บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: เก็บตก จากการประชุมภาคประชาชน ที่เบลเยี่ยม

 

ตอน: เก็บตก จากการประชุมภาคประชาชน ที่เบลเยี่ยม
"ChuPitch TV" กลับมาหลังจากห่างหายไปนาน
โดยตอนล่าสุด "พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์" สัมภาษณ์ "กรรณิการ์ กิจติเวชกุล" คุยเก็บตก การประชุมภาคประชาชน

ความยาว 38 นาที

ถึงเวลาแล้ว ที่ภาคประชาชน

ถึงเวลาแล้ว ที่ภาคประชาชน จะลุกขึ้นมากต่อสู้กับ กฏหมายทรราช๑๑๒ เสียทีซึ่งทำได้ง่ายๆหลายรูปแบบ..โดยไม่ต้องเอากระพรวนไปผูกคอแม้ว
ระดับเว็บ... แต่ละบอร์ดหูตาสว่าง..ควรร่วมมือกันสัมนา รวบรวมองค์ความรู้กฏมายหมิ่นต่างๆ ไม่ว่า หมิ่นคน หมิ่นเจ้าหน้าที่ หมิ่นจ้าวว เพื่อ คนที่ดูแลเว็บจะได้มีความรรู้ เป็นบันทัดฐานเดียวกัน และ เป็นแม่พิมพ์ แก่สมาชิก...ไม่งั้น..เว็บไหนมี ม็อดปัญญาอ่อนเส้นตื้นสักคน หรือ พวกสลิ่มแฝงมาสักคน ก็แย่..ลบเรียบ
และนอกจากกิจกรรมช่วยคนเสื้อแดง กิจกรรมช่วยน้ำท่วมแล้ว...ใครโดนคดีหมิ่น
พวกเราควรถือว่า..กฏหมายหมิ่นเป็นกฏหมายทรราชที่พวกเราไม่ยอมรับ..ควรจัดมวลชนไปให้กำลังใจผู้ต้องหาเป็นระยะๆ
ในระดับครูบาอาจารย์ฝ่ายเสรีนิยม..ก็ควร จัดสัมมนากฏหมายหมิ่นให้เป็นที่เอิกเกริกบ่อยๆ แล้วเผยแพร่
ส่วนตำรวจ ศาล อัยการ ทียัดข้อหา ยัดหมายจับ ง่ายๆ ก็ควรไปชุมนุมโดยสงบ
แสดงการไม่เห็นด้วย

""""""""""""""ไม่จำเป็นต้องเอากระพรวนไปผูกคอแมวใช่ไหมครับ"""""

ขอบคุณคะสำหรับข่าวความคืบหน้า

ขอบคุณคะสำหรับข่าวความคืบหน้าของการเจรจาและข้อมูลอัพเดทต่างๆ รวมทั้งการสนทนาเรื่องลักษณะขวากลางของสภายุโรป ซึ่งก็สามารถเอามาตีความคาดการณ์การตัดสินใจของอียูในประเด็นต่างๆ ต่อภูมิภาคอื่นได้ด้วย ขอบคุณคะ

ที่เห็นว่าการสนทนาครั้งนี้ขาดประเด็นไปคือ ปัจจัยในแง่ประโยชน์ของประชาชนส่วนร่วม ไม่ใช่ที่เรียกว่าภาคประชาชนหรือผู้ค้ารายเล็กหรือใหญ่ในไทยเท่านั้นเองที่ควรคำนึกถึง แต่ประชาชนโดยรวมนั้นได้ประโยชน์หรือไม่ได้อย่างไรกับเขตการค้าเสรี นี้คือสิ่งที่อยากฝากให้ภาคประชาชนช่วยลองดูด้วยคะ

ส่วนใหญ่การวิจัยจะเน้นว่าอุตสาหกรรมใดจะถูกกระทบหนักเมื่อมีการค้าเสรี แต่ที่สำหรับคือถ้าอุตสาหกรรมในประเทศนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ผลิตสินค้าด้อยคุณภาพ ตรงกันข้ามคุณภาพสินค้าของต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดไทยนั้นดีกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยแล้ว ก็น่าจะถือว่าการเปิดเสรีการค้านั้นจะทำให้คนไทยสามารถใช้สินค้าที่ดีกว่าและถูกกว่าได้ ก็ควรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและผู้บริโภคโดยส่วนรวม

ถามว่าจะทำยังไงกับผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้น รัฐบาลสามารถให้ค่าชดเชยเหมือนกับนาฟต้า เช่นถ้าคนงานถูกเลิกจ้างเพราะผลกระทบจากนาฟต้า (ต้องสามารถพิสูจน์ได้) รัฐก็จะต้องช่วยเรื่องค่าเสียหายเพราะเป็นการทำสัญญาโดยรัฐ แต่ในระยะยาวนั้น ถ้าผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับปรุงการผลิต ลดต้นทุน และพัฒนาเทคโนโลยีมาแข่งกับต่างประเทศได้ ก็ต้องออกจากตลาดไป มันคือสัจธรรมของการแข่งขันไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม แต่มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ถ้าในระยะยาวผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนหรือพัฒนาสินค้าของตนเองให้ได้คุณภาพใกล้เคียงกับของต่างประเทศ ก็จะสร้างประโยชน์ให้ผู้บริโภคให้มีทางเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น

คืออยากฝากประเด็นให้ภาคประชาชนว่าควร count ปัจจัย"ประชาชน"ส่วนรวมด้วยว่าได้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร

อีกประเด็นที่ไม่เห็นด้วยคือ เรื่องไวน์และเหล้า พูดตามตรงว่าการตั้งสมมติฐานแบบนี้ เช่นนำเข้าไวน์มากขึ้นทำให้คนกินมากขึ้น ก็เลยคิดว่าจะทำให้เกิดปัญหาสังคมและอุบัติเหตุมากขึ้นนั้นเป็นการตั้งสมมติฐานที่เกินเรื่องเกินราวไป เหมือนเป็นพวกพารานอยซ์คะ คือหัวโบราณกลัวไปหมด แต่ที่สำคัญคือการไม่เปิดตลาดเหล้าก็ทำให้ผู้ค้าน้อยรายแต่รายใหญ่ๆ ของไทยนั้นครองตลาดและกินกำไรไปได้อีกนาน จะบอกว่าคนกินเบียร์ไม่กินไวน์นั้นคงไม่จริง และการเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาวก็เป็นไปได้ว่าคนจะหันมากินไวน์มากขึ้นถ้าราคาถูกลง ทางที่ควรจะแก้ปัญหาสังคมไม่ใช่การตั้งภาษีสูงเพื่อให้ลดการบริโภค แล้วจะได้ไม่ต้องมีอุบัตเหตุ หรือคดีข่มขืน แต่จะสั่งสอนอบรมสร้างสามัญสำนึกให้รู้จักการกินเหล้าที่ถเหมาะสมไม่ให้หัวราน้ำ สร้างค่านิยมในการกินอย่างมีสติให้กับคนไทยและเยาวชนอย่างไร

เพราะถ้าสมมติฐานที่เอ็นจีโอและภาครัฐกำลังตั้งอยู่นั้นถูก ทำไมคนไทยที่ไปเรียนเมืองนอกถึงไม่กินเหล้าเมาขับรถชนกันระเนระนาดเพราะราคาไวน์ที่เมืองนอกถูกกว่า หรือถ้าสมมติฐานอย่างนี้จริง ทำไมคนยุโรปถึงไม่กินเหล้าชนกันหมดเมือง ฉะนั้น การตั้งภาษีไวน์หรือเหล้าสูงไม่ได้ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทีแท้จริง

การอ้างสมมติฐานนี้ทำให้นึกถึงกรณีเวียดนามที่เคยไม่ยอมลดกำแพงภาษีการนำเข้ารถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ในข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เพราะให้เหตุผลไว้ว่าการนำเข้ารถเยอะจะทำให้เวียดนามเกิดอุบัติเหตุทางถนนเยอะขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ก็เลยไม่ขอลดภาษีตามที่ตกลงกันไว้ แต่จริงๆ แล้วรัฐไม่ลดกำแพงเพราะต้องการปกป้องผู้ผลิตในประเทศต่างหาก

ฝากประเด็นให้ทางเอ็นจีโอไว้สองประเด็นคะ ขอให้พี่กรรณิการ์ช่วยเอาไปพิจารณาด้วยคะ

ขอบคุณมากคะ

หรือเพราะรัฐไม่อยากให้เหล้าไว

หรือเพราะรัฐไม่อยากให้เหล้าไวน์เข้ามาแย่งตลาดไทยเพราะกลัวผู้ค้าเหล้าไทยขายของได้น้อยลง ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีสินค้าบาปได้น้อยลงด้วย และนั้นก็หมายความว่า เงินสนับสนุนลงไปในกลุ่มองค์เอ็นจีโอไทยก็จะน้อยลงไปด้วย

ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสัย

ขอความกระจ่างด้วยนะคะ

ขอบคุณคะ

หรือเพราะรัฐไม่อยากให้เหล้าไว

หรือเพราะรัฐไม่อยากให้เหล้าไวน์เข้ามาแย่งตลาดไทยเพราะกลัวผู้ค้าเหล้าไทยขายของได้น้อยลง ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีสินค้าบาปได้น้อยลงด้วย และนั้นก็หมายความว่า เงินสนับสนุนลงไปในกลุ่มองค์เอ็นจีโอไทยก็จะน้อยลงไปด้วย

ยิ่งคิดยิ่งน่าสงสัย

ขอความกระจ่างด้วยนะคะ

ขอบคุณคะ

ตอบคุณสรินณา ผมช่วยตอบแทนให้แ

ตอบคุณสรินณา

ผมช่วยตอบแทนให้แบบง่ายๆแล้วกัน

การปรับภาษีเหล้าหลังสุด พ.ค๕๒ รัฐบาลประเมินรายได้จากภาษีสุราเบียร์ปรัมาณ ๖พันล้านบาท ซึ่ง๒เปอร์เซนท์หรือ๑๒๐ล้านบาทจะตัดไว้ให้ ส.ส.ส ใช้เป็นงบประมาณ ซึ่งแปลว่า งบจะมากน้อยอยู่ที่เก็บภาษีได้มากน้อย

การทำสัญญาFTAนั้นจะทำให้ไทยต้องลดภาษีนำเข้าเหล้า เบียร์ ไวน์ จากประมาณ ๕๐เปอร์เซนท์ เหลือ๕เปอร์เซนท์ และ ๐เปอร์เซนท์ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างภาษีสุราทั้งระบบ เงินส่วนที่เคยตัดให้ส.ส.ส เป็นงบแอนตี้เหล้า มันก็ต้องลดลงด้วย จาก๑๒๐ล้านอาจเหลือแค่หกสิบล้าน (นับจากกองหกพันล้านส่วนเพิ่มเท่านั้นนะครับ) เม็ดเงินจริงมากกว่านั้นอีกเพราะเก็บภาษีรวมมากกว่านั้น

ลองไปหาดูว่าตลอดปี รัฐบาลเก็บภาษีเหล้าเบียร์ไวน์จากผู้ผลิต ผู้นำเข้าทุกรายเท่าไหร่ งบส่งเสริมสุขภาพก็ ๒ เปอร์เซนท์ของตัวเลขนั้น

เข้าใจหรือยังครับว่า รายได้สามส กับเอนจีโอแอนตี้เหล้ามาจากไหน

ถ้าเข้าใจแล้วก็ตีความแอ็กติวิตี้ต่างๆของเขาได้ไม่ยาก..

ผมกับเกรงว่า ไปแส่กับการไม่ยอมลดภาษีนำเข้าเหล้าเบียร์นอกตามFTAมากเกินไป จะเปิดช่องให้ตลาดยูโรต่อรองเรื่อง ภาษีนำเข้าอื่นจากไทยเช่นอาหารทะเล เครื่องประดับ กลายเป็นการเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือไป เพราะความหัวสี่เหลี่ยมของเอนจีโอไทยเสียมากกว่า.....ไทยนำเข้าเหล้าเบียร์ไวน์ เป็นมูลค่าจิ๊บจ๊อยน้อยมาก เมื่อเทียบกับยอดส่งออกไป อียู ของสินค้าไทย

ที่เห็นราคาแพงๆในตลาด.ในประเทศนั้นนั้นมันป็นเพราะในปัจจุบัน อัตราภาษีสุราทุกประเภทรวมกัน กว่า๒๘๐ เปอร์เซนท์ของราคานำเข้าFOB และราคาต้นทุนผลิตในประเทศครับ.......

การแสดงความสงสัยว่า NGO

การแสดงความสงสัยว่า NGO ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ก็สงสัยได้ หรืออาจมีใครสงสัยว่า การมาพูดเพื่อให้ธุรกิจน้ำเมาได้ประโยชน์ เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ก็สงสัยกันได้ทั้งนั้น(ยังไม่ตัดสินว่าเป็นอย่างนั้น) เพราะฉะนั้นอย่าใช้ตรรกะแบบนี้ดีกว่า แต่ควรคิดกันบนหลักฐานทางวิชาการ ที่ทั่วโลกรู้กันว่า ทั้ง เหล้า บุหรี่ ราคามีผลต่อการเสพมากหรือน้อยแน่นอน โดยเฉพาะกับเยาวชน และผู้มีรายได้น้อย (ซึ่งมีเงินจำกัด)

มาตรการเรื่องราคา จึงเป็นการควบคุมที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะกับสังคมไทยที่พฤติกรรมการดื่ม ไม่เหมือนฝรั่ง การบังคับใช้กฎหมายไทยก็อ่อนแอ จึงทำให้มีปัญหากับคนทั้งคนดื่ม และไม่ดื่ม อย่างที่เห็นเป็นข่าวแทบทุกวัน คนตายจากน้ำเมาทุก ๒๐นาที การตายจากอุบัติเหตุปีละกว่า ๑หมื่นคน บาดเจ็บนับล้านคน ก็มีเหตุจากน้ำเมามากสุด อาชญากรรม โรคกว่า ๖๐โรค สูญเสียเศรษฐกิจปีละ ๔แสนล้าน(ค่าน้ำเมา ๒แสนล้านที่พ่อค้ารับไป ค่าความสูญเสียอีก ๒แสนล้านที่คนไทยทุกคนร่วมกันจ่ายผ่านภาษี) ฯลฯ ยังไม่มากพอหรือ???

โดยเฉพาะเยาวชนไทย เป็นนักดื่มหน้าใหม่อายุต่ำลงเรื่อยๆ และจำนวนเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว มีปัญหาจากการดื่มน้ำเมาตามมามากมาย เช่น ยกพวกตีกัน ข่มขืนรุมโทรม พฤติกรรมทางเพศผิดๆ ทำให้เยาวชน ติดคุก ติดเอดส์ มากมาย ล้วนมีน้ำเมาเป็นเหตุหลักทั้งสิ้น(งานวิจัยของกรมพินิจฯยืนยันได้) เราจะรอให้ลูกหลานของเราเป็นเหยื่อเสียก่อนใช่ไหม จึงจะสำนึกได้

ประเด็นเรื่องการค้าเสรี ไม่ใช่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่คือการเปิดโอกาสให้ ต่างชาติมาแทรกแทรงนโยบายการควบคุมน้ำเมาในประเทศด้วย ซึ่งมีตัวอย่างในต่างประเทศ และประเทศไทย ก็โดนมามาแล้ว เรื่องการควบคุมฉลากผลิตภัณฑ์

ถ้าคุยกันเพื่อให้สังคมไทยได้ประโยชน์ แลกเปลี่ยนกันได้ ด้วยความยินดี

ขอบคุณคุณบางกอกที่ตอบมาคะ

ขอบคุณคุณบางกอกที่ตอบมาคะ ที่จริงดิฉันเข้ามาแหย่ให้เอ็นจีโอมาตอบเสียมากกว่า ว่าถ้าประชาชนคิดว่าเอ็นจีโอจะมีผลได้ผลเสีย(ผลประโยชน์ทับซ้อน)จากการไม่เปิดตลาดไวน์และเหล้าแล้ว เขาจะออกมาตอบอย่างไร

ส่วนที่คุณบางกอกพูดถึงประเด็นการต่อรองเรื่องไวน์กับเรื่องกุ้งหรือสินค้าเกษตรอื่นที่ไทยจะได้ผลประโยชน์ คงเกิดการต่อรองกันในกระบวนการเจรจาแน่นอน

ขอบคุณคุณพัฒน์ที่มาแลกเปลี่ยน คุณบอกว่าพฤติกรรมคนไทยหรือเด็กไทยไม่เหมือนฝรั่ง เลยทำให้ประเทศเราเกิดปัญหาสังคมมากมายเพราะสาเหตุมาจากการกินเหล้า ฉะนั้นเราก็เลยควรกีกกั้นการเปิดตลาดไวน์และเหล้า ด้วยความเคารพนะคะ คิดว่าไม่เห็นด้วยในจุดนี้ เพราะคิดว่าพฤติกรรมมันเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ที่เราจะสอนจะเปลี่ยนอย่างไร ให้ใช้ให้กินอย่างฉลาดนะ มันไม่ใช่พันธุกรรมที่ฝรั่งทำได้และเราทำไม่ได้มั้งคะ แต่ถ้าบอกว่าเรายังไม่พร้อมเปิดเพราะพฤติกรรมเราไม่พร้อมก็เป็นอีกการโต้แย้งที่แล้วแต่คนจะคิด ก็แล้วแต่เขา(รัฐกับรัฐ / เอ็นจีโอ)ตกลงกันว่าเช่นจะใช้กรอบเวลามาเป็นตัวกำหนดการเปิดตลาดไหม ก็แล้วแต่เขาจะตกลงกันว่าจะชดเชยด้วยวิธีการใดอย่างไร

ส่วนเรื่องการค้าเสรี ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีแน่นอนคะ ฉะนั้นเราก็เลยพูดกันเรื่องที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้

ขอบคุณคะที่แลกเปลี่ยน