อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ผู้สาว " ขาเลาะ"

<--break- />

สังคมไทยจะเข้าใจความนิยมเพลง " ผู้สาวขาเลาะ" ของคุณลำไย ไหทองคำได้อย่างไร หากจะวัดจากสายตาของคนรุ่นอาวุโสทั่วไปในสังคมไทย  ก็คงต้องออกมาในลักษณะแบบเดียวกับที่ " ลุงตู่" ได้ลงทุนกล่าวว่าเอาไว้เท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าไม่มีประโยชน์โพดผลอันใดเลย

ความเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างในสังคมไทยหรือสังคมโลกก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสุญญากาศ ทุกอย่าง/ทุกมิติล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั้งสิ้น

ความนิยมเพลง "ลูกทุ่ง" ที่เนื้อร้องเน้นประเด็น " ทางเพศ" และการแสดงบนเวทีที่เน้น " ร่างกาย" ได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลัง    ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ก็ได้แก่  เพลง " คันหู "  และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึง “ ผู้สาวขาเลาะ “  แต่หากพิจารณากลับไปในอดีต ก็จะพบว่า ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแสดงเพลงที่มีลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ แล้ว   ดังจะเห็นได้ว่าเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ล้วนแล้วแต่แสดงความปรารถนาส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็น " กระแซะ" หรือเพลง (ที่น่าสนใจมากที่คุณพุ่มพวงเสนอให้)  " ปฏิวัติผัว" เป็นต้น

เพลงจะได้รับความนิยมก็ต่อเมื่อได้ "สื่อสาร" ทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างสอดคล้องไปกับแรงปรารถนาของคนในสังคม ดังนั้น การทำความเข้าใจเพลง จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจสังคมโดยเฉพาะทางด้านอารมณ์ความรู้สึกได้มากขึ้น    และต้องเน้นว่า เพลง " ลูกทุ่ง" นับจากพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาจนถึงปัจจุบันนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงการเคลื่อนไหวทางอารมณ์ความรู้สึกอันสำคัญยิ่งของผู้หญิงในสังคมไทย

กล่าวได้ว่า สังคมไทยได้สร้างระเบียบทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมากให้ตกเป็นพันธกิจหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง เริ่มต้นจากการควบคุมร่างกาย ควบคุมอารมณ์  ต่อมาก็ควบคุมการแสดงออกทุกมิติในพื้นที่สาธารณะ และเมื่อมีครอบครัวแล้วก็ควบคุมวัตรปฏิบัติทั้งหมดในการมีชีวิตคู่  ในขณะที่ผู้ชายไทยได้รับอิสระอย่างมากในพื้นที่สาธารณะ

กรอบวัฒนธรรมเดิมของไทยที่เน้นให้ผู้ชายมีชีวิตเสรีนอกบ้านเพื่อแสวงหาเกียรติยศซึ่งมีหลากหลายทาง เช่น การบวชเรียน การเป็นนักเลงดูแลหมู่บ้าน หรือ การเข้าร่วมเป็นพ่อค้าทางไกล  ในขณะที่ผลักดันให้ผู้หญิงมีชีวิตอยู่ในบ้านทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ( ดูแลเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต) และผู้หญิงเองก็จะต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ "ใน ร่องในรอย" ทางวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมชุมชน

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๑ เป็นต้นมา ได้เข้ามาผลักผู้หญิงให้ก้าวออกนอกพื้นที่บ้านมากขึ้น และการออกมาแสวงหาเงินตราเพื่อส่งกลับไปใช้ในครอบครัวได้กลายเป็นชีวิตปรกติธรรมดาของผู้หญิงไทยทั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ( เส้นทางเดินชีวิตนอกบ้านของผู้หญิงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามากนะครับ ตัวอย่าง เช่น ผู้หญิงภาคเหนือเคลื่อนออกมาทำงานนอกบ้านด้วยการเป็นคนใช้ให้แก่ชนชั้นกลางที่เริ่มขยายตัวในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐  ต่อมาพบว่าชีวิตคนใช้ที่นายจ้างพยายามจะผูกให้รับใช้ไปอีกเจ็ดชั่วโครตแบบผู้ดีเก่าที่ลอกเลียนมานั้นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นทางเศรษฐกิจ จึงขยับออกมาสู่ภาคบริการ ส่วนพี่น้องผู้หญิงทางอีสานก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่ต่ออีกสักช่วงหนึ่ง แล้วผันออกไปขายแรงงานด้านอื่นๆ เป็นต้น )

การปรากฏตัวของผู้หญิงในที่สาธารณะสมัยใหม่ได้ขยายตัวมากขึ้นมากตลอดเวลา หากมองในระบบราชการปัจจุบันจะพบว่าสัดส่วนของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายมากกว่าหนึ่งเท่า ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นทางการ ก็จะพบว่าแรงงานผู้หญิงมีมากกว่าและเข้มแข็งมากกว่า ในระบบเศรษฐกิจไม่เป็นทางการ ผู้หญิงเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกว่าในขณะที่ผู้ชายเป็นแรงงานธรรมดา (ในการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป สัดส่วนของนักศึกษาหญิงก็สูงกว่านักศึกษาชายมาก )

การเคลื่อนไหวทางสังคมเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้  ได้ส่งผลโดยตรงทำให้เกิดความพยายามจะเปลี่ยนแปลงความหมายในระบบวัฒนธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง การเกิดการท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมผู้หญิงอย่างเข้มข้นนั้นได้รับการท้าทายมากขึ้นๆ      

การท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมอยู่จะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงความหมายของ " ตัวตน" ก่อนจะขยับไปยังพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมด้านอื่นๆ

การแสดง "ตัวตน" ของผู้หญิงเยี่ยง "มนุษย์" คนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้อง " อิดเอื้อน/ปิดบัง" หรือหลบเลี่ยงการแสดงออกด้วยการใช้มารยาสาไถย ( แบบเดิม) จึงปรากฏขึ้น  ลองฟังเพลง " ขอให้โสดที่เถอะ" (ซึ่งเนื่อหาสาระมีลักษณะเดียวกับ "ผู้สาวขาเลาะ") และ " ชวนแฟนดับไฟ " ของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ นะครับ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงความหมายทางวัฒนธรรมอันเป็นสายใยความหมายชีวิตที่รัดตรึงเราไว้กับคุณค่าความหมายนั้นๆ (   "ผู้หญิงดี" ย่อมจะต้องปฏิบัติตัวตาม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เป็นต้น ) จึงได้เริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมายใหม่ของความเป็นตัวตนผู้หญิงโดยเริ่มจากธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงนั้นเอง

กล่าวได้ว่า การต่อต้านอำนาจนำทางวัฒนธรรมที่ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงช่วงของการปฏิวัติวัฒนธรรมทางเพศของผู้หญิงส่วนใหณ่ในสังคมไทยได้เริ่มขึ้นในพื้นที่การสื่อสารทางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในสังคม ซึ่งพื้นที่ที่สำคัญ ได้แก่ เพลง "ลูกทุ่ง" 

เพลงจะได้รับความนิยมก็ต่อเมื่อได้ "สื่อสาร" ทางอารมณ์ความรู้สึกอย่างสอดคล้องไปกับแรงปรารถนาของผู้คนในสังคม   เพลงลูกทุ่งจำนวนไม่น้อยที่แสดงถึง "ตัวตน" ของผู้หญิงเยี่ยง "มนุษย์" คนหนึ่งที่มีแรงปรารถนาของตนเอง และพร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้อง " อิดเอื้อน/ปิดบัง"   จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงในระบอบอารมณ์ความรู้สึกต้องการท้าท้ายและต่อต้านระบบวัฒนธรรมที่ควบคุมผู้หญิง เพราะสังคมไทยได้สร้างระเบียบทางวัฒนธรรมที่เป็นพันธกิจหนักอึ้งบนบ่าของผู้หญิง เริ่มต้นจากการควบคุมร่างกาย การควบคุมอารมณ์  และการควบคุมการแสดงออกทุกมิติในพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงการควบคุมวัตรปฏิบัติทั้งหมดในการมีชีวิตคู่

กระบวนการท้าทายและต่อต้านวัฒนธรรมที่ควบคุมมนุษย์นั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงความหมายของ " ตัวตน" ก่อนเสมอ  เพราะการเปลี่ยนความหมาย “ตัวตน” นี้จะนำไปสู่การสร้างพลังอันจะนำไปขยับเคลื่อนความหมายพื้นที่ทางสังคมวัฒนธรรมอื่นๆ  กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอันเป็นการปรับเปลี่ยนสามสัมพันธ์ของสายใยความหมายชีวิตที่รัดตรึงผู้หญิงเอาไว้กับคุณค่าเดิม จึงเริ่มขึ้นจากการแสดงถึงความหมายใหม่ของความเป็นตัวตนผู้หญิงที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้นเอง

การเปลี่ยนแปลงความหมายของตัวตน “ ผู้หญิง” ที่สำคัญยิ่ง ได้แก่  การทำให้เกิด “ ผู้หญิง” ขึ้นมา เพราะเดิมนั้น “ ผู้หญิง” อย่างเดียวหรือ “ ผู้หญิงที่เป็นอิสระ “ ไม่มีความหมาย เพราะ ” ผู้หญิง” จะถูกผูกล่ามไว้ด้วยความเป็นเมีย เป็นแม่  ซึ่งทำให้ในสมัยก่อนนั้นผู้หญิงที่ไม่มีครอบครัว จะถูกทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของผู้หญิงที่แท้จริง
กล่าวได้ว่า กระบวนการเปลี่ยนความหมายที่ดำเนินมาเป็นการปลดปล่อยให้ “ ความเป็นหญิงที่มีเสรีภาพ “ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด  จนทำให้เวลาคนในสังคมไทยในปัจจุบันนี้คิดถึง “ ผู้หญิง”จึงไม่ได้มีจินตนาการของการผูกล่ามไว้กับพันธกิจทางสังคมแบบเดิมอีกต่อไป
            
แน่นอนว่า การต่อต้านอำนาจนำทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรื่องเพศนี้แตกต่างไปในแต่ละชนชั้น ผู้หญิงชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาสามารถที่จะหยิบเอาหลักการความเสมอภาคทางเพศขึ้นมาใช้เป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และสามารถสถาปนาหลักการนี้ได้อย่างมั่นคงในชนชั้นตนเองแล้ว แต่ในวันนี้ พื้นที่การต่อสู้ได้ขยายออกอย่างกว้างขวางครอบคลุมสังคมไทยอย่างชัดเจน

แต่อย่างไร ก็ตาม กระบวนการทางสังคมไม่เคยจบสิ้นหรือหยุดนิ่ง กระบวนการการปลดปล่อย “ความเป็นหญิงที่มีเสรีภาพ” จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระลอกๆ ตามจังหวะของการเคลื่อนตัวออกสู่พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง  ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ปรับเปลี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนก็ได้ปรับเปลี่ยนความหมายและคุณค่าอื่นไปประกอบด้วย กลุ่ม “ ผู้หญิง” วัยทำงานที่ผ่านการเปลี่ยนความหมายตัวตนมาก่อนแล้วจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงความหมายตัวตนที่นอกจากเป็น “ผู้หญิงเสรีชน “ แล้วยังได้เคลื่อนไปสู่ผู้หญิงที่เป็น “ พลเมืองผู้มีสำนึกเกี่ยวข้อง” ( Concerned Citizen) ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกมิติในช่วงสิบปีที่ผานมาที่ผู้หญิงเป็นพลังหลัก การเกิด”ผู้สาวขาเลาะ”เป็นการเคลื่อนไหวสุดท้ายของกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงที่ข้ามมาจากภาคเกษตรกรรมแบบเดิม

ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ การเปลี่ยนความหมายผู้หญิงในระลอกล่าสุดนี้ที่ปรากฏในเพลง “ ผู้สาวขาเลาะ “ ซึ่งนอกจากเป็นกระบวนการลักษณะเดียวกันที่ทำให้การแสดงออกในเรื่องส่วนตัวของผู้หญิงเป็นไปอย่างเสรี แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับเป็นการทำให้เกิดการนิยามอัตลักษณ์ร่วมหมู่ (Collective Identity) ของการเป็นวัยรุ่นผู้หญิงที่เป็น “ขาเลาะ” อันหมายถึงชอบเที่ยวเล่นสนุกสนานไปวันๆ และไม่สนใจเรียน

แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา วัยรุ่นหญิงที่ไม่สนใจเรียนและชอบสนุกสนานกับชีวิตมีจำนวนไม่น้อย  แต่พวกเธอยังไม่สามารถสร้างและยกระดับรูปแบบการใช้ชีวิตของเธอให้เป็นลักษณะร่วมได้ แต่เมื่อเกิดคำว่า “ ผู้สาวขาเลาะ” ขึ้นมา ก็ได้กลายมาเป็นคุณลักษณะร่วมกันของวัยรุ่นหญิงกลุ่มหนึ่งที่จะสามารถใช้อ้างอิงและดำเนินชีวิตได้อย่างมีตัวตน

การสร้างและยกระดับความคิดนามธรรม “ ผู้สาวขาเลาะ” ให้เป็นลักษณะร่วมของกลุ่มขนาดใหญ่เช่นนี้จึงกลายการเปิดพื้นที่ให้แก่การไม่ชอบเรียนหนังสือและการแสวงหาความสนุกสนานให้กลายเป็นการดำเนินชีวิตลักษณะเด่นทดแทนการใช้ชีวิตเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นๆ เช่น ความสำเร็จในการเรียน

ภายใต้การเกิดความคิดนามธรรมแทนวัยรุ่นหญิงเป็นคนๆว่า “ ผู้สาวขาเลาะ” ซึ่งย่อมอยู่ตรงกันข้ามกับ “ ผู้สาวขาเรียน” วัยรุ่นหญิงที่อ้างอิงตนเองกับการเป็น “ ขาเลาะ” ก็จะใช้ชีวิตที่ปล่อยปละละเลยได้มากขึ้น ความจริงจังในการใช้ชีวิตในวันนี้เพื่ออนาคตในวันหน้าก็จะลดลงไปเรื่อยๆ การตัดสินใจเพื่อวันนี้ก็จะกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของ “ขาเลาะ “ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าย่อมสร้างฐานการอ้างอิงครอบคลุมไปทั้งหญิงและชาย

ลึกลงไปในวัฒนธรรม” ขาเลาะ” จึงไม่ใช่แค่การแต่งกายโป๊ หรือ แสดงแบบที่ของสงวนเกือบโผล่ อย่างที่ลุงตู่มากระแนะกระแหนเท่านั้น หากแต่เป็นการสถาปนาระบบความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่/ปู่ย่าจะเข้าใจได้อีกต่อไป

คำถามที่สำคัญที่สังคมต้องช่วยกันหาคำตอบ ก็คือ อะไรทำให้วัยรุ่นกลุ่มใหญ่ในสังคมไทยกลายเป็น “ ขาเลาะ” ระบบการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้แน่ๆ แต่คงไม่ใช่เท่านั้น ระบบครอบครัวที่กลายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวและมีการหย่าร้างสูงก็มีส่วน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นก็มีผลต่อการสร้างวัฒนธรรมใหม่  นอกเหนือจากนั้นคืออะไรบ้าง สังคมต้องช่วยกันหาคำอธิบายครับ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร หากลูกหลานเรากลายเป็น “ ขาเลาะ” กันไปหมด

การเกิดปรากฏการณ์ “ เปรี้ยว” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของวัยรุ่นกลุ่มเล็กๆเท่านั้น  หากแต่เป็นส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะเมื่อพวกเขา/เธอ ใช้ชีวิตแบบ “ขาเลาะ” จะหาเงินตรามาใช้จ่ายจากไหน การหันไปสู่เส้นทางการหาเงินแบบง่ายๆก็จะทวีมากและหลากหลายมากขึ้น 

ดังนั้น หากเราพิจารณาการแสดงออกของผู้คนในสังคมไทยให้ลึกไปกว่าการก่นด่าแบบมักง่ายด้วยกรอบคิดความเป็นไทยแบบเดิมว่าคนไทย/ผู้หญิงไทย ที่ดีต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็จะทำให้สังคมไทยมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้หลากหลายแนวทางมากขึ้น

คงต้องบอกลุงตู่และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองวันนี้ว่าอย่ามองปรากฏการณ์ในสังคมอย่างมักง่าย เพราะทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ง่ายๆแบบที่พวกท่านคิดกันหรอกครับ ไม่งั้น การรัฐประหารของท่านก็แก้ไขปัญหาได้หมดซิ  สามปีผ่านมาก็รู้อยู่แล้วว่าการใช้อำนาจแบบมักง่ายมันไม่ได้ผลหรอกครับ