากฎหมายนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนในญี่ปุ่นแม้กระทั่งคนที่คิดว่ากฎหมายนี้จะไม่กระทบอะไรพวกเขา ในที่ชุมนุมดังกล่าวยังประกอบด้วยคนหลายภาคส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้จัดตั้งสหภาพแรงงาน นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และนักรณรงค์สิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ที่ร่วมกันต่อสู้รักษาสิทธิของตัวเอง

ความกังวลรัฐบาลปลุกผีสงครามโลกครั้งที่ 2

กฎหมายต่อต้านการสมคบคิดยังมาพร้อมกับความกังวลที่ผู้คนมีต่อรัฐบาลของอาเบะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่มีแนวโน้มจะทำให้ญี่ปุ่นกลับเข้าสู่สงครามอีกครั้งอีกครั้งด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากเดิมที่เน้นห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นกลับไปใช้กำลังทหารในเชิงรุกรานอีกครั้ง แต่อาเบะก็พยายามเรียกร้องเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นการเพิ่มอำนาจในการออกรบนอกอาณาเขตของญี่ปุ่นอีกครั้ง

โดยที่ริเอะ โอโนเดระ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนอายุ 39 ปีกังวลว่กฎหมายต่อต้านการสมคบคิดจะถูกอ้างเอามาใช้ปิดปากผู้ที่ต่อต้านการเพิ่มอำนาจกองกำลังของญี่ปุ่นเอง เธอบอกว่าประชาชนญี่ปุ่นต่อสู้ปกป้องรัฐธรรมนูญสันติมาหลายรุ่นถ้าหากประชาชนไม่สามารถต่อสู้ปกป้องมันได้ก็มีโอกาสที่ผู้นำจะลากประเทศไปสู่สงครามอีกครั้ง

รัฐบาลอาเบะพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2558 แล้วโดยการออกกฎอนุญาตให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นออกปฏิบัติการนอกอาณาเขตพื้นที่ของญี่ปุ่นได้ ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทำให้เกิดการประท้วงของคนนับแสนคน แต่การต่อต้านของประชาชนจำนวนมากนี้ก็อาจจะถูกการอ้างใช้กฎหมายฉบับใหม่สั่งห้ามพวกเขาก็เป็นได้

Waging Nonviolence ระบุว่าเคยมีประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคนั้นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามขยายอำนาจอาณานิคมทั่วเอเชียก็มีการออกกฎหมาย "คุ้มครองความปลอดภัย" ที่ทำให้เกิดหน่วยงานตำรวจพิเศษที่เรียกว่า "โทกโกะ" ตำรวจเหล่านี้ทำการปราบปรามประชาชนที่ส่งเสียงต่อต้าน ฟรานซิส ไปค์ นักประวัติศาสตร์อังกฤษ ระบุว่าในช่วงปี 2476-2479 รัฐบาลญี่ปุ่นจับกุมตัวปะชาชนมากถึงเกือบ 60,000 คน มีการไต่สวน คุมขังในเรือนจำ และบางครั้งก็มีการทารุณกรรมโดยอ้างว่า "มีความคิดอันตราย" ในปี 2484 นายกรัฐมนตรีฮิเดะกิ โทโจ กล่าวในที่ประชุมจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นว่าพวกเขาให้อำนาจมากขึ้นในการควบคุมคนที่ต่อต้านสงครามและต่อต้านกองทัพ โดยเรียกผู้คนเหล่านั้นว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" เป็น "ชาวเกาหลีกบฏ" หรือเป็น "ครูสอนศาสนาบางคน" รวมถึงิ้างว่าเป้นการจับกุมล่วงหน้าในเชิงป้องปราบ

หนึ่งในผู้ประท้วงชื่อ โทชิเอะ อิชิโนะกิ อายุ 66 ปี ก็พูดถึงประวัติศาสตร์ในยุคสมัยนั้นที่มาจากคำบอกเล่าของแม่ แม่เขาบอกว่าในตอนนั้นเธอยังเป็นวัยรุ่นหญิงที่กลัวการพูดถึงสงครามมากเพราะกลัวพวกคนให้ข่าวรัฐบาลหรือตำรวจทางความคิด เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสังคมแห่งการสอดแนมในยุคสมัยสงคราม

ความกังวลนี้ยังผูกโยงได้กับการที่รัฐบาลอาเบะมีท่าทีเสริมความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ มากขึ้น รวมถึงหวังว่าจะทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "พันธมิตรที่อยู่ในระดับเท่ากัน" กับสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีท่าทีสนับสนุนการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะ ถึงแม้ว่าประชาชนชาวโอะกินะวะจะต่อต้านเป็นจำนวนมาก จากที่เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นจับกุมและปล่อยตัวแกนนำผู้ประท้วงต่อต้านการสร้างฐานทัพที่อ่าวเฮะโนะโกะเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่มีการตั้งข้อหาและไม่อนุญาตให้ประกันตัว ฮิโรจิ ยามะชิโระ หนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมและปล่อยตัวในเวลาต่อมาบอกกับผู้ชุมนุมประท้วงว่า "ราวกับรัฐบาลกำลังทดลองใช้กฎหมายต่อต้านการสมคบคิดกับผู้ประท้วงในโอะกินะวะ"

 

ความร่วมมือกับสหรัฐฯ

การที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ยังทำให้เกิดความกังวลว่าจะถูกนำมาใช้สอดแนมแบบหวาดกลัวอิสลามอย่างไม่มีเหตุผลหรือไม่ จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีเอกสารรั่วไหลจากหน่วยงายตำรวจนครบาลโตเกียวในเอกสารนั้นระบุว่ามีการสอดแนมผู้อาศัยชาวมุสลิมและคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นรวมแล้วราว 72,000 ราย ที่คล้ายการสอดแนมแบบเดียวกับที่เกิดในนิวยอร์กมาก นอกจากนี้ยังมีการสอดส่องสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมัสยิด โรงเรียน ร้านอาหาร ร้านฮาลาล และองค์กรที่ถูกมองว่า "เกี่ยวข้องกับมุสลิม" โดยมีกานิยามกว้างมากวมถึงองค์กรอย่างแพทยไร้พรมแดนและยูเนสโกด้วย ทนายความนักสิทธิมนุษยชนญี่ปุ่นบอกว่าตำรวจญี่ปุ่นมักจะแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้กับทางการสหรัฐฯ อีกด้วย

เคยมีกรณีที่ชายชาวโมร็อคโกที่อาศัยอยู่ในโตเกียวมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปีแล้วเล่าให้สื่อเจแปนไทม์ฟังว่าเขาเคยถูกคุมขังและไต่สวนในคุกชั่วคราวของสถานีตำรวจเป็นเวลา 10 วันหลังจากที่ต่อวีซ่าไม่สำเร็จในปี 2550 ซึ่งเรื่องการต่อวีซ่าไม่สำเร็จนี้เป็นความผิดพลาดธรรมดาทั่วไปที่เกิดขึ้นได้และมักจะมีการลงโทษอย่างมากแค่ปรับเป็นเงินจำนวนไม่มาก ชายชาวโมร็อคโกคนดังกล่าวยังถูกส่งต่อไปยังเรือนจำสำหรับผู้อพยพที่เขาต้องใช้เวลาในนั้นอีก 20 วัน ชายผู้นี้ทำงานเป็นคนขับรถให้กับสถานทูตอิรักเขาเล่าอีกว่ามีตำรวจโทรศัพท์มาหาเขาอีกหลายครั้งกดดันให้เขาช่วยคอยสอดส่องเพื่อนร่วมงานของเขาให้

ในปี 2544 ยังมีกรณีที่เจ้าทุกข์ชาวมุสลิม 17 คนฟ้องร้องว่าหน่วยงานตำรวจญี่ปุ่นละเมืดสิทธิขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพทางศาสนาที่ได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ แต่หลังจากที่มีการยื่นอุทธรณ์มาแล้วสองครั้งในปี 2559 ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นก็ปฏิเสธไม่ยอมรับฟังคดีนี้โดยอ้างว่าการสอดแนมมีความจำเป็นท่ามกลางการก่อการร้ายระดับโลก

เรื่องทีญี่ปุ่นให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่อง "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" มีการแสดงออกมาอย่างเปิดเผย ในปี 2557 ญี่ปุ่นเคยลงนามในข้อตกลงการป้องกันและต่อต้านอาชญากรมร้ายแรงที่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบังคับกฎหมายโดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามประเทศ รวมถึงตำรวจญี่ปุ่นยังมีการฝึกอบรมร่วมกับเอฟบีไอของสหรัฐฯ ด้วย

ชางโฮคิมผู้ที่เคยร่วมเขียนหนังสือกับสโนว์เดนเกี่ยวกับเรื่องการสอดแนมในญี่ปุ่นกล่าวว่าการโจมตีของผู้ก่อการร้ายมักจะถูกรัฐบาลอ้างนำมาใช้สนับสนุนให้มีการสอดแนมแบบเหมารวม เป็นการหาผลประโยชน์จากความหวาดกลัวภัยก่อการร้านของผู้คน ชาวโฮคิมเพียงแค่หวังว่าจะไม่มีเหตุก่อการร้ายใดๆ เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

เรียบเรียงจาก

Nationwide protests oppose ‘anti-conspiracy’ bill, as Japan moves to remilitarize, Waging Nonviolence, 08-06-2017

Japan passes controversial anti-terror conspiracy law, BBC, 15-06-2017